เมษา 56 ร้อนรับเขี้ยวเล็บใหม่ของกองทัพไทย

ข่าวแรก กองทัพบกรับมอบ UH-60M Black Hawk จำนวน 3 ลำ ขอขอบคุณข่าวจาก http://www.thaiarmedforce.com/

 

ผู้สร้าง : บริษัท SIKORSKY AIRCRAFT ประเทศ สหรัฐอเมริกา
ประเภท : เฮลิคอปเตอร์แบบใช้งานทั่วไป 14 ที่นั่ง บรรทุกเปลผู้ป่วย พร้อมอุปกรณ์
ได้ 4 เปล (ภาวะปกติ) หรือ 6 เปล (ภาวะสงคราม)
เครื่องยนต์ : T-700-GE-701C เทอร์โบชาฟ จำนวน 2 เครื่องยนต์ แรงม้าสูงสุด 1940 แรงม้า
ความเร็วสูงสุด : 193 knots
ความเร็วเดินทาง : 120-150 knots
พิสัยบิน : 315 ไมล์ทะเล
บินได้นาน : 2 ชั่วโมง 30 นาที
ประเภทเชื้อเพลิง : JP-8
ความสิ้นเปลือง : 590 ลิตร/ชั่วโมง
ความจุเชื้อเพลิง : 360 แกลลอน
น้ำหนัก : น้ำหนักรวมสูงสุด 22,000 ปอนด์
  : น้ำหนักตัวเปล่า 11,500 ปอนด์
  : น้ำหนักบรรทุกภายใน 8,000 ปอนด์
  : น้ำหนักบรรทุกภายนอก 9,000 ปอนด์
อุปกรณ์พิเศษ : ขอเกี่ยวภายนอก 9,000 ปอนด์
  : รอกกู้ภัย 650 ปอนด์
ระบบอาวุธ : ไม่มีข้อมูล
ประจำการที่ : กองบินปีกหมุนที่ 9 (ผสม) (เข้าประจำการเมื่อ มี.ค.45)
หลักฐานข้อมูล 1. คู่มือใช้งาน ( TM 1-1520-237-10 )
  2. FM 90-4
  3. http://www.sikorsky.com/programs/blackhawk
  4. http://abcnews.go.com


ภาพจากสถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

09/04/2556 11.15 น. ThaiArmedForce.com – UH-60M จำนวน 3 ลำ ของกองทัพบกไทย เดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว

กองทัพบกสหรัฐส่งมอบ UH-60M Black Hawk จำนวน 3 ลำ ให้กับกองทัพบกไทยที่ท่าเรือแหลมฉบังเมื่อวานนี้ โดยการจัดหา UH-60M ในครั้งนี้เพื่อเป็นการทดแทน UH-1H ที่กำลังทะยอยปลดประจำการในกองทัพบกไทย ซึ่งจะทำให้จำนวน UH-60L/M ของกองทัพบกไทยมี 9 ลำในปัจจุบัน

ในปี 2552 รัฐบาลสหรัฐได้อนุมัติให้กองทัพบกไทยจัดหา UH-60L จำนวน 3 ลำ แต่คาดว่าไม่น่าจะมีการลงนามในสัญญาเกิดขึ้น ประกอบกับ UH-60L ได้ปิดสายการผลิตลงไปแล้วตั้งแต่ปี 2550 ทำให้ในปี 2554 รัฐบาลสหรัฐได้อนุมัติให้กองทัพบกจัดหา UH-60M จำนวน 3 ลำ ซึ่งต่อมากองทัพบกได้ลงนามในสัญญาการจัดหา (Letter of Acceptance) กับกองทัพบกสหรัฐในล็อตแรกของโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์แบบใช้งานทั่วไปของกองทัพบกระยะ 1 ห้วงที่ 3 จำนวน 2 ลำ เมื่อวันที่ 12 กรกฏาคม 2555 และลงนามจัดหาเพิ่มเติมในภายหลังอีกจำนวน 1 ลำ

ปีใน 2555 รัฐบาลสหรัฐได้อนุมัติให้กองทัพบกไทยจัดหา UH-60M เพิ่มเติมอีก 4 ลำ ซึ่งในวันที่ 23 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา กองทัพบกสหรัฐได้ว่าจ้างบริษัท Sikorsky ให้ติดตั้งระบบเอวิโอนิกส์ให้กับ UH-60M ตัวเปล่า (Green Aircraft) ของกองทัพบกไทยจำนวน 2 ลำ ThaiArmedForce.com จึงเชื่อว่า จากการอนุมัติของรัฐบาลสหรัฐจำนวน 4 ลำนี้ กองทัพบกไทยได้ลงนามจัดหาแล้วอย่างน้อย 2 ลำ และรอรับมอบต่อไป ซึ่งจะทำให้เฮลิคอปเตอร์ UH-60L/M ของกองทัพบกไทยมีจำนวนอย่างน้อย 10 ลำในท้ายที่สุด

ทั้งนี้ กองทัพบกไทยจัดหา UH-60M Black Hawk ผ่านระบบการส่งออกอาวุธให้ต่างประเทศ (Foreign Military Sale: FMS) ของรัฐบาลสหรัฐ โดยกองทัพบกสหรัฐเป็นผู้สั่งซื้อ บริหารสัญญา ส่งมอบ และฝึกกำลังพลให้กับกองทัพบกไทย

Sikorsky awarded $27M contract for work on Thai UH-60M

Sikorsky, Stratford, Conn., was awarded a $26,900,000 firm-fixed-price contract. This is a modification to convert UH-60M green aircraft and provided associated services for the Royal Thailand Army. This contract is in support of foreign military sales. Work will be performed in Stratford, with an estimated completion date of April 30, 2016. One bid was solicited, with one bid received. The Army Contracting Command, Redstone Arsenal, Ala., is the contracting activity (W58RGZ-12-C-0008).

http://helihub.com/2013/03/22/sikorsky-awarded-27m-contract-for-work-on-thai-uh-60m/
ภาพจากสถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.559343080753505.1073741848.116453438375807&type=1

Notification to Congress (www.dsca.mil/pressreleases/36-b/2012/Thailand_12-39.pdf)

19/09/2555 00.55 น. ThaiArmedForce.com – วานนี้ คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใหม่ของกองทัพบกภายใต้โครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์แบบใช้งานทั่วไปของกองทัพบกระยะ 1 ห้วงที่ 3 งบประมาณ 2,817,981,515 บาท

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าเฮลิคอปเตอร์ที่กองทัพบกจัดหาจะเป็นรุ่นใด ระหว่าง UH-60M และ S-70i

รัฐบาลสหรัฐได้แจ้งต่อสภาคองเกรสว่าได้อนุมัติขายเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-60M จำนวน 4 ลำให้กับกองทัพบกไทย ซึ่งกองทัพบกไทยมีเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-60L จำนวน 7 ลำประจำการอยู่ก่อนแล้ว และประสบอุบัติเหตุตกไป 1 ลำ เหลือประจำการ 6 ลำ หลังจากนั้นจึงมีการจัดหา UH-60L อีก 3 ลำ จัดหา UH-60M 2 ลำ ล่าสุดจัดหา UH-60M เพิ่มเติมอีก 1 ลำเมื่อเดือนมิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา

ถ้ากองทัพบกจัดหา UH-60M อีก 4 ลำในครั้งนี้ จะทำให้จำนวน UH-60L/M Black Hawk เพิ่มเป็น 16 ลำ ซึ่งยังต้องการจัดหาอีก 26 ลำจึงจะครบตามจำนวนความต้องการระหว่างปี 2554 – 2563

ในอีกด้านหนึ่งแหล่งข่าวในกองทัพบกระบุกับ ThaiArmedForce.com ว่า อาจเป็นไปได้เฮลิคอปเตอร์ที่จะจัดหาจะเป็น S-70i ซึ่งเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่เหมือนกับ UH-60L/M Black Hawk ซึ่งกองทัพบกมีอยู่แล้วจำนวน 6 ลำ และกำลังจัดหาเพิ่มเติมอีก 6 ลำ แต่ S-701i จะมีประสิทธิภาพทางยุทธการต่ำกว่า UH-60M เนื่องจากมีการตัดอุปกรณ์บางชนิดออกไป แต่มีราคาถูกกว่าเพื่อใช้งานในภารกิจทางยุทธการที่ไม่ต้องการความสามารถมาก หรือใช้งานทางธุรการ โดยทำการผลิตที่โรงงาน  PZL Mielec  ในประเทศโปแลนด์ ซึงบริษัท Sikorsky จากสหรัฐอเมริกาผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-60L/M Black Hawk ได้ซื้อกิจการมา โดยมีข้อมูลว่าคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงกลาโหมได้เดินทางไปเยือน ประเทศโปแลนด์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

ถ้าข่าวเป็นความจริง ThaiArmedForce.com คาดว่า สาเหตุที่กองทัพบกเปลี่ยนไปจัดหา S-70i แทนที่จะจัดหา UH-60M นั้น เนื่องจากปัจจุบัน UH-60M ซึ่งเป็นรุ่นมาตราฐานที่กองทัพบกสหรัฐใช้งานนนั้มีราคาสูงมาก ทำให้งบประมาณที่มีอาจไม่สามารถจัดหาได้ครบตามจำนวน จึงเปลี่ยนไปจัดหา S-70i ที่มีสมรรถนะต่ำกว่าบ้างแต่สามารถจัดหาได้ครบตามจำนวน

ทั้งนี้ ถ้ากองทัพบกจัดหา UH-60M จำนวน 4 ลำในครั้งนี้จริง การจัดหา S-70i อาจเลื่อนไปเริ่มจัดหาในโครงการระยะที่ 2 ในปีงบประมาณต่อไป

ที่ผ่านมา กองทัพบกเคยมีความต้องการจัดหา UH-60L Black Hawk ให้ได้จำนวน 33 ลำ แต่หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 จึงทำให้สามารถจัดหาได้เพียง 7 ลำ และประสบอุบัติเหตุตกไป 1 ลำ การจัดหาในครั้งนี้จะทำให้ฝูงบินเฮลิคอปเตอร์แบบ Black Hawk ของกองทัพบกเพิ่มจาก 12 ลำ (มีประจำการแล้ว 6 ลำ กำลังรับมอบและสั่งซื้อ 6 ลำ) จนใกล้เคียงจำนวน 30 ลำตามความต้องการของกองทัพบกไทย

กองทัพบกตอนนี้มี ฮ.ใช้งานเยอะรุ่นมาก Bell UH-H,  206, 212, AH-1, Boeing CH-47D, Mi-17, UH-60, TH300 และEnstrom 9 แบบเลย และไม่ช้าไม่นานแบบที่ 10 ก็จะมาอีก 5 ลำคือ   AS550  ถือเป็นกองกำลังเฮลิคอปเตอร์สหประชาชาติโดยแท้

ข่าวที่ 2 กองทัพอากาศรับมอบ Gripen หมายเลข 70107 70108 และ 70109 ขอขอบคุณข่าวจาก http://www.thaiarmedforce.com/ เช่นกัน และภาพจากFB thaiarmedforce และคุณสมพงษ์ นนท์อาสาแห่งนิตยสารสมรภูมิ

ความก้าวหน้าล่าสุดของโครงการ พีซสุวรรณภูมิ2 หลังจากที่การจัดหาเครื่องการเครื่องบินรบแบบใหม่ของกองทัพอากาศ JAS-39C/D Gripen ในระยะแรกได้ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์แล้วจากการรับมอบอากาศยานในชุดแรกเข้าประจำการครบทั้ง6ลำแล้ว เพื่อให้การปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเป้าหมายที่วางเอาไว้กองทัพอากาศได้จัดหาGripen เพิ่มเติมอีก6ลำ โดยทั้งหมดจะเป็นรุ่นC ที่นั่งเดี่ยวอันมีขีดความสามารถในการรบได้เต็มที่มากกว่ารุ่นD ที่กองทัพอากาศได้จัดหามาในโครงการระยะที่หนึ่งแล้ว

ในวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา TAF เราได้กลับมาสู่กองบิน7 เพื่อสัมผัสกับบรรยากาศของการรับมอบ JAS-39C จำนวน 3 ลำจากโครงการจัดหาระยะที่2 เช่นเดียวกับการรับมอบอากาศยานในชุดแรกเมื่อ2ปีที่ผ่านมา โดยท่านผู้บัญชาการทหารอากาศ พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีครั้งนี้ด้วยตัวเองที่กองบิน 7สุราษฏร์ธานี

การนำส่งอากาศยานในครั้งนี้จะแตกต่างจากการบินเดินทางมายังประเทศไทยเป็นครั้งแรก เนื่องจากในครั้งนี้เป็นการบินโดยนักบินชาวสวีเดนล้วน ไม่มีนักบินไทยร่วมทำการบินด้วย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการนำส่งเครื่อง เพราะในขณะที่ยังไม่มีการรับมอบ Gripen ชุดนี้ยังถือเป็นความรับผิดชอบของ SAAB และ FMV หากมีข้อขัดข้องหรือความเสียหายใดๆเกิดขึ้นในระหว่างขั้นตอนการบินนำส่ง ทางฝ่ายสวีเดนจึงยังเป็นผู้รับผิดชอบอยู่ การบินนำส่งอากาศยานจากสวีเดนมายังประเทศไทย แม้จะเป็นกรรมวิธีที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงมากกว่าการถอดเป็นชิ้นและลำเลียงมาทางเรือ แต่เป็นวิธีที่มีความรวดเร็วในการส่งมอบและเป็นการพิสูจน์ประสิทธิภาพในการบินปฏิบัติงานระยะไกลในสภาพอากาศที่แตกต่างกันของ Gripen ได้เป็นอย่างดี ด้วยการบินเดินทางเป็นระยะทางกว่า 11,800 กิโลเมตร ต้องแวะพักตามสนามบินในประเทศต่างๆ 7 แห่ง รวมเวลาการบินเดินทางต่อเนื่องกัน 4 วัน จากสนามบินของโรงงานในเมือง Linkoping ราชอาณาจักรสวีเดนมาถึงกองบิน 7 ในประเทศไทย

นักบินสวีเดน 3 นายที่นำเครื่องบิน Gripen C มาส่งที่กองบิน 7

เราเดินทางมาถึงกองบิน7 ร่วมกับท่านผู้บัญชาการทหารอากาศ โดยเครื่องบินแบบแอร์บัส A310 มาถึงกองบิน7 เพื่อเตรียมการรับมอบ กองบิน7ที่เราได้เห็นในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากกองบิน7ที่เราเคยรู้จักเมื่อห้าปีก่อนอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ความพร้อมของอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติงานทุกอย่างอยู่ในสภาพการพร้อมใช้งานจริง เจ้าหน้าที่ภาคพื้นและนักบินทุกคนที่เราเห็นต่างมีความมั่นใจในอุปกรณ์และเครื่องจักรที่พวกเขามีอยู่  สิ่งที่รออยู่ก็เหลือเพียง JAS-39C ทั้ง 6 ลำเท่านั้น

ในช่วงเวลาที่เราต้องรอการเดินทางมาถึงของ Gripen ชุดใหม่ ที่รอขึ้นบินจากพอรท์แบลร์ สนามบินแห่งสุดท้ายในอาณัติของอินเดียกลางทะเลอันดามัน ด้วยระยะช่วงสุดท้าย 770 กิโลเมตร เราได้รับฟังการบรรยายสรุป นาวาอากาศเอก จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย เสนาธิการกองบิน 7 อดีตผู้ฝูงท่านแรกของฝูงบิน 701 ที่ปฏิบัติงานด้วย Gripen ท่านแรก (ปัจจุบันผู้บังคับฝูงบิน 701 คือนาวาอากาศโท เจริญ วัฒนศรีมงคล) ที่วันนี้ได้มาสรุปผลการดำเนินงานของโครงการ พีซสุวรรณภูมิ ในบรรยากาศสบายๆเหมือนเช่นเคย ด้วยข้อมูลที่อัพเดทความก้าวหน้าในด้านต่างๆ ที่ถือได้ว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ กับภาพรวมของการเป็นระบบเครือข่ายการป้องกันภัยทางอากาศ ในชื่อ Gripen Integrated Air Defense System การสร้างเครือข่ายการเชื่อมโยงการรับรู้ข้อมูลของระบบป้องกันภัยทางอากาศทั้งหมดที่ไม่ได้มีแต่เฉพาะตัวเครื่องบิน Gripen เท่านั้น

ซึ่งได้มีการกล่าวถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายการประสานงานในการรับรู้ข้อมูลในการปฏิบัติงานในสนามรบร่วมกับกองทัพเรือ ที่มีการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมแล้วดังการปรับปรุงระบบเรดาห์ของเรือฟรีเกตชั้นเนรศวรและเรือหลวงจักรกรีนฤเบศรให้เชื่อมโยงกับระบบของกองทัพอากาศโดยอาศัยประโยชน์จากระบบเรดาห์ทั้งของ Gripen และเรดาห์ อีรีย์อาย ที่ติดตั้งบน SAAB 340B และองค์ความรู้ด้านการปฏิบัติงานสงครามเครือข่ายที่ได้รับการถ่ายทอดองค์รู้จากสวีเดน

จากการบรรยายทำให้เราได้รับรู้ข้อมูลล่าสุดของการปฏิบัติงานที่ปัจจุบันกองทัพอากาศไทยสามารถปฏิบัติงานในชั่วโมงบินกับ Gripen ที่สูงกว่า อัตราชั่วโมงบินเฉลี่ยของกองทัพอากาศสวีเดนที่ทำได้ในแต่ละปี ที่จะทำการบินเฉลี่ยต่อนักบินหนึ่งคนคือ 120 ชั่วโมง แต่กองทัพอากาศไทยสามารถฝึกบินได้ในจำนวนมากกว่าแม้ว่าจะมีอากาศยานที่ปฏิบัติงานอยู่เพียง 6 เครื่อง  และด้วยเวลาไม่ถึงหนึ่งปี เราสามารถสร้างนักบินที่ผ่านหลักสูตรการบินสาธิตได้ถึงสองนาย รวมถึงปัจจุบันกองทัพอากาศมีนักบินที่ผ่านการฝึกฝนจนมีขีดความสามารถในการปฏิบัติงานกับGripenแล้วมากกว่า 10 นาย อันเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของกำลังพลของกองทัพอากาศที่สามารถปฏิบัติงานกับอากาศยานแบบใหม่นี้ได้อย่างคุ้มค่าได้เป็นอย่างดี ตลอดการบรรยาย เราก็ได้รับรู้ถึงข้อขัดข้องในการบินขาสุดท้ายจากอินเดียมายังประเทศไทย แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีถึงขั้นตอนการปฏิบัติการบินของเครื่องบินรบผ่านน่านฟ้าของอินเดียนั้นมักจะมีความซับซ้อนกว่าปกติอยู่แล้ว แม้ว่าจะมีการเตรียมการดีแค่ไหน มักจะมีข้อขัดข้องและข้อจำกัดมากมายเกิดขึ้นทุกครั้ง ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการบินส่งมอบครั้งแรก แน่นอนว่าครั้งนี้ว่า SAAB และ FMV ก็คงหลีกหนีปัญหานี้ไม่พ้น จากกำหนดการเดิมที่ JAS-39C ทั้ง 3 เครื่องจะมาลงจอดที่กองบิน 7 ในเวลา 16.30 น.จึงเลื่อนออกไปเรื่อยๆอย่างไม่มีกำหนด!

ด้วยความเข้าใจในปัญหาการประสานงานข้ามประเทศกับรัฐบาลอินเดียก็ทำให้ Gripen ทั้งสามลำทะยานขึ้นจากพอร์ทแบลร์ได้ในเวลาประมาณ 5 โมงเย็น ทำให้ทีมสื่อทั้งหมดได้เตรียมออกจากห้องบรรยายเพื่อเข้าสู่พิธีการต้อนรับการเดินทางมาถึงประเทศของอากาศยานลำล่าสุดของกองทัพอากาศนี้ เมื่อถึงช่วงเวลาที่คาดไว้ Gripen ทั้งสามลำได้บินเกาะหมู่สามบินผ่านมาจากด้านทิศตะวันตกของสนามบิน ก่อนจะทำการเบรคแยกหมู่ออก เพื่อทำการลงจอด โดยอากาศยานลำแรกสัมผัสทางวิ่งของกองบิน 7 ในเวลา 18.14 น.แล้วค่อยๆแท๊กซี่เรียงมายังพื้นที่จัดงานหน้าซองจอดอากาศยานของฝูงบิน 701 สิ่งที่ดูแปลกตาในครั้งนี้คือ Gripen ลำที่สามของหมู่บิน [70109] ยังไม่ได้ทำการปิดฟอร์เมชั่นไลท์ อันเป็นแถบเรืองแสง เพื่อใช้ในการบินเดินทางในเวลากลางคืน ซึ่งปกติจะต้องปิดก่อนเข้าพื้นที่จอด ทำให้เราได้เห็นภาพการทำงานของระบบนี้ที่ปกติไม่ค่อยได้เห็นกัน นักบินชาวสวีเดนที่ทำหน้าที่ในการบินเดินทางอันแสนทรหด และสามารถนำ Gripen ชุดนี้มาถึงประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งสามนายคือ Richard Karlqvist , Jan Olof Lindstrom และ Uif Wcngelin ทั้งสามได้รับการต้อนรับจากผู้บัญชาการทหารอากาศ , เอกอัครราชฑูตสวีเดนประจำประเทศไทย และคณะนายทหารระดับสูงของกองทัพอากาศ

นอกจากนี้ยังมีพิธีกล่าวให้การต้อนรับและแถลงข่าวของผู้บัญชาการทหารอากาศ ซึ่งเป็นการจัดในพื้นที่ปีกด้านหนึ่งของโรงซ่อมบำรุงอากาศยานของฝูงบิน 701 ซึ่งนับว่าเป็นส่วนที่ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดีและที่ผ่านมาไม่เคยมีการเปิดเผยภาพพื้นที่ส่วนนี้ต่อสาธารณะชน เนื่องจากส่วนของพื้นที่นี้จัดเป็นพื้นที่หวงห้าม เช่นเดียวกับโรงซ่อมอากาศยานของกองทัพอากาศสวีเดนที่ TAF เคยมีโอกาสได้เยี่ยมชมในราชอาณาจักรสวีเดน ซึ่งรูปแบบและโครงสร้างอาคารนี้เป็นแบบมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งที่สวีเดนเราก็เคยได้รับการร้องขอ ห้ามการบันทึกภาพใดๆทั้งสิ้นเช่นกัน แต่ในกิจกรรมครั้งนี้พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เราได้บันทึกภาพนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาคารหลักเท่านั้น

Gripen ทั้งสามลำยังคงปิดรูปลอกตราสัญลักษณ์ของกองทัพอากาศสวีเดน ทับตรากองทัพอากาศและธงชาติไทย อยู่เพื่อรอการตรวจสอบสภาพจากทีมช่างที่จะทำการบินติดตามมากับเครื่องบินลำเลียงแบบ C-130 จึงจะทำการลอกรูปลอกของตรากองทัพอากาศสวีเดนออกเป็นขั้นตอนต่อไป สำหรับ Gripen ที่เหลืออีกสามลำยังคงทำการทดสอบในสวีเดนก่อนที่จะมีการนำส่งมายังประเทศไทยอีกครั้งในราวเดือนกันยายน ที่จะถึงนี้

แม้ว่า บ.ขับไล่ Gripen ของกองทัพอากาศจะครบตามจำนวนที่สั่งซื้อในเดือนกันยายน 2556 นี้ รวม 12 ลำก็ตาม แต่ยังไม่ครบตามมาตรฐานของฝูงบินรบ คือ 18 ลำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดเราจะได้ครบตามจำนวนฝูงบินรบมาตรฐานคือ 18 ลำในที่สุด

About Yothin Manaboon

ที่ปรึกษา/วิทยากรอาวุโส บริษัท บริษัท ที. พี. ซี. เน็ตเวอร์ค จำกัด ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมาธิการศึกษาติดตามและตรวจสอบการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศที่มีผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา การศึกษา ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษานอกระบบโรงเรียน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยพายัพ รัฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ความชำนาญ การบริหารยุทธศาสตร์ การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ การบริหารจัดการสมัยใหม่ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การจัดการความรู้ การบริหารความเสี่ยง ความรับรับผิดชอบต่อสังคมขององค์การธุรกิจ การติดตามผลการปฏิบัติงานและประเมินผล ฯลฯ

Leave a Reply







1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com