สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union)

11140

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย ในขณะเดียวกันก็มีการประชุมในระดับทวิภาคีและได้แสดงเจตจำนงที่ไทยจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union – EEU) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่คนไทยไม่คุ้นนัก อีกทั้งมีการตั้งคำถามหาเหตุผลที่ไทยจะเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย ในปัจจุบันมีประเทศสมาชิก 5 ประเทศ ประกอบด้วยรัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส คีร์กีซสถาน อาร์เมเนีย จุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในปี 1994 ขณะนั้นประธานาธิบดีคาซัคสถานคือนาย Nazarbayav ได้เสนอแนะการจัดตั้งสหภาพยูเรเซีย (Eurasian Union) โดยเสนอในช่วงที่ให้สุนทรพจน์ ณ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐมอสโก ในเวลาต่อมาจึงนำไปสู่การเรียกร้องของนักการเมือง นักวิชาการ ที่จะให้มีการรวมกลุ่มอย่างแน่นแฟ้นทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม คาซักสถานซึ่งเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดกลับไม่ต้องการให้มีการรวมกลุ่มความแน่นแฟ้นถึงขั้นครอบคลุมทางการทหารและการเมือง แต่ต้องการแค่ทางเศรษฐกิจเท่านั้น ทั้งนี้เพราะคาซัคสถานเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตจึงต้องการรักษาเอกราชของตนไว้ อย่างไรก็ตามรัสเซียและเบลารุสซึ่งเป็นสมาชิกของสหภาพยูเรเซียได้ร่วมกันจัดตั้ง “สหภาพทางการเมือง” (Political union) และนำไปสู่การจัดตั้งองค์กร “องค์การแห่งสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน” (Collective Security Treaty Organization) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของพันธมิตรในด้านการป้องกันในกรองความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ

ก่อนปี ค.ศ.2014 สมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียประกอบด้วย 3 ประเทศ คือรัสเซีย คาซัคสถานและเบลารุส ในระยะแรกเป็นการรวมกลุ่มในลักษณะสหภาพทางศุลกากร (Customs union) หมายความว่า นอกจากมีการรวมกลุ่มในกรอบ Free Trade Area แล้ว ยังมีการดำเนินการให้มีการเก็บภาษีศุลกากรในระดับเดียวกันสำหรับสินค้าที่มาจากประเทศที่ 3 ซึ่งอยู่นอกกลุ่มสมาชิกที่จะนำสินค้าเข้าสู่ 3 ประเทศดังกล่าวให้คิดภาษีในอัตราเดียวกัน

โดยในวันที่ 29 พฤษภาคม 2014 ผู้นำทั้ง 3 ประเทศได้มีการลงนามเพื่อพัฒนาสหภาพศุลกากรยูเรเซียไปเป็นสหภาพทางเศรษฐกิจยูเรเซีย ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2015 เป็นต้นไป ในเวลาต่อมาเดือนตุลาคมและธันวาคมปี 2014 อีก 2 ประเทศคืออาร์เมเนียและคีร์กิซสถานได้ลงนามเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยูเรเซียโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2015 สำหรับอาร์เมเนีย และวันที่ 6 สิงหาคม 2015 สำหรับคีร์กิซสถาน

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียจึงประกอบด้วยประเทศรัสเซียและอีก 4 ประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของโซเวียต อย่างไรก็ตาม มีอีกหลายประเทศที่แสดงความจำนงอยากจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งคือกลุ่มประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของโซเวียต อีกกลุ่มคือประเทศในกลุ่มอาเซียนซึ่งมีเวียดนามที่สนใจเข้าร่วม

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย ซึ่งก็คือประชาคมเศรษฐกิจยูเรเซีย ซึ่งหมายถึงการจัดตั้งตลาดร่วม (Common market) อันหมายถึงการเปิดเสรีทางสินค้า เงินทุน บริการ และคน ในส่วนของการเปิดเสรีสินค้าเป็นการรวมกลุ่มถึงขั้นเขตการค้าเสรี กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียมีลักษณะเดียวกันกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ยกเว้นในกรณีของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียมีการพัฒนาไกลไปสู่การเป็นมากกว่าเขตการค้าเสรี นั่นคือ การจัดตั้งสหภาพศุลกากร (Customs Union) ซึ่งหมายความว่าประเทศสมาชิกจะเก็บภาษีนำเข้าในระดับเดียวกันจากสินค้าประเทศที่ 3 ผิดกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนซึ่งไม่ได้รวมกลุ่มถึงขั้นสหภาพศุลกากร เนื่องจากประเทศสิงคโปร์ไม่ได้เก็บภาษีนำเข้าจากสินค้าประเทศอื่น (Free Port) ซึ่งเป็นอุปสรรคของประเทศอาเซียนในการจัดตั้งสหภาพศุลกากร

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย นั้นประกอบด้วยประชากร 188 ล้านคน และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรวม 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนั้นยังมีการประสานนโยบายด้านขนส่ง เกษตร และพลังงาน ลักษณะองค์กรส่วนสำคัญคือ การร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล องค์กรสูงสุดคือ การประชุมสุดยอด ซึ่งประกอบด้วยประมุขของประเทศหรือประมุขของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หน่วยงานหนึ่งคือ คณะกรรมการยูเรเซียจะมีลักษณะเป็นองค์กรเหนือชาติ นอกจากนั้นสหภาพยูเรเซียยังมีการจัดตั้งศาลเพื่อพิจารณาคดีร่วมกันอีกด้วย

การที่ไทยจะเข้าร่วมสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียก็เป็นส่วนที่ดี เนื่องจากสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศเมื่อนำเข้า 5 ประเทศดังกล่าวจะไม่มีกำแพงภาษี อีกอย่างคือ เป็นการขยายตลาดให้ประเทศไทยทั้งด้านสินค้า บริการ การลงทุน ยิ่งไปกว่านั้นคือ การดึงการลงทุนจากรัสเซียให้เข้ามาในประเทศเป็นการขยายกรอบการค้าของไทยในกรอบโลกาภิวัตน์ ผลกระทบในด้านลบจากการรวมกลุ่มมีน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ TPP ดังนั้นจึงถือว่า การเดินหมากเข้าสู่สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียจึงเป็นแนวนโยบายที่ควรจะทำในยามที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่รุนแรงในกรอบความเปลี่ยนแปลงทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ไทยมีทางเลือก ยิ่งกดดัน ยิ่งผลักไสให้ทิ้งระยะห่างจากตะวันตกยิ่งเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างจีนและรัสเซียมากขึ้น

20160521naayk_phbhaaruuethwiphaakhiikabprathaanaathibdiishphanthrathrasechiiy_06รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

นายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชากำลังอยู่ในช่วงระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนกับรัสเซีย และเปิดการประชุมทวิภาคีระหว่างนักธุรกิจไทยกับนักธุรกิจรัสเซีย เนื้อหาวาระของการเดินทางครั้งนี้คือ การลงนามข้อตกลง 8 ฉบับซึ่งครอบคลุมความร่วมมือทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ในทางเศรษฐกิจก็มีการตั้งเป้าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้น 4 เท่า จากปัจจุบันที่มีตัวเลขการค้าระหว่างกันประมาณ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะเพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในอนาคต นอกจากนั้นรัฐบาลไทยก็ยังพยายามที่จะดึงการลงทุนและการท่องเที่ยวจากรัสเซียโดยเฉพาะได้เน้นถึงการส่งเสริม Cluster ใหม่ที่รัฐบาลกำลังพัฒนาคือด้านอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics)  อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals) อุตสาหกรรมดิจิตอล (Digital) อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) ในขณะเดียวกันก็มีประเด็นเรื่องการซื้ออาวุธของไทยจากรัสเซียไม่ว่าจะเป็นเฮลิคอปเตอร์และรถถัง โดยแลกกับการส่งออกพืชผลเกษตรของไทย ทางด้านการทหารคือสนับสนุนความร่วมมือทั้ง 2 ประเทศให้กระชับมากขึ้น

การเยือนรัสเซียของไทยนี้ ส่วนหนึ่งอยู่ในกรอบอาเซียน แต่ส่วนหนึ่งคือความสัมพันธ์แบบทวิภาคีระหว่างไทยและรัสเซีย ในการเยือนครั้งนี้ วัตถุประสงค์สำคัญด้านนโยบายต่างประเทศเศรษฐกิจ และการเมือง คือ ในทางเศรษฐกิจต้องการที่จะส่งเสริมเพิ่มตลาดการส่งออก และการท่องเที่ยวมากกว่าเดิม แน่นอน ในโลกโลกาภิวัตน์ ทุกประเทศรวมทั้งไทยต้องขยายตลาดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อชดเชยตลาดเดิมซึ่งอาจะถูกกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก การส่งออกของไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 3 ปีหลังมีลักษณะติดลบ แรงกดดันที่จะให้หาตลาดใหม่เพิ่มขึ้นจึงยิ่งมีสูง รัสเซียก็เป็นประเทศที่มีศักยภาพที่จะขยายตัวได้ทั้งทางการค้าและโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ในทางเศรษฐกิจนั้นก็เป็นช่วงระยะที่รัสเซียเจอแรงกดดันของตะวันตกในรูป Sanction ทางเศรษฐกิจ รัสเซียจึงจำเป็นต้องหาตลาดใหม่เพื่อลดความกดดันจากการ Sanction ดังกล่าว ความจริงนั้น ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและรัสเซียแม้จะมีศักยภาพในการขยายตัวได้ระดับหนึ่งแต่ก็มีข้อจำกัด เนื่องจากสินค้าจากรัสเซียที่จะนำเข้าประเทศไทยยังมีคุณภาพต่ำ นอกจากน้ำมัน เหล็กกล้า และอาวุธ ในส่วนของไทย การส่งออกในปัจจุบันจะครอบคลุมด้านรถยนต์และส่วนประกอบ ยางพารา เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และมีศักยภาพด้านการส่งออกอาหาร ด้านความร่วมมือทางการเมืองและการทหารนั้นต้องยอมรับว่า ยังมีมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือในด้านการเมือง การที่จะเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศให้มาเน้นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียย่อมเป็นสิ่งที่เป็นได้ได้ยาก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ข้อตกลงทางเศรษฐกิจและการเมืองรวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียแม้มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดที่จะไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร การเยือนรัสเซียและทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจและทหารจึงมีวัตถุประสงค์อีกมุมคือ การส่งเสริมหรือการเดินหมากทางการเมืองภายใต้แรงกดดันจากตะวันตกทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป กรอบความร่วมมือดังกล่าวคือการเป็นแสดงออกให้เห็นว่า ไทยเป็นประเทศเอกราชมิได้ตกอยู่ในอาณัติของประเทศใดประเทศหนึ่ง นอกจากนั้นยังแสดงให้เห็นว่าไทยมีทางเลือก ยิ่งกดดันเท่าใดยิ่งผลักไสให้ทิ้งระยะห่างจากตะวันตกและเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างจีนและรัสเซียมากขึ้น ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ดำเนินทางด้านโยบายต่างประเทศของไทยยังเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์มากกว่าเพราะมีข้อจำกัดอยู่

ประเทศไทยในปัจจุบันในทางการเมืองซึ่งจะมีการหยั่งเสียงประชามติในเรื่องรัฐธรรมนูญและการจัดตั้งรัฐบาลในปีหน้า จากบริบทดังกล่าวจึงมีแรงกดดันจากตะวันตกทั้งจากอเมริกาและสหภาพยุโรปที่เพิ่มขึ้นจากเดิมตั้งแต่ก่อนหน้านี้ที่มีแรงกดดันจากการทำรัฐประหารดังจะเห็นได้จากท่าทีทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยและท่าทีรัฐสภาสหภาพยุโรป การแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากขึ้นระหว่างไทยและรัสเซียจึงเป็นสัญญาณทางนโยบายในการตอบโต้แรงกดดันดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของผู้เขียน แรงกดดันจากทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปยังจะมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่จะเป็นลักษณะของแรงกดดันทางคำพูดมากกว่าการดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรม ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่รัฐประหารโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาจนถึงขณะนี้ การ Sanction ทางเศรษฐกิจหรือการเมืองมีจำกัดมาก ปัญหาเรื่อง Tier 3 และอาหารทะเลก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดจากปัญหาของรัฐบาลชุดนี้โดยตรง ใครก็ตามที่มาเป็นรัฐบาลไทยแม้จะมาจากการเลือกตั้งก็ตามก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันของนโยบายดังกล่าว ส่วนแรงกดดันทางทหารจะเห็นว่า การฝึก Cobra Gold ก็ยังคงดำเนินอยู่เพียงแต่ลดขอบเขตไปบ้างเท่านั้น การที่อเมริกาและสหภาพยุโรปพยายามใช้คำพูดในการสร้างแรงกดดันเพราะเป็นความจำเป็นที่ต้องแสดงออกถึงค่านิยมของผู้นำค่ายประชาธิปไตยเสรีนิยมซึ่งจะแสดงออกอย่างนี้กับประเทศที่มีแนวโน้มอำนาจนิยม ไม่ว่าจะเป็นกับตุรกี หรือในยุโรปตะวันออก เช่น เช็ก สโลวาเกีย โปแลนด์ โครเอเชีย แต่ในอีกด้าน ตะวันตกก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติ โดยเฉพาะอเมริกาที่อยู่ในช่วงการดำเนินนโยบายตอกหมุดเอเชีย ซึ่งต้องการพันธมิตรที่จะถ่วงดุลจีนกับรัสเซีย การผลักดันให้ประเทศในเอเชียใกล้ชิดกับสองประเทศดังกล่าวยิ่งกระทบผลประโยชน์แห่งชาติ ดังนั้นมหาอำนาจทั้งอเมริกาและสหภาพยุโรปจึงต้องดำเนินนโยบายตีสองหน้าเพื่อบรรลุ Local Consumption (บอกประชาชนของเขาว่าเราเน้นค่านิยมประชาธิปไตย) และเป็นการสร้างพันธมิตรในประเทศที่มีปัญหาทางการเมืองโดยหวังว่ากลุ่มคนที่ต่อต้านเหล่านี้สักวันเมื่อได้ขึ้นมาเป็นใหญ่ก็จะเป็นพันธมิตร ลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในละตินอเมริกา ในอีกด้านทางการปฏิบัติก็ไม่ได้สร้างแรงกดดันอย่างจริงจัง เพราะรู้ว่าไทยผิดจากละตินอเมริกา ไม่มีนโยบายต่อต้านอเมริกาดังเช่นละตินอเมริกา นอกจากนั้นภายใต้การรัฐประหารไทยทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนจากอเมริกาและสหภาพยุโรป

จากตรรกะดังกล่าว นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปจึงมีลักษณะตีสองหน้าเพื่อที่จะ win-win ทุกฝ่าย ในกรณีแรงกดดันจากรัฐสภายุโรปยิ่งไม่มีความหมาย เพราะมีบทบาทด้านนโยบายต่างประเทศน้อยหรือแม้แต่รัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐสภาสหภาพยุโรป นาง Margareta ก็ยิ่งมีบทบาทจำกัด เนื่องจากนโยบายต่างประเทศของยุโรปยังอยู่นอกระบบเหนือชาติ (supranational) กล่าวคือ อยู่กับรัฐบาลของประเทศสมาชิก ผิดกับกรณีการค้า ซึ่งอยู่ในกรอบเหนือชาติ

ผู้เขียนเชื่อว่า แรงกดดันจากต่างประเทศทั้งจากอเมริกาและสหภาพยุโรป จะเป็นเพียงแรงกดดันทางคำพูด แต่ทางการกระทำถ้าจะมีก็จะอยู่ในขอบเขตจำกัดมาก ๆ การดำเนินโรดแมปทางการเมืองไทยจึงสามารถดำเนินต่อไปได้ตามบริบทของไทยในขณะนี้ และแม้แต่ในเรื่องการเชิญต่างประเทศมาสังเกตการณ์ก็ยังไม่มีความจำเป็นในการเชิญอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่ปฏิเสธการเปิดกว้างในการให้ต่างประเทศมาสังเกตการณ์ได้ พูดง่าย ๆ แรงกดดันจากต่างประเทศแม้จะมีผลในแง่จิตวิทยา แต่จะไม่ก่อผลเป็นรูปธรรมทางการปฏิบัตินั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปรากฏการณ์การขยายตัวของอำนาจนิยม

559000004824002

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีตลอดจนการเลือกตั้งวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และองค์กรท้องถิ่นในประเทศฟิลิปปินส์ ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าเป็นไปตามที่มาการหยั่งเสียงไว้ กล่าวคือ นายโรดริโก ดูเตร์เตได้คะแนนเสียงกว่า 40% และได้เข้ามาเป็นประธานาธิบดีแทนนายอากีโนซึ่งครบวาระ 6 ปี ส่วนตำแหน่งรองประธานาธิบดีก็มีการขับเขี้ยวโดยเฉพาะนายบองบอง ลูกชายของนายมากอส และตัวแทนพรรคเสรีนิยม นางเลนี โรเบรโดซึ่งเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยการนับคะแนนหลังสุด ปรากฏว่า นางเลนี่ได้รับชัยชนะในตำแหน่งรองประธานาธิบดี ส่วนนายดูเตร์เตอดีตเคยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา หมู่เกาะมินดาเนา หลายสมัยและได้เปลี่ยนแปลงจากเมืองที่เต็มไปด้วยอันธพาล มาเฟีย ยาเสพติด อาชญากรรม ให้เป็นเมืองที่สงบ ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกต้องการคนประเภทนายดูเตร์เตมาปกครองประเทศเพราะเป็นคนที่มีความเด็ดขาดและตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม นายดูเตร์เตมีด้านมืดที่ประชาชนส่วนหนึ่งไม่พอใจ ด้านมืดดังกล่าวคือ เป็นคนหยาบคาย พูดจาไม่สุภาพ แม้กระทั่งกับสันตะประปาที่มาเยือนฟิลิปปินส์ เป็นคนที่ใช้อำนาจมืด มีการใช้กำลังรวมทั้งเรื่องนอกกฎหมายเพื่อเล่นงานผู้ที่คิดว่าค้ายาเสพติดหรือเป็นอาชญากร ยิ่งกว่านั้น นายดูเตร์เตดูยังนิยมชมชอบระบบเผด็จการของนายมากอสอย่างมาก

การได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของนายดูเตร์เตนั้น ในด้านหนึ่งคงจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับหนึ่ง กล่าวคือ ทิศทางการเมืองของฟิลิปปินส์จะเอียงเอนสู่ระบบอำนาจนิยมมากขึ้น นายดูเตร์เตประกาศแก้ไจรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนแปลงจากระบบการเลือกตั้งจากระบบประธานาธิบดีที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นระบบรัฐสภาซึ่งจะทำให้เขาสามารถครอบงำอำนาจทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติโดยอาศัยเสียงข้างมากในสภาซึ่งจะนำไปสู่การบริหารที่เบ็ดเสร็จมากขึ้นและอาจจะมีผลกระทบต่ออำนาจฝ่ายตุลาการ พูดง่าย ๆ คือ เขาเน้นการรวมอำนาจมากกว่าการแบ่งแยกอำนาจ นอกจากนั้น นายดูเตร์เตยังประกาศว่า จะขจัดอาชญากรรมและการคอรัปชั่นให้เป็นผลภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่ง ทั้งนี้จะใช้มาตรการที่รุนแรงแบบเดียวกันกับที่ใช้ในตอนที่เป็นนายกเทศมนตรีของเมืองดาเวา สิ่งที่คนเกรงกันมากคือ ภายใต้นายดูเตร์เตนั้นจะมีปัญหาสิทธิเสรีภาพ การละเมิดสิทธิมนุษยชน และอาจกลับไปสู่เผด็จการแบบเดียวกับที่นายมากอสเคยดำเนินมาแล้วในทศวรรษ 1970

ในส่วนเศรษฐกิจนั้น แนวนโยบายที่เน้นการเติบโต (Growth) และเน้นการปรับโครงสร้าง (Growth Reform) ที่นายอากีโนดำเนินมา 6 ปี น่าจะคงอยู่เพราะประชาชนยังต้องการ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างกันคือ นายดูเตร์เตคงจะใช้นโยบายประชานิยมมากขึ้นเพื่อขยายฐานเสียงทางการเมือง ซึ่งอาจจะส่งผลในแง่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคตก็เป็นไปได้

ในส่วนแนวนโยบายต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับจีน โดยเฉพาะความขัดแย้งเรื่องหมู่เกาะทะเลจีนใต้ซึ่งขณะนี้รัฐบาลฟิลิปปินส์มีการฟ้องร้องจีนในศาลโลกอันสืบเนื่องมาจากการละเมิดสิทธิในการครอบครองของจีนในสันดอนที่เรียกว่า การ์โบโรห์ นายดูเตร์เตมีความเห็นว่า การแก้ไขข้อขัดแย้งในหมู่เกาะทะเลจีนใต้ควรจะดำเนินการทำข้อตกลงทวิภาคีมากกว่าข้อตกลงพหุภาคี ซึ่งก็เป็นนโยบายที่แตกต่างกันกับนายอากีโน แม้ว่านายดูเตร์เตจะแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวกับตะวันตกซึ่งเน้นสิทธิ์เสรีภาพและประชาธิปไตย ในขณะหาเสียง นายดูเตร์เตได้พูดจาแข็งกร้าวเกี่ยวกับอเมริกา แต่ผู้เขียนเชื่อว่า เมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีแล้ว นโยบายต่างประเทศโดยเฉพาะความร่วมมือกับอเมริกา ญี่ปุ่น และอาเซียนเพื่อใช้ในการถ่วงดุลกับจีนควรจะยังคงอยู่ เพราะเป็นผลประโยชน์แห่งชาติของฟิลิปปินส์

การขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของนายดูเตร์เตและการที่มีคะแนนเสียงสนับสนุนนายบองบอง ลูกชายของนายมากอสเป็นจำนวนมากนั้นเป็นดัชนีชี้วัดความพอใจของคนฟิลิปปินส์ที่มีต่อระบบอำนาจนิยม แม้เวลาจะผ่านไป 2 ทศวรรษแต่คนฟิลิปปินส์ยังนิยมชมชอบผู้นำที่เข้มแข้ง มีลักษณะอำนาจนิยม เน้นอำนาจนิยมอย่างเด่นชัด ทัศนคติดังกล่าวของคนฟิลิปปินส์นั้นไม่ได้จำกัดแค่ประเทศฟิลิปปินส์เท่านั้น ขณะนี้ทัศนคติดังกล่าวยังแพร่ไปสู่สหภาพยุโรปดังจะเห็นได้ว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 4 ประเทศ อันประกอบด้วย ฮังการี โปแลนด์ สโลวาเกีย และโครเอเชีย ได้มีการสนับสนุนเลือกตั้งผู้นำที่เน้นอำนาจนิยมอย่างเด่นชัด โดยเริ่มจากฮังการีที่มีการเลือกตั้งโดยนาย Victor Orban ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี นาย Orban เดิมเป็นผู้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ อยู่ในพรรคขวากลางหรืออยู่ในกลุ่มตระกูลคริสเตียนเดโมแครต อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้งปี 2014 นาย Orban ได้เปลี่ยนระบบการเมืองฮังการีให้มีลักษณะเป็นอำนาจนิยมเป็นเผด็จการมากขึ้น กล่าวคือเขามองว่า ประชาธิปไตยเสรีนิยมไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาการเมืองและไม่สามารถตอบโจทย์ของฮังการี เขาจึงหันไปมองการปกครองแบบสิงคโปร์ภายใต้นายลีกวนยู แบบจีน แบบรัสเซียภายใต้นายปูติน และแบบตุรกีภายใต้นาย Erdogan เขาเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเอาคนของเข้าขึ้นมา มีการออกกฎหมายควบคุมสื่อมวลชน และจัดตั้งองค์กรควบคุมสื่อ ปรากฏว่า การดำเนินการของนาย Orban กลับได้ความนิยมจากประชาชนในอังการีและได้สร้างโรคติดต่อไปยังโปแลนด์ โครเอเชีย และสโลวาเกีย โดยเฉพาะรัฐบาลใหม่ของโปแลนด์ภายใต้นายคาซินสกี ได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ สร้างกลไกควบคุมสื่อ และจำกัดสิทธิ์เสรีภาพแบบเดียวกับฮังการี นอกจาก 4 ประเทศยุโรปตะวันออกแล้ว ประเทศตะวันตกที่เป็นต้นกำเนิดประชาธิปไตยเสรีนิยมก็มีแนวโน้มว่าพรรคขวาจัดและบางแห่งเป็นพรรคนาซีเดิมก็ได้รับความนิยมมากขึ้น เช่น พรรค National Front ของฝรั่งเศส หรือพรรค United Kingdom for Dependent ของอังกฤษ และพรรค Alternative (Fur Deutschland) ของเยอรมัน และพรรคอดีตนาซีของออสเตรียก็ได้คะแนนเสียงสูงสุดจากการเลือกตั้งในเดือนที่ผ่านมา

รากฏการณ์การขยายตัวของอำนาจนิยมที่เห็นจากยุโรป ฟิลิปปินส์ และเสียงสะท้อนบางส่วนจากสหรัฐอเมริกาที่เห็นได้จากคะแนนนิยม Donald Trump เกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้คือ

1. กระแสการก่อการร้ายและผู้ลี้ภัยในสู่ประเทศยุโรปได้สร้างความหวาดกลัวไปสู่ประชาชนของประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะประเทศที่เน้นชาตินิยมในยุโรปตะวันออกที่ป้องกันไม่ให้มีคนต่างชาติ คนต่างศาสนาเข้ามาเพราะความหวาดกลัวจากการสร้างปัญหาความมั่นคง และได้สร้างปัญหาให้กับอเมริกาเช่นกัน ทำให้ประชาชนต้องการรัฐบาลที่เอาจริงเอาจังกับการป้องปรามปัญหาในด้านความมั่นคงและปัญหาสังคมของประเทศในอนาคต

2. เศรษฐกิจและสังคมโลกในขณะนี้มีความเสี่ยงอย่างมาก นอกจากนั้นยังมีความแตกต่างระหว่างคนรวย-คนจน วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤตเงินสกุลยูโร จึงตอกย้ำความกลัวในยุโรปและอเมริกา ทำให้เกิดความเกลียดผู้นำเดิม ประเทศเหล่านี้จึงต้องการผู้นำใหม่ที่มีลักษณะจัดๆ ซึ่งนำไปสู่ชัยชนะของพรรคขวาจัด พรรคซ้ายจัด และชัยชนะของนายดูเตร์เตในฟิลิปปินส์

3. ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยมกำลังเผชิญกับโลกาภิวัตน์ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ประชาธิปไตยเสรีนิยมจึงถูกตั้งข้อสงสัยว่าไม่ใช่ยาครอบจักรวาลที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้ โดยเฉพาะรูปแบบตะวันตกที่เน้นเสรีนิยม ประชาธิปไตย และทุนนิยม จึงไม่อาจตอบโจทย์ของประเทศต่าง ๆ ได้ รูปแบบดังกล่าวจึงถูกถ้าทายและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของประชาชนที่เรียกหารูปแบบอื่น และที่น่าตกใจคือ การย้อนกลับไปสู่อำนาจนิยม

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในฟิลิปปินส์ ยุโรปตะวันออก และอเมริกา ได้แสดงทิศทาง (Trend) การเปลี่ยนแปลงสังคมโลกทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมซึ่งเกิดจากโลกแห่งยุคความไม่แน่นอนจากกระแสโลกาภิวัตน์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การแข่งขันระหว่างญี่ปุ่นกับจีนในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)

1003

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นได้มาเยือนไทยและมีการแถลงถึงความร่วมมือระหว่างไทย – ญี่ปุ่น ในโครงการที่เกี่ยวกับลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะข้อเสนอที่ว่าด้วย “Japan – Mekong Connectivity Initiative” ซึ่งเชื่อมโยงตอนใต้ของจีนกับ 5 ประเทศอาเซียนที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง นั่นคืออยู่ในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) อีกทั้งมีการตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนโครงการเชื่อมโยงในส่วนที่เกี่ยวกับการคมนาคมและโลจิสติกส์จำนวน 245,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการพบปะกันครั้งนี้ ไทยได้มีการชักชวนให้ญี่ปุ่นมาร่วมลงทุนในหลายโครงการ หนึ่งในโครงการคือ การสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ทั้งนี้ในข้อตกลงจะทำเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกคือเชื่อมกรุงเทพฯ – ลพบุรี ช่วงที่ 2 คือเชื่อม ลพบุรี – นครสวรรค์ และช่วงที่ 3 คือเชื่อม นครสวรรค์ – เชียงใหม่ อีกหนึ่งโครงการคือการพัฒนาความร่วมมือของไทยกับญี่ปุ่นในการเชื่อมโยงทวายของพม่ามาสู่แหลมฉบังของไทย อีกหนึ่งโครงการที่ไทยต้องการให้ญี่ปุ่นลงทุนคือ การเชื่อมโยงกาญจนบุรี – กรุงเทพฯ – ฉะเชิงเทรา – อรัญประเทศ รัฐบาลญี่ปุ่นสนใจในโครงการดังกล่าวและเห็นว่าไทยเป็นตัวแปรหรือหัวหอกที่สำคัญในการขับเคลื่อนการเชื่อมโยงดังกล่าว ญี่ปุ่นเห็นว่ากรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จะทำให้เกิดการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ เกิดการเชื่อมโยงทางด้านการ่องเที่ยว การลงทุน การบริการ ซึ่งประเทศไทยถือเป็นกุญแจสำคัญทั้งด้านของจุดที่ตั้งทางยุทธศาสตร์และความพร้อม ความก้าวหน้าทางด้านการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนจึงขึ้นอยู่กับการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะการขนส่งและโลจิสติกส์ซึ่งนั่นคือที่มาของการจัดตั้ง “Japan – Mekong Connectivity Initiative”

กรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญกับการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของไทย รัฐบาลไทยปัจจุบันได้วางแผนยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงไทยกับกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) เป็นโครงการต่อเนื่อง 8 ปี โดยสร้างความเชื่อมโยงเรื่องการพัฒนาท่าเรือ สนามบิน การขนส่งทางบกทั้งทางถนนและรถไฟ ทั้งภายในและประเทศเพื่อนบ้านในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Cluster) โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Cluster) ที่เคยพูดคุยมาแล้ว เช่น ในด้านท่องเที่ยว ด้านอาหาร ด้านเกษตร ด้านสุขภาพ เป็นต้น กับอีกกลุ่มคือ Cluster ในอนาคตเกี่ยวกับการพัฒนา IT ไบโอเทคโนโลยี พลังงานทดแทน ทั้ง 2 กลุ่มรวมกัน 10 cluster นอกจากนั้นยังมีการเชื่อมโยง cluster เหล่านี้ให้เป็น Super cluster โดยจะมีกรอบอยู่ตามเส้นทางที่เชื่อมกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) การเชื่อม cluster เหล่านี้จึงจำเป็นต้องพัฒนาความเชื่อมโยง (Connectivity) ในด้านขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งญี่ปุ่นได้เห็นทิศทางดังกล่าวจึงได้นำเสนอโครงการพร้อมกับเงินช่วยเหลือและตรงกับความต้องการของไทยและประเทศอื่น ๆ ในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)

นโยบายของญี่ปุ่นที่กล่าวถึงนี้ ความจริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหมากรุกทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างญี่ปุ่นกับจีน โดยใช้เวทีกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) เป็นเกม ดังนั้นจึงมีการวิเคราะห์ว่า “Japan – Mekong Connectivity Initiative” เป็นปฏิกิริยาอันเกิดการจัดตั้งโครงการ “Mekong – Lancang cooperation” ซึ่งเป็นข้อเสนอของจีนจากนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ปี 2014 และเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้วก็มีการประชุมครั้งแรกที่ Lancang ความร่วมมือระหว่างจีนกับ 5 ประเทศในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) คือความร่วมมือพัฒนาโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความเชื่อมโยงทั้งด้านการค้า การบริการ การท่องเที่ยว และสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยมีการกำหนดโครงการประเภทที่ริเริ่มได้เร็ว (Early Harvest) นอกจากกรอบดังกล่าว จีนก็ทำข้อตกลงกับไทยในการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างหนองคาย – มาบตาพุด และเชื่อมยูนนานกับเวียงจันทร์ อันเป็นส่วนหนึ่งของกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) อย่างไรก็ตาม โครงการหนองคาย – มาบตาพุด ควรเริ่มต้นตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้ว แต่เนื่องจากยังหาข้อตกลงกันไม่ได้เรื่องอัตราดอกเบี้ยและผลประโยชน์ที่ต้องแบ่งกันจึงยังอยู่ในการชะลอโครงการไว้

ถ้าพิจารณาข้อเสนอทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่า “Japan – Mekong Connectivity Initiative” ของญี่ปุ่นหรือ “Mekong – Lancang cooperation” ของจีน ภาพฉายที่เห็นได้ชัดคือ การต่อสู้เพื่อแย่งเค้กของ 2 มหาอำนาจในเอเชีย อีกทั้งการแย่งชิงพันธมิตรในกลุ่มอาเซียน นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างถ่วงดุลซึ่งกันและกัน โดยหนึ่งในเวทีก็คือ กรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) โดยสำหรับจีนแล้ว กรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ยังเป็นกรอบในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่เชื่อมกับโครงการ One Belt One Road หรือเส้นทางสายไหมอันใหม่ของจีนอีกด้วย

ภูมิภาคอาเซียนจึงเป็นภูมิภาคที่มีพลวัตสูงมากและเนื้อหาการเปลี่ยนแปลงส่วนมากเกิดจากพลวัตการเปลี่ยนแปลงในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) นั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปัญหาหนี้ของจีน

11017

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวานนี้ ผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) มีมติให้คงดอกเบี้ยต่อไปแล้วค่อยมาดูกันใหม่ในเดือนมิถุนายน ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลการประชุมมิได้มีนัยยะในการขึ้นดอกเบี้ย ที่สำคัญคือ ในปีที่แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ส่งสัญญาณว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้ง และปีนี้ก็ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ซึ่งถูกตีความว่า จะมีการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งๆละ 0.25% ในปีนี้ แต่จากผลการประชุมดังกล่าวทำให้มีการตีความใหม่ว่า โอกาสขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง อาจไม่แน่นอน และมีการพูดในทำนองว่า อย่างเก่งก็ครั้งเดียวในปีนี้ซึ่งคงจะเป็นครึ่งปีหลัง

เหตุผลสำคัญคือเศรษฐกิจโลกที่ยังอยู่ในภาวะไม่น่าไว้วางใจ (แม้จะลดความหนักหนาลงไปบ้าง) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการหยั่งเสียงประชามติของอังกฤษว่าจะอยู่กับสหภาพยุโรปต่อไปหรือไม่ ในวันที่ 23 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม อีกส่วนคือความอ่อนแอและปัญหาของเศรษฐกิจจีน นอกจากนั้น อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาก็ยังอยู่ในระดับไม่สูงคือ 1.2% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 2% แม้ตลาดแรงงานจะดีขึ้น แต่การบริโภคส่วนบุคคลอ่อนแอลง ปัจจัยดังกล่าวทำให้ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้

สิ่งที่น่าวิเคราะห์คือเศรษฐกิจจีนซึ่งกำลังส่อปัญหา โดยในไตรมาสที่ 1 ขยายตัว 6.7% ซึ่งดีกว่าที่ IMF คาดการณ์ไว้ว่าทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 6.3% แม้มีการปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 6.5% ก็ตาม แต่สิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน คือ

ประการที่ 1 หนี้ของจีนทั้งในและต่างประเทศซึ่งสูงถึง 237% ของ GDP ตามการคาดการณ์ของ Financial Time แต่ถ้าดูตัวเลขของธนาคาร BIS จะสูงถึง 248% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงสุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่น่าเป็นห่วงคือ อัตราการเร่งของหนี้ดังกล่าวซึ่งมีอัตราที่ 147% ของ GDP ในปี 2007 เพิ่มมาถึงเกือบ 100% ในขณะนี้ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราเร่งที่น่าเป็นห่วง

ประการที่ 2 หนี้ที่ไม่ก่อรายได้ของธนาคารพาณิชย์ของรัฐขณะนี้สูงถึง 5.5 % ซึ่งเป็นตัวเลขของทางการจีน และการประเมินของ IMF หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อาจจะสูงถึง 15% ซึ่งเท่ากับ 7% ของ GDP ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นตัวเลขที่ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากยังไม่รวมตัวเลขที่ซ่อนไว้ของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารในท้องถิ่นซึ่งถ้ารวมเข้าด้วยกันแล้วจะสูงกว่านี้ ความจริงปี 1999 หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์ของรัฐ 4 แห่งมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านหยวน หรือเท่ากับ 213,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเท่ากับ 20% ของ GDP ในตอนนั้นรัฐบาลจีนแก้ปัญหาด้วยการตั้งบริษัทสินทรัพย์ขึ้นมาซื้อหนี้เสียทั้งหมดโดยออกพันธบัตร 10 ปี พูดง่าย ๆ คือ เลื่อนระเบิดเวลาออกไป 10 ปี และเมื่อถึงกำหนดปี 2009 รัฐบาลจีนได้เลื่อนการแก้ปัญหาด้วยการออกพันธบัตร 10 ปี คือถึงกำหนดปี 2019 ซึ่งเท่ากับเลื่อนออกไปอีก 10 ปี และได้มีการอัดฉีดสภาพคล่องในปีดังกล่าวเพิ่มอีก 4.4 ล้านล้านหยวน ด้วยการก่อหนี้เพิ่ม

ปัญหาหนี้ของประเทศโดยรวมและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินของจีนจึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากต่อการแก้ไข ที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับจีนได้แบ่งการวิเคราะห์เป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก มองว่า ปัญหาเศรษฐกิจจีนจะระเบิดเหมือนกรณีธนาคารเลห์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) ที่เป็นจุดกำเนิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger crisis) นักวิเคราะห์มองว่า หนี้ดังกล่าวมีจำนวนมาก การหากำไรมาชดเชยต้นทุน ดอกเบี้ยและหนี้ดังกล่าวในระยะเวลาอันสั้นย่อมทำไม่ได้ สิ่งที่รัฐบาลทำก็คือ ถ่วงเวลาซึ่งสักวันหนึ่งจะต้องระเบิดขึ้น

กลุ่มที่สอง มองว่า หนี้ของธนาคารอาจจะไม่ถึงกับระเบิด ทั้งนี้เพราะรัฐบาลจีนสามารถอัดฉีดเงินเข้าไปประคองได้ แต่การอัดฉีดเงินจะไม่ช่วยกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากจะเกิดปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อว่า Robert Koo ของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ เรียกว่า “Balance Sheet Recession” ซึ่งหมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับการอัดฉีดแทนที่จะเอาสภาพคล่องไปปล่อยกู้กลับเอาไปคืนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ผลคือ เศรษฐกิจแทนที่จะฟื้นตัวกลับชะลอตัวติดต่อกันหลายปี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ในญี่ปุ่นที่มีภาวะเศรษฐกิจซบเซากว่าหนึ่งทศวรรษ ซึ่งถูกเรียกว่า ยุคทศวรรษที่หายไป “Lost Decade”

โดยสรุป ปัญหาของจีนที่เกี่ยวกับหนี้โดยรวมของประเทศที่มีอัตราสูงและหนี้ที่ไม่ก่อรายได้ของสถาบันการเงินจะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของเศรษฐกิจจีนว่าอาจจะนำไปสู่วิกฤตแบบวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger crisis) หรือเป็นแบบญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงต่อเนื่องกว่าทศวรรษ ข้อวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นเพียงการทำนายซึ่งอาจจะไม่เป็นไปตามนั้นก็ได้ ทั้งนี้ก็เป็นข้อมูลและบทวิเคราะห์ที่ต้องเอามาพิจารณาประกอบเพื่อเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจกับเศรษฐกิจโลกและผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

Brexit

10984

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

Brexit คือการที่อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ ประชาชนอังกฤษจะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศ เพราะจะมีการหยั่งเสียงประชามติว่า อังกฤษจะเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปต่อหรือไม่ การตัดสินใจในครั้งนี้มีความสำคัญทั้งต่ออังกฤษ สหภาพยุโรป และโลก ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการการเมือง เศรษฐกิจ และการระหว่างประเทศ

การหยั่งเสียงประชามติในวันที่ 23 มิถุนายนนี้เป็นการริเริ่มของนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ทั้งนี้อาจวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่นำไปสู่การลงประชามติ อันประกอบด้วย

1. โดยภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ อังกฤษเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ เคยเป็นมหาอำนาจ มีอาณานิคมทั่วทั้งโลก อังกฤษแม้ตะมีฐานะตกต่ำลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ตาม แต่ความนึกคิดของคนอังกฤษยังรู้สึกหวงแหนต่อความเป็นเอกราชและชาตินิยมอังกฤษ การเสียอธิปไตยบางส่วนของอังกฤษในฐานะสมาชิกสหภาพยุโรปจึงได้รับการต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด และเป็นหนึ่งปัจจัยที่มีการเรียกร้องให้มีการทำประชามติในครั้งนี้

2. นอกจากประชาชนส่วนหนึ่งแล้วยังมีสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมของเดวิด คาเมรอนบางคนที่ต้องการให้อังกฤษถอนตัวจากสหภาพยุโรป ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลักการหรืออุดมการณ์ โดยเฉพาะฝ่ายซ้ายในพรรคอนุรักษ์นิยม ในส่วนของประชาชนส่วนสำคัญคือเรื่องวิกฤตเงินยูโรซึ่งทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งมีความเห็นว่า สหภาพยุโรปคือต้นเหตุของปัญหาจากการรวมตัวที่เข้มข้นจนเกินไป อีกส่วนหนึ่งได้เห็นประโยชน์จากการที่อังกฤษไม่ได้อยู่ในยูโรโซนซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจง่ายขึ้น การอยู่นอกสหภาพยุโรปสำหรับคนกลุ่มนี้จึงดีกว่า

3. เดวิด คาเมรอน หวังเพิ่มคะแนนเสียงโดยวางแผนไว้ 3-4 ปีก่อนหน้านี้เพื่อเป็นการขยายคะแนนเสียงโดยใช้กลยุทธ์ผลักดันว่า จะให้ประชาชนมีประชามติทั้งนี้เพื่อสยบกบฏในพรรค และลดกลุ่มคนที่คัดค้าน ในขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่น ๆ เพื่อให้ยอมอ่อนข้อให้เดวิด คาเมรอนที่ต้องการเจรจาใหม่ (ทำเหมือนกับมาร์กาเรตแทตเชอร์)  ซึ่งก็ได้ผล ปรากฏว่า เดวิด คาเมรอนประสบความสำเร็จในการกำหนดเงื่อนไขใหม่ตามที่อังกฤษต้องการจากสมาชิกสหภาพยุโรป เช่น มาตรการการรวมกลุ่มใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียอธิปไตยของอังกฤษอาจไม่มีผล ถ้าสภาผู้แทนของอังกฤษไม่เห็นด้วยซึ่งเท่ากับเป็นการกดดันเพื่อไม่ให้มีการรวมกลุ่มอย่างลึกซึ้งมากขึ้น แม้เดวิด คาเมรอนจะประสบความสำเร็จในการเจรจาต่อรอง แต่ที่คาดไม่ถึงคือ กบฏในพรรคที่ต้องการถอนตัวจากอังกฤษมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยเฉพาะ ผู้รวมกลุ่มคัดค้านคนสำคัญคือ นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นคนที่ได้รับความนับถือมากในพรรคอนุรักษ์นิยม อีกทั้งการรณรงค์ที่มีประสิทธิภาพ และเดวิด คาเมรอนก็เจอปัญหาจาก Panama Paper ที่กระทบกับชื่อเสียงวงศ์ตระกูล

ขณะนี้ คะแนนเสียงผู้สนับสนุนต่อต้านก้ำกึ่งกันมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าวิเคราะห์คือ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป

1. อังกฤษต้องเจรจาใหม่กับสหภาพยุโรปว่า ความสัมพันธ์จะลึกซึ้งขนาดไหน ผู้เขียนเชื่อว่า ในที่สุด อังกฤษจะมีสภาพเหมือนกลุ่ม European Free Trade Association (EFTA)ซึ่งประกอบด้วย นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ซึ่งมีความสัมพันธ์ในกรอบ European Economic Area (EEA) หรือการเป็นตลาดร่วม

2. ถ้าอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป เป็นไปได้ว่าสกอตแลนด์จะมีการเรียกร้องถอนตัวออกจากอังกฤษ เพราะสกอตแลนด์ไม่เห็นด้วยกับการออกจากสหภาพยุโรป

3. สถานการณ์ทางการเมือง และเศรษฐกิจของอังกฤษจะถูกกระทบโดยเฉพาะระยะแรก การลงทุนจากต่างประเทศจะชะงักลง ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มเห็นทิศทางดังกล่าวแล้ว

4. บทบาททางการเมืองในเวทีโลกของอังกฤษจะลดลง อีกทั้งส่งผลต่อบทบาทของสหภาพยุโรปและ NATO ทั้งนี้ เพราะอังกฤษใหญ่เป็นอันดับ 3 ในสหภาพยุโรป และมีความสำคัญมากใน NATO ในฐานะที่มีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับสหรัฐอเมริกา (Special Relationship)

5. การถอนตัวของอังกฤษจากสหภาพยุโรปจะเป็นจุดเริ่มต้นของประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรปในอนาคต ดังจะเห็นจากบทบาทของพรรคการเมืองขวาจัดหรือซ้ายจัดในสหภาพยุโรปที่มีคะแนนเสียงมากขึ้น ซึ่งต่างก็ต้องการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป

Brexit จึงเป็นปรากฏการณ์ที่มีความสำคัญกับภูมิรัฐศาสตร์ ไม่เพียงแค่ในยุโรปแต่ยังรวมไปทั่วโลกทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การขยายตัวของอาวุธนิวเคลียร์

14150082341415008244l

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคง ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ในการประชุมครั้งนี้ ประเด็นสำคัญคือ การป้องปรามและการขยายของอาวุธปรมาณู โดยเฉพาะการป้องปรามการเข้าถึงอาวุธปรมาณูของผู้ก่อการร้าย อีกทั้งความร่วมมือในการป้องกันการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุหรือจากภัยธรรมชาติ ดังที่เคยเกิดขึ้นแล้วในญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการสร้างความมั่นคงในเรื่องที่เกี่ยวกับการขยายตัวของอาวุธนิวเคลียร์

ในโลกยุคสงครามเย็น ซึ่งประกอบด้วย 2 ค่าย ที่มีอุดมการณ์แตกต่างกัน โดยอเมริกาเป็นผู้นำค่าย ประชาธิปไตยและโซเวียตเป็นผู้นำค่ายคอมมิวนิสต์ ทั้ง 2 ต่างพัฒนาอาวุธปรมาณู  ภยันตรายที่จะเกิดจากสงครามปรมาณูของทั้ง 2 ค่ายในยุคดังกล่าวมีน้อยมาก เพราะต่างผ่ายต่างกลัวว่า การทำสงครามระหว่างกันจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ซึ่งตามทฤษฏีเกม (Game theory) คือ คนฉลาด (rational) จะหลีกเลี่ยงเกมลบ (lose-lose) หรือ negative-sum- game  ในยุคสงครามเย็นยังมีอีกบางประเทศที่มี ปรมาณู  เช่นประเทศอังกฤษ จีน ฝรั่งเศส อินเดีย  ปากีสถาน รวมทั้งอิสราเอล นอกเหนือจากอเมริกาและ โซเวียต อาวุธปรมาณูที่อยู่ในมือของประเทศอื่น ๆ ที่กล่าวมายังมีพลังทำลายที่จำกัด อย่างไรก็ตาม ในยุคสงครามเย็น ทั้งอเมริกาและสหภาพโซเวียต ต่างก็ต้องการที่จะป้องปรามไม่ให้ประเทศต่าง ๆ  พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์  เพราะยิ่งมีมาก ภัยสงครามยิ่งมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นจึงมีการผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ลงนามในสนธิสัญญา Nuclear Non Proliferation ซึ่งก็มีประเทศต่าง ๆ ร่วมลงนามจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ก็มีบางประเทศไม่ยอมลงนาม เช่น อินเดียและปากีสถาน เป็นต้น นอกจากนั้นทั้ง 2 ประเทศ มีความต้องการที่จะผลิตอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันภัยคุกครามต่อความมั่งคงของประเทศ

ในยุคหลัง Cold War (1989 เป็นต้นไป) ระบบโลกเข้าสู่ยุคหลายขั้ว และมีหลายประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ โดยเฉพาะเกาหลีเหนือและอิหร่าน เพื่อป้องกันการการขยายตัวของอาวุธนิวเคลียร์ มหาอำนาจไม่ว่าจะเป็นอเมริกา สหภาพโซเวียต และจีน ต่างก็ร่วมมือกันในการที่จะหาทางจำกัดการแผ่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์ โดยจะให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ เพื่อแลกกับการยกเลิกการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งในส่วนของอิหร่านก็ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่ปัญหาหลักคือ กรณีเกาหลีเหนือ

สิ่งที่เป็นอันตรายร้ายแรงในความคิดของผู้นำประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะมหาอำนาจคือ การเข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์ของผู้ก่อการร้ายนั้น นับวันจะมีการแพร่ขยายเป็นวงกว้างขึ้น การก่อการร้ายนั้นที่สำคัญอาจจะแยกได้ 4 ประเภท

1. คือผู้ก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรง เช่น อัลกออิดะห์  ISIS

2. คือผู้ก่อการร้ายในประเทศตะวันตก ซึ่งหมายถึงทั้งกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก ซึ่งอาจไม่ผูกพันกับอัลกออิดะห์ และ ISIS แต่ไม่พอใจสถานภาพของตัวเอง

3. กลุ่มแบ่งแยกดินแดน เช่น อุยกูร์ในจีน เชคเมียในรัสเซีย

4. กลุ่มขวาจัดในยุโรปที่ต่อต้านการอพยพของมุสลิมหรือแอฟริกา ตะวันออกกลางมายุโรป เป็นต้น

การก่อการร้ายแบบที่ 1 คือกลุ่มอัลกออิดะห์และ ISIS นับวันจะขยายตัวมากขึ้น การก่อการร้ายดังกล่าวระเบิดขึ้นเป็นรูปธรรมครั้งแรกคือวิกฤต 9-11 ที่มีการยึดเครื่องบินถล่มตึกเวิร์ลเทรดเซนเตอร์ของอเมริกา การก่อการร้ายดังกล่าวมีการขยายวงและแตกหน่อเป็น ISIS จุดเริ่มต้นการก่อการร้ายนี้มาจากการต่อต้านการแพร่ขยายของวัฒนธรรมตะวันตกในกรอบของโลกาภิวัตน์ทางวัฒนธรรมซึ่งต้องการแพร่แนวคิดประชาธิปไตยเสรีนิยมซึ่งถูกต่อต้านจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่ต้องการรักษาสังคมหรือเอกลักษณ์โบราณของตนไว้ เช่น การปฏิเสธประชาธิปไตย ไม่ต้องการให้ผู้หญิงเปิดหน้า การต่อต้านลักษณะนี้ขยายความรุนแรงมากขึ้นจากการที่อเมริกาบุกอิรักและนำไปสู่สงครามกลางเมืองในอิรัก ซีเรีย อียิปต์ โดยเฉพาะแรงหนุนจาก Arab spring ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้มุสลิมหัวรุนแรงขยายขอบเขตการดำเนินการเพื่อยึดส่วนหนึ่งของอิรักและซีเรียเพื่อสร้างอาณาจักรที่เรียกว่า caliphate ซึ่งในศตวรรษที่ 8 สามารถครอบครองยุโรปโดยเฉพาะสเปนกว่า 700 ปี การเผชิญหน้าระหว่างผู้ก่อการร้ายกับตะวันตกอาจจะเรียกตามศาสตราจารย์ Samuel Huntington ว่า The Clash of civilization  ซึ่งเหมือนสงครามครูเสดในอดีตที่เป็นการต่อสู้ระหว่างมุสลิมกับคริสต์ โดยการก่อการร้ายในปัจจุบันมีลักษณะการต่อสู้ของอุดมการณ์ที่ต่างกัน เพียงแต่ในยุคนี้ไม่ใช่ยุคการต่อสู้แบบเผชิญหน้าแบบสงครามครูเสดซึ่งเป็นยุคเกษตรกรรม ซึ่งมีการผลัดกันแพ้ผลัดชนะได้ แต่ในยุคปัจจุบันเป็นยุคสังคมข่าวสาร อย่างไรตะวันตกชนะแน่นอนอยู่แล้ว ฝ่ายมุสลิมหัวรุนแรงจึงต้องใช้การก่อการร้ายด้วยการพลีชีพและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งเป็นการผสมระหว่างความทันสมัยบวกกับการรักษาค่านิยมอิสลามดั้งเดิมที่ Thomas Freidman ที่เรียกว่า Lexus and Olive Tree

สิ่งที่อันตรายจากอัลกออิดะห์และ ISIS คือนับวันจะมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นตามประเทศต่าง ๆ สมาชิกเหล่านี้บางส่วนได้รับการฝึกหัดจาก ISIS บางส่วนอาจจะชอบอุดมการณ์ดังกล่าว บางส่วนได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มดังกล่าว การขยายตัวของผู้ก่อการร้ายในลักษณะนี้จึงมีความน่ากลัวมากขึ้น เนื่องจากแทรกตัวแบบกองโจร ไม่จำเป็นต้องมีเนื้อที่เป็นของตัวเอง อยู่ทั่วโลก ทำให้จับกุมลำบาก ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะแยกตัวออกมาลำบาก อีกส่วนสังคมบางแห่งก็ให้ความเกื้อหนุนทั้ง ๆ ที่สมาชิกสังคมดังกล่าวอาจไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการเข้าถึงอาวุธปรมาณู หรืออาวุธมหาประลัย เช่น อาวุธชีวภาพ ซึ่งต่างพร้อมพลีชีพเพื่อสร้างความเสียหายให้สังคมตะวันตก เป้าหมายกลุ่มนี้คือ การทำลายระบบทุนนิยมและประชาธิปไตยเสรีนิยมซึ่งเป็นอุดมการณ์ตรงข้าม แนวทางดังกล่าว คือ การทำลายสัญลักษณ์และการสร้างความกลัวในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะการก่อการร้ายในสถานที่สาธารณะเช่น โรงละคร ชายทะเล ศูนย์การค้า โรงแรม ดังนั้นจะเห็นว่า การก่อการร้ายไม่ได้เกิดที่ปารีสและบรัสเซลส์เท่านั้น แต่ยังรวมอียิปต์และประเทศแอฟริกาอีกหลายประเทศ

อันตรายของการก่อการร้ายนอกจากกลุ่มที่กล่าวมานี้ยังอาจหมายถึงกลุ่มที่ไม่พอใจความเป็นอยู่ของตนในประเทศที่อาศัยอยู่ซึ่งอาจเป็นมุสลิมหัวรุนแรงหรือขวาจัดก็ได้ คนกลุ่มนี้ก็อาจพลีชีพหรือสร้างความเสียหายให้กับสังคมที่มองว่าเป็นศัตรู การที่คนกลุ่มนี้มีอาวุธนิวเคลียร์ก็จะเป็นอันตรายต่อสังคมโลก

สิ่งที่น่ากลัวของการขยายตัวของอาวุธนิวเคลียร์ส่วนหนึ่งมาจากการเข้าถึงอาวุธได้ง่าย นักวิทยาศาสตร์ที่สามารถผลิตมีจำนวนมากขึ้น กลุ่มก่อการร้ายมีเงินไปซื้อหรือจ้างให้คนดังกล่าวทำได้ง่าย อีกทั้งในบางประเทศที่ต่อต้านตะวันตก โดยไม่รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ที่มากจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตหรือบางประเทศในเอเชีย เช่น ปากีสถาน การเข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์จึงเป็นส่วนหนึ่งในการอธิบายภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้าย

พัฒนาการของเทคโนโลยีอาวุธนิวเคลียร์ยิ่งก้าวหน้าดังจะเห็นว่าในโครงการปรับปรุงความทันสมัยของอาวุธนิวเคลียร์ของรัฐบาลโอบามานั้น หนึ่งในโครงการคือการพัฒนาหัวระเบิดนิวเคลียร์ที่เรียกว่า B 61 ซึ่งสามารถพัฒนาหัวระเบิดให้มีขนาดคล่องตัวทั้งใหญ่และเล็กทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า โอกาสเกิดสงครามปรมาณูแบบจำกัดขอบเขตจะเกิดขึ้นในอนาคตและถ้าเป็นสงครามแบบขยายวงกว้างอย่างในอดีต โอกาสจะเกิดน้อยลงเพราะผู้นำประเทศไม่กล้าเสี่ยง นโยบายความมั่นคงของอเมริกาและปฏิกิริยาของรัสเซียที่ต้องการถ่วงดุลอเมริกาทำให้รัสเซียมีแนวโน้มในการเพิ่มขีดความสามารถในการเพิ่มอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ 2 ประเทศมีการทำของตกลง Strategic Arms Limitations Treaty 1 (SALT 1) และ Strategic Arms Limitations Treaty 2 (SALT 2) ตามมาด้วย Strategic Arms Reduction Treaty (START) ซึ่งลงนามปี 2010 ระหว่างอเมริกาและรัสเซียที่ต้องการทำลายส่วนหนึ่งของอาวุธนิวเคลียร์ Stockpile อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกของอเมริกาได้ตั้งเงื่อนไขว่าจะให้สัตยาบันสนธิสัญญาดังกล่าวก็ต่อเมื่ออเมริกาปรับปรุงความทันสมัยในอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งก็คือการพัฒนา B 61 นั่นเอง

ปัญหาการป้องปรามการขยายตัวการเข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์ตลอดจนภัยธรรมชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติพันธุ์มนุษย์ที่มีความระทึกใจมากขึ้นในอนาคต การประชุมสุดยอดครั้งที่ 4 ที่วอชิงตันคือ แนวทางความร่วมมือเพื่อป้องปรามภยันตรายดังกล่าว

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจและการเมืองของเวียดนาม

10877

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ประเทศเวียดนามเป็น 1 ใน 4 ประเทศในกลุ่ม CLMV อันประกอบด้วยกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ซึ่งถือเป็นประเทศใหม่ของอาเซียน เนื่องจากเป็น 4 ประเทศที่เข้ามาหลังจากสงครามเย็นสิ้นสุด โดยประเทศเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกในปี 1995 ลาวและเมียนมาร์เข้าเป็นสมาชิกปี 1997 และกัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกปี 1999 ทั้ง 4 ประเทศมีลักษณะที่คล้ายกันอย่างหนึ่งคือ ยังมีสถานภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนา และมีรายได้ต่อหัวด้อยกว่า 6 ประเทศอาเซียนเก่า เวียดนามนอกจากเป็นสมาชิกของประชาคมอาเซียนอันประกอบด้วย ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political Security Community – APSC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC)ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC) แล้ว ยังเป็นสมาชิกในกรอบGreater Mekong Subregion (GMS) เวียดนามจึงเป็นประเทศที่มียุทธศาสตร์ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองผูกพันกับไทย จึงเป็นประเทศที่น่าสนใจในการวิเคราะห์และศึกษาพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองในฐานะที่เป็นทั้งพันธมิตรและคู่แข่งของไทย

ในทางการเมือง เวียดนามยังมีลักษณะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เพราะยังเป็นระบบการเมืองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์เช่นเดียวกับจีนและลาว ระบบการเมืองดังกล่าวยังถือเป็นอุปสรรคต่อการเปิดประเทศในทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ในช่วงที่ผ่านมามีการประชุมสภาประชาชนและได้ผู้นำพรรคคือนาย เหงียน ซิง หุ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มอนุรักษนิยมผิดกับช่วงก่อนหน้านี้ที่ผู้นำคือนายเหงียน ถัน ดุง ซึ่งอยู่ในสายที่ต้องการปฏิรูป เปิดประเทศในทางเศรษฐกิจและมีนโยบายต่างประเทศส่งเสริมความใกล้ชิดกับจีน

ในทางเศรษฐกิจ เวียดนามมีพัฒนาการที่น่าสนใจ กล่าวคือ พัฒนาการทางเศรษฐกิจของเวียดนามในยุคสมัยใหม่อาจแยกได้เป็น 5 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 ปี 1986-1991 ในปี 1986 ถือเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิรูปเศรษฐกิจของเวียดนามที่เรียกว่า Doi Moi ซึ่งอยู่ในยุคที่เริ่มมีการผ่อนคลายการควบคุมของรัฐต่อเศรษฐกิจและเปิดโอกาสในการขยายตัวของธุรกิจในภาคเอกชน แม้จะอยู่ในระดับต่ำก็ตาม

ระยะที่ 2 ปี 1992-1999 เป็นยุคที่มีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญรวมทั้งด้านการเมือง โดยมการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปูทางดังกล่าวในปี 1992 ในยุคนี้เป็นยุคที่ระบบโลกเข้าสู่ยุคหลังสงครามเย็น เป็นยุคคอมมิวนิสต์ยุโรปตะวันออกและสหภาพโซเวียตล่มสลาย เวียดนามต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น ปริบททางการเมืองดังกล่าวจึงทำให้เกิดการขยายตัวความสัมพันธ์กับฝั่งประชาธิปไตยคือสหรัฐอเมริกาซึ่งก็ปูทางไปสู่การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตและการค่อย ๆ ลด Sanction ทางเศรษฐกิจลง ยุคนี้เป็นยุคสร้างเสถียรภาพในมิติใหม่ทางเศรษฐกิจของเวียดนาม

ระยะที่ 3 ปี 2000-2006 เป็นยุครุ่งเรืองของเวียดนามทางเศรษฐกิจ มีการเปิดประเทศ ขยายบทบาทของเอกชน แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นช่วงที่มีการขยายตัวการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจช่วงนี้ลี่ยกว่า 7% ต่อปี และเป็นช่วงที่ปูทางสู่การเป็นสมาชิกของ WTO ของเวียดนามในปี 2007

ระยะที่ 4 ปี 2007-2013 เป็นระยะของวิกฤตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม อันเป็นผลจากเงินเฟ้อที่ขยับตัวสูงขึ้น ลูกโป่งในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ราคาหุ้นที่เคยขึ้นไป 1,100 กล่าว จุด ลดลงเหลือ 250 จุด ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เรานึกถึงยุคต้มยำกุ้งของไทย ธนาคารมีปัญหาเรื่องหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นยุคที่เศรษฐกิจเวียดนามชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ระยะที่ 5 ปี 2014- ปัจจุบัน ถือเป็นยุคที่เริ่มคลี่คลายปัญหาจากเศรษฐกิจและการเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยขณะนี้เงินเฟ้อลดลงเหลือ 1% จากก่อนหน้านี้ที่สูงเกือบ 4.5% อัตราการเติบโตในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 6.3% สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศเวียดนามขณะนี้มีการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันโดยมีองค์ประกอบคือ

1. มีการแก้ไขกฎหมายที่ว่าด้วยการลงทุนโดยตรงของต่างชาติปี 2013 ซึ่งจะทำให้ขั้นตอนการลงทุนโดยตรงของต่างชาติในเวียดนามสะดวกรวดเร็วขึ้น และสร้างแรงจูงใจในการลงทุนให้กับต่างชาติ ซึ่งใน 2 ปีที่ผ่านมา การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่น จีน และฮ่องกงเพิ่มขึ้นอย่างมีอัตราเร่ง

2. เวียดนามได้ทำแผนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี และ 10 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2011-2020 โดยแบ่งเป็นแผนระยะกลาง 2 แผน คือ 2011-2015 และปัจจุบันเข้าแผนที่สองคือ 2016-2020 สาระสำคัญของแผนคือจะมีการดำเนินมาตรการ 3 เสาหลัก คือ

2.1 การพัฒนาผลิตภาพบุคลากรโดยเฉพาะการเน้นการศึกษาและความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่ทันสมัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

2.2 ปรับปรุงองค์กรและสถาบันเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขัน

2.3 ปรับปรุงพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน

ในการประชุมสภาประชาชนของเวียดนามที่ผ่านมา ผู้นำได้ยอมรับว่าในช่วง 5 ปีแรก เป้าหมายของ 3 เสาหลักยังเป็นไปด้วยความเชื่องช้า ดังนั้นจึงมีการเร่งให้ 3 เสาหลักมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจของเวียดนามคือ เวียดนามเข้าเป็นสมาชิก TPP และเป็นองค์ประกอบที่ผู้นำมองว่าจะเป็นเครื่องมือส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันในด้านหนึ่งคือได้เปรียบประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเช่น ไทย ในการค้ากับอเมริกา แคนนาดา และเม็กซิโก ประการหนึ่ง การเข้า TPP จะบังคับให้เวียดนามปรับปรุงคุณภาพสินค้า สุขอนามัย และ IT ซึ่งจะทำให้ได้เปรียบต่อประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก เพราะในอนาคตสินค้าเวียดนามจะสามารถเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนนาดา โดยไม่ถูกกีดกันจากหลักการ “ปฏิบัติเยี่ยงอย่างชาติ (National Treatment)” เพราะเป็นมาตรฐานเดียวกัน ที่สำคัญคือการเข้าสู่ TPP จะเป็นการดึงการลงทุนจากต่างประเทศ ดังจะเห็นว่าจีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง ขยายการลงทุนมาเวียดนามเพราะเห็นว่าเวียดนามอยู่ใน TPP นอกจากนั้น TPP จะนำมาซึ่งการค้าและการลงทุนด้านเทคโนโลยี ดังจะเห็นว่า Samsung Apple และ Intel ต่างเข้ามาจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในเวียดนาม

สิ่งที่น่าคำนึงในกรอบการแข่งขันคือ เวียดนามมีประชากร 90 ล้านคน เป็นประชากรซึ่งสนใจด้านการศึกษาอย่างมหาศาล แม้ในช่วงสงครามเย็น อัตราการรู้หนังสือของเวียดนามยังสูงกว่าไทย นอกจากนี้การศึกษาของเวียดนามยังเน้นการนำไปปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรมสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ คนเวียดนามมีลักษณะขยันและอดทน อีกทั้งมีความเป็นชาตินิยมสูง ดังจะเห็นว่า ประเทศเล็ก ๆ นี้ชนะประเทศใหญ่ 3 ครั้ง คือ ชนะจีน ชนะฝรั่งเศส (เดียนเบียนฟู) และชนะอเมริกา ข้อได้เปรียบอีกประการของเวียดนามคือค่าแรงที่อยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อเดือน ในขณะที่ไทยอยู่ที่ระดับ 300 ดอลลาร์ต่อเดือน นั่นคือค่าแรงที่เท่ากับแค่ 30 % ของค่าแรงไทย GDP ต่อหัวอยู่ที่ 1,700 ดอลลาร์ซึ่งก็เท่ากับ 30% ของไทยที่อยู่ที่ระดับ 5,200 ดอลลาร์ ค่าแรงดังกล่าวมีความได้เปรียบในการแข่งขันคู่ขนานกับการเป็นสมาชิก TPP อย่างไรก็ตาม ผู้นำเวียดนามได้มีการมองไปข้างหน้า (Proactive) และเตรียมป้องกันการแข่งขันจากพม่าซึ่งกำลังเปิดประเทศและค่าแรงถูกกว่า แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนานั่นคือการปรับปรุงผลิตภาพของแรงงานมาสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ตลอดการส่งเสริมด้าน Infrastructure และเร่งพัฒนานวัตกรรม โดยส่งเสริมด้าน R&D

พัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองของเวียดนามจึงเป็นสิ่งที่น่าติดตามและเป็นสิ่งที่ไทยต้องคำนึงในสนามการค้าและเศรษฐกิจที่นับวันจะมีความรุนแรงมากขึ้น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของรัฐบาลพม่า

10828

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในวันที่ 1 เมษายนนี้ ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการเมืองพม่า เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในรอบ 50 ปี ซึ่งจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งซึ่งค่อนข้างจะมีความเป็นอิสระ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบเผด็จการทหารมาสู่ระบบประชาธิปไตยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร

พม่าได้เข้าสู่ช่วงการปฏิรูปทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ในช่วง 10 กว่าปี่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของระยะเปลี่ยนผ่านคือช่วงปี 2008 ซึ่งมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจและการเมืองขนานใหญ่ กล่าวคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เปิดให้มีการเลือกตั้งที่เป็นอิสระมากขึ้น แม้ในตอนต้นการเลือกตั้งในปี 2010 ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2008 นั้นจะมีข้อจำกัดทำให้พรรค National League for Democracy (NLD) ของอองซานซูจี มีการบอยคอต อย่างไรก็ตามในปี 2012 การเมืองภายใต้การควบคุมของทหารเริ่มมีการผ่อนคลายมากขึ้น เมื่อมีการเลือกตั้งซ่อมในปี 2012 พรรค NLD ส่งส.ส.ลงเลือกตั้งได้ 41 จาก 44 คน ซึ่งเป็นดัชนีชี้ชัดว่า พรรค NLD นั้นได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น การผ่อนคลายทางการเมืองในระยะแรกก่อนการเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมาคือการมีประธานาธิบดีซึ่งมาจากการคัดกรองของตัวแทนสภาบน สภาล่าง และฝ่ายทหาร เมื่อคัดกรองแล้วก็นำไปสู่การเลือกตั้งของสภาบนและสภาล่าง ประธานาธิบดีคนแรกคือเทียนเส็ง โดยตำแหน่งประธานาธิบดีในยุคใหม่ของพม่ามีหน้าที่เป็นทั้งประมุขของประเทศและหัวหน้ารัฐบาลตามรูปแบบระบบประธานาธิบดีทั่วไป เพียงแต่ที่ต่างกันคือ ถ้าเป็นระบบประธานาธิบดีทั่วไปอย่างในอเมริกาหรือละตินอเมริกาหรือฟิลิปปินส์แล้ว ประธานาธิบดีจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ประธานาธิบดีของพม่าจะมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมคือมาจากการเลือกตั้งจากสภาบนและภาล่างซึ่งก็มีลักษณะคล้ายกับระบบรัฐสภา ดังนั้นระบบการเมืองพม่าจึงคาบเกี่ยวระหว่างระบบประธานาธิบดีกับระบบรัฐสภาแต่อยู่ในกรอบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy)

article-doc-8y5w2-37pcGjCO0n6f7ed79fb4fa889039-520_634x421

ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2008 รัฐสภาของพม่า (Assembly of the Union) ประกอบด้วย 2 สภา คือสภาบน (House of Nationalities) มีสมาชิก 224 ที่นั่ง สภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) มี 440 ที่นั่ง ทั้ง 2 สภานี้จะมี 25% ของที่นั่งในแต่ละสภาที่ถูกกันไว้ให้ตัวแทนจากฝ่ายทหาร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของการควบคุมโดยทหาร นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญปี 2008 ยังได้กำหนดห้ามคนที่มีทายาทที่มีสัญชาติต่างชาติขึ้นเป็นประธานาธิบดี ซึ่งในที่นี้เป็นการกีดกันไม่ให้อองซานซูจี ขึ้นเป็นประธานาธิบดี นอกจากนั้นยังกำหนดหลักเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญใด ๆ จะต้องมีคะแนนเสียงมากกว่า 75% พูดง่าย ๆ คือถ้าฝ่ายทหารไม่ยอมก็จะแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ เนื่องจากทหารมีที่นั่งในสภาทั้ง 2 ที่ 25% ของที่นั่ง นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังกำหนดว่า รัฐมนตรีใน 3 กระทรวง คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับชายแดนต้องมาจากฝ่ายทหาร ข้อจำกัดดังที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นความเป็นประชาธิปไตยที่ยังไม่สมบูรณ์ของพม่า กล่าวคือ ยังมีองค์ประกอบของเผด็จการแทรกอยู่ อย่างไรก็ตาม ผลจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาปรากฏว่าพรรค NLD ได้คะแนนเสียงข้างมากทั้งในสภาบนและสภาล่าง กล่าวคือได้ 225 ที่นั่งในสภาล่างจากทั้งหมด 240 ที่นั่งและในสภาบนได้ 135 ที่นั่งจาก 224 ที่นั่ง นั่นหมายความว่า พรรค NLD มีสิทธิ์ที่จะตั้งรัฐบาลและตั้งประธานาธิบดี เพียงแต่อองซานซูจี ไม่มีสิทธิเป็นประธานาธิบดีเท่านั้น ผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้เองทำให้นายถิ่นจอ (Htin Kyaw) คนสนิทของอองซานซูจี ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีและถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ได้ผู้นำประเทศที่ไม่ใช่ทหารในรอบ 50 ปี ส่วนรองประธานาธิบดี 2 คนประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายทหารและชนกลุ่มน้อย

ในวันที่ 1 เมษายน นี้ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทางการของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของถิ่นจอ (Htin Kyaw) แทนที่รัฐบาลเก่าและในรัฐบาลใหม่นี้จะประกอบด้วยรัฐมนตรีที่ไม่ใช่สายทหารเป็นส่วนใหญ่เช่นในอดีต ขณะนี้มีการฟอร์มรัฐมนตรีเกือบจะเสร็จเรียบร้อยแล้วที่น่าสนใจคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นไปได้ว่า อองซานซูจี จะขึ้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและอาจจะดูแลกระทรวงอื่น ๆ ที่มีความสำคัญด้วย ทั้งนี้ อองซานซูจี จะทำหน้าที่เสมือนนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจมากกว่าประธานาธิบดี อีกทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งปรากฏว่า คนที่รับตำแหน่งคือนาย Kyaw Win ซึ่งมีบทบาทในพรรค NLD อีกทั้งเป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจของพรรค

Parliament_Myint Swe story

ในด้านต่างประเทศคาดว่าแนวนโยบายในทางเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่จะเปิดกว้างมากขึ้นเพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศและเปิดเสรีมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นนโยบายต่างประเทศของพม่าก็คงจะดำเนินหลักการทิ้งระยะห่างเท่ากันระหว่าง 3 มหาอำนาจคือสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น และเมื่อไม่นานมานี้ อองซานซูจี ก็ได้ปรึกษาหารือกับตัวแทนรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อให้ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนส่งเสริมด้านการค้าและด้านการบริหารการจัดการตลอดจนการส่งเสริมการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ในด้านการเมือง นโยบายต่างประเทศของพม่าก็คงอยู่ในลักษณะเช่นเดียวกับเศรษฐกิจ กล่าวคือ ทิ้งระยะห่าง (Equidistance) ระหว่าง 3 มหาอำนาจ กล่าวคือจะต้องถ่วงดุลอำนาจทั้ง 3 โดยจะไม่เอียงเอนไปทางด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป และต้องอย่าลืมว่า พม่าต้องการยกเลิก sanction จากตะวันตกและอเมริกา ในบริบทดังกล่าวรัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเจรจาขอผ่อนคลายการ sanction อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายทหารว่าจะร่วมมือผ่อนคลายการควบคุมทางการเมืองได้ขนาดไหน ด้านการคลัง รัฐมนตรีกระทรวงการคลังคนใหม่จะต้องปฏิรูปครั้งสำคัญ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของพม่าเฉลี่ยสูงถึง 7-8% แต่พม่าต้องเจอปัญหาการลงทุนจากต่างประเทศ แม้จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังไม่พอ นโยบายเศรษฐกิจและการคลังที่สำคัญคือ ต้องมีการปฏิรูปและสร้างเสถียรภาพทางการคลัง ทั้งนี้ พม่ายังมีปัญหาเงินสำรองระหว่างประเทศ อีกทั้งมีการขาดดุลงบประมาณในระดับสูง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐมนตรีคนใหม่ต้องพยายามเน้นการเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพการแข่งขันรวมทั้งพัฒนาบุคลากรในราชการแทนการขึ้นภาษีและจะต้องเน้นการพัฒนาชนบท ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ

ยุคใหม่ในทางเศรษฐกิจและการเมืองของพม่ากำลังเกิดขึ้นและมีแนวโน้มที่พม่าจะเปิดประเทศและปฏิรูปทางการเมืองเพื่อเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ในอนาคต พม่าถือเป็นจักรกลสำคัญของอาเซียนและโดยเฉพาะในกรอบ Greater Mekong Subregion (GMS) ดังจะเห็นได้ว่า พอพม่าเปิดประเทศในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาก็เกิดการขยายตัวของการค้าและการลงทุนเชื่อมโยงในกลุ่มประเทศที่อยู่ในกรอบของ GMS อย่างมาก ดังนั้นจะเห็นว่า ในรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันจะมีการวางแผนพัฒนาการเชื่อมโยงดังกล่าวอย่างมโหฬาร มีการพัฒนาทั้งด้านถนน รถไฟ ท่าเรือ และอากาศยาน ตลอดจนการท่องเที่ยว การค้าการลงทุน มีการวางแผนยุทธศาสตร์ 6 ปี ซึ่งมีองค์ประกอบของการพัฒนาภายในกรอบ GMS อยู่ในนั้น

htin-kyaw-allegado-aung-suu-kyi-elegido-presidente-birmania_1_2342691

ยุคใหม่ของพม่าซึ่งจะสร้างความเชื่อมโยงในกรอบอาเซียนในลักษณะลึกซึ้งและมีขอบเขตกว้างทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จะมีผลทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ของอาเซียนกับ Asean+3 คือ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากใน 2 ทศวรรษจากนี้ไป

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

รายได้ของประเทศและการจัดเก็บภาษี

10770

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ช่วงนี้เป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังมีการปรับโครงสร้างรายได้และภาษีของประเทศ ก่อนหน้านี้ก็มีการขยายฐานภาษีในด้านภาษีมรดก ภาษีที่ดินและก่อนหน้านี้ก็มีการปรับโครงสร้างภาษีนิติบุคคลให้ลดลงและในอนาคตอันใกล้จะมีการปรับภาษีบุคคลธรรมดา ทั้งนี้ รายได้ของประเทศมีส่วนสัมพันธ์กับเศรษฐกิจในแง่ที่ว่าเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ของประชากรกลุ่มต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็มีส่วนช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ถ้าพิจารณาโครงสร้างรายได้ของไทยเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ ในโลกและอาเซียนจะพบว่า รายได้ต่อ GDP ของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 17-18% ของ GDP ซึ่งเทียบกับประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีสูง เช่น มาเก๊ามีสัดส่วนรายได้ต่อ GDP เท่ากับ 34.3% เดนมาร์ก 33.8% นอร์เวย์ 27.4% สหราชอาณาจักร 26.7% ฝรั่งเศส 21.3% และสวีเดน 21.3%  ในขณะเดียวกัน ในกลุ่มประเทศอาเซียน มาเลเซียมีสัดส่วน 13.8% สิงคโปร์ 13.5% ลาว 12.9% ฟิลิปปินส์ 12.1% อินโดนีเซีย 10.9% และกัมพูชา 10.1% และถ้ารวมถึงเกาหลีใต้และญี่ปุ่นจะพบว่า เกาหลีใต้มีสัดส่วนที่ 15.1% และญี่ปุ่น 9.1%

111

โดยสรุปจากสัดส่วนรายได้ต่อ GDP เปรียบเทียบจะพบว่า ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มกลาง ๆ กล่าวคือ กลุ่มประเทศสัดส่วนรายได้ต่อ GDP สูง จะเป็นประเทศรัฐสวัสดิการ เช่น กลุ่มสแกนดิเนเวีย อังกฤษ และฝรั่งเศส ในกรณีมาเก๊าเป็นกรณียกเว้น เพราะสัดส่วนที่สูงมากนั้นมาจากแหล่งคาสิโน อีกทั้งมีขนาด GDP ไม่สูงจึงทำให้สัดส่วนรายได้ต่อ GDP พุ่งขึ้นสูงมาก

ในปีงบประมาณที่ผ่านมา (ปี 2558) แสดงรายได้อยู่ที่ 2.77 ล้านล้านบาท แต่เมื่อหักลดภาระต่างๆ เช่น การคืนภาษีของกรมสรรพากร การจัดสรรให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและการชดเชยภาษีสินค้าส่งออก ยอดคงเหลือสุทธิของรายได้คือ 2.32 ล้านล้านบาท จากยอดรายได้รวมนั้นสามารรถจำแนกประเภทออกได้ดังนี้

รายได้จากการจัดการภาษีอากรสุทธิ 2.14 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 83.2%) ในส่วนนี้สามารถแยกเป็น

ภาษีทางตรง                1.1 ล้านล้านบาท

ภาษีทางอ้อม              1.46 ล้านล้านบาท

ภาษีสินค้าเข้าและออก  110,800 ล้านบาท

ภาษีลักษณะเฉพาะ        15,712 ล้านบาท

เมื่อเปรียบเทียบรายได้จากภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อมจะเห็นว่า ภาษีทางอ้อมสูงกว่าทางตรงกว่า 20% ซึ่งภาพสะท้อนดังกล่าวแสดงให้เห็นปัญหาโครงสร้างภาษีที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการลดช่องว่างของคนในประเทศ

ในส่วนนี้ภาษีทางตรงที่สำคัญคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่ากับ 312,000 ล้านบาท ภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่ากับ 681,600 ล้านบาท นั่นก็คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่ากับ 2 เท่า ของภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งก็เป็นอีกดัชนีหนึ่งที่แสดงให้เห็นปัญหาช่องว่างด้านรายได้ ถ้าเปรียบเทียบภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อ GDP จะอยู่ประมาณ 4-5% ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะอยู่ที่ 2-2.5% ของ GDP

จากตัวเลขดังกล่าว การที่รัฐปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นอาจจะกล่าวได้ว่าจะมีผลกระทบต่อยอดรายได้รวมน้อยมาก ทั้งนี้เพราะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีสัดส่วนเพียง 2-2.5% มาตรการที่รัฐบาลกำลังจะประกาศนั้นจะเป็นการปรับโครงสร้างภายในเพื่อขยายกรอบเพื่อแบ่งเบาภาระของกลุ่มที่มีรายได้น้อย แต่มิใช่การปรับโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นผลกระทบที่มีคนเกรงว่า การปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอาจจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง ซึ่งถ้าดูจากข้อมูลที่ได้กล่าวมาข้างต้นย่อมบอกได้ว่ามีผลน้อยมากต่อรายได้ทั้งในส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและรายได้รวมของประเทศ ดังนั้นมาตรการที่รัฐบาลประกาศจะลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงมุ่งเป้าจะลดภาระของคนที่มีรายได้น้อยและกระตุ้นเศรษฐกิจ (ในขอบเขตที่จำกัดมาก) แต่ข้อดีคือเป็นมาตรการทางด้านจิตวิทยาที่ทำให้คนมีความรู้สึกดีมานิดนึง เหมือนกับได้รับเงินรางวัลเล็กน้อยในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจซบเซา ส่วนการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในครั้งนี้จะช่วยในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศหรือไม่ก็ต้องมาเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน จะเห็นได้ว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับที่สูงใกล้เคียงกับประเทศฟิลิปปินส์ เวียดนาม และพม่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต่ำกว่าเราคือ กัมพูชา สิงคโปร์ และลาว

222

จากตารางดังกล่าวที่เห็นว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไทยเมื่อเทียบกับอาเซียนจะอยู่ในกลุ่มสูง ดังนั้นถ้ามองว่าการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กำลังทำอยู่นี้เนื่องจากทำในขอบเขตจำกัดจึงมีผลต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันน้อยมาก

อาจจะกล่าวได้ว่า การปรับโครงสร้างภาษีประเภทต่าง ๆ ที่รัฐบาลทำในช่วงที่ผ่านมานี้แม้ว่าจะเป็นนโยบายที่ดี แต่ยังไมได้ส่งผลหรือส่งผลน้อยมากในด้านการลดช่องว่างหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในส่วนการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานี้มีส่วนช่วยลดความเสียเปรียบหรือเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าเรา ยกเว้น สิงคโปร์และกัมพูชา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น