ระวังเลือดจะนองสงขลา

000000000000000000000000

โดย วสิษฐ เดชกุญชร

ภาพข่าวการเผชิญหน้าและปะทะกันระหว่างตำรวจและกลุ่มผู้คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อำเภอเทพาและการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่จังหวัดสงขลา ซึ่งกำลังจะเดินทางไปเพื่อยื่นหนังสือประท้วงต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งกำลังประชุมคณะรัฐมนตรี สัญจรอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ปีนี้ (2560) ทำให้ผมนึกถึงภาพในอดีตเมื่อกว่า 44 ปีมาแล้ว เมื่อเช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ภาพที่ผมได้เห็นเองที่หน้าประตูสวนจิตรลดา ทางเข้าพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดสงขลาไม่ได้ร้ายแรงเหมือนที่หน้าประตูสวนจิตรลดา เพราะจำนวนผู้ประท้วงมีน้อยกว่า และแม้ทั้งผู้ประท้วงและเจ้าหน้าที่จะต่างฝ่ายต่างถูกทำร้าย แต่ก็ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เจ้าหน้าที่จับกุมผู้คัดค้านไปได้ 16 คน และแจ้งข้อหาว่าร่วมกันเดินหรือเดินแห่ อันเป็นการกีดขวางจราจร ปิดกั้นทางหลวง หรือกระทำด้วยประการใดๆ บนถนนหลวงในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล ต่อสู้หรือขัดขวางการจับกุม และทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน และวันรุ่งขึ้นผู้ต้องหาก็ได้รับการประกันตัวเป็นอิสระไปทั้งหมด

แต่ที่ทำให้ผมรู้สึกเป็นห่วง กลัวว่าหากเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันขึ้นอีก เหตุการณ์อาจจะรุนแรงกว่านั้นและสงบลงได้ยาก ก็ด้วยเหตุผลสองประการ

ประการแรก ผมสังเกตเห็นจากภาพข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เผชิญกับกลุ่มผู้คัดค้านและจับกุมผู้คัดค้านนั้น แม้ส่วนหนึ่งจะแต่งเครื่องแบบและใช้อุปกรณ์สำหรับปราบจลาจล แต่อีกหลายคนก็แต่งเครื่องแบบปกติ แสดงว่าอาจมิใช่เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกปราบจลาจลมาโดยเฉพาะ ยิ่งกว่านั้นในภาพข่าวยังปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารบกร่วมจับกุม และมีรายงานข่าวด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดนร่วมปฏิบัติหน้าที่

ภาพข่าวที่เห็นทำให้สงสัยว่าการใช้กำลังผสมเช่นนั้นมีการวางแผนล่วงหน้าไว้แล้วหรือไม่ ถ้ามีใครเป็นผู้บังคับการกำลังผสม นายตำรวจหรือนายทหารหรือข้าราชการพลเรือนฝ่ายปกครองคนใด

ในสถานการณ์เช่นนั้น เอกภาพในการบังคับบัญชาเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าปราศจากเอกภาพในการบังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ต่างเหล่าจะปฏิบัติการไปตามลำพัง ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และถ้าการปะทะกันเลยเถิดจากการใช้มือใช้ไม้ (อย่างที่เห็น) กลายเป็นการใช้อาวุธ ผลก็อาจจะกลายเป็นการได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตของทั้งสองฝ่าย

ประการที่สอง ผมไม่แน่ใจว่าก่อนที่จะส่งกำลังออกไปเผชิญและปะทะกับกลุ่มผู้คัดค้าน ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และหรือฝ่ายปกครอง ได้ศึกษาที่มาของปัญหาเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพาและการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่สงขลามาก่อนแล้วหรือไม่เพียงใด การศึกษาจะทำให้ได้ข่าวกรองเกี่ยวกับสถานการณ์และบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง และจะเป็นประโยชน์ อาจทำให้สามารถเจรจาและยับยั้งเหตุการณ์ โดยไม่ถึงกับต้องปะทะและจับกุมคุมขังกัน

ผมเชื่อว่าเรื่องนี้จะยังไม่จบ เพราะต้นเหตุคือเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพาและท่าเรือน้ำลึกที่สงขลายังอยู่ ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนและเป็นที่พอใจ ตราบนั้นการชุมนุมหรือเดินขบวนคัดค้านก็จะยังเกิดขึ้นได้อีก

และถ้าคราวหน้าเหตุการณ์ไม่จบลงเช่นคราวนี้ แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต บาปก็จะตกอยู่แก่เจ้าหน้าที่อย่างแน่นอน

ขอขอบคุณ มติชนออนไลน์

goo.gl/pNEvSV

About blogger

สำนักข่าวเจ้าพระยา

Leave a Reply







1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com