ปฏิบัติธรรมถวายพระราชกุศล (3)

11

วสิษฐ เดชกุญชร

ผมถือตัวว่าเป็นศิษย์คนหนึ่งของพระอาจารย์ชา สุภัทโท (ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระโพธิญาณเถร จึงมีสิทธิที่จะใช้คำว่า “เจ้าคุณ” นำหน้าสมณศักดิ์ของท่าน แต่พระอาจารย์ชาก็เหมือนกับพระป่ารูปอื่นๆ คือไม่ให้ความสำคัญแก่สมณศักดิ์ และพอใจที่ใครๆ จะเรียกท่านว่า พระอาจารย์ชา หรือหลวงพ่อชา หรือหลวงปู่ชา) ที่ถือว่าเป็นศิษย์ก็เพราะผมเคยไปกราบและขอธรรมจากท่านหลายครั้งที่วัดหนองป่าพง ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส แม้เมื่อก่อนท่านจะถึงมรณภาพไม่นานและยังนอนไม่ได้สติอยู่ที่วัด ผมก็มีโอกาสได้ไปกราบท่านเป็นครั้งสุดท้าย

เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า พระอาจารย์ชามีลูกศิษย์เป็นพระฝรั่งเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ท่านพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้ พระฝรั่งเหล่านี้แยกย้ายกันไปเผยแผ่พุทธธรรมตามแนวการปฏิบัติของพระอาจารย์ชา ทำให้เกิดวัดอันเป็นสาขาของวัดหนองป่าพงทั่วโลก ผมมีโอกาสได้พบกับพระฝรั่งเหล่านี้ที่เป็นศิษย์ของพระอาจารย์ชาหลายรูป ที่สำคัญรูปหนึ่งก็คือ พระอาจารย์สุเมโธ ท่านเป็นชาวอเมริกัน เคยเป็นเจ้าอาวาสของวัดอมราวดี ประเทศอังกฤษ และเป็นพระฝรั่งรูปแรกที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ และรับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระสุเมธาจารย์ และต่อมาก็ได้เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นราช มีสมณศักดิ์เป็นพระราชสุเมธาจารย์

ที่มาเขียนถึงพระอาจารย์สุเมโธในวันนี้ ก็เพราะหลังจากที่สิ้นสุดการปฏิบัติธรรมถวายพระราชกุศลที่บ้านภาวนาแล้ว ผมตั้งใจจะไปทำบุญใส่บาตร และถวายปัจจัยแด่พระภิกษุสงฆ์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่วัดป่ารัตนวัน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านภาวนาไปประมาณ 40 กิโลเมตร ที่เลือกเอาวัดนั้นก็เพราะได้ยินชื่อวัดมานานแล้ว และรู้ว่าเป็นสาขาหนึ่งของวัดหนองป่าพง และที่สำคัญก็คือผมทราบว่าพระอาจารย์สุเมโธกำลังพำนักอยู่ที่วัดป่ารัตนวัน จึงอยากจะไปนมัสการเยี่ยมท่านด้วย เพราะไม่ได้พบท่านมาหลายปีแล้ว

เราไปถึงหน้าวัดป่ารัตนวันตั้งแต่เวลา 06.30 นาฬิกา วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม 2560 คอยอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมงจึงได้ใส่บาตร เสร็จแล้วจึงตามพระเข้าไปในวัด ตามแบบของวัดป่าทั่วไป พระท่านจะรับอาหารที่เราถวายแล้วให้พรทันทีก่อนฉันในโบสถ์ เมื่อรับพรแล้วพวกเราก็ออกไปยังโรงอาหาร เพื่อกินอาหารที่เหลือจากที่ถวายพระ เป็นอันเสร็จพิธี

ผมได้รับแจ้งจากพระอโศโก พระหนุ่มชาวสวิส ซึ่งเป็นเลขานุการของพระอาจารย์สุเมโธว่า พระอาจารย์สุเมโธจะไม่ลงมาฉันที่โบสถ์ แต่จะฉันที่กุฏิของท่าน และเมื่อเสร็จประมาณ 10 นาฬิกา จึงจะต้อนรับพวกเรา

ระหว่างที่คอยกราบพระอาจารย์สุเมโธอยู่นั้น เราถือโอกาสเดินถ่ายรูปและดูบริเวณวัด จึงได้เห็นว่าเป็นวัดที่สะอาดสะอ้านที่สุดวัดหนึ่ง พระอุโบสถสร้างแบบง่ายๆ แต่งาม รูปทรงคล้ายโบสถ์ทางอีสานหรือลาว ไม่มีฝาผนัง เวลาลมแรงและหนาวอย่างเช้าวันนั้นต้องใช้มู่ลี่ที่แขวนเอาไว้กั้นกันลม บรรยากาศในโบสถ์เงียบสงบ ผมและเพื่อนถือโอกาสนั่งสมาธิขณะที่คอยพระอาจารย์สุเมโธ และตัวผมเองรู้สึกว่าจิตสงบมากจนเกิดนิมิต

เราได้นมัสการพระอาจารย์สุเมโธเมื่อเวลาประมาณ 10.30 นาฬิกา แม้จะไม่ได้พบกันมาหลายปีแต่พระอาจารย์ก็จำผมได้และให้ความเมตตาเช่นเคย พระอาจารย์กำลังอาพาธเพราะเท้าบวม เนื่องจากเดินเท้าเปล่าจนเป็นแผลแล้วเกิดอักเสบเมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น ขณะนี้แม้จะค่อยยังชั่วขึ้นแต่ก็ยังไม่หายสนิท

ก่อนจะเข้าไปในวัดป่ารัตนวันมีป้ายขนาดเขื่องเขียนข้อความเอาไว้ว่า “วัดป่ารัตนวัน แดนเคารพ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยว ต้องเคารพความสงบ ความสะอาด ความเรียบร้อย และความสามัคคี โปรดสำรวมกาย วาจา ใจ” และมีคำแนะนำสำหรับผู้ไปทำบุญและปฏิบัติธรรม 10 ข้อ ที่สำคัญคือข้อ 7 ที่แจ้งว่า “ห้ามเรี่ยไร หากประสงค์ร่วมทำบุญกรุณานำปัจจัยใส่ตู้บริจาคที่ตั้งอยู่ในศาลา (พระไม่รับปัจจัย)”

เมื่อได้กราบพระอาจารย์สุเมโธและบริจาคปัจจัยตามที่ตั้งใจไว้แล้ว ก็เป็นอันว่าการปฏิบัติธรรมและทำบุญถวายพระราชกุศลของพวกเราได้เสร็จสิ้นลงแล้วโดยสมบูรณ์ พวกเราก็นมัสการลาพระอาจารย์สุเมโธ แล้วกลับบ้าน

ขอแบ่งบุญที่ได้ให้ท่านผู้อ่านด้วยครับ

ขอขอบคุณ

มติชน https://goo.gl/1cqMuL

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ปฏิบัติธรรมถวายพระราชกุศล(2)

111

โดย วสิษฐ เดชกุญชร

ได้บอกแล้วว่าเพื่อนที่ไปร่วมปฏิบัติธรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลกับผมที่ บ้านภาวนาเมื่อปลายเดือนที่แล้วนั้นเป็นผู้ที่ผมเคยสอนให้ทำสมาธิมาก่อน (ยกเว้นคุณช่วงโชติและคุณวรณันเจ้าของบ้านเท่านั้น) และเกือบทุกคนเคย ไปทบทวนการทำสมาธิกับผมอีกหลายครั้ง เพราะฉะนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันมาก พอเริ่มต้นชั่วโมง ผมนำไหว้พระและแผ่เมตตา แล้วเราก็ลงมือทำสมาธิกันเลย

สมาธิแบบที่ผมทำและสอนนั้นมีทั้งสองแบบ แบบหนึ่งคือสมถสมาธิหรือสมถกรรมฐานซึ่งเป็นการทำใจให้สงบโดยใช้ลมหายใจเป็น เครื่องมือ วิธีนี้เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ เรียกว่าอานาปานสติ อานะแปลว่าลมหายใจออก ปานะแปลว่าลมหายใจเข้า สติแปลว่ารู้ อานาปานสติจึงแปลตรงตัวว่ารู้ลมหายใจเข้าและ

ลมหายใจออก ซึ่งหมายความว่าเมื่อจะทำจิตให้สงบก็ให้หยุดคิดถึงเรื่องอื่น คิดถึงแต่ลมหายใจที่เข้าและที่ออกเท่านั้น

อีกแบบหนึ่งคือวิปัสสนาสมาธิหรือวิปัสสนากรรมฐาน คำว่าวิปัสสนาแปลว่าความรู้แจ้งหรือเห็นแจ้ง คือรู้หรือเห็นว่าสังขารทั้งหลายอยู่ใต้กฎ “ไตรลักษณ์” คือเป็นทุกข์ อนิจจา (ไม่เที่ยง) และอนัตตา (ไม่มีตัวตน) วิปัสสนาแบบที่ผมทำและสอนนั้นเป็นแบบเร่งรัดคือบังคับให้ทุกขเวทนาเกิดแล้ว ให้ผู้ปฏิบัติเอาจิตที่เป็นสมถะ (สงบแล้ว) พิจารณาเองจนเข้าใจว่าทุกขเวทนาที่เกิดนั้นเป็นอนิจจา ไม่เที่ยง ไม่ถาวร ไม่ยั่งยืน เกิดแล้วดับทันที แต่แล้วก็เกิดอีก เราไม่สามารถจะบังคับ หรือสั่งไม่ให้เกิด หรือสั่งให้ดับได้ การทำวิปัสสนาสมาธิแบบนี้

ผมเรียนมาจากท่านอาจารย์ จอห์น โคลแมน (John Coleman) เพื่อนชาวอเมริกันของผมเอง ซึ่งเป็นศิษย์ของอาจารย์สมาธิชาวพม่าชื่อท่านอูบาขิ่น (U Ba Khin) ศิษย์ของท่านอาจารย์อูบาขิ่นอีกคนหนึ่งที่คนไทยรู้จักดีก็คือท่านอาจารย์โก เอ็นคา (Goenka) ซึ่งเป็นชาวพม่าเช่นเดียวกันแต่ได้นำวิชาวิปัสสนาสมาธิแบบของท่านอาจารย์อู บาขิ่นไปเผยแพร่ที่อินเดีย และต่อมาขยายมายังเมืองไทยจนมีสาขาอยู่ในหลายจังหวัด อาจารย์ทั้งสามท่านนั้นล่วงลับไปแล้ว

ที่ว่าบังคับให้ทุกขเวทนาเกิดนั้นคือ เมื่อเริ่มทำวิปัสสนาสมาธิ ท่านห้ามเคลื่อนไหวร่างกายด้วยประการใดๆ ทั้งสิ้น เริ่มในท่าไหนก็ให้อยู่ในท่านั้นไปจนกว่าจะหมดชั่วโมง จะนั่งบนพื้นในท่าขัดสมาธิหรือพับเพียบ หรือจะนั่งเก้าอี้ก็ได้ การนั่งแบบไม่เปลี่ยนท่านี้ทำเพียงไม่กี่นาทีทุกขเวทนาก็จะเกิด เริ่มด้วยความรู้สึกเมื่อยก่อน ต่อมาก็จะรู้สึกปวดบางส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะที่หลังหรือสะโพกหรือขา ยิ่งนานก็ยิ่งปวดมากขึ้น เมื่อความปวดเกิดขึ้นแล้วท่านจึงสอนให้เอาจิตที่สงบแล้วด้วยสมถสมาธิไป พิจารณาให้เห็นและเข้าใจด้วยตนเองว่า ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นนั้นมีลักษณะเป็นอนิจจา คือเกิดแล้วก็ดับหรือหายไป แต่แล้วก็เกิดอีกและดับอีก การเกิดดับของทุกขเวทนานั้นเป็นไปด้วยความเร็วสูงจนเรารู้สึกว่ามันต่อ เนื่องกันเป็นสายเสมือนเป็นตัวเดียวกัน หากสามารถดูจนเข้าใจเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติก็จะสามารถอยู่กับทุกขเวทนาได้โดยไม่รู้สึกทนทุกข์ทรมาน เป็นความสามารถเบื้องต้นที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ในที่สุด

เพื่อนที่ไปร่วมปฏิบัติธรรมด้วยกันครั้งนี้เคยผ่านการ ฝึกสมาธิแบบของท่านอาจารย์อูบาขิ่นที่ผมเป็นผู้สอนมาแล้ว บางคนยังเคยไปรับการฝึกจากสำนักของท่านอาจารย์โกเอ็นคาด้วย แต่บางคนก็ยังไม่สามารถจะเข้าใจและไม่สามารถอยู่กับทุกขเวทนาได้ ตัวผมเองแม้จะเคยทำได้แต่ก็ขาดการฝึกสม่ำเสมอ และพอเริ่มปฏิบัติคราวนี้ก็รู้สึกว่าทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะนั่งไม่ เปลี่ยนท่านั้นค่อนข้างรุนแรง

แต่เพราะได้ตั้งใจจะปฏิบัติเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ผมจึงกัดฟันสู้ และพอเริ่มปฏิบัติวิปัสสนาสมาธิในท่าขัดสมาธิบนพื้น ผมก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมเปลี่ยนท่าเป็นอันขาด สามชั่วโมงแรกผมรู้สึกปวดอย่างแรง ตั้งแต่บั้นเอวด้านหลังและร้าวลงไปตามขาขวาจนถึงหัวเข่าขวา ผมรู้ว่าสาเหตุคือโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (slipped disc) ซึ่งผมเป็นเรื้อรังมาตั้งแต่อายุ 40 ปี

แต่พอขึ้นชั่วโมงที่สี่ ผมก็รู้ด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่งว่า ทุกขเวทนาที่มาในรูปของความปวดนั้นเกิดแล้วดับ แต่แล้วก็เกิดและดับอีก ต่อเนื่องกันด้วยความเร็วสูงจนดูเหมือนจะเป็นตัวเดิม เมื่อรู้ว่าทุกขเวทนากำลังตายอยู่แล้ว ผมก็ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรที่จะต้องกัดฟันสู้กับมัน ปล่อยมันไปตามทางของมันดีกว่า

เมื่อผมไม่สู้ ทุกขเวทนาก็ไม่มีคู่ต่อสู้ เปรียบเหมือนนักมวยที่ขึ้นไปบนเวทีคนเดียว ถึงอยากจะชกก็ไม่รู้จะชกกับใคร

แล้วผมก็รู้ว่าผมและเพื่อนประสบความสำเร็จใน การเดินทางไปปฏิบัติธรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ขอขอบคุณ

มติชนออนไลน์ – https://goo.gl/LWCZUn

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ปฏิบัติธรรมถวายพระราชกุศล (1)

10โดย วสิษฐ เดชกุญชร

ทีแรกผมตั้งใจว่าจะบวชถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ จึงได้ไปติดต่อกับวัดญาณเวศกวัน จังหวัดนครปฐม และได้รับอนุญาตแล้วจากท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เจ้าอาวาส ผู้ซึ่งผมเคารพและถือเป็นพระอาจารย์รูปหนึ่ง กำหนดว่าจะบวชประมาณวันที่ 19 ตุลาคม ก่อนถวายพระเพลิงสัปดาห์หนึ่ง แต่ต่อมาปรากฏว่าท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ อาพาธ ไม่สามารถจะทำหน้าที่พระอุปัชฌาจารย์ได้ จะหาวัดใหม่ก็ไม่ทัน ผมจึงเปลี่ยนแผนเป็นปฏิบัติธรรมด้วยการถือศีลทำสมาธิถวายแทน


ผมตั้งใจจะทำเพียงสองคนกับภรรยา และจะขออาศัยใช้บ้านของเพื่อนคนหนึ่งในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ใกล้เขาใหญ่ เป็นที่ปฏิบัติธรรม ที่เลือกที่นั่นก็เพราะผมรู้ว่าบ้านของเขาสงบ เจ้าของบ้านก็เต็มใจ และเป็นนักปฏิบัติธรรมด้วย ผมวางแผนจะปฏิบัติธรรมตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคมไปจนถึงวันถวายพระเพลิงแล้วจึงจะกลับ

แต่พอใกล้เวลากำหนดก็ปรากฏว่าเพื่อนที่ผมเคยแนะนำและสอนสมาธิให้อีกหลายคนสนใจอยากจะตามไปร่วมถือศีลทำสมาธิถวายเป็นพระราชกุศลด้วย เพื่อนเจ้าของบ้านจึงรับอาสาไปหาและได้ “บ้านภาวนา” ซึ่งอยู่ในอำเภอปากช่องเชิงเขาใหญ่เหมือนกัน เพื่อนบอกว่าบ้านภาวนานั้นตามปกติเป็นที่พักแบบโฮมสเตย์ (home-stay คือใช้บ้านเป็นที่ให้เช่าพัก) แต่สำหรับผู้ประสงค์จะปฏิบัติธรรม เจ้าของบ้านไม่คิดค่าเช่า แต่ยินดีให้พักโดยบริจาคตามอัธยาศัย ฟังแล้วถูกใจทันที ผมจึงตกลงใจให้เพื่อนช่วยติดต่อเจ้าของบ้านภาวนา

ผมเดินทางโดยรถยนต์จากกรุงเทพฯ ไปถึงบ้านภาวนาในตอนบ่ายวันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม การเดินทางไม่มีปัญหาอะไรเลย ใช้ถนนมิตรภาพ จากกรุงเทพฯ ผ่านสระบุรีไปจนถึงทางแยกต่างระดับที่อำเภอปากช่อง แล้วเลี้ยวตามถนนที่ไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 23 ก่อนเข้าด่านอุทยานจึงเลี้ยวซ้ายไปตามถนนสาย นม.3052 ซึ่งเป็นถนนไปอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดปราจีนบุรี ประมาณ 16 กิโลเมตร ผ่านสนามกอลฟ์ ทอสคานา ที่สังเกตคือหอเอนใหญ่ จำลองจากหอเอนปิซาที่อิตาลี ตั้งอยู่ตระหง่านทางขวามือ เลยไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร ถึงทางแยกแคบๆ ทางซ้ายมือ ตามทางแยกนั้นเข้าไปไม่ไกลก็ถึงบ้านภาวนา

คุณช่วงโชติและคุณวรณัน ทรงเจริญ เจ้าของบ้านคอยเราอยู่แล้วที่บ้านของท่าน ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวหลังใหญ่อยู่บนเขาลูกเตี้ยๆ และนำเราเข้าห้องพักเลย ห้องพักบนเชิงเขามีทั้งหมด 9 ห้อง แบ่งเป็นสองแถวสองระดับ ต้องเดินลงบันไดไปยังห้องซึ่งนอนได้ห้องละสองคน แต่ผมขอให้นอนห้องละคนเพื่อมิให้รบกวนกันขณะปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรมประจำวันผมกำหนดให้ทำอย่างง่ายๆ คือตื่นนอนแล้วทำวัตรเช้า และสมาธิจนถึงหกโมง เจ็ดโมงกินอาหารเช้า 9 นาฬิกาถึง 11 นาฬิกาทำสมาธิ แล้วกินอาหารกลางวันเป็นมื้อสุดท้ายสำหรับวันนั้น บ่ายสองโมงถึงห้าโมงทำสมาธิ หนึ่งทุ่มถึงสองทุ่มทำวัตรเย็นและสมาธิ เป็นอันจบสำหรับวันนั้น นอกเวลาเป็นการพักผ่อนหรือทำสมาธิ หรือเดินจงกรม ตามอัธยาศัย

ปรากฏว่าการปฏิบัติธรรมเป็นไปโดยราบรื่นและ (สำหรับผม) ได้ผลเกินคาด ห้องที่ใช้เป็นห้องนั่งสมาธินั้นเป็นห้องพระขนาดไม่ใหญ่นัก มีเครื่องปรับอากาศ จุคนได้น่าจะไม่เกิน 20 คน มีเครื่องอุปกรณ์ครบครัน รวมทั้งจอภาพ สามารถถ่ายทอดและกระจายเสียงคำสอนของครูบาอาจารย์จากไอแพด (iPad) และแผ่นซีดีที่บันทึกคำสอนของพระอาจารย์หลายรูป และมีหนังสือธรรมะให้เลือกอ่านหลายสิบเล่ม คุณช่วงโชติเองและคุณวรณันเข้าไปร่วมทำสมาธิด้วย เว้นแต่เวลาที่ต้องออกไปเตรียมอาหารหรือน้ำดื่มให้เรา อาหารมีให้ทั้งที่เป็นมังสวิรัติและเนื้อสัตว์ (ไก่และปลา เพราะรู้ว่าผมไม่กินเนื้อวัวและเนื้อหมู)


2-3 วันแรกยังมีฝน บางวันตกหนักด้วย หลังฝนพื้นดินชื้นแฉะ หอยทากตัวเล็กๆ ออกมาคลานยั้วเยี้ย โดยเฉพาะเวลากลางคืน ทำให้เราต้องระวังเวลาเดิน ถึงกระนั้นก็แลไม่เห็นและไปเหยียบเขาเข้าบ้าง 2-3 วันสุดท้ายฝนหยุดและอากาศเย็น เวลาทำสมาธิหรือนอนไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ ถูกใจคนขี้ร้อนหลายคน

ก่อนและหลังการทำสมาธิทุกครั้ง เราแผ่เมตตาให้ตัวเองและให้สัตว์ทั้งหลายเป็นประจำ เฉพาะเวลาค่ำหลังการทำวัตรเย็นและทำสมาธิซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับวันนั้น เราเจาะจงอุทิศส่วนบุญที่ได้ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ขอขอบคุณ มติชนออนไลน์

https://goo.gl/vXRD7G

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ถ้ายังกราบบังคมทูลได้ : วสิษฐ เดชกุญชร

mSQWlZdCq5b6ZLkwXfzgWhFQaQCfVI2A

ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

ก่อนวันที่ 13 ตุลาคม ปีกลาย ข้าพระพุทธเจ้าทราบแล้วว่าพระอาการประชวรของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทหนักมาก และได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้สำหรับสิ่งที่จะเป็นข่าวที่ร้ายที่สุดในชีวิต แต่พอถึงเวลาหลังบ่ายสามโมงวันนั้น และมีผู้โทรศัพท์มาบอกว่าเสด็จสวรรคตแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าก็ทำใจไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ร้องไห้โฮออกมาอย่างคนอื่นอีกหลายล้านคน แต่ก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ ไม่สามารถแม้แต่พูดกับคนในครอบครัวได้ เพราะถ้าพูดก็คงจะสะอึกสะอื้นและลงท้ายก็อาจจะปล่อยโฮออกมาเหมือนกัน

ข้าพระพุทธเจ้ามีความรู้สึกเหมือนเรือที่เครื่องยนต์ดับและหางเสือถูกทำลายเสียหาย นึกไม่ออกว่าต่อไปนี้จะทำอย่างไรกับชีวิต และจะอยู่ได้อย่างไรเมื่อไม่มีใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสียแล้ว

หลังจากที่เขาเชิญพระบรมศพไปประดิษฐานที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทแล้ว ทูลกระหม่อมน้อยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าพระพุทธเจ้าไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในวันที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครั้งหนึ่งที่พระที่นั่งองค์นั้น ต่อมาข้าพระพุทธเจ้าก็ขอและได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ไปเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายครั้งหนึ่ง และร่วมไปกับเพื่อนที่เป็นเจ้าภาพอีกครั้งหนึ่ง

ทุกครั้งที่ขึ้นไปนั่งพนมมือฟังพระสวดบนพระที่นั่ง ข้าพระพุทธเจ้าต้องซ่อนและกลืนน้ำตา เพราะความวิปโยคที่ไม่สามารถจะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ข้าพระพุทธเจ้าเคยตามเสด็จไปที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทหลายครั้ง และพระที่นั่งองค์นั้นเป็นที่ประกอบพระราชพิธีพระราชทานตราจุลจอมเกล้าแก่ข้าพระพุทธเจ้าสองครั้ง ข้าพระพุทธเจ้าหลับตาเห็นใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทขณะกำลังทรงประกอบพระราชพิธีอันมีความหมายที่สุดสำหรับชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า และเมื่อนึกถึงพระราชพิธีนั้นแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าก็นึกเลยไปถึงโอกาสอื่นๆ ที่ได้ตามเสด็จ และได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

ข้าพระพุทธเจ้านึกถึงบ่ายวันที่ 22 กันยายน ปี 2520 เมื่อเกิดระเบิดขึ้นที่หน้าพลับพลาที่ประทับในสวนสาธารณะสนามโรงพิธีช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ขณะที่กำลังพระราชทานธงประจำรุ่นแก่ลูกเสือชาวบ้าน ข้าพระพุทธเจ้าไม่เคยลืมว่าขณะที่คนอื่นกำลังอกสั่นขวัญหายและวิ่งหนีอยู่กระเจิดกระเจิงนั้น ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงดำรงพระสติได้อย่างมั่นคงและทรงสามารถพระราชทานพระราชดำรัสด้วยพระสุรเสียงที่เป็นปกติ เพราะพระราชดำรัสองค์นั้นแท้ๆ ที่ทำให้ผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสงบลงและพระราชกรณียกิจดำเนินต่อไปได้

ข้าพระพุทธเจ้านึกถึงดอยน้อยใหญ่ในภาคเหนือที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปทรงเยี่ยมและพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎรชาวเขา และข้าพระพุทธเจ้ามีบุญได้ตามเสด็จถวายความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด นึกถึงบ้านแม่สาใหม่ที่ตั้งอยู่บนลาดเขา สูงชัน จนข้าพระพุทธเจ้าและพี่เทียนชัย (พล.อ.เทียนชัย จั่นมุกดา รองสมุหราชองครักษ์) เหนื่อยหอบจนไม่สามารถจะเดินนำได้ ต้องหยุดและปล่อยให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จฯล่วงหน้าขึ้นไปก่อนพร้อมด้วยท่านภีศเดช (ม.จ.ภีศเดช รัชนี ผู้อำนวยการโครงการหลวง)

ข้าพระพุทธเจ้านึกถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2517 เมื่อเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรกะเหรี่ยงบ้านท่าฝั่ง บนดอยอินทนนท์ ในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ นึกถึงการเดินเท้าตามเสด็จครั้งที่ระหกระเหินที่สุดครั้งหนึ่ง นึกถึงเมื่อข้าพระพุทธเจ้าโกรธท่านภีศเดชที่เชิญเสด็จให้ทรงพระดำเนิน (เดิน) ต่อไปเพื่อทอดพระเนตรไร่กาแฟของราษฎร ซึ่งมีกาแฟอยู่เพียงต้นเดียว นึกถึงเมื่อความทราบถึงพระกรรณและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าพระพุทธเจ้าเข้าเฝ้าฯ ที่โต๊ะเสวยในค่ำวันนั้น แล้วทรงพระกรุณาพระราชทานพระบรมราชาธิบายให้ข้าพระพุทธเจ้าหายโง่ว่ากะเหรี่ยงไม่เคยและเพิ่งทดลองปลูกกาแฟเป็นครั้งแรก และการที่ปลูกได้ต้นหนึ่งนั้นถือว่าเป็นความก้าวหน้าของกะเหรี่ยง

พระอัจฉริยภาพ พระมหาเมตตา และพระมหากรุณาที่ทรงมีแก่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศนั้นเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์และปลาบปลื้มสำหรับข้าพระพุทธเจ้าตลอดเวลาที่ข้าพระพุทธเจ้าได้รับใช้พระยุคลบาท และแม้เมื่อข้าพระพุทธเจ้าพ้นหน้าที่นายตำรวจราชสำนักประจำออกมาแล้ว บัดนี้เมื่อเสด็จสู่สวรรคาลัยเสียแล้ว ใครจะเป็นคนทำต่อ? และราษฎรจะได้ใครเป็นที่พึ่งอย่างใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท?

วันพฤหัสบดีที่ 26 เดือนนี้ ข้าพระพุทธเจ้าเลือกที่จะไม่ไปถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพราะรู้ว่าบรรยากาศไม่เหมาะกับวัยและสุขภาพของข้าพระพุทธเจ้า แต่ข้าพระพุทธเจ้าจะไปปฏิบัติธรรม ด้วยการสวดมนต์ทำสมาธิถวายเป็นพระราชกุศลตั้งแต่วันที่ 15 จนถึงวันที่ 27

ขอกุศลบุญราศีที่ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญมาตลอดชีวิต จงเป็นพลวปัจจัย ดลบันดาลให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระเกษมสำราญและทรงพระเจริญ ไม่ว่าในขณะนี้จะทรงสถิตอยู่ ณ ที่ใด ในภพใด รูปใด และนามใด และหากเป็นพระราชประสงค์ก็ขอให้ทรงบรรลุถึงพระนิพพาน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า พลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร

ขอขอบคุณ มติชนออนไลน์

https://goo.gl/9XskVY

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ตำรวจจับ ตำรวจไม่จับ โดย วสิษฐ เดชกุญชร

100

การหลบหนีไม่ไปฟังคำพิพากษาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 กันยายนปีนี้ ไม่ได้เกินความคาดหมาย แต่ พฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะตำรวจที่เกี่ยวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นอกจากจะมิได้เป็นที่คาดหมายของคนทั่วไปแล้ว ยังทำให้เกิดความข้องใจ สงสัยที่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าใครจะอธิบายได้

เริ่มต้นจากการที่ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 และพวก ที่ขับรถจากกรุงเทพฯไปส่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์กับพวกที่จังหวัดสระแก้ว อันเป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ชัดว่าอำนวยความสะดวกให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์หนีคำพิพากษาของศาล แต่นายตำรวจผู้ใหญ่ผู้รับผิดชอบกลับบอกว่า การกระทำของ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์กับพวกไม่ผิดกฎหมาย โดยอ้างว่าขณะนั้นศาลยังไม่ได้ตั้งข้อหาและออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ครั้นเมื่อปรากฏว่า พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์สั่งให้นายตำรวจชั้นประทวนผู้หนึ่งนำรถยนต์ที่ใช้ในการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์หนีไปจังหวัดสระแก้วไปทำลาย และปรากฏว่ารถคันนั้นเป็นรถที่นำเข้าโดยผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ชัดว่าเป็นเจตนาที่จะปกปิดความผิดของตน แต่ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ก็เพียงแต่มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติราชการกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 และตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกับ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ฐานมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับรถยนต์ซึ่งไม่มีหมายเลขทะเบียนในสารบบของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น โดยไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ต่อมา พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นรถยนต์ในบ้านของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อหาและเก็บร่องรอยของดีเอ็นเอเพื่อนำไปเทียบเคียงและยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์นั่งไปในรถยนต์คันนั้นหรือไม่ ผลการตรวจสอบของกองพิสูจน์หลักฐานปรากฏว่าดีเอ็นเอที่พบในรถยนต์ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ใช้เป็นพาหนะหลบหนีนั้นมีสภาพปนเปื้อน ไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นของ น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่

ต่อมามีข่าวว่าผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ได้มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ไป “ปฏิบัติราชการ” ที่ศูนย์ปฏิบัติราชการกองบังคับการตำรวจ นครบาล 5 และตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ส่วนนายตำรวจอีกคนหนึ่งและดาบตำรวจซึ่งร่วมกันนำ น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนี ก็ได้รับคำสั่งให้ไป “ปฏิบัติราชการ” ที่สำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม อันเป็นต้นสังกัดของตน

คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ แต่ไม่ปรากฏว่าการกระทำผิดวินัยนั้นเกี่ยวเนื่องกับการใช้รถยนต์เถื่อน หรือการนำ น.ส.ยิ่งลักษณ์หนีคำพิพากษาของศาล และ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ได้ไปมอบตัวต่อกองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้ว

ต่อไปนี้ตามระเบียบปฏิบัติของตำรวจก็จะต้องมีการตั้งกรรมการขึ้นอีกคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยที่จะลงแก่ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ส่วน นายตำรวจที่สังกัดกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐมนั้น ก็ต้องคอยให้คณะกรรมการที่กองบังคับการนั้นตั้งขึ้นมีความเห็นเสียก่อนว่าได้ กระทำความผิดวินัยร้ายแรงเหมือน พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์หรือไม่ หากคณะกรรมการลงความเห็นว่ากระทำผิด ก็จะต้องตั้งคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งขึ้นเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยเช่นเดียวกัน

โทษหนักที่สุดสำหรับตำรวจที่กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงคือไล่ออก แต่ตำรวจที่ถูกลงโทษก็มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้าราชการ ตำรวจ (ก.ตร.) และหากอุทธรณ์ คณะกรรมการก็จะส่งเรื่องไปให้คณะอนุกรรมการ ก.ตร.เกี่ยวกับการอุทธรณ์พิจารณา

ข่าวดีสำหรับผู้อุทธรณ์ก็คือ จำนวนอนุกรรมการ 15 คน ในคณะอนุกรรมการคณะนี้ 12 คน เป็นข้าราชการตำรวจทั้งในและนอกราชการ บางคนจึงอาจจะเคยเป็นผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงานของผู้ถูกกล่าวหา เพราะฉะนั้นจึงมีโอกาสที่จะได้รับความเห็นใจจากอนุกรรมการบางคน และถ้าผู้เห็นใจเป็นอนุกรรมการที่มีอาวุโสสูง ความเห็นของอนุกรรมการผู้นั้นก็อาจจะมีน้ำหนัก สามารถโน้มน้าวให้อนุกรรมการอื่นๆ คล้อยตามได้

นี่คือเหตุผลที่ในอารยประเทศหลายประเทศมีคณะกรรมการอิสระรับเรื่องร้องทุกข์ที่เกี่ยวกับตำรวจ ซึ่งประกอบด้วยกรรมการที่ไม่เป็นตำรวจทั้งหมด และดำเนินการพิจารณาโดยเป็นเอกเทศ ไม่ขึ้นในอาณัติของกรมตำรวจหรือสำนักงานตำรวจ

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยควรมีคณะกรรมการอิสระรับคำร้องทุกข์ของประชาชน เพื่อพิจารณาพฤติการณ์อันมิชอบของตำรวจเยี่ยงอารยประเทศ?

ขอขอบคุณ มติชนออนไลน์

https://goo.gl/hMYELd

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ราชองครักษ์ “พล.ต.อ.วสิษฐ” เล่าเหตุระเบิด-พื้นที่สีแดง และฎีกาชาวนา

1

ในช่วงชีวิตหนึ่งของ “พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร” อดีตนายตำรวจราชสำนัก ได้รับเกียรติสูงสุดในชีวิตราชการตำรวจ

เพราะได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทเป็น “หัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ”

มีโอกาสได้ติดตามพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรทุกหนแห่ง

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “พล.ต.อ.วสิษฐ” วัย 84 ปี ย้อนความหลังครั้งยังตามเสด็จ น้อมระลึกถึงพระอัจฉริยภาพ-พระราชกรณียกิจของ “ในหลวง” ที่ทรงงานหนักเพื่อราษฎรเพียงใด

22

– พระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านที่เด่นชัดที่สุดคืออะไรในทัศนะของผู้ติดตาม

ที่เห็นชัดที่สุด พระองค์ท่านทรงมีพระอัจฉริยภาพเหนือคนอื่นคือเรื่องแก้ปัญหาบ้านเมืองในเวลาวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุดคือเหตุการณ์14 ตุลาคม 2516 คิดว่าถ้าไม่มีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ประชาชนจะต้องตายเป็นร้อยเป็นพันเพราะจะไม่มีใครห้ามใครได้ แต่เพราะพระองค์ท่านแท้ ๆ ถึงสามารถระงับจลาจลได้ภายในวันเดียว

และทุก ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเห็นว่าที่ทำให้พระองค์ท่านต่างกับคนอื่น พระองค์ท่านทรงเป็นผู้นำที่ไม่เสียขวัญเสียสติเวลาเกิดวิกฤตการณ์ ทั้ง ๆ ที่จะว่าไปแล้วพระชนมพรรษาน้อยกว่าผู้ปกครองบ้านเมืองสมัยโน้น แต่ทรงเป็นคนแรกที่คุมสติได้ และสามารถหาทางออกให้คำแนะนำ คงจะประกอบด้วยพระบารมีด้วย และเป็นพระมหากษัตริย์ พอรับสั่งขึ้นมาคนเขาก็เชื่อพระองค์ท่านไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ไม่มีครั้งไหนที่เกิดอะไรขึ้นแล้วพระองค์จะเอาไม่อยู่ เอาอยู่ทุกที

– พระองค์ท่านมีบารมีกับทุกฝ่าย ทำให้คลี่คลายปัญหาได้รวดเร็วและลงตัว

กับชาวบ้านมากกว่าคนอื่น เมื่อประชาชนทรงฟังพระองค์ท่าน ฝ่ายอื่นไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือใครก็ตามจะต้องเห็นตามไปด้วย เพราะเขารู้ว่าถ้าให้เขาทำเขาทำไม่ได้ แต่พระเจ้าอยู่หัวทำได้

– ในเหตุการณ์ 14 ตุลา พระองค์มีพระราชดำรัสอะไรที่ทำให้คณะนักศึกษาและมวลชนรู้สึกรับฟังและสงบไปในที่สุด

ที่จริงเรื่องควรจะจบลงโดยดี เพราะผู้แทนคณะนักศึกษาเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวเมื่อคืนวันที่ 13 ตุลาคม พระองค์ท่านรับสั่งว่าผู้ที่ถูกจับไปที่รัฐบาลหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ รัฐบาลปล่อยหมดแล้ว และรัฐธรรมนูญที่ขอรัฐบาลกำลังจะให้ โดยขอเวลาปีครึ่ง พระองค์ท่านจึงรับสั่งว่าให้ยุติชุมนุมกันได้แล้ว เรื่องมันควรจะจบเลย หากไม่เป็นเพราะว่าพอเขาเลิกชุมนุมแล้วตำรวจไปสกัดเขาไว้ ถ้าทำตามพระเจ้าอยู่หัวปล่อยให้เลิกชุมนุมก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

– เหตุการณ์ 14 ตุลา มักถูกพูดถึงชนวนที่หน้าวังสวนจิตรลดาเสมอว่าอะไรที่เป็นชนวน และอะไรที่เป็นตัวดับชนวน

ชนวนคือ พล.ต.อ.ประจวบ (สุนทรางกูร อธิบดีกรมตำรวจ) เพราะเป็นคนสั่งตำรวจหน้าวังไม่ให้ประชาชนผ่านไปทางอำเภอดุสิต ผมไม่รู้เหตุผลว่าทำไมคุณประจวบถึงสกัดคนไม่ให้ไปทางนั้น พอเกิดจลาจลขึ้นแล้วคนล้มคนตายทั่วทั้งกรุงเทพฯ ผู้ที่ทำให้เหตุการณ์สงบโดยเร็วก็คือพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านออกโทรทัศน์คืนนั้นเลย เพราะพระราชกระแสรับสั่งนั้น ทำให้เหตุการณ์สงบลงหมดภายในวันเดียว

– ทำไม พล.ต.อ.วสิษฐบันทึกเหตุการณ์ไว้ว่า พระพักตร์ของพระองค์ท่านตอนออกทีวีเป็นพระพักตร์ที่เห็นลูกฆ่ากัน

ไปเอารูปมาดูอีกก็ยังได้ เพราะพระองค์ไม่เคยเศร้าหมองขนาดนั้นเลย รูปอธิบายตัวเองอยู่แล้ว พระองค์ท่านทรงใช้คำว่าวันมหาวิปโยค พระองค์ท่านไม่เคยรับสั่งอย่างนั้นเลย แสดงว่ามันสะท้อนถึงความรู้สึกของท่านเองว่าเป็นวันที่ทำให้ท่านสลดพระทัยที่สุด พระองค์ฟังวิทยุทางราชการตลอด พอเกิดอย่างนี้ขึ้นท่านไม่บรรทม

– ในช่วงที่เป็นราชองครักษ์มองพระวิสัยทัศน์ที่ทรงมีต่อวงการทหารตำรวจซึ่งมีคุณูปการมาจนถึงทุกวันนี้อย่างไร

ทหารกับตำรวจคนอาจดูเหมือนกับว่าได้รับการสนพระทัยมากกว่าหน่วยอื่น เพราะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ตอนที่บ้านเมืองยังไม่สงบ เรารบกับคอมมิวนิสต์อยู่ และทหารตำรวจตายไปบางปีเป็นพันคนจึงสนพระทัยกับสองหน่วยนี้มากหน่อย และเสด็จเยี่ยมพระราชทานกำลังใจให้กับฐานทหารที่อยู่ในที่วิกฤต พระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมหมดไม่ว่าจะลำบากลำบน เสี่ยงอันตรายแค่ไหน เป็นเรื่องให้กำลังใจมากกว่า เพราะพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้โปรดการสู้รบ

– การเสด็จไปในพื้นที่สู้รบ ในฐานะตำรวจราชองครักษ์ ได้กราบบังคมทูลอะไรบ้าง

มีอยู่หนหนึ่งที่เมืองน่าน ตอนนั้นกรมทางหลวงสร้างถนนแล้วสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปัว คืนก่อนที่จะเสด็จผู้ก่อการร้ายเอาปืนครกยิงไปในฐานทหารโดนปืนใหญ่เสียหาย มีทหารได้รับบาดเจ็บด้วย พวกเราไปก่อนพอประเมินสถานการณ์เสร็จก็กราบบังคมทูลขอไม่ให้เสด็จพระราชดำเนิน เพราะถ้าคอมมิวนิสต์เอาปืนครกยิงจากระยะไกลอย่างนั้นได้ มันก็ยิงอีกได้ และจะตกลงมาในฐานทหาร ซึ่งเป็นบริเวณที่เสด็จ เราก็กลัวจะเกิดอันตรายก็เลยกราบบังคมทูล แต่พระองค์ท่านก็เสด็จรุ่งขึ้น ไปกราบบังคมทูลต่อว่าพระองค์ท่าน พระองค์ท่านก็ตอบว่าฟังวิทยุทั้งคืน หลังจากฐานทหารโดนปืนครกทหารเคลียร์พื้นที่ตลอดคืน เอาปืนใหญ่ยิงถล่มแถวนั้นเกลี้ยงเลย ถ้าผู้ก่อการร้ายอยู่ก็ตายหมด พระองค์จึงบอกว่าไม่มีอะไรแล้ว และที่สำคัญกว่านั้น พระองค์ท่านบอกว่าชาวบ้านไปคอยพระองค์ท่านอยู่ 2 คืนแล้ว และคนเป็นหมื่นจะให้เขาผิดหวังได้อย่างไร พระเจ้าอยู่หัวท่านไม่กลัว

-มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในจังหวัดอื่นไหม

มีระเบิดหน้าที่ประทับ ปีนั้น 2522 เสด็จไปเพื่อพระราชทานธงประจำรุ่นให้ลูกเสือชาวบ้าน และพระราชทานรางวัลให้ครูสอนศาสนาอิสลาม พิธีจัดขึ้นที่สนามกีฬากลางเมืองยะลา กำลังจะพระราชทานพระราชดำรัสก็เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่หน้าพระที่นั่ง 2 ลูกติด ๆ กัน เราทำได้อย่างเดียวคือขึ้นไปล้อมพระองค์เอาไว้เพื่อให้โดนเราก่อน กราบบังคมทูลให้เสด็จพระราชดำเนินกลับ พระองค์ท่านก็ไม่กลับ และยังรับสั่งต่อโดยปลอบชาวบ้านให้เขากลับเข้าไปสู่ความสงบอย่างเก่า แล้วชาวบ้านก็ฟังเสียด้วย จากนั้นก็รับสั่งต่อจนจบ หลังจากจบแล้วก็เสด็จลงไปเดินอยู่ข้างล่าง ตอนลงไปมีผมเดินนำหน้า ภาวนาให้ผมเหยียบอีกลูกหนึ่งก่อน กลัวพระองค์จะเหยียบอีก แต่บังเอิญมีอยู่ 2 ลูกเท่านั้น จากนั้นพระองค์ท่านก็เสด็จไปเยี่ยมคนเจ็บที่โรงพยาบาลอีก เชิญให้เสด็จให้กลับพระตำหนักที่นราธิวาสพระองค์ท่านก็ไม่กลับ กว่าจะกลับ 3 ทุ่มล่ะมั้ง

– พระวิสัยทัศน์ด้านความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา เป็นอย่างไร

พระองค์ท่านขึ้นต้นเอาไว้ แต่ไม่แน่ใจว่าตอนหลังมีคนสานต่อแค่ไหน เมื่อตอนที่เลือกที่ประทับไปสร้างพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์จะเห็นว่า คนสมัยโน้นยังแปลกใจว่าทำไมไปที่นราธิวาสซึ่งเป็นจังหวัดที่จนที่สุด ทำไมไม่ใช่สงขลาซึ่งเป็นจังหวัดที่เจริญแล้ว มีอะไรพร้อมมูลกว่า พอไปถึงจำได้ว่าพวกมุสลิมยังไม่รู้จักพระเจ้าอยู่หัวเลย แต่เพราะพระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระองค์เป็นตัวอย่างในเรื่องการเข้าถึงชาวบ้าน การเสด็จไปเยี่ยมทั้ง ๆ พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะประชาชนใช้ภาษามาลายู บางครั้งต้องใช้ล่าม แต่พระองค์ท่านไม่ทรงรังเกียจเขา เข้าไปถึงครัว แต่ปีต่อมาก็เกิดความเปลี่ยนแปลง ผมเห็นเขาพนมมือแล้ว ฉะนั้น ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างในหลวงกับชาวบ้านกลายเป็นตัวอย่างทำให้คนอื่นต้องปฏิบัติตาม

– แต่ระยะถัดมาที่พระองค์ไม่ได้เสด็จไปแล้วเหตุการณ์เป็นอย่างไร

เชื่อว่ามีส่วนทั้งฝ่ายรัฐบาลและผู้ที่ก่อความไม่สงบ ส่วนของผู้ก่อความไม่สงบ แน่นอนว่าเขาไม่ต้องการความสงบ จนกว่าจะได้ในสิ่งที่เขาต้องการคือการแยกออกไปปกครองเป็นประเทศใหม่ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แต่ทางราชการอาจยังไม่เข้าถึงเหมือนพระเจ้าอยู่หัวจนถึงขณะนี้ และมีปัญหาแทรกซ้อนที่แก้ยังไม่ตก เช่นปัญหาน้ำมันเถื่อนซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ราชการมีส่วนรู้ส่วนเห็น รัฐบาลอยากเข้าใจ เข้าถึง พัฒนาแบบพระเจ้าอยู่หัวก็จริง แต่มันมีอุปสรรคคือตัวราชการ และจากผู้ก่อความไม่สงบ

– การรับถวายฎีกาจากชาวบ้านทุกชนชั้น พระองค์ท่านใส่ใจฎีกาแต่ละฉบับอย่างไร

ฎีกาจะถวายกับพระหัตถ์ก็ดี หรือ ส่งทางไปรษณีย์ก็ดี พระเจ้าอยู่หัวทรงอ่านหมดทุกฉบับ และไม่เคยทรงทิ้งขว้างเลย ถ้าอันไหนเห็นว่าราชการแก้ไขได้ก็พระราชทานไปให้ทางราชการ แต่สิ่งไหนที่พระองค์ทำได้เองก็จะทรงทำเอง มีครั้งหนึ่งที่ จ.สิงห์บุรี มีชาวนารายหนึ่งถวายฎีกา เพราะเขาเอาที่ไปจำนองแล้วขาดส่งดอกเบี้ย เจ้าหนี้เลยจะยึดที่นารายนี้ ความจริงถ้าส่งไปให้ราชการก็อาจจะโอ้เอ้เพราะหลายขั้นตอนอาจจะถูกยึดก่อน จึงสั่งให้ผมไปคุยกับชาวนารายนี้ แล้วพระองค์ท่านพระราชทานเงินให้ผมไปให้ชาวนารายนี้ไถ่ที่ แต่การแก้ไขปัญหาของพระเจ้าอยู่หัวไม่ใช่อุ้ม 100 เปอร์เซ็นต์ ให้สตางค์ไปแล้วเลิกกัน…ไม่ใช่ พระองค์ท่านบอกให้ยืมแบบมีกำหนด และให้ส่งดอก ดอกเบี้ยที่พระองค์ท่านให้ส่ง คือส่งเป็นข้าวที่ปลูก ชาวนารายนี้ส่งข้าวเข้ามาที่สวนจิตรลดา พระองค์ท่านโปรดให้สีข้าวแล้วมาพระราชทาน ผมก็ได้กินด้วย ปีต่อมาพระองค์ท่านรับสั่งกับราชเลขาธิการว่าชาวนารายนี้ซื่อตรงถึงเวลาส่งข้าวเข้ามาตามกำหนด และน้ำหนักเดิมด้วย ดังนั้น หนี้ที่เหลืออยู่กี่หมื่นไม่รู้..ก็ยกให้เลย

– พล.ต.อ.วสิษฐเคยถวายฎีกาในหลวงหรือไม่

ผมถวายฎีกาหนเดียวตอนที่พระองค์ท่านทรงพระประชวรแล้วไม่พัก ตอนนั้นปี 2518 ที่เชียงใหม่ เป็นปีที่พระประชวรหนักครั้งแรกในพระชนม์ชีพ สาเหตุเพราะเสด็จไปทรงเยี่ยมชาวเขาและจะเข้าไปถึงห้องนอน ถึงในครัวเสมอ ในที่สุดก็ไปรับเชื้อโรคไวรัส Scrub Typhus ชนิดหนึ่งมาจากบ้านชาวเขา หมอบอกว่าโดนหมัดที่อยู่ในบ้านชาวเขากัด เป็นพาหะนำเชื้อ

พระองค์มีพระไข้สูงอยู่อาทิตย์หนึ่งเต็ม ๆ พระอาการหนักจนกระทั่งหมอที่เข้าไปถวายการรักษาร้องไห้ออกมาจากห้องพระบรรทม พวกเราก็ปั่นป่วนละล้าละลังไปทั้งวัง พอพระปรอท (ไข้) ลดหมอก็กราบบังคมทูลขอให้ทรงงดพระราชกรณียกิจ 1 เดือน แต่เช้าวันหนึ่งขณะผมนั่งอยู่ในเรือนราชองครักษ์ ผมได้ยินสถานีวิทยุของตำรวจตระเวนชายแดนเขาเรียกเฮลิคอปเตอร์ของเขาเครื่องหนึ่งแต่ไม่ได้รับคำตอบ เหมือนกับเครื่องหายไปจากการติดต่อ สักพักใหญ่ผมได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่หัว เกือบจำไม่ได้ว่าเป็นพระสุรเสียงของพระองค์ท่าน เพราะเครือ แหบ ห้าว เพิ่งฟื้น รับสั่งบอกเขาว่าเฮลิคอปเตอร์เครื่องนี้ลงไปจอดที่แม่ฮ่องสอน เนื่องจากสถานีของตำรวจตระเวนชายแดนไม่ได้ยินเพราะอยู่ที่ต่ำ ที่อำเภอแม่ริม แต่พระองค์ท่านอยู่พระตำหนักภูพิงค ได้ยินเสียงทั้งสองข้าง พระองค์ท่านเลยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางให้ แต่พอผมได้ยินเข้าโกรธอย่างบอกไม่ถูก เพราะรู้ว่าพระองค์ท่านลุกขึ้นมาทำงาน จึงเขียนฎีกาถวาย เป็นครั้งเดียวในชีวิต

ผมเขียนประท้วงว่าหมอห้ามพระองค์ท่านไม่ให้ทำงาน แต่ทรงลุกขึ้นมาทำงาน บอกว่าคนไทยเกือบจะไม่เป็นอันกินอันนอนอยู่แล้วเพราะทรงพระประชวร ตัวผมเองถึงขนาดปวารณาว่า ถ้าหากว่าหายพระประชวรจะบวชถวาย รุ่งขึ้นพระองค์ท่านให้สมเด็จพระเทพฯ อันเชิญพระราชหัตถเลขาลงมาพระราชทานผม ตอบเป็นข้อ ๆ พระองค์ท่านบอกว่าไม่ได้ทำงานแต่ทรงพัก

ขณะที่พักแค่พูดวิทยุไม่เหลือบ่ากว่าแรงเลย พระองค์ท่านต้องทำเพราะว่าสถานีตำรวจตระเวนชายแดนที่ค่ายแม่ริมเขาไม่ได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ เขาจึงวิตกว่าหายไปไหน นึกว่าเครื่องบินตกแค่นั้นเองไม่หนักหนาอะไร ส่วนเรื่องที่ผมบอกว่าจะบวชถวายพระองค์ท่านไม่ให้บวช พระองค์ท่านบอกว่าถ้าไม่ตายไม่ให้บวช บวชหน้าไฟได้ และผมเขียนร่ายยาวตามแบบนักเขียน พระองค์ท่านบอกว่าแบบฟอร์มเชยมาก (หัวเราะ)

– พล.ต.อ.วสิษฐ เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา อยากให้พูดถึงแบบอย่างของพระองค์ในฐานะผู้บังคับบัญชาที่เป็นหลักของข้าราชการ

พระองค์ท่านทรงเป็นตัวอย่างของผู้บังคับบัญชาที่ไม่สักแต่ว่าสั่ง แต่พระองค์ท่านทรงทำเอง เพราะฉะนั้น ใครจะตำหนิพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เลยว่าดีแต่สั่ง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียกร้องจากเรา พระองค์ท่านเรียกร้องจากพระองค์เองก่อน พระองค์ทรงงานหนักเป็นตัวอย่าง เพราะงานที่ท่านทรงทำไม่ใช่เพื่อพระองค์เอง ท่านรักษาสัญญาของพระองค์ท่านที่ให้กับประชาชนเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างไม่เคยผิด ไม่เคยเคลื่อนที่ทรงประกาศว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม พระองค์ทำอย่างนั้นมาตลอด

– ในหลวงปฏิบัติตนในฐานะพ่อของแผ่นดินอย่างไร

จะไปบอกว่าพระองค์ท่านปฏิบัติคงไม่ได้ แต่สาเหตุที่กลายเป็นพ่อของแผ่นดินขึ้นมา เราต่างหากที่ไปยกพระองค์ท่านให้เป็นพ่อของแผ่นดิน พระองค์ท่านทรงถือว่าพระองค์เป็นลูกของแผ่นดินคนหนึ่งไม่ได้เป็นพ่อใคร เพราะพระองค์ปฏิบัติพระองค์อย่างนี้ คนถึงได้เห็นว่าพระองค์เป็นพ่ออย่างที่เห็นว่าพระองค์ท่านปฏิบัติพระองค์อย่างไร ที่คนรักพระองค์นักหนาเพราะเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่ถือพระองค์ว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ทรงติดดินมาตั้งแต่เด็ก ไม่หวงเนื้อหวงตัว และไม่ใช่เข้าถึงเฉย ๆ แต่อะไรก็ตามที่ร้องขอจากพระองค์ท่านก็ได้รับการตอบสนองอย่างที่คนคิดไม่ถึง พระเจ้าแผ่นดินลงมาสนพระทัยกับทุกข์สุขของเขา และไม่ใช่สนพระทัยเฉย ๆ แต่มาแก้ปัญหาให้เขาด้วยก็ต้องรักกันธรรมดา

– เมื่อพระองค์ไม่ห่วงพระองค์ ตำรวจที่อยู่รอบ ๆ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

หนักใจมาก เพราะไม่แน่ใจว่ารักหรือไม่รัก เพราะหน้าที่ผมคือต้องดูว่าทุกคนเป็นศัตรูไว้ก่อน พอเขาเข้าถึงพระองค์อย่างนั้น เราทำได้แค่เข้าไปใกล้ที่สุดเท่าที่จะใกล้ได้ ถ้าเผื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้ป้องกันได้ทันท่วงที

-พระราชปณิธานเรื่องแก้ปัญหาความยากจนมาตลอด 70 ปี เป็นอย่างไร

พระราชปณิธานต้องดูจากการปฏิบัติ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากเยี่ยมชาวบ้านแต่ละครั้งไม่ได้กลับมาแล้วทิ้งปัญหา พระองค์ท่านเอาปัญหากลับมาขบที่ในวังเสมอ บางครั้งเสด็จกลับมาแล้วดึกดื่นเที่ยงคืนยังไม่บรรทม เรื่องบรรทมดึกเป็นเรื่องปกติของพระเจ้าอยู่หัว และอยู่กับสิ่งเหล่านี้ บางทีตีสอง ตีสามไปแล้ว ยังได้ยินเสียงวิทยุลงมาถามเลยว่าตอนนั้นใครพูดว่าอะไร… จำได้ไหม อย่างนี้เสมอเวลาอยู่ในวัง พระองค์ไม่ทิ้งปัญหา แก้ให้เขาต่อเนื่อง

พระองค์ท่านใช้อิทธิบาท 4 คือ มีฉันทะ แปลว่าท่านโปรดงานนั้น งานที่ทำให้ประเทศชาติท่านโปรด และมีวิริยะคือความบากบั่นที่จะแก้ปัญหา และมีจิตตะ คือการมีสมาธิเอาใจจดจ่อกับเรื่องนั้นไม่มีคลาดเคลื่อน และมีวิมังสา คือการติดตาม ประเมินผล ดังนั้น จะทำเองหรือคนอื่นทำ พระองค์ท่านต้องตาม ถ้าแก้ไม่ได้ เพราะอะไรพระองค์ท่านก็เอาข้อนี้กลับมาทบทวน แก้ใหม่

– มีเวลาที่พระองค์ท่านทรงผ่อนคลายบ้างหรือไม่ และเป็นแบบไหน

บางทีอาจจะพูดได้ว่าดนตรีเป็นการผ่อนคลาย แต่ถ้าเคยไปสังเกตการทรงดนตรีจะเห็นเลยว่าเป็นการทรงงานอีกครั้งหนึ่ง พระองค์ท่านมีกติกาทรงดนตรี ถ้าไม่เลิกไม่เคยลุกไปห้องสรง นั่งตั้งแต่หัวค่ำถึงสว่างไม่ลุก จะว่าหย่อนพระราชหฤทัยก็เป็นได้แต่ขณะเดียวกันก็ทรงงานไปด้วย

เล่นเรือใบคนก็นึกว่าพระองค์ท่านโปรด พระองค์ท่านเล่นแบบทรงงานเหมือนกัน เคยตามเสด็จครั้งหนึ่งผมรออยู่ที่ชายฝั่ง พระองค์ท่านเสด็จแข่งเรือใบในทะเลแล้ววกกลับมา มีคนกราบบังคมทูลถามว่าเสด็จกลับมาทำไม พระองค์ท่านบอกว่าฟาวล์โดนทุ่นต้องออกจากการแข่งขัน ทั้งที่ทุ่นอยู่กลางทะเล และเสด็จออกไปองค์เดียว จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แข่งต่อไปก็ไม่มีใครรู้

ดังนั้น ทุกอย่างที่ทรงทำกลายเป็นงานหมด ไม่เห็นมีอะไรเลยที่หย่อนพระทัยได้ หรืออีกแง่หนึ่งหย่อนพระทัยด้วยการทำงาน

– สิ่งที่พระองค์ทรงทุ่มเทมา ปัญหาความยากจน ปัญหาทางการเมือง จากนี้ไปปัญหาเหล่านี้จะเป็นอย่างไร

คงไม่มีใครตอบได้ ผมเองหวังแต่ว่าเมื่อไม่มีพระองค์ท่านแล้วคนก็จะนึกขึ้นได้ว่าพระองค์ท่านทรงทำอะไรอย่างไร สิ่งที่ตัวผมเองทำต่อไป ทำงานที่พระเจ้าอยู่หัวทรงทิ้งไว้ให้ต่อไปให้ตลอด คือทำเพื่อประชาชน

ผมเห็นการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ผมค่อนข้างปลื้มใจและสบายใจว่า บางทีเราอาจร่วมกันทำอะไรต่อจากพระเจ้าอยู่หัวได้สำเร็จกระมัง เพราะสัญญาณมีแล้ว ถ้ารวมกันได้อย่างนี้ อุปสรรคหนักหนาแค่ไหนก็ผ่านพ้นไปได้

– จะทำให้บ้านเมืองที่เคยขัดแย้งกันนำไปสู่ความปรองดองกันได้หรือไม่

ผมหวังว่าอย่างนั้น ยังมีคนที่ยังไม่หวังดีต่อบ้านเมืองอยู่ แต่ก็จะกลายเป็นส่วนน้อยแล้วต่อไปนี้ ดังนั้น วิกฤตการณ์การเมืองเราอาจจะแก้กันได้ตอนนี้ก็ได้ ผมมีความหวัง

ขอขอบคุณ ประชาชาติธุรกิจ

https://goo.gl/jPPNc6

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

อาสาสมัครทหารพราน (2) โดย วสิษฐ เดชกุญชร

1

Cr.มติชนออนไลน์

หัวใจของการปฏิบัติงานของทหารทุกเหล่าคือการฝึก ก่อนที่ทหารไม่ว่าหน่วยใดจะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในสนาม ทหารทุกนายต้องผ่านการฝึกอบรมอย่างหนักและในทุกด้าน การฝึกเช่นนี้จะต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่เท่าที่ปรากฏนั้น อาสาสมัครทหารพรานใช้เวลาในการฝึกสั้นเกินไป คือ ประมาณ 30 วัน และบางหน่วยที่มีชื่อในด้านการฝึก เช่นนาวิกโยธิน ก็ใช้เวลาเพียง 45 วันเท่านั้น ระยะเวลาสั้นอย่างนี้สำหรับการฝึกความแข็งแรงและอดทนในสนามอย่างเดียวก็หมด เวลาเสียแล้ว และไม่เพียงพอที่จะฝึกยุทธวิธีให้แก่อาสาสมัครทหารพรานอย่างสมบูรณ์ได้ เพราะฉะนั้นจึงจะเห็นว่าเมื่อเข้าไปอยู่ในสนามจริงๆ อาสาสมัครทหารพรานจึงมักจะปฏิบัติหน้าที่อย่างหย่อนยานหรือประมาท เช่นในกรณีที่เกิดขึ้นที่จังหวัดปัตตานีเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่ออาสาสมัครทหารพรานสองนายลงจากรถแล้วเดินคู่กันเข้าไปตรวจพื้นที่ที่ สงสัยว่าผู้ก่อความไม่สงบวางกับระเบิดเอาไว้ แทนที่จะแยกกันเดิน มิหนำซ้ำยังไม่สวมเสื้อเกราะสำหรับป้องกันวัตถุระเบิดด้วย เมื่อเกิดระเบิดขึ้นจึงเสียชีวิตทั้งสองนาย

จากข้อมูลที่ได้รับ อาสาสมัครได้รับการฝึกทางยุทธวิธีให้รู้จักรุกและรับ รวมทั้งป้องกันฐานเมื่อถูกโจมตี ลาดตระเวนทั้งโดยเดินเท้า โดยจักรยานยนต์และโดยรถยนต์ และให้รู้จักตรวจสอบวัตถุระเบิด (การทำลายเป็นหน้าที่ของชุดเก็บกู้ทำลายวัตถุระเบิดโดยเฉพาะ) ในการฝึกนั้นปรากฏว่ามีการใช้ยุทโธปกรณ์และเครื่องมือ เครื่องใช้ที่ค่อนข้างทันสมัยและสมบูรณ์ เช่น ใช้รถฮัมวีหุ้มเกราะ และเจ้าหน้าที่ตรวจวัตถุระเบิดก็มีเสื้อเกราะสวมสำหรับป้องกันระเบิดโดย เฉพาะ แต่ในสถานการณ์จริงกลับปรากฏว่าอาสาสมัครทหารพรานใช้รถยนต์กระบะบรรทุก ซึ่งแม้จะมีเกราะหุ้มเป็นบางส่วน แต่ก็ไม่แข็งแรงพอที่จะป้องกันชีวิตของอาสาสมัครได้ และไม่มีเสื้อเกราะสำหรับป้องกันวัตถุระเบิด มีแต่เสื้อเกราะกันกระสุนปืนซึ่งบางกว่า

ในการลาดตระเวนของอาสาสมัครทหารพรานแทบทุกครั้งไม่ปรากฏว่ามีการลาดตระเวน ทางอากาศล่วงหน้าหรือในขณะที่กำลังลาดตระเวน ทั้งๆ ที่กองทัพมีอากาศยาน การลาดตระเวนล่วงหน้าจะทำให้เห็นความเคลื่อนไหวของผู้ก่อความไม่สงบบนพื้น ดินข้างล่าง และทำให้ผู้ก่อความไม่สงบต้องยุติหรือเปลี่ยนแผน โดยเฉพาะในการวางกับระเบิด ส่วนการลาดตระเวนในขณะที่กำลังลาดตระเวนก็อาจทำให้แลเห็นเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นและสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ก่อความไม่สงบในทันที และช่วยให้การตอบโต้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ปัญหาหนึ่งที่อาจจะถูกมองข้ามก็คือปัญหาความปลอดภัยส่วนตัวของอาสาสมัครทหาร พราน เพราะปรากฏว่าอาสาสมัครเคยถูกลอบทำร้ายหรือสังหารเมื่อเดินทางออกจากฐานและ กลับฐาน ผู้บังคับบัญชาหรือครูฝึกควรจะอบรมอาสาสมัครให้รู้และเข้าใจวิธีป้องกันและ ตอบโต้เมื่อต้องเดินทางโดยลำพัง เช่นให้รู้จักเปลี่ยนเวลาและเปลี่ยนเส้นทาง และให้รู้จักสังเกตและรายงานเมื่อสถานการณ์ผิดสังเกต เพื่อหน่วยเหนือจะได้สามารถส่งกำลังออกไปสนับสนุนหรือช่วยเหลือได้ทันท่วงที

คนสำคัญที่สุดคนหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของอาสาสมัครทหารพรานก็คือหัวหน้า หน่วย โดยเฉพาะผู้บังคับหน่วยในสนามซึ่งเป็นทหารประจำการ ชีวิตและความปลอดภัยของอาสมัครทหารพรานขึ้นอยู่กับความรู้ความ สามารถของผู้บังคับหน่วยในสนาม ผู้บังคับหน่วยจึงจะต้องเป็นทหารอาชีพ ที่ได้รับการเลือกสรรมาอย่างพิถีพิถันจริงๆ

ปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับการปฏิบัติงานของอาสาสมัครทหารพรานอย่างหนึ่งก็คือ ข่าวกรองทางยุทธการและยุทธวิธี หน้าที่นี้ส่วนหนึ่งเป็นของหน่วยทหารเจ้าของพื้นที่ และอีกส่วนหนึ่งเป็นของหน่วยอาสาสมัครทหารพรานเอง สำหรับหน่วยอาสาสมัครทหารพรานนั้น โดยทฤษฎีเป็นที่คาดหมายว่าอาสาสมัครทหารพรานซึ่งเป็นคนในพื้นที่และเป็น มุสลิม (สำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้) จะช่วยให้งานข่าวกรองมีประสิทธิภาพ แต่ในทางปฏิบัติกลับปรากฏว่าอาสาสมัครที่เป็นคนในพื้นที่และเป็นมุสลิมมี น้อย จึงไม่สามารถจะใช้ประโยชน์ในงานข่าวกรองได้ มิหนำซ้ำในบางกรณีกลับเป็นปฏิปักษ์กับประชาชนในพื้นที่ก็มี

ขอขอบคุณ มติชนออนไลน์

https://goo.gl/MvX7dY

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

อาสาสมัครทหารพราน (1) โดย วสิษฐ เดชกุญชร

1

Cr.มติชนออนไลน์

หมู่นี้ข่าวการสูญเสียของอาสาสมัครทหารพรานดูเหมือนจะถี่ขึ้น แต่ผมไม่แน่ใจว่าท่านผู้อ่านสักกี่คนจะรู้เรื่องอาสาสมัครทหารพรานอย่าง พิสดารเพียงใด ขอสารภาพว่าผมเป็นคนหนึ่งที่รู้เรื่องอาสาสมัครทหารพรานน้อยมาก และเมื่อได้ข่าวว่าอาสาสมัครทหารพรานเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บบ่อยครั้ง เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมก็คิดว่าผมควรจะรู้เรื่องเกี่ยวกับอาสาสมัครทหารพรานให้มากขึ้น และถ้าสามารถที่จะตอบแทนบุญคุณอาสาสมัครทหารพรานที่ไปสละชีวิตเพื่อบ้าน เมืองอย่างไรได้บ้างผมก็จะทำ

จากการค้นคว้าศึกษาด้วยตนเอง ผมทราบว่าอาสาสมัครทหารพรานตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2521 เพื่อแก้ปัญหาการก่อการร้าย โดยเฉพาะการก่อการร้ายของคอมมิวนิสต์ในบริเวณชายแดนของประเทศ และตั้งขึ้นเพื่อลดภาระของทหารประจำการเป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนั้นถูกส่งเข้าไปและถูกตรึงอยู่ในพื้นที่เป็นเวลานาน จนเป็นที่วิตกว่าหากมีการรุกรานจากภายนอก กองทัพจะไม่สามารถเผชิญกับปัญหาได้อย่างเต็มภาคภูมิ กองทัพบกจึงขอและได้รับอนุมัติให้ตั้ง โครงการชุดปฏิบัติการพิเศษทหารพรานชายแดน ไทย-กัมพูชาŽ ขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2521 โครงการดังกล่าวนี้ได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวัน ที่ 18 กรกฎาคม 2521 กองทัพบกจึงถือว่าวันที่ 18 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนาหน่วยทหารพราน

ปรากฏว่าเมื่อตั้งขึ้นแล้วหน่วยทหารพรานสามารถยับยั้ง การขยายอิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และสามารถลดระดับการต่อสู้ด้วยอาวุธของผู้ก่อการร้ายลงได้จนเป็นที่น่าพอใจ กองทัพบกจึงมอบหมายให้หน่วยทหารพรานร่วมกับหน่วยทหารประจำการทำการป้องกัน ประเทศตามแนวชายแดน และก็ปรากฏว่าหน่วยทหารพรานสามารถปฏิบัติภารกิจนั้นได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งยังใช้งบประมาณน้อยด้วย กองทัพบกจึงได้จัดตั้งหน่วยทหารพรานขึ้นให้มีฐานะเช่นเดียวกับหน่วยทหาร ทั่วๆ ไป

หลังจากนั้นหน่วยทหารพรานจึงได้รับอนุมัติให้รับสมัคร และจัดตั้งประชาชนเข้าไปเป็นอาสาช่วยรบทหารพราน (อชร.ทพ.) ซึ่งต่อมากลายเป็นอาสาสมัครทหารพราน (อส.ทพ.) ดังที่เรารู้จักกันอยู่ในปัจจุบัน

การรับสมัครอาสาสมัครทหารพรานนั้น กองทัพบกให้กระจายทำทั่วทุกภาค เพื่อให้ได้คนในพื้นที่เข้าไปเป็นอาสาสมัคร เนื่องจากเห็นว่าคนในพื้นที่จะรู้จักประชาชนและปัญหาของท้องถิ่นนั้นๆ ดีกว่า ผู้สมัครต้องมี สัญชาติไทย อายุ 18-30 ปี มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าชั้นมัธยมปีที่ 3 และต้องผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 30 วันก่อนจะได้รับการส่งไปปฏิบัติหน้าที่

อาสาสมัครทหารพรานไม่มีเงินเดือนมีแต่ค่าตอบแทนชั้น 1 เป็นเงินเดือนละ 4,630 บาท ชั้น 13 เงิน 8,040 บาท (ทั้งหมด 13 ชั้น) นอกนั้นยังได้รับค่าเสบียงสนามและเบี้ยเลี้ยงสนาม 75 บาท ค่าครองชีพชั่วคราวชั้น 1 เป็นเงิน 3,070 บาท ถึงชั้น 13 เงิน 1,500 บาท และได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลสำหรับตนเองและครอบครัวด้วย ข้อมูลข้างต้นนี้เป็นของอาสาสมัครทหารพรานนาวิกโยธินกองทัพเรือ เชื่อว่าตัวเลขสำหรับอาสาสมัครทหารพรานสังกัดอื่นก็คงไม่แตกต่างกันนัก

จะเห็นว่าค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่อาสาสมัครทหารพรานได้รับนั้นมีปริมาณพอสมควร และไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับอาสาสมัครทหารพราน ปัญหาที่แท้จริงนั้นคือปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่สนาม โดยเฉพาะในด้านยุทธวิธีของอาสาสมัครทหารพราน

อันเป็นเรื่องค่อนข้างยาวและจะขอนำไปเขียนในสัปดาห์หน้า

ขอขอบคุณ มติชนออนไลน์

https://goo.gl/J1PJfU

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สงครามภาคใต้ยังไม่ยุติ โดย วสิษฐ เดชกุญชร

CiHZjUdJ5HPNXJ92GO2gwKKDoGs8nbySun

ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับญาติมิตรของดาบตำรวจ อนิรุทธ์ จันทะวงษ์ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจ จังหวัดยะลา และสิบตรีธเนตร พุทโธ อาสาสมัครทหารพราน ซึ่งได้รับบาด เจ็บจนเสียชีวิตขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตอำเภอยะหา จังหวัดยะลา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 กันยายนที่ผ่านไปนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงว่าคนร้ายได้วางแผนที่จะสังหารเจ้าหน้าที่ เอาไว้เป็นอย่างดี เริ่มด้วยการวางระเบิดเสาไฟฟ้าในหมู่บ้านเมื่อเวลาประ มาณตีหนึ่ง เมื่อเกิดระเบิดขึ้นแล้ว ราษฎรในหมู่บ้านไม่มีใครกล้าออกไปดู เหตุการณ์ จนกระทั่งเช้าวันนั้นเวลาประมาณ 8 นาฬิกา ขณะที่เจ้าหน้าที่ กำลังตรวจสถานที่เกิดเหตุอยู่ คนร้ายจึงจุดชนวนลูกระเบิดลูกที่สอง เป็น เหตุให้้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหลายนาย ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 9 นาฬิกา ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่งกำลังตรวจที่เกิดเหตุอยู่ในบริเวณใกล้ เคียงกัน คนร้ายก็จุดชนวนระเบิดลูกที่ 3 ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ เพิ่มขึ้น บางคนได้รับบาดเจ็บสาหัส รวมทั้ง ด.ต.อนิรุทธและ ส.ต.ธเนตร ซึ่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากภาพข่าวที่เผยแพร่ทางวิทยุโทรทัศน์ คนร้ายเลือกทำงานในขณะ ที่เจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมากทั้งทหารและตำรวจกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ใกล้ ชิดกัน และรถยนต์ที่เจ้าหน้าที่ใช้เป็นพาหนะก็กำลังจอดอยู่ใกล้กัน รวมทั้ง รถยนต์หุ้มเกราะของทหารด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดระเบิดขึ้น จึงมีผู้ได้รับ บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่าการ

ตอบโต้ของเจ้าหน้าที่ทำไม่ได้เลย กำลังส่วนหนึ่งของเจ้าหน้าที่ที่ลงจากรถ ไปแล้วใช้อาวุธปืนยิงนั้นน่าเชื่อว่าเป็นการยิงขู่โดยไม่เห็นที่หมาย ในขณะ เดียวกันก็มีเสียงเรียกเซ็งแซ่สับสน ไม่รู้ว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร ให้นำยาน พาหนะและเจ้าหน้าที่เข้าไปนำคนเจ็บออกจากที่เกิดเหตุ

ภาพข่าวและรายงานข่าวทำให้เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีมีการระวังป้อง กันอย่างใดเลย การเคลื่อนกำลังของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างเปิดเผย และได้ รับการถ่ายทอดสดโดยกล้องถ่ายทางโทรศัพท์ไปยังสื่อ รวมทั้งสื่อสังคม อย่างเฟซบุ๊กด้วย ฉะนั้นคนร้ายจึงคงจะเห็นความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ โดยใกล้ชิดและทุกระยะตลอดเวลา

หลังจากที่เกิดเหตุแล้ว พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ กำชับให้ทหารหน่วยเฉพาะกิจจังหวัดยะลา เปิดปฎิบัติการเชิงรุกเข้าตรวจ สอบสถานที่เป้าหมายต่างๆ ที่คาดว่าคนร้ายกลุ่มนี้ซ่อนตัวอยู่ และให้เก็บ รวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปสู่การจับกุมกลุ่มคนร้ายซึ่ง คาดว่าจะเป็นกลุ่มเดิม

เป็นที่น่าสังเกตว่าการวางแผนลอบทำร้ายและสังหารเจ้าหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้เกิดแล้วเกิดอีก เจ้าหน้าที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ เป็นจำนวนมาก และทุกครั้งหลังจากที่เกิดเหตุแล้วผู้บังคับบัญชาทั้งฝ่าย ทหารและตำรวจก็ออกมากำชับเจ้าหน้าที่ให้กวดขันติดตามเอาตัวผู้กระทำ ความผิดมาลงโทษให้ได้ บางครั้งก็จับตัวผู้กระทำความผิดได้ และในบาง กรณีก็มีวิสามัญฆาตกรรม (คนร้ายยิงต่อสู้และต้องกระสุนปืนของ เจ้าหน้า ที่ตายขณะกำลังต่อสู้กัน)

เหตุร้ายที่เกิดแล้วเกิดอีกนี้ทำให้สงสัยว่างานข่าวกรองของทางราช การคงจะไม่ได้ผล เพราะถ้าหากได้ผลเจ้าหน้าที่ก็น่าจะรู้เบาะแสความเคลื่อน ไหวของคนร้ายล่วงหน้า และป้องกันตัวได้ดีกว่าที่ปรากฏมาแล้ว อันที่จริง ก็น่าเห็นใจและเข้าใจ เพราะขณะนี้เท่ากับว่าเจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจ กำลังปฏิบัติงานอยู่ในวงล้อมของศัตรู ที่ตั้งของทหารและตำรวจส่วนมาก อยู่กลางหรือใกล้กับหมู่บ้าน ไม่มีทางรู้ว่าราษฎรในหมู่บ้านใครเป็นคนร้าย หรือใครคอยส่งข่าวความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ให้คนร้ายรู้

ยิ่งกว่านั้น ก่อนเกิดเหตุร้ายยังปรากฏว่าไม่มีการระวังป้องกัน อันตรายที่จะเกิดแก่เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมากเคลื่อนกำลังโดยไม่ มีการลาดตระเวนระวังสนับสนุนทางอากาศ และเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นแล้ว ก็ เห็นได้ชัดว่าไม่มีแผนหรือการเตรียมตอบโต้หรือส่งผู้ได้รับบาดเจ็บออกจากที่เกิดเหตุโดยฉับพลันด้วย

ถ้าหากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ยังเป็นแบบคอยแก้ปัญหาหลังเกิด เหตุเช่นนี้ ก็เชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหารจะได้รับความสูญูเสียต่อ ไปเรื่อย ๆ และเหตุร้ายที่เกิดขึ้นจะกระทบกระเทือนขวัญหรือกำลังใจของ เจ้าหน้าที่ ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ และของราษฎรอย่างรุนแรง และในที่สุดเราก็จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามอันยืดเยื้อนี้.

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ข้าราชการการเมือง VS ข้าราชการประจำ

100

โดย วสิษฐ เดชกุญชร

Cr. มติชนออนไลน์


ผมเองก็รู้สึกแปลกใจไม่ต่างกับท่านผู้อ่านเป็นจำนวนมาก เมื่อได้ข่าวการแต่งตั้ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา

ที่แปลกใจก็เพราะผมทราบว่า คุณพงศ์พรเพิ่งจะได้รับคำสั่งจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ย้ายคุณพงศ์พรจากตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ แล้วแต่งตั้งให้ไปเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ต้นปีนี่เอง และเหตุผลของการแต่งตั้งก็คือ จำเป็นต้องปรับปรุงการบริหารงานบุคคลในบางหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปอย่าง เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน เพื่อประโยชน์แก่การปฏิรูป และไม่อาจดำเนินการโดยวิธีการปกติได้Ž

อ่านคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบฯอย่างนี้ ใครๆ ก็ย่อมต้องเข้าใจว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเจาะจงเอาตัวคุณพงศ์พรไป เพื่อแก้ไขปัญหาในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโดยเฉพาะ

ใครๆ ก็รู้ว่าขณะนั้นและจนกระทั่งขณะนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำลังมีปัญหาหลายอย่าง ปัญหาหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ปัญหาที่หลายวัดได้รับงบประมาณไปเพื่อใช้ในกิจการของวัด เช่น ก่อสร้าง หรือบูรณปฏิสังขรณ์วัด แล้วถูกข้าราชการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติบังคับให้แบ่งเงินที่ได้ รับส่วนหนึ่งเอาไปเป็นของตน

อีกปัญหาหนึ่งก็คือวัดหลายวัดของบประมาณจากรัฐเอาไป เพื่อสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม หรือจัดหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม แต่กลับปรากฏว่าไม่ได้มีการก่อสร้าง และจำนวนผู้เข้าศึกษาต่ำกว่าที่อ้างไว้

200พระราชวิจิตรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารา

หลังจากที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแล้ว คุณพงศ์พรก็เริ่มงานในหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัดและเร่งรีบ และพระสงฆ์หลายรูปก็แสดงความไม่พอใจและต่อต้านคุณพงศ์พรทันที ผู้หนึ่งที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการต่อต้านและเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนตัว ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็คือ พระราชวิจิตรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งเรียกร้องให้วัดทั่วประเทศคว่ำบาตรไม่รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานพระ พุทธศาสนาแห่งชาติและจากรัฐบาล

แต่คุณพงศ์พรทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระ พุทธศาสนาแห่งชาติมาได้เพียง 7 เดือน ในวันที่ 29 สิงหาคม 2560 คณะรัฐมนตรีก็มีมติอนุมัติให้โอนคุณพงศ์พรจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระ พุทธศาสนาแห่งชาติไปเป็นผู้ตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการและทดแทนตำแหน่งที่ว่างŽ

คุณพงศ์พรไม่ยอมรับคำสั่งดังกล่าวและมีหนังสือถึง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายออมสิน ชีวะพฤกษ์) แย้งโดยให้เหตุผลว่า คำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย หลังจากที่มีข่าวนั้นออกมาแล้ว สื่อมวลชนได้ซักถามทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) และนายออมสิน ปรากฏว่าคำตอบที่ได้รับนั้นค่อนข้างคลุมเครือ และไม่สู้จะตรงกับประเด็น ทุกคนปฏิเสธว่าการย้ายคุณพงศ์พรมิได้กระทำเพราะคุณพงศ์พรมีปัญหากับพระ แต่เป็นการย้ายหมุนเวียนตามวาระ และเพราะต้องการให้คุณพงศ์พรไปช่วยราชการนายกรัฐมนตรี

ครั้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มีคำสั่งเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่แล้ว สั่งให้คุณพงศ์พรไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการ

เมื่อเป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรี คำสั่งดังกล่าวก็เป็นการตอกฝาโลง ยุติปัญหาของทางราชการลงอย่างเด็ดขาด แต่รัฐบาลก็จะตกเป็นจำเลยของสังคมอยู่ต่อไปอีก จนกว่าจะมีคำตอบที่ชัดเจน และแน่นอนว่าปัญหาทุจริตในวงการสงฆ์ที่คุณพงศ์พรพยายามจะแก้ไขและยังไม่ สำเร็จนั้น ใครจะทำต่อหรือไม่ และอย่างไร

ขอขอบคุณ มติชนออนไลน์

https://goo.gl/Qzxm7L

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment