ขอให้รวม “หน่วยน้ำ” แต่ทำไมไม่ขอให้รวม “หน่วยข่าว” …..เพราะภารกิจต่างกัน !

6

ภาณุมาศ ทักษณา

วันที่ 9 สิงหาคม 2560 ผมเขียนบทความกราบขอบคุณ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กรุณาใช้อำนาจ คสช.ใช้ มาตรา 44 จัดตั้ง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

ด้วยการสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับน้ำที่มีอยู่ประมาณ 34 หน่วยในระดับ กรม ที่สังกัดอยู่ในกระทรวงต่าง ๆ มาใช้ด้วยกัน ขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีท่านนายกฯ กำกับดูแลสั่งการ

ปรากฎว่ามีข้อคำถามจากท่านผู้อ่านบางท่านซึ่ งอ่านจากคำถาม น่าจะสังกัดส่วนราชการระดับ กรม กรมหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ตั้งคำถามมาทางกล่องข้อความเฟซบุ๊ก ทส ตง ว่า

คุณเป็นตัวตั้งตัวตีเรียกร้องให้ รวมหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำ ที่แต่ละหน่วยต่างก็มีหน้าที่เฉพาะของตัวเอง เช่น กรมเจ้าท่า ก็ดูแลแม่น้ำลำคลอง กรมประมงก็ดูแลการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ เป็นต้น

เหตุใดคุณไม่เสนอรวม หน่วยข่าวต่าง ๆ ที่มีอยู่เช่น ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) กรมข่าวในกองทัพต่าง ๆ หรือแม้แต่ ตำรวจสันติบาล เป็นหน่วยเดียวกันบ้าง

เพราะหน่วยข่าวก็มีหน้าที่หาข่าว ที่ทำงานซ้ำซ้อนกันเหมือนหน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำเช่นกัน…

เห็นข้อคำถามแล้ว เข้าใจว่า เขาคงอยากถามว่า ทำไมไม่ร่วมหน่วยความมั่นคง เช่น กองทัพ กับตำรวจเข้าด้วยกัน ด้วย

ผมขอตอบที่นี่ เพื่อให้ผู้อ่านท่านอื่น ๆ ที่อาจมีข้อคำถามในลักษณะเดียวกันได้ทราบว่า แม้ภารกิจของ หน่วยข่าวกรองจะเหมือนกัน แต่ “ผู้ใช้ประโยชน์” จาก ข่าวกรอง ต่างกันครับ

การหาข่าวของแต่กองทัพ เป็นการหาข่าวสนองความต้องการของผู้บังคับบัญชาของแต่ละเหล่าทัพ ที่ต้องการทราบเพื่อนำไปใช้งานในการวางแผนเพื่อป้องกันเหตุร้ายได้อย่างทันท่วงที

เช่น กรมข่าวทหารเรือ ของ กองทัพเรือ ก็หาข่าวป้อนให้ผู้บัญชาการกองทัพเรือ ขณะเดียวกันก็ “ส่งข่าว” ให้ หน่วยข้างเคียง และสูงกว่า เช่นให้ กรมข่าวกองทัพบก กองทัพอากาศ ไปจนถึง ศรภ. หรือสภาความมั่นคงฯ แล้วแต่กรณี

นอกจากนี้ การหาข่าวของหน่วยข่าวต่าง ๆ นั้น ยิ่งมากหน่วยก็ยิ่งดี เพราะสามารถนำข่าวสารที่แต่ละหน่วยหาได้มาเปรียบเทียบ เพื่อดูว่าของหน่วยไหนได้เบาะแสได้เพื่อนำมารวบรวมเข้าสู่กระบวนการผลิตข่าวกรองต่อไปครับ

ต่างจากหน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำ ซึ่งทำงานเพื่อประชาชนทั้งประเทศที่ต้องการใช้น้ำผ่านแหล่งน้ำต่าง ๆ เช่นจากแม่น้ำ ลำคลอง ห้วย หนอง บึง หรือจากท่อเช่น การประปา ทั้งนครหลวง และส่วนภูมิภาค

ซึ่งในการบริหารจัดการแหล่งน้ำ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความสอดคล้องต้องประสานกัน เพราะต้องใช้สรรพกำลังอย่างพร้อมเพรียง และอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำครับ

ยกตัวอย่าง หากรัฐบาลมีคำสั่งให้ “ขุดลอกแม่น้ำท่าจีน” ซึ่งแยกตัวจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ประตูน้ำพลเทพ ชัยนาท ไหลผ่านจังหวัดสุพรรณบุรี เข้าสู่จังหวัดนครปฐม แล้วไปลงทะเลที่จังหวัดสุมทรสาครนั้น

แม่น้ำสายนี้เมื่อผ่านชุมชนไหน ชื่อเรียกก็จะเปลี่ยนไปตามย่าน หรือชุมชนนั้น เช่น แม่น้ำนครไชยศรี ก็มีให้ได้ยิน ซึ่งจะว่าไปแล้ว แม่น้ำทุกสายอยู่ในความดูแลของ กรมเจ้าท่า ที่จะต้องทำหน้าที่ขุดลอก

133

แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านเครื่องมือและกำลังคน เชื่อได้ว่า กรมเจ้าท่า ก็คงไม่สามารถสนองความต้องการของรัฐบาลในการขุดลอกได้

หากจะไปพึงพา องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ที่เป็นทางผ่าน ก็คงติดขัดเรื่องงบประมาณ และเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับทำงาน (คงต้องเช่าเอกชน)

หรือหากหากทำได้ หน่วยงานที่บริหารจัดการน้ำยังกระจัดกระจายอยู่ในหน่วยต่าง ๆ คงไม่สามารถ “ขุดได้พร้อมเพรียงกัน” เนื่องจากแต่ละหน่วยอาจจะไม่พร้อมทางด้านงบประมาณ หรือเครื่องมือเช่นกัน

เช่น ที่จังหวัดสุพรรณบุรีมีความพร้อมก็ลงมือขุดลอกตะกอนกลางแม่น้ำจนเสร็จ แต่ถ้าแม่น้ำในช่วงที่อยู่ถัดมา คือแม่น้ำนครไชยศรี ยังไม่พร้อมที่จะขุด การขุดที่ต้นทางก็คงจะไร้ประโยชน์ เพราะน้ำไหลลงมาไม่ได้ เป็นต้น

131

132

แต่ถ้าหากหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำเป็นองค์กรเดียวกัน การขุดลอกแม่น้ำท่าจีน ก็จะสามารถกำหนดวันเวลาในการขุดได้อย่างต่อเนื่องไม่ “ติด ๆ ขัด ๆ” ตามที่ผมยกตัวอย่างมาครับ

นี่คือข้อแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าสมควรที่จะรวมหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำเข้าด้วยกัน แต่ไม่สมควรรวมหน่วยข่าวเข้าด้วยกัน เพราะภารกิจต่างกันอย่างชัดเจนครับ !


About blogger

สำนักข่าวเจ้าพระยา

Leave a Reply





พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com