นี่คือข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่า รถไฟความเร็วสูงของไทย เป็นแค่ส่วนประกอบเล็ก ๆ ของยุทธศาสตร์จีน !

124

ภาณุมาศ ทักษณา

แม้ว่าในขณะนี้จะมีการปล่อยข่าวอื่น ๆ เช่น การสร้างหอชมเมือง หรือข่าวการจะตั้งพรรคการเมืองของ คสช.หรือไม่ออกมาเพื่อกลมกระแสการต่อต้านการสร้างรถไฟความเร็วสูงกี่ข่าวก็ตาม

ผมยังจะขอทำหน้าที่ “ให้ข้อมูล” เกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ต่อไป เพราะถึงแม้รัฐบาลจะลงเสาเข็มต้นแรกของสถานีรถไฟความเร็วสูงตรงไหน ผมก็จะเล่นเรื่องนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ครับ

วันนี้ ผมขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมาโครงการนี้ให้ท่านผู้มีเกียรติได้รับทราบชัด ๆ อีกครั้งนะครับ ภาพประกอบที่เห็นนี้ ผมได้มาจากเฟซบุ๊ก เกษม อัชฌาสัย บ.ก.ต่างประเทศ สำนักข่าวเจ้าพระยา

ท่านได้นำบทความของ ไทเลอร์ ดูราน ที่เขียนลงใน “ซีโร เฮดจ์ ดอตคอม” เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2560 มาเผยแพร่เขียนเชิญชวนว่า “เบื้องหลังเจตนารมณ์ของ “หนึ่งแถบ หนึ่งถนน” หรือ เส้นทางสายไหม เป็นอย่างไรโปรดพิจารณา

123

(อ่านข่าว คลิก https://goo.gl/Qzi7m9)

ผมอ่านไม่ภาษาอังกฤษไม่แตกจึงสอบถามท่านว่า ไทเลอร์ ดูราน เขียนว่าอย่างไร ท่านกรุณาตอบผมว่า ….สาระที่เขียน อ่านแต้มจีนในทำนองเดียวกันกับ”ภาณุมาศ ทักษณา” นั่นแหละครับ – ผมจึงขออนุญาตเก็บภาพประกอบนั้นไว้

ส่วนเนื้อหาของเรื่องนี้ ผมได้จากบทความเรื่อง อาเซียน บนเส้นทางสายไหม ใหม่ เขียนโดย พันธ์รบ ราชพงศา นักวิจัยอาวุโส สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา( ITD) www.itd.or.th ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจครับ

คุณพันธ์รบ เขียนว่า Belt and Road Initiative หรือ One Belt One Road (OBOR) เป็นความริเริ่มของ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ตั้งแต่ปี 2556 โดยรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมในอดีต แล้วพัฒนาเป็น “เส้นทางสายไหมใหม่”

New Silk Road นี้แบ่งเป็นเส้นทางสายไหมบก (One Belt) และทางทะเล(One Road) มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกาเข้าด้วยกัน

เส้นทางสายไหมใหม่พาดผ่าน 6 ภูมิภาค (เอเชียตะวันออก 2 ประเทศ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11 ประเทศ อาเซียใต้ 8 ประเทศ เอเชียกลาง 5 ประเทศ ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ 15 ประเทศ และยุโรป 24 ประเทศ) รวม 65 ประเทศ

ซึ่งประเทศที่อยู่บนเส้นทางสายไหมใหม่มีประชากรคิดเป็นร้อยละ 62.3 ของทั้งโลก มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี.) คิดเป็นร้อยละ 30.0 ของโลก และมีการบริโภคภาคครัวเรือนคิดเป็นร้อยละ 24.0 ของโลก

คุณพันธ์รบ เขียนด้วยว่า จีนยังพยายามเชื่อมเส้นทางสายไหมใหม่เข้ากับระเบียงเศรษฐกิจอีก 6 เส้นทาง ได้แก่

1.สะพานเศรษฐกิจยูเรเชียใหม่ เริ่มจากท่าเรือเหลียนหยุนกัง ในมณฑลเจียงซู สิ้นสุดที่เมืองรอตเทอร์ดามในยุโรปตะวันตก เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าทางถนนจากจีนสู่ยุโรป

2.ระเบียงเศรษฐกิจจีน – มองโกเลีย – รัสเซีย เป็นเส้นทางรถไฟความเร็วสูงและถนน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 เส้นทางคือ จากปักกิ่ง/เทียนสิน/เหอเปย์ ผ่านมองโกเลียในเพื่อไปรัสเซีย และ จากเมืองต้าเหลียนของจีนไปยังเมืองชีตาของรัสเซีย

3.ระเบียงเศรษฐกิจจีน – เอเชียกลาง – เอเชียตะวันตก เป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากคาบสมุทรอาหรับ ตุรกี และอิหร่าน ส่งไปยังเขตปกครองตนเองชินเขียงอุยกูร์

4.ระเบียงเศรษฐกิจจีน – คาบสมุทรอินโดจีน เป็นเส้นทางที่เชื่อมระหว่างเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง กับประเทศในอนุภูมิภาคแน่น้ำโขง

5.ระเบียงเศรษฐกิจจีน – ปากีสถาน เป็นเส้นทางที่เชื่อมจีนกับเอเชียใต้ และสามารถเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งสะดวกกว่าอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา

6.ระเบียงเศรษฐกิจบังกาลาเทศ – จีน – อินเดีย – เมียนมา เป็นเส้นทางเชื่อมเอเชียใต้ ที่สำคัญคือสามารถเชื่อมกับรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย ซึ่งเป็นประตูเข้าสู่ตลาดของอินเดีย

122

คุณพันธ์รบ ให้ความเห็นว่า เส้นทางสายใหมไหม่นี้ จะทำให้อาเซียนมีโอกาสทางเศรษฐกิจมากมาย แต่ก็ควรคำนึงถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย

นั่นคือ ผลกระทบจากการย้ายถิ่นของคนจีน เนื่องจากจีนกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรต่าง ๆ โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง ซึ่งที่ดินไม่เพียงพอ ทำให้ต้นทุนต่าง ๆ สูงและขาดแรงงาน

คุณพันธ์รบทิ้งท้ายในบทความของท่านว่า “จึงมีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนจากจีนจะเข้ามาใช้ประโยชน์จากที่ดินในประเทศสมาชิกอาเซียนมากขึ้น” – ซึ่งไม่ต่างไปจากความห่วงใยของคนไทยจำหนวนหนึ่งเลยครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ครับ อะไรที่ไม่ไหว ก็ผ่องถ่ายให้ภาคเอกชนรับไปบ้างเถอะครับ ?

104

ภาณุมาศ ทักษณา

เมื่อวานนี้ 28 มิถุนายน 2560 ผมเขียนบทความเรื่อง คำพูด นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในฐานะรองนายกฯเศรษฐกิจ หรือเปล่า ที่ทำให้ภาคการเกษตรตกต่ำ ?

เนื่องจากเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 หน้าเศรษฐกิจหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พาดหัวข่าว “ฉัตรชัย” โยนผ้าขาวสินค้าเกษตรราคาวูบ เหตุเพราะไม่ใช่ “ทศกัณฐ์”

ในเนื้อข่าวบอกว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีเกษตร ยอมรับว่าราคาผลิตผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด ปาล์ม สับปะรด อยู่ในช่วงราคาตกต่ำจริง

ท่านบอกว่า เรื่องนี้ไม่น่าที่จะลงที่กระทรวงเกษตรแห่งเดียว เพราะผลผลิตทางการเกษตรเกี่ยวพันกับหลายกระทรวง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอื่น ๆ ด้วย

ซึ่งการพูดอย่างนั้นเหมือนท่านมองด้านเดียว ผมจึงชี้ให้เห็นว่า สาเหตุที่ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำนั้น อีกสาเหตุหนึ่งน่าจะมาจากการกำหนดนโยบายด้วย

นโยบายของรัฐบาลนั้น ที่เป็นกิจจะลักษณะก็คือ เรื่องที่แถลงต่อรัฐสภา ว่าจะทำอะไรบ้างในระหว่างทำหน้าที่บริหารประเทศ เพื่อให้ทุกคนรับรู้อนาคต

แต่นโยบายของรัฐบาลอีกอย่างหนึ่ง ก็มาจากการให้สัมภาษณ์สื่อของ รัฐมนตรีที่ร่วมรัฐบาล เช่น คณะรัฐมนตรีมีมติจะทำอะไร หรือ จะไม่ทำอะไรบ้าง…

ผมจึงนำคำพูดของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.มอบอำนาจให้มาแสดงให้เห็น

117

(อ่านบทความ คลิก https://goo.gl/26DEjz)

ในตอนท้าย ผมเขียนว่า ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ผมจะเขียนบทความเกี่ยวกับการเกษตรเสนอให้ท่านพิจารณาอีก

วันนี้จะกราบเรียนให้ท่านรัฐมนตรีทราบถึงการไปเที่ยวประเทศตุรกีระหว่างวันที่ 9 ถึงวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งระหว่างเดินทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งนั้น เห็นการทำเกษตรกรรมของที่นั่นแล้ว คิดถึงท่านรัฐมนตรีครับ

105

106

คุณสุภา สมชัยดี มัคคุเทศก์ที่นำเที่ยวครั้งนี้ บรรยายให้พวกเรารับทราบว่า ประเทศตุรกีไม่มีน้ำมันเหมือนประเทศในละแวกนั้น แต่เขาอยู่ได้เพราะเขาทำหน้าที่เป็นครัวของประเทศต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ครับ

114

107

สองข้างทางที่ผ่านจึงพบทั้งไร่ ทั้งนา ทั้งสวนที่เขียวชะอุ่ม ให้ผลผลิตได้ดีมาก ผมพยายามมองหาแหล่งน้ำเช่น คู คลองต่าง ๆ แต่ก็มีน้อยมาก หรือถ้ามีบางแห่งก็แล้งคล้าย ๆ ของเรา

111

112

คุณสุภา บอกว่า ที่ประเทศตุรกีเขาใช้น้ำจากใต้ดินมาทำการเกษตรครับ คือ สูบน้ำขึ้นมาแล้วจ่ายน้ำไปตามระบบท่อสายยางที่วางพาดไปพื้นที่ที่ทำการเกษตรทุกแปลง (ตามภาพที่ผมพยายามถ่ายจากบนรถขณะกำลังแล่น)

113

ซึ่งการลงทุนเดินสายยางนั้นในบางพื้นที่จะมีบริษัทที่ทำธุรกิจการเกษตรครบวงจร คล้ายบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี.ของเรา ยื่นมือเข้าไปให้การสนับสนุนคือ ลงทุนให้เกษตรกรเจ้าของที่ดิน

108

110

และริมถนนแต่ละสายที่มีการทำการเกษตร จะมีโรงงานแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรอยู่เป็นระยะ ๆ เหมือนพร้อมที่จะนำผลผลิตที่ได้มาแปรรูปเพื่อส่งขายในตลาด..

109

เห็นภาพเหล่านั้นแล้ว ผมคิดถึงท่านรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย จริง ๆ ครับ อยากให้ท่านเดินทางมาดูงานการเกษตรที่นี่บ้าง แล้วบางทีท่านอาจตัดสินใจได้ว่า

บางอย่างที่ส่วนราชการของกระทรวงเกษตรไม่สามารถทำได้เพราะทำมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ควรยกให้ภาคเอกชนที่เขาชำนาญการรับไปทำให้ครบวงจรเลยจะดีไหม

115

ทั้งนี้ ในภาคส่วนของกระทรวง หรือส่วนราชการ ควรมีหน้าที่คอยดูแลและอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคเอกชนในเรื่องของข้อกฎหมายหรือการขนส่ง หรืออื่น ๆ ก็น่าจะพอนะครับ

เพราะเมื่อภาคเอกชนประสบความสำเร็จ รัฐบาลก็สามารถเก็บภาษีมาใช้จ่ายในแต่ละด้านได้ ดีกว่าปล่อยให้ภาษีที่เก็บได้ถูกข้าราชการเลว ๆ บางคนโกงไปกินเหมือนที่ผ่านมาครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

บัณฑูร ล่ำซำ ประธานแบงก์กสิกรไทย ระบุบริษัทในตลาดหลักทรัพย์สร้างภาพปลูกป่าเพื่อประโยชน์ส่วนตน !

79

ภาณุมาศ ทักษณา

วันนี้ ผมภูมิใจที่จะนำเสนอคำกล่าวของ คุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่พูดงานสัมมนา “เปิดโอกาสประเทศ เปิดโอกาสการลงทุน” ซึ่งจัดโดย Money Channel จริง ๆ ครับ

เพราะท่านเป็นคนตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม ซึ่งคำพูดบางช่วงบางตอนอาจไปสะกิดใจทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ให้หันมาทบทวนความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศว่า ควรจะหาทางแก้ไขร่วมกันอย่างไรครับ ท่านเริ่มว่า…

ขณะนี้ระบบทุนนิยมได้เข้าไปบุกรุกและทำลายพื้นที่ป่า ด้วยการสร้างรีสอร์ต, โรงแรม ไม่ว่าจะเป็นที่ภูทับเบิก ปากช่อง และเขาใหญ่เป็นต้น รวมถึงการส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่เข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าในการปลูกพืชเกษตร”

83

คุณบัณฑูรยกตัวอย่างว่า “โดยเฉพาะในจังหวัดน่าน พื้นที่ป่าต้นน้ำชั้นหนึ่ง ซึ่งเป่าเสียหายปีละ 2 ถึง 2 แสนห้าหมื่นไร่ ทำให้ป่านในจังหวัดน่าน 7.6 ล้านไร่ ซึ่ง 85 % เป็นป่าสงวนเหลือ 6.4 ล้านไร่ หายไป 28 %

ประธานแบงก์กสิกร เสนอว่า “รัฐบาลต้องเข้าไปแก้ปัญหาขั้นเด็ดขาด ไม่ให้ภาคธุรกิจที่เป็นโจรในคราบของทุนนิยม ขยายพื้นที่การทำลายป่าไปมากนี้.. ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาทุนนิยมได้สร้างความเสียต่อป่าและเศรษฐกิจมาก”

คุณบัณฑูร ยกตัวอย่างให้เห็นด้วยว่า “ ที่เห็นชัดคือการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดในจังหวัดน่านที่ทำลายภูเขาไปหลายไร่ โดยนายทุนส่งเสริมแบบครบวงจร ทั้งการให้เครดิตด้านการเงิน ปุ๋ย และการรับซื้อ

81

ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่จำนวนหนึ่งจำเป็นต้องทำ แม้ว่าจะมีรายได้ไม่มาก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร แถมได้รับอำนวยความสะดวกมากมาย เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐไปจับกุม ก็จับได้แค่ชาวบ้าน แต่นายทุนไม่ถูกจับ”

และประเด็นที่น่าสนใจ คุณบัณฑูร ระบุว่า “ภาคธุรกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลายบริษัทมีราคาหุ้นที่ปรับตัวสูง จนนักลงทุนรู้สึกสนุกสนาน แต่ไม่รู้ว่าต้นทุนมาจากอะไรบ้าง ซึ่งรัฐบาลก็มองไม่เห็น”

คุณบัณฑูร แนะนำว่า “หากลองพิจารณาให้รอบคอบ ส่วนหนึ่งมาจากการเข้าไปทำลายป่าไม้ด้วย” เขาระบุว่า “นั่นเป็นต้นทุนที่ซ่อนลึกและเป็นต้นทุนที่สูงมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการตัดไม้ทำลายแล้ว…

82

มีบางบริษัทใช้แนวทางการทำประชาสัมพันธ์แบบ ซีเอสอาร์.ในการสร้างภาพ เช่น การเข้าไปปลูกต้นไม้ แล้วถ่ายรูปมาเผยแพร่ ดังนั้นภาครัฐต้องรู้ให้ทันและเข้าไปจัดการอย่างเร่งด่วน”

นั่นคือสาระสำคัญจาก คุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินภาคเอกชนชั้นแนวหน้า ที่ไม่ค่อยพูดบ่อยนัก

แต่ครั้งนี้ ท่านคงสุดทนแล้ว จึงกล้าบอกความจริงแก่รัฐบาล และสังคมให้รับรู้ถึงพฤติกรรมของนายทุนบางกลุ่มว่ากำลังบ่อนทำลายเศรษฐกิจอย่างน่าไม่อาย

ผมคิดว่าเรื่องที่คุณบัณฑูร พูดนี้คงจะไม่ลอยลมไปหายเหมือนคำพูดของชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปนะครับ เพราะถ้าไม่เป็นความจริง ท่านก็คงไม่กล้าที่จะนำมาพูดผ่านสื่ออย่างนี้

ปัญหาคือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) จะกล้าเข้าไปสืบเสาะว่า บริษัทที่คุณบัณฑูรเอ่ยถึงนั้น คือ บริษัทอะไร และ เมื่อรู้แล้วว่าเป็นใครแล้ว กลต.จะจัดการอย่างไรครับ ?


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

คำพูด นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในฐานะรองนายกฯเศรษฐกิจ หรือเปล่า ที่ทำให้ภาคการเกษตรตกต่ำ ?

73

ภาณุมาศ ทักษณา

วันที่ 19 สิงหาคม 2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรี เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ จากทีม ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นทีมของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ตอนที่เห็นรายชื่อของ รัฐมนตรีที่นายสมคิดชวนมาร่วมขบวนด้วยนั้น ผมยอมรับว่า ผมไม่รู้จักใคร ที่คุ้นหูก็น่าจะเป็นนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

แต่ผมก็ตั้งความหวังเหมือนคนไทยโดยทั่วไปว่า เมื่อ พล.อ.ประยทธ์ ในฐานะนายกฯและหัวหน้า คสช.ทำให้บรรยากาศของภาคการเมืองนิ่งแล้ว ก็น่าจะส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวม

ซึ่งในช่วงแรกของการเข้าทำงาน ทีมเศรษฐกิจของนายสมคิดต่างก็ตื่นตัวกันมาก มีการแต่งตั้ง ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคนใหม่เป็นคนนอก ที่สนิทชิดเชื้อนายสมคิดเข้ามาด้วย หลังจากยื้ออยู่พักใหญ่

ประเมินจากข่าวที่สื่อต่าง ๆ ที่รู้จักนายสมคิด ยกยอปอปั้นแล้ว ผมก็คิดว่า ภาคเศรษฐกิจโดยร่วมน่าจะไปได้ดี

แต่แล้วนายสมคิด ก็ทำให้ผมรู้สึกผิดหวัง จนกลายเป็นเกลียด เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558

วันนั้น นายสมคิดได้รับเชิญจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ให้ไปกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ยกเครื่องเศรษฐกิจใหม่” เพื่อให้นักธุรกิจได้เห็นแนวทางว่า นโยบายทางด้านเศรษฐกิจของ รัฐบาล คสช.จะไปทางใด

ตอนหนึ่ง นายสมคิด พูดเหมือนไม่ได้คิด ว่าเขาพูดในฐานะ นายสมคิด รองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาล ไม่ใช่ “ไอ้สมคิด เจ๊กจีนผู้หอบเสื่อผืนหมอนใบเข้ามาอาศัยนเมืองไทย” ว่า

“10 ปีที่แล้ว ผมมาเป็นรัฐบาล ก็พูดคุยเรื่องขายข้าวขายยาง อีก 10 ปีต่อมา ก็ยังขายข้าวขายยาง ขายหน้าจริง ๆ อายลูกอายหลานจริง ๆ”

75

(อ่านบทความ คลิก https://goo.gl/8hxqhm)

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2558 ผมเขียนบทความเรื่อง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ลืมกำพืดตัวเองเสียแล้วหรือ” รายงานการปาฐกถาของนายสมคิด ผ่านคอลัมน์นี้ (กรุณาคลิกอ่านรายละเอียดดูนะครับ)

ต่อมา ในวันที่ 2 ธันวาคม 2558 คุณสิทธิชัย หยุ่น ผู้ก่อตั้งสื่อค่ายเนชั่น ได้เขียนในคอลัมน์กาแฟดำ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เรื่อง “ให้ผมไปขายข้าว ขายยาง ผมไม่ไปแล้ว” รายงานให้แฟนประจำของกาแฟดำตอนหนึ่ง ว่า

คุณสมคิดเคยบอกผมว่า ในอดีตเมื่อเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ ถูกผู้ใหญ่สิ่งให้ไปต่างประเทศเพื่อขอให้เขาซื้อข้าวซื้อยางพาราสักแสนตันล้านตันเพราะเราขายในตลาดปกติไม่ได้ หรือแข่งราคากับประเทศอื่นไม่ได้

“ …ทุกครั้งที่ผมต้องไปขอร้องให้ผู้นำประเทศอื่นช่วยซื้อข้าวซื้อยางพารา ผมจะอายมาก เพราะมองตาก็รู้ว่าเขาเห็นเราหมดท่าแล้ว ต้องมาขอร้องให้ซื้อสินค้าเกษตรกันเรื่อยไป”

ผมเขียนเรื่องนี้ เพราะเมื่อวานนี้หน้าเศรษฐกิจหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พาดหัวข่าวที่น่าตกใจว่า “ฉัตรชัย” โยนผ้าขาว สินค้าเกษตรราคาวูบ เหตุเพราะไม่ใช่ “ทศกัณฐ์”

ส่วนสาเหตุจริง ๆ ที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำไม่ว่าจะเป็นยางพารา และพืชผลอื่น ๆ จะมาจาก คำพูดของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่เคยพูดไว้ตอนรับตำแหน่งรองนายกฯเศรษฐกิจหรือไม่ ผมไม่ทราบ

74

แต่ในฐานะคนทำข่าวมานาน คำพูดของ “คนในรัฐบาล” ไม่ว่าระดับไหน ยิ่งเป็นระดับรองนายกฯ ที่คุมนโยบายนั้น ย่อมส่งผลกระทบถึงการลงทุนในภาคนั้น ๆ ด้วยทั้งสิ้น

เหมือนในขณะที่นี้ ภาคอุตสาหกรรมของรัฐบาล คสช.ตื่นตัวอย่างสูง ธุรกิจ เอสเอ็มอี.ที่เกิดสมัยนายสมคิดร่วมรัฐบาลกับทักษิณได้รับการประคบประหงมทั้ง ๆ ที่หลายอย่างอยู่ในอาการพะงาบพะงาม

76

อุตสาหกรรมใหม่ ๆ หลายโครงการที่ต้องใช้เงินอย่างมหาศาลผุดขึ้นที่โน่นที่นี่ ในขณะที่ภาคเกษตรกรรมเหมือนถูดตัดหางปล่อยให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ที่ใครก็รู้ว่าไม่กินเส้นกับนายสมคิด ต้องแก้ปัญหาอยู่คนเดียว

ในฐานะสื่อคนหนึ่งที่ให้ความสนใจงานการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง และเขียนบทความเสนอแนะท่านรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัยมาบ่อยครั้ง ผมจะไม่ปล่อยให้ท่านรัฐมนตรีถูกโดดเดี่ยวครับ

ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ผมจะเขียนบทความเกี่ยวกับการเกษตรเสนอให้ท่านพิจารณาอีก จะประเดิมจากการไปเที่ยวประเทศตุรกี แล้วบังเอิญสังเกตเห็นการทำเกษตรกรรมของที่นั่น มาให้ท่านทราบเป็นตอนแรกครับท่าน !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

เพื่อขจัดข้อข้องใจ และกำจัดข้อโต้แย้งต่าง ๆ รัฐบาลควรเปิดแถลงเรื่องรถไฟความเร็วสูงอย่างจริง ๆ จัง ๆ !

45

ภาณุมาศ ทักษณา

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่ 19 มิถุนายน 2560 จนถึงวันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2560 สังคมไทยจดจ่ออยู่กับเรื่องรถไฟความเร็วสูง ว่า จะลงเอยอย่างไร หลังคาราคาซังมาตั้งแต่ปี 2553

เท่าที่ผมประมวลจากข่าว ทำให้รู้ได้ว่า ประชาชน นักวิชาการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมไปถึงนักสื่อสารมวลชนต่างก็ออกมาแสดงความเห็นว่า “ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้” มากขึ้นเรื่อย ๆ

ล่าสุด คอลัมน์หมายเหตุประเทศไทย ของ ลม เปลี่ยนทิศ ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ก็ชำแหละโครงการนี้ ให้ชาวบ้านเห็นถึงต้นทุนในการสร้างเป็นกิโลเมตร ว่ากิโลเมตรละเท่าไหร่

46

(อ่านบทความ คลิก https://goo.gl/XTw75e)

จนรัฐบาลนับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ต้องเดินสายไปจับเข่าคุยกับกองบรรณาธิการสื่อบางค่ายติดต่อกันเพื่ออธิบายเรื่องนี้

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีที่รับผิดชอบ คือ คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ที่ดูแลกระทรวงคมนาคม ไล่ไปถึงปลัดกระทรวง และ ผู้อำนวยการสำนักงาน สนข.ต่างก็ด่าหน้าออกมาชี้แจง

แต่คำอธิบาย หรือคำชี้แจงของฟากฝั่งรัฐบาล ก็หาได้ทำให้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับ โครงการรถไฟความเร็วสูงของคนไทยจะคลายตัว หรือลดลงนะครับ แต่กลับมีคำถามตามมามากมาย

กระทรวงคมนาคม ไม่ต้องถามนะครับว่าชาวบ้านถามอะไรบ้าง เอาคำถามจากผมไป แล้วหาคำตอบมาให้ได้ หรือจะจัดแถลงข่าวถึงโครงการนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวก็ได้ครับ

คำถามจากผมคือ สถานีต้นทางของรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน อยู่ที่ไหน หัวลำโพง หรือ บางซื่อ เพราะเท่าที่พิจารณาจากสภาพความเป็นจริงแล้ว ทั้งหัวลำโพงและบางซื่อ ตั้งสถานีแรกไม่ได้

เหตุผลคือ พื้นที่หัวลำโพงแออัดและคับแคบเกินกว่าจะยัดขบวนรถไฟเพิ่มได้อีก แล้วยิ่งต้องทำรางเฉพาะสำหรับรถไฟความเร็วสูง รัฐบาลจะเอาที่ดินตรงไหน วางรางรถไฟหรือ ?

ที่บางซื่อก็เช่นกันครับ วันนี้หากใครผ่านไปก็จะเห็นว่า ย่านสินค้าพหลโยธิน ที่ผมเคยเขียนบทความให้สร้างเป็น ศูนย์กลางการขนส่งทางบก ถูกปู้ยี้ปู้ยำจนเละเทะไปหมดแล้ว

47

คำถามต่อมาคือ รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สายแรกที่จะหนองคาย มีอยู่ด้วยกันกี่สถานี แต่ละสถานีมีระยะห่างกันกี่กิโลเมตร ตรงนี้สำคัญกับการเคลื่อนตัวของขบวนรถมาก

คำถามต่อมาคือ แผนงานของโครงการนี้ทั้งหมดเป็นอย่างไร ผมอยากเห็นภาพจำลอง หรือที่เรียกกันว่าโมเดลของโครงการนี้ทั้งหมด ว่า จะวางรถไฟจากจากกรุงเทพฯ ไปถึงหนองคายอย่างไร

เพราะกระทรวงคมนาคมต้องไม่ลืมว่า ทางรถไฟความเร็วสูงจะต้องผ่านพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ท้องไร่ ท้องนา ลำคลอง ชุมชน ฯลฯ ด้วย เรื่องนี้กระทรวงคมนาคมประสานงานกับหน่วยอื่นหรือยัง

ล่าสุด ผมเคยเขียนถึงโครงการขุดคลองดักน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อไปลงอ่าวไทยที่ฉะเชิงเทรา เรื่องนี้กระทรวงคมนาคมพูดคุยกับกระทรวงเกษตรฯผู้ดูแลกรมชลฯ หรือยังว่าจะทำอย่างไรกัน

นอกเหนือไปจากนี้ การวางรางรถไฟความเร็วสูงตามที่ผมเคยไปพบไปเห็นมานั้น เขาจะต้องสร้างเป็นเนินให้สูงกว่าปกติเพื่อป้องกันน้ำท่วม คำถามคือ รางรถไฟจะขวางทางน้ำหรือไม่ ?

นี่คือคำถามเบาะ ๆ นะครับ ซึ่งแค่นี้ผมคิดว่า คงทำให้กระทรวงคมนาคมปวดหัวไม่น้อยไปกว่า การหาเงินกู้ว่าจะเอาจากที่ไหนแล้ว ส่วนคำถามอื่น ๆ ผมขอขยักไว้ถามวันอื่นบ้างครับ

อยากรู้ว่า คำถามเพียงนี้ กระทรวงคมนาคม จะมีปัญหาตอบให้หายข้องใจหรือไม่ – ผมจึงบอกไงครับ เลิกได้เลิกไปเถอะครับ แต่เลิกไม่ได้เพราะถูกรัฐบาลจีน “บีบ” ก็ขอให้บอกความจริงแก่ชาวบ้านครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ครับ หยุดเป่าลมใส่ลูกโป่ง แล้วมองความจริงบ้างได้ไหมครับ !

38

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมจำได้ว่า เคยมีผู้แสดงความดูหมิ่นดูแคลนรัฐบาล คสช.ว่า ไม่มีวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ เพราะผู้นำรัฐบาลเป็นนายทหารที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์

และผมก็จำได้ว่า ผมได้แก้ต่างให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ว่า แม้ท่านและคณะ คสช.จะไม่เคยสัมผัสงานด้านเศรษฐกิจ

แต่ในหลักสูตรที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) หลายหลักสูตร ก็สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ในระดับต่าง ๆ ไว้ให้นายทหารได้เรียนรู้

แล้วการเป็น ผู้นำประเทศ ก็ไม่จำเป็นต้องรอบรู้ในรายละเอียดของทุกเรื่อง แต่ต้อง “หาคน” มาทำงานในด้านนั้นได้ ซึ่งท่านก็ทำ ด้วยการเชิญผู้รู้มารับผิดชอบ

เริ่มจากเชิญ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล มาเป็นรองนายกฯด้านเศรษฐกิจ พร้อมให้จัดหาทีมงานมาเอง และเมื่อผลงานไม่เป็นที่ประทับใจท่านก็เปลี่ยนเป็น สมคิดและพวก

39

หลังจากแก้ต่างให้ท่านแล้ว ผมก็เฝ้ามองการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยความเป็นห่วง บางครั้งก็เขียนบทความเตือนท่านว่า ระวังจะถูกหลอก…

บางครั้งผมก็ทำเป็นอวดเก่งอวดดี เสนอแนะเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่คิดว่า หากรัฐบาลนำไปดำเนินการ ก็จะเป็นผลดีต่อรัฐบาล คสช.และชาวบ้านโดยรวม

นั่นคือ เรียกร้องให้รัฐบาล คสช.เร่งแก่ปัญหาน้ำท่วมภัยแล้งให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดก่อนหมดอำนาจ เพราะถ้าไม่ทำ ก็คงไม่มีรัฐบาลไหนทำอย่างแน่นอน

40

เพราะ “ภัยแล้งและน้ำท่วม” คือบ่อเกิดของการทุจริตคิดมิชอบได้หลายช่องทาง และสมัยที่พลเรือนเป็นรัฐบาล พวกมันก็อาศัยปัญหานี้ หากินกันมามาก

จนกระทั่งวันนี้ ผลพวงจากการมีรัฐบาลพลเรือนที่อาศัยการเลือกตั้งเข้ามาโกงกิน ปรากฏว่าคนไทยทั้งประเทศ ทุกเภททุกวัย “มีหนี้ท่วมหัว” ตาม ๆ กัน

วันนี้ 27 มิถุนายน 2560 หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เสนอข่าวใหญ่ “เสี่ยงหนี้โลกถล่มไทย, กรณ์เตือนระวังผลสหรัฐ-ยุโรป, สถาบันป๋วยฯ ชี้ติดอันดับ 3 เอเชีย-แปซิฟิก

สถาบันป่วยฯ ตามหัวข่าว คือ หน่วยงานวิจัยของ ธนาคารแห่งประเทศ รายงานผลการวิจัยเรื่อง “มุมมองใหม่หนี้ครัวเรือนไทยผ่านบิ๊กเดต้น( Big Data)ของเครดิตบูโร” พบว่า

ณ ไตรมาส 3 ปี 2559 ไทยมีหนี้ต่อ จีดีพี ที่ 71.2 % สูงเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก , คนไทยประมาณ 19 ล้านคนเป็นหนี้ในระบบมีค่าเฉลี่ยหนี้ต่อคนอยู่ที่ 1.5 แสนบาท

41

งานวิจัยเดียวกันบอกว่า คนไทยเป็นหนี้ตั้งแต่อายุ 19 ปี และเมื่อเลยวัยเกษียณ 60 – 80 ปีหนี้ก็ยังไม่ลด เนื่องจากบางคนไม่มีรายได้ที่จะมาชำระหนี้… นั่นคือรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย

ในขณะที่ ธนาคารกสิกรไทย ก็รายงานผลสำรวจโครงสร้างประชากรและรายได้ต่อหัวของประเทศในอาเซียน พบว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและรายได้ของประชากรไทยมีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง (ผมจะไม่ลงในรายละเอียด)

บทความนี้ ผมต้องการนำเสนอความจริงให้ท่านผู้มีเกียรติที่เข้ามาอ่านได้รับทราบสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย ที่ถูกฝ่ายเศรษฐกิจที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นหัวหน้าทีม หลอกว่าดีเลิศได้รับทราบครับ

เพราะถ้าดูจากตัวเลขจากธนาคารชาติ และธนาคารเอกชน ที่ออกไปสำรวจจะพบว่า สภาพเศรษฐกิจของไทย เหมือนท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกนายสมคิดหลอกให้เป่าลมเข้าไปในลูกโป่งให้พองขึ้น

นั่นคือ ให้การสนับสนุนโครงการแล้วโครงการเล่าที่ นายสมคิดและพวก “คิดและทำ” ด้วยเงินงบประมาณแต่ละโครงการที่สูงลิบลิ่ว โดยไม่คำนึงว่า คนไทยจะรับกับสถานการณ์ดังกล่าวไหวไหม

42

วันนี้ (27 มิ.ย.60) เช่นกัน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีเกษตรฯ ก็เริ่มท้อแท้กับการทำงาน ขนาดไทยรัฐกล้าพาดหัวข่าว “ฉัตรชัย” โยนผ้าขาวสินค้าเกษตรราคาวูบ

เหล่านี้คือ สิ่งที่น่าเป็นห่วง และเป็นเรื่องที่ ฝ่ายยุทธศาสตร์ของ คสช.จะต้องตั้งวงวิเคราะห์ว่า ควรจะปรับแก้เรื่องใดอย่างเร่งด่วน…

ก่อนที่ลูกโป่งที่ท่านนายกฯกำลังเป่าแตกใส่หน้าครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

85 ปีที่ “สาวกลัทธิ ปรีดี พนมยงค์” บิดเบือนการกระทำของคณะราษฎร ให้คนไทยหลงเข้าใจผิด ยังไม่นานพออีกหรือ ?

13

ภาณุมาศ ทักษณา

วันที่ 24 มิถุนายน ปีนี้(2560) เป็นวันครบรอบ 85 ปีที่คนไทยกลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วยพลเรือนและทหาร ซึ่งเรียกตัวเองว่า คณะราษฎร บังอาจคบคิดกันปล้นพระราชอำนาจไปจากล้นเกล้า รัชกาลที่ 7 - ตรงกับเสาร์

บรรดาสาวกลัทธิปรีดี พนมยงค์ จึงพากันจัดกิจกรรมเพื่อระลึกถึงการสร้างเวรกรรมของคนเหล่านั้น หรืออาจเพื่อกระตุ้นความรู้สึกของ เยาวชนไทยยุคใหม่ที่เริ่มไม่เห็นความสำคัญ ให้กลับมามองลัทธิปรีดี อีกครั้งก็ไม่ทราบ

กิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากสื่อพอสมควร(ไม่เอิกเกริกสักเท่าไหร่แล้ว) คือที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ ที่มีนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ.) เป็นองค์ปาฐก – ผมรายงานให้ทราบแล้ว

(อ่านบทความ คลิก https://goo.gl/D2eSVi )

10

และที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีบุคคลเก่า ๆ กลุ่มหนึ่ง ที่ใช้ชื่อให้ดูใหม่ได้จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “ขุดรากถอนโคน โค่นมรดกคณะราษฎร” กลุ่มนี้มี นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เจ้าเก่าร่วมวงด้วย

แต่คงเป็นเพราะไม่มีเรื่องเกี่ยวกับคณะราษฎรใหม่ ๆ ให้พูด(เพราะพูดถึงทุกปี – ฮา) จึงแค่ประดิษฐ์คำ “เอา คสช.คืนไป เอาประชาธิปไตยคืนมา” ให้ดูเท่ เท่านั้นเอง

นอกนั้นมีนักวิชาการประกอบด้วย นายธนาวิ โชติประดิษฐ จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร นายสุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านศาสนา นายเอกชัย ไชยนุวัติ

และอีกคนคือ พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา ทายาทพระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งเป็นธรรมดาที่จะต้องมาพูดยกย่องบิดาตัวเองว่าวิเศษทั้ง ๆ ที่วันนี้คนไทยส่วนใหญ่เริ่มรู้เช่นเห็นชาติแล้ว

ส่วนนักวิชาการที่เอ่ยนามมานั้น อ่านจากที่หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2560 นำมารายงานในหน้า 2 แล้วพบว่า มีเรื่องที่ควรจะทำความเข้าใจด้วย คือ นายเอกชัย ไชยนุวัติ ครับ

นายเอกชัย ให้น้ำหนักไปในทางการเมืองและกฎหมายค่อนข้างมาก ผมจึงถ่ายภาพช่วงแรกที่นายเอกชัยพูดนำไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก Tawan Taksanar พร้อมทั้งเขียนข้อความ ตามที่ปรากฏในภาพ

11

ข้อความที่นายเอกชัยเขียนในล้อมกรอบนั้น หากพินิจให้ดีมีข้อความที่แฝงนัยบางอย่างที่นายเอกชัยอาจจะต้องการสื่อให้พรรคพวกรู้ แต่มันคงไม่กล้าเขียนตรง ๆ จึงใช้คำที่คนอ่านต้องตีความเอาเอง

ผมได้แสดงความเห็นไปว่า “เชื่อว่าวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ ยังพร้อมที่จะเป็น ข้าแผ่นดิน ซึ่งต่างจากคนบางกลุ่ม ที่ยังอยากเป็น ข้า(ของคณะ)ราษฎร” เพื่อบอกให้คนกลุ่มนี้รู้ว่า

85 ปีที่คนเนรคุณต่อแผ่นดินกลุ่มหนึ่งก่อขึ้นนั้น มันน่าจะถูกฝั่งกลบไปจากความทรงจำของคนไทยได้แล้ว เพราะหลังจากนั้นมา บรรดานักการเมืองทั้งที่เป็นทายาท และสาวกของลัทธินี้

ก็หาได้ทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้สักกระพี้ สิ่งที่คนไทยได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ก็คือ การสร้างหนี้สิ้นให้ประเทศ และการกอบโกยสมบัติชาติไปเป็นของตัวเองและพวกพ้อง ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้นะหรือคือความเป็นประชาธิปไตยที่ คนเนรคุณชาติที่เรียกตัวเองว่า คณะราษฎร พยายามยัดเยียดให้คนไทยยึดมาเป็นเวลาถึง 85 ปีเข้านี้แล้ว…

อยากบอกว่า วันนี้คนทีมี “สื่อมวลมิตร” ที่ใช้เว็บไซด์ อินเตอร์เน็ต ไลน์ และทวิตเตอร์ส่งข่าวและข้อความถึงกันได้ โดยไม่ต้องรอ “สื่อมวลชน” บางค่ายที่มักจะบิดเบือนความจริงแล้วครับ – รู้ไว้ด้วย !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน ทีดีอาร์ไอ. ได้รับพินัยกรรมจาก ปรีดี พนมยงค์ หรือ จึงรู้ดีจัง ?

7

ภาณุมาศ ทักษณา

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2560 คือวันครบรอบที่กลุ่มคนเนรคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์รวมหัวกันปล้นพระราชอำนาจไปจากล้นเกล้า รัชกาลที่ 7 เวียนมาอีกครั้งหนึ่ง

ที่ผมเรียกว่าเป็นวันครบรอบกลุ่มคนเนรคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะในวันนั้น มีบุคคลที่ได้รับทุนจากสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ไปเรียนต่อในต่างประเทศ

แล้วยังบังอาจกระทำการที่เลวร้าย คือหลอกคนไทยว่าจะเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตย หลอกทหารให้ไปรวมกันลานพระบรมรูปว่าจะให้ดูอาวุธใหม่ ๆ ฯลฯ

แทนที่ในวันนั้น บรรดาทายาทหรือคนที่เข้าใจผิดในการกระทำของคนที่เรียกตัวเองว่า คณะราษฎร จะเจียมเนื้อเจียมตัว พวกมันกลับกระจายตัวจัดกิจกรรมขึ้นในหลายพื้นที่ที่

ทั้งในมหาวิทยาลัยที่ยังมีคนหลงในลัทธิปรีดี พนมยงค์ เช่นที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

และที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ในซอยทองหล่อ ที่นั่น ได้จัดงานการแสดงปาฐกถา ครบรอบ 85 ปี การอภิวัฒน์สยาม หัวข้อ “ประชาธิปไตย กลไกตลาด รัฐ และ ทุน” โดย นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) เป็นผู้พูดในเรื่องดังกล่าว

นายสมเกียรติ พูดถึงการไม่ไปไหนของระบอบประชาธิปไตย หลังการเปลี่ยนแปลงเมื่อปี 2475 ได้ราวกับได้รับพินัยกรรม หรือไม่ก็เป็นญาติทางใดทางหนึ่งของ นายปรีดี พนมยงค์ ว่า….

6

“ การเมืองไทยตามระบอบประชาธิปไตยนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ถึงวันนี้ 85 ปีแล้ว เห็นว่ายังห่างไกลกับความฝันของนายปรีดี

เขาบอกว่า ตั้งแต่ปี 2475 มามีการยึดอำนาจโดยทหาร และกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยหมุนเวียนเช่นนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

และบอกว่า “ความสำเร็จของการพัฒนาประเทศ จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับระบอบการปกครอง ถ้าเป็นประเทศสถาบันการเมืองเปิด รัฐจะเข้มแข็ง เป็นผู้แทนประชาชนในการช่วยเหลือต่าง ๆ

แต่ถ้าสถาบันการเมืองขูดรีด สภาพบ้านเมืองก็จะเกิดสถานการณ์จี้ ปล้น หรือไม่ก็เกิดการปกครองเข้มงวดเหมือนกับเกาหลีเหนือ สถานการณ์เศรษฐกิจก็จะแย่ตาม

นายสมเกียรติบอกด้วยว่า การปกครองในระบบประชาธิปไตยเลวร้ายน้อยที่สุด เพราะอย่างน้อยประชาชนยังสามารถต่อรองกับผู้นำประเทศในเรื่องได้เรื่องหนึ่งได้

หากมีปัญหาเห็นว่าไม่เหมาะสมในการบริหารประเทศ ก็ยังสามารถขับไล่ผู้นำประเทศได้ ถือว่าประชาธิปไตยสามารถเปลี่ยนผู้นำประเทศได้ ถ้าไม่เป็นก็ไม่สามารถขับไล่ผู้นำได้

นายสมเกียรติพูดเหมือนเป็นทายาทนอกไส้นายปรีดีด้วยว่า “เชื่อว่าถ้านายปรีดีมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ นายปรีดีคงเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยไม่สามาระไปถึงจุดเป้าหมายได้”

นอกจากนี้ นายสมเกียรติ ยังแนะว่า “ถ้ารัฐไทยจะเดินหน้าต่อไป ควรทำอย่างน้อย 4 ทิศทางคือ 1.ถ้ารัฐส่วนใดไม่สามารถบริหารได้ ต้องกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่น 2. เปิดส่วนร่วมให้สังคมมีบทบาทร่วมแก้ไขปัญหาให้ดียิ่งขึ้น

3.ให้ธุรกิจ ภาคเอกชนมีส่วนร่วม และ 4.ให้ภาครัฐปรับบทบาทตัวเอง”

ซึ่งทั้ง 4 ข้อนี้ ผมก็เห็นอยู่ว่า รัฐบาล คสช.เขาก็ทำอยู่ ไม่รู้นายสมเกียรติ มัวไปทำอะไรอยู่จึงไม่รู้ไม่เห็นว่า 1.การกระจายอำนาจทำให้เกิดการโกงกันอยางมโหฬาร  2. ตอนนี้เขาก็มีโครงการประชารัฐ หลายแห่ง ไม่รู้จริง ๆ หรือ

3.ผมก็เห็นรัฐบาล เชิญลูกชายเจ้าสัวมาให้คำแนะหลายโครงการนะ และ 4. รัฐบาล คสช.สั่งให้ปรับมาเป็นระยะนะ แล้วถ้าใครไม่ปรับ รัฐบาลก็ปรับพวกนั้นไปกองรวมกันหลายกองแล้วเช่นกัน

แต่ก็ช่างเถอะครับ เพราะเรื่องที่ผมติดใจก็คือ “การที่นายสมเกียรติ แสดงความเสียดายที่ประเทศไทยไม่เป็นอย่างที่นายปรีดี พนมยงค์ คิด และคิดแทนนายปรีดีว่า ถ้ายังอยู่คงเสียใจอย่างยิ่ง” นั้น

ผมคงไม่มีอำนาจที่จะไปสอบถามนายสมเกียรติได้ว่า นายสมเกียรติได้รับพินัยกรรมจากนายปรีดี พนมยงค์หรือ จึงรู้ว่านายปรีดี คิดอย่างไรกับประเทศ และคงเสียใจ ?

ก็คงเป็นเรื่องที่ คสช.จะหาคำตอบเอาเองนะครับ เผื่อนายสมเกียรติจะถ่ายทอดความฝันของนายปรีดี ให้ แก่รัฐบาล คสช.นำไปบริหารประเทศตามที่นายปรีดี ต้องการครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

24 มิถุนา 2475 คือวันที่น่าอัปยศอดสูอย่างยิ่ง เพราะคนชั่วกลุ่มหนึ่งกล้าปล้นพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์

3

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ 24 มิถุนายน 2560 กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า พรรคใต้เตียง มธ.ได้ร่วมกับคนอีกกลุ่มหนึ่งจัดเสนวนาเรื่อง “ขุดรากถอนโคน โค่นมรดกคณะราษฎร” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะใช้ชื่อกลุ่มว่าอะไร แต่คนทั้งกลุ่มก็ไอ้พวกหน้าเดิม ๆ ที่นำโดยนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และนักวิชาการเก่า ๆ ที่ใหม่หน่อยก็คือ พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา

ทั้งหมดได้พูดในลักษณะเยินยอกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าคณะราษฎรเอาไว้คนละแง่คนละมุม ซึ่งผมจะได้ตอบโต้คนเหล่านั้น ทีละคน ทีละคน เพื่อให้ผู้อ่านเห็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญ

แต่วันนี้ ขอนำบทความที่เขียนเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2558 เรื่อง 24 มิ.ย.2475 เมื่อ 83 ปีที่แล้ว มิใช่การปฏิวัติ แต่มันคือการปล้นพระราชอำนาจของ คณะบุคคลเนรคุณ ! มาให้อ่าน

ผมเขียนถึง คนที่เรียกตัวเองว่า คณะราษฎร เอาไว้ดังนี้ครับ…..

“ วันนี้ 24 มิถุนายน 2558 นับจากวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ก็เป็นเวลา 83 ปีแล้วที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

วันนี้อาจเป็นวันที่ผู้ก่อการร้ายในวันนั้น รวมทั้งเครือญาติอาจมีความยินดีที่วันที่ประทุษร้ายต่อรัชกาลที่ 7 เวียนมา

แต่วันนี้ในความรู้สึกของคนไทยผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ คงรู้สึกรัดทดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วันนั้น

วันที่ผมเคยพูดผ่านรายการวิทยุ โทรทัศน์ รวมทั้งการเขียนเป็นบทความว่าเป็นวันที่คณะราษฎร์ปล้นพระราชอำนาจ

2

เพราะผมได้อ่านบันทึกหลากหลายฉบับ ทั้งที่เขียนโดยคณะราษฎร(บางคน)และเขียนโดยนักประวัติศาสตร์คนอื่น ๆ

จึงทราบถึงพฤติการณ์อันชั่วช้าของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า คณะราษฎร ที่ในเวลาต่อมามีคนยกย่องเพราะเข้าใจผิด

การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ได้มีการเตรียมการและวางแผนโดยกลุ่มคนที่เนรคุณชาติ

บางคนได้รับทุนจากสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ไปศึกษาหาความรู้จากประเทศที่เจริญแล้วเพื่อกลับมาบริหารประเทศ

แต่มันกลับไปหลงแสงสีเสียงหรือที่เรียกว่าความศิวิไลซ์ของบ้านเมืองนั้น แล้วเกิดอาการเห็นช้างขี้อยากขี้ตามช้าง

จึงสุมหัวกันเพื่อพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินไทยให้เป็นเมืองอย่างที่พวกมันหลงใหล โดยหาได้คิดหรือไตร่ตรองให้รอบคอบ

พวกมันบางคนรู้ทั้งรู้ ว่าในห้วงเวลาเดียวกันนั้น ล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชดำริอันประเสริฐ

ที่จะปรับเปลี่ยนการปกครองของไทยให้ทัดเทียมนานาอารยะประเทศ โดยทรงวางแผนว่าควรจะดำเนินการอย่างไรดี

เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ได้เรียนรู้คำว่าประชาธิปไตยว่าคืออะไร ได้อย่างเท่าเทียมกัน ดังจะเห็นได้จาก..บันทึกนี้

พ.ศ.๒๔๖๘ พระองค์ทรงตั้งอภิรัฐมนตรีสภา และ พ.ศ.๒๔๗๐ ทรงตั้งกรรมการองคมนตรีสภา” ทรงมีพระราชดำรัสว่า

“…เรามีความประสงค์ที่จะทดลองและปลูกฝังการศึกษาในวิธีการปรึกษาโต้เถียงใหสำเร็จเป็นมติ.. ถ้าหากถึงเวลา

อันควรที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการปกครองประเทศต่อไปก็จะทำได้โดยสะดวก” แต่อนิจจายังไม่ทันถึงเวลานั้นเลย..

คนกลุ่มหนึ่งก็ใช้เหลี่ยมเล่ห์เพทุบาย หลอกลวงคนที่มีการศึกษาน้อยกว่าให้หลงกลพวกมันขนอาวุธมาร่วมขบวนด้วย

(ดูข้อมูลในบทความ เรื่องเหตุเกิดเมื่อ 23 มิถุนายน 2475 ก่อนที่คณะราษฎรจะนำกำลังปล้น ของผมวานนี้นะครับ)

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น ผมอยากให้อ่านจากที่ รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เขียน

ในหนังสือ พระผู้ทรงปกเกล้าฯประชาธิปไตย : ๖๐ ปีสิริราชสมบัติกับการเมืองไทย ซึ่งในตอนหนึ่งท่านได้เขียนเรื่อง

การปฏิวัติ พ.ศ.๒๔๗๕ กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (หน้า ๒๒ – ๒๓) ให้เห็นความจริงอีกด้านหนึ่ง ว่า

ณ ยามเช้าของวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ คณะราษฎร อันประกอบด้วยฝ่ายทหารและพลเรือน ได้กระทำการ

ยึดอำนาจโดยอาศัยวิธีวางกลลวงว่าเกิดการจลาจลขึ้นในกรุงเทพฯ และใช้บารมีของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในการระดม

ทหารไปรวมพลที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งทหารทั้งปวงที่มารวมพลอยู่ต่างก็มิได้รู้ว่ากำลังมีส่วนร่วมในการปฏิวัติ

ยึดอำนาจแต่อย่างใด หลังจากที่สามารถรวมพลหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมได้เรียบร้อยแล้ว พอเวลา ๖ นาฬิกาตรง

พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาก็ได้อ่านประกาศแถลงการณ์ของคณะราษฎร มีใจความสำคัญบางส่วนว่า…

“คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้นจึงได้ขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่

จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้”

..ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทัยอยู่ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ ทางคณะราษฎรจึงได้ส่ง นาวาตรี หลวงศุภชลาศัย เดินทางไปเข้าเฝ้าฯ พร้อมกับหนังสือกราบบังคมทูลที่มีเนื้อความที่ค่อนข้างรุนแรง มีข้อความว่า..

มีสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น ไว้เป็นประกัน ถ้าหาก

คณะราษฏรนี้ถูกทำร้ายด้วยประการใด ๆ ก็จะต้องทำร้ายเจ้านายที่คุมไว้เป็นการตอบแทน ขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลี

พระบาทกลับคืนสู่พระนคร ทรงเป็นกษัตริย์ต่อไป โดยอยู่ภายในธรรมนูญการปกครองแผ่นดินที่คณะราษฎรสร้างขึ้น”

นี่คือบางส่วนที่ผมตัดทอนมาให้เห็นพฤติการณ์อันกักขฬะของกลุ่มคนทีเรียกตัวเองว่า คณะราษฎร ที่กล้ากระทำการ

เสมือนหนึ่งหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ที่ไม่สมควรจะได้รับการอภัยแต่อย่างใด

อยากให้วิญญูชนได้พิจารณาจากการใช้เล่ห์หลอกลวงว่าเกิดจราจลเพื่อให้ทหารขนอาวุธมาส้องสุ้มที่ลานพระบรมรูป

ไปจนถึงการใช้ถ้อยคำต่อพระมหากษัตริย์ด้วยความสาวหาวของพวกมัน ซึ่งต่อมามีคนหลงใหลได้ปลื้มยกย่องเชิดชู

อย่างไรก็ตาม เรื่องทำนองนี้เป็นสิทธิส่วนบุคคล ที่จะแสดความสนิทเสน่หาใครย่อมทำได้ เหมือนคนบางคนอยากกราบ

ไหว้สัตว์เลื้อยคลานอย่างไรก็คงจะห้ามกันมิได้ ฉันใด ใครจะยกย่องกลุ่มคณะราษฎรว่าเป็นวีรบุรุษของเขา ก็ได้ฉันนั้น

แต่สำหรับผมแล้ว หลังจากอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ทางการเมืองมา ผมว่า….

พวกมันคือพวกปล้นพระราชอำนาจ ที่ควรถูกเรียกว่า คณะบุคคลเนรคุณชาติ มากกว่า คณะราษฎร ที่ฟังแล้ว “กินความ” มากเกินไปครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ทำไม สนข. ไม่ชี้แจงข้อวิตกกังวลของประชาชนที่คัดค้านโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน !

129

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ 22 มิถุนายน 2560 สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ได้มีหนังสือชี้แจงข้อสงสัยของประชาชนที่ สนข.คัดเลือกมาตอบรวม 3 ข้อ

ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างยาว หากสนใจกรุณาคลิกเข้าไปอ่านใน คลิปข่าวคำชี้แจงของ สนข.นะครับ (อ่านข่าว คลิก https://goo.gl/cwVdbt) ในที่นี้ผมขอสรุปสั้น ๆ ว่า

ประเด็นที่ 1 ในการสร้างรถไฟความเร็วสูงที่ไทยต้องกู้เงินจากประเทศจีน และญี่ปุ่นมาสร้าง และมีชาวบ้านสงสัยว่า รถไฟความเร็วสูงจากสองประเทศจะใช้รางร่วมกันได้หรือไม่

สนข.ชี้แจงว่า โครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ที่ดำเนินการโดบไทย-จีน และโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ไทย-ญี่ปุ่น จึงออกแบบให้มีโครงสร้างทางวิ่งแยกออกจากกัน

แปลว่า อีกหน่อยประเทศไทยก็จะเต็มไปด้วยรางรถไฟที่วิ่งแบบของใครของมัน ซึ่งถ้าจะสร้างแบบนั้นก็คงต้องเวนคืนที่ดินของเกษตรกรกันเป็นที่สนุกสนานแน่(ฮา)

ประเด็นที่ 2 เรื่องวิศวกรจีน ได้มีการออกแถลงการณ์ร่วมของสภาวิศวกรและสภาสถาปนิก ไปแล้ว ขอผ่านครับ

ประเด็นที่ 3 การแพร่ภาพอินโฟกราฟฟิคมีข้อความว่า จีนขอบริหาร 30 ก่อนยกให้ไทย สนข.บอกว่าเข้าใจผิด

130

โดยอธิบายว่า “อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงซึ่งเป็นโครงการแรกในประเทศไทย ฝ่ายไทยจึงยังไม่มีประสบการณ์ในการเดินรถ

ดังนั้นในช่วงแรกของการเดินรถจึงกำหนดให้ฝ่ายจีนเป็นผู้ให้คำปรึกษา โดยต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี่และฝึกอบรมให้ฝ่ายไทยด้วย” (ฮา)

ผมอ่านคำชี้แจงทั้ง 3 ประเด็นแล้วรู้สึกงั้น ๆ ครับ โดยเฉพาะเรื่องการใช้รถไฟที่ควรจะเป็นของใครของมัน ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงนั้น หากเราเตรียมการดีก็สามารถใช้รางร่วมกันได้

คำตอบของ สนข.ในเรื่องรางครั้งนี้ เท่ากับว่า ความคิดที่จะตั้งกรมใหม่ขึ้นมาในกระทรวงคมนาคม เพื่อบริหารจัดการ รางรถไฟ ก็คงต้องม้วนใส่ถังขยะไป เพราะไม่จำเป็น

ส่วนข้อ 3 เรื่องจ้าง จีนให้สอนคน ร.ฟ.ท.นั้นก็เหมือนกับที่ผมเขียนสมัยที่จะสร้างโครงการแอร์พอร์ตลิงค์นั่นแหละ จริง ๆ สนข.ควรจะใช้คำว่า “จ้างจีนสอน” นะ ไม่ใช่ ใช้คำว่า “ให้คำปรึกษา”

ผมเขียนวิจารณ์เรื่องนี้ ไม่มีเจตนาคัดง้างโครงการรถไฟความเร็วสูงหรอกนะครับ เพราะเท่าที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. คงไม่เปลี่ยนใจง่าย ๆ คือต้องสร้างแน่ ๆ

แต่ที่วิจารณ์การทำงานของ สนข.ทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้มีเกียรติเห็นถึงการทำงานอย่างชุ่ย ๆ ของระบบราชการไทยครับ เพราะถ้ามีวิสัยทัศน์ไกล ก็ควรจะเตรียมตัวตั้งนานแล้ว

และที่สำคัญ แทนที่ สนข.จะรวบรวมข้อวิตกกังวลของชาวบ้านไปหาคำตอบ กลับไม่ทำ แต่ปล่อยให้ชาวบ้านตั้งวงคุยกันเองไปเรื่อย ๆ ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายมากจริง ๆ ครับ

การชุมนุมใหญ่ของมวลมหาประชาชนนั้น ก็เริ่มจากการตั้งวงคุยกันวงเล็ก ๆ มาก่อนไม่ใช่หรือ – หรือลืมไปแล้ว !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment