ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงแผ่พระเมตตา ต่อพสกนิกรของพระองค์โดยมิเลือกชั้นวรรณะ

ถือเป็นอีกหนึ่งความประทับใจ ของบุคคลที่เคยถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สำหรับเรื่องราวของพนักงานรักษาความปลอดภัย อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ที่ครั้งหนึ่งเคยขับลิฟท์(กดลิฟท์รับ-ส่งขึ้นลง) รับใช้พระองค์ท่าน รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ ตอนขึ้นลงอาคาร

อุทัย ภาเจริญสุข พนักงานรักษาความปลอดภัย เล่าว่า เข้าทำงานเป็นรปภ.มา 18 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ.2541 และถวายงานรับใช้พระองค์ท่านเมื่อปีพ.ศ.2545 จากการคัดเลือกรปภ. 200 คน เหลือเพียง 18 คน ถือเป็นความปลาบปลื้มที่สุดในชีวิตที่ได้ทำงานรับใช้พระองค์ท่าน โดยหน้าที่ที่ต้องถวายงานพระองค์นั้น คือ เมื่อพระองค์ท่าน หรือพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จมาที่อาคาร ตนจะเป็นคนขับลิฟท์ถวายส่งพระองค์ท่านไปยังชั้นที่จะเสด็จประทับ

อุทัยเล่าต่อว่า เหตุการณ์ที่จำไม่มีวันลืม คือ ตอนที่พระองค์ท่านจะเสด็จกลับ ทุกครั้งเมื่อลิฟท์ลงมาถึงชั้นล่าง พระองค์จะตรัสเสมอว่า “ขอบใจนะ” ตนทั้งตื่นเต้นและดีใจ จึงตอบกลับไปว่า “ด้วยเกล้าพระเจ้าคะ” ไม่รู้ว่าพูดคำราชาศัพท์ถูกหรือไม่

อีกเรื่องที่ตนซาบซึ้ง และไม่รู้จะตอบแทนพระองค์ท่านได้อย่างไร เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ตนขี่จักรยานมาทำงานแล้วถูกรถยนต์ชนจนบาดเจ็บสาหัส แขน ขา และสะโพกหัก ต้องรักษาตัวอยู่ 9 เดือน พอผู้รับใช้ของพระองค์ท่านทราบเรื่อง ได้รับตนเข้าเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ถือเป็นวาสนาของตนมากที่มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดพระองค์ แม้จะเป็นเพียงพนักงานรักษาความปลอดภัย แต่พระองค์ท่านก็ทรงใส่ใจ และช่วยเหลือเมื่อยามยากลำบาก

“เหตุการณ์ที่ผมภูมิใจมากที่สุดที่ชีวิตนี้จะไม่มีวันลืม เกิดขึ้นในคืนหนึ่งเวลาประมาณ 23.00 น. ผมได้ขับลิฟท์ถวายแก่พระองค์ท่าน ขณะอยู่ในลิฟท์ พระองค์ท่านนำพระหัตถ์มาจับไหล่ผม และตรัสว่า “ได้นอนหรือยัง” ผมตอบพระองค์ท่านไปว่า “ยังพระพุทธเจ้าคะ” ถือเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดและฝันมาก่อนว่าจะได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านขนาดนี้ อยากเก็บชุดตัวนั้นเอาไว้ไม่ซักอีกเลย” รปภ.ศิริราช เล่าด้วยความภาคภูมิใจ

อุทัย เล่าต่อว่า ครั้งสุดท้ายที่ได้ขับลิฟท์ถวายพระองค์ท่าน คือตอนเข็นพระบรมศพลงมาทางลิฟท์ตัวที่ 7 จากชั้น 16 ลงมาที่ชั้น บี 2 ตนใส่ชุดเครื่องแบบรปภ.เต็มยศพร้อมถุงมือ และตั้งใจปฏิบัติหน้าที่เต็มที่ จนเมื่อรถเข็นของพระองค์ท่านเสด็จออกจากลิฟท์ไปนั้น ตนก้มลงกราบ

และกลับเข้าไปในลิฟท์ร้องไห้ออกมาทันที กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะจากที่เมื่อก่อนถวายงานทุกวัน จนวันนี้วันที่ท่านไม่อยู่แล้ว รู้สึกว้าเหว่ ถือเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ถวายงานรับใช้พระองค์ท่าน โดยหลังจากนี้ตั้งใจจะเก็บถุงมือที่ถวายงานมาใส่กรอบไว้ให้ลูกหลานได้ดูต่อไป

วันนี้แม้ไม่มี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชแล้ว

แต่ภาพความประทับใจ และคำสอนของพระองค์ท่าน จะฝังอยู่ในทรงจำของบุคคลที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเคยถวายงานรับใช้พระราชาที่มีคนรักมากที่สุดในประเทศไทย

(ขอบคุณข้อมูล เรื่องและภาพ จากข่าวสดออนไลน์)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ปฏิรูปประเทศกันแบบไหนหนอ.. จึงทำให้ คนดี ไม่มีที่ยืนในสังคมเสียแล้ว ?

ตามที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครเป็น ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (ผู้ว่าฯ สตง.)ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ผลปรากฎว่า ในบทเฉพาะกาลของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว อาจมีผลให้นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีต ผู้ว่าฯ สตง.ที่เพิ่งพ้นตำแหน่ง หมดโอกาสลงสมัครเข้ารับการคัดเลือกอีกครั้งหนึ่ง

เรื่องนี้ สำนักข่าวอิศรา ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ อดีตผู้ว่าฯ สตง. ผมอ่านแล้วเห็นว่า การให้สัมภาษณ์ของ อดีต ผู้ว่าฯ สตง.เป็นเรื่องที่สังคมควรรับทราบ

จึงขออนุญาตสำนักข่าวอิศรา นำบทสัมภาษณ์นั้นมาเผยแพร่ที่นี่ในวันนี้ เพื่อให้ท่านผู้มีเกียรติได้ร่วมพิจารณาครับ

1astmo1

ต้นเหตุแห่งปัญหา

เนื่องจากผลการตีความ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเนื้อหากำหนดข้อห้ามไม่ให้บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ สตง. มาลงสมัครอีก ส่วนการที่ นายพิศิษฐ์ ระบุว่า ลงสมัครรับการสรรหาเป็นผู้ว่าฯ สตง. โดยยึดตามคำสั่ง คสช.ที่71/2557 นั้น ไม่น่าจะถูกต้องเพราะพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ มีศักดิ์สูงกว่ากฎหมายหรือ พ.ร.บ.ทั่วไป รวมถึงมาตรา 44 ในคำสั่งคสช.ด้วย

ขณะที่ นายพิศิษฐ์ ยืนยันที่จะไม่ถอนตัว พร้อมระบุว่า ตนเองยังมีสิทธิลงสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ว่าฯ สตง.ได้สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org มีโอกาสพูดคุยกับ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส เพื่อสอบถามถึงข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการตัดสินใจลงสมัครรับการสรรหาเป็นผู้ว่าฯ สตง.อีกหนึ่งสมัย อย่างเป็นทางการ

นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป คือ เหตุผลจากปากคำของ อดีตผู้ว่าฯ สตง.รายนี้

@ ทำไมต้องการลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ สตง.อีกครั้ง?

“แล้วทำไมผมถึงลงสมัครไม่ได้ละ? ผมอยากจะถามกลับประโยคนี้มาก โดยเฉพาะในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ที่ปรากฎข่าวว่า ผมหมดสิทธิลงสมัครผู้ว่าฯ สตง.แล้ว ทั้งที่ ผมทำตามขั้นตอนการลงสมัครทุกอย่าง ผมตรวจสอบคุณสมบัติผมตามประกาศของ คตง.(คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน) ที่ลงประกาศรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหา ผู้ว่าฯ สตง. คนใหม่ไว้ รวมถึงอำนาจตามคำสั่ง คสช.ที่ 71/2557 ด้วย ผมตรวจสอบดูแล้ว ไม่ได้เขียนห้ามอะไรไว้เลย คุณสมบัติผมครบทุกอย่าง”

@ แต่สนช.หลายคน ออกมายืนยันว่า หมดสิทธิลงสมัครตามร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“เรื่องนี้ ขึ้นอยู่กับการตีความทางกฎหมาย  เป็นเรื่องของการตีความตามกฎหมาย แต่สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ กฎหมายใหม่ยังไม่ออกมาเป็นทางการ การสมัครเป็นผู้ว่าฯ สตง. ของผมเกิดขึ้นในปัจจุบัน เกิดขึ้นก่อนที่กฎหมายใหม่จะออกมา และผมก็ทำตามอำนาจประกาศคสช.ที่ 71/2557 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน การที่ไปตีความกฎหมายใหม่แล้วระบุให้มีผลย้อนหลังด้วย แล้วมาบอกว่า ผมหมดสิทธิลงสมัครแล้ว เขาห้ามแล้ว แบบนี้มันถูกต้องหรือ การพิจารณากฎหมายลักษณะนี้ ถูกต้องแล้วใช่ไหม”

@ ขอถามย้ำทำไมต้องการลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ สตง.อีกครั้ง?

“ผมทำงานที่สตง.มาหลายสิบปีแล้ว ที่นี่เป็นเสมือนบ้านของผม เมื่อผมยังมีกำลังกาย กำลังใจ ที่สามารถทำงานให้กับบ้านของผม ให้กับประเทศชาติได้ ไฟในตัวผมยังไม่หมด ผมก็คิดว่าผมยังน่าจะทำงานต่อไปได้ และอย่างที่บอกไป กฎหมายคุณสมบัติตามประกาศคตง.ที่เปิดรับสมัคร รวมถึงประกาศคสช. ก็ไม่ได้ห้าม ผมจึงตัดสินใจลงสมัคร”

“ส่วนจะได้เป็นต่อหรือไม่ได้เป็นต่อ ก็แล้วแต่ผลของการสรรหา ผมไม่ใช่คนตัดสิน ถ้าผมไม่มีผลงานไม่มีประสบการณ์ ทำงานอะไรไม่ได้ มานั่งๆ นอนๆ ทำงานในระบบราชการเช้าชามเย็นชามไปวันๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกผม นั้นคือความจริงที่ต้องพิสูจน์กัน แต่ไม่ควรที่จะใช้การตีความกฎหมาย ในลักษณะแบบนี้ มาจัดการกับผม ทั้งที่ยังไม่ได้ทันพิสูจน์ตัวเองในขั้นตอนการสรรหา แล้วมาบอกว่าผมหมดสิทธิลงสมัครแบบนี้ ผมว่ามันไม่ถูกต้อง ทำไมจะต้องทำอะไรกันแบบนี้ด้วย มันเป็นธรรมกับผมแล้วหรือ”

@ เคยให้สัมภาษณ์ว่า ถูกสกัดกั้น?

“สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มันทำให้คิดไปได้แบบนั้น  มันพอจะเห็นได้อยู่ เพราะตอนนี้ยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่า สตง. แต่กลับอบกว่า กฎหมายให้ย้อนไปถึงผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ จึงพอทราบเจตนารมณ์อยู่ ซึ่งกฎหมายลักษณะนี้ในทางวิชาการไม่เคยเกิดขึ้น แต่ผมไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมต้องมาสกัดกั้น ตลอดการทำงานทั้งชีวิตทุ่มเทให้กับการทำหน้าที่ โดยไม่คำนึงว่าจะกระทบกับใครเป็นการเฉพาะ คิดถึงแต่การดูแลเงินของแผ่นดิน ผมทำงานของผมแบบนี้มาตลอด ทำไมหรือ ถ้าผู้ว่าฯ สตง. ยังชื่อพิศิษฐ์ อยู่ จะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น จะมีใครทำอะไรกันไม่สะดวก เพราะขออะไรไม่ได้หรือ”

@ คิดว่ามีเหตุผลอะไรทำไมถึงถูกสกัดกั้น?

“ผมไปตอบแทนความคิดใครไม่ได้หรอก แต่จริงๆ ผมก็อยากถามเหมือนกันว่า ทำไมถึงไม่อยากให้ผมเป็นผู้ว่าฯ สตง.ต่อ  เพราะในช่วงเวลาที่ผมทำหน้าที่เป็นผู้ว่าฯ สตง. อยู่ ผมพยายามวางรากฐานงานตรวจสอบของสตง.ให้มีความเข้มแข็ง มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก ไม่ทำงานแบบตั้งรับ งานตรวจสอบทุจริต ต้องมีต้องป้องและปราม และปรามด้วย เราให้ความสำคัญกับการรักษาดูแลรักษาผลประโยชน์ รักษาเงินแผ่นดิน ไม่ให้ใครมาแสวงหาผลประโยชน์เอาไปใช้โดยไม่ถูกต้อง”

“หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่ง สำหรับคนที่จะมาเป็นผู้ว่าฯ สตง. ต้องตระหนัก จำให้ขึ้นใจ คอยเป็นหลักให้เจ้าหน้าที่ข้าราชการ สตง.ทุกคน คือ เงินแผ่นดิน เป็นเงินภาษีประชาชน เงินทุกบาททุกสตางค์จะต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด และเราเป็นผู้มีหน้าที่ในการปกป้องดูแลรักษาเงินแผ่นดิน ต้องวางรากฐานการทำงานให้มั่นคงให้ได้ และผมคิดว่ามันเป็นภารกิจสำคัญ ทำให้ผมตัดสินใจที่จะสานต่องานนี้ให้สำเร็จ  เมื่อถึงเวลาที่ผมต้องไปจากที่นี้ จะได้ไม่ได้อะไรติดค้างใจ ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างมันกำลังจะเป็นไปแบบนั้น แม้ว่าที่ผ่านมา เราจะถูกต่อว่าจากหน่วยงานรับตรวจต่างๆว่า เข้มงวดไป  แต่เราก็ต้องทำ เพราะมันเป็นหน้าที่เรา ส่วนหน้าที่สำคัญของหน่วยงานรับตรวจที่ต้องทำ คือ เขาก็ควรยอมรับการตรวจสอบด้วย ถ้าคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่ถูกต้องไม่มีปัญหาจะกลัวไปทำไม”

“ส่วนที่ไปพูดกันว่า สตง.ไม่กล้าไปแตะต้องทหาร ไปเป็นสารฟอกขาวให้ ผมว่าคนที่พูดแบบนี้ เพราะเขาไม่สนใจที่จะฟังเหตุผลอะไรเลย คิดเอาสนุกกันอย่างเดียว รู้ได้อย่างไร ว่าเราไม่ตรวจ ไม่กล้าทำอะไร เราตรวจทุกหน่วยงาน เป็นมาตรฐานเดียวกันหมด ถ้ามันไม่เจออะไรผิดปกติ แล้วจะไปเอาผิดได้อย่างไร  งานตรวจสอบเราจะไปทำเอาสนุก ทำตามใจตัวเอง หรือกระแสสังคมไม่ได้ เราต้องยึดหลักความจริง  ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ยึดหลักฐานเอกสารต่างๆเป็นที่ตั้ง ซึ่งในส่วนงานจัดซื้อของกองทัพมีหลายโครงการ ที่สตง.ติดตามดูแลอยู่ มีปัญหาอะไร เจออะไรไม่ถูกต้อง เราต้องดำเนินการตามหน้าที่อยู่แล้ว”

@ การลงสมัครผู้ว่าฯ สตง. ครั้งนี้ เป็นเพราะยึดติดกับตำแหน่งหน้าที่ ไม่อยากปล่อยว่างอำนาจ?

“ผมไม่เคยยึดติดกับตำแหน่งหน้าที่ หรืออำนาจ เพราะผมเห็นกรณีแบบนี้มาเยอะแล้ว คนเราเมื่อถึงเวลาต้องไปมันก็ต้องไป เราอยู่ไปตลอดไม่ได้หรอก ผมรู้ตัวรู้เวลาของผมดี แต่อย่างที่บอกไป เหตุผลที่ผมลงสมัคร เพราะคิดว่าเรายังทำงานต่อไปอีกระยะ และไปดูกฎหมายดูคุณสมบัติตามประกาศคตง.ที่ออกมา และคำสั่งคสช. เขาไม่ได้ห้ามอะไร และเราคิดว่ายังมีกำลังกายกำลังใจอยู่ ยังมีไฟในการทำงานอยู่แล้ว ก็สมัคร ส่วนจะได้หรือไม่ได้ ผมไม่ใช่คนตัดสิน ถ้าไม่ได้ ก็ไม่ต้องทำ”

“ความจริงมันควรจะเป็นแบบนี้ แต่นี่ยังไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้พิสูจน์ตัวเอง แล้วมาบอกว่า ผมหมดสิทธิแล้ว ไปเอากฎหมายใหม่ มาโยงมาบังคับ ให้นับรวมของเก่า ด้วย แบบนี้มันถูกต้องหรือ ก็คงต้องถามกลับไปอีกว่า ทำไมต้องทำกันแบบนี้ ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป นี่จะถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่เราตีความกฎหมายกันแบบนี้ ส่วนผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจะติดสินพิจารณาอย่างไรกับเรื่องนี้ ก็สุดแล้วแต่ ผมไปทำอะไรไม่ได้ ผมทำดีที่สุดของผมแล้ว”

@ ยังยืนยันที่จะไม่ถอนตัว?

“ผมสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด ผมเคารพหลักของกฎหมาย เคารพการตีความทางกฎหมายที่ถูกต้อง  การลงสมัครครั้งนี้ ผมคิดว่าผมมีคุณสมบัติเพียงพอ ถ้าประสบการณ์ผลงานที่ผ่านมา ผมไม่ดี นั่งทำงาน แบบเช้าชามเย็นชาม ไปวันๆ ถ้าคนที่เห็นคุณค่าของเงินแผ่นดิน และคิดอยากจะปกป้องมัน ไม่มีความหมายไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีแล้ว สำหรับประเทศไทย ในช่วงการปฏิรูปประเทศ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกผม กลับมาทำงานผู้ว่าฯ สตง.อีก”

“ขอเรียนยืนยันตรงนี้ ว่า การมาสมัครผู้ว่าฯ สตง. ของผม ก็เพื่อจะเอาความรู้ประสบการณ์ที่มีมารับใช้สตง.และสังคมประเทศชาติ รักษาประโยชน์เงินแผ่นดินตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน มิได้มุ่งหวังต้องการลาภยศสรรเสริญเป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน เพราะสำหรับผมเรื่องลาภยศตำแหน่งนั้นละสิ้นไปนานแล้ว”

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ขอแสดงความยินดีกับ ดร.อภิชาติ ดำดี ที่ปรึกษามูลนิธิบุคคลพอเพียง ครับ

วันก่อน ดร.อภิชาติ ดำดี ที่ปรึกษามูลนิธิบุคคลพอเพียง นักพูดระดับปรมาจารย์แห่งยุค ได้บันทึกเรื่องราวที่น่าภาคภูมิใจไว้ใน เฟซบุ๊กส่วนตัวของท่าน ผมอ่านแล้วรู้สึกปลิ้มปิติยินดีที่ท่านได้ใช้ความสามารถทางด้านกาพย์กลอน เขียนบทกวีชื่อ “ถามจันทร์” ที่กินใจเอาไว้ และได้รับเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรม ดังบันทึกของท่านดังนี้…

นับเป็นเกียรติประวัติอีกครั้งหนึ่งในชีวิต ที่บทกวี “ถามจันทร์” ได้เป็นส่วนหนึ่งในหนังสือ “พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย” ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้จัดทำขึ้นเป็น ๑ ใน ๑๑ รายการ หนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย…

โดยหนังสือเล่มนี้อยู่ในโครงการ “กานท์กวีคีตการ ปวงประชาน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร” ที่มีคณะกรรมการคัดเลือกบทกวีนิพนธ์ที่รวบรวมมาจากประชาชนที่แต่งกลอนแสดงความอาลัยถวายในหลวง รัชกาลที่ ๙ หลังสวรรคต กว่า ๑๐,๐๐๐ ผลงาน คัดเลือกเหลือ ๑๘๙ ผลงาน จัดพิมพ์ในหนังสือพร้อมภาพประกอบที่คัดเลือกจากภาพกว่า ๒๐,๐๐๐ ภาพที่ประชาชนช่างภาพจิตอาสาส่งมาให้กระทรวงวัฒนธรรม

บทกวี ถามจันทร์

คนแล้ว คนเล่า จันทร์เจ้าขา
หลั่งน้ำตา ร้องไห้ ใต้เงาโสม
แม่คงคา รายรอบ ปลอบประโลม
ยินประโคม ย่ำยาม ครั่นคร้ามใจ

วันแล้ว วันเล่า จันทร์เจ้าขา
รู้ไหมว่า ทรงงาน หนักเพียงไหน
ระยะทาง เสด็จเยี่ยม พสกไทย
นั้นยาวไกล กว่าโลก ถึงดวงจันทร์

คืนแล้ว คืนเล่า จันทร์เจ้าขา
รู้ไหมว่า ดาวโลก ยังโศกศัลย์
ด้วยอาลัย ในพระองค์ ผู้ทรงธรรม์
กี่คืนวัน ยากนัก จักทำใจ

มองจันทร์ เห็นกระต่าย ยายกับตา
จึงถามว่า ในหลวง ท่านอยู่ไหน
ยินคำตอบ ลอยมา จากฟ้าไกล
ทรงอยู่ใน ใจทุกดวง ของปวงชน…

(อภิชาติ ดำดี ประพันธ์ ในคืนวันลอยกระทงของปี ๒๕๕๙)

อภิชาติ ดำดี
๒๐ ตค. ๒๕๖๐

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ชาวนาที่อยากเป็นไท ควรไปศึกษาเรียนรู้ ศาสตร์พระราชาที่นี่

30

ภาณุมาศ ทักษณา

สัปดาห์นี้ ผมเขียนถึง “อาจารย์ยักษ์” ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้น้อมนำศาสตร์พระราชา ที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ พระราชทานไปสร้างปราชญ์ชาวบ้าน รวม 3 ตอน แล้วก็หยุดไป

ปรากฏว่า มีผู้ที่สนใจ และเพิ่งเคยรู้จัก “อาจารย์ยักษ์” สอบถามผมว่า อาจารย์ยักษ์ได้นำศาสตร์พระราชาไปทำอย่างที่พูดหรือไม่ หากทำผลเป็นอย่างไรบ้าง ฯลฯ

แสดงว่า ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มิได้เป็นเกษตรกรหรือติดตามข่าวเกษตร ยังคลางแคลงใจว่า ศาสตร์พระราชาที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ พระราชทานนั้น ทำได้จริงหรือ ?

168

เรื่องนี้ ผมไม่ตำหนิผู้ที่ถามมานะครับ แต่ในฐานะที่ทำข่าวเกษตรมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผมขอยืนยันว่า ศาสตร์พระราชา คือ ต้นแบบในการพัฒนาการเกษตรครับ

และผู้ที่จะยืนยันในเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ “อาจารย์ยักษ์” ผู้สร้าง มหาลัยคอกหมู และตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ที่จังหวัดชลบุรีครับ

166

ผมเคยเดินทางไปดูงานที่นั่น และจากการสอบถามผู้ที่ทำงานอยู่ใน มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติที่มาบเอื้อง ทำให้ผมทราบว่า ที่ดินแปลงนี้ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.หนองบอนแดง อ.บ้านบึง จังหวัดชลบุรี นั้น

เดิมเป็นของพี่สาวอาจารย์ยักษ์ที่ปลูกอ้อยปลูกมันสำปะหลังจนดินหมดอาหาร อาจารย์ยักษ์จึงนำเอาศาสตร์พระราชา ที่ตัวเองเคยเห็นกับตา เคยจด เคยบันทึก และเคยทำรายงานถวายในหลวง รัชกาลที่ ๙ มาใช้ที่นี่เป็นแห่งแรก…

อาจารย์ยักษ์ เล่าให้นักข่าวมติชนฟังว่า หลังจากรับราชการเป็นถึง ผู้อำนวยการกองประเมินผลงาน สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้ว ได้ตัดสินใจลาออกจากราชการ

163

ท่านบอกว่า การทำงานในระบบราชการ มันแก้ไม่ทันปัญหา ปัญหาวิ่งด้วยอัตราเร็ว 120 แต่ระบบราชการวิ่งได้ 60 …ปัญหาชาวบ้านมีอยู่เต็มประเทศ …จึงต้องออกมาสร้างระบบเอง

อาจารย์ยักษ์เริ่มนำศาสตร์พระราชาที่รับพระราชทานมาผลิตเอนไซม์สมุนไพรธรรมชาติใช้กันเองในนาข้าว พืชชนิดอื่น ๆ ทั้งพืชผักและไม้ผล รวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วย

167

หลังจากพิสูจน์ว่า ทำอย่างปฏิบัติและได้ผลจริง อาจารย์ยักษ์ จึงเผยแพร่ความรู้ที่ได้จากการทำเองให้เกษตรกรที่สนใจ ขณะเดียวกันก็ยังค้นคว้าและวิจัยทำสมุนไพรไล่แมลง

อาจารย์ยักษ์เล่าว่า พอทำประสบความสำเร็จคนก็เชื่อ พอชาวบ้านมีปัญหา เราก็ลงไปแก้ปัญหาให้ทันที โดยช่วยแบบคนจน ไม่ต้องเขียนโครงการ ไม่ต้องมีงบประมาณ

“แต่นำสิ่งที่พระองค์รับสั่งให้แก้มาเรียนรู้ มาหาข้อมูลเพิ่มเติมให้เหมาะกับภูมิสังคม ไม่ได้ลอกมาทั้งดุ้น แต่ดูว่าภูมิศาสตร์เป็นอย่างไร สังคมเป็นอย่างไร” .. นั่นคือคำยืนยันจากอาจารย์ยักษ์

สำหรับเกษตรกรที่ต้องการเรียนรู้ศาสตร์พระราชาภาคปฏิบัติ ในสถานที่จริง กรุณาติดต่อไปตามที่อยู่ดังนี้ครับ

เลขที่ 114/1 หมู่ 1 ต.หนองบอนแดง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี 20170

โทรศัพท์  038-263-078, 081-863-9703 โทรสาร  038-263-078

อีเมล์  salisajoyce@gmail.com

เว็บไซต์ www.agrinature.or.th

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ข่าวดี สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา หากแปรรูปเป็น “หมอน” จะเพิ่มมูลค่าได้อย่างมหาศาล !

28

ภาณุมาศ ทักษณา

ชื่อบทความวันนี้ เป็นบทสรุป ที่ผมได้จากการฟัง รายการ กู๊ดมอร์นิ่งอาเซียน ทางสถานีวิทยุ F.M.คลื่น 100.5 ของ อสมท.ขณะขับรถมาทำงานครับ

ทุกเช้าวันศุกร์ 7.00 น.ถึง 7.30 น.เป็นคิวของ รศ.ดร.อัทธ์  พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

วันนี้ อาจารย์อัทธ์ พูดเรื่อง ขายหมอนยางพาราในจีน เป็นการเก็บตกจากการไปบรรยายเรื่องกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ยางพาราไทย 4.0 ให้กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ที่ทำผลิตภัณฑ์ยางพารา ฟังที่หาดใหญ่

155

ผมฟังอาจารย์อัทธ์ พูดจนต้องจอดรถข้างทางเพื่อจดประเด็นสำคัญ ๆ เอาไว้เพื่อนำมาเขียนให้ท่านมิตรรักที่เป็นเกษตรกรชาวสวนยางพาราได้รับทราบ เพราะเห็นว่าเป็นข่าวดี

อาจารย์อัทธ์ เล่าว่า จากการเดินทางไปทำวิจัยที่ประเทศจีนทำให้ทราบว่า ตลาดหมอนที่ผลิตจากยางพาราของไทยเป็นที่ต้องการของชาวจีนมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังผลิตไม่พอความต้องการ

157

“ปัจจุบันคนจีนใช้หมอนยางพารา 4% ของประชากรทั้งประเทศ คาดว่าอีก 5 ปีคนจีนจะต้องใช้หมอนยางพาราถึง 15 % ของประชากรทั้งหมด โดยเฉพาะประชากรในมณฑลกวางตุ้ง ฝูเจี้ยน เจ้อเจียง เป็นต้น

ซึ่งผู้ผลิตหมอนยางพาราไทยไปขายในจีนขณะนี้  80 % เป็นโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป และอีก 20 % เป็น กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และและสหกรณ์ ที่ยังผลิตได้น้อย

ที่ขายในตลาดจีนในขณะนี้ อาจารย์อัทธ์บอกว่าเป็น หมอนยางพารา “ตะลุงลาเท็กซ์” ของสหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหา และ “โนรา” ของบ้านพังดาน จังหวัดพัทลุง และ “หนองครก” จังหวัดตรัง

154

อาจารย์อัทธ์ บอกว่า ด้วยคุณสมบัติที่ดีทำให้มีผู้ค้าในประเทศจีน ต้องการนำไปจำหน่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งท่านมีรายชื่อของกลุ่มพ่อค้าจีนอยู่ในมือ จึงอยากสนับสนุนในเรื่องนี้

ทุกวันนี้ การปลูกยางพารามิได้มีแต่ในภาคใต้เท่านั้น แต่สามารถปลูกได้ทั้งในภาคเหนือและภาคอีสานด้วย และในบางปีหากเป็นที่ต้องการของตลาดโลกราคายางพาราก็จะสูง

156

แต่ถ้าปีใดยางพารามีปริมาณมากเกินต้องการ ราคายางพาราก็ตกจนน่าใจหาย เมื่อฟังที่อาจารย์อัทธ์พูดแล้ว ผมมองเห็นว่าเกษตรกรชาวสวนยางน่าจะรวมตัวกันแล้วลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปยางเป็นหมอนนะครับ

เพราะนอกจากจีนจะต้องการซื้อแล้ว อาจารย์อัทธ์ยังบอกด้วยว่าหากเราผลิตให้ได้มาตรฐานที่เยอรมนีกำหนด ก็จะสามารถส่งขายได้ทั่วโลก

สำหรับท่านที่สนใจ กรุณาเปิดรายการกู๊ดมอร์นิ่งอาเซียน ประจำวันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม 2560 ช่วงสนทนากับ รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ฟังย้อนหลังนะครับ

ผมฟังแล้วชอบ จนอดที่จะนำมารายงานให้ท่านผู้มีเกียรติ ที่อาจจะพลาดไม่ได้ฟังรายการดังกล่าวไม่ได้ครับ ฟังอาจารย์อัทธ์พูดแล้วมองเห็นอนาคตยางพาราไทยเลยทีเดียว

หรือ หอการค้าจังหวัดไหน มีเกษตรกรปลูกยางพารามาก ๆ จะเชิญอาจารย์อัทธ์ ไปบรรยายก็ยิ่งจะได้ประโยชน์เพราะสามารถซักถามได้ – ลองติดต่อกันดูนะครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

แผนที่เดินดินชุมชน คือศาสตร์พระราชา ที่คนไทยควรศึกษา เพื่อแก้ปัญหาน้ำ

28

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมได้เขียนถึงศาสตร์พระราชา ที่ ในหลวง รัชกาลที่ ๙  พระราชทาน ผ่านพระราชดำริ และพระราชดำรัส ซึ่งเป็นนามธรรมมาแล้วหลากหลายเรื่องราว

และได้แสวงหาสัมฤทธิผลที่เกิดจากการน้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ไปปฏิบัติของชาวบ้านมานำเสนอให้เป็นเป็นรูปธรรมอยู่เนื่อง ๆ

วันนี้ 19 ตุลาคม 2560 หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ได้รายงานเรื่อง ศาสตร์พระราชา แก้ปัญหาน้ำในชุมชน ผมอ่านแล้วเห็นว่าเป็นตัวอย่างที่มีค่าอย่างยิ่ง

ในรายงานชิ้นดังกล่าว ได้บอกเล่าให้ทราบว่าในอดีต ชุมชน 3 หมู่บ้านใน 2 อำเภอของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่อยู่รอบ ๆ อ่างเก็บน้ำนาวัลเปรียง มักจะก่อเหตุแย่งชิงน้ำกัน

เนื่องจากอ่างเก็บน้ำนาวัลเปรียง อันเนื่องมาจากรพระราชดำรินี้ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ครอบคลุมพื้นที่ 1,900 ไร่เป็นดินร่วนปนทรายและราบเอียงไม่สามารถเก็บกักน้ำได้

149

ในปี 2530 ทางการจึงเข้าไปปรับปรุงจนอ่างสามารถเก็บน้ำได้  แต่ก็ไม่มีผู้ใดดูแลรักษา ทำให้บางปีเกิดการแย่งชิงน้ำใช้ เนื่องจากชุมชนได้ขยายพื้นที่เกษตรกรรมมากขึ้น

ปี 2553 สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย( สกว.) จึงยื่นมือเข้าไปให้ความรู้แก่ชาวบ้าน โดยจัดทำ “แผนที่เดินดินของชุมชน” สอนให้ชาวบ้านศึกษาถึงการใช้ประโยชน์จาก ดิน น้ำเพื่อการเพาะปลูกตามแนวพระราชดำริ

โดย สกว.ได้เข้าไปสอนให้ชาวบ้านในชุมชนเรียนรู้การทำงานวิจัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและดิน ด้วยการสอนให้รู้จักใช้ “แผนที่เดินดินของชุมชน”

สอนชาวบ้านให้ศึกษาการใช้ประโยชน์ของดิน ที่เชื่อมโยงกับน้ำในมิติต่าง ๆ รวมทั้งการเก็บข้อมูลปริมาณน้ำฝน ที่มาของแหล่งน้ำ เส้นทางน้ำ แล้วนำมาวิเคราะห์ว่าจะใช้ประโยชน์กับการเพาะปลูกอย่างไร

148

เรื่องนี้ คุณณรงค์ ง้ำตั้ว อดีตผู้ใหญ่บ้านหนองแก หนึ่งในคณะกรรมการบริหารกลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำนาวัลเปรียง เล่าผ่านรายงานเรื่องนั้น ว่า

“จากการที่เราเคยเห็นเวลาพระองค์ทรงงานจะทรงถือแผนที่อยู่ในมือตลอดเพื่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ เราจึงน้ำนำแนวทางทรงของพระองค์ท่านมาประยุกต์ใช้ในการจัดทำแผนที่เดินดิน

โดยชุมชนได้ร่วมกันลงพื้นที่สำรวจ จดบันทึกข้อมูลทางกายภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงข้อมูลชนิดของพืชที่ปลูก จำนวนสัตว์ที่เลี้ยง ตลอดจนชนิดของดิน เส้นทางนำไหล แล้วนำมาวิเคราะห์

เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณทวี ปัญญาหาญ หนึ่งในทีมนักวิจัยชาวบ้านบอกว่า ตนเองและชาวบ้านไม่เคยทำวิจัยมาก่อน จนกระทั่งปี 2553 สกว.ได้เข้ามาให้ความรู้ในเรื่องนี้

150

นับจากนั้นชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ อ่างเก็บน้ำนาวัลเปรียง จึงได้มีการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ ต่อมาชาวบ้านจึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และแนวคิดในการใช้น้ำอย่างเป็นระบบมากขึ้น

นั่นคือ น้อมนำแนวพระราชดำริเกี่ยวกับเกษตรทฤษฏีใหม่มาประยุกต์ใช้ เช่น เปลี่ยนจากการปลูกพืชใช้น้ำมากเป็นปลูกพืชใช้น้ำน้อย และมีการขุดบ่อเพื่อเก็บกักน้ำในชุมชนเพิ่มขึ้นกว่า 60 แห่ง

…นี่คือ รูปธรรม ของการที่คนไทยได้น้อมนำศาสตร์พระราชา ของในหลวง รัชกาลที่ ๙  ไปปฏิบัติจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ที่ผมภูมิใจในการนำมารายงานให้ทราบอีกเรื่องหนึ่งครับ !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พูดถึงการแก้ปัญหาน้ำของรัฐบาล !

145

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมถูกตั้งข้อสังเกตจากผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือว่า เขียนบทความเกี่ยวกับน้ำท่วม เหมือนดูหมิ่นดูแคลน ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าไม่มีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาน้ำ

แม้ว่าบทความที่เขียน จะเป็นความตั้งใจที่ดีต่อรัฐบาล และก็ควรให้เวลารัฐบาลในการทำงานบ้าง เพราะปัญหาของบ้านเมืองมีหลายปัญหาและหมักหมมมานานมาก

เพื่อความเป็นธรรม จึงอยากให้ผมเปิดใจให้กว้าง และควรรับฟังเหตุผลของท่านบ้าง ว่าท่านและรัฐบาลได้ทำหรือกำลังจะทำอะไรเพื่อแก้ปัญหานี้

ได้ยินแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงกราบขออภัยท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลของท่านครับ

วันนี้ จึงขอนำสาระสำคัญของคำให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงการแก้ปัญหาน้ำของท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2560

มานำเสนอให้ท่านผู้มีเกียรติและมิตรรักในเฟซบุ๊กได้รับทราบทั่วกันว่า รัฐบาล คสช.มีแนวทางในการแก้ปัญหาน้ำอย่างไร ดังนี้ครับ

“วันนี้ รัฐบาลมีแผนงานที่เสนอพิจารณาในเรื่องการตัดตอนน้ำในภาคเหนือ ทำเส้นทางรับน้ำในตะวันตก ตะวันออก ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก มีการศึกษารายละเอียดมานานพอสมควรแล้ว

แต่ติดปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดิน การใช้งบประมาณในการเยียวยา ซึ่งใช้งบประมาณสูง

รัฐบาลทำทุกอย่างที่ผ่านมา ทั้งการเก็บกักน้ำ การระบายน้ำ การส่งน้ำ โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้มากที่สุด เพราะการใช้งบจำนวนสูง ๆ หลายหมื่นหลายแสนล้าน มันจะต้องใคร่ครวญให้ดี ไม่ใช่รัฐบาลไม่คิดอะไรเลย

ท่านว่าผมมีแผนมากมายที่จะต้องทำในแผนการบริหารจัดการน้ำของ คสช. ของรัฐบาล มีแผนยุทธศาสตร์ชัดเจน ไม่มีอะไรที่ทำเร็จและได้เลยทันที เพราะหมักหมมมายาวนา ต้องแก้ไป ไม่ได้นิ่งนอนใจ

ทั้งเรื่องการเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนภัย ผู้ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำที่รับผลกระทบ วันนี้อาจจะมีฝนลงมา ต้องแยกแยะ ระหว่างเมื่อมีพายุแล้วจะเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าไม่มีพายุแล้วมีความชื้นขึ้นมา ทำให้ฝนตกมากนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

ไม่มีทางที่ประเทศไทยจะไม่มีน้ำท่วมขัง จะไม่มีน้ำที่รอการระบาย มันเป็นไปไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้รื้อระบบทั้งหมด ไม่ว่าจะเรื่องผังเมือง เรื่องระบบท่อ เรื่องระบบระบายน้ำ เรื่องขยะอุดตัน ก็แก้กันมาตลอด”

ท่านพูดด้วยว่า “จะเห็นว่า พอน้ำท่วมแล้วน้ำลด ขยะก็จะเต็มไปหมด ขยะมาจากไหน มาเองหรือมากับฝน ก็มาจากเราที่เอาไปทิ้ง จะไปโทษคนเก็บอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะเก็บไม่หมด ถ้าทุกคนทิ้งเลอะเทอะแบบนี้

ไม่ใช่ปัดความรับผิดชอบ รัฐบาลทำทุกอย่าง เดี๋ยวจะให้รู้ ว่ารัฐบาลทำอะไร เคยศึกษาหรือไม่ แผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ไม่สนใจ แล้วไปจับประเด็นมาตี เดี๋ยวจะแถลงให้ชัดเจนขึ้น เรามีทั้งการบริหารจัดการเรื่องน้ำท่าและน้ำฝน น้ำเหนือเขือน น้ำใต้เขื่อน ฉะนั้นการที่มีน้ำท่วมขังในปี 54 มันก็อีกเรื่อง”

นายกฯ บอกว่า “วันนี้ ระบายน้ำทั้งตะวันตกตะวันออกมาโดยตลอด ถึงเวลาที่อั้นไม่ไหวก็ปล่อยออกมาบ้าง ไม่อย่างนั้นจะท่วมแบบปี 54 นี่ เรียกการบริหารจัดการน้ำ เข้าใจไหม…

ไม่ใช่เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ทำอุโมงค์ส่งน้ำ ทำคลองผันน้ำตะวันตก ตะวันออกร้อยกว่ากิโลเมตร มันเป็นเงินเท่าไหร่ แล้วใช้ได้ไหม ประชาชนจะยอมไหม นี่คือปัญหาที่เจออยู่”

อีกตอนหนึ่ง ท่านบอกว่า ขอให้เข้าใจวิธีการทำงานด้วย ไม่ใช่นึกจะทำอะไรก็ทำ เพราะทุกอย่างไม่เป็นไปตามผังเมืองที่ผ่านมา ผมไม่ได้ว่าใคร กรุณาไปดูด้วย ท่านก็มาโทษรัฐบาลนี้ตลอดเวลา

ท่านทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยว่า “ผมจะทำให้เกิดความชัดเจนขึ้น และเราต้องร่วมมือกัน” ... ก็เป็นอันว่า เข้าใจตรงกันนะครับ พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน  ส่วนจะร่วมมือกันอย่างไรนั้น ท่านไม่ได้บอกไว้ครับ

เมื่อได้ฟังท่านอธิบายความเกี่ยวกับการทำงานเกี่ยวกับน้ำอย่างเต็มที่แล้ว เชื่อว่าพ่อแม่พี่น้องคงจะรู้สึกอบอุ่นใจและคลายความวิตกกังวลในเรื่องน้ำครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เสนอ ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ…เข้ามาทำไม ทั้งที่มีกฎหมายนี้อยู่ !

27

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ วันอังคารที่ 17 ตุลาคม 2560 ผมเขียนบทความเรื่อง งานวิจัยเกี่ยวกับน้ำ ที่ทรงคุณค่าแต่ถูกลืม รัฐบาลควรนำมาใช้ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม

อ่านบทความ คลิก งานวิจัยเกี่ยวกับน้ำ ที่ทรงคุณค่าแต่ถูกลืม รัฐบาลควรนำมาใช้ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม

ท้ายบทความ ผมเขียนว่า “ไม่แน่ใจว่า รัฐบาล คสช.จะได้ทราบงานวิจัยนี้แล้วหรือไม่ หากยังไม่ทราบ ผมก็ขอแนะให้ให้ลองหามาศึกษาดูนะครับ”

ช่วงค่ำวานนี้ ผมเขียนข้อความในเฟซบุ๊ก ภาณุมาศ ทักษณา ว่า

“เหมือนมีข้าราชการพลเรือนบางคนบางหน่วย ไม่จริงใจกับ นายกฯลุงตู่ เอาสิงที่มีอยู่แล้ว มา”ย้อมแมว” ขายท่าน พรุ่งนี้ ผมจะแฉเรื่องนี้

ที่ผมเขียนเช่นนั้น เพราะผมได้อ่าน

รายงานการติดตามการดำเนินการ โครงการจัดทำกรอบและประสานการบริหารจัดการน้ำและพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งรายงานสรุปและรายงานหลัก

ทำให้ทราบว่า ประเทศไทยมี สำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มีอักษรย่อว่า สทช.มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 แล้วครับ

แล้วนายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เสนอร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ…..

เพื่อให้มี คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดยเปลี่ยนไปใช้อักษรย่อ ว่า กนช. เข้ามาอีกทำไมหรือ

คุณกำลังหลอกให้รัฐบาล คสช.ของ ท่านนายกฯลุงตู่ หลงเชื่อ ว่ายังไม่มีกฎหมายแบบนี้หรือเปล่า

ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทช.) ก็เคยเสนอให้มี นโยบายน้ำแห่งชาติ

ที่เกิดจากการวิเคราะห์นโยบาย การกำหนดยุทธศาสตร์ และวางแผนเอาไว้ จนคณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นเห็นชอบ

นั่นคือ การกำหนด “วิสัยทัศน์เรื่องน้ำของชาติ” ไว้ว่า

“ภายในปี 2568 ประเทศไทยจะมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพ โดยมีระบบบริหารจัดการองค์กร กฎหมายในการใช้ทรัพยากรน้ำที่เป็นธรรม ยั่งยืน โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิต และการมีส่วนร่วมในทุกระดับ”

141

สรุปได้ว่า วิสัยทัศน์น้ำของชาติ กำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจนให้มีน้ำใช้เพียงพอ เป็นธรรมและยั่งยืน ในปี 2568

นั่นเท่ากับว่า หากมีการดำเนินการตามนั้นมาอย่างต่อเนื่อง อีก 8 ปี (คือ 2568)ทุกอย่างจะลงตัว

แต่ที่ทุกอย่างไม่ลงตัว เพราะหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยงกันทำงาน คือ ต่างคนต่างทำเพื่อหาผลประโยชน์จากน้ำ

เนื่องจาก “น้ำ” ได้กลายเป็น เหยื่อยอันโอชะ ที่ทำให้คน “หากินกับน้ำ” มาได้อย่างยาวนาน ทั้ง กรณีน้ำท่วม และน้ำแล้ง

และ “น้ำ” ได้กลายเป็นปัญหาโลกแตกให้รัฐบาลทุกรัฐบาล รวมทั้งรัฐบาล คสช.ต้องปวดหัวอยู่ในขณะนี้

เพราะเรามีหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำไม่ต่ำกว่า 40 หน่วย (ในรายงานดังกล่าวมี 30 กว่าหน่วย) ในกระทรวงต่าง ๆ

142

ซึ่งผมได้เพียรเขียนรายงานให้ ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กรุณาทราบว่า

แต่ละหน่วยต่างก็ เขียนแผนงานประจำปีว่าจะทำอะไรบ้าง เพื่อขอเงินงบประมาณจากรัฐบาลไปทำ และเมื่อได้รับอนุมัติ แต่ละหน่วยจึงต่างคนต่างทำตามแผนของตัวเอง โดยไม่สนใจหน่วยอื่น

และเขียนบทความเสนอให้ทุกรัฐบาล และรัฐบาล คสช. ของท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ “รวมหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำเป็นหน่วยเดียว”

143

แต่มิได้หมายถึงทำตามที่ นายวรศาสน์ อธิบดีกรมทรัพยากน้ำ กำลังผลักดันนะครับ

วันนี้ ผมจึงมีคำถามถึง นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ อยู่ 2 คำถามดังนี้

1.คุณเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ…. เข้ามาทั้งที่ พระราชบัญญัตินี้ยังมีอยู่ เพื่ออะไรหรือ

หากต้องการให้หน่วยงานของคุณคือ กรมทรัพยากรน้ำ มีอำนาจมากขึ้น ก็น่าจะขอแก้ กฎหมาย เท่านั้นก็ได้

2.คุณให้สัมภาษณ์สื่อทำไมหรือว่า จะมีการเก็บค่าน้ำจากเกษตรกร ทั้ง ๆ ที่ในร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ…. มิได้พูดถึงเรื่องค่าน้ำแต่อย่างใด

ถามจริง ๆ คุณคิดอย่างไรกับ รัฐบาล คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือครับ ?

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

หลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ ๙ คือ คน ดิน น้ำ ป่า และอาชีพ จากคำบอกเล่าของ “อาจารย์ยักษ์” !

144

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมได้นำเสนอบทสัมภาษณ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ ของหนังสือพิมพ์มติชน รายวันมา 2 ตอนแล้ว วันนี้จะเสนอต่อที่ 3 ว่าด้วยเรื่อง หลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ครับ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง คลิกตามลิงค์ด้านล่าง

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร “อาจารย์ยักษ์” สารภาพ “เผลอถวายเถียง” ในหลวง รัชกาลที่ ๙

“อาจารย์ยักษ์” ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร สรรเสริญพระบารมีเรื่อง “วิธีคิด” ของ ในหลวง รัชกาลที่ ๙

อาจารย์ยักษ์ เล่าว่า “ตลอด 16 ปีที่ตามเสด็จฯ ถวายงานรับใช้ทำให้ทราบว่า หลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงเน้นการพัฒนาทุกมิติ แบ่งเป็น 5 ด้านคือ การพัฒนาคน ดิน น้ำ ป่า และอาชีพ

การพัฒนาคน เป็นเริ่องใหญ่ที่สุด อาจารย์ยักษ์บอกและขยายความว่า “ ในปี 2549 พระองค์ได้ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลการทรงงานด้านนี้จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นดีพี.

โดย นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ ซึ่งงานที่ผมทำคือเรื่องปฏิรูปการศึกษา ผมก็นำปรัชญาและทฤษฏีการพัฒนาคนของพระองค์มาเป็นแนวทาง

ต่อมาคือ ดิน คนที่จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างสงบสุข ต้องอยู่ในภาวะที่ดินสมบูรณ์ แต่เราทำลายดินจนเสื่อม การฟื้นฟูดิน การพัฒนาดิน เก็บรักษาดินให้สมบูรณ์ จึงเป็นเรื่องใหญ่มาก

ซึ่งพระองค์ทรงมีลิขสิทธิ์ทางปัญญาเรื่องดินมากมาย ทรงเชี่ยวชาญเรื่องดินเป็นอย่างมาก จนกระทั่งองค์กรอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ยังมีมติให้จัดตั้ง “วันดินโลก” ในวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี

ส่วนเรื่องน้ำ พระองค์ทรงมีลิขสิทธ์ทางปัญญาในเรื่องนี้ ทรงทำฝนหลวง ทำเมฆให้อ้วน ฝนตกลงมาจะเก็บน้ำอย่างไร เก็บไว้ในนา ในหนอง ในคลอง ในเขื่อน

อาจารย์ยักษ์บอกว่า “ทรงมีพระปรีชาสามารถ ทรงเชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ทรงเป็นปรมาจารย์ ทรงเป็นผู้สร้างนวัตกรรม ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ของโลก”

สำหรับเรื่องป่า อาจารย์ยักษ์เล่าว่า “ ทรงเก่งเรื่องนี้มาก เฉพาะทฤษฏีเรื่องป่ามีถึง 9 ทฤษฏี ไม่ว่าจะเป็นทฤษฏีว่าด้วยเรื่องการอนุรักษ์ป่า การฟื้นฟูป่า ป่าบนภูเขา ป่าในที่ร่องน้ำ การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก

และสุดท้ายคือ อาชีพ ซึ่งทั้งหมดนี้มีกฎมีเกณฑ์ มีหลักการเป็นทฤษฎีใหม่ ที่พระองค์ทรงสร้างไว้มากมายกว่า 40 ทฤษฎี เช่น ทฤษฎีการพัฒนาคน ทฤษฏีการศึกษา ทฤษฏีการเกษตรที่แยกเป็นทฤษฎีแกล้งดิน หรือทฤษฏีเกี่ยวกับน้ำ

อาจารย์ยักษ์สรุปว่า ในโลกมีทฤษฎีเสรีนิยม ทฤษฏีทุนนิยม ทฤษฏีการค้าเสรี ทฤษฏีสังคมนิยม ทฤษฎีเศรษฐกิจชุมชน ของพระองค์ก็มีทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียง เป็นทฤษฏีใหม่ภายใต้ปรัชญาใหม่

ส่วนปรัชญาเก่ามีมาอย่างไร พระองค์ทรงรู้ เพราะทรงเกิดอเมริกา และทรงโตที่สวิส ทรงรู้จักโลกเสรีนิยม โลกสังคมนิยม โลกคอมมิวนิสต์ ทรงรู้จักดี ฉะนั้นวิธีคือของพระองค์จึงเข้าใจโลก”

นี่คือ การสรรเสริญพระบารมีในหลวง รัชกาลที่ ๙ ของอาจารย์ยักษ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ที่บอกผ่านหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ที่ผมเห็นว่า ควรที่จะได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง

เพราะหลายเรื่องที่อาจารย์ยักษ์เล่ามานี้ มิได้ปรากฎในสื่อสารมวลชนบ่อยครั้งนัก ในโอกาสนี้ ขอขอบคุณ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธง “อาจารย์ยักษ์” และหนังสือพิมพ์มติชน รายวัน เป็นอย่างสูงครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

งานวิจัยเกี่ยวกับน้ำ ที่ทรงคุณค่าแต่ถูกลืม รัฐบาลควรนำมาใช้ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม

27

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ 16 ตุลาคม 2560 ผมเขียนบทความเรื่อง ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์  ที่เคารพ นี่คือทางออกในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ภาคกลาง และ กทม.!

โดยได้นำแผนผังเส้นทางน้ำไหลของแม่น้ำสายสำคัญ ๆ มาตีพิมพ์เผยแพร่ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า ภาพนี้ ผมได้มาจาก โครงการ ธ ประสงค์ใด ครับ

อ่านบทความ คลิก ท่านนายกประยุทธ์ หยุดออกกฎหมายน้ำได้ แต่อย่าหยุดแก้ปัญหาน้ำ กรุณาวางแผนตั้งแต่วันนี้

โครงการนี้ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งมี อาจารย์จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็น ผู้อำนวยการ ได้กรุณาจัดสรรงบประมาณสนับสนุน

ความเป็นมาของโครงการนี้ ตีพิมพ์อยู่ในบทที่ 1 ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้เห็นความสำคัญของการศึกษาวิจัยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาการเกษตร การพัฒนาชนบท และการบริหารทรัพยากรน้ำ

ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังความตอนหนึ่งจากพระราชดำรัส ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ว่า

หลักสำคัญต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้เพื่อการเพาะปลูก เพราะว่ามีชีวิตอยู่ได้นั้น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟคนอยู่ได้ แต่ถ้าไม่มีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้”

136

โครงการนี้ ดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2543 แล้วนะครับ โดยสำนักงานทรัพย์สินได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำ 30 กว่าหน่วยงานมาร่วมกันทำงานวิจัยครั้งนี้

ปรากฏว่า รัฐบาลในยุคนั้นได้ขานรับโครงการที่เกิดจากกิจกรรมครั้งนี้ไปดำเนินการบ้าง ไม่เอาบ้าง สำนักงานทรัพย์สินฯ จึงตั้งคณะทำงานขึ้นอีกชุดใน 2555 เพื่อติดตามงาน

ผมนั่งอ่านรายงานทั้งเล่มเล็ก คือ รายงานสรุป และเล่มใหญ่คือ รายงานหลัก ด้วยความสนใจอย่างยิ่ง เพราะอยากเห็นการแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งสำเร็จลุล่วงเสียที

ทำให้พบว่า งานวิจัยของโครงการ ธ ประสงค์ใด นี้เป็นงานวิจัยที่ครอบคลุมการแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ คล้ายกับที่มีการร่างไว้ใน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ… นั่นแหละ

หากจะต่างกันก็ตรงที่งานวิจัยนี้ เจาะจงเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ทั้งระบบ อันได้แก่ ลุ่มน้ำปิง ลุ่มม้ำวัง ลุ่มน้ำยม ล่ำน้ำน่าน ลุ่มน้ำเจ้าพระยา(สายหลัก) ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำป่าสัก และ ลุ่มน้ำท่าจีน

ซึ่งจะว่าไปแล้ว แม้งานวิจัยจะกำหนดวงเอาไว้เพียงนั้น แต่ก็น่าจะเป็นต้นแบบที่จะนำไปขยายผลในลุ่มน้ำอื่น ๆ ได้เช่นกัน เนื่องจากปัญหาพื้นฐานก็คงจะไม่ต่างกัน

ผมนำเรื่องนี้มาเขียนถึง เพราะไม่แน่ใจว่า รัฐบาล คสช.จะได้ทราบงานวิจัยนี้แล้วหรือไม่ หากยังไม่ทราบ ผมก็ขอแนะให้ให้ลองหามาศึกษาดูนะครับ

เพราะผมเชื่อว่า แม้เวลาจะผ่านมาแล้วหลายปี แต่องค์ประกอบหลัก ๆ ของลุ่มนี้เจ้าพระยาใหญ่นี้ก็คงมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพน้อยมาก

ส่วนราชการไทย ขยันขอเงินงบประมาณจากรัฐบาลไปทำวิจัยเรื่องโน้นเรื่องนี้ไม่หยุดหย่อน ทั้ง ๆ ที่บางเรื่องถูกวิจัยเอาอย่างรอบด้านเป็นอย่างดี แต่ไม่มีใครเอามาใช้ครับ

พรุ่งนี้ ผมจะดึงเอาส่วนที่น่าสนใจจากโครงการ ธ ประสงค์ใด มานำเสนอเพื่อเป็นแนวทางให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำที่เคยส่งตัวแทนไปเป็นคณะทำงานได้เห็นอีกครั้งครับ


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment