กราบขอบคุณ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ที่แจ้งข่าวดีให้พี่น้องชาวสุโขทัย และชาวพะเยา รับทราบ !

53

ภาณุมาศ ทักษณา

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ผมเขียนบทความเรื่อง ข่าวดีสำหรับพี่น้องชาวจังหวัดสุโขทัย และพะเยา พล.อ.ฉัตรชัย บรรจุแผนฟื้นฟูทุ่งทะเลหลวง และกว๊านพะเยา แล้ว !

โดยรายงานให้ทราบถึงการเตรียมการเพื่อป้องกันภัยแล้งในปีนี้ของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีเกษตรฯ ว่านอกจากในพื้นที่ต่าง ๆ แล้ว ยังมีสถานที่สำคัญ 2 แห่งที่ผมค่อนข้างเป็นห่วง

นั่นคือ ทุ่งทะเลหลวง ที่จังหวัดสุโขทัย และ กว๊านพะเยา ที่จังหวัดพะเยา ซึ่งน่าจะได้รับการเอาใจใส่อย่างจริงจังนั้น ปรากฏว่าในปีนี้ ท่านรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย มีแผนที่จะฟื้นฟูทั้ง 2 แห่งแล้ว

ท้ายบทความวันนี้ ผมเขียนเอาไว้ว่า….

“ หากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ขอความกรุณาประชาสัมพันธ์กรมชลประทาน แจ้งกำหนดการที่จะขุดลอกกว๊านพะเยา และปรับปรุงทุ่งทะเลหลวงมาให้ผมทราบด้วยนะครับ

มีเวลา ผมจะขึ้นไปดูการทำงานของกรมชลประทานทั้ง 2 แห่ง พร้อมกับ สมาชิก ทส.ตง.(กลุ่มไทยอาสาตรวจงานแผ่นดิน)ในจังหวัดพะเยาและจังหวัดสุโขทัยครับ – ขอบคุณ !”

( คลิกอ่านบทความเพิ่มเติม https://goo.gl/FSWxii )

ปรากฏว่า วันนี้ 28 มีนาคม 2560 กองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน ได้มีหนังสือตอบ ลงวันที่ 20 มีนาคม 2560 มาถึงผม ดังรายละเอียดตามเอกสารของทางราชการฉบับนี้

54

ในฐานะสื่อที่ทำหน้าที่เป็นกระจกเงาให้ทั้งรัฐบาลและประชาชนได้ทราบการทำงานของกันและกัน ผมขอกราบขอบคุณ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มา ณ โอกาสนี้ครับ

พร้อมกันนี้ ก็ขอแจ้งข่าวดีมายังพี่น้องชาวจังหวัดสุโขทัย และ ชาวจังหวัดพะเยา ให้รับทราบเรื่องนี้ ส่วนกรมชลประทานจะลงมือขุดลอกพื้นที่ทั้ง 2 แห่งเมื่อไหร่ – ทราบแล้วผมจะแจ้งให้ทราบนะครับ

หรือถ้าหากในพื้นที่ทั้ง สุโขทัย และพะเยา เริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง ก็ขอความกรุณาเพื่อน ๆ ที่เป็น สมาชิก ทส.ตง. ในพื้นที่ กรุณาส่งภาพและข่าวไปให้ผมทราบด้วย

เพื่อที่ผมจะได้รับรายงานให้ ท่านรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ได้กรุณาทราบ เพื่อหาทางช่วยเหลือเป็นกรณีเร่งด่วนตามพันธกรณีที่ท่านมีอยู่อย่างเร่งด่วนต่อไป

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เตือน ดร.วิษณุ เครืองาม และ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด..ขอให้ตรวจสอบข่าวสารและเตรียมชี้แจงให้ทันท่วงทีครับ !

46

ภาณุมาศ ทักษณา

แม้ว่าผมจะไม่สบอารมณ์กับรัฐบาล คสช.สักเท่าไหร่ เพราะแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมตามที่ผมเรียกร้องไม่สำเร็จ และ / หรือ ใช้เงินมือเติบในบางเรื่อง และที่สำคัญ บริหารอย่างไม่พอเพียงตามที่พูด

แต่ผมก็ไม่ฉวยโอกาส “ถล่มรัฐบาล” ด้วยวิธีการง่าย ๆ คือ หาเรื่องด่ารัฐบาล หรือ “อัด”รัฐบาล ให้ชาวบ้านที่ไม่ลึกซั้งในข่าว “คล้อยตาม” แล้วค่อย ๆ เกลียดรัฐบาล เพราะนั่นเป็นเหมือนการ “เตะหมูเข้าปากหมา” ครับ

วันนี้ ผมจึงขอส่งสารถึง ท่านรองนายกฯ ดร.วิษณุ เครืองาม ที่ท่านมีตำแหน่งสำคัญอีกตำแหน่งหนึ่งคือ ประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (ทำอะไรกันบ้างก็ไม่ทราบ – ฮา)

และ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ทั้งในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ว่า

ขณะนี้ มี “สิ่งบอกเหตุ” บางอย่างที่ผมเชื่อว่า ต่อไปจะ “ขยายตัวมากกว่านี้” และจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างมาก ให้ทราบ

แม้ว่าวันนี้ รัฐบาลจะตั้ง ศูนย์บัญชาการกลางฯ เพื่อประสานงานกับส่วนราชการต่าง ๆ ในลักษณะ “ติดตามข่าวสารและชี้แจงข้อเท็จจริง” ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นมา แต่ผมก็ยังอยาก “เติมข่าวให้เต็ม”

(หากสนใจอ่านเรื่องนี้ใน แค่เริ่มต้นก็เห็นความล้มเหลวรออยู่ข้างหน้าแล้วครับ ท่านรองวิษณุ และ ท่านโฆษกรัฐบาล เมื่อ 13 ก.พ.2560 นะครับ)

ผมไม่แน่ใจว่า วันนี้ อังคารที่ 28 มีนาคม 2560 เจ้าหน้าที่ในศูนย์บัญชาการกลางฯ ที่ว่านั้น ได้รายงานให้ทั้ง ท่านรองฯ วิษณุ และท่านโฆษก พล.ท.สรรเสริญ ทราบแล้วหรือยังว่า…

ขณะนี้ “ฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล คสช.” หรือ “ฝ่ายที่ถูกไล่ลงเวทีการเมือง” หรือ “ฝ่ายที่เสียผลประโยชน์” หรือ “กลุ่มทุนที่สนับสนุนฝ่ายการเมืองตรงข้ามรัฐบาล” ฯลฯ หรือ จะเรียกอะไรก็ตามที

ได้เริ่ม ค้นหาข่าวสาร ผลงานรัฐบาล ทั้งที่ปรากฏแล้ว และ / หรือที่เป็น มติ ครม. หรือที่เป็นกฎหมาย อันเกิดมาจากรัฐบาล คสช. ทั้งที่เกิดขึ้นด้วยความคิดของ คสช.หรือจาก กลุ่มใดเสนอขึ้นมา

เพื่อนำมาแปรสภาพให้กลายเป็นพิษเป็นภัยกับรัฐบาล คสช. ด้วยการเขียนให้ชาวบ้านที่ทราบข่าว หรือคนอ่าน “เข้าใจรัฐบาล คสช.” ผิด – เผยแพร่ในสื่อออนไลน์กันบ้างแล้ว

ล่าสุด.. มี “คนบางคน” อาศัยสื่อบางค่ายนำเอาข่าวการที่ ครม. มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2560 “มายำและตัดต่อ” ใหม่

47

เพื่อให้คนอ่านที่ไม่ได้ติดตามรายละเอียดของกฎหมายฉบับดังกล่าว เข้าใจว่า รัฐบาล คสช.กำลังจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้าน

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คนเดือดร้อนคือคนที่ถือครองที่ดินเอาไว้มาก ๆ โดยเฉพาะกลุ่มทุน หรือนักการเมืองบางคนที่เคยใช้อำนาจ “เก็บที่ดินว่างเปล่า” เอาไว้

49

ปรากฏว่า หลังจากมีผู้โพสต์ภาพข่าวกฎหมายที่ดินที่มีตัดต่อใหม่ออกไปแล้ว ได้มีผู้เข้ามาแสดงความไม่พอใจรัฐบาลอย่างมากมาย ซึ่งในจำนวนผู้ไม่พอใจรัฐบาลนั้น ก็ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเป็น คนของฝ่ายไหน

จริงอยู่ อาจเป็นชาวบ้านทั่วไปที่มีที่ดินว่างเปล่าไม่ได้ทำอะไรที่เกรงว่าจะเสียภาษีที่ดินใหม่รวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย แต่ในจำนวนนั้นเช่นกันที่อาจเป็นบรรดานายทุนเจ้าของที่ดินที่ต้องได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้

…นี่คือ ตัวอย่างของข่าวสารที่ “เกิดจากรัฐบาล คสช.” ที่กำลังถูกนำมาบิดเบือนผ่านสื่อออนไลน์ไปยังชาวบ้านร้านตลาด ซึ่งผมเชื่อว่าคงไม่มีข่าวนี้เพียงข่าวเดียว แต่จะต้องมีข่าวสารอื่น ๆ ตามมาอีก

ผมจึงขอถือโอกาสนี้ ส่งสารเตือนมายังจาก ท่านรองนายกฯ ดร.วิษณุ และ พล.ท.สรรเสริญ ให้เตรียมการ “ตั้งรับเกมรุก” นี้ให้ทันท่วงที

ส่วนจะ “ทำอย่างไรกันบ้าง” ผมคงไม่บังอาจไปสอนหนังสือสังฆราชหรอกนะครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ระหว่างเที่ยวใน มัณฑะเลย์ (1) ผมนึกถึงเพลง “รักเมืองไทย ชูชาติไทย ทำนุบำรุงให้รุ่งเรือง สมเป็นเมืองของไทย” ครับ !

14

ภาณุมาศ ทักษณา

ถ้านับเวลาที่ผมอยู่ในเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ตั้งแต่เวลา 13.30 น.ของวันที่ 24 มีนาคม 2560ที่ผ่านกรรมวิธีต่าง ๆ เพื่อเดินทางเข้าเมือง ถึงเวลา 13.30 น.ของวันที่ 26 มีนาคม 2560 ก็เท่ากับว่า ผมอยู่ในมัณฑะเลย์ 2 วัน 2 คืนครับ

และเป็น 2 วันที่คุมค่าอย่างมากสำหรับผม ที่มีโอกาสไปรับรู้และทราบความเป็นมา และความที่กำลังจะเป็นไปของเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของเมียนมาแห่งนี้ ซึ่งก่อนเดินทางไปเที่ยว ผมได้หาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองนี้ ทำให้ทราบว่า

มัณฑะเลย์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิระวดี ที่กว้างใหญ่มากและถึงแม้ว่าจะเคยได้ยินชื่อแม่น้ำอิระวดีมาแล้ว แต่ผมนึกว่าแม่น้ำนี้คงจะเป็นแม่น้ำสายรองคล้าย ๆ แม่น้ำสุพรรณบุรี ที่ไหลผ่านเมืองไหนก็ใช้ชื่อเมืองนั้นไปจนสุดสาย

แต่ไม่ใช่เลย เมื่อไปเห็นด้วยตาตัวเองจึงทราบว่า ตามสภาพแล้วอิระวดีน่าจะเรียกว่า มหานที จะเหมาะสมกว่า เพราะมีความกว้างในบางตำแหน่ง กว้างกว่าแม่น้ำเจ้าพระยา หรือ แม่น้ำโขงด้วยซ้ำไป

มัณฑะเลย์ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ รัตนบูชา เคยเป็นเมืองหลวงของประเทศพม่า (ชื่อเดิมก่อนถูกเปลี่ยนเป็นเมียนมา) ได้รับการสถาปนาโดย พระเจ้ามินดง ในปี 2438 โดยนำมาจากชื่อภูเขาลูกหนึ่ง

ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ ของเมืองมัณฑะเลย์นั้น หาอ่านได้ไม่ยากแล้ว ผมจึงขอข้ามในส่วนนี้ไปเพื่อเขียนถึงปัจจุบันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ว่า 2 วันที่ผมไปเยือนนั้น ได้ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง

17

เดี๋ยวนี้การไปเที่ยวมัณฑะเลย์ สามารถบินตรงจากกรุงเทพฯไปลงที่โน่นได้เลยครับ ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที การเข้าเมืองก็ไม่ลำบากครับมีทั้งรถบัสและรถแท็กซี่ให้เหมาในราคา 12,000 จ๊าด

การท่องเที่ยวในเมืองสามารถทำได้ด้วยรถสองแถวซึ่งไม่สะดวกสำหรับคนต่างถื่นครับ นอกจากนั้นก็เป็นการเหมาแท็กซี่ หรือรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ด้วยราคาที่ตกลงกันเอง (สอบถามราคาได้จากพนักงานโรงแรม)

15

วันแรกที่ผมไปถึงหลังจากเข้าห้องพัก เราเช่ารถมอเตอร์ไซด์เที่ยวในเมือง โดยเริ่มไปชมพระราชวังมัณฑเลย์ก่อนเป็นแห่งแรก ระหว่างทางได้เห็นคูเมืองและกำแพงที่สูงตระหง่านแล้ว ผมทึ่งมาก

19

แต่เมื่อเข้าไปเห็นตัวพระตำหนักต่าง ๆ ในพระราชวังแล้ว จิตใจผมก็หดหู่อย่างบอกไม่ถูกครับ แม้ว่าพระราชวังจะสร้างอย่างวิจิตรบรรจงอย่างไร แต่พื้นไม้ที่เราเดินย้ำเข้าไปนั้นทำให้รู้ได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่พระราชวังเดิม

20

แต่เป็นพระราชวังที่ถูกสร้างขึ้นมาทดแทนของเก่าที่ถูกระเบิดในสงครามมหาเอเชียบูรพา ซึ่งมีตำนานเล่าว่ามหาอำนาจได้ทิ้งระเบิดใส่จนราบเป็นหน้ากลองเนื่องจากเข้าใจว่าเป็นที่ส้องสุมของทหารญี่ปุ่น

18

ระหว่างนั่งพักในร่มของอาคารหลังหนึ่ง ผมนึกถึงสร้อยของเพลง รักเมืองไทย ที่ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ แต่งไว้ว่า “รักเมืองไทย ชูชาติไทย ทำนุบำรุงให้รุ่งเรือง สมเป็นเมืองของไทย” ขึ้นมาทันทีครับ

21

ยิ่งนึกไปถึงตอนไปเที่ยวพระราชวัง ในบางประเทศ อย่าง จีน , เวียดนาม หรือ รัสเซีย ฝรั่งเศส ที่รัฐบาลของแต่ละประเทศเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชื่นชม ผมก็ยิ่งอยากแหกปากร้องเพลงรักเมืองไทยออกมาดัง ๆ ครับ

…เป็นเพราะชาติไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยโดยแท้ ทำให้คนไทยปกปักรักษาบ้านเมืองและพระบรมมหาราชวังไว้ได้ตราบจนบัดนี้ และจะยืดหยัดต่อไปอย่างยาวนานแน่นอน

16

ต่างจากหลายประเทศที่สูญเสียสถาบันพระมหากษัตริย์ไปแล้ว จึงรู้สึกเสียดายจนบางแห่งต้องสร้างขึ้นมาใหม่ หรือซ่อมแซมของเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมให้คืนกลับมาดังเดิมอีกครั้งหนึ่ง อย่างที่เห็นนั่นแหละครับ

หลังจากออกจากพระราชวังมัณฑะเลย์แล้ว ก่อนค่ำวันนั้นเราตระเวนขึ้นไปไหว้ในเจดีย์ที่อยู่ไม่ไกลจากพระราชวังเพื่อรอดูพระอาทิตย์ตกดินจากบนนั้น ก่อนจะกลับเข้าที่พัก เพื่อเที่ยวในวันรุ่งขึ้นครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ไม่น่าเชื่อ คนเป็นรัฐมนตรี จะพูดอย่างนี้ – นพ.ธีระเกียรติ “ลาออกไปเสียเถิด” !

3

ภาณุมาศ ทักษณา

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2560 นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ.ให้สัมภาษณ์ด้วยคำพูดที่ผมอ่านจากข่าวแล้ว นึกไม่ถึงว่า คนที่ผมเคยฝากความหวังไว้ว่า จะเข้ามาปฏิรูปการศึกษาให้ดีขึ้นจะ “กล้าพูด”

เป็นคำพูดที่เกิดขึ้นหลังจากมีปฏิกิริยาของบรรดาผู้ที่เรียนวิชาชีพครู ที่จะต้องสอบบรรจุเข้ารับราชการเป็นครู หลังจากทราบข่าวว่ากระทรวงศึกษาฯ ประกาศรับสมัครผู้ช่วยครูปี 2560 เป็นจำนวนมาก ว่า

“คนที่เสียเปรียบจริง ๆ ไม่ใช่คนที่เรียนจบครู แต่เป็นคนกลุ่มที่ไม่ได้เรียนครู ซึ่งอุตสาห์ตั้งใจมา พอเข้ามาแล้วต้องไปเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพครู (ป.บัณฑิต) หรือปริญญาโทเรื่องความเป็นครู ซึ่งปกติมีอยู่แล้ว

ลองคิดดูว่าเสียสละเพียงใดในการที่จะมาเป็นครู แล้วจะไปกีดกันเขาทำไม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเข้ามาในสาขาขาดแคลนที่เราสรรหาไม่ได้สักที ในสาขาที่หาได้ก็ให้มาแข่งกัน

ถ้าคุณเรียนมาตั้ง 5 ปี คุณก็ต้องเก่งพอที่จะแข่งกับเค้าได้ เรียนมา 5 ปีก็ต้องแข่งได้ทั้งความเป็นครูและวิชาการด้วย เค้าเริ่มจากเสียเปรียบแล้วไปกีดกัน เรื่องการผลิตคนเป็นอีกส่วนหนึ่ง

แต่ขณะนี้ต้องดูแลเรื่องการรับสรรหาครูเข้ามา เพระฉะนั้น นโยบายกระทรวงศึกษาธิการจะเดินแบบนี้ เหมือนเป็นเจ้าของบริษัทต้องการใครสักคนเข้ามาทำงานต้องเป็นเรื่องของใคร เรื่องของมหาวิทยาลัยหรือเรื่องของบริษัท ดังนั้นให้คุยกันดี ๆ”

หลังจากเห็นข่าวนั้นแล้ว ผมเกือบจะเขียนวิจารณ์แล้วว่า คนระดับรัฐมนตรี “ไม่น่าพูดอย่างนั้น” และคิดว่าวันจันทร์นี้จะวิจารณ์เรื่องนั้น เนื่องจากในห้วงเดียวกันมีเรื่องการเตรียมการจัดตั้ง มหาวิทยาลัยอุดมศึกษาเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน

วันศุกร์ที่ 24 มี.ค.60 ผมจึงวิจารณ์เรื่องนั้นด้วยบทความเรื่อง “กระทรวงอุดมศึกษา ยังไม่ทันตั้ง ก็มีคำถามมากมาย… ยังจะดันทุรังอีกหรือ นพ.ธีรเเกียรติ รมว.กระทรวงศึกษา” ว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการตั้งกระทรวงอุดมศึกษา

ผมให้เหตุผลว่า นี่คือการทำงานในลักษณะของการ “ดัดไม้แก่” ที่ต้องอาศัยเทคนิคอย่างสูง นั่นคือ หากคน “ดัดไม้แก่” ไม่เก่งจริง อาจทำให้ไม้นั้นหักลงกลางคันได้

ผมบอกว่าด้วย นั่นคือว่าที่ไม่ใช่ลางดีของการศึกษาไทยข่าวหนึ่ง – แล้วผมก็เดินทางไปเที่ยวมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา อย่างสบายอกสบายใจ แต่พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ บ่ายวันอาทิตย์ ก็พบว่า

นพ.ธีระเกียรติ รมว.ศึกษา ถูกประชาชนชาวเนตผู้ใช้นามว่า  ครูอัพเดดดอทคอม โพสต์ข้อความว่า “ล่า 5 หมื่นชื่อ !!! ปลด “หมอธี” พ้น รมต.ศึกษาฯ” เท่านั้นยังไม่พอนะครับ

4

ยังอีกโพสต์หนึ่งเป็นของผู้ใช้นามว่า Athapol Anunthavorasakul ทำป้ายมีภาพ นพ.ธีระเกียรติ พร้อมข้อความ “ตอบโต้คำพูดของ รมว.ศธ.เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2560 เข้าจนได้

ซึ่งผมเชื่อว่า แม้ นพ.ธีระเกียรติ… จะมีหรือไม่มีเฟซบุ๊กก็ตาม แต่ผมเข้าใจว่าป่านนี้ รมว.ศธ.คนนี้ คงรู้แล้วว่า บรรดาคุณครูเขาแสดงความรังเกียจเพราะใช้คำพูดไม่เหมาะกับตำแหน่งหน้าที่อย่างมากมายขนาดไหน…

เพราะคำว่า เหมือนเป็นเจ้าของบริษัทต้องการใครสักคนเข้ามาทำงานต้องเป็นเรื่องของใคร เรื่องของมหาวิทยาลัยหรือเรื่องของบริษัท ดังนั้นให้คุยกันดี ๆ” นั้น

เหมือนกับ นพ.ธีระเกียรติ กำลังลืมตัว กำลังแสดงความมีอำนาจบาตรใหญ่เหนือบุคลากรครูและนักวิชาการในวงการศึกษา ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า แสดงอาการสามหาว นั่นเอง

ในฐานะที่เขียนบทความถึง นพ.ธีระเกียรติ ด้วยความปรารถนานีมาเยอะมาก ผมขอแนะนำว่า “เขียนใบลาออก” เสียเถิดดีอย่างน้อยก็รักษาเกียรติภูมิของตัวเองเอาไว้

อย่ารอให้ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ออกปากไล่ เอ๊ย ปลดคุณออกจากตำแหน่งเลยนะ – อายเขา และจะเสียประวัติเปล่า ๆ

เกิดบรรดาคุณครูทั้งประเทศ “น้อยใจ” แล้วพากัน ลาป่วยบ้าง ลากิจตามสิทธิ์ของการเป็นข้าราชการบ้าง ผมว่าสถานการณ์มันจะเลวร้ายกว่านี้นะครับ – ไปซะเถอะ ไป๊ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

กระทรวงอุดมศึกษา ยังไม่ทันตั้ง ก็มีคำถามมากมาย.. ยังจะดันทุรังอีกหรือ นพ.ธีระเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ ?

113

ภาณุมาศ ทักษณา

เมื่อวันอังคารที่ 21 มีนาคม 2560 มีข่าวที่ไม่ใช่ลางดีของการศึกษาไทยข่าวหนึ่งในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ นั่นคือความพยายามของกระทรวงศึกษาธิการที่จะจัดตั้ง กระทรวงอุดมศึกษาขึ้นให้ได้ในรัฐบาล คสช.นี้

ซึ่งผมขอเรียนตามตรงว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการที่มี นพ.ธีรเกียรติ เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ เลยนะครับ

ผมมองว่า นี่คือการทำงานในลักษณะของการ ดัดไม้แก่” ที่ต้องอาศัยเทคนิคอย่างสูง นั่นคือ หากคน ดัดไม้แก่” ไม่เก่งจริง อาจทำให้ไม้นั้นหักลงกลางคันได้

ต่างจากการ “ดัดไม้อ่อน” คือการวางรากฐานทางการศึกษาจากเด็กน้อยและเยาวชน ซึ่งจะ “ดัดได้ง่ายกว่า” เหมือนโบราณว่าไว้นั่นแหละครับ

ตามข่าวบอกว่าเมื่อวันที่ 20 มีนาคม คณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา เปิดเวทีรับฟังความเห็นหรือที่เรียกว่าทำประชาพิจารณ์ไปแล้ว 1 ครั้ง และได้คำถามมาเพียบ

แล้วหลังจากนั้น จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในอีก 3 ภาคต่อจากที่ทำคราวนี้ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคมคือวันพรุ่งนี้ ไปจนถึงวันที่ 29 เมษายน 2560

เสร็จจากทำประชาพิจารณ์แล้ว ใช่ว่าจะตั้งกระทรวงอุดมศึกษาได้เลยนะครับ เพราะต้องเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาแก้ไขและร่างกฎหมายถึง 3 ฉบับ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ก็คงต้องรอดูกันต่อไป

แต่ที่ผมตั้งชื่อเรื่องว่า กระทรวงอุดมศึกษา ยังไม่ทันตั้ง ก็มีคำถามมากมาย ยังจะดันทุรังอีกหรือนพ.ธีระเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ ? นั้น

เพราะในข่าวเดียวกันมีคำถามจากศูนย์ประสานงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ โดย ดร.พัทธนันท์ หรรษาภิรมย์โชค ซึ่งเป็น รองเลขาธิการศูนย์ ถึง 9 ข้อ ดังนี้

1.กระทรวงใหม่จะสนับสนุนคณะวิชาที่แตกต่างกันในแต่ละมหาวิทยาลัยอย่างไร หรือจะให้งบประมาณเป็นก้อนแล้วปล่อยให้มหาวิทยาลัยนำมาหารให้ตามจำนวนนิสิตนักศึกษาแบบเดิม

2.มีการคิดวิเคราะห์หรือไม่ว่าจะทำอย่างไรกับผู้เรียนในแต่ละคณะวิชาที่มีความแตกต่างกันทางด้านฐานะครอบครัวและมีความพร้อมไม่เท่าเทียมกัน อย่างคณะเกษตร คณะศึกษาศาสตร์ เพราะมหาวิทยาลัยหลายแห่งคิดค่าเทอมแบบเหมาจ่าย

3.มีระบบพัฒนาความก้าวหน้าของบุคลากรทางวิชาการทั้งในส่วนของอาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุนอย่างเป็นระบบแล้วหรือไม่

4.มีระบบรองรับสวัสดิการที่มีความมั่นคงและเป็นธรรมให้แก่บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาแล้วหรือไม่

5.มีการวิเคราะห์ผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบจากการปรับเปลี่ยนสถานภาพของมหาวิทยาลัยไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหรือการออกนอกระบบหรือไม่

6.มีการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาอย่างแท้จริงและจริงจังแค่ไหน

7.เคยมีการวิเคราะห์ตลาดแรงงานว่ามีความต้องการบัณฑิตในสาขาวิชาชีพอะไรบ้าง มีจำนวนเท่าไหร่ภายในระยะเวลา 1 ปี 5 ปี 10 ปี 20 ปีข้างหน้า เพื่อนำมาวางแผนในการผลิตหลักสูตร จำนวนผู้เรียนที่แท้จริง ไม่ใช่ใครอยากเปิดอะไรก็ได้โดยไม่มีการจำกัดจำนวนผู้เรียนจนแรงงานล้นตลาด

8.มีแนวทางในการพัฒนาผู้บริหารในระดับต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมแล้วหรือยัง

9.มีแนวทางในการกำหนดบุคลากรในกระทรวงอุดมศึกษาใหม่อย่างไร เป็นต้น

คำว่า เป็นต้น” ท้ายข้อ 9 แสดงให้เห็นว่า ยังมีคำถามอื่น ๆ อีกมากมายที่หากจะตั้งเป็นคำถามอีกก็ได้ แต่ นางสาวพัทธนันท์ หรรษาภิรมย์โชค รองเลขาธิการศูนย์ประสานงานฯ คงขี้เกียจถาม

แต่เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ นพ.ธีระเกียรติ รัฐมนตรีศึกษาฯ จะมองข้ามคือไม่ตอบ แต่ดันทุรังที่จะตั้งกระทรวงอุดมศึกษา เพียงให้ได้ชื่อว่า กระทรวงนี้เกิดขึ้นในสมัยที่คุณเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล คสช.เท่านั้น

เพราะถ้าคิดอย่างนั้นมันก็เหมือนสร้างปัญหาเอาไว้ให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปต้องแก้ และอาจมีเสียงก่นด่าตามมาจนทำให้คุณไม่มีความสุขในชีวิตก็ได้

ผมนำคำถามของ ศูนย์ประสานงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ มารายงานเพื่อให้ท่านผู้มีเกียรติเห็นว่า เหมือน นพ.ธีระเกียรติเป็นรัฐมนตรีศึกษาฯ กำลังทำงานข้ามขั้นตอนที่ถูกต้องนะครับ

คือแทนที่จะค่อย ๆ ดัดไม้อ่อนให้เป็นไปตามที่วางแผนไว้ว่าอยากเห็นต้นไม้เติบโตไปอย่างไร แต่กลับไปดัดไม้แก่ที่อาจทำให้ต้นไม้ที่มีอยู่ต้องหักกลางคันเสียอย่างนั้น – หรือเปล่า ?

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

กราบเรียนท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ ผมขอเสนอ “กัปตัน”ที่คอยคัดท้าย “เรือสู้ภัยน้ำ” ให้พิจารณา ครับ !

93

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมมีบทความอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งท่านผู้มีเกียรติ และผู้ใหญ่ในรัฐบาล คสช.อาจรู้สึกรำคาญ เพราะเขียนซ้ำเขียนซาก เหมือนไม่มีเรื่องอะไรจะเขียน คือเขียนอยู่ได้ คือการแก้ปัญหาน้ำท่วมภัยแล้ง ครับ

ผมเรียกร้องให้รัฐบาลวางแผนแก้ปัญหานี้มาแล้วหลายรัฐบาล และดูเหมือนรัฐบาลของท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม จริงจังกว่ารัฐบาลอื่น ๆ

ผมจำได้ว่าในทันทีที่ตั้งรัฐบาลเสร็จ ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ตั้ง คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ขึ้นมาแทนชุดเก่าที่หมดไปพร้อมรัฐบาลที่แล้ว

ซึ่งผมอยากจะเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพชัด ๆ ว่า คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ก็คือ “เรือสู้ภัยน้ำ” ที่มีผู้บริหารหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำจำนวนมากเป็น “ลูกเรือ” ชุดแรกมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็น “กัปตัน” คนแรก

แต่เมื่อ พล.อ.ฉัตรชัย มีภารกิจในตำแหน่งรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ เปลี่ยนไปกัปตันใหม่ ล่าสุดตัวท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ทำหน้าที่ “กัปตัน” เอง

และไม่เพียงเท่านั้น เท่าที่ผมติดตามข่าวมาตั้งแต่ปีแรก ๆ ที่ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำแห่งใดของบประมาณเพิ่มมา ครม.ของท่านก็อนุมัติทุกครั้ง

แต่ถึงอย่างนั้น ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง ก็หาได้ทุเลาเบาบางลงแต่อย่างใดไม่ – ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าหน่วยงานเหล่านั้นนำเงินงบประมาณไปทำอะไร ที่ไหนกันหรือ จึงแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งไม่ได้สักที

จำได้ว่า ผมเคยเรียกร้องให้หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณไปตั้งโต๊ะแถลงข่าวไปเลยว่า ในแต่ละเดือนของปี 2560 นี้จะลงไปทำงานแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งที่ไหน แล้วผมจะตามไปดูว่าทำจริงหรือไม่

จำได้ว่า ผมเรียกร้องถึงขั้นให้ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ รวบงานทั้งหมดของหน่วยงานพลเรือน ไปให้หน่วยทหารพัฒนา รับไปดำเนินการเพราะมีความคล่องตัวมากกว่าสามารถเคลื่อนย้ายกำลังได้ทันที

ที่ผมเสนออย่างนั้น เพราะผมมองการทำงานของหน่วยงานพลเรือนที่ไม่ต่างไปจาก “ลูกเรือสู้น้ำ” ทำงานเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง อย่างขาดเอกภาพนะสิครับ

และถึงแม้ว่า “กัปตัน เรือสู้น้ำ” จะได้แก่ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ด้วยภาระหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาล ทำให้ท่านไม่อาจลงไปกำกับดูแลเหล่า “ลูกเรือ” เหล่านั้นได้

ทำให้ การทำงานของหน่วยต่าง ๆ ซึ่งไม่ต่างจาก “ลูกเรือ” ต่างก็ “จ้วงใบพายของของใครของมัน” คนละทีมีลักษณะเหมือนต่างคนต่างพาย

คือได้งบประมาณมาเท่าไหร่ หรือใครมีแผนงานจะทำที่ไหน นึกอยากจะทำอะไรเมื่อไหร่ก็ทำ ไม่ว่าจะเป็นการขุดลอกห้วย หนอง บึง หรือ ลำคลอง ก็ทำงานไม่ต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญเท่าที่ผมติดตามงานมา ผมพบว่าสาเหตุสำคัญคือ ในการทำงานของหน่วยงานเหล่านั้น “ขาดผู้ที่มีความรอบรู้เกี่ยวกับน้ำ” ทำหน้าที่กำกับดูแล หรือ ผู้อำนวยการ

ยกตัวอย่างการป้องกันน้ำท่วมที่จังหวัดสุโขทัย ที่กำลังเป็นที่โจษจันกันในขณะนี้นั้น เหมือนทางจังหวัดปล่อยให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทยเข้าไปแก้ปัญหา เหมือนรู้ไม่จริง

จึงปล่อยให้ผู้รับเหมาสร้างพนังกั้นน้ำที่พิลึกพิลันคือ สร้างพนังกั้นสูง จนบดบังทัศนียภาพริมน้ำจนหมดสิ้น ทำให้ชาวบ้านสองฝังแทบจะมองหน้ากันไม่ได้ เอิ้นถึงกันไม่ได้ยิน

และไม่เพียงเท่านั้น กรมโยธาธิการและผังเมือง ยังปล่อยให้ “ผู้รับเหมา” ถมดินทางทำลาดรุกลงไปในแม่น้ำจนแม่น้ำยมมีความแคบลงไปกว่าเดิมอีกด้วย

การกระทำดังกล่าวของจังหวัดสุโขทัยนี้ ได้ทำให้ชาวสุโขทัยวิพากษ์วิจารณ์ว่า ต่อไปแม่น้ำยมคงกลายเป็นคลอง และเมื่อน้ำหลากก็คงจะป้องกันน้ำไม่ได้อีก

94

ตอนที่ผมเขียนบทความกราบเรียน ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ รวบงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับน้ำมาไว้ด้วยกันนั้น ผมยังนำเรียนท่านด้วยว่า กรุณาแต่งตั้ง รองนายกฯ หรือ ใคร ? สักคนหนึ่งมาดูแลในเรื่องนี้โดยเฉพาะ

นั่นคือ มีหน้าที่รวบรวมแผนและงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ มากองรวมกัน แล้วมีหน้าที่แจกจ่ายง่ายให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปทำให้สอดคล้องต้องประสานกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

แต่ทุกอย่างก็เงียบไป ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าที่เงียบไปนั้น เพราะนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ยังหาใครไม่ได้หรือเปล่านะครับ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ผมมีบุคคลที่ใคร่ขอแนะนำให้ท่านพิจารณาครับ

95

บุคคลท่านนั้นคือ พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข รองแม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งเคยพิสูจน์การทำหน้าที่ “แม่ทัพสู้กับน้ำ” ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยมาแล้วตั้งแต่ปีก่อนหน้านี้ ที่เพิ่งแสดงความเป็นห่วงแผนป้องกันน้ำท่วมสุโขทัยไปเมื่อเร็ว ๆ นี้นั่นเอง

และในการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างท่านรองแม่ทัพภาคที่ 3 กับผมเมื่อสองวันก่อน ท่านแสดงให้ผมทราบว่าท่านมีความรอบรู้เกี่ยวกับการป้องกันน้ำเป็นอย่างดียิ่ง ดังจะเห็นได้จากการเขียนถึงเรื่องน้ำในเฟซบุ๊กของท่านวานนี้

(ซึ่งผมได้นำมาเรียบเรียงและจัดย่อหน้าใหม่ให้อ่านง่ายขึ้น และเขียนแยกเป็นบทความอีกชิ้นหนึ่งในวันนี้แล้ว)

96

ผมจึงใคร่ขอกราบเรียนท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ครับว่า พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข รองแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านนี้ มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมาทำหน้าที่ “กัปตัน” เพื่อดูแล “ฝีพาย” ในเรือสู้ภัยน้ำของรัฐบาลจริง ๆ ครับ

ท้ายเรื่องนี้ ผมต้องกราบขอโทษ พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข รองแม่ทัพภาคที่ 3 มา ณ ที่นี้ ที่นำเสนอชื่อท่านโดยมิได้ขออนุญาต

แต่ผมเชื่อมั่นในความเป็นชายชาติทหารว่า หากได้รับความไว้วางใจ ท่านรองแม่ทัพ ก็คงจะเต็มใจทำหน้าที่นี้นะครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นี่คือแนวความคิดในการแก้ปัญหาน้ำท่วมสุโขทัย ของ พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข รองแม่ทัพภาคที่ 3 !

89

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ 22 มีนาคม 2560 ผมนำข้อความที่ พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข รองแม่ทัพภาคที่ 3 เขียนตอบจดหมายเปิดผนึกที่ผมมีไปถึงท่านเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560

ว่าเห็นด้วยกับแนวความคิดของท่าน พล.อ.จิระศักดิ์ วัฒนาวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งและเป็นที่ปรึกษา สำนักข่าวเจ้าพระยา และได้เสนอแนวคิดอื่น ๆ ที่น่าใจอีกหลายเรื่อง

แต่ปรากฏว่าตัวอักษรที่ปรากฏในเฟซบุ๊ก Padung Yingpaiboonsuk นั้นอ่านลำบาก เนื่องจากตัวอักษรเล็กและพิมพ์ติดต่อกัน ผมจึงขออนุญาตนำเรื่องที่ พล.ต.ผดุง เขียนเรียบเรียงและจัดวางย่อหน้าใหม่ เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น

และเมื่ออ่านข้อเขียนของท่านรองฯ ช้า ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว ทำให้ทราบว่า ท่านมีความตั้งใจจริงที่สูงมากที่จะแก้ปัญหานี้ ทั้งนี้ดูได้จากการเขียนที่มีข้อมูลและวิธีการ  ไม่ใช่เขียนลวก ๆ แบบขอไปที

จนผมอยากเรียกว่า นี่คือความมุ่งมั่นและเป็นข้อเสนอที่ผมไม่แน่ใจว่าเคยมีใคร ? หรือหน่วยใด “คิดอย่างนี้บ้างหรือไม่”

ในข้อเขียนนั้นมีคำที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน เช่น “การกระจายน้ำ” “ทุ่งหน่วงน้ำ” และอธิบายภาพการใช้ประโยชน์จาก “คลอง” ที่มีอยู่ให้ได้ผลว่า ควรทำอย่างไรบ้าง… อยากให้ท่านผู้มีเกียรติ อ่านแล้วนึกภาพตามไปด้วยนะครับ

ท่านเริ่มต้นว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งนั้น “สรุปภาพรวมต้องกระจายน้ำครับ กระจายน้ำคือแผ่น้ำออกไปทั้งฤดูน้ำหลากต่อเนื่องไปจนถึงฤดูน้ำแล้ง โดยผันต่อเนื่อง น้ำลดในคลองและแหล่งน้ำใดก็เติมเข้าตลอด

ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการปรับปรุงเชื่อมต่อแม่น้ำกับคลองธรรมชาติทั้งหมดและเชื่อมต่อกับแก้มลิง แหล่งเก็บน้ำทั้งหมด”

ท่านขยายความว่า “ในฤดูน้ำหลากต้องบริหารน้ำผ่านคลองเหล่านี้ ให้ไหลผ่านลงไปท้ายน้ำ โดยรักษาระดับน้ำไม่ให้เกิดผลกระทบ ปล่อยไปเรื่อย ๆ พอน้ำเริ่มลดลง เริ่มกระบวนการกักและเติมน้ำจะเป็นการเตรียมน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยใช้ทั้งแก้มลิง แหล่งเก็บน้ำ คลองให้เป็นประโยชน์สูงสุด”

การที่จะทำอย่างนั้นได้ ท่านบอกว่า “สิ่งที่จำเป็นคืออาคารบังคับน้ำที่ต้องมี เพื่อการบังคับน้ำให้เป็นไปตามที่เราต้องการ กับปากคลองสาขาที่กระจายน้ำจากลำน้ำหลักต้องต่ำ อย่างน้อยมีน้ำในลำน้ำหลักระดับ 1 ใน 3 ของน้ำสูงสุด น้ำต้องเข้าคลองสาขาได้”

ท่านเชื่อว่า “มันจะมีประโยชน์คือฤดูน้ำหลาก คือสามารถพร่องน้ำจากลำน้ำหลักได้ และส่งน้ำในฤดูแล้งได้ การลงมือทำคลองกระจายน้ำต้องเลือกที่จะทำคลองข้างในก่อน ไม่ควรไปเปิดปากคลองที่ริมน้ำหลัก แล้วสร้างอาคารรอเหตุเพราะไม่เกิดประโยชน์ ถ้าเปิดปากคลองน้ำทะลักเข้ามาคลองภายในระบายน้ำไม่ได้ ผลก็คือท่วม”

ท่านบอกว่า “ดังนั้นต้องพัฒนาคลองภายในให้พร้อม แล้วเริ่มเปิดคลองเอาน้ำเข้ามาตามความสามารถในการระบายน้ำของคลองภายใน”

เกี่ยวกับการดำเนินการกับคลองนั้น ท่านรองฯ เขียนว่า “ สำหรับการยกระดับคลองเป็นเหมือนแม่น้ำสายหลักเพิ่มขึ้น สุโขทัยมีเสนอไว้ 3 เส้น

ประกอบด้วยคลองชักน้ำฝั่งขวา จากหน้า ปตร.หาดสะพานพระจันทร์ ผ่านทะเลหลวง(แก้ไขตามที่ท่านชี้แจงมา)หน่วยงานต่าง ๆ มีทำไปบางส่วน กรมชลประทานมีแผนดำเนินการ ถ้าเร็วสมบูรณ์ก็จะได้ประโยชน์เร็ว เอาน้ำเข้าบึงใหญ่โดยไม่ต้องอั้นน้ำในเองให้สูงเหมือนปีที่ผ่านมา

เส้นที่สองคือ คลองวงฆ้อง เอาน้ำจากแม่น้ำยมสายเก่าเข้าที่ ต.ปากน้ำ ผ่าน ต.สามเรือน ต.วังลึก ต.เกาะตาเลี้ยง อ.ศรีสำโรง ยาวไป ต.ตาลเตี้ย ต.บ้านสวน ต.บ้านหลุม ต.ปากแคว อ.เมือง ต.ป่าแฝก ต.ดงเดือน ต.กง อ.กงไกรลาส ยาวไปทุ่งบางระกำ

เส้นที่สาม คือ คลองยม เอาน้ำเข้าจาก อ.ศรีสัชนาลัย ไป อ.ศรีนคร ต่อไปอุตรดิตถ์และพิษณุโลก แต่ต้องมีอาการยกระดับน้ำยม เพื่อผันเข้าคลองดังกล่าว 2 เส้นหลังนี้ กรมชลมีแผนดำเนินการ แต่ถ้าเร็วก็เกิดผลเร็ว…

6

พล.ต.ผดุงมีคำแนะนำด้วยว่า “การขุดลอกคลองแม่น้ำควรขุดกว้างตามแนวลำน้ำ รักษาแนวลำน้ำไม่ให้ถูกบุกรุกและจะเป็นการเพิ่มความจุน้ำ ขุดแล้วทำแนวป้องกันตลิ่งตามแนว

การขุดทางกว้าง ไม่ควรขุดเป็นเบ้าใหญ่ ๆ ทางลึกลงไป รวมทั้งการสร้างอาคารเก็บน้ำในลำน้ำหลักให้ระวังจะมีปัญหาการส่งน้ำที่มีจำนวนน้อยไปยังพื้นที่ท้ายน้ำ มันจะติดเบ้าพวกนี้หมด”

ในกรณีของแก้มลิงที่ยังไม่สามารถทำได้นั้น พล.ต.ผดุง เสนอทางออกว่า “ใช้ทุ่งหน่วงน้ำให้เป็นประโยชน์ หมายถึง ทุ่งนาที่แล้งท่วมซ้ำซาก แบบบางระกำ( อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก – บก.) ซึ่งในจังหวัดสุโขทัย พล.ต.ผดุงบอกว่ามีพื้นที่ อ.คีรีมาส อ.เมือง อ.กงไกรลาส หน่วงน้ำได้ไม่น้อยกว่า 800 ล้าน ลบ.ม. เท่ากับท่านมีอ่างความจุ 100 ลบ.ม.จำนวน 10 อ่าง

ท่านรองฯ เขียนว่า “ถ้ารวมแค่ปรับตารางเพาะปลูกเอาน้ำเขาปลูกก่อนฝน ถึงฝนพร้มรับน้ำท่วม หาปลาหาหนูไป ชาวบ้านไม่เดือดร้อน น้ำที่เก็บไว้ไม่ไปท่วมข้างล่าง และปล่อยลงไปข้างล่างช่วงปลาย พ.ย.ดีกับข้างล่างได้บริหารน้ำอีกรอบ เพราะน้ำที่เก็บไว้ต้องปล่อย เพราะต้องเพาะปลูก ไม่หวงน้ำ…” แล้วท่านก็สรุปว่า “คงพอแค่นี้ก่อนนะครับ”

แต่ท่านรองฯ ได้ฉายภาพความจริงในพื้นที่ให้เห็นในตอนท้ายด้วยว่า

“ปัญหาคือคนในพื้นที่ และระหว่างพื้นที่ กับระดับนโยบายมองเห็นปัญหาเหมือนกันหรือเปล่า ปัญหาในเรื่องระบบบริหารราชการที่ยังไม่บูรณาการ” ความเห็นของท่านรองฯในเรื่องนี้ ตรงกับความเห็นของผม ที่ว่า เป็นการทำงานที่ ไม่สอดคล้องต้องประสาน

นอกจากนี้ในพื้นที่ยังมี “แม้แต่เรื่องอิทธิพล ผลประโยชน์…ผมเคยเสนอข้อมูลและความคิดเห็น ยืนยันว่าไม่มีความประสงค์จะให้ไปขยายความด่าใคร เพราะมีสถานะราชการที่ต้องแบกไว้”…

และ “ข้อมูลนำไปใช้ได้ครับ ยินดีสนับสนุน แต่ต้องเรียนว่าความเป็นตัวตนของผมมันเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง หลายคนมองว่าผมอวดรู้ แต่ผมรู้จริง ๆ ไม่ได้อวด สิ่งที่ผมเสนอมันเป็นความจริง”

และ “ผมสื่อสารในโซเชี่ยลไม่ได้อยากดัง แต่ต้องการสร้างองค์ความรู้ให้คนในพื้นที่และสาธารณะได้เรียนรู้ความจริงไปพร้อม ๆ กัน การแก้ไขหลายเรื่องควรอยู่ในมือประชาชนที่เข็มแข็ง”

และ “ผมไม่ประสงค์จะรบกับใครให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยประชาชนไม่เข้าใจ.. ก็ขอความกรุณาหลีกที่จะนำผมเข้าไปสู่เวทีความขัดแย้งใด ๆ เดี๋ยวจะโดนข้อหา อยากเด่น อยากดัง ชอบทะเลาะกับคนอื่นเหมือนที่ผ่านมา”

แล้วท่านก็ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ผมฟังแล้วชอบมาก และเชื่อว่าหลายคนในจังหวัดสุโขทัยคงจะชอบไม่น้อยไปกว่าผมคือ…

“ผมประนีประนอมกับโจรไม่ได้ ทางที่ดี อย่าให้ผมเจอกับโจร ครับ”

ทั้งหมดนั้นไม่ต่างจาก “ความในใจ” ของคนจริงที่ต้องการทำงาน และเป็นงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองที่ผมอยากนำเสนอให้คนไทยได้รับทราบโดยทั่วกันครับ

และวันนี้ ผมได้เขียนบทความอีกเรื่องหนึ่งชื่อ  “กราบเรียนท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ ผมขอเสนอ “กัปตัน”ที่คอยคัดท้าย “เรือสู้ภัยน้ำ” ให้พิจารณา ครับ !

โดยได้สำเนาบทความเสนอท่านนายกฯ ผ่าน พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยผมได้แนบความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาน้ำท่วมสุโขทัย ของ พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข รองแม่ทัพภาคที่ 3 เรื่องนี้ไปด้วยแล้วครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

รองแม่ทัพภาคที่ 3 พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข เห็นด้วยกับแนวคิดการแก้ปัญหาน้ำในสุโขทัยตามที่ที่ปรึกษา เจ้าพระยา แนะนำ!

74

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ 21 มีนาคม 2560 เขียนเรื่อง พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข รองแม่ทัพภาคที่ 3 ครับ มีข้อหารือเรื่องการป้องกันน้ำท่วมสุโขทัยครับ !

โดยนำบทสนทนาระหว่าง ท่าน พล.อ.จิระศักดิ์ วัฒนาวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อาวุโส ผู้ริเริ่มก่อตั้งและที่ปรึกษาสำนักข่าวเจ้าพระยา กับผมเข้าไปไว้ในบทความนั้น

(สำหรับท่านที่ยังไม่ได้อ่านบทความนั้น กรุณาดูจากลิงค์ที่แนบมาพร้อมนี้นะครับ  https://goo.gl/8wl4J9)

หลังจากผมเผยแพร่บทความนั้นไปแล้ว พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข รองแม่ทัพภาคที่ 3 ได้กรุณาตอบกลับว่า “เห็นด้วยกับแนวความคิดดังกล่าวครับ” พร้อมกับแสดงความเห็นเพิ่มเติมในเฟซบุ๊กของท่าน ที่ผมขอนำลงให้อ่านดังนี้ครับ

75ผมอ่านความคิดเห็นของท่านรองแม่ทัพภาคที่ 3 แล้ว รู้สึกภาคภูมิใจแทนกองทัพภาคที่ 3 และกองทัพบก ที่มีนายทหารที่มีความรอบรู้เกี่ยวกับการแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม อย่าง พล.ต.ผดุง จริง ๆ ครับ

เท่าที่ทราบประวัติการรับราชการของท่าน ขณะอยู่ที่จังหวัดตาก ทราบว่าท่านรองแม่ทัพเป็นผู้ที่มีความเสียสละอย่างยิ่ง และมีความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถทุกเรื่อง

ผมคิดว่า พรุ่งนี้ ผมน่าจะเขียนถึง พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข รองแม่ทัพภาคที่ 3 อีกสักครั้ง เพื่อให้ผู้ใหญ่ในรัฐบาลได้ทราบว่า นายทหารผู้นี้แหละครับ คือผู้ที่จะมาช่วยรัฐบาลกอบกู้ภัยจากน้ำได้อย่างแท้จริง !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ขอสนับสนุน 2 โครงการที่เกิดขึ้นในวงการประกันภัยรถยนต์ ที่จะช่วยลดปัญหาการจราจรได้เป็นอย่างมาก !

69

ภาณุมาศ ทักษณา

วันนี้มีข่าวในวงการประกันภัยมานำเรียนท่านผู้มีเกียรติ 2 เรื่องครับ เรื่องแรกเป็นข่าวตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว ผมเก็บไว้ยังไม่เขียนถึงเพราะอยากรอฟังความเห็นจากหน่วยงานของภาครัฐอีกแห่งหนึ่งให้ความชัดเจน

นั่นคือข่าวโครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ” ซึ่งมีบริษัทประกันวินาศภัยที่รับประกันรถยนต์เข้าร่วมโครงการประกอบด้วย 42 เพื่อใช้ระบบการประกันภัยที่กำหนดขึ้นนี้ช่วยแก้ไขปัญหาจราจร ครับ

ผู้ร่วมโครงการมี พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รอง ผบ.ตร.ซึ่งกล่าวว่า โครงการนี้จะมีผลใช้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยตำรวจจะจัดทำแผ่นพับแจกให้ผู้ขับขี่รถได้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนนายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย บอกว่านี่เป็นความร่วมมือของบริษัทประกันภัย 42 โดยทางสมาคมจะจัดหาอู่ที่สามารถรับรถที่ชนกันมาให้บริการต่อไป

ตามข่าวบอกที่ สมาคมประกันวินาศภัยไทยร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดโครงการนี้ขึ้นมาเพราะทุกวันที่สาเหตุที่การจราจรติดขัดเกิดการอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนกัน แยกตกลงกันไม่ได้

71

โดยคู่กรณีต่างก็ไม่ยอมรับว่าใครผิด และต้องรอเจ้าหน้าที่หรือเซอร์เวเยอร์ของบริษัทประกันมาถ่ายรูปและทำเรื่องเป็นเหตุให้รถติดกัน หากมีโครงการนี้หากตกลงกันไม่ได้ก็จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ชี้ว่าใครผิดใครถูกแล้วลงชื่อในเอกสาร

ผมอยากบอกว่านี่ไม่ใช่โครงการใหม่นะครับ ในอดีตเคยมีมาแล้วในชื่อ “โครงการชนแล้วแยก แลกใบเครม” หรือมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Knock For Knock ครับ แต่ทำไมหายไปเฉย ๆ ก็ไม่ทราบ

ดังนั้นเมื่อ สมาคมประกันวินาศภัยไทยกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)รื้อฟื้นโครงการนี้ขึ้นมาใหม่ในชื่อ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ” ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ และอยากให้สัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว

72

แต่ที่ผมแปลกใจอย่างหนึ่งก็คือในการหารือกันระหว่าง สมาคมประกันวินาศภัยกับ สตช.ครั้งนี้จึงไม่มี สำนักงานกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)เข้าร่วมและรับทราบเรื่องนี้ด้วย

เพราะในวันนี้ 22 มีนาคม 2560 ก็มีข่าวของ คปภ.ในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า บริษัทประกันภัยรถยนต์ไม่ยอมลดค่าเบี้ยประกันกรณีที่ติดกล้อง CCTV ที่หน้ารถตามที่ คปภ.ได้ออกคำสั่งที่ 8/2560 ขึ้นมาแล้ว

ซึ่งเรื่องนี้ คุณสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ.บอกว่า จะแจ้งให้บริษัทประกันภัยรถยนต์ทุกแห่งได้ทราบอีกครั้ง หากใครยังฝ่าฝืนก็จะลงตามมาตรา 90 ของ พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย คือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท

แต่ คุณสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ.ไม่ให้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการ ชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ เลยสักนิด เหมือนกันยังไม่ทราบเรื่องนี้นะครับ

ผมอ่านจากข่าวแล้วยอมรับว่าเป็นเรื่องดีสำหรับประชาชนทั้ง 2 เรื่องครับ และขอสนับสนุนให้มีผลบังคับใช้ไว ๆ ปัญหาการจราจจรในกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ ๆ จะได้คลี่คลายลง

โดยเฉพาะ “โครงการรถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ”ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ แทน “โครงการ ชนแล้วแยก แลกใบเคลม”นั้น ผมอยากให้ คุณสุทธิ ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ.กรุณายื่นมือเข้าไปประสานด้วยครับ

เพราะเรื่องอย่างนี้ผมเข้าใจว่า ความร่วมมือหรือข้อตกลงระหว่าง สมาคมประกันวินาศภัยฯ กับ สตช.เพียง 2 สถาบันคงจะไปได้ช้า หากไม่มีคนกลางอย่าง คปภ.เข้าไปรับทราบและดูแลในแง่กฎหมายให้นะครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

หากรัฐบาลจะสนับสนุนให้เกิดธุรกิจสตาร์ทอัพ รัฐบาลต้องส่งเสริมธุรกิจรถเช่า “อูเบอร์” ต่อไปครับ !

46

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมเฝ้าติดตามการดำเนินธุรกิจรถเช่าของผู้ลงทุนให้รถเช่าในนาม “อูเบอร์” มาตั้งแต่แรกแล้ว เคยคิดอยู่เหมือนกันว่า น่าจะเข้าร่วมธุรกิจด้วยเพราะรถยนต์ที่ใช้อยู่ในเกณฑ์ที่ทำได้

แต่หลังจากเห็นข่าวการไล่จับรถบริการอูเบอร์ในสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตำรวจจับเพราะมีคนแจ้งให้จับ ไปจนถึงจับเองด้วยวิธีสกปรกคือโทร.ไปเรียกหรือที่เรียกว่า “ล่อซื้อ”แล้วจึงระงับความคิดนั้นไว้

แต่ก็ยังคงติดตามความเคลื่อนไหวอยู่ จนทราบว่าวานนี้ 20 มีนาคม 2560 นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ได้เชิญผู้ประกอบธุรกิจรถเช่าอูเบอร์ไปหารือ จึงรอฟังข่าวว่าจะเป็นอย่างไร

ผลปรากฏว่า กระทรวงคมนาคมอยากให้อูเบอร์หยุดให้บริการสักระยะหนึ่ง โดยจะขอเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีเพื่อศึกษาข้อกฎหมายว่าควรจะแก้ไขข้อใดบ้าง เนื่องจากขณะนี้ไม่มีกฎหมายรองรับธุรกิจดังกล่าว

และที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการรถแท็กซี่ว่า ถูกธุรกิจอูเบอร์แย่งลูกค้า ทำให้เสียรายได้ หากธุรกิจอูเบอร์ไม่ยุติการให้การบริการ ก็คงจะจับกุมอย่างต่อเนื่องต่อไป

ผมอ่านข่าวนั้นแล้วเสียความรู้สึกจริง ๆ ครับ ไม่อยากเชื่อว่าสังคมไทยจะจิตใจคับแคบ เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ คือแทนที่กระทรวงคมนาคมจะรีบเสนอให้แก้กฎหมายเพื่อรองรับธุรกิจนั้น

ดันขอเวลาศึกษาเป็นปี ทั้ง ๆ ที่ทุกวันนี้การให้บริการของรถแท็กซี่ก็แสนจะห่วย จะผู้คนส่ายหน้าไม่อยากใช้บริการ ไม่ว่าจะไม่ยอมรับผู้โดยสาร ไปจนถึงขับวนเพื่อเพิ่มตัวเลขในมิเตอร์ เป็นต้น

ผมเคยใช้บริการจากสนามบินดอนเมืองเพื่อกลับบ้าน ตอนเริ่มออกรถและขับไปแรก ๆ ตัวเลขของมิเตอร์ก็ไม่ค่อยจะขยับ แต่พอใกล้ถึงบ้านแล้วตัวเลขค่าโดยสารน้อยมากนั้นเอง ตัวเลขในมิเตอร์ขึ้นเร็วมาก

เคยถามเพื่อนที่ใช้บริการแท็กซี่ทำให้ทราบว่า บางคันก็มีเทคนิคที่จะเพิ่มตัวเลข แต่ผมไม่อยากรู้ว่าทำอย่างไรจึงไม่ถามต่อ เพียงแต่คิดว่าจะเลิกใช้บริการแท็กซี่อีกต่อไป และคิดว่าหากจำเป็นจะลองใช้อูเบอร์ดู

แต่วันนี้กระทรวงคมนาคมกลับหักดิบจะให้เขายุติการให้บริการ หากไม่หยุดตามข่าวบอกว่า นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ก็บอกว่าจะระดมตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ดำเนินตามกฎหมาย

เห็นข่าวนี้แล้วผมว่า น่าทุเรศเข้าไปใหญ่ – ก็ไหน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจบอกว่าจะส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ ๆ ที่เรียกว่า สตาร์ทอัพ ไม่ใช่หรือ…

แล้วธุรกิจของอูเบอร์ ที่เอาเทคโนโลยีมาใช้บนสมาร์ทโฟนเพื่อเรียกรถมาให้บริการนี่ไม่ใช่ สตาร์ทอัพหรอกหรือ หากใช่ทำไมรัฐบาลไม่เร่งแก้กฎหมายอำนวยความสะดวกเขาล่ะครับ

ผมอ่านข่าวเห็นว่านายอะไรคนหนึ่งจะเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้ ม.44 สั่งให้ธุรกิจอูเบอร์หยุดบริการแล้ว ยิ่งอยากจะอ้วก แทนที่จะปรับปรุงกิจการสู้กับเขากลับไปรังแกเขาอีก

ผมเชื่อว่าท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงไม่บ้าจี้ไปตามข้าราชการและผู้ประกอบการแท็กซี่ถึงขนาดใช้ ม.44 มาแก้ปัญหานี้นะครับ

แต่ถ้าจะใช้จริง ๆ ควรใช้แก้ให้อูเบอร์ดำเนินธุรกิจได้ครับ เพราะนั่นจะเท่ากับว่า รัฐบาลนี้ส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีประกอบธุรกิจใหม่ ๆ ตามที่ประกาศไว้ใช้ครับ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment