พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีสวนสนามทางเรือนานาชาติ ในโอกาสครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งอาเซียน

จากนั้นได้เลี้ยวกลับลำเพื่อตรวจพลในรอบที่ 2 และเข้าตรวจพลรอบที่ 2 อีกจำนวน 18 ลำ ก่อนเคลื่อนถึงเรือหลวงมกุฎราชกุมาร ซึ่งจอดลอยลำกลางอ่าวพัทยาเป็นลำสุดท้ายเป็นอันเสร็จพิธีก่อนเดินทางกลับเข้าฝั่งและถ่ายภาพที่ระลึกตามลำดับ
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
เช้าวันนี้ (20 พ.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีสวนสนามทางเรือนานาชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งอาเซียน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ประยุทธ์ พิธีสวนสนามทางเรือนานาชาติ
โดยนายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางไปยังท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา ซึ่งเป็นจุดจอดเรือหลวงถลาง เรือประธาน ก่อนนายกรัฐมนตรีจะขึ้นไปยังแท่นรับความเคารพบริเวณตรวจพลสวนสนาม ก่อนเริ่มสวนสนามทางเรือในรอบแรก โดยเรือประธานได้เคลื่อนที่ไปยังเรือรบมิตรประเทศเพื่อรับการเคารพจนครบ 18 ลำ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เรือหลวงถลาง
จากนั้นได้เลี้ยวกลับลำเพื่อตรวจพลในรอบที่ 2 และเข้าตรวจพลรอบที่ 2 อีกจำนวน 18 ลำ ก่อนเคลื่อนถึงเรือหลวงมกุฎราชกุมาร ซึ่งจอดลอยลำกลางอ่าวพัทยาเป็นลำสุดท้ายเป็นอันเสร็จพิธีก่อนเดินทางกลับเข้าฝั่งและถ่ายภาพที่ระลึกตามลำดับ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ประยุทธ์ พิธีสวนสนามทางเรือนานาชาติ
การสวนสนามทางเรือนานาชาติ ถือเป็นกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ มีเกียรติ และเป็นธรรมเนียมที่กองทัพเรือนานาชาติปฏิบัติเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญๆ
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ asean50
และในโอกาสที่อาเซียนมีวาระการก่อตั้งครบรอบ 50 ปี ชาติสมาชิกอาเซียนและมิตรประเทศจึงร่วมกันจัดพิธีสวนสนามทางเรือขึ้นนอกชายฝั่งเมืองพัทยา โดยมีประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เรือหลวงถลาง
เรือหลวงถลาง เรือประธานในพิธีสวนสนามทางเรือเนื่องในโอกาสที่อาเซียนมีวาระการก่อตั้งครบรอบ 50 ปี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เรือหลวงถลาง
เรือหลวงถลาง

เรือหลวงถลาง กองเรือทุ่นระเบิด ต่อโดยบริษัทอู่กรุงเทพ จำกัด ออกแบบโดยบริษัท FERROSTAAL A-G MSSEN ประเทศเยอรมนี ขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2523 เรือหลวงถลาง เป็นเรือพี่เลี้ยงเรือกวาดทุ่นระเบิดน้ำตื้น และสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงให้แก่เรือล่าทำลายทุ่นระเบิด

ขีดความสามารถ
การสนับสนุนการปฏิบัติการต่อต้านทุ่นระเบิด
ระวางบรรทุกสิ่งอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับส่งกำลังบำรุงให้หมู่เรือกวาดทุ่นระเบิดน้ำตื้นได้นาน 10 วัน สามารถสนับสนุนการซ่อมบำรุงให้กับเรือกวาดทุ่น ระเบิดน้ำตื้นได้
ใช้เป็นที่ควบคุมสั่งการปฏิบัติการของหมู่เรือกวาดทุ่นระเบิดน้ำตื้น
คุณลักษณะของเรือ
ทั่วไป
หมายเลข 621
วางกระดูกงู 23 มี.ค.2522
ปล่อยเรือลงน้ำ 17 มี.ค. 2523
ขึ้นระวางประจำการ 25 มิ.ย. 2523
ผู้สร้าง บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด
คุณลักษณะทั่วไป
ความยาวตลอดลำ 55.70 เมตร
ความกว้าง 10.00 เมตร
กินน้ำลึก 3.10 เมตร
ความเร็วมัธยัสถ์ 10 นอต
ความเร็วสูงสุด 12 นอต
ระวางขับน้ำ ปกติ 916 ตัน เต็มที่ 1,095 ตัน
ระยะปฏิบัติการไกลสุด 5,900 ไมล์ ที่ 10 นอต
กำลังพลประจำเรือ 67 นาย
ระบบตรวจการณ์
เรดาร์เดินเรือ Sperry Marine และ Furuno
โซนาร์กวาดทางข้าง (side scan sonar) แบบเคลื่อนย้ายได้
ระบบอาวุธ
ปืนใหญ่กล Bofors M3 ขนาด 40 มม. แท่นเดี่ยว 1 แท่น
ปืนใหญ่กล Oerlikon GAM-CO1 ขนาด 20 มม. แท่นเดี่ยว 2 แท่น
ปืนกล U.S. Ordnance M2HB ขนาด 12.7 มม. แท่นเดี่ยว 2 แท่น
รางปล่อยทุ่นระเบิด 1 ราง
ระบบขับเคลื่อนและเครื่องจักรช่วย
เครื่องจักรใหญ่ดีเซล 2 จำนวน เครื่อง
เพลาใบจักร 2 เพลา
ระบบสนับสนุนอื่นๆ
เครื่องกวาดทุ่นระเบิดแบบอิทธิพลเสียง A Mk 4(v) และ A Mk 6(b)
เครนรับส่งเครื่องกวาด 2 ชุด
ห้องพักสำหรับกำลังพลชุดประดาน้ำถอดทำลายอมภัณฑ์
รองรับการติดตั้งตู้ปรับบรรยากาศความกดดันสูง (HBC) แบบเคลื่อนย้ายได้ Drager สำหรับประดาน้ำ 1 นาย

ขอบคุณ http://thaiseafarer.com/navalforces/mcs621.php และ https://www.prachachat.net/politics/news-74282 และ https://mgronline.com/local/detail/9600000116981
Posted in อาวุธยุทโธปกรณ์ การทหาร และการเมืองระหว่างประเทศ | Leave a comment

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องไม่แจกอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาให้ผู้ถือบัตรสามารถพึ่งตนเองได้

1g3

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ เรียกง่ายๆ ว่า ซึ่งเป็นรัฐสวัสดิการที่รัฐบาลได้ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพื่อแบ่งเบาภาระในสังคม

โดยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้แบ่งประเภทบัตรตามรายได้ของผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือเป็น 2 ประเภท คือ

1.กลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 3๐,๐๐๐ บาทต่อปี จะได้รับเงินอุดหนุนเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวน 300 บาทต่อเดือน รวมทั้งค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ค่ารถเมล์และรถไฟฟ้า 500 บาทต่อคนต่อเดือน,ค่ารถโดยสาร บขส. 500 บาทต่อคนต่อเดือน,ค่ารถไฟ 500 บาทต่อคนต่อเดือน

1g4

2.กลุ่มที่มีรายได้เกิน 3๐,๐๐๐ บาทต่อปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาท จะได้รับเงินอุดหนุนเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวน 200 บาทต่อเดือน รวมทั้งค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ค่ารถเมล์และรถไฟฟ้า 500 บาทต่อคนต่อเดือน,ค่ารถโดยสาร บขส. 500 บาทต่อคนต่อเดือน,ค่ารถไฟ 500 บาทต่อคนต่อเดือน

การมอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นับว่า เป็นการเริ่มต้นของการแก้ปัญหาความยากจนอย่างเป็นระบบ ซึ่งต่างจากอดีตที่ผ่านมาที่ ลดแจก แถม โดยยึดเอาวิธีการทำ “ประชานิยม” เพียงอย่างเดียว อันเป็นการหลอกล่อและกดประชาชนผู้ยากไร้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

การลงทะเบียนทำให้มีข้อมูลว่าประเทศไทยยังมีคนจนกว่าสิบเอ็ดล้านคน ทำให้รัฐบาลและสังคมไทยทราบว่า ประเทศไทยมีผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้อยู่เท่าไร และการช่วยเหลือคนไทยเหล่านี้ต้องทำอย่างไร

เพื่อให้พวกเขาเหล่านี้สามารถมีอาชีพสร้างรายได้จนสามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ โดยไม่ต้องพึ่งพารัฐสวัสดิการ หรือนโยบาย “ประชานิยม” ลดแลกแจกแถมของพรรคการเมืองตลอดไป

ซึ่งถือเป็นการ “ซื้อเสียงทางอ้อม” และทำให้คนไทยส่วนหนึ่ง “เสพติด” รอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งมาจากภาษีอากรและรายได้ต่างๆ ของแผ่นดินที่ต้องใช้จ่ายเพื่อคนทั้งชาติให้ได้รับประโยชน์อย่างเสมอภาคและทั่วถึง

หากรัฐบาลทำเพียงการแจกบัตรฯ แล้วปล่อยให้ผู้ถือบัตรจับจ่ายใช้สอยประโยชน์เพียงเล็กน้อยเช่นนี้ โดยไม่วางแผนจัดการพัฒนาประชาชนผู้ถือบัตรให้สามารถพัฒนาอาชีพและรายได้จนสามารถึ่งพายืนหยัดได้ด้วยตนเองแล้ว

การรัฐประหารครั้งนี้ตลอดจนการดำรงอยู่ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์จะไม่ต่างไปจากรัฐบาลจากการเลือกตั้งของพรรคการเมืองเลวๆ และนักการเมืองชั่วๆ  เช่นที่ตัวนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กล่าวอ้างเป็นสาเหตุของการทำรัฐประหารเพื่อให้เกิดการปฏิรูปชาติบ้านเมืองในครั้งนี้เลย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ฮ่องกง…สุดยอดต้นแบบแห่งการปราบปรามทุจริตโกงกิน

บทความที่น่าสนใจยิ่งในยุคสมัยที่สงครามการต่อสู้กับการทุจริตของไทยยังคงจะมีอยู่อีกยาวนาน โดยคุณสิงห์นอกระบบ บล็อก OK Nation ครับ

ICACHongKong.svg

การปราบปรามการทุจริตของฮ่องกงเป็นโมเดลที่ดีที่สุดในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นกรณีหนึ่งของโลก ด้วยเหตุที่ฮ่องกงในอดีตเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างรุนแรง ชนิดที่เรียกว่า แค่ย่างเท้าก้าวออกจากบ้านก็มีต้องจ่ายสินบน ค่าน้ำร้อนน้ำชาให้กับเจ้าหน้าที่รัฐอย่างน้อยคนหนึ่ง (ฮ่องกงในอดีตอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ จนกระทั่งวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 ฮ่องกงจึงกลับคืนเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนและกลายเป็น “เขตปกครองพิเศษ” ภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” เป็นแห่งแรกของจีน)

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ธงฮ่องกงภายใต้อังกฤษ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ธงฮ่องกง

ธงฮ่องกงภายใต้จีน

อย่างไรก็ตาม สังคมฮ่องกงยังมีความหวังที่จะลุกขึ้นมาสู้กับปัญหาคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อรัฐบาลอังกฤษเริ่มเอาจริงเอาจังและตั้งใจจะกวาดล้างการทุจริตไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้

Governor Murray MacLehose.jpg

Sir Murray MacLehose ผู้ว่าการเกาะฮ่องกง คนที่ 25

ช่วงต้นทศวรรษที่ 70 รัฐบาลอังกฤษส่ง Sir Murray MacLehose มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเกาะฮ่องกง (Governor of Hong Kong) ผลงานชิ้นสำคัญของ MacLehose คือ การตั้งหน่วยงานปราบปรามการทุจริต ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1974 หน่วยงานนี้มีชื่อว่า Independent Commission Against Corruption หรือ ICAC

ความสำเร็จของฮ่องกงที่กลายเป็นศูนย์กลางด้านการเงินระหว่างประเทศ เป็นสวรรค์ของบรรดานักช้อปทั้งหลาย มีเศรษฐกิจเฟื่องฟูต่อเนื่องกันมาหลายสิบปี โดยในช่วงทศวรรษที่ 1980และ 1990 นั้นถือเป็นยุคที่บูมสุดๆ ของเกาะแห่งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลงานของ ICAC

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Simon Peh

Simon Peh Yun-lu เลขาธิการ ICAC คนปัจจุบัน

ICAC เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อปราบปรามและป้องกันการทุจริตโดยมีบทบาทอย่างสูงยิ่งในการปัดกวาดกำจัดการทุจริตโกงกินที่เกิดขึ้นบนเกาะแห่งนี้จนสะอาดสะอ้าน ทำให้ปัญหาคอรัปชั่นบรรเทาเบาบางลงไปอย่างน่าอัศจรรย์จนเกาะสะอาดแห่งนี้คว้าตำแหน่งศูนย์กลางทางการเงินแห่งภูมิภาคมาครองได้ในที่สุด ซึ่งนับเนื่องมาถึงวันนี้เวลาก็ผ่านไปกว่า 40 ปีแล้วที่องค์กรนี้มุ่งมั่นทำหน้าที่นี้มา

เดิมการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นในฮ่องกงเป็นเพียงแผนกหนึ่งของกรมตำรวจฮ่องกง แต่ทว่า ตำรวจฮ่องกงในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ขึ้นชื่อในเรื่องเรียกร้องสินบนมากที่สุด ชนิดชาวบ้านร้านตลาดต่างเอือมระอา ภาพลักษณ์ตำรวจฮ่องกงในยุคนั้นไม่ต่างอะไรกับ “โจรในเครื่องแบบ” ที่รีดไถเก็บค่าคุ้มครองสุจริตชน หนำซ้ำยังอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มมาเฟียโดยแลกกับผลประโยชน์จากการรับส่วย สภาพความเป็นอยู่เช่นนี้ ทำให้ชาวฮ่องกงมีต้นทุนในการดำรงชีวิตแพงขึ้น เพราะต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อแลกกับการใช้บริการภาครัฐ หรือไม่ก็แลกกับการที่ผู้รักษากฎหมายจะไม่มากลั่นแกล้งหรือยัดเยียดข้อหาให้ฮ่องกงกำลังตกอยู่ในสภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเติบโตอย่างฮวบฮาบของจำนวนประชากรและการขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคอุตสาหกรรมการผลิตล้วนเป็นตัวเร่งเร้าจังหวะก้าวของการพัฒนาทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจให้ร้อนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ hongkong 1960

ฮ่องกงในอดีต (ทศตวรรษ 1960-70)

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ภาครัฐเองในเวลานั้นก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่ดูจะไม่มีวันอิ่มของจำนวนประชากรที่นับวันจะขยายตัวยิ่งขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์เช่นนี้เองที่เป็นเสมือนผืนดินอันอุดมให้แก่เหล่าผู้คนประเภทไร้ศีลธรรมทั้งหลาย หลายคนได้หันไปใช้วิธีที่เรียกว่า “เข้าหลังบ้าน” เพียงเพื่อยังชีพและให้ได้มาซึ่งสิ่งพิเศษนอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐาน สิ่งที่เรียกว่า “เงินค่าน้ำร้อนน้ำชา” “เงินสกปรก” “เงินเก๋าเจี๊ยะ” หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่จึงไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่คนฮ่องกงคุ้นเคยแต่ต้องจำใจยอมรับมันว่าได้กลายเป็นวิถีชีวิตอันไม่อาจปฏิเสธไปเสียแล้ว

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ hongkong corruption 1960

ในสมัยนั้น คอรัปชั่นได้ลุกลามไปทั่วในภาคเอกชนของฮ่องกงไม่ว่าจะเป็นพวกห้างร้านต่างๆ ก็ต้องจ่ายเงินให้พนักงานดับเพลิงเสียก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าคนพวกนี้จะโผล่หน้ามาตอนเกิดไฟไหม้จริงๆ หรือเวลายื่นคำร้องขอติดตั้งโทรศัพท์บ้านสักเครื่องก็ต้องจ่ายค่า “หยอดน้ำมัน” เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้ “โทรศัพท์” มาใช้งาน พนักงานรถพยาบาลก็ไม่วายเรียกร้องเงินค่าน้ำร้อนน้ำชาก่อนจะออกไปรับผู้ป่วยมาโรงพยาบาล หรือแม้แต่นางพยาบาลเองยังเรียกร้องเงินค่า “ทิป” ก่อนจะหยิบกระโถนฉี่หรือเอาน้ำสักแก้วมาบริการผู้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย มันเป็นไปได้ถึงเพียงนี้คิดดูเถิด การหยิบยื่นเงิน”เก๋าเจี๊ยะ”ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ถูกคนยังเป็นเรื่องจำเป็นในการติดต่อเพื่อเช่าแฟลตการเคหะ ฝากลูกเข้าโรงเรียน รวมทั้งเพื่อความคล่องตัวในการติดต่อราชการอีกสารพัดเรื่อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการตำรวจของฮ่องกงนั้น ปัญหาคอรัปชั่นอยู่ในระดับที่เลวร้ายอย่างยิ่ง สิ่งที่พวกตำรวจนอกรีตเหล่านี้ทำคือ ให้ความคุ้มครองบรรดาอบายมุขทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นบ่อนการพนัน และขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษ ขื่อแปของบ้านเมืองกำลังถูกกัดกร่อนลงไปทุกทีๆ ชาวบ้านจำนวนมากล้วนเคยตกเป็นเหยื่อของการฉ้อราษฎร์บังหลวงเหล่านี้ แต่กระนั้นพวกเขาก็ต้องทนกล้ำกลืนและข่มความรู้สึกโกรธเอาไว้ในใจ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ hongkong corruption 1960

ปัญหาคอรัปชั่นได้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมในฮ่องกงเรื่อยมา ทว่ารัฐบาลในสมัยนั้นดูเหมือนจะไร้น้ำยาที่จะจัดการกับปัญหานี้ได้ ความอดทนของประชาชนต่อเรื่องนี้นับวันจะน้อยลงๆ ทุกที หลายคนจึงเริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจโจมตีความไม่เอาไหนของรัฐในการจัดการกับปัญหานี้ ในช่วงต้นๆ ของทศวรรษที่ 1970 ปรากฏว่าผู้คนในสังคมได้รวมพลังกันแสดงความคิดเห็นต่อปัญหานี้กันอย่างแข็งขันจนเกิดเป็นพลังทางสังคมที่รัฐไม่อาจทำเป็นหูทวนลมต่อไปได้ สาธารณชนได้ทำการกดดันฝ่ายบ้านเมืองชนิดกัดไม่ปล่อยเพื่อให้รัฐตัดสินใจใช้มาตรการอันเฉียบขาดในการสะสางปัญหาอันเรื้อรังนี้เสียที

Sir Murray MacLehose ผู้ว่าการเกาะฮ่องกงในขณะนั้นได้ชี้แจงแสดงเหตุผลของความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อต่อต้านการทุจริตในสุนทรพจน์ของเขาที่แสดงต่อคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายนิติบัญญัติในเดือนตุลาคม 1973 จนในที่สุดได้ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งองค์กรอิสระที่เรียกว่า คณะกรรมการอิสระป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือ Independent Commission Against Corruption หรือไอซีเอซี (ICAC) ขึ้นมาเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 1974

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างหนึ่งของฮ่องกง คือ ภาคธุรกิจเอกชนซึ่งเมื่อก่อนไม่ค่อยสนใจหรือตระหนักถึงอันตรายของปัญหาคอรัปชั่นและมองว่าเรื่องการจ่ายใต้โต๊ะเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ เป็นทัศนคติมีร่วมมือการปราบคอรัปชั่น ทั้งภายในองค์กรของตัวเอง และที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐมากขึ้น องค์กรธุรกิจภาคเอกชนที่ไปขอคำแนะนำเรื่องการปราบปรามคอรัปชั่นจากคณะกรรมการอิสระเพื่อการปราบปรามคอรัปชั่น มีจำนวนมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2537 ICAC เริ่มรณรงค์เรื่องจริยธรรมทางธุรกิจและต่อมาอีก 18 เดือนมีบริษัทและสมาคมการค้ากว่า 1,200 แห่ง ประกาศเรื่องประมวลจรรยาบรรณของบริษัท (Code of conduct)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ hongkong corruption 1960

ปัจจัยที่ทำให้ฮ่องกงประสบความสำเร็จในการป้องกันและปราบปรามคอรัปชั่น

1. การยอมรับสภาพปัญหาและความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาคอรัปชั่นของรัฐบาล ปัจจัยแรกที่ทำให้ความพยายามในการปราบปรามคอรัปชั่นได้ผลคือ เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงสุดตระหนักถึงความเลวร้ายของปัญหาคอรัปชั่น และมีความตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยเน้นว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จะต้องใช้เวลาแก้ไขอย่างต่อเนื่องมากกว่ามาตรการระยะสั้น อย่างกรณีของฮ่องกง ข้าหลวงใหญ่เป็นผู้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปราบปรามคอรัปชั่น โดยตรง และตั้งเป็นองค์กรอิสระจากการแทรกแซงการเมือง เพื่อทำให้ประชาชนเชื่อถือ รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการสร้างองค์กรนี้ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการคัดเลือกและตรวจสอบพนักงานอย่างมีคุณภาพ ให้เงินเดือนและสวัสดิการสูงเพื่อให้เป็นองค์กรที่อยู่ได้อย่างยาวนาน ต่างจากการรณรงค์การปราบปรามการคอรัปชั่นระยะสั้นในหลายประเทศ ซึ่งมักเป็นการหาเสียงทางการเมืองมากกว่าจะมีความจริงใจในการปราบปรามการคอรัปชั่น และทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือและไม่ร่วมมือกับองค์กร ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา

2. การมีองค์กรปราบปรามคอรัปชั่นที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส ปัจจัยที่ 2 คือ ICAC ของฮ่องกงจะมีการคัดเลือกเจ้าหน้าที่ที่มาทำงานที่เข้มงวดมาก คือจะต้องคัดเลือกคนที่เก่ง ทั้งมีคุณธรรมความซื้อสัตย์สูง เจ้าหน้าที่องค์กร ICAC จะได้เงินเดือนและสวัสดิการสูง แต่ก็ต้องปฏิวัติตัวตามวินัย และมีการตรวจสอบภายในที่เคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ถูกเย้ายวนใจให้เป็นผู้คอรัปชั่นเสียเอง ในบางประเทศที่เจ้าหน้าที่ด้านนี้มีอำนาจมากอาจเป็นดาบสองคมให้พวกเขาหลงใช้อำนาจไปในทางที่ผิดได้ และทำให้การปราบปรามคอรัปชั่นไม่ได้ผล

3. การมียุทธศาสตร์ระยะยาวที่มีการวางแผนที่ดี ปัจจัยที่ 3 คือ การมียุทธศาสตร์ในการจัดปราบคอรัปชั่นระยะยาวที่มีการวางแผนอย่างรอบคอบ สงครามปราบคอรัปชั่นไม่อาจเอาชนะได้ด้วยการจับกุม ลงโทษผู้ทำคอรัปชั่นและปรับปรุงกลไกการทำงานของราชการ สิ่งที่จำเป็น คือ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของประชนชนขั้นพื้นฐานด้วย

ยุทธศาสตร์ในการปราบปรามคอรัปชั่นของฮ่องกง คือ การทำสงครามด้านคอรัปชั่น 3 ทางพร้อมกันแบบบูรณาการ คือ การสอบสวน การป้องกัน และการให้การศึกษาแก่ประชาชน ทางแรก มีกองปฏิบัติการที่ทำงานสอบสวนข้อเท็จจริงตามที่ได้รับรายงานหรือมีการร้องเรียนเข้ามา ทางที่ 2 มีกองป้องกันคอรัปชั่นซึ่งทำหน้าที่ในการป้องกันเพื่อลดโอกาสในการคอรัปชั่น ทั้งในภาครัฐและเอกชน ทางที่ 3 มีกองประชาสัมพันธ์ชุมชนทำงานด้านให้การศึกษา ให้ประชาชนตระหนักถึงความเลวร้ายของคอรัปชั่น และแสวงหาการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากพลเมือง ด้วยกองประชาสัมพันธ์ชุมชน (Community Relations Department) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ราว 200 คน ตั้งขึ้นมาด้วยความตระหนักว่า ต้องเปลี่ยนทัศนคติประชาชนเรื่องการคอรัปชั่นให้ได้เท่านั้น จึงจะสามารถปราบคอรัปชั่นซึ่งเป็นปัญหาใหญ่โตลึกซึ้งได้อย่างแท้จริง งานที่กองนี้ทำ คือ พยายามอธิบายกฎหมายการต่อต้านสินบนให้ประชาชนตระหนัก ให้การศึกษาเด็กนักเรียนที่โรงเรียน และกระตุ้นให้ชุมชนมาส่วนร่วมในการปราบปรามคอรัปชั่น ด้วยการคอยรายงานข่าวหรือข้อสงสัยเรื่องการคอรัปชั่นให้องค์กร ICAC ทราบ

การที่จะทำเช่นนี้ได้เจ้าหน้าที่จะต้องมียุทธวิธีเฉพาะและทำงานใกล้ชิดกับคนกลุ่มต่างๆในชุมชนจนกระทั่งประชาชนไว้วางใจว่า องค์กร ICAC เป็นองค์กรที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ประชาชนจึงจะเป็นกำลังที่สำคัญในการยกระดับทางศีลธรรม และปฏิรูประบบการบริหารจัดการองค์กรภาคเอกชนที่จะช่วยป้องกันการคอรัปชั่น ความสำเร็จด้านหนึ่งขององค์กร ICAC คือ การที่องค์กรทำให้สาธารณะชนเปลี่ยนทัศนคติใหม่ว่า การติดสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐนั้น เป็นการส่งเสริมการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพิ่มค่าใช้จ่ายให้สูงขึ้น ทำให้ธุรกิจมีกำไรลดลง และเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี

การทำงานในด้านการสอบสวนและลงโทษผู้ทำผิดได้ก็จะมีส่วนช่วยให้ประชานเชื่อถือองค์กร ICAC และช่วยรายงานข้อมูลมาให้องค์กร ICAC มากขึ้น รวมทั้งร่วมมือในการป้องกันคอรัปชั่นมากขึ้น

แม้ 3 กองนี่จะทำงานคนละด้าน แต่ก็มีความร่วมมือและส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพราะการทำงานประสบความสำเร็จของแต่ละกอง ช่วยให้กองอื่นทำงานได้สำเร็จมากขึ้น

4. การใส่ใจต่อรายงานข้อร้องเรียนเรื่องคอรัปชั่นทุกฉบับ ปัจจัยที่จะทำให้ประชาชนไว้วางใจและร่วมมือในการรายงานร้องเรียนเรื่องคอรัปชั่นมาที่ ICAC ก็คือ ICAC จะรับและติดตามสอบสวนรายงานที่ประชาชนร้องเรียนมาทุกเรื่อง แม้เป็นเรื่องเล็กน้อยและจะตอบให้ประชาชนทราบด้วยว่าเรื่องที่ร้องเรียนมานั้นสอบสวนไปถึงไหน ผลเป็นอย่างไร เพื่อที่ประชาชนจะได้ไว้วางใจว่า เรื่องที่พวกเขาร้องเรียนไปไม่ได้หายเข้ากลับเมฆ และประชาชนจะได้ช่วยเป็นหูเป็นตาคอยรายงานให้องค์กร ICAC อีกในครั้งต่อไป แม้บางเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนมาเป็นเรื่องปัญหาของหน่วยงานรัฐมากกว่าจะเกี่ยวกับการคอรัปชั่น แต่ ICAC ก็ไม่โยนทิ้งตะกร้า แต่ส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงต่อไป เพื่อให้ประชาชนไว้วางใจว่าองค์กร ICAC เป็นที่พึ่งได้

5. การรักษาความลับของผู้ร้องเรียน ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จประการที่ 5 คือ องค์กร ICAC รักษาความลับของผู้ร้องเรียนอย่างเข้มงวด เพราะการร้องเรียนนั้นมีความเสี่ยงอยู่ คนที่จะร้องเรียนต้องมีความกล้าและความมั่นใจว่า ICAC ต้องปกปิดชื่อผู้ร้องเรียน โดยไม่ทำให้พวกเขาได้รับอันตรายภายหลัง การบันทึกข้อมูลของผู้ร้องเรียนในคอมพิวเตอร์และระบบไฟล์ จะมีการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลอย่างดี จะมีเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงทีจำเป็นต้องรู้เท่านั้นจึงจะเข้าถึงข้อมูลได้ เจ้าหน้าที่คนอื่นไม่เกี่ยวข้องจะเข้าถึงข้อมูลไม่ได้ ข้อมูลที่ใช้ไปและหมดความจำเป็นแล้วจะถูกทำลาย กฎหมายของฮ่องกงยังให้ ICAC มีสิทธิไม่เปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูลของตนได้ด้วย

6. การมีปัจจัยแวดล้อมโดยรวมที่เอื้อ สำนักงานปราบปรามคอรัปชั่นที่ฮ่องกง ICAC ประสบความสำเร็จเพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำงานร่วมกันอย่างเอื้ออำนวยต่อการปราบปรามคอรัปชั่น ข้าหลวงใหญ่ฮ่องกงเป็นผู้แต่งตั้งเลขาธิการและรองเลขาธิการสำนักงาน ICAC เลขาธิการ ICAC เป็นผู้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ ICAC คนอื่นๆ และรายงานตรงต่อข้าหลวงใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้หน่วยงานอื่นหรือนักการเมืองข้าราชการคนอื่นๆ เข้าไปแทรกแซง ICAC เลขาธิการ ICAC เป็นผู้เจรจาต่อรองกับรัฐบาลและรัฐสภาในเรื่องงบประมาณประจำปี เจ้าหน้าที่ของ ICAC ต้องทำตามระเบียบเงื่อนไขการจ้างงานของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่การปฏิบัติงานของ ICAC เป็นอิสระโดยสิ้นเชิง

เพื่อป้องกันไม่ให้ ICAC ใช้อำนาจไปในทางที่ผิด จะมีระบบการตรวจสอบ ICAC ที่เข้มงวด งานของ ICAC จะถูกชี้นำโดยคณะกรรมการที่ปรึกษา 4 คณะ สมาชิกของคณะกรรมการที่ปรึกษามาจากตัวแทนกลุ่มต่างๆในสังคม โดยมีข้าหลวงใหญ่เป็นผู้แต่งตั้ง และยังมีคณะกรรมการคณะที่ 5 ประกอบไปด้วยตัวแทนจากฝ่ายบริหารของรัฐสภามีหน้าที่พิจารณาเรื่องที่ประชาชนร้องเรียน ICAC ผู้ที่เป็นประธานกรรมการทั้ง 5 ชุด ไม่ใช่เลขาธิการ ICAC แต่เป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษา ทั้งนี้เพื่อให้คณะกรรมการที่ปรึกษาเป็นอิสระอย่างแท้จริง

ปัจจัยที่เอื้ออำนวยอย่างสำคัญประการหนึ่ง คือ การที่ระบบกฎหมายของฮ่องกงสนับสนุนให้ ICAC ทำงานปราบคอรัปชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ICAC มีอำนาจที่จะป้องกันไม่ให้ผู้ต้องสงสัยว่าจะคอรัปชั่นโยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินได้ สามารถร้องขอต่อศาลสั่งห้ามผู้ต้องสงสัยเดินทางออกนอกประเทศได้ สามารถเข้าไปตรวจสอบบัญชีและตู้นิรภัยของผู้ต้องสงสัยได้ เรียกร้องให้ผู้ต้องสงสัยต้องแสดงสถานการณ์ทางการเงินโดยละเอียด รวมทั้งเข้าไปตรวจค้นที่บ้านพักของผู้ต้องสงสัย ถ้าการสอบสวนโยงใยไปถึงบุคคลอื่น ICAC ก็สามารถตามไปตรวจสอบคนๆนั้นเพื่อที่จะโยงในเรื่องการคอรัปชั่นทั้งหมดได้

อาวุธที่สำคัญข้อหนึ่งที่ระบบกฎหมายฮ่องกงยื่นให้ ICAC คือ ICAC สามารถตั้งข้อหาต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่มีทรัพย์สินมากและไม่อาจอธิบายได้ หรือใช้ชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือยเกินกว่ารายได้ประจำจากเงินเดือน ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐผู้นั้นไม่สามารถอธิบายต่อศาลได้ว่า ทรัพย์สินเหล่านั้นมาอย่างไร เขาจะถูกถือว่าคอรัปชั่น กฎหมายนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐของฮ่องกงต้องทำงานอย่างซื่อสัตย์เพิ่มขึ้น (B.E.D.DE Speville *The Experience Of Hong Kong, China in Combating Corruption 5 Daniel Kaufmann. FINANCE AND DEVELOPMENT, September 2005, V.42 NO. 3.)

สรุปและแนวโน้ม

การคอรัปชั่นในระบบราชการของฮ่องกงเมื่อ 30 ปีที่แล้วถูกขจัดไป แต่ปัญหาใหม่คือ การคอรัปชั่นในภาคเอกชนที่สลับซับซ้อน ซึ่งต้องการการติดตามแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น ต้องการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น การที่ฮ่องกงกลับคืนจากการอยู่ใต้ปกครองของอังกฤษมาเป็นเขตปกครองพิเศษ (Special Administrative Region – Sar) ของจีนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ก็ทำให้โฉมหน้าการเมืองเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง

แม้ระบบกฎหมายฮ่องกงจะรองรับการดำรงอยู่ของ ICAC ในฐานะองค์กรอิสระต่อไป แต่ก็ขึ้นอยู่กับการเมืองภายในประเทศจีนอยู่มาก โดยทั่วไปแล้วการปราบปรามคอรัปชั่นจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาฮ่องกงให้มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองต่อไป รวมทั้งการร่วมมือกับหน่วยงานทำนองเดียวกันในกวางตุ้ง และมณฑลอื่นๆของจีน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาจีนเอง การปราบคอรัปชั่นในหมู่นักการเมืองและข้าราชการคงดำเนินต่อไป

ยกเว้นจะมีการคอรัปชั่นในระดับข้าราชการที่สูงมากๆ แต่ประสบการณ์ของฮ่องกงก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอื่นให้ศึกษาได้ว่า แม้แต่ประเทศที่เคยมีวัฒนธรรมการจ่ายสินบนใต้โต๊ะที่เรียกว่าค่าน้ำร้อนน้ำชาอย่างถือเป็นเรื่องปรกติ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงเลิกวัฒนธรรมแบบนี้ได้ ถ้ามีการรณรงค์อย่างจริงจัง

ขอบคุณที่มา นโยบายรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ : การทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ (Conflict of Interest) วิทยากร เชียงกูล


หากวันนี้หน่วยงานต่อต้านปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ

ยังคงดำรงสถานะเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ตายแล้วเกิดใหม่อีก ๗ ชาติ

สถานการณ์ทุจริตโกงกินของไทยจะยังคงเหมือนเดิม


ขอบคุณ
oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion/2017/11/18/entry-1

ขอบคุณ http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion/2017/11/18/entry-1

Posted in อาวุธยุทโธปกรณ์ การทหาร และการเมืองระหว่างประเทศ | Leave a comment

เรือดำน้ำ”ซาน ฮวน” ของกองทัพเรืออาร์เจนตินาขาดการติดต่อ คาดว่า สูญหาย

S42ARASanJuan.jpg

ARA SAN HUAN

AFP- กองทัพเรืออาร์เจนตินาเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 17 พ.ย. 2560 ว่า ได้ระดมกำลังปฏิบัติการค้นหาเรือดำน้ำ“ซาน ฮวน” หลังขาดการติดต่อและสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยกลางทะเลนอกชายฝั่งทางใต้ของประเทศพร้อมกับลูกเรือ 44 คน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ARA San Juan

โดยกองทัพเรืออาร์เจนตินแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อกับเรือดำน้ำ “ซาน ฮวน” เป็นเวลานานกว่า 48 ชั่วโมงแล้ว เอ็นริเก บอลบี โฆษกกองทัพเรือแถลงกับผู้สื่อข่าว “เรายังไม่พบ หรือสามารถติดต่อสื่อสารทางภาพหรือทางเรดาร์กับเรือดำน้ำได้”

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ARA San Juan

เรือดำน้ำพลังงานดีเซล-ไฟฟ้าชั้น TR-1700 กำลังเดินทางกลับจากปฏิบัติภารกิจประจำที่เมืองอูซัวยา ใกล้กับแหลมใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ มุ่งหน้าสู่ฐานประจำการที่เมืองมาร์เดลปลาตา ห่างจากกรุงบัวโนสไอเรส ไปทางใต้ราว 400 กิโลเมตร

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

โฆษกทร.เผยว่าเรือดำน้ำซาน ฮวน ทำการติดต่อกับกองบังคับการกองทัพเรือครั้งสุดท้ายในตอนเช้าวันพุธ(15พ.ย.) และได้ระดมกำลังค้นหาทั้งทางอากาศและทางทะเลตั้งแต่วันพฤหัสบดี(16พ.ย.) ในนั้นรวมถึงเรือพิฆาตลำหนึ่งและเรือคอร์เวต 2 ลำ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ argentina submarine

ในเบื้องต้นปฏิบัติการค้นหาพุ่งเป้าไปที่บริเวณแถวๆจุดสุดท้ายที่ทราบตำแหน่งของเรือดำน้ำ ห่างจากคาบสมุทรวัลเดส ทางไปตะวันตกเฉียงใต้ราว 430 กิโลเมตร แต่ไม่พบร่องรอยใดๆ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ARA San Juan

บอลบี กล่าวว่า ปฏิบัติการค้นหามีอุปสรรค เพราะดำเนินการในตอนกลางคืนและในสภาพอากาศเลวร้ายที่ปกคลุมพื้นที่

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกันทางกองทัพเรือปฏิเสธรายงานข่าวของสื่อมวลชนที่สันนิษฐานว่าอาจมีไฟไหม้บนเรือ “ผมไม่ต้องการให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นดราม่า ตอนนี้เราแค่ติดต่อไม่ได้และยังไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น”

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ARA San Juan

“เป็นไปได้ที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรีหรือระบบจ่ายไฟ” โฆษกทร.กล่าว พร้อมระบุว่าตามระเบียบการของกองทัพเรือ เรือดำน้ำสามารถโผล่ขึ้นสู่พื้นผิวได้หากตรวจพบปัญหาทางพลังงาน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ARA San Juan

เรือดำน้ำ ซาน ฮวน ล่องออกจากมาร์เดลปลาตา ไปยังอูซัวยา เมื่อ 10 วันก่อน และใช้เวลาปฏิบัติภารกิจ 3 วัน ก่อนล่องกลับสู่ฐานประจำการ

ขอบคุณ https://mgronline.com/around/detail/9600000116484

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ARA San Juan  mid-life update

เรือดำน้ำ ซาน ฮวน เป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น TR-1700 ออกแบบและต่อโดย บริษัท Thyssen Nordseewerke เมือง Emden เยอรมนี

โดยแผนการของกองทัพเรืออาร์เจนตินาวางไว้คือ ต่อเรือดำน้ำ ชั้น TR-1700 6 ลำ สองลำแรกต่อในเยอรมัน และสองลำต่อในอาร์เจนตินา โดย บริษัท Astillero Domecq Garcia และอีกสองลำที่ขนาดเล็กกว่า แต่ที่สุดแล้วกองทัพเรืออาร์เจนตินาสามารถต่อเรือได้เพียง 4 ลำ โดย อีกสองลำเริ่มโครงการบ้างแล้ว อุปกรณ์จึงถูกเก็บเป็นอะไหล่

เรือดำน้ำ ซาน ฮวน เข้าประจำการในกองทัพเรืออาร์เจนตินา เมื่อ 19 พฤศจิกายน 2528 และได้รับการปรับปรุงด้วยวงเงิน 12.4ล้านเหรียญสหรัฐฯ ระหว่างปี ค.ศ. 2008-2013 โดยถูกตัดออกเป็นสองท่อนเพื่อเปลี่ยนเครื่องยนต์และแบตเตอรี่  แล้วจึงกลับเข้าประจำการอีกครั้งหนึ่ง

ข้อมูลทั่วไป

Displacement:
2116 tonnes (Surfaced)
2264 tonnes (Submerged)
Length: 66 m (216 ft 6 in)
Beam: 7.3 m (23 ft 11 in)
Draught: 6.5 m (21 ft 4 in) (21.32 feet)
Propulsion:
1 shaft 4 × MTU diesels
1 × Siemens electric motor
Speed:
15 knots (28 km/h; 17 mph) surfaced
25 knots (46 km/h; 29 mph) submerged
Range: 12,000 nmi (22,000 km; 14,000 mi) at 8 kn (15 km/h; 9.2 mph) surfaced
Endurance: 30 days
Test depth: 300 m (980 ft)
Complement: 26
Sensors and
processing systems:
radar Thompson CSF Calypso
Sonar Atlas Elektronik CSU 3/4, Thompson Sintra DUUX-5
Armament:
6 × 533 mm (21 in) bow torpedo tubes
22 torpedoes
Displacement:
2116 tonnes (Surfaced)
2264 tonnes (Submerged)
Length: 66 m (216 ft 6 in)
Beam: 7.3 m (23 ft 11 in)
Draught: 6.5 m (21 ft 4 in) (21.32 feet)
Propulsion:
1 shaft 4 × MTU diesels
1 × Siemens electric motor
Speed:
15 knots (28 km/h; 17 mph) surfaced
25 knots (46 km/h; 29 mph) submerged
Range: 12,000 nmi (22,000 km; 14,000 mi) at 8 kn (15 km/h; 9.2 mph) surfaced
Endurance: 30 days
Test depth: 300 m (980 ft)
Complement: 26
Sensors and processing systems:
Radar Thompson CSF Calypso
Sonar Atlas Elektronik CSU 3/4, Thompson Sintra DUUX-5
Armament:
6 × 533 mm (21 in) bow torpedo tubes 22 torpedoes
Posted in อาวุธยุทโธปกรณ์ การทหาร และการเมืองระหว่างประเทศ | Leave a comment

Mirage 2000 ทอ.ไต้หวันสูญหายเหนือทะเลจีนตะวันออก

กองทัพไต้หวันยืนยัน เครื่องบินรบขับไล่สัญชาติฝรั่งเศส มิราจ 2000 (Mirage 2000) พร้อมตัวนักบินขับไล่ยังคงหายตัวอย่างลึกลับมานานร่วม 5 วันเหนือทะเลจีนตะวันออกระหว่างการฝึกตามตารางตามปกติ ทางการและกองทัพเร่งส่งกำลังติดตามและค้นหา แต่ไม่มีวี่แวว เปิดประเด็นนักบินรบขับไล่ไต้หวัน อาจหนีทัพเข้าจีนแผ่นดินใหญ่
แอลเอไทม์ส สื่อสหรัฐฯรายงานเมื่อวานนี้(12 พ.ย)ว่า เฉิน ชุง-ชี(Chen Chung-chi) โฆษกกระทรวงกลาโหมไต้หวันกล่าวผ่านแถลงการณ์ล่าสุดว่า หน่วยติดตามและค้นหาของกองทัพไต้หวัน พร้อมกับหน่วยงานยามฝั่งไต้หวันยังไม่พบเครื่องบินรบขับไล่สัญชาติฝรั่งเศส มิราจ 2000 (Mirage 2000) 1 ลำ พร้อมกับนักบินรบขับไล่ของไต้หวัน 1 นายที่ประจำบนเครื่องเพียงคนเดียวบนเครื่องบินลำนี้
ทั้งนี้พบว่านักบินขับไล่ของกองทัพไต้หวันนายนี้ได้สูญเสียการติดต่อกับหอควบคุมในช่วงระหว่างการฝึกซ้อมตามตารางในช่วงค่ำวันอังคาร(7 พ.ย)ห่างออกไปจากชายฝั่งทางตอนเหนือของเกาะไต้หวันราว 100 ไมล์ ซึ่งพบว่ามิราจ 2000 สูญหายไปราวครึ่งชั่วโมงหลังจากขึ้นบินที่ระดับความสูง 5,200 ฟุต เหนือทะเลจีนตะวันออก
แอลเอไทม์สชี้ว่า กัปตันนักบินขับไล่ที่หายตัวไปเป็นนักบินที่มีประสบการณ์การบินมาตั้งแต่ปี 2013
สื่อสหรัฐฯรายงานต่อว่า ปฎิบัติการค้นหาที่ยืดระยะเวลาออกไปส่งผลทำให้ทางคณะกรรมการรัฐสภาไต้หวันออกมาตั้งคำถามในวันศุกร์(10 พ.ย)ว่า แท้จริงแล้วนักบิน โฮ ซือ-ยู(Ho Tzu-yu) นั้นหนีทัพเข้าไปยังจีนแผ่นดินใหญ่หรือไม่
แต่ทว่าเฉิน โฆษกกระทรวงกลาโหมไต้หวันออกมาปฎิเสธถึงความเป็นไปได้นั้น ถึงแม้เขาจะยอมรับว่า ทางเจ้าหน้าที่ไต้หวันยังไม่ได้ติดต่อกับปักกิ่งในเรื่องนี้
ปักกิ่งตลอดมามองไต้หวันเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของดินแดนของตน พบว่าไต้หวันตั้งอยู่ห่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ออกไปแค่ 100ไมล์เท่านั้น ซึ่งปักกิ่งเชื่อว่า ในอนาคตข้างหน้าไต้หวันจะกลับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีนเหมือนเกาะฮ่องกง แต่ทว่าประชาชนไต้หวันกลับยังคงต้องการที่จะให้ไทเปปกครองตนเองต่อไป
เฉินกล่าวให้ความเห็นถึงนักบินและเครื่องบินมิราจ 2000 ที่สูญหายว่า หากว่าเป็นจริงที่ว่านักบินขับไล่ยอมแปรพักตร์จริง ปักกิ่งจะต้องจัดการแถลงข่าวอย่างใหญ่โต แต่อย่างไรก็ตาม โฆษกกระทรวงกลาโหมไต้หวันปฎิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อสถานการณ์เครื่องบินที่สูญหาย โดยกล่าวว่า
“พวกเรายังคงค้นหาต่อไป และยังไม่หยุดปฎิบัติการค้นหา” เฉินกล่าว และชี้ว่า “เรายังคงตามหาต่อในพื้นที่นั้น”
สำนักข่าวทางการไต้หวัน ไต้หวันเซนทรัลนิวส์ รายงานเปิดเผยว่า ญี่ปุ่นจะถูกขอร้องให้ช่วยตามหาเครื่องบินที่สูญหาย โดยชี้ไปที่พื้นที่บางส่วนของญี่ปุ่นนั้นอยู่ใกล้กับไต้หวัน
ด้าน แอนดรูว์ หยาง(Andrew Yang) อดีตรัฐมนตรีกลาโหมไต้หวัน และเลขาธิการทั่วไปขององค์กรธิงแท็งก์ สภาจีนเพื่อการศึกษานโยบายก้าวหน้า(the Chinese Council of Advanced Policy Studies) ได้แสดงความเห็นว่า บางทีนักบินอาจสูญเสียการควบคุม หรืออาจเกิดปัญหาเครื่องยนต์ และชี้ว่าเครื่องบินขับไล่มิราจ 2000 อายุร่วม 20 ปีแล้ว
สื่อสหรัฐฯชี้ว่า ไต้หวันมีครื่องบินขับไล่มิราจ 2000 ราว 60 ลำ ซึ่งพบว่าในปฎิบัติการฝึกซ้อมในวันอังคาร(7 พ.ย)นั้น มี 3 ลำอยู่ในการปฎิบัติหน้าที่ ซึ่ง 1 ในนั้นเกิดสูญหายมาจนถึงเวลานี้
และอดีตรัฐนตรีกลาโหมไต้หวันยังชี้ต่อว่า อาจเป็นไปได้ที่นักบินประสบปัญหาด้านสุขภาพ และทำให้บินตกทะเลไป ซึ่งพบว่าเคยมีเหตุการณ์ที่คล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง
กองทัพอากาศไต้หวันแจ้งว่า เครื่องบินรบขับไล่สัญชาติฝรั่งเศส มิราจ 2000 (Mirage 2000) พร้อมด้วยนักบินหายไปอย่างลึกลับเหนือทะเลจีนตะวันออกระหว่างการฝึกตามตารางตามปกติ นาน 5 วันกล้ว โดยรัฐบาลและกองทัพได้รีบส่งกำลังติดตามและค้นหา แต่ไม่มีวี่แววจนบัดนี้ ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ที่นักบินนายดังกล่าวอาจแปรพักตร์นำเครื่องบินบินหนีทัพไปยังจีนแผ่นดินใหญ่
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Mirage 2000 missing

L.A.Times รายงานเมื่อ 12 พ.ย. 2560 ว่า เฉิน ชุง-ชี(Chen Chung-chi) โฆษกกระทรวงกลาโหมไต้หวันได้แถลงการณ์ล่าสุดว่า หน่วยค้นหาและกู้ภัยของกองทัพไต้หวัน พร้อมกับหน่วยยามฝั่งไต้หวันยังคงไม่พบเครื่องบินขับไล่สัญชาติฝรั่งเศส Mirage 2000 1 ลำ สังกัดฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 499 ที่สูญหายไปพร้อมกับนักบิน 1 นายที่บังคับเครื่องบินขับไล่เพียงนายเดียวบนเครื่องบินลำนี้
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Mirage 2000 missing Ho Tzu-yu

โดยนักบินของกองทัพไต้หวันผู้นี้ได้สูญเสียการติดต่อกับหอควบคุมในช่วงระหว่างการฝึกซ้อมตามตารางเมื่อค่ำวันอังคารที่ 7 พ.ย. 2560 ขณะทำการบินในระยะห่างออกไปจากชายฝั่งทางตอนเหนือของเกาะไต้หวันราว 100 ไมล์ ซึ่งMirage 2000 ได้สูญหายราวครึ่งชั่วโมงหลังจากขึ้นบินที่ระดับความสูง 5,200 ฟุต เหนือทะเลจีนตะวันออก


L.A.Times รายงานอีกด้วยว่า นักบินขับไล่ที่หายตัวไปเป็นนักบินที่มีประสบการณ์การบินมาตั้งแต่ปี 2013

สื่อสหรัฐฯรายงานต่อว่า ปฎิบัติการค้นหาซึ่งต้องยืดระยะเวลาออกไป ส่งผลทำให้คณะกรรมาธิการของรัฐสภาไต้หวันตั้งคำถามในวันศุกร์ที่ 10 พ.ย. 2560 ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่นักบิน โฮ ซือ-ยู(Ho Tzu-yu) นั้นแปรพักตร์นำเครื่องบินบินหนีทัพเข้าไปยังจีนแผ่นดินใหญ่

แต่โฆษกเฉินแห่งกระทรวงกลาโหมไต้หวันได้ออกมาปฎิเสธถึงความเป็นไปได้ ถึงแม้จะยอมรับว่า ทางการไต้หวันยังไม่ได้ทำการติดต่อกับปักกิ่งในเรื่องนี้

รัฐบาลปักกิ่งยึดถือโดยตลอดมาว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน โดยเกาะไต้หวันตั้งอยู่ห่างจากจีนแผ่นดินใหญ่เพียง 100ไมล์เท่านั้น ซึ่งปักกิ่งเชื่อว่า ในอนาคตข้างหน้าที่สุดแล้วไต้หวันจะต้องกลับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีนเหมือนฮ่องกง และมาเก๊า แต่ประชาชนไต้หวันกลับยังคงต้องการที่จะให้ไทเปปกครองตนเองต่อไป

โฆษกเฉินให้ความเห็นว่า หากนักบินและเครื่องบินMirage 2000 ที่สูญหายยอมแปรพักตร์จริง ทางการปักกิ่งคงจะต้องจัดการแถลงข่าวอย่างใหญ่โต อย่างไรก็ตาม โฆษกกระทรวงกลาโหมไต้หวันปฎิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นคาดการต่อสถานการณ์เครื่องบินที่สูญหาย โดยกล่าวว่า “พวกเรายังคงค้นหาต่อไป และยังไม่หยุดปฎิบัติการค้นหา” เฉินกล่าว และชี้ว่า “เรายังคงตามหาต่อในพื้นที่นั้น”
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Mirage 2000 Ho Tzu-yu

สำนักข่าวทางการไต้หวัน ไต้หวันเซนทรัลนิวส์ รายงานโดยเปิดเผยว่า ทางการไต้หวันคงจะขอร้องญี่ปุ่นเพื่อให้ช่วยตามหาเครื่องบินที่สูญหาย โดยชี้ไปที่พื้นที่บางส่วนของญี่ปุ่นนั้นอยู่ใกล้กับไต้หวัน
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ andrew yang taiwan
Andrew Yang อดีตรัฐมนตรีกลาโหมไต้หวัน

ด้าน แอนดรูว์ หยาง(Andrew Yang) อดีตรัฐมนตรีกลาโหมไต้หวัน และเลขาธิการทั่วไปขององค์กรธิงแท็งก์ สภาจีนเพื่อการศึกษานโยบายก้าวหน้า(the Chinese Council of Advanced Policy Studies) ได้แสดงความเห็นว่า บางทีนักบินอาจสูญเสียการควบคุม หรืออาจเกิดปัญหาเครื่องยนต์ และชี้ว่าเครื่องบินขับไล่ Mirage 2000 อายุการใช้งานร่วม 20 ปีแล้ว
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Mirage 2000 499 tactical wing

สื่อสหรัฐฯชี้ว่า ไต้หวันมีครื่องบินขับไล่ Mirage 2000 ราว 60 ลำ ในปฎิบัติการฝึกซ้อมในวันอังคารที่ 7 พ.ย. 2560 นั้น ในการปฎิบัติมีครื่องบินขับไล่ Mirage 2000 3 ลำ และ 1 ในนั้นเกิดสูญหายจนถึงบัดนี้
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Mirage 2000 missing Ho Tzu-yu

และอดีตรัฐนตรีกลาโหมไต้หวันยังชี้ต่อว่า อาจเป็นไปได้ที่นักบินประสบปัญหาด้านสุขภาพ และทำให้เกิดอุบัติเหตุบินตกทะเลไป ซึ่งเคยมีเหตุการณ์ที่คล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Mirage 2000 missing Ho Tzu-yu
ขณะนี้กองทัพอากาศไต้หวันสั่งระงับการบินของ มีเครื่องบินขับไล่ Mirage 2000 ทุกลำที่เหลืออยู่ จนกว่าจะตรวจสอบทุกลำเสร็จหรือทราบสาเหตุการสูญหายของเครื่องบินขับไล่ Mirage 2000  โดยทางการไต้หวันส่งเครื่องบิน 17 ลำ เรือรบและเรือยามฝั่งอีก 10 ลำในการติดตามค้นหาเครื่องบินขับไล่ Mirage 2000 ลำดังกล่าว
เครื่องบินขับไล่ Mirage 2000
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Mirage 2000 499 tactical wing

ดัซโซลท์ มิราจ 2000 (อังกฤษ: Dassault Mirage 2000) เป็นเครื่องบินขับไล่ เครื่องยนต์เดี่ยว สัญชาติฝรั่งเศส ออกปฏิบัติการครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1978 กองทัพฝรั่งเศสต้องการใช้แทน มิราจ 3 และมิราจ 5 มีการส่งมอบในปี ค.ศ. 1982

ประเทศผู้ใช้งาน

บราซิล (retired in December 2013)
อียิปต์
ฝรั่งเศส
กรีซ
อินเดีย
เปรู
กาตาร์
ไต้หวัน
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
รายละเอียด ดัซโซลท์ มิราจ 2000
ข้อมูลจำเพาะ
ผู้สร้าง :บริษัทดัซโซลท์-เบร์เกต์ (ฝรั่งเศส)
ประเภท:เครื่องบินรบเอนกประสงค์ ที่นั่งเดียว
เครื่องยนต์:เทอร์โบเจ๊ต สเนคม่า (Snecma) เอ็ม 53-5 ให้แรงขับ 8,500 กิโลกรัม และ 9,000 กิโลกรัม เมื่อสันดาปท้าย 1 เครื่อง
กางปีก: 9 เมตร
ยาว: 15.33 เมตร
สูง: 5.3 เมตร
พื้นที่ปีก: 40 ตารางเมตร
น้ำหนักวิ่งขึ้น: 9,900 กิโลกรัม
อัตราความเร็ว: 2.2-2.3 มัค ที่ระยะสูง 11,000 เมตร
อัตราเร่งจาก 0-2 มัค: 4 นาที
รัศมีทำการรบ: 700 กิโลเมตร
อาวุธ:ปืนใหญ่อากาศ เดฟา ขนาด 30 มม. 2 กระบอก ที่ใต้ลำตัวข้างช่องรับอากาศ
ภารกิจสกัดกั้น
อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศ แมทรา ซูเปอร์ 530 (Matra super 530) ที่ใต้ปีกช่วงใน ปีกละ 1 นัด
อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศพิสัยบินใกล้ แมทรา 550 แมจิค (Matra 550 Magic) ที่ใต้ปีกช่วงนอก ปีกละ 1 นัด
ภารกิจโจมตี
อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศแมจิค ที่ใต้ปีกนอกปีกละ 1 นัด
ลูกระเบิดขนาด 250 กิโลกรัม ที่ใต้ลำตัวด้านข้างด้านละ 2 ลูก รวม 4 ลูก
ถังเชื้อเพลิงอะไหล่ 3 ถัง ที่ใต้ปีกข้างในข้างละ 1 ถัง และ ใต้ลำตัวอีก 1 ถัง
อาวุธปล่อยอากาศสู่พื้นแอโรสเปเชียล เอเอส 30 แอล นำวิถีด้วยเลเซอร์ 1 นัด ที่ใต้ลำตัว
รวม: สามารถติดอาวุธได้ 9 ตำบล คือ ใต้ปีก 4 ตำบล และใต้ลำตัว 5 ตำบล คิดเป็นน้ำหนัก 5,000 กิโลกรัม

Posted in อาวุธยุทโธปกรณ์ การทหาร และการเมืองระหว่างประเทศ | Leave a comment

คณะกรรมการตรวจการจ้างสร้างเรือดำน้ำ (กตจ.รด.) กองทัพเรือ เดินทางไปปฏิบัติราชการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ thai submarine

เรือดำน้ำชั้น Yuan Class S26 T ที่กองทัพเรือไทยสั่งซื้อ

พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ รอง ผบ.ทร.มอบโอวาท กตจ.รด.ไปปฏิบัติหน้าที่ที่จีน 6 ปี ควบคุมการสร้างเรือดำน้ำของไทยทุกขั้นตอน เปรียบเป็น “ผู้อาสาศึก” นำความสำเร็จมาสู่กองทัพเรือ วอนยึดหลักการทำงานร่วมกัน

วันนี้ (10 พ.ย.) ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) วังนันทอุทยาน พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ รองผู้บัญชาการทหารเรือ (รอง ผบ.ทร.) ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ เป็นประธานมอบโอวาทให้แก่ น.อ.วิทยา พันธุ์โภคา ประธานกรรมการตรวจการจ้างสร้างเรือดำน้ำ (กตจ.รด.) พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจการจ้าง ผู้ควบคุมงาน และเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานสำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ รวมทั้งสิ้น 20 นาย โดยจะเดินทางไปปฏิบัติราชการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นระยะเวลา 6 ปี เพื่อควบคุมการจัดสร้างเรือดำน้ำทุกขั้นตอน รวมถึงการวางระบบภายในเรือดำน้ำของไทยด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กรรมการตรวจการจ้างสร้างเรือดำน้ำ (กตจ.รด.)

รองผบ.ทร. ถ่ายภาพร่วมกับ ประธานกรรมการตรวจการจ้างสร้างเรือดำน้ำ (กตจ.รด.) พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจการจ้าง ผู้ควบคุมงาน และเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานสำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ

6






น.อ.วิทยา พันธุ์โภคา

ประธานกรรมการตรวจการจ้างสร้างเรือดำน้ำ (กตจ.รด.)

ผู้เป็นหนึ่งในคณะทำงาน “นาวาสถาปนิก” ผู้ออกแบบเรือ ต. ในพระราชดำริ พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เรือ ต.

ทั้งนี้ พล.ร.อ.ลือชัยกล่าวให้โอวาทแก่กำลังพลตอนหนึ่งว่า การเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่เสมือนเป็นการไปออกรบ โดย กตจ.รด.เปรียบเสมือนผู้อาสาศึกที่จะนำความสำเร็จมาสู่โครงการ ซึ่งต้องใช้ความรู้ความสามารถ ความสามัคคี ทำงานกันเป็นทีมและปรึกษาหารือเสมือนพี่น้อง ขอให้ยึดถือประโยชน์และความสำเร็จของกองทัพเรือเป็นที่มั่น ดังพระราโชวาทของสมเด็จพระสังฆราชฯ ความว่า “สัพเพสัง สังฆภูตานัง สามัคคี วุฑฒิสาธิกา” แปลความว่า ความพร้อมเพรียงแห่งชน ผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ยังความเจริญวัฒนาถาวรให้สำเร็จ และให้ยึดถือหลักในการทำงานร่วมกันตามคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ระบุว่าแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง เพื่อความสำเร็จของงานในภาพรวมเป็นสำคัญ

ขอให้คณะ กตจ.รด เดินทางไปกลับโดยสวัสดิภาพ

ภารกิจราชการที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงด้วยดี

ยังประโยชน์สูงสุดแก่กองทัพเรือและราชอาณาจักรไทย


Posted in อาวุธยุทโธปกรณ์ การทหาร และการเมืองระหว่างประเทศ | Leave a comment

DEFENSE & SECURITY 2017 งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใหญ่ที่สุดของไทย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ งาน Defense & Security 2017

งาน Defense & Security 2017 ครั้งที่ 8 เป็นงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีด้านการทหารและความปลอดภัย รวมไปถึงอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยครอบคลุมทั้ง 3 เหล่าทัพ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาค รวมทั้งพาวิลเลี่ยนนานาชาติกว่า 25 ประเทศ อาทิ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี จีน เกาหลี และรัสเซียโดยผู้ประกอบการและผู้ผลิตชั้นนำกว่า 400 รายการจาก 50 ประเทศ จัดขี้นระหว่างวันที่ 6-9 พฤศจิกายน 2560 ณ อาคาร 6-8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ งาน Defense & Security 2017

AAPC (ยานลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบกหุ้มเกราะ) ต้นแบบโดยสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ






หวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานนี้ปีหน้าจะมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ และรัฐบาลจะกรุณาพัฒนาและเสริมสร้างให้ผู้ประกอบการไทยเข้ามามีส่วนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมากยิ่งขึ้น ด้วยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่สามารถเพิ่มมูลค่าได้อย่างมหาศาล

ขอบคุณภาพจาก สำนักข่าว TNEWS และ www.nationtv.tv

Posted in อาวุธยุทโธปกรณ์ การทหาร และการเมืองระหว่างประเทศ | Leave a comment

ลุงตู่ไอเดียกระฉูด เอานักโทษช่วยงานกองทัพ แต่กรุณาได้ฟังข้อเสนอของผมด้วยครับ

นายกฯแจงดึงนักโทษผลิตปืนช่วยกองทัพสร้างอาชีพไม่กลับวงจรเดิม

“นายกฯ”แจงไอเดียให้นักโทษช่วยงานกองทัพ ดึงความสามารถสร้างอาชีพไม่กลับวงจรเดิม เตรียมหารือกรมราชทัณฑ์หาแนวทาง

31 ต.ค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)กล่าวถึงกรณีสภากลาโหมมีแนวความคิดให้นักโทษมาอบรมเพื่อเป็นประโยชน์งานกองทัพ เช่น การผลิตอาวุธ ว่า การที่สภากลาโหมมีแนวคิดนำนักโทษมาช่วยงานต่าง ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องการนำมาใช้งาน เพราะอย่างไรทางกรมราชทัณฑ์ได้มีการฝึกอบรมนักโทษอยู่แล้ว หางานให้ทำ เช่น เป็นช่างไม้ต่าง ๆ ตนก็มีแนวคิดของตน ในเมื่อเราก็มีการทำงานเกี่ยวกับเรื่องอาวุธ และคนเหล่านี้ก็มีความสามารถอยู่เบื้องต้นแล้ว วันหน้าจะสามารถมีอาชีพที่ถูกต้องได้หรือไม่ เช่น มาเป็นลูกจ้าง พนักงาน ของกรมสรรพาวุธก่อนได้หรือไม่ ทำนองนี้ ไม่เช่นนั้นเราจะเสียประโยชน์ไปเปล่าๆ เรื่องนี้ต้องคัดเลือกและหารือกับกรมราชทัณฑ์ก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ นี่เป็นเรื่องการเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ที่จะทำให้ทุกคนมีคุณค่าขึ้นมาได้อย่างไร ไม่ใช่จับดำเนินคดี เมื่อออกมาก็ไม่มีอะไรทำ กลับมาวงจรเดิมอีก ต้องคิดใหม่บ้าง และต้องหาวิธีการให้เหมาะสม

ขอบคุณ http://www.komchadluek.net/news/regional/300597#

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ จับปืนดัดแปลง

ปืนไทยประดิษฐ์แบบต่างๆ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปืนไทยประดิษฐ์

ปืนไทยประดิษฐ์แบบต่างๆ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปืนไทยประดิษฐ์

ไอเดียนี้น่าสนับสนุนอย่างยิ่งครับ เพราะผู้ต้องขังเหล่านี้ไม่ใช่มือปืนหรือโจรปล้นฆ่าครับ แต่เป็นนักประดิษฐ์ที่ไม่มีเวทีด้วยกฎหมายอาวุธปืนของไทยไม่เอื้อ

สังเกตได้จาก ราชอาณาจักรไทยอายุเกือบ ๘๐๐ ปี แทบจะไม่มีโรงงานผลิตปืนเองเลย เว้นแต่โรงงาน H&K 33 ที่เคยซื้อลิขสิทธิมา”ประกอบ” เพราะไม่ได้สร้างชิ้นส่วนเองทั้งหมด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ h&K 33 thai

H&K 33 (ปลย.๑๑)

และกรมสรรพวุธทหารบกเคยผลิตปืนพกสั้นขนาด .45 หรือ 11 ม.ม.

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปพ.95/13

ปืนพกแบบ 95/03 ขนาด .45 ACP (11 ม.ม.) ผลิตโดยกรมสรรพวุธทหารบก

แต่ขอเรียนลุงตู่ให้เข้าใจว่า ทรัพยากรบุคคลเหล่านี้น่าจะสนองตอบอุตสาหกรรมอาวุธพลเรือนได้ดีกว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร ซึ่งอุตสาหกรรมอาวุธพลเรือนเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้พรบ.อาวุธปืนที่กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ และจนบัดนี้กระทรวงมหาดไทยไม่เคยสามารถออกใบอนุญาตผลิตอาวุธปืนสำหรับพลเรือนได้เลย ประเทศไทยจึงต้องเป็นประเทศผู้นำเข้าอาวุธปืนอย่างเดียว และด้วยการจำกัดโควต้านำเข้าทำให้ร้านปืนทั่วไปและร้านปืนที่ทำโครงการสวัสดิการร่ำรวยไปตามๆกัน เพราะราคาขายปืนในบ้านเราแพงกว่าประเทศต้นทางถึงกว่าสามเท่า สำหรับปืนสวัสดิการไม่มีค่าโควต้าจึงมีราคาย่อมเยาว์กว่า กระทรวงมหาดไทยหากไม่มีปัญญาสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมอาวุธปืนพลเรือนได้ ก็ควรชักชวนสหกรณ์หน่วยราชการในสังกัด ซึ่งมีเงินออมรวมกันหลายพันล้านบาท มาลงทุนตั้งโรงงานผลิตอาวุธปืนสำหรับพลเรือน

ล่าสุดสตช.ทำโครงการอาวุธปืนสวัสดิการสั่งซื้อ-นำเข้าปืนพกกึ่งอัตโนมัติ SIG P-320SP ถึงกว่าสองแสนกระบอก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ตำรวจ ซิก

ในยุคที่ลุงตู่เป็นนายกรัฐมนตรี หากสามารถสนับสนุนให้เอกชนไทยตั้งโรงงานผลิตอาวุธปืนสำหรับพลเรือนจะเป็นเกียรติประวัติที่ต้องจารึกไว้เลยเทียว

สำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนั้น หากกระทรวงกลาโหมจะเป็นแกนนำในการรวบรวมโรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในประเทศและมีเครื่องจักรที่มีขีดความสามารถในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร ซึ่งกรมอุตสาหกรรมทหารมีข้อมูลที่ได้รวบรวมไว้ โดยกระทรวงกลาโหม (กรมการอุตสาหกรรมทหารและสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ) ให้คำแนะนำ ฝึกอบรม ถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่โรงงานเหล่านี้แล้ว เชื่อมั่นว่า อุตสาหกรรมป้องกันเทศของไทยสามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

Posted in อาวุธยุทโธปกรณ์ การทหาร และการเมืองระหว่างประเทศ | Leave a comment

วันทหารผ่านศึกเกาหลี

อนุเสาวรีย์วีกรรมทหารไทย ตั้งอยู่ที่ เมืองโปชอน
จังหวัดเคียงกิ เกาหลีใต้
ราชอาณาจักรไทยได้ส่งกองกำลังทหารทั้ง บก เรือ และอากาศ ไปร่วมรบในสงครามเกาหลี เป็นการปฏิบัติการนอกประเทศครั้งแรกในระดับนานาชาติ ในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ทำให้ไทยกับสหรัฐอเมริกากลายมาเป็นมหามิตรเช่นในปัจจุบัน โดยประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 2 ในโลก ที่ตอบรับการส่งกำลงเข้าไปช่วยรบในสงครามเกาหลี
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ 21 ตุลาคม วันทหารผ่านศึกเกาหลี
ประเทศเกาหลีใต้ได้ตอบแทนกล้าหาญของทหาร (ทหารไทยเสียชีวิต 136 นาย) ในครั้งนั้นของคนไทย ด้วยการให้คนไทยเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ โดยไม่ต้องขอวีซ่า และสามารถอยู่ได้นานถึง 90 วันสงครางเกาหลี เป็นสงครามตัวแทนของชาติมหาอำนาจขณะนั้น หรือที่เรียกกันว่าสงครามเย็น ฝ่ายเกาหลีใต้สนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย และกองกำลังของประเทศอื่น ๆ ฝ่ายเกาหลีเหนือมีสาธารณรัฐประชาชนจีน และสหภาพโซเวียตสนับสนุน
ลำดับเหตุการณ์
25 มิถุนายน 2493
เกาหลีเหนือซึ่งมีอาวุธยุทโธปกรณ์ของโซเวียตบุกข้ามเส้นขนานที่ 38 ลงมา(เส้นกั้นเขตแดนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้) ฝ่ายใต้ซึ่งไม่พร้อมสรรพด้วยอาวุและกำลังพลจึงต้องล่าถอย เกาหลีเหนือยึดกรุงโซลได้ใน 3 วันต่อมา
27 มิถุนายน 2493
สหประชาติได้ประชุมมีมติให้ประนามการรุกรานของเกาหลีเหนือ 2 ประการคือ 1. ให้ทั้งสองฝ่ายหยุดรบทันที 2 . ให้เกาหลีเหนือถอนกำลังทหารออกจากไปอยู่เหนือเส้นขนานที่ 38 และได้ลงมติให้การสนับสนุนจัดตั้งกองบัญชาการร่วม โดยมี จอมพล ดักลาส แมคอาร์เธอร์ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองบัญชาการกองกำลังสหประชาชาติ ตั้งอยู่ที่ตึกไดอิชิในกรุงโตเกียว
5 กรกฎาคม 2493
กองทัพสหรัฐได้บุกเข้าสู่เกาหลีเหนือ
14 กรกฎาคม 2493
ไทยได้รับโทรเลขขอความช่วยเหลือด้านกองกำลังรบภาคพื้นดิน จากเลขาธิการสหประชาชาติ
22 กรกฎาคม 2493
ไทยซึ่งเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ได้ตัดสินใจส่งทหารเข้าร่วมรบ โดยส่งกำลังทหาร ๑ กรมผสม มีกำลังพลประมาณ 4,000 คน
29 กรกฎาคม 2493
กระทรวงกลาโหมได้ประกาศรับสมัครทหารอาสาไปราชการช่วยสหประชาชาติ มีผู้มาสมัครทั้งสิ้น 14,998 คน
22 ตุลาคม 2493
ทหารไทยผลัดแรก 1,200 คน เดินทางไปเกาหลี โดย เรือ “เฮอร์ตาเมอร์สก” ออกเดินทางจากท่าเรือคลองเตย ถึงเกาหลีขึ้นบกที่เมืองปูซาน วันที่ 7 พฤศจิกายน 2493 แล้วขึ้นรถไฟไปยังค่ายพักศูนย์รับทหารของสหประชาชาติ ที่เมืองเตกู อยู่ทางเหนือของเมืองปูซาน 80 ไมล์
เนื่องจากทหารไทยยังไม่คุ้นเคยกับอาวุธใหม่ของอเมริกัน จึงต้องมีการฝึกการใช้อาวุธประจำกาย และอาวุธประจำหน่วยอย่างเร่งด่วน ไม่น้อยกว่า 8 สัปดาห์ โดยกำหนดให้นายทหารไปรับการฝึกสอนจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในตอนกลางวัน แล้วนำมาสอนนายสิบในเวลากลางคืน จากนั้นนายสิบก็จะไปฝึกสอนพลทหารต่อ
นายทหารไทยผู้หนึ่ง ที่เดินทางถึงเกาหลี เมื่อ 20 มกราคม พ.ศ. 2495 ได้เล่าถึงสมรภูมิเกาหลีไว้ว่า (ข้อความสีน้ำเงิน)
ในระหว่างการปฏิบัติการร่วมรบกับกองทัพสหประชาชาติในเกาหลี ข้าศึกของทหารไทยในการรบ ไม่ใช่คอมมิวนิสตร์ผู้รุกรานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นอุณหภูมิของอากาศที่ติดลบต่ำกว่าศูนย์องศาในช่วงฤดูหนาว เขาปลอบญาติพี่น้องทางเมืองไทยว่า ไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะทหารไทยได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา เรื่องเสื้อผ้า เตาผิง เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้ทหารไทยสามารถอยู่ได้ท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บ
พื้นที่ที่ทหารไทยไปร่วมรบนั้นมีแต่ภูเขาสูงๆ ทหารไทยไม่ค่อยชำนาญ แต่หลังจากได้รับการฝึก 5 สัปดาห์แล้ว ทหารของเราก็ได้ทำการบทัดเทียมกับชาติอื่นๆ ทหารไทยไม่มีความวิตกเรื่องของการรบเลย รับผิดชอบในเรื่องที่ได้รับการมอบหมายอย่างดี มีวินัย และปฏิบัติการรบอย่างเด็ดเดี่ยว
กองพันของเราได้ขึ้นประจำแนวรบ เมื่อ 22 มกราคม 2495 เมื่อได้ทำการรบมาแล้ว จะได้พัก10 วัน และไปสู่แนวรบ หนึ่งเดือน สลับกันไป ในระหว่างพักรบนั้น จะได้รับการฝึกเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องจากการรบที่ผ่านมา ในระหว่างการรบนั้น ทหารไทยได้รับคำชมจากแม่ทัพนายกองของอเมริกันอยู่เสมอ
เมื่ออยู่ในแนวรบ ข้าศึกจะยิงเข้ามาเฉลี่ยวันละ 100 นัด ทหารไทยมีความชำนาญเรื่องการขุดคูลึกที่ใช้หลบกระสุน นอกจากนั้นยังมีที่อยู่อาศัยที่ทนทานต่อปืนใหญ่ได้ ผู้ที่หลบอยู่ในหลุ่มจะได้ยินเสียงกระสุ่นปืนปลิวว่อนอยุ่บ่อยๆ ทหารของเราไม่ค่อยมีปัญหาอะไร มีบางคนอาจถูกสะเก็ดระเบิดบ้าง
เรื่องอาวุธยุทธภัณฑ์ของเราก็มีพร้อม เราจัดกองกำลังเหมือนทหารอเมริกันทุกอย่าง ทหารอเมริกันมีอาวุธอะไร เราก็มีอย่างนั้น กระสุนมีไม่อั้น ยิงได้ยิงไป ตัวอย่าง เข่น ปืนใหญ่ที่ยิงคุ้มกันกรมทหารของเรา จะยิงเกือบ 50 นัดทุกๆ 2 นาที
เป้าหมายของผู้บัญชาการกองพล ถ้ากองทัพใดจับข้าศึกได้จะได้รับการเขียนเป็นประวัติศาสตร์ของกรมนั้น ทหารไทยก็พยายามที่จะจับข้าศึก แต่ก็ไม่ง่ายนัก ครั้งหนึ่งมาจับข้าศึกมาได้ 2 คน จึงทราบถึงความเป็นอยู่ของข้าศึก ที่ตั้ง และการลำเลียงต่างๆ จนกองทัพไทยได้รับคำชมจากผู้บัญชาการกองพลอย่างมาก
สำหรับอาหารการกินที่แนวรบก็อุดมสมบูรณ์ มี 2 ชนิด คือ อาหารกระป่อง ซึ่งถ้าไม่จำเป็นจริงๆแล้ว ทุกคนจะหลีกเลี่ยงอาหารกระป๋อง เพราะรสชาดกล้ำกลืนยากแท้ อีกอย่างเป็นอาหารสด จากผัก มีเนื้อ มีไก่ มีหมู อย่างน้อยทหารไทยก็จะได้อาหารสดวันละมื้อ สลับกับอาหารกระป๋องอันน่าเบื่อ
ทหารไทยผลัดแรก 1,200 คน เดินทางไปเกาหลี โดย เรือ “เฮอร์ตาเมอร์สก” ออกเดินทางจากท่าเรือคลองเตย ถึงเกาหลีขึ้นบกที่เมืองปูซาน วันที่ 7 พฤศจิกายน 2493 แล้วขึ้นรถไฟไปยังค่ายพักศูนย์รับทหารของสหประชาชาติ ที่เมืองเตกู อยู่ทางเหนือของเมืองปูซาน 80 ไมล์
เนื่องจากทหารไทยยังไม่คุ้นเคยกับอาวุธใหม่ของอเมริกัน จึงต้องมีการฝึกการใช้อาวุธประจำกาย และอาวุธประจำหน่วยอย่างเร่งด่วน ไม่น้อยกว่า 8 สัปดาห์ โดยกำหนดให้นายทหารไปรับการฝึกสอนจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในตอนกลางวัน แล้วนำมาสอนนายสิบในเวลากลางคืน จากนั้นนายสิบก็จะไปฝึกสอนพลทหารต่อขอตัดภาพมาที่นายทหารไทยผู้หนึ่ง ที่เดินทางถึงเกาหลี เมื่อ 20 มกราคม พ.ศ. 2495 ได้เล่าถึงสมรภูมิเกาหลีไว้ว่า (ข้อความสีน้ำเงิน)ในระหว่างการปฏิบัติการร่วมรบกับกองทัพสหประชาชาติในเกาหลี ข้าศึกของทหารไทยในการรบ ไม่ใช่คอมมิวนิสตร์ผู้รุกรานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นอุณหภูมิของอากาศที่ติดลบต่ำกว่าศูนย์องศาในช่วงฤดูหนาว เขาปลอบญาติพี่น้องทางเมืองไทยว่า ไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะทหารไทยได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา เรื่องเสื้อผ้า เตาผิง เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้ทหารไทยสามารถอยู่ได้ท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บ
วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2493 กรมผสมที่ 21 ผลัดแรก ได้เดินทางออกจากประเทศไทย เพื่อไปเข้าร่วมรบกับกองกำลังสหประชาชาติในสงครามเกาหลี นับเป็นครั้งที่ 2 นับจากการส่งกองกำลังไปราชการสงคราม ณ ต่างประเทศ ของประเทศไทย นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1
ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป, ผู้คนกำลังยืน, ฝูงชน และ สถานที่กลางแจ้ง
ในภาพ จอมพล ป พิบูลสงคราม กำลังเดินนำขบวนทหารผ่านการประพรมน้ำมนต์จากสมเด็จพระสังฆราช สู่ท่าเรือคลองเตย ขึ้นเรือรบหลวงประแส เรือรบหลวงสีชัง เรือรบหลวงบางปะกง และเรือสินค้าเฮอร์ตาเมิร์กส เดินทางสู่ท่าเรือปูซาน ประเทศเกาหลีใต้
วันที่ 22 ตุลาคม จึงถือเป็นวันทหารผ่านศึกเกาหลี ในประเทศไทย เพจสารานุกรมสงครามเกาหลีจึงขอร่วมรำลึกถึงทหารไทยจำนวน 136 นายที่สละชีวิตเพื่ออิสรภาพ เสรีภาพ ของคนที่ตัวเองไม่รู้จัก
ขอสดุดีเหล่าทหารกล้าที่ได้ร่วมรบในสงครามเกาหลีทุกนาย
ศาลาไทย ภายในบริเวณอนุเสาวรีย์วีรกรรมทหารไทย เมืองโปชอน จังหวัดเคียงกิ สาธารณรัฐเกาหล
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ thai monument korea
อนุเสาวรีย์วีกรรมทหารไทย ตั้งอยู่ที่ เมืองโปชอน จังหวัดเคียงกิ สาธารณรัฐเกาหลี
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ จอมพล ป นำทหารไทย เกาหลี
ในภาพ จอมพล ป พิบูลสงคราม กำลังเดินนำขบวนทหารผ่านการประพรมน้ำมนต์จากสมเด็จพระสังฆราช สู่ท่าเรือคลองเตย ขึ้นเรือรบหลวงประแส เรือรบหลวงสีชัง เรือรบหลวงบางปะกง และเรือสินค้าเฮอร์ตาเมิร์กส เดินทางสู่ท่าเรือปูซาน ประเทศเกาหลีใต้
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ thai monument korea
ราชอาณาจักรไทยได้ส่งกองกำลังทหารทั้ง บก เรือ และอากาศ ไปร่วมรบในสงครามเกาหลี เป็นการปฏิบัติการนอกประเทศครั้งแรกในระดับนานาชาติ ในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ทำให้ไทยกับสหรัฐอเมริกากลายมาเป็นมหามิตรเช่นในปัจจุบัน โดยประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 2 ในโลก ที่ตอบรับการส่งกำลงเข้าไปช่วยรบในสงครามเกาหลี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ 21 ตุลาคม วันทหารผ่านศึกเกาหลี

ประเทศเกาหลีใต้ได้ตอบแทนกล้าหาญของทหาร (ทหารไทยเสียชีวิต 136 นาย) ในครั้งนั้นของคนไทย ด้วยการให้คนไทยเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ โดยไม่ต้องขอวีซ่า และสามารถอยู่ได้นานถึง 90 วัน
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ thai no visa korea
สงครามเกาหลี เป็นสงครามตัวแทนของชาติมหาอำนาจขณะนั้น หรือที่เรียกกันว่าสงครามเย็น ฝ่ายเกาหลีใต้สนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย และกองกำลังของประเทศอื่น ๆ ฝ่ายเกาหลีเหนือมีสาธารณรัฐประชาชนจีน และสหภาพโซเวียตสนับสนุน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ korean war

ลำดับเหตุการณ์

25 มิถุนายน 2493

เกาหลีเหนือซึ่งมีอาวุธยุทโธปกรณ์ของโซเวียตบุกข้ามเส้นขนานที่ 38 ลงมา(เส้นกั้นเขตแดนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้) ฝ่ายใต้ซึ่งไม่พร้อมสรรพด้วยอาวุและกำลังพลจึงต้องล่าถอย เกาหลีเหนือยึดกรุงโซลได้ใน 3 วันต่อมา

27 มิถุนายน 2493

สหประชาติได้ประชุมมีมติให้ประนามการรุกรานของเกาหลีเหนือ 2 ประการคือ 1. ให้ทั้งสองฝ่ายหยุดรบทันที 2 . ให้เกาหลีเหนือถอนกำลังทหารออกจากไปอยู่เหนือเส้นขนานที่ 38 และได้ลงมติให้การสนับสนุนจัดตั้งกองบัญชาการร่วม โดยมี จอมพล ดักลาส แมคอาร์เธอร์ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองบัญชาการกองกำลังสหประชาชาติ ตั้งอยู่ที่ตึกไดอิชิในกรุงโตเกียว

5 กรกฎาคม 2493

กองทัพสหรัฐได้บุกเข้าสู่เกาหลีเหนือ

14 กรกฎาคม 2493

ไทยได้รับโทรเลขขอความช่วยเหลือด้านกองกำลังรบภาคพื้นดิน จากเลขาธิการสหประชาชาติ

22 กรกฎาคม 2493

ไทยซึ่งเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ได้ตัดสินใจส่งทหารเข้าร่วมรบ โดยส่งกำลังทหาร ๑ กรมผสม มีกำลังพลประมาณ 4,000 คน

29 กรกฎาคม 2493

กระทรวงกลาโหมได้ประกาศรับสมัครทหารอาสาไปราชการช่วยสหประชาชาติ มีผู้มาสมัครทั้งสิ้น 14,998 คน

22 ตุลาคม 2493

ทหารไทยผลัดแรก 1,200 คน เดินทางไปเกาหลี โดย เรือ “เฮอร์ตาเมอร์สก” ออกเดินทางจากท่าเรือคลองเตย ถึงเกาหลีขึ้นบกที่เมืองปูซาน วันที่ 7 พฤศจิกายน 2493 แล้วขึ้นรถไฟไปยังค่ายพักศูนย์รับทหารของสหประชาชาติ ที่เมืองเตกู อยู่ทางเหนือของเมืองปูซาน 80 ไมล์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ศาลาทหารไทย เกาหลี
กองทัพอากาศไทยเข้าร่วมปฏิบัติการในสงครามเกาหลี
เนื่องจากทหารไทยยังไม่คุ้นเคยกับอาวุธใหม่ของอเมริกัน จึงต้องมีการฝึกการใช้อาวุธประจำกาย และอาวุธประจำหน่วยอย่างเร่งด่วน ไม่น้อยกว่า 8 สัปดาห์ โดยกำหนดให้นายทหารไปรับการฝึกสอนจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในตอนกลางวัน แล้วนำมาสอนนายสิบในเวลากลางคืน จากนั้นนายสิบก็จะไปฝึกสอนพลทหารต่อ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ thai army korean war Little Tigers

นายทหารไทยผู้หนึ่ง ที่เดินทางถึงเกาหลี เมื่อ 20 มกราคม พ.ศ. 2495 ได้เล่าถึงสมรภูมิเกาหลีไว้ว่า

ในระหว่างการปฏิบัติการร่วมรบกับกองทัพสหประชาชาติในเกาหลี ข้าศึกของทหารไทยในการรบ ไม่ใช่คอมมิวนิสตร์ผู้รุกรานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นอุณหภูมิของอากาศที่ติดลบต่ำกว่าศูนย์องศาในช่วงฤดูหนาว เขาปลอบญาติพี่น้องทางเมืองไทยว่า ไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะทหารไทยได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา เรื่องเสื้อผ้า เตาผิง เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้ทหารไทยสามารถอยู่ได้ท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ thai army korean war Little Tigers
กองทัพเรือไทยเข้าร่วมปฏิบัติการในสงครามเกาหลี

พื้นที่ที่ทหารไทยไปร่วมรบนั้นมีแต่ภูเขาสูงๆ ทหารไทยไม่ค่อยชำนาญ แต่หลังจากได้รับการฝึก 5 สัปดาห์แล้ว ทหารของเราก็ได้ทำการบทัดเทียมกับชาติอื่นๆ ทหารไทยไม่มีความวิตกเรื่องของการรบเลย รับผิดชอบในเรื่องที่ได้รับการมอบหมายอย่างดี มีวินัย และปฏิบัติการรบอย่างเด็ดเดี่ยว

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ศาลาทหารไทย เกาหลี
กองทัพอากาศไทยเข้าร่วมปฏิบัติการในสงครามเกาหลี
กองพันของเราได้ขึ้นประจำแนวรบ เมื่อ 22 มกราคม 2495 เมื่อได้ทำการรบมาแล้ว จะได้พัก10 วัน และไปสู่แนวรบ หนึ่งเดือน สลับกันไป ในระหว่างพักรบนั้น จะได้รับการฝึกเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องจากการรบที่ผ่านมา ในระหว่างการรบนั้น ทหารไทยได้รับคำชมจากแม่ทัพนายกองของอเมริกันอยู่เสมอ

เมื่ออยู่ในแนวรบ ข้าศึกจะยิงเข้ามาเฉลี่ยวันละ 100 นัด ทหารไทยมีความชำนาญเรื่องการขุดคูลึกที่ใช้หลบกระสุน นอกจากนั้นยังมีที่อยู่อาศัยที่ทนทานต่อปืนใหญ่ได้ ผู้ที่หลบอยู่ในหลุ่มจะได้ยินเสียงกระสุ่นปืนปลิวว่อนอยุ่บ่อยๆ ทหารของเราไม่ค่อยมีปัญหาอะไร มีบางคนอาจถูกสะเก็ดระเบิดบ้าง

เรื่องอาวุธยุทธภัณฑ์ของเราก็มีพร้อม เราจัดกองกำลังเหมือนทหารอเมริกันทุกอย่าง ทหารอเมริกันมีอาวุธอะไร เราก็มีอย่างนั้น กระสุนมีไม่อั้น ยิงได้ยิงไป ตัวอย่าง เข่น ปืนใหญ่ที่ยิงคุ้มกันกรมทหารของเรา จะยิงเกือบ 50 นัดทุกๆ 2 นาที

เป้าหมายของผู้บัญชาการกองพล ถ้ากองทัพใดจับข้าศึกได้จะได้รับการเขียนเป็นประวัติศาสตร์ของกรมนั้น ทหารไทยก็พยายามที่จะจับข้าศึก แต่ก็ไม่ง่ายนัก ครั้งหนึ่งมาจับข้าศึกมาได้ 2 คน จึงทราบถึงความเป็นอยู่ของข้าศึก ที่ตั้ง และการลำเลียงต่างๆ จนกองทัพไทยได้รับคำชมจากผู้บัญชาการกองพลอย่างมาก

สำหรับอาหารการกินที่แนวรบก็อุดมสมบูรณ์ มี 2 ชนิด คือ อาหารกระป่อง ซึ่งถ้าไม่จำเป็นจริงๆแล้ว ทุกคนจะหลีกเลี่ยงอาหารกระป๋อง เพราะรสชาดกล้ำกลืนยากแท้ อีกอย่างเป็นอาหารสด จากผัก มีเนื้อ มีไก่ มีหมู อย่างน้อยทหารไทยก็จะได้อาหารสดวันละมื้อ สลับกับอาหารกระป๋องอันน่าเบื่อ
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ thai army korean war Little Tigers

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ thai monument korea
ศาลาไทย ภายในบริเวณอนุเสาวรีย์วีรกรรมทหารไทย เมืองโปชอน จังหวัดเคียงกิ สาธารณรัฐเกาหลี
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ korean war Little Tigers

สมญานาม Little Tiger 

“กองพันพยัคฆ์น้อย”

วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๕ กองพันทหารไทยได้ผลัดเปลี่ยนกับกองพันทหารสหรัฐฯ บนแนวเจมส์ทาวน์ ด้านเขาพอร์คชอป มีเขตปฏิบัติการสำคัญคือ เขาพอร์คชอป (เขา ๒๕๕) กับเขาสนุ๊ค  (เขา ๑๘๗) ที่บังคับการกองพันอยู่ที่หมู่บ้านอันเยิง ส่วนกองร้อยกำลังทดแทน และคลังเก็บของอยู่ที่เมืองยอนชอน
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ korean war Little Tigers
กองพันทหารไทยได้รับมอบภารกิจ ให้ยึดรักษาเขาพอร์คชอปไว้ให้ได้ โดยได้รับการยิงสนับสนุนด้วยอาวุธหนักจากกรมทหารราบที่ ๙ สหรัฐฯ ได้รับสนับสนุนรถถัง ๑ หมวด เครื่องยิงหนัก ๔.๒ นิ้ว ๑ หมวด และปืนต่อสู้อากาศยาน ๑ หมวด พื้นที่ปฏิบัติการที่กองพันทหารไทยได้รับมอบ มีความกว้างด้านหน้า ประมาณ ๓ กิโลเมตร จึงได้วางกำลัง ๓ กองร้อยในแนวหน้า จัดกองร้อยรักษาด่านรบที่หน้าแนว ๒ แห่งคือ ที่เขาพอร์คชอป มีกำลัง ๑ หมวดปืนเล็กเพิ่มเติมกำลัง และหมู่ตรวจการณ์หน้าปืนใหญ่ ๑ หมู่ ส่วนที่เขาสนู๊คมีกำลัง ๒ หมู่ปืนเล็ก
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ pork chop hill little tiger
พื้นที่ที่กองพันทหารไทยได้รับมอบอยู่บริเวณหน้าเขาทีโบน ภูมิประเทศสำคัญหน้าแนวคือ เขาพอร์คชอปกับเขาสนู๊ค เบื้องหน้าเขาพอร์คชอปเป็นภูเขาลูกเล็ก ๆ ที่ฝ่ายข้าศึกยึดอยู่ ๒ ลูกคือ เขาฮาร์คโกล และเขาโพลเค เขาพอร์คชอปตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองชอร์วอน ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์เมืองหนึ่งของเกาหลี ลักษณะเป็นสันเขาโดดเดี่ยว ล้อมรอบด้วยหุบเขาสลับซับซ้อน สูงจากระดับน้ำทะเล ๒๕๕ เมตร เป็นชัยภูมิที่ทั้งสองฝ่ายต้องการยึดเอาไว้เพื่อความได้เปรียบทางยุทธวิธี เพราะเป็นจุดคุมเส้นทางหลักที่จะเจาะเข้าถึงเมืองชอร์วอนทางทิศตะวันออก เมืองยอนชอนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่บริเวณเขาพอร์คชอปนี้ได้มีการแย่งยึดเปลี่ยนมือกันไปมา หลายครั้งของทั้งสองฝ่าย และครั้งสุดท้ายได้ตกเป็นของฝ่ายกองกำลังสหประชาชาติ
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
หลังจากขึ้นประจำที่มั่น เมื่อ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๕ กองพันทหารไทยก็รีบดำเนินการปรับปรุงเส้นทางคมนาคม จากที่บังคับการกองพันไปยังที่มั่นบนเขาพอร์คชอป แต่ทำได้ไม่สดวก เพราะถูกข้าศึกยิงรบกวนตลอดเวลา จึงต้องใช้รถสายพานลำเลียงพล จากหน่วยเหนือมาใช้ พร้อมทั้งขอเครื่องทำควันขนาดใหญ่ มาใช้ปล่อยควันกำบังการตรวจการณ์ เพื่อใช้ในการเคลื่อนที่ผ่านเส้นทางนี้เวลากลางวัน ดำเนินการปรับปรุงคูสนามเพลาะ และเครื่องกีดขวางประเภทลวดหนาม โดยเพิ่มแนวลวดหนามจากเดิม ๒ แนวเป็น ๔ แนว วางแผนการใช้ทุ่นระเบิด และหีบระเบิดนาปาล์มที่มีอานุภาพรุนแรงเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังได้จัดกำลังกองหนุนเคลื่อนที่เร็ว เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน และจำเป็นโดยใช้กำลังจากกองร้อยกองบังคับการ และกำลังพลอืน ๆ ที่มิได้ติดพันการรบในขณะนั้น พร้อมกันนั้น ทางหน่วยเหนือก็ได้ออกคำแนะนำทางยุทธการ ให้หน่วยระดับกองพันจัดตั้ง ศูนย์ประสานการยิงช่วยขึ้น นับว่าเป็นการกระทำครั้งแรกในระดับกองพัน กองพันทหารไทยได้เตรียมการขอรับการสนับสนุนฉากการยิงคุ้มครอง เป็นวงแหวนรอบที่มั่นรักษาด่านรบเขาพอร์คชอป โดยขอให้ปืนใหญ่กองพลของกองพลทหารราบที่ ๒ สหรัฐฯ ซึ่งมีอยู่ ๔ กองพัน วางฉากการยิงที่เรียกว่าวงแหวนเหล็กเอาไว้ เพื่อใช้ในกรณีที่ถูกข้าศึกเข้าตี ด้านการสื่อสารก็มีการวางข่ายการติดต่อสื่อสารให้แน่นแฟ้น ใช้การสื่อสารทางสายเป็นหลัก ได้จัดวางข่ายการสื่อสารไปยังจุดที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปยังเขาพอร์คชอปถึง ๗ ทางสาย โดยฝังสายลงใต้ดิน พาดไปบนพื้นดิน และขึงสายเหนือพื้นดิน
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ยังจัดกำลังออกลาดตระเวณหาข่าวประจำวัน ๆ ละ ๓ สาย มีการจัดหมวดรบพิเศษ (Ranger Platoon) ขึ้นเป็นครั้งแรก จากผู้อาสาสมัครซึ่งมีเป็นจำนวนมาก แต่คัดเลือกไว้ ๔๐ คน เพื่อใช้ในการลาดตระเวณรบลึกเข้าไปในแนวข้าศึก เพื่อจับเชลยตามคำแนะนำของหน่วยเหนือ
การรบบนที่มั่นเขาพอร์คชอป ครั้งที่ ๑
ในคืนวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๔๙๕ ฝ่ายข้าศึกประมาณ ๑ หมวด เคลื่อนที่เข้าจู่โจมที่ฟัง การณ์สาย ๘ ทางมุมด้านทิศตะวันออกของเขาพอร์คชอป ศูนย์ประสานการยิงคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง จนข้าศึกต้องถอนตัวกลับไป ทิ้งศพผู้เสียชีวิตไว้เท่าที่ตรวจพบ ๑๐ ศพ ต่อมาเมื่อบ่ายวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ ข้าศึกได้ยิงเตรียมมายังที่มั่นเขาพอร์คชอปด้วยปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด ฝ่ายเราได้รับความเสียหายมาก ตอนค่ำข้าศึกส่งกำลัง ๑ กองพัน เคลื่อนที่เข้าตี ๒ ทิศทาง ไปยังที่ฟังการณ์สาย ๔ และที่ฟังการณ์สาย ๘ ได้มีการต่อสู้กันในระยะประชิด จนต้องถอนตัวกลับเข้าที่มั่น ข้าศึกก็ได้เคลื่อนที่ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด จนถึงบริเวณที่มั่นเขาพอร์คชอป จึงได้มีการยิงฉากวงแหวนทำลายข้าศึกที่เข้ามาถึงขอบที่มั่น จนข้าศึกต้องถอนตัวกลับไป การรบครั้งนี้ฝ่ายเราเสียชีวิต ๘ คน บาดเจ็บ ๑๗ คน ฝ่ายข้าศึกเสียชีวิต ๕๐ คน พบร่องรอยการระดมยิงด้วยปืนใหญ่ และเครื่องยิงหนักกว่า ๖๐๐ นัด ในบริเวณที่มั่นของฝ่ายเรา ในวันรุ่งขึ้นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ ๒ สหรัฐฯ ได้เดินทางมาเยี่ยมกองพันทหารไทย ได้แสดงความประทับใจอย่างมากที่ทหารไทยมีจิตใจห้าวหาญ แกร่งกล้า เป็นที่น่ายกย่องสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง และได้หนังสือชมเชยกองพันทหารไทยด้วย
ต่อมากองพลทหารราบที่ ๒ สหรัฐฯ ได้ส่งทหารช่างพร้อมที่กำบังสำเร็จรูป (Prefabrication Sef) มาให้ ทำให้มีความมั่นคงแข็งแรงกว่าที่มีอยู่เดิม และปรับปรุงที่มั่นให้กลับสู่สภาพเดิม จากการเสียหายที่ข้าศึกเข้าตีในครั้งนี้ 

การรบบนที่มั่นเขาพอร์คชอป ครั้งที่ ๒
เมื่อ ๖ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น. ฝ่ายข้าศึกได้ส่งหน่วยลาดตระเวณ ประมาณ ๑ หมวด เข้าโจมตีที่มั่นเขาพอร์คชอป โดยเข้าโจมที่ฟังการณ์หมายเลข สาย ๔ และสาย ๘ ได้ ข้าศึกได้ระดมยิงด้วยอาวุธประจำหน่วย และอาวุธประจำกายอย่างรุนแรง เพื่อพิสูจน์ทราบที่ตั้งฝ่ายเรา ทหารไทยในที่มั่นได้ยิงพลุส่องสว่างพร้อมกับขอการยิงสนับสนุนจาก หน่วยเครื่องยิงหนักของกองพัน ข้าศึกจึงถอนตัวกลับไป
ต่อมา ระหว่าง ๐๑.๐๐ – ๐๒.๐๐ น.ฝ่ายข้าศึกทำการเข้าตีที่มั่นเขาพอร์คชอปอีกเป็น ๓ ระลอก ระลอกแรก ข้า ศึกใช้กำลังประมาณ ๑ กองร้อย เข้าตีทางทิศตะวันตก ด้านที่ฟังการณ์ ๘ ระดมยิงด้วยอาวุธประจำกาย และประจำหน่วย พร้อมทั้งปืนใหญ่ และเครื่องยิงหนัก ใช้เวลาประมาณ ๔๕ นาที จึงหยุดการโจมตี แต่ยังคงระดมยิงด้วยปืนใหญ่ และเครื่องยิงหนักต่อไป ระลอกที่สอง เริ่ม ประมาณ ๐๑.๔๐ น. ข้าศึกใช้กำลังประมาณ ๑ กองร้อย เข้าตีทางทิศเหนือด้านที่ฟังการณ์ ๔ สนับสนุนด้วยปืนใหญ่ และเครื่องยิงหนัก และอาวุธนานาชนิด ฝ่ายเราต้านทานอย่างเหนียวแน่น จนข้าศึกต้องยุติการโจมตีเมื่อเวลา ๐๒.๑๕ น.และถอนตัวกลับไป ระลอกที่สาม เวลา ๐๒.๓๕ น. ข้าศึกใช้กำลังประมาณ ๒ หมวด เข้าตีทางด้านทิศตะวันตกด้านที่ฟังการณ์ ๘ อีกครั้งหนึ่ง ได้อาศัยความมืดคืบคลานเข้ามาใกล้ที่มั่นฝ่ายเรา จนถึงระยะใช้ระเบิดขว้างของทั้งสองฝ่าย ทหารไทยที่ประจำอยู่ ณ ที่ฟังการณ์ทั้งสามสาย ได้รับคำสั่งให้ถอนตัวกลับเข้าที่มั่น ฝ่ายข้าศึกจำนวนมาก ได้ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด จนมาถึงหน้าที่มั่นใหญ่ในพื้นที่การยิงฉาก ผู้บังคับที่มั่นจึงขอการยิงฉากวงแหวนเหล็ก ทำให้การเข้าตีของข้าศึกหยุดชะงัก และล่าถอยกลับไป ในการเข้าตีของข้าศึกครั้งนี้ ข้าศึกได้เปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ เพื่อหวังผลในการจู่โจม โดยไม่ใช้การยิงเตรียมเหมือนการเข้าโจมตีทั่วไป แต่ได้อาศัยความมืดเป็นเครื่องกำบัง หวังที่จะลอบเข้ามาใกล้ที่มั่น เพื่อหวังผลในการจู่โจม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจการณ์ และเพื่อจำกัดเสรีในการเคลื่อนที่ของข้าศึก ฝ่ายเราได้ยิงพลุส่องแสงจากเครื่องยิงลูกระเบิด และจากปืนใหญ่แบบประสานส่องสว่างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ผลอย่างมากในการยับยั้งข้าศึก และยังเป็นการบำรุงขวัญฝ่ายเราได้เป็นอย่างดี
การสูญเสียจากการที่ข้าศึกเข้าตีครั้งนี้ ฝ่ายเราเสียชีวิต ๕ คน บาดเจ็บ ๕ คน ฝ่ายข้าศึกเสียชีวิต ๑๐ คน เท่าที่พบศพ และคาดว่าจะเสียชีวิตทั้งสิ้น ๕๐ คน บาดเจ็บประมาณ ๑๐๐ คน ฝ่ายเรายึดได้อาวุธยุทโธปกรณ์ของข้าศึกได้ จำนวนหนึ่ง
การรบบนที่มั่นเขาพอร์คชอป ครั้งที่ ๓
จากการเฝ้าตรวจการณ์ทางอากาศของหน่วยเหนือมีสิ่งบอกเหตุแสดงว่า ฝ่ายข้าศึกจะต้องเข้าตีที่มั่นเขาพอร์คชอปอีกครั้งอย่างแน่นอน ประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าตีของข้าศึกสองครั้งที่ผ่านมา ได้มาปรับปรุงการตั้งรับของหน่วยให้ดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะที่กำบังปิด ให้มีความมั่นคงแข็งแรง สามารถต้านทานอาวุธหนักของข้าศึกได้ดีขึ้นกว่าเดิม และได้ปรับฉากการยิงวงแหวนเหล็กเสียใหม่ ให้สามารถทำลายข้าศึกที่เข้ามาหน้าที่มั่นระยะใกล้อย่างมีประสิทธผล
ในการเข้าตีครั้งนี้ฝ่ายข้าศึกได้ยิงรบกวนด้วยอาวุธหนักชนิดต่าง ๆ ทั้งกลางวัน และกลางคืนเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน ในคืนที่สามคือ คืนวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ ตอนค่ำ ข้าศึกได้ระดมยิงอย่างหนักด้วยเครื่องยิงหนักและปืนใหญ่ไปยังเขา อาร์เซนัล (Arsenal) และเขาเอียร์ (Eerie) ตรงปลายด้านใต้ของเขาทีโบน ซึ่งกองพันที่ ๑ สหรัฐฯ ยึดอยู่ แสดงที่ท่าว่าจะเข้าตีทางด้านนั้น แต่ไม่เข้าตี จนถึงเวลา ๒๐.๐๐ น. ได้ส่งกำลังส่วนหนึ่งเข้าตีทางด้านเขาโอลด์บอลดี ซึ่งกองพันทหารราบที่ ๓ ของสหรัฐฯยึดอยู่ และต่อมาได้ใช้กำลัง ๑ กองพัน พร้อมด้วยกองร้อยลาดตระเวณของกรม เคลื่อนที่เข้าสู่เขาพอร์คชอป ในการเข้า

ตีครั้งนี้ ข้าศึกได้ส่งกำลังเข้าตีถึง ๓ ระลอก ตลอดคืนคือ

ระลอกแรก  เข้าตีเวลา ๒๓.๒๕ น. ใช้กำลัง ๒ กองร้อยเข้าตีทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ด้านที่ทำการสาย ๘ อย่างจู่โจม โดยไม่มีการยิงเตรียมด้วยปืนใหญ่ เมื่อกำลังจากที่ฟังการณ์ทั้งสามสายถอนตัวกลับที่มั่นแล้ว ได้มีการยิงอาวุธหนักทุกชนิดของฝ่ายเราเพื่อป้องกันที่มั่น พร้อมทั้งยิงพลุส่องสว่างทั้งจากกองร้อยอาวุธหนักของไทย และการทิ้งพลุส่องสว่างจากเครื่องบินฝ่ายเรา เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง และทิ้งระเบิดทำลายเส้นทางรุกต่าง ๆ ของข้าศึก จนถึงเวลา ๒๔.๐๐ น. ข้าศึกส่วนหน้าได้แทรกซึมถึงคูสนามเพลาะ ในเขตที่มั่นเขาพอร์คชอป เนื่องจากเครื่องกีดขวางที่กองพันทหารไทยทำไว้ถึง ๘ ชั้น ทำให้ข้าศึกไปติดอยู่แนวลวดหนาม และถูกยิงตาย ณ ที่นั้นเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีบางส่วนเข้าเล็ดลอดผ่านเข้าไปได้ จึงมีการต่อสู้กับทหารไทยถึงขั้นตะลุมบอนเป็นจุด ๆ ข้าศึกใช้ลูกระเบิดขว้างตามช่องที่กำบังปิด เช่นปล่องเตายิง ช่องยิง ช่องระบายอากาศ และประตูที่กำบังปิด รวมทั้งคูติดต่อที่ทหารไทยยึดอยู่ การต่อสู้ขั้นตะลุมบอนเป็นไปประมาณ ๒๐ นาที กองพันได้ส่งหมวดรบพิเศษเข้าไปเสริมกำลัง โดยเคลื่อนที่ฝ่าฉากการยิงของเครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่เข้าไป จนเข้าไปถึงที่มั่นบนเขาพอร์คชอปได้เมื่อ เวลา ๐๐.๑๕ น. ขณะที่การสู้รบในระยะประชิดยังดำเนินต่อไป หลังจากการยิงกระสุนแตกอากาศของปืนใหญ่ฝ่ายเราเหนือที่มั่นสงบลงแล้ว หมวดรบพิเศษก็นำกำลังเข้าผลักดันข้าศึก ร่วมกับฝ่ายเราที่บนที่มั่นจนสามารถผลักดันให้ข้าศึก ถอยกลับไปด้วยความสูญเสียอย่างหนัก
ระลอกที่สอง  เมื่อเวลา ๐๐.๒๐ น. ฝ่ายข้าศึกประมาณ ๑ กองพัน เข้าตีที่มั่นเขาพอร์คชอปอีกระลอก โดยเข้ามาถึงสามทิศทาง คือทางทิศเหนือตรงที่ฟังการณ์สาย ๔ ทางทิศตะวันออกตรงที่ฟังการณ์สาย ๒ และทางทิศตะวันตก ตรงที่ทำการสาย ๘ ฝ่ายเราได้ยิงพลุส่องสว่างจากกองร้อยอาวุธหนัก เพื่อช่วยในการตรวจการณ์อยู่ตลอดเวลา ฝ่ายเราได้ใช้เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่ระดมยิงช่วยอย่างรุนแรง จนเวลา ๐๑.๐๕ น.ข้าศึกจึงถอยกลับไป
ระลอกที่สาม  เมื่อ เวลา ๐๓.๒๒ น. ฝ่ายข้าศึกได้ส่งกำลังเข้าตีที่มั่นเขาพอร์คชอป ๒ ทิศทาง ด้วยกำลัง ๑ กองร้อยเพิ่มเติมกำลัง โดยเข้าตีทางทิศตะวันออก ด้านที่ฟังการณ์สาย ๒ กับอีก ๑ กองร้อยเพิ่มเติมกำลังทางทิศตะวันตก ด้านที่ทำการสาย ๘ หน่วยเหนือได้ส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดสะกัดเส้นทางส่งกำลังหนุนของข้าศึก และทิ้งพลุส่องสว่างหน้าแนว ตามคำขอของกองพันทหารไทย เมื่อข้าศึกส่วนใหญ่เคลื่อนที่เข้ามาในพื้นที่การยิงฉากที่เตรียมไว้ ก็เริ่มยิงฉากวงแหวนทันที กองร้อยอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้ถูกระดมยิงจากข้าศึก หรือถูกยิงเพียงประปราย ต่างก็ระดมยิงช่วยหน่วยบนที่มั่นเขาพอร์คชอปอย่างเต็มที่ แต่ข้าศึกส่วนหนึ่ง สามารถเคลื่อนที่ถึงหน้าแนวที่มั่นเขาพอร์คชอปได้ เครื่องกีดขวางของฝ่ายเราถูกทำลายด้วยปืนใหญ่ และบังกาลอร์ตอร์ปิโด ที่ใช้ยิงเจาะช่องเข้าไป เกิดการต่อสู้กันในระยะประชิด ฝ่ายเรามีการปรับปรุงการตั้งรับให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม โดยกำหนดให้ปืนกลตั้งยิงในที่กำบังปิดทั้งหมด ส่วนพลปืนเล็กให้ต่อสู้อยู่ในคูยิงนอก ที่กำบัง ทำให้ข้าศึกถูกยิงตายเป็นอันมาก ส่วนที่เล็ดลอดเข้ามาได้ก็ตกเป็นเป้ากระสุนของฝ่ายเราอย่างเต็มที่ เมื่อจวนใกล้สว่างข้าศึกจึงเริ่มหยุดการเข้าตี และถอนตัว คงเหลือกำลังประมาณ ๑ หมวด ยึดภูมิประเทศคุมเชิงอยู่ที่ลาดเขาพอร์คชอปทางด้านเหนือ และถอนตัวกลับไปเมื่อ ๐๗.๐๐ น. ฝ่ายเราได้ส่งหมู่ลาดตระเวณติดตามข้าศึก และสามารถจับเชลยศึกได้ ๔ คน

ผลการเข้าตีครั้งนี้ ข้าศึกระดมยิงปืนใหญ่ และเครื่องยิงหนักต่อที่มั่นเขาพอร์คชอปเป็นจำนวนประมาณ ๒,๗๐๐ นัด ฝ่ายไทยเสียชีวิต ๑๒ คน บาดเจ็บสาหัส ๓ คน บาดเจ็บเล็กน้อย ๕๔ คน ฝ่ายข้าศึกเสียชีวิตนับศพได้ ๒๐๔ ศพ วันรุ่งขึ้นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ ๒ สหรัฐฯ ได้เดินทางไปเยี่ยม เมื่อเห็นสภาพการสู้รบแล้วก็ได้กล่าวกับผู้บังคับกองพันทหารไทยว่า “ข้าพเจ้าไม่มีอะไรสงสัยในจิตใจแห่งการต่อสู้ของทหารไทยอีกแล้ว”
เนื่องจากกองพันทหารไทยได้รับความบอบช้ำอย่างหนัก จากการถูกข้าศึกเข้าตีถึง ๓ ครั้ง ในห้วยระยะเวลาเพียง ๑๐ วัน แต่ยังไม่ถึงกำหนดเวลาการผลัดเปลี่ยน จึงได้พิจารณาให้กองร้อยที่ ๑ ถอนตัวกลับไปพักผ่อน และให้กองพันที่ ๒ สหรัฐฯ ซึ่งอยู่ทางปีกซ้ายขยายพื้นที่ความรับผิดชอบเข้ามาแทน

ในการรบดังกล่าวกองพันทหารไทย และทหารไทย จึงได้รับ อิสริยาภรณ์ เหรียญตรา และเกียรติบัตรชมเชยในการประกอบวีรกรรมครั้งนี้ รวมทั้งสมญานาม Little Tiger (พยัคฆ์น้อย) จากพลเอก แวนฟลิค แม่ทัพที่ ๘ สหรัฐฯ สมญานามดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในสมรภูมิเกาหลี
ต่อมาเมื่อ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ จอมพล ป.พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีหนังสือชมเชยการปฏิบัติการรบของกองพันทหารไทยที่เขาพอร์คชอป และต่อมากองพันที่ ๘ สหรัฐฯ ได้มอบเกียรติบัตรของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อเชิดชูวีรกรรมอันดีเด่น และเป็นเกียรติประวัติแก่กำลังพล ในกองพันทหารไทยผลัดที่ ๓ จำนวน ๒๙ คน เป็นลิเยียนออฟเมอริต ดีกรีเลยอนแนร์ ๑ คน คือ พันโท เกรียงศักดิ์  ชมะนันท์ เหรียญซิลเวอร์สตาร์ ๙ คน เหรียญบรอนซ์สตาร์ ประดับอักษรวี ๑๕ คน เหรียญบรอนซ์สตาร์ ๔ คน
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
พันโท เกรียงศักดิ์  ชมะนันท์ (พลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก นายกองใหญ่ เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรี)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ จอมพล ป พันโทเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

เหรียญติดแพรแถบลายสหประชาตินี้ เป็นเหรียญของทหารไทยที่ผ่านศึกเกาหลี จะเห็นว่ามีภาษาไทยที่ติดกับแพรแถบด้านหน้าว่า “เกาหลี” และภาษาไทยด้านหลังว่า “เพื่อบริการในการปกป้องหลักแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ” สำหรับประเทศอื่นๆ อีก 15 ชาติ จะมีภาษาของประเทศนั้น บนเหรียญรูปทรงเดียวกันนี้ เหรียญของไทยนับว่าหายากกว่าทุกประเทศ

วันที่ 22 ตุลาคม จึงถือเป็นวันทหารผ่านศึกเกาหลี ในประเทศไทย ขอร่วมรำลึก ถึงทหารไทยจำนวน 136 นายที่สละชีวิตเพื่ออิสรภาพ เสรีภาพ ของคนที่ตัวเองไม่รู้จัก

ขอสดุดีเหล่าทหารกล้าที่ได้ร่วมรบในสงครามเกาหลีทุกนาย

ขอบคุณ
http://www.nationmultimedia.com/travel/Why-freedom-is-never-free-30213077.html
สารานุกรมสงครามเกาหลี Encyclopedia of Korean war
https://www.dek-d.com/board/view/1492981/
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=klongrongmoo&month=23-08-2008&group=4&gblog=18
https://pantip.com/topic/32647967
https://www.facebook.com/Encyclopedia.KoreanWar/photos/pcb.1562445330654661/1562442060654988/?type=3&theater
http://www.thaifighterclub.org/webboard/15809/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9B-%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%A1-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B5.html
https://en.wikipedia.org/wiki/Battle_of_Pork_Chop_Hill

Posted in อาวุธยุทโธปกรณ์ การทหาร และการเมืองระหว่างประเทศ | Leave a comment

ฮ.โจมตี 5 แบบ 4 ชาติ ตัวเลือกสำหรับ ฮ.โจมตีใหม่ของทบ.

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐอเมริกา ว่า เป็นการวางแผนของกองทัพมาตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามารับหน้าที่ เป็นแผนการซื้ออาวุธที่เป็นไปตามแผนงานและงบประมาณที่ได้รับ แต่พอรัฐบาลชุดนี้เข้ามาทางสหรัฐฯ เขาไม่ซื้อขายกับเรา ทำให้ประเทศไทยต้องไปซื้ออาวุธที่อื่น แต่ตอนนี้สามารถกลับมาซื้อได้แล้ว ทางการสหรัฐฯ ก็เอาของเดิมออกมาให้ซื้อขาย อาทิ เฮลิคอปเตอร์โจมตี แต่พอเราซื้อมาก็เหลือชั่วโมงบินน้อยมากแล้ว ซึ่งต้องพิจารณากันอีกครั้ง
เมื่อถามว่า จะพิจารณาซื้อในช่วงใด พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนไม่รู้ ทางกองทัพบกจะกำหนดตามงบที่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องของหน่วยเท่านั้นที่จะต้องดำเนินการ รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้อง รัฐบาลให้แต่งบประมาณที่หน่วยขอมา อันไหนให้ได้ก็ให้ อันไหนให้ไม่ได้ก็ไม่ให้
แหล่งข่าวระดับสูงจากทบ. เปิดเผยว่า สำหรับยุทโธปกรณ์ที่ทบ.เตรียมจัดซื้อจากสหรัฐในยุครัฐบาลชุดก่อน เป็นเฮลิคอปเตอร์โจมตี รุ่นคอบร้า เพื่อเข้าประจำการทดแทนเครื่องเก่า โดยอยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการคัดเลือกแบบเฮลิคอปเตอร์โจมตีเพื่อนำมาทดแทนเครื่องเก่า ซึ่งหมดอายุการใช้งานและเตรียมปลดประจำการ เนื่องจากเป็นของเก่าที่ใช้งานมานานไม่ได้จัดหามาเพิ่มเติม ขณะนี้กำลังเลือกแบบว่าจะซื้อแบบใด จากนั้นจะตั้งโครงการและกำหนดวงเงิน เมื่อได้แบบที่ต้องการจะเสนอให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาเพื่อส่งต่อให้ครม.อนุมัติต่อไป ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนการจัดหาเหมือนเช่นโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ทั่วไปมาทดแทน
“ที่ผ่านมาเราซื้อเฮลิคอปเตอร์เพื่อใช้งานทางธุรการ แต่ครั้งนี้ซื้อเฮลิคอปเตอร์โจมตีเพื่อทดแทนของเก่ายังไม่ได้เลือกว่าต้องเป็นของสหรัฐหรือไม่ ส่วนที่มองว่านายกฯไปดีลเรื่องนี้ คงไม่ใช่ไปพูดเรื่องซื้อเฮลิคอปเตอร์โดยเฉพาะ แต่นายกฯคงพูดเรื่องภาพรวมของประเทศในทุกเรื่องของทุกกระทรวง ทบวง กรม แต่ต้องยอมรับว่าการที่สหรัฐเปิดให้จัดซื้อยุทโธปกรณ์กับไทยถือเป็นการยอมรับรัฐบาลททหารด้วย” แหล่งข่าวระดับสูงจากทบ. กล่าว
แหล่งข่าวเผยว่า ทบ.มีเฮลิคอปเตอร์รุ่นดังกล่าวประจำการอยู่ 7 เครื่อง โดยโครงการจัดหาระยะแรกจะผูกพันงบประมาณจัดหาเข้ามาทดแทน 6 เครื่อง อย่างไรก็ตามคณะกรรมการฯได้พิจารณาเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1Z ไวเบอร์ เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH -64 อาปาเช่ และเฮลิคอปเตอร์โจมตี mi-28 จากรัสเซีย เฮลิคอปเตอร์โจมตี AW-129 จากอิตาลี และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Z-10 จากจีน
เฮลิคอปเตอร์โจมตี แบบ 1 (ฮ.จ.1)
จากข่าวที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะเสนอขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กองทัพไทยอีกครั้งหนึ่ง หลังถูกระงับด้วยเหตุที่ไทยมีรัฐบาลทหาร จึงเป็นที่มาของข่าวที่ว่า ทบ.ไทยสนใจ ฮ.โจมตีแบบ AH-1Z VIPER
ฮ.ท.1
ฮท.1 (UH-1H) นำมาติดปืนกลและกระเปาะจรวด 2.75 นิ้ว

ในยุคสงครามเย็น ทบ.ไทยไม่มีฮ.โจมตีโดยเฉพาะ จึงใช้ฮ.ใช้งานทั่วไป ฮท.1 (UH-1H) นำมาติดปืนกลและกระเปาะจรวด 2.75 นิ้ว
ต่อมา ทบ.ได้ซื้อ ฮ.โจมตีแบบ Bell AH-1F COBRA ซึ่งเป็นฮ.มือสองของทบ.สหรัฐฯ ปลดประจำการแลัวจอดไว้กลางทะเลทราบรัฐ Arizona เข้าประจำการ ปี พ.ศ. 2534 ที่กองบินปีกหมุนที่ 3 จำนวน 4 เครื่อง (ปัจจุบันเหลือ 3 เครื่อง) และเข้าประจำการอีก 4 เครื่อง ตามแผน 7 เครื่อง แต่ตรวจสอบสภาพจากบรรดา ฮ.ที่จอดไว้แล้ว ใช้งานได้เพียง 4 เครื่อง) ในปี พ.ศ. 2551 ปัจจุบันทบ.ไทยจึงมีฮจ.1 ทั้งหมด 7 เครื่อง
ข้อมูลจำเพาะของ ฮจ.1 (Bell AH-1S COBRA)

ประเภท             อ.โจมตี จำนวน 2 ที่นั่ง (เรียงกันหน้า-หลัง)
ผู้สร้าง               บริษัท เบลล์เฮลิคอปเตอร์ สหรัฐอเมริกา
เครื่องยนต์         GASTURBINE LYCOMING T53-L-703
1 เครื่อง ให้กำลังสูง 1,800 แรงม้า

( กำลังแรงม้าใช้งาน 1,292 แรงม้า )

เส้นผ่าศูนย์กลางโรเตอร์หลัก    44 ฟุต ( 13.41 เมตร )
เส้นผ่าศูนย์กลางโรเตอร์หาง       8  ฟุต 6 นิ้ว ( 2.59 เมตร )
ความยาวลำตัว                          44 ฟุต 7 นิ้ว ( 13. 60 เมตร )
ความยาวรวมเมื่อโรเตอ์หมุน     53 ฟุต 1 นิ้ว  ( 16.18 เมตร )
ความกว้างลำตัว                        3   ฟุต 3 นิ้ว ( 0.99 เมตร )
ความสูง                                     13 ฟุต 5 นิ้ว  ( 4.09 เมตร)
ความเร็วสูง                                 190 นอต  ( 227 กม./ชม. )
พิสัยบิน                                       290 ไมล์
เพดานบิน                                    12,200 ฟุต
บินได้นาน                                    2 ชม. 3 นาที
ประเภทเชื้อเพลิง                          JP 8
ความจุเชื้อเพลิง                           262 แกลลอน ( 991 ลิตร )
ความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง             450 ลิตร / ชม.
น้ำหนัก -   น้ำหนักตัวเปล่า 6,598 ปอนด์ (2,999 กก. )
-   น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุดพร้อมอาวุธ 10,000 ปอนด์ ( 4,545 กก.)
อาวุธ

-   ปืนกลอากาศ (ปืนใหญ่ขนาด 20 มม. M 197) 3 ลำกล้อง กระสุน

750 นัด อัตราเร็วในการยิง 730 + – 50 นัด/นาที

ระยะยิงหวังผล 2,000 เมตร เป้าหมายบุคคล ยานเกราะเบา

-  จรวดขนาด 2.75 นิ้ว   ระยะยิงไกลสุด 9,000 เมตร  หวังผล 6,000
เมตร ลงมา กระเปาะจรวดติดตั้งที่ใต้ปีกทั้ง 2 ข้างๆละ 2  ( 38 นัด )
รวม 76 นัด กลุ่มเป้าหมาย บุคคลในที่โล่งแจ้ง และที่มั่นดัดแปลง
ยานเกราะเบา

-  อาวุธนำวิธี TOW 8 ลูก (ข้างละ 4 ลูก) สำหรับทำลายยานเกราะ
และ ที่มั่นแข้งแรง ระยะยิงไกลสุด 12,300 ฟุต ( 3,750 เมตร )

โครงการจัดหา ฮ.โจมตีแบบใหม่ของทบ. ระยะแรกจะผูกพันงบประมาณจัดหาเข้ามาทดแทน 6 เครื่อง
คณะกรรมการฯได้พิจารณาฮ.โจมตีดังนี้

- เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1Z ไวเบอร์ (ราคาลำละ 27ล้าน(ปรับปรุงจาก AH-1เดิม) และลำละ 31ล้าน(สร้างใหม่) เหรียญอเมริกัน)
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ah-1z
ข้อมูลจำเพาะ
Crew: two: pilot, co-pilot/gunner (CPG)
Capacity: 6,661 lb (3,021 kg)
Length: 58 ft 3 in (17.8 m)
Rotor diameter: 48 ft (14.6 m)
Height: 14 ft 4 in (4.37 m)
Disc area: 1,808 ft² (168.0 m²)
Empty weight: 12,300 lb (5,580 kg)
Useful load: 5,764 lb (2,620 kg)
Max. takeoff weight: 18,500 lb (8,390 kg)
Rotor systems: 4 blades on main rotor, 4 blades on tail rotor
Powerplant: 2 × General Electric T700-GE-401C turboshaft, 1,800 shp (1,340 kW) each
Performance
Never exceed speed: 222 knots (255 mph, 411 km/h) in a dive
Cruise speed: 160 kt (184 mph, 296 km/h)
Range: 370 nmi (426 mi, 685 km)
Combat radius: 125 nmi (144 mi, 231 km) with 2,500 lb (1,130 kg) payload
Service ceiling: 20,000+ ft (6,000+ m)
Rate of climb: 2,790 ft/min (14.2 m/s)
Armament
Guns: 1 × 20 mm (0.787 in) M197 3-barreled Gatling cannon in the A/A49E-7 turret (750 round ammo capacity)
Hardpoints: Up to 6 pylon stations on stub wing
Rockets: 2.75 in (70 mm) Hydra 70 or APKWS II[48] rockets – Mounted in LAU-68C/A (7 shot) or LAU-61D/A (19 shot) launchers (up to 76 unguided or 28 guided rockets total)[49]
Missiles:
AIM-9 Sidewinder air-to-air missiles – 1 mounted on each wing tip station (total of 2)
AGM-114 Hellfire air-to-surface missiles – Up to 16 missiles mounted in four 4-round M272 missile launchers, two on each wing
- เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH -64 อาปาเช่ (ราคาลำละ 20-65ล้านเหรียญอเมริกัน ตามแต่รุ่นและอุปกรณ์)
ข้อมูลจำเพาะ
Crew: 2 (pilot, and co-pilot/gunner)
Length: 58.17 ft (17.73 m) (with both rotors turning)
Rotor diameter: 48 ft 0 in (14.63 m)
Height: 12.7 ft (3.87 m)
Disc area: 1,809.5 ft² (168.11 m²)
Empty weight: 11,387 lb (5,165 kg)
Loaded weight: 17,650 lb (8,000 kg)
Max. takeoff weight: 23,000 lb (10,433 kg)
Fuselage length: 49 ft 5 in (15.06 m)
Rotor systems: 4 blade main rotor, 4 blade tail rotor in non-orthogonal alignment
Powerplant: 2 × General Electric T700-GE-701 turboshafts, 1,690 shp (1,260 kW) [upgraded to T700-GE-701C (for AH-64A/D from 1990), 1,890 shp (1,409 kW)] each

Performance
Never exceed speed: 197 knots (227 mph, 365 km/h)
Maximum speed: 158 knots (182 mph, 293 km/h)
Cruise speed: 143 knots (165 mph, 265 km/h)
Range: 257 nmi (295 mi, 476 km) with Longbow radar mast
Combat radius: 260 nmi (300 mi, 480 km)
Ferry range: 1,024 nmi (1,180 mi, 1,900 km)
Service ceiling: 21,000 ft (6,400 m) minimum loaded
Rate of climb: 2,500 ft/min (12.7 m/s)
Disc loading: 9.80 lb/ft² (47.9 kg/m²)
Power/mass: 0.18 hp/lb (0.31 kW/kg)
Armament
Guns: 1× 30 mm (1.18  in) M230 Chain Gun with 1,200 rounds as part of the Area Weapon Subsystem
Hardpoints: Four pylon stations on the stub wings. Longbows also have a station on each wingtip for an AIM-92 Stinger twin missile pack.[70]
Rockets: Hydra 70 70 mm, CRV7 70 mm, and APKWS 70 mm[69] air-to-ground rockets
Missiles: Typically AGM-114 Hellfire variants; AIM-92 Stinger may also be carried.

Avionics
Lockheed Martin / Northrop Grumman AN/APG-78 Longbow fire-control radar[308] (Note: can only be mounted on the AH-64D/E)
- เฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-28 จากรัสเซีย (ราคาลำละ 15-16ล้านเหรียญอเมริกัน เมื่อคศ. 2006)
ข้อมูลจำเพาะ
Crew: Two: 1 pilot (rear), 1 navigator/weapons operator (front)
Length: 17.91 m (58 ft 9 in)
Rotor diameter: 17.20 m (56 ft 5 in)
Height: 3.82 m (12.5 ft (150 in))
Disc area: 232.35 m² (2,501 ft²)
Empty weight: 7,890 kg (17,400 lb)
Loaded weight: 10,500 kg (23,150 lb)
Max. takeoff weight: 11,700 kg (25,800 lb)
Powerplant: 2 × Klimov TV3-117 turboshaft, 1,636 kW (2,194 shp) each
Performance
Maximum speed: 324 km/h (175 knots, 201 mph)
Cruise speed: 265 km/h (145 knots, 164 mph)
Range: 435 km (234 nmi, 270 mi)
Combat radius: 200 km (108 nmi, 124 mi) ; with 10 min loiter and 5% reserves
Ferry range: 1,105 km (595 nmi, 685 mi)
Service ceiling: 4,950 m (16,250 ft)
Rate of climb: 13.6 m/s (816 m/min,[54] 2,677 ft/min)
Power/mass: 0.31 kw/kg for TV3-117 ()
Hovering ceiling: 3,600 m (11,811 ft)
Armament
Guns: 1× chin-mounted 30 mm Shipunov 2A42 cannon with 250 rounds (±110° horizontal fire)
Hardpoints: Two pylons under each stub wing to mount bombs, rockets, missiles, and gun pods. Main armament configurations include:
16 Ataka-V anti-tank missiles and 40 S-8 rockets, Or
16 Ataka-V anti-tank missiles, and 10 S-13 rocket, Or
16 Ataka-V anti-tank missiles, and two 23 mm UPK-23-250 gun pods each containing a GSh-23L with 250 rounds.
Other ordnance: 9K118 Sheksna, 9A-2200, and 9M123 Khrizantema anti-tank missiles, 8 Igla-V and Vympel R-73 air-to-air missiles, 2 KMGU-2 mine dispensers

- เฮลิคอปเตอร์โจมตี AW-129 จากอิตาลี (ราคาลำละ 22ล้านเหรียญอเมริกัน)
ข้อมูลจำเพาะ
Crew: 2: pilot and weapon systems officer
Length: 12.28 m (40 ft 3 in)
Rotor diameter: 11.90 m (39 ft 1 in)
Height: 3.35 m (11 ft 0 in)
Disc area: 111.22 m2 (1,197.25 ft2)
Empty weight: 2,530 kg (5,575 lb)
Max. takeoff weight: 4,600 kg (10,140 lb)
Rotor systems: 5 blades on main rotor
Powerplant: 2 × Rolls-Royce Gem 2-1004D (license built by Piaggio) turboshafts, 664 kW (890 shp) each
Performance
Maximum speed: 278 km/h (148 knots, 170 mph)
Cruise speed: 229 km/h (135 knots, 155 mph)
Range: 510 km (275 nm, 320 mi)
Ferry range: 1,000 km (540 nm, 620 mi)
Service ceiling: 4,725 m (15,500 ft)
Rate of climb: 10.2 m/s (2,025 ft/min)
Armament
Guns: 1× 20 mm (0.787 in) M197 three-barrel Gatling-type cannon (500 rounds) in a TM197B Light Turreted Gun System (only CBT version)
Rockets: 4 pods with
38× 81 mm (3.19 in) unguided rockets or
76× 70 mm (2.75 in) unguided rockets or
12.7 mm (.50 in) machine gun pod
Missiles:
8× AGM-114 Hellfire or BGM-71 TOW anti-tank missiles
4-8× AIM-92 Stinger or Mistral anti-aircraft missiles

- เฮลิคอปเตอร์โจมตี Z-10 จากจีน (ราคาลำละ 17ล้านเหรียญอเมริกัน)
ข้อมูลจำเพาะ
Crew: 2
Length: 14.15 m (ft)
Rotor diameter: 12.0 m (ft)
Height: 3.85 m[citation needed] (ft)
Empty weight: 5,540 kg (lb)
Useful load: 1,500 kg (lb)
Loaded weight: 7,000 kg (lb)
Powerplant: 2 × WZ-9 turboshaft, 1000 kw (1350 shp) each
Performance
Maximum speed: 270 km/h
Cruise speed: 230 km/h]
Range: 800 km
Service ceiling: 6,400 m (ft)
Rate of climb: over 10 m/s (ft/min)
Armament
Guns: 23*115 mm revolver gun, 25*137 mm M242 Bushmaster chain gun or 30*165 mm 2A72 autocannon mounted on chin turret (optional 35 mm QLZ04 or 40 mm LG3 automatic grenade launchers, or 12.7 or 14.5 mm Gatling gun)
Hardpoints: 4
Rockets: 57 mm, 90 mm multi-barrel unguided rocket pods
Missiles: ** Up to 16 HJ-10 air to surface / anti tank / anti helicopter missiles. ADK10 is reported to be the official name of HJ10 missile.[17]
Up to 16 HJ-8, HJ-9 missiles
Up to 16 TY-90 air-to-air missiles
Up to 4 PL-5, PL-7, PL-9 air-to-air missiles
Avionics
YH millimetre-wave fire-control radar
Helmet mounted sight with night vision goggles
BM/KG300G self protection jamming pod
Blue Sky navigation pod
KZ900 reconnaissance pod
YH-96 electronic warfare suite
ตามข่าว ฮ.แบบ Ah-1Z เป็นตัวเลือกที่ทบ.ให้ความสนใจมาก เนื่องจากทบ.มีประสบการณ์การใช้ ฮ.ที่ผลิตจาก บ.เบลล์ มากที่สุด ทั้งฮ.โจมตีทั้ง 7 ดครื่องที่มาอยู่ก็เป็นฮ.โจมตีรุ่นก่อนหน้าที่ ฮ.แบบ Ah-1Z ได้รับการพัฒนาต่อยอด แต่ราคาค่อนข้างสูง ทั้งมีเพียงสองประเทศที่ใช้งานคือ นย.อเมริกัน และปากีสถาน จำนวนผลิตทั้งหมดยังไม่ถึงหนึ่งร้อยเครื่องเลย
Posted in อาวุธยุทโธปกรณ์ การทหาร และการเมืองระหว่างประเทศ | Leave a comment