ในหลวง รัชกาลที่ ๙ พระราชทานแนวทาง แก้ปัญหาน้ำเอาไว้ให้ เหตุใดไม่มีผู้สานต่อ

194

ภาณุมาศ ทักษณา

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 สำหรับ ภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ส่วน ภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1- 2 เมตร

ผมคัดลอกพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาในส่วนที่เกี่ยวกับภาคใต้มาให้ดู

เนื่องจากเมื่อวานนี้สื่อได้รายงานสถานการณ์น้ำในจังหวัดเพชรบุรี ว่าท่วมสูงประมาณ 10 ถึง 20 เซนติเมตร ทำให้ถนนสายหนองหญ้าปล้อง-เพชรบุรีถูกต้องป่าซัดจนขาดตามภาพที่ มติชน นำมาเผยแพร่ ซึ่งผมนำมาเปิดเรื่องในวันนี้นั่นแหละครับ

ผมทราบดีว่า รัฐบาล คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะแก้ปัญหาเกี่ยวกับน้ำ

ถึงขั้นใช้มาตรา 44 ตั้ง สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อให้ทำหน้าที่บูรณาการในการแก้ปัญหามาตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2560 สาระสำคัญในการจัดตั้ง หน่วยงานแห่งใหม่ มีอย่างไร กรุณาคลิกเข้าไปอ่านตามลิงค์ที่แปะอยู่นะครับ

1. คสช.ใช้ ม.44 ตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ–แก้ปัญหาน้ำได้จริงหรือ? (1)

2. คสช.ใช้ ม.44 ตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ–แก้ปัญหาน้ำได้จริงหรือ? (2)

นับจากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นเวลาเกือบ 1 เดือนแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ จากหน่วยงานแห่งใหม่นี้

นั่นคือ ยังไม่มีคำสั่งจากรัฐบาล แต่งตั้งให้ผู้ใดมารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการของหน่วยงานนี้

นั่นเท่ากับว่า หน่วยงานนี้มีอยู่ในแผ่นกระดาษ ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำได้อย่างบูรณาการ

ทั้ง ๆ ที่ถึงวันนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับน้ำอยู่ทั่วทุกภูมิภาค

สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยวันนี้ ทำให้ผมนึกถึงบทความที่เคยเขียนไว้ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2554 ปีที่น้ำท่วมประเทศ

ซึ่งตอนนั้น รัฐบาล คสช.ยังไม่เข้ามา – ผมอ่านทบทวนดูแล้ว ยังทันสมัยมาก

ที่สำคัญคือในบทความนั้น ผมได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ ๙ ที่พระราชทานวิธีแก้ปัญหาน้ำท่วมให้แก่ชาวจังหวัดเพชรบุรีจนพ้นจากวิกฤต จึงขอนำมาเผยแพร่ให้อ่านซ้ำอีกครั้งครับ

น้ำท่วมภาคใต้ ทำให้ผมรำลึกถึง พระอัจฉริยภาพของในหลวง ที่ทรงให้ กรมชลประทานและกรมทางหลวง แก้ปัญหาน้ำท่วมเพชรบุรีในปี 46 ครับ

ภาณุมาศ ทักษณา

วันนี้ ผมควรจะก่นด่ารัฐบาลที่เพิกเฉยกับการวางแผนระยะยาวในการแก้ภัยแล้งและน้ำท่วม ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลก็รู้ดีว่า ภัยจากสองสิ่งนี้เป็น ภัยที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้ทั้งราษฎร์และรัฐ

ต้นเหตุของเรื่องนี้มาจากธรรมชาติ เป็นภัยที่เกิดจากธรรมชาติ ที่หลายคนอาจแย้งว่า คงไปห้ามธรรมชาติไม่ให้ก่อลมพายุหรือลมฝนได้ตามต้องการ

ข้อนั้นก็จริงอยู่… ผมไม่เถียง แต่ผมอยากถามว่า เราจะงอมืองอเท้ารอให้เกิดภัยจากธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนี้กันไปทั้งชาติอย่างนั้นหรือ ?

ผมยังมีเชื่อมั่นในสติปัญญาและความสามารถของมนุษย์ ว่าจะต้องเอาชนะธรรมชาติได้ หากมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง และถ้าศึกษาธรรมชาติให้ถ่องแท้และดูแลธรรมชาติให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต คือต้องไม่ฝืนในสิ่งที่ธรรมชาติต้องการ

ข่าวที่ปรากฎในหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ นอกจากความรุนแรงของน้ำและลมแล้ว ภาพในโทรทัศน์ได้ฉายให้เห็นเส้นทางน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากเทือกเขามุ่งหน้าลงสู่ทะเลในหลาย ๆ พื้นที่

บางแห่งเคยเป็นสวนยางพารา แต่กระแสน้ำก็เซาะจนกลายเป็นร่องแล้วไหลทะลักเข้าใส่สื่งที่ขวางอยู่ ถนนบางสายที่ทอดยาวลงภาคใต้ก็ถูกกระแสน้ำตัดขาด มีสภาพเหมือนคลอง

ภาพเหล่านั้นทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดเพชรบุรีเมื่อตุลาคมปี 2546 ที่ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน จนเกิดกระแสน้ำไหลบ่าจากฝั่งตะวันตกเพื่อหาทางไหลลงสู่ทะเล

แต่เมื่อปะทะกับถนนเพชรเกษมที่ขวางอยู่ น้ำไหลลงทะเลไม่ได้ จึงท่วมเรือกสวนไร่นาของชาวเพชรบุรีเกือบทั้งจังหวัด แต่ทางการก็หาทางแก้ปัญหานั้นไม่ได้

กระทั่งความทราบถึงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “พ่อหลวงของปวงชน” พระองค์ทรงแสดงพระราชอัจฉริยภาพให้เป็นที่ประจักษ์ว่า “แก้ได้”

ในหลวง พระราชทานคำแนะนำให้อธิบดีกรมชลประทานในสมัยนั้นแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง ด้วยการผันน้ำที่ท่วมอยู่ในจังหวัดเพชรบุรีฝั่งตะวันตก ไปยังลำคลองสายต่าง ๆ ที่ทอดยาวอยู่ข้างเคียงเพชรบุรี

พระราชทานคำแนะนำให้ กรมทางหลวง เร่งขุดถนนเพชรเกษมบางช่าง แล้ววางท่อระบายน้ำลงไปใต้ถนน เพื่อให้กระแสน้ำไหลลงทะเลในหลาย ๆ จุดเป็นการด่วน

น้ำที่ท่วมขังในฝั่งตะวันตกของเพชรบุรีจึงค่อย ๆ ลดระดับลงและแห้งเหือดในที่สุด

ผมเชิญพระราชดำริการแก้ปัญหาน้ำท่วมของในหลวงมาแสดงในวันนี้ เพราะอยากให้นักการเมืองและข้าราชการรุ่นใหม่ได้รำลึงถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์และตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ครับ

ผมอยากให้รัฐบาลจะโดยนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้กลับไปศึกษาพระราชดำริที่ในหลวงพระราชทานเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมในทุกกรณี

แล้วนำมาเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นกิจลักษณะ ไม่ใช่กระทรวงไหนนึกอยากทำอะไรก็ลงมือทำตามแผนงานและเงินประมาณที่ขอไปเหมือนการพายเรือกันคนละที

ในหลวงทรงสอนให้ทำ “แก้มลิง” สำหรับเก็บกักน้ำในทุกพื้นที่ที่อยู่ใกล้แม่น้ำ หน่วยราชการบางหน่วยอ้างเหมือนไร้ความสามารถในการทำงานว่า เคยคิดจะทำแต่ราษฎรในพื้นที่ไม่ให้ความร่วมมือ (อย่าให้บอกเลยนะครับว่า เป็นคำพูดของใคร)

เรื่องอย่างนี้ รัฐบาลก็ควรจะดำเนินการให้จงได้ ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยประเภท เมื่อหน่วยราชการแจ้งปัญหาอุปสรรคมาก็ปล่อยไปตามนั้น เป็นต้น

บอกตามตรงว่า ผมไม่อยากเห็นกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ก้มหน้าก้มตาแก้ปัญหาถนนที่ถูกกระแสน้ำพัดขาดในหลาย ๆ แห่ง ด้วยวิธีการเก่า ๆ

นั่น คือขอเงินงบประมาณไปซ่อมแซมถนนที่ถูกกระแสน้ำตัดขาด ด้วยการให้ผู้รับเหมาขนดินไปถมในจุดนั้น ๆ เพื่อบดอัดก่อนจะเทราดด้วยคอนกรีตให้ได้ถนนกลับคืนมา

แต่อยากให้ทั้งสองหน่วยงานสำรวจให้ถ้วนทั่วเสียก่อนว่า มีถนนสายไหนบ้างที่ถูกสายน้ำตัดขาด แล้วเสนอของบประมาณสร้างสะพาน ณ จุดที่เคยถูกกระแสน้ำ “ตัดขาด” เพื่อเชื่อมถนนเส้นนั้นเข้าหากัน

ปล่อยทุกจุดที่กระแสน้ำเคยตัดขาด ให้เป็น “ทางน้ำไหล” คือเปิดทางตรงนั้นให้น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำตามความต้องการของเขาเถอะ ครับ ไปทำถนนขวางไว้ ปีหน้าหากน้ำหลากอย่างนี้ ถนนตรงนั้นก็ถูกตัดขาดอีก

และไม่เพียงเท่านั้นถนนทุกสายที่เชื่อมภาคกลางกับภาคใต้ที่ตัดขวางทางน้ำไหลในทุกวันนี้ หากในพื้นที่ใดมีแม่น้ำลำคลองอยู่แล้วผมก็ขอให้รัฐบาลจัดงบประมาณไปขุดลอกตระกอนดินและต้นไม้ใหญ่ที่โค่นขวางทางน้ำเสียในคราวเดียวกันด้วย

ส่วนพื้นที่ไหนไม่มีแม่น้ำลำคลอง รัฐบาลต้องจัดงบวางท่อใต้ถนนทุก ๆ 5 หรือ 10 กิโลเมตรในกรณีที่เป็นพื้นราบ ส่วนถนนที่ต้องตัดผ่านเชิงเขา ก็ขอให้ทำผนังป้องกันดินและหินถล่มเหมือนในหลายประเทศเขาทำกันด้วยนะครับ

ผมจำได้ว่าสมัยเป็นเด็ก เวลาเดินทางกลับบ้านที่สุโขทัย เมื่อลงรถไฟที่สถานีพิษณุโลกแล้ว รถบัสคันใหญ่จะขับไปบนถนนที่มีเพียงสองเลน สองข้างถนนจะมีคลองระบายน้ำขนานไปกับถนน

รถแล่นไปได้สักระยะหนึ่งก็จะวิ่งข้ามสะพานโค้ง สะพานแล้วสะพานเล่าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้น้ำในคลองระบายน้ำข้างถนนไปมาหาสู่กันได้ในยามฝนตกหรือน้ำหลาก

แต่วันนี้ ถนนหลายสายถูกแก้ไขให้เป็นถนนราบเรียบปราศจากสะพาน หากจะมีก็เพียงอุโมงค์ให้น้ำไหลผ่านไปมา(นานไปก็อุดตันเพราะโคลนตม) คลองระบายน้ำข้างถนนรกชัฏไปด้วยต้นไม้ บางแห่งกลายเป็นพื้นที่ปลูกข้าว หรือกล้วยอ้อยของชาวบ้าน บางพื้นที่ถูกถมเป็นทางเข้าปั้มน้ำมัน

ผมทราบดีว่า ถนนยุคใหม่เลียนแบบมาจากถนนในต่างประเทศ ที่ราบเรียบทั้งสายตามที่ข้าราชการกรมทางฯ หรือนักการเมืองเดินทางไปดูงานแล้วกลับมาดัดแปลงอย่างมักง่าย

จึงอยากให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับกรม ระดับกระทรวง ไปถึงรัฐบาลได้ทบทวนการสร้างถนนกันใหม่ ให้มีสะพานโค้งเหมือนในอดีต ให้มีคลองระบายน้ำข้างถนนเหมือนในอดีต จะดีไหมครับ

ผมเชื่อว่าหากเราหาทางป้องกันเอาไว้ล่วงหน้า หากจะมีพายุฝนในปีต่อไป ชาวบ้านคงไม่ประสบภัยร้ายแรง และรัฐบาลก็ไม่ต้องหาเงินสำหรับช่วยเหลือ หรือบูรณะถนนหนทางเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครับ.

About blogger

สำนักข่าวเจ้าพระยา

Leave a Reply





พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com