ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของตลาดการเงินและตลาดโภคภัณฑ์

ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของตลาดการเงินและตลาดโภคภัณฑ์

CB022158

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

 

                เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทมีการผันผวนอย่างเป็นที่น่าสังเกต ในขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลงอย่างรวดเร็วติดต่อกันถึง 3 – 4 วันโดยมีการลดลงระหว่างซื้อ – ขายรวมกว่า 50 จุด และเพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นใน 2 วันที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินดอลล่าร์ก็มีการผันผวนรุนแรงกว่าปกติโดยเงินบาทอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์ในตอนต้นสัปดาห์ถึงระดับ 30.50 บาทต่อดอลล่าร์ และเริ่มแข็งตัวกลับขึ้นมาในระดับ 30.20 บาทต่อดอลล่าร์ในขณะนี้ ในส่วนของราคาโภคภัณฑ์โดยเฉพาะยางพาราราคาได้เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตลอดเวลาโดยในตลาดซื้อขายยางพาราล่วงหน้าช่วงเมื่อวานนี้ขึ้นมาถึงกว่า 160 บาทต่อกิโลกรัม

                การที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์และราคาหุ้นวัดโดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลงนับเป็น 2 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กันกล่าวคือตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มเด่นชัดมากขึ้นว่าอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวบวกกับการผันผวนจากวิกฤตของสหภาพยุโรปอันสืบเนื่องมาจากผลตอบแทนจากพันธบัตรของเบลเยี่ยมและโปรตุเกสขยับสูงขึ้นเมื่อต้นสัปดาห์จนถึงขึ้นที่นักลงทุนเกรงว่าโปรตุเกสต้องเข้ารับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกองทุนของกลุ่มยูโรโซนเช่นเดียวกับกรีกและไอร์แลนด์ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินดอลล่าร์แข็งตัวขึ้นและกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนโดยรวม นอกจากนั้นจากการคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่ฟื้นตัวผนวกกับระดับราคาหุ้นของไทยที่เพิ่มสูงก่อนหน้านี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นทำกำไรจากที่ซื้อเก็บไว้มาตลอดหลายเดือน

                ในด้านราคาโภคภัณฑ์โดยเฉพาะยางพาราเนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวเด่นชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกและอินเดียต่างก็มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 8 – 10 การคาดการณ์ความต้องการยางพาราจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคายางพาราสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องบวกกับการขาดแคลนวัตถุดิบคือยางพาราอันเป็นผลจากดินฟ้าอากาศแปรปรวนก็เป็นการสร้างแรงกดดันราคาอีกทางด้วย

                สำหรับแนวโน้มในอนาคตค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์ยังอยู่ในช่วงทรงตัวและอ่อนตัวลงชั่วคราวคาดว่าอยู่ระหว่าง 30 – 30.60 บาทต่อดอลล่าร์ ส่วนในระยะกลางและระยะยาวค่าเงินดอลล่าร์จะอ่อนตัวลงอันเป็นเหตุผลจากเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทยยังมีอัตราการขยายตัวที่สูงกว่า แรงจูงใจในการซื้อทรัพย์สินโดยเฉพาะหุ้นและพันธบัตรยังมีมากและยังมีการเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายเป็นร้อยละ 2.25 ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เงินลงทุนต่างชาติในช่วงนั้นไหลออก อันทำให้อัตราแลกเปลี่ยนทรงตัวกับอ่อนตัวลงและเมื่อกลับมาใหม่ก็จะทำให้ค่าเงินแข็งตัว คิดว่าในปีนี้ค่าเงินจะแข็งตัวในระดับ 29 บาทต่อดอลล่าร์ และครึ่งปีหลังอาจจะได้เห็น 28 บาทต่อดอลล่าร์

อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มฟื้นตัวและอาจจะรวดเร็วกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้โดยเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้จะขยายตัวได้กว่าร้อยละ 3 บนสมมุติฐานดังกล่าวแรงจูงใจในการลงทุนสินทรัพย์ที่เป็นดอลล่าร์มีมากขึ้นอาจทำให้การแข็งค่าของเงินบาทไม่รุนแรงนักกล่าวคือในกรณีดังกล่าวทำให้ทรงตัวอยู่ในระดับ 29 บาทต่อดอลล่าร์และมากกว่าที่จะลงมาในระดับ 28 บาทต่อดอลล่าร์ โดยสรุปอัตราแลกเปลี่ยนช่วงระยะสั้นค่าเงินบาทต่อดอลล่าร์จะทรงและอ่อนตัวลง ในระยะกลางและระยะยาวนั้นค่าเงินบาทจะแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์

                ราคาหุ้นในขณะนี้ปรับตัวลงชั่วคราวดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นแต่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 4 – 5 บวกกับดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นจะเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นในอนาคต การปรับตัวหุ้นที่ลดลงชั่วคราวในระยะกลางและระยะยาวหุ้นราคาจะสูงขึ้นและสูงขึ้นกว่าระดับสูงสุดของปีที่แล้ว ในขณะที่การปรับตัวมีลักษณะทรงตัวและอ่อนตัวลงชั่วคราวและใช้เวลาอีกสักพักถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

                สำหรับราคายางพาราในช่วงสั้น ๆ มีความผันผวนมากในช่วงนี้ถือว่าราคาอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งอย่างไรก็ตามนับเป็นความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาที่เพิ่มขึ้นเร็วเกินไปและไม่ว่าในปีนี้ราคายางพาราจะอยู่ในช่วงขาขึ้นแต่บางช่วงจะเกิดการผันผวนลดลงอย่างรุนแรงซึ่งถือเป็นการปรับตัวทางเทคนิคซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างเร็วในไตรมาสนี้หรืออย่าช้าก็ในไตรมาสที่ 2 

                เนื่องจากเงินเฟ้อผันผวนเพิ่มขึ้นซึ่งมาจากปัจจัยต้นทุนสูงขึ้นจากราคาน้ำมันและพืชผลทางการเกษตร ปัจจัยสภาพคล่องที่เป็นผลจากนโยบายของรัฐบาลในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบและสภาพคล่องจากการลงทุนของต่างประเทศ โดยรวมเงินเฟ้อทั่วไปขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 – 4 ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานขยายตัว 2.5 – 3 ซึ่งส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้อยู่ในขาขึ้น เพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 2.5 – 3 ในอนาคต.

About blogger

สำนักข่าวเจ้าพระยา

One Response to “ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของตลาดการเงินและตลาดโภคภัณฑ์”

  1. ถ้าราคายากตกต่ำ…แย่แน่ๆ