ขอขอบคุณ กองทัพภาคที่ 3 และ ข้าราชการกรมชลประทาน …ยกเว้น ข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย !

ภาณุมาศ ทักษณา

สมาชิกกลุ่มไทยอาสาตรวจงานแผ่นดิน (ทส.ตง.)สุโขทัยใต้ ประจำอำเภอเมืองจังหวัดสุโขทัย รายงานการแก้ปัญหาน้ำท่วมมาให้ผมทราบเมื่อค่ำวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 ว่า

กองทัพภาคที่ 3 โดย พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข รองแม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งเคยลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อให้ความช่วยเหลือชาวจังหวัดสุโขทัยให้รอดพ้นจากภัยน้ำท่วมมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

ได้เรียกประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับน้ำในจังหวัดสุโขทัย อันประกอบด้วย ผู้บริหารชลประทานภาค 3 และภาค 4 ที่ดูแลพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และสุโขทัย

สมาชิก ทส.ตง.รายงานว่า มีสิ่งที่ผิดปกติอย่างมากคือ ในการประชุมครั้งนี้ นายปิติ แก้วสลับสี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ ทส.ตง.สุโขทัยใต้ รายงานว่า เนื่องจากได้มีฝนตกหนักเกินกว่า 100 มิลลเมตรในสุโขทัย เนื่องจากมีน้ำหลากไหลลงมาจากพื้นที่อำเภอคีรีมาศ ซึ่งมีเทือกเขาเป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ก็ได้มีการระบายน้ำจากโครงการทุ่งทะเลหลวงลงมา และล่าสุดคันกั้นน้ำหนองป่าตอ ต.ท่าทอง อ.สวรรคโลกได้ขาดลง ทำให้มวลน้ำมหาศาลไหลลงสู่ต่อตัวเมือง

แต่ปรากฏว่าน้ำที่หลากลงมา ไม่สามารถไหลเข้าสู่คูคลองต่าง ๆ ในตัวเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากบางแห่งตื้นเขินและถูกบุกรุก และบางแห่งมีฝายและคันดินกันน้ำอยู่

สมาชิก ทส.ตง.สุโขทัยใต้ รายงานว่า พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข ได้กล่าวในที่ประชุม ด้วยการขอให้ทุกหน่วยงานนำความจริงมาพูดกันว่าเกิดอะไรขึ้น และทำไมคลองใช้ระบายน้ำไม่ได้

และทำไม โครงการทุ่งทะเลหลวงไม่พร่องน้ำรับน้ำเหนือ แล้วทำไมต้องปล่อยน้ำไปซ้ำเติมชาวคีรีมาศ โดยไม่มีการประกาศแจ้งเตือนให้ชาวบ้านได้ทราบล่วงหน้า

สมาชิก ทส.ตง.สุโขทัยใต้ รายงานด้วยว่า คำถามของท่านรองแม่ทัพภาคที่ 3 ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเป็นไปอย่างตึงเครียด เพราะไม่มีใครสามารถตอบคำถามต่าง ๆ นั้นได้

ต่อมา ส.ต.จเร พลอาชา ซึ่งเป็นผู้ดูแลประตูน้ำบ้านหาดสะพานจันทน์ได้รายงานว่า “ปริมาณน้ำสะสมหน้าประตูน้ำมีมากกว่า 17 ล้านลูกบาศก์เมตร เปิดระบายไปทางคลองหกบาทสู่แม่น้ำน่านได้ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ฯลฯ

ส.ต.จเร รายงานต่อหนึ่งว่า “ที่น้ำไม่สามารถระบายได้มาก เพราะแม่น้ำสายหลักอยู่ระหว่างก่อสร้างพนังกั้นน้ำ และเพื่อให้น้ำค้างทุนระบายลงแม่น้ำแทน”

หลังจากนั้น พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข รองแม่ทัพภาคที่ 3 ที่อุทิศตัวเองเพื่อชาวสุโขทัย ด้วยการลงมาดูปัญหาและหาทางแก้ไขปัญหามาตั้งแต่แรกได้กล่าวในที่ประชุมว่า “ขอให้ทุกหน่วยงานคิดถึงประชาชนบ้างก็ยังดี”

21.55 น. ในเฟซบุ๊กของผู้ใช้นามว่า มีชัย ปฏิยุทธ ได้รายงานเพิ่มเติมว่าในการประชุมวันนั้น ในงานที่ สำนักงานชลประทานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งดำเนินการคือ

1.เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อำเภอคีรีมาศ เป็นลำดับแรก เพื่อป้องกันปัญหาน้ำเน่าเสีย 2.ระบายน้ำจากพื้นที่ฝั่งตะวันตกแม่น้ำยมเป็นลำดับต่อมา และ

3.เตรียมรับน้ำระลอกใหม่ โดยเร่งรัดให้ผู้รับจ้างเตรียมการป้องกันน้ำล้นตลิ่งในเขตอำเภอเมือง ให้พร้อมภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2560 นี้ 4.บริหารจัดการด้านท้ายน้ำ มิให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล 60

…ในฐานะสื่อกลางระหว่างประชาชนและการทำงานของส่วนราชการภาครัฐ ผมขอกราบขอบคุณ กองทัพภาคที่ 3 และ กรมชลประทาน ที่ส่งผู้บริหารระดับสูงมาร่วมประชุมเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมสุโขทัยเป็นอย่างสูงครับ

ขณะเดียวกัน ก็รู้สึกอนาจใจเป็นอย่างยิ่งที่ ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย อย่าง กรมโยธาธิการและผังเมือง ที่ปล่อยผู้รับเหมาข่มขืนแม่น้ำยมที่อำเภอศรีสำโรง และอำเภอเมือง ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย

วันจันทร์ ผมจะสำเนาเรื่องนี้เรียน ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา , พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ,พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ และ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธสารท ผบ.ทบ.ได้รับทราบต่อไปครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เรียน ศ.นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมต.สาธารณสุข กรุณาพิจารณาเรื่องนี้ด้วยครับ

127

ภาณุมาศ ทักษณา

ก่อนเที่ยงวันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม 2560 นพ.กวิน ก้านแก้ว ซึ่งขณะนี้อุปสมบทอยู่ ได้แชร์ข้อความของเพื่อนหมอท่านหนึ่ง ซึ่งใช้นามว่า Jintana Tangnornsatit ลงในเฟซบุ๊ก Kawin Kankeow

ผมอ่านพบแล้ว รู้สึกทั้งชื่นชม และเห็นใจแพทย์ผู้ใช้นามว่า Jintana Tangnornsatit จึงขออนุญาตคุณหมอทั้งสองท่าน เพื่อนำข้อความนั้นมาเผยแพร่ที่นี่ เพื่อเรียนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทราบ

ข้อความดังกล่าว มีดังต่อไปนี้ครับ

รู้สึกหมดพลังงาน

ทำงานอาชีพแพทย์ประจำ

ที่รพ.จังหวัดเล็กๆแห่งหนึ่ง

มาทำงานเป็นวิสัญญีแพทย์คนแรก

ของจังหวัดเมื่อ18ปีก่อน

เมื่อจบมาใหม่ๆอยู่เวร24ชม

ประมาณ15-20ครั้งต่อเดือน

ทำงานเต็มที่ตามหน้าที่

มีปัญหาบ้างตามปกติของการทำงานเป็นทีม

เวลาผ่านไปเมื่ออายุมากขึ้น

เริ่มมีโรคประจำตัวต้องกินยาประจำ

ต้องดูแลสุขภาพเรื่องอาหาร ออกกำลังกายและ

ที่สำคัญต้องมีการนอนหลับ

พักผ่อนที่เพียงพอ

มิฉะนั้นอาจส่งผลแทรกซ้อนจากโรค

ยังทำงานของตัวเองเต็มที่

ในเวลาราชการและอยู่เวรถึงเที่ยงคืนครึ่ง

เดือนละประมาณ8เวร

ณ วันนี้ ผู้บังคับบัญชาเรียกพูดคุย

ให้อยู่เวรให้ครบ24ชม.

และเช้ายังต้องทำงานปกติ

ได้ชี้แจงว่ามีปัญหาสุขภาพ

ขอทำงานเต็มที่ไม่เกินวันละ16ชม.

ขอได้นอนพักเต็มที่~6ชม.

คำตอบคือต้องอยู่ให้ครบ24ชม.

ถามว่าถ้ามีผลกระทบต่อสุขภาพ

ใครต้องรับผิดชอบ

คำตอบคือต้องรับผิดชอบตัวเอง

ทำให้รู้สึกหดหู่มาก

ถ้ารอให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคก่อน

โดยไม่ดูแลตัวเองให้ดี

นอกจากตัวเองและครอบครัวต้องรับผลกระทบ

คนที่ออกคำสั่งให้คงไม่ได้ช่วยอะไร

ทุกคนต้องรักและดูแลชีวิตตัวเอง

126

จึงขอนำเรียน ท่าน ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กรุณาทราบและหาทางคลี่คลายความทุกข์ของคุณหมอที่กำลังเผชิญอยู่ด้วยครับ  – กราบขอบคุณครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.ครับ เสนอย้ายส่วนราชการใน กทม.ไปอยู่ปริมณฑลเถอะครับ !

114

ภาณุมาศ ทักษณา

วันนี้ ศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม 2560 หนังสือพิมพ์ทุกฉบับต่างนำเสนอภาพน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้างเหมือนประจานความล้มเหลวในการทำงานของผู้บริหาร กทม.ชุดที่มี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็น ผู้ว่าการฯ

อย่างหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เก็บภาพนี้มาตีพิมพ์ในหน้า 1 พร้อมคำบรรยายภาพว่า

115

กรรมคนกรุง – สภาพน้ำท่วมถนนรัชดาภิเษก บริเวณเชิงสะพานรัชดา-ลาดพร้าว มุ่งหน้าสุทธิสาร เนื่องจากฝนกระหน่ำตกลงมาอย่างหนักตลอดทั้งคืน ทำให้น้ำท่วมขังพื้นผิวจราจรเลยขอบฟุตปาท ฯ

ในสื่อเฟซบุ๊ก ผู้ใช้นามว่า Hirosukae Saiyasart  ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า

116

กับคำถาม – โทษใครดีล่ะนั้น ผมโพสต์ตอบไปว่า โทษ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.ผอ.สำนักระบายน้ำ – ผอ.เขตที่รับผิดชอบพื้นที่ ทุกคนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบการจัดเก็บ !

เมื่อแชร์ภาพและโพสต์ภาพนั้นไปแล้ว ก็นึกเห็นใจทุกคน โดยเฉพาะข้าราชการประจำอย่าง ผอ.สำนักระบายน้ำ และ ผอ.เขตฯ ที่รับผิดชอบพื้นที่ต่าง ๆ ใน กทม.เพราะ “ถูกด่าจนชาชิน”

ต่างจาก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.ที่ถูกด่าน้อยหน่อยคือ ถูกด่าตอนเป็นรองผู้ว่าฯ สมัย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ และตอนมาเป็น ผู้ว่าราชการฯ เต็มตัวจากการแต่งตั้งของ คสช.

เมื่อเกิดน้ำท่วมในวันดังกล่าว ทำให้ผมนึกได้ว่า มติชน TV เคยสัมภาษณ์ ถึงแผนงานป้องกันน้ำท่วม และความพร้อมในคำวิจารณ์ ของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่เพิ่งรับตำแหน่ง ผู้ว่าฯ กทม.ใหม่ ๆ

จึงขออนุญาต มติชน TV นำคลิปนั้นมาฉายซ้ำให้ คนกรุงเทพฯ ที่ยังไม่เคยชมได้เห็นพร้อม ๆ กันอีกครั้งนะครับ

ฟังคำให้สัมภาษณ์ของ ผู้ว่าฯ กทม.ที่มาจากตำรวจแล้วก็น่าเห็นใจท่านนะครับ ที่ต้องมารับภาระต่าง ๆ ที่ถูก ผู้ว่าฯ คนก่อน ๆ ทิ้งเอาไว้ให้ และที่น่าดีใจคือ ท่านรู้ที่มาของปัญหาครับ

ท่านบอกว่าบางพื้นที่ของ กทม.เหมือนแอ่งกระทะ ฝนตกลงมาอย่างไรน้ำก็ต้องท่วม วิธีแก้คือต้องรีบระบายน้ำให้เร็วที่สุด และท่านก็พยายามทำด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ

เห็นความตั้งใจจริงของท่านแล้ว ผมมีข้อเสนอ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.2 เรื่องครับ เรื่องแรกขอเสนอให้ท่านขุดพื้นสนามกีฬาใน กทม.ทั้งหมดเป็น สระเก็บน้ำแล้วทำสนามไว้บนนั้นอย่างเดิม

117

(อ่านบทความ คลิก https://goo.gl/QxsOIy)

เรื่องที่สอง ขอเสนอให้ท่าน วางแผนขยับขยายเสนอให้รัฐบาล ย้ายส่วนราชการเช่น กระทรวง กรม ต่าง ๆ ไปอยู่ในพื้นที่ปริมณฑล แล้วคงเหลือสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของ กทม.เอาไว้

วันนี้ บ้านที่อยู่อาศัยขยายตัวออกไปอยู่รอบกรุงเทพฯ ทุกทิศทาง ทุกเช้าเราจะเห็นคนขับรถบ้าง นั่งรถเมล์บ้าง รถไฟฟ้าบ้างเพื่อเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ตอนเย็นก็กลับออกไป

ซึ่งหากเป็นวันปกติธรรมดา ก็เผชิญกับปัญหารถติดเป็นระยะ ๆ แต่หากวันไหนเกิดวันตกหนักอย่างเมื่อ 2 วันก่อน รถก็จะติดวินาศสันตะโร แล้วก็เป็นอย่างนี้ทุกครั้งมาหลายสิบปีแล้ว

ผมจึงใคร่ขอเสนอท่าน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ว่า มีความเป็นไปได้แค่ไหนครับ ที่จะให้ “ที่ทำงาน” ย้ายตามคนออกไปอยู่นอกกรุงเทพฯ ด้วย เพื่อที่คนจะได้ไม่ต้องเดินทางเข้า-ออก อย่างทุกวันนี้ครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ททท. ปัดสวะการสร้างซุ้มบริการพัลวัน โยนภาระทุกด้านให้หน่วยงานที่เป็นพันธมิตรแบกรับแทน !

113

ภาณุมาศ ทักษณา

ตามที่ผมได้นำรายงานการเจาะข่าวของสำนักข่าวอิศรา ที่พบความไม่ชอบมาพากลของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการก่อสร้างซุ้มบริการนักท่องเที่ยวไปเมื่อวานนี้ (25 พ.ค.2560)

ด้วยเรื่อง ระวัง ! หน่วยงานเศรษฐกิจอย่าง ททท.ที่มีคนของนายสมคิดเป็น ผู้ว่าการฯ จะกลายเป็นตัวฉุดรั้ง รัฐบาล คสช.นั้น ปรากฏว่าเย็นวานนี้ สำนักข่าวอิศรา ได้ตีพิมพ์ หนังสือชี้แจงของ ททท.ไปยัง รัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

ตามที่ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เคยบอกกับ สำนักข่าวอิศรา ไว้ ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบข้อมูลที่รอบด้าน ผมจึงขอนำหนังสือชี้แจงที่ สำนักข่าวอิศราเผยแพร่ไว้มารายงานให้ทราบดังนี้

“ โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้มาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลในช่วงปลายปี 2559 โดยบริหารจัดการอยู่ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จัดตั้ง

111

ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยว และจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นทั่วประเทศในพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ระหว่าง ททท. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กระทรวงมหาดไทย โดยกรมพัฒนาการชุมชน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

เพื่อส่งเสริมสินค้า OTOP และการท่องเที่ยวในท้องถิ่นเพื่อกระจายรายได้ โดย ททท. เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการปลูกสร้าง และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ศูนย์บริการข้อมูล และเป็นผู้ดำเนินการด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์

เบื้องต้นโครงการนี้ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2558  ททท. เบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2558 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 147,112,000 บาท

เพื่อเป็นค่าก่อสร้าง จำนวน 148 รายการ โดยอนุมัติให้ก่อสร้างรายการละ 994,000 บาท แต่ระยะแรกยังไม่ได้จัดจ้างผู้รับจ้าง กระทั่งได้ข้อยุติในเดือน พ.ย. 2558

เนื่องจากการก่อสร้างโครงการนี้กระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีระยะเวลาจำกัด เพราะต้องดำเนินการจัดจ้างและเบิกจ่ายให้ทันภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2558

ททท. เห็นว่า กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจดูแลท้องถิ่นและมีประสบการณ์ในการก่อสร้าง ดังนั้นเพื่อให้การจ้างก่อสร้างในแต่ละแห่งดำเนินการได้รวดเร็ว

ททท. มีหนังสือลงวันที่ 11 พ.ย. 2558 ขอให้กระทรวงมหาดไทยรับดำเนินการก่อสร้างพื้นที่และรับงบประมาณเบิกจ่ายแทนกัน

แต่กระทรวงมหาดไทย มีหนังสือเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2558 แจ้งยืนยันเป็นผู้เบิกจ่ายงบประมาณแทน ททท. เพื่อดำเนินโครงการจำนวน 143 รายการ รวม 73 จังหวัด วงเงิน 142,142,000 บาท

ในเมื่อกระทรวงมหาดไทย ไม่รับดำเนินการก่อสร้างให้ ททท. แต่จะรับเป็นผู้เบิกจ่ายงบประมาณเท่านั้น จึงไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของ ททท. จึงได้ดำเนินการจัดการก่อสร้างเอง

110

โดยเจ้าหน้าที่พัสดุได้ขออนุมัติดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2558 และ ททท. ดำเนินการจัดจ้างผู้รับจ้างก่อสร้างโครงการดังกล่าวตามข้อบังคับ ททท. โดยวิธีพิเศษ เป็นการจัดจ้างจำนวน 5 ภูมิภาค จำนวน 5 สัญญา และได้ทำสัญญาก่อสร้างเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2558

ส่วนการกำหนดราคากลางขึ้นนั้น ได้กำหนดราคากลางของอาคารขนาดกว้าง 4 เมตร ลึก 3.5 เมตร แต่เนื่องจากสถานที่ก่อสร้างตั้งอยู่ทุกจังหวัดในไทย

และ ททท. พิจารณาการจ้างครั้งนี้แบ่งเป็น 5 สัญญา ตามเขตพื้นที่การดำเนินงานของ ททท. ที่แบ่งเขตไว้ 5 ภูมิภาค ประกอบกับราคาวัสดุก่อสร้างตามประกาศของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดแต่ละจังหวัดมีราคาไม่เท่ากัน

ทำให้คณะกรรมการกำหนดราคากลางต้องพิจารณาราคาวัสดุก่อสร้างตามประกาศสำนักงานพาณิชย์จังหวัด มาประกอบในการคำนวณและกำหนดราคากลาง

เมื่อนำมาเทียบแล้วพบว่า ราคากลางจากภาคกลางมีราคาต่ำสุด จึงมีมติใช้ราคากลางของภาคกลาง เพื่อประโยชน์แก่ ททท. โดยกำหนดราคาเป็นเงินจำนวน 845,937 บาท

โดยแยกเป็นค่าโครงสร้างและค่าครุภัณฑ์ซึ่งเป็นราคาที่น้อยกว่าที่สำนักงบประมาณอนุมัติให้ก่อสร้างรายการละ 994,000 บาท ซึ่งประหยัดงบได้ถึงร้อยละ 14.89 ของวงเงินเดิมที่ตั้งไว้

ส่วนร้านค้าประชารัฐสุขใจในพื้นที่ กทม. 5 แห่ง ที่ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแต่ยังไม่เปิดใช้นั้น ตาม MOU เป็นหน้าที่ของ สสว. และกรมพัฒนาชุมชน มีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันบริหารจัดการร้านค้า

โดย สสว. ได้รับอนุมัติงบประมาณวงเงิน 100 ล้านบาท ให้การสนับสนุนเงินในการดำเนินการแก่กรมพัฒนาชุมชน เป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

ซึ่งปัจจุบันได้เปิดจำหน่ายสินค้าไปเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นใน กทม. 5 แห่ง ได้แก่ สถานี ปตท. ตลิ่งชัน มีนบุรี จตุจักร พญาไท และบางขุนเทียน ที่ยังไม่สามารถเปิดจำหน่ายได้ เนื่องจากพื้นที่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมพัฒนาชุมชน

จึงประสานขอความร่วมมือไปยังสำนักพัฒนาชุมชน กทม. เพื่อแก้ไขปัญหา ได้ข้อสรุปว่า กทม. ยินดีประสานนำสินค้าจากผู้ประกอบการ OTOP และ Bangkok Brand มาจำหน่ายในร้านค้าประชารัฐสุขใจทั้ง 5 แห่ง

แต่จะไม่ลงนาม MOU กับ สสว. โดยให้ สสว. ไปบริหารจัดการเอง สสว. จึงไม่สามารถให้ กทม. ดำเนินการได้ เนื่องจากไม่มี MOU ระหว่างกัน ทำให้ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินงบประมาณมาเป็นค่าใช้จ่ายร้านค้าที่ กทม. ได้

อย่างไรก็ดี สสว. พยายามเจรจากับหน่วยงานอื่น เพื่อสรรหาผู้ที่ยินดีมารับดำเนินกิจการ รวมถึงประสานกับ ปตท. ด้วย

และได้รับการยืนยันที่ตั้งใหม่จำนวน 4 แห่ง ในพื้นที่ จ.สระบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนอีกแห่งอยู่ระหว่างพิจารณาเลือกสถานที่ตั้งใหม่

สำหรับรายงานผลการดำเนินงานประชารัฐสุขใจ ปี 2559 จำนวน 143 แห่ง เมื่อเดือน ธ.ค. 2559 มียอดรวมจำหน่าย 18,727,727 บาท ยอดจำหน่ายเฉลี่ย 40,648 บาท/เดือน/ร้านค้า มีผู้เข้าเยี่ยมชนและซื้อสินค้าจำนวน 235,094 คน”

นอกจากนั้นเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้วัสดุในการก่อสร้างซุ้มขายของในทางเทคนิค เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ ผมจึงขอข้าม เพราะต้องการชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายครับ

และถ้าอ่าน หนังสือชี้แจงฉบับนี้ดี ๆ จะพบข้อความที่วกไปวนมาที่น่าเวียนหัวมาก ผมจะรอดูว่าสำนักข่าวอิศราจะตั้งข้อสังเกตในเรื่องนีอย่างไร หรือไม่อีกที พรุ่งนี้ผมจะชี้ความผิดปกติให้เห็นอีกครั้งครับ !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

รัฐบาล คสช.ถูกข้าราชการบางคนที่ฝักใฝ่การเมือง แกล้งให้คนเกลียด หรือเปล่า ?

78

ภาณุมาศ ทักษณา

สัปดาห์ที่สามของเดือน พฤษภาคม 2560 นอกจากข่าวการติดตามมือมืดที่วางระเบิดใน ร.พ.พระมงกุฎเกล้าฯ จะเป็นที่สนใจของประชาชนไปอีกหลายวันแล้ว

ข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. สั่งให้ส่วนราชการและกองทัพรับมือน้ำท่วม ก็เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนคนอ่านที่กำลังถูกน้ำท่วมใน 2 – 3 จังหวัด

79

รวมทั้งที่กำลังรอถูกน้ำท่วมรายทางตั้งแต่จังหวัด สุโขทัย พิจิตร นครสวรรค์ และ ที่อยู่ใต้เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท คือ สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา หรือแม้กระทั่งใน กทม.ต่างก็ให้ความสนใจเช่นเดียวกัน

วานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจึงมีคำสั่งให้ส่วนราชการต่าง ๆ เตรียมหาทางป้องกัน และช่วยเหลือชาวบ้านจากปัญหาน้ำท่วม

80

คำสั่งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีคำสั่งถึงส่วนราชการต่าง ๆ แต่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ผมเข้าใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรีก็คงจำไม่ได้เช่นกัน ?

แต่ผมจำได้ท่านสั่งการทุกปี ที่เริ่มเข้าสู้หน้าแล้งและหน้าฝน คือเมื่อเริ่มเข้าสู้หน้าแล้งท่านก็สั่งให้ทุกส่วนราชการเตรียมการช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยแล้ง ด้วยการจัดเตรียมน้ำให้พอเพียง

เมื่อเข้าสู่หน้าฝนอย่างตอนนี้ ท่านนายกฯ ก็จะสั่งการคล้าย ๆ กัน เพียงแต่เปลี่ยนข้อความจากเตรียมการช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยแล้ง เป็นช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เท่านั้น

ผมเชื่อว่าพ่อแม่พี่น้องทั้งในเมืองและชนบทที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาตลอด คงจำได้เหมือนผมนะครับ – แต่ท่านแปลกใจเหมือนผมไหมครับ ว่าทำไมปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมจึงไม่หมดไปเสียที

ตอนแรก ๆ ที่ได้ยินคำสั่งของท่านนายกรัฐมนตรี ที่สั่งการไปยังส่วนราชการต่าง ๆ ผมคิดว่า น่าจะเป็นเพราะเรามีส่วนราชการเกี่ยวกับน้ำถึง 34 หน่วย ทุกหน่วยอาจเกี่ยงกันทำงาน

หรืออาจเป็นเพราะมีข้าราชการเลว ๆ บางคนบางหน่วยงานที่ไม่ต้องการให้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งหมดไป เนื่องจากพวกมันจะหมดโอกาส “โกงกินงบประมาณ” ภัยแล้ง-น้ำท่วมที่มีมหาศาล

และอื่น ๆ อีกหลายเห็นผล ซึ่งก็มีส่วนถูกทั้งสิ้น ผมจึงเรียกร้องให้รัฐบาล รวมหน่วยงานต่าง ๆ มาไว้ด้วยกัน เพื่อแก้ปัญหาการเกี่ยงงาน หรือ ต่างคนต่างทำงาน – ซึ่งขณะนี้กรมทรัพยากรน้ำกำลังเขียนแผนอยู่

ซึ่งในส่วนที่ผมคิดว่าน่าจะมีข้าราชการเลว ๆ เต็มใจที่จะให้เกิดน้ำท่วม-น้ำแล้ง ก็เป็นความจริง เพราะมีข่าวการจับกุมข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตร “คดในข้องอในกระดู” จนถึงจับได้เป็นข่าวมาแล้ว

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมเพิ่งนึกได้ ก็คือ มีความเป็นไปได้ไหม ที่จะมีข้าราชการบางคนที่ฝักใฝ่การเมือง

ต้องการกลั่นแกล้งรัฐบาล คสช.ด้วยการเพิกเฉย ไม่ทำตาม หรือหากจะทำก็ทำเป็นไปไม่รู้เห็น แล้วปล่อยให้น้ำท่วม-น้ำแล้ง คนจะได้เกลียด คสช.

สิ่งที่ทำให้ผมคิดอย่างนั้น เพราะเห็นการแก้ปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดสุโขทัยครับ ที่เคยถูกน้ำท่วมซ้ำซากกระทั่ง ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นห่วงจึงมีพระราชดำรัสให้หาพื้นที่สร้างแก้มลิงเก็บกักน้ำในปี พ.ศ. 2535

81

แต่แทนที่พื้นที่ดังกล่าวจะสามารถเก็บกักน้ำได้สมกับคำว่า แก้มลิง ปรากฏว่าสถานที่แห่งนั้นถูกขุดเป็นรูปสระขนาดใหญ่รูปหัวใจ ที่มองมาจากเครื่องบินแล้วทำให้หลายคนอยากไปเที่ยวเสียนี่

จากความผิดพลาดครั้งนั้น แทนที่ข้าราชการในจังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความสุขความทุกข์ของชาวบ้าน จะหาพื้นที่ใหม่เพื่อสร้างแก้มลิงทดแทนสถานที่แห่งนั้น – กลับปล่อยปละละเลย

กลับใช้วิธีแก้ปัญหาน้ำท่วม เหมือน “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” คือ เมื่อจะเกิดน้ำท่วมครั้งหนึ่ง ก็สั่งจ่ายเงินงบประมาณสั่งซื้อถุงทรายทั้งเล็กและใหญ่ ไปจนถึงแผ่นปูนไปวางริมแม่น้ำยมเพื่อป้องกันน้ำท่วม

ซึ่งไม่รู้ในแต่ละปีหมดเงินงบประมาณไปเท่าไร่ และไม่มีใครรู้ว่า หลังน้ำลดแล้ว สิ่งของเหลือใช้ที่ใช้เงินหลวงซื้อเหล่านั้นไปอยู่ที่ไหน และถูกนำมาใช้อีกหรือไม่

82

และเมื่อถูกสื่อมวลชน(คือผมนี่แหละ) ตั้งข้อสังเกตในการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อป้องน้ำท่วมแบบขอไปที ก็ปรากฏว่าได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการป้องน้ำท่วมใหม่

คราวนี้ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง จัดจ้างผู้รับเหมาให้ลงไปถมแม่น้ำยม เพื่อก่อสร้างพนังกั้นน้ำแบบถาวร ซึ่งไม่มีใครเชื่อว่าพนังกั้นน้ำดังกล่าวจะสามารถป้องกันน้ำท่วมได้

83

ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้น น้ำที่จะท่วมจังหวัดสุโขทัย ไม่ได้ “ยกทัพ” มาทางแม่น้ำยมแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นน้ำที่หลากลงมาจากเทือกเขาของจังหวัดที่อยู่เหนือขึ้นไป เหมือนที่ท่วมเมื่อสองสามวันก่อนนี้

ข้าราชการในจังหวัดสุโขทัยที่มีอำนาจหน้าที่ก็น่าจะรู้ดี แต่ก็ไม่ทักท้วง หรือท้วงติงการทำงานของผู้รับเหมา

จนกระทั่งกองทัพภาคที่ 3 ต้องส่งนายทหารระดับรองแม่ทัพภาคลงมาดูในพื้นที่ แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้เนื่องจากสัญญาจ้างยังมีอยู่

84

การป้องกันน้ำท่วมอำเภอศรีสำโรง และอำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัยนั้น ผมได้รับความร่วมมืออย่างดีจาก สมาชิกไทยอาสาตรวจงานแผ่นดิน (ทส.ตง.) ในจังหวัดสุโขทัย ส่งภาพและข้อมูลให้เป็นระยะ ๆ

และเมื่อได้มา ผมก็นำมาเขียนเป็นรายงานในสำนักข่าวเจ้าพระยา และนำมาเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบเพื่อที่จะรีบหาทางแก้ไขไม่ให้การก่อสร้างรุดหน้าไปมากกว่านั้น

85

86

แต่ อนิจจา รายงานที่ผมนำเสนอหลายตอน หาได้รับความสนใจจากข้าราชการในจังหวัดสุโขทัยแต่อย่างใดไม่ ยังคงปล่อยปละละเลยให้ผู้รับเหมาข่มขืนกระทำชำเราแม่น้ำยมอย่างสนุกสนานต่อไป.. จนน้ำเริ่มหลากลงมา

89

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นนั้นเอง ที่ทำให้ผมเกิดความรู้สึกใหม่ ๆ กับข้าราชการบางคนในจังหวัดสุโขทัยว่า กำลังกลั่นแกล้งรัฐบาล คสช.ที่ถือว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง เป็นนโยบายสำคัญอย่างหนึ่งหรือเปล่า

88

เพราะถ้าข้าราชการในจังหวัดสุโขทัย มีความจริงใจต่อรัฐบาลทหาร ก็ควรที่จุกุลีกุจอแก้ปัญหาน้ำท่วมภัยแล้ง หลังจากได้รับคำสั่งของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ เสียตั้งแต่ปีแรก ๆ ที่จัดตั้งรัฐบาลแล้ว

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น หาได้เป็นเช่นนั้น นอกจากจะไม่สนองนโยบายรัฐบาลแล้ว ข้าราชการบางคนในจังหวัดสุโขทัย ยังเพิกเฉยต่อคำสั่งของปลัดกระทรวงมหาดไทยที่มีคำสั่งด่วนให้ดำเนินการวางแผนป้องกันน้ำท่วมและภัยแล้งอีกด้วย

ผมไม่ทราบว่าข้าราชการในจังหวัดสุโขทัยคนนั้น มีจิตใจฝักใฝ่ไปในทางการเมืองถึงขั้นวางแผนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.จังหวัดสุโขทัยในสมัยหน้าหรือไม่นะครับ

เพียงแต่ตั้งเป็นข้อสังเกตในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่งที่ทำข่าวการเมืองถึง 40 ปี และมีโอกาสพบเห็นความร่วมมือระหว่างข้าราชการเลวกับนักการเมืองชั่วโกงบ้านโกงเมืองมาแล้วจึงเขียนเรื่องนี้ นั่นเหตุผลหนึ่ง

อีกเหตุผลหนึ่งในฐานะสื่อสารมวลชน ผมมีหน้าที่ที่จะต้องรายงานสิ่งที่เห็นว่าผิดปกติให้รัฐบาลรับทราบเพื่อหาทางแก้ไข หรือป้องกัน มิให้สิ่งผิดปกตินั้นสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมืองครับ !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ระวัง ! หน่วยงานเศรษฐกิจอย่าง ททท.ที่มีคนของนายสมคิดเป็น ผู้ว่าการฯ จะกลายตัวฉุดรั้งรัฐบาล คสช. !

93

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมเข้าใจว่า ประชาชนคนไทยที่มีใจเป็นธรรม ต่างก็เข้าใจและเห็นใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่กำลังถูกฝ่ายผู้สูญเสียประโยชน์ทางการเมือง โจมตีว่าในขณะนี้ครับ

เพราะในความเป็นจริงนั้น เป็นไปไม่ได้แน่นอนที่รัฐบาล คสช.บริหารประเทศมา 3 ปี แล้วจะไม่มีผลงานอะไรเลย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ประชาชนก็คงไม่ปล่อยให้รัฐบาลนี้คาราคาซังอยู่ คงต้องมีปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งให้เห็นแน่

เหมือนกรณีที่ชาวบ้านออกมาวิจารณ์การทำงานของ ทีมเศรษฐกิจ คสช. ที่มี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็น รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจที่ทำงาน ห่วยแตก เกือบทุกคนนั่นแหละครับ

รัฐมนตรีในทีมของนายสมคิดบางคนก็เคยมีข่าวว่าทำธุรกิจขาดทุนมาแล้ว หรือ บางคนก็ดีแต่สั่งให้ใช้จ่ายเงินอย่างไม่เสียดาย เพราะไม่ใช่เงินมัน

บางคนก็เอื้อประโยชน์ให้นักธุรกิจภาคเอกชนอย่างไม่สมควร เช่น ยกที่ดินของทางการให้เอกชนปลูกบ้านขาย ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลก็มี การเคหะแห่งชาติ ทำหน้าที่นั้นอยู่แล้วเป็นต้น

หรือ บางคนก็ตะบี้ตะบัน ขอเงินจากรัฐบาลเพื่อนำไปปลุกตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในชนบท ด้วยขนเงินไปสร้างโน่นนั่นนี่ ตามโครงการชื่อนั้นชื่อนี้ โดยไม่รู้เลยว่าชาวบ้านเขาต้องการหรือไม่

ผมจำได้ว่า เคยเดินทางลงพื้นที่ตามคำบอกเล่าของสมาชิกไทยอาสาตรวจงานแผ่นดิน (ทส.ตง.) ปรากฏว่า สิ่งก่อสร้างหลายแห่งที่รัฐมนตรีบางขอเงินรัฐบาลไปสร้างถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้อย่างน่าเสียดาย

98

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ก็รายงานผลงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งมีคนใกล้ชิดนายสมคิดเป็น ผู้ว่าการฯ ก็ทำงามหน้าให้รัฐบาล คสช.ถูกนินทา และอาจถูกฝ่ายค้านนำโจมตีได้อีก

94

นั่นคือ ขอเงินจากรัฐบาลไปดำเนินงานตาม  โครงการพัฒนาสถานีริมทางเพื่อส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวท้องถิ่น เพื่อก่อสร้างพื้นที่สำหรับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวและจำหน่ายสินค้าท้องถิ่น

ตามโครงการอ้างว่า เพื่อใช้เป็นที่ขายสินค้าโอท็อป จำนวน 148 แห่ง ทั่วประเทศ โดยใช้วิธีพิเศษ มีการว่าจ้างเอกชน 5 ราย เข้ามารับจ้างงานใน 5 ภูมิภาค รวมวงเงินกว่า 122 ล้านบาท

95

ซึ่งเฉลี่ยราคาก่อสร้างแห่งละ 8.2 แสนบาท ซึ่งถูกร้องเรียนว่าอาจมีราคาสูงเกินจริง นอกจากนี้เอกชนบางรายที่ได้รับการว่าจ้างอาจมีวัตถุประสงค์การประกอบธุรกิจไม่ตรงกับการดำเนินการด้วยนั้น

ตามรายงานข่าวของสำนักข่าวอิศรา ที่ส่งนักข่าวไปสำรวจ ตู้แจกเอกสารและขายสินค้าโอทอป บางแห่งพบว่า 2 แห่งในกรุงเทพฯ สร้างเสร็จแล้วแต่ก็ไม่มีการดำเนินกิจการใด ๆ

96

เช่นเดียวกับที่ก่อสร้างในปั้มน้ำมันบางแห่ง ซึ่งนักข่าวของอิศราไปพบและสอบถามเด็กปั้ม ก็ปรากฏว่า ยังไม่มีการเปิดให้บริการตามที่ ททท.ให้เหตุผลตามที่ขอเงินจากรัฐบาลไปสร้างแต่อย่างใด

เพราะในความเป็นจริงนั้น ในปั้มน้ำมันเกือบทุกยี่ห้อในต่างจังหวัดนั้น ชาวบ้านหรือพ่อค้าในท้องถิ่นเขาก็ลงทุนเช่าพื้นที่ในปั้ม เพื่อนำสินค้าพื้นเมืองในจังหวัดของตนมาขายอยู่แล้ว

แล้ว ททท.ที่มี นายยุทธศักดิ์ สุภสร เป็น ผู้ว่าการ นึกยังไง จึงเอาเงินรัฐบาลไปสร้างซุ้มขายของแข่งกับชาวบ้านเขาอยางนั้น หาก ททท.อยากเผยแพร่กิจการหรือแหล่งท่องเที่ยว ก็ทำได้ตั้งหลายอย่าง

เช่น สร้างป้ายติดตั้งแผนที่ประจำจังหวัดนั้น ๆ ไปไว้หน้าห้องน้ำในปั้ม ให้คนยืนดูก็ได้ หรือฝากแผ่นพับไว้ที่หน้าฟลอร์ของปั้มก็ได้ หากใครอยากได้ก็เอ่ยปากขอจากเด็กปั้ม หรือ ฝากร้านค้าในปั้มแจกก็ได้

97

แต่ ททท.ไม่ทำ กลับทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ด้วยการใช้เงินงบประมาณของรัฐบาล 100 กว่าล้านไปจ้างเอกชนทำซุ้มให้มันวุ่นวายทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของ ททท.เลยแม้แต่น้อย

หรือ ถ้า ผู้ว่าฯ ททท.อยากทำ ก็น่าจะให้ ผู้บริหาร ททท.ภูมิภาค หรือ ททท.จังหวัดในเป้าหมาย ทำก็ได้ ไม่เห็นต้องทำเองให้คนเขานินทาอย่างนี้

สิ่งเหล่านี้แหละครับ ที่ผมอยากกราบเรียนท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า อาจเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ถูกโจมตี และจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งความตั้งใจในการทำงานของท่านครับ

ผมนำเรียนในฐานะสื่อมวลชนแขนงหนึ่ง ที่อยากเห็นรัฐบาล คสช.ประสบความสำเร็จที่ก้าวเข้ามาแก้ปัญหาให้ประเทศครับ ส่วนท่านจะปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่ ผมคงไม่เรียกร้องอะไรครับ !


ภาพประกอบ : สำนักข่าวอิศรา


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ขวบปี ก่อนมีเลือกตั้ง ขอให้ นายกฯลุงตู่ สร้างความประทับใจ 2 เรื่อง !

62

ภาณมาศ ทักษณา

ผมคงไม่หน้าด้านเหมือนนักการเมืองกเฬวราก หรือ หน้าด้านเหมือนสำนักโพลต่าง ๆ ที่ออกแบบสอบถามเหมือน “ถามเอง-ตอบเอง” แล้ว อ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชน นะครับ

แต่ผมจะขอเรียกร้องต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้ดำเนินการในสิ่งที่ผมอยากเห็น และสิ่งที่ผมอยากเห็นมีพี่น้องไทยคนไหนอยากเห็นด้วยจะร่วมเรียกร้องด้วยก็เชิญครับ

วานนี้ 23 พฤษภาคม 2560 ผมเขียนบทความเรื่อง 3ปี ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเข้ามากอบกู้สถานการณ์และแก้ปัญหาให้บ้านเมือง วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ คงรู้ ใครมิตร-ใครศัตรู !”

ชี้ให้เห็นถึง “ความจำเป็น” ที่ต้อง “ยึดอำนาจ” จากรัฐบาลพลเรือน ที่หมดโอกาสที่จะทำงานเนื่องจากมัวทะเลาะกับนักการเมืองอีกกลุ่มหนึ่ง ถึงขั้น “เกือบยกพวกตีกัน” ว่า

ตลอด 3 ปีนั้น เหมือนกัย พล.อ.ประยุทธ์ จะให้ “โอกาสนักการเมือง” กลับตัวกลับใจเป็น คนดีของสังคม

เพราะ 3 ปีที่ผ่านไป ก็น่าจะเนิ่นนานพอให้เขาเหล่านั้นมีเวลาทบทวนว่า ทำไม ทหารต้องยกกำลังมาไล่พวกเขาลงจากเวที

ทว่า การณ์หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะถึงวันนี้ นักการเมืองหลายคนยังปากดี ปากกล้า ท้าทายอำนาจที่ทหารถือครองอยู่ ทั้งการวิจารณ์รัฐบาลทหารอย่างเสีย ๆ หาย ๆ

และกล้าถึงขั้นสร้างสถานการณ์ก่อกวนด้วยการ ลอบวางระเบิดในสถานที่ต่าง ๆ ให้เห็นอยู่

63

(คลิกอ่านบทความ https://goo.gl/MjWtgk)

วานนี้ ผมจึงกราบขอร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้แบ่งบทบาทและหน้าที่ของตัวเองให้มีความชัดเจน ในการทำงาน ก่อนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งตามที่ให้สัจจะไว้กับประชาชน ดังนี้

1 ปีที่เหลือก่อนการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ผมหวังใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะใช้อำนาจของการเป็นนายกรัฐมนตรี สะสางปัญหาที่ได้รับการเรียกร้องและเสนอแนะให้ลุล่วงเป็นผลสำเร็จไม่มากก็น้อย

ปัญหาที่คาใจชาวบ้านมานานแสนนานคือ ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง ที่ผมเข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงจะหนักใจ และพยายามแก้ไขอยู่ ซึ่งถ้าจะให้สำเร็จได้บ้าง คงต้องจัดตั้ง องค์กรที่รวมทุกหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำให้บังเกิดโดยเร็ว

หากแก้ปัญหานี้ได้ ปัญหาปากท้องของชาวบ้านในชนบทก็จะลดลง เพราะเมื่อชาวบ้านสามารถขายผลิตผลได้เป็นปกติ ทุกครัวเรือนก็จะมีรายได้ที่ดีขึ้น โดยผมได้ยกตัวอย่าง ชุมชนบ้านผารังหมี ที่พิษณุโลกให้เห็นแล้ว

และหากรัฐบาล คสช.สามารถสร้างหมู่บ้านในชนบทให้มีสภาพเหมือนกับที่ชาวบ้านในชุมชนบ้านผารังหมี สักครึ่งประเทศ ก็คงจะไม่ต้องใช้กฎหมายเพื่อบังคับให้เกิดการปฏิรูปเรื่องโน้นเรื่องนี้อย่างที่ทำอยู่ – กับอีกหนึ่งคือ

1 ปีที่เหลือก่อนการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ผมหวังใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะใช้อำนาจของการเป็น หัวหน้า คสช. สะสางเสี้ยนหนามแผ่นดินที่ยังตำตีนคนไทย และตำตีนทหารให้หมดไปด้วย

3  ปีที่ผ่านมา ผมเข้าใจว่าคงเป็นเวลาที่พอเพียงสำหรับนักการเมืองเลว ๆ บางคนจะ “กลับตัว-กลับใจ” เป็นคนดีของสังคม เหมือนปรากฏให้เห็นในขณะนี้ที่กำลังช่วยรัฐบาลหาข้อมูลเพื่อการปฏิรูปประเทศนั่นไงครับ

นอกจากกลุ่มนักการเมืองสารเลวที่หลงเหลืออยู่ และท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องหาวิธีกำจัดอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ยังมีกลุ่มคนที่ผมเห็นว่า น่าจะเป็นเสี้ยนหนามที่ รัฐบาล คสช.ต้องถอนให้ได้

นั่นคือ กลุ่มข้าราชการที่นั่งทำงานอยู่ไปวัน ๆ เหมือน รอนายเก่ากลับมาใหญ่” ดังจะเห็นได้จากไม่ทำตามคำสั่งของหัวหน้ารัฐบาล เช่น การสั่งการให้แก้ปัญหาน้ำท่วมภัยแล้ง

ก็แก้ปัญหาเหมือนแกล้งให้เกิดปัญหาทับซ้อน เรื่องนี้ผมได้ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัยมาให้รัฐบาลเห็นอย่างต่อเนื่องมาแล้ว เป็นต้น

กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่รับจ้างก่อกวนทางการเมือง เช่นออกมาด่าว่ารัฐบาลโดยปราศจากความจริงผ่านสื่อที่เป็นพวกเดียวกัน เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ว่าตลอด 3 ปีไม่มีผลงานใด ๆ ให้เห็น

หรือแม้กระทั่งบางคนที่กล้า ตีวัวกระทบคราด ด้วยการลอบวางระเบิดทำร้ายประชาน และทำลายทรัพย์สินของทางราการถี่ขึ้น ก็ควรจะได้รับการกำจัดให้หมดไปจากแผ่นดินไทยด้วย

ซึ่งในกลุ่มหลังนี้ ผมคงไม่บังอาจไปเสนอแนะแนะวิธีการที่จะกำจัดคนเหล่านั้นหรอกครับ แต่ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของ รัฐบาล และ คสช.ที่จะตัดสินใจครับ เพราะบางคนมันยิ่งกว่าเสี้ยนที่ตำตีน ซึ่งคงถอนด้วยวิธีธรรมดาไม่ได้ !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ทหารทำหน้าที่เชื่อมประสาน ภาครัฐและประชาชนให้สัมพันธ์เหนียวแน่นมา 3 ปี …ไม่มีใครเห็นเลยหรือ ?

54

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมเสียใจแทนพ่อแม่พี่น้องประชาชนในชนบทจริง ๆ ครับ ที่ยังถูกคนกลุ่มหนึ่งเป่าหูให้เกลียดชังรัฐบาล คสช.ด้วยข้อกล่าวหาง่าย ๆ รัฐบาลทหารใจไม่ถึง ไม่ยอมแจกเงินให้ชาวบ้าน ทั้งที่มีเงินอยู่มากมาย

และอีกหลายข้อกล่าวหาที่พูดบ่อย ๆ พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่รัฐบาลพยายามแก้ข้อกล่าวหานั้น ด้วยการคิดโครงการแจกเงินเพื่อเรียกศรัทธาจากประชาชนในชนบทคืน แต่ก็ไม่ทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น

ในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่ง ที่มีเครื่องมือคือเว็บไซด์สำนักข่าวเจ้าพระยา และได้อาศัยสื่อออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เผยแพร่ความคิดความเห็นมาเป็นเวลา 10 ปี ได้พบเห็นการทำงานของรัฐบาลนักการเมืองและรัฐบาลทหาร

53

อยากแลกเปลี่ยนความเห็นกับท่านผู้มีเกียรติว่า ผมชื่นชมรัฐบาลทหารโดยเฉพาะชุดนี้มากกว่ารัฐบาลที่มาจากนักการเมืองที่มีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค ผลัดเปลี่ยนกันบริหารประเทศและเป็นฝ่ายค้านครับ

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบองค์ประกอบของการเป็นรัฐบาลระหว่างพรรคการเมืองกับคณะนายทหารแล้ว รัฐบาลจากพรรคการเมืองน่าจะได้เปรียบกว่ารัฐบาลทหารในหลาย ๆ ด้าน

48

เริ่มตั้งแต่ตัวบุคคลในแต่ละพรรคการเมืองที่ประกอบด้วยบุคคลหลายสาขาอาชีพ ที่ต่างก็มีความรู้ความสามารถที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า หรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ไม่ยาก

ไปจนถึงพรรคการเมืองจะมีกลุ่มนายทุนคอยให้การสนับสนุนทางด้านการเงิน ทำให้บางเรื่องสามารถทำงานได้ง่ายและเข้าถึงประชาชนในชนบทได้ดีกว่า

50

เมื่อเปรียบเทียบกับคณะนายทหารแล้ว มีปัญหาตั้งแต่ตัวบุคคลซึ่งแม้ว่านายทหารจะมีความรอบรู้ในหลาย ๆ เรื่อง เนื่องจากมีโอกาสศึกษาต่อในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) และสถาบันชั้นสูงทางทหาร

แต่ทหารก็มีข้อจำกัดคือขาดความชำนาญงานทางด้านรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ยิ่งทหารบางยุคมิได้มีความแนบแน่นกับกลุ่มนายทหาร การทำงานของรัฐบาลทหาร จึงมีข้อด้อยให้ถูกโจมตีด้วยเหตุนี้

51

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพบเห็นมาตลอดระยะเวลา 10 ที่นั่งเขียนหนังสืออยู่ในสำนักข่าวเจ้าพระยาก็คือ ความจริงใจ ของนักการเมืองกับของทหารที่มีต่อประชาชนนั้นต่างกันลิบลับ

พฤติการณ์ของรัฐบาลที่มาจากนักการเมือง จะอยู่ในประเภท “หน้าไหว้-หลังหลอก” เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าประชาชนซึ่งเป็นผู้เลือกพวกมันเข้าไปเป็นรัฐบาล

ต่างจากพฤติการณ์ของทหารที่ มีความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อชาติและบ้านเมืองในทุกสถานะ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประจำ หรือเมื่อตกกระไดพลอยกระโจนมาเป็นผู้บริหารประเทศก็ตาม

55

การทำงานของทหารหาญ โดยเฉพาะในกองทัพภาคที่ 2  และภาคที่ 3 ซึ่งมีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ชาวบ้านเป็นเกษตรกรแล้ว

เสียดาย และเสียใจแทนทหารหาญเหล่านั้น ที่ไม่มีใครเห็น การทำงานอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยทุกวันแทบจะไม่วันหยุด เพื่อให้ประชาชนเข้าใจรัฐบาลชุดนี้ว่า หลังจากทหารเป็นรัฐบาลแล้ว

ทหารในกองทัพภาคต่าง ๆ ที่ว่างเว้นจากภัยสงคราม ได้ “ทำงาน” อะไรให้แก่ประเทศชาติบ้าง ทั้ง ๆ ที่หากไม่มีผลงานของทหารเหล่านั้นแล้ว ประชาชนในชนบทอาจเชื่อลมปากนักการเมืองไปแล้วก็ได้

56

ในห้วงเวลานี้ ได้เกิดอุทกภัยขึ้นในหลายจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 3 แทนที่สื่อของทหารโดยตรง และสื่อของรัฐจะสละเวลาลงไปทำข่าวเคียงบ่าเคียงไหล่ชุดปฏิบัติการเหล่านั้น

กลับมีเพียงข่าวการทำงานของทหารหาญเหล่านั้น ผ่านทางเฟซบุ๊กประชาสัมพันธ์กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยภาค 3 และในเฟซบุ๊กของชาวบ้านที่ชื่นชมการทำงานของทหารหาญที่ช่วยกันโพสต์และแชร์

จริงอยู่ การทำงานของทหารในกองทัพภาคที่ 3 นั้นไม่ต่างไปจากการทำงานแบบ “ปิดทองหลังพระ” ตามที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ให้ แต่ “ขวัญและกำลังใจ” ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามต่างก็ปรารถนามิใช่หรือ ?

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

3 ปีที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเข้ามากอบกู้สถานการณ์และแก้ปัญหาให้บ้านเมือง วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ คงรู้ ใครมิตร-ใครศัตรู !

47

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ 22 พฤษภาคม 2560 เป็นวันครบรอบ 3 ปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เคยต้อนนักการเมือง และกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง เข้ามาอยู่ในคอ..เอ๊ย เล้า เพื่อให้หาข้อตกลงกันเอง

ว่าในวิกฤติทางการเมืองที่ทั้งสองฝ่ายมีมวลชนหนุนหลัง และมีทีท่าว่าอาจถึงการก่อสงครามกลางเมืองนั้น ควรจะหาทางออกให้แก่บ้านเมืองอย่างไร โดยวันที่ 21 พฤษภาคม ให้การบ้านทุกคนทุกกลุ่ม กลับไปคิด 5 ข้อ

แล้วในวันที่ 22 พฤษภาคม เมื่อพวกนั้นจะเรียกว่า “หลงกล” หรือ “ตายใจ” หรือ อะไรก็แล้วแต่เดินทางกลับมาเข้าคอ เอ๊ยเล้าอีกครั้งหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ขอคำตอบจากคนเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พรรคใหญ่อย่างเพื่อไทย

บันทึกในวันนั้นระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ขอคำตอบ แต่ทุกกลุ่มต่างก็มีจุดยืนอย่างเดิม พล.อ.ประยุทธ์จึงขอพักการประชุมแล้วเชิญแกนนำ กปปส.และ นปช.ไปหารือ เพื่อหาข้อสรุป เพราะทั้งคู่ต่างมีกำลังในมือแล้วกลับเข้าห้องประชุม

43

หลังจากเข้าห้องประชุม พล.อ.ประยุทธ์ ได้ถาม นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรียุติธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะฝ่ายรัฐบาลขณะนั้นว่า ตกลงรัฐบาลยืนยันว่าไม่ลาออกทั้งรายบุคคลและคณะใช่หรือไม่

นายชัยเกษม ตอบว่า “นาทีนี้ไม่ลาออก”

พล.อ.ประยุทธ์ จึงกล่าวให้ทุกคนได้ยินว่า “ถ้างั้น ตั้งแต่นาทีนี้ ผมตัดสินใจยึดอำนาจการปกครอง” เป็นการยุติความขัดแย้งทั้งปวงของนักการเมือง พรรคการเมือง และกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองลงอย่างสิ้นเชิง

44

ตลอดสัปดาห์ที่แล้ว มีคำถามจากสื่อมวลชนถึงรัฐบาล ว่าในวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 3 ปี พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะจัดแถลงผลงานของคณะ คสช.ที่ไหน อย่างไร

ปรากฏว่าปลายสัปดาห์ที่แล้ว คำตอบจากรัฐบาลคือจะยังไม่แถลงผลงาน คสช.แต่จะรอไปแถลงพร้อมกับผลงานรัฐบาลในเดือนกันยายน 2560 เนื่องจากผลงานทั้ง คสช.และ รัฐบาล ก็ไม่ต่างกันเพราะเกื้อกันอยู่

ตอนได้ยินคำตอบจากรัฐบาล… ผมนึกไปถึงเหตุการณ์ก่อนวันที่จะยึดอำนาจเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ทันที ผมคิดว่า การนำผลงานไปแถลงรวม น่าจะเป็นเหตุผลรองของ พล.อ.ประยุทธ์ มากกว่า

เพราะโดยสัญชาตญาณของผู้นำทางทหารระดับท่าน ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางการเมืองในขณะนี้ คงประเมินสถานการณ์แล้วว่า ในห้วงเวลานี้ คงจะมีแต่เสียงตำหนิติติง ไปจนถึงการโจมตีจากฝ่ายที่สูญเสียอำนาจทางการเมือง

ที่จะต้องดาหน้ากันออกมากล่าวหารัฐบาล และ คสช.อย่างสาดเสียเทเสียว่า ไม่มีผลงานบ้าน ทำโน่นนั่นนี่ล้มเหลวบ้าง โดยคนเหล่านั้นจะต้องอ้างประชาชนเป็นเครื่อง และโจมตีรัฐบาลและ คสช.ผ่านสื่อที่เริ่มเอาใจอีกฝ่ายหนึ่ง

45

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึง “นิ่ง” ปล่อยให้คนที่ต้องการประกาศตัวเป็นศัตรู เปิดหน้าออกมาให้เห็นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 ซึ่งผมเชื่อว่าฝ่ายข่าวของรัฐบาล คงเก็บฟืนที่คนเหล่านั้นโยนใส่กองไฟไว้เรียบร้อยแล้ว

… ครบ 3 ปี คสช.ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 นี้ พล.อ.ประยุทธ์ คงมองออกแล้วว่า ขณะที่ท่านและเพื่อนทหารร่วมกันเข้ามาแก้ปัญหาที่นักการเมืองสารเลวสร้างไว้เต็มบ้านเต็มเมืองมาตลอด 3 ปีนั้น

ใครบ้างคือมิตรที่คอยให้กำลังใจรัฐบาล และ คสช. – ใครบ้างคือศัตรู ที่กลายเป็นคู่อาฆาตและจ้องทำลายรัฐบาล คสช.อย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งด้วยคำพูดและพฤติการณ์หยาบช้า

1 ปีที่เหลือก่อนการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ผมหวังใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะใช้อำนาจของการเป็นนายกรัฐมนตรี สะสางปัญหาที่ได้รับการเรียกร้องและเสนอแนะให้ลุล่วงเป็นผลสำเร็จไม่มากก็น้อย

1 ปีที่เหลือก่อนการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ผมหวังใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะใช้อำนาจของการเป็น หัวหน้า คสช. สะสางเสี้ยนหนามแผ่นดินที่ยังตำตีนคนไทย และตำตีนทหารให้หมดไปด้วยเช่นกันครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ท่านนายกฯลุงตู่ครับ ทำทุกชุมชนไทยให้เหมือน ชุมชนบ้านผารังหมี พิษณุโลก คนไทยเข้มแข็งประเทศมั่นคง แน่ครับ !

13

ภาณุมาศ ทักษณา

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมมักจะเปิดดูรายการของโทรทัศน์รัฐสภา ช่อง 10 ครับ ชอบที่มีรายการสรุปข่าวการทำงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ออกกฎหมายอะไรไปบ้างแล้ว

นอกจากนี้ยังมีรายการสารคดี ดี ๆ ให้ดูหลายรายการ ที่นอกจากจะให้ความบันเทิงใจแล้ว ยังให้ความรู้ที่อาจไปแสวงหาด้วยตัวเองไม่ได้ง่าย ๆ นัก แม้จะพอมีเวลาเดินทางไปแสวงหาก็ตาม

ตัวอย่างรายการสารคดี ดี ๆ ที่ผมชื่นชอบก็ รายการสุขนคร , พลเมือง D , สร้างศิลป์, ย่านเก่าเล่าเรื่อง, ตะลุยชุมชน, ละครเฉลิมพระเกียรติ ชุด “ค่าของแผ่นดิน” ที่ทุกรายการล้วนมีจุดเด่นของตัวเองไปคนละอย่าง

วันนี้ ผมจะขอเขียนถึง รายการสุขนคร นครแห่งความสุข ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 11.00 ดำเนินรายการโดย คุณปาลิดา หงษ์กระจ่าง ที่ช่างสรรหาเรื่องราวให้น่าติดตามทุกวันเสาร์

5

จุดเด่นที่ขอแสดงความชื่นชมคุณปาลิดา หงษ์กระจ่าง พร้อมกันไปด้วยคือ การวางตัว การแต่งตัวหน้าตาที่เป็นธรรมชาติเสียงบรรยายก็เหมือนเล่าเรื่องที่ไปพบให้เพื่อน ๆ ฟัง ทำให้ดูเป็นธรรมชาติ ทั้งการออกเสียงควบกล้ำก็ฟังกลมกลืน

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม 2560 คุณปาลิดา พาท่านผู้ชมไปยัง ชุมชนสามัคคี บ้านผารังหมี อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีประชากรอยู่ประมาณ 80 หลังคาเรือน ที่มีความเป็นอยู่ที่อบอุ่นมาก

6

เธอเริ่มเรื่องด้วยการพาผู้ชมให้ไปรู้จักความเป็นมาของผู้คนในชุมชนแห่งนี้ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร  ด้วยการให้ผู้สูงวัยในชุมชนย้อนอดีตให้ฟัง จากนั้นจึงพาเราเข้าสู่ปัจจุบันของชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างคาดไม่ถึง

รายการสุขนคร วันนั้น ทำให้ผมทราบว่า ที่นี่ น่าจะเป็นชุมชนตัวอย่างที่มีความเข้มแข็งในตัวเอง และเป็นชุมชนที่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดียิ่งของชุมชนอื่น ๆ ที่กำลังตั้งเป้าพัฒนาตัวเองครับ

จากชุมชนเกษตรกรรมที่ทำนาด้วยสารเคมี ที่นี่ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนเป็นการทำนาอินทรีย์ จนสามารถผลิตข้าวปลอดสารพิษออกจำหน่ายเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ยังผลให้ชาวบ้านทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้น

7

เห็นภาพแล้วนึกถึงกรณีที่ คุณชุติมา บุณยประภัศร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ พยายามจะผลักดันให้เกษตรกรทั่วประเทศ เปลี่ยนจากทำนาเคมี มาทำนาอินทรีย์ ขึ้นมาทันทีครับ

(พูดถึงการทำนาอินทรีย์แล้ว ผมอยากเสนอให้รัฐบาล หาเงินงบประมาณ มอบเป็นรางวัลให้กับเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาอินทรีย์อยู่แล้วบ้างนะครับ เขาจะได้มีขวัญและกำลังใจดีขึ้นครับ)

ผลจากการทำข้าวคุณภาพดีขายในนามชุมชน ทำให้ชาวบ้านที่นี่มีรายได้ดีขึ้น จึงได้รวมกลุ่มจัดตั้ง กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เพื่อนำเงินที่สะสมร่วมกันนี้ไปทำกิจกรรมอื่น ๆ โดยไม่ต้องกู้ใคร

เช่น นำเงินไปเป็นทุนจัดตั้ง กลุ่มทอผ้า ทอเสื่อ ไปถึง การทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อใช้ในการเกษตร และรวมกลุ่มกันว่าจ้างรถไถรถเกี่ยวมาเกี่ยวข้าวนารวม ไม่ใช่ต่างคนต่างจ้างเหมือนบางพื้นที่

8

สำหรับเศษสิ่งของหรือวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ ที่ถูกเรียกว่า ขยะ ชาวบ้านที่นี่ก็ตั้งเป็น ธนาคารขยะ ให้ชาวบ้านนำขยะของแต่ละบ้านมาฝากให้คัดเลือกเพื่อส่งขายเป็นรายได้ของชุมชนอีกทางหนึ่ง

ที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งอีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มจิตอาสาน้อย ที่ชาวบ้านจะให้บุตรหลานของตัวเอง มาเข้ากลุ่ม อยู่กับพี่เลี้ยงหลังจากเลิกเรียนหรือช่วงวันหยุด แล้วพี่เลี้ยงก็จะสอนให้เด็ก ๆ “รู้ รัก สามัคคี”

9

คือ รู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันช่วยกันทำความสะอาดหมู่บ้าน ปลูกต้นไม้ สิ่งที่ได้คือ การปลูกฝังให้เด็กรักถิ่นกำเนิดของตัวเอง

และที่ผมชอบมากคือ ให้เด็ก ๆ ช่วยกันสอดส่องดูแลสุขภาพอนามัยของผู้สูงวัยในชุมชน ตรงนี้ทำให้เด็ก ๆ รู้จักคำว่า กตัญญูกตเวทีไปในตัวครับ

10

ผมนั่งชมรายการนี้อย่างเพลิดเพลินและมีความสุขจนอดนึกถึง ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กำลังพยายามสร้างชุมชนไทยให้เข้มแข็งสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองขึ้นมาไม่ได้

วันนี้ ผมจึงภูมิใจที่จะนำเสนอเรื่องนี้ให้ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ และ ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐมนตรีมหาดไทย , รัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ ได้รับทราบว่า

ชุมชนบ้านผารังหมี ที่อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก แห่งนี้แหละครับ คือ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ที่ชาวบ้านน้อมนำแนวปรัชญาที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานให้อย่างแท้จริงครับ

11

ชุมชนแห่งนี้น่าจะเป็นชุมชนตัวอย่าง ที่ผู้นำชุมชนทั้งประเทศจะเดินทางมาศึกษาดูงาน เพื่อนำไปปรับใช้ในชุมชนของตัวเองว่า ควรจะพัฒนาอย่างไร ชาวบ้านในชุมชนจึงจะยืนด้วยลำแข็งของตัวเองได้อย่างสง่างาม

หรือไม่อีกที ก็ขอให้สถานีโทรทัศน์รัฐสภา บันทึกรายการนี้ลงในแผ่น ซีดี.แล้วนำไปแจกจ่ายให้ผู้นำชุมชนทั่วประเทศได้เปิดดูว่าในชุมชนของตัวเอง ควรที่จะพัฒนาด้านไหนอย่างไร

12

อยากกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ว่า ทุกครั้งที่อ่านข่าว กรมนั้น กระทรวงนี้ เตรียมของบประมาณเพื่อนำไปสนับสนุนให้ชาวบ้านทำโน่นทำนี่แล้ว ผมเสียดายครับ

เสียดายและเป็นห่วงว่าเงินงบประมาณที่ส่วนราชการเหล่านั้น “แย่งกันเบิก” จะไปไม่ถึงชาวบ้านตามที่ขอไปทั้งหมดครับ เพราะถ้าถึงจริง ป่านนี้ทุกชุมชนคงจะเข็มแข็งขึ้นนานแล้ว

ดังนั้น ผมจึงมั่นใจว่า หากทำให้ทุกชุมชนในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เหมือนที่ชาวบ้านในชุมชนสามัคคี บ้านผาดงหมี จังหวัดพิษณุโลก ทำสำเร็จประเทศจะมั่งคั่งและยั่งยืนอย่างแน่นอนครับ

ขอขอบคุณ คุณปาลิดา หงษ์กระจ่าง ผู้ดำเนินรายการสุขนคร นครแห่งความสุข แห่งสถานีโทรทัศน์รัฐสภา เป็นอย่างสูง ที่นำเสนอสิ่งดี ๆ ให้ผมและท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับทราบครับ !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment