มาตรา 16 ใน พ.ร.บ.สำนักงานทรัพยากรน้ำฯ คือ กระบองใหญ่ที่ รองนายกฯวิษณุ เครืองาม พูดถึง ?

13

ภาณุมาศ ทักษณา

รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม เคยเปรียบเทียบ กรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งขณะนี้สังกัดอยู่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า “เหมือนยักษ์เล็กที่ถือกระบองเล็ก”

โดยบอกว่า หลังจาก พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ…..ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)แล้ว กรมทรัพยากรน้ำจะกลายร่างยักษ์ใหญ่ ถือกระบองใหญ่ในนาม สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ – ว่างั้น

ได้ยินท่านให้สัมภาษณ์ตอนแรก ก็นึกไม่ออกว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ขึ้นมาได้ยังไง ในเมื่อยังมี กรมชลประทาน ซึ่งใหญ่โตมโหฬารที่ไม่ถูกยุบไปรวมในหน่วยงานใหม่อยู่แล้วทั้งกรมแบบนั้น

จนกระทั่งได้อ่าน ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ฉบับย่อส่วนที่หนังสือพิมพ์มติชน นำมาเผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม 2560 จึงพอแล้วว่า อะไรเป็นอะไร – แต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นกระบองได้จริงไหม

มาตรา 16 บัญญัติว่า กนช.มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยทั่วไป รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่รวมทั้งสิ้น 14 ประการ

ซึ่งผมขอสรุปใจความสำคัญของกฎหมายนี้ให้ทราบแบบชาวบ้าน ๆ คือไม่ไล่เนื้อหาในแต่ละ วงเล็บ (- ) ก็ละกันนะครับ ไม่งั้นจะยาวจนน่าเบื่อที่จะอ่านครับ

สรุปคือ หลังจากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้แล้ว เขาจะแบ่งพื้นที่เกี่ยวกับน้ำออกเป็น ลุ่มน้ำ ต่าง ๆ โดยแต่ละลุ่มน้ำ จะมีกรรมการ ตามที่ผมเขียนไปในบทความวานนี้

แล้วให้ คณะกรรมการลุ่มน้ำ แต่ละลุ่มน้ำเขียนแผนงานต่าง ๆ ที่จะพัฒนา หรือจะแก้ปัญหาเกี่ยวกับน้ำ แล้วนำเสนอต่อ คณะกรรมการ กนช.ชุดใหญ่พิจารณา

เมื่อคณะกรรมการ กนช.ชุดใหญ่พิจารณาแล้ว อาจจะมีข้อเสนอแนะ ก่อนจะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ หรือประสานแผนงานหรือโครงการต่าง ๆ ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ

และที่ถูกอกถูกใจผมเป็นอย่างมาก และเผลอเขียนเรียกร้องไปเพราะไม่รู้ก็คือ คณะกรรมการ กนช.ชุดใหม่ มีหน้าที่ควบคุม กำกับ ติดตาม เร่งรัด และตรวจสอบการทำงานเกี่ยวกับน้ำของหน่วยงานต่าง ๆ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีครับ

อย่างไรก็ตาม แม้ผมอยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า อำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการ กนช.ชุดใหญ่ในเรื่องนี้ อาจทำให้เกิดการปีนเกลียวกับ กรมชลประทาน นะสิครับ

ตรงนี้ก็ขอฝาก ท่าน พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ด้วยนะครับว่าจะให้อำนาจ คณะกรรมการชุดใหญ่ให้ตรวจสอบกรมชลด้วยหรือไม่ – ต้องเอาให้ชัดครับ

คือขอให้บัญญัติไว้ในกฎหมายเลยว่า ควบคุม กำกับ ติดตาม เร่งรัด และตรวจสอบ เฉพาะในส่วนราชการอื่น ๆ ยกเว้น กรมชลประทาน ไม่งั้นอาจจะมีปัญหาตามมานะครับ

ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ในร่างกฎหมายนี้ ก็งั้น ๆ ครับเป็นรายละเอียดปลีกย่อยเหมือนกำหนดไว้ในองค์กรของรัฐว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งตรงนั้นคงต้องไปออกเป็นกฎกระทรวงกันต่อไป

โดยหวังว่าถึงตอนนั้นแล้ว คงไม่มีอะไรที่จะไปขัดแย้งกับหน่วยงานอื่น ๆ นะครับ หาไม่ ยักษ์ตัวนี้ก็มีแต่กระบองแต่ใช้ไม่เป็นนะสิครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

นายกฯ ครับ อุโมงค์ใต้ถนน แก้น้ำท่วมได้

12

ภาณุมาศ ทักษณา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้ง คณะกรรมการทรัยากรน้ำแห่งชาติ อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560

ช่วงหนึ่ง ท่านแสดงความห่วงใยสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดในภาคใต้เอาไว้น่าสนใจมาก ผมขอลอกคำพูดของท่านมาลงให้พี่น้องชาวไทยโดยเฉพาะในภาคใต้เห็นความห่วงใยของท่านครับ ท่านบอกว่า

“สิ่งที่น่าห่วงใยคือเรื่องของฝน … ใต้ฝนตกปีละ 2 – 3 ครั้ง ตกทีก็ท่วม 2 – 3 ครั้ง มันเป็นธรรมชาติของบ้านเรา ต้องรู้ตรงนี้ ต้องเตรียมการตั้งรับเอาไว้ รัฐบาลก็จะช่วยในขั้นตอนของป้องกัน การเตรียมการ การให้ข้อมูล”

และอีกตอนหนึ่ง ท่านบอกว่า “สิ่งสำคัญคือ ทำอย่างไรให้ระบายน้ำได้ สามารถขุดคลองระบายน้ำตะวันตก ตะวันออก ตั้งแต่เหนือลงไป ระบายน้ำออกทะเลให้เร็วที่สุด ภาคใต้ให้น้ำออกทะเลไป ทำไม่ได้สักอัน ค้านกันมาทุกอัน”

คำว่า ค้านกันมา นั่น ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ท่านหมายถึง พวกเอ็นจีโอ.ที่มักจะออกมาเคลื่อนไหวตอนรัฐบาลจะแก้ปัญหา แต่ตอนน้ำท่วม พวกนี้หายหดหัวเข้ากระดองเหมือนเต่าครับ (ฮา)

42

ได้ยินที่ท่านพูดแล้ว ผมนึกถึงตอนที่ไปที่ประเทศตุรกีครับ – ระหว่างเดินทางโดยรถบัสจากเมืองอิสตัสบูล ไปยังเมืองท่องเที่ยวที่ห่างออกไปนั้น ผมมองสองข้างทางต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไปครับ

และระหว่างที่รถจอดพักในสถานที่พักรถ (เหมือนที่พักรถบางปะกงของมอเตอร์เวย์) ผมเห็นบางอย่างที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับบ้านเรามาก นั่นคือภาพที่นำเสนอในบทความนี้นั่นแหละครับ

37

ในภาพคือ อุโมงค์ลอดถนนหลวงสายหนึ่ง ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเขาทำขึ้นเพื่อให้คนลอดจากร้านค้าฝั่งหนึ่ง ไปยังร้านค้าอีกฝั่งหนึ่งซึ่งมีเจ้าของคนเดียวกัน หรือ สร้างขึ้นเพื่อให้น้ำไหลจากฝั่งหนึ่งมายังอีกฝั่งหนึ่ง นะครับ

แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตามนะครับ ทันทีที่เห็นภาพนี้ ผมก็รีบถ่ายภาพเอาไว้ และตั้งใจว่าจะนำมาเขียนแนะนำการสร้างหรือซ่อมถนนของไทยทั้งก่อนหรือหลังน้ำท่วมในแต่ละภูมิภาคครับ

36

โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ที่ถนนหลวงมักจะ “สร้างขวางเส้นทางน้ำไหล” คือจากเทือกเขาฝั่งตะวันตก ไปยังท้องทะเลที่อยู่ในฝั่งตะวันออก ที่มักจะถูกกระแสน้ำที่เชียวกราก “ตัดถนนขาด” หรือ “สะพานพัง”

ผมขอกราบเรียนท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้กรุณาพิจารณาเรื่องนี้ด้วยครับ หากท่านเห็นด้วยกับการวางท่อระบายน้ำเป็นอุโมงค์อย่างที่เห็น

นอกจากนี้ในช่องกลางระหว่างถนนขึ้น-ล่อง กรุณาเว้นช่องวางเพื่อสร้างลำลางคอนกรีตให้น้ำไหลได้อย่างสะดวกด้วยก็จะช่วยระบายน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาได้เร็วขึ้นอีกด้วยครับ

ได้โปรดกรุณา มอบหมายให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ว่า หากถนนจากจังหวัดเพชรบุรีที่ทอดยาวลงไปจนถึงจังหวัดยะลานั้น จะวางท่ออย่างนี้บ้างจะได้ไหม

เพราะผมเชื่อว่า หากถนนสายใต้ที่จะบูรณะซ่อมแซมใหม่มี “ท่อระบายน้ำ” ฝังอยู่เป็นช่วง ๆ เท่าที่จะสามารถฝังได้มากหรือน้อยก็แล้วแต่ เมื่อมีน้ำหลากจากภูเขาลงมา น้ำก็คงมีทางลงสู่ทะเลครับ

จีงกราบเรียนท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อกรุณาพิจารณาด้วยความเคารพยิ่งครับ !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ กรุณาเพิ่ม นักโบราณคดี เป็นกรรมการใน กนช.ด้วยนะครับ !

10

ภาณุมาศ ทักษณา

านนี้ 14 สิงหาคม 2560 ผมเขียนบทความเรื่อง ฝาก สนช.แปรญัตติ ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำฯ เป็นหูเป็นตาแทนนายกฯ ด้วยนะครับ

ที่เขียนไปอย่างนั้นเพราะผมไม่ทราบว่า ใน ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้กำหนดอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำเอาอย่างครอบคลุมแล้วในมาตรา 16

ซึ่งมาตรา 16 ของ ร่าง พ.ร.บ.นี้แหละครับที่ผมเชื่อว่าจะสามารถ “ให้คุณและให้โทษ” แก่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ทำไมผมคิดยังงั้น พรุ่งนี้จะชี้ให้เห็น

วันนี้ผมขอสรุปภาพรวมของ ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฯ ที่ หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 13 สิงหาคม 2560 นำประเด็นสำคัญมาเผยแพร่ให้ทราบก่อนนะครับ

13

เพราะมีคำสัมภาษณ์ พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมาให้อ่านจึงทราบว่ากฎหมายนี้มี 100 มาตรา พิจารณาไปแล้ว 72 มาตรา

สำหรับหลักการและเหตุผลนั้น จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.พูดแล้วพูดอีกเพื่อให้ประชาชนเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องตั้งองค์กรนี้

และที่น่าสนใจนอกจากมาตรา 16 แล้ว ในมาตรา 24 ที่กำหนดให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาแบ่งลุ่มน้ำและมีคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อให้ผู้คนในแต่ละพื้นที่มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกันเอง

มาตรานี้ ตรงกับที่ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ และผู้ใหญ่ในรัฐบาลหลายท่านเคยให้ข่าวว่า ด้วยกฎหมายใหม่นี้ จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาน้ำด้วยนั่นเอง

โดยในมาตรา 26 กำหนดให้มี กรรมการลุ่มน้ำ 4 กลุ่ม คือกรรมการโดยตำแหน่ง เช่น ผู้ว่าฯ ผู้แทนส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับน้ำไม่ว่าจะเป็น กรมชลฯ กรมเจ้าท่า กรมประมง ฯลฯ

14

ซึ่งตรงนี้เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่า ตามกฎหมายใหม่นี้ ไม่ได้มีการยุบส่วนราชการต่าง ๆ ที่ทำงานซ้ำซ้อนกันเหมือนที่ผมเคยเรียกร้องให้ยุบแล้วนำมารวมเป็นองค์กรเดียวนั่นเอง

นอกจากกรรมการโดยตำแหน่งก็เป็นกรรมการผู้แทนส่วนท้องถิ่น1คน กรรมการที่เป็นผู้แทนกลุ่มผู้ใช้น้ำจากภาคเกษตร อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรมภาค ละ 1 คน

นอกจากนี้ก็เป็นกรรมการกลุ่มน้ำที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำอีก 3 คนแล้วให้ ผู้ว่าฯ เลือกประธาน 1 คนและรองประธาน 2 คน

ทั้งนี้โดยมี ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค ในเขตลุ่มน้ำนั้น ๆ เป็น กรรมการลุ่มน้ำและเลขานุการ เพื่อทำงานตามบทบาทและหน้าที่ที่กำหนดไว้ในกฎหมายนี้ – ว่างั้น

กล่าวโดยสรุปแล้ว ร่างกฎหมายนี้ก็ไม่เลวเสียทีเดียวนัก และออกจะดีเสียด้วยถ้าหากในประเทศไทยไม่มี ส่วนราชการที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับน้ำเหมือน กรมชลประทาน นะครับ

คือเป็นกฎหมายที่เหมาะกับตอนที่ตั้งประเทศใหม่ ๆ เพราะจะไม่ขัดแย้งหรือปีนเกลียวกับหน่วยงานใด ๆ ที่มีอยู่ ซึ่งพรุ่งนี้ผมจะว่าให้เต็มที่ครับ วันนี้ขอฉายภาพรวมให้เห็นก่อน

และประการสำคัญคือ ใคร่ขอเสนอ พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานกรรมาธิการฯ ได้กรุณารับข้อเสนอผมไว้เรื่องหนึ่ง นั่นคือ ขอให้เพิ่ม นักโบราณคดีเข้าไปเป็นกรรรมการใน กนช.ด้วย

10

เพราะดูภารกิจที่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ต้องทำในอนาคตแล้ว คงต้องไปค้นหาแหล่งน้ำเก่า ๆ ที่เคยมี เช่น ห้วย หนอง บึง หรือ ลำคลองที่สูญหายเพราะตื้นเขินหรือถูกบุกรุก

เพราะการค้นหาสิ่งเหล่านั้น ผมเชื่อว่า ลำพังข้าราชการในกรมที่ดินของกระทรวงมหาดไทย อาจจะหาไม่เจอครับ เพราะอะไรก็คงไม่ต้องอธิบายตรงนี้นะครับ

ดังนั้นการมี นักโบราณคดี ร่วมเป็นกรรมการ กนช.อยู่ด้วย คงจะช่วยได้เยอะครับ


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

นายสุรชาติ หมิ่นเกียรติ รัฐบาลทหาร หรือเปล่า ฯ

9

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้มีสื่อมวลชนเผยแพร่ความเห็นของ นายสุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงกรณีที่กองทัพเรือสั่งซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกา

5

ผมอ่านแล้วนึกถึงบทความเรื่อง ทหารมีไว้ทำไม ที่ นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการคนหนึ่งเคยเขียนเผยแพร่ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์เมื่อต้นปี 2559 ขึ้นมาทันที

จำได้ว่า ผมได้นำเรื่องนี้มาเปิดประเด็นไว้ในบล็อกใต้ร่มธงไทย สำนักข่าวเจ้าพระยา แล้วนำไปโพสต์ในบล็อก OKNATION.NET ของค่ายเนชั่น

6

(อ่านบทความ คลิก https://goo.gl/VPS3Ac)

ทำให้บทความดังกล่าวแพร่กระจายออกไป จนในเวลาต่อมานักข่าวสายทหารได้นำบทความดังกล่าวไปสอบถาม นายกรัฐมนตรีและนายทหาร จนกลายเป็นเรื่องใหญ่

คราวนั้น นายนิธี เขียนเหมือนต้องการยั่วยุให้คนเกลียดชังสถาบันทหาร ด้วยการระบุว่า การมีรัฐบาลทหารทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ จนไม่สามารถดูแลประชาชน

และว่าหาก “ไม่มีกองทัพเราจะสามารถทำให้ทุกคนเข้านอนได้ด้วยท้องที่อิ่ม ไม่มีกองทัพ จะมีเงินเหลือมาปรับปรุงระบบสุขภาพถ้วนหน้า ไม่มีกองทัพเด็กและผู้ใหญ่จะได้เรียนรู้ตามที่อยากเรียน และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง

มาปีนี้  เมื่อกองเรือมีความจำเป็นที่จะต้องซื้อสรรพาวุธให้แก่กองทัพต่าง ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่แต่ละเหล่าทัพ จึงเสนอเรื่องไปยังรัฐบาล คสช.ซึ่งรัฐบาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเหมาะสมจึงอนุมัติให้สั่งซื้อ

7

(อ่านบทความ คลิก https://goo.gl/NvnZ1Q)

เรื่องอย่างนี้ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องปกติของทุกประเทศที่จะต้องทำ เพราะเมื่อสืบค้นย้อนกลับไป ไทยไม่ได้ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นมานานมาก แต่แทนที่คนที่เป็นครูบาอาจารย์จะพูดให้ประชาชนเข้าใจ

กลับแสดงความเห็น เหมือนดูหมิ่นดูแคลนผู้นำสหรัฐ และผู้นำรัฐบาล ที่เป็นนายทหารยศนายพล ไปจนถึงการดูหมิ่นความคิดของแม่ทัพนายกองของกองทัพไทยอย่างน่าอดสูใจจริง ๆ

นายสุรชาติ แสดงความเห็นว่า

8

(อ่านบทความ คลิก https://goo.gl/k3zxu6)

การตั้งข้อสังเกตนั้น เหมือนต้องการยุให้คนไทยรู้สึกในทางลบกับรัฐบาล คสช.ที่สั่งซื้ออาวุธด้วยข้อความว่า “จะยิ่งทำให้ประชาชนไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลมากขึ้น” หรือไม่ ไม่ทราบ

อย่างไรก็ตาม นายสุรชาติ มีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ทุกประการนะครับ

แต่ที่ผมนำมาเขียนถึงในครั้งนี้เพราะต้องการให้ รัฐบาล คสช.ซึ่งก็คือ รัฐบาลทหาร ได้รับทราบ

และต้องการให้คนที่เป็นทหารที่ต้องรักษาอธิปไตยให้แก่ประเทศชาติได้รับทราบ ว่า มีคนไทยบางคนคิดอย่างไรกับทหารหาญ เพื่อที่จะได้ตั้งรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ถูกและทันท่วงที

คำว่า “จะยิ่งทำให้ประชาชนไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลมากขึ้น” นี้ จะกลายเป็นแรงกดดันให้คนกลุ่มหนึ่งออกมาแสดงความไม่พอใจรัฐบาล คสช.หรือไม่ ผมไม่ทราบ

แต่ก็เป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ฝาก สนช. แปรญัตติ ให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำฯ เป็นหู เป็นตา แทนนายกฯ ด้วยนะครับ !

8

ภาณุมาศ ทักษณา

หลังจากรู้สึกผิดหวังกับการจัดตั้ง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ของ ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์แล้ว ผมพยายามคิดว่า น่าจะใช้ประโยชน์จาก หน่วยงานใหม่ที่กำลังจะตั้งขึ้นมาได้อย่างไรดี จึงจะคุ้ม

ผมจึงกลับไปเปิดแฟ้มข่าว สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่ผมเปิดขึ้นมาใหม่สำหรับรวบรวมข่าวของหน่วยงานนี้ ก็คำให้สัมภาษณ์ ของ นายวรศาสตร์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ตอนหนึ่งมีว่า

“ส่วนกฎหมายที่จะมารองรับสถานะของสำนักงานในระยะยาวคือ ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการน้ำ พ.ศ…. ที่อยู่ในการพิจารณาของ สนช.ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำมากขึ้น”

แสดงว่า การใช้ มาตรา 44 โอนย้ายภารกิจของกรมทรัพยากรน้ำ พร้อมเครื่องไม้เครื่องมือและบุคลากรกว่า 1,000 คนไปอยู่สำนักนายกฯ นั้นเป็นขั้นตอนที่หนึ่งเท่านั้น ส่วนขั้นตอนที่สองต้องรอให้มีกฎหมายมารองรับก่อน

และคำว่า “จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำมากขึ้น” นั้น

ทำให้ผมรู้สึกมีความหวังขึ้นว่า การจัดตั้ง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครั้งนี้ไม่น่าจะเสียเปล่า หากเพิ่มบทบาทและหน้าที่บางอย่างลงไป

ผมไม่ทราบนะครับว่า ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการน้ำ ที่ สนช.ผ่านวาระแรกไปแล้ว มีเนื้อหาสาระว่าอย่างไรบ้าง แต่ก็เชื่อว่าในสถานการณ์เร่งด่วนนี้ สนช.คงจะพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ภายในไม่กี่วันนี้

จึงถือโอกาสนี้ ฝากมายังคณะกรรมาธิการของ สนช.ที่กำลังแปรญัตติร่างกฎหมายนี้ด้วยว่า กรุณาบัญญัติให้ชัดเจนด้วยนะครับว่า ให้ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานแห่งนี้ ทำหน้าที่เป็นหู เป็นตา แทนนายกฯ ด้วย

และ/หรือ หากเป็นไปได้ บัญญัติให้สำนักงานนี้ สนับสนุนการจัดตั้งอาสาสมัครของประชาชนเพื่อติดตามและตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำอื่น ๆ พร้อมกันไปด้วยก็ดีครับ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเคยมีความคิดที่จะขอให้เพิ่มอำนาจหน้าที่ “สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน” มาหนหนึ่งแล้ว แต่ไม่ทันการณ์ เนื่องจากกฎหมายเกี่ยวกับผู้ตรวจการแผ่นดินผ่านไปแล้ว

ตอนนั้น ผมอยากให้ สนช.เพิ่มภารกิจให้ ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีหน้าที่ออกไปตรวจตราการทำงานของส่วนราชการต่าง ๆ ทั้งทางบกและทางน้ำว่าโครงการต่าง ๆ ที่ขอเงินรัฐบาลไปทำนั้น ทำจริงหรือไม่ และทำไปแล้วแค่ไหน

และให้ โอนย้าย ผู้ตรวจราชการ ของกระทรวงต่างไปอยู่ในสังกัดของ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการออกไปตรวจงานต่าง ๆ เหมือนเป็นหูเป็นตาแทนรัฐบาล – ว่างั้น

เมื่อไม่สามารถนำเสนองานนั้นให้ ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ ผมก็ขอเสนอให้งานนั้นตกเป็นของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่ สนช.กำลังแปรญัตติกันอยู่ในขณะนี้รับไว้พิจารณาด้วยครับ

ผมเข้าใจว่า ทุกวันนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดทำหน้าที่ดังกล่าว หาไม่ ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่พูดออกมาตรง ๆ ในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2560 ตอนหนึ่งว่า

“เราทนเสี่ยงภัยอีกต่อไปไม่ได้แล้ว ในกรณีที่ต้องใช้เงินเยี่ยวยาทุกปีหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท แต่กลับไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย และน้ำก็ระบายทิ้ง ไม่เกิดคุณค่าเท่าที่ควร ต้องจัดการให้เร็วและแทนเวลา”

แล “กำหนดเวลาให้เกิดความชัดเจน ในช่วงปี 2557 ถึง 2560 ใน 5 กิจกรรมนี้ ทำอะไรลงไปแล้วบ้าง ในพื้นที่ใด ขอให้สรุปมาให้ได้ และในช่างปี 2560 – 2561 จะดำเนินการอย่างไร”

143

ท่านย้ำว่า แผนในปี 2562 ให้เน้นหนักในกิจกรรม 2 อย่าง คือน้ำท่วมน้ำแล้ง เพราะผมทนเห็นภาพแบบนี้ต่อไปไม่ได้ และการสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งก็ต้องแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งให้เร็วขึ้น

ผมขอยกตัวอย่างเห็นชัด ๆ นะครับว่า เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2560 กนช.เคยอนุมัติให้กรมชลประทานขุดคลองใหม่ 2 สาย ในวงเงิน 87,600 ล้านบาท นั้น ขณะนี้ไม่มีใครทราบเลยว่า คืบหน้าไปแค่ไหนแล้ว

145

ตามข่าวบอกว่าสายแรกคือ คลองบางบาน-บางไทร ระยะทาง 22 กม.วงเงิน 17,600 ล้านบาท สายที่สองคือ สายป่าสัก – อ่างไทย ระยะทาง 135 กม. วงเงิน 70,000 ล้านบาท ซึ่งจะใช้เวลาดำเนินการ  5 ปี

และเมื่อรวมกับการระบายน้ำของ คลองวงแหวนรอบ 3 ระยะทาง 112 กม. จากบางไทร ไปลงอ่าวไทย (ซึ่งผมเข้าใจว่าลงมือขุดไปบ้างแล้ว – หากเข้าใจผิด กรมชลฯ ชี้แจงด้วย)

144

ถ้าพิจารณาในหลักการ โครงการขุดคลองของกรมชลประทานนี้อยู่กิจกรรม 2 อย่างคือแก้น้ำท่วมและภัยแล้ง แต่จนบัดนี้ ไม่มีใครทราบว่า โครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าไปแล้วแค่ไหนอย่างไร

และจะด้วยเหตุนี้หรือเปล่าไม่ทราบได้ จึงทำให้ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งเป็นคำถามเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ความจริงผมก็อยากให้สมาชิก ทส.ตง.ในพื้นที่ช่วยตรวจสอบ แต่ก็ยังไม่มีเบาะแสใด ๆ

จากตัวอย่างโครงการของกรมชลประทาน และเหตุผลต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว ผมจึงใคร่ขอความกรุณาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้กรุณาแปรญัตติเพิ่มเติมตามที่เสนอด้วยจักเป็นพระคุณอย่างสูงครับ !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

กรมทรัพยากรน้ำ ตั้งมา 28 ปี เปลี่ยนเป็น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แล้วแก้น้ำท่วมน้ำแล้งได้ก็วิเศษ ?

ภาณุมาศ ทักษณา

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2560 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้พูดถึง การที่นายกรัฐมนตรีใช้ มาตรา 44 โยกกรมทรัพยากรน้ำมาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีว่า เป็นเพียงแค่การโอนเท่านั้น ไม่มีการยุบรวมทั้งสิ้น

นายวิษณุ ขยายความว่า เดิมกรมทรัพยากรน้ำอยู่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกแบบมาให้ดูแลเรื่องภัยแล้งกับน้ำท่วม รวมถึงการจัดการเรื่องน้ำ แต่ภารกิจไม่ได้ใหญ่โตมาก

….อีกไม่ช้า พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฉบับใหม่ที่อยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)กำลังจะออกมา โดยจะมอบภารกิจที่ยิ่งใหญ่ให้กับกรมทรัพยากรน้ำ

สมัยอยู่กระทรวงทรัพย์ เวลาจะทำอะไรก็ต้องรายงานผ่านหลายขั้นตอน หากมาอยู่ที่สำนักนายกฯ จะทำให้เกิดความสะดวกในการแก้ปัญหาน้ำ ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วมนาข้าว พืชผลการเกษตรและอีกหลายเรื่องมากมาย..

ในวันที่ 15 หลังประชุม ครม.แล้ว นายวิษณุ จะเชิญอธิบดีกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมอุตุนิยมวิทยา มาคุยเรื่องการบูรณการการทำงานร่วมกัน

จากการให้ข่าวของนายวิษณุ ทำให้ผมต้องไปค้นดูที่มาของ กรมทรัพยากรน้ำ ทำให้ทราบว่า เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับน้ำมีอย่างมากมายนั้นเอง รัฐบาลในอดีตจึงตั้งหน่วยงานนี้ขึ้น ในเว็บไซด์กรมทรัพยากรน้ำ ระบุว่า

“ ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จึงได้รับการจัดตั้งขึ้นตราระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. 2532 เรียกโดยย่อว่า “กทช.”

มีหน้าที่กำหนดนโยบาย วางแผนงานอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนา การใช้ และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรต่าง ๆ ในการบริหารทรัพยากรน้ำในประเทศไทย”

นับจากปี พ.ศ.2532 ถึงปี 2560 เป็นเวลา 28 ปีแล้ว…

แต่ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งก็ยังมีอยู่และเพิ่มขึ้นทุกปี – หรือจะเป็นอย่างรองนายกฯ นายวิษณุ กล่าว สมัยก่อนเป็นยักษ์เล็กถือกระบองเล็ก จึงอาจทำอะไรไม่ถนัดนัก

ผมจะรอดูครับ จะรอดูว่า เมื่อกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในนาม สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แล้ว ยักษ์ใหญ่ตัวนี้จะมีปัญญาแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างไร ?

เพราะเท่าที่เข้าไปดูร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการน้ำ ฉบับย่อ ผมก็ไม่เห็นว่า ในกฎหมายใหม่นี้จะมีอะไรที่แปลกใหม่ คือกำหนดเพียงว่าเมื่อภาวะน้ำแล้ง-น้ำท่วมจะต้องทำอย่างไรบ้าง

ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากที่นายกรัฐมนตรีแต่ละคนในรัฐบาลแต่ละชุดพูดปลอบประโลมใจชาวบ้านว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือนั่นแหละครับ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ความเป็นธรรมกับยักษ์ตนใหม่ เอ๊ย หน่วยงานใหม่ที่รัฐบาล คสช.หมายมั่นปั้นมือจะให้มาเป็นพระเอกแก้ปัญหาน้ำ ผมจะทำหน้าที่ ทส.ตง.อย่างแข็งขันขึ้นครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โถ…ท่านนายกฯลุงตู่ก็พูดซะเอิกเกริกจนผมหลงดีใจ ที่แท้ก็แค่เปลี่ยนชื่อ ย้ายสังกัด !

7

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ของผม ที่ฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจับมากระเดียด แสดงความดีอกดีใจและขอบคุณท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสียยกใหญ่

คงเป็นเพราะผมตั้งความหวังเอาไว้สูงและนานมาก ที่อยากเห็นการรวมหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำทุกหน่วยมาไว้ในที่เดียวกัน แล้วตั้งองค์กรใหม่เพื่อให้การทำงานมีเอกภาพ – ว่างั้น

พอเห็นสื่อมวลชนประโคมข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์อย่างขึงขังว่า “เราทนเสี่ยงภัยอีกต่อไปไม่ได้แล้ว..” และขยายความว่า

“จะปรับนโยบายและงบประมาณด้านการบริหารจัดการน้ำใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน” ให้ครอบคลุม “น้ำเพื่อการบริโภค น้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ

โดยจะเพิ่มอีก 2 กิจกรรม ถือเป็นวาระแห่งชาติ คือการแก้ปัญหาน้ำท่วมและการแก้ปัญหาน้ำแล้งอย่างเป็นระบบครบวงจร และจัดทำแผนและโครงการต่าง ๆ ให้ชัดเจนตรวจสอบได้….

ผมก็เข้าใจไปว่า ท่านนายกฯลุงตู่ จะยุบหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำทั้ง 34 หน่วยในกระทรวงต่าง ๆ มาไว้ในองค์กรใหม่ที่ชื่อว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาน้ำตามที่คาดหวังเอาไว้

และเมื่อเกิดความคลางแคลงใจว่า ผมเข้าใจถูกหรือไม่ วานนี้ (10 ส.ค.60) ผมจึงเขียนบทความเรียนถามท่าน แต่เข้าใจว่าท่านคงตอบไม่ทัน และผมคงไม่รอคำตอบ เพราะได้คำตอบมาอย่างชัดเขนแล้ว

คุณวรศาสตร์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)ได้ให้สัมภาษณ์ไว้แล้วว่า

ในการประชุม กนช.วันที่ 9 ส.ค.60 นั้น ที่ประชุมมีมติให้ย้ายกรมทรัพยากรน้ำ ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรฯ มาเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกฯ และขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี

คุณวรศาสตร์บอกว่า “นายกรัฐมนตรีกล่าวในที่ประชุมว่า ที่ผ่านมาการสั่งการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของประเทศไม่ทันต่อภาวะวิกฤต ขาดความเป็นเอกภาพ จึงให้มีหน่วยงานกลางขึ้นมา”

อ่านจากที่คุณวรศาสตร์ใหสัมภาษณ์ ก็เป็นอันว่า “เข้าใจตรงกันนะครับ” ว่า ในการประชุม กนช.ครั้งที่ 2/ 2560 แค่เปลี่ยนชื่อกรมทรัพยากรน้ำ และย้ายสังกัดมาอยู่กับนายกฯ เท่านั้น

ผมจึงถือโอกาสนี้ กราบขออภัยท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ที่ให้เกิดความไขว้เขวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นครับ และเมื่อพิจารณาตามรูปการณ์แล้ว ผมเข้าใจว่า รัฐบาลนี้คงไม่มีน้ำยาแก้ปัญหาน้ำได้หรอกครับ

ยิ่งอ่านจากที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีเกษตรฯ ให้ข่าวว่า “กรมชลประทานยังเป็นฝ่ายปฏิบัติ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นฝ่ายวางแผนและสั่งการลงมา”

ผมก็มองเห็นความล้มเหลวอยู่เบื้องหน้าอยู่รำไรแล้วละครับ… ถ้าผมเป็นข้าราชการกรมชลประทาน ผมคงไม่ยอมให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้มาวางแผนและสั่งการให้ทำโน่นนั่นนี่หรอกครับ

เพราะการกระทำอย่างนั้น มันเหมือนหมิ่นน้ำใจลูกผู้ชายในกรมชลประทานว่าไม่มีน้ำยามากไปนะครับท่าน !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ขอให้รวม “หน่วยน้ำ” แต่ทำไมไม่ขอให้รวม “หน่วยข่าว” …..เพราะภารกิจต่างกัน !

6

ภาณุมาศ ทักษณา

วันที่ 9 สิงหาคม 2560 ผมเขียนบทความกราบขอบคุณ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กรุณาใช้อำนาจ คสช.ใช้ มาตรา 44 จัดตั้ง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

ด้วยการสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับน้ำที่มีอยู่ประมาณ 34 หน่วยในระดับ กรม ที่สังกัดอยู่ในกระทรวงต่าง ๆ มาใช้ด้วยกัน ขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีท่านนายกฯ กำกับดูแลสั่งการ

ปรากฎว่ามีข้อคำถามจากท่านผู้อ่านบางท่านซึ่ งอ่านจากคำถาม น่าจะสังกัดส่วนราชการระดับ กรม กรมหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ตั้งคำถามมาทางกล่องข้อความเฟซบุ๊ก ทส ตง ว่า

คุณเป็นตัวตั้งตัวตีเรียกร้องให้ รวมหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำ ที่แต่ละหน่วยต่างก็มีหน้าที่เฉพาะของตัวเอง เช่น กรมเจ้าท่า ก็ดูแลแม่น้ำลำคลอง กรมประมงก็ดูแลการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ เป็นต้น

เหตุใดคุณไม่เสนอรวม หน่วยข่าวต่าง ๆ ที่มีอยู่เช่น ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) กรมข่าวในกองทัพต่าง ๆ หรือแม้แต่ ตำรวจสันติบาล เป็นหน่วยเดียวกันบ้าง

เพราะหน่วยข่าวก็มีหน้าที่หาข่าว ที่ทำงานซ้ำซ้อนกันเหมือนหน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำเช่นกัน…

เห็นข้อคำถามแล้ว เข้าใจว่า เขาคงอยากถามว่า ทำไมไม่ร่วมหน่วยความมั่นคง เช่น กองทัพ กับตำรวจเข้าด้วยกัน ด้วย

ผมขอตอบที่นี่ เพื่อให้ผู้อ่านท่านอื่น ๆ ที่อาจมีข้อคำถามในลักษณะเดียวกันได้ทราบว่า แม้ภารกิจของ หน่วยข่าวกรองจะเหมือนกัน แต่ “ผู้ใช้ประโยชน์” จาก ข่าวกรอง ต่างกันครับ

การหาข่าวของแต่กองทัพ เป็นการหาข่าวสนองความต้องการของผู้บังคับบัญชาของแต่ละเหล่าทัพ ที่ต้องการทราบเพื่อนำไปใช้งานในการวางแผนเพื่อป้องกันเหตุร้ายได้อย่างทันท่วงที

เช่น กรมข่าวทหารเรือ ของ กองทัพเรือ ก็หาข่าวป้อนให้ผู้บัญชาการกองทัพเรือ ขณะเดียวกันก็ “ส่งข่าว” ให้ หน่วยข้างเคียง และสูงกว่า เช่นให้ กรมข่าวกองทัพบก กองทัพอากาศ ไปจนถึง ศรภ. หรือสภาความมั่นคงฯ แล้วแต่กรณี

นอกจากนี้ การหาข่าวของหน่วยข่าวต่าง ๆ นั้น ยิ่งมากหน่วยก็ยิ่งดี เพราะสามารถนำข่าวสารที่แต่ละหน่วยหาได้มาเปรียบเทียบ เพื่อดูว่าของหน่วยไหนได้เบาะแสได้เพื่อนำมารวบรวมเข้าสู่กระบวนการผลิตข่าวกรองต่อไปครับ

ต่างจากหน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำ ซึ่งทำงานเพื่อประชาชนทั้งประเทศที่ต้องการใช้น้ำผ่านแหล่งน้ำต่าง ๆ เช่นจากแม่น้ำ ลำคลอง ห้วย หนอง บึง หรือจากท่อเช่น การประปา ทั้งนครหลวง และส่วนภูมิภาค

ซึ่งในการบริหารจัดการแหล่งน้ำ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความสอดคล้องต้องประสานกัน เพราะต้องใช้สรรพกำลังอย่างพร้อมเพรียง และอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำครับ

ยกตัวอย่าง หากรัฐบาลมีคำสั่งให้ “ขุดลอกแม่น้ำท่าจีน” ซึ่งแยกตัวจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ประตูน้ำพลเทพ ชัยนาท ไหลผ่านจังหวัดสุพรรณบุรี เข้าสู่จังหวัดนครปฐม แล้วไปลงทะเลที่จังหวัดสุมทรสาครนั้น

แม่น้ำสายนี้เมื่อผ่านชุมชนไหน ชื่อเรียกก็จะเปลี่ยนไปตามย่าน หรือชุมชนนั้น เช่น แม่น้ำนครไชยศรี ก็มีให้ได้ยิน ซึ่งจะว่าไปแล้ว แม่น้ำทุกสายอยู่ในความดูแลของ กรมเจ้าท่า ที่จะต้องทำหน้าที่ขุดลอก

133

แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านเครื่องมือและกำลังคน เชื่อได้ว่า กรมเจ้าท่า ก็คงไม่สามารถสนองความต้องการของรัฐบาลในการขุดลอกได้

หากจะไปพึงพา องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ที่เป็นทางผ่าน ก็คงติดขัดเรื่องงบประมาณ และเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับทำงาน (คงต้องเช่าเอกชน)

หรือหากหากทำได้ หน่วยงานที่บริหารจัดการน้ำยังกระจัดกระจายอยู่ในหน่วยต่าง ๆ คงไม่สามารถ “ขุดได้พร้อมเพรียงกัน” เนื่องจากแต่ละหน่วยอาจจะไม่พร้อมทางด้านงบประมาณ หรือเครื่องมือเช่นกัน

เช่น ที่จังหวัดสุพรรณบุรีมีความพร้อมก็ลงมือขุดลอกตะกอนกลางแม่น้ำจนเสร็จ แต่ถ้าแม่น้ำในช่วงที่อยู่ถัดมา คือแม่น้ำนครไชยศรี ยังไม่พร้อมที่จะขุด การขุดที่ต้นทางก็คงจะไร้ประโยชน์ เพราะน้ำไหลลงมาไม่ได้ เป็นต้น

131

132

แต่ถ้าหากหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำเป็นองค์กรเดียวกัน การขุดลอกแม่น้ำท่าจีน ก็จะสามารถกำหนดวันเวลาในการขุดได้อย่างต่อเนื่องไม่ “ติด ๆ ขัด ๆ” ตามที่ผมยกตัวอย่างมาครับ

นี่คือข้อแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าสมควรที่จะรวมหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำเข้าด้วยกัน แต่ไม่สมควรรวมหน่วยข่าวเข้าด้วยกัน เพราะภารกิจต่างกันอย่างชัดเจนครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ยก กรมทรัพยากรน้ำ เป็นสมอง… มองเห็น กรมชลประทาน เป็นมือไม้… คิดได้ไง !

129

ภาณุมาศ ทักษณา

(ผมต้องกราบขออภัยท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นเบื้องต้นว่า บทความที่ผมจะเขียนเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมวันนี้ และวันต่อ ๆ ไป ผมมิได้มีเจตนาหลู่เกียรติของท่านในลักษณะ เณรน้อยสอนหนังสือสังฆราชเลยแม้แต่น้อยนะครับ – บันทึกในวันที่ 9 สิงหาคม 2560)

00000

คืนวันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม 2560 นี้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กรุณาทำความกระจ่าง ให้แก่คนไทยทั้งประเทศที่รับฟังและรับชมรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยนะครับ

ว่า บทบาทและหน้าที่ของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่ท่านให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กับที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลป์ยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ให้สัมภาษณ์นั้นจริง ๆ แล้วคืออย่างไรกันแน่

เพราะคำให้ท่านของสัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนนั้น ทำให้ประชาชนเข้าใจว่า เรากำลังจะมีหน่วยงานใหม่ที่รวมหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำทั้งหมดที่กระจัดกระจายมาไว้ในหน่วยเดียวกัน ด้วยข้อความว่า

“เป็นการวางแผนว่าจะทำให้กรมทรัพยากรน้ำหรือกรมน้ำมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ให้รับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำด้วยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ

โดยอาจมีการปรับโอนบางส่วนให้มาอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี มีนายกฯ เป็นประธานคณะกรรมการและเป็นแกนนำที่จะพัฒนาทั้งเก็บกักน้ำ ระบายน้ำ ส่งน้ำ ต้องทำให้เรียบร้อยในพื้นที่

และว่า “เรื่องการแก้ไขปัญหาอุทกภัยเป็นแผนใหญ่ ในขณะนี้ทำค่อยข้างยาก เพราะติดปัญหาเรื่องที่ดินของประชาชน สื่อต้องทำความเข้าใจด้วย ไม่ใช่ให้รัฐบาลนี้ทำอะไรก็ทำ เพราะประชาชนไม่ยินยอม”

128

(อ่านบทความ คลิก https://goo.gl/dLhcNh)

ในตอนที่ผมฟังครั้งแรก ผมเข้าใจว่านั่นคือสิ่งที่เป็นปัญหาที่จะต้องค่อย ๆ หาทางแก้ไข – ซึ่งผมทราบอยู่แล้วว่าปัญหาดังกล่าวมีอยู่แน่ และพร้อมที่จะให้กำลังใจ และเสนอแนะวิธีแก้ปัญหานั้น ๆ

เหมือนที่เคยเขียนบทความเสนอท่าน หลังจากท่านนายกฯ ยึดอำนาจมาจากรัฐบาลพลเรือนยังไม่ถึง 2 เดือน ด้วยเรื่องนี้

125

(อ่านบทความ คลิก https://goo.gl/T63mwx)

แต่เมื่อได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ฉัตรชัย ที่ให้สัมภาษณ์ช่วงแรก และตอนท้ายของการให้สัมภาษณ์ ทำให้ผู้อ่านหลายท่านรวมทั้งผมรู้สึกสับสนกับหน่วยงานใหม่ที่ตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อ 2 – 3 วันก่อนครับ

ในช่วงแรก พล.อ.ฉัตรชัย บอกว่า เตรียมออกคำสั่งใช้มาตรา 44 รวมหน่วยงานบริหารจัดการน้ำของภาครัฐทั้งหมดเข้าด้วยกัน จัดตั้งเป็นสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี

เป็นเพียงการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่มีฐานะเทียบเท่ากับกระทรวง ผู้บริหารสูงสุดเป็นข้าราชการระดับ 11 หรือเทียบเท่าปลัดกระทรวง โดยมีโครงสร้างและบุคลากรของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาทำหน้าที่หน่วยงานในการวางแผนงานด้านน้ำของประเทศ

ลักษณะคล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ.) ที่ทำหน้าที่ในการวางแผนในเรื่องของการส่งเสริมการลงทุนและมีหน่วยงานด้านปฏิบัติ คือบรรดากระทรวงและกรมต่าง ๆ อาทิ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย”

ส่วนในช่วงท้าย พล.อ.ฉัตรชัย บอกว่า “ยืนยันว่า ไม่ได้มีการยุบกรมชลประทาน เข้าไปร่วมกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติอย่างแน่นอน

กรมชลประทานยังเป็นฝ่ายปฏิบัติ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นฝ่ายวางแผนและสั่งการลงมา เหมือนที่หน่วยงานอื่น ๆ ปฏิบัติตามที่ บีโอไอ.สั่งการลงมา”

หากเป็นไปตามคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ฉัตรชัย

คำถามแรกคือ กรมชลประทาน ไม่ใช่ “หน่วยงานบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ” ที่กระจายอยู่ที่อื่นอย่างนั้นหรือ ?

คำถามต่อมา หากไม่มีการนำเอา กรมชลประทาน มาไว้ใน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ท่านแน่ใจหรือว่า การแก้ปัญหาเรื่องน้ำจะบรรลุเป้าหมาย

ที่ท่าน พล.อ.ฉัตรชัย ระบุว่า “กรมชลประทานยังเป็นฝ่ายปฏิบัติ ดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นฝ่ายวางแผนและสั่งการลงมา” นั้น จะให้ประชาชนเข้าใจว่าอย่างไรหรือครับ

จะให้ประชาชนเข้าใจว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมชลประทาน ไม่มีฝ่ายวางแผน หรือ วางแผนงานต่าง  ๆ ไม่ดี รัฐบาลจึงต้องตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อทำหน้าที่วางแผนให้กรมชลประทานนำไปปฏิบัติ

และถ้าหากเป็นจริงตามข้อสันนิษฐานนั้น ก็เหมือนเป็นการดูถูก กรมชลประทาน ว่าที่ผ่านมาทำงานเหมือนไร้สมอง หรือเปล่าครับ ?

แล้วท่านแน่ใจหรือว่า แผนงานที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ วางไว้ให้ กรมชลประทานจะนำไปปฏิบัติ เพราะในขณะนี้มีแผนงานต่าง ๆ ที่กรมชลประทานวางไว้เยอะมาก ที่จะทำข้ามปีไปเลยก็มี…

และอีกหนึ่งคำถามที่สำคัญมากก็คือ

หากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ วางแผนแล้ว กรมชลประทาน ไม่นำไปปฏิบัติด้วยข้ออ้างว่ายังไม่พร้อมเนื่องจากกรมชลประทานก็มีแผนอยู่

ใครจะทำอะไร กรมชลประทานได้ เพราะอยู่คนละหน่วย

จะว่าไปแล้วผมสังหรณ์ใจ ตั้งแต่ท่านมอบหมายให้ คุณวรศาสตร์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะ เลขานุการ กนช.ไปเขียนแผนรวมหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำตั้งเป็นองค์กรใหม่ ในการประชุมครั้งแรกแล้ว ว่า

จะมีแรงต่อต้านมิให้มีการยุบกรมชลประทาน ไปอยู่ในองค์กรใหม่

ด้วยเหตุผลว่า กรมนี้ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และมีอายุถึง 115 ปีแล้ว

ในการเขียนบทความเรียกร้องให้รัฐบาลที่ผ่านมา รวมทั้งในรัฐบาล คสช.ของท่าน

ผมจึงเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานใหม่เป็นองค์การมหาชนในชื่อ การชลประทานแห่งชาติ เพราะนั่นคือทางออกที่เหมาะสมที่สุด

127

(อ่านบทความ คลิก https://goo.gl/AQkBXz)

ผมจึงขอกราบเรียนถามท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศทราบถึงสถานะของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครับ ว่าเป็นอย่างไรกันแน่

หาก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็น หัว มี กรมชลประทาน เป็น ตัวที่มีมือเท้าไว้ทำงาน

ผมก็ขอพยากรณ์ไว้ตรงนี้ว่า ทุกอย่างจะเหมือนเดิมและยกเลิกเรื่องนี้เถอะครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำเป็น “วาระแห่งชาติ” เต็มที่ครับท่านนายกฯ คนไทยพร้อมหนุนหลังท่านเต็มที่ครับ !

101

ภาณุมาศ ทักษณา

( ผมต้องกราบขออภัยท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นเบื้องต้นว่า บทความที่ผมจะเขียนเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมวันนี้และวันต่อ ๆ ไป ผมมิได้มีเจตนาหลู่เกียรติของท่านในลักษณะ เณรน้อยสอนหนังสือสังฆราช เลยแม้แต่น้อยนะครับ – บันทึกในวันที่ 9 สิงหาคม 2560)

๐ ๐ ๐

ผมทราบจากข่าวแล้วว่า ในวันที่ 9 สิงหาคม 2560 คือวานนี้ ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะนั่งเป็นประธานประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)

จึงเฝ้ารอฟังข่าวด้วยใจจดใจจ่อว่า ท่านมีแผนงานอย่างไรกับการรวมหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับน้ำ แล้วผมก็ทราบว่า ท่านตัดสินใจมอบหมายให้การบริหารจัดการน้ำเป็นหน่วยงานใหม่ตามที่ปรากฎเป็นข่าวไปแล้ว

108

ขณะเดียวกัน ท่านนายกฯ ได้แสดงความวิตกให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาอุทกภัยเป็นแผนใหญ่ ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะประชาชนมีปัญหา คือติดปัญหาเรื่องที่ดินของประชาชน และอาจถูกต่อต้านจากกลุ่ม เอ็นจีโอ.

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ที่เขียนบทความเรียกร้องให้ท่านตัดสินใจทำ ผมขอสัญญาว่า ผมจะขอให้กำลังใจท่าน เช่นเดียวกับคนไทยเกือบทั้งประเทศ ให้ทำงานนี้ให้สัมฤทธิ์ผลครับ

วานนี้ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ผมดีใจอย่างที่สุด นั่นคือ การให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการแก้ปัญหาเกี่ยวกับน้ำที่หมักหมมมานานว่า “ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด”

และกล่าวว่า จะปรับนโยบายและงบประมาณด้านการบริหารจัดการน้ำใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เดิมเคยคำนึกถึงกิจกรรมหลักของการบริหารจัดการน้ำ 1.น้ำเพื่อการบริโภค 2.น้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม 3.น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ

นายกฯ พล.ประยุทธ์ บอกว่าต่อไปนี้ จะเพิ่มอีก 2 กิจกรรม ถือเป็น วาระแห่งชาติ คือการแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างเป็นระบบครบวงจร แผนและโครงการต่าง ๆ จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจน ต้องมีทั้งของเดิมและขอใหม่ให้ชัดเจน

“เราทนเสี่ยงภัยอีกต่อไปไม่ได้แล้ว ในกรณีที่ต้องใช้เงินเกี่ยวกับการเยียวยาทุกปีหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท แต่กลับไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย น้ำก็ระบายน้ำทิ้ง ไม่เกิดคุณค่าเท่าที่ควร”

และที่นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวได้ประทับใจผมอย่างยิ่งก็คือ “ในช่วงปี 2557 ถึง 2560 ใน 5 ปีกิจกรรมนี้ ทำอะไรลงไปแล้วบ้าง ในพื้นที่ใด ขอให้สรุปมาให้ได้ และในช่วง 2560 – 2561 จะดำเนินการอะไรบ้าง”

107

(อ่านบทความ คลิก https://goo.gl/dqkACg)

และ แผนในปี 2562 ให้เน้นหนักในกิจกรรม 2 อย่าง คือน้ำท่วม น้ำแล้ง ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ พูดอย่างหนักแน่นว่า

“ผมทนเห็นภาพแบบนี้ต่อไปไม่ได้ และการที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งให้แก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้โดยเร็ว เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ก็ต้องตอบให้ได้ว่าอะไรที่ทำให้เกิดความยั่งยืน ที่ทำให้สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งให้ได้โดยเร็ว”

อ่านที่ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ให้ตั้งใจแล้ว จะไม่ให้ผมดีใจได้อย่างไรกัน เพราะสิ่งที่ท่านพูดและตั้งใจทำนั้น เป็นความต้องการของประชาชนทั้งประเทศมาหลายปีแล้ว

106

ผมเคยเสนอให้การแก้ภัยแล้ง เป็น วาระแห่งชาติ มาตั้งแต่ปี 2553 แต่ก็ถูกปฏิเสธจนถึงปี 2559 นี้ ! https://goo.gl/HfFph1

นายกฯลุงตู่ครับ เพราะระบบราชการเป็นอย่างนี้ ผมจึงเสนอให้การแก้ภัยแล้งเป็น “วาระแห่งชาติ” (1) https://goo.gl/tk2YnU

นายกฯลุงตู่ครับ เพราะระบบราชการเป็นอย่างนี้ ผมจึงเสนอให้การแก้ภัยแล้งเป็น “วาระแห่งชาติ” (2) https://goo.gl/964jJM

นายกฯลุงตู่ครับ เพราะระบบราชการเป็นอย่างนี้ ผมจึงเสนอให้การแก้ภัยแล้งเป็น “วาระแห่งชาติ” (3) https://goo.gl/JaKM3c

เห็นได้จากบทความที่ผมเขียนถึงบทแล้วบทเล่า ต่างกรรมต่างวาระ หรือแม้แต่การเรียกร้องให้การแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมให้เป็น วาระแห่งชาติ ผมก็เขียนมาตั้งแต่ปี 2553 แล้วด้วยซ้ำ

เมื่อท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ การในวันที่ 9 สิงหาคม 2560 ว่าต่อไปการแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมจะเป็นวาระแห่งชาติ ผมจึงอยากกล่าวว่า นี่คือการปฏิรูประบบการชลประทานอย่างแท้จริงครับ

ผมชอบที่ท่านพูดว่า ตั้งแต่ปี 2557 ที่ท่านยึดอำนาจมาถึงปี 2560 นี้ มีกิจกรรมอะไร ทำที่ไหน ขอให้สรุปมาให้ได้.. เพราะผมก็เคยทวงถามและเรียกร้องให้ตั้งโต๊ะแถลงข่าว “ก่อนลงมือทำ” มาแล้วเช่นกัน

กราบเรียนท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ครับ การที่ท่านตัดสินใจหันกลับมาให้ความสำคัญกับการเกษตรในครั้งนี้ ท่าน “ได้ใจคนไทย” ไปเกือบหมดประเทศ – ยกเว้นพวกเปรตที่รออยู่กระมัง ที่เกลียดท่าน !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment