นักเรียนตีกัน เด็กต้องแก้ ! มีผู้ใหญ่ช่วย

124

ภาณุมาศ ทักษณา

พระราชดำรัส ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ความว่า การแก้ปัญหาต่าง ๆ ต้องระเบิดออกมาจากภายใน

…คือสิ่งที่พวกผมเคยทำ แต่เพิ่งจะทราบความหมายที่แท้จริงเมื่อไม่นานมานี้เองว่า ตรงกับพระราชดำรัสองค์นั้น

นั่นคือ การร่วมกันแก้ปัญหานักเรียนอาชีวะตีกันของพวกผม ที่ทำเพราะใจอยากทำ

จึงทำให้ผมรู้สึกภาคภูมิใจ และปลาบปลิ้มปีติเป็นล้นพ้น ที่ได้สนองพระราชดำรัสองค์นั้น

….

ข่าวนักเรียนอาชีวะยกพวกตีกันเงียบหายไปพักใหญ่ จะด้วยเหตุผลกลใดป่วยการที่จะล้วงลึกลงไป แต่กับการที่นักเรียนอาชีวะก่อการขึ้นมาใหม่ ที่แม้จะยังไม่ถึงขั้นยกพวกตีกัน

แต่ทว่า…คำกล่าวอาฆาตของนักเรียนจากสถาบันหนึ่ง ถึงนักเรียนอีกสถาบันหนึ่งที่ว่า “ดับ 1 เอาคืน 2” นั้น

125

ในทางการข่าว ถือว่านั่นคือสิ่งบอกเหตุให้รู้ว่า ในเร็ววันนี้ อาจเกิดเหตุการณ์ยกพวกตีกันระหว่านักเรียนอาชีวะขึ้นมาอีก

หากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่เตรียมการ “ล้อมคอก” เอาไว้เสียก่อน

126

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ เคยเกิดมาประมาณ 50 ปีแล้ว หลังจากนั้นเกิดและหยุดสลับกันเหมือน ยุงที่บินมาตอมแล้วกัดให้เกิดความรำคาญ

ที่ผมจำแม่น เพราะในอดีตผมเคยเป็นผู้ก่อเหตุคนหนึ่ง จึงตั้งความหวังว่ารัฐบาล คสช.จะวางมาตรการแก้ปัญหานี้ได้เป็นอย่างดีจึงเขียนเล่าประสบการณ์การแก้ปัญหานักเรียนอาชีวะตีกันให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพิจารณามาแล้ว

แต่หาได้รับความสนใจแต่อย่างใด บทความที่ผมเขียนข้างล่างนี้ ผมนำเสนอทั้งใน สำนักข่าวเจ้าพระยา แห่งนี้ แล้วนำไปลงในบล็อก OKNATION.net

และได้ส่งไปให้ “พี่” เปลว สีเงิน อ่านและได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ ในคอลัมน์ คนปลายซอย เมื่อวันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2553 (ย้ำ 2553 ถูกต้อง)

นอกจากนี้ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 ผมได้เขียนเรื่อง จะแก้ปัญหานักเรียนอาชีวะยกพวกตีกัน ต้องให้นักเรียนอาชีวะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาครับ

เมื่อมีสิ่งบอกเหตุว่า อาจเกิดการปะทะกันอีกของนักเรียนอาชีวะรุ่นใหม่

ผมจึงขอเสนอบทความดังกล่าว ให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เผื่อจะมีประโยชน์ต่อสังคมครับ

ย้อนไปสู่ยุคอดีต สมัยผมเป็นนักเรียนอาชีวะด้วยกัน แล้วจะทราบสาเหตุที่ต้องตีกัน และวิธีแก้ไขที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว

……

ปี 2511 - 2514 ผมเรียนที่ ดุสิตพณิชยการ (ภาคเช้า)…… ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จึง ถิ่นของผม แต่เป็นแหล่งตีกันของเด็กอาชีวะสายช่าง ไม่ว่าช่างกล หรือ ช่างก่อสร้าง หรือ ช่างเทคนิคสมัยนั้น

ช่างกลไทยสุริยะ อยู่ทางทิศเหนือ, ช่างก่อสร้างดุสิต อยู่ซอยระนองทางทิศตะวันตก, เลยไปทางพระราม 6 ก็ช่างเทคนิคไทย-เยอรมัน และช่างกลพระราม 6 , ช่างก่อสร้างอุเทนถวาย ช่างกลปทุมวัน อยู่ทางทิศใต้ การช่างอินทราชัย อยู่แถวราชดำริ เลยไปหน่อยก็ เทคนิคกรุงเทพฯ ช่างกลสยามอยู่ฝั่งธน ฯลฯ

จะว่าไปแล้วเด็กพาณิชย์อย่างพวกผมไม่น่าเกี่ยวอะไรด้วย… เพราะส่วนใหญ่มีแต่ผู้หญิง หากเป็นผู้ชายก็พวกแต่หน้าตี๋ ตัวขาวๆ ลูกครึ่งไทย-จีน เรียนไปช่วยงานเตี่ยทำการค้า แต่ที่ต้องพลอยฟ้าพลอยฝน เพราะไปยืนรอรถเมล์หลายสายที่แล่นผ่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

สาวพาณิชย์ดุสิตฯ สวย ๆ ทั้งนั้น …ทำให้เด็กช่างต่างเข้ามาเหล่ หวังจีบ จึงเกิด “ศึกหน้านาง” ตีกันนัว ส่วนเด็กพาณิชย์ผู้ชายก็งั้น ๆ ยืนรอรถเมล์ กลายเป็นตัวเกะกะสมรภูมิ จึงโดนลูกหลงไปด้วย..!

เด็กพาณิชย์ไม่มีอุปกรณ์การเรียนใดๆ ที่ดัดแปลงเป็นอาวุธ ต่างจากเด็กช่าง มีไม้ที ไม้บรรทัดสามเหลี่ยม (เรียกไม่ถูก) ฟุตเหล็ก หรือแม้แต่เหล็กขูดชาฟต์ปลายแหลม รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ ที่ทำเป็นอาวุธได้

เวลาเด็กช่าง “ตีกัน” เด็กพาณิชย์อย่างผมและเพื่อน ๆ ก็จะหลบเข้าไปแอบตามซอยแยกของราชวิถี ที่สามารถทะลุไปซอยรางน้ำ บางทีหลบไม่ทันก็เจ็บตัวฟรี…

“เด็กช่าง” บางกลุ่มเห็นเด็กพาณิชย์ไม่มีน้ำยา เล่นงานง่ายๆ ก็เลยหาเรื่อง “เล่น” บ่อยๆ แล้วความอดทนของพวกผมก็ขาดผึง เมื่อนักเรียนหญิงของเราคนหนึ่งถูก “ถลกกระโปรงเตะ” โดยเด็กช่างคนหนึ่ง

เมื่อทนไม่ได้ ก็ต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีกันละครับ และ คำศักดิ์ศรีนี้แหละ ที่ทำให้เด็กนักเรียนอาชีวะตีกันมาทุกยุคทุกสมัย !

ผมแบ่งพวกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มเล็กสุด 4 – 5 คน มีผู้หญิงปนอยู่ด้วย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มกล้าเจ็บ ให้ไปยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ เกร่ไปมา ดูว่ามีเด็กช่างจากโรงเรียนที่เคยทำร้ายร่างกาย และจิตใจพวกเรามากันหรือยัง ระหว่างนั้นทุกคนระวังตัวเต็มที่ รอจนเห็นเด็กช่างสถาบันที่เคย “ตีพวกเรา” มากันได้ราว 10 กว่าคน ซึ่งมากกว่ากลุ่มกล้าเจ็บของพวกเรา

พวกผู้ชายก็เริ่มออกอาการ “กวนตีน” (ขออภัยที่ต้องใช้คำนี้นะครับ ใช้กวนเท้า อ่านแล้วไม่ได้อารมณ์-ฮา) ยั่วยุเด็กช่าง เหมือนจะบอก ”สาวรีย์นี่ถิ่นข้านะเฟ้ย” อะไรทำนองนั้น ไม่นานหรอกครับ เด็กช่างที่ห้าวอยู่แล้วก็เลือดเดือด ฮือเข้าหา…

กลุ่มกล้าเจ็บก็พากันวิ่งหนีเข้าไปในซอยระหว่างถนนราชวิถีกับซอยรางน้ำ (เมื่อก่อนมีชื่อเฉพาะเดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็น ซอยราชวิถีแล้วมีตัวเลขกำกับ)

เห็นเด็กพาณิชย์วิ่งหนี เด็กช่างยิ่งได้ใจ พากันวิ่งตามเข้าไปหมายที่จะ “อัด” เด็กพาณิชย์อย่างที่เคยมือ

พวกผมกลุ่มที่สองที่มีสิบกว่าคนพร้อมอาวุธเท่าที่ใครหามาได้ก็หามาจนมีกันครบมือ ที่ซุ่มอยู่ในร้านขายอาหารเครื่องดื่มปลายซอย ก็โผล่ออกมาตั้งรับ สมทบกลุ่มกล้าเด็กเจ็บ

เด็กช่างนึกไม่ถึง เห็นพวกผมรออยู่ก็ตกใจหันหลัง จึงกลับหลังหัน เตรียมที่จะวิ่งย้อนหลังกลับทางเดิม แต่สายเสียแล้ว พวกผมกลุ่มที่สามมีสิบกว่าคน มีอาวุธเหมือนกัน ปิดปากซอยไว้เรียบร้อย

ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ผมจำไม่ได้จริงๆ ครับ… ก็มันนานมาแล้วนี่ !

แล้วในปีสุดท้ายของการเรียน และการ “ตีกัน” จนถูกชาวบ้าน ”ด่า” คุณพ่อคุณแม่ที่นอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็นจึงเกิดขึ้น

ผมนัดหัวโจกของเด็กช่างกล ช่างก่อสร้าง และพาณิชย์เฉียบๆ ในระดับ “ประธานนักเรียน” มานั่งดูดโอเลี้ยงที่ร้านกาแฟย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ

เราคุยกันถึงอนาคตแต่ละคนที่ตีกัน ที่ปรากฎเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ทั้งรูปภาพและชื่อเสียงเรียงนามว่า หากพวกเราเรียนจบไปสมัครงานที่ไหนคงไม่มีใครเขาจะรับ

ทุกบริษัทอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ คงจดชื่อพวกเราลงบัญชีดำเอาไว้แล้ว ตีกันไปก็เจ็บตัว มีแต่เสีย เลิกตีกันดีกว่ามั๊ย แล้วพวกเราเกือบ 10 คนจากช่างกล ช่างก่อสร้าง เทคนิค พาณิชย์ ก็วางมือทับกันบนโต๊ะ ให้สัญญาเลิกตีกัน!

เท่านั้นไม่พอ เพื่อป้องกันไม่ให้มีพวกซ่าอยากดังที่หลงเหลืออยู่ ยังตีกันอีก

พวกเราตกลงตั้ง “ศูนย์อาชีวะสัมพันธ์” ขึ้นมา ทำตัวเป็น “พลเมืองดี” นอกจากผมที่ทำหน้าที่เหมือน “เสนาธิการ” แล้ว มีอีก 3 คนที่ทำหน้าที่เป็นประธานศูนย์ และรองประธานฯ คือ มีประธานนักเรียนทุกโรงเรียนที่เจ๋งๆ เป็น “กรรมการร่วม”

เรา “คุยกันเสร็จ” ต่างก็กลับไป “คัดเลือก” ตัวเอี้ยๆ ของแต่ละโรงนัดเจอกันทั้งหมด ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดน่าจะใช้โรงอาหารในโรงเรียนช่างก่อสร้างดุสิต คุยกัน

แล้วพวกเราใน “ศูนย์อาชีวะสัมพันธ์” ก็ตั้งให้บรรดามือเนี้ยบๆ ของทุกโรงเรียนเป็น “สารวัตรนักเรียนอาชีวะ” (คนละชุดกับสารวัตรนักเรียน ของกรมพลศึกษาในยุคนั้นนะครับ)

เราทำ เข็ม หรือ อาร์ม (เรียกไม่ถูก) ให้เด็กอาชีวะทุกคนที่ได้รับการ ”คัดเลือก” เป็น “สารวัตรนักเรียน” นำไปติดที่ “หน้าอกเสื้อ” ด้านขวาเหนืออักษรย่อของแต่ละโรงเรียน.. ดูเด่นสะดุดตา

กรรมการ 4 คนที่เป็น “แกนนำ” ตระเวนพบอาจารย์ใหญ่และอาจารย์ผู้ปกครองโรงเรียนต่างๆ เรียนให้ท่านทราบถึงจุดประสงค์ของพวกเรา และ ขอสิทธิพิเศษให้ ”สารวัตรนักเรียน” เลิกเรียกก่อนเพื่อนๆ 1 ชั่วโมง

เพื่อให้ สารวัตรนักเรียนอาชีวะ ทุกคนกระจายไปยืนตามป้ายรถเมล์ หรือหน้าศูนย์การค้า (ที่ยังไม่มากนัก) ที่ดังๆ ก็ ศูนย์การค้าสยาม และสี่แยกต่างๆ เช่น แยกสะพานควาย และที่ที่เป็นแหล่งพะบู๊ของนักเรียนอาชีวะ

ทุกป้ายหรือทุกย่าน จะมี “สารวัตรนักเรียน” คละกันคือมีทั้ง เด็กช่าง และเด็กพาณิชย์…ป้ายเล็กก็น้อยหน่อย ป้ายใหญ่ก็เยอะหน่อย

หน้าที่ของ “สารวัตรนักเรียน” คือคอยควบคุมการเดินทางไปต่อรถเมล์ของเด็กอาชีวะทั้งหมด ทั้งที่อยู่ในข้อตกลง และนอกข้อตกลง พวกในข้อตกลงคือ โรงเรียนที่ตีกันมาแล้ว และมีความสามารถพิเศษที่เขียนในใบสุทธิไม่ได้คือ ทำระเบิดพลาสติกและระเบิดขวดเป็น

ส่วนพวกนอกข้อตกลง ก็โรงเรียนที่ยังไม่มีประสบการณ์ตีกับใคร หรือทำระเบิดขวดไม่เป็น โรงเรียนพวกนี้ไม่อยู่ในสัญญาด้วย แรกๆ พวกเด็กนอกสัญญาก็ “ทำซ่า” อยากลองดีกับ “สารวัตรนักเรียน”

บางคนจึงถูกสารวัตร “หิ้ว” ไปคุยด้วยในที่ลับตาชาวบ้าน… วันหลังๆ กลายเป็นเด็กเรียบร้อยน่ารักมาก!

กิจกรรมที่พวกเราทำกันล่วงรู้ไปถึงหู พ.อ.การุณ เก่งระดมยิง ที่จัดรายการป๊อป ท็อป ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 พ.อ.การุณให้เจ้าหน้าที่มาตามผมไปคุยและสอบถามความเป็นมาในการแก้ปัญหานักเรียนตีกันว่าทำไมตกลงกันได้

ผมก็เล่าให้ฟังตรงๆ อย่างที่เขียนมาในบทความนี้ และสรุปว่า พวกผมเบื่อตีกัน ก็เลยจับมือกัน เอาเด็กที่เกเรมาตั้งให้เป็นสารวัตรนักเรียน คอยคุมกันเอง ทุกอย่างจึงจบลง

ท่านสนใจมาก ขอให้พวกผมเข้าไป “สาธิตการตีกัน” ในรายการของท่านในห้องส่งช่อง 5 อนุญาตให้มีการทำระเบิดเข้าไปขว้างด้วย แต่ขอให้เป็นแค่ระเบิดควันเท่านั้นนะ ขืนเป็นระเบิดจริงๆ จะโดนจับ

วันที่เตี๊ยมกันวันกับ พ.อ.การุณ นั้น พวกเราแต่งเครื่องแบบนักเรียนอาชีวะของใครของมัน ทยอยเข้าไปในบริเวณสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ที่สนามเป้ากันที่ละคนสองคน ไม่อยากให้ผู้เข้าชมรายการที่เนืองแน่นแตกตื่น

พ.อ.การุณ ท่านวางแผนไว้อย่างแนบเนียนครับ… ไม่บอกลูกน้องแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าตากล้อง ช่างไฟ ช่างเสียง.. ฯลฯ

ถึงเวลาดำเนินรายการท่านก็ว่าของท่านไปเรื่อย เหมือนปกติทุกอย่าง ราย การป๊อปท็อป ของ พ.อ.การุณ เก่งระดมยิง ยุคนั้นเป็นรายการยอดนิยม มีผู้ชมทั่วประเทศเชียวนะครับในสมัยนั้น


พอได้เวลานัดหมาย ประตูทางเข้าห้องส่งด้านซ้าย – ขวา ก็ถูกพวกผมที่แบ่งกันเป็น 2 กลุ่มเปิดออก แล้วต่างก็วิ่งกรูกันเข้าไป ทันใดนั้นเองไฟบนเพดานห้องส่งก็ดับลง…

พวกผมส่งเสียงเอะอะโวยวาย ไล่ตีกันจ้าละหวั่น พอได้จังหวะพวกมือระเบิดก็ขว้างระเบิดควันตูม ควันฟุ้งกระจายไปทั้งห้องส่ง คนดูต่างแตกตื่นกันโกลาหล วิ่งหนีกันจะโต๊ะล้มระเนระนาด ตอนนั้นผมได้สนใจอะไรละครับ ล่อกันนัวเนียอย่างสนุกสนาน

ครู่ต่อมา ท่าน พ.อ.การุณ ก็สั่งเปิดไฟ.. พอทั้งห้องสว่าง พวกเราก็หยุดยืนอยู่กับที่…แล้ว พ.อ.การุณ ก็เล่าความจริงให้ผู้คนในห้องส่ง และผู้ชมทางบ้านได้รับทราบ

ปีนั้น พ.อ.การุณ เก่งระดมยิง พาผมและเพื่อนอีก 3 คนที่เป็นหัวโจก เข้าพบจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี เพื่อรับโล่ ในฐานะผู้มีส่วนแก้ปัญหาให้สังคมได้ระดับหนึ่ง

(เสียดายที่โล่ และเข็มหรืออาร์มที่เคยเก็บไว้ได้สูญหายไปเสียแล้ว)

…………

ผมย้อนอดีตเรื่องนี้ ใช่ว่าจะพูดถึงวีรกรรมของตัวเองนะครับ แต่ผมอยาก “ยกตัวอย่าง” การแก้ปัญหาวัยรุ่นที่กำลังมีปัญหาให้ถูกจุด ซึ่งผมเคยเขียนข้อเสนอให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพิจารณามาแล้วดังนี้

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

1.ห้ามนักเรียนทุกวันพกพาอะไรออกมาจากโรงเรียน

2.กระทรวงศึกษาธิการต้องจัด ”สารวัตรนักเรียน” จากกรมพลศึกษา หรือ อาสาสมัครจากโรงเรียนต่าง ๆ มาดูแลในชั่วโมงเร่งด่วน

3.ทำทะเบียนนักเรียนที่มีพฤติกรรมรุนแรง แล้วส่งเข้าอบรมเพื่อละลายพฤติ กรรมร่วมกัน อาจใช้หลักสูตรของลูกเสือชาวบ้านก็ได้

4.เชิญผู้ปกครองมาทำสัญญารับรองพฤติกรรมของลูกตัวเอง และยอมรับการลงโทษของโรงเรียนหรือทางราชการ

5.จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมให้เด็กเหล่านี้ทำ

6.จัดรถเมล์รับนักเรียนจากแต่ละโรงเรียนไปส่งยังจุดหมายปลายทางที่เป็น ชุมสายรถเมล์เพื่อให้ทุกคนกลับบ้านโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากัน

การแกปัญหาระยะยาว

รัฐบาลโดย กระทรวงศึกษาธิการ กับ กองทัพไทย ต้องประชุมร่วมกันเพื่อปรับสถานะของโรงเรียนอาชีวะทุกแห่ง ให้เป็นโรงเรียนช่างฝีมืออย่างแท้จริง

หากเป็นไปได้ ควรใช้หลักเกณฑ์ในการเรียน เหมือนที่ โรงเรียนช่างฝีมือทหาร ใช้ นั่นคืออาจแต่งเครื่องแบบเหมือนกันหมดทุกสถาบัน

นั่นคือ ใช้ระบบ “วินัย” เข้ามาควบคุมนักเรียนอาชีวะทุกสาขาให้อยู่ใน ”กรอบ” ต้องตั้งเป้า “สร้างคนดีมีฝีมือในเชิงช่าง” ออกไปรับใช้สังคมและชาติ

ส่วนหลักวิธีการเรียนการสอนให้อ่อนตัวตามความเหมาสมของแต่ละพื้นที่ นั่นคือประสานข้อตกลงกับสภาอุตสาหกรรม แล้วผลิตบุคลากรป้อนสถานที่เหล่านั้น

ผมเชื่อด้วยใจบริสุทธิ์ว่า เด็กวัยรุ่นทุกคน “รักเครื่องแบบ” อยากมีเครื่องแบบ “อยากมีสี” แต่ถูกคนในสังคมมองอย่างดูถูกดูแคลนว่าเป็น นักเรียน “ชั้นสอง” หากเทียบกับสายอุดมศึกษา

รัฐบาลและผู้ใหญ่ “ต้องให้โอกาส” เด็กเหล่านี้ได้มีสิทธิแสดงความเป็นนักเรียนที่มีเกียรติ ”สื่อมวลชน” ต้องเลิกซ้ำเติมพฤติกรรมของเด็กอาชีวะที่ผิดพลาดไปแล้ว เช่นเรียกนักเรียนนักเลง หรือกุ๊ย ด้วยการให้อภัย

รัฐบาลและกองทัพ ต้องตั้งคณะทำงานเพื่อหาวิธีการครับ ก่อนที่เด็กอาชีวะจะถูกกลุ่มคนเสื้อสีนั้นสีนี้ที่กำลังอยากสร้างสถานการณ์วุ่นวายในบ้านเมือง ดึงไปเป็นกำลังเสริมอีกส่วนหนึ่ง.

…..

นี่คือ บทความเกี่ยวกับการแก้ปัญหานักเรียนอาชีวะที่ผมเขียนในปี 2553 ที่ได้รับการแก้ไขบางจุดให้เหมาะสม

ซึ่งต่อมา ในปี 2558 มีบางข้อ ปรากฎอยู่ในมาตราการที่ คณะกรรมการฯ ที่รัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ แต่น่าเสียดายที่ขาดความต่อเนื่องในการทำงาน

หรืออาจเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของผู้ที่เป็นกรรมการ ทำให้การแก้ปัญหาขาดช่วง หรือ อาจเป็นเพราะแต่ละคนต่างก็มีภาระหน้าที่ หรือ งานประจำที่ต้องทำ

ผมอยากเห็น รัฐบาลกำหนดกรอบการแก้ปัญหานักเรียนตีกันเอาไว้ให้มั่นคง เสมือนหนึ่งระเบียบหรือข้อบังคับ ที่มีผู้รับผิดชอบถาวร คล้ายหน่วยงานหนึ่ง ที่ต้องทำงานตลอดเวลา ไม่ว่าเด็กจะตีกันหรือไม่

นั่นคือให้ความรู้ หรือทำความเข้าใจกับเด็กนักเรียนอาชีวะ ให้เขารู้สถานะของพวกเขาให้พวกเขาภาคภูมิใจ แล้วให้พวกเขาเกิดความอยากที่จะแก้ปัญหาของเขาด้วยกันเอง

ดังพระราชดำรัสในหลวง รัชกาลที่ ๙ ที่ว่า “การแก้ปัญหาให้ได้ผลต้องระเบิดมาจากข้างใน” ครับ


ภาพประกอบ : เดลินิวส์ และสำนักข่าวอิศรา


About blogger

สำนักข่าวเจ้าพระยา

Leave a Reply





พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com