หลักสูตรโตไปไม่โกง โครงการดี ๆ อย่างนี้ ถามกระทรวงศึกษา เคยได้ยินบ้างไหม

191

ภาณุมาศ ทักษณา

คอลัมน์ เวทีมั่นพัฒนา ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 นำเสนอเรื่อง “โตไปไม่โกง” ขับเคลื่อนหลักสูตรร่วมปลูกจิตสำนึกและค่านิยมของพลเมืองดี

รายงานให้ทราบถึงกิจกรรมของ ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มูลนิธิองค์กรเพื่อความโปร่งใสแห่งประเทศไทย มูลนิธิมั่นพัฒนา และภาคีเครือข่าย เมื่อวันที่ 29 – 30 ตุลาคม 2560

ได้จัด “การฝึกอบรมการใช้เครื่องมือในการเรียนการสอนหลักสูตรโตไปไม่โกง” รุ่นที่ 8/2560 ให้กับครูระดับประถมศึกษา ชั้นปีที่ 4 ถึง 6 จากโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศ (อปท.)

วัตถุประสงค์คือต้องการเน้นให้ครูได้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระและวิธีการนำหลักสูตร “โตไปไม่โกง” ไปใช้ในการเรียนด้วยวิธีการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นความคิดและจิตสำนึกให้แก่เยาวชน

เกี่ยวกับโครงการนี้ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ได้กล่าวผ่านวีดิทัศน์ที่ฉายในช่วงเปิดงานตอนหนึ่งว่า…

“ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ หากเราไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ การพัฒนาประเทศให้เกิดความยั่งยืนก็จะไม่ประสบความสำเร็จ…”

ส่วนสาระสำคัญของหลักสูตรนี้ ดร.จุรี วิจิตรวาทการ ประธานอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ด้านการปลูกจิตสำนึกและสร้างการรับรู้ ได้อธิบายให้ทราบว่า  มีเนื้อหาครอบคลุมคุณค่าความดี 5 ประการคือ

1.ความซื่อสัตย์สุจริต 2.การมีจิตสาธารณะ 3.ความเป็นธรรมในสังคม 4.การกระทำอย่างรับผิดชอบ และ 5.เป็นอยู่อย่างพอเพียง โดยยึดหลัก พอประมาณ อดทน ใช้เหตุผล รู้จักยับยั้งชั่งใจ และไม่เอาเปรียบหรือเบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น

ดร.จุรี กล่าวด้วยว่า เราให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมครู เพราะอาชีพครูถือว่ามีความสำคัญยิ่งต่อการเป็นต้นแบบให้กับเด็กและเยาวชนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และอนาคตของชาติในวันข้างหน้า

นอกจากนี้ในงานเดียวกัน ยังจัดเวทีเสวนาเรื่อง “คุณค่าความเป็นครู” โดย นางผาณิต นิติทัณฑ์ประกาศ อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกด้วย

…ผมนั่งอ่านรายงานของมูลนิธิมั่นพัฒนา ในเรื่องนี้แล้วรู้สึกชื่นชมอย่างยิ่ง แม้จะรู้ว่าการสอนเด็กจำนวนไม่มากนักในโรงเรียนสังกัด อปท.ดังกล่าว จะไม่ต่างจากการแกว่งสารส้มในสระใหญ่

แต่มูลนิธิมั่นพัฒนาและภาคีเครือข่าย ก็กล้าที่ทำ

ทำโดยไม่รู้ด้วยว่า น้ำดีที่เทลงไปในสังคมนี้ จะช่วยเจือจางการทุจริตได้มากน้อยแค่ไหน.. กราบขอบคุณอย่างสูงครับ

อ่านไปก็อดนึกถึง กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้ครับ ว่าผู้บริหารกระทรวงฯนี้ รู้สึกรู้สาในเรื่องเหล่านี้บางหรือเปล่า

188

.. หลังการปรับคณะรัฐมนตรีแล้ว หากผู้บริหารชุดนี้ยังอยู่ น่าชายตามองกิจกรรมดี ๆ อย่างนี้บ้างนะครับ

เรื่องดี ๆ ที่มีคนคิดให้ แล้วกระทรวงฯ นำไปทำไม่ใช่เรื่องน่าอายครับ เพราะผู้แนะนำเป็นผู้ทรงภูมิและมีความรู้ (ไม่ใช่นักข่าวกระจอก ๆ อย่างผม)

หากทราบว่า กระทรวงศึกษาฯ ขานรับเรื่องนี้ และนำไปบรรจุเป็นหลักสูตรในการอบรมครู

ผมจะเขียนแสดงความชื่นชมให้ชาวบ้านรับรู้ครับ – ผมสัญญา !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

กรมชลประทาน ชี้แจงคำว่า แก้มลิงธรรมชาติ และ ทุ่งหน่วงน้ำ ตามที่ สำนักข่าวเจ้าพระยา ถามไป !

187

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ 20 พฤศจิกายน 2560 มีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.สั่งให้เร่งระบายน้ำที่ท่วมขังอยู่ในอีก 8 จังหวัดให้เร็วที่สุด เพราะเกรงว่าน้ำจะก่อปัญหาอย่างอื่นตามมา

182

ก็พอดีกับผมได้รับ หนังสือทางราชการจากกรมชลประทาน ชี้แจงเรื่อง แก้มลิงธรรมชาติ และทุ่งหน่วงน้ำที่อาจทำให้ชาวบ้านที่ไม่คุ้นกับคำว่า ทุ่งหน่วงน้ำ เกิดความสับสน ว่ามันคืออะไร

ความจริงผมถามห้วนไปหน่อย คือ น่าจะถามว่า

ในแต่ละปี กรมชลประทาน ได้มีข้อตกลงกับชาวบ้านในพื้นที่ปลูกข้าวซึ่งเป็น “ทางน้ำผ่าน” เพื่อขอ “เก็บน้ำเอาไว้ชั่วคราว” หรือเปล่า

หากมีข้อตกลง ก็ควรทำป้ายอธิบายความให้เห้นชัด ๆ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ แค่นี้ก็นับว่าดีแล้ว

สำหรับหนังสือดังกล่าวลงนามโดย คุณทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน และเป็นโฆษกของกรมชลประทาน ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 มีข้อความดังนี้…

177

178

(ในหนังสือราชการไม่ได้ขีดเส้นใต้บรรทัดนะครับ ผมนำมาขีดเพื่อให้เห็นชัด ๆ ครับ)

ส่วนที่ผมแนะนำให้กรมชลประทานปักป้ายการปล่อยน้ำเข้าทุ่งหน่วงน้ำนั้น

เพราะผมไม่อยากให้ชาวบ้าน หรือผู้ที่สัญจรไปพบเห็น เข้าใจว่า กรมชลประทานหรือรัฐบาลแกล้งชาวบ้านครับ จึงเป็นเรื่องที่สมควรทำอย่างยิ่งครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

THE VISIONARY 11 ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงแสดงถึงการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ในสามจังหวัดชายแดนใต้ให้เห็น

169

ภาณุมาศ ทักษณา

ในตอนที่แล้ว THE VISIONARY บันทึกไว้ว่า

ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ไปในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน ด้วยความใส่ใจ ความมีเมตตา ด้วยท่าทีที่เรียบง่าย

“….แต่กับพื้นที่ภาคใต้นั้น ทุกอย่างดูจะต่างออกไป” THE VISIONARY เปิดประเด็นให้ชวนติดตามว่า ต่างอย่างไร ต่างตรงไหน แล้วเฉลยให้ทราบ ว่า

“ในหลวงทรงใส่ใจปัญหาในภาคใต้มาก เพราะพื้นที่นี้มีทั้งปัญหาความยากจน ปัญหาที่ดินทำกิน ไปจนถึงปัญหาการสื่อสารระหว่างประชาชนกับหน่วยราชการ

ซึ่งมีที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นภาษาหรือศาสนา ทำให้คนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้สมัยนั้น รู้สึกว่าตนเป็นชาวมลายู…. จึงเรียกขานคนไทยในพื้นที่อื่นเป็นภาษายาวีว่า คนซีแย หรือ คนสยาม

ครั้งแรก ๆ ที่เสด็จฯ ลงพื้นที่ภาคใต้ ในหลวงเองก็ถูกเรียกขานว่า “รายอซีแย” หรือ กษัตริย์ของชาวสยาม

แม้บรรยากาศที่นั่น จะเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกแยก แต่ปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นเรื่องสากลยิ่งกว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรม

ดังนั้น ในก้าวแรก ในหลวงจึงทรงเริ่มเปิดใจกับชาวใต้ เพื่อขจัดคำว่า พวกเขาให้หายไป เหลือเพียงคำว่า พวกเรา พระองค์เริ่มด้วยขั้นตอนง่าย ๆ อย่างการคุยกัน

ในหลวงโปรดฯ ให้สร้างพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ขึ้นที่จังหวัดนราธิวาส และ

ทรงตัดสินใจลองเรียนภาษายาวี โดยโปรดฯให้ล่ามประจำพระองค์ไปซื้อพจนานุกรมไทย-มลายูมาเล่มหนึ่ง

แล้วก็เริ่มฝึกจากคำที่ได้ยินล่ามแปลบ่อย ๆ อย่างเช่นคำว่า ซาเกะปอลอ แปลว่า ปวดหัว หรือ ปาจ๊ะ แปลว่า ทาก แถมยังโปรดฯให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ มาเรียนยาวีด้วยกัน

แต่แค่พูดกันรู้เรื่องอย่างเดียวคงไม่พอ สำหรับในหลวงแล้ว ความรู้สึกใกล้ชิดกันอาจเริ่มได้จากความเป็นคนบ้านเดียวกัน ทำให้บางครั้งพระองค์ก็เสด็จฯ ด้วยพระบาทไปเยี่ยมเยียนพูดคุยกับชาวบ้านที่ป่วยถึงบ้าน

หรือบางครั้งก็เสด็จฯ ไปเยี่ยมชาวบ้านที่มัสยิด พร้อมบอกว่าพระองค์ก็มีบ้านที่นี่เหมือนกัน มีปัญหาอะไรก็แวะไปพูดคุยกันได้…

170

จากบันทึกหน้านี้ ทำให้เห็นว่าในหลวงของพวกเรา ทรงมีความจริงใจต่อพสกนิกรของพระองค์เป็นอย่างสูง มิได้ทรงแสดงความแปลกแยกให้ราษฎรเห็นหรือรู้สึก

ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างยิ่งสำหรับ ข้าราชการไทยโดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรนำไปปฏิบัติตาม

เพราะนี่คือการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา อย่างแท้จริงนั่นเอง !


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผู้ชายคนซ้ายมือท่าน กำลังขวางนโยบาย ลดความเหลื่อมล้ำ

166

ภาณุมาศ ทักษณา

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557  พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แหละหัวหน้า คสช. แถลงนโยบายของรัฐบาล ต่อ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เอาไว้หลายข้อ

หนึ่งในจำนวนนั้นคือ นโยบายด้านการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ  ซึ่งผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศจำได้

และตลอดระยะเวลาที่บริหารประเทศมา 3 ปีครึ่ง ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้พยายามทำให้คนไทยได้เห็นว่าด้วยการปฏิรูปโน่นนั่นนี่ตลอดเวลา

โดยจะเห็นได้จาก รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ได้ให้สิทธิ์และเสรีภาพแก่ประชาชนหลายเรื่อง อีกทั้งยังกำหนดหน้าที่ให้รัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้ง ต้องกระทำการตามรัฐธรรมนูญเอาไว้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้ ไม่เคยมีมาก่อน

นอกจากนี้เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปตามนโยบาย สร้างความเป็นธรรม และ “ลดการเหลื่อมล้ำ”

รัฐบาล คสช. ยังตั้งคณะปฏิรูปประเทศขึ้งมาถึง 2  ชุดคือ สปช.และ สปท. และ ในขณะนี้ก็ตั้ง กรรมการคณะต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อทำสิ่งเหล่านั้นให้เป็นตามวัตถุประสงค์

แต่ขณะนี้ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งให้เป้น ประธานกรรมการปฏิรูประเทศด้านการเมือง

กำลังจะทำกิจกรรมที่มีลักษณะ “ฝ่าฝืนนโยบายของ คสช.” ที่ต้องการให้ “ลดความเหลื่มล้ำในทางสังคม” ครับท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์

เพราะ ในวันที่ 20 – 30 พฤศจิกายน 2560 นี้ นายเอนก จะเปิดรับฟังความเห็นประชาชนเพื่อนำมาเป็น ข้อมูลในการปฏิรูปการเมือง ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดี หากนายเอนก ทำงานอย่างโปร่งใส

แต่ที่ผมมองว่า นายเอนกทำงานไม่โปร่งใส เพราะนายเอนก จะเชิญนักการเมืองระดับแกนนำพรรคเพียง 5 พรรค คือ พรรรประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติพัฒนา มาให้ความเห็น

167

(ขอขอบคุณ กราฟฟิก ตารางการนัดพบเพื่อพูดคุยกับแกนนำ 5 พรรคการเมือง จากหนังสือพิมพ์มติชน 20 พฤศจิกายน 2560 ครับ)

ซึ่งการกระทำของนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ดังกล่าวนี้ กำลังสวนทางกับนโยบายที่ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ แถลงไว้ต่อ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ครับ

เนื่องจากในปัจจุบัน ประเทศไทยมิได้มีพรรคการเมืองที่จดทะเบียนอยู่กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.อยู่เพียง 5 พรรคเท่านั้น ..

แต่มีคนไทยใช้สิทธิของความเป็นพลเมืองไทย รวมตัวกันจัดตั้งพรรค และยื่นขอจดทะเบียนไว้ที่ กกต.ถึง 69 พรรค ครับท่าน

การกระทำของนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ จึงเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำในทางการเมืองอย่างเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะเชิญมาเพียง 5 พรรคเท่านั้น

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ทำเหมือนไม่ให้เกียรติพรรคการเมืองอื่น ๆ หรือดูหมิ่นเหยียดหยามพรรคที่จดทะเบียนอีก 64 พรรค ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ผมจึงขอกราบเรียนให้ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ กรุณาพิจารณายุบพรรคการเมืองที่มีทั้งหมด และควรลงโทษการกระทำของนายเอนก ด้วยการยุบกรรมการชุดนี้

หรือหากท่านยังมีความเมตตานายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็กรุณาสั่งการให้เขา เชิญแกนนำพรรคการเมืองต่าง ๆ มาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกันครับ

ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้ประชาชนทั้งประเทศเห็นว่า ท่านได้ขจัดความเหลื่อมล้ำในทางการเมือง คือไม่ได้ให้ความสำคัญแก่พรรคใดพรรคหนึ่งได้แล้วจริง ๆ ครับ

ขอกราบขอบพระคุณ แทนหัวหน้าพรรคการเมืองต่าง ๆ อีก 64 พรรคที่ถูกนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์  หมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นพรรคการเมืองมา ณ ที่นี้ ครับ

(หมายเหตุ – ผมไม่มีส่วนได้เสียกับพรรคการเมืองใด ๆ เพราะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด และไม่เคยคิดที่จะตั้งพรรคการเมืองครับ)


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงปัญหายางพารา ในรายการศาสตร์พระราชาฯ ชัดเจนดีมาก !

173

ภาณุมาศ ทักษณา

คืนวันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ปรากฎตัวที่หน้าจอโทรทัศน์ในรายการศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามนัด

คืนนั้น ท่านให้น้ำหนักเกี่ยวกับวิกฤติยางพาราอย่างมาก ได้พูดถึงปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้ราคายางตกต่ำ และวิธีที่รัฐบาลของท่านจะแก้ไขให้พี่น้องชาวสวนยางได้รับทราบ…

แต่ผมไม่แน่ใจว่า พี่น้องชาวสวนยางที่กำลังเดือดร้อนเกี่ยวกับราคายางพารา จะได้ฟังกันอย่างครบถ้วนหรือไม่ จึงขอหยิบยกเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับยางพาราที่ท่านนายกฯ พูดมานำเสนอที่นี่อีกครั้ง

ท่านนายกรัฐมนตรี เริ่มต้นด้วยการ สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน แล้วจึงเข้าสู่เรื่องที่ท่านต้องการพูด

การทำงานของรัฐบาลนี้ และ คสช. เรามุ่งเน้นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศ และเราจะต้องดำเนินการเชิงรุก เพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ให้แก้ไขได้อย่างยั่งยืน

ช่วงที่ผ่านมานั้น หลายปัญหารัฐบาลก็ได้ดำเนินการแก้ไข ด้วยมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเฉพาะหน้า แล้วทำควบคู่ไปกับมาตรการระยะกลาง มาตรการระยะยาว เพื่อจะแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาไม่ให้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา

เรื่องน้ำท่วม ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ วันนี้เราต้องพูดคุยกันด้วยเหตุผล บนข้อเท็จจริงอย่างเปิดเผย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจปัญหาที่แท้จริงเหมือนอย่างที่ผมและรัฐบาลเข้าใจ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกัน วันนี้หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก เราต้องคิดร่วมกัน ทำร่วมกันให้ได้

สำหรับปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ราคายางพาราตกต่ำ เราจำเป็นต้องเข้าใจในภาพรวม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาไปในแนวทางที่จะร่วมมือกันได้

เรื่องที่ 1 คือ ประเด็นราคายางธรรมชาติ และยางสังเคราะห์ มีความเกี่ยวโยงกับมากมาย กับสถานการณ์หลายอย่าง เช่น ราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งสะท้อนต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์ สามารถใช้ทดแทนยางธรรมชาติได้

เช่นช่วงปี 2540 – 2548 น้ำมันราคาแพง ทำให้ราคายางสังเคราะห์แพงตามไปด้วย ส่งผลให้หลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย หันไปส่งเสริมให้ปลูกยางพาราในประเทศ เพื่อลดการนำเข้ายางสังเคราะห์

แต่พอราคาน้ำมันลด ราคายางสังเคราะห์ก็ลดตาม แต่ปริมาณการผลิตยางธรรมชาติยังคงมาก และเกินความต้องการของตลาด เพราะหันไปใช้ยางสังเคราะห์ ก็เลยทำให้ราคายางพาราตกต่ำ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ

เรื่องที่ 2 คือ ประเด็นปริมาณการผลิตยางพารา ก็สืบเนื่องจากข้อแรก ช่วงปี 2554 – 2558 ทิศทางของโลกลดการผลิตลง แต่ไทยเราผลิตเพิ่มขึ้น ก็เป็นผลมาจากการส่งเสริมให้ปลูกยางพาราในอดีต

ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องเดิมอาจจะทำให้ผลผลิตในช่วงปัจจุบันนั้นมีจำนวนมากพอสมควร ทำให้เกิดความไม่สมดุลกัน

ที่สำคัญเกษตรกรสวนยางไทยนั้น เราจะปลูกยางเป็น “พืชเชิงเดี่ยว” จำนวนมาก ทำให้เมื่อราคายางผันผวน ก็จะมีผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนอย่างรุนแรง เหมือนเช่นในปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ประเทศอื่นนั้นเกษตรกรเขาจะเพาะปลูกเป็น “พืชทางเลือก” เสริมเข้ามาด้วย ควบคู่กับการปลูกยาง เช่น มาเลเซียก็มุ่งเน้นไปปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างปาล์มน้ำมัน 20 – 30 ปีมาแล้ว

ส่วนอินโดนีเซีย เขาก็ทำเกษตรแบบยังชีพนะครับ ทำประมงควบคู่ไปด้วย หรือทำอาชีพอื่นไปด้วยเสริมกับการมีผลผลิตจากยาง เป็นรายได้ของเขา

เมื่อราคายางลดลง ผู้ปลูกยางในประเทศเหล่านี้ ก็จะชะลอการกรีดยางแล้วหันไปประกอบอาชีพอื่นเพื่อเป็นการหารายได้เข้ามาแทน คล้าย ๆ กับเอาพืชการเกษตร แล้วเอารายได้จากยางเป็นรายได้เสริม ของเราเป็นรายได้หลัก

เรื่องที่ 3 ประเด็นการใช้ยางพาราในประเทศน้อยลง เมื่อเทียบกับผลผลิต ประเทศไทยเราผลิตยางพาราถึง 4.47 ล้านตัน มีการใช้ยางพาราในประเทศเพียง 0.60 ล้านตัน ที่เหลือส่งออก

ซึ่งทำให้ราคายางพาราของเรานั้นต้องขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลก ซึ่งก็แปรผันตามปริมาณความต้องการ ที่ผูกโยงกับราคาน้ำมันด้วย เพิ่มความซับซ้อน จนไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด

ถึงแม้ว่าประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งเราอาจจะถือว่าเป็นประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก มีพื้นที่กรีดยางพารารวมกัน 50.23 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 62.09 ของเนื้อที่กรีดยางพาราของโลก มีผลผลิตรวม 8.56 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 63.27 ของผลผลิตโลกก็ตาม

แต่อินโดนีเซีย ที่แม้จะมีการใช้ยางพาราในประเทศน้อยมากเช่นกัน อย่างที่กล่าวไป การปลูกยางก็ไม่ใช่รายได้หลัก ส่วนมาเลเซีย ได้สร้างสมดุลการใช้ยางพาราในประเทศ ให้ใกล้เคียงกับผลผลิตรวมทั้งสนับสนุนการปลูกปาล์มน้ำมัน และการปลูกพืชเชิงซ้อนอื่น ๆ อีกด้วย เรื่องนี้เราต้องให้ความสำคัญ ต้องช่วยกันทำต่อไป

เรื่องที่ 4 คือ ประเด็นความไม่เหมาะสมของพื้นที่ปลูกยางพารา ในปี 2559ประเทศไทยมีพื้นที่กรีดยางราว 20 ล้านไร่ โดยเฉลี่ยอัตราผลผลิต ประมาณ 225 ถึง 245 กิโลกรัมต่อไร่

ในขณะที่พื้นที่กรีดยาง ภาคเหนือให้ผลผลิตเฉลี่ยต่ำสุด คือ 143 กิโลกรัมต่อไร่ และภาคอีสานให้ผลผลิตเพียง 185 กิโลกรัมต่อไร่ เนื่องจากอากาศ ปริมาณน้ำ และสภาพดิน ไม่เหมาะกับการปลูกยางพารา ที่ต้องการอากาศร้อนชื้น และฝนตกชุกเหมือนภาคใต้ ทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

อีกทั้งปัญหาค่าขนส่งผลิตภัณฑ์ยางมาสู่ตลาดกลาง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภาคใต้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนของเกษตรกรสวนยาง ที่ต้องเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ดังนั้น แนวทางการแก้ไขปัญหาของยางพาราของรัฐบาลนี้ ในระยะยาว เพื่อความยั่งยืน คือ

1.ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางมีการประกอบอาชีพเสริม เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน การปลูกพืชแซม เช่น ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ที่เหมาะสมกับตลาดท้องถิ่นของตนเอง การทำปศุสัตว์ และประมง ควบคู่ไปกับการทำสวนยาง เพื่อให้มีรายได้ที่หลากหลายเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพารายได้จากการทำสวนยางแต่เพียงอย่างเดียว

เช่น รัฐบาลนี้ให้มีการสนับสนุนสินเชื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย สำหรับประกอบอาชีพเสริม เป็นต้น ที่ผ่านมามีชาวสวนยางประกอบอาชีพเสริมประมาณ 380,000 ราย และในปี 2560 มีชาวสวนยางหันมาทำเกษตรแบบผสมผสานมากขึ้นอีกกว่า 3,000 ราย คิดเป็นร้อยละ 7 ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมดที่โค่นยางแล้วปลูกในปีนี้ ยังไม่พอ ต้องมากกว่านี้ แล้วรัฐบาลก็จะได้สามารถส่งเสริมเรื่องการตลาดให้ด้วย

2. สนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ รัฐจะชดเชยอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปีให้แก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ ในการดำเนินธุรกิจแปรรูปยาง ทั้งเป็นเงินทุนหมุนเวียน การปรับปรุงอาคาร การจัดหาเครื่องจักร อุปกรณ์สมัยใหม่ เพื่อจะพัฒนาศักยภาพในการส่งออกและแปรรูปยางในอนาคต

3. ส่งเสริมให้มีการใช้ยางพาราเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยางภายในประเทศให้มากขึ้น รวมทั้งได้มอบหมายให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมีการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นด้วยนะครับ เช่น การสร้างถนน ลานกีฬา ถุงมือยาง และอื่น ๆ เป็นต้น

4. ควบคุมและลดพื้นที่การปลูกยางพาราให้เหมาะสม โดยลดพื้นที่ปลูกยางลงให้ได้ มีเป้าหมายปีละ 4 แสนไร่ แต่ต้องหาอย่างอื่นแทน เพื่อจำกัดปริมาณผลผลิตให้มีความสมดุลกับความต้องการในการใช้

ปัจจุบันเราสามารถลดพื้นที่ปลูกได้แล้ว 1.19 ล้านไร่ สามารถลดผลผลิตได้ 0.27 ล้านตัน จะเห็นว่ายังลดได้น้อยมาก แต่จะทำยังไงได้ เพราะเขาไม่มีอาชีพอื่นอีกเลย ก็ต้องหาอาชีพอื่นให้เขาทำด้วย จะได้ลดได้เร็วขึ้น

ซึ่งจะทำให้ปริมาณผลผลิตยางในตลาดโลกใกล้เคียงกับความต้องการ ทำให้ราคาไม่ตกต่ำมากนัก ทั้งนี้ เราจะเน้นการลดพื้นที่ปลูกยางที่ไม่เหมาะสมในบางพื้นที่

พื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งคงมีปัญหาทั้งปริมาณน้ำ ระบบชลประทาน และการขนส่ง ที่ล้วนแต่มีต้นทุนสูง หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งมีกว่า 2 ล้านไร่ในปัจจุบัน แล้วเราจะดูคนที่ทำสวนยางในตรงนี้อย่างไร ซึ่งก็เป็นงานหนักอีกอัน

5. จัดตั้งการยางแห่งประเทศไทย ขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ได้มีการยุบรวม 3 หน่วยงาน ก็คือ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และองค์การสวนยาง เข้าด้วยกัน มีภารกิจในการจัดทำยุทธศาสตร์สำหรับการบริหารจัดการยางของประเทศแบบครบวงจรให้มีประสิทธิภาพ

ขณะนี้เราก็เพิ่งเริ่มปฏิบัติมา อาจจะมีหลายอย่างถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง เพราะว่าวันนี้เราต้องเอาภาคเอกชนมาร่วมด้วย แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความโปร่งใส ซึ่งเรื่องที่ร้องเรียนกันขึ้นมาต่าง ๆ อันนี้รัฐบาลได้ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตรวจสอบการดำเนินการต่าง ๆ ของ กยท. ตามที่มีการร้องเรียนอยู่

เรื่องที่ 6 ความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตยางพาราที่สำคัญของโลก เราทำมาตลอด ไม่ใช่ไม่ทำเลย ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ผ่านสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ มีมาตรการควบคุมอุปทานยาง ให้อนาคตมีปริมาณการผลิตยางพาราของแต่ละประเทศในปริมาณที่เหมาะสม ส่วนใหญ่มีปัญหาที่เรา เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก เพราะว่าถ้าหากสถานการณ์ยางพาราตกต่ำมาก

เราก็จะต้องมีมาตรการในการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพาราของประเทศสมาชิกเหล่านี้ เป็นต้น ก็ต้องหารือกัน บางครั้งก็อาจจะไม่เห็นชอบร่วมกัน ใครเขาไม่เดือดร้อน เดือดร้อนน้อย เขาก็ไม่อยากจะไปมีมาตรการเหล่านั้น แต่เรามีปัญหามากที่สุด

เพราะฉะนั้นผมอยากให้ทุกฝ่ายในห่วงโซ่ของยางพาราไทย ได้มีความเข้าใจที่ตรงกัน ขอให้ทุกคนได้อดทน เปลี่ยนแปลง ไว้ใจซึ่งกันและกัน แล้วก็มีหลักการและเหตุผลไม่ว่าจะประท้วง หรือยื่นหนังสืออะไรต่าง ๆ ก็ตาม ผมขอร้อง ขอให้ยื่นอย่างสงบแล้วกัน

ไม่อยากให้มีการนำเกษตรกรเข้ามาที่กรุงเทพ ต้องมายื่นกับนายกรัฐมนตรี มาคนเดียวยื่นในพื้นที่ แล้วเขาก็ส่งถึงผมอยู่ดี มาเสียเวลาการทำมาหากินเปล่า ๆ สิ้นเปลืองด้วย ผมไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของการเมือง

ผมเข้าใจเศรษฐกิจสำคัญที่สุด ปัญหาอยู่ที่ว่ายังไง ถ้าทุกคนทำสวนยาง เมื่อยางราคาไม่ดี คุณภาพชีวิตก็ไม่ดี เพราะรายได้มีแต่ยางอย่างเดียว ต้องคิดใหม่ จะได้แก้ปัญหาได้ร่วมกัน ตามนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล ทุกฝ่ายก็มีประโยชน์ร่วมกัน รัฐบาลก็ไม่มีข้อขัดแย้ง มีรายได้มากขึ้น ประชาชน เกษตรกรสวนยาง หรือเกษตรกรอื่น ๆ ก็ต้องทำเช่นเดียวกัน”

…ทั้งหมดนั้นคือ สาระสำคัญเกี่ยวกับ ยางพารา ที่ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธิ์ ให้ความสำคัญมาก จึงพูดถึงอย่างละเอียด

แต่ทั้งหมดนั้น ชาวสวนยางจะเข้าใจดีขึ้น หรือจะแกล้งไม่เข้าใจต่อไป และจะยอมรับ หรือไม่ยอมรับก็ว่ากันไปนะครับ เท่าที่ผมอ่านเนื้อหาสาระทั้งหมด

ทำให้ทราบว่า รัฐบาล คสช.ทราบปัญหานี้ดี และกำลังหาทางแก้ปัญหานี้อยู่ แต่ก็อย่างว่าละครับ

ตบมือข้างเดียวไม่ดังฉันได้ แก้ปัญหาอยู่ฝ่ายเดียว ก็ยากจะสำเร็จฉันนั้น


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ปรับ ครม.อย่างไร.. ไม่สำคัญเท่ากับ ขวบปีที่เหลือทำอย่างไร รัฐบาล คสช.จะเข้าไปนั่งกลางใจชาวบ้านได้ !

157

ภาณุมาศ ทักษณา

ขณะที่สื่อทุกแขนงให้ความสนใจกับการปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ว่า รัฐมนตรีคนไหนจะหลุดจากตำแหน่ง หรือถูกย้ายไปตำแหน่งไหน หรือ ใคร จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่

ผมกลับรู้สึกเฉย ๆ นะครับ

เพราะ 1.เชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ารัฐบาลและหัวหน้า คสช.คงไม่เลือกกุ๊ยมาเป็นรัฐมนตรี เหมือนพรรคการเมืองบางพรรคแน่นอน

และ 2.ถึงอย่างไร คณะรัฐมนตรีที่ปรับใหม่ ก็มีธงที่ พล.อ.ประยุทธ์ ชูเอาไว้ให้ทุกคนเดินตาม เหมือนลูกทัวร์เดินตามไกด์นั่นแหละครับ –

ผมจึงสนใจตรงนี้ ตรงเวลาที่เหลือนี้ รัฐมนตรีชุดใหม่ จะทำอะไรเป็นหลัก

ผมเข้าใจว่า 3 ปีครึ่งที่บริหารราชการแผ่นดินมา นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ คงทราบหมดแล้วว่า

รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ได้สร้างปัญหาอะไรไว้ให้บ้านเมืองบ้าง

ขณะเดียวกันในฐานะ ผู้นำประเทศ นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องคิดว่าจะพัฒนาประเทศไปทางไหน เพื่อให้คนไทยพ้นจากความยากจน และสามารถยืนได้ด้วยตนเอง

รัฐมนตรีเดิม ๆ ต่างก็รู้ถึงเรื่องเหล่านั้นดี เพราะร่วมงานกันมานาน

ส่วนรัฐมนตรีใหม่ ผมเข้าใจว่าก็คงจะไม่โง่ถึงกับไม่รู้เลยว่า จะต้องเข้ามาทำอะไรเพื่อให้เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีต้องการบ้าง

แล้วแต่ละคนไม่ว่ารัฐมนตรีเก่า หรือรัฐมนตรีใหม่ ก็คงไม่สามารถใช้สติปัญหาและความสามารถที่จะคิดงานใหม่ ๆ หรือที่เรียกกันว่า ใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาได้หรอกครับ

159

เพราะการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่การทำกับข้าวกินไปมื้อ ๆ

งานบางอย่างต้องใช้เวลาในการทำ และกว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลาในการสร้าง และแก้ จนกว่าจะบรรลุผล จึงไม่ควรดิ้นร้นคิดที่จะทำนะครับ

สิ่งที่ผมอยากฝากเป็นข้อพิจารณามายัง คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก็คือ

ผมอยากเห็นการสะสางปัญหาเก่า ๆ ที่ค้างอยู่ให้ลุล่วง ก่อนที่จะไปสานต่องานใหม่ ๆ ที่บางอย่างเพิ่งเริ่ม หรือยังไม่ได้เริ่ม

ใช่ครับ… ผมกำลังเรียกร้องให้ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ช่วยกันแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรที่ผมเชื่อว่า ทุกคนต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้วทั้งปัญหาหนี้สิน ปัญหาการขาดแคลนน้ำ หรือมีน้ำเกินจำเป็น ฯลฯ

ซึ่งหลายอย่าง คณะรัฐมนตรีชุดเดิมได้ทำไว้แล้ว

แต่มีเรื่องหนึ่งที่ค้างอยู่คือการสรรหา ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการน้ำแห่งชาติ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.เพิ่งออกคำสั่งตั้ง สำนักงานแห่งนี้ขึ้นมา

158

นับจาก 25 ตุลาคม 2560 จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 1 เดือนแล้วที่หน่วยงานนี้ “ขาดหัว” จึงไม่สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการได้

ผมอยากเห็นการแบ่งการทำงานระหว่าง กรมชลประทาน ที่ดูแลน้ำเกี่ยวกับการเกษตรทั้งหมด กับ สำนักงานบริหารจัดการน้ำแห่งชาติที่ดูแลปัญหาน้ำนอกเหนือจากนั้นอย่างชัดเจนครับ

ขวบปีที่เหลือของการเป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ ก่อนที่จะก้าวไปสู่การเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ผมอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์และคณะ สร้างผลงานให้เป็นที่ประทับใจคนไทยทั้งประเทศ

ด้วยการ ยุติน้ำท่วมน้ำแล้งในแผ่นดินไทยให้ได้ครับ

ถ้าท่านทำได้ เลือกตั้งครั้งใหม่ คงเทใจเลือกท่านกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งอย่างแน่นอนครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

THE VISIONARY 10 คุณสมบัติของผู้นำ ในพระราชวินิจฉัย ร.๙ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

155

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมได้เรียบเรียงบันทึกใน THE VISIONARY ที่ทีมงานสานต่อที่พ่อทำ รวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ ๙ โดยมีมูลนิธิมั่นพัฒนา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สนับสนุนการจัดพิมพ์ไปแล้ว 2 บท

คือ บทที่ 1 ว่าด้วยเรื่องอยากสำเร็จให้ STAY CONNECTET คือต้องทำความรู้จักกับผู้คนรอบข้าง และบทที่ 2 ว่าด้วยอุปกรณ์ที่เหมาะจะสร้างงานที่ดี นั่นคือ ทำอย่างไรจะเข้าให้ถึงผู้คนรอบข้างได้อย่างทั่วถึงถึง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง คลิก THE VISIONARY 9 : แผนที่ทรงสร้าง ทำให้.. ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงทราบว่า ตรงไหนมีแหล่งน้ำ !

วันนี้ ผมจะเริ่มเข้าสู่บทที่ 3 ว่าด้วยจะนำใครต้องได้ใจคน ซึ่งเป็นบทที่จะบอกให้ทราบว่า เหตุใดคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งชาวต่างชาติจึงรักและบูชาในหลวง รัชกาลที่ ๙ อย่างลึกซึ้ง ครับ

THE VISIONARY ตั้งปุจฉาว่า… คุณคิดว่า คุณสมบัติของผู้นำที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

แล้ววิสัชนาให้เห็นว่า.. ความสามารถในการทำงาน ? ความน่าเชื่อถือ ? การตัดสินใจที่เฉียบขาด ? หรือวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ?

แล้วสรุปว่า “ทั้งหมดถูกทุกข้อ ที่ว่ามานั้นล้วนเป็นคุณสมบัติของผู้นำที่ดีทั้งสิ้น แต่ยังมีอีกหนึ่งข้อที่ผู้นำจะขาดไม่ได้ นั่นคือ การเข้าถึงใจของผู้คนรอบกาย

THE VISIONARY ขยายความว่า “และ สำหรับในหลวงแล้ว สิ่งนั่นคือ การเข้าถึงหัวใจของประชาชน”… และว่า

“ในหลวงทรงให้ความสำคัญกับคนมาก เราจึงได้ยินเรื่องราวมากมาย เกี่ยวกับความเมตตาและความเป็นกันเองของพระองค์ ซึ่งทำให้ทรงเป็นที่รักจากทั้งชาวบ้าน และข้าราชบริพาร

อย่างเช่นครั้งหนึ่ง ทรงได้ยินเจ้าหน้าที่บ่นผ่านวิทยุว่า หิว เพราะต้องเข้าเวรกะดึก จึงพระราชทานตู้เย็นมาให้เพื่อเก็บอาหารไว้กินเวลาปฏิบัติหน้าที่ยามค่ำคืน

หรือครั้งหนึ่ง ช่วงปีใหม่ ปี 2516 ในหลวงก็ทรงวิทยุไปที่สำนักงานเขตการทางพิษณุโลก เพื่อพระราชทานพรปีใหม่ให้แก่พนักงานที่นั่น ที่ทรงทราบว่าทำงานได้อย่างดีเยี่ยม

หรืออีกครั้ง ตอนที่เสด็จฯ ไปเยี่ยมชาวเขาทางภาคเหนือ แล้วมีผู้ใหญ่บ้านชาวลีซอกราบทูลชวนให้ไปเยี่ยมบ้าน ในหลวงก็เสด็จฯ ไปตามคำชวน และเสวยเหล้าที่ผู้ใหญ่บ้านรินถวายในถ้วยที่ดูไม่ค่อยสะอาดนัก

154

แม้จะมีผู้คัดค้านด้วยความเป็นห่วง แต่พระองค์ก็รับสั่งว่า “ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้น เชื้อโรคตายหมด”

THE VISIONARY จึงได้ข้อสรุปว่า “ความใส่ใจ ความมีเมตตา และท่าทีที่เรียบง่าย สบาย ๆ ไม่มีพิธีรีตองมากมายเช่นนี้เอง ที่ทำให้ทุกคนล้วนประทับใจเมื่อได้พบพระองค์”

153

…นั่นคือตัวอย่างในการ “เข้าถึงใจ” ประชาชนในภาคเหนือที่อ่านดูแล้ว ทำให้ทราบว่าในหลวง ทรงพระเมตตาพสกนิกรของพระองค์ทุกหมู่เหล่า มิได้ทรงรังเกียจสิ่งของที่คนเหล่านั้นใช้เลย

อ่านถึงตรงนี้ ทำให้ผมเกิดคำถามว่า

นี่กระมัง คือ ที่มาของพระราชดำริที่ ว่าการแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนนั้นจักต้อง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”

ผมจึงอยากเห็นรัฐบาลทุกชุด น้อมนำหลักปรัชญา เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ไปแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนครับ !



Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

THE VISIONARY 9 : แผนที่ทรงสร้าง ทำให้.. ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงทราบว่า ตรงไหนมีแหล่งน้ำ !

146

ภาณุมาศ ทักษณา

ในตอนที่แล้วของ THE VISIONARY 8 ผมได้สรุประเด็นสำคัญของบันทึกนั้นเอาไว้ว่า….

“ก่อนที่ในหลวงจะทรงทำอะไร พระองค์จะต้องแสวงหาข้อมูลจากพื้นที่ด้วยพระองค์เอง มิได้ทรงคอยรับการถวายรายงานจากข้าราชบริพารของพระองค์เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงทราบว่า ราษฎรของพระองค์ในแต่ละพื้นที่มีความเดือดร้อนในเรื่องใด และควรพระราชทานความช่วยเหลือในเรื่องใด เพื่อให้ราษฎรได้รับความช่วยเหลือตามที่ต้องการ”

วันนี้ เรามาดูกันต่อนะครับว่า ประโยชน์ของแผนที่ทรงสร้าง ทำให้ในหลวงทรงช่วยพสกนิกรของพระองค์ให้พ้นทุกข์ เรื่องอะไรได้อีก โดย THE VISIONARY บันทึกไว้ว่า…

“และด้วยทุกขั้นตอนที่กล่าวมา แผนที่ของในหลวงจึงกลายเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาและความทุกข์ของประชาชนได้เกือบทุกพื้นที่ของประเทศไทย

ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทุรกันดาร หรือตกสำรวจขนาดไหนก็ตาม อย่างเช่น ครั้งหนึ่งในหลวงเสด็จฯ ไปยัง บ้านธิ หมู่บ้านเล็ก ๆ บนรอยต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่ – ลำพูน ที่แทบไม่มีใครย่างกรายเข้าไป

เมื่อมาถึง พระองค์ก็สอบถามความเป็นอยู่ของชาวบ้านจนได้ความว่า ฝนไม่ตกที่หมู่บ้านแห่งนี้มาสามปีแล้ว

ด้วยความห่างไกลของหมู่บ้าน ทำให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ แทบจะเข้าไปไม่ถึง

เมื่อทราบสถานการณ์ทั้งหมด ในหลวงก็ถามชาวบ้านถึงถนนหนทางข้างหน้า เพื่อจะเดินต่อไปชายเขา แต่ชาวบ้านก็กราบทูลว่า ไม่สามารถไปต่อได้แล้ว…

เมื่อได้ยินดังนั้น พระองค์ทรงก้มลงดูแผนที่สักพัก แล้วรับสั่งว่า “เดี๋ยวตามฉันมา” จากนั้นก็พาชาวบ้านเดินลงห้วย ตัดทุ่งนาไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงชายเขา

“และรับสั่งให้ชาวบ้านสร้างอ่างเก็บน้ำตรงบริเวณนี้”

150

อ่างเก็บน้ำแม่ธิในปัจจุบัน – ขอบคุณรูปภาพจาก Nutanun Kanjanakuha

นับจากนั้นมา ชาวบ้านธิ ที่เคยขาดน้ำในการอุปโภคบริโภคก็มีน้ำใช้ และในทุกวันนี้ อ่างเก็บน้ำดังกล่าวได้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำและแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้านธิ ในทีุ่ด

THE VISIONARY สรุปไว้ท้ายบทนี้ว่า

…หากจะถามว่าในหลวงรู้เรื่องราวทุกอย่างได้อย่างไร ก็คงจะไม่เกินไปนัก หากจะบอกว่า ทรงรู้ได้จากแผนที่ของพระองค์นั่นเอง

149

ผมเห็นด้วยกับบทสรุปของ ทีมงานสานต่อที่พ่อทำครับ

ว่าแผนที่มีโยชน์อย่างมหาศาลสำหรับผู้ที่อ่านแผนที่ออก ยิ่งเป็นแผนที่ที่ทำกับมือ เหมือนแผนที่ทรงสร้างของในหลวงที่ละเอียดละออกทุกตารางเมตร

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่คนไทยมีพระมหากษัตริย์สุดประเสริฐ ทรงงานเพื่อประชาชนของพระองค์อย่างแท้จริง ทุกชีวิตจึงพ้นความทุกข์ยากมาได้…

ตอนหน้าจะนำเสนอ บทที่ 3 ในหัวข้อ …”จะนำใคร ต้องได้ใจคน” มาดูกันว่า เหตุใดคนไทยทั้งประเทศ และคนชาติอื่น จึงรักและบูชาในหลวง รัชกาลที่ ๙  อย่างลึกซึ้งครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

หากรัฐบาล คสช.ปรับนโยบายเป็นอุตสาหกรรมการเกษตร ไทยอาจกลายเป็นครัวโลกได้จริง ๆ !

140

ภาณุมาศ ทักษณา

ค่ำวานนี้  15 พฤศจิกายน 2560 มีเพื่อนสอบถามผมว่า ตอนเย็นได้ยินพิธีกรรายการชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ คือคุณบากบั่น บุญเลิศ ทางสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ช่อง 19

อ่านออกอากาศว่ามีผู้ฟังร่วมแสดงความเห็นมา คือ คุณภาณุมาศ ทักษณา เสนอว่า ท่านนายกฯ ปรับ ครม.แล้วควรปรับนโยบายด้วย เปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมการเกษตร แทนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

โดยให้เห็นผลว่า เรามี คน วัตถุดิบ 2 ใน 4 เอ็มแล้ว รัฐเสริมอีก 2 เอ็มคือ การจัดการและเงินทุนเท่านั้น – โดยคุณบากบั่น บอกว่า ช่างเป็นข้อเสนอที่ดี จึงอยากรู้ว่า ผมนึกอย่างไรในเรื่องนี้หรือ ?

ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณ คุณบากบั่น บุญเลิศ บรรณาธิการอำนวยการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ราย ผู้ดำเนินรายการดังกล่าว ที่ให้เกียรตินำข้อเสนอของผมบอกผ่านในรายการทำให้เพื่อนผมได้รับทราบไปด้วย

141

ชมคลิปวิดิโอ คลิก http://bit.ly/2A2CiO3

ก็ขอเรียนท่านผู้มีเกียรติว่า ที่ผมเสนอแนวคิดดังกล่าวผ่านรายการของคุณบากบั่น เพราะเห็นว่าเป็นรายการที่มีผู้ชมเป็นจำนวนมาก และภาครัฐเองก็คงมีเจ้าหน้าที่ฟังและบันทึกเสียงอยู่ จึงคิดว่าน่าจะไปถึงรัฐบาลครับ

และที่ผมเสนอไปอย่างนั้น  เพราะผมให้ความสำคัญในเรื่องของนโยบายรัฐบาล มากกว่าตัวบุคคลว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรี ก็เหมือนที่ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความสำคัญกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั่นแหละครับ

แล้วที่ผมเสนอให้เปลี่ยนนโยบายเป็นอุตสาหกรรมการเกษตร เนื่องจากประเทศเรามีวัตถุดิบในด้านการเกษตรทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น เพาะปลูก ประมง ปศุสัตว์ นอกจากนี้คนไทยตั้งแต่ยุคเก่าก่อนก็ชำนาญการในด้านนี้

เพียงแต่เขายังขาดในเรื่องเงินทุน หรือการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ ซึ่งหากรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง เราก็จะเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าทางด้านอาหารป้อนประเทศต่าง ๆ ที่แข่งกันทางด้านอุตสาหกรรมได้

และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ปลุกเร้าให้คนไทยตื่นตัวในเรื่องศาสตร์พระราชา ที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ พระราชทานไว้ให้ทุกคื่นวันศุกร์ ซึ่งผมคิดว่าประชาชนคงได้ยินจนชินหูแล้ว

ทว่า ในทางปฏิบัตินั้น ประชาชนในเมืองหลายกลุ่มอาจจะยังไม่ทราบ หากจะทราบก็คงเป็นเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวประมง ชาวสวน ที่กระทรวงเกษตรฯ ของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เข้าไปให้การสนับสนุนที่เริ่มเข้าใจ

ผมอยากเห็น ริมถนนที่มีพื้นที่เพาะปลูก  มีโรงงานอุตสาหกรรมสำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเป็นระยะ ๆ เช่น ที่ไหนปลูกสับปะรดก็มีโรงงานแปรรูปคอยรับซื้อจากเกษตรกร ไม่ต้องขนไปไกล ๆ

142

ซึ่งการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรนี้ ในหลวง รัชกาลที่ ๙  ทรงสร้างให้ดูเป็นอย่างเอาไว้แล้วหลายแห่ง ซึ่งในหนังสือชื่อ THE VISIONARY ก็มีบันทึกไว้ ถึงจังหวะนั้น ผมจะนำเรียนให้ทราบครับ

จึงขอนำเรียนให้ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กรุณารับไว้พิจารณาด้วยครับ


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

THE VISIONARY 8 : ในหลวง รัชกาลที่ ๙ พระองค์ทรงหาข่าว ความทุกข์ของราษฎร ด้วยการเสด็จลงพื้นที่

138

ภาณุมาศ ทักษณา

หลังจากที่ในหลวงทรงสร้างแผนที่ขึ้นด้วยพระองค์แล้ว พระองค์หาได้พอพระราชหฤทัยในแผ่นที่ที่ทรงสร้างขึ้นเสียเลยทีเดียวไม่

ใน THE VISINARY ตอนที่ 2 ซึ่งพูดถึง อุปกรณ์ที่เหมาะ จะสร้างงานที่ดี ของในหลวงว่ามี วิทยุสือสาร และแผนที่ ได้ขยายความต่อในหัวข้อ OPTIMISING TOOLS (การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือ) ว่า

… พอได้แผนที่ที่เหมาะแก่การใช้งานแล้ว ก็ถึงเวลาเติมสิ่งที่ทำให้แผนที่ของในหลวงพิเศษกว่าแผนที่ของใคร นั่นคือ ข้อมูลของประชาชนในพื้นที่ – ทีมงานสาต่อที่พ่อทำเกริ่นนำแล้ว ดึงเข้าสู่เนื้อหาว่า

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “เกิดเป็นคนต่างจังหวัดนั้นโชคดีกว่าเป็นคนกรุงเทพ เพราะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับในหลวงมากกว่า”

137

นี่ไม่ใช่คำพูดที่เกิดเลยแม้แต่น้อย เพราะแต่ละปีในหลวงจะเสด็จฯ ไปเยี่ยมเยียนราษฎรตามพื้นที่ต่าง ๆ ในต่างจังหวัดเฉลี่ยปีละ 8 เดือนด้วยกัน

และทุกครั้งจะทรงเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เล่าถึงปัญหาชีวิตของตัวเองให้ฟัง ซึ่งก็มีตั้งแต่ปัญหาเรื่องเงิน เรื่องโรงเรียน เรื่องสุขภาพ เรื่องการเกษตร

นอกจากนั้นก็จะทรงแวะไปตามวัดวาอารามต่าง ๆ ซึ่งหัวข้อที่ไปพูดคุยนอกจากเรื่องธรรมะแล้ว ยังถือโอกาสสอบถามปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

เพราะทรงทราบดีว่าพระสงฆ์ย่อมใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ซึ่งข้อมูลจากประชาชน ข้าราชการ ข้าราชบริพาร และผู้ใกล้ชิด จะถูกบันทึกลงในแผนที่แผ่นนี้

ทำให้ นอกจากจะมีข้อมูลทางภูมิศาสตร์และข้อมูลการปกครองอย่างแผนที่ทั่วไปแล้ว

แผนที่ของในหลวง ยังมีข้อมูลสุขทุกข์ของประชาชนอยู่ในนั้นด้วย”….

136

นั่นคือข้อความใน THE VISINARY ตอน OPTIMISING TOOLS ที่เสมือนหนึ่งคำสอนจากในหลวง รัชกาลที่ ๙  ให้พสกนิกรเห็นว่า ไม่มีอะไรสมบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง – แม้แต่แผนที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา

ในตอนท้ายเรื่อง ทำให้ทราบอีกว่า

ก่อนที่ในหลวงจะทรงทำอะไร พระองค์จะต้องแสวงหาข้อมูลจากพื้นที่ด้วยพระองค์เอง มิได้ทรงคอยรับการถวายรายงานจากข้าราชบริพารของพระองค์เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงทราบว่า ราษฎรของพระองค์ในแต่ละพื้นที่มีความเดือดร้อนในเรื่องใด และควรพระราชทานความช่วยเหลือในเรื่องใด เพื่อให้ราษฎรได้รับความช่วยเหลือตามที่ต้องการ

… น่าเสียดายนะครับ ในหลวงทรงพระราชทานวิธีการแก้ปัญหาให้ประชาชน อย่างเป็นรูปธรรมไว้นานแล้ว

แต่หาได้มีผู้บริหารประเทศยุคไหน น้อมเกล้าฯ นำไปปฏิบัติตามไม่น่าเสียดายจริง ๆ ครับ


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment