โครงการหลวงนั่นไง เกษตรทฤษฎีใหม่ เต็มรูปแบบครบวงจร ที่ ร.๙ พระราชทาน

28

ภาณุมาศ ทักษณา

เมื่อวันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม 2560 ผมเขียนเรื่อง เผยเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ ร.๙ พระราชทาน มิได้มีเพียง 3:3:3:1 แต่ยังมีอีก 2 ขั้นตอน (ต้องการอ่านตอนที่แล้ว กรุณาคลิกที่ตัวอักษรสีม่วงนะครับ)

โดยได้เรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า เกษตรทฤษฏีใหม่ มิได้เพียงการแบ่งพื้นที่เป็น  4 ส่วนในอัตรา 3 : 3 : 3 : 1 เท่านั้น ทว่ายังมีขั้นที่สองและสาม อีกด้วย

และท้ายบทความ ผมได้แนะนำให้ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการเกษตร หรือที่เรียกกันว่า “อาจารย์ยักษ์” ได้นำเอาเรื่องเหล่านั้นไปสอนเกษตรกร

เพื่อพลิกชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น จะได้ไม่ต้องรอให้รัฐบาลแจกเงินเหมือนที่ผ่านมา

ปรากฏว่ามีผู้ถามว่า พอมีตัวอย่างให้เห็นหรือไม่ว่า โครงการนี้อยู่ที่ไหน มีความเป็นอย่างไร ฯลฯ

ผมจึงนึกได้ว่าในหนังสือ THE VISIONARY มีเรื่องนี้อยู่ด้วย

จุดเริ่มต้นของโครงการที่มีชื่อว่า โครงการหลวง นั้น เริ่มต้นในปี 2512 ขณะที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ เสด็จฯไปเยี่ยมราษฏรทางภาคเหนือ ระหว่างประทับบนเฮลิคอร์ปเตอร์ ทรงเห็นภาพดอกฝิ่นบานปกคลุมทั่วดอย

พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริที่จะให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น ด้วยการหาผลไม้เมืองหนาวมาให้ปลูกทดแทน ซึ่งเป็นจังหวะเดี่ยวกับที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังทดลองเพาะพันธุ์ ในหลวงจึงพระราชทานเงินส่วนพระองค์สมทบให้ 2 แสนบาท

แล้วทรงรวบรวมนักวิชาการจาก 3 มหาวิทยาลัยคือ เกษตรศาสตร์ เชียงใหม่ และแม่โจ้ นำโดย ม.จ.ภีรเดช รัชนี เป็นทีมงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินโครงการนี้ และที่ตั้งทีมขึ้นมาเพราะมีความคล่องตัวกว่าใช้ระบบราชการ

30

ในหลวงทรงเล่าเรื่องโครงการนี้ให้บรรดาทูตานุทูตประเทศต่าง ๆ ฟัง หลายประเทศจึงยื่นมือเข้ามาสนับสนุนทั้งเรื่องทุนและเมล็ดพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไต้หวันคือประเทศที่เข้ามามีบทบาทมากเนื่องภูมิอากาศคล้ายกับเรา

ผู้เชียวชาญจากไต้หวันพบว่าอุณหภูมิบนดอยปุยเย็นไม่พอสำหรับพืชเมืองหนาว จึงพากันสำรวจหาพื้นที่ใหม่จึงพบว่า บนดอยอ่างขางสามารถปลูกพืชเมืองหนาวได้ เพราะไปพบต้นแอปเปิ้ลป่าและต้นท้อสูงใหญ่ขึ้นอยู่

THE VISIONARY บันทึกไว้ว่า “สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง” จึงถือกำเนิดขึ้นที่นี่ และเริ่มทดลองปลูกพืชมากมาย เช่น แอปเปิ้ล พลับ สาลี่ บ๊วย เอปริคอท พีช เกาลัด และอื่น ๆ อีกหลายชนิดเพื่อดูว่าพืชชนิดใดเจริญเติบโตได้ดี

29

ขณะเดียวกันในหลวงและทีมของ ม.จ.ภีศเดช ก็พยายามเข้าไปสร้างความเข้าใจและโน้มน้าวชาวบ้านให้หันมาปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่น โดยพระองค์ไม่ได้ใช้วิธีการบังคับให้เลิก แต่ทรงนำพันธุ์ไปให้ทดลองปลูก

ปรากฏว่าพืชที่ชาวเขาได้รับพระราชทานพันธุ์ไปปลูกงอกงามดีหลายอย่าง เช่น กาแฟ มะเขือเทศ ถั่วแดง โดยเฉพาะกาแฟเป็นที่ต้องการของตลาดมากทำให้ชาวเขาเริ่มทิ้งการปลูกฝิ่น มาปลูกพืชเมืองหนาวกันมากขึ้น

แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ เมื่อมีผลผลิตมากขึ้นเกษตรกรชาวเขาก็ถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ กดราคารับซื้อ บางปีผลผลิตมากพ่อค้าคนกลางก็กดราคาลงไปอีกทำให้ราคาตกต่ำจนไม่คุ้มทุน

…และนี่กระมั่ง คือที่มาของโครงการเกษตรทฤษฏีใหม่ขั้นตอนต่อมา นั่นคือ โครงการหลวงต้องเปิดรับซื้อผลผลิต และจัดหาตลาดให้แก่เกษตรกร และเป็นที่มาของ  “โรงงานดอยคำ”

31

โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปแห่งแรก ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยคำ มีหน้าที่รับซื้อผลผลิตใกล้พื้นที่ปลูก ทำให้ขายได้ในราคายุติธรรมและคงความสนใหม่ได้อีกด้วย..

ผมขอฝากเรื่องนี้ให้ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรรับไว้พิจารณาด้วยนะครับ ว่าเป็นไปได้ไหมที่ทางกระทรวงจะจัดหลักสูตรเกษตรสัญจรขึ้น

แล้วคัดเลือก ผู้นำเกษตร หรือผู้นำชุมชนขึ้นไปเรียนรู้ดูงานที่

โครงการหลวง บนดอยอ่างขาง ให้เขาเหล่านั้นเห็นของจริงของเกษตรทฤษฏีใหม่ที่ในหลวง ร.๙  พระราชทานไว้ครับ !


About blogger

สำนักข่าวเจ้าพระยา

Leave a Reply





พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com