ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการครับ กรุณารื้อฟื้น ร.ร.ฝึกหัดครู วิทยาลัยครู สร้างครูไว้สร้างคน เถอะครับ !

41

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมเห็นข่าว ท่าน ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาโรงเรียนคุณธรรมมาหลายวันแล้ว

รู้สึกดีใจที่ท่านรัฐมนตรี ม.ล.ปนัดดา น้อมปฏิบัติตามพระราชกระแสสั่งของ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งพระราชทานให้กับคณะองคมนตรี ในการจัดตั้งกองทุนการศึกษาเมื่อปี 2555 ว่า

“ให้โรงเรียนสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง” ซึ่งเป็นที่มาของ มูลนิธิยุวสถิรคุณ ที่มี อาจารย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นองค์ประธานมูลนิธิฯ ทำหน้าที่สร้างโรงเรียนคุณธรรม ในพื้นที่ต่าง ๆ

เมื่อได้ยินท่านรัฐมนตรี ม.ล.ปนัดดา เอ่ยถึงโรงเรียนคุณธรรมขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผมจึงรู้สึกดีใจที่กระทรวงศึกษาเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และพร้อมที่จะให้การสนับสนุน

ผมเคยเป็นห่วงว่า หากปล่อยให้มูลนิธิยุวสถิรคุณดำเนินการต่อไปคงต้องใช้เวลาอีกนาน…กว่าเราจะมีแหล่งบ่มเพาะนักเรียนที่มีคุณธรรมให้เติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ

42

ท่าน ม.ล.ปนัดดา ได้พูดถึงการเสริมสร้างโรงเรียนคุณธรรมเอาไว้ตอนหนึ่งว่า

“การดำเนินการโรงเรียนคุณธรรมจะไม่ใช้วิธีบังคับ แต่จะเป็นการขอความร่วมมือสถานศึกษาในการอบรมสั่งสอนเด็ก โดยมีครูประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี หรือเป็นไอดอลให้แก่เด็ก…”

เมื่อได้ยินท่านพูดถึงครูที่จะเป็นไอดอลให้แก่เด็ก ผมก็อดที่จะเป็นกังวลอีกไม่ได้ว่า วันนี้เรายังมี ครู มากพอที่จะเป็นไอดอลหรือต้นแบบให้แก่เด็ก ๆ ได้สักกี่คนหรือครับ

…ที่เขียนอย่างนี้ ผมไม่มีเจตนาที่จะดูหมิ่นดูแคลนคุณครูที่มีอยู่ทั่วประเทศนะครับ เพราะทราบดีว่าแต่ละท่านต่างก็ตั้งใจทำหน้าที่ครูกันอย่างเต็มความสามารถ

43

แต่จากสภาพของสังคม อาจทำให้คุณครูจำนวนไม่น้อย ขาดคุณสมบัติที่เป็นต้นแบบหรือไอดอลของนักเรียนได้ เช่น คุณครูบางคนเป็นหนี้ คุณครูบางคนติดการพนัน คุณครูบางคนติดสุรา และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง

พฤติการณ์ครูตามที่ผมกล่าวมานี้ ผมไม่ได้คิดหรือพูดขึ้นมาเองนะครับ แต่ทุกอย่างเคยปรากฏเป็นข่าวมาแล้วทั้งสิ้น ผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรี ม.ล.ปนัดดา ก็คงได้ยิน และคุณครูที่รักความจริงก็คงยอมรับในเรื่องเหล่านี้

44

ในข่าวเดียวกัน (กรุงเทพธุรกิจ 23 ก.พ.60) นายประเสริฐ บุณเรือง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ก็แสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องคุณธรรม ที่ท่านรัฐมนตรี ม.ล.ปนัดดา กำลังจะเกิดขึ้นตอนหนึ่งว่า

ที่ประชุมมีการพูดถึง คำว่าคุณธรรมอย่างมาก ว่าอาจจะวัดผลได้ยาก เนื่องจากเป็นนามธรรม อีกทั้งที่ผ่านที่หน่วยงานก็ดำเนินการในรูปแบบแตกต่างกัน คงต้องเชิญผู้เกี่ยวข้องมาบูรณาการให้เป็นแนวทางเดียวกัน

อ่านข่าวนั้นแล้ว ผมก็ยิ่งเป็นห่วงครับ ขนาดบุคคลระดับ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ยังสับสนกับความหมายของคำว่า คุณธรรม อย่างนี้แล้วท่านรัฐมนตรี ม.ล.ปนัดดา จะยังหวังที่จะให้ครูเป็นไอดอลแก่นักเรียนอยู่หรือ

45

กราบเรียนท่านรัฐมนตรี ม.ล.ปนัดดา ด้วยความเคารพว่า ตอนที่ท่านนำเสนอความคิดที่จะรื้อฟื้นตำแหน่ง ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ แทน ผู้อำนวยการสถานศึกษานั้น ผมแอบดีใจอยู่เงียบ ๆ

และรู้สึกเสียใจที่แนวคิดนั้นไม่ได้รับการสนองตอบจากนักการศึกษาในยุคนี้ ที่ติดยึดในตำแหน่งหน้าที่มากกว่าภาระหน้าที่ของความเป็นครู ที่จะต้องสอนหนังสือเด็ก ๆ

แล้วผมก็คิดถึงคำสอนของโบราณาที่บอกว่า ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ขึ้นมาได้ จึงอยากกราบเรียนว่า คงไม่ต้องดัดไม้แก่ให้เจ็บมือหรอกครับ ปล่อยให้ตายไปตามกาลเวลาอย่างนั้นแหละ

แต่สิ่งที่ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรี ม.ล.ปนัดดา รับไว้พิจารณาก็คือ การฟื้นฟูสถาบันการผลิตครูเพื่อออกมาสอนคนให้เป็นคนดีนั่นคือ รื้อฟื้น โรงเรียนฝึกหัดครู , วิทยาลัยครู , วิทยาลัยวิชาการศึกษา ขึ้นมาครับ

ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดตั้งสถาบันดังกล่าวนี้ ผมคงไม่ต้องเขียนถึงนะครับ เพราะท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการศึกษามากกว่าผมหลายเท่าคงทราบถึงวิธีการดีอยู่แล้ว – กราบขอบคุณครับ !

…..

(หมายเหตุ ผมเคยเขียนบทความเรียกร้องให้ รื้อฟื้น โรงเรียนฝึกหัดครู วิทยาลัยครู มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 2 ปีก่อน คือเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2558 ครับ https://goo.gl/UCE4ij)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นายกฯลุงตู่ครับ ใช้แผน “เกลือจิ้มเกลือ” จัดอุปสมบทหมู่ทหารตำรวจ ตั้งเป็น “พระวินยาธิการ” ส่งเข้าวัดธรรมกายเถอะครับ !

48

ภาณุมาศ ทักษณา

วันนี้เป็นวันที่ 12 แล้ว ที่รัฐบาลพยายามหาทางเผด็จศึก เอ๊ย ดำเนินการกับพระธัมมชโย ด้วยการใช้มาตรา 44 แล้วระดมกำลังเจ้าหน้าเข้าปิดล้อม และเข้าไปตรวจค้น

แต่การปฏิบัติการครั้งนี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากเป็นการดำเนินคดีกับพระภิกษุสงฆ์ที่มีผู้เคารพศรัทธาจำนวนมาก และการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปก็ดูไม่ได้ในสายตาชาวบ้าน

ผมคิดว่า หากยังตรึงกำลังกัน หรือเล่าเอาเถิดเจ้าล่อกันอย่างนี้ ก็รังแต่จะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธได้รับความเสียหายในสายตาชาวโลกที่กำลังเฝ้ามองอยู่

วันนี้ 27 กุมภาพันธ์ 2560 หลังจากเห็นพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า พระ 200 บุกหนุนธรรมกาย – ตร.จัดโล่-กระบอกคุ้มพื้นที่ แล้ว ผมก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง

ครั้นได้อ่านเนื้อข่าวว่า วานนี้(26 ก.พ.) พระวิบูลยกัลยาณคุณ เจ้าอาวาสวัดถั่วทอง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ซึ่งมีตำแหน่งเป็น “พระวินยาธิการ” หรือ ตำรวจพระได้เข้าไปสังเกตการณ์

และขอตรวจสอบใบสุทธิ(บัตรประจำตัว)พระทั้ง 200 รูปที่พักอยู่ในลานตลาดกลางคลองหลวง ซึ่งตามข่าวอีกกระแสหนึ่งแจ้งว่ามีบางรูปได้หลบหน้าไม่ยอมให้ตรวจค้น – ผมจึงได้ความคิดนี้

ความคิดว่า รัฐบาลน่าจะใช้แผน “เกลือจิ้มเกลือ” กับปฏิบัติการครั้งนี้ นั่นคือ ควรให้พระจัดการกับพระ แทนที่จะใช้ทหารตำรวจ ซึ่งภาพที่ออกมาดูน่าสลดหดหู่ใจสำหรับชาวพุทธ

นั่นคือ รัฐบาลควรรับสมัครตำรวจหรือทหารให้เข้าสู่พิธีการอุปสมบทหมู่ 1,000 รูป ที่วัดถั่วทอง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี หลังจากนั้นก็แต่งตั้งตำรวจ-ทหารที่บวชพร้อมกันเป็น “พระวินยาธิการ”ทั้งหมด

จากนั้นก็ส่งพระวินยาธิการ ซึ่งมีสถานะเป็น ตำรวจพระ เข้าไปปฏิบัติการกับพระที่ทำผิดกฎหมายที่พำนักอยู่ในวัดพระธรรมกาย ภาพที่ปรากฏในสายตาชาวบ้านและชาวโลกก็น่าจะดีขึ้นครับ

จึงกราบเรียนมายัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กรุณารับไว้พิจารณาด้วยครับ – กราบขอบคุณครับ !


(ภาพประกอบจากผู้จัดการออนไลน์)


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ขอชื่นชม พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช มทภ.4 ที่น้อมนำพระราชดำรัส ในหลวง รัชกาลที่ 9 “ดับไฟใต้” !

9

ภาณุมาศ ทักษณา

หากท่านที่อ่านบทความผมอย่างต่อเนื่อง จะทราบดีว่า ผมตั้งความหวังไว้กับรัฐบาล คสช.อยู่ 3 เรื่องคือ 1.การแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง 2.การแก้ปัญหานักเรียนตีกัน และ 3.การแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้

แต่จนถึงวันนี้ทั้ง 3 ปัญหาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะแก้ไขได้สำเร็จลุล่วง แม้ รัฐบาล คสช.จะรับรู้ว่าเป็นปัญหาสำคัญและกำหนดเป็นนโยบายว่าจะต้องทำให้ได้ แม้ว่ารัฐบาลจะทุ่มสรรพกำลังเข้าไปแก้แล้ว

ยกตัวอย่างปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง ณ วันนี้ก็ยังมีให้เห็น ส่วนปัญหาตีกันที่เงียบลงก็ใช่ว่าปัญหานั้นได้รับการแก้ไขแล้ว เพียงแต่ยุตตามฤดูกาล ส่วนปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นครับ

วันนี้ของโฟกัสมาที่ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ผมเขียนบทความคัดค้านความเห็นของนักวิชาการบางคนบางกลุ่มที่ “หากินกับงบวิจัย” ซึ่งระบุว่าปัญหานี้มาจากกลุ่มชาวไทยมุสลิมที่ต้องการแยกดินแดน

ว่า ไม่จริง – ผมมองว่าปัญหานี้เกิดจาก กลุ่มพ่อค้าอาวุธ ค้ายาเสพติด และค้าของเถื่อน สร้างสถานการณ์ขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ระดมพลไป ณ จุดใดจุดหนึ่งที่ห่างไกลกับการขนสินค้าเหล่านั้นไปขาย

การสร้างสถานการณ์คือการจ้างเด็กหนุ่มชาวไทยมุสลิมที่เรียนจบจากโรงเรียนสอนศาสนาแล้วไม่สามารถเรียนต่อในโรงเรียนของรัฐบาลที่สูงขึ้นไปได้ และไม่สามารถหางานทำได้ให้ออกมา “ก่อกวน”

โดยผมตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะ (อาจจะนะครับ) อาจจะมี สื่อมวลชนบางคนในบางค่ายมีส่วนร่วมกับขบวนการเหล่านั้นช่วย “สร้างข่าวให้ดุใหญ่โตและน่ากลัว” ตั้งแต่เริ่มต้น

ผมเคยเรียกร้องให้ รัฐบาลชุดที่ผ่านมา “ขยายการลงทุน” เข้าไปในสามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อให้คนในพื้นที่มีงานทำ มีรายได้ และเป็นการสร้างความเจริญในท้องถิ่น แต่ก็มีบางคนไม่เห็นด้วย

จนกระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ายึดอำนาจดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.แล้วประกาศทว่า จะน้อมนำแนวพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9 “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็น ธงนำในการแก้ปัญหา

นั่นแหละผมจึงมีความรู้สึกว่า การแก้ปัญหาของสามจังหวัดชายแดนใต้ ตรงเป้าแล้ว และหากสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง การดับไฟใต้ที่เคยลุกโชนโดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีก็คงจะประสบผล

และเมื่อทราบว่า พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ก็ยึดนโยบายของรัฐบาล คสช.เป็นหลักในการแก้ปัญหา ผมก็ยิ่งดีใจ และขอแสดงความชื่นชมท่านแม่ทัพภาคที่ 4 มา ณ โอกาสนี้ครับ

วันนี้ มีข่าวของ พล.ท.ปิยวัฒน์ ที่พูดถึงการทำงานเพื่อสร้างความสงบสุขและความร่มเย็นในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่ผมอยากให้พี่น้องชาวใต้ได้รับทราบพร้อม ๆ กันเรื่องหนึ่ง ท่านให้สัมภาษณ์ว่า

ตอนนี้ชาวบ้านและญาติผู้เห็นต่างจากรัฐก็รู้ว่าเรามาหาอาชีพ สร้างรายได้ให้เขา เขาก็ต้องเตือนลูกเขาเอง แต่ความรุนแรงมันต้องเกิดขึ้นบ้าง เขาทำเพื่อหาเงินใช้ รับจ้างบ้าง และมีเรื่องยาเสพติดมาเกี่ยว รวมทั้งสิ่งผิดกฎหมาย

11

อย่างไรก็ตาม แม่ทัพภาคที่ 4 คาดการด้วยว่า “อีก 3-4 เดือนน่าจะมีเยอะกว่าเดิม เพราะจะมีการเลือกตั้ง (หมายถึงการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น) พอมีเลือกตั้งก็มีเหตุ มีมือปืน มีความแค้นระหว่างตระกูล ก็มีเหตุเหมือนภาคอื่นๆ ถ้าภาคอื่นเขาก็เรียกซุ้มมือปืน แต่ที่นี่เรียกผู้ความไม่สงบ”

ตอนนี้เขาเริ่มรู้ว่าเราเอาอาชีพมาให้พ่อแม่เขา เอาความเจริญมา เขารู้เขาก็จะลงมาเอง (หมายถึงลงจากป่าเขา หันหลังให้ขบวนการ) แต่ก่อนเขาไม่มี แต่ก่อนเผาตู้โทรศัพท์ ได้เบียร์ 3 ขวด ทุบไฟแดงได้เบียร์ 1 ขวด เขาก็รับจ้าง เราก็ไม่โทษเขา เพราะทุกคนต้องหาเงินเลี้ยงตัวเอง เมื่อไม่มีอาชีพก็ต้องไปทำ”

นักข่าวถามว่า งานวิจัยหลายฉบับชี้ว่าปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดจากความขัดแย้งเรื่องประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ อัตลักษณ์ ความไม่เป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำ

ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจและความยากจน ทำให้มิติการพัฒนาที่ภาครัฐกำลังพยายามผลักดัน ถูกตั้งคำถามว่าอาจเป็นการแก้ไขปัญหาผิดทางหรือไม่ พล.ท.ปิยวัฒน์ ตอบอย่างมั่นใจว่า         

ไม่ใช่หรอก เป็นการกล่าวอ้างเฉยๆ เหมือนสมัยโบราณก็เอาศาสนามาอ้าง จะแบ่งแยกดินแดนอะไรแบบนี้ คืออัตลักษณ์เราอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว ไทยพุทธ ไทยจีน ไทยมุสลิม อยู่ด้วยกันหมด ทุกวันนี้ก็อยู่ ไม่มีปัญหาอะไร

แต่ว่าเป็นคำกล่าวอ้างที่จะหลอกคนคนหนึ่งให้ก่อเหตุขึ้นมา ลงมาทำข้างล่าง ก็ไปปิดหูปิดตา แต่พอไปถามทุกคนที่อยู่ในความดูแลของเรา เขาพูดเองว่าไม่เห็นเหมือนกับที่ข้างบนบอกเขาเลย พอมาเจอเจ้าหน้าที่ก็เป็นคนละอย่างกัน พอเขากลับไป ก็เหมือนเดิม เพราะอยู่สังคมแบบนั้น”

10

นักข่าวถามถึง การออกมาขัดขวางการทำงานของกองทัพภาคที่ 4 ที่กำลังดำเนินไปอย่างถูกต้องและเหมาะสมของกลุ่มเอ็นจีโอ.ในบางเรื่อง พล.ท.ปิยวัฒน์ บอกว่า

เอ็นจีโอนี่ผมคุยกับเขามาตั้งแต่ปี 47-48 ผมก็ไม่ว่าอะไรเขาเลย เอ็นจีโอมีหน้าที่ค้านอย่างเดียว แต่ผมทำงานเพื่อประชาชน อันไหนที่ผิด คุณก็ว่ามา ถ้าทำเกินกว่าเหตุ ผมก็ฟ้องกลับ แค่นั้นเอง ต่างคนต่างทำ คนละมิติ

และคงไม่ต้องอธิบาย เขาเข้าใจ เอ็นจีโอเขาบอกรู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก เขาก็รู้ว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าเขาไม่ค้านก็ไม่ได้เงิน ก็ต้องค้าน เพราะเป็นหน้าที่ แต่ผมทำงานเพื่อให้ชาวบ้านมีอาชีพ”

อ่านคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 แล้ว ผมเริ่มมีความหวังว่า สิ่งที่ผมอยากให้รัฐบาล คสช.ทำนั้น เริ่มมองเห็นแล้ว 1 ปัญหาครับ จึงขอให้กำลังใจท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ครับ.


(ขอบคุณเนื้อข่าวจากสำนักข่าวอิศรา)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกสำนักนายกฯ ครับ อย่าให้ความเป็นทหาร ทำให้งานพลเรือนด้อยค่า ?

3

ภาณุมาศ ทักษณา

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 ผมเขียนบทความเรื่อง แค่เริ่มต้นก็เห็นความล้มเหลวรออยู่ข้างหน้าแล้วครับ ท่านรองวิษณุและ ท่านโฆษณารัฐบาล !

โดยหยิบเอาข่าวที่ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กับ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ แถลงร่วมกันเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560

ว่ารัฐบาลมีแผนที่จะจัดตั้งหน่วยงานที่เรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า ศูนย์ติดตามและชี้แจงข่าว โดย รองนายกฯวิษณุได้บอกเล่าถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งและวิธีทำงานโดยสังเขปว่าจะต้องอาศัยข้าราชการจากหลายหน่วยงาน

แล้ว พล.ท.สรรเสริญ ก็ให้ข่าวเพิ่มเติมว่า “กรมประชาสัมพันธ์จะช่วยหน่วยงานต่าง ๆ ทำหน้าที่ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน หากพบประเด็นใดเกี่ยวข้องกับส่วนราชการใด ก็จะส่งให้หน่วยงานนั้นดำเนินการชี้แจงเรื่องนั้น ๆ ทันทีภายใน 1 วัน เมื่อชี้แจงแล้ว ให้ส่งสำเนาให้ ศูนย์ประสานงานที่จัดตั้งไว้”

ซึ่งถ้าการให้ข่าวของทั้งสองท่านจบลงเพียงเท่านั้น ผมก็คงไม่มีเรื่องที่จะต้องวิจารณ์ และเรื่องก็คงไม่ทำท่าว่าจะบานปลายจากรัฐบาลไปยังสื่อมวลชน จนผมต้องเขียนเรื่องนี้อีก

แต่เป็นเพราะในวันนั้น พล.ท.สรรเสริญ กล่าวประโยคที่ว่า “ถ้าใครไม่ให้ความร่วมมือในการดำเนินการเรื่องนี้ อาจถูกพิจารณาปรับย้ายในอนาคต” และอ้างไปไกลกว่านั้นว่า

“เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ต้องการคนที่แค่ทำงานเท่านั้น แต่ต้องการคนที่ทำให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง”

6

ตรงนี้แหละครับ ที่ผมถือว่าเป็นประเด็นที่ไม่เหมาะ จึงนำมาเขียนบทความทักท้วงไปว่า “แค่เริ่มต้นก็เห็นความล้มเหลวรออยู่ข้างหน้าแล้วครับ ท่านรองวิษณุและ ท่านโฆษณารัฐบาล !

ซึ่งผมก็ไม่คาดคิดว่าเรื่องนี้จะบานปลายออกไปจน หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่  26 กุมภาพันธ์ 2560 จะนำไปเขียนเป็นข่าวว่า “ไก่อู” โต้เปิดไลน์ห้องเชือด ขรก.

4

ที่มาของการที่ พล.ท.สรรเสริญ ต้องให้ข่าวโต้ดังกล่าว สืบเนื่องมาจากเมื่อวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ทีมข่าวสำนักข่าวเนชั่น ได้เขียนบทความเรื่อง ล้วงลึก “วอร์รูปไลน์” รัฐบาล

โดยบอกเล่าถึง วิธีการทำงานของศูนย์ติดตามและชี้แจงข่าวที่ ดร.วิษณุ และ พล.ท.สรรเสริญกำลังปลุกปั้นในลักษณะที่ทำให้เห็นว่า จะแยกเป็นอะไร เริ่มต้นไหน และไปจบตรงไหน

เหมือนต้องการช่วย ดร.วิษณุ และ พล.ท.สรรเสริญ “ขยายความ” ให้คนทั่วไปได้รับทราบว่า รัฐบาลกำลังจะทำอะไร แต่ที่กลายเป็นประเด็นขึ้นมาก็เพราะข้อความ

ในตอนท้ายบทความสรุปว่า  “การทำเช่นนี้ รายงานข่าวแจ้งว่าเป็นแนวคิดของนายกรัฐมนตรีที่จะจัดการข่าวแบบบูรณาการเพื่อชิงพื้นที่ข่าว” เหมือนที่ผ่านมาข้าราชการไม่ยอมชี้แจงว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และ

“รายงานข่าวแจ้งว่า มีการระบุว่า หากการประเมินผลไม่เป็นไปตามเกณฑ์ หัวหน้าส่วนราชการนั้นก็ต้องถูกโยกย้าย” และ “งานนี้ข้าราชการที่เฉื่อยชามีหนาวแน่ ๆ และต้องเร่งทำผลงานชี้แจงเรื่องที่เป็นข่าว มิเช่นนั้นเก้าอี้อาจกระเด็นไม่รู้ตัว”

เพราะบทความดังกล่าวนั่นแหละครับ ทำให้ พล.ท.สรรเสริญ ต้องออกมาชี้แจงว่า “กรณีที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างความรับรู้และความเข้าใจข่าวสารรัฐบาลแก่ประชาชนของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน ที่ทำงานร่วมกันผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ไปยังสื่อมวลชนในทำนองว่า เป็นห้องเชือดข้าราชการเฉื่อยนั้น

5

ในความเป็นจริง แต่ละหน่วยงานมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบมากมาย ดังนั้น สำนักโฆษกฯ และกรมประชาสัมพันธ์จึงเข้ามาช่วยตรวจสอบข้อมูลข่าวสารว่า ประเด็นใดที่อยู่ในความสนใจของสังคม หรือถูกนำเสนอคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพื่อส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจง ทำความเข้าใจแก่ประชาชนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว”

และอื่น ๆ อีกหลายประเด็น รวมทั้งการอ้างถึงนโยบายของนายกรัฐมนตรีซ้ำอีกครั้งหนึ่งนั้น ผมอ่านดูทั้งหมดแล้ว อดเป็นห่วงสัมพันธภาพระหว่าง สำนักโฆษกฯ และกรมประชาสัมพันธ์ กับ สื่อมวลชนไม่ได้ครับ

ความจริงแล้ว เรื่องนี้ พล.ท.สรรเสริญ น่าจะปล่อยให้สื่อวิจารณ์ไป เพราะเรื่องที่เขาเขียนถึง “เป็นเรื่องจริง” ทั้งวิธีทำงานของศูนย์ฯ ที่ว่านี้ ตลอดจน “คำขู่” ที่ พล.ท.สรรเสริญ กล่าวในการแถลงข่าวครั้งแรก

และที่สำคัญบทความนั้น ก็หาได้แพร่กระจายเป็นวงกว้าง หรือกลายเป็น ข่าวใหญ่ที่สื่อต่าง ๆ นำไปพูดถึง จนชาวบ้านรู้กันทั่วไปถึงขั้นที่อาจนำความเสียหายมาให้ พล.ท.สรรเสริญ หรือ “งานที่กำลังทำอยู่” นะครับ

และ สิ่งที่ พล.ท.สรรเสริญ ควรทำอย่างยิ่งก็คือ ทำอย่างไร จะทำให้สื่อมวลชนให้ความร่วมมือ รายงานผลงานของรัฐบาลไปยังประชาชนด้วยความเต็มใจนะครับ

และที่อยากบอก พล.ท.สรรเสริญ จากใจก็คือว่า แม้ว่าท่านจะตั้งใจทำงานในตำแหน่งโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ดีแค่ไหน

แต่ เงาของเครื่องแบบทหารที่ทอดทับเครื่องแบบพลเรือนจนมิด ก็อาจทำให้ งานในตำแหน่งเป็น อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ มีความด้อยค่าลงได้นะครับ !


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ข่าวดีสำหรับพี่น้องชาวจังหวัดสุโขทัย และพะเยา พล.อ.ฉัตรชัย บรรจุแผนฟื้นฟูทุ่งทะเลหลวง และกว๊านพะเยา แล้ว !

129

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ 23 กุมภาพันธ์ 2560 มีข่าวเกี่ยวกับภัยแล้งในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เช่น หนังสือพิมพ์ Xcit ไทยโพสต์ เสนอข่าว “ภัยแล้งจันทบุรีเริ่มวิกฤติ ระดับน้ำ “เขื่อนพลวง” แห้ง

โดยผู้สื่อข่าวในพื้นที่ได้ไปดูแหล่งเก็บน้ำต่าง ๆ อาทิ เขื่อนพลวงมีน้ำเหลือน้อยมาก ส่วนอ่างเก็บน้ำสันทราบ อ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ และ เขื่อนคีรีธาร ยังพอมีให้ใช้

ส่วนหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ก็นำภาพจากบางระกำ จังหวัดพิษณุโลกมาให้ดูว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือกำลังประสบสภาอากาศแห้งแล้ง ไม่มีหญ้าไม่มีน้ำ ทั้งคนและกระบือ

นั่นเป็นข่าวฟากฝั่งผู้ที่เดือดร้อน ส่วนข่าวฟากผู้ให้ความช่วยเหลือคือ รัฐบาลก็มีครับ ไทยรัฐ พาดหัวข่าว “ ชง ครม.ทุ่งงบ 1.3 หมื่นล้านสู้ภัยแล้ง” กรุงเทพธุรกิจว่า เสนอ “ครม.”ของบแก้แล้ง 1.3 หมื่นล้าน

ผู้ให้ข่าวคือ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีเกษตรฯครับ ท่านบอกได้รับรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทานว่ามีพื้นที่เสี่ยงถึง 105 อำเภอใน 34 จังหวัด เสียหายแล้วแสนไร่ เกษตรกรเดือดร้อน 6 พันราย

125

ตามรายงานของ พล.อ.ฉัตรชัยบอกว่าคาดว่าจะรุนแรงมากที่ 3 อำเภอ คือ วัฒนานคร อรัญประเทศ และโคกสูง ในสระแก้ว แต่ก่อนหน้านี้ผมก็เห็นข่าวว่าที่จังหวัดพิจิตรก็แล้งนะครับท่าน

พล.อ.ฉัตรชัยบอกว่า ด้วยเหตุนี้จึงหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่าจะของบจากกลุ่มจังหวัด 13,000 ล้านบาทที่เตรียมไว้ให้กลุ่มจังหวัดไปช่วยภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้น

รัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย ขยายความว่าแผนที่เตรียมไว้เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้งด้านการเกษตรมี 6 มาตรการ ที่ผมอ่านแล้วรู้สึก “ขุ่นมัวในหัวใจ” จริง ๆ ครับ

126

เพราะบางมาตรการที่ข้าราชการกำหนดให้ท่านพูดนั้น ผมว่าไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ผมนำ 6 มาตรการนั้นมาจัดหมวดหมู่ให้ดูง่าย ๆ ดังนี้ครับ ขอเริ่มจากไม่เข้าท่าก่อนประกอบด้วย

1.มาตราการส่งเสริมความรู้เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง เช่นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในช่วงฤดูแล้ง 2.มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อการเกษตร อาทิ การปลูกพืชปุ๋ยสด การปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง 3.ประชาสัมพันธ์

4.มาตรการฟื้นฟูและพัฒนาเพื่อที่เกษตรที่ประสบภัย เช่น การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง การจ้างแรงงานเกษตรกรในพื้นที่ชลประทาน

เพราะจนถึงวันนี้ ผมเข้าใจว่าเกษตรกรเผชิญภัยแล้ง(และอาจรวมน้ำท่วม) อย่างชาชินคงจะพอมีความรู้ในการ “ป้องกัน” หรือการช่วยตัวเอง โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องไปประชาสัมพันธ์ หรือส่งเสริมความรู้อะไรต่อมิอะไรให้เกษตรกรอีกแล้ว

โดยเฉพาะเงินที่ช่วยเหลือหลังภัยแล้ง(และน้ำท่วม)นั้น เท่าที่ผมเคยทราบมานั้น ถึงมือเกษตรกรบ้าง ไม่ถึงบ้าง เนื่องจาก ผู้นำกับผู้ตามใส่เสื้อคนละสี ก็เคยมีมาแล้วครับ

และประการสำคัญคือ ผมและชาวบ้านไม่ทราบรายละเอียดว่าแต่ละมาตรการที่ไม่เข้าท่านี้ “ต้องใช้เงินเท่าไหร่” แต่ผมมองว่า น่าจะเป็น “งบเสียเปล่า” ให้เจ้าหน้าที่ไปผลาญกันซะมากกว่าครับ

ส่วนมาตรการที่พอเข้าท่าก็คือ 1.เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำแล้มลิง เช่น โครงการขุดลอก ปรับแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)

2.มาตรการจัดทำแผนตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้งโครงการเพิ่มเติมเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นา และที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ระบุด้วยว่า

พื้นที่เป้าหมายของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะต้องลงมือคือ กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา, โครงการทุ่งทะเลหลวง จังหวัดสุโขทัย, ประตูระบายน้ำ อู่ท่อง คลองมะขามเฒ่า คลองจินดา รวมทั้งที่จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร และนครราชสีมา

128

ผมนั่งอ่านข่าวนี้ไปเพลิน ๆ พอเห็นคำว่า กว๊านพะเยา กับ ทุ่งทะเลหลวง เท่านั้นแหละครับ ผมขนลุกซู่ขึ้นมาทันที รู้สึกตื้นตันใจและปลื้มปิติขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกครับ

อยากบอกว่าผมดีใจครับ ดีใจที่คำว่า กว๊านพะเยา ในจังหวัดพะเยา และ ทุ่งทะเลหลวง คืออีก 2 ชื่อที่ผมเขียนถึงมาบ่อยครั้งมากในฤดูแล้งปีที่แล้ว โดยเฉพาะทุ่งทะเลหลวงนั้นเขียนลากยาวมาจนถึงฤดูน้ำหลากเลยทีเดียว

130

ขอกราบเรียนท่านผู้มีเกียรติอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า บทความที่ผมเขียนแต่ละเรื่อง หากเกี่ยวกับปัญหาของบ้านเมืองนั้น หลังจากเขียนแล้ว ผมจะให้น้องในสำนักงาน “สำเนา” ใส่ซองส่งให้ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบด้วย

ยกตัวอย่างเช่น การเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ จัดงบประมาณขุดลอกกว๊านพะเยานั้น ผมก็จะส่งให้ท่านพล.อ.ฉัตรชัย ท่านก็จะส่งเรื่องไปยังกรมชลประทาน ทางกรมชลประทานก็จะตอบมาที่ผม เป็นต้น

ในฤดูแล้งปีที่แล้ว ผมเข้าใจว่ากรมชลประทานคงจะไม่ได้จัดงบประมาณสำหรับ 2 แห่งที่ผมเขียนถึง ทุกอย่างจึงเหมือนถูกมองข้าม จนผมเองอดน้อยใจไม่ได้มาพักใหญ่ ๆ

127

วันนี้ เมื่อเห็นข่าวนี้แล้ว ผมจึงรู้สึกดีใจ และขอกราบขอบคุณ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีเกษตรฯ และท่านอธิบดีกรมชลประทาน แทนชาวบ้านใน 2 จังหวัดด้วยครับ

หากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ขอความกรุณาประชาสัมพันธ์กรมชลประทาน แจ้งกำหนดการที่จะขุดลอกกว๊านพะเยา และปรับปรุงทุ่งทะเลหลวงมาให้ผมทราบด้วยนะครับ

มีเวลา ผมจะขึ้นไปดูการทำงานของกรมชลประทานทั้ง 2 แห่ง พร้อมกับ สมาชิก ทส.ตง.(กลุ่มไทยอาสาตรวจงานแผ่นดิน)ในจังหวัดพะเยาและจังหวัดสุโขทัยครับ – ขอบคุณ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานที่ดินผ่าน ส.ป.ก.ให้ชาวนา.. ควรที่ข้าราชการจะยึดเป็นแนวปฏิบัติ !

134

ภาณุมาศ ทักษณา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริ เกี่ยวกับการเกษตรเอาไว้นานแล้วว่า

“ ในการทำการเกษตรให้ได้ผลดีที่สุดนั้น ปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลควรจะต้องดูแลเอาใจใส่มีหลายด้านด้วยกัน อาทิ เรื่องของการชลประทาน การพัฒนาคุณภาพดิน”

135

แต่ปัจจัยที่สำคัญที่พระองค์ทรงห่วงใยเป็นอย่างยิ่งในการทำการเกษตรก็คือ ที่ดินสำหรับทำการเกษตร พระองค์เคยมีพระราชกระแสรับสั่งว่า

“ หากเราไม่บริหารจัดการที่ดินสำหรับทำการเกษตรให้ดี ไม่มีการดูแลระมัดระวังตามสมควรแล้ว ในวันข้างหน้าเราอาจจะต้องเสียที่ดินให้แก่กิจการอื่น และไม่มีที่ดินเหลืออยู่เพียงพอสำหรับการเกษตร”

136

ผมอัญเชิญกระแสพระราชดำรัสในหลวง รัชกาลที่ 9 มาเป็นมงคลในบทความ เพราะวันนี้ผมกำลังจะรายงานให้ท่านผู้มีเกียรติทราบถึงความคืบหน้าของกรณีที่ ส.ป.ก นำที่ดินไปให้เอกชนเช่าทำกังหันลม

ซึ่ง ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ยกเลิกสัญญาที่เอกชนเช่าทำกังหันลมเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมาครับ แต่ ส.ป.ก.ขอเวลาตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ก่อน

ความคืบหน้าในเรื่องนี้ นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ ส.ป.ก.ให้สัมภาษณ์สื่อวานนี้ว่า ขณะนี้ได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติ 2 ชุดเพื่อลงพื้นที่ดูสภาพความเป็นจริงของที่ดินที่เอกชนเช่า

ชุดหนึ่งไปดูที่จังหวัดชัยภูมิระหว่างวันที่ 20 ก.พ. ถึง 20 มี.ค.2560 และอีกชุดหนึ่งลงพื้นที่ในจังหวัดนครราชสีมาเมื่อวันที่ 22 หลังจากได้รับข้อมูลแล้วจะรายงาน รมว.เกษตรฯ ภายในวันที่ 27 มี.ค.2560

นั่นเท่ากับว่า ปลายเดือนมีนาคมนี้ คงทราบกันละครับว่า ที่ดิน ส.ป.ก.ที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ว่า มีไว้สำหรับแจกเกษตรกรเข้าทำกิน จะถูก ส.ป.ก.เรียกคืนมาจากเอกชนหรือไม่ ?

ในฐานะสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ปกป้องสมบัติชาติทุกรูปแบบ ขอเรียนให้ นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ ส.ป.ก.ทราบว่า ผมจะไม่ยอมปล่อยให้กฎหมาย ส.ป.ก.ถูกละเมิดอย่างเด็ดขาด

ผมเข้าใจว่า ในฐานะ เลขาธิการ ส.ป.ก. นายสมปองคงจำได้ว่า หลังจากมีกฎหมายปฏิรูปที่ดินแล้ว ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานที่ดินเพื่อเป็นสิริมงคลสำหรับเกษตรกร 5 จังหวัด

และท่านคงทราบถึงความศักดิ์สิทธิ์ของที่ดิน ส.ป.ก.ที่ขนาดพรรคการเมืองเก่าแก่และยิ่งใหญ่อย่างประชาธิปัตย์ ที่เป็นรัฐบาลอยู่ยังล่มเพราะที่ดิน ส.ป.ก.มาแล้ว

ผมนำเรื่องนี้มาเขียนถึง เพราะรู้สึกไม่สบายใจที่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีบางคอลัมน์ของหนังสือพิมพ์บางฉบับแสดงความเห็นในทำนองว่า อยากให้การเช่าที่ดิน ส.ป.ก.ทำกังหันลมดำรงอยู่

คอลัมน์นั้นให้เหตุผลว่า หากรัฐบาลล้มเลิกโครงการนี้ด้วยการประกาศยกเลิกสัญญากับเอกชน อาจทำให้นักลงทุนไม่แน่ใจกับโครงการต่าง ๆ อีก – ตรงนี้ละครับ ที่ผมอ่านแล้วไม่สบายใจ

เพราะบทความนั้น อาจโน้มน้าวจิตใจ เลขาธิการ ส.ป.ก.ให้คล้อยตาม จนเป็นห่วงว่านักธุรกิจจะขาดความเชื่อมั่นภาครัฐ แล้วนำมาอ้างกับรัฐมนตรี เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเลิกสัญญาเช่าที่ดิน ส.ป.ก.กับเอกชนครับ

ผมขอคำถามกับนายสมปอง ทองอินทร์ เลขาธิการ ส.ป.ก.ว่า  “หากหน่วยงานของรัฐอย่าง ส.ป.ก.ไม่รักษากฎหมาย” แล้วจะให้ใครจะเคารพกฎหมาย ?

ที่เขียนอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาประเทศ แต่ในเมื่อเราเป็นนิติรัฐ ทุกคนก็ควรเคารพกฎหมายและปฏิบัติตาม มิใช่หรือ

ทางออกของเรื่องนี้ยังมีครับ หาก ส.ป.ก.คิดว่า กฎหมายเป็นอุปสรรคในการทำงาน ก็ควรที่จะเสนอให้มีการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไปยังรัฐบาลครับ !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

กราบขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรี ที่เตรียมตั้งคณะกรรมการตรวจงานฯ แต่อย่าถึงกับเป็น “ซุปเปอร์บอร์ด” เลยครับ !

96

ภาณมาศ ทักษณา

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ผมเขียนบทความเรื่อง ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านสั่งเตรียมรับมือภัยแล้งน้ำท่วมมาเยอะแล้ว เปลี่ยนเป็นการ ตรวจงาน” บ้างเถิด

95

เพราะเห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.รวมทั้ง รัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ “ขยันสั่งราชการ” กันจัง แต่ไม่ค่อยปรากฏ “เนื้องาน” ออกมาให้เห็นสักที – ในตอนหนึ่งผมเขียนว่า

…..

ผมจึงใคร่ขอเสนอให้รัฐบาลตั้ง คณะกรรมการติดตามการทำงานตามคำสั่งรัฐบาล” ขึ้นมาสักชุดหนึ่ง โดยมีบุคลากรทีท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ไว้ใจได้” มาทำงาน

แล้วประกาศรับอาสาสมัครในแต่ละจังหวัดที่เคยประสบปัญหาภัยแล้งหรือน้ำท่วม เหมือนที่ผมเคยทำ กลุ่มไทยอาสาตรวจงานแผ่นดิน (ทส.ตง.) นั่นแหละครับ

แล้วให้ “อาสาสมัครที่รัฐบาลจะรับในจังหวัดต่าง ๆ” ทำหน้าที่ไปติดตามการทำงานของส่วนราชการต่าง ๆ แล้วนำมารายงานให้ “คณะกรรมการติดตามฯ” ที่ท่านนายกฯ แต่งตั้งรับทราบ

ว่า “งานท่านนายกฯ หรือท่านรัฐมนตรี” เคยสั่งการตั้งแต่ปีมะโว้ คืบหน้าไปแค่ไหน หรือ ยังไม่ได้ทำอะไรกันเลย ท่านจะได้ลงแส้กลางหลังข้าราชการปัญญาอ่อนได้ถูกคน…

……..

หลังจากเขียนบทความเสร็จ ผมก็ใส่ซองส่งไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาพิจารณาตามคำเรียกร้อง (บทความที่ผมเขียนถึงท่านใด ผมจะใส่ส่งไปให้อ่านทุกท่านครับ)

และแล้วในวันนี้ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้พูดถึงเรื่องนี้ ในตอนท้ายของการพูดเรื่องส่องเศรษฐกิจ 4.0 ปีไก่ทอง เนื่องในงานฉลองครบรอบ 40 ปีของหนังสือพิมพ์มติชน

นายสมคิดพูดว่า “เร็ว ๆ นี้ นายกรัฐมนตรีจะจัดตั้งซุปเปอร์บอร์ดเพื่อดูแลโครงการที่ได้รับอนุมัติไปแล้วทั้งหมดในรัฐบาลนี้เพื่อตรวจสอบว่าแต่ละโครงการที่ได้รับอนุมัติมีการเบิกจ่ายอย่างไร หรือมีช่องที่จะเอื้อต่อการทุจริตหรือไม่

โดยรัฐจะให้ความสำคัญกับเรื่องของราคากลางที่ต้องมีมาตรฐานเหมือนต่างประเทศมีหน่วยงานกลาง เช่น วิศวกรรมสถานมาดูแลราคากลาง และช่วยผลิตบุคลากรที่เป็นนักประเมินราคา ซึ่งจะช่วยลดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น”

บอกตามตรงว่า เห็นข่าวนี้แล้วผมมีทั้งดีใจและกังวลใจครับ

ดีใจที่ท่านนายกฯลุงตู่ เตรียมตั้งคณะกรรมการติดตามงานทุกโครงการที่รัฐบาลสั่งลงไป คล้าย ๆ กับที่ผมเสนอเอาไว้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์นะสิครับ

แต่ที่กังวลใจ เพราะเกรงว่า กรรมการที่ท่านกำลังจะแต่งตั้ง “จะไม่มีเวลาลงไปตรวจงาน” เพราะเป็นถึง “ซุปเปอร์บอร์ด” ที่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่า คงเป็นคนใหญ่คนโตในวงราชการเป็นแน่แท้…

ผมจึงใคร่ขอกราบเรียนท่านนายกฯลุงตู่ว่า ขอความกรุณาตั้ง บุคลากรที่ท่านนายกรัฐมนตรี ไว้ใจได้” มาเป็นหัวหน้าทีมรวบรวมเอกสาร กับ “มือ-ไม้” อีกจำนวนหนึ่งก็น่าจะพอครับ

ส่วนคนที่จะเป็น “หู-ตา” ตรวจสอบงานของโครงการต่าง ๆ ก็ ประกาศรับสมัคร อาสาสมัครในแต่ละจังหวัด เหมือนที่ผมขอร้องเพื่อน ๆ ในเฟซบุ๊กให้ช่วยส่งรูปและเรื่องมาให้ผมนั่นแหละครับ

ผมมั่นใจว่าผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็น อาสาสมัครในแต่ละจังหวัด คงจะมีใจที่จะทำงานตรวจสอบโครงการของรัฐได้อย่างถึงลูกถึงคนกว่า “ซุปเปอร์บอร์ด” อย่างแน่นอน เพราะมีเวลากันอย่างเต็มที่

และผมคิดว่า การแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ 7 ท่าน แต่ไม่มีเวลาทำงานจึงขาดประชุม เนื่องจากติดภารกิจโน่นนี่นั่น ก็น่าจะเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดีนะครับ

ผมหวังว่า ข้อเสนอของผมในเรื่องนี้ คงจะได้รับความเมตตาจากท่านนายกรัฐมนตรี นำไปพิจารณาและเปลี่ยนแปลงการตั้งคณะกรรมการที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวได้ทันการณ์นะครับ – กราบขอบพระคุณครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สมคิด กำลัง “ชักน้ำเข้าลึก-ชักศึกเข้าบ้าน” หรือเปล่า กรณีชวน “อาลีบาบา” กับ “หัวเว่ย” มาไทย ?!?

94

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมเขียนถึง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในลักษณะวิจารณ์การทำงานในตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ติดต่อกันมา 2 ตอน คือ

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 เขียนเรื่อง ปั้น “เอสเอ็มอี” จนล้มเหลวมาแล้ว รองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังหน้าด้านจะปั้น “สตาร์ตอัพ” อีกหรือ

แล้ววานนี้ 22 กุมภาพันธ์ 2560 เขียนเรื่อง จาก “อาตี๋” จัง ฮั้ง กวง ขวัญใจ ทักษิณ ชินวัตร วันนี้เขาคือ… สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ขวัญใจ คสช. !

ที่ตั้งชื่อเรื่องตอนที่สองอย่างนั้น ผมมิได้มีเจตนาดูหมิ่นนายสมคิดแต่อย่างใด เพราะคำว่า “อาตี๋” เป็นคำที่ชาวจีนใช้เรียกเด็กผู้ชาย ส่วนชื่อจีนนายสมคิดก็เป็นผู้บอกเอง

และที่ผมบอกว่านายสมคิดเป็นขวัญใจของทักษิณ ชินวัตร เพราะในยุคที่พรรคไทยรักไทยครองเมืองนั้น นายสมคิดสื่อต่างก็ยกให้นายสมคิดเป็นขุนพลข้างกายทักษิณ

อธิวัฒน์ ทรัพย์ไพฑูรย์ ผู้รวบรวมคำปาฐกถาของนายสมคิดมาตีพิมพ์เป็นพ๊อกเก็ตบุ๊กชื่อ คิดอย่างสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ถึงกับยกให้เขาเป็นทายาททางการเมืองของทักษิณ

92

หากใครได้อ่านหนังสือเล่มนั้นจะพบว่า สิ่งที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.กำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ “เกือบทั้งหมด” นายสมคิด…. เคยคิดและเคยทำมาแล้วทั้งสิ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจ เอสเอ็มอี.นั้นกล่าวได้ว่า “เกิดมากับมือของสมคิด” จนถึงวันนี้ก็ 16 ปีแล้ว แต่แทนที่เอสเอ็มอี.จะเป็นฐานที่มั่นคงกลับกลายเป็นธุรกิจที่เลี้ยงไม่โต

จนรัฐบาล คสช.ต้องเข้ามาโอบอุ้มด้วยอัดเงินงบประมาณเข้าไป และแทนที่นายสมคิดและพวกจะช่วยกันทำให้ เอสเอ็มอี.เป็นวัยรุ่นที่เข้มแข็งเขากลับปล่อยให้เป็นไปตามกรรม

แล้วหันมาปลุกปล้ำสร้างธุรกิจตัวใหม่ในชื่อ สตาร์ทอัพ ด้วยข้ออ้างคล้าย ๆ กับที่เคยอ้างตอนที่เสนอให้ประเทศไทยมีธุรกิจเอสเอ็มอี.เมื่อ 16 ปีที่แล้วอย่างไรอย่างนั้น

ผมไม่ได้ดูถูกฝีมือของนายสมคิด หากไม่เห็นอาการล้มลุกคลุกคลานของธุรกิจ เอสเอ็มอี.มาก่อน จึงได้เขียนทักท้วง แม้ว่าสตาร์ทอัพจะเป็นส่วนหนึ่งของไทยแลนด์ 4.0 ก็ตาม

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 หนังสือพิมพ์มติชน สัมภาษณ์ประเด็นสำคัญที่นายสมคิดจะพูดในงานมติชนก้าวที่ 40 ก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 เอาไว้ตอนหนึ่งที่ผมอ่านแล้วตกใจมาก

นายสมคิดพูดอย่างภาคภูมิใจว่าได้ชักชวนเว็บไซด์ขายส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ “อาลีบาบา” และผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมเครือข่ายชั้นน้ำของจีนคือ “หัวเว่ย” ให้เข้ามาเปิดและสร้างตลาดให้สินค้าไทย

ซึ่งคนทั่วไปอาจเห็นดีเห็นงามตามที่นายสมคิด คิดและทำลงไป แต่ในฐานะที่คลุกคลีกับข่าวการเมืองเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องถึง 40 ปี – ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงครับ

เพราะทั้ง 2 รายนั้น “มีสินค้าในมือ” นับพันนับหมื่นชิ้นอยู่ในเว็บไซด์ของตัวเอง ส่วนไทยมีสินค้าที่พออวดเขาได้คือมีคุณภาพและชื่อเสียงจริง ๆ หลักสิบหลักร้อยเท่านั้นกระมัง…

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผมเป็นห่วงว่า ทั้ง “อาลีบาบา” และ “หัวเว่ย” นั่นแหละจะเข้ามายึดครองตลาดค้าปลีกในเว็บไซด์ของไทย แทนที่จะช่วยเป็นแหล่งขายสินค้าไทยครับ

อย่างไรก็ตาม ผมก็มีปัญญานำเรื่องนี้มาเรียนให้ท่านผู้มีเกียรติทราบตามหน้าที่สื่อมวลชน ที่ต้องกล่าวภัยที่อาจจะเกิดแก่สังคมประเทศชาติเพียงนี้

เพราะขืนดันทุรังต่อไป ไม้ซีกอย่างผมออกแรงงัดไม้ซุงอย่างนายสมคิดบ่อย ๆ วันหนึ่งอาจจะหักกลางก็ได้ จึงขอจบเรื่องนายสมคิดแต่เพียงนี้ครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

จาก “อาตี๋” จัง ฮั้ง กวง ขวัญใจ ทักษิณ ชินวัตร วันนี้เขาคือ… สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ขวัญใจ คสช. !

77

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ผมวิจารณ์การทำงานของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่พยายามจะสร้างสตาร์ทอัพขึ้นมา หลังจากเคยล้มเหลวจากการสร้างธุรกิจเอสเอ็มอีมาแล้วด้วยเรื่อง

ปั้น “เอสเอ็มอี” จนล้มเหลวมาแล้ว รองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังหน้าด้านจะปั้น “สตาร์ตอัพ” อีกหรือ (1) และทิ้งท้ายปลายคอลัมน์เอาไว้ว่า

พรุ่งนี้ผมขอเขียนถึงเรื่องนี้ต่อนะครับ เพื่อให้ท่านผู้มีเกียรติที่รู้จักนายสมคิดไม่มากนัก ได้รู้จักนายสมคิดมากขึ้น เพื่อที่จะตัดสินใจอีกครั้งว่า ควรจะเชื่อหมอนี่ต่อไปอีกหรือไม่ครับ !

วันนี้มาต่อตอนที่ 2 กันนะครับ และเพื่อมิให้เรื่องนี้คลุมเครือสำหรับท่านผู้มีเกียรติที่ไม่รู้จักนายสมคิดมาก่อน ก็ขอให้นายสมคิดแนะนำตัวเอง ผ่านปาฐกถาสมัยเขาเล่นการเมืองใหม่ ๆ เมื่อปี 2544 ละกันนะครับ

ในการปาฐกถาเรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ประเทศไทย” เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 ที่หนังสือพิมพ์ตงฮั้ว และไทยธนาคารเชิญนายสมคิดไปพูดนั้น หนังสือพิมพ์ตงฮั้วได้ลงภาพที่มีชื่อจีนของนายสมคิด

นายสมคิดบอกว่าทันทีที่เห็นภาพนั้นทำให้เขาคิดถึงคุณพ่อที่เคยบอกว่า “กวงเอ้ย… เมื่อไรจะมีโอกาสเห็นชื่อ จัง ฮั้ง กวง บนหนังสือพิมพ์ที่อ่านเสียที” เขาบอกว่าตอนที่ได้ยินแรก ๆ ไม่ได้เอาใส่มากนัก…

จากนั้นได้พูดถึงตัวเองว่า “ชื่อจีนของผมคือ จัง ฮั้ง กวง ผมเกิดที่เยาวราช ตรอกเทียนกัวเทียน จำได้ว่าปากซอยมีร้านขายทอง อีกข้างหนึ่งมีร้านขายซาลาเปา ขายขนมปัง จากนั้นย้ายไปอยู่แถววัดเกาะ

แถว ๆ บ้านเจียไต๋ ได้มีโอกาสกินลูกชิ้นของเหล่าโหงว จากนั้นก็ไปอยู่แถบสะพานเหลือง… โรงเรียนแห่งแรกที่เรียนคือ โรงเรียนเขี่ยวกวง(คริสต์ธรรมวิทยา) ตรงข้ามสะพานเหลือง

แล้วก็โยกไปอยู่ตรงที่ขณะนี้เป็นห้างสรรพสินค้าโรงบินสัน ก็คือ โรงเรียนพาณิชยวิทยาลัย แผนกสามัญ ได้มีโอกาสเรียนภาษจีนตอนเด็ก ๆ น่าเสียดายที่เลิกเรียนกลางคัน” นั่นเป็นประวัติในช่วงวัยเด็กที่นายสมคิดเล่าให้ฟัง

ส่วนประวัติในช่วงที่เป็นหนุ่มแล้ว นายสมคิดพูดในการปาฐกถาเรื่อง “เศรษฐกิจไทยกับความในใจ ดร.สมคิด” เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2544 เหมือนต้องการแนะนำตัวหลังรับตำแหน่งรัฐมนตรีคลังในรัฐบาลทักษิณใหม่ ๆ

“ตั้งแต่สำเร็จการศึกษาจากอเมริกามา เนื่องจากผู้ใหญ่ให้ความเมตตา ผมก็มีโอกาสเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับภาคเอกชน สถานที่แรกที่เข้าไปทำงานคือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย..

ผมจบเศรษฐศาสตร์ แล MBA การเงิน และมาการตลาด แต่งานแรกที่มีโอกาสเข้าสู่เอกชนนั้นคือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงที่กำลังจะ take off พอดี” ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งนี้

“เข้าไปนั่งอยู่ใน Leasing Committee อยู่ 10 กว่าปี ได้เห็นตั้งแต่นักธุรกิจธรรมดาเดินผ่านเข้า และเดินผ่านออกไปเป็นมหาเศรษฐีคนแล้วคนเล่า แล้วก็กลายเป็นคนล้มละลาย”

79

จากตลาดหลักทรัพย์ฯ มีคนชวนไปทำเรื่องฐานข้อมูลเรื่องหุ้นที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ก่อนที่จะไปเป็นที่ปรึกษากลุ่ม Customer แล้วเข้าสู่วงการ finance แล banking 2 – 3 แห่ง

ต่อจากนั้นนายสมคิดก็เข้าสู่วงการอุตสาหกรรมหลักอีก 2 – 3 แห่ง ซึ่งเขาบอกว่าไปถึงตลาดก็ได้เห็นอะไรบางอย่างเป็น jigsaw puzzle…. แล้วเขาก็เข้าสู่เวทีการเมือง โดย

“ผมพบ ดร.ทักษิณ เมื่อ 7 – 8 ปีที่แล้ว(หลังปี 2544) ท่านให้ความเมตตา เอาผมไปช่วยเรื่องกระทรวงต่างประเทศ.. จากนั้นก็ไปกระทรวงพาณิชย์ ไปสู่ทำเนียบ กระทรวงอุตสาหกรรม แล้วไปกระทรวงการคลังในขณะที่ประเทศเข้าสู่วิกฤติ”

อ่านถึงตรงนี้แล้ว เหมือนตอนที่เขารับเชิญจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เปี๊ยบเลยนะครับ คือประเทศกำลังวิฤกติเหมือน ๆ กัน

อีกตอนหนึ่งในการปาฐกถาเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2544 นายสมคิดเคยพูดถึงตัวเอง เอาไว้ว่า…

“พวกผมไม่ใช่นักการเมือง พวกผมมาที่นี่เพื่อทำงาน วันหนึ่งก็ต้องออกไป คนที่เข้ามาเพื่อทำงานไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตา ว่าผมทำอะไรบ้าง ทำงานออกมาให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติได้ เราไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ บังเอิญเป็นอาชีพใหม่ของผม”

เมื่อ 16 ปีที่แล้วนายสมคิดบอกว่าเขาไม่ใช่นักการเมือง เข้ามาแก้ปัญหาให้ประเทศผ่านวิกฤติ …ก็ไม่ต่างจากที่เขาเคยให้สัมภาษณ์สื่อในช่วงที่ผ่านมาอีกนั่นแหละ

ผมจำได้เขาเคยให้สัมภาษณ์หน้าการเมืองไทยรัฐว่าหลังจากนี้จะไม่เล่นการเมือง แต่อยากฝากคนหนุ่มไว้ในวงการนี้สัก 2 – 3 คนซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นศิษย์ก้นกุฏิที่มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีในขณะนี้

78

ผมจำได้ว่าในการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้น เขาพูดด้วยซ้ำว่าอาจจะฝากไว้กับพรรคประชาธิปัตย์… ซึ่งก็คงต้องดูกันต่อไปนะครับว่า เขาจะรักษาคำพูดเอาไว้ได้แค่ไหน

เป็นอันวันในตอนที่ 2 นี้ ท่านผู้มีเกียรติได้รู้จัก นายสมคิดแล้วว่าเป็นใครมาจากไหน เคยทำอะไรมาบ้าง พรุ่งนี้ผมจะพูดถึง “ความฝัน” ของนายสมคิดอีกสักตอนนะครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สมเด็จพระสังฆราช มิได้มีพระดำรัสถึงวัดพระธรรมกาย แต่อย่างใด โปรดเข้าใจตามนี้ !

73

ภาณุมาศ ทักษณา

ตามที่มีผู้เผยแพร่ “ภาพ” และ “เรื่องราว” เกี่ยวกับ พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระสังฆราช ในสื่อออนไลน์ อ้างถึงชื่อผู้เผยแพร่ Cr. พรพรรณ คล้ายพาลี เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2560 มีข้อความว่า…

“เด็ดขาดดีแท้ …… สมเด็จพระสังฆราชมีบัญชา กรณีของวัดพระธรรมกาย โดยพระพรหมมุนี เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ถ่ายทอดว่า

ให้เจ้าคณะปกครอง ที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายทั้งหมด ประชุมหารือ ถึงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธาน การประชุมเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับผู้แทนกระทรวงยุติธรรม และผู้แทน มส. เข้าสังเกตการณ์”

และข้อความอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ผมอ่านดูแล้ว คำที่ใช้ในเรื่องดังกล่าว ไม่น่าจะมาจากพระดำริของสมเด็จพระสังฆราชฯ

แต่น่าจะมาจากผู้ปล่อยข่าวนั้น(ผมขอไม่นำมาเผยแพร่ในที่นี้ – แต่บันทึกเก็บไว้แล้ว)

หลังจากนั้น ผมจึงตรวจสอบข่าวสารจากสื่อสิ่งพิมพ์จำนวน 7 ฉบับ ปรากฎว่า สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มิได้ทรงมีพระดำรัสถึงวัดพระธรรมกาย ตามที่มีผู้เขียนถึงพระองค์แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ข้อเท็จจริงคือ…

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ รายงานข่าวแต่เพียงว่า เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช หารือนอกรอบ ดังนี้

74

ส่วนใน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ให้รายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า

“ที่ประชุม มส.ได้รับทราบกระแสพระราชดำรัสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 เกี่ยวกับโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย”

และ “ที่ประชุม มส.น้อมรับกระแสพระราชดำรัส พร้อมแจ้งยังพระสังฆาธิการน้อมรับมาสู่การปฏิบัติให้เป็นหลักทางใจของประชาชนต่อไป” แล้วปิดท้ายด้วยข่าวแต่งตั้งพระพรหมมุนีเป็นเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

ขณะที่ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก นำเสนอข่าวว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จพระดำเนินจากตำหนักอรุณ เป็นองค์ประธานการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.)เป็นครั้งแรก

นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนา(พศ.) ให้ข่าวว่า ในการประชุมไม่ได้มีการหารือถึงกรณีวัดพระธรรมกาย แต่ มส.ก็มีความเป็นห่วงในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

และว่า “ทั้งนี้ พระพรหมมุนี เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช มีบัญชาให้ เจ้าคณะปกครองที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายทั้งหมดประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ในเนื้อข่าวอีกตอนหนึ่งเขียนว่า “อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระสังฆราชไม่ได้มีรับสั่งอะไรโดยตรงในเรื่องวัดธรรมกายกับทาง พ.ศ.แต่อย่างใด”

ส่วนหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ได้รายงานข่าวเดียวกันว่า นายพนม ศรีศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา(พศ.) เปิดเผยว่า

75

“พระพรหมมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในฐานะเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้หารือกับตนเองและมีบัญชาให้ทาง พศ.ประสานกับทางสมเด็จพระชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม

ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง พระราชวิสุทธิเวที เจ้าคณะภาค 1 และพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี นัดหารือกันเพื่อหาทางแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับทางวัดพระธรรมกาย”

ขณะที่หนังสือพิมพ์ 3 ฉบับคือ มติชน  เดลินิวส์ และ ไทยโพสต์ ก็มิได้รายงานข่าวว่าสมเด็จพระสังฆราช มีพระดำรัสเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย

ข้อพิจารณาคือ…

หากผู้เผยแพร่ภาพและข่าวนั้น มิได้มีเจตนาร้ายต่อสมเด็จพระสังฆราช โดยเจตนาที่จะให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจผิดในพระองค์ ก็อาจจะเกิดจากความสับสนจากการอ่านข่าว

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากเนื้อหาสาระและการโยงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่จริงจนดูเหมือนจริงแล้ว ผมก็ไม่เข้าใจว่าผู้เผยแพร่ภาพและข่าวนั้น มีเจตนาต่อสมเด็จพระสังฆราชอย่างไร

ในฐานะพุทธศาสนิกชน และในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่ง ผมขอทำหน้าที่กลั่นกรองข่าวที่เกิดขึ้นมานำเสนอต่อท่านผู้มีเกียรติที่อ่านบทความของผมเท่านั้นครับ

ส่วนผู้เผยแพร่ภาพและข่าวจะมีเจตนาดีต่อสมเด็จพระสังฆราช และศาสนาพุทธของเราอย่างไร

ก็ขอให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ จะทำหน้าที่สอบสวนทวนความเองนะครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment