รัฐธรรมนูญฉบับเลโก้

9033

รศ.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ขณะนี้เป็นช่วงของการแสดงความคิดเห็นของสภาร่างฯ ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีจุดที่น่าวิเคราะห์วิจารณ์ดังต่อไปนี้

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ถือเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่พยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ดังจะเห็นได้ว่ามีการลงรายละเอียดและมีเนื้อหาครอบคลุมมากมาย อีกทั้งมีการตั้งองค์กรใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกกว่า 10 องค์กร อาทิเช่น สภาพลเมือง องค์กรที่มาดูแลเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการ ตลอดจนองค์กรที่มาดูแลเรื่องคุณธรรม และอื่น ๆ โดยภาพรวมเป็นการแสดงออกถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาการเมืองที่ครอบคลุมรายละเอียดซึ่งถือว่าเป็นความตั้งใจที่ดีของผู้ร่าง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในเชิงรัฐศาสตร์และมองในเชิงกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยทั่วไป ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นเสมือน เลโก้ (Lego) คือเป็นการต่อที่ไม่ถาวรและเป็นรัฐธรรมนูญประเภท “ภาพเสมือนจริง” (Virtual Reality) ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า จะอยู่ได้ไม่นาน จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีลักษณะครอบคลุมรายละเอียดมากเกินไป ซึ่งจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ โดยปกติแล้ว เนื้อหาของรัฐธรรมนูญจะครอบคลุม 2 เรื่องคือ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจทั้ง 3 คือ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ซึ่งทางวิชาการเรียกว่า Super Structure โครงสร้างเบื้องบน กับ ประชาสังคม (Civil Society) โครงสร้างเบื้องล่าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีลักษณะเป็นเหมือนกฎระเบียบในทางปฏิบัติมากกว่าร่างรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่น่าวิเคราะห์ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็คือ

1. ร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสมหรือแบบเยอรมัน คือ ระบบแบ่งเขตและระบบสัดส่วนโดยรวมกัน 450-470 คน ระบบนี้จะทำให้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยเพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นระบบที่มีความยุติธรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบบสัดส่วนซึ่งถือว่ามีน้ำหนักถึงครึ่งหนึ่งจะนำไปสู่การขาดเสถียรภาพทางการเมือง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สาธารณรัฐที่ 4 ของฝรั่งเศส (1946-1958) ซึ่งใช้ระบบสัดส่วน 100% ในกรณีของเยอรมัน ซึ่งของเราไปลอกเขามานั้น ระบบการเมืองมีเสถียรภาพ เนื่องจากเหตุผลที่มีการกำหนดขั้นต่ำสุดที่จะมีที่นั่งในสภาที่ 5% ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญของเราฉบับนี้ไม่มี อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพทางการเมืองของเยอรมันก็มิใช่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่จะมาจากลักษณะของพรรคการเมืองที่เป็นระบบ 2 พรรคใหญ่ คือ ขวากลาง (CDU) และซ้ายกลาง (SDP) ซึ่งต่างก็มีอุดมการณ์ที่เข้มแข็ง บุคลากรทางการเมืองจะมีอุดมการณ์ชัดเจนและไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง วัฒนธรรมทางการเมืองดังกล่าวนี้เป็นส่วนที่ทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองโดยมีรัฐบาลผสมระหว่างพรรคใหญ่ 2 พรรค แต่ในกรณีของไทย พรรคการเมืองไทยยังเป็นการรวมกลุ่มของกลุ่มผลประโยชน์ ขาดอุดมการณ์ สังคมยังไม่เข้มแข็งพอที่จะควบคุม แถมยังมีวัฒนธรรมอุปถัมภ์ บริบทเช่นนี้ จะทำให้ในอนาคตจะมีรัฐบาลผสมหลายพรรคแย่งชิงผลประโยชน์ ซึ่งเท่ากับว่า เป็นระบบการเมืองที่กลับไปสู่ยุคก่อนปี 2540 นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ข้อดีของระบบดังกล่าวในระยะสั้นก็คือ จะช่วยป้องกันใม่ให้พรรคใหญ่ที่ครอบงำเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก แต่ในระยะกลาง นักการเมืองสามารถที่จะเข้าไปครอบงำเรื่องผลประโยชน์ได้

2. ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสว.นั้น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดที่มาของสว. จะมาจาก 5 องค์ประกอบ บางองค์ประกอบจะมาจากการเลือกตั้งในระดับจังหวัด แต่ก็เป็นการเลือกตั้งจากการกลั่นกรองซึ่งยังไม่ออกมาเป็นการเลือกตั้งโดยตรงเลยทีเดียว บางองค์ประกอบจะมาจากการจัดตั้ง บางองค์ประกอบมาจากการแต่งตั้ง บางองค์ประกอบมาจากการคัดเลือก อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งสว. ในลักษณะดังกล่าวนั้นขัดกับหลักเกณฑ์ประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ว่า อำนาจต้องมาจากความชอบธรรม และความชอบธรรมต้องมาจากการเลือกตั้ง สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ การขาดดุลภาพของความชอบธรรม สว.ในกรอบดังกล่าวมีอำนาจโดยเฉพาะในกระบวนการนิติบัญญัติใกล้เคียงกับสส. อีกทั้งยังมีอำนาจควบคุมฝ่ายบริหาร ซึ่งถือว่ามีอำนาจเกินความชอบธรรม อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็มีความเห็นว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน การเลือกตั้งสว. โดยตรงอาจจะสร้างปัญหาสภาผัวเมียและผูกขาดอำนาจได้ ดังนั้นแม้จะขาดดุลยภาพของความชอบธรรม ผู้เขียนก็ยังเห็นความจำเป็น แต่สิ่งที่พอจะทำนายได้คือ ร่างรัฐธรรมนูญลักษณะนี้จะทำให้รัฐธรรมนูญมีลักษณะไม่ถาวร การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคตไม่ไกลนักต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญส่วนนี้อีกอย่างแน่นอน

3. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามจัดตั้งองค์กรกลางขึ้นมามากมายเพื่อทำการควบคุม พยายามที่จะได้บุคลากรที่ดี แต่ในทางปฏิบัติ ผู้เขียนเชื่อว่า จะไม่มีวันไปสู่เป้าหมายได้ ยกตัวอย่าง องค์กรที่มาดูแลคุณธรรม คนที่มีลักษณะคุณภาพแบบไหนที่จะเข้ามาเป็นกรรมการ อย่าลืมว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน องค์กรกลางนั้นพยายามที่คัดคนที่คิดว่าดี แต่เอาเข้าจริง ๆ ผู้ที่เข้ามากลับเห็นผลประโยชน์ส่วนตัวและเลือกข้าง เพราะฉะนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่การตั้งองค์กร แต่ปัญหาอยู่ที่การเลือกเอาคุณภาพของคนในองค์กร อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่วัฒนธรรมอุปถัมภ์ยังคงอยู่ การจัดตั้งองค์กรประเภทนี้จะไม่สามารถบรรลุตามเป้าได้ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างระบบถ่วงดุลและการพัฒนาค่านิยมผ่านระบบการศึกษาและสื่อสารมวลชนในการตรวจสอบ ในประเทศเยอรมัน รัฐธรรมนูญปี 1949 มีการกำหนดระบบการศึกษาเพื่อเผยแพร่ค่านิยมประชาธิปไตยเสรีนิยมอย่างกว้างขวาง เพื่อป้องกันค่านิยมประเภทอำนาจนิยมจนเกิดคนแบบฮิตเลอร์

4. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้สร้างกลไกในลักษณะพัฒนาความเข้มแข็งของสื่อมวลชนและประชาสังคมซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบนักการเมืองได้ดีที่สุด ดูตัวอย่างของเกาหลีใต้ ยังไม่ต้องทำอะไร นายกฯ ต้องขอลาออกเอง ในประเทศเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า ไม่มีองค์กรประเภทคุณธรรมเลย เพราะตั้งไปก็เป็นแค่เสือกระดาษและอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเผด็จการเสียงข้างมาก เช่น องค์กรหลายองค์กรหลังรัฐธรรมนูญปี 40

โดยสรุป สิ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญอาจบรรลุได้ชั่วคราวคือ จะทำให้เผด็จการเสียงข้างมากใช้เวลาฝักตัว ข้อดีอย่างน้อยที่สุดคือ ซื้อเวลาและถ้าหากถึงจุดหนึ่ง ความพยายามในการกลับมาเป็นเผด็จการเสียงข้างมากยากเย็นขึ้น จุดนี้จะกลายเป็นเงื่อนไขและเงื่อนเวลาไปสู่การลดการเผชิญหน้าลงและช่วยหลีกเลี่ยงโอกาสในการเกิดสงครามกลางเมืองได้ ผู้เขียนเชื่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นฉบับชั่วคราวที่ใช้ในบริบทการเมืองเฉพาะ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ 3-4 ฉบับที่ร่างมาตั้งแต่ปี 2540 ผู้เขียนจึงเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า ฉบับเลโก้ ซึ่งไม่ใช่ฉบับถาวร ไม่เหมือนกับฉบับดี ๆ ในประเทศพัฒนาที่อยู่ได้หลายทศวรรษ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ผลงานของรัฐบาล “บิ๊กตู่”

9006

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งบริหารงานมาได้ประมาณเกือบครบปีแล้วก็พอที่จะวิเคราะห์ถึงผลงานในด้านต่าง ๆ ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้ดังนี้

ในด้านการเมือง สิ่งที่โดดเด่นที่สุดสำหรับรัฐบาลชุดนี้ก็คือ การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองแม้จะมีความพยายามของกลุ่มที่เสียผลประโยชน์โดยการพยายามก่อความวุ่นวาย ความเข้มแข็งในการรักษาสถานการณ์แม้จะมีต้นทุนบ้างในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพแต่ก็เป็นความจำเป็นภายใต้บริบทการเมืองไทย ในด้านการเมืองที่สำคัญอีกประการคือ เป็นช่วงของการปูพื้นสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งอย่างน้อยที่สุด เมื่อร่างสำเร็จแล้วก็จะมีส่วนช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ทางการเมืองของการแยกขั้วและการใช้ความรุนแรงไปสู่การแข่งขันในการเลือกตั้ง และถ้ารัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างนั้นสามารถสร้างกลไกในการป้องปรามเผด็จการเสียงข้างมากได้ก็นับว่าเป็นอานิสงส์สำหรับประเทศไทย

ในด้านการเมืองระหว่างประเทศนั้น แม้รัฐบาลจะถูกกดดันจากอเมริกาและสหภาพยุโรป แต่รัฐบาลก็รู้จักใช้กลไกในการถ่วงดุลเชิงสัญลักษณ์โดยพยายามแสดงออกถึงท่าทีที่ใกล้ชิดกับจีนและรัสเซียมากขึ้น แนวทางดังกล่าวนั้นแม้จะมีข้อจำกัด แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่จะเตือนฝ่ายตะวันตกว่า ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นต่อกันระหว่างไทยกับอเมริกานั้น มิได้เป็นโดยอัตโนมัติและต้องไม่เป็นเป็นความสัมพันธ์ในเชิงแนวตั้ง โดยอเมริกาพยายามใช้ความเป็นมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงการเมืองไทยและแสดงออกถึงการเลือกข้างอย่างเห็นได้ชัด

ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ได้พยายามใช้มาตรการแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเป้าหมายระยะสั้นคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะการใช้มาตรการทางการคลังในด้านงบประมาณ นาโนไฟแนนซ์ นโยบายระบายข้าว นโยบายช่วยเหลือชาวสวนยาง ในส่วนของนโยบายเชิงโครงสร้างนั้นก็คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และที่สำคัญก็คือ ความพยายามในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีไม่ว่าภาษีมรดกหรือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สิ่งที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ ความพยายามและความตั้งใจในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมโดยตั้งสภาปฏิรูปขึ้นมารับภารกิจดังกล่าว

ในด้านสังคมที่นับว่าสำคัญที่สุดก็คือ ความตั้งใจในการที่จะลดการคอรัปชั่นอย่างจริงจัง ความเอาจริงของรัฐบาลชุดนี้มีส่วนช่วยให้ข้าราชการเกรงหรือไม่กล้าที่จะฉวยโอกาสดังที่เคยเห็นมาก่อน

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ ความตั้งใจเด็ดเดี่ยวในการแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมานาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏในส่วนของระยะสั้นนั้น เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะขยายตัวอย่างเชื่องช้า ส่งออกในไตรมาสแรกติดลบกว่า -4% ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาของเศรษฐกิจโลก แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นปัญหาหมักหมมของการไม่ปรับโครงสร้างการแข่งขันของไทยดังที่เคยกล่าวไว้ในบทความก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับอยู่ประการหนึ่งว่า ภายใต้เสถียรภาพทางการเมืองดังกล่าวนี้ ต้นทุนส่วนหนึ่งก็คือ ข้อจำกัดในด้านสิทธิและเสรีภาพซึ่งก็ถือว่าเป็นความจำเป็นภายใต้บริบททางการเมืองที่เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ไทยจะไปได้ไกลขนาดไหนกับรัสเซีย?

tnews_1428659046_9044รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงนี้มีข่าวเรื่องการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซีย โดยเป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีของรัสเซียมาเยือนไทยในรอบ 25 ปี และคงจะต่อเนื่องด้วยนายกรัฐมนตรีของไทยจะเดินทางไปรัสเซียในอนาคต

ในการเยือนครั้งนี้ก็มีการลงนามข้อตกลงทั้งภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 10 ฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขยายการลงทุน การค้า ความร่วมมือทางด้านพลังงาน ด้านวัฒนธรรม และอื่น ๆ การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและรัสเซียถือว่ามีนัยยะทางการเมืองระหว่างประเทศอยู่ไม่น้อย เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ทั้งไทยและรัสเซียต้องเผชิญกับการบีบคั้นของอเมริกาและสหภาพยุโรป

ซึ่งในส่วนของไทยนั้น การบีบครั้นดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำพูดมากกว่าการกระทำ แต่ในแง่การเมืองก็ย่อมมีผลกระทบต่อคนในประเทศซึ่งก็ยังมีการแยกขั้วอยู่อย่างเห็นได้ชัด การตำหนิฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็มีผลเท่ากับการให้กำลังใจหรือเสริมพลังให้กับแรงต่อต้านของอีกฝ่ายหนึ่ง การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียในครั้งนี้จึงมิใช่เป็นเหตุการณ์ตามปกติของการขยายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองฝ่าย

การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียในครั้งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ของโลก ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังต่อไปนี้

1. จากการยึดไครเมียร์จากยูเครนของรัสเซียภายใต้ปูตินก็ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ของ NATO และสหภาพยุโรป ในลักษณะของการ sanction ทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็มีส่วนทำให้เศรษฐกิจของรัสเซียลดลง และถูกผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลงกว่า 60% ซึ่งรัสเซียมีรายได้จากการส่งออกพลังงานเป็นสัดส่วน 60% ของการส่งออกทั้งหมด

ผลกระทบทั้งสองประการดังกล่าวจะทำให้รัสเซียในปีนี้และปีหน้าจะมีอัตราการเติบโตติดลบ ในบริบทดังกล่าว รัสเซียจึงมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยการกระจายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึง ความจำเป็นในการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน อินเดีย ตลอดจนอาเซียนและประเทศอื่น ๆ ไทยจึงเป็นเป้าหมายส่วนหนึ่งของแนวนโยบายดังกล่าวนี้

2. ในแง่ทางการเมืองนั้น รัสเซียซึ่งถือว่าเป็นมหาอำนาจทางปรมาณูและเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีศักยภาพในการทำลายล้างอเมริกา แม้สหภาพโซเวียตจะล่มสลายไปแล้ว แต่รัสเซียในยุคปูตินก็มีแนวคิดที่จะปรับแนวนโยบายทางเศรษฐกิจ การเมืองตลอดจนด้านการทหารให้สอดคล้องกับสถานภาพของตนเอง

นอกจากนั้น รัสเซียเองกำลังถูกปิดล้อมจาก NATO และพันธมิตร เพราะหลายประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตก็กลายเป็นสมาชิกของ NATO และสหภาพยุโรป เช่น ลัตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย ทั้งนี้ ปูตินยังมองว่า อเมริกาและสหภาพยุโรปพยายามที่จะดึงประเทศอื่น ๆ เช่น จอร์เจีย ยูเครน ไปเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมือง และนี้จึงเป็นเหตุผลที่รัสเซียยึดไครเมียร์และขยายอิทธิพลมาสู่จอร์เจียและยูเครนตะวันออก

นอกจากนั้น รัสเซียเองเพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจอเมริกาจึงสร้างพันธมิตรกับประเทศอื่น ๆ ในกรอบทางการเมืองก็คือ การก่อตั้ง shanghai organization ซึ่งมีจีนเป็นสมาชิก ในทางเศรษฐกิจก็มีการรวมกลุ่ม BRICS และมีการจัดตั้งประชาคมยูเรเซีย ในบริบทดังกล่าว รัสเซียจึงมีความจำเป็นในการกระชับความสัมพันธ์กับภูมิภาคต่าง ๆ เช่น กับอิหร่าน หรือแม้กระทั่งกับกรีกและไซปรัส ตลอดจนอาเซียนเพื่อเป็นการถ่วงดุลอเมริกา

3. ในส่วนของไทยนั้น หลังจากที่มีการรัฐประหาร อเมริกาและสหภาพยุโรปก็ได้มีท่าทีบีบบังคับรัฐบาลไทยโดยหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การบีบบังคับดังกล่าว แม้จะเป็นเพียงท่าที ทั้ง ๆ ที่ในแง่รูปธรรมแล้วยังไม่ได้ดำเนินการมากมายนั้น ยกเว้นการงดการซ้อมรบคอบร้าโกลด์เมื่อปีที่แล้ว หรือการไม่ยอมรับนายกรัฐมนตรีโดยมีการห้ามเข้าประเทศ เป็นต้น สหภาพยุโรปก็มีท่าทีเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ท่าทีดังกล่าวยังไม่ได้ออกมาในรูปของการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ แต่สำหรับรัฐบาลไทยและประชาชนไทยจำนวนมากถือว่าเป็นการก้าวก่ายกิจการภายในของไทยและเป็นการส่งเสริมฝ่ายต่อต้านทางอ้อม นอกจากนั้น แนวนโยบายของอเมริกาในเรื่องประชาธิปไตยก็ถือว่ามี 2 มาตรฐาน สถานการณ์อย่างเดียวกันที่เกิดขึ้นกับไทยก็เกิดกับอียิปต์และยูเครน

แต่อเมริกากลับไปสนับสนุนรัฐบาลที่ก่อการรัฐประหารล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ในกรณีของไทยกลับใช้มาตรฐานอีกประการหนึ่ง นอกจากนั้น การรัฐประหารของไทยในครั้งนี้ก็เกิดขึ้นจากความจำเป็นในการป้องกันสงครามกลางเมือง และรัฐบาลชุดนี้ก็ได้รับการยอมรับจากประชาชนจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากการสุ่มตัวอย่างถามความคิดเห็นที่ให้คะแนนรัฐบาลถึง 70-80% พูดง่าย ๆ คือ ประชาชนจำนวนมากต้องการเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อปูทางสู่การสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ดีกว่าที่จะมีรัฐบาลที่โกงการเลือกตั้งหรือซื้อเสียงและเมื่อขึ้นมาแล้วก็เป็นเผด็จการเสียงข้างมาก

ความจริงแล้วอเมริกาและสหภาพยุโรปเขาก็รู้แต่แกล้งโง่ เพราะเขากำลังดำเนินแนวนโยบายทางต่างประเทศที่เอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์แห่งชาติของเขา โดยหาเหตุผลที่มองจากมุมตัวเองเป็นตัวอธิบาย แต่ถ้าดูให้ลึก เขาก็ดำเนินนโยบายสองหน้า หน้าหนึ่งสนับสนุนฝ่ายต่อต้านโดยอ้างเรื่องการเลือกตั้ง เผื่อในอนาคตถ้าฝ่ายนี้ได้เสียงข้างมาก อเมริกาก็จะได้ประโยชน์ที่มากกว่ารัฐบาลชุดนี้

กล่าวคือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแต่คอรัปชั่นนั้นจะเป็นเหยื่อของการดำเนินนโยบายต่างประเทศได้ง่ายเพราะผู้นำเหล่านี้สามารถแลกผลประโยชน์ต่างตอบแทนส่วนตัวบนหน้ากากของการเลือกตั้ง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ารัฐบาลชุดนี้ยังอยู่ต่อและเมื่อมีการเลือกตั้งจากฝ่ายที่ต้องการประชาธิไตยที่แท้จริง อเมริกาก็ยังไม่มีอะไรเสียเพราะในความเป็นจริง อเมริกาบีบคั้นด้วยคำพูดมากกว่าการกระทำ แต่แน่นอน คำพูดนี้ทำให้คนไทยส่วนหนึ่งเกิดความไม่พอใจต่ออเมริกาและสหภาพยุโรป

จากแนวนโยบายและความจำเป็นของทั้งไทยและรัสเซียทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองจึงนำไปสู่การพยายามกระชับความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น แม้ไม่มีแรงกดดัน แต่ทั้งไทยและรัสเซียก็ต้องขยายความสัมพันธ์ไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ในกรอบของโลกาภิวัตน์อยู่แล้ว และขณะที่โลกในทางภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไป ประเทศเกิดใหม่เกิดขึ้นมากมาย จีน อินเดียและอาเซียนต่างก็มีบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

จึงถือว่า การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียจึงเป็นแนวโน้มที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การกระชับความสัมพันธ์ระหว่าไทยกับรัสเซียในครั้งนี้ก็ถือว่ามีนัยยะทางการเมือง โดยไทยต้องการแสดงออกทางสัญลักษณ์ว่า ไทยก็ยังมีทางออกด้วยการพึ่งพาประเทศอื่น ๆ  นอกจากนั้นยังเป็นการแสดงออกถึงท่าทีต่ออเมริกาในทำนองว่า “คุณยิ่งบีบมาก คุณก็ยิ่งเสียพันธมิตรมากขึ้น” ไทยเองก็รู้ดีว่า อเมริกากำลังถ่วงดุลอำนาจจากจีน ที่เรียกว่า Pivot Asia ดังนั้นการเป็นพันธมิตรกับไทยอย่างแนบแน่นจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

มองจากแนวนโยบายของอเมริกาก็มองไทยว่า “How far you can go” ประเทศไทยจะไปได้ไกลขนาดไหนกับรัสเซีย ในแง่การค้าและการลงทุนรัสเซียถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพไม่มากนัก ยกเว้นเรื่องการท่องเที่ยว นอกจากนั้นในแง่การเมืองและการทหาร ประเทศไทยก็ยังผูกพันกับอเมริกาภายใต้กรอบทางการทหารตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเช่นเดียวกับหลายประเทศในอาเซียน อย่างไรก็ตาม อเมริกาก็ต้องไม่ underestimate หรือประเมินท่าทีไทยต่ำเกินไป เพราะหลายครั้งที่อเมริกาดำเนินนโยบายผิดพลาดไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อิรัก ซีเรีย และยูเครน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียแม้จะมีเนื้อหาที่เป็นรูปธรรมของความเชื่อมโยงมากขึ้นก็ตามที แต่สิ่งสำคัญตอนนี้คือ การแสดงออกทางสัญลักษณ์ให้อเมริกาได้รับรู้มากกว่า


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

บทบาทของจีนในเวทีโลกและผลกระทบต่อภูมิภาคและไทย

8963

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

แม้ประเทศจีนจะมีปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราชะลอลงจากค่าเฉลี่ย 10% ตลอดช่วง 2 ทศวรรษจนถึง 3-4 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของจีนค่อย ๆ ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 7% โดยในปีนี้ IMF ถึงกับวิเคราะห์ว่า จะเหลือ 6.8% และปีหน้าจะเหลือ 6.5% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะมีปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลง หนี้สาธารณะและหนี้ของสถาบันการเงินรวมแล้วเท่ากับ 260% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงสุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (ความจริงประเทศจีนขณะนี้ถูกจัดกลุ่มเป็นประเทศรายได้ระดับกลาง) อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องอสังหาริมทรัพย์และ shadow banking อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนในอีกด้านหนึ่งของเหรียญก็ได้พยายามขยายบทบาททั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคและระดับโลกอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับฐานะของประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

ในทางการเมือง จีนได้เพิ่มบทบาททางด้านทหารด้วยการใช้งบประมาณเพิ่มในอัตราที่สูงติดต่อกันหลายปี ถ้าเทียบกับงบประมาณประจำปีด้านอาวุธและทหาร ถือว่า จีนมีการใช้จ่ายในด้านนี้สูงเป็นอันดับ 3 รองจากสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย อีกทั้งจีนยังได้มีการเพิ่มอาวุธที่สำคัญไม่ว่าจะเป็น เรือดำน้ำที่มีขีปนาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนการพัฒนาด้านอวกาศ

ในด้านเศรษฐกิจจีนได้ขยายอิทธิพลโดยให้ความช่วยเหลือกับประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศในแอฟริกา ละตินอเมริกา อาเซียนและอื่น ๆ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ จีนได้มีการวางหมากรุกทางการเมืองอันใหม่เพื่อเพิ่มบทบาทของตนในทางเศรษฐกิจและการเมืองของภูมิภาคและของโลก โดยนโยบายดังกล่าวประกอบด้วย

1. ส่งเสริมความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค ในระดับภูมิภาคคือ ส่งเสริมการรวมกลุ่ม Asean+3 และ +6 และขยายผลสู่ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) และเป้าหมายในอนาคตอีก 10 ปี ก็คือ การพัฒนา RCEP สู่ประชาคมเศรษฐกิจเอเชีย และที่ไกลกว่านั้นคือ สนับสนุน APEC ไปสู่ FTAAP (Free Trade Area of the Asia-Pacific หรือ เขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก) สำหรับในระดับอนุภูมิภาคคือ ส่งเสริมการเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง GMS (Greater Mekong Subregion) เพื่อเชื่อมโยงด้านขนส่ง สาธารณูประโภค การค้าการลงทุนในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งนอกจากจะลดต้นทุนสินค้าจากจีนแล้วยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ด้านการเมืองอีกด้วย

2. ในปีที่ผ่านมา ประเทศจีนได้เสนอให้จัดตั้งองค์กรทางการเงินใหม่ 2 องค์กร ได้แก่ AIIB (Asian Infrastructure Investment Bank) และ BRICS Bank ทั้งนี้ AIIB ก็คือ การจัดตั้งในลักษณะเหมือนกับธนาคารโลก คือทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งเป็นที่ต้องการมากในภูมิภาคเอเชีย แต่สิ่งที่จีนต้องการมากกว่านั้นก็คือ การสร้างองค์กรเพื่อเป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายต่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจของจีน เหมือนกับที่ธนาคารโลกเป็นเครื่องมือของอเมริกา และ ADB เป็นเครื่องมือของญี่ปุ่น การจัดตั้ง AIIB ยังมีส่วนในการแบ่งแยกยุโรปตะวันตกและประเทศอื่น ๆ จากอเมริกา ดังจะเห็นได้ว่าเริ่มจากอังกฤษที่สมัครเป็นสมาชิกและตามมาด้วย ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ทั้ง ๆ ที่อเมริกาพยายามห้ามปราบ อีกองค์กรคือ BRICS Bank ที่เปรียบเหมือน IMF ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเสริมสภาพคล่องของประเทศสมาชิกเหมือนหน้าที่ของ IMF

3. ประเทศจีนได้มีการจัดตั้งการประชุมที่เรียกว่า Boao Forum ซึ่งถือเป็นการประชุมประจำปีของเอเชียซึ่งเป็นคู่แข่งกับ World Economic Forum ที่เมือง Davos ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างนักธุรกิจ นักการเมือง นักวิชาการ และผู้บริหารองค์กรที่สำคัญของโลกเพื่อมาพบปะ ประชุม ถกปัญหา เสนอทางแก้ ในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่ง Boao Forum  เปรียบเสมือนเวทีคู่แข่งของ World Economic Forum ในภาคพื้นเอเชียนั่นเอง และในขณะนี้ก็ทำการประชุมโดยเน้นประเด็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความเชื่อมโยงของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย

ประเทศจีนในวันนี้กำลังดำเนินนโยบายต่างประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองในการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ดังนั้นผู้ดำเนินนโยบายของแต่ละประเทศโดยเฉพาะของไทยจึงต้องมีความสามารถในการประเมินจิ๊กซอว์ทางการเมืองและสามารถประเมินทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ล่วงหน้า ก่อนที่จะเจอปัญหาเมื่อมันเกิดขึ้นเรียบร้อยแล้วดังที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศไทย

8902

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

อดีตนายกรัฐมนตรีลีกวนยู ของสิงคโปร์ ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่เขาทิ้งให้เป็นมรดกตกทอดคือ ความสำเร็จในด้านการบริหารเศรษฐกิจและสังคมของสิงคโปร์ จากประเทศเล็ก ๆ ซึ่งมีประชากรในสมัยนั้นเพียงสองล้านกว่าคน จนในวันนี้สิงคโปร์มี GDP ต่อหัวประชากร 51,000 เหรียญสหรัฐฯ สูงกว่าไทย 9 เท่า และเป็นประเทศพัฒนาตลอดจนเป็นประเทศผู้นำทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ความสำเร็จในการบริหารประเทศของลีกวนยูจัดเป็นรูปแบบที่น่าศึกษาสำหรับการปฏิรูปประเทศไทย โดยจะเป็นจุดชี้ถึงองค์ประกอบความสำเร็จว่า การปฏิรูปลักษณะไหนจากตัวอย่างของสิงคโปร์ถึงจะมีส่วนทำให้การปฏิรูปประเทศไทยตรงประเด็นและมีประสิทธิภาพ

สิงคโปร์ถูกอัปเปหิจากสหพันธรัฐมลายูปี 1965 นายลีกวนยูอยู่ในสภาพเศร้าสร้อยเมื่อมาคิดถึงสถานภาพของประเทศเล็ก ๆ ซึ่งมีเกาะใหญ่อยู่เพียงเกาะเดียว กับเกาะเล็ก ๆ อีกหลายเกาะ ไม่มีทรัพยากร แม้กระทั่งน้ำ โดยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำจากมาเลเซีย อย่างไรก็ดี นายลีกวนยูได้ใช้ความฉลาดในการวางแผนยุทธศาสตร์ไปสู่ความสำเร็จ ยุทธศาสตร์ของนายลีกวนยูมี 2 ช่วง ช่วงแรกเป็นยุทธศาสตร์ตั้งแต่ทศวรรษ 1960-1980 สาระสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือ

1. การพัฒนาบุคลากรหรือทรัพยากรมนุษย์ทั้งในด้านความสามารถในการมองอนาคต (Visionary) การบริหารการจัดการ และมีจริยธรรมโดยเน้นการต่อต้านคอรัปชั่น โดยตัวเขาเองจะเป็นตัวอย่างให้ประชาชน แนวคิดของเขาคือ การพัฒนาคุณภาพของผู้นำทางการเมืองและข้าราชการให้เก่งและดี เก่งก็คือมองเห็นอนาคตและมีประสิทธิภาพ ดีก็คือ เกลียดชังคอรัปชั่น และปรับปรุงคุณภาพประชาชนในด้านการศึกษาให้มุ่งไปในแนวทางดังกล่าว

2. มีการวางทิศทางล่วงหน้า 2 ทศวรรษ ว่าประเทศสิงคโปร์จะต้องเป็นประเทศอุตสาหกรรม มุ่งมั่นพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม โดยมีการส่งเสริม Infrastructure และส่งเสริมให้สิงคโปร์เป็นแหล่งศูนย์กลางทางการเงิน ส่งเสริมให้สิงโปร์เป็นแหล่งศูนย์กลางท่าเรือ และมีการปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ เน้นภาษาอังกฤษ เน้นคำนวณ เน้นวิทยาศาสตร์ และเน้นการบริหารการจัดการ ด้วยการปรับปรุงมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ตลอดจนโรงเรียนต่าง ๆ มีการเชิญครูจากต่างประเทศเพื่อมาถ่ายทอดความรู้

3. มีการพัฒนาขนส่งมวลชน น้ำ ดิน ตลอดจนการพัฒนาภูมิทัศน์และเอาจริงเอาจังเรื่องระเบียบ จะเห็นได้ว่า คนจีนไม่กล้าถ่มน้ำลายลงพื้น ร้านค้าข้างถนนในสิงคโปร์ก็หายไป

4. รัฐจะต้องมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ กระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ ถ้าไม่มีประสิทธิภาพก็โดนไล่ออก ถ้าโกงก็ต้องติดคุก ทำงานเช้าชามเย็นชามก็โดนไล่ออก ส่งผลให้ราชการและรัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพสูงมาก รัฐวิสาหกิจมีกำไรยกเว้นรัฐวิสาหกิจประเภทส่งเสริมสวัสดิการสังคม

5. ในระยะต้นมีการเก็บภาษีสำหรับคนสิงคโปร์สูง แต่เก็บภาษีนิติบุคคลต่ำเพียง 17% เพื่อจูงใจให้บริษัทข้ามชาติมาตั้งบริษัทที่สิงคโปร์ ภาษีที่เก็บได้บวกับรัฐวิสาหกิจบางส่วนถูกนำมาใช้พัฒนาที่อยู่อาศัยให้คนสิงคโปร์ คนสิงคโปร์ 75% ต่างมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง อีกส่วนก็มาตั้งกองทุน เช่น เทมาเส็ก เพื่อเอากำไรจากการลงทุนในต่างประเทศมาพัฒนาประเทศ

ยุทธศาสตร์แผนที่ 2 ดำเนินการในทศวรรษ 1990 โดยมีเป้าหมายหลักคือ พัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นประเทศพัฒนาเต็มที่ ให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจบนฐานความรู้ (Knowledge based Economy) โดยมีสาระสำคัญดังนี้คือ

1. พัฒนาการศึกษาให้เป็นระดับโลกโดยเชิญชวนมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยชิคาโก มหาวิทยาลัยอินซีด (Insead) จากฝรั่งเศส และอื่น ๆ มาจัดตั้งที่สิงคโปร์และพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ให้เป็นระดับชั้นนำของโลก นอกจากนี้ยังพัฒนาคุณภาพอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยโลกและส่งเสริมให้มีการนำคณาจารย์ต่างประเทศระดับโลกมาสอนที่สิงคโปร์

2. พัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางโลกในด้านการเงิน

3. พัฒนา IT ในระดับสูงโดยร่วมมือกับบังกะลอร์ของอินเดีย และซิลิคอนแวลลี่ร์ของอเมริกาเพื่อผลิตสินค้าประเภท Hi-end

4.ส่งเสริมการร่วมกลุ่มกับประเทศต่าง ๆ เช่น AEC RCEP TPP และ FEALAC มีการตั้งสำนักงานใหญ่ของ APEC ที่สิงคโปร์ นอกจากนั้นยังทำข้อตกลงทวิภาคีกับประเทศสำคัญทั่วโลก เพราะเท่ากับสิงคโปร์ได้ประเทศใหม่โดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร

5. เมื่อมีการรวมกลุ่มก็มีนโยบายเน้นการลงทุนต่างประเทศ (Go regional) จึงไม่น่าแลกใจว่า ประเทศไทยจึงมีร้านอาหาร ร้านขนมปัง ร้านป๊อบคอร์นของสิงคโปร์เต็มไปหมด นอกจากนั้น สิงคโปร์ยังร่วมมือกับจีนด้านโรงกลั่นน้ำมัน ร่วมมือกับเวียดนามด้าน Infrastructure ร่วมมือกับกัมพูชาด้านท่าเรือและสนามบิน

ความสำเร็จของสิงคโปร์จะเห็นได้ชัดว่ามีองค์ประกอบที่เกิดจากคุณภาพของบุคลากรที่สามารถมองเห็นอนาคตได้ไกลๆ มีคุณธรรม และมีแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

สรุปได้ว่า การปฏิรูปประเทศไทย แผนยุทธศาสตร์จะต้องสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอีก 20-30 ปี ข้างหน้า และมีบุคลากรที่มีวิสัยทัศน์เพียงพอที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว การปฏิรูปประเทศไทยแม้จะพยายามแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประสบความสำเร็จ เพราะเกี่ยวข้องกับระบบคิดของผู้ร่างการปฏิรูปและเกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่จะต้องมีวิสัยทัศน์ดังกล่าวด้วย และระบบการเมืองต้องมีความต่อเนื่อง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

วิกฤตเศรษฐกิจไทยที่นับวันจะรุนแรงขึ้น

8810

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงเดือนมกราคม การส่งออกไทยปรากฏว่า ติดลบ -3.4% ซึ่งทำให้การคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ที่ยังคงวางเป้าหมายไว้ที่ 4%  อาจจะไม่เป็นไปตามที่ตั้งไว้ และถ้าดูจากหนังสือพิมพ์ เราจะเห็นได้ว่ามีการพาดหัวข่าวในด้านเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า ตามมาด้วยราคาสินค้าเกษตรซึมยาว 3 ปี ผนวกกับราคาหุ้นมีการลดลงติดต่อกันหลายวัน ซึ่งถ้าจะวิเคราะห์จากข้อมูลดังกล่าวก็คงจะเห็นว่า แม้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังเจอปัญหาวิกฤตและหลายคนก็มีความรู้สึกเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะฟื้นขึ้นตามที่หลายสำนักพยากรณ์ไว้ตั้งแต่ระดับ 3 – 4.5% ของ GDP หรือไม่ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วก็มีอัตราการเติบโตเพียง 0.7%

ความจริงเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่ IMF และ World Bank มีการคาดการณ์ไว้ กล่าวคือ เศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังมีการขยายตัวสูงกว่าปีที่แล้วประมาณ 0.3% โดยในปีนี้เศรษฐกิจโลกโดยภาพรวมจะมีการขยายตัว 3.5% ซึ่งเทียบกับปีที่แล้วมีการขยายตัวเพียง 3.2% ทั้งนี้ทั้งนั้น 4 กลุ่มประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ก็ยังไม่มีดัชนีบ่งชี้ว่ากำลังเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ที่กำหนดไว้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะขยายตัวได้ 3.6% สหภาพยุโรปจะขยายตัวได้ 1.3% ญี่ปุ่นจะขยายตัวได้ 0.6-0.7% และจีนจะขยายตัวได้ 6.8% ส่วนการที่ตลาดหุ้นในหลายประเทศไม่ว่าสหรัฐอเมริกาหรือฮ่องกงมีแนวโน้มลดลงก็เกิดจากราคาหุ้นขึ้นสูงไปจากการคาดการณ์ล่วงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว ช่วงนี้จึงเป็นการปรับตัวลดลงชั่วคราว เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นไทยซึ่งก่อนหน้านี้ขึ้นไปถึง 1,600 จุด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าหรือราคาตลาดหุ้นซึมซับผลประกอบการล่วงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ปรากฏมาใน 2-3 วันนี้มีลักษณะในแง่ลบ นักลงทุนจึงเริ่มเกิดความหวั่นไหวและเทขายหุ้นซึ่งในทางเทคนิคเรียกสถานการณ์เช่นนี้ว่า “Overbought” นั่นเอง

ความจริงนั้น เศรษฐกิจยังมีการขยายตัวต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เพียงแต่เป็นการขยายตัวที่ไม่เข้มแข็ง โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน แต่โดยภาพรวมก็ยังถือเป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ผลพวงดังกล่าวก็น่าจะทำให้การส่งออกของไทยในปีนี้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา กล่าวคือ ในปีที่ผ่านมาส่งออกติดลบ -0.3% และเป็นการติดลบที่ต่อเนื่องกัน 2 ปี และแม้ว่าในเดือนมกราคม ส่งออกไทยจะติดลบ -3.4% ผู้เขียนยังเชื่อว่า ถ้าพิจารณาทั้งปี การส่งออกน่าจะเป็นบวก แต่อาจจะไม่ถึง 4% ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ปีนี้ความหวังของเศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้ดีหรือไม่ การส่งออกเป็นแค่ตัวรอง ตัวที่จะกำหนดชะตากรรมจะมาจากภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ นั่นก็คือ การเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งมีตัวเลขกว่า 3 ล้านล้านบาท ที่มาจากงบประมาณปี 57 ที่ค้างอยู่บวกกับปี 2558 ซึ่งมียอด 2.57 ล้านล้านบาทและงบประมาณปี 2559 อีก 25% (ระหว่างตุลาคม – ธันวาคม ในปลายปีนี้) จากงบซึ่งคาดว่าจะสูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐจะส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่รัฐบาลไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณตามที่กำหนดไว้ โดยใน 5 เดือนของงบประมาณปี 2558 นี้ รัฐบาลเบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมาย กล่าวคือ เบิกจ่ายได้ 1.1 ล้านล้านบาท หรือ 42.5% จากงบประมาณ 2.57 ล้านล้านบาท และถ้าแยกเป็นรายจ่ายประจำ ปรากฏว่าเบิกจ่ายได้ 47.21% จากเป้าหมาย 60% ในขณะที่รายจ่ายการลงทุนเบิกจ่ายได้เพียง 18.18%  จากเป้าหมาย 30% ดังนั้น ถ้าจะให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ 3% รัฐบาลจะต้องเร่งการเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้าหมาย เพราะถ้าสามารถเบิกจ่ายตามเป้าหมายได้ก็จะสามารถเพิ่มและส่งเสริมเป็นพลวัตไปสู่การลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน มิฉะนั้น เศรษฐกิจไทยจะไม่ขยายตัวตามเป้า

การที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราที่ช้าและส่งออกของไทยขยายตัวช้าและแถมติดลบ 2 ปี ก็สืบเนื่องจากเหตุผลที่สำคัญคือ ประเทศมีการลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนในปี 1992 ซึ่งหมายถึง สินค้าเข้าออกประเทศอาเซียนเหลือ 0 ซึ่งก็เปรียบเหมือนกับแต่ละประเทศในอาเซียนเป็นเพียง 1 จังหวัดเท่านั้น และมีการพัฒนาเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2003 ตามปฏิญญาบาหลี แต่ปรากฏว่า รัฐบาลไทยเพิ่งตีฆ้องเรื่อง AEC ในปี 2010 ซึ่งช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในขณะที่มาเลเซียและสิงคโปร์ได้เตรียมตัวเข้าสู่ AFTA ตั้งแต่ปี 1990 ด้วยการปรับสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการย้ายฐานเพื่อใช้แรงงานใน CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) รวมทั้งฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย มีการจัดโซนนิ่งสินค้าเกษตร พัฒนา Infrastructure มีการส่งเสริม IT ปรับปรุงคุณภาพการศึกษาเพื่อรองรับทิศทางดังกล่าว ปรากฏว่าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ไทยเปลี่ยนแปลงน้อยมาก เอกชนยังผลิตสินค้าที่ยังคงเน้นใช้แรงงานและมีมูลค่าเพิ่มต่ำ ดังจะเห็นได้ว่า สินค้าเราไม่สามารถแข่งกับ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) รวมทั้งฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียได้ทั้งในเอเชียและโลก นอกจากนั้นใน 20 ปีที่ผ่านมาก็มีประเทศเกิดใหม่ที่ผลิตสินค้าราคาถูกเป็นคู่แข่งกับประเทศไทย ภาคการเกษตรของไทยก็ยังไม่ได้พัฒนาจึงอ่อนไหวต่อสภาพดินฟ้าอากาศและเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นข้าว หรือยางพารา เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดและความล้าหลังของนักการเมืองไทยที่ปรับตัวไม่ทันกับโลก ภาคเอกชนจึงกลายเป็นเหยื่อ (victim) ในการแข่งขัน

โดยสรุป สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นเพียงภาพฉายว่า เศรษฐกิจไทยกำลังสะสมปัญหา และนับวันจะรุนแรงขึ้น ถ้าหากยังไม่สามารถปรับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทันโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

หนี้ภาคครัวเรือนของไทย

8736

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

หนี้ภาคครัวเรือนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้ว่า ในไตรมาสที่ 2 ปี 2556 หนี้ภาคครัวเรือนไทยอยู่ที่ระดับ 9,276,815 ล้านบาท และขยับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส โดยในไตรมาสที่ 3 ปี 2557 อยู่ที่ระดับ 10,220,463 ล้านบาท หรือเท่ากับ 84% ของ GDP ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในเอเชีย โดยมาเลเซียอยู่ในอันดับสูงสุดที่ 87% ของ GDP ในปี 2013 อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาจากอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือนไทยจะเห็นได้ว่า มีแนวโน้มชะลอตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2557 หนี้ภาคครัวเรือนไทยมียอดคงค้างที่ประมาณ 10.22 ล้านล้านบาท ขยายตัว 7.7%  ซึ่งถือว่าชะลอตัวลงมากเมื่อเทียบกับช่วงที่ขยายตัวสูงสุดคือ ไตรมาสที่ 2 ปี 2555 ซึ่งเพิ่มขึ้น 18.1% อย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากสัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนไทยต่อ GDP ก็ถือว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนที่สูง คือ 84% ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจไทยในช่วง 2 ปีนี้ ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าการขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือนไทย

สาเหตุของการขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือนไทยมีหลายประการด้วยกัน

ประการแรก จะเห็นว่าหนี้ภาคครัวเรือนไทยมีการขยายตัวเร่งมากขึ้นในช่วงปี 2554-2555 โดยประเภทสินเชื่อที่เป็นตัวเร่งมากที่สุดคือ สินเชื่อรถยนต์ซึ่งรัฐมีนโยบายคืนภาษีรถคันแรกและประการหนึ่งคือ ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำจึงเอื้อต่อการเกิดหนี้ อีกประการคือ การกู้ยืมเพื่อซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วมในปี 2554

ประการที่ 2 จะเห็นได้ว่า สาเหตุของการเพิ่มหนี้ภาคครัวเรือนไทยคือ รัฐบาลได้ใช้นโยบายประชานิยมเพื่อเพิ่มฐานเสียงให้ตัวเองโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ นโยบายรถคันแรก นโยบายบ้านหลังแรก และการหาเสียงจากชาวไร่ชาวนา เช่น นโยบายจำนำข้าวจนเกิดวิกฤต ชาวไร่ชาวนาถึงกับฆ่าตัวตาย และภาครัฐต้องเสียหายถึง 6 แสนล้าน

ประการที่ 3 ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้มีส่วนทำให้หนี้ภาคครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาคเกษตร เช่น ยางพาราซึ่งราคาลดลงและกระทบกับเกษตรกรภาคใต้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาจากข้อมูลแล้ว ครัวเรือนภาคใต้มีภาระหนี้ต่ำที่สุดและยังไม่น่ากังวล แต่อนาคตอีก 4-5 ปีน่าเป็นห่วง เพราะราคาพืชผล คือยางพาราและปาล์มน้ำมันยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ ขณะเดียวกัน ครัวเรือนภาคอีสานและภาคเหนือมีภาระหนี้ค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพนอกเกษตรกร เนื่องจากกระแสการบริโภคนิยม ขณะที่ครัวเรือนภาคเกษตรมีหนี้สูงจากรายได้ต่ำ เพราะการผลิตพึ่งพาดินฟ้าอากาศที่ไม่แน่นอน

ประการที่ 4 เนื่องจากธนาคารมีการแข่งขันกันสูง อีกทั้งธุรกิจขนาดใหญ่สามารถที่จะเข้าสู่การลงทุนได้ สถาบันการเงินต่าง ๆ จึงต้องแข่งขันในการให้สินเชื่อต่อธุรกิจขนาดย่อมและภาคครัวเรือน ประกอบกับดอกเบี้ยอยู่ในอัตราต่ำจึงกระตุ้นให้มีการกู้ยืมจากภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหามีดังนี้

ประการแรก รัฐจะต้องหยุดดำเนินนโยบายประชานิยมประเภทที่ส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้น

ประการที่ 2 รัฐควรส่งเสริมเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับภาคครัวเรือนที่อยู่ในภาคเกษตรให้มีผลิตภาพในการผลิตและส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิต ตลอดจนให้ความช่วยเหลือด้านนวัตกรรมและการตลาด อีกทั้งรัฐควรจะบริการและให้คำแนะนำในด้านการพยากรณ์แก่เกษตรกรในเรื่องทิศทางราคาพืชผล รัฐควรจะดูแลให้มีความสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของสินค้าเกษตร เช่น ไม่ปล่อยให้ปลูกจนล้นตลาด เป็นต้น

ประการที่ 3 รัฐควรประชาสัมพันธ์และดำเนินมาตรการให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมประเภทบริโภคนิยมโดยเฉพาะพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการที่จะช่วยแบ่งเบาปัญหา

ประการที่ 4 ควรให้ธนาคารพาณิชย์มีกรอบในการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคครัวเรือน กล่าวคือ ในหลายประเทศมีการกำหนดสัดส่วนที่เรียกว่า ภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt service ratio) ที่ระดับ 60% กล่าวคือ ในการปล่อยสินเชื่อนั้น ถ้าผู้กู้มีรายได้ 100 บาท แล้วมีภาระหนี้ 60 บาท จะต้องหยุดการให้กู้โดยทันที มาตรการนี้มีการใช้ในมาเลเซีย เกาหลีใต้ และประเทศอื่น ๆ

ประการที่ 5 รัฐควรลดภาระหนี้ของภาคครัวเรือนลง เช่น มาตรการนาโนไฟแนนซ์ของรัฐบาล ก็ถือว่าเป็นมาตรการที่ดี ซึ่งช่วยลดหนี้ที่ต้องกู้นอกระบบ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ของภาคครัวเรือนได้ในระดับหนึ่ง

โดยสรุป อาจจะกล่าวได้ว่า เรื่องหนี้ภาคครัวเรือนของไทยอยู่ในเกณฑ์สูงและควรที่จะต้องหามาตรการแก้ไข แม้ว่าในขณะนี้จะมีการขยายตัวชะลอตัวลงก็ตาม แต่ก็ยังคงอยู่ในเกณฑ์สูง อย่างไรก็ตามในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพทางการเงิน หนี้ภาคครัวเรือนไทยยังไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ของธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ อีกทั้ง อัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคารพาณิชย์ก็ยังสูง ที่ระดับ 14-15% ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่สูงที่สุดในโลก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยที่ลดลง ซึ่งจะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และเพิ่มสัดส่วนของหนี้ภาครัวเรือนต่อ GDP มากขึ้น ถ้าจะว่ากันไปแล้ว มาตรการที่ดีที่สุดในการหยุดยั้งภาวะการณ์ดังกล่าวนี้ก็คือ การส่งเสริมแนวพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้ทั่วถึงทั้งประเทศ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สถานการณ์ของประเทศกรีก

8701

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและโดยเฉพาะกลุ่มยูโรโซน นอกจากกำลังเผชิญปัญหา Deflation แล้ว ยังเผชิญกับปัญหาเรื่องกรีก ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันว่า กรีกจะออกจากเงินสกุลยูโรหรือไม่ และถ้าต้องออกจะทำให้เกิดปัญหากระทบกับยุโรปจนถึงขั้นวิกฤตเช่นเดียวกับเมื่อ 3 ปีที่แล้วและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกหรือไม่

กรีกมีการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาและได้พรรคซ้ายจัดคือ พรรค Syriza ขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาล โดยเป็นรัฐบาลผสมกับพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคขวาจัด ซึ่งมีนโยบายเดียวกับพรรค Syriza ในเรื่องการต่อต้านการบีบคั้นจากทรอยก้า (ECB, คณะกรรมาธิการ และ IMF) อีกทั้งมองว่ากรีกกำลังเสียอธิปไตยเพราะต้องตกอยู่ภายใต้เบี้ยล่างการกำกับดูแลของเยอรมันซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสหภาพยุโรป

ในตอนหาเสียงของพรรค Syriza หัวหน้าพรรคคือนาย Tsipras ได้เน้นนโยบายขยายการใช้จ่ายเพื่อจะมีการจ้างงานมากขึ้น ให้ความช่วยเหลือคนยากจน ยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และนโยบายที่สำคัญอีกหนึ่งประการคือ ต้องการที่จะขอเบี้ยวหนี้บางส่วน มีนโยบายที่จะปลดแอกตัวเองจาการควบคุมของทรอยก้าและปฏิเสธการยอมรับเงื่อนไขของทรอยก้า นโยบายดังกล่าวนี้มีความขัดแย้งกับทรอยก้าซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของกรีก และขัดแย้งกับประเทศเจ้าหนี้ในกลุ่มยูโรโซนโดยมีเยอรมันเป็นหัวหอก แนวนโยบายของทรอยก้าที่ตั้งเงื่อนไขกับประเทศที่มาขอความช่วยเหลือนอกจากกรีกแล้วก็มี ไอร์แลนด์ โปรตุเกส รวมทั้งสเปนและอิตาลี โดยมีเงื่อนไข 2 ข้อ ข้อแรกคือ จะต้องลดค่าใช้จ่าย ลดการขาดดุลบประมาณให้เหลือ 3% ต่อ GDP จะต้องเคารพต่อเงื่อนไขและเงื่นเวลาในการชำระหนี้ และห้ามมีการเบี้ยวหนี้โดยเด็ดขาด อีกทั้งจะต้องมีวินัยทางการคลัง ซึ่งจะเห็นได้ว่าท่าทีของรัฐบาลกรีกกับทรอยก้าในช่วงแรกนั้นไม่มีทางประสานกันได้เลยเพราะมีลักษณะตรงกันข้าม อย่างไรก็ตาม รัฐบาล Syriza เมื่อได้รับการเลือกตั้งจริงแล้วก็มีท่าทีอ่อนลงไปในระดับหนึ่ง ท่าทีที่อ่อนลงไปนั้นดูได้จากรัฐมนตรีคลังซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลและเป็นอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ คือนาย Varoufakis หลังจากที่ได้พบปะกับหลายประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปแล้วก็ได้มีท่าทีแข็งกร้าวลงดังต่อไปนี้คือ ประการแรก กรีกจะยอมรับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจตามเงื่อนไขทรอยก้า 70% โดยจะมีการปรับเปลี่ยน 30% ประการที่สอง กรีกจะไม่ขอเจรจาเบี้ยวหนี้ แต่จะขอปรับโครงสร้างหนี้ กรีกยังพร้อมที่จะอยู่กับเงินสกุลยูโร และกรีกจะพยายามทำให้งบประมาณเกินดุล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กรีกต้องการคือ ปลดแอกตัวเองจากทรอยก้าแล้วหาแหล่งเงินทุนที่มีเงื่อนไขต่ำและดอกเบี้ยต่ำมาแทนหนี้ที่เกิดจากทรอยก้า กรีกจะไม่ยอมรับการกำกับดูแลจากทรอยก้า กรีกต้องการเจรจาในระยะสั้น หาเงินทุนเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น อีกทั้งต้องการที่จะยืดอายุหนี้ของทรอยก้า จำนวน 172,000 ล้านยูโรซึ่งจะถึงกำหนดในวันวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ออกไปอีก 6 เดือน โดยในช่วงเวลา 6 เดือนดังกล่าว กรีกจะพยายามหาแหล่งเงินใหม่ซึ่งถือว่าเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ และในระหว่างนี้กรีกคงต้องเสริมสภาพคล่องชั่วคราว โดยการออกตั๋วเงินคลังจำนวน 8,000 ล้านยูโร และต้องการเรียกให้ ECB คืนกำไรจำนวน 1.9 พันล้านยูโรจากการซื้อพันธบัตรของกรีกในช่วงวิกฤต 2012-2013 ในขณะเดียวกัน รัฐบาลกรีกก็ได้มีการจ้างงานเพิ่มโดยให้ข้าราชการที่ถูกให้ออกไปก่อนหน้านี้กลับมาทำงานใหม่ ให้สวัสดิการกับคนจนและผู้รับบำนาญ ยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ กรีกให้คำตอบว่าที่ทำเช่นนี้จะไม่กระทบกับงบประมาณหรือการคลังเพราะค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งจะได้จากการเก็บภาษีคนรวย เอาเงินจากพวกหนีภาษี ตลอดจนกำไรจากเรื่องที่ ECB ซื้อพันธบัตรกรีกเอาไว้

ปรากฏว่าในการประชุมเมื่อวานนี้ ทางด้านทรอยก้าไม่ยอมรับเงื่อนไขของกรีกในการปรับโครงสร้างหนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าปัญหากรีกกับสหภาพยุโรปยังไม่ถึงกับระเบิดในช่วงนี้ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า กรีกโดยตัวเองแล้วเป็นประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจเล็ก โดยมีสัดส่วนเศรษฐกิจเพียง 2% ของ GDP ของสหภาพยุโรป แต่สิ่งที่คนเกรงก็คือ ถ้ากรีกต้องล้มละลาย ความเชื่อมั่นต่อเงินยูโรจะลดลง และอาจมีปัญหาลามปามไปสู่ประเทศสเปนและอิตาลีในเรื่องความเชื่อมั่นที่อาจทำให้เกิดวิฤต ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ผลตอบแทนของพันธบัตร 10 ปี ของทั้ง 2 ประเทศเพิ่มขึ้นสูงและถ้าสูงเกิน 7% ย่อมหมายถึงวิกฤตของเงินยูโร นอกจากนี้ ถ้ากรีกออกจากเงินยูโรอาจทำให้บางประเทศหาทางออกเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะในบางประเทศก็มีการต่อต้านสหภาพยุโรปจากทั้งพรรคฝ่ายซ้ายจัดและพรรคขวาจัด ประเทศที่ใกล้เคียงกับกรีกคือสเปน พรรคซ้ายจัดชื่อพรรค Podemos มีผู้นำอายุไม่เกิน 40 ปี และยังมีบางกระแสในไอร์แลนด์เช่นกัน และถ้ากรีกต้องออกจากเงินสกุลยูโรแล้วลามปามไปถึงประเทศอื่น ก็จะทำให้เศรษฐกิจของสภาพยุโรปซึ่งอ่อนแออยู่แล้วติดลบ กลายเป็นวิกฤตรอบใหม่ที่จะกระทบกับเศรษฐกิจโลกโดยรวม ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ทั้งสองฝ่ายจะต้องหาทางออกแทนที่จะปล่อยให้เกิดการระเบิด นอกจากนั้น อังกฤษและสหรัฐอเมริกาก็มีการเตือนเยอรมันว่าควรจะมีการผ่อนปรนให้กรีกบ้าง เพราะประชาชนเดือดร้อน มิฉะนั้นถ้าเกิดวิกฤตขึ้นมา เศรษฐกิจโลกที่กำลังเริ่มฟื้นตัวก็จะมีปัญหา ผู้เขียนเชื่อว่า ความขัดแย้งของกรีกกับทรอยก้า จะยังไม่ระเบิดในช่วงนี้ แต่จะมีโรดแมปดังต่อไปนี้

1.วันที่ 28 กุมภาพันธ์ จะครบกำหนดหนี้ ถ้าหากทรอยก้าไม่ยอมยืดอายุหนี้ กรีกก็จะล้มละลาย และต้องออกจากเงินยูโร แม้กรีกได้ออกข่าวทำนองว่าจะขอความช่วยเหลือจากจีนและรัสเซีย ความเป็นไปได้ยังมีข้อจำกัดอยู่ เพราะรัสเซียมีเงินสำรอง 5 แสนกว่าล้านดอลลาร์ แต่ก็มีการใช้ปกป้องเงินสกุลรูเบิล ยิ่งกว่านั้น ปีนี้เศรษฐกิจรัสเซียจะติดลบประมาณ 3-5% จีนเองแม้จะมีเงินสำรองมากก็ต้องเอาเงินมาผยุงเศรษฐกิจตัวเองและไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อหา R&D และผลตอบแทน ซึ่งกรีกไม่ใช่ประเทศเป้าหมายสำคัญในด้านนโยบายต่างประเทศของจีน เพราะฉะนั้น ความช่วยเหลือจาก 2 ประเทศอย่างเก่งก็คือ ช่วยรักษาสภาพคล่องชั่วคราวเท่านั้น

2.ผู้เขียนเชื่อว่าจากนี้ ถึง 28 กุมภาพันธ์ ทั้ง 2 ฝ่ายคงจะประนีประนอมกัน กล่าวคือ ทรอยก้าคงจะยืดหนี้ไปอีก 6 เดือน เพื่อใช้ 6 เดือนนั้นเจรจาหาทางออก เพราะฉะนั้นจุดพิจารณาว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะระเบิดหรือไม่ ก็คือ จะมีการยืดหนี้ต่ออายุให้กรีกหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์หรือไม่

3. และแม้จะต่ออายุให้กรีกก็ตาม กรีกกับทรอยก้าคงยังต้องเจรจาหาทางประนีประนอมโดยกรีกจะมีการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ด้วยการออกพันธบัตรจากตลาดการเงินซึ่งดอกเบี้ยต่ำกว่าที่กู้จากทรอยก้า ส่วนจะสำเร็จหรือไม่คงจะต้องดูต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น กรีกจะทำอะไรไม่ได้เลยถ้าทรอยก้าไม่เห็นชอบ เพราะพันธบัตรของกรีกมีมูลค่าเหมือน Junk Bond

โดยสรุป ผู้เขียนเชื่อว่า กรีกกับสหภาพยุโรปยังเป็นปัจจัยปัญหาของเศรษฐกิจโลก และจะสร้างความตื่นเต้นในรูปความผันผวนของตลาดหุ้น ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และตลาดโภคภัณฑ์ อย่างน้อยอีกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ผู้เขียนไม่เชื่อว่า กรีกจะถูกบังคับให้ออกจากเงินสกุลยูโรในเวลาอันสั้น ในด้านระยะกลางต้องมาดูผลการเจรจาผ่อนปรนยืดอายุหนี้หลัง 28 กุมภาพันธ์นี้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ

8641

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในบทความฉบับก่อนได้มีการวิเคราะห์ถึงการเสียความสามารถในการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจไทยซึ่งเป็นผลจากปัจจัยหลายประการ สำหรับบทความฉบับนี้จึงขอเสนอแนวความคิดในการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มและเสริมสร้างขีดความมารถในการแข่งขันดังนี้

ประการแรก เนื่องจากค่าแรงของไทยแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ในกรณี CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) ค่าแรงของประเทศเหล่านี้เฉลี่ยประมาณ 30% ของค่าแรงไทย ในกรณีฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียค่าแรงจะอยู่ที่ประมาณ 50% ของค่าแรงไทย อีกทั้ง การจัดตั้ง AEC ที่เริ่มด้วยการตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 1993 ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย เนื่องจากเรายังผลิตสินค้าที่เน้นแรงงานและมีมูลค่าเพิ่มต่ำ สินค้าไทยจึงถูกเบียดเหมือนกับแซนวิซจาก 2 ด้าน คือ สินค้าจาก CLMV ในด้านหนึ่ง และสินค้าจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งส่งผลกระทบให้การส่งออกสินค้าไทยตกต่ำลงทั้งในระดับภูมิภาคอาเซียนและในระดับโลก ทางออกของไทยคือ จะต้องมีการปรับสินค้าไทยให้มีมูลค่าเพิ่มระดับกลางแบบเดียวกับมาเลเซียที่มีการปฏิรูปตั้งแต่ทศวรรษ 1990 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะต้องมีการกำหนดเป็นรูปธรรมถึงประเภทสินค้าและบริการเป้าหมาย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกำหนดบ้างแล้ว เช่น อุตสาหกรรมรถยนตร์ เกษตรกรรม การท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันกำหนดสินค้าและบริการเป้าหมายให้หลากหลายกว่านี้เพื่อส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ประการที่ 2 ดังที่กล่าวไว้ในบทความที่แล้วว่า หลังยุคสงครามเย็น (ตั้งแต่ปี 1989) ได้เกิดกระแสการรวมกลุ่มในรูปเขตการค้าเสรี สหภาพศุลกากร และตลาดร่วม (ประชาคมเศรษฐกิจ) อย่างมากมายทั่วทุกภูมิภาค ผลกระทบสำหรับสินค้ารไทยคือ ถ้าสินค้าไทยไม่ได้มีแหล่งกำเนิดในประเทศสมาชิกที่มีการรวมกลุ่มก็จะเสียเปรียบสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศสมาชิกที่มีการรวมกลุ่ม ดังนั้นสินค้าไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นการผสมผสานระหว่างการลงทุน (เพื่อให้มีแหล่งกำเนิดสินค้าในประเทศสมาชิกรวมกลุ่ม) และการส่งออกจากประเทศไทย โดยทั้งนี้ ต้องศึกษาว่าแต่ละกลุ่มมีการกำหนดสัดส่วนของแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างไร วิธีการดังกล่าวจะช่วยให้สินค้าไทยไม่เสียเปรียบเพราไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าและไม่มีการกำหนดโควตา ยิ่งกว่านั้นก็เป็นการเปิดทางให้ธุรกิจไทยได้เรียนรู้และขยายการลงทุนไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค

ประการที่ 3 เนื่องจากมีกระแสการรวมกลุ่มทั่วทุกภูมิภาคในโลก ดังนั้นธุรกิจไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบการผลิตเชื่อมโยงแบบสายโซ่แห่งคุณค่า โดยกระจายการผลิตไปหลายประเทศเพื่อจะได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านต้นทุนและคุณภาพ

ประการที่ 4 เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานยของไทยยังเป็นตัวถ่วงด้านต้นทุนเพราะมีการพัฒนาน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านขนส่งหรือโลจิสติกส์ ดังนั้น รัฐจะต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เส้นทางที่มีการเชื่อมโยงในกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) และในกรอบที่เชื่อมโยงกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย (IMT-GT)

ประการที่ 5 นอกจากนั้น ภายใต้กรอบดังกล่าวจะต้องเร่งพัฒนาด้านการค้าระหว่างชายแดนในจุดต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงตามรอยตะเข็บตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยว การขนส่งและโลจิสติกส์

ประการที่ 6 ประเทศไทยจะต้องมีการปฏิรูปการศึกษาในลักษณะการเน้นประสิทธิภาพในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ คำนวณ วิทยาศาสตร์ การอ่าน (Reading) เพื่อจับประเด็น ส่งเสริมการเรียนรู้เชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับปฏิบัติ ส่งเสริมการเรียนรู้ให้รู้จักตนเองเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันที่ตรงกับคนและจะทำให้คนรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งก็จะทำให้คนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ อย่างแท้จริง เพิ่มการเรียนรู้ในลักษณะวิเคราะห์ Critical Mind ไม่ใช่เชื่อคนง่าย ๆ ตลอดจนการเรียรนรู้ต่อยอด (Organic Mindset) ซึ่งจะนำไปสู่ระบบคิดในเชิงนวัตกรรม นอกจากนั้น ควรจะพัฒนาการศึกษาตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับประถม ระดับมัธยม ระดับมหาวิทยาลัยให้เกลียดการคอรัปชั่น และการพัฒนาความรู้ในด้านประชาธิปไตยที่ครบวงจรที่สมบูรณ์ ไม่ใช่เน้นเฉพาะการเลือกตั้ง

ประการที่ 7 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนอย่างมหาศาล เศรษฐกิจหลายประเทศจึงอาจกลายเป็นลูกโป่ง (Bubble) เช่น กรณีวิกฤตปี 1997 ของไทย ดังนั้นจึงควรเน้นนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค สำหรับในระดับมหภาคจะต้องเน้นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความพอเพียงคือ ต้องบริหารรายรับรายจ่ายให้สอดคล้องกัน ไม่ใช่ไปกู้ล่วงหน้าดังที่เคยเกิดกับประเทศไทยมาก่อน ความมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจึงอยู่ที่การเฝ้าระวังด้านหนี้สาธารณะ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลงบประมาณ และเงินเฟ้อ ตลอดจนการเฝ้าระวังในด้านเงินสำรองระหว่างประเทศ ในแง่จุลภาคนั้นทั้งระดับธุรกิจและระดับบุคคลจะต้องยึดเอาพระราชดำรัสด้านเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งก็คือ ความยั่งยืนของทั้งธุรกิจและส่วนตัว ในสิ่งที่จับต้องได้ก็คือความสมดุลระหว่างรายรับและรายจ่าย ความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ ความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม

ประการที่ 8 เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนมาสู่ยุคดิจิตอล การพัฒนาเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญมาก ทั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับความรู้ในเรื่องดิจิอลของคน การปรับธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจ SME (ซึ่งเสียเปรียบในการใช้ระบบ IT) และการปรับโครงสร้างของประเทศที่มีการปรับใช้ IT อย่างเหมาะสมกับสถานภาพของประเทศ อีกทั้งการพัฒนาความเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการนำระบบ IT และดิจิตอลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพคน และเพิ่มนวัตกรรมให้กับสินค้าและบริการ

ประเทศไทยขณะนี้กำลังอยู่ในฐานะต้องปรับโครงสร้างขนาดใหญ่ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ทั้งในระดับมหภาค ระดับธุรกิจ และระดับบุคคล บทความฉบับนี้จึงเป็นเพียง Input ในการมีส่วนร่วมในปฏิรูปประเทศ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

วิเคราะห์..เศรษฐกิจไทย

8605

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เศรษฐกิจไทยในเชิงโครงสร้างในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ปรับตัวไม่ทันกับการแข่งขันของโลก กล่าวคือ ในขณะที่ปัจจัยทางด้านเศราฐกิจ การเมือง และสังคม ทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแผ่กว้างและรุนแรง แต่การปรับตัวของเศรษฐกิจและธุรกิจของไทยยังตามไม่ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ดัชนี้ชี้วัดที่เห็นได้ชัดคือ การส่งออกและอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ส่งออกไทยในช่วงที่มา อัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 4-5% ยิ่งสองปีที่ผ่านมานั้นก็มีการติดลบ และเมื่อเทียบกับในทศวรรตที่ 1980 ถึง 1990 (จนถึงปี 1996) ซึ่งมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 20 % จะเห็นว่าแตกต่างกันมาก ถ้าดูจากอัตาการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเห็นว่าในช่วงปี 1997 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันจะเฉลี่ยอยู่ที่ 4 % ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดของอาเซียน (ยกเว้นบรูไน) และเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วง 1980 – 1995 ซึ่งเฉลี่ยประมาณ 8 – 10 % จะเห็นได้ว่า การเติบโตในระยะหลังจะเป็นเพียงครึ่งหนึ่งหรือต่ำกว่าช่วงก่อนหน้านี้ และดัชนีที่แสดงถึงความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงอีกประการคือ คุณภาพทางการศึกษา ปรากฏว่า Global Economic Forum ได้จัดอันดับการศึกษาไทยอยู่อันดับที่ 8 ของอาเซียน แพ้เวียดนามและกัมพูชา ดัชนีที่ได้กล่าวถึงดังกล่าว ย่อมเป็นภาพฉายถึงปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ปัญหาในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจอาจวิเคราะห์ได้ดังนี้

ประการแรก โลกและภูมิภาคอาเซียนมีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา กล่าวคือ เรามีเขตการค้าเสรี (AFTA) ซึ่งหมายถึง สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในอาเซียนเข้าออกระหว่างประเทศสมาชิกมีการเก็บภาษีนำเข้าเท่ากับ 0 และโควตา (NTB) เท่ากับ 0 สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในอาเซียนนั้นหมายถึง สินค้าที่มีการใช้แรงงานและวัตถุดิบ 40% ของอาเซียนประเทศเดียวหรือสองประเทศก็ได้ ก็ถือว่ามีแหล่งกำเนิดในอาเซียนแล้ว ผลดังกล่าวคือ ไม่ใช่แค่สินค้าอาเซียน แต่สินค้าจากทั่วโลกก็จะมีการแปลงสัญชาติเป็นสินค้าอาเซียน ผลของ AFTA ดังกล่าวก็ทำให้สินค้าไทยซึ่งยังมีลักษณะเน้นการใช้แรงงานและวัตถุดิบเป็นหลัก ไม่สามารถแข่งขันในอาเซียนหรือแม้แต่ในไทยได้ เพราะจะมีสินค้าดังกล่าว เช่น สิ่งทอ ที่ผลิตในกลุ่มประเทศ CLMV หรือชิป (Chip) ที่ผลิตในฟิลิปินส์ อินโดนีเซียเข้ามาแข่งขัน นอกจากนี้ไทยยังไม่สามารถแข่งได้ในตลาดโลกเพราะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น เช่น จีน อินเดีย และอื่น ๆ

ประการที่สอง ในช่วงยุคหลังสงครามเย็น (ปี 1989) เป็นต้นมา ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้มีการรวมกลุ่มในลักษณะเขตการค้าเสรีและตลาดร่วม ดังนั้นประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มก็จะเสียเปรียบ กล่าวคือ สินค้าเข้าออกต้องเสียภาษีเท่ากับประเทศสมาชิก WTO ที่เรียกว่า MFN Rate แต่ถ้ามีแหล่งกำเนิดในประเทศสมาชิกจะเสียภาษีนำเข้าเท่ากับ 0 ผลคือ สินค้าไทยเมื่อส่งไปประเทศดังกล่าวก็จะเสียเปรียบ เนื่องจากเสียภาษีสูงกว่า นอกเสียจากธุรกิจดังกล่าวจะมีการปรับตัวไปลงทุนเพื่อให้มีแหล่งกำเนิดในประเทศกลุ่มนั้น ๆ การส่งออกของไทยจึงเกิดปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ประการที่สาม ระบบการศึกษาของไทยยังอยู่ในสภาพที่สอนให้คนจดจำ แต่ไม่ได้สอนให้เกิดการวิเคราะห์ สอนให้มองแต่ปัจจุบันและอดีต แต่ไม่สอนให้มองไกลไปในอนาคต 5-10 ปี หรือ 10 – 20 ปี ข้างหน้า  อีกทั้งระบบการศึกษาไทยยังไม่ได้เน้นเรื่องคำนวณ ไม่ได้เน้นทาง Reading (การอ่านเพื่อจับประเด็น) ไม่ได้เน้นเรื่องวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และนวัตกรรม มีแต่เน้นจำนวนคนจบปริญญา พูดง่าย ๆ เน้นเรื่องตัวปริญญาแต่ไม่ได้เน้นความรู้จริง ๆ ดังนั้นจึงมีคนเรียนจบปริญญาตรี โท เอก เยอะแยะมากที่เอาเข้าจริงไม่มีความรู้ ประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นจะเน้นเรื่องความรู้ เน้นให้รู้จักตนเอง และการใฝ่หาความรู้จึงจะทำให้เจริญ ตัวอย่างเช่น บิล เกตส์ หรือ สตีฟ จ๊อบ ที่ไม่ได้เรียนจบปริญญา แต่รู้จักตนเอง และทำในสิ่งที่ตัวเองรักจนจะประสบความสำเร็จ ระบบการศึกษาของไทยจึงเป็นเหมือนตัวถ่วงและทำให้ไทยตกมาอยู่ที่อันดับ 8 ของอาเซียน กล่าวคือ เวียดนามและกัมพูชา จะเรียนภาษาอังกฤษเพื่อมาใช้งานและต้องการความรู้จริง ๆ ดังนั้นการเรียนแค่ 5 ปีจึงมีความรู้มากกว่าไทยที่เด็กเรียนกว่า 20 ปีแต่ใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้

ประการที่สี่ เนื่องจากระบบการศึกษาย่ำแย่ก็สามารถสร้างปัญหาทางการเมืองได้ การเรียนรู้ไม่จริง เชื่อคนง่าย เชื่อแต่ว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ไม่ได้ดูให้ถ่องแท้ว่าประชาธิปไตยหมายถึง กระบวนการที่ต้องชอบธรรมตั้งแต่การเลือกตั้งและการดำเนินงานจนถึงตอนจบ ถ้าเริ่มต้นการเลือกตั้งด้วยการโกงก็นับว่าขาดความชอบธรรม และถ้าไม่ได้โกงแต่บริหารงานแย่ก็นับว่าขาดความชอบธรรมเช่นกัน อีกทั้งตอนจบไม่ยอมออกจากตำแหน่ง โดยในบางประเทศถึงกับต่ออายุการทำงานของตัวเองด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ ในประเทศที่มีลักษณะเช่นนี้ ถ้ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งและประชาชนมีการศึกษาดี อย่าว่าแต่โกงเลย ถ้าเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์หรือบริหารงานล้มเหลว ประชาชนก็จะออกมากดดันให้ออก ซึ่งในประวัติศาสตร์ไม่ไกลนักของไทย รัฐบาลโกงแล้วโกงอีก ยังมีกองทัพประชาชนมาช่วย ซึ่งกองทัพประชาชนดังกล่าวก็มาจากการหาเสียง แจกเงิน เน้นนโยบายประชานิยม จนในที่สุดก็จะจบลงที่การทำสงครามกลางเมืองถ้าไม่มีการทำรัฐประหารเสียก่อน

ประการที่ห้า เศรษฐกิจของไทยกำลังเผชิญปัญหางบประมาณลงทุนเหลือ 17 % ส่วนที่เหลือคือ งบประมาณประจำที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งมากจากนโยบายประชานิยม รัฐจะหารายได้มาได้อย่างไร ในเมื่อประเทศกำลังเสียความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้รายจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากโครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนเป็นพีระมิดหัวกลับ หมายถึง คนแก่จะมากขึ้น ภาระของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นมหาศาล รัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร

ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไข จะแก้ไขอย่างไร การจัดตั้งสภาปฏิรูปจะประสบความสำเร็จหรือไม่ยังเป็นปรัศนี ส่วนคำตอบนั้นผู้เขียนจะวิเคราะห์และนำเสนอในบทความครั้งหน้า

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น