จับตาเศรษฐกิจอเมริกาส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

usa

ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

      ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นและตลาดโภคภัณฑ์ยกเว้นทองมีแนวโน้มลดลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ตลาดหุ้นในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริการาคาหุ้นมีการลดลงติดต่อกันกว่า 10 วันซึ่งนับเป็นปรากฎการณ์ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่วิกฤตโลกปี 2008 เป็นต้นมา

               การที่ตลาดหุ้นและตลาดโภคภัณฑ์โดยเฉพาะราคาน้ำมันมีการลดลงอย่างมากมายในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นเป็นภาพสะท้อนของวิกฤตเศรษฐกิจที่มีความรุนแรงมากขึ้น และนักวิเคราะห์บางคนอาจจะมองว่าเป็นปฎิกิริยาทางจิตวิทยาที่รุนแรงเกินเหตุ บ้างก็มองว่าเป็นเรื่องของ “วิกฤตความเชื่อมั่น” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือข้อเท็จจริงอาจไม่รุนแรงแค่นั้น แต่นักลงทุนจำนวนหนึ่งก็ยังคงความเชื่อมั่นว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นชั่วคราวโดยคาดว่าในครึ่งปีหลังตลาดหุ้นจะฟื้นตัวเนื่องจากผลกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะกลุ่ม S&P ซึ่งมีแนวโน้มจะดีขึ้นน่าจะเป็นตัวที่ทำให้ตลาดหุ้นฟื้นตัว นักเศรษฐศาสตร์บางคนรวมทั้งเจ้าหน้าที่ในระดับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาบางคนยังคงมีความหวังว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในครึ่งปีหลังน่าจะมีการฟื้นตัวดีขึ้นอันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลังจากผ่านพ้นวิกฤต   สินามิและกลไกเศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็เริ่มเข้าสู่การทำงานปกติอันเป็นแรงกระตุ้นอุปสงค์ของโลก นอกจากนั้นจากการที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลงก็จะเป็นแรงกระตุ้นต่อการลงทุนและบริโภคในครึ่งปีหลัง

               ไม่ว่าแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มที่มองโลกในแง่ดีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปยังอยู่ในภาวะที่เผชิญกับวิกฤตที่รุนแรงขึ้น ดังเห็นได้ว่าในการประชุมคณะกรรมการของธนาคารชาติสหรัฐอเมริกาในสัปดาหืที่ผ่านมาถึงกับออกมายืนยันว่าจะรักษาอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในลักษณะต่ำสุดทุกวันนี้ต่อไปจนถึงปี 2013 อีกทั้งยังยืนยันว่า FED ยังมีเครื่องมือที่จะแก้ไขสถาณการณ์เลวร้ายกว่านี้ การยืนยันของ FED ชี้ให้เห็นว่า FED เองก็ยอมรับว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเลวร้ายกว่าที่คาดไว้ อีกทั้งมาตราการที่จะออกมาใช้ในยามจำเป็นคาดว่าจะเป็น QE3 นั่นเอง

               ภายหลังจากที่มีการประนีประนอมระหว่างรัฐบาลโอบามาและพรรครีพับลิกันในการเพิ่มเพดานหนี้และจำกัดการใช้จ่ายงบประมาณในอนาคตซึ่งใน 10 ปีจากนี้จะต้องหาแนวทางลดค่าใช้จ่ายลง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ข้อตกลงดังกล่าวแม้จะมีข้อดีคือทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีลมหายใจไม่ล้มละลายอีกก็ตาม แต่สำหรับนักวิเคราะห์แล้วเท่ากับเป็นการลดแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในยามที่เศรษฐกิจยังมีความอ่อนแอ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่างนายพอล ครุกแมนถึงกับโจมตีโอบามาว่าอ่อนแอและไม่กล้าทัดทานแรงกดดันจากพรรครีพับลิกันโดยเฉพาะกลุ่ม Tea party และนำพาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเผชิญกับความถดถอยในอนาคต ปฎิกิริยาของนักลงทุนต่อข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นไปในทางลบและส่งผลต่อตลาดหุ้นร่วงลงอย่างรุนแรง นอกจากนั้นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นอีกอันคือตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.5 % เหลือ 1.5% เท่านั้นเอง

           นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้วสหภาพยุโรปในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เผชิญกับปัญหาการขยายตัวของวิกฤตสู่ประเทศสเปนและอิตาลีซึ่งถือเป็นประเทศใหญ่อันดัน 3 และ 4 ของกลุ่มยูโรโซนโดยดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปีของรัฐบาลสเปนและอิตาลีเพิ่มขึ้นถึง 6.6 – 6.9 ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการใช้เงินสกุลยูโรในปีค.ศ 1999 ตลาดหุ้นในสหภาพยุโรปจึงแสดงออกด้วยอาการ panic มีผลให้ราคาหุ้นร่วงลงอย่างรุนแรงติดต่อกันหลายวันจนกระทั่งธนาคารกลางสหภาพยุโรป (ECB) ต้องหามาตราการเข้าไปซื้อพันธบัตรของสเปนและอิตาลีจนกระทั่งส่งผลให้ดอกเบี้ยลดลงเหลือระดับร้อยละ 5.3 – 5.4 อย่างไรก็ตามแม้ตลาดพันธบัตรของสเปนและอิตาลีจะเข้าสู่ภาวะสงบชั่วคราวก็ตามแต่วิกฤตในสหภาพยุโรปยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอันมีเหตุสืบเนื่องจาก

            ประการแรก มาตราการที่จะให้ความช่วยเหลือกรีกด้วยการใช้กองทุน (EFSF) เพื่อให้สามารถเข้าไปซื้อในตลาดรองได้อันถือเป็นการแก้ไขกฎระเบียบการใช้เงินกองทุนดังกล่าวซึ่งต้องผ่านรัฐสภาของประเทศในกลุ่มยูโรโซนซึ่งอาจได้รับการคัดค้านจากพรรคฝ่ายขวาในประเทศฟินแลนด์และฮอลแลนด์และกว่าจะผ่านรัฐสภาของแต่ละประเทศนั้นอย่างเร็วที่สุดคาดว่าจะเป็นช่วงดือนตุลาคม – ธันวาคม ซึ่งก่อนที่จะถึงช่วงเวลาดังกล่าวสหภาพยุโรปก็ยากที่จะมีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะเผชิญกับวิกฤตดังกล่าว

            ประการที่สอง ธนาคารกลางของสหภาพยุโรป (ECB) อันนับเป็นองค์กรหรือกลไกเพียงหนึ่งเดียวที่จะสู้กับปัญหาวิกฤตจนกว่าจะถึงเดือนตุลาคม ถ้าตลาดมีปฏิกิริยาในทางลบ ธนาคารกลางเข้าไปซื้อพันธบัตรซึ่งจะต้องใช้เงินจำนวนมาก ปัญหาก็คือตัวแทนจากประเทศเยอรมันซึ่งมีท่าทีที่ไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกก็จะคัดค้านโดยเห็นว่าธนาคารกลางกำลังทำผิดบทบาทคือเกิดความสับสนระหว่างพันธกิจทางการคลังกับพันธกิจทางการเงิน นอกจากนั้นการใช้เงินมากจนเกินไปก็จะนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อและเกิดวิกฤตที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม

            จากภาพฉายของวิกฤตของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปเห็นได้ชัดว่าจะขยายตัวมากขึ้นแต่ทางออกในการแก้ไขกลับลดน้อยลงทุกขณะ ในครึ่งปีหลังของปี 2011 นี้ เศรษฐกิจโลกคงจะต้องเผชิญกับวิกฤตอันเป็นผลจากวิกฤตของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปที่ยังมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งจะถดถอยและมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะทำให้เกิดภาวะ Double Dip ส่งผลที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกรวมทั้งเศรษฐกิจไทยด้วย

         ทิศทางของตลาดหุ้น อัตราแลกเปลี่ยน โภคภัณฑ์และดอกเบี้ย

               ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องอย่างรุนแรงอันเป็นผลสืบเนื่องจากการขยายตัวของวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (ดังที่กล่าวไว้ในบทความข้างต้น)สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นโลกและไทยในช่วงนี้ถือได้ว่าอยู่ในช่วงขาลงและคงจะใช้เวลาอยู่เป็นเดือนก่อนที่จะวิเคราะห์ว่าจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้นเมื่อไหร่ นอกจากนั้นตลาดหุ้นบางช่วงอาจมีการตีกลับอย่างแรงบ้างแต่ก็เป็นการตีกลับในเชิงเทคนิคเท่านั้นเอง ทิศทางพื้นฐานยังอยู่ในช่วงขาลงและยังอาจจะมีโอกาศลงแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอนาคตถ้าหากว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ภาวะ Double Dip ตลาดหุ้นไทยก็จะมีลักษณะเดียวกันกล่าวคือมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นช่วงขาลงแม้จะมีแนวโน้มตีกลับขึ้นบ้างในบางช่วงแต่ก็เป็นการตีกลับในเชิงเทคนิคเท่านั้นเอง ความเสี่ยงของตลาดหุ้นไทยยังมีอยู่

               ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนช่วงนี้มีการผันผวนอยู่ในกรอบระหว่าง 29.60 – 30.00 บาทต่อดอลล่าร์และถ้าสูงกว่า 30 บาทก็จะอ่อนตัวอยู่ระหว่าง 30.00 – 30.40 บาทต่อดอลล่าร์ การผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนไทยนั้นถูกกดดันจากสองทาง ทางแรกจากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศเพื่อที่จะลงทุนในอัตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรของสหรัฐอเมริกาหรือเยอรมัน ซึ่งก็จะมีส่วนทำให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนตัวลง อย่างไรก็ตามเนื่องจากตลาดหุ้นของไทยและทั่วโลกอ่อนตัวลงอย่างรุนแรงทำให้นักลงทุนเข้ามาซื้อในบางช่วงจึงส่งผลให้เงินบาทมีการแข็งค่าขึ้น ทั้งสองทิศทางที่ตรงกันข้ามกันดังกล่าวสะท้อนให้เห็นทิศทางการขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยน

             ในส่วนของโภคภัณฑ์ถ้าเป็นสินค้าอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นดีบุก ยางพารา น้ำมันและทองแดงต่างก็อยู่ในลักษณะขาลงและมีแนวโน้มลงแรงกว่านี้ การตีขึ้นในตอนนี้เป็นการตีขึ้นในทางเทคนิคเท่านั้นเหตุผลมาจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปที่อ่อนแอและอาจถดถอยไปได้ในอนาคต

              ดอกเบี้ยนั้นเนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปอ่อนแอ ธนาคารกลางของทั้ง 2 กลุ่มประเทศยังมีความจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยไว้ในขั้นต่ำ กรณีไทยแม้จะมีแนวโน้มว่าที่ดอกเบี้ยนโยบายยังคงขึ้นสูงเนื่องจากเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับ 3.5 – 4 % ทำให้ธนาคารชาติต้องป้องปรามด้วยการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต ซึ่งจะต้องจับตามองเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างแท้จริง สถานการณ์ดอกเบี้ยไทยยังคงต้องมีการประเมินอีกครั้งแต่ตอนนี้อยู่ในช่วงขาขึ้นดังที่เคยประเมินไว้ในช่วงก่อน ๆ .

 

 

 

 

About blogger

สำนักข่าวเจ้าพระยา

Comments are closed.