เมื่อคว้าแชมป์ …เมย์จึงร่ำไห้และกราบเพื่อบอกพระองค์ว่า”ลูกทำได้แล้ว”

เมย์…อีกนิด
มีคนถามและมีคนอธิบายว่าทำไม”เมย์”รัชนก อินทนนท์ เงยหน้าและก้มกราบหลังคว้าแชมป์แบดมินตันเมื่อวาน
ขออธิบายเสริมนิดหนึ่ง..
คือก่อนแข่ง เมย์ รัชนก โพสต์ไอจีตัวเองว่า …เพราะลูกรู้พระองค์ทรงมองลงมาและส่งกำลังใจให้ลูกคนนี้ในต่างแดน.
ดังนั้น เมื่อคว้าแชมป์ …เมย์จึงร่ำไห้และกราบเพื่อบอกพระองค์ว่า”ลูกทำได้แล้ว”
โดยเมย์โพสตฺภาพและเขียนข้อความว่า …
For our King Rama 9 and 10
The only things I want to say ‘I love you father you are always stay humble stay simple life not like another king, you worked everyday and did for 70,000,000 people to live as well .. today I can do it for you. #Youalwaysinmyheartmyking

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

คนปากดีโดนตำรวจไปเยี่ยมร้าน

โปรดทราบ เป็นห่วงมาก
ฝากคุณตำรวจช่วยดูแลความปลอดภัยให้เขาด้วยครับ

22555155_1711206862283205_4944711977048478351_n

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

อเมริกันคนหนึ่งมีคำตอบ ทำไมประธานาธิบดีทรั้มป์ส่งรมต.กลาโหมมาร่วมงานพระราชพิธีฯ

232

Trump Sends The Wrong Man to Honor Late Thai King

October 21, 2017 Dan Blacharski Trump’s PR Disasters 2

Mda from the Thai Wikipedia [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0) or GFDL (http://www.gnu.org/copyleft/fdl.html)], via Wikimedia Commons

Last year, His Majesty King Bhumibol Adulyadej, the ninth monarch of the Thai Chakri dynasty, passed away. In accordance with Thai royal custom, a year-long period of mourning took place, with the royal cremation ceremony taking place after the mourning period, to be held in October 2017.

As a beloved monarch who had earned the respect of heads of state throughout the world, many countries paid respect to the late King throughout the mourning period. The royal cremation ceremony is perhaps the most symbolic and most important, and the five-day funeral will be attended by heads of state from the world over, including King Jigme Khesar Namgyel Wangchuck of Bhutan, and Japan’s Prince Akishino and Princess Kiko.

It is a somber time for Thai people throughout the world, and thousands of people from throughout the country have converged at the Grand Palace in Bangkok to pay their respects.

As a matter of protocol, heads of state will attend, send an envoy, or at least send a message of condolence. Although the President of the United States himself often does not attend state funerals, it is customary to send either the Vice President or the Secretary of State, along with the senior diplomat.

President Trump instead sent the Secretary of Defense, General Jim “Mad Dog” Mattis.

Mattis, who is taking part in the ASEAN (Association of Southeast Asian Nations) defense ministerial talks in the Philippines, was called on by the President to attend – presumably because he happened to be in the neighborhood, and President Trump simply didn’t think it through. Did he just think, “Hey, Mad Dog’s in the neighborhood already, I’ll just sent him over”?

Nothing against Mad Dog, but he just isn’t the right man for the job, and it is a sign of disrespect – whether it was intentional or not – to send the Secretary of Defense to attend such an important event. Vice President Pence, or Secretary of State Tillerson should have been tapped to go to Thailand instead.

Tillerson did visit as the late King was lying in state in the Grand Palace’s Dusit Maha Prasat Throne Hall during the one-year mourning period. Is it possible that Trump didn’t realize (and couldn’t be bothered to ask about Thai royal customs) that a second visit by a ranking member of the administration is in order? If he would have taken the time to consult his Chief of Protocol, he would have understood better what a royal funeral ceremony involves, and that a full year of mourning takes place, during which the late King lies in state, and at the culmination of that period, the royal funeral and cremation takes place.

But there is a reason President Trump did not consult his Chief of Protocol – an officer who advises the President on matters of international diplomacy, customs and practices. There is nobody occupying that office. Trump vacated the position in January 2017.

The Chief of Protocol is well-versed in foreign relations and etiquette, and advises presidents on foreign customs – and perhaps, by the way, could have advised Trump on modifying his well-known painful used-car-salesman handshakes as well. But understanding these things seems to be a low priority in this administration, and the resulting PR nightmares will continue to play out.

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ทำไมพวกเราถึงเรียกพวกเขา. ว่า ทหารของพระราชา. !!!!

Parkpoom Patumcharoen ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 4 ภาพ ติดตาม

“ทำไมพวกเราถึงเรียกพวกเขา. ว่า ทหารของพระราชา. !!!!”

ขอแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังเสร็จสิ้นซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.๙ในช่วงบ่ายของวันนี้ ให้เพื่อนๆทุกคนฟัง

ท่ามกลางความกังวลของใครหลายคน ในเรื่องของสภาพอากาศที่อาจจะมีฝนตกลงมาในระหว่างการซ้อม

โชคดีที่ฟ้าฝนเป็นใจ…ทำให้การซ้อมผ่านไปอย่างสมพระเกียรติ

ในขนาดที่ประชาชนกำลังทยอยออกนอกพื้นที่เพื่อเดินทางกลับ

จนกลุ่มสุดท้ายออกมา…

มีภาพความประทับใจอยากจะเล่าให้ฟัง

ที่บริเวณ ด้านหน้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กองทหารเกียรติยศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ ๙

กำลังเข้าแถวร่วมพล ผมสังเกตดูจากบริเวณนั้น ก็ทราบว่า

จะมีการซักซ้อมกันอีกรอบ…

ทหารทุกนายยังคงแข็งขันและไม่มีใครแสดงความอ่อนล้าเลย..ทั้งๆที่พวกเขาต้องฝึกซ้อมกลางแดดมานานกว่าครึ่งวัน

จู่ๆ ฝนก็เทกระหน่ำ ชนิดที่เรียกว่าไม่ลืมหูลืมตา ขนาดที่ว่า เพียงไม่กี่วินาที กระเป๋าสะพายและกล้องถ่ายภาพที่ติดตัวเปียกชุ่ม…

ผมอดนึกถึงกองทหารเกียรติยศที่กำลังเดินเข้าไปยังบริเวณพระเมรุมาศ ว่าจะเป็นอย่างไร

ฝนยังคงตกหนักมากขึ้น….แต่ภาพตรงหน้าทำผมหยิบกล้องขึ้นมาเพื่อบันทึกภาพเบื้องหน้าไว้

แม้ฝนจะตกหนัก….
ทุกๆคนต่างช่วยกันจัดชุดแต่งกาย
และสวมอุปกรณ์กันฝน

ตอนนั้นผมหนักมาก ผมรีบหาที่หลบฝน…
กองทหารเกียรติยศ หลังจากที่ปรับแก้ตามสถานการณ์แล้ว
กลับมายืนนิ่ง เด่นสง่า

ผมแอบคิดว่ากองทหารชุดนี้จะทำอย่างไรต่อไป ทั้งๆที่ฝนก็ยังตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา…

แล้วภาพที่ผมเห็นก็คือ กองทหารเกียรติยศ เดินเป็นแถวอย่างสง่างาม เข้าไปเพื่อซักซ้อมต่อทันที

ขอบคุณในความเสียสละ มุ่งมั่น ของพี่ๆกองทหารเกียรติยศ

อยากส่งต่อโพสนี้ไปบอกทุกๆท่าน ว่า ขอบคุณครับ
นี่แหล่ะ ภาพที่อยู่ในความทรงจำของผมในวันนี้

ภาพถ่ายโดย ภาคภูมิ ประทุมเจริญ. (โตโต้)

ฝากแชร์ไปบอกทหารทุกนายที่อยู่ในภาพนี้ด้วยครับ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

อยากมอบให้คนไทยทุกคน…

17

เจ้าของภาพมอบให้เป็นสมบัติของคนไทยทุกคนครับ

CR : Piyadit Chai Aung Atsavasirisuk

18

19

20

21

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ตะลึง…ซุ้มดอกไม้ที่ชาวปากคลองตลาดตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อพ่อด้วยพลังแห่งรักงดงามเหลือเกิน

134

ซุ้มดอกไม้ที่ชาวปากคลองตลาดตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อ “พ่อ” ด้วยพลังแห่งรัก งดงามเหลือเกิน 

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ห้ามสื่อ 3 สำนัก ทำข่าวซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ร.9 กอร.สั่งห้ามแล้วไม่ฟัง!

133

กอร.สั่งห้ามสื่อ 3 สำนัก ทำข่าวซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวง ร.9 ขบวนที่ 4-6 วันนี้ หลังพบฝ่าฝืนข้อตกลงไลฟ์สดซ้อมใหญ่ริ้วขบวนที่ 1-3 เมื่อวานที่ผ่านมา

ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้ประชุมชี้แจงกับเจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ ภายหลังการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ถึงกรณีที่มีสื่อมวลชน 3 สำนัก ได้ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ขอความร่วมมือไว้ในการประชุมแต่ละครั้งว่า จะไม่มีการไลฟ์สดในวันที่ 21 และ 26 ต.ค.2560 และจะต้องไม่เผยแพร่คลิปข่าว ก่อนที่ริ้วขบวน ที่ 1-3 จะจบสิ้นลง

พล.ท.สรรเสริญ ระบุว่า สื่อสำนักหนึ่งได้ลงคลิปที่ถ่ายบนอัฒจันทร์ และนำมาเผยแพร่ในลักษณะรายงานข่าวเหตุการณ์สด โดยที่ริ้วขบวนทั้ง 3 ยังไม่จบสิ้นดี กองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเพช (กอร.พระราชพิธี) จึงได้เชิญผู้บริหารช่องดังกล่าวเข้ามาพูดคุยชี้แจง และมีมติไม่ให้สื่อสำนักดังกล่าว ทำข่าวในวันที่ 22 ต.ค. ซึ่งจะมีการซ้อมริ้วขบวนที่ 4-6 โดยจะยึดบัตรสื่อมวลชนพิเศษที่ กอร.ออกให้ และจะคืนให้หลังจากประชุมร่วมในวันที่ 24 ต.ค.นี้ เพื่อให้สามารถทำงานในวันพระราชพิธีจริงได้ อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวสามารถมาใช้บริการศูนย์สื่อมวลชนได้ แต่ไม่สามารถขึ้นอัฒจันทร์ทำข่าวได้ โดยแนวทางนี้ จะเป็นแนวทางปฏิบัติกับสื่ออีก 2 สำนัก ที่ไม่ทำตามข้อตกลง เช่นเดียวกัน และขอให้สื่ออื่นๆ ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่เคยได้ประชุมร่วมกันด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับสื่อมวลชน 3 สำนักที่ถูกห้ามทำข่าวการซ้อมริ้วขบวนที่ 4 – 6 ในวันนี้ ได้แก่ เนชั่นทีวี สำนักข่าวทีนิวส์ และ ไทยทีวี 6 ซึ่งเผยแพร่ทางยูทูป.

ขอบคุณไทยรัฐ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“ย่าร้องไห้ทำไม”เรื่องเล่าจากสนามหลวง

“ย่าร้องไห้ทำไม”เรื่องเล่าจากสนามหลวง

จรัญ จา วิถาทานัง ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 14 ภาพ — กับ Charan Withatanang

“ย่าร้องไห้ทำไม”เรื่องเล่าจากสนามหลวง

ขณะที่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศค่อยๆเคลื่อนเข้าสู่ถนนราชดำเนินใน เพื่อเข้าสู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อตอนสายของวันที่ 21 ตุลาคม 2560 บรรยากาศจากที่เคยเงียบสงบ เริ่มมีเสียงสะอื้นเป็นระยะๆ ทุกสายตาจดจ้องไปยังพระมหาพิชัยราชรถ สองมือประนมกลางอกก่อนจะน้อมก้มกราบลงตรงหน้า

21 ต.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงาน ในระหว่างที่มีการซักซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศค่อยๆเคลื่อนเข้าสู่ถนนราชดำเนินใน เพื่อเข้าสู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อตอนสายของวันนี้ บรรยากาศจากที่เคยเงียบสงบ เริ่มมีเสียงสะอื้นเป็นระยะๆ ทุกสายตาจดจ้องไปยังพระมหาพิชัยราชรถ สองมือประนมกลางอกก่อนจะน้อมก้มกราบลงตรงหน้า

ทันใดนั้นเองก็มีเสียงเด็กน้อยดังขึ้นมา
“แม่ๆ ย่าเป็นอะไร ทำไมร้องไห้?”

เด็กชายตัวน้อยถามมารดาด้วยความสงสัยตามประสาเด็ก ก่อนหันไปหาคุณย่าที่กอดพระบรมฉายาลักษณ์ร้องไห้สะอึกสะอื้น เด็กน้อยนั่งยองๆ มองไปด้วยใจจดจ่อในคำถามที่ประดังเข้ามาในหัว จนคุณแม่ต้องตอบว่าคุณย่าร้องไห้เสียใจอยู่นะลูก เพราะว่าพ่อหลวงไม่อยู่กับพวกเราแล้ว

“แล้วพ่อหลวงคือใครครับ?” เด็กน้อยังคงถามต่อ ทันใดนั้นเองมือของหญิงชราค่อยๆลูบหัวเด็กน้อยคนนั้นด้วยความเอ็นดู สองตาที่เต็มไปด้วยน้ำตามองไปที่นัยน์ตาที่ไร้เดียงสา ก่อนจะพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า

“พ่อหลวงคือพ่อของพวกเราทุกคน พระองค์เป็นบุคคลที่ประเสริฐยิ่งนักแต่พระองค์ไปอยู่บนฟ้าแล้ว พระองค์รักลูกทุกคน ดังนั้นหนูก็ต้องรักพระองค์ให้มากๆนะ” คุณย่าอธิบายโดยสังเขปเพราะด้วยวัยเด็กคงเป็นการยากที่จะเข้าใจ “หลานต้องเป็นคนดี ทำตามพ่อหลวงนะ” แล้วหญิงชราก็กลับไปอยู่ในภวังค์แห่งความโศกเศร้าเช่นเคย เด็กน้อยนำหมวกใบสวยมาใส่ให้ย่า แล้วนั่งยองๆปลอบหญิงชราให้หายเศร้าแบบเด็กๆ

“ไม่เป็นไรนะคับคุณย่า พ่อหลวงอยู่บนฟ้าแล้ว ผมจะเป็นเด็กดี ผมจะทำให้พ่อหลวงภูมิใจ”

ถึงแม้ในตอนนี้เด็กชายคนนี้อาจจะยังไม่รู้ความหมายที่ลึกซึ้งเพราะอาจพูดโดยครูพักลักจำ แต่เมื่อเติบโตขึ้นไปเด็กน้อยจะได้รู้ว่าสิ่งที่ตนเองพูดในตอนนั้นมีความหมายที่สำคัญและลึกซึ้ง…เพียงใด

Cr.nationtv.tv

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นี่คือเหตุผล ทำไมคนมุสลิมรักในหลวง

Vasit Dejkunjorn และ Lamyai Poldee ได้แชร์โพสต์ของ ศอลาฮุดดีน ไอแอมมุสลิม
ศอลาฮุดดีน ไอแอมมุสลิม รู้สึกเป็นงานเป็นการ กับ Arisa Thinkohyao และคนอื่นๆ อีก 10 คนที่  จะบังติกอซิตี้

” ขออนุญาตชี้แจงเพื่อนในเฟสบุ๊ค โปรดทำความเข้าใจ “

สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับสาเหตุและเหตุการณ์ความไม่สงบใน จชต. นะครับ ผมเขียนเพียงแค่จะบอกเหตุผลว่าทำไมผมถึงแชร์เรื่องราวของในหลวงภูมิพล และพระบรมวงศานุวงศ์ มากมาย เนื่องจากมีบางคนสงสัยในตัวผม เท่านั้นครับ

เฟสบุ๊คนี้ ผมตั้งค่าเป็นสาธารณะ (public) เพื่อเปิดกว้างสำหรับ “ทุกคน” ที่จะเข้ามาพูดคุย หรือเสพย์ความรู้ (ถ้าคิดว่ามี)

เฟสบุ๊คนี้ เป็นเฟสส่วนตัวของผม ผมยอมรับว่าเฟสบุ๊คไม่ใช่พื้นที่สงวนส่วนตัว แต่ทุกอย่างต้องมีขอบเขต และที่สำคัญต้องมีมารยาทในการใช้งานในการปฏิสัมพันธ์กัน (ตามระดับความสัมพันธ์) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เราเข้ามาในบ้านใคร เราต้องให้เกียรติเจ้าของบ้าน ถึงแม้ว่าเจ้าของบ้านจะเปิดประตูรั้วให้คุณเข้ามานั่งเล่นในบ้านได้ ก็ตามที มารยาท และการให้เกียรติ นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์ผู้เข้าสังคม จะต้องมีติดตัว

ช่วงนี้การใช้งานแอพลิเคชั่นในโซเชียลของผม จะเน้นหนักในการลงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวของในหลวงภูมิพล และพระบรมวงศานุวงศ์ เนื่องด้วยอยู่ในช่วงอาลัยต่อการจากไป (สวรรคต) ของพระองค์ ดังเช่นพสกนิกร “ส่วนมาก” ของประเทศ
ด้วยสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างทิ้งไว้ให้แก่ประเทศชาติ และราษฎรของพระองค์ อย่างมากมาย ชนิดที่ว่าถ้านำเรื่องราวของพระองค์มานั่งพูด 3 วัน 3 คืน ผมคิดว่าก็คงพูดไม่หมด ซึ่งเรื่องนี้ “คนไทยทราบดี”
ประกอบกับด้วยส่วนตัว ครอบครัวผม มีความผูกพัน บิดาของผมรับราชการตำรวจ อยู่ สภ.บาเจาะ จ.นราธิวาส (เสียชีวิต ปี 2544) ท่านได้มีโอกาสรับเสด็จ พระองค์ท่าน และพระบรมวงศานุวงศ์ มาตลอดเมื่อสมัยยังมีชีวิต ผมเองก็มีภาพติดตาตอนตามพ่อไปอารักขาริมทางอยู่บ้าง และโดยส่วนตัวเมื่อโตมาก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน และพระบรมวงศานุวงศ์ มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อครั้นสมัยที่เรียนระดับชั้นประถมศึกษาที่ โรงเรียนวรคามินอนุสรณ์ (ว.อ.) ที่ผมศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนในจังหวัดปัตตานีที่ขึ้นชื่อมากในสมัยนั้น สมเด็จพระเทพฯ จะเสด็จมาที่โรงเรียนทุกๆ 2 ปี เด็ก วอ. รุ่นๆผมน่าจะจำได้ และผมก็เคยมีโอกาสบรรเลงดนตรีอังกะลุง ถวายต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเทพฯ เมื่อศึกษาจบปริญญาตรี ที่ ม.ราชภัฏยะลา (มรย.) ก็ได้รับพระราชทานปริญญาจากพระหัตถ์ของเจ้าฟ้าชายฯ (รัชกาลที่ 10)

หลังจากบิดาผมถูกโจรลอบยิงเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 เวลาประมาณ 20.45 น. มารดาผมซึ่งเป็นแม่บ้านมาตลอด ไม่เคยทำงานนอกบ้าน ต้องออกมาทำงานหาเงินเอง โดยที่ ลูกๆ 5 คน (ผมมี 7 พี่น้อง แม่เดียวกัน 5 คน และคนละแม่อีก 2 คน ผมเป็นลูกชายคนเดียวจาก 7 พี่น้อง) ยังเรียนหนังสือทุกคน น้องสาว 2 คน คนละแม่ยังเล็ก ยังไม่เข้าเรียนทั้ง 2 คน
ตอนนั้นผมเพิ่งจบ ม.6 สดๆร้อนๆ จากโรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล (ช.ป.น.) ยังไม่รับใบ รบ. เลยด้วยซ้ำ ไม่อยากเรียนต่อ อยากแก้แค้นคนที่ทำพ่อ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเรียนต่อ เพราะพ่อเคยพูดกับผมเสมอว่า “ความฝันของพ่อ ลูกๆ ทุกคนต้องจบปริญญาตรี เป็นอย่างต่ำ” ตอนนั้นในตระกูลผมยังไม่เคยมีใครเรียนจบปริญญา เพราะตระกูลผมเป็นตระกูลค้าขาย คุณย่าเปิดร้านอาหารตามสั่งที่ตลาดโต้รุ่ง ปัจจุบันลูกหลานแยกมาเปิดอีกหลายร้าน

หลังจากพ่อเสียชีวิต แม่ผมต้องออกมาขายของตามตลาดนัด ผมตัดสินใจไปศึกษาต่อในระดับอนุปริญญา ที่ ร.ร.หาดใหญ่บริหารธุรกิจนานาชาติ (H.I.) ผมจะกลับบ้านทุกเสาร์-อาทิตย์ มาช่วยแม่ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง (โชเลย์) ไปตลาดนัด เห็นแม่ทำงานตอนนั้น ผมแอบร้องไห้ตลอด อยากเรียนจบเร็วๆ แม่จะได้ไม่ต้องทำงานเหนื่อยๆแบบนี้ ที่บ้านจะส่งเงินมาให้ใช้สัปดาห์ละครั้ง บางสัปดาห์เงินหมดเกลี้ยง ผมไม่เคยโทรไปขอเพิ่ม ไม่ยืมเงินเพื่อน (ถ้าไม่เข้าตาจนจริงๆ) อาหารที่ประทังชีวิตผมได้ดีที่สุดตอนนั้น คือ ข้าวเหนียว 1 ห่อ กับหนังไก่ทอด 1 ห่อ รวมกัน 10 บาท (ผมพักอยู่หาดใหญ่ใน รถเข็นขายไก่ทอดมีเพียบ)
มีครั้งหนึ่งผมไม่มีเงินเลย ติดสุดสัปดาห์ ศุกร์ – อาทิตย์ ผมกินแต่น้ำก๊อกประปา จนถึงวันจันทร์ ที่บ้านก็โอนเงินมาให้ปกติ ผมเล่าเรื่องนี้ให้บางคนฟัง บางคนไม่เชื่อว่ามนุษย์จะทำได้ แต่ถ้าคุณเคยถือศีลอด คุณทำได้ครับ (มนุษย์ขาดอาหารได้หลายวัน แต่จะขาดน้ำได้ไม่เกิน 3 วัน)

หลังจากที่แม่ทำงานหนักในตอนนั้น น้องสาวผมคนเล็ก ตอนนั้นเรียนอยู่ระดับชั้นประถม ที่โรงเรียนอามานะศักดิ์ ด้วยความเป็นเด็ก สงสารแม่ เห็นแม่เหนื่อย ไม่รู้จะช่วยยังไง น้องเลยเขียนจดหมายถึงในหลวงภูมิพล บอกเล่าเรื่องราวความลำบากของแม่ หลังจากที่พ่อเสียชีวิต โดยระบุผู้รับหลังจดหมาย “ถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” แค่นี้เองครับ แล้วไปหยอดตู้ไปรษณีย์ โดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย…

จนมาวันหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่จากศาลากลางจังหวัดปัตตานี มาพบแม่ที่บ้าน (มาตามที่อยู่จดหมาย) บอกว่าให้ไปพบนิติกรจังหวัด ที่ศาลากลาง และให้นำตัวลูกสาวคนเล็ก (แจ้งชื่อน้องที่เขียนจดหมาย) ไปพบด้วย แม่เลยโทรหาผมชวนผมไปเป็นเพื่อนด้วย พอไปถึงศาลากลาง เจ้าหน้าที่หยิบจดหมายออกมา ผมกับแม่ก็งงว่าคือจดหมายอะไร? จากนั้นเจ้าหน้าที่หันไปถามน้องสาวผมว่า “นี่ใช่จดหมายที่หนูเขียนถึงในหลวงไหม?” น้องสาวผมผงกหัว แล้วตอบ “ค่ะ”
เจ้าหน้าที่ตอบว่า “ในหลวงทรงทราบ และทางสำนักราชเลขาได้แจ้งเรื่องนี้กลับมายังจังหวัด”
แม่ผมหันไปมองหน้าน้องสาว แล้วร้องไห้ตรงนั้นทันที

และพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้รับส่วนตัวไม่อาจลืมได้เลยในวันที่ชีวิตผมถูกบททดสอบที่ยากลำบากที่สุด ผมก็ได้รับโอกาสจากในหลวงภูมิพล อีกครั้ง และไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะมีโอกาสมาทำงานรับใช้ประเทศชาติ เหมือนบิดาของผม ถึงผมจะไม่ได้รับราชการเป็นตำรวจเหมือนพ่อ แต่เครื่องแบบของผม ก็เป็นเครื่องแบบพระราชทานจากในหลวงภูมิพล
และเรื่องอุดมการณ์ในการทำงาน ถึงผมจะทำงานคนละสายอาชีพกับพ่อ แต่ผมมั่นใจว่าผมมีอุดมการณ์ไม่น้อยไปกว่าพ่อแน่นอน

บางคนบอกผมว่า คุณเป็นมุสลิม ทำไมต้องรักกษัตริย์ที่ไม่ใช่มุสลิมมากมายขนาดนี้ แล้วคุณรักกษัตริย์มุสลิมไหม ?
- ประเด็นการที่ผมรักและอาลัยต่อการจากไปของท่าน มันไม่เกี่ยวว่าผมนับถือศาสนาอะไร มันไม่เกี่ยวว่าท่านนับถือศาสนาอะไร ผมเคารพรักท่านในฐานะที่ท่านเป็นกษัตริย์ที่ทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมือง และราษฎรมากมาย ท่านรักราษฎรทุกคน ท่านช่วยราษฎรทุกคนที่เดือดร้อน ที่เข้าหาท่าน แม้แต่นักโทษในเรือนจำท่านก็พระราชทานอภัยโทษให้โดยไม่แบ่งแยก ถ้าไปจำคุกในต่างประเทศจะได้โอกาสได้สิทธิแบบนี้ไหม ?
ในหลวงภูมิพลท่านไม่เคยแบ่งแยกราษฎรว่าใครนับถือศาสนาอะไร ใครชาติพันธุ์อะไร ท่านช่วยหมดทุกคน เพราะทุกคนคือราษฎรของท่าน ในส่วนความศรัทธาของท่านนั่น ไม่เกี่ยวกับผม อันนี้คนละเรื่องกันต้องแยกให้ออก และผมเกิดมาในแผ่นดินนี้ เกิดมาก็มีแต่ ร.9 ที่ทำอะไรให้ตั้งมากมาย จะให้ผมไปรักกษัตริย์ประเทศอื่น ให้ผมเอาความรักความผูกพันตรงไหนไปรักเขาล่ะครับ ? ในเมื่อเขาไม่เคยทำอะไรให้ผมเลย มองแบบในฐานะมนุษย์ด้วยกันนะครับ อย่าเอาเรื่องความเชื่อเข้ามาเป็นข้ออ้าง เพราะเวลาในหลวงช่วยราษฎร ท่านก็ไม่ได้มองเรื่องใครนับถืออะไร ตอนผมเดือดร้อน ไม่มีกษัตริย์องค์ไหนมายื่นมือช่วยเหลือ ทุนต่าง ๆ สวัสดิการต่าง ๆ ตอนน้ำท่วมก็มีแค่ถุงพระราชทานจากในหลวง เท่านั้น ไม่มีจากกษัตริย์องค์ไหนเช่นกัน แล้วคุณจะให้ผมไปรักกษัตริย์ประเทศอื่นได้ไง ?

ในหลวงให้ความยุติธรรมกับทุกศาสนา ให้ทำตามศรัทธาและความเชื่อ ประกอบศาสนกิจได้เต็มที่ ตราบใดที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมืองคุณจะสร้างมัสยิดที่ไหนก็ได้ท่านไม่เคยว่าไม่เคยห้าม คุณจะละหมาดกี่เวลาท่านก็ไม่ว่า คุณจะถือศีลอดท่านก็ไม่ห้าม คุณจะจัดงานเมาลิดท่านก็สนับสนุน คุณจะไปทำฮัจญ์ท่านก็ให้รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ คุณจะออกดะวะห์ทั่วทั้ง 77 จังหวัดของประเทศ ท่านก็ไม่ได้ห้ามเลย ฯลฯ

ในบางประเทศที่เป็นประเทศมุสลิมเองแท้ๆ ยังไม่ได้สิทธิมากมายขนาดนี้เลย คุณรู้มั้ย ? แต่บางคนไม่รู้อะไรเลย อยู่แค่ในรั้ว ฟังคนไม่กี่คนพูดแล้วก็เชื่ออะไรเป็นตุเป็นตะ ชอบฟังข่าวลือ ตัดสินคนอื่นจากข่าวลือ ติดอยู่กับวังวนในอดีต ถูกปลูกฝังให้มีแต่ความเกลียดชัง ความอคติ แยกแยะไม่ได้กับเรื่องในปัจจุบัน มองปัญหาแบบยกเข่ง เหมารวม

ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้คือผมผ่านจุดนั้นมาแล้ว บางคนบอกว่า ใช่สิคุณทำงานในหน่วยงานราชการ ผมถึงคิดแบบนี้ ขอตอบว่าไม่เกี่ยวเลย คนของรัฐ (บางคน) ที่มีความคิดแบบที่กล่าวมาข้างต้นก็เยอะครับ และกลับกันราษฎรที่คิดแบบผมก็มีเยอะครับ เพราะอะไร ? เพราะศาสนาอิสลามมีเหตุและผล แต่ที่ไม่มีเหตุและผลคือตัวศาสนิกตะหาก ถ้าเรามีความยุติธรรม ดำเนินตามคำสอนศาสนา โดยปราศจากเรื่องการเมือง ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ก็ไม่มีปัญหา
แบบอย่างจากท่านนบี ที่ปฏิบัติต่อผู้ไม่ใช่มุสลิมก็มีให้เห็น
บางคนมีความเชื่อที่ว่า มุสลิมสามารถเอาเปรียบคนต่างศาสนิกได้ ถือว่าไม่เป็นไร ฆ่าคนต่างศาสนิกได้ ถือว่าไม่บาป ถามจริงๆนะคำสอนแบบนี้เอามาจากไหน ? มันไม่มีนะครับที่ศาสนาอิสลามสอนแบบนี้ ศาสนาอิสลามสอนให้มีความยุติธรรม ความเมตตา การให้อภัย ความสามัคคี การให้ความช่วยเหลือต่อเพื่อนมนุษย์ เพราะมนุษย์ทุกคนก็มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน เป็นลูกหลานนบีอาดัม กันทั้งนั้น คำสอนและความเชื่อที่ให้จงเกลียดจงชังคนต่างศาสนา คิดว่ามันยุติธรรมไหม ? เขาเลือกเองหรอครับว่าจะเกิดมาเป็นคนต่างศาสนา ? แล้วตัวคุณ คุณเลือกเองหรือเปล่าว่าจะเกิดมาเป็นมุสลิม ? ทั้งเราและเขาไม่มีใครเลือกได้ อัลลอฮฺ เป็นผู้เลือก อัลลอฮฺเป็นผู้กำหนด ทุกอย่างคือบททดสอบ ถ้าอัลลอฮฺ กำหนดให้คุณเกิดมาเป็นคนต่างศาสนา แล้วคนมุสลิมบอกว่ามีความชอบธรรมที่จะเอาเปรียบคุณได้ และฆ่าคุณได้โดยตัวเขาไม่บาป คุณจะรู้สึกอย่างไร ? คุณจะมองศาสนาอิสลามอย่างไร ? ลองเอาไปคิดดูครับ

แล้วสำหรับคนอีกประเภทที่ไม่ภูมิใจในความเป็นราษฎรไทย ประเภทปากว่าตาขยิบ คนแบบนี้นิสัยไม่น่ารัก นิสัยไม่ดี ถ้าเอามาเป็นเพื่อนสนิท ถือว่าคบไม่ได้ เพราะมีจิตใจคด บูดเบี้ยว ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง ถ้าเป็นผมนะ ผมมีความรู้สึกแบบคนประเภทนี้นะ ผมไม่ถือสัญชาติไทยแล้วครับ ผมเอาบัตรประชาชนของผมไปคืนที่ว่าการอำเภอที่ออกบัตรให้ผมแล้ว และไปขอสัญชาติประเทศที่ผมพอใจจะเป็นประชากรของเค้า อยากจะถามจริงๆคุณไม่กระดากใจคุณมั่งหรอ คุณด่าสัญชาติไทย อย่างนั้น อย่างนี้ แต่ตัวคุณถือบัตรประชาชนไทย ถือพาสปอร์ตไทย ฯลฯ คุณไม่ละอายใจตัวเองเลยหรือ ? มันจะเข้าสุภาษิตที่ว่า “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง ”
แต่ถ้าคนที่ด่าแล้วถือสัญชาติอื่นไปแล้วผมโอเคนะ อันนี้เต็มที่ไปเลยครับ

ทั้งหมดนี้เป็นแค่บางช่วงของชีวิตที่ผมนำมาเล่าให้ฟังเท่านั้น เพื่อคนที่สงสัยในตัวผม สำหรับบางคนคุณจะตาบอดใจบอด หรือไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับประเทศนี้ กับกษัตริย์ นั่นคือในส่วนของคุณ ต่อในส่วนของผมมีความผูกพัน และผมแยกแยะได้ ผมมีเหตุและผลในสิ่งที่ผมทำและในสิ่งที่ผมเลือก ผมใช้ข้อเท็จจริงในการนำมาเป็นเหตุผลในการเลือก และทำ ไม่ได้ใช้อคติมาเป็นเหตุและผลในการเลือก และทำ

บางคนบอกว่าผมเสียอุดมการณ์เดิม เปลี่ยนจุดยืน ไม่เลยครับผมไม่ได้เสียอุดมการณ์และเปลี่ยนจุดยืน ผมยังมั่นคง ยืนหยัดเหมือนเดิม เพียงแต่ผมใช้เหตุผลมากขึ้น และเน้นเรื่องความยุติธรรมมากขึ้น
บางคนชอบเรียกร้องความยุติธรรม ต้องการความยุติธรรม แต่ตัวเองไม่เคยมอบความยุติธรรมให้ผู้อื่นเลย ด่าว่าเขาอย่างไร แต่ตัวเองก็ทำอย่างเขา ผมงงกับคนแบบนี้จริง ๆ

ท้ายนี้ ทั้งหมดนี้คือในมุมส่วนตัวของผม เพื่อนคนอื่นอาจมีมากกว่าผม หรือบางคนอาจมีน้อยกว่า หรือบางคนแทบจะไม่มีความผูกพันใดๆ เลย นั่นก็อยู่ที่ประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน คุณจะเอาตัวคุณความคิดคุณมาเป็นที่ตั้งให้คนอื่นคิดและทำเหมือนกับคุณไม่ได้
ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้หากมีข้อโต้แย้ง สามารถคอมเมนท์ได้ แต่ขอให้คอมเมนท์โต้แย้งกับผมด้วยเหตุและผล และแยกแยะเรื่องที่จะโต้แย้งให้ได้ด้วยนะครับ ถ้ามาแย้งแบบเอาอคติเป็นเหตุผล ผมขอนุญาตลบคอมเมนท์ทันที เพราะผมถือว่าเสียเวลาคุยด้วย ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า แต่ถ้ามาแย้งด้วยการนำข้อเท็จจริงมาเป็นเหตุผลผมยินดีเสวนาแลกเปลี่ยนครับ อย่างที่บอกเฟสบุคผมเปิดรับทุกคนผมตั้งค่าเป็นสาธารณะ (public) แต่กระนั้นผู้ที่เข้ามาร่วมวงสนทนาก็ต้องทำตามกฎ เงื่อนไขของเจ้าบ้านด้วยนะครับ ถ้ารับไม่ได้ก็บ้านใครบ้านมันครับ

#สุดท้าย
ต้องขออภัยด้วยหากช่วงนี้ใครรำคาญการโพสของผม หรือถ้าเห็นว่าขัดหู ขัดตา ขัดใจ ก็อย่าลังเลครับ กดเลิกติดตาม กดลบเพื่อน หรือกดบล็อคเพื่อน ได้เลยครับ ไม่ว่ากันครับ อย่าให้ผมต้องตอบโต้กลับเลย ช่วงนี้ผมไม่อยากด่าว่าใคร เข้าใจกันตามนี้นะ
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ…

*****************************************************************

” ประเทศไทยได้ถือเป็นนโยบายเสมอมาในการให้ประชาชนพลเมืองมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา ชาวไทยทุกคนมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการเลือกนับถือศาสนาใด ๆ ตลอดทั้งการปฏิบัติ บูชา ตามความเชื่อของตน โดยเหตุนี้ผู้นับถือศาสนาต่าง ๆ กันในประเทศไทย จึงมีชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก”

(พระราชดำรัสในโอกาสที่เอกอัครชาชฑูตแห่งวาติกัน เข้าเฝ้าฯ ถวายพระราชสาสน์ตราตั้ง ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท 16 ตุลาคม 2512)

*****************************************************************

ท่านอาจารย์วันมุฮัมมัดนอร์ มะทา สมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา เมื่อครั้งเหตุการณ์ที่ได้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย พระองค์ท่านทรงตรัสกับท่านวันนอร์ อย่างนี้ครับ

“อะไรที่ทำได้ก็ทำ อะไรที่ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ”

นั้นหมายความว่าพระองค์ทรงทราบว่า มุสลิมนั้นกราบผู้ใดไม่ได้เลย จะทำให้ตกศาสนา(มุรตัด) จึงทรงตรัสเพื่อให้ท่านวันนอร์ ไม่ต้องเกร็ง ทำตามหลักศรัทธาที่ตัวเองยึดถือ

นี่ไงที่ผมบอกว่าพระองค์เข้าพระทัยคนมุสลิมมากที่สุด แล้วมีเหตุผลอะไรที่ผมไม่รัก “ในหลวง”

“ #เข้าใจ_เข้าถึง_พัฒนา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เบื้องหลัง!! เพราะอะไร”เจ้าพ่อเฟซบุ๊ค”ไม่ยอมเจอ “ลุงตู่”

225

เพราะอะไร ทำไม “เจ้าพ่อเฟซบุ๊ค” ไม่ยอมมาพบ “ลุงตู่” เหมือนที่คุยกันไว้ หรือเพราะมีอะไรที่ผิดพลาดระหว่างทาง

เป็นข่าวครึกโครมใหญ่โต ภายหลังปรากฏข่าว เจ้าพ่อเฟซบุ๊ก มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เตรียมเดินทางมาเยือนประเทศไทย ยิ่งข่าวถูกคอนเฟิร์มจากปากของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงมาก

โดยปรากฏข่าว สมคิด อยู่ใน “หน้าสื่อยักษ์ใหญ่” เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2560  จากนั้นมีการขยายข่าวเพื่อสืบเสาะว่า เจ้าพ่อเฟซบุ๊ก จะมาเยือนไทยจริงหรือไม่ โดยกำหนดไทม์มิ่งตามที่ สมคิด บอกเอาไว้คือ 30 ต.ค. 2560

ยิ่งตกบ่ายวันที่ 17 ต.ค. 2560 บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาคอนเฟิร์มว่า “มาชัวร์” เป็นการเตรียมหารือด้านอาชญากรรมไซเบอร์ระหว่างประเทศ

“การเดินทางมาเยือน และพบถือเป็นเรื่องธรรมดา เป็นการเดินทางมาดำเนินการในส่วนของเขา จะหารือร่วมกันในการแสวงหาความร่วมมือด้านการป้องกัน แก้ไขปัญหา ผลกระทบของอาชญกรรมข้ามชาติว่าจะมีมาตรการและแผนป้องกันอย่างไร ซึ่งไม่มีอะไรที่ทำให้เกิดปัญหา” พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยัน

รัฐบาล-บิ๊กตู่-สมคิด ฝันดีได้แค่ 2 วันก็ต้องสลายหายไปในพริบตา หลังโฆษกสำนักงานเฟซบุ๊ก ส่งข้อความผ่านบริษัทที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ในไทย แก้ข่าวว่า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ยังไม่มีแผนการเดินทางเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ จบข่าว บิ๊กดีล บิ๊กรัฐบาลที่หวังปราบปรามแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ หมิ่นสถาบันฯ ต่างอกหักไปตาม ๆ กัน

เรื่องราวหน้าฉากเหมือนจบ แต่หลังฉากหาตัวการปล่อยข่าวกันฝุ่นตลบ ว่ากันว่างานนี้มี บิ๊กรัฐบาล เสียทีให้ สื่อบางค่าย ที่สัญญากันอย่างดิบดีว่า จะไม่เขียนข่าว แค่เล่าสู่กันฟัง งานนี้ทำเอา บิ๊กรัฐบาล ออกอาการ งอน อย่างชัดเจน

ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ บิ๊กรัฐบาล เคยคุยกับสื่อที่สนิทสนมแล้วว่า เจ้าพ่อเฟซบุ๊ก จะมาเยือนไทย และมีคิวเจอ บิ๊กตู่ แต่ขอว่า อย่าเพิ่งลงข่าว เพราะอาจทำให้กำหนดการคลาดเคลื่อนได้ โดยสื่อก็ตกปากรับคำ ไม่มีข่าวหลุดออกมา เพราะเกรงว่าจะส่งผลเสียกับ แหล่งข่าว และทำลายความสัมพันธ์ที่มีอย่างยาวนานได้

แต่แล้วข่าวก็หลุดมาจนได้ แต่คอนเฟิร์มว่าไม่ได้มาจากสื่อที่สนิทสนม พูดคุยกันฉันท์พี่น้อง แต่มาจาก สื่อบิ๊ก บางค่าย ที่ บิ๊กรัฐบาล สนิทมักคุ้นกันดี ให้ข่าวลับ-คอนเฟิร์มข่าวลือกันหลายครั้ง จนไว้วางใจกันอย่างมาก ทำให้ บิ๊กรัฐบาล ออกอาการชะล่าใจ-วางใจ เล่าข้อมูล อินไซด์ ให้ฟัง

แต่ครั้งนี้ สื่อบิ๊ก อาจเห็นว่าเป็นประเด็นที่เรียกยอดคนอ่านในโลกออนไลน์ได้ดี เพราะด้วยตัวของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ถือ เป็นผู้มากบารมีในโลกโซเชียลมีเดีย คงหวังทำยอดปั่นกระแสให้ติดลมบน ทั้งยอดคลิกอ่าน-ยอดไลค์เพจ กอบโกยจนลืมรักษาสัญญา

ว่ากันว่างานนี้ บิ๊กรัฐบาล โกรธจริงจัง จนอาจจะต้องถึงขั้นตัดสัมพันธ์กับสื่อที่ปล่อยข่าวดังกล่าว เพราะสัญญากันดิบดีแล้วก็ควรรักษาสัญญาที่ให้ไว้ อีกทั้งไทม์มิ่งการเสนอข่าวยังใกล้กำหนดการที่มาร์ค ซัคเคอเบิร์กจะเดินทางมาเยือนไทย ยิ่งทำให้กำหนดการมีโอกาสแปรผันได้สูง จนสุดท้ายดีลก็ล่มไป

เพราะหากศึกษาตัวตนของ “เจ้าพ่อเฟซบุ๊ค”  ให้ลึกลงไป จะทราบกันดีว่า เจ้าตัวค่อนข้างเป็นคนที่ไม่ต้องการอะไรที่เป็นทางการหรือมีพิธีรีตองมากมาย หากจะไปเยือน-เที่ยวประเทศใด มักทำในนามส่วนตัว ไม่อยากเป็นข่าวคราวใหญ่โตมากนัก

แต่เมื่อข่าวถูกนำเสนอออกไป อาจสร้างความอึดอัดใจให้กับ เจ้าตัว อย่างมาก จึงออกมาคอนเฟิร์มว่า ยังไม่มีแผนการเยือนไทย บิ๊กรัฐบาล อ่านออกว่า “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” เป็นคนอย่างไร จึงไม่อยากให้สื่อนำเสนอข่าว เพียงอยากเล่าสู่กันฟัง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทำให้ตั้งตัวไม่ทัน

ว่ากันว่า บิ๊กรัฐบาล เสียหลัก จากปกติมาทำงานเช้า เข้าร่วมประชุมทุกวง แต่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) ที่ บิ๊กตู่ นั่งหัวโต๊ะ กับไม่ปรากฏตัว บิ๊กรัฐบาล จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจจะเกิดจาก ซัคเคอร์เบิร์กเอฟเฟคท์

งานนี้ต้องโทษที่การไม่รู้จักเก็บความลับ ทำให้งานใหญ่ได้โชว์ กลายเป็นเพียงงานโอละพ่อ

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV

19 ตุลาคม 2560

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment