กราบขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรี ที่เตรียมตั้งคณะกรรมการตรวจงานฯ แต่อย่าถึงกับเป็น “ซุปเปอร์บอร์ด” เลยครับ !

96

ภาณมาศ ทักษณา

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ผมเขียนบทความเรื่อง ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านสั่งเตรียมรับมือภัยแล้งน้ำท่วมมาเยอะแล้ว เปลี่ยนเป็นการ ตรวจงาน” บ้างเถิด

95

เพราะเห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.รวมทั้ง รัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ “ขยันสั่งราชการ” กันจัง แต่ไม่ค่อยปรากฏ “เนื้องาน” ออกมาให้เห็นสักที – ในตอนหนึ่งผมเขียนว่า

…..

ผมจึงใคร่ขอเสนอให้รัฐบาลตั้ง คณะกรรมการติดตามการทำงานตามคำสั่งรัฐบาล” ขึ้นมาสักชุดหนึ่ง โดยมีบุคลากรทีท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ไว้ใจได้” มาทำงาน

แล้วประกาศรับอาสาสมัครในแต่ละจังหวัดที่เคยประสบปัญหาภัยแล้งหรือน้ำท่วม เหมือนที่ผมเคยทำ กลุ่มไทยอาสาตรวจงานแผ่นดิน (ทส.ตง.) นั่นแหละครับ

แล้วให้ “อาสาสมัครที่รัฐบาลจะรับในจังหวัดต่าง ๆ” ทำหน้าที่ไปติดตามการทำงานของส่วนราชการต่าง ๆ แล้วนำมารายงานให้ “คณะกรรมการติดตามฯ” ที่ท่านนายกฯ แต่งตั้งรับทราบ

ว่า “งานท่านนายกฯ หรือท่านรัฐมนตรี” เคยสั่งการตั้งแต่ปีมะโว้ คืบหน้าไปแค่ไหน หรือ ยังไม่ได้ทำอะไรกันเลย ท่านจะได้ลงแส้กลางหลังข้าราชการปัญญาอ่อนได้ถูกคน…

……..

หลังจากเขียนบทความเสร็จ ผมก็ใส่ซองส่งไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาพิจารณาตามคำเรียกร้อง (บทความที่ผมเขียนถึงท่านใด ผมจะใส่ส่งไปให้อ่านทุกท่านครับ)

และแล้วในวันนี้ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้พูดถึงเรื่องนี้ ในตอนท้ายของการพูดเรื่องส่องเศรษฐกิจ 4.0 ปีไก่ทอง เนื่องในงานฉลองครบรอบ 40 ปีของหนังสือพิมพ์มติชน

นายสมคิดพูดว่า “เร็ว ๆ นี้ นายกรัฐมนตรีจะจัดตั้งซุปเปอร์บอร์ดเพื่อดูแลโครงการที่ได้รับอนุมัติไปแล้วทั้งหมดในรัฐบาลนี้เพื่อตรวจสอบว่าแต่ละโครงการที่ได้รับอนุมัติมีการเบิกจ่ายอย่างไร หรือมีช่องที่จะเอื้อต่อการทุจริตหรือไม่

โดยรัฐจะให้ความสำคัญกับเรื่องของราคากลางที่ต้องมีมาตรฐานเหมือนต่างประเทศมีหน่วยงานกลาง เช่น วิศวกรรมสถานมาดูแลราคากลาง และช่วยผลิตบุคลากรที่เป็นนักประเมินราคา ซึ่งจะช่วยลดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น”

บอกตามตรงว่า เห็นข่าวนี้แล้วผมมีทั้งดีใจและกังวลใจครับ

ดีใจที่ท่านนายกฯลุงตู่ เตรียมตั้งคณะกรรมการติดตามงานทุกโครงการที่รัฐบาลสั่งลงไป คล้าย ๆ กับที่ผมเสนอเอาไว้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์นะสิครับ

แต่ที่กังวลใจ เพราะเกรงว่า กรรมการที่ท่านกำลังจะแต่งตั้ง “จะไม่มีเวลาลงไปตรวจงาน” เพราะเป็นถึง “ซุปเปอร์บอร์ด” ที่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่า คงเป็นคนใหญ่คนโตในวงราชการเป็นแน่แท้…

ผมจึงใคร่ขอกราบเรียนท่านนายกฯลุงตู่ว่า ขอความกรุณาตั้ง บุคลากรที่ท่านนายกรัฐมนตรี ไว้ใจได้” มาเป็นหัวหน้าทีมรวบรวมเอกสาร กับ “มือ-ไม้” อีกจำนวนหนึ่งก็น่าจะพอครับ

ส่วนคนที่จะเป็น “หู-ตา” ตรวจสอบงานของโครงการต่าง ๆ ก็ ประกาศรับสมัคร อาสาสมัครในแต่ละจังหวัด เหมือนที่ผมขอร้องเพื่อน ๆ ในเฟซบุ๊กให้ช่วยส่งรูปและเรื่องมาให้ผมนั่นแหละครับ

ผมมั่นใจว่าผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็น อาสาสมัครในแต่ละจังหวัด คงจะมีใจที่จะทำงานตรวจสอบโครงการของรัฐได้อย่างถึงลูกถึงคนกว่า “ซุปเปอร์บอร์ด” อย่างแน่นอน เพราะมีเวลากันอย่างเต็มที่

และผมคิดว่า การแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ 7 ท่าน แต่ไม่มีเวลาทำงานจึงขาดประชุม เนื่องจากติดภารกิจโน่นนี่นั่น ก็น่าจะเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดีนะครับ

ผมหวังว่า ข้อเสนอของผมในเรื่องนี้ คงจะได้รับความเมตตาจากท่านนายกรัฐมนตรี นำไปพิจารณาและเปลี่ยนแปลงการตั้งคณะกรรมการที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวได้ทันการณ์นะครับ – กราบขอบพระคุณครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สมคิด กำลัง “ชักน้ำเข้าลึก-ชักศึกเข้าบ้าน” หรือเปล่า กรณีชวน “อาลีบาบา” กับ “หัวเว่ย” มาไทย ?!?

94

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมเขียนถึง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในลักษณะวิจารณ์การทำงานในตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ติดต่อกันมา 2 ตอน คือ

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 เขียนเรื่อง ปั้น “เอสเอ็มอี” จนล้มเหลวมาแล้ว รองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังหน้าด้านจะปั้น “สตาร์ตอัพ” อีกหรือ

แล้ววานนี้ 22 กุมภาพันธ์ 2560 เขียนเรื่อง จาก “อาตี๋” จัง ฮั้ง กวง ขวัญใจ ทักษิณ ชินวัตร วันนี้เขาคือ… สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ขวัญใจ คสช. !

ที่ตั้งชื่อเรื่องตอนที่สองอย่างนั้น ผมมิได้มีเจตนาดูหมิ่นนายสมคิดแต่อย่างใด เพราะคำว่า “อาตี๋” เป็นคำที่ชาวจีนใช้เรียกเด็กผู้ชาย ส่วนชื่อจีนนายสมคิดก็เป็นผู้บอกเอง

และที่ผมบอกว่านายสมคิดเป็นขวัญใจของทักษิณ ชินวัตร เพราะในยุคที่พรรคไทยรักไทยครองเมืองนั้น นายสมคิดสื่อต่างก็ยกให้นายสมคิดเป็นขุนพลข้างกายทักษิณ

อธิวัฒน์ ทรัพย์ไพฑูรย์ ผู้รวบรวมคำปาฐกถาของนายสมคิดมาตีพิมพ์เป็นพ๊อกเก็ตบุ๊กชื่อ คิดอย่างสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ถึงกับยกให้เขาเป็นทายาททางการเมืองของทักษิณ

92

หากใครได้อ่านหนังสือเล่มนั้นจะพบว่า สิ่งที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.กำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ “เกือบทั้งหมด” นายสมคิด…. เคยคิดและเคยทำมาแล้วทั้งสิ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจ เอสเอ็มอี.นั้นกล่าวได้ว่า “เกิดมากับมือของสมคิด” จนถึงวันนี้ก็ 16 ปีแล้ว แต่แทนที่เอสเอ็มอี.จะเป็นฐานที่มั่นคงกลับกลายเป็นธุรกิจที่เลี้ยงไม่โต

จนรัฐบาล คสช.ต้องเข้ามาโอบอุ้มด้วยอัดเงินงบประมาณเข้าไป และแทนที่นายสมคิดและพวกจะช่วยกันทำให้ เอสเอ็มอี.เป็นวัยรุ่นที่เข้มแข็งเขากลับปล่อยให้เป็นไปตามกรรม

แล้วหันมาปลุกปล้ำสร้างธุรกิจตัวใหม่ในชื่อ สตาร์ทอัพ ด้วยข้ออ้างคล้าย ๆ กับที่เคยอ้างตอนที่เสนอให้ประเทศไทยมีธุรกิจเอสเอ็มอี.เมื่อ 16 ปีที่แล้วอย่างไรอย่างนั้น

ผมไม่ได้ดูถูกฝีมือของนายสมคิด หากไม่เห็นอาการล้มลุกคลุกคลานของธุรกิจ เอสเอ็มอี.มาก่อน จึงได้เขียนทักท้วง แม้ว่าสตาร์ทอัพจะเป็นส่วนหนึ่งของไทยแลนด์ 4.0 ก็ตาม

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 หนังสือพิมพ์มติชน สัมภาษณ์ประเด็นสำคัญที่นายสมคิดจะพูดในงานมติชนก้าวที่ 40 ก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 เอาไว้ตอนหนึ่งที่ผมอ่านแล้วตกใจมาก

นายสมคิดพูดอย่างภาคภูมิใจว่าได้ชักชวนเว็บไซด์ขายส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ “อาลีบาบา” และผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมเครือข่ายชั้นน้ำของจีนคือ “หัวเว่ย” ให้เข้ามาเปิดและสร้างตลาดให้สินค้าไทย

ซึ่งคนทั่วไปอาจเห็นดีเห็นงามตามที่นายสมคิด คิดและทำลงไป แต่ในฐานะที่คลุกคลีกับข่าวการเมืองเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องถึง 40 ปี – ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงครับ

เพราะทั้ง 2 รายนั้น “มีสินค้าในมือ” นับพันนับหมื่นชิ้นอยู่ในเว็บไซด์ของตัวเอง ส่วนไทยมีสินค้าที่พออวดเขาได้คือมีคุณภาพและชื่อเสียงจริง ๆ หลักสิบหลักร้อยเท่านั้นกระมัง…

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผมเป็นห่วงว่า ทั้ง “อาลีบาบา” และ “หัวเว่ย” นั่นแหละจะเข้ามายึดครองตลาดค้าปลีกในเว็บไซด์ของไทย แทนที่จะช่วยเป็นแหล่งขายสินค้าไทยครับ

อย่างไรก็ตาม ผมก็มีปัญญานำเรื่องนี้มาเรียนให้ท่านผู้มีเกียรติทราบตามหน้าที่สื่อมวลชน ที่ต้องกล่าวภัยที่อาจจะเกิดแก่สังคมประเทศชาติเพียงนี้

เพราะขืนดันทุรังต่อไป ไม้ซีกอย่างผมออกแรงงัดไม้ซุงอย่างนายสมคิดบ่อย ๆ วันหนึ่งอาจจะหักกลางก็ได้ จึงขอจบเรื่องนายสมคิดแต่เพียงนี้ครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

จาก “อาตี๋” จัง ฮั้ง กวง ขวัญใจ ทักษิณ ชินวัตร วันนี้เขาคือ… สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ขวัญใจ คสช. !

77

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ผมวิจารณ์การทำงานของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่พยายามจะสร้างสตาร์ทอัพขึ้นมา หลังจากเคยล้มเหลวจากการสร้างธุรกิจเอสเอ็มอีมาแล้วด้วยเรื่อง

ปั้น “เอสเอ็มอี” จนล้มเหลวมาแล้ว รองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังหน้าด้านจะปั้น “สตาร์ตอัพ” อีกหรือ (1) และทิ้งท้ายปลายคอลัมน์เอาไว้ว่า

พรุ่งนี้ผมขอเขียนถึงเรื่องนี้ต่อนะครับ เพื่อให้ท่านผู้มีเกียรติที่รู้จักนายสมคิดไม่มากนัก ได้รู้จักนายสมคิดมากขึ้น เพื่อที่จะตัดสินใจอีกครั้งว่า ควรจะเชื่อหมอนี่ต่อไปอีกหรือไม่ครับ !

วันนี้มาต่อตอนที่ 2 กันนะครับ และเพื่อมิให้เรื่องนี้คลุมเครือสำหรับท่านผู้มีเกียรติที่ไม่รู้จักนายสมคิดมาก่อน ก็ขอให้นายสมคิดแนะนำตัวเอง ผ่านปาฐกถาสมัยเขาเล่นการเมืองใหม่ ๆ เมื่อปี 2544 ละกันนะครับ

ในการปาฐกถาเรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ประเทศไทย” เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 ที่หนังสือพิมพ์ตงฮั้ว และไทยธนาคารเชิญนายสมคิดไปพูดนั้น หนังสือพิมพ์ตงฮั้วได้ลงภาพที่มีชื่อจีนของนายสมคิด

นายสมคิดบอกว่าทันทีที่เห็นภาพนั้นทำให้เขาคิดถึงคุณพ่อที่เคยบอกว่า “กวงเอ้ย… เมื่อไรจะมีโอกาสเห็นชื่อ จัง ฮั้ง กวง บนหนังสือพิมพ์ที่อ่านเสียที” เขาบอกว่าตอนที่ได้ยินแรก ๆ ไม่ได้เอาใส่มากนัก…

จากนั้นได้พูดถึงตัวเองว่า “ชื่อจีนของผมคือ จัง ฮั้ง กวง ผมเกิดที่เยาวราช ตรอกเทียนกัวเทียน จำได้ว่าปากซอยมีร้านขายทอง อีกข้างหนึ่งมีร้านขายซาลาเปา ขายขนมปัง จากนั้นย้ายไปอยู่แถววัดเกาะ

แถว ๆ บ้านเจียไต๋ ได้มีโอกาสกินลูกชิ้นของเหล่าโหงว จากนั้นก็ไปอยู่แถบสะพานเหลือง… โรงเรียนแห่งแรกที่เรียนคือ โรงเรียนเขี่ยวกวง(คริสต์ธรรมวิทยา) ตรงข้ามสะพานเหลือง

แล้วก็โยกไปอยู่ตรงที่ขณะนี้เป็นห้างสรรพสินค้าโรงบินสัน ก็คือ โรงเรียนพาณิชยวิทยาลัย แผนกสามัญ ได้มีโอกาสเรียนภาษจีนตอนเด็ก ๆ น่าเสียดายที่เลิกเรียนกลางคัน” นั่นเป็นประวัติในช่วงวัยเด็กที่นายสมคิดเล่าให้ฟัง

ส่วนประวัติในช่วงที่เป็นหนุ่มแล้ว นายสมคิดพูดในการปาฐกถาเรื่อง “เศรษฐกิจไทยกับความในใจ ดร.สมคิด” เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2544 เหมือนต้องการแนะนำตัวหลังรับตำแหน่งรัฐมนตรีคลังในรัฐบาลทักษิณใหม่ ๆ

“ตั้งแต่สำเร็จการศึกษาจากอเมริกามา เนื่องจากผู้ใหญ่ให้ความเมตตา ผมก็มีโอกาสเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับภาคเอกชน สถานที่แรกที่เข้าไปทำงานคือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย..

ผมจบเศรษฐศาสตร์ แล MBA การเงิน และมาการตลาด แต่งานแรกที่มีโอกาสเข้าสู่เอกชนนั้นคือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงที่กำลังจะ take off พอดี” ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งนี้

“เข้าไปนั่งอยู่ใน Leasing Committee อยู่ 10 กว่าปี ได้เห็นตั้งแต่นักธุรกิจธรรมดาเดินผ่านเข้า และเดินผ่านออกไปเป็นมหาเศรษฐีคนแล้วคนเล่า แล้วก็กลายเป็นคนล้มละลาย”

79

จากตลาดหลักทรัพย์ฯ มีคนชวนไปทำเรื่องฐานข้อมูลเรื่องหุ้นที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ก่อนที่จะไปเป็นที่ปรึกษากลุ่ม Customer แล้วเข้าสู่วงการ finance แล banking 2 – 3 แห่ง

ต่อจากนั้นนายสมคิดก็เข้าสู่วงการอุตสาหกรรมหลักอีก 2 – 3 แห่ง ซึ่งเขาบอกว่าไปถึงตลาดก็ได้เห็นอะไรบางอย่างเป็น jigsaw puzzle…. แล้วเขาก็เข้าสู่เวทีการเมือง โดย

“ผมพบ ดร.ทักษิณ เมื่อ 7 – 8 ปีที่แล้ว(หลังปี 2544) ท่านให้ความเมตตา เอาผมไปช่วยเรื่องกระทรวงต่างประเทศ.. จากนั้นก็ไปกระทรวงพาณิชย์ ไปสู่ทำเนียบ กระทรวงอุตสาหกรรม แล้วไปกระทรวงการคลังในขณะที่ประเทศเข้าสู่วิกฤติ”

อ่านถึงตรงนี้แล้ว เหมือนตอนที่เขารับเชิญจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เปี๊ยบเลยนะครับ คือประเทศกำลังวิฤกติเหมือน ๆ กัน

อีกตอนหนึ่งในการปาฐกถาเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2544 นายสมคิดเคยพูดถึงตัวเอง เอาไว้ว่า…

“พวกผมไม่ใช่นักการเมือง พวกผมมาที่นี่เพื่อทำงาน วันหนึ่งก็ต้องออกไป คนที่เข้ามาเพื่อทำงานไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตา ว่าผมทำอะไรบ้าง ทำงานออกมาให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติได้ เราไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ บังเอิญเป็นอาชีพใหม่ของผม”

เมื่อ 16 ปีที่แล้วนายสมคิดบอกว่าเขาไม่ใช่นักการเมือง เข้ามาแก้ปัญหาให้ประเทศผ่านวิกฤติ …ก็ไม่ต่างจากที่เขาเคยให้สัมภาษณ์สื่อในช่วงที่ผ่านมาอีกนั่นแหละ

ผมจำได้เขาเคยให้สัมภาษณ์หน้าการเมืองไทยรัฐว่าหลังจากนี้จะไม่เล่นการเมือง แต่อยากฝากคนหนุ่มไว้ในวงการนี้สัก 2 – 3 คนซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นศิษย์ก้นกุฏิที่มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีในขณะนี้

78

ผมจำได้ว่าในการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้น เขาพูดด้วยซ้ำว่าอาจจะฝากไว้กับพรรคประชาธิปัตย์… ซึ่งก็คงต้องดูกันต่อไปนะครับว่า เขาจะรักษาคำพูดเอาไว้ได้แค่ไหน

เป็นอันวันในตอนที่ 2 นี้ ท่านผู้มีเกียรติได้รู้จัก นายสมคิดแล้วว่าเป็นใครมาจากไหน เคยทำอะไรมาบ้าง พรุ่งนี้ผมจะพูดถึง “ความฝัน” ของนายสมคิดอีกสักตอนนะครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สมเด็จพระสังฆราช มิได้มีพระดำรัสถึงวัดพระธรรมกาย แต่อย่างใด โปรดเข้าใจตามนี้ !

73

ภาณุมาศ ทักษณา

ตามที่มีผู้เผยแพร่ “ภาพ” และ “เรื่องราว” เกี่ยวกับ พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระสังฆราช ในสื่อออนไลน์ อ้างถึงชื่อผู้เผยแพร่ Cr. พรพรรณ คล้ายพาลี เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2560 มีข้อความว่า…

“เด็ดขาดดีแท้ …… สมเด็จพระสังฆราชมีบัญชา กรณีของวัดพระธรรมกาย โดยพระพรหมมุนี เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ถ่ายทอดว่า

ให้เจ้าคณะปกครอง ที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายทั้งหมด ประชุมหารือ ถึงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธาน การประชุมเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับผู้แทนกระทรวงยุติธรรม และผู้แทน มส. เข้าสังเกตการณ์”

และข้อความอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ผมอ่านดูแล้ว คำที่ใช้ในเรื่องดังกล่าว ไม่น่าจะมาจากพระดำริของสมเด็จพระสังฆราชฯ

แต่น่าจะมาจากผู้ปล่อยข่าวนั้น(ผมขอไม่นำมาเผยแพร่ในที่นี้ – แต่บันทึกเก็บไว้แล้ว)

หลังจากนั้น ผมจึงตรวจสอบข่าวสารจากสื่อสิ่งพิมพ์จำนวน 7 ฉบับ ปรากฎว่า สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มิได้ทรงมีพระดำรัสถึงวัดพระธรรมกาย ตามที่มีผู้เขียนถึงพระองค์แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ข้อเท็จจริงคือ…

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ รายงานข่าวแต่เพียงว่า เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช หารือนอกรอบ ดังนี้

74

ส่วนใน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ให้รายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า

“ที่ประชุม มส.ได้รับทราบกระแสพระราชดำรัสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 เกี่ยวกับโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย”

และ “ที่ประชุม มส.น้อมรับกระแสพระราชดำรัส พร้อมแจ้งยังพระสังฆาธิการน้อมรับมาสู่การปฏิบัติให้เป็นหลักทางใจของประชาชนต่อไป” แล้วปิดท้ายด้วยข่าวแต่งตั้งพระพรหมมุนีเป็นเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

ขณะที่ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก นำเสนอข่าวว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จพระดำเนินจากตำหนักอรุณ เป็นองค์ประธานการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.)เป็นครั้งแรก

นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนา(พศ.) ให้ข่าวว่า ในการประชุมไม่ได้มีการหารือถึงกรณีวัดพระธรรมกาย แต่ มส.ก็มีความเป็นห่วงในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

และว่า “ทั้งนี้ พระพรหมมุนี เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช มีบัญชาให้ เจ้าคณะปกครองที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายทั้งหมดประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ในเนื้อข่าวอีกตอนหนึ่งเขียนว่า “อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระสังฆราชไม่ได้มีรับสั่งอะไรโดยตรงในเรื่องวัดธรรมกายกับทาง พ.ศ.แต่อย่างใด”

ส่วนหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ได้รายงานข่าวเดียวกันว่า นายพนม ศรีศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา(พศ.) เปิดเผยว่า

75

“พระพรหมมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในฐานะเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้หารือกับตนเองและมีบัญชาให้ทาง พศ.ประสานกับทางสมเด็จพระชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม

ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง พระราชวิสุทธิเวที เจ้าคณะภาค 1 และพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี นัดหารือกันเพื่อหาทางแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับทางวัดพระธรรมกาย”

ขณะที่หนังสือพิมพ์ 3 ฉบับคือ มติชน  เดลินิวส์ และ ไทยโพสต์ ก็มิได้รายงานข่าวว่าสมเด็จพระสังฆราช มีพระดำรัสเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย

ข้อพิจารณาคือ…

หากผู้เผยแพร่ภาพและข่าวนั้น มิได้มีเจตนาร้ายต่อสมเด็จพระสังฆราช โดยเจตนาที่จะให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจผิดในพระองค์ ก็อาจจะเกิดจากความสับสนจากการอ่านข่าว

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากเนื้อหาสาระและการโยงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่จริงจนดูเหมือนจริงแล้ว ผมก็ไม่เข้าใจว่าผู้เผยแพร่ภาพและข่าวนั้น มีเจตนาต่อสมเด็จพระสังฆราชอย่างไร

ในฐานะพุทธศาสนิกชน และในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่ง ผมขอทำหน้าที่กลั่นกรองข่าวที่เกิดขึ้นมานำเสนอต่อท่านผู้มีเกียรติที่อ่านบทความของผมเท่านั้นครับ

ส่วนผู้เผยแพร่ภาพและข่าวจะมีเจตนาดีต่อสมเด็จพระสังฆราช และศาสนาพุทธของเราอย่างไร

ก็ขอให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ จะทำหน้าที่สอบสวนทวนความเองนะครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ปั้น “เอสเอ็มอี” จนล้มเหลวมาแล้ว รองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังหน้าด้านจะปั้น “สตาร์ตอัพ” อีกหรือ (1)

46

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ 21 กุมภาพันธ์ 2560 หนังสือพิมพ์มติชน สัมภาษณ์พิเศษ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ถึงแนวคิดการผลักดันประเทศไทยสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ผ่านผู้ประกอบการรุ่นใหม่(สตาร์ตอัพ)

ผมนั่งอ่านคำให้สัมภาษณ์นั้นด้วยความรู้สึกเหมือนถูกนายสมคิด “หลอกให้ดีใจเป็นครั้งที่สอง”

และมีความรู้สึกเหมือนนายสมคิดกำลัง “ชักน้ำเข้าลึก-ชักศึกเข้าบ้าน” แล้วก็ทิ้ง “ซากประเทศไทย” เอาไว้

ที่กล่าวอย่างนั้น เพราะบังเอิญช่วงที่นายสมคิด เล่นการเมืองอย่างจริงจังครั้งแรกในปี 2544 นั้น ผมยังอยู่ในวงการข่าว จึงเห็นการทำงานของนายสมคิดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เป็น รมว.คลัง จนถึง รองนายกฯ

ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย “ปูนบำเหน็จรางวัล” ให้ ในฐานะที่นายสมคิดเป็นต้นคิดนโยบายให้พรรคไทยรักไทยนำไปหาเสียงจนชนะเลือกตั้ง และได้เป็นรัฐบาล

พรรคไทยรักไทยหาเสียงด้วยคำขวัญว่า “คิดใหม่ ทำใหม่” คือหาเสียงต่างไปจากพรรคการเมืองต่าง ๆ อย่างท้าทายความรู้สึกของประชาชนว่า ทำได้จริงหรือ – ทำให้คนไทยจำนวนมากอยากลอง

และ หนึ่งในสิ่งที่ พรรคไทยรักไทยหาเสียงไว้ก็คือการผลักดันให้แต่ละท้องถิ่นสามารถผลิตสินค้าของตัวเองออกขายได้ในนามสินค้าโอท๊อป เพื่อพัฒนาตัวเองเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี.จน 2 คำนั้นเป็นที่คุ้นหูคนไทย

เท่ากับว่านายสมคิด คือผู้ปลุกปล้ำให้เกิดธุรกิจเอสเอ็มอี.ในการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “เศรษฐกิจไทยกับความในใจ ดร.สมคิด” ขณะเป็นรัฐมนตรีคลัง เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2544 นายสมคิดพูดถึงเรื่องนี้ตอนหนึ่งว่า

“ถ้าเราสามารถทำให้วิธีการผลิตในภูมิภาคให้มีความเข้มแข็งขึ้นมาได้ แต่ละหมู่บ้านแต่ละตำบลมีสินค้าที่ทำได้ นั่นคือตัวหลักของการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว” และอีกตอนหนึ่งคือ

“รายได้หลักของการท่องเที่ยว มาจากสินค้าที่ซื้อ ไม่ใช่มาจากโรงงานที่มี เมื่อเดินไปตามท้องถนน สองซีกของร้านค้าสินค้าเต็มไปหมดเลย ไม่ใช่สินค้า brand name แต่เป็นสินค้า SMEs ทั้งนั้น นักท่องเที่ยวมาซื้อของเต็มไปหมด”

หลังจากจุดคำว่า SMEs หรือ เอ็สเอ็มอี.ได้หูคนไทยแล้ว นายสมคิดก็พยายามปั้นให้  เอสเอ็มอี.เกิดด้วยการของให้ธนาคารของรัฐช่วยกันปล่อยเงินกู้สนับสนุนผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี.อย่างเต็มที่

เท่านั้นไม่พอ รัฐบาลไทยรักไทย ยังก่อตั้ง สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ทั้ง ๆ ที่มีหน่วยงานในลักษณะนี้อยู่ในกระทรวงอุตสาหกรรมด้วยข้ออ้างว่าเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน

47

ซึ่งในต่อมา สำนักงาน สสว.แห่งนี้ได้ตกเป็นขี้ปากสื่อมวลชนว่าเป็นแหล่งรวมของบรรดาหัวคะแนนหรือนักการเมืองไทยรักไทยที่ยังไม่มีตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปใช้จ่ายเงินอย่างไม่อั้น ?

เท่านั้นไม่พอรัฐบาลไทยรักไทยยังสนับสนุนการเงินให้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) เพื่อเป็นแหล่งปล่อยเงินกู้ให้ผู้ประกอบธุรกิจ เอสเอ็มอี. ด้วยความเชื่อว่า เอสเอ็มอี. จะเป็นฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงตามที่สมคิดพูด

48

นับจากปี 2544 ถึงวันนี้ 2560 เป็นเวลา 16 ปีที่หากเป็นมนุษย์ วันนี้ธุรกิจ เอสเอ็มอี.ก็น่าจะโตเป็นหนุ่มที่รู้จักช่วยตัวเองแล้ว

แต่เชื่อหรือไม่ว่า วันนี้หนุ่มที่ชื่อ เอสเอ็มอี.เหมือนคนพิการที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ จนรัฐบาล คสช.ต้องหาเงินช่วยเหลือ แต่แทนที่สมคิดจะหันมาประคบประหงม เอสเอ็มอี.ที่ปั้นมากับมือ

วันนี้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กำลังใช้ตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.มอบให้ปั้นลูกคนใหม่ชื่อ สตาร์ตอัพ ขึ้นมาแทนเสียนี่..

พรุ่งนี้ผมขอเขียนถึงเรื่องนี้ต่อนะครับ เพื่อให้ท่านผู้มีเกียรติที่รู้จักนายสมคิดไม่มากนัก ได้รู้จักนายสมคิดมากขึ้น เพื่อที่จะตัดสินใจอีกครั้งว่า ควรจะเชื่อหมอนี่ต่อไปอีกหรือไม่ครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ขอขอบคุณ สตง.ที่ยื่นมือเข้าตรวจสอบ ส.ป.ก.กรณีให้เอกชนเช่าที่ดินทำกังหันลม !

44

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมกราบเรียนให้ท่านผู้มีเกียรติทราบถึง “ความไม่ชอบมาพากล” ของ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งนำ “ที่ดินทำกินของเกษตรกร” ไปให้ เอกชนเช่าทำ “กังหันลม” ต่อเนื่องมาแล้ว 3 ตอน

ตอนที่ 1 เขียนเมื่อ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 เรื่อง พล.อ.ฉัตรชัย ครับ ยกเลิกสัญญา กังหันลม” ไม่พอ ต้องลงโทษข้าราชการ ส.ป.ก. ที่เกี่ยวข้องด้วย !

41

เนื้อหาโดยสรุปคือ หลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกเลิกสัญญาการติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าของบริษัทเอกชน 1 ใน 20 ราย เนื่องจากผิดกฎหมายการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรไปแล้ว

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีเกษตร ได้แสดงความเห็นต่อคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ให้ยกเลิกบริษัทเอกชนรายนั้นไปยัง สป.ก.ว่า “…ส.ป.ก.จะนิ่งเฉยต่อคำสั่งศาลครั้งนี้ไม่ได้”

แทน นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ จะปฏิบัติตามคำสั่งรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย ด้วยการสั่งยกเลิกสัญญาที่เอกชนเช่าดินของ ส.ป.ก.ในทันทีตามหน้าที่ของข้าราชการ

แต่ ปรากฏว่าในวันที่ 7 ก.ย. 2560 นายสมปอง กลับออกข่าวในทำนองว่า จะต้องทบทวนหลักเกณฑ์การอนุญาตให้บริษัทอื่น ๆ ว่า ควรยกเลิกด้วยหรือไม่

ตอนที่ 2 เขียนเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 เรื่อง ขอบคุณ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด(มหาชน) และขอให้บริษัทผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมดูเป็นตัวอย่าง !

42

เนื้อหาโดยสรุปคือ ขอบคุณ นางสาวโศภชา ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) 1 ในบริษัทเอกชนที่ถูกเลิกสัญญาบอกว่ายินดีน้อมรับคำตัดสินของศาล

ตอนที่ 3 เขียนเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 เรื่อง ท่านรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย ครับ เรื่องกังหันลม คงต้องไปถึง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เสียแล้วกระมังครับ !

43

เนื้อหาโดยสรุปคือ มีข่าวว่า นายสมปอง ทองอินทร์ เลขาธิการ ส.ป.ก.ขอยืดเวลาตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ไปอีก 45 วันหลังจากครบกำหนดที่ รัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย ให้เวลาไปแล้ว…

ความรู้สึกของผมตอนที่เห็นข่าวนั้น ผมมีคำถามในใจว่า  นายสมปอง กำลังซื้อเวลาเพื่อหาทางช่วยเหลือเอกชนที่ลงทุนทำกังหันลมหรือเปล่า…

เพราะเท่าที่ผมศึกษากฎหมายของ ส.ป.ก.ซึ่งออกมาตั้งแต่ปี 2518 นั้น ส.ป.ก.จะต้องแจกที่ดินให้เกษตรกรไปทำการเกษตร จะนำไปให้ใครเช่าต่อไม่ได้

ที่สำคัญก็คือ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยกเลิกสัญญาที่เอกชนเช่าที่ ส.ป.ก. และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ก็กำชับว่า “…ส.ป.ก.จะนิ่งเฉยต่อคำสั่งศาลครั้งนี้ไม่ได้”

หลังจากเห็นข่าวนั้น ทำให้ผมกลับไปหาข้อมูลว่า การอนุญาตให้เอกชนเช่าที่ดิน ส.ป.ก.ได้เกิดขึ้นในยุคสมัยไหน และได้มีการแก้กฎหมาย ส.ป.ก.ที่กำหนดให้ที่ดิน ส.ป.ก.ต้องเป็นของเกษตรกร หรือเปล่า ?

แล้วผมก็พบว่า การเปิดโอกาสให้เอกชนเช่าดินที่ ส.ป.ก. เป็นมติของ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)ครั้งที่ 6/2552 (ครั้งที่ 18) ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 และไม่ได้มีการแก้กฎหมาย ส.ป.ก.

เมื่อทราบเช่นนั้น ผมจึงเขียนบทความ เรื่อง กังหันลม คงต้องไปถึง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เสียแล้วกระมังครับ !

ในบทความนั้น ผมเรียกร้องให้ คุณพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ได้กรุณายื่นมือเข้าไปตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของ ส.ป.ก.รวม 3 เรื่อง

1. สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ทำผิดกฎหมาย ส.ป.ก. ด้วยการนำที่ดินไปให้เอกชนเช่ามานานแค่ไหนแล้ว และให้เช่าไปแล้วเป็นจำนวนกี่ราย ?

2. กองทุนปฏิรูปที่ดิน” ที่นายสมปองอ้างว่า เอกชนต้องจ่ายปีละ 35,000 บาทต่อไร่ต่อปีนั้น ตั้งมานานกี่ปีแล้ว ขณะนี้มีเงินอยู่ในกองทุนจำนวนเท่าไหร่

3. การบริหารจัดการเงินของ กองทุนปฏิรูปที่ดิน” อยู่ในอำนาจของผู้ใด และได้มีการนำเงินกองทุนนี้ไปทำอะไรบ้าง ซ้ำซ้อนกับงบประมาณที่รัฐบาลจ่ายให้ ส.ป.ก.ทุกปีหรือไม่

ผลปรากฏว่า วานนี้ 20 กุมภาพันธ์ 2560 หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ พาดหัวข่าวว่า สตง.ตรวจสอบ ส.ป.ก..เอื้อประโยชน์พลังงาน

โพสต์ทูเดย์อ้างแหล่งข่าวใน สตง.ว่า สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีหนังสือมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของตรวจสอบการทำงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)

กรณีอนุญาตให้ 18 บริษัทผลิตไฟฟ้าพลังลม หรือวินด์ฟาร์ม ภายหลังที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ บริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม มีความผิดตามกฎหมายที่ดิน ส.ป.ก.

ทั้งนี้ สตง.จะเข้าไปตรวจสอบในประเด็นการอนุมัติให้บริษัท วินด์ฟาร์ม เข้าไปทำประโยชน์ทั้งหมดในพื้นที่ของ ส.ป.ก.เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

และมีการนำเงินหรือทรัพย์สินของ ส.ป.ก.เข้าไปช่วยเหลือหรือเอื้อต่อเอกชนหรือไม่ ข่าวบอกว่า หลังจาก รัฐมนตรีเกษตรฯรับทราบจึงสั่งการให้ ส.ป.ก.อำนวยความสะดวกให้แก่ สตง.ทุกอย่าง

จากข่าวที่ปรากฏในโพสต์ทูเดีย์นั่นแหละ  ที่ทำให้ผมต้องยกมือท่วมหัว และกล่าวคำว่า ขอขอบคุณ สตง.ที่ยื่นมาเข้าตรวจสอบ ส.ป.ก.กรณีให้เอกชนเช่าที่ดินทำกังหันลม ! อย่างไรเล่าครับ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นี่คือภาพพื้นที่ชุ่มน้ำในกระบี่ที่งดงามนัก หากไม่มีเรือลำเลียงถ่านหิน…ผ่าน ภาพนี้ จะอยู่คู่กระบี่ชั่วนิจนิรันดร์ !

8

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมเห็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) จ้างหนังสือพิมพ์รายวัน ทยอยนำภาพ ชาวกระบี่จำนวนหนึ่งออกมาแสดงความชื่นชมการมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ฟังขัดกับวิสัยของชาวบ้านที่จะพูด อาทิ

“อยู่ใกล้โรงไฟฟ้ากระบี่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ต้นไม้ใบไม้ไม่เคยเหี่ยวเฉา พอทราบว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินมา ทั้งครอบครัวผมสนับสนุนเต็มที่..”

หรือ “ไม่เคยกลัว เพราะเกิดและเติบโตในตำบลปกาสับ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีโรงฟ้ากระบี่อยู่เดิมที่ผลิตจากน้ำมันเตา ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาอะไร” และอีกบางคำเช่น

“ไม่กลัวถ่านหิน แต่กลับไฟฟ้าดับและไฟฟ้าไม่พอใช้” หรือ “หากมีโรงไฟฟ้าจะสร้างความเจริญให้ชุมชน เกิดการจ้างงาน การพัฒนาอาชีพ การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจให้ดีขึ้น”

ผมได้ดูแคลนคนที่ออกมาพูดตามที่ปรากฏในภาพนะครับ แต่ในฐานะที่เคยทำสื่อโฆษณามาก่อน ผมทราบดีกว่าบางทีก็ต้องเรียบเรียงบทพูดให้ฟังรื่นดูและดูดี

เมื่อเห็นเช่นนั้น ผมก็รู้ด้วยสัญญาตญาณของการทำข่าวมา 40 ปีว่า กฟผ.ได้ “วางระเบิดเวลา” แห่งความขัดแย้งของคนไทย โดยเฉพาะคนในจังหวัดกระบี่ขึ้นมาอีกหลังจากระงับไปเมื่อปี 2558

ผมโพสต์ภาพนั้น และบรรยายความเห็นไว้ในสื่อออนไลน์ที่ผมเล่นไม่ว่าจะเป็นทวิตเตอร์ หรือเฟซบุ๊ก ความว่า…

9

ขอพยากรณ์ว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ.จะกลายเป็น “ชนวน” ให้ชาวกระบี่แตกแยกเป็น 2 ฝ่าย ส่วนจะบานปลายแค่ไหน อยู่ที่ว่ามีใคร “หนุนหลัง”มากกว่า ! ( 9 ก.พ.2560)

และแล้วกลางเดือนกุมภา “เครือข่ายปกป้องอันดามัน” ก็กรีฑาทัพเข้ามายังเมืองหลวง เพื่อต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ จริง อย่างที่ผมคาดการณ์เอาไว้

แต่ก็นับว่าเป็นความโชคดีของสังคมไทย ที่ยังไม่ทันที่สถานการณ์ดังกล่าวจะบานปลายขยายผลตามที่มีคนกลุ่มหนึ่งต้องการ

ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลายออกไป รัฐบาลก็มอบหมายให้ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เข้ามาถอดชนวนระเบิดด้วยการพูดจาทำความเข้าใจกับแกนนำเครือข่ายปกป้องอันดามันจนสามารถตกลงกันได้

สายวันที่ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ เมื่อ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 และ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินมาพร้อมกับ  5 แกนนำผู้ชุมนุม

ไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม ประมาณ 100 คน ปักหลักอยู่ที่ทำเนียบ บริเวณลานรูปปั้นกรมหลวงชุมพรฯ ข้างโรงเรียนพาณิชย์พระนคร เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีก็ดังขึ้นพร้อมกับร้อยยิ้มและน้ำตาของบางคน

10

พล.ท.อภิรัชต์ ได้กล่าวต่อหน้าผู้ชุมนุมที่รออยู่ ว่า “รัฐบาลมีหน้าที่หาแหล่งพลังงาน ส่วนแหล่งพลังงานจะสร้างได้หรือไม่ได้นั้น อยู่ที่ประชาชน

เมื่อมีการทบทวนและเริ่มต้นทำ EHIA ใหม่ ยืนยันว่า แหล่งพลังงานในประเทศต้องเกิด แต่จะเกิดหรือเป็นแหล่งพลังงานใด  เป็นเรื่องที่ต้องไปหารือ และหาข้อยุติต่อไป”

คำกล่าวอย่างมีเหตุผลของ พล.ท.อภิรัชต์ เป็นที่ยอมรับของบรรดาแกนนำเครือข่ายปกป้องอันดามัน ทำให้ผู้ร่วมชุมนุมต่างก็พอใจ จึงพากันสลายการชุมนุมและเดินทางกลับภูมิลำเนาในวันนั้น

จากคำกล่าวของ พล.ท.อภิรัชต์ ทำให้ผมนึกข้อพิพาทที่คาราคาซังอยู่เรื่องหนึ่งนั่นคือ การพิจารณาของเลขาธิการ ส.ป.ก.ว่าเอกชนที่เช่าที่ดินซึ่งเกษตรกรถือครองในขณะนี้ จะต้องยกเลิกหรือ ?

แต่เท่าที่พิจารณาท่าทีของเลขาธิการ ส.ป.ก.ซึ่งขอยึดเวลาพิจารณาสัญญาไปอีก 45 วันแล้ว น่าจะได้ต่อสัญญาต่อไปอีก ส่วนจะด้วยเหตุผลใด เลขาธิการ ส.ป.ก.คงหามาจนได้

หากเป็นเช่นนั้นจริงรัฐบาลก็น่าจจะให้เอกชนเข้าไปลงทุนสร้างกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมที่มีอย่างเหลือเฟือในภาคใต้ แทนการสร้างโรงไฟฟ้าจากถ่านหินหรืออย่างอื่นเสียเลยเป็นไงครับ

ผมจำได้ว่า ตอนที่เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การอบรมผู้นำแห่งยุคเพื่อความสุขที่ยั่งยืนของ มูลนิธิบุคคลพอเพียงนี้น เท่ผมเคยเห็นริมทะเลในจังหวัดภาคใต้ก็มีให้เห็นหลายแห่งแล้ว

11

มีความเป็นไปได้ไหมครับที่รัฐบาลจะเชิญชวนให้ภาคเอกชนเข้าไปลงทุนทำ กังหันลม เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดภาคใต้เพื่อผลิตกระแสไฟป้อนจังหวัดต่าง ๆ

เพราะนอกจากกังหันลมจะไม่สร้างมลภาวะให้กับท้องถิ่นแล้ว กังหันลมยังจะกลายเป็นจุดดึงดูนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปชมเหมือนที่กำลัง(จะ)ได้รับความนิยมในภาคอีสาน

หากสามารถทำได้ ผมเข้าใจว่านี่จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับรัฐบาลและพี่น้องในจังหวัดภาคใต้ เพราะนั่นคือ การยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวอย่างไรเล่าครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

กราบขอบคุณ รมต.ออมสิน ชีวะพฤกษ์ ที่เน้นย้ำให้ผู้ว่าฯพิจิตร ขุดลอกบึงสีไฟทำแก้มลิง ครับ !

3

ภาณุมาศ ทักษณา

วันที่ 26 มกราคม 2560 ผมเขียนบทความเรื่อง “เวรกรรมของคนไทยและประเทศไทย คสช.ไล่นักการเมืองชั่วไปแล้ว แต่ยังเหลือข้าราชการเลวอยู่อีก !”

อ้างถึงข่าวใน Xcite ไทยโพสต์ที่รายงานว่าชาวพิจิตรไม่พอใจนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ใช้งบประมาณพัฒนาบึงสีไฟ “ผิดความต้องการ”

ชาวบ้านต้องการให้ขุดลอกบึงสีไฟให้เป็นแก้มลิงตามพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9

แต่ผู้ว่าฯ ใช้งบสร้างหอชมนก อุทยานบัว และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ แต่ไม่ขุดลอกบึงทำแก้มลิง

ในบทความนั้น ผมเพียงแต่แสดงความเสียใจกับชาวพิจิตร พร้อมกับยกตัวอย่างว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าราชการมหาดไทยพลิกแพลงแนวพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9

โดยผมได้ยกตัวอย่าง ทุ่งทะเลหลวง ในจังหวัดสุโขทัย ที่ในหลวงมีพระราชดำรัสให้หาพื้นที่สร้างแก้มลิงเพื่อกักน้ำไม่ให้ท่วมอำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย แต่ก็ไม่ทำกัน

ผมเล่าว่า แทนที่กรมชลประทาน จะดำเนินการให้ทุ่งทะเลหลวงเป็นแก้มลิง กลับดัดแปลงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวตามผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ผมไม่คิดว่าบทความนั้นจะได้รับความสนใจจากรัฐบาล

6

แต่แล้วใน Xcite ไทยโพสต์เมื่อศุกร์ที่ 17 ก.พ.60 ได้รายงานที่เห็นแล้วทำให้ผมดีใจมาก

นั่นคือ ข่าวการลงพื้นที่ของ นายออมสิน ชีวพฤกษ์ รมต.สำนักนายกฯและคณะ แล้วพาดหัวข่าวว่า

ห่วงพัฒนา “บึงสีไฟ” เกินจำเป็น “ออมสิน” ติงอย่าใช้งบฟุ่มเฟือย – เน้นปรับปรุงแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริ

เนื้อข่าวโดยสรุปคือในสัปดาห์ที่ผ่านมา นายออมสิน รมต.สำนักนายกฯได้นำคณะเดินทางไปติดตามการทำงานเพื่อแก้ปัญหาของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 4 จังหวัด

คือ พิจิตร กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุทัยธานี โดยเฉพาะที่พิจิตร รัฐมนตรีออมสินได้ลงพื้นที่ไปที่ บึงสีไฟ ที่ผมเคยเขียนถึง โดยมีนายวีระศักดิ์ ผู้ว่าฯ ได้ให้การต้อนรับและบรรยายสรุป

4

แต่ดูเหมือน รัฐมนตรีออมสินจะมี “ข้อมูล” เกี่ยวกับการพัฒนาบึงสีไฟอยู่แล้ว จึงเตือนผู้ว่าฯ พิจิตรว่า

ขอให้เน้นการกำจัดผักตบชวา และการขุดลอกบึงสีไฟให้เป็นแก้มลิงเพื่อเก็บกับน้ำตามแนวพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9

และได้แสดงความเป็นห่วงถ้าจะมีการปลูกสร้างอาคารใหญ่โตที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ว่าจะต้องคำนึงถึงภาระการดูแลในอนาคตด้วย

5

ที่ผมบอกว่าเห็นข่าวนี้แล้วดีใจเพราะ วันนี้รัฐบาล คสช.กำลัง “ติดตามงาน” ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อดูว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการไปนั้น ใคร ทำอะไร อย่างไรบ้าง

และที่ดีใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ การที่บึงสีไฟจังหวัดพิจิตร ได้เข้าไปอยู่ใน “สายตา” ของรัฐบาลแล้วอย่างเต็มที่ ซึ่งต่อไปคงเป็นหน้าที่ของชาวพิจิตรที่จะต้องช่วยกันดีว่า จะดีขึ้นไหม

อยากกราบเรียนท่านรัฐมนตรีออมสิน ชีวะพฤกษ์ ว่าเมื่อไหร่มีกำหนดการไปติดตามงานที่จังหวัดสุโขทัย อย่าลืมไปดู “ทุ่งทะเลหลวง” ด้วยนะครับ ว่าควรได้รับการแก้ไขหรือไม่

สำหรับ “ข้อมูล” เกี่ยวกับ “ทุ่งทะเลหลวง” ที่ผมมีและเขียนถึง ผมจะใส่ซองส่งมาให้ท่านอ่านเป็นการล่วงหน้า พร้อมบทความชิ้นนี้ และขอได้รับความขอบคุณอย่างสูงครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ถามตัวแทนองค์กรสื่อ และผู้บริหารสื่อ เมื่อผู้ใช้คำว่า “พญาสงฆ์” อย่างนี้ ใคร…ควรรับผิดชอบ !

122

ภาณุมาศ ทักษณา

วันนี้วันอาทิตย์ ผมมีเรื่องที่อ่านพบในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับช่วงกลางเดือนมกราคม 60  มาบอกเล่าให้ท่านผู้มีเกียรติที่ไม่อ่านนิตยสารฉบับนี้ได้รับทราบครับ

โดยเฉพาะผู้อ่านที่นับถือพระพุทธศาสนา ผมอยากให้อ่าน แล้วช่วยกันพิจารณาว่า เรื่องนี้เหมาะควรหรือไม่ หากไม่เหมาะไม่ควร – ใครควรจะรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น

นั่นคือ บทความพิเศษ เรื่อง ตั้งพญาสงฆ์ ย้อนเล่าเท่าที่รู้ เขียนโดย กริช ภูญียามา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้ใช้นามว่ากริช บอกเล่าถึง การแก้ พ.ร.บ.สงฆ์มาตรา 7 ที่ให้ตัดความในวรรคสองและวรรคสามที่เคยให้อำนาจมหาเถรสมาคมเสนอตั้งสมเด็จพระสังฤฆราชให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

โดยผู้เขียนได้ร่ายยาวให้ผู้อ่านเห็นถึงความเป็นมาในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชในอดีต และพัฒนาการต่าง ๆ มาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งผมอ่านแล้วถือว่าเป็นการให้ความรู้ที่ชาวพุทธควรรับทราบ

แต่ที่ผมติดใจอย่างมากก็คือชื่อบทความ แทนที่ผู้เขียนจะใช้คำว่า “ตั้งพระสังฆราช ย้อนเล่าเท่าที่รู้” กลับใช้คำว่า “ตั้งพญาสงฆ์” หากใช้คำว่า ตั้งพระสังฆราช บทความนี้จะไม่มีตำหนิเลย

เมื่อเห็นชื่อที่สะดุดตาสะกิดใจอย่างนั้น ผมจึงถ่ายภาพชื่อบทความไปเผยแพร่ในทวิตเตอร์แล้วตั้งคำถามว่า

“ขณะที่ชาวไทยผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ปลื้มปีติที่มีสมเด็จพระสงฆราช แต่หมอนี่ตั้งชื่อบทความอย่างนี้ ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 1900 อย่างนี้”

ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้อ่านเป็นจำนวนไม่น้อย ซึ่งหลายคนไม่เห็นด้วยกับการใช้คำว่า “พญา” ที่แม้จะหมายถึง “หัวหน้า” เพราะในกรณีนี้มีคำเฉพาะสำหรับใช้อยู่แล้ว

วันหยุดสุดสัปดาห์อย่างนี้ ผมจึงขอนำมาตั้งคำถามถึง องค์กรสื่อมวลชนที่ออกมาต่อต้านการปฏิรูปสื่อของรัฐบาล และ ผู้บริหารสื่อคือนิตยสารมติชน ว่า

เรื่องอย่างนี้ควรจะเป็นความรับผิดชอบของใครหรือครับ ซึ่งในความเห็นผม ผมไม่ตำหนิคนเขียน(แม้จะควรตำหนิเพราะเป็นถึงครูบาอาจารย์) เพราะอาจต้องการเรียกความสนใจ

แต่ถ้าผมเป็นบรรณาธิการ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจต้นฉบับทุกเรื่องก่อนส่งเรียงพิมพ์ ผมจะต้องแก้คำว่า พญา ให้ถูกต้องเหมาะสม แล้วจึงโทร.ไปแจ้งผู้เขียนถึงเหตุผลที่ต้องแก้…

ขณะเดียวกัน หากผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการขององค์กรสื่อ องค์กรใดองค์กรหนึ่ง ผมคงจะเสนอเรื่องนี้เข้าที่ประชุมองค์กร เพื่อแจ้งเตือนไปยังสมาชิกให้ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

แต่ในความเป็นจริง ผมไม่ได้เป็นอะไรในองค์กรสื่อจึงทำอะไรไม่ได้ นอกจากบ่นเหมือนคนแก่คนหนึ่ง ที่เห็นเด็กรุ่นหลังทำผิด แล้วตัวเองทำอะไรไม่ได้ หรือหากจะทำได้ ก็เพียงแต่ร้อง เย เย เย !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ท่านรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย ครับ เรื่องกังหันลม คงต้องไปถึง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เสียแล้วกระมังครับ !

99

ภาณุมาศ ทักษณา

หน้าเศรษฐกิจของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวานนี้ 16 กุมภาพันธ์ 2560 พาดหัวข่าว ขอ 45 วัน ตรวจสอบ 17 บริษัท “ฉัตรชัย” เถรตรงยึดคำสั่งศาลค้นข้อเท็จจริง

เนื้อข่าวโดยสรุปมีว่า การตรวจสอบสัญญาเกี่ยวกับผลการตรวจสอบสัญญาที่เอกชนเช่าที่ดิน ส.ป.ก.ที่ครบกำหนด 7 วันเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้นยังไม่เสร็จตามกำหนด

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จึงขยายเวลาให้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)ออกไปอีก 45 วัน โดยให้ยึดคำสั่งศาลเป็นสำคัญ

ในข่าวเดียวกัน นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ ส.ป.ก.ที่ผ่านมาตรวจสอบแล้ว ส.ป.ก.ยกเลิกสัญญาไป 2 บริษัทได้แก่บริษัท บ้านกังหัน จำกัด เนื่องจากมีปัญหากับผู้ถือครองที่ดิน

และบริษัท บ้านไร่วินฟาร์ม จำกัดที่จังหวัดชัยภูมิเช่นเดียวกัน ที่ยังไม่ได้ทำสัญญากับ ส.ป.ก.เนื่องจากเอกสารไม่ครบ จึงเหลือที่ต้องตรวจสอบอีก 17 บริษัท

นายสมปอง บอกว่าในจำนวนนี้แยกเป็น 5 บริษัทที่ติดตั้งโครงการสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตั้งแต่ปี 56 – 59 โดยให้ผลตอบแทนกับเกษตรกรในพื้นที่ 100,000 บาทต่อคนต่อปี พร้อมทั้งทำถนนในบริเวณโครงการให้

อีก 12 บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการตามสัญญา นั่นคือ ผู้ทำโครงการต้องจ่ายค่าเช่าให้ ส.ป.ก.ปีละ 35,000 บาทต่อปีต่อไร่ เพื่อนำเงินเข้ากองทุนการปฏิรูปที่ดิน

ส่วนการให้ประโยชน์กับเกษตรกรนั้น เอกชนแจ้งว่าได้จ่ายค่ารบกวนการทำเกษตร 100,000 บาทต่อคนต่อปี และทำถนนให้ นายสมปองบอกว่า กรณีนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นการให้ประโยชน์โดยตรงกับเกษตรกรตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดหรือไม่

ซึ่งนายสมปองจะให้ ส.ป.ก.ร่างหนังสือส่งไปยังสำนักงานศาลปกครองเพื่อขอกรอบที่ชัดเจน สำหรับการตีความของศาลสูงสุดเรื่อง “การให้ประโยชน์แก่เกษตรกรโดยตรง” จะได้นำมากำหนดเป็นหลักเกณฑ์บังคับใช้ต่อไป

นั่นคือข่าวโดยสรุปจากไทย และในตอนสายของวานนี้ในรายการข่าวหุ้นทางสถานีวิทยุสปริง เรดิโอ.คลื่น 98.5 นายสมปองได้ให้สัมภาษณ์ผู้ดำเนินรายการในเรื่องเดียว ที่บังเอิญผมเปิดฟังอยู่พอดี

ทำให้ผมพอจะประเมินได้ว่า “ทุกอย่างคงจะผ่านไปด้วยดี คือเอกชนยังคงทำกังหันลมในที่ดิน ส.ป.ก.ได้” เพราะน้ำเสียงของนายสมปอง ดูเหมือนจะเอนเอียงไปทางนั้น โดยพูดในทำนองว่า

หากไม่ปฏิบัติตามสัญญา ส.ป.ก.อาจถูกฟ้อง โดยไม่พูดถึงกฎหมาย ส.ป.ก.เลยว่าบังคับไว้อย่างไร ยิ่งได้เห็นตัวเลขเงินแสนที่เอกชนให้เป็น “ค่ารบกวนการทำเกษตร”(เพิ่งเคยได้ยิน)ก็ยิ่งแน่ใจว่า ทุกอย่างคงลงเอยด้วยดี

นอกจากนี้ที่ผมเพิ่งรู้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เอกชนต้องจ่ายค่าเช่าให้ ส.ป.ก.ปีละ 35,000 บาทต่อไร่ต่อปี ที่นายสมปองอ้างว่าเป็นเงินเข้า “กองทุนปฏิรูปที่ดิน” นั้น.. ส.ป.ก.นำเงินส่วนนั้นไปทำอะไร

เพราะเท่าที่ผมอ่านจากข่าวในการจัดรูปที่ดิน ที่ ส.ป.ก.ยึดหรือเวนคืนมาจากใครก็ตามนั้น รัฐบาลมีเงินงบประมาณให้แล้วอย่างพอเพียง ทำไมจึงไปเรียกเก็บจากภาคเอกชนด้วยเล่า

และถ้าเป็นอย่างที่นายสมปอง พูด ผมก็ถือว่า ข้าราชการของ ส.ป.ก.ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่างก็ “ทำผิดกฎหมาย” ครับ เพราะในกฎหมาย ส.ป.ก.ระบุชัด “ห้ามนำที่ดินไปให้เช่า”

ในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมาย ส.ป.ก.ผมคงต้องฝากให้ท่านรัฐมนตรีเกษตร พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ กรุณารับไปพิจารณาด้วยนะครับว่า ระหว่างกฎหมายกับสัญญานั้น อะไร “ทรงสิทธิ์” มากกว่ากัน

ส่วนเรื่อง “กองทุนปฏิรูปที่ดิน” ผมขอรบกวน ท่านพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้กรุณายื่นมือเข้าไปตรวจสอบด้วยครับว่า ตั้งแต่ตั้ง ส.ป.ก.มานี้

1. สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ทำผิดกฎหมาย ส.ป.ก. ด้วยการนำที่ดินไปให้เอกชนเช่ามานานแค่ไหนแล้ว และให้เช่าไปแล้วเป็นจำนวนกี่ราย ?

2. “กองทุนปฏิรูปที่ดิน” ที่นายสมปองอ้างว่า เอกชนต้องจ่ายปีละ 35,000 บาทต่อไร่ต่อปีนั้น ตั้งมานานกี่ปีแล้ว ขณะนี้มีเงินอยู่ในกองทุนจำนวนเท่าไหร่

3. การบริหารจัดการเงินของ “กองทุนปฏิรูปที่ดิน” อยู่ในอำนาจของผู้ใด และได้มีการนำเงินกองทุนนี้ไปทำอะไรบ้าง ซ้ำซ้อนกับงบประมาณที่รัฐบาลจ่ายให้ ส.ป.ก.ทุกปีหรือไม่

อยากกราบเรียนท่านผู้มีเกียรติว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. “ไม่เข้ามา” ผมและคนไทยจำนวนมากคงไม่มีโอกาสรู้ว่า

ผู้บริหาร ส.ป.ก.ได้ทำผิดกฎหมาย ส.ป.ก.ที่กำหนดให้ผู้ใช้ประโยชน์จากที่ดิน ส.ป.ก.ด้วยการยินยอมให้ “เอกชนมาเช่า”แลกกับเงินไร่ละ 35,000 บาทต่อไร่ต่อปี

และไม่มีโอกาสรู้เลยว่า มีเกษตรกรทำผิดกฎหมาย ส.ป.ก.ด้วยการยินยอมให้ “เอกชนมาเช่า” ที่ดิน แลกกับการได้รับ “ค่ารบกวนทำการเกษตร 100,000 บาทต่อคนต่อปี”

ผมไม่อยากเชื่อจริง ๆ ว่า เจตนารมณ์ของรัฐบาลชุดที่ตั้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ในอดีต จะถูกผู้บริหาร ส.ป.ก.ดัดแปลงเป็นแหล่งหาเงินอย่างหน้าด้าน ๆ อย่างนี้ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment