นายกฯ พูดถึงการพัฒนาการขนส่งเอาไว้ในรายการศาสตร์พระราชา น่าสนใจมากครับ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม 2561 เวลา 20.15 น.

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน

เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ออกรายงานทบทวนรายชื่อตลาดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูงทั่วโลก ประจำปี 2560 โดย “ไม่ปรากฏ” ชื่อย่านการค้า ศูนย์การค้าในประเทศไทยเป็นตลาดที่มีการละเมิดสูง แม้แต่แห่งเดียว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2550 ถึง 2559 แต่ไม่ใช่ครั้งแรก ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ที่ผลงานรัฐบาลและ คสช. เห็นผลประจักษ์สู่สายตาชาวไทย และประชาคมโลก นับตั้งแต่ “ไซเตส” ปรับไทยพ้นบัญชีค้างาช้างผิดกฎหมาย การแก้ปัญหาค้ามนุษย์ สามารถลดระดับความรุนแรงลงจากเทียร์ 3 ขึ้นเทียร์ 2 แก้ปัญหาการบินพลเรือน จนปลดธงแดง ICAO ได้แก้ปัญหา IUU ประมงผิดกฎหมายรอดพ้นจากใบแดง ได้รับการปรับสถานะคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไทยดีขึ้นรอบ 10 ปี จากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองพิเศษ ที่ไทยตกหล่มมาตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของทุกฝ่าย และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเอาจริงเอาจัง และตรงไปตรงมา อันส่งผลดีต่อเนื่อง ในเรื่องภาพลักษณ์ สร้างความเชื่อมั่น ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ และเป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่ผมพูดอยู่เสมอว่า หากเรารักษา “ความมั่นคง” ได้แล้ว “ความมั่งคั่ง” ก็จะตามมา เพียงแต่เราจะรักษาไว้อย่างยั่งยืนได้หรือไม่ ต้องขอความร่วมมือจากภาคประชาชนด้วย

นอกจากนี้ ผลสืบเนื่องทางบวกที่เกิดขึ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อมอื่น ๆ อาทิ ตลาดหุ้นปิดตัวในแดนบวก กว่า 1,800 จุด ซึ่งสูงสุดในรอบ 30 กว่าปี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2560 สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ มากกว่า 35 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศ 1.8 ล้านล้านบาท ในขณะที่คนไทยเที่ยวไทย ตลอดปีที่แล้ว 152 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนภายในประเทศ 9.3 แสนล้านบาท และธนาคารโลกออกรายงาน เมื่อปลายปี 2560 ว่าประเทศไทยกำลังก้าวพ้นจากความยากจนสู่ประเทศมั่งคั่ง เป็นต้น

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ไทยมีย่านการค้า ศูนย์การค้า ที่อยู่ในรายชื่อตลาด ที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูง มากถึง 13 แห่ง แต่ด้วยการปราบปรามการละเมิดมาอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือต่าง ๆ ในปี 2560 ที่ผ่านมา มีการจับกุมเกิดขึ้นกว่า 700 คดี และมีการยึดของกลางได้เกือบ 150,000 ชิ้น ซึ่งการปรับสถานะของไทย ออกจากบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ และการที่ไม่มีชื่อตลาดขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในรายงานฯ ของสหรัฐฯ นี้ ถือเป็นอีกสัญญาณที่ดี สะท้อนพัฒนาการเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่ได้มาตรฐานสากล และเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้แก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาว ต่างชาติ ซึ่งไม่จำกัดแต่เพียงสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจและเพิ่มโอกาสในการลงทุนจากประเทศอื่น ๆ ที่มองเห็นศักยภาพของประเทศไทย รวมถึงเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมของประเทศไทยเราเอง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอีกด้วยซึ่งแน่นอนในอนาคตก็จะเชื่อมโยง ไปเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย อย่างที่เราต้องการ

นอกจากนี้ ในรายงานของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ยังได้ชื่นชมถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินการของรัฐบาลไทย ที่ได้ปราบปรามการละเมิดอย่างจริงจัง จนทยอยหมดไปในหลายพื้นที่ รวมถึงบูรณาการการดำเนินการอย่างจริงจังของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผมขอขอบคุณและขอชื่นชมในความพยายามของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ผมเป็นหัวหน้า ที่ได้ร่วมกันดำเนินการอย่างจริงจัง แน่นอนว่า เราต้องไม่หยุดเพียงเท่านี้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันในการช่วยดูแล ป้องกันไม่ให้ปัญหากลับมาอีก ไม่ให้เกิดซ้ำอีก แม้เราจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่ดีที่สุด เรื่องนี้ถือเป็นพื้นฐานในการสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญมาก เราจึงต้องพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องดูแล สอดส่อง ป้องกัน ปราบปราม และมีการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้และให้ความรู้อย่างทั่วถึง ในขณะที่ประชาชนก็ต้องรับทราบกฎหมายไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านี้ “เมื่อไม่มีผู้ซื้อ ผู้ขายก็จะหมดไป” เมื่อผู้ซื้อไม่ซื้อ ผู้ขายก็ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ขายก็จะไปหาสินค้าอื่น มาจำหน่ายที่ถูกต้องซะไม่อย่างนั้น ก็จะกลายเป็นว่าไปทำลาย อาชีพ รายได้ของเขาอีก อย่างที่มีหลายคนบิดเบือนไป หากเราร่วมกันคนละไม้ละมือได้ ผมก็หวังว่าเราจะสามารถร่วมกัน ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศและสร้างพื้นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ดี ที่ถูกต้อง และเป็นสากล สอดรับการปฏิรูปประเทศในระยะต่อไป

พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่รักครับ

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่เพื่อพบปะ รับฟังปัญหาและความต้องการจากพี่น้องชาวแม่ฮ่องสอน ตามที่ผมเคยได้สัญญาไว้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดสุโขทัย ว่าจะพยายามเดินทางไปเยี่ยมจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศ

โดยเฉพาะพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนยังมีความลำบากอยู่มาก มีรายได้น้อย เพราะ “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อจะได้เร่งผลักดันทุกวิถีทาง ในการแก้ไขปัญหาความยากจน และพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ด้วยแนวทางที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และตรงกับความต้องการนะครับ ให้เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืนตาม “ศาสตร์พระราชา” ด้วยการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบร่วม ของทุกภาคส่วนในรูปแบบของ “ประชารัฐ” ให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว

จังหวัดแม่ฮ่องสอน “เมืองสามหมอก” เป็นจังหวัดที่มีปัญหาความยากจนอยู่ในอันดับต้น ๆ ของประเทศ เพราะมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน มีความสลับ ซับซ้อนมากถึงร้อยละ 86 เป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรป่าไม้มากที่สุดในประเทศไทย และพื้นที่ส่วนใหญ่ 377 หมู่บ้านจากทั้งหมด 445 หมู่บ้าน อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ เขตป่าสงวนและรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำ ต้นน้ำสำคัญของประเทศ ทำให้มีข้อจำกัดด้านที่ดินทำกินของประชาชน เพราะผลผลิตทางการเกษตร ของป่า หรืออะไรก็ตามจากในป่า ไม่สามารถนำมาขายได้ เพราะผิดกฎหมาย แม้ว่ากฎหมายในอดีตจะมีเจตนารมณ์ที่ดี ที่ต้องการอนุรักษ์ผืนป่าและลุ่มน้ำในประเทศไว้ให้มากและสมบูรณ์ที่สุด แต่ในขั้นการบังคับใช้กฎหมายอาจจะสร้างปัญหาใหม่ ที่รื้อรังคาราคาซังมากนาน เพราะประกาศพื้นที่ป่าอาจจะทับพื้นที่ทำกินของพี่น้องประชาชน ที่ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่า ชาวเขา ซึ่งมีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับป่ามาก่อน เมื่อเวลาผ่านไปยิ่งทำให้ปัญหาลุกลามมากขึ้น และดูเหมือน “การอนุรักษ์จะสวนทางกับการพัฒนา” หลักคิดในการแก้ปัญหาของรัฐบาลนี้ มี 2 หลักใหญ่ ๆ ก็คือ (1) ใช้นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ มาร่วมพิจารณา เพื่อกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหา (2) เหมือนกับเราไม่ “ไม่ตัดเสื้อโหล” คือ แก้ปัญหาบนพื้นฐานความแตกต่าง ไม่ใช้โมเดลเดียวกับทุกปัญหาทั่วประเทศ เพราะข้อเท็จจริงแตกต่าง ทั้งพื้นที่ ทั้งประชาชน อาชีพ สภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ไม่เหมือนกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราต้องประยุกต์หลักการต่าง ๆ หลักกฎหมาย ให้เหมาะสมกับเอกลักษณ์ของพื้นที่นะครับ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง

ในครั้งนี้ ผมได้มีโอกาสเดินทางไปตรวจเยี่ยมแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนและการยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องชาวแม่ฮ่องสอนในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านการเกษตร การพัฒนาอาชีพและรายได้ การจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการส่งเสริมวัฒนธรรม คุณธรรม และการท่องเที่ยวได้ไปเป็นประธานสักขีพยานในการมอบสมุดประจำตัว ผู้ได้รับการคัดเลือกจำนวน 120 ราย นะครับ รับสิทธิ์ในที่ทำกิน ตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งก็เป็นการจัดระเบียบการใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง โดยไม่สามารถขายสิทธิ์ได้ แต่ถ่ายโอนให้ทายาทได้ และชุมชนต้องช่วยกันดูแลนะครับ ที่ผ่านมาการปลูกพืชในพื้นที่ที่ผิดกฎหมาย ภาครัฐไม่สามารถรับรอง ต่างชาติจะไม่รับซื้อผลผลิต วันนี้รัฐบาลนี้ได้นำโครงการ คทช. เข้ามาแก้ไข ในวันหน้า “คนอยู่กับป่า” ตามแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ โครงการสร้างป่าสร้างรายได้ “รัฐได้ป่า ประชามีสุข” แก้ไขความยากจน แก้ไขการบุกรุกป่าในพื้นที่ต้นน้ำ เพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ ภายใน 20 ปี “พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งก็เป็นไปตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ นะครับ ที่ทรงดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ในโครงการต่าง ๆ

จากการพูดคุยกับพี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมในโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ ได้แก่ โครงการเกษตรแปลงใหญ่ โครงการตามพระราชเสาวนีย์ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เช่น โครงการขยายพันธุ์กล้วยไม้ป่าเอื้องแซะ เป็นกล้วยไม้ที่หายากชนิดหนึ่ง แต่ทว่าความงดงามของดอก และกลิ่นหอมคล้ายดั่งดอกพิกุลที่ทำให้รู้สึกเย็นสบาย สดชื่น และเยือกเย็น การส่งเสริมการเลี้ยงไก่เพื่อเพิ่มอาหารโปรตีนให้กับพี่น้องประชาชน และการส่งเสริมการเลี้ยงแกะของศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์แม่ฮ่องสอน รวมไปถึงการส่งเสริมสินค้าเกษตรกรรม เช่น บุก ถั่วลายเสือ กาแฟ รวมความไปถึงเรื่องผ้าขนสัตว์ ผ้าขนแกะซึ่งมีการปรับปรุงคุณภาพแล้วในเวลานี้ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชนต่อไปด้วย เราต้องนำเข้าสู่การขับเคลื่อนให้ได้อย่างยั่งยืน

จากเวทีการประชุมคณะรัฐมนตรี ร่วมกับภาคเอกชนในพื้นที่ สรุปได้ว่า รัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และยกระดับการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ผ่านหลายมิติด้วยกัน อาทิ

(1) การแก้ไขปัญหาความยากจน โดยเราจะกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพน้ำพุร้อนธรรมชาติในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจำนวน 6 แห่ง ซึ่งต้องหาความแตกต่างจากที่อื่น ๆ ของประเทศ และสร้างจุดขาย สร้างเรื่องราว ผมเคยเห็นการทำธุรกิจบ่อน้ำแร่ “ออนเซ็น” ประเทศญี่ปุ่น บางแห่งสร้างจุดขายด้วยการเติมสี – กลิ่น ชาเขียว ดอกไม้ ช็อกโกแลต น้ำนม หรืออื่น ๆ เพื่อสร้างสีสัน และบรรยากาศ ที่แปลกใหม่ น่าสนใจได้ด้วย ก็ลองพิจารณากันดูต่อไป

(2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้แก่ การพัฒนาโครงข่ายทางอากาศ เส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ – แม่ฮ่องสอน ซึ่งเร็ว ๆ นี้ ก็จะมีสายการบินเปิดให้บริการเส้นทางเชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอนเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการ ส่วนการขนส่งระบบโครงข่ายรางนั้น ต้องกลับไปศึกษาความเป็นไปได้โดยต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าด้วย อนาคตอาจจะมีได้

(3) การลดความเหลื่อมล้ำ โดยจะเร่งการจัดที่ดินทำกินตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งจะทำไปทุก ๆ จังหวัดด้วย

(4) การพัฒนาประสิทธิภาพการเข้าถึงการให้บริการของภาครัฐ ทั้งบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข การพัฒนาแหล่งน้ำ และการพัฒนาสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล ทั้งเรื่องของไฟฟ้า และอินเตอร์เน็ตให้กับพี่น้องประชาชน ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงสวนหนึ่งที่ รัฐบาลรับฟังมา และเราก็จะนำสู่การปฏิบัติ รัฐบาลจะไม่ทิ้งข้อเสนอทุกข้อ ก็ขอให้ภาคเอกชน ประชาชน ได้เชื่อมั่นต่อการทำงานของรัฐบาล และขอให้บุคลากรของรัฐทุกระดับได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน เราต้องทำงานอย่างหนักและต้องเน้นการทำงานอย่างมีส่วนร่วมด้วยความเข้าใจกับทุกภาคส่วน ข้าราชการต้องเข้าใจให้มากที่สุด ให้เกิดความยั่งยืนภายใต้แนวคิด “ไทยนิยมยั่งยืน”

ทั้งนี้ การเดินทางไปเยี่ยมเยียนแต่ละครั้ง ผมต้องการให้สามารถนำข้อเสนอต่าง ๆ มาผลักดันในระดับรัฐบาล ใน ครม. เพื่อจัดทำโครงการหรือหาวิธีการที่จะตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้อย่างตรงจุด แต่ละพื้นที่มีจุดเด่น ปัญหา และโครงสร้างที่ต่างกัน ผมให้ความสำคัญกับการได้ลงไปสัมผัสเอง ได้เห็นเอง และฟังเอง เพื่อนำข้อเท็จจริงที่ได้ มาขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ และหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนให้ได้เร็วที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ทุกเรื่องรับไปพิจารณาหมด ไม่ว่าจะมาจากศูนย์ดำรงธรรม ส่วนราชการ หรือการร้องเรียนต่าง ๆ ผมก็นำเข้าสู่การหารือ เข้าสู่การชี้แจง เข้าสู่การขับเคลื่อนทั้งหมด อะไรที่ทำได้ ผมทำให้ทั้งหมด

พี่น้องประชาชนที่รักครับ

การพัฒนาประเทศ เราจะต้องทำทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ให้มีความสอดคล้อง เกื้อกูลกัน ในระดับชาติ รัฐบาลต้องเร่งสร้างทั้งบรรยากาศที่ดึงดูดการลงทุน สร้างความเชื่อมั่น และอำนวยความสะดวก ทั้งในเรื่องกฎระเบียบ สิ่งอำนวยความสะดวก การคมนาคมขนส่ง การติดต่อสื่อสารส่วนในระดับท้องถิ่น ก็ต้องมียุทธศาสตร์ของตนเอง ที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยวิเคราะห์จุดแข็ง จุดขาย ขยายผลไปสู่การปฏิบัติ โดยอาศัยกลไกประชารัฐในพื้นที่ก่อน รัฐบาลก็จะเข้าไปเสริม เติมเต็มในส่วนที่ขาด ก็จะบริหารราชการทั้งแกน X และแกน Y ภาพรวมการพัฒนาของประเทศในปัจจุบันนั้น มีโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่สำคัญ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการอยู่ ดังนี้ ด้านคมนาคมขนส่ง ได้แก่

(1) การก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง “มอเตอร์เวย์” 3 สายทางคือ เส้นทางหมายเลข 7 พัทยา – มาบตาพุด ระยะทาง 32 กิโลเมตร ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ในปี 2562 เชื่อมกับชลบุรี – พัทยา ที่สอดคล้องกับแผนการปรับปรุงโครงข่ายทางถนน พื้นที่รอบสนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด รวมทั้งการพัฒนาในพื้นที่ EEC เส้นทางหมายเลข 6 บางปะอิน – นครราชสีมา ระยะทาง 196 กิโลเมตร จะเปิดให้บริการได้ในปี 2563 เส้นทางหมายเลข 81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตร จะเปิดให้บริการได้ในปี 2563 เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเส้นทางที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต เช่น ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายนครปฐม – ชะอำ ระยะทาง 109 กิโลเมตร สายหาดใหญ่ – ชายแดนไทย-มาเลเซีย ระยะทาง 71 กิโลเมตรสายรังสิต – บางปะอิน ระยะทาง 18 กิโลเมตร สายธนบุรี – ปากท่อ ระยะทาง 75 กิโลเมตร ซึ่งภายในปีนี้ จะเป็นการศึกษาความเหมาะสม การสำรวจออกแบบ การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA รวมทั้งรูปแบบการให้เอกชนร่วมทุน และเป็นขั้นตอนการก่อสร้างต่อไป

(2) โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีกำหนดการเปิดให้บริการ ตามลำดับดังนี้ ปีนี้ สายสีเขียวใต้ ปี 2563 จะเปิดให้บริการอีก 4 สาย คือ สายสีน้ำเงิน – สีเขียวเหนือ – สีชมพู – และสีเหลือง ปี 2565 จะเปิดให้บริการ “ส่วนต่อขยาย” ของ 3 สาย คือ สายสีน้ำเงิน สายสีเขียวเหนือและใต้ และช่วงปี 2566 – 2567 จะเปิดให้บริการอีก 3 สาย คือ สายสีม่วงใต้ สายสีส้ม ทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก ทั้งนี้ เพื่อให้รองรับการขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจ รวมทั้งแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่เมืองหลวงของประเทศด้วย ช่วงนี้คงต้องลำบากไปสักระยะหนึ่ง ไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้สร้างอีก ในเมื่อเราไม่ได้สร้างกันมานานแล้ว สร้างพร้อม ๆ กันย่อมเกิดปัญหา แต่เราก็ต้องทำให้ได้ เพื่อวันหน้าการจราจรจะดีขึ้น ในพื้นที่เมืองหลวงของประเทศเราต้องแก้ให้ได้ทุกมิติ ที่สำคัญที่สุดคือการเคารพกฏจราจรด้วย

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้แก่ โครงการ “เน็ตประชารัฐ”พร้อมจัดให้มีจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย (Wi-Fi) โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากผู้ใช้บริการ หมู่บ้านละ 1 จุดให้บริการครอบคลุมหมู่บ้านเป้าหมายห่างไกลที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเข้าถึง ซึ่งติดตั้งแล้วเสร็จครบจำนวน 24,700 หมู่บ้าน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ปีที่แล้ว หากนับรวมกับหมู่บ้านที่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเข้าถึงอยู่แล้ว 30,613 หมู่บ้าน ก็ถือได้ว่าประเทศไทยจะมีอินเทอร์เน็ตผ่านเคเบิลใยแก้วนำแสงเข้าถึงแล้วกว่า 70% การใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน และประชาชนในพื้นที่นั้นได้ดำเนินกิจกรรมคู่ขนาน คือ การฝึกอบรมครู กศน. จำนวน 1,000 คนให้เป็นวิทยากรแกนนำสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ 5 ครั้ง ทั่วประเทศ แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมปีที่แล้วเช่นกัน ระยะต่อไป คือ การนำความรู้ไปพัฒนาขยายเครือข่ายสู่ผู้นำชุมชนในท้องถิ่นจำนวน 100,000 คน ซึ่งจะเป็นผู้เชื่อมโยงขยายความรู้ไปสู่ประชาชนในหมู่บ้านเน็ตประชารัฐประมาณ 1,000,000 คน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นการใช้ประโยชน์ อย่างคุ้มค่าในอนาคตประโยชน์ที่จะได้รับ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ดังนี้

(1) การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ได้แก่ ส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ด้อยโอกาส เข้าถึงความรู้และบริการของรัฐ เช่น การรักษาพยาบาลทางไกล การเข้าถึงข้อมูลการดูแลสุขภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เสริมสร้างความรู้พัฒนาฝีมือ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ เพิ่มโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารทางการเกษตรได้มากขึ้น และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร ยกระดับเป็น Smart Farmer และเพิ่มศักยภาพศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อีกทั้ง ประชาชนจะได้รับความสะดวกสบายในการใช้บริการภาครัฐ สามารถตรวจสอบข้อมูลของตนเองได้ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องเดินทางเข้ามาในเมือง สามารถกรอกคำร้องเพื่อขอคัดลอกข้อมูล คัดสำเนา ผ่านโครงข่ายเน็ตประชารัฐได้ เป็นต้น

(2) ด้านเศรษฐกิจ โอกาสการทำธุรกิจ เช่น การซื้อขายในรูปแบบ e-Commerce การค้าขายออนไลน์ ของร้านค้าประชารัฐรักสามัคคี ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และวิสาหกิจชุมชน สินค้า OTOP ทั่วประเทศ ให้สามารถแข่งขันได้ ทั้งในตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ สามารถประกอบธุรกิจที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการให้บริการ ให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น สามารถเข้าถึงข้อมูลการเดินทาง ที่พัก แหล่งช้อปปิ้ง และร้านค้า – ร้านอาหารแนะนำ ที่สำคัญ เป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในภาพรวมด้วย

จะเห็นว่ารัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ ในการสร้างความพร้อมของประเทศ และผมก็หวังว่าที่พูดมาทั้งหมด เพราะต้องการให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อม สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราต้องปรับตัว และพัฒนาตนเองให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และได้เปรียบ นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลนี้ หวังดีกับพี่น้องประชาชนทุกคน

สุดท้ายนี้ ผมมีโครงการหนึ่งที่อยากจะเล่าให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้ฟัง คือ “โครงการปั่นไปไม่ทิ้งกัน No One Left Behind” ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่ผู้พิการตาบอด จำนวน 20 ชีวิต ร่วมกับนักปั่นจิตอาสาปั่นนำ อีก 20 ชีวิต จะรวมพลังสามัคคีปั่นจักรยาน จากกรุงเทพฯ ผ่านสุพรรณบุรี ชัยนาท นครสวรรค์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ แพร่ ลำปาง และเชียงใหม่ เป็นระยะทางรวมกว่า 867 กิโลเมตร “9 วัน 9 จังหวัด” ระหว่างวันที่ 28 มกราคม ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 เพื่อหาทุนสนับสนุนการก่อสร้าง “ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน” ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยในแต่ละจังหวัดที่ผ่านไปจะมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อรณรงค์ให้คนในสังคมเห็นศักยภาพของผู้พิการ และให้โอกาสผู้พิการในการพัฒนาตนเอง เพื่อเป็นพลังในการพัฒนาสังคมต่อไปในอนาคต

โครงการดังกล่าว ทำให้ผมนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่ง คือ “นิทานไม้สั้น-ไม้ยาว” โดยครูคนหนึ่งต้องการทดสอบหลักคิดของลูกศิษย์ 2 คน ที่เรียนเก่งเหมือนกัน ด้วยการยื่นไม้ที่มีความยาวเท่ากัน แล้วให้ลองหาวิธีการทำให้ไม้ของตน “ยาวกว่า” ไม้ของเพื่อนอีกคน คนแรกตอบว่า “ก็หาไม้มาต่อสิครับครู” ในขณะที่คนที่ 2 บอกว่า “ผมมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น…” ว่าแล้วก็ทำการ “หักไม้” ของเพื่อนอีกคนให้สั้นลง ในขณะที่ของตนก็ยาวเท่าเดิม แต่ก็ยาวกว่าเพื่อน ตามโจทย์ของครู แม้ว่าครูจะไม่เฉลย วิธีที่ถูกต้อง แต่ผมคิดว่าพี่น้องประชาชน คงพอจะมีคำตอบในใจแล้ว ว่าการที่เราจะ “ดีกว่า” คนอื่นได้นั้น เราควรใช้การ “พัฒนา” ศักยภาพของตนเองอยู่เสมอ ไม่ใช่ “การทำลาย หรือขัดขวาง” คนอื่น หากสังคมของเรามีแต่คนประเภทแรก ประเทศชาติก็จะมีแต่การพัฒนา เกิดแต่สิ่งที่ดีกว่า ดียิ่งขึ้น เพราะไม่มีใครบั่นทอนความเจริญของใคร

สำหรับ “โครงการปั่นไปไม่ทิ้งกันฯ” นั้น ผมก็อยากให้ทุกคนได้สนับสนุน “นักปั่นที่บกพร่องทางสายตา” แต่มากด้วยศรัทธา และไม่ยอมแพ้โชคชะตา โดยลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่น่ายกย่องดังกล่าว ขอให้ทุกคนปลอดภัยด้วย และขอให้ประสบความสำเร็จที่มุ่งหวังตั้งใจไว้

ขอให้ “ทุกคน ทุกครอบครัว” มีความสุข ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สวัสดีครับ
Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสนุกกันใหญ่ จาก ททท.มาที่ กรมการท่องเที่ยว เหลือก็แต่ อพท. ?

113

ภาณุมาศ ทักษณา

สาเหตุน่าจะมาจาก การที่รัฐบาล คสช.มีนโยบายที่จะชักชวนให้คนไทยให้เที่ยวไทยเพิ่มขึ้น หรือเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทยมาก ๆ กระมังครับ

ทำให้วันนี้ หน่วยงานที่มีส่วนสนับสนุนการท่องเที่ยวของไทยโดยตรง 2 ใน 3 แห่งคือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ กรมการท่องเที่ยว เตรียมขอเงินรัฐบาลไปปรับปรุงสถานท่องเที่ยวกันเป็นการใหญ่

ยังเหลือก็แต่ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เท่านั้น ที่ยังนึกไม่ออกว่าจะขอเงินจากรัฐบาล คสช.เท่าไหร่ดี

โดยวันที่ 15 มกราคม 2561 มีข่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ของบประมาณกลางปีจากรัฐบาล 3,260 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรอง 55 จังหวัด

อ่านบทความ คลิก ขอเตือนรัฐบาล คสช. หากอนุมัติตามที่ ททท.ขอ จะกลายเป็นบูมเมอแรง ที่หมุนกลับมาใส่ คสช.

แล้ววานนี้ 18 มกราคม 2561 ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ก็นำเสนอว่า “ชงงบสนับสนุน 2 หมื่นล้าน ลุยแผนฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว” โดย นายอนันต์ วงศ์เบญจรัตน์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงท่องเที่ยวให้ข่าว

นายอนันต์ อ้างเหมือน ททท.คือเพื่อกระจายการท่องเที่ยวไปสู่เมืองรอง คัดรองนักท่องเที่ยวเข้าชุมชน จึงต้องพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรอง 55 จังหวัดให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ – ว่างั้น

115

สำหรับพื้นที่ที่กรมการท่องเที่ยวลงพัฒนานั้น จะคัดเลือกจากพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม โดยเน้นเมืองรอง ส่วนเมืองหลักก็จะเน้นพัฒนาแถบชานเมืองหรือชุมชนนอกเมือง

นายอนันต์ บอกว่า โครงการขนาดเล็ก ไม่เกิน 5 ล้านบาทที่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1 ปี หรือโครงการประเภทปรับปรุงซ่อมแซมที่ไม่ใช่การก่อสร้างใหม่หรือขนาดใหญ่ จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรก

เช่น การสร้างแหล่งกำหนดสินค้าโอทอป การพัฒนาตลาดที่มีอยู่เดิมให้เป็นตลาดเพื่อการท่องเที่ยว การพัฒนาย่านดาวน์ทาวน์หรือเซ็นเตอร์พอยท์ของเมือง ทำป้ายบอกทาง ป้ายสื่อความหมาย เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ และผู้พิการ

114

นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวยังตั้ง “คณะทำงานเฉพาะกิจ” เพื่อศึกษาโครงการต่าง ๆ เพื่อความร่วมมือกับ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา 76 จังหวัด รวมทั้งกรมอุทยาน กรมป่าไม้ กรมทางหลวง กรมเจ้าท่า และอื่น ๆ

นายอนันต์บอกด้วยว่า จะดำเนินให้การสนับสนุน Lifeguard ตามชายหาดสำคัญ มีการจัดหาเฮลิคอร์ปเตอร์ไว้ช่วยนักท่องเที่ยว การวางทุ่นเพื่อการจัดการชายหาด และการจอดเรือ รวมไปถึงจัดทำห้องน้ำที่ได้มาตรฐาน

โครงการที่ กรมการท่องเที่ยวคิดจะทำนี้ นายอนันต์บอกว่าจะใช้วงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งงบจำนวนนี้นายอนันต์บอกว่าจะบูรณการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง…

ผมอ่านข่าวไปยิ้มไป ที่หน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวของไทย ต่างก็ตื่นตัวสนองนโยบายของรัฐบาล คสช.ที่ต้องการหารายได้จากนักท่องเที่ยวกันเป็นการใหญ่

และที่นำโครงการของกรมการท่องเที่ยว มาลงค่อนข้างละเอียดเพราะต้องการให้ ททท.ทราบว่า กรมการท่องเที่ยวเขาจะทำอะไรบ้าง จะได้ไม่เผลอเขียนแผนงานไปทับซ้อนกับเขา(ฮา)

อีกอย่างหนึ่งก็เป็นการแจ้งเตือน พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการ อพท.ซึ่งเห็นหน่วยงานสนับสนุนการท่องเที่ยวอีกหน่วยหนึ่งได้รับทราบเอาแต่เนิ่นครับ

เผื่อทาง อพท.คิดจะสนองนโยบายรัฐบาล คสช.ด้วยการขอเงินงบประมาณไปพัฒนาเมืองรอง 55 เมือง จะได้ไม่เขียนแผนงานซ้ำกับกรมการท่องเที่ยว เขาน่ะครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

แหล่งน้ำในหลวง ร.๙ แก้น้ำท่วมน้ำแล้งได้ ถ้ารัฐบาล คสช.ทุ่มงบ ซ่อมแซมให้”ดี”ดังเดิม

106

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมต้องกราบขอบพระคุณ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่กรุณาเผยให้ทราบถึงสิ่งที่ผมเคยแสดงความห่วงใยสิ่งที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงพระราชทานไว้

อันได้แก่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อันประกอบด้วย ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำร 6 ศูนย์และโครงการเกี่ยวกับแหล่งน้ำขนาดเล็ก หรือแก้มลิงในจังหวัดต่าง ๆ ว่าจะถูกทอดทิ้ง

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 ผมได้เขียนบทความเรื่อง ขอเสนอรัฐบาล คสช. ยกศูนย์ศึกษาการพัฒนา ในพระราชดำริ ร. ๙ เป็นมหาวิทยาลัยเปิด ให้เกษตรกรเข้าเรียน รัฐบาลจะได้จัดงบประมาณให้

และได้เขียนถึงแหล่งน้ำขนาดเล็กในจังหวัดสุโขทัยที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ พระราชทานให้ แต่ไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบดูแล จนกลายเป็นภาระของ กรมชลประทาน ที่ต้องจัดสรรงบประมาณลงไปซ่อมแซม

เมื่อทราบจาก ม.ร.ว.ดิศนัดดา ว่า ขณะนี้มีแหล่งน้ำขนาดเล็กจำนวน 8,403 แห่ง ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ 69 จังหวัด ชำรุดและเสียหาย ผมจึงขอกราบขอบคุณที่ท่านแจ้งข่าวนี้ให้รัฐบาล คสช.ทราบครับ

ท่านเลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ กล่าวว่าโครงการเหล่านี้ บางส่วนได้ถ่ายโอนให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.รับไปดูแล้ว 7,086 เหลืออีก 1,317 แห่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาถ่ายโอน

107

อย่างไรก็ตาม แม้จะถ่ายโอนไปแล้ว แต่หลายแห่งยังชำรุดเนื่องจากไม่ได้รับการซ่อมแซม จึงได้หารือไปยัง นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ ให้หาแนวทางช่วยเหลือเร่งซ่อมแซมโครงการต่าง ๆ

ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวว่า หากสามารถซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กทั้ง 8,403 แห่งให้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำได้ให้เสร็จก่อนเดือนพฤษภาคม จะทำให้สามารถเก็บกักน้ำได้อีก 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

… ผมอ่านข่าวนี้ด้วยความรู้สึกสองประการ ประการแรกรู้สึกอบอุ่นใจที่ มูลนิธิปิดทองหลังพระ ซึ่งมี ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เป็นเลขาธิการ ยังให้ความเอาใจใส่และดูแลโครงการของในหลวง ร.๙ อย่างใกล้ชิด

108

ประการที่สอง ผมคิดไปถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ รวมทั้ง รัฐบาล คสช.รวมหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำที่มีอยู่เป็น 30 – 40 หน่วยให้เป็นหน่วยงานเดียวขึ้นมาทันทีครับ

เพราะถ้ามีการจัดตั้ง หน่วยงานที่นำเอาหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำมาไว้ด้วยกัน การแก้ปัญหาน้ำในแต่ละเรื่องก็จะสามารถดำเนินการไปได้อย่างเป็นเอกภาพ ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละหน่วยทำงานตามแผนของตัวเอง

และที่สำคัญอย่างยิ่งยวดคือ หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาใหม่นี้ จะมีภารกิจหลักอีกประการหนึ่งคือ มีหน้าที่รับผิดชอบ ดูแลและซ่อมแซมแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ อีกด้วย

ผมได้ความคิดที่จะให้หน่วยงานที่ผมเสนอให้ตั้งขึ้นมาใหม่รับผิดชอบแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตอนที่เกิดน้ำท่วมจังหวัดสุโขทัยเมื่อปีที่แล้ว

จึงทราบจากความของ พลโท ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข. ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ ๔ กอ.รมน.ซึ่งขณะนี้ยังเป็น รองแม่ทัพภาคที่ 3 ที่ช่วยแก้น้ำท่วมที่นี่

109

ผมจึงขอสนับสนุนแนวความคิดของ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ ในกรณีที่ขอให้กระทรวงเกษตรฯ จัดงบประมาณเข้าไปดูแลแหล่งน้ำทั้ง 8,403 แห่งในครั้งนี้ครับ

เสร็จจากการแก้ปัญหาเร่งด่วนดังกล่าวนี้แล้ว รัฐบาล คสช.จะให้หน่วยงานไหนเข้ามารับผิดชอบและดูแลซ่อมแซมต่อไป ก็ขอให้อยู่ในดุลพินิจของรัฐบาล คสช.ต่อไปนะครับ

( ขอบคุณภาพประกอบจาก บทความของ พลโท ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข. ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ ๔ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร)


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

หากไม่ตัดไฟแต่ต้นลม จะมีคนเข้าไปบุกรุก ทำลายแหล่งน้ำและป่า ทำให้น้ำท่วมเมืองอีก

103

ภาณุมาศ ทักษณา

วันที่ 16 มกราคม 2561 ผมเขียนเรื่อง โถ ที่แท้ก็แค่เปลี่ยนชื่อ จากกรมน้ำเป็น สทนช. อย่างนี้จะไหวหรือครับ ท่าน นายกฯลุงตู่

รายงานให้ท่านผู้มีเกียรติทราบถึง ความคืบหน้าของ  สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ ม.44 ตั้งขึ้นมา ด้วยความเข้าใจว่าเพื่อรวมหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำประดามี

ผมจึงตั้งใจอ่านรายงานชิ้นนั้นด้วยความสนใจใครรู้ และพยายามนึกภาพตามไปด้วยว่า เมื่อหน่วยงานนี้จัดตั้งเสร็จแล้ว จะแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างไร ?

แต่เมื่อได้ทำความเข้าใจใน ภาระ หน้าที่ และศึกษาผังการจัดองค์กรของหน่วยงานแห่งนี้ ที่มีชื่อย่อว่า สทนช.และดู ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ….ควบคู่ไปด้วยแล้ว

ขอกราบเรียนท่านผู้มีเกียรติว่า ผมรู้สึกเศร้าสลดใจอย่างบอกไม่ถูกครับ เพราะ สทนช.ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมานั้น หาได้เป็นไปอย่างที่ผมคาดหวังที่จะให้เกิดไม่

ตามคำให้สัมภาษณ์ของ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช.บอกว่า หน่วยงานนี้จะเป็นหน่วยงานกำกับนโยบายน้ำของชาติ เป็นเสนาธิการด้านน้ำให้นายกรัฐมนตรี

และคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ เพื่อพิจารณาโครงการน้ำทุกโครงการ เหมือนเป็น เชกกูเรเตอร์” ซึ่งเมื่อไปดูที่ผังการจัดองค์กร ก็เห็นจริงตามนั้น

สทนช.ไม่มี “หน่วยปฏิบัติการ” คือ กองเครื่องกล หรือกองอะไรที่เกี่ยวกับเครื่องมืออุปกรณ์ ที่จะใช้ในการเข้าไปแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ…. สทนช.จึงเหมือนคนพิการที่ไม่มีมือและเท้า

หากจะทำอะไร ก็จะต้องพึ่งพาหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ 30 – 40 หน่วยไม่ต่างจากในอดีตคือทำงานซ้ำซ้อนกัน หรือไม่ก็เกี่ยงงานกันทำ

เมื่ออ่านทบทวนจนเข้าใจดีแล้ว ผมจึงคิดว่า คงต้องปล่อยให้ สทนช.เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล และผมควรจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำของรัฐบาลเสียที

แต่แล้ว บ่ายวานนี้ (17 มกราคม 2561)ก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจ ต้องการกลับมาเขียนถึงการแก้ปัญหาน้ำของรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง

102

ชมคลิปวิดีโอ คลิก https://goo.gl/wy5UYF

นั่นคือ ได้มีผู้เผยแพร่คลิปวิดีโอ.แนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเฟซบุ๊ก เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในจังหวัดเพชรบุรี ที่ลงไปสร้างเรือนไม้ในลำธารครับ

ผมไม่แน่ใจว่าสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ที่กำลังรณรงค์ให้คนไทยเที่ยวในประเทศไทยหรือไม่

แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่า สถานที่แห่งนี้ได้รับอนุญาตจาก หน่วยงานของจังหวัดอย่างถูกต้องแล้วหรือไม่ เพราะส่วนหนึ่งของสถานที่ท่องเที่ยวรุกเข้าไปในโครงการแหล่งน้ำธรรมชาติ

ผมอยากเรียนถามเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ใคร หน่วยงานไหน เช่น อบต. เทศบาล อำเภอ หรือ กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ควรจะรับผิดชอบ

ในความรู้สึกผม ผมคิดว่าควรเป็นความรับผิดชอบของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรี

จึงขอเรียนมายังท่าน พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรฯ ว่า ท่านต้องรีบดำเนินการแก้ไขนะครับ หากไม่จะเกิดตามมาอีกหลายแห่ง

เพราะทุกคนจะอ้างนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องถิ่นของรัฐบาลเข้าไปบุกรุกสถานที่ซึ่งเป็นธรรมชาติและแหล่งน้ำสำคัญกันโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายครับ

แต่ถ้ามีหน่วยงานอย่างที่ผมใฝ่ฝันและเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการจัดตั้งเกิดขึ้นจริง หน่วยงานที่ผมอยากให้มีนั่นแหละครับ จะเป็นผู้เข้าไปดำเนินการทันทีครับ !



ขอบคุณภาพจาก facebook : ค น ห ล ง ท า ง


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ข้าราชการไทยส่วนใหญ่ขาดความจริงใจต่อชาวบ้าน ? พี่น้องเกษตรกรจึงมีแต่หนี้สินและจนอยู่ดักดาน

95

ภาณุมาศ ทักษณา

วันก่อนผมเปิดประเด็นเอาไว้ในเฟซบุ๊กภาณุมาศ ทักษณา ด้วยข้อความว่า

98

แล้วต่อด้วย

99

ปรากฏว่ามีมวลมิตรที่เป็นแฟนเพจสอบถามว่า นึกอย่างไรหรือจึงเขียนอย่างนั้น  ผมคิดว่าผมน่าจะตอบคำถามนั้นผ่านทางนี้ น่าจะตอบได้กว้างกว่า จึงขอตอบท่านที่ถามว่า

เพราะผมสัมผัสชีวิตของเกษตรกร ชาวไร่ชาวนามานาน และเห็นการเปลี่ยนหน้าของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาหลายสิบ หรืออาจจะหลายร้อยคนแล้ว

แต่ผมไม่เคยพัฒนาการของเกษตรกรรม หรือวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยจะดีขึ้นแต่อย่างไร ยังคงมีชีวิตอยู่อย่างปากกัดตีนถีบอย่างไรก็อยู่อย่างนั้น บางคนมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ทั้ง ๆ ที่รัฐบาล มีหน่วยงานที่คอยให้การสนับสนุนการทำการเกษตรตรง ๆ อย่างใหญ่โตคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ต่างกกระทรวงอยู่อีกมากมายหมาย

ต่างจากกิจการเกี่ยวกับการเกษตรของเอกชนที่ในอดีต เริ่มต้นจากร้านค้าขายเมล็ดพันธุ์พืช ค้าขายปุ๋ย แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปเพียงชั่วอายุคน กิจการของเอกชนกลับเจริญรุ่งเรืองขึ้น

นอกจากสามารถครอบครองตลาดในประเทศไทยได้แล้ว กิจการด้านการเกษตรของเอกชนยังแพร่ขยายสาขาออกไปยังต่างประเทศได้อย่างชื่นชมอย่างยิ่ง…

ซึ่งผมเชื่อว่า ท่านผู้มีเกียรติที่ให้ความสนใจวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวไร่ชาวนาชาวสวนหรือที่เรียกกันว่าเกษตรกร ก็คงจะเห็นเหมือนผมนะครับ

สาเหตุส่วนหนึ่ง ผมเข้าใจว่า น่าจะมาจากข้าราชการไทยส่วนใหญ่ ขาดความจริงใจกับเกษตรกรที่เป็นคนหมู่มาก ที่อาจจะมีการศึกษาน้อยกว่าข้าราชการบางคนก็เป็นได้

เกี่ยวกับความยากจนของชาวนาไทยนี้ คุณเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ที่คลุกคลีอยู่ในวงการเกษตรมานานมา ได้สะท้อนปัญหาให้ฟังว่า

ปี 2558 เคยเข้าไปสำรวจพื้นที่ปลูกข้าวที่จังหวัดอุบลราชธานี พบว่าที่นั่นมีการสร้างสถานีสูบน้ำมากว่า 20 ปีแล้ว แต่ขาดท่อส่งน้ำมายังพื้นที่ที่ชาวนาปลูกข้าว ทั้งที่เป็นศูนย์พัฒนาพันธุ์ข้าวในจังหวัด

สมาคมผู้ส่งออกข้าวจึงตัดสินใจให้ความช่วยเหลือด้วยการใช้งบประมาณราว 10 ล้านบาทต่อท่อส่งน้ำเข้าไป ทำให้สามารถส่งน้ำเข้าไปในพื้นที่เกษตรได้ถึง 1,000 ไร่

คุณเจริญ เล่าต่อว่า ในปี 2559 ทางสมาคมฯ ก็ได้ช่วยเหลือชาวนาด้วยการซื้อรถเกี่ยวข้าวให้ชาวนาที่ขาดแคลนในหลายพื้นที่ โดยให้หน่วยทหารดูแลรถเกี่ยวและเข้าไปช่วยชาวนา

97

เขาบอกว่า ที่ชาวนาทำนาขายไม่ได้กำไร ไม่ใช่อยู่ที่ราคา เพราะเรื่องราคาเป็นกลไกลตลาดโลก แต่ที่ชาวนายังยากจนอยู่ที่ต้นทุนการผลิตและปริมาณการเพาะปลูกทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอ

คุณเจริญ บอกด้วยว่า ทางแก้ที่ถูกต้องคือ ต้องน้อมนำองค์ความรู้จากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ผสมผสานกับความรู้ดั่งเดิมของเกษตรกรชาวไร่ชาวนาจึงจะอยู่รอดได้

ผมอ่านที่คุณเจริญ บอกแล้วเห็นคล้อยตามครับ ทุกวันนี้นอกจากค่าเมล็ดพันธ์ ค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืช ค่าจ้างรถไถ ค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวแล้ว มีต้นทุนแฝงอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ

96

ค่าน้ำมันที่จะต้องใช้กับเครื่องสูบน้ำเข้านาครับ

ผมจึงเรียกร้องให้รัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหน ๆ แก้ปัญหาน้ำให้ชาวนาให้ได้มาเป็น 10 ปีเข้านี่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีแววว่าจะเป็นจริงเสียที

ผมอยากเรียกร้องให้ข้าราชการไทย หันมาให้ความจริงใจในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ชาวนาตามหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถครับ ผมเชื่อว่าหากข้าราชการที่มีความรู้ลงไปช่วยชาวนาจริง ๆ

เกษตรกรชาวไร่ชาวนาชาวสวน ก็คงจะยืนได้ด้วยลำแข็งของตัวเอง เหมือนในอดีตที่ชาวนาเคยเป็นกระดูกสันหลังของชาติมาแล้วครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ถาม กรมพัฒนาที่ดิน กำลังดูถูกคนไทยหรือ จึงตอบว่าขุดบ่อฟรีได้ แต่ต้องหลังบ่อเสียเงิน

90

ภาณุมาศ ทักษณา

ในที่สุดความพยายามครั้งที่สองของผม ที่เรียกร้องให้รัฐบาล คสช.ผ่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 ท่าน คือ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ คนก่อนกับ นายกฤษฏา บุญราช คนปัจจุบัน

สั่งให้ กรมพัฒนาที่ดิน ยกเลิกการเก็บเงินค่าขุดบ่อหรือสระน้ำ ตามโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ก็ล้มเหลวอีกครั้งหนึ่ง ตามหนังสือที่ กษ 0805.02/10 ลงวันที่ 5 มกราคม 2561(กรุณาอ่านท้ายบทความ)

หนังสือราชการดังกล่าว ลงนามโดย นายปราโมทย์ ยาใจ รองอธิบดี รักษาราชการแทน อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ตอบข้อความตามบทความลงวันที่ 25 ธันวาคม 2560 ที่ผมเขียนถึง คุณกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตร

อ่านบทความ คลิก รัฐมนตรีเกษตรกฤษฎา ครับ กรุณเสนอคณะรัฐมนตรี ยกเลิกมติ ครม.เมื่อ 29 มิถุนายน 2547 ที่บีบคอเกษตรกร ด้วยครับ

ข้อความในหนังสือตอบของ คุณปราโมทย์ ยาใจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินนั้น ก็คล้าย ๆ กับที่ คุณสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมที่ดิน เคยตอบผมเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2560 หลักใหญ่ใจความคือ

ที่เก็บเงินจากเกษตรกรเพราะต้องการให้เกษตรมีส่วนร่วมในการก่อสร้าง รู้สึกเป็นเจ้าของ มีความรักความหวงแหน ซึ่งจะนำไปสู่การดูแลรักษา แหล่งน้ำของตนให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างดีต่อไป

แล้วก็ชี้แจงถึงเงินที่เก็บไปจากเกษตรกร 2,500 บาทว่า ได้เอาไปทำประโยชน์อะไรบ้าง สรุปคือไม่ได้เอาเข้าพกเข้าห่อใคร แต่เอาไปสมทบในการขุดบ่อให้ผู้มีรายได้ – อะไรประมาณนั้น

ท้ายหนังสือ คุณปราโมทย์ บอกว่า ข้อเสนอของท่าน (หมายถึงผมที่เขียนบทความเสนอแนะ) นับว่ามีประโยชน์ สนับสนุนให้เกษตรกรได้รับบริการจากรัฐโดยไม่ต้องเสียค่าใช้ ซึ่งสามารถดำเนินการได้…..

“หากเพียงแต่ต้องดำเนินการโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานให้ครบถ้วยตามจำนวนที่เกษตรกรยื่นความประสงค์ผ่านมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2547 จำนวน  343,365 ราย/บ่อ เสียก่อน จึงสามารถยกร่างโครงการสระน้ำฯ ตามที่ท่านเสนอในลักษณะดังกล่าวนั้นได้

อ่านข้อความตามตัวหนังสือที่ คุณปราโมทย์ชี้แจงมา แปลไทยเป็นไทยก็คือ

ต้องรอให้กรมพัฒนาที่ดินขุดบ่อตามที่เกษตรกรขอ 343,365  หมดเสียก่อนนะสิ

จึงยกร่างโครงการขุดบ่อฟรีตามที่ผมเรียกร้องได้

ที่คุณปราโมทย์ เชียนนั้น ไม่ได้ดูถูกสติปัญหาผมหรือเกษตรกรต้องการบ่อน้ำฟรีเท่านั้นนะครับ แต่ผมเข้าใจว่า คุณาปราโมทย์ กำลังดูถูก คณะรัฐมนตรีในรัฐบาล คสช.ทั้งคณะ

และเหมือนดูหมิ่นฝีมือ  รัฐมนตรีเกษตรที่ชื่อ นายกฤษฏา บุญราช ที่เคยเป็นถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย อีกด้วย

เพราะตราบใดที่ กรมพัฒนาชุมชน ยังมีโครงการให้ชาวบ้านขอขุดบ่อด้วยการจ่ายเงินบ่อล่ะ 2,500 บาท ตามที่คุณเอา มติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2547 หรือเมื่อ 14 ปีที่แล้ว

ชาตินี้ การขุดบ่อน้ำฟรีก็คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะจะต้องมีเกษตรกรขอให้กรมพัฒนาที่ดินขุดบ่อให้ทุกปี เพราะเขาต้องการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในพื้นที่การเกษตรของเขาอย่างต่อเนื่อง

หากคุณปราโมทย์ ยาใจ และคนในกรมพัฒนาที่ดิน มีจิตใจที่เมตตากรุณาต่อเกษตรกรกชาวไร่ชาวนา

คุณต้องเสนอให้รัฐมนตรีกฤษฏา บุญราช เสนอ ครม.เพื่อขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2547 นะ

การตอบจดหมายเหมือนดูถูกคนอื่นอย่างนี้ อยากบอกว่าไม่ส่งผลดีต่อการทำงานของกรมพัฒนาที่ดินเลยแม้แต่น้อย เพราะอาจทำให้ชาวบ้านตั้งคำถามว่า

ในเมื่อกรมพัฒนาที่ดินยืนยันว่า เงินที่เก็บจากชาวบ้านนำไปใช้ประโยชน์ต่อเนื่อง หรือพูดภาษาชาวบ้านคือไม่เข้าพกเข้าห่อใครแล้วทำไมจึงหวงเงินก้อนนี้กันนักนะซิ.

91

86


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

โถ ที่แท้ก็แค่เปลี่ยนชื่อ จากกรมน้ำเป็น สทนช. อย่างนี้จะไหวหรือครับ ท่าน นายกฯลุงตู่

84

ภาณุมาศ ทักษณา

วันจันทร์ที่ 8 มกราคม 2561 ผมเขียนบทความเรื่อง สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช.ที่ผมแสดงความห่วงใย กำลังตั้งไข่ล้มต้มไข่กิน” ครับ!

สาระสำคัญคือ  ผมทวงถามถึงความคืบหน้าในการจัดตั้ง สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช.ไปยังผู้เกี่ยวข้อง ว่าไปถึงไหนแล้ว เพราะห่วงว่าจะแก้ปัญหาน้ำไม่ทัน

อ่านบทความ คลิก สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช.ที่ผมแสดงความห่วงใย “กำลังตั้งไข่ล้มต้มไข่กิน” ครับ!

ต่อมามีรายงานข่าวว่า ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บอกกับนักข่าวว่า ในวันที่ 12 มกราคม 2561 ท่านจะเชิญผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำมาประชุมเพื่อหาขอสรุป โดยเฉพาะเรื่องอัตรากำลังจะไม่มีการบังคับใคร

แสดงให้เห็นว่า รัฐบาล คสช.ได้ให้ความสำคัญในการจัดตั้งหน่วยงานนี้อย่างมาก ในฐานะที่กระตุ้นเรื่องนี้มาตั้้งแต่แรกขอกราบขอบคุณท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ และ รองนายกฯ ดร.วิษณุ เครืองามเป็นอย่างสูงครับ

วานนี้ 15 มกราคม 2561 ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์ ได้สัมภาษณ์พิเศษ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ถึงความคืบหน้าในการจัดตั้ง สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช.พร้อมกับนำผังการจัดองค์กรมาเผยแพร่

จากบทสัมภาษณ์ทำให้ทราบว่า ตำแหน่งของ ดร.สมเดียรติ ใน สทนช.นั้นเปลี่ยนจาก ผู้อำนวยการ เป็น เลขาธิการ และจะมีรองเลขาธิการเป็นผู้ช่วยอีก 2 คนดูแลงานภายใน กับ การปฏิบัติการภายนอก

โดย สทนช.มีภารกิจหลักตามคำสั่งมาตรา 44 รวม 5 ด้าน คือ 1.ด้านยุทธศาสตร์ 2.ด้านข้อมูล 3.ด้านแผนงาน 4.ด้านงบประมาณ และ 5.ด้านบริหารจัดการ ทำหน้าที่เหมือนเป็น “เชกกูเรเตอร์”

83

สำหรับอัตรากำลังของ สทนช.ตามโครงสร้างจะมี 606 อัตรา เป็นข้าราชการ 497 อัตรา พนักงานข้าราชการ107 อัตรา และลูกจ้าง 2 อัตราส่วนใหญ่จะโอนมาจาก กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำ

โดยงบประมาณเบื้องต้นได้รับมาเพื่อดำเนินในการจัดการต่าง ๆ 50 ล้านบาท ขณะนี้ได้ขอเสนองบประมาณกลางปีจากรัฐบาลประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานในระยะเริ่มแรก

ดร.สมเกียรติ อธิบายว่า คือเป็นหน่วยงานกำกับนโยบายน้ำของชาติ เป็นเสนาธิการด้านน้ำให้นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ เพื่อพิจารณาโครงการน้ำทุกโครงการ

เขาย้ำว่า “ต่อไปนี้การแก้ไขปัญหาน้ำที่อยู่ในลักษณะต่างคนต่างทำ แต่คนต่างปัญหา บางครั้งก็มีช่องว่างขอบเขตความรับผิดชอบตามกฎหมายทำให้การแก้ไขปัญหาไม่สะเด็ด”

ในรายงานชิ้นเดียวกัน ได้สัมภาษณ์ พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทรัพยการน้ำ พ.ศ… ที่ค้างอยู่ใน สนช. ผมเสนอให้รัฐบาลถอนออกมาเพื่อปรับแก้ใหม่

แต่เมื่ออ่านจากบทสัมภาษณ์ทำให้ทราบว่า คงไม่มีการถอนกลับมา เข้าใจว่า กรรมาธิการวิสามัญคงจะแปรญัตติด้วยการเปลี่ยนชื่อ ร่าง พ.ร.บ.ให้เป็น ร่าง พ.ร.บ.สำนักงานบริหารจัดการน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

ในส่วนอื่น ๆ เช่น อำนาจหน้าที่ ของ สทนช.ก็ยังเหมือนในร่างเดิม เนื่องจากตามผังองค์กรได้แบ่งให้เห็นชัดเจนว่า สนทช.จะต้องบริการจัดการลุ่มน้ำที่แบ่งเป็น 4 ลุ่มน้ำ ซึ่งใน ร่างเดิมก็มีกำหนดไว้

และจากสัมภาษณ์บุคคลทั้งสองต่างให้ความเห็นตรงกันว่า ทั้งภาคปฏิบัติการคือ สทนช. และในด้านของกฎหมายที่กำลังพิจารณากันอยู่จะเสร็จไม่เกินเดือน เมษายน 2561 นี้อย่างแน่นอน

ในบทความของผมที่เขียนไว้ ได้เสนอให้จัดตั้งสำนักงานของ สทนช.ที่บริเวณกรมชลประทาน ปากเกร็ด แต่ผลจากการหารือกันได้ข้อยุติว่าจะสร้างอาคาร 10 ชั้นขึ้นที่ กรมชลประทาน สามเสน

ผมนั่งอ่านรายละเอียดในการจัดตั้ง สทนช.อย่างละเอียดแล้ว หลายอย่างตรงตามที่อยากให้เป็น แต่หลายอย่างยังรู้สึกขัด ๆ อยู่บ้าง พรุ่งนี้ ผมจะขอวิจารณ์ สทนช.ในฐานะที่คอยให้กำลังใจมาตั้งแต่ต้นอีกครั้งครับ !

(ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 15 ม.ค.61)


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ขอเตือนรัฐบาล คสช. หากอนุมัติตามที่ ททท.ขอ จะกลายเป็นบูมเมอแรง ที่หมุนกลับมาใส่ คสช.

74

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ ผมโพสต์เรื่องที่ นายยุทธศักด์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)จะของบกลางปี 2561 จากรัฐบาล คสช.จำนวน 3,260 ล้านบาท

อ้างว่าจะนำไปใช้ในการพัฒนาความพร้อมของการท่องเที่ยวเมืองรอง

แบ่งเป็น งบรวม 2,750 ล้านบาทจัดสรรลง 55 จังหวัดรอง จังหวัดละ 50 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงปัจจัยพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว พัฒนาบุคลากร

75

เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ

อีกส่วนหนึ่ง 410 ล้านบาทใช้สำหรับแคมเปญกิจกรรม “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ โกโลคัล” หรือเที่ยวท้องถิ่นไทย ชุมชนเติบใหญ่เมื่อไทยเติบโต และอีก 100 ล้านบาทใชในโครงการทัวริสซึ่ง บิ๊กดาต้า เพื่อเก็บข้อมูลด้านการท่องเที่ยว

นอกจากนี้มีรายละเอียดอื่น ๆ อีกมากมาย และควรได้รับคำชื่นชมในความคิดริเริ่มดังกล่าว

แต่เมื่อพิจารณาถึงการขอใช้ งบประมาณกลางปี หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า งบกลาง ของ ททท.แล้ว มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า

เป็นการใช้เงินผิดประเภทหรือไม่…

ในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการขอใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อแก้ไขหรือเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายในบางกรณี พ.ศ. ๒๕๕๙ นั้น

ข้อ 3 ระบุว่า งบนี้ใช้เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อการแก้ไขหรือเยียวยาตามหลักมนุษยธรรมในความเดือดร้อนเสียหายทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประชาชนหรือของผู้ประสบภัยอันเป็นสาธารณภัย ไม่ว่าจะเกิดจากธรรมชาติ มีผู้ทำให้เกิด อุบัติแหตุหรือเหตุอื่นใด ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้

โดยสรุปคือ …ให้เขียนแผนงานต่าง ๆ ที่จะขอใช้งบกลางปีว่าจะนำไปใช้อะไรบ้าง มีเหตุผลและความจำเป็นอะไร ให้เสนอต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดให้ความเห็นชอบ

เพื่อเสนอต่อ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนทีจะเสนอให้ รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยงานนั้นเสนอเพื่อพิจารณาต่อไป

แต่ผมดูจากข่าว นายยุทธศักดิ์ ผู้ว่าฯ ททท.ให้สัมภาษณ์ยาวเหยียดว่าทำไมจึงต้องของบกลางมาใช้ถึง 3,260 ล้านบาท และยังอ้างด้วยว่าการนำเงินไปพัฒนาพื้นที่ไม่ซ้ำซ้อนกับงบการพัฒนาจังหวัด ทั้ง ๆ ที่โอกาสซ้ำกันมีอย่างมาก

ที่สำคัญ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ นอกจากจังหวัดเจ้าของพื้นที่จะมีหน้าที่แสวงหาและประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปได้รู้จักแล้ว ยังมีหน่วยงานอื่น ที่ทำหน้าที่ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างแข่งขันอยู่แล้ว

นั่นคือ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.ซึ่ง ท่านรัฐมนตรีวีระศักดิ์ เคยกำกับดูแลมาแล้ว ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีว่าการการท่องเที่ยวและกีฬา

76

ผมจึงขอสอบถามมายังคุณวีระศักดิ์ ว่า

ในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแล การท่องเที่ยวแห่งประเทศ(ททท.) ท่านรับทราบรายละเอียดหรือไม่ว่า ผู้ว่าฯ ททท.จะนำเงิน 3,260 ล้านบาทไปทำอะไรที่ไหนบ้าง

อยากเรียน คุณวีระศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวฯ ว่า เรื่องการของบกลางปีของ ททท.มาใช้ในครั้งนี้ สุ่มเสี่ยงต่อการถูกนักการเมืองที่จ้องทำลายรัฐบาล คสช.หยิบยกไปโจมตีอย่างมากว่า ใช้เงินผิดประเภทครับ

จึงเรียนมาเพื่อให้คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีท่องเที่ยว ที่มีความตั้งใจในการพัฒนาการท่องเที่ยวให้เป็นแหล่งทำรายได้ให้รัฐได้กรุณาทบทวนเรื่องนี้เป็นกรณีเร่งด่วนด้วยครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ปฏิรูปสื่อของรัฐ ให้เป็นตัวอย่างแก่เอกชนก่อนดีไหม คุณจิรชัย มูลทองโร่ย ประธานปฏิรูปสื่อฯ !

71

ภาณุมาศ ทักษณา

วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2561 ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ สัมภาษณ์ คุณจิรชัย มูลทองโร่ย ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการจากตำแหน่ง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

และได้รับแต่งตั้งจาก คสช.ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อมวลชนเทคโนโลยีสารสนเทศ ถึงความคืบหน้าในการปฏิรูปสื่อฯ เรื่อง ปฏิรูปสื่อปฏิรูปตัวเอง

ผมอ่านคำให้สัมภาษณ์ของคุณจิรชัย ด้วยความรู้สึกเห็นใจในภารกิจที่ได้รับมาจริง ๆ ครับ

เพราะผมคนหนึ่งละที่ไม่เชื่อว่า สื่อมวลชนปฏิรูปไม่ได้อย่างแน่นอน

คือต้องเข้าใจสถานะ และความความเป็นจริงของสื่อมวลชนเสียก่อนว่า ปัจจุบันสื่อมิได้มีเพียง 2 ประเภทคือ ของรัฐ กับของเอกชนเท่านั้น แต่ยังมีของปัจเจกบุคคลอีกด้วย

คุณจิรชัย เคยรับราชการเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เคยสัมผัสกับสื่อสองประเภทแรกคือ สื่อของรัฐ กับ สื่อของเอกชนมาแล้ว ย่อมทราบดีว่าแต่ละสื่อต้องการความเป็นอิสระในการทำงาน

โดยเฉพาะสื่อของเอกชนนั้นทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิม คือเจ้าของสื่อไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่อยากทำสื่อ แล้วลงทุนร่วมกันเพื่อทำสื่อตามอุดมการณ์ที่มีเหมือน  ๆ กัน

แต่สื่อของเอกชนทุกวันนี้ได้กลายเป็นธุรกิจที่มีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงมีโอกาสเปลี่ยนเข้าของได้ในวันใดวันหนึ่งได้ไม่ยากนัก

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คณะกรรมการปฏิรูปสื่อฯ ที่คุณจิรชัย เป็นประธานฯ จะเอา “น้ำยา” อะไรไปปฏิรูปธุรกิจที่หวังผลกำไรจากการขายทั้งตัวสื่อและการขายโฆษณาเล่า

ผมจำได้ว่า เคยเขียนบทความแนะนำคุณจิรชัย ว่า หากต้องการปฏิรูปสื่อ คุณจิรชัย ต้องเชิญเจ้าของหรือผู้มีอำนาจเต็มในการบริหารสื่อมาคุยด้วย ว่าเราจะเดินไปด้วยกันอย่างไร

อ่านบทความ คลิก หากต้องการปฏิรูปสื่อจริง ๆ กรรมการปฏิรูปสื่อ ต้องเชิญ “เจ้าของสื่อ” ทุกแขนงไปคุยครับ !

ผมบอกไปว่า ป่วยการที่จะเชิญนักข่าวนักหนังสือพิมพ์หรือนักสื่อมวลชนชื่อดังหน้าคุ้น ๆ มาตั้งเวทีคุย เพราะคนเหล่านั้นไม่มีอำนาจตัดสินใจว่าจะปฏิรูปอะไรได้บ้าง

อย่างดีก็ได้แต่แสดงแนวความคิดว่า “น่าจะอย่างโน้น น่าจะอย่างนี้” ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ในห้องประชุม โดยที่ เข้าของหรือผู้มีอำนาจเต็มของสื่อหาได้รับรู้ด้วยไม่

นอกจากนี้ ทุกวันนี้สังคมยังมีสื่อออนไลน์ทั้งของเอกชนและปัจเจกบุคคลอยู่ดาษดื่นราวกับดอกไม้ในสวนสาธารณะ แล้วจะไปเรียกร้องให้เขาปฏิรูปอะไรตรงไหนหรือ

เพราะสื่อออนไลน์บางประเภท คนเขียนก็ไม่ได้มีความรู้ทางด้านสื่อสารมวลชน แต่เขียนเอาสนุก หาความสุขให้ตัวเองไปวัน ๆ เบื่อวันไหนเขาก็ไม่เขียน แล้วจะไปคุมเขาได้อย่างไร

ผมขอแนะนำคุณจิรชัย มา ณ โอกาสนี้ว่า ในฐานะที่เป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในภาครัฐ เคยสัมผัสกับหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของรัฐมาก่อน

คุณจิรชัย น่าจะเสนอท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า สิ่งแรกที่ควรทำก็คือ ปฏิรูปสื่อของรัฐ ให้เป็นไปอย่างที่คุณจิรชัยให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ก่อนเลยดีไหมครับ

เริ่มจากรายการข่าวของสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ภาคเช้า ที่ผมอยากจะบอกว่าเป็นรายการข่าวที่น่าเบื่อมาก มีสูตรสำเร็จในการนำเสนอมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว

คือเริ่มจากข่าวในประเทศ ตามด้วยข่าวต่างประเทศที่บางวันก็เป็นประเทศที่ไกลโพ้น ตามด้วยรายการไทยคู่ฟ้า ตามด้วยรายการปกิณกะการใช้รถกับ กบถ. การใช้ภาษาไทย แล้วจบลงด้วยการสัมภาษณ์สั้น ๆ

ผมอยากเห็นรายการข่าวในประเทศของสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยในช่วงเช้า นำเสนอ ผลงานของรัฐบาลที่ทำไปในวันวานให้เต็มอิ่ม ไม่ใช่ก๊อก ๆ แก๊ก ๆ อย่างที่เห็น

และถ้าเป็นไปได้ ควรขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุของเอกชน ให้ถ่ายทอดเสียงไปให้พี่น้องทั้งประเทศได้รับฟังด้วยจนกว่าจะหมดเวลาของข่าว

นอกจากข่าวช่วงเช้าแล้ว คุณจิรชัย ควรปฏิรูปผังรายการของสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทยเสียให้ ให้สนองนโยบายของรัฐบาลให้ได้ก่อน

หากรายการข่าวของกรมประชาสัมพันธ์มาความน่าสนใจ ชาวบ้านก็จะหันมารับฟังและรับชมรายการจากสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐ ไม่จำเป็นต้องไปดูของเอกชน

หลังจากนั้นเมื่อเรตติ้งของสื่อเอกชนตกลง เขาก็จะต้องดิ้นรนขวนขวายปฏิรูปตัวเอง โดยที่คณะกรรมการปฏิรูปสื่อฯ ไม่ต้องไปวุ่นวายกับเขาให้เสียเวลาหรอกครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

จีนให้สัจจะ “ขอให้ไว้ใจได้เลยว่า จีนไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น” ฝากพี่น้องไทยจับตาดู !

194

ภาณุมาศ ทักษณา

ในหน้าเศรษฐกิจ-การเมือง ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2561 คุณกนกวรรณ เกิดผลานันท์ ได้รายงานเรื่อง “รถไฟไทย – จีน” พัฒนาบนเส้นทางสันติ

โดยได้ถอดคำพูดของ นายเมิ่ง เสียงเฟิง รองเลขาธิการคณะกรรมการการทำงานขององค์กรที่ขึ้นตรงต่อศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรองผู้อำนวยสำนักงานทั่วแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ซึ่งกล่าวบนเวทีสัมมนา “ทิศทางนโยบายจีนต่อภูมิภาคภายใต้มติสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จน สมัยที่ 19 ซึ่งจัดโดยสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2561 ที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด ถนนรัชดา

นายเมิ่ง เสียงเฟิ่ง กล่าวเอาถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่โลกชะงักงัน แต่จีนกลับมีการพัฒนาที่ดีขึ้น ตอนหนึ่งเขากล่าวว่า

“การพัฒนาเศรษฐกิจจีนกับประเทศอื่น ๆ เหมือนลงเรือลำเดียวกัน ร่วมกันส่งเสริมการค้าการลงทุนเสรี ผลักดันโลกาภิวัตน์ เปิดกว่างมากขึ้นเพื่อชัยชนะร่วมกัน ซึ่งจีนยินดีต้องรับเพื่อน ๆ ร่วมเส้นทางการพัฒนา

และนับเป็นโอกาสดีที่สมัชชา 19 บรรจุโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางลงในธรรมนูญพรรค สะท้อนว่าภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จีนให้ความสำคัญกับโครงการนี้จากข้อริเริ่มกลายเป็นการปฏิบัติ

100 กว่าประเทศให้การสนับสนุน ระหว่างปี 2557 – 2559 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศจีนกับประเทศบนเส้นทางหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางสูงเกิน 3 ล้านล้านดอลลาร์

นายเมิ่งย้ำว่า โครงการนี้ ไม่ใช่ว่าจีนได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แต่ทุกประเทศได้ผลประโยชน์เสนอกัน จีนยินดีแบ่งปันประสบการณ์กับทั่วโลก” และอีกประโยคหนึ่งที่ต้องจดจำคือ

“ขอให้ไว้ใจได้เลยว่า จีนไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ไม่บังคับให้ประเทศอื่นต้องลอกเลียนแบบจีน” นายเมิ่งกล่าวด้วยว่า

“หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ไม่ซ้ำรอยเดิม แต่บุกเบิกความร่วมมือใหม่ ๆ เพื่อชัยชนะร่วมกัน สร้างความผาสุกให้ประชาชนในประเทศที่เข้าร่วม” เขาย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า

“ประเทศจีนจะไม่อาศัยการสูญเสียผลประโยชน์ของประเทศอื่นมาสร้างการพัฒนาของตนเอง และไม่สละสิทธิ์ในผลประโยชน์อันชอบธรรมของตนเอง” และ

“ประเทศจีน ไม่ว่าจะพัฒนาถึงระดับไหน ก็ไม่มีวันประกาศความเป็นเจ้า ไม่มีวันขยายขอบเขตดินแดนอันไม่ชอบธรรม” นายเมิ่งกล่าวถึงประเทศไทยด้วยว่า

“ไทยเป็นสถานีสำคัญที่เชื่อมต่ออาเซียนทางบกกับอาเซียนทางทะเล เป็นสถานีสำคัญแห่งหนึ่งบทเส้นทางสายไหมทางทะเล จีนเป็นหุ้นส่วนการค้าใหญ่สุดของไทย 5 ปีติดต่อกัน

196

ไทยเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่สุดมายังประเทศไทย ปี 2559 นักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทยสูงถึง 8.77 ล้านคน ครึ่งปีแรกของปี 2560 นักท่องเที่ยวจีนมาไทย 4.7 ล้านคนสร้างรายได้ราว 2.412 แสนล้านบาท”

ผมคัดลอกบางตอนของรายงานชิ้นนี้มานำเสนอท่านผู้มีเกียรติ เพราะผมเคยแสดงความวิตกว่า จีนจะใช้รถไฟความเร็วสูงในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง “ขนคน-ขนสินค้า” ผ่านไทยไปยังประเทศอื่น หรือเอามาทิ้งไว้ในไทย

ผมจึงขอบันทึกคำพูดของนายเมิ่ง เสียงเฟิง ซึ่งผมคาดว่าอนาคตเขาคงเป็นผู้นำคนสำคัญของจีนต่อไปเอามาไว้ที่นี่ โดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่า

“ขอให้ไว้ใจได้เลยว่า จีนไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น”

ขอให้พี่น้องไทยช่วยกันจดจำคำพูดของนายเมิ่ง เสียงเฟิ่ง กันเอาไว้ด้วยนะครับ หากในอนาคนเมื่อนายเมิ่งเป็นใหญ่ขึ้นมาแล้วเขาลืมคำพูด ก็ขอให้ช่วยกันทักท้วงแทนผมที่อาจไม่อยู่แล้วด้วยครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment