วิกฤติการณ์คาบสมุทรเกาหลี

NjpUs24nCQKx5e1BbCws8rsBm8SPZBTpqrLpTuJruJb

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าอุณหภูมิของความร้อนแรงที่เกิดจากความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีได้พุ่งขึ้นสูงมากส่วนสำคัญมาจากการที่สหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการลงมติในกรอบของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในการลงโทษ (sanction) เกาหลีเหนือโดยข้อมติดังกล่าวได้ผ่านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติด้วยมติ 15 ต่อ 0 ซึ่งโดยปกติหากมีการลงมติใด ๆ ถ้ามีมติ 2 ใน 3 โดยปราศจากการโต้แย้ง (veto) จากสมาชิกถาวร 5 ประเทศ ข้อมติดังกล่าวถือว่าผ่านและมีผลบังคับใช้กับประเทศสมาชิกของสหประชาชาติทั้งหมด ในการลงมติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าทั้งจีนและรัสเซียไม่ได้ทักท้วงกล่าวคือเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว ข้อมตินี้ถือว่าเป็นข้อมติที่มีความรุนแรงกว่าที่ผ่านมา ข้อมตินี้มีมาตรการตั้งเป้าลดรายได้ของเกาหลีเหนือลง 1 ใน 3 หรือคิดเป็นมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยประกอบด้วยมาตรการห้ามประเทศสมาชิกของสหประชาชาติทำการค้าขายกับเกาหลีเหนือในเรื่องถ่านหิน เหล็ก ตะกั่วและอาหารทะเล อีกมาตรการคือห้ามมีการลุงทุนกับเกาหลีเหนือ (joint venture) อีกมาตรการคือห้ามประเทศสมาชิกรับคนงานเกาหลีเหนือเข้าทำงาน สิ่งที่สหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จคือการสามารถชักจูงให้ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศร่วมออกแถลงการณ์ประณามเกาหลีเหนือซึ่งถือเป็นการประณามที่รุนแรงและชัดเจนที่สุด คำแถลงการณ์ดังกล่าวได้ขอให้เกาหลีเหนือเคารพมติของสหประชาชาติยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ในคำแถลงการณ์ดังกล่าอาเซียนยังได้ขอให้ประเทศต่าง ๆ เข้าสู่การเจรจาเพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว นอกจากนั้นสหรัฐอเมริกาโดยรัฐมนตรีการต่างประเทศคือนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน นอกจากการเข้าร่วมประชุมในกรอบ ARS ที่กรุงมะนิลาแล้วยังมีการเยี่ยมเยือนประเทศไทยและมาเลเซีย ในกรณีของไทยถือเป็นการเยี่ยมเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงครั้งแรกนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี ค.ศ. 2014 เป้าหมายของการเยือนคือต้องการให้อาเซียนได้มีการปฏิบัติตามมาตรการของข้อมติอย่างจริงจัง ทั้งนี้ทั้งนั้นไทยและมาเลเซียต่างเป็นคู่ค้าที่สำคัญของเกาหลีเหนือและมาเซียและสิงคโปร์ยังอนุญาตให้คนเกาหลีเหนือเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องมีวีซา

แรงกดดันดังกล่าวทำให้เกาหลีเหนือตอบโต้ในลักษณะค่อนข้างรุนแรงต่อสหรัฐอเมริกา โดยได้มีการประกาศความสามารถและแนวนโยบายของเกาหลีเหนือว่าเกาหลีเหนือสามารถที่จะตอบโต้ด้วยขีปนาวุธวิสัยกลางทำลายเกาะกวมของสหรัฐอเมริกาได้ นอกจากนั้นอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังมาจากวาทกรรมของนายโดนัล ทรัมป์ที่ประกาศว่าสหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะเล่นงานเกาหลีเหนืออย่างรุนแรงและดุเดือดอย่างไม่เคยมีมาก่อน คำพูดของทรัมป์นักวิเคราะห์ได้นำมาเปรียบเทียบกับคำพูดของอดีตประธานาธิบดีทรูแมนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีต่อญี่ปุ่นว่าถ้าญี่ปุ่นไม่ยอมแพ้จะตอบโต้อย่างถึงพริกถึงขิงจนนำไปสู่การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ

สถานการณ์ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีหลายคนมองว่าจะทำให้เกิดสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ ถ้าวิเคราะห์แล้วสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ดุเดือดถึงจุดที่หลายคนเกรงกัน ถ้าพิจารณาจากท่าทีนโยบายของผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายเราอาจกล่าวได้ว่าในแง่ส่วนตัวแม้พฤติกรรมจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ในฐานะที่ทั้งสองเป็นผู้นำของประเทศบทบาทดังกล่าวจะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายดำเนินนโยบายในกรอบ rational หากพิจารณากรอบดังกล่าวด้วยทฤษฏีเกมจะช่วยวิเคราะห์ได้ว่าในกรณีที่ถ้าสู้กันแล้วแพ้ทั้งคู่หรือเรียกว่าเกมลบ (negative sum game) ต่างฝ่ายต่างจะหลีกเลี่ยงการเล่นงานกันและกัน ถ้ามองแสนยานุภาพด้านอาวุธแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะมีความได้เปรียบเกาหลีเหนือหลายขุม การที่สหรัฐอเมริกาจะทำสงครามกับเกาหลีเหนือแม้ว่าจะชนะได้ไม่ยากแต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือผลกระทบที่มีต่อพลเมืองของสหรัฐอเมริกาในเมืองที่อาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือไปถึง ที่สำคัญคือผลกระทบต่อพลเมืองในภูมิภาค เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้นำเกาหลีเหนือกล้าท้าทายทรัมป์เพราะรู้ว่าสหรัฐอเมริกามีต้นทุนสูงที่จะสร้างความเสียหายต่อพันธมิตรและพันธมิตรเองก็คงไม่ยอมให้สหรัฐอเมริกาประกาศทำสงคราม ในขณะเดียวกันเกาหลีเหนือก็ไม่กล้าเปิดสงครามกับสหรัฐอเมริกาเพราะนั่นเท่ากับว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

แม้ความตึงเครียดจะสูงแต่ยังไม่ถึงขั้นเกิดสงคราม สิ่งที่จะเกิดคือคือแรงกดดันที่มีต่อเกาหลีเหนือจากมาตรการของคณะมนตรีความมั่นคงจะเพียงพอให้ส่งผลทางเศรษฐกิจเพื่อบีบให้เกาหลีเหนือยุติ (แต่ไม่ถึงกับยกเลิก) หรือชะลอการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้หรือไม่ ความจริงเป้าหมายของสหรัฐอเมริกาและอาจรวมถึงจีนด้วยคือสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกาหลีเหนือเข้าสู่การเจรจาทางการทูตและแน่นอนว่าสหรัฐอเมริกาก็คงจะต้องทำให้เกมดังกล่าวมีลักษณะ win-win คือผลประโยชน์ที่เกาหลีเหนือจะได้ในทางเศรษฐกิจเพื่อแลกกับการลดภัยคุกคามอาวุธนิวเคลียร์ ผู้เขียนเชื่อว่ายังมีทางออกทางการทูตโดยเฉพาะบทบาทของจีนที่จะช่วยลดอุณหภูมิเพื่อดึงเข้าสู่โต๊ะเจรจา 6 ฝ่ายในอนาคต แต่ในขณะนี้และในอนาคตอันใกล้สภาพความตึงเครียดยังสูง สิ่งที่ควรจับตามองคือมาตรการคว่ำบาตรเพียงพอที่จะทำให้เกาหลีเหนือเห็นความจำเป็นในการเข้าสู่โต๊ะเจรจาหรือไม่และขึ้นอยู่กับการรับรู้ของผู้นำเกาหลีเหนือว่าจะได้อะไรตอบแทนจากสหรัฐอเมริกาในการลดความตึงเครียดดังกล่าว

ในอดีตการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือมองในเชิงว่าเป็นเพียงนโยบายในลักษณะ Defensive คือมุ่งเป้าเพื่อรักษาตัวเองให้อยู่รอดอีกนัยคือนโยบายของเกาหลีเหนือในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์เป็นการทำเพื่อป้องกันภัยคุกคามให้ตัวเองโดยรักษา “สถานภาพ (status quo)” ในทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในปีที่ผ่านมาเกาหลีเหนือได้พัฒนาขีปนาวุธวิสัยกลางและวิสัยไกล (intercontinental ballistic missile: ICBM) ทำให้เชื่อว่านโยบายต่างประเทศของเกาหลีเหนือกำลังขยายแสนยานุภาพไปสู่ภูมิภาคและอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง “สถานภาพเดิม (status quo)” ของตัวเองในภูมิภาคและในอนาคตและนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

About blogger

สำนักข่าวเจ้าพระยา

Comments are closed.