สงครามภาคใต้ยังไม่ยุติ โดย วสิษฐ เดชกุญชร

CiHZjUdJ5HPNXJ92GO2gwKKDoGs8nbySun

ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับญาติมิตรของดาบตำรวจ อนิรุทธ์ จันทะวงษ์ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจ จังหวัดยะลา และสิบตรีธเนตร พุทโธ อาสาสมัครทหารพราน ซึ่งได้รับบาด เจ็บจนเสียชีวิตขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตอำเภอยะหา จังหวัดยะลา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 กันยายนที่ผ่านไปนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงว่าคนร้ายได้วางแผนที่จะสังหารเจ้าหน้าที่ เอาไว้เป็นอย่างดี เริ่มด้วยการวางระเบิดเสาไฟฟ้าในหมู่บ้านเมื่อเวลาประ มาณตีหนึ่ง เมื่อเกิดระเบิดขึ้นแล้ว ราษฎรในหมู่บ้านไม่มีใครกล้าออกไปดู เหตุการณ์ จนกระทั่งเช้าวันนั้นเวลาประมาณ 8 นาฬิกา ขณะที่เจ้าหน้าที่ กำลังตรวจสถานที่เกิดเหตุอยู่ คนร้ายจึงจุดชนวนลูกระเบิดลูกที่สอง เป็น เหตุให้้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหลายนาย ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 9 นาฬิกา ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่งกำลังตรวจที่เกิดเหตุอยู่ในบริเวณใกล้ เคียงกัน คนร้ายก็จุดชนวนระเบิดลูกที่ 3 ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ เพิ่มขึ้น บางคนได้รับบาดเจ็บสาหัส รวมทั้ง ด.ต.อนิรุทธและ ส.ต.ธเนตร ซึ่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากภาพข่าวที่เผยแพร่ทางวิทยุโทรทัศน์ คนร้ายเลือกทำงานในขณะ ที่เจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมากทั้งทหารและตำรวจกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ใกล้ ชิดกัน และรถยนต์ที่เจ้าหน้าที่ใช้เป็นพาหนะก็กำลังจอดอยู่ใกล้กัน รวมทั้ง รถยนต์หุ้มเกราะของทหารด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดระเบิดขึ้น จึงมีผู้ได้รับ บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่าการ

ตอบโต้ของเจ้าหน้าที่ทำไม่ได้เลย กำลังส่วนหนึ่งของเจ้าหน้าที่ที่ลงจากรถ ไปแล้วใช้อาวุธปืนยิงนั้นน่าเชื่อว่าเป็นการยิงขู่โดยไม่เห็นที่หมาย ในขณะ เดียวกันก็มีเสียงเรียกเซ็งแซ่สับสน ไม่รู้ว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร ให้นำยาน พาหนะและเจ้าหน้าที่เข้าไปนำคนเจ็บออกจากที่เกิดเหตุ

ภาพข่าวและรายงานข่าวทำให้เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีมีการระวังป้อง กันอย่างใดเลย การเคลื่อนกำลังของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างเปิดเผย และได้ รับการถ่ายทอดสดโดยกล้องถ่ายทางโทรศัพท์ไปยังสื่อ รวมทั้งสื่อสังคม อย่างเฟซบุ๊กด้วย ฉะนั้นคนร้ายจึงคงจะเห็นความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ โดยใกล้ชิดและทุกระยะตลอดเวลา

หลังจากที่เกิดเหตุแล้ว พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ กำชับให้ทหารหน่วยเฉพาะกิจจังหวัดยะลา เปิดปฎิบัติการเชิงรุกเข้าตรวจ สอบสถานที่เป้าหมายต่างๆ ที่คาดว่าคนร้ายกลุ่มนี้ซ่อนตัวอยู่ และให้เก็บ รวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปสู่การจับกุมกลุ่มคนร้ายซึ่ง คาดว่าจะเป็นกลุ่มเดิม

เป็นที่น่าสังเกตว่าการวางแผนลอบทำร้ายและสังหารเจ้าหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้เกิดแล้วเกิดอีก เจ้าหน้าที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ เป็นจำนวนมาก และทุกครั้งหลังจากที่เกิดเหตุแล้วผู้บังคับบัญชาทั้งฝ่าย ทหารและตำรวจก็ออกมากำชับเจ้าหน้าที่ให้กวดขันติดตามเอาตัวผู้กระทำ ความผิดมาลงโทษให้ได้ บางครั้งก็จับตัวผู้กระทำความผิดได้ และในบาง กรณีก็มีวิสามัญฆาตกรรม (คนร้ายยิงต่อสู้และต้องกระสุนปืนของ เจ้าหน้า ที่ตายขณะกำลังต่อสู้กัน)

เหตุร้ายที่เกิดแล้วเกิดอีกนี้ทำให้สงสัยว่างานข่าวกรองของทางราช การคงจะไม่ได้ผล เพราะถ้าหากได้ผลเจ้าหน้าที่ก็น่าจะรู้เบาะแสความเคลื่อน ไหวของคนร้ายล่วงหน้า และป้องกันตัวได้ดีกว่าที่ปรากฏมาแล้ว อันที่จริง ก็น่าเห็นใจและเข้าใจ เพราะขณะนี้เท่ากับว่าเจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจ กำลังปฏิบัติงานอยู่ในวงล้อมของศัตรู ที่ตั้งของทหารและตำรวจส่วนมาก อยู่กลางหรือใกล้กับหมู่บ้าน ไม่มีทางรู้ว่าราษฎรในหมู่บ้านใครเป็นคนร้าย หรือใครคอยส่งข่าวความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ให้คนร้ายรู้

ยิ่งกว่านั้น ก่อนเกิดเหตุร้ายยังปรากฏว่าไม่มีการระวังป้องกัน อันตรายที่จะเกิดแก่เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมากเคลื่อนกำลังโดยไม่ มีการลาดตระเวนระวังสนับสนุนทางอากาศ และเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นแล้ว ก็ เห็นได้ชัดว่าไม่มีแผนหรือการเตรียมตอบโต้หรือส่งผู้ได้รับบาดเจ็บออกจากที่เกิดเหตุโดยฉับพลันด้วย

ถ้าหากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ยังเป็นแบบคอยแก้ปัญหาหลังเกิด เหตุเช่นนี้ ก็เชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหารจะได้รับความสูญูเสียต่อ ไปเรื่อย ๆ และเหตุร้ายที่เกิดขึ้นจะกระทบกระเทือนขวัญหรือกำลังใจของ เจ้าหน้าที่ ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ และของราษฎรอย่างรุนแรง และในที่สุดเราก็จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามอันยืดเยื้อนี้.

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ข้าราชการการเมือง VS ข้าราชการประจำ

100

โดย วสิษฐ เดชกุญชร

Cr. มติชนออนไลน์


ผมเองก็รู้สึกแปลกใจไม่ต่างกับท่านผู้อ่านเป็นจำนวนมาก เมื่อได้ข่าวการแต่งตั้ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา

ที่แปลกใจก็เพราะผมทราบว่า คุณพงศ์พรเพิ่งจะได้รับคำสั่งจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ย้ายคุณพงศ์พรจากตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ แล้วแต่งตั้งให้ไปเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ต้นปีนี่เอง และเหตุผลของการแต่งตั้งก็คือ จำเป็นต้องปรับปรุงการบริหารงานบุคคลในบางหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปอย่าง เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน เพื่อประโยชน์แก่การปฏิรูป และไม่อาจดำเนินการโดยวิธีการปกติได้Ž

อ่านคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบฯอย่างนี้ ใครๆ ก็ย่อมต้องเข้าใจว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเจาะจงเอาตัวคุณพงศ์พรไป เพื่อแก้ไขปัญหาในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโดยเฉพาะ

ใครๆ ก็รู้ว่าขณะนั้นและจนกระทั่งขณะนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำลังมีปัญหาหลายอย่าง ปัญหาหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ปัญหาที่หลายวัดได้รับงบประมาณไปเพื่อใช้ในกิจการของวัด เช่น ก่อสร้าง หรือบูรณปฏิสังขรณ์วัด แล้วถูกข้าราชการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติบังคับให้แบ่งเงินที่ได้ รับส่วนหนึ่งเอาไปเป็นของตน

อีกปัญหาหนึ่งก็คือวัดหลายวัดของบประมาณจากรัฐเอาไป เพื่อสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม หรือจัดหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม แต่กลับปรากฏว่าไม่ได้มีการก่อสร้าง และจำนวนผู้เข้าศึกษาต่ำกว่าที่อ้างไว้

200พระราชวิจิตรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารา

หลังจากที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแล้ว คุณพงศ์พรก็เริ่มงานในหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัดและเร่งรีบ และพระสงฆ์หลายรูปก็แสดงความไม่พอใจและต่อต้านคุณพงศ์พรทันที ผู้หนึ่งที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการต่อต้านและเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนตัว ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็คือ พระราชวิจิตรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งเรียกร้องให้วัดทั่วประเทศคว่ำบาตรไม่รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานพระ พุทธศาสนาแห่งชาติและจากรัฐบาล

แต่คุณพงศ์พรทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระ พุทธศาสนาแห่งชาติมาได้เพียง 7 เดือน ในวันที่ 29 สิงหาคม 2560 คณะรัฐมนตรีก็มีมติอนุมัติให้โอนคุณพงศ์พรจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระ พุทธศาสนาแห่งชาติไปเป็นผู้ตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการและทดแทนตำแหน่งที่ว่างŽ

คุณพงศ์พรไม่ยอมรับคำสั่งดังกล่าวและมีหนังสือถึง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายออมสิน ชีวะพฤกษ์) แย้งโดยให้เหตุผลว่า คำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย หลังจากที่มีข่าวนั้นออกมาแล้ว สื่อมวลชนได้ซักถามทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) และนายออมสิน ปรากฏว่าคำตอบที่ได้รับนั้นค่อนข้างคลุมเครือ และไม่สู้จะตรงกับประเด็น ทุกคนปฏิเสธว่าการย้ายคุณพงศ์พรมิได้กระทำเพราะคุณพงศ์พรมีปัญหากับพระ แต่เป็นการย้ายหมุนเวียนตามวาระ และเพราะต้องการให้คุณพงศ์พรไปช่วยราชการนายกรัฐมนตรี

ครั้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มีคำสั่งเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่แล้ว สั่งให้คุณพงศ์พรไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการ

เมื่อเป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรี คำสั่งดังกล่าวก็เป็นการตอกฝาโลง ยุติปัญหาของทางราชการลงอย่างเด็ดขาด แต่รัฐบาลก็จะตกเป็นจำเลยของสังคมอยู่ต่อไปอีก จนกว่าจะมีคำตอบที่ชัดเจน และแน่นอนว่าปัญหาทุจริตในวงการสงฆ์ที่คุณพงศ์พรพยายามจะแก้ไขและยังไม่ สำเร็จนั้น ใครจะทำต่อหรือไม่ และอย่างไร

ขอขอบคุณ มติชนออนไลน์

https://goo.gl/Qzxm7L

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ฝ่ายการเมือง VS ฝ่ายบริหาร

0

โดย วสิษฐ เดชกุญชร

Cr.มติชนออนไลน์

ตัวอักษรฝรั่ง VS ที่ผมใช้ในชื่อบทความวันนี้ย่อมาจากคำเต็มว่า VERSUS มาจากภาษาละติน แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า against แปลเป็นไทยว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อกันและกัน ในไวยากรณ์ไทยใช้เป็นบุรพบทเชื่อมคำต่อคำ และอยู่หน้านาม สรรพนามหรือกริยา ชื่อบทความนี้จึงหมายความถึงความ สัมพันธ์ในแง่ลบระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหาร

ผมตั้งใจเขียนเรื่องนี้เมื่อเกิดกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หนีไม่ไปฟังคำพิพากษาของศาลในคดีจำนำข้าวเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่แล้ว และเขียนในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายบริหาร

ท่านผู้อ่านคงจะพอทราบเรื่องการหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่แล้ว เพราะได้รับการเผยแพร่และวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางโดยสื่อมวลชน

อันที่จริงทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) และแม้แต่ผู้บัญชาการทหารบก (พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท) ก็ได้ยอมรับกันไปแล้วว่าการหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ได้คาดหมาย นายกรัฐมนตรีนั้นอ้างว่าคาดไม่ถึง เพราะให้เกียรติ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เนื่องจากเธอเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี และเธอได้แสดงออกอย่างเปิดเผยอยู่ตลอดเวลาว่าจะต่อสู้คดี

ยกเว้น พล.อ.เฉลิมชัย ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ พล.อ.ประยุทธ์และ พ.อ.ประวิตรนั้นต้องถือว่าเป็นข้าราชการการเมือง ซึ่งรับผิดชอบในนโยบายการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้นการยอมรับของทั้งสองคนว่าไม่ได้คาดหมายว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะหนีจึงเป็นเพียงการยอมรับของนักการเมือง

แต่จะถือว่าเรื่องยุติเพียงแค่นั้นไม่ได้ เพราะหน่วยราชการที่รับผิดชอบยังจะต้องทำหน้าที่ของแต่ละหน่วยต่อไปอีกจน กว่าจะได้ตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์มาขึ้นศาล

เท่าที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ นอกจาก พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจ ซึ่งเป็นหัวหน้านำคณะนายตำรวจออกไปสืบสวนยังจังหวัดชายแดนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจจะใช้เป็นเส้นทางหลบหนีแล้ว ดูเหมือนหน่วยราชการอื่นทั้งพลเรือนและทหารจะยังไม่ได้ทำอะไรที่เป็นรูปธรรม นักกระทรวงการต่างประเทศนั้นได้แถลงว่ายังไม่สามารถจะระงับการใช้หนังสือเดิน ทางของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ เพราะสถานะในทางคดียังไม่สิ้นสุดตามกระบวนการกฎหมาย ศาลยังไม่ได้อ่านคำพิพากษา แม้เมื่อมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายบริหารไม่จำเป็นจะต้องฟังทรรศนะของฝ่ายการเมือง สิ่งที่ฝ่ายบริหารควรกระทำโดยรีบด่วนแต่ยังไม่ได้ทำก็คือ สอบสวนทวนความว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพลเรือน ตำรวจ หรือทหาร จึงไม่รู้ระแคะระคายการหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เลย

นายกรัฐมนตรีอาจจะอ้างว่าให้เกียรติ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่นั่นเป็นความรู้สึกหรือทรรศนะของนักการเมือง เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะฝ่ายข่าวกรองนั้นจะต้องถือว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาคนสำคัญ และจะต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของเธอโดยใกล้ชิดตลอดเวลา เพราะกรณีผู้ต้องหาคนสำคัญหลบหนีไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาลนั้นเคยเกิดมา ครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้ต้องหาสำคัญคนหนึ่งที่หลบหนีก็มิใช่ใครอื่น แต่เป็นนายทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เอง

จนกว่าฝ่ายบริหารจะรับผิดชอบและเอาใจใส่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่าง เคร่งครัด กรณีอย่างของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็อาจจะยังเกิดขึ้นอีก และทั้งนักการเมืองและฝ่ายบริหารก็จะตกเป็นจำเลยของสังคมต่อไปอีก ดังเช่นที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้

ขอขอบคุณ มติชนออนไลน์

https://goo.gl/AiZuon

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

หมาเฝ้าบ้าน

100

โดย วสิษฐ เดชกุญชร

พ่อแม่สอนให้ผมเป็นคนรักหมามาตั้งแต่ยังเด็ก จนกระทั่งขณะนี้อายุ 87 ปีแล้วผมก็ยังรักอยู่ และดูเหมือนจะยิ่งรักมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากรักแล้ว ผมยังสงสารเขาด้วย (ขอให้สังเกตว่าผมใช้สรรพนามแทนตัวหมาว่า “เขา” ไม่ใช่ “มัน” เพราะผมถือว่าทั้งเขาและผมเป็นสัตว์เหมือนกัน) สงสารโดย เฉพาะหมาที่ไม่มีเจ้าของและที่ถูกเจ้าของทิ้ง

ใครที่เป็นเพื่อนผมทางเฟซบุ๊กจะเห็นว่าในหน้าเฟซบุ๊กของผมนั้น เต็มไปด้วยภาพหมาจรที่ไม่มี เจ้าของ หมาที่กำลังป่วยด้วยโรคต่าง ๆ หมาที่ถูกรถชนและยังไม่ตาย หมาที่ถูกทิ้ง เพราะเจ้าของไม่รักเขาแล้ว ผู้ที่นำภาพของหมาเหล่านั้นมาลงเป็นจำนวน มากทำด้วยเมตตาจิต เกือบทุกรายเอาหมาที่ป่วยไปให้สัตวแพทย์รักษาโดย ออกค่ารักษาเอง แล้วจึงบอกบุญมาทางเฟซบุ๊กเพื่อให้ผู้อื่นส่งเงินไปสมทบ ช่วยและที่ทำให้ผมรู้สึกตื้นตันมากก็เพราะปรากฏว่ามีผู้กรุณาส่งเงินไป เป็นอันมาก ผมเองก็ส่งไปช่วยด้วยโดยเฉพาะรายที่เห็นว่าสาหัส รายอื่น ๆ ผมก็ใช้วิธีแชร์ (share) คือส่งข้อความให้ผู้อื่นทราบ เผื่อจะมีผู้ใจบุญร่วม บริจาคค่ารักษาพยาบาลเขา

แต่หมาเฝ้าบ้านที่เป็นชื่อบทความของผมวันนี้ไม่ได้เป็นหมาหรอก ครับ หากแต่เป็นคนพวกหนึ่งที่ทำหน้าที่เฝ้าบ้านเมือง เพื่อให้รอดพ้นจากภัย ที่มาจากการทุจริตประพฤติมิชอบหรือคอร์รัปชัน คนพวกนี้ไม่ได้รับจ้างแต่ สมัครใจไปทำหน้าที่ดมกลิ่น ขุดคุ้ย เห่าและกัดคนโกงบ้านเมืองด้วยการ เปิดโปงพฤติการณ์ทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับ เพื่อให้ สังคมรู้และเพื่อนำไปสู่การดำเนินการปราบปรามตามกฎหมาย

โครงการหมาเฝ้าบ้านนี้เป็นขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2555 และได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิองค์การต่อต้าน คอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ในปี พ.ศ.2557 ในปัจจุบันนี้มีองค์กรที่เป็น สมาชิกทั้งภาครัฐและเอกชน 53 องค์กร ในจำนวนนี้มีมหาวิทยาลัยรวมอยู่ ด้วย 3 แห่ง

ผู้ที่สมัครใจจะเข้ารับการอบรมเป็นหมาเฝ้าบ้านจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี จะเป็นข้าราชการ พนักงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานเอกชน ประกอบอาชีพส่วนตัว หรือประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกร หรือนัก ศึกษาก็ได้ แต่จะต้องเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ต้องปฏิเสธไม่ยอมรับคอร์รัปชันทุกรูปแบบทุกระดับ และพร้อมที่จะทำ หน้าที่โดยไม่เลือกฝ่ายหรือพวกพ้อง ต้องมีความรับผิดชอบ และตั้งใจที่จะ เข้าไปทำหน้าที่เป็นหมาเฝ้าบ้าน

ผู้ที่จะเป็นหมาเฝ้าบ้านจะต้องผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติแบบรวมหมู่ เป็นกิจกรรมเฉพาะสำหรับผู้ที่ตั้งใจจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีม “หมา เฝ้าบ้าน” ทำงานร่วมกับเพื่อนหมาเฝ้าบ้านทั่วประเทศ ในการสอดส่อง ตรวจสอบเปิดโปงการทุจริต หลักสูตรการอบรมจะสอนให้รู้วิธีการและ การใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ สำหรับให้ทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้านได้ รวม ทั้งความรู้ด้านกฎหมาย การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการเข้าถึงแหล่งข้อมูล

การรับสมัครผู้ที่ประสงค์จะเป็นหมาเฝ้าบ้านจะต้องยื่นใบสมัครตาม แบบออนไลน์ที่ www.actwatchdog.com เท่านั้น การอบรมได้กระทำแล้วในกรุงเทพมหานครและทั่วทุกภาคของ ประเทศไทย จนถึงขณะนี้มีผู้ที่ผ่าน

การอบรมเป็นหมาเฝ้าบ้านแล้วกว่า 700 คน ผลการปฏิบัติงานของหมาเฝ้าบ้านทำให้การทุจริตคอร์รัปชันถูกเปิด โปงไปแล้วนับพันราย เรื่องที่ถูกเปิดโปงส่วนใหญ่ได้เข้าสู่กระบวนการ ตรวจสอบของรัฐ เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรม การป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ยังผลให้สามารถยับ ยั้งการทุจริตที่จะเกิดขึ้นแก่โครงการหลายโครงการ และยับยั้งความเสียหาย ที่จะเกิดขึ้นแก่งบประมาณแผ่นดิน นอกจากนั้นยังทำให้สามารถเรียกเงิน หลวงคืนในกรณีที่มีการเบิกจ่ายไปแล้ว และดำเนินการทางวินัยและอาญา แก่ผู้กระทำผิดด้วย

แต่การทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยนั้นยังมีอยู่ทุกระดับเป็น จำนวนมหาศาล ลำพังหมาเฝ้าประเทศเพียง 700 คนจึงยังไม่พอ และต้อง ทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อย จนกว่าจะมีหมาเฝ้าบ้านมากกว่านี้ โจรจึงยังมี ช่องทางที่จะปล้นบ้านเมืองได้ตลอดเวลา.

ขอขอบคุณ www.actwatchdog.com / FB ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

จิตอาสา : โครงการพระราชทานในรัชกาลที่ 10

1

โดย วสิษฐ เดชกุญชร

เมื่อเดือนมิถุนายนที่แล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ริเริ่มจัดโครงการสัปดาห์จิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจŽ โดยให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และข้าราชบริพาร กับส่วนราชการและประชาชนจิตอาสาในชุมชน ร่วมกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 21 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน โดยร่วมกันขุดลอกคูคลอง เก็บวัชพืช ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ตัดแต่งกิ่งไม้ ทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ ปรับภูมิทัศน์ เริ่มจากบริเวณรอบพระราชวังดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร รวมไปถึงคลองส้มป่อย ชุมชนสุโขทัย ซอย 9 ริมทางรถไฟจากคลองสามเสน ไปจนถึงแยกยมราช ลานวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม ชุมชนซอยโซดา และวัดโบสถ์

ต่อมาจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายเวลาโครงการจิตอาสาออกไปเป็น 3 ช่วง ช่วงที่ 1 ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคมถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2560 ดำเนินกิจกรรมในเขตต่างๆ ในทั่วกรุงเทพมหานคร ช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ดำเนินกิจกรรมในจังหวัดที่มีเขตพระราชฐาน และช่วงที่ 3 ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2561 ดำเนินกิจกรรมในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ผลของการดำเนินตามโครงการปรากฏว่า คูคลองในบริเวณโครงการสะอาดสะอ้านปราศจากวัชพืชและขยะ ริมคลองแลดูงามตา น้ำไหลออกจากคลองไปลงแม่น้ำได้สะดวกขึ้น และเชื่อว่าหากฝนตกหนักน้ำก็คงไม่ท่วม เพราะระบายน้ำได้เร็วกว่าที่เคยปรากฏมาแล้ว

ตั้งแต่เริ่มโครงการมา ปรากฏว่าประชาชนทุกเพศทุกวัยทั่วประเทศเป็นจำนวนมากได้สนใจมาลงทะเบียนเป็น จิตอาสาที่อาคารรับรองพระราชวังดุสิต อาคาร 606 สำนักพระราชวังที่สนามเสือป่า และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำหมวกแก๊ป ผ้าพันคอประชาชนจิตอาสา และสมุดบันทึกความดี พระราชทานแก่ประชาชนที่มาลงทะเบียนและเข้าร่วมทำกิจกรรมในโครงการจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจŽ

โครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพระราชปฏิภาณและพระ มหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนทั่วประเทศ ปัญหาเรื่องขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลที่ขวางทางน้ำนั้นเป็นที่รู้กันมานานแล้ว ต้นตอของปัญหาก็คือชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองนั่นเอง ในกรุงเทพมหานครนั้น ถึงแม้ทางราชการจะพยายามแก้ไขเพียงใดแต่ก็สำเร็จแต่เพียงบางแห่งเท่านั้น เนื่องจากมีไม่พอ ทั้งกำลังคน กำลังทรัพย์และบารมี และหากจะให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไปขอความร่วมมือจากประชาชนหรือส่วน ราชการอื่นๆ ก็คงไม่สำเร็จ เพราะบารมีไม่พอ แต่เมื่อรู้กันว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาสั่งให้ทั้งทหารราชวัลลภ รักษาพระองค์และข้าราชบริพารมาช่วย ประชาชนก็ปีติยินดีและเต็มใจอาสาสมัครเข้าร่วมในโครงการด้วยโดยไม่ต้องให้ ร้องขอ

ทหารราชวัลลภรักษาพระองค์และข้าราชบริพารนั้นมี หน้าที่ราชการตามปกติอยู่แล้ว แต่เป็นหน้าที่ที่ปฏิบัติอยู่ในที่ตั้ง การที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ออกมาร่วมในโครงการจิตอาสา เป็นโอกาสให้ทหารและข้าราชบริพารได้ใกล้ชิดกับประชาชนและเห็นทุกข์ของ ประชาชน และย่อมทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์เห็นอกเห็นใจกันและกัน ซึ่งโดยปกติโอกาสเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ยาก

เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ริเริ่มโครงการขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สมควรที่ส่วนราชการต่างๆ อาทิ กรุงเทพมหานคร จะรับพระราชทานพระราชดำริไปสานต่อด้วยการเอาใจใส่กับการปฏิบัติหน้าที่ของตน ติดตามโครงการให้ต่อเนื่องด้วยการกวดขันดูแลไม่ให้มีการทิ้งขยะมูลฝอยและ สิ่งปฏิกูลลงในคูคลองหรือทำลายสิ่งแวดล้อมต่อไปอีก ถ้ามีการฝ่าฝืนก็ต้องลงโทษอย่างเด็ดขาด

ถ้ามิฉะนั้น พระมหากรุณาและพระราชดำริที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานก็จะเสียเปล่า และเมืองไทยก็จะยังเป็นขยะกองมหึมาใต้น้ำต่อไปอีก

ขอขอบคุณ มติชนออนไลน์

https://goo.gl/iziAit

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สถานีตำรวจ:ด่านหน้าในสงครามกับอาชญากรรม

11โดย วสิษฐ เดชกุญชร

CR.มติชนออนไลน์

ผมไม่ทราบว่าคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่องสถานีตำรวจแล้วหรือยัง สถานีตำรวจเป็นเหมือนด่านหน้าในการทำสงครามกับอาชญากรรม เพราะฉะนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงต้องให้การสนับสนุนแก่สถานีตำรวจเช่น เดียวกับที่กองทัพให้การสนับสนุนแก่หมวดและหมู่ซึ่งเป็นด่านหน้าในการรบกับ อริราชศัตรู

การสนับสนุนที่ให้แก่สถานีตำรวจนั้นต้องให้อย่างเต็ม ที่ทั้งในด้านบุคลากรและเครื่องมือเครื่องใช้ รวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ ขณะนี้สถานีตำรวจหลายแห่งทั่วประเทศมีกำลังตำรวจน้อยยังไม่เพียงพอ ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีหน้าที่ตรวจตระเวนป้องกันและปราบปรามอาชญากร และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวน

พนักงานสอบสวนนั้นแต่เดิมก็มีจำนวนไม่เพียงพอกับ ภารกิจอยู่แล้ว จนผู้ที่ถูกเร่งรัดถึงกับฆ่าตัวตายไปแล้วหลายต่อหลายราย มาบัดนี้เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่งให้ยกเลิกตำแหน่งพนักงานสอบ สวนและให้ตัดโอนตำแหน่งไปประจำกองบัญชาการหรือกองบังคับการ และเปลี่ยนชื่อเป็นนิติกร กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำหน้าที่พนักงานสอบสวนก็ยิ่งจะน้อยลงไปอีก และยังจะเป็นโอกาสให้นายตำรวจที่มีวุฒิทางด้านการสอบสวนขอโอนหรือลาออกไป เป็นอัยการหรือผู้พิพากษาด้วย

ทางด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมนั้นทุกสถานีตำรวจ ยังมีกำลังไม่เพียงพอ หลายสถานีใช้วิธีตั้งอาสาสมัครขึ้นเพื่อแบ่งเบาภาระ แต่อาสาสมัครที่ตั้งขึ้นนี้ขาดคุณสมบัติและฐานะไม่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย จะเรียกว่าเป็นตำรวจเถื่อนก็ได้ ในต่างประเทศหลายประเทศเขาออกกฎหมายรับรองอาสาสมัคร เรียกชื่อว่าตำรวจกองหนุนบ้าง ตำรวจอาสาสมัครบ้าง ตามปกติมีอาชีพอื่น แต่สมัครใจที่จะมาช่วยราชการตำรวจเวลาว่าง เป็นอาสาสมัครที่แท้จริง ไม่มีเงินเดือนให้ ได้รับการอบรมวิชาการตำรวจ รวมทั้งการต่อสู้ป้องกันตัวและการใช้อาวุธ ให้แต่งเครื่องแบบและถืออาวุธได้เฉพาะในเวลาปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น และหากได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่จะได้รับบำเหน็จความชอบ และเกียรติยศเช่นเดียวกับตำรวจ

ในการปฏิรูปตำรวจควรคำนึงถึงเรื่องตำรวจกองหนุนหรือ ตำรวจอาสาสมัครด้วย เพราะจะเป็นการบรรเทาภาระของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่สิ้นเปลืองงบประมาณดัง ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

ทางด้านเครื่องมือเครื่องใช้และอาวุธยุทโธปกรณ์นั้น เป็นเรื่องแปลกกว่านิยาย ตำรวจไทยยังต้องออกเงินซื้อปืน คอมพิวเตอร์แบบพกพา และโทรศัพท์มือถือด้วยตัวเอง บางรายต้องซื้อแม้แต่โต๊ะ-เก้าอี้ทำงาน การที่ต่างคนต่างซื้อปืนด้วยตนเองนั้นย่อมหมายความว่าตำรวจใช้กระสุนปืนชนิด และขนาดต่างกันด้วย เพราะฉะนั้นขณะต่อสู้กับผู้ร้ายถ้ากระสุนหมด ก็ไม่อาจอาศัยใช้กระสุนปืนของเพื่อนตำรวจที่กำลังร่วมปฏิบัติงานแทนได้

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ชี้ให้เห็นความอ่อนแอของ สถานีตำรวจ ที่ทำให้สถานีตำรวจไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างเต็มภาคภูมิ และถ้าไม่ได้รับการปฏิรูป ด่านหน้าในสงครามกับอาชญากรรมก็อาจจะแตกในไม่ช้า

ขอขอบคุณ มติชนออนไลน์

https://goo.gl/AQ3E7Z

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ : แม่ของคนไทย

100

โดย วสิษฐ เดชกุญชร

ในวันที่ 12 สิงหาคมที่จะถึงนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ จะเจริญพระชนมพรรษาครบ 85 พรรษา

ผมได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระบรมราชินีนาถอย่างใกล้ชิด และเป็นส่วนพระองค์ครั้งแรกในเดือนเมษายน พ.ศ.2509 และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผมปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยเป็นครั้งคราว ทั้งๆ ที่ผมยังไม่มีตำแหน่งในพระราชสำนัก ผมก็เริ่มคุ้นเคยกับพระยุคลบาทของสมเด็จพระบรมราชินีนาถตั้งแต่นั้นเป็นต้น มา และเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ผมเป็นนายตำรวจราชสำนักประจำในเดือนเมษายน พ.ศ.2513 ผมก็ใกล้ชิดกับพระยุคลบาทมากขึ้น

การที่ได้โดยเสด็จฯ ถวายความปลอดภัยทำให้ผมได้เห็นไม่แต่พระราชกรณียกิจที่สมเด็จพระบรม ราชินีนาถทรงปฏิบัติเท่านั้น แต่ผมยังได้มีโอกาสรู้พระนิสัยของสมเด็จพระบรมราชินีนาถด้วย

สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงพระประชวรเรื้อรังด้วยโรคแพ้ฝุ่นละออง แพทย์ต้องถวายการรักษาและต้องเสวยพระโอสถที่แพทย์ถวาย เป็นประจำ แม้กระนั้นก็ทรงพระราชอุตสาหะ โดยเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทั่วประเทศโดยไม่ทรงย่อท้อ แม้ว่าภูมิภาคที่เสด็จฯ นั้นจะเป็นท้องถิ่นที่ทุรกันดาร ทรงพระดำเนิน (เดิน) ตากแดดตากฝนดมฝุ่นเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่เกือบตลอดเวลา และเมื่อเสด็จฯ กลับถึงพระราชฐานที่ประทับแล้ว พระอาการแพ้ก็กำเริบ ต้องเรียกแพทย์เข้าไปถวายการรักษาทันที

อาการพระประชวรนั้นไม่เคยเป็นอุปสรรคทำให้สมเด็จพระบรมราชินีนาถต้องทรงห่าง เหินกับประชาชน เวลาเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยม ทรงนั่งลงมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนอย่างใกล้ชิดโดยไม่ทรงรังเกียจ ทรงซักไซ้ไล่เลียงเขาจนได้ทรงทราบถึงปัญหาการกินอยู่และประกอบอาชีพของเขา และเมื่อทรงทราบแล้วก็ทรงมีพระราชดำริที่จะช่วยเหลือ ราษฎรในหลายจังหวัดเกือบทั่วประเทศ นิยมทอผ้าไว้สำหรับใช้เองและจำหน่าย สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงเห็นว่าหากปรับปรุงคุณภาพของผ้าไหมที่เขาทอให้ดี ขึ้นทั้งเนื้อผ้าและสี ผ้าไหมไทย ก็อาจจะเป็นที่นิยมไม่แต่เฉพาะในเมืองไทยแต่ในต่างประเทศด้วย

พระราชดำรินั้นเป็นที่มาของโครงการตามพระราชดำริหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการศิลปาชีพพิเศษซึ่งสนับสนุนส่งเสริมให้ราษฎร ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และผลิตเส้นไหมให้โครงการเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบในการทอผ้าไหมในพื้นที่ของ โครงการส่งเสริมศิลปาชีพทั่วทุกภูมิภาค โดยมีการควบคุมคุณภาพการผลิตทุกขั้นตอน จนผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยของโครงการส่งเสริมศิลปาชีพเป็นที่ยอมรับและนิยมชมชอบ โดยทั่วไป ทั้งในประเทศและต่างประเทศดังพระราชดำริ

ใช่แต่เท่านั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราษฎรที่มีฝีมือจากหมู่บ้านที่ทอผ้าไหมได้งดงามไปเป็นครูฝึก อบรม และถ่ายทอดความรู้ทักษะในการผลิตผ้าไหมให้แก่กลุ่มเกษตรกรของโครงการส่งเส ริมศิลปาชีพด้วย

ขณะนี้สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงประชวรและไม่ทรงสามารถจะเสด็จพระราชดำเนิน ออกไปทรงเยี่ยมประชาชนได้อย่างแต่ก่อน แต่โครงการตามพระราชดำริต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ทั่วประเทศนั้น เป็นอนุสรณ์ให้เราไม่ลืมและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชน

ตามปกติทุกคืนก่อนนอน ผมสวดมนต์ ทำสมาธิ และแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ และแผ่โดยเฉพาะให้แก่ผู้มีพระคุณทั้งหลาย รวมทั้งสมเด็จพระบรมราชินีนาถด้วย สำหรับสมเด็จพระบรมราชินีนาถนั้น ผมสวดโพชฌังคปริตร และทำจิตให้สงบด้วยสมาธิแล้วส่งกระแสจิตไปถวาย ขอให้หายพระประชวรและทรงพระเกษมสำราญ

ในโอกาสอันเป็นมหามงคลที่วันพระราชสมภพจะเวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่งในวันที่ 12 สิงหาคมเดือนนี้ ผมขอเชิญชวนท่านผู้อ่านให้ร่วมกันปฏิบัติตามด้วย

ขอขอบคุณ มติชนออนไลน์

https://goo.gl/5viB7t

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ปฏิรูปตำรวจ:โรคร้ายเรื้อรังที่ต้องรีบรักษา

1

โดย วสิษฐ เดชกุญชร

ผมอยากจะให้คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งขึ้นเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานำเอาผลการประชุมสัมนาเรื่อง การปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติของคณะกรรมาธิการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งกระทำเมื่อวันที่ 22 มิถุายน 2558 ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร มาประกอบพิจารณาด้วย

การประชุมสัมมนาในวันนั้นมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,000 คน ที่น่าสนใจคือข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการกิจการตำรวจ โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพข้าราชการตำรวจ ซึ่งเสนอให้ปรับปรุงคุณสมบัติของผู้ที่บรรจุเข้ารับราชการตำรวจ

โดยต้องผ่านการฝึกอบรมพื้นฐานวิชาชีพตำรวจให้มีทักษะอย่างน้อยในระดับเทียบเท่าอนุปริญญาขึ้นไป และให้ยกเลิกการแบ่งชั้นข้าราชการตำรวจระหว่างนายตำรวจสัญญาบัตรและนายตำรวจชั้นประทวนเพื่อให้มีฐานะเท่าเทียมกัน และให้ปรับระบบยศและตำแหน่งให้สอดคล้องกับขอบเขตหน้าที่

อาทิ ดาบตำรวจ เป็น นายตำรวจเอก จ่าสิบตำรวจเป็นนายตำรวจโท สิบตำรวจเอก-โท-ตรี เป็นนายตำรวจตรี ผู้บังคับหมู่เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการและเจ้าหน้าที่ชำนาญการ เป็นต้น

นอกจากนั้น คณะอนุกรรมาธิการยังได้เสนอให้ปรับระบบการประเมินและการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนและการเลื่อนตำแหน่ง ให้เป็นไปตามคุณธรรมและความสามารถด้วย

การเสนอให้เลิกยศนายตำรวจชั้นประทวนให้เหลือแต่นายตำรวจสัญญาบัตรนั้น เป็นสิ่งที่คณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจที่ตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งมีผมเป็นประธานเคยเสนอและร่างเป็นกฎหมายและสภานิติบัญญัติแห่งชาติในสมัยนั้นรับหลักการแล้ว แต่สภาหมดอายุลงเสียก่อน

ที่คณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจเสนอให้เลิกยศชั้นประทวนก็เพราะคณะกรรมการเห็นว่ายศนายตำรวจทั้งสัญญาบัตรและประทวนนั้นไร้เหตุผลและความหมาย และเป็นการหลับหูหลับตาเอาอย่างฝ่ายทหาร การปกครองอย่างทหารนั้นกระทำโดยมีกองทัพ กองพล กองพัน กองร้อย หมวด และหมู่ ทหารจึงมียศพลเอก พลโท พลตรี ร้อยเอก ร้อยโท ร้อยตรี จ่าสิบ สิบเอก สิบโท สิบตรี เป็นผู้บังคับบัญชาตามลำดับ

ส่วนตำรวจนั้นจัด ชั้นการปกครองอีกแบบหนึ่ง เริ่มด้วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการภาค ผู้บังคับการตำรวจจังหวัด ผู้กำกับการสถานีตำรวจ ลงไปจนถึง สารวัตร จะเห็นว่าในการปฏิบัติของหน้าที่นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องมีนายตำรวจชั้นประทวนเลย

นายตำรวจชั้นประทวนที่มีอยู่ในขณะนี้ ถูกใช้อย่างนายสิบทหารหรือพลทหาร ไม่มีอำนาจสอบสวน และทำหน้าที่เหมือนกำลังหนุนเวลาผู้บังคับบัญชาไปจับกุมปราบปรามคนร้ายเท่านั้น

การปรับเปลี่ยนให้เหลือแต่นายตำรวจสัญญาบัตรนั้นจะทำให้จำนวนของนายตำรวจที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนและปราบปรามเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ และแม้จะหมายความว่าจะต้องปรับอัตราเงินเดือนแต่ก็จะคุ้มกัน เพราะในปัจจุบันนี้จำนวนพนักงานสอบสวนก็ขาดแคลนและไม่พออยู่แล้ว

ส่วนนายตำรวจชั้นประทวนที่ยังเหลืออยู่เพราะคุณวุฒิต่ำ ไม่สามารถจะปรับให้เป็นนายตำรวจสัญญาบัตรได้นั้น ก็อาจแก้ไขได้โดยการเปลี่ยนหน้าที่ให้เป็นเสมียนพนักงานหรือให้บริการแก่ประชาชนในที่ทำการได้

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ พล.ต.ท.ปัญญา เอ่งฉ้วน ผู้บัญชาการ สำนักงานกฎหมายและคดี (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ เสนอในการประชุมสัมมนา และคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจชุดปัจจุบันควรนำมาพิจารณาด้วย

คือเรื่องค่าตอบแทนของตำรวจ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เงินเดือนของนายตำรวจผู้ทำหน้าที่สอบสวนคดีอาญานั้น ต่ำกว่าของพนักงานอัยการและของข้าราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษระดับและหน้าที่แบบเดียวกัน เรื่ิองนี้ก็ควรได้รับการแก้ไข เช่นเดียวกัน

ตำรวจในขณะนี้เปรียบเหมือนผู้ที่กำลังป่วยอยู่ด้วยโรคร้ายเรื้อรังหลายโรค ทุกโรคจะต้องได้รับการบำบัดรักษาโดยรีบด่วนทั้งนั้น และปัญหาก็คือเรามีจำนวนแพทย์และพยาบาลเพียงพอหรือไม่ หากไม่พอผู้ที่จะต้องรับเคราะห์ต่อไปอีกจากการป่วยไข้ของตำรวจก็คือประชาชนนั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ปฏิรูปตำรวจ:หัวโตหางยาว

2

โดย วสิษฐ เดชกุญชร

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านไป นายวรยุทธ สังหลัง ผู้ใหญ่บ้านเขางาม ตำบลบ้านกลาง อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ และสมาชิกในครอบครัวอีก 7 คนถูกฆ่าตายที่บ้านของตน เพราะเป็นเหตุอุกฉกรรจ์ที่สะเทือนขวัญผู้คนทั้งในจังหวัดกระบี่และจังหวัด ใกล้เคียงอย่างรุนแรง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ สั่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ลงไปกำกับดูแลการสืบสวนและจับกุมด้วยตนเอง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและคณะได้เดินทางลงไปสืบสวนด้วยตนเอง จนในที่สุดสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้คือนายซูริก์ฟัต บ้านนบวงศ์สกุล คนบ้านและตำบลเดียวกันกับนายวรยุทธ สังหลัง

ผลการสืบสวนและสอบสวน ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายวิวาทกันด้วยเรื่องโฉนดที่ดินที่นายวรยุทธนำไปขายฝากกับ นายซูริก์ฟัต และนายซูริก์ฟัตนำไปจำนองต่อกับธนาคาร ต่อมาเมื่อนายวรยุทธนำเงินไปขอไถ่ถอนคืน นายซูริก์ฟัตไม่มีโฉนดให้ นายวรยุทธจึงฟ้องศาล ในขณะเดียวกันทั้งสองก็วิวาทจนถึงกับขู่จะฆ่ากันและกัน จนในที่สุดนายวรยุทธก็ถูกนายซูริก์ฟัตยิงตายทั้งครอบครัว

เมื่อปรากฏว่าจับกุมผู้ต้องหาและพวกได้แล้ว นายกรัฐมนตรีก็แสดงความชื่นชมว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความสามารถและทำ งานแบบ “มืออาชีพ”

อาจจะเป็นเพราะนายกรัฐมนตรีเคยเป็นแต่ทหาร จึงไม่คุ้นเคยกับการทำงานของตำรวจ และจึงไม่รู้หรือนึกไม่ถึงว่าเมื่อเกิดคดีอุกฉกรรจ์ขึ้น เป็นหน้าที่รับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่นั้นอยู่แล้วที่จะต้อง ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและจับกุม โดยไม่จำเป็นจะต้องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและคณะแห่กันลงไปกำกับควบคุม ในกรณีของนายซูริก์ฟัตนั้น ผู้ที่จะรู้ดีที่สุดก็คือตำรวจเจ้าของท้องที่ คือผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ และผู้กำกับการตำรวจภูธรอำเภออ่าวลึก

ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ใครไปกำกับดูแลอีก

สิ่งสำคัญที่สุดที่ตำรวจท้องที่ขาดแคลนและผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติควรให้การสนับสนุนคืองบประมาณ และ/หรือเครื่องอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ ที่แม้ไม่มีคดีนายซูริก์ฟัตก็ขาดแคลนไม่เพียงพออยู่แล้ว การที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและคณะเดินทางลงไปกำกับดูแลการสืบสวนสอบสวน ด้วยตนเองนั้น ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณลงไปอีกโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินของทางราชการ หรือค่าเบี้ยเลี้ยง-ค่าที่พักสำหรับตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเองและเจ้า หน้าที่ที่ติดตามผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงไปด้วย

กรณีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและคดีนายซูริก์ฟัตนี้ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการบริหารราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ จะเห็นว่าเมื่อใดมีคดีเด่นคดีดัง เมื่อนั้นผู้บังคับบัญชาระดับสูง เช่น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะต้องเดินทางลงไปกำกับดูแลคดีเสมอ ในกรณีคดีนายซูริก์ฟัตนั้น ถึงกับต้องตั้ง พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน ทั้งๆ ที่ผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ก็ต้องมีความรู้ความสามารถพอที่จะเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนได้อยู่แล้ว

การที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจสามารถ ลงไปก้าวก่ายกับการทำงานของตำรวจในภาคและจังหวัดเช่นนี้ ผิดหลักการบริหารงานบุคคลในการปฏิรูปตำรวจที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ จึงสมควรที่คณะกรรมการจะหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาพิจารณาด้วย เพื่อว่าต่อไปข้างหน้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะได้ไม่มีลักษณะพิกลพิการหัวโตและหางลีบอย่างที่ ปรากฏอยู่ในขณะนี้

“วสิษฐ เดชกุญชร”

ขอขอบคุณ มติชนออนไลน์

goo.gl/MZJfgf

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ปฏิรูปตำรวจต้องเริ่มที่คุณภาพ

11111

วสิษฐ เดชกุญชร

ถ้าผมมีอำนาจผมจะให้การปฏิรูปตำรวจเริ่มต้นที่การศึกษา คือที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจและโรงเรียนสำหรับนายตำรวจ ชั้นประทวน ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์ฝึกอบรมกองบัญชาการตำรวจนครบาลและศูนย์ฝึกตำรวจภูธรภาค ต่างๆ ที่ให้เริ่มที่การศึกษาก็เพราะว่าโรงเรียนนายร้อยตำรวจเป็นที่ผลิตนายตำรวจ ชั้นสัญญาบัตร (ยศร้อยตำรวจตรี) และศูนย์ฝึกอบรมกองบัญชาการ ตำรวจนครบาล และศูนย์ฝึกตำรวจภูธรภาคเป็นที่ผลิตนายตำรวจชั้นประทวน (ยศสิบตำรวจตรี)

โรงเรียนนายร้อยตำรวจและศูนย์ฝึกเหล่านี้จึงเป็น เสมือนแม่พิมพ์หรือต้นแบบ ซึ่งหากบกพร่องไม่สมบูรณ์ สิ่งที่ผลิตออกมาก็ย่อมมีตำหนิไม่สมบูรณ์ตามไปด้วย และหากจะพิจารณาจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ความประพฤติและการทำงานของตำรวจแล้ว ก็จะเห็นว่าสิ่งผลิตที่มาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจและศูนย์ฝึกตำรวจนั้น ส่วนมากยังเป็นผลิตผลที่มีตำหนิและไม่สมบูรณ์

ตำรวจเกือบทุกชั้นยศมีปัญหาเรื่องการสัมพันธ์ประชาชน เรื่องการหาประโยชน์โดยมิชอบ รีดไถ รับและเรียกส่วย ถ่วงเวลาการสอบสวน บิดเบือนสำนวนการสอบสวน และในด้านการดำเนินการกับผู้ต้องหาก็มีพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นว่าขาดความรู้ ทางกฎหมายแม้จะเป็นความรู้เบื้องต้น

ตัวอย่างที่มักจะมีให้เห็นบ่อยๆ ก็คือการนำผู้ต้องหาไปชี้ที่เกิดเหตุเพื่อประกอบสำนวนการสอบสวน ตำรวจหลายคนแม้ผู้ที่มียศสูงมักจะลืมไปว่า ผู้ต้องหานั้นกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะพิพากษาว่าได้กระทำความผิดจริง ตำรวจมักจะซักถามเป็นเชิงปรักปรำผู้ต้องหาว่าได้กระทำความผิด ยิ่งกว่านั้นยังเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวซักผู้ต้องหาด้วย

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าหากโรงเรียนนายร้อยตำรวจและศูนย์ฝึกตำรวจพิถีพิถันในการผลิตตำรวจ

อีกสิ่งหนึ่งที่จะประกันคุณภาพของตำรวจคือคุณธรรมหรือ จริยธรรม เกี่ยวกับเรื่องนี้แม้ว่าพระราชบัญญัติตำรวจ พ.ศ.2547 จะได้บัญญัติบังคับไว้ในมาตรา 77 และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจแห่งชาติจะได้วางหลักเกณฑ์เอาไว้ให้ข้าราชการ ตำรวจปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่าได้มีการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยส่วนราชการต่างๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เรื่องนี้ถ้าหากว่าโรงเรียนนายร้อยตำรวจและศูนย์ฝึก ตำรวจต่างๆ วางเป็นระเบียบไว้ในการรับสมัครและในหลักสูตรบังคับไว้ในการฝึกอบรมว่าผู้ สมัครและนักเรียนจะต้องเข้าใจศีลธรรมหรือจริยธรรมเบื้องต้น เช่น ศีล 5 สำหรับชาวพุทธ หรือบัญญัติ 10 ประการสำหรับคริสต์ศาสนิกชน หรือข้อบัญญัติสำหรับอิสลามิกชน คุณธรรมหรือจริยธรรมก็จะกลายเป็นเครื่องประกันคุณภาพของตำรวจได้ในระดับ หนึ่ง

เมื่อปี พ.ศ.2532 ขณะที่ผมดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายบริหาร และรับผิดชอบด้านการศึกษาของตำรวจ ผมได้ริเริ่มให้มีการฝึกสมาธิให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจ โดยเชิญอาจารย์อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไปแนะนำการทำสมาธิให้นักเรียนนายร้อยตำรวจ ก่อนเข้าเรียนตอนเช้าและบ่าย โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้นักเรียนนายร้อยตำรวจรู้จักทำใจให้สงบ ไม่ฟุ้งซ่านวอกแวกก่อนรับการเรียนการฝึก

และยังมีผลพลอยได้คือทำให้นักเรียนรู้จักถือศีล 5 เพราะก่อนทำสมาธินั้นนักเรียนจะต้องสมาทานศีลด้วย อาจารย์และนักเรียนนายร้อยตำรวจสมัยนั้นบอกกับผมว่าเมื่อรู้จักทำสมาธิแล้ว นักเรียนสามารถรับฟังคำสอนและการฝึกได้ดีขึ้น

นักเรียนนายร้อยตำรวจหลายคนไปฝึกเพิ่มเติมด้วยตนเอง เพราะเห็นประโยชน์ของ สมาธิ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ปรากฏว่าหลังจากที่ผมพ้นตำแหน่งรองอธิบดี กรมตำรวจฝ่ายบริหารแล้ว โรงเรียนนายร้อยตำรวจก็ยกเลิกการสอนสมาธิ ก่อนเรียนและก่อนฝึกให้นักเรียนนายร้อยตำรวจไป

ถ้าหากว่ามีการปฏิรูปตำรวจโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพและ คุณธรรมจริยธรรมของตำรวจ แม้จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้แลดูสวยงามวิเศษวิโสเพียงใด แต่การปฏิรูปก็คงไม่ต่างอะไรกับการซ่อมหรือสร้างบ้านหลังใหม่ แล้วเอาลิงเข้าไปอยู่

ในไม่ช้าลิงก็คงรื้อบ้าน

ขอขอบคุณ มติชนออนไลน์

goo.gl/fqUr2U

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment