คลื่นลูกที่ 3 กับทฤษฎีความยุ่งเหยิง (Chaos theory)

คลื่นลูกที่ 3 กับทฤษฎีความยุ่งเหยิง (Chaos theory)

l

                                                                 โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        Alvin Toffler ได้แยกสังคมโลกตามนัยยะแห่งการพัฒนาออกเป็น 3 ยุคโดยเรียกแต่ละยุคว่าเป็นคลื่น ยุคแรกเกิดขึ้นเป็นพันปีมาแล้วคือคลื่นลูกที่ 1 (First Wave) นั่นคือสังคมเกษตร คลื่นลูกที่ 2 (Second Wave) เกิดขึ้นสองร้อยปีที่แล้วคือยุคอุตสาหกรรม และขณะนี้เรากำลังอยู่ในยุคของคลื่นลูกที่ 3 (Third Wave) หรือสังคมข่าวสารความรู้หรือที่ Thomas Friedman เรียกว่ายุคโลกแบน (The world is flat)

        Karl Marx ได้เขียนทฤษฎีแห่งการเปลี่ยนแปลงไว้ว่าลักษณะการเปลี่ยนของสังคมเป็นไปแบบวิภาษวิธี (dialectic) กล่าวคือการเปลี่ยนแปลงในระยะแรกจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณ (Quantitative change) จนถึงจุดจุดหนึ่งก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพ (Qualitative change)

       ตัวอย่างในประวัติศาสตร์ที่ Marx ยกมาก็คือการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพจะเริ่มต้นจากสังคมทาสไปสู่สังคมศักดินาไปสู่สังคมทุนนิยมและประวัติศาสตร์จะจบลงในสังคมคอมมิวนิสต์โดยตัวขับเคลื่อน (Driver) ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพในแต่ละจุด

       ก็คือกลุ่มที่เป็นผู้ผูกขาดและครอบครองปัจจัยการผลิตซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยขณะที่คนส่วนใหญ่ขาดปัจจัยการผลิต สภาพดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งของสังคมจนในที่สุดไปจบลงในสังคมคอมมิวนิสต์ซึ่ง Marx เชื่อว่าความขัดแย้งในสังคมจะหมดไปเพราะปัจจัยการผลิตถูกกระจายไม่ถูกครอบงำโดยชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง

       อย่างไรก็ตาม Francis Fukuyama มีความเห็นว่าแนวคิดของ Marx นั้นอาจถูกในตอนต้นแต่ผิดในตอนท้ายเพราะชัยชนะจากประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงใน 20 – 30 ปีนี้คือชัยชนะของทุนนิยม ประชาธิปไตยเสรีนิยมมิใช่คอมมิวนิสต์ และนี่ถือเป็นจุดจบของประวัติศาสตร์  (The End of History)

        แนวคิดของ Marx นั้นอาจอธิบายเชื่อมต่อกับทฤษฎีความยุ่งเหยิง (Chaos theory) กล่าวคือยามใดก็ตามที่สังคมเริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพ การเปลี่ยนแปลงในระยะแรกเริ่มจะเต็มไปด้วยความสับสนที่แผ่ขยายในเชิงกว้างและเชิงลึก

        เนื่องจากสถานการณ์ของสังคมอยู่ในขั้นตอนการปรับตัวเพื่อหาดุลยภาพอันเป็นผลจากสถานภาพใหม่ที่เกิดขึ้น (Qualitative change) ถ้าเราพิจารณาจากแนวคิดของ Toffler และวิเคราะห์ผ่านทฤษฎีความยุ่งเหยิงซึ่งเป็นลักษณะสังคมที่เพิ่งจะเปลี่ยนแปลงโดยละทิ้งสังคมเก่ามาสู่สังคมใหม่ในตอนต้นอันถือเป็นลักษณะการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ(ตามแนวคิดของ Marx ) เราจะเห็นถึงลักษณะของสังคมโลกที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติอย่างถึงรากถึงโคนได้อย่างดี

        การกำเนิดขึ้นของคลื่นลูกที่ 1 หรือสังคมเกษตรเป็นผลจากการค้นพบปัจจัยการผลิตทางการเกษตรกล่าวคือเมื่อมนุษย์ฉลาดขึ้นรู้จักเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นอาหารและรู้จักปลูกพืชเพื่อทำการเกษตร

        สิ่งที่ตามมาก็คือค่านิยมเกี่ยวกับที่ดินเริ่มมีความหมายต่อมนุษย์ ความจำเป็นในการแย่งชิงที่ดินก่อให้เกิดการขยายตัวของอาณาจักร ความจำเป็นในการใช้คนมาทำการเกษตรในยุคแรกทำให้เกิดสังคมทาส  สังคมที่ยิ่งใหญ่ในยุคนี้จึงเป็นสังคมของกลุ่มคนที่มีพลัง มีจำนวนและใช้พลังกายเป็นสำคัญ

        สงครามระหว่างกันจึงเป็นสงครามการขยายอาณาจักรเพื่อแย่งชิงดินแดน โลกในยุคเกษตรจึงอธิบายถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน  จีนในยุคเจงกิสข่าน ในยุคดังกล่าวอาจมีความขัดแย้งในแง่ศาสนาเพราะการแผ่ดินแดนก็เป็นการแผ่ศาสนาไปด้วย เช่น สงครามครูเสด (Crusade War) เป็นการต่อสู่กันระหว่างคริสต์และอิสลามในยุคกลาง

        เมื่อประมาณ 200 ปีที่ผ่านมานี้มนุษย์ที่ชาญฉลาดและรู้จักใช้สมองในการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์อันนำไปสู่การกำเนิดคลื่นลูกที่ 2 หรือสังคมอุตสาหกรรม กลุ่มประเทศเหล่านี้ไม่ได้อาศัยความยิ่งใหญ่บนพื้นฐานพลังกายภาพ  แต่เป็นพลังสมองอันเป็นผลมาจากคุณภาพของการศึกษา ประเทศเล็ก ๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์และอีกหลายประเทศในยุโรปได้อาศัยความได้เปรียบทางเทคโนโลยี

       การพัฒนาอาวุธและการแผ่ขยายตลาดตลอดจนการแสวงหาวัตถุดิบหรือแรงงานในต่างประเทศ  ยุคสังคมนี้จึงกลายมาเป็นความยิ่งใหญ่ของชาติตะวันตก สิ่งที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนคือการเกิดขึ้นของโลกาภิวัตน์โดยแผ่อิทธิพลไปทั่วโลกในรูปของวิทยาการใหม่ ๆ ทั้งทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์และวิศวกรรม

        ตลอดจนทำให้อังกฤษกลายเป็นผู้นำของโลก ยุคสังคมอุตสาหกรรมในช่วงแรกเป็นความยิ่งใหญ่ของอังกฤษ ฝรั่งเศส ออลแลนด์และยุคอุตสาหกรรมช่วงที่ 2 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2เป็นความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ทุกประเทศที่ยิ่งใหญ่ในยุคนี้จะต้องมีพื้นฐานของเทคโนโลยีเป็นหลัก วิถีชีวิตของตะวันตกในยุคนี้กลายมาเป็นวิถีชีวิตของคนทั้งโลก

        ในยุคปัจจุบันนี้เรียกว่าคลื่นลูกที่ 3 เป็นผลมาจากการค้นพบปัจจัยแห่งความเชื่อมโยงและมีพลานุภาพสูงส่งนั่นก็คือ “อินเตอร์เนต” ในขณะที่ยุคคลื่นลูกที่ 2 นั้นยังต้องการพึ่งพาสิ่งที่จับต้องได้ซึ่งเกี่ยวข้องกับอะตอม (Atom )

        และการใช้เนื้อที่ มนุษย์ในยุคนี้จะมีความฉลาดแค่ไหนก็มีข้อจำกัดในการใช้เครื่องมือที่ถูกกำหนดด้วยสิ่งที่จับต้องได้แต่มนุษย์ในยุคคลื่นลูกที่  3 จะฉลาดมากกว่าเพราะสามารถที่จะขยายไปได้ทุกจุดของโลกโดยใช้ “ความจุ” แทนเนื้อที่อันเป็นผลมาจากแรงขับเคลื่อนของการสื่อสารสารสนเทศ  (IT)

        ในยุคนี้เองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนของสังคมโลกดังจะเห็นได้ว่าในจุดเริ่มต้นของคลื่นลูกที่ 3 คือประมาณ 20 ปีที่แล้วสังคมคอมมิวนิสต์ก็มีอันล้มคลืนลงและเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามเย็น ระบบ IT ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมโลกจากยุคสงครามเย็นไปสู่ยุคหลังสงครามเย็นและวันนี้ได้ขยายไปสู่ปรากฎการณ์ ฤดูใบไม้ผลิอาหรับ (Arab Spring)

        อันนำไปสู่การพังทลายของระบบการเมืองที่ปิดกั้นหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น อียิป ตูนีเซีย ลิเบีย และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในลักษณะของกลุ่ม tea party กลุ่ม Indignado และกลุ่ม Occupy Wall Street

        นอกจากนั้นยังนำไปสู่พลังที่สูงขึ้นของพรรคฝ่ายค้านทำให้รัฐบาลต้องลดการผูกขาดลงไปไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย และขณะนี้พลังดังกล่าวได้แผ่ไปสู่ทุกอณูของสังคมโลกซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนอย่างที่ไม่เคยห็นมาก่อน

        พลังคลื่นลูกที่ 3 ทำให้รัฐชาติที่ตั้งอยู่บนอธิปไตยของชาติเริ่มถูกกัดกร่อน รัฐชาติไม่สามารถปกป้องอธิปไตยทางการเมืองได้เช่นสมัยก่อน

        รัฐชาติจำเป็นต้องเปิดเสรีเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถปิดกั้นได้และนำไปสู่ความจำเป็นในการถ่วงดุลไม่ให้ปลาใหญ่กินปลาเล็กในบริบทของโลกเสรีการรวมกลุ่มเขตการค้าเสรีและประชาคมเศรษฐกิจต่าง ๆ จึงเป็นปรากฎการณ์ของการถ่วงดุลในโลกแห่งความยุ่งเหยิงในยุคคลื่นลูกที่ 3

        ความยุ่งเหยิงในการเมืองไทยก็เป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับ Social Media ทำให้พลังทางการเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านเนื้อหาและรูปแบบ

       โดยแยกออกมาเป็น  2  ลักษณะคือลักษณะแรกคือประชาธิปไตยเสรีนิยมและลักษณะที่สองคือเผด็จการเสียงข้างมากซึ่งในลักษณะหลังนี้ Social Media จะถูกครอบงำและรัฐใช้เป็นเครื่องมือในการล้างสมอง

       สังคมไทยในวันนี้จึงเป็นภาพฉายของความยุ่งเหยิงตามทฤษฎีความยุ่งเหยิงซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพตามทฤษฎีแห่งการเปลี่ยนแปลงของ Marx ส่วนจะไปจบที่ไหนนั้นคงขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนในสังคมไทยเป็นตัวตัดสิน

       โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพิจารณาจากการสุ่มตัวอย่าง (poll) กว่าร้อยละ 60 ยังยอมรับการคอรัปชั่น ในบริบทดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงว่าการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นคงจะสร้างความยุ่งเหยิงต่อไปอีกพอสมควร.

 

About blogger

สำนักข่าวเจ้าพระยา

Comments are closed.