ถาม ปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวฯ แค่เห็น “เงาอีกา” คุณถึงกับผวาอย่างนี้เลยหรือ ?

132

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ 27 เมษายน 2560 ผมรายงานท่านผู้มีเกียรติเรื่อง วันนี้ ไม่มี สื่อมวลชน” ในความหมายของคำว่า “กระบอกเสียง” มีแต่ “สื่อมวลชน” ที่เป็น “เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ” ?

และนำ “ภาพข่าว” ที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ลงคำให้สัมภาษณ์ของ นายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เอาไว้ลงเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก Tawan Taksana คู่กัน

133

ทั้งนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เห็นข่าวทั้งสองด้าน แต่บังเอิญไม่ได้นำ “ภาพข่าว” ตีพิมพ์ในบล็อกใต้ร่มธงไทย ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรม ผมขอนำ “ภาพข่าว” นั้นมาเผยแพร่ที่นี่ และขอแลกเปลี่ยนความเห็นกับ คุณปราเมศ ดังนี้

1.ที่คุณให้ข่าวว่า พ.ร.บ.สื่อฉบับใหม่ “มีเป้าหมายเพื่อปิดปากสื่อมวลชนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนอาจไม่สามารถหาข้อมูล ค้นข้อเท็จจริง การตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ที่ไม่ชอบมาพากลของรัฐนำเสนอให้ประชาชนทราบได้เลย – นั้น

ขอสอบถามว่า มีบทบัญญัติใน พ.ร.บ.สื่อมาตราใดหรือ ที่กำหนดตามที่คุณเข้าใจ และขอถามว่า คุณไม่ได้อ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศบางเลยหรือ

จึงไม่รู้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องสิทธิและหน้าที่ทั้งของรัฐ และของประชาชนไว้อย่างไรบ้าง คุณไม่รู้หรือว่าต่อไปขนาดชาวบ้านธรรมดายังสามารถขอเข้าไปดูเรื่องต่าง ๆ ได้เอง

นอกจากสิทธิตามที่รัฐธรรมใหม่กำหนดแล้ว ทุกวันนี้เรายังมีกฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่ส่วนราชการจะต้องเปิดเผยให้ผู้ที่สนใจขอเข้าไปดูได้ ซึ่งผมเข้าใจว่ากฎหมายนี้ก็ยังไม่ถูกยกเลิกแต่อย่างใด

2.คุณบอกว่าต่อไป นักข่าวจะอยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรที่รัฐสร้างขึ้น ซึ่งหมายถึงการใช้อำนาจรัฐเข้ามาควบคุมพวกเรา เราต้องทำบัตร ขึ้นทะเบียน ถ้าไม่ทำจะมีโทษจำคุก.. อัตราโทษจำคุกพอ ๆ กับโทษฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา

ขอถามว่า คุณได้เห็นร่าง พ.ร.บ.สื่อ ฉบับใหม่หมดทั้งฉบับแล้วหรือ จึงกล้าบิดเบือนความจริง เหมือนต้องการสร้างภาพที่น่ากลัวให้นักข่าวรุ่นใหม่ที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงรับทราบอย่างหน้าไม่อายอย่างนั้น

ร่าง พ.ร.บ.สื่อ ยังเป็นเพียงร่างที่ “วิป สปท.” เพิ่งรับไปพิจารณาว่าจะบรรจุเข้าหารือในวันไหน และเพิ่งมีมติว่าจะนำเข้าหารือในการประชุม สปท.ในวันที่จันทร์ที่ 1 พฤษภาคม 2560 ซึ่งยังเหลือเวลาอีก 3 วัน

3.คุณรู้จัก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ดีแค่ไหนหรือ จึงกล้าใช้คำว่า “อีกไม่นานแล้วที่ร่างกฎหมายนี้จะผ่านสภา ในขณะที่พวกเรายังตั้งตัวกันไม่ติด เรายังรับรู้เรื่องนี้น้อยเกินไป

และ “เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างหนักหน่วง ที่สำคัญกว่าหน้าที่การงานของพวกเรา คือวิชาชีพนี้กำลังถูกทำลาย เราทุกคนจะกลายเป็นสื่อภายใต้อำนาจของรัฐ”

ขอถามว่า คุณไม่รู้จริง ๆ หรือแกล้งโง่ ว่า สปท.นั้น “ไม่มีอำนาจที่จะออกกฎหมายเองได้”

หน้าที่ของ สปท.ก็ไม่ต่างไปจาก คณะกรรมาธิการฯ ที่รัฐบาลตั้งขึ้น มีหน้าที่ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ที่รัฐบาลต้องการปฏิรูป แล้วนำมาวิเคราะห์ วิจัย แล้วจัดทำรายงานส่งรัฐบาล

และเพื่อแบ่งเบาภาระรัฐบาล เขาจึงกำหนดให้คณะกรรมาธิการ เอ๊ย สปท.ร่างกฎหมายที่ต้องการแก้ไข หรือ สมควรที่จะออกเป็นกฎหมายใหม่ แล้วแนบไปให้รัฐบาลพิจารณาด้วย – ก็เท่านั้น

คุณปราเมศ เป็นนักข่าวในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ เป็นถึงนายกสมาคมของสื่อที่ใหญ่ที่สุด คุณไม่รู้เลยหรือว่า กว่า ร่าง พ.ร.บ.สื่อ ที่คุณวิตกจริตจะมีผลบังคับใช้ได้ ยังต้องผ่านอีกหลายด่าน

เข่น เมื่อเข้าที่ประชุม สปท.ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้แล้ว ยังจะต้องถกแถลงกันในหมู่สมาชิป สปท. สมมติว่า ทุกคนเห็นด้วย ประธาน สปท.ก็จะส่งรายงานฯพร้อมร่างไปยังรัฐบาล ตามที่กำหนดไว้

หลังจากนั้น รัฐบาลอาจส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นผู้กลั่นกรองกฎหมายของรัฐบาลพิจารณาและตรวจสอบอย่างรอบคอบรัดกุมแล้วจึงส่งมาที่รัฐบาลเพื่อพิจารณาว่าจะเอาอย่างไร

หากรัฐบาลเห็นชอบด้วย รัฐบาลก็จะส่งร่างกฎหมายที่ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการกฤษฎีกาไปยัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ให้พิจารณาว่าจะออกเป็นกฎหมายดีหรือไม่

เพราะหน้าที่ในการออกกฎหมายต่าง ๆ นั้นในประเทศไทยมีสภาเดียวครับ คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.( นี่ว่าถึงกฎหมายปกติ ไม่นับรวมมติ ครม.หรือคำสั่ง คสช.นะครับ)

เมื่อ สนช.รับร่างนั้นแล้ว วิป สนช.ก็ต้องพิจารณาร่วมกันอีกว่า จะเสนอประธาน สนช.ว่าจะบรรจุเป็นวาระเพื่อการพิจารณาวันไหน เมื่อเข้าสู่ สนช.หากผ่านวาระ 1 ก็จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาอีก

นี่คือ เส้นทางเดินของร่าง พ.ร.บ.สื่อ ที่คุณปราเมศพยายามเขียนให้เป็น “เสือ” เพื่อให้นักข่าวที่เปรียบเสมือน “วัว” กลัว

ในฐานะ นายกสมาคมนักข่าวฯ คุณสามารถทำอะไรที่น่ารักและน่าชมเชยได้อีกหลายอย่าง

เช่น ขอร่าง พ.ร.บ.สื่อ มาให้คณะกรรมการสมาคมฯ ศึกษาอย่างละเอียด หรือ จะเชิญกรรมาธิการคณะนี้มาให้ความรู้แก่กรรมการสมาคมเกี่ยวกับข้อบัญญัติต่าง ๆ ที่คุณกังวลใจให้กรรมการสมาคมฯ รับทราบ

134

หลังจากนั้น ก็ขอพื้นที่สื่อที่เป็นสมาชิก พิมพ์เนื้อหาสาระที่มีในร่าง พ.ร.บ.ให้ทั้งสมาชิกและคนทั่วไปทราบ เพื่อขอความเห็นว่า ใครคิดอย่างไรในมาตราที่คุณคิดว่าจะมีผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ ฯลฯ

ไม่ใช่ออกมาเอะอะโวยวาย เหมือนต้องการแสดงตัวว่า ข้าเป็นนายกสมาคมฯ ข้ามีหน้าที่ปกป้องสมาชิก ราวกับเห็นอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรูคู่อริด้วยการใช้ข้อความในตอนท้ายว่า

“พลังของพี่น้องนักข่าวภาคสนามทุกคน เป็นความหวังของวิชาชีพ เราหวังให้พี่น้องจากสนามร่วมกันออกมาแสดงพลัง ร่วมกันฉีกกฎหมายที่มีเจตนารมณ์อันอัปยศ ปิดปากสื่อ ปิดทางตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐฉบับนี้และครอบงำประชาชนคนไทย” อย่างนั้น

วันนี้ ประเทศไทยพัฒนาไปเป็นลำดับแล้ว การใช้วาทะอย่างนั้นไม่น่าเกิดจาก คนที่ไม่ต่างจาก “ผู้นำ” นักข่าวเลยนะครับ เพราะจะถูกสังคมเหมาว่า ….ไม่ใช่ผู้ดีนะซิครับ !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

นี่คืออีกหนึ่งเหตุผล ที่ผมใคร่ขอร้องให้ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ รวมหน่วยงานเกี่ยวกับ “น้ำ” เข้าด้วยกัน !

95

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมต้องกราบขออภัยท่านผู้อ่าน ที่อ่านบทความผมเป็นประจำจนคุ้นกับการเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งด้วยวิธีการต่าง ๆ

รวมทั้งการเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ปฎิรูปส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับ “น้ำ” ที่กระจายอยู่มารวมกัน

ท่านผู้มีเกียรติอย่าเพิ่งรำคาญนะครับ เพราะวันนี้ ผมกำลังนำเสนอ “เหตุผล” เชิงประจักษ์ให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เห็นว่า ควรรวมหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำเข้าด้วยกันครับครับ

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2560 นี้เอง ผมเพิ่งแสดงความชื่นชม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ที่ออกมาแถลงข่าวเรื่องภัยแล้ง

วันนั้น พล.อ.ฉัตรชัย บอกว่า ปี 2560 นี้ จะไม่มีภัยแล้ง เนื่องจากรัฐบาล คสช.ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำตามแผนปี 2558 – 2559 เอาไว้อย่างดี

96

แต่แล้วในวันที่ 26 เมษายน 2560 นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)ซึ่งผมเคยเรียกท่านด้วยความเคารพว่า “มิสเตอร์เอลนีโญ”

เพราะก่อนหน้าจะมีเป็น ผู้ว่าฯ กปภ.สื่อมักจะขอสัมภาษณ์ท่านถึงปรากฎการณ์ทางธรรมชาติว่าจะเกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วมไหม ซึ่งท่านก็ตอบได้เป็นอย่างดี

ด้วยการยกเอา ปรากฎการณ์ทางธรรมชาติสองอย่างคือเอลนีโญและลานีญ่ามาประกอบ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นแม้ว่าจะงง ๆ อยู่บ้าง(ฮา)

วานนี้ “มิสเตอร์เอลนีโญ” เอ๊ย ท่านผู้ว่าฯ กปภ.ให้ข่าวจนหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจนำมาพาดหัวว่า “เตือน ส.ค.แล้งจัด – เร่งเก็บน้ำ” ปังเข้าให้..

เนื้อข่าวโดยสรุป ท่านผู้ว่าฯกปภ. ปริมาณน้ำสำหรับผลิตน้ำประปาเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคในปี 2560 นี้มีอย่างเพียงพอแน่ ไม่ต้องห่วง

แต่ในช่วงเดือน ส.ค.- ต.ค.60 ประเทศไทยจะประสบภัยแล้ง เนื่องจากท่าน เอ๊ย เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ กปภ.จึงเร่งเก็บน้ำเอาไว้มากที่สุด

ท้ายข่าวท่านบอกว่า กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ กปภ.บูรณาการร่วมกับ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.)ในการจจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนและช่วยเหลือชุมชนต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน ก็เคยให้ข่าวในลักษณะเดียวกันสรุปได้ว่า “กรมชลประทานได้วางแผนจัดสรรน้ำในช่วงต้นฤดฝนปี 2560 เพื่อสนับสนุนสำหรับอุปโภคบริโภค และ อื่น ๆ เพื่อแก้ภัยแล้ง

98

จริงอยู่ หลายท่านอาจมองและคิดว่า “ก็ดีแล้วนี่” ที่ส่วนราชการต่าง ๆ ระดมสรรพกำลังเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาภัยแล้งหรืออาจรวมน้ำท่วมเข้าไปด้วย …ไม่น่าจะมีปัญหาเลย

แต่ผมคิดว่า การแยกกันทำงานอาจส่งผลเสียในภาพรวม คือแต่ละหน่วยต่างก็คิดว่า อีกหน่วยหนึ่งได้ลงมือทำแล้ว จึงวางมือเพราะเกรงว่าจะซ้ำซ้อนกัน

หากทุกส่วนราชาการ “แย่งกันทำงาน” สิครับ จึงจะเป็นเรื่องดีสำหรับประเทศ เพราะประชาชนทุกหนแห่งได้ประโยชน์จากการทำงานของภาครัฐ

ผมไม่อยากเห็น “การเกี่ยงกันทำงาน” ของส่วนราชการต่าง ๆ ที่จริงอยู่ ต่างคนต่างมีแผน ต่างคนต่างมีเงินงบประมาณที่ได้ตามแผน สำหรับทำงาน

97

ทว่าในความเป็นจริงนั้น ในบางพื้นที่เกี่ยงกันครับ ยกตัวอย่าง คลองหนึ่งคลอง ที่มีต้นกำเนิดจากพื้นที่หนึ่ง ไหลผ่านพื้นที่หนึ่งไปพื้นที่หนึ่ง เพื่อลงแม่น้ำใหญ่อีกพื้นที่หนึ่งนั้น

ตามกฎหมายแล้ว การดูแลรักษาคลอง หรือที่เรียกว่า ร่องน้ำ เป็นหน้าที่ของ กรมเจ้าท่า ที่จะบูรณะให้อยู่ในภาพใช้การได้ตลอดเวลานะครับ

เมื่อเป็นเช่นนั้น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องตั้งแต่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)ขึ้นไปจนถึง กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ ฯลฯ จึงไม่กล้าเข้าไปยุ่ง

คลองที่ควรจะเป็นร่องระบายน้ำให้ไหลจนสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ในบางแห่งจึงตื้นเขิน หมดสภาพที่จะทำให้น้ำไหลในหน้าฝนหรือหน้าน้ำหลาก

หรือ ห้วย หนอง บึง ซึ่งเป็น “แหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด” ของ กรมประมง นั้น เมื่อตกอยู่ในสภาพตื้นเขินแทนที่ อบต.หรือ กรมชลประทานจะเข้าไป ก็ไม่กล้า

นี่คือสภาพความเป็นจริงที่ผมไม่แน่ใจว่าจะมี ใคร ? กราบเรียนให้ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ ทราบแล้วหรือยัง

ในฐานะสื่อที่ยังเป็นสื่อที่ทำหน้าที่กระบอกเสียงอย่างคงเส้นคงวา ผมจึงขอรายงานให้ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กรุณาทราบตามนี้ครับ !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

วันนี้ ไม่มี “สื่อมวลชน” ในความหมายของคำว่า “กระบอกเสียง” มีแต่ “สื่อมวลชน” ที่เป็น “เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ” ?

90

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ หนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ได้เเผยแพร่กิจกรรมของ ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เพื่อแสดงพลังต่อต้านการปฏิรูปสื่อของ คสช.

โดยยำ คำประกาศของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ที่ประกาศให้วันที่ 3 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก มาให้นักข่าวฯ ที่เป็นสมาชิกเขียนสโลแกน มาประกวดกัน

และในวันที่ 3 เช่นเดียวกัน สมาคมฯ ได้จัดเสวนาเรื่อง เสรีภาพสื่อกับอนาคตสังคมไทย โดยมีนักข่าวนักหนังสือพิมพ์และนักวิชาการไปรวมแสดงความเห็น ตามกำหนดการที่เห็นนี้

ในฐานะสื่อเก่าแก่คนหนึ่ง ผมมีความคิดเห็นบางอย่าง ที่อยากสะท้อนให้บรรดานักข่าวรุ่นใหม่ได้รับรู้ จึงขอเสวนาผ่านบทความชิ้นนี้ และหากรรมการสมาคมฯอ่านเจอ จะเอาไปอ่านในงาน ผมก็ไม่สงวนความเห็นครับ – เชิญได้เลย

89

ในข่าวดังกล่าวนั้น นายปราเมศ เหล็กเพ็ชร ก็ได้ออกแถลงการณ์ ในนามนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า ถึงเวลาที่จะต้องรับรู้ความจริงเกี่ยวกับวิชาชีพที่กำลังเข้าสู่ช่วงที่ยากลำบากมากจนอาจเกิดเหตุเลวร้ายที่คาดไม่ถึง

91

พร้อมกับยกตัวอย่าง บางมาตราของร่างกฎหมายนั้นมาให้เพื่อนสมาชิกเห็น ราวกับพยายาม “เขียนเสือให้วัว” แล้วตบท้ายให้นักข่าวภาคสนามรวมพลังกันฉีกกฎหมายที่ยังเป็นวุ้นอยู่อีกด้วย…

เห็นความเคลื่อนไหวของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้แล้ว รู้สึกเห็นใจนักข่าวรุ่นใหม่ที่กำลังถูกมอบเมาและถูกครอบงำจากสมาคมฯ จริง ๆ ครับ

คือแทน นายกสมาคมนักข่าวฯ จะบอกเพื่อนสมาชิกว่าขณะนี้ สื่อสารมวลชน กำลัง กลายเป็น สินค้า เนื่องจากสื่อหลายค่ายไม่อาจประคองตัวจากการแข่งขันกับสื่อออนไลน์ที่รุกเข้ามาในสังคมอย่างฉับไว

ทำให้เจ้าของหนังสือหรือผู้ลงทุนหลายรายจำเป็นต้อง นำสื่อในมือตัวเองเข้าไปขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายหมุนเวียน แทนงบโฆษณาสินค้าที่น้อยลงเนื่องจากถูกแบบไปยังสื่อที่มีมากขึ้น

และถึงแม้ว่าเจ้าของหนังสือหรือผู้ลงทุนสื่อบางค่ายจะดำเนินการอย่างนั้นแล้ว บางแห่งก็ไม่สามารถรักษาสถานะของสื่อไว้ได้ จึงมีทางเลือกเพื่อความอยู่รอดได้ 3 ทางคือ

1.ลดต้นทุนด้วยการ เลิกจ้างนักข่าว ซึ่งในความเป็นจริงก็คือลูกจ้างของบริษัทที่ลงทุนทำธุรกิจสื่อ ตามที่กฎหมายแรงานกำหนด เพื่อป้องกันการถูกร้องเรียนจนเสียชื่อเสียง

2.เลิกกิจการทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแจ้งให้นักข่าว ซึ่งก็คือลูกจ้างของบริษัท ทราบล่วงหน้าตามกฎหมายแรงงานเพื่อที่จะได้ออกไปหางานใหม่ได้ทัน พร้อมเงินชดเชยก้อนหนึ่ง

3.ยอมปรับตัวเองจากที่เคยเป็น “กระบอกเสียง” ให้แก่ชาวบ้านและภาครัฐ ด้วยการ “ยกสื่อในมือ” ให้กับกลุ่มนายทุนที่เป็นทั้งนักการเมือง และนักธุรกิจ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือกันตามต้องการ

ซึ่งในวิธีที่ 3 นี้บรรดานักข่าวซึ่งก็คือลูกจ้างของบริษัท ที่มีกลุ่มทุนใหม่เข้ามาเทคโอเวอร์ก็ยังสามารถมีงานทำคือหาข่าวได้เหมือนเดิม ไม่ต้องตกงานเพื่อถูกเลิกจ้างเหมือนนักข่าวบางคนบางค่าย

และในวิธีที่ 3 นี้ ความเป็นนักข่าวที่มีอิสระ และเสรีภาพในการหาข่าวเพื่อนำเสนอต่อประชาชน หรือต่อสู้เพื่อสังคมเยี่ยงในอดีต ตามที่นักข่าวชอบอ้างอิงกันก็หมดไปโดยไม่ต้องรอให้มีกฎหมายฯ กำกับแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เพราะผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง คือ เจ้าของธุรกิจ และ/หรือ นักการเมืองใหญ่ คงไม่ยอมให้นักข่าวที่เป็นลูกจ้าง ขุดคุ้ยความเลวระยำของตัวเองออกมาประจานต่อสาธารณชนอย่างแน่นอน

หากสื่อใดมีเจ้าของเป็น เจ้าของธุรกิจ สื่อนั้นก็จะต้องนำเสนอข่าวของเจ้าของธุรกิจในเชิงบวก เช่น หนังสือพิมพ์ธุรกิจบางแขนงแม้จะนำเสนอข่าวในภาพรวม แต่ก็เน้นความดีงามของสินค้าตัวเองตลอดเวลา

ในทำนองเดียวกัน หากสื่อใดที่มีเจ้าของเป็นนักการเมือง สื่อนั้นก็จะต้องนำเสนอข่าวความเคลื่อนไหวของพรรคพวกตัวเองผ่านสื่อที่ตัวเองเป็นข่าวของ แม้ข่าวนั้นจะไม่มีประโยชน์ต่อประชาชนเลยก็ตาม(ฮา)

และไม่เพียงเท่านั้น บางสื่อที่มีนักการเมืองเป็นเจ้าของ นอกจากจะให้สื่อในมือประชาสัมพันธ์ความดีงามของตัวเองและพรรคพวกแล้ว ยังใช้สื่อนั้นโจมตีฝ่ายตรงข้ามให้เสียหาย หรือทำลายฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย

หรือบางสื่อที่ยังมีความเป็นอิสระ ยังพอที่จะเลี้ยงตัวได้ เจ้าของสื่อก็ไม่อาจหาญที่จะนำเสนอข่าวที่มีผลกระทบต่อธุรกิจบางชนิด หรือความเลวระยำของนักการเมืองและข้าราชการบางคน

28

เนื่องจากทุกวันนี้ บางสื่อที่ว่า ยังอาศัย งบโฆษณาประชาสัมพันธ์จากสินค้า และ/หรือ งบโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจกรรมของทางราชการ ที่สั่งให้โฆษณาในสื่อนั้น ๆ นำเสนอแต่ผลงานหรือเรื่องดี ๆ ให้คนอ่านเห็น

(กรุณาสังเกตภาพข่าวในกรอบสี่เหลี่ยม ¼ หน้า หรือ ½ หน้า ตามหนังสือพิมพ์รายวันต่าง ๆ – นั่นแหละครับ คือการซื้อเนื้อที่โฆษณาของส่วนราชการ)

วันนี้ เราจึงแทบจะไม่เห็นสื่อใด ๆ ทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียง” เตือนชาวบ้านให้เห็นถึงพิษภัยของสินค้า หรือความไร้ประโยชน์ของสินค้าบางอย่าง เพราะ หากนักข่าวภาคสนามหามา ผู้บริหารอาจสั่งยกเลิกข่าวได้

วันนี้ เราจึงแทบจะไม่เห็นสื่อใด ๆ ทำหน้าที่เป็น “กระบอเสียง” บอกให้ชาวบ้านรู้ว่า นักการเมืองคนไหน พรรคไหน ทำความเลวระยำเอาไว้ในอดีต จนเกือบทำให้ประเทศชาติฉิบหายล่มจม

วันนี้ เราจึงแทบจะไม่เห็นสื่อใด ๆ ทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียง” รายงานชาวบ้านว่า รัฐบาลได้ทำกิจกรรมใดบ้างที่จะเป็นผลดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองให้ดีขึ้น เนื่องจากอาจถูกสั่งห้ามจากนายทุนก็ได้ ใคระรู้

วันนี้ คนไทยจึงยังคงเห็นผิดเป็นถูก เห็นข่าวเป็นดำ เพราะถูกมอมเมาจากสื่อที่กลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนทั้งที่เป็นนักธุรกิจและนายทุนจนแทบไม่รู้ความจริงว่า อะไรเป็นอะไรอีกต่อไปแล้ว

นี่คือสิ่งที่ สมามคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ควรออกแถลงการณ์บอกเล่าให้นักข่าวภาคสนามรับทราบ และหารือกันว่า จะทำอย่างไรกันดี จึงจะกอบกู้ความเป็นกระบอกเสียงกลับมา

น่าเสียดายนะครับ แทนที่ตัวนักข่าวจะตื่นรู้ในเรื่องเหล่านี้ กลับตั้งป้อมที่จะเป็นศัตรูกับภาครัฐ ที่พยายามสร้างเกราะคุ้มภัยให้นักข่าวด้วยกฎหมายฯ ที่ยังวุ้นอย่างที่กำลังกระทำกันอยู่

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

เรียน กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง ผมเห็นด้วยกับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เรื่อง “เก็บค่าสมาชิกพรรค” !

70

ภาณุมาศ ทักษณา

ว่ากันตามข่าว ในห้วงเวลานี้ คณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม เป็น ประธานกรรมาธิการ และมี “ครูหยุย” คุณวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เป็นโฆษก คงยังประชุมหารือเรื่องนี้กันอยู่

ผมจึงขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่บัญญัติให้พลเมืองมีส่วนร่วมในทางการเมือง ด้วยการเสนอความเห็นมายัง คณะกรรมาธิการชุดนี้ อีกครั้ง (และอาจมีครั้งอื่น ๆ ต่อไปด้วย)

ที่ต้องเสนอความเห็นเพิ่ม เพราะวานนี้ 26 เมษายน 2560 หนังสือพิมพ์มติชน สอบถามนักการเมือง 2 คนและนักวิชาการ 2 คน รวมแล้วแค่ 4 คน แล้ว มติชน นำมาาเขียนในรายงานว่า นักการเมือง-อจ. รุมค้าน (ฮา)บังคับเก็บค่าสมาชิกพรรค

68

เหตุผลของนักการเมืองและนักวิชาการทั้ง 4 คนไม่ต่างกันคือ การเก็บเงินประชาชนที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนที่อยากเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ฯลฯ – ว่างั้น

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมนักการเมืองและนักวิชาการ จึงชอบ “คิดอะไรแทนประชาชน” ไปเสียทั้งหมด ทำไมไม่ปล่อยให้ประชาชนเขาคิดกันเองบ้าง

แล้วสื่อก็เหลือเกิน ถามมันแต่คนหน้าเก่า ๆ ที่บางคนก็ค้านรัฐบาล คสช.(ด้วยความเกลียดหรือเปล่าก็ไม่รู้) หัวชนฝาอยู่แล้ว ทำไม ไม่ให้นักข่าวถามออกไปเดินถามประชาชนจริง ๆ บ้างเล่า

ในกรณีนี้ ผมขอถาม นายสามารถ แก้วมีชัย เพื่อไทย, นายถวิล ไพรสณฑ์ ประชาธิปัตย์ , นายโอฬาร ถิ่นบางเตียว ม.บูรพา, และ นายอรรถสิทธิ์ พานแก้ว ม.ธรรมศาสตร์ ที่ออกมา “รุมค้าน” (ฮา)

ว่า พวกคุณได้อ่าน ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการพรรคการเมืองทั้งฉบับแล้วอย่างนั้นหรือ จึงใช้อารมณ์ความรู้สึกตอบด้วยความสนุกปากอย่างนั้น

หากยังไม่ได้อ่าน ก็ขอแนะนำให้ไปอ่าน FB คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก่อนก็ได้นะ

วันก่อนหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์นำบางส่วนมาตีพิมพ์ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ประธานมูลนิธิ มวลมหาประชาชน พูดถึงเรื่องนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจมาก ดังนี้

มาตรา 28 ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมให้คนที่ไม่ใช่สมาชิก(คนนอก) เข้ามาครอบงำ ชี้นำพรรคการเมืองโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม และ

มาตรา 29 ห้ามไม่ให้ใครก็ตามที่ไม่ใช่สมาชิกของพรรคการเมืองนั้นที่เป็นคนนอกเข้าไปครอบงำ เขาไปควบคุมชี้นำพรรคการเมืองใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ใครฝ่าฝืนกฎหมาย 2 มาตรานี้ มีโทษจำคุก 5 – 10 ปี

คุณสุเทพ อธิบายว่า “นั่นหมายความว่า ถ้าหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคฟังคำสั่งจากคนนอกปฏิบัติตามคำสั่งคนนอกหรือคนนอกคนนั้นบังอาจเข้าไปขี้นำ ครอบงำ พรรคการเมืองมีความผิด มีโทษจำคุก 5 – 10 ปีด้วยกันทั้งสองฝ่าย”

นี่ไงหรือเปล่า….ที่กฎหมายพรรคการเมือง กำหนดให้ “สมาชิกพรรคต้องเสียเงินค่าบำรุงพรรค” เพราะจะได้ไม่ให้ “คนนอก” เข้ามาจุ้นจ้าน สั่งการในพรรค

แล้วเอาคุยอวดว่า “ผีคิด – คนทำ” อย่างที่เคยได้ยินกันจนน่าสังเวชใจที่ทั้งพรรค หาคนมีมันสมองคิดเองไม่ได้ (ฮา)

นอกจากมาตรา 28 และมาตรา 29 แล้ว คุณสุเทพได้โยงไปถึงมาตรา 44 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง (ไม่ใช่ มาตรา 44 ของนายกฯลุงตู่ – อย่าเข้าใจผิดล่ะ) ว่า

“ห้ามไม่ให้พรรคการเมือง กรรมการพรรค หรือสมาชิกพรรคไปรับเงินใคร แล้วมากระทำการที่เป็นการทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือทำลายระบบราชการ

ถ้าใครฝ่าฝืน มีโทษจำคุก 10 ปี และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง – ตรงนี้หรือเปล่าที่ทำให้พรรคการเมืองไม่เห็นด้วย เพราะทำให้ “รับเงินจากใครไม่ได้” (ฮา)

และคุณสุเทพ ได้พูดถึงมาตราอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกหลายมาตรา แต่ผมขอยกเอามาตรา 28 มาตรา 29 และมาตรา 44 มาให้พ่อแม่พี่น้องงงที่ไม่มีเวลาอ่าน ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมืองได้พิจารณาครับ

ผมเชื่อว่า หากทุกคนมีใจบริสุทธิ์ จะต้องไปเดือดร้อนอะไรกับการบัญญัติให้ประชาชนต้องชำระค่าสมาชิกพรรค ผมว่านอกจากเหตุผลที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแล้ว

ผมว่าเป็นเรื่องดีสำหรับพรรคการเมืองต่าง ๆ ด้วยซ้ำ เพราะต่อไปจะได้มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่ามีสมาชิกกี่คน ไม่ใช่อ้างว่ามีเป็นแสนเป็นล้าน หรือยกตัวเลขสมาชิกมาคุยข่มกัน

เพราะไม่รู้ว่าแต่ละพรรค ที่อ้างจำนวนสมาชิกเป็นแสนเป็นล้านนั้น เอาอะไรมาเป็นหลักฐานแสดงให้ชาวบ้าน หรือทางราชการเห็นว่ามีสมาชิกมากขนาดนั้น

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอเสนอความเห็น สนับสนุนความเห็นคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะผมไม่ต้องการได้ยินคำโฆษณาที่ว่า

“ผีคิด – คนทำ” จนบ้านเมืองฉิบหายล่มจมจากพรรคการเมืองบางพรรคอีกต่อไปครับท่านประธานฯ !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

กราบเรียนท่าน พล.อ.ประยุทธ์ กรุณาลดความเหลื่อมล้ำทางการเมืองด้วยการสั่งยุบทุกพรรค แล้วให้ตั้งใหม่พร้อมกันครับ !

67

ภาณุมาศ ทักษณา

ผมเชื่อว่าพี่น้องไทยไทยทุกคนที่แสดงความชื่นชมยินดีกับการเข้ามายึดอำนาจในการบริหารประเทศไปจากนักการเมืองของ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.) ก็คือ

คำมั่นสัญญาของ คสช.ว่าจะปฏิรูปประเทศรวม 11 ด้าน ซึ่งทั้ง 11 ด้านนั้นมีอะไรบ้างนั้น ผมจะไม่ตอกย้ำให้ยาวเยื้อยในบทความนี้ แต่ผมเชื่อพี่น้องไทยทุกคนคงจำได้ว่า

สิ่งหนึ่งที่ คสช.จะต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการปฏิรูปประเทศคือ การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่าน คสช.ก็ได้ดำเนินการมาเป็นลำดับ

เช่น การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ลดการเหลื่อมล้ำในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ที่ดิน ด้วยการจัดหาที่ดินให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกันกิน และอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง

แต่มีเรื่องหนึ่งที่ดูเหมือนว่า คสช.จะมองข้าม ทั้ง ๆ ที่เป็น หัวใจสำคัญ และเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ คสช.ต้องเข้ามายึดอำนาจ นั่นคือ ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง ที่มีความได้เปรียบเสียเปรียบกันนั่นเอง

ผมจำได้ว่า หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะ คสช.ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ โปรดกระหม่อมฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งรัฐบาลได้เรียบร้อยแล้ว

บทความชิ้นหนึ่งของผมที่ปรากฏในที่นี้คือ เรียกร้องให้ ท่านนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.มีคำสั่งให้ ยุบพรรคการเมืองทั้งหมดที่มี เพื่อให้ทุกคนที่สนใจการเมือง เริ่มต้นใหม่พร้อม ๆ กัน

( คลิกอ่านบทความ https://goo.gl/bfdeaE / https://goo.gl/nKzb8A )

ทว่า ท่านนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เพียงแต่มีคำสั่งห้ามนักการเมืองทุกพรรคมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ถึงกระนั้น นักการเมืองก็ยังออกมาพูดจาใส่ร้ายป้ายสี รัฐบาล คสช.อยู่เนื่อง ๆ

63

จนรัฐบาลต้องใช้มาตรการ เชิญนักการเมือง และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเหล่านั้น ไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร จึงทำให้บางคน “หุบปาก” ลงได้ แต่พวกมันก็ผลัดเปลี่ยนปากและหน้าออกมาด่ารัฐบาลอีก

ผมก็หน้าด้าน ออกมาเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้กรุณาสั่งยุบทุกพรรคอีก เพื่อให้ทุกคนหมดสภาพการมีสังกัดในพรรคนั้นพรรคนี้ แล้วออกมาแสดงศักดาเดชในทางการเมืองอีก

แต่ท่านนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ก็ยังใจเย็น ปล่อยให้นักการเมืองปากมาก ลามปามมาจนถึงวันนี้ที่ถือได้ว่าเป็นโค้งสุดท้ายของการยึดอำนาจ เนื่องจากเหลือเวลาอีกเพียงปีเดียว คสช.ก็จะคืนอำนาจให้ประชาชน

เนื่องจากในหลวง รัชกาลที่ 10 พระราชทานรัฐธรรมนูญ ลงมาแล้ว และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ทะยอยส่งร่างกฎหมายรายลูกที่จะใช้ในการเลือกตั้งให้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาแล้ว 2 ฉบับ

นั่นคือ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งแทนที่ทุกพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมจะสงบปากสงบคำ นำร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับตัวเองไปปฏิบัติ

แต่ปรากฏว่า นักการเมืองในพรรคการเมืองที่เคยมีอำนาจ และคิดว่าจะกลับมามีอำนาจอีกครั้งหลังเลือกตั้ง กลับพากันออกมาโวยวาย แสดงความไม่พอใจข้อบัญญัติในกฎหมายพรรคการเมืองกันอย่างอื้ออึง

64

ขณะที่พี่น้องไทยที่อยากตั้งพรรคการเมือง ต่างก้มหน้าก้มตาอ่านร่างกฎหมายนั้น เพื่อวางแผนจัดตั้งพรรคการตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเงียบ ๆ และคิดหาวิธีการที่จะตั้งพรรคให้เป็นผลสำเร็จ อย่างน่าเห็นใจ

อยากกราบเรียนถามท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่เคารพยิ่งว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับนักการเมือง 2 กลุ่มคือ กลุ่มเก่า กับกลุ่มที่ยังไม่เกิด

นี่คือ ภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างหนึ่งใช่หรือไม่ครับ

เพราะเมื่อกฎหมายพรรคการเมืองที่ คณะกรรมาธิการของ สนช.กำลังพิจารณาผ่าน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว

กฎหมายพรรคการเมืองนี้ก็จะบังคับใช้กับคนไทยทุกคนที่ต้องการตั้งพรรคการเมือง อย่างนี้แล้วจะเป็นธรรมกับพี่น้องไทยที่ต้องการตั้งพรรคใหม่ หรือครับท่าน

65

เพราะพวกเขาต้อง ปฏิบัติตามกฎหมายพรรคการเมืองทุกมาตรา ทั้งการลงเงินตั้งพรรคการเมือง การหาสมาชิกในขั้นเริ่มต้น แล้วต้องขยายให้ได้ตามกฎหมายภายใน 4 ปี มิเช่นนั้นจะตั้งไม่ได้

แต่ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองที่มีนักการเมืองที่เคยทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหายทั้งจากการแก้ปัญาภัยแล้งน้ำท่วม หรือการรับจำนำข้าวจนประเทศชาติได้รับความเสียหาย

ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ เพราะทุกพรรค “ตั้งอยู่แล้ว” และมีสมาชิกพรรคอยู่แล้ว

นี่คือความเหลื่อมล้ำทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัดครับ

แสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองเก่า ๆ กำลังเอาเปรียบเหมือนคนเห็นแก่ตัว ที่แม้แต่การเก็บค่าสมาชิกคนละ 100 บาทต่อปี พวกมันยังออกมาคัดค้าน แต่ผู้ที่ต้องการตั้งพรรคใหม่ ต้องปฏิบัติ

66

นี่คือตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น ครับ ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่เคารพยิ่ง

ไหน ๆ ท่านก็เสียสละความสุขเข้ามาบริหารประเทศเพื่อปฏิรูปประเทศไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม ผมขอกราบวิงวอนท่าน ได้กรุณามีคำสั่ง “ยุบพรรคการเมืองทุกพรรค”

ผมอยากดูน้ำหน้านักว่าไอ้นักการเมืองที่ออกมาโวยวายว่า ร่างกฎหมายนี้ไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ มันจะดิ้นรนหาทางตั้งพรรคการเมืองเพื่อกลับเข้ามาใหม่หรือไม่

หากพวกมันที่เคยมีพรรคการเมืองแล้วถูกยุบไป ไม่กลับมากันอีก ผมจะถือว่าเป็นบุญของคนไทยและประเทศไทยอย่างที่สุด

และผู้ที่จะได้บุญอย่างมหาศาล คือ คณะ คสช.ที่สามารถขจัดผีเปรตทางการเมืองที่ทำให้ประเทศชาติเกือบล่มสลายได้สำเร็จครับ

ขอกราบขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูง มา ณ โอกาสนี้ครับ !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ขอเรียน กมธ.ของ สนช.เรื่อง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ผมเห็นด้วยกับการตั้งพรรคการเมือง ยาก ๆ !

36

ภาณุมาศ ทักษณา

หะแรก ตั้งใจที่จะเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่วานนี้แล้วครับ แต่เพราะทราบว่า พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิก สนช.ที่ได้รับเลือกให้เป็น ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง

จะเรียกประชุมกรรมาธิการวานนี้ และจะเชิญบรรดาสมาชิกพรรคการเมืองเข้าร่วมให้ความเป็น และจะเปิดโอกาสให้ประชาชชนได้ร่วมแสดงความเห็นด้วย ผมจึงดึงเรื่องมาเขียนถึงวันนี้

ความจริงวานนี้ ผมก็เขียนถึงประเด็นสำคัญของ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองไปบ้างแล้ว ว่าผมเห็นด้วยกับการที่ กรธ.กำหนดข้อกำหนดเอาทั้งหมดครับ แต่วันนี้จะขออธิบายเพิ่มเติมในบางประเด็น

เช่น การบังคับให้การตั้งพรรคการเมืองรัดกุมขึ้นคือ ผู้ที่จะร่วมกันจัดตั้งพรรคต้องจ่ายเงินครั้งแรก 1 ล้านบาท ต้องรวมคนให้ได้ 500 คน แล้วใน 1 ต้องมีสมาชิก 5 พันคน พอ 4 ปีต้องมีสมาชิก 1 หมื่นคนนั้น

ผมขอเรียนว่า เป็นข้อบัญญัติที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว และไม่ได้เป็นการกีดกันคนที่อยากเล่นการเมืองตามที่มีคนเอาไปปลุกกระแสเรียกร้องให้ชาวบ้านออกมาร่วมคัดค้านร่าง พ.ร.ป.นี้แต่อย่างใดครับ

ท่านผู้มีเกียรติบางท่านอาจไม่ทราบว่า เรามีพรรคการเมืองที่จดทะเบียนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ร่วม 100 พรรคหรือบางยุคมากกว่านั้น

37

แต่มีที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองจริง ๆ ไม่เกิน 20 พรรค และมีพรรคการเมืองที่มีบทบาทเป็นที่รู้จักของชาวบ้านไม่น่าจะเกิน 10 พรรค

ส่วนพรรคอื่น ๆ ที่เหลือ หลายท่านอาจไม่ทราบว่า “ตั้งขึ้นมาเพื่อ ขอรับเงินสนับสนุนจาก กกต.” ครับ เพราะในกฏหมายเดิมนั้น กกต.มีหน้าที่ต้องสนับสนุนพรรคการเมือง ด้วยการ “ให้เงิน”

โดยมีกติกาว่า พรรคการเมืองต้องเขียนแผนในการพัฒนาการเมืองพัฒนาพรรค เช่น จัดกิจกรรมทางวิชาการ จัดประชุม ฯลฯ แล้วเสนอไปให้ กกต.พิจารณา แล้ว กตต.ก็จะอนุมัติเงินให้

หลังจากนั้น พรรคการเมืองที่ได้เงินสนับสนุนไปแล้ว จะต้องจัดทำรายงานกิจกรรมต่าง ๆ พร้อมหลักฐานการใช้จ่ายเงินให้ กกต.ตามกำหนดเวลา ซึ่งพรรคที่ได้มาตรฐานจริง ๆ เขาก็ทำกัน

แต่ก็มีหลายพรรคครับ ที่ไม่เคยทำกิจกรรม และไม่เคยจัดทำรายงานไปให้ กกต.รับทราบ เป็นเหตุให้ กกต.สั่งให้ “ยุบพรรค” ไปแล้วเป็นจำนวนไม่น้อย – นี่คือข้อเท็จจริงที่ผมต้องเขียนถึง

เนื่องจากขณะนี้มีนักการเมืองปากมอมบางคนออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน พ.ร.ป.พรรคการเมืองในประเด็นการตั้งพรรคเป็นจำนวนมาก และ สื่อปากมากบางสื่อก็เอาไปกระพือข่าว

ทำให้คนที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตั้งพรรคง่าย ๆ พลอยหลงเชื่อและตั้งท่าจะด่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)ของอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ กันบ้างแล้วทั้งนี้โดยมีสื่อบางค่ายคอยยุด้วย

ผมจึงหวังว่า บทความนี้จะทำให้ กมธ.ของ สนช.ได้รับทราบความเห็นของประชาชนคนหนึ่งตามที่ต้องการ และยืนหยัดมาตราดังกล่าวไว้ด้วยนะครับ – ขอบคุณ !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

โค้งสุดท้ายของการปฏิรูปประเทศ …หากสื่อยังทำตัวเป็นไอ้เข้ขวางคลอง ก็ไม่ต้องไปไหนกัน ?

29

ภาณุมาศ ทักษณา

คนวงนอก …ผมหมายถึง ท่านที่ไม่เคยสัมผัสกับงานสื่อสารมวลชนมาก่อน คงจะไม่รู้สึกอย่างที่ผมกำลังรู้สึกหรอกนะครับ

ด้วยความที่เคยทำงานเป็นนักข่าว เป็นรีไรทเตอร์ เป็นหัวหน้าข่าว และเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนมาก่อน

และถึงแม้ว่าวันนี้ ผมจะไม่ได้อยู่ในสื่อที่เขาเรียกกันว่า สื่อกระแสหลัก อย่างหนังสือพิมพ์  วิทยุและโทรทัศน์ แล้วก็ตาม แต่ในฐานะบรรณาธิการสำนักข่าวเจ้าพระยา

ทำให้ผมต้องติดตามข่าวสารบ้านเมืองด้วยการอ่านหนังสือพิมพ์ไม่ต่ำว่า 4 – 5 ฉบับ เลือกฟังรายการวิทยุตอนเช้าขณะขับรถอยู่ 2 – 3 รายการ และเลือกดูรายการโทรทัศน์ที่คิดว่าจะช่วยประเทืองปัญหาอยู่ตลอด

ผมรับผิดชอบสื่อโซเชียลมีเดีย คือ สำนักข่าวเจ้าพระยา แห่งนี้มาตั้งเริ่มต้นเมื่อปี 2550 มาถึงวันนี้ก็ 10 เต็มเข้าไปแล้ว ผมจึงมีความรู้สึกอย่างที่ตั้งชื่อเรื่องวันนี้แหละครับ

คือ มีความรู้สึกว่าในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าของรัฐบาลใดก็ตาม หากสื่อมวลชนไม่เล่นด้วย และทำตัวเป็นไอ้เข้ขวางคลองอย่างไม่มีเหตุผล การพัฒนาประเทศก็ไปไม่รอดครับ

วันนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้พยายามที่จะพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้าน ซึ่งเรียกการพัฒนาประเทศครั้งนี้ว่าการปฏิรูปประเทศ โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 โน่น

ผลของการปฎิรูปประเทศของ คสช.มีทั้ง “ได้เรื่องบ้าง – ไม่ได้เรื่องบ้าง” เพราะบางเรื่องเหมือนการล้างดินพอกหางหมูจึงต้องใช้เวลามากหน่อยจนอาจมองไม่เห็นผลงานมากนัก

30

และ ถ้าจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งในปี 2561 ตามโรดแมป ห้วงเวลาที่เหลือนี้นี้ ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็น โค้งสุดท้ายของ คสช.แล้ว ซึ่งองคาพยพที่ คสช.ตั้งขึ้นมาก็พยายามทำงานกันอย่างเต็มที่

เรื่องพวกนี้… หากสื่อมวลชนยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ หรือให้การสนับสนุน คสช.ด้วยการสร้างความเข้าใจในบางปัญหาแก่ชาวบ้านร้านตลาด ผมเชื่อว่าอะไร ๆ ก็น่าจะดีขึ้นได้ ไม่มากก็น้อย

แต่ที่ไหนได้ วันนี้ นอกจากสื่อบางคน หรือบางค่ายจะไม่ทำหน้าที่สื่อ ด้วยการให้ความรู้แก่ประชาชนแล้ว บางทีก็ทำหน้าที่เหมือนบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช.อีกด้วย

ยกตัวอย่างข่าวหมุดของคณะราษฎรที่ถูกเปลี่ยน สื่อบางคนบางค่ายก็หยิบยกมาโจมตีรัฐบาล คสช.อย่างไม่ลืมหูลืมตา ราวกับว่าหากได้หมุดนั้นมาแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ของประเทศชาติจะหมดไปอย่างนั้น

31

หรืออย่างกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้ง แทนที่สื่อมวลชนที่พอมีประสบการณ์ในเรื่องนี้จะช่วยกัน ชี้แนะให้ประชาชนเข้าใจว่าทำไมจึงต้องแก้ไขอย่างนั้น

สื่อบางคนบางค่ายกลับนำไปขยายผลเพื่อเรียกคะแนนนิยมจากนักการเมืองบางคนบางพรรคที่มันเชื่อว่าหลังเลือกตั้งอาจได้เป็นรัฐบาล พรรคนั้นจะได้จัดสรรงบโฆษณามาให้อีก เป็นต้น

ในฐานะคนเคยทำสื่อมาก่อน และเคย “ด่ารัฐบาลต่าง ๆ” เพราะทำงานไม่เอาไหน และโกงกินบ้านเมืองกันอย่างน่าเกลียด จนนักการเมืองบางคนคิดว่าผมเป็นคนของ คสช. นั้น

32

อยากกราบเรียนว่า เป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยหน่าย และน่าเป็นห่วงรัฐบาล คสช.จริง ๆ ครับ ที่นอกจากจะต้องระมัดระวังนักการเมืองที่สูญเสียผลประโยชน์แล้ว

วันนี้ คนช.ยังต้องมาเผชิญหน้ากับสื่อมวลชนเหี้ย ๆ บางคนบางค่าย ที่จ้องทำลาย คสช.ด้วยบทความที่พวกมันเขียนผ่านสื่อกระแสหลักคือหนังสือพิมพ์ที่มีคนอ่านจำนวนมาก

33

วันนี้ ผมก็คงทำได้เท่านี้แหละครับ คือได้บ่นระบายให้ท่านผู้มีเกียรติได้รับทราบว่าผมอึออัดใจกับการทำงานสื่อบางคนบางค่ายเสียยิ่งแล้ว ส่วนรัฐบาล คสช.จะทำอย่างไรต่อไป ก็สุดแท้แต่ครับ

เพราะจำได้ว่า ผมเคยเสนอแนะทางออกไปแล้วหลายช่องทาง และบ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งก็เงียบหายไปกับสายลมและแสงแดด แล้วเร็ว ๆ นี้ก็จะหายไปกับสายฝนอีกด้วย (ฮา) !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ท่านรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ครับ คะแนนนิยมของรัฐบาล คสช.อยู่ใน “มือ” ท่านนะครับ !

8

ภาณุมาศ ทักษณา

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คงถอนหายใจโล่งอก และคลายความเครียดจากภัยธรรมชาติชนิดที่หนึ่งคือภัยแล้งไปแล้วเปราะหนึ่ง

จึงให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึง “ภัยแล้ง” ที่ไม่ต่างไปจาก “ทัพหน้าของข้าศึก” ที่ท่านทำสงครามชนะด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจว่า

“ในปี 2560 นี้ว่า ถือว่าภัยแล้งสิ้นสุดเร็วที่สุดในรอบ 7 ปี เนื่องจากการวางแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำปี 2558 – 2559 ที่รัฐบาลวางเอาไว้ ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ผลงานที่ปรากฏเห็นได้จาก สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ 2,069 ล้านบูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) เพิ่มที่ชลประทานได้ 1.59 ล้านไร่”

และ“สามารถเพิ่มประปาหมู่บ้านได้ 5,911 หมู่บ้าน ทำให้มีน้ำกระจายไปสู่แต่ละจังหวัดมากขึ้น” ท่านพูดถึงผลงานที่เป็นรูปธรรมให้เห็นด้วยว่า

“ในช่วงที่มีน้ำหลาก ได้ระบายส่วนหนึ่งลงทะเล และเก็บน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ ไว้ใช้ในฤดูแล้ง เช่น ผันน้ำไปเก็บในแก้มลิงทุ่งทะเลหลวง อ.เมือง จ.สุโขทัย บึงตะเคร็ง แก้มลิงบึงระมาณ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก” เป็นต้น

ในฐานะที่ ติดตามการทำงานของท่าน และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวกับน้ำมาตั้งแต่ท่านรับตำแหน่ง และนำเสนอปัญหาตลอดจนวิธีแก้มาให้ท่านพิจารณาอย่างต่อเนื่อง – ผมขอแสดงความดีใจด้วยครับ

ขณะเดียวกัน ก็ไม่อยากเห็นท่านดีใจนานเกินไปนะครับ

โน่น “ภัยน้ำท่วม” ซึ่งไม่ต่างไปจาก “ทัพหลวงของข้าศึก” ที่ไม่ยอมให้เราเห็นการจัดทัพ อาจเคลื่อนเข้ามาจู่โจมเปิดสงครามกับเราอีกเมื่อไหร่ก็ได้

ในห้วงเวลาอย่างนี้ ผมขอกราบเรียนให้ท่าน กรุณากระตุ้นหน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงเกษตรฯ ให้ลงมือขุดลอกห้วยหนองบึงบางแห่ง ทั้งที่มีน้ำขังอยู่ และพื้นที่ที่มีน้ำน้อย จนถึงน้ำแห้งตั้งแต่บัดนี้เลยนะครับ

ผมจำได้ว่าในอดีต ผมเคยเขียนบทความเสนอแนะรัฐบาลที่มาจากนักการเมือง ให้เตรียมรับภัยจากน้ำท่วมล่วงหน้า ในฤดูแล้งอย่างนี้

… แต่ถูกนักการเมืองย้อนถามผมว่า “จะรีบขุดไปทำไมเหรอ น้ำไม่มีสักหน่อย” ตอนนั้นผมเข้าใจนักการเมืองและข้าราชการผิดไปถนัด นึกว่าพวกมันโง่

ทั้ง ๆ ที่เมื่อน้ำมาตามฤดูกาลจริง ๆ รัฐบาลของนักการเมืองพวกนั้นไม่สามารถทำอะไรได้ จนน้ำที่หลากลงมา

“ไม่แหล่งน้ำให้อยู่” และ “ไม่แม่น้ำลำคลองให้เป็นร่องน้ำสำหรับไหล” ก็บ่าเข้าท่วมเรือกสวนไร่นา และบ้านเรือนชาวบ้าน ตลอดจนถนนหนทางต่าง ๆ จนหมดสิ้น

ผมมาทราบภายหลังว่า ไม่ใช่ความโง่ของมันหรอกครับ ที่ไม่เตรียมการป้องกันน้ำท่วมตั้งแต่ในช่วงฤดูแล้งเสียแต่เนิ่น ๆ

แต่เป็นความจงใจของนักการเมืองเลวและข้าราชการชั่ว ที่สุมหัวกันทำให้เกิดภัยธรรมชาตินั้นครับท่านสารวัตร เอ๊ย ท่านรัฐมนตรี  เจตนาของมันคือมันต้องการให้น้ำท่วมมาก ๆ

เพราะเมื่อเกิดน้ำท่วมมากหลาย ๆ แห่ง มันจะทำเรื่องขอ “งบกลางปีจากคณะรัฐมนตรี” เพื่อนำไปช่วยเหลือราษฎรที่ถูกน้ำท่วม

และไม่เพียงเท่านั้น ข้าราชการบางคนในบางพื้นที่ที่อยู่ติดแม่น้ำที่จะต้องถูกน้ำท่วม ก็พลอยได้ประโยชน์ไปด้วย คือ สามารถขอเบิกงบภัยพิบัติไปช่วยราษฎรได้

ท่านรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย คงจะเห็นนะครับ ว่าจังหวัดที่ติดแม่น้ำใหญ่ สั่งซื้อถุงทรายเพื่อนำไปสร้างเป็นทำนบ หรือพนังกั้นน้ำ ราวกับวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่า จะต้องวางถุงหรือกระสอบทรายตรงไหน

คราวหนึ่ง ๆ ผมไม่แน่ใจว่ากี่แสนกี่ล้านใบ ซึ่งผมเข้าใจว่า เจ้าของโรงงานผู้ผลิตถุงบรรจุทรายขายให้ส่วนราชการต่าง ๆ ก็คงจะชื่นชอบ ที่เห็น น้ำท่วมอีกแล้ว…

ผลจากการปล่อยให้น้ำท่วม หรือภัยแล้งในอดีต คือการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างที่รัฐบาล คสช.ก็ทราบดี เพราะสามารถจับกุมข้าราชการเลว ๆ ได้หลายคน อาทิ การสั่งซื้อยาปราบศัตรูพืช ทั้ง ๆ ที่ไม่มี.. เป็นต้น

วันนี้ ท่านรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย ได้สร้างรอยยิ้มให้กับเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ที่พ้นจากภัยแล้ง และสร้างคะแนนนิยมให้กับรัฐบาล คสช. ที่กำลังถูกโจมตีด้วยเรื่องอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี

หากท่านรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมประเทศได้ในปี 2560 ได้อย่างแท้จริงแล้วไซร์

ผมเข้าใจว่าเกษตรกรชาวนาชาวไร่ ไปจนถึงชาวเมืองคงต่างยกมือท่วมหัวสาธุ

และคงพากันส่งเสียงแสดงความชื่นชมยินดี รัฐบาล คสช.ที่เข้ามาแก้ปัญหาซ้ำซากที่รัฐบาลที่มาจากนักการเมืองไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน

กรุณาอย่าทำให้คนไทยผิดหวังนะครับ !


Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

นักการเมืองก็คล้ายกับนักกีฬา หากไม่ยอมรับกติกาที่กรรมการกำหนด ก็ไสหัวไปให้พ้นสนาม !

3

ภาณุมาศ ทักษณา

สัปดาห์ที่แล้ว มีความเคลื่อนไหวในทางการเมืองทั้ง 2 ด้าน ที่น่าสนใจดังนี้ครับ

ด้าน “ผู้เล่น” พรรคการเมืองบางพรรคได้แสดงความพร้อมที่จะลงสู่สนามโดยไม่เกี่ยงกติกา เช่น พรรคภูมิใจไทย ซึ่งนายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคที่ให้สัมภาษณ์สื่อหลังทราบว่า ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองผ่านวาระแรก

กับเปิดตัวว่าทีหัวหน้าพรรคของพรรคชาติไทยพัฒนา ว่าจะเป็นนายวราวุธ ศิลปอาชา ลูกชายนายบรรหาร อดีตหัวหน้าพรรคผู้วายชนม์ แม้นายวราวุธจะแสดงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ แต่ก็น่าจะเพียงมารยาททางการเมืองเท่านั้น

ด้าน “กรรมการ” ผู้กำหนดกติกาทางการเมือง กรธ.ได้เสนอ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กฎหมาย กกต.และ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. …เข้าสู่การพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาต(สนช.)ผ่านวาระแรก

4

วันนี้ ขอนำ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.ที่ได้รับการปรับแก้ใหม่ จนทำให้เกิดแรงต้านจากนักการเมืองใน 2 พรรคใหญ่คือ ประชาธิปัตย์ กับ เพื่อไทย รวมทั้งพรรคเล็กพรรคน้อยที่พยายามออกมาเป็นข่าวกับเขาก่อนนะครับ

เรื่องที่มีการปรับแก้คือ การยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง กำหนดให้มีสมาชิกผู้เริ่มก่อตั้งพรรค 500 คน มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และต้องมีสาขาพรรคครบทุกภาค มีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 5,000 คน ภายใน 1 ปี

หลังจากนั้น ต้องเพิ่มสมาชิกให้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คน ภายใน 4 ปี โดยผู้ที่ต้องการเป็นสมาชิกพรรคต้องจ่ายเงินประจำปีๆ ละ 100 บาท เพื่อให้มีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ หรือมีส่วนร่วมด้วย ฯลฯ

ทั้ง ๆ การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงระบบพรรคการเมืองของ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ที่เสนอต่อ สนช.ในครั้งนี้เกิดจากการทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในพรรคการเมืองจนทำให้เกิดปัญหาที่ทำให้ทหารต้องออกมาด้วยซ้ำ

ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ ร่างกฎหมายพรรคการเมืองดังกล่าวนี้ เหมือน กฎกติกาในการแข่งขันกีฬาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ คณะกรรมการได้เขียนขึ้นให้นักกีฬาที่จะลงแข่งขันต้องปฏิบัติตาม

ไม่ใช่เขียนขึ้นมาเพื่อให้นักกีฬาวิจารณ์ในทางที่เสีย ๆ หาย ๆ ไปจนถึงกล้าออกปากไม่ยอมรับกฎกติกาที่กรรมการร่างขึ้น เพราะถ้ารู้สึกเช่นนั้น ทางเลือกของนักกีฬาก็คือ ไม่ลงเล่น หรือไม่ลงแข่งขันในเกมดังกล่าว ก็เท่านั้น

5

แต่ก็แปลกที่สภาพของนักการเมืองวันนี้ มันไม่ต่างไปจาก ผี ผีไม่มีเงาหัว แต่ยังไม่ยอมสำเหนียก เท่าที่ผมอ่านคำให้สัมภาษณ์ พวกมันนึกว่าตัวมันยังมีคุณค่าต่อสังคมไทยอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งผมคิดว่าอุบาวท์มาก

พวกมันช่างไม่สำนึกกันบ้างหรือ ว่าสาเหตุที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก ต้องนำกำลังทหารตำรวจและพลเรือนออกมายึดอำนาจนั้น สาเหตุมาจากนักการเมืองที่สร้างปัญหาขึ้นมาทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นการที่พรรคการเมืองถูกครอบงำโดยนักธุรกิจการเมืองที่ “ลงขัน” กันตั้งพรรค ที่เมื่อชนะเลือกตั้งแล้วก็แบ่งกระทรวงกันเข้าไปโกง เอ๊ย เข้าไปบริหาร จนประเทศไทยเกือบประสบความล่มจม

และเป็นเพราะการตั้งพรรคการเมืองในอดีต ทำกันได้ง่าย ๆ จึงมีพวกหัวใส รวมหัวกันตั้งพรรคขึ้นมา เพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทั้งที่บางพรรคแทบจะไม่ได้ส่งสมาชิกลงสมัคร

หรือบางพรรคการเมือง เมื่อได้อำนาจรัฐแล้ว แทบจะไม่เห็นหัวหรือเห็นคุณค่าของสมาชิก คือไม่ยอมฟังความเห็นของสมาชิก แต่อ้างว่าเป็นพรรคการเมืองของประชาชนอยู่ร่ำไป – ก็มี

วันนี้ ความบกพร่องตามที่ยกตัวอย่างให้เห็นนั้น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถ้วนแล้ว จึงเขียนเป็นกฎกติกาให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณา

6

แทนที่บรรรดานักการเมืองจะนำเอา ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของตัวเองไปเปิดอ่าน เพื่อวางแผนปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น พวกมันดันออมวิจารณ์ผ่านสื่ออย่างน่าเกลียดที่สุด

ในฐานะพลเมืองดีที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และต้องปฏิบัติตนตามรัฐธรรมนูญใหม่ ผมขอแนะนำให้บรรดานักการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายพรรคการเมืองนี้ทุกคน

กลับหลังให้กับการเมือง ด้วยการไปประกอบอาชีพอย่างอื่นที่ทำแล้วสบายใจดีกว่าครับ อย่าดันทุรังลงเล่นการเมืองทั้ง ๆ ที่รู้ว่ากฎหมายนี้ไม่เอื้ออำนวยให้ทำอะไรเลว ๆ เหมือนเดิมอีกเลยนะ ไป๊ !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment

ประชาชนได้อะไรจากรัฐธรรมนูญ 2560 กรธ. ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ มีคำตอบให้ !

121

ภาณุมาศ ทักษณา

วานนี้ ผมนำเอาบทสรุปย่อของเนื้อหาสาระในรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ คุณภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เขียนในคอลัมน์กรองข่าวมาเล่า มานำเสนอไปตอนหนึ่งแล้ว

(https://goo.gl/TvmY1w)

วันนี้ขอต่อในส่วนของสิทธิของประชาชนเลยนะครับ ในส่วนนี้รัฐธรรมนูญบัญญัติว่า “ประชาชนมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในครอบครองของหน่วยงานรัฐ” (เรื่องนี้ดีมากครับ)

มีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานรัฐ และได้รับแจ้งผลการพิจารณาอย่างรวดเร็ว หากหน่วยงานล่าช้า ประชาชนมีสิทธิฟ้องร้องหน่วยงานรัฐได้ ต่อไปหน่วยงานรัฐจะเก็บเรื่องร้องเรียนหรือทิ้งลงตะกร้าไม่ได้อีกแล้ว” (ตรงนี้ดีครับ)

123

“ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทั้งในระดับท้องถิ่น ชุมชน และระดับประเทศ ให้ความโปร่งใส เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนและสามารถตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานของรัฐ  ชี้เบาะแสการทุจริตประพฤติมิชอบ”

“ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานรัฐให้ดำเนินการในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนได้ , มีสิทธิในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมได้”

“สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับประกันโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่น้อยกว่าฉบับปี 2540 และ 2550 สิ่งใดที่ไม่ได้ห้ามไว้ในรัฐธรรมนูญ ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำได้ แต่ต้องใช้สิทธิเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ”

นอกจากนั้น “รัฐธรรมนูญยังมุ่งลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม กำหนดให้รัฐจัดสรรงบประมาณถึงความจำเป็นและความต้องการที่แตกต่างของเพศ วัยและบุคคล

การพัฒนาประเทศต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุและด้านจิตใจ ความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนประกอบกัน”

124

ในบทความนั้นบอกว่า “สิ่งใหม่ที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เพิ่มขึ้นมาคือ หน้าที่ของรัฐที่ต้องทำให้ประชาชนควบคู่ไปกับนโยบายของรัฐ ซึ่งเน้นให้รัฐต้องทำหน้าที่ที่กำหนดไว้เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทุกคนโดยไม่ต้องร้องขอใช้สิทธิ

นอกจากนั้น ยังให้มีแนวทางสร้างความเป็นธรรม เช่น วางกลไกในการกระจายการถือครองที่ดิน การจัดสรรทรัพยากรน้ำ การช่วยเหลือชาวนาชาวไร่ให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

สำหรับการป้องกันคนโกงไม่ให้เข้ามาทำงานการเมืองนั้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้วางระบบการเมืองอย่างเข้มข้น เด็ดขาด ตั้งแต่การเข้าสู่อำนาจ มีการวางกลไกตรวจสอบทุกขั้นตอนเพื่อให้คนดีเข้ามาทำงานการเมือง

ให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง อีกทั้งจัดให้มีองค์กรอิสระที่ถ่วงดุล และตรวจสอบการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ และมีบทลงโทษที่ชัดเจน

และที่สำคัญคือรัฐธรรมนูญนี้มีมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกัน แก้ไขปัญหาของชาติ รวมทั้งการกำหนดยุทธศาสตร์ของชาติที่เป็นกรอบใหญ่ ซึ่งนโยบายของรัฐบาลใหม่จะต้องอยู่ในกรอบนี้

คุณภุมรัตน บอกว่า ผู้ร่างพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติและประชาชน และหาทางป้องกันไม่ให้ปัญหาเดิม ๆ เกิดขึ้นมาอีก แต่สุดท้ายก็อยู่ที่นักการเมืองและประชาชนจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่

เขาว่า “หากนักการเมืองและประชาชนปฏิบัติได้เพียง 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น บ้านเมืองก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน ผมเห็นด้วยกับความหวังของ คุณภุมรัตนครับ

แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากกว่านั้นก็คือ จะมีประชาชนสักกี่คนกันหนอที่ให้ความสนใจสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญนี้มากกว่าครับ !

Posted in ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา | Leave a comment