เศรษฐกิจ 4 กลุ่มประเทศในภาวะฟื้นตัว ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั่วโลก

7635

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจของจีน ซึ่งปรากฏว่า อยู่ในลักษณะที่เรียกกันว่า “Balance sheet recession” กล่าวคือ จีนกำลังเกิดปัญหาเศรษฐกิจกำลังขยายตัวอ่อนแอทั้ง ๆ ที่ รัฐบาลได้อัดฉีดเงินตั้งแต่เดือนเมษายน ในลักษณะ Mini stimulus (การกระตุ้นอย่างอ่อน ๆ) ซึ่งยังไม่ได้ผล ล่าสุดรัฐบาลได้เพิ่มเงินอัดฉีดด้วยการปล่อยกู้ให้กับธนาคาร อีกทั้งลดสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคาร แต่ก็ไม่ได้ผล ซึ่งส่วนหนึ่งซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญเกิดจากการที่ขณะนี้หนี้ภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากระดับร้อยละ 151 ของ GDP ในปี 2008 เป็นกว่าร้อยละ 250 ของ GDP ในขณะนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนตัวเลขหนี้ที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา องค์กรภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ จึงเริ่มชะลอการกู้และพยายามแก้ปัญหาด้วยการลดหนี้ ซึ่งทำให้เงินอัดฉีดที่รัฐปล่อยสู่ธนาคารจึงไม่เป็นผล อีกทั้งธนาคารเองก็มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นจึงพยายามชะลอการปล่อยกู้สินเชื่อ สถานการณ์ดังกล่าวหมายถึงว่า ในงบดุลของเอกชนนั้นมีหนี้มากมาย เอกชนจึงพยายามชะลอการลงทุน ลดการใช้จ่าย เพื่อแก้ปัญหาเรื่องหนี้จึงส่งผลให้เศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกในทางเทคนิคว่า “Balance sheet recession” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เดียวกันที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 1990 ทำให้ญี่ปุ่นเจอกับปัญหาการถดถอย เศรษฐกิจชะงักงันไปกว่าสองทศวรรษ นอกจากนี้จีนยังเจอกับปัญหาอสังหาริมทรัพย์ที่ตกต่ำ คอนโดรกร้างว่างเปล่า ราคาตกลง ผสมกับปัญหา Shadow Banking ดังนั้นรัฐบาลจีนเมื่อ 2 วันที่ผ่านมานี้จึงออกมายอมรับว่า เศรษฐกิจจีนคงจะต้องชะลอตัวลงจากระดับร้อยละ 7.4-7.5 ในขณะนี้

ในกรณีของสหภาพยุโรปนั้น เนื่องจากเกิดปัญหาเงินฝืด (Defection) ธนาคารกลางจึงต้องอัดฉีดเงินด้วยวิธีดังนี้

1.ใช้มาตรการที่เรียกว่า TLTRO (targeted longer-term refinancing operation) ซึ่งกำหนดเงินไว้ 2 ก้อนเพื่อปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ร้อยละ 0.05 และจะคงอยู่ที่ระดับนี้ไปตลอด 4 ปี กองแรกเริ่มปล่อยแล้ว 4 แสนล้านยูโร ปรากฏว่าธนาคารพาณิชย์สนใจกู้แค่ 85,000 ล้านยูโร ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้

2.ธนาคารกลางกำลังดำเนินมาตรการ QE ด้วยวิธีการ 2 ประการ หนึ่งคืออาจจะพิมพ์เงินเพื่อไปซื้อพันธบัตรของรัฐบาลแบบที่เคยทำมาแล้วในช่วงวิกฤต (เป็นการปล่อยซื้อพันธบัตรในตลาดรอง-secondary market) กับอีกประการคือ ไปซื้อสินทรัพย์ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันของเอกชน (asset backed security) หรือกล่าวอีกนัยคือ อัดฉีดเงินสภาพคล่องเพื่อไปซื้อ Securitization ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีผลลัพธ์อย่างไร

สหภาพยุโรปในขณะนี้ภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีแรกอยู่ในลักษณะทรงตัว บางประเทศเกิด Recession เช่น อิตาลีและฟินแลนด์ ส่วนประเทศที่อัตราการขยายตัวดีขึ้น ได้แก่ อังกฤษ ขยายตัวร้อยละ 3.1 และสเปนขยายตัวร้อยละ 0.8

ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีอัตราการเติบโตติดลบเล็กน้อย จากผลการขึ้น Sales Tax จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8 ซึ่งทำให้ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวติดลบที่ร้อยละ -7 ลบล้างการขยายตัวในไตรมาสแรกที่ร้อยละ 6 โดยสิ้นเชิง อีกทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นในปีหน้าก็จะขึ้น Sales Tax จากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 10 เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า ญี่ปุ่นยังต้องเผชิญกับการฟื้นตัวที่มีลักษณะแผ่วเบา ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เรียกว่า ลูกศร 3 ดอก คือ 1.มาตรการทางการเงิน เช่น การปล่อยให้เงินอ่อนตัวลง 2.มาตรการทางการคลังคือ ใช้ QE กระตุ้นเศรษฐกิจ และ 3.เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันคือ การเข้า TPP และการส่งเสริมการท่องเที่ยว คือ การยกเว้น visa ในบางประเทศซึ่งไทยก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย

สหรัฐอเมริกาจึงเป็นเพียงประเทศเดียวที่มีอัตราการเติมโตดี โดยคาดว่าปีนี้อัตราการเติบโตจะอยู่ที่ร้อย 2.1 ทำให้ธนาคารกลางจะยกเลิก QE ที่จะหมดในเดือนตุลาคมนี้ และเป็นที่คาดหวังว่า อัตราดอกเบี้ยในปีหน้าจะอยู่ในทิศทางขาขึ้น ถ้าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้

เศรษฐกิจโลกซึ่งถูกกำหนดโดย 4 กลุ่มประเทศที่ได้พูดถึงมาอยู่ในภาวะฟื้นตัวอ่อน ๆ ส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยัง บราซิล ออสเตรเลีย กลุ่มประเทศอาเซียนรวมทั้งไทยและประเทศอื่น ๆ และเป็นที่คาดว่าในอีก 2-3 สัปดาห์จากนี้ IMF คงจะมีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจโลดลดลงจากเดิมอย่างแน่นอน ผลพวงดังกล่าวจะทำให้การส่งออกและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยไม่สดสวยเท่าที่ควร

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สถานการณ์การแบ่งแยกประเทศของ “สกอตแลนด์”

7571

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในสัปดาห์หน้าจะมีการหยั่งเสียงประชามติในสกอตแลนด์ เพื่อที่จะตัดสินอนาคตว่า แคว้นสกอตแลนด์จะกลายเป็นประเทศที่แยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรหรือไม่ จากการหยั่งเสียงเมื่อประมาณ 1-2 เดือนที่ผ่านมา จำนวนคนที่ต้องการแยกมีน้อยกว่าคนที่ต้องการให้คงอยู่ในสหราชอาณาจักร โดยห่างกันกว่า 10 % แต่ผลจากการรณรงค์อย่างมีประสิทธิภาพของฝ่ายที่ต้องการแยกทำให้ผลจำนวนคนที่ต้องการแยกและผู้ที่ต้องการอยู่ในสหราชอาณาจักรล่าสุดอยู่ในลักษณะสูสีมาก อีกทั้งการหยั่งเสียงในบางแห่งยังแสดงให้เห็นถึงผู้ที่ต้องการแยกสกอตแลนด์มีจำนวนมากกว่าด้วยซ้ำ

สัปดาห์หน้าคือในวันที่ 17 กันยายน จะเป็นตัวชี้ชะตากรรมในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของสหราชอาณาจักร ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญก็ว่าได้

ความจริงนั้น สกอตแลนด์ได้รวมกับอังกฤษตั้งแต่ปีค.ศ.1707 ซึ่งหมายความว่ารวมกับอังกฤษจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลา 307 ปีแล้ว การตัดสินใจในสัปดาห์หน้าจึงถือว่ามีนัยยะต่อการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของอังกฤษหรือที่เราเรียกว่า สหราชอาณาจักร อย่างมีนัยสำคัญ

เรื่องของความคิดในการแยกสกอตแลนด์ให้ออกเป็นประเทศอิสระนั้นยังไม่ใช่เป็นเรื่องกดดันอย่างมากมายดังเช่นในกรณีของแคว้นแคทาโลเนีย (Catalonia) และแคว้นบาสก์ (Basque) ของสเปน ซึ่งทั้งสองแคว้นมีการเรียกร้องความเป็นรัฐจากสเปนติดต่อกันเป็นร้อยปีและรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ ในกรณีของสกอตแลนด์ ความรู้สึกชาตินิยมแม้จะมีอยู่ติดต่อกันเป็นร้อยปีก็ตาม แต่กระบวนการในการเรียกร้องเพื่อแยกตัวออกมาเป็นรัฐอิสระยังมีขอบเขตจำกัดและไม่รุนแรง เพียงแต่ว่า ความรู้สึกชาตินิยมนั้นมีอยู่ต่อเนื่อง ดังนั้น ในช่วงของรัฐบาลพรรค Labour จึงได้มีนโยบายแก้กฎหมายให้สกอตแลนด์มีการปกครองตนเอง มีรัฐบาลของแคว้น และมีรัฐสภาของตนเอง โดยให้มีนโยบายปกครองตนเองในเรื่องการศึกษา สวัสดิการ โดยรัฐบาลกลางของอังกฤษจะดูแลเรื่องนโยบายต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง การได้รับการปกครองตนเองของสกอตแลนด์แทนที่จะช่วยสยบแนวคิดชาตินิยมสกอตแลนด์ กลับเป็นตัวสร้างแรงกระตุ้น พูดง่าย ๆ คือ “เมื่อได้คืบก็จะเอาศอก” ดังนั้น รัฐบาลปัจจุบันภายใต้นายเดวิด คาเมรอน จึงได้ตัดสินใจแก้ไขกฎหมายผ่านรัฐสภาให้ประชาชนสกอตแลนด์มีสิทธิ์ในการหยั่งเสียงเพื่อที่จะแยกตัวออกไปหรือไม่ แนวคิดจริง ๆ ของคาเมรอนคือ เชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของสกอตแลนด์ต้องการอยู่กับอังกฤษ เพราะพิจารณาการหยั่งเสียง คนต้องการอยู่มีมากกว่าคนต้องการแยก โดยห่างกันถึง 10-20% ดังนั้น คาเมรอนจึงคาดว่า ถ้ามีหยั่งเสียงประชามติ เสียงส่วนใหญ่จะเลือกอยู่กับอังกฤษ ปัญหาของสกอตแลนด์ก็จะจบลงโดยสิ้นเชิง ซึ่งปรากฏว่า เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะข้อเท็จจริง การรณรงค์อย่างได้ผลของผู้ที่ต้องการแยกสกอตแลนด์ทำให้ขณะนี้ผลคะแนนสูสีกันมาก และถ้าผลในสัปดาห์หน้าออกมาว่า สกอตแลนด์ต้องการแยกตัวออกจากอังกฤษ ก็ถือเป็นการตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ของอังกฤษภายใต้การนำของนายเดวิด คาเมรอน พรรคอนุรักษ์นิยม

ถ้าเกิดในกรณีที่ผลของการหยั่งเสียงนั้นเป็นไปในทำนองว่า ประชาชนเลือกที่จะแยกสกอตแลนด์ออกจากอังกฤษกลายเป็นประเทศใหม่ ผลที่จะตามมาคือ

1.สกอตแลนด์จะต้องหลุดออกจากสหภาพยุโรป และถ้าจะเข้าไปก็ต้อสมัครใหม่ และต้องดำเนินตามเงื่อนไขที่ถูกกำหนดโดยสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

2.สกอตแลนด์จะใช้เงินตราอย่างไร แม้ว่าผู้นำสกอตแลนด์จะเน้นที่จะใช้เงินปอนด์ในฐานะส่วนหนึ่งของ “สหภาพทางการเงิน (Currency Union)” ซึ่งในกรณีดังกล่าว ผู้ว่าการธนาคารอังกฤษได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ในลักษณะดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็จะสร้างปัญหาให้กับระบบการเงินและการค้าที่มีต่อสกอตแลนด์

3.อังกฤษมีเรือใต้น้ำปรมาณูที่มีฐานทัพในสกอตแลนด์ และถ้าสกอตแลนด์แยกตัวออกไป ผู้นำสกอตแลนด์ได้ประกาศว่า จะไม่ยอมให้เป็นที่ตั้งของขีปนาวุธดังกล่าว เนื่องจากผู้นำสกอตแลนด์ไม่ต้องการให้สกอตแลนด์ถูกอังกฤษดึงเข้าสู่สงครามดังเช่นในกรณีที่อังกฤษบุกอิรักร่วมกับสหรัฐอเมริกา

4.ผลกระทบต่อต่างประเทศมหาศาล เพราะเท่ากับว่าจะเป็นการเติมเชื้อไฟแยกแผ่นดินในสเปนและเบลเยียมให้กระพือขึ้น ซึ่งในเดือนพฤษจิกายนที่จะถึง ผู้นำแคว้นแคทาโลเนียของสเปน ซึ่งมีบาร์เซโลน่าเป็นเมืองหลวงกำลังจะทำประชามติเพื่อแยกแคว้นออกจากสเปน ผลกระทบจากสกอตแลนด์จึงมีผลต่อสเปนอและเบลเยียมค่อนข้างมาก เพราะทั้งสองประเทศมีกระแสชาตินิยมสูงและต้องการแยกแผ่นดินชัดเจนและรุนแรงกว่าสกอตแลนด์

5.ปัญหาสกอตแลนด์จะทำให้สถานภาพของอังกฤษและสเปนตกต่ำลง เนื่องจากจะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กลง อังกฤษเดิมมีประชากร 65 ล้านคน จะเหลือประชากรประมาณ 60 ล้านคน อีกทั้งจะมีกระแสชาตินิยมในแคว้นเวลส์และไอร์แลนด์เหนือเกิดขึ้นตามมา ส่วนสเปนประชากรจะลดลงจาก 46 ล้านคน เหลือ 38 ล้านคน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเรียกร้องของแคว้นบาสก์ตามมา

สกอตแลนด์กำลังเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจใน 3 ประเทศของสหภาพยุโรป อีกทั้งยังเป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ของยุโรปและโลก เหตุการณ์ในสกอตแลนด์ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้าจึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดใหม่

7570

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นโฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะเห็นได้ว่า โฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่นี้เป็นภาพสะท้อนของภาพลักษณ์ 3 ประการเด่น ๆ คือ 1.การเน้นความมั่นคง 2.การเน้นความเป็นเอกภาพ และ 3.การเน้นภาพลักษณ์ของทีมที่ทำงานได้และไว้ใจได้

ภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงจะเห็นได้ว่า เป็นการที่จะเอาผู้ที่มีส่วนร่วมในการรัฐประหารเข้ามามีบทบาทในรัฐบาล ดังนั้นจึงจะเห็นทหารเข้ามาเป็นรัฐมนตรีจำนวนมาก และที่สังเกตได้ก็คือ เป็นทหารที่ร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายและกำลังเกษียณ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องโยกเอาคนเหล่านี้มาเป็นรัฐมนตรีซึ่งนอกจากจะเป็นการตอบแทนที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแล้ว ยังเป็นหลักประกันความมั่นคงของคสช.อีกด้วย นอกจากนี้ การขึ้นมาเป็นรัฐมนตรียังเป็นการเปิดโอกาสให้รุ่นน้องสามารถขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโตได้ เท่ากับว่าเป็นการรับประกันความมั่นคงด้วยการสืบทอดอำนาจให้บุคคลที่ไว้ใจได้อีกด้วย

ภาพลักษณ์ด้านการเน้นเอกภาพ จะเห็นได้จากชุดของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นสายทหารหรือสายพลเรือน โดยเฉพาะในทีมเศรษฐกิจก็จะเป็นชุดซึ่งอยู่ในทีมเดียวกัน จะเห็นได้ว่า บุคลากรจะเป็นคนที่หม่อมอุ๋ยไว้ใจได้ ซึ่งก่อนหน้านี้จะเห็นว่าชื่อบางคนจะปรากฏในข่าวแต่เมื่อเอาเข้าจริงกลับไม่มีในรายชื่อ เพราะต้องยอมรับว่า กลุ่มที่ปรึกษาของ คสช.นั้นยังมีความเห็นที่ไม่อยู่ในทีมเดียวกัน กรณีที่เด่นชัดคือ กรณีของหม่อมอุ๋ยกับดร.สมคิด ดังนั้นในการสร้างคณะรัฐมนตรีชุดนี้ภายใต้การดูแลของหม่อมอุ๋ย จะต้องได้บุคลากรที่เป็นทีมเดียวกันกับหม่อมอุ๋ย

ภาพลักษณ์ด้านการเน้นทีมทำงานและไว้ใจได้ คือการที่บอกว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่ทำงานได้จริง มีประสบการณ์ เพราะฉะนั้น รัฐบาลจึงประกอบด้วยบุคคลที่เคยเป็นอธิบดี ปลัดกระทรวง หรือเคยมีประสบการณ์ด้านการบริหาร เช่น คุณสมหมาย และในการที่ทหารเข้ามาดูแลหลายกระทรวง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม ก็จะถูกประกบด้วยรัฐมนตรีช่วยซึ่งก็คือ ข้าราชากรเดิมที่มีความรู้หรือเคยกำกับกระทรวงดังกล่าว เช่น คุณอภิรดี อดีตอธิบดีกระทรวงพาณิชย์ คุณดอน อดีตลูกหม้อของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคมก็มีอดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี

ภารกิจหลักของรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจก็คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจในช่วง 7 เดือนแรกยังติดลบ การส่งออกก็ติดลบ เพราะฉะนั้น ภารกิจที่สำคัญก็คือการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในปีนี้และปีหน้า ภารกิจนี้จะเป็นภารกิจที่อาจไม่ยากนักเนื่องจากในครึ่งปีหลังรัฐบาลสามารถที่จะใช้งบประมาณอัดฉีดเพียงแค่ขอให้เบิกจ่ายได้รวดเร็ว ในภารกิจนี้ การเน้นเรื่องการคลังโดยเฉพาะการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพจะมีส่วนช่วยกระตุ้นไปสู่การขยายตัวของการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน ส่วนที่ยากในภารกิจนี้มาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจภายนอก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวช้ากว่าที่ควรจะเป็น เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปก็ถูกกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เรื่องของยูเครนและปัญหาเงินฝืด เศรษฐกิจของญี่ปุ่นในครึ่งปีแรกขยายตัวติดลบมาจากปัญหาการขึ้น Sales Tax ในไตรมาสที่ 2 และจะต่อเนื่องทั้งปี ปัญหาของจีนคืออัตราการขยายตัวต่ำที่ 7.4 – 7.5 % อีกทั้งปัญหาการเมืองในตะวันออกกลาง และปัญหาโรคระบาดจากเชื้อไวรัสอีโบลา

ในเรื่องของการท่องเที่ยว แม้ว่าจะได้บุคลากรที่อยู่ในวงการก็ตาม แต่ประเด็นเรื่องการท่องเที่ยวคือ การประกาศกฎอัยการศึกที่ทำให้บางประเทศลดการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย อีกทั้งนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของการมาท่องเที่ยวในไทยรวมทั้งอาเซียนก็มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง 2 ประเด็นนี้จะทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการท่องเที่ยวมีข้อจำกัดระดับหนึ่ง

พันธกิจที่สำคัญและทำได้ยากมากสำหรับรัฐบาลก็คือ การปรับขีดความสามารถในการแข่งขัน การที่รัฐบาลเน้น Infrastructure และ Logistic แม้จะมีส่วนช่วยแต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการปรับขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว มีทั้งเรื่อง RCEP, TPP และอื่น ๆ ที่รออยู่ข้างหน้า รัฐบาลชุดนี้จะต้องมีความสามารถในการที่จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าได้ดี พูดง่ายๆ คือ บุคลากรเหล่านี้ต้องมีลักษณะ Proactive  มาก ๆ เพราะการจะพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันต้องเข้าใจโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าและสามารถพัฒนาสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ซึ่งถ้าดูจากบุคลากรเหล่านี้ก็ยังมีความกังขาอยู่ไม่น้อย ดังจะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ การส่งออกอยู่ในลักษณะที่ย้ำแย่เพราะเราผลิตสินค้าเหมือนกับกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) ซึ่งมีค่าแรงเท่ากับ 20 %ของเรา อีกทั้งประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ซึ่งมีค่าแรงครึ่งหนึ่งของเรา ความจริงแล้วเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผู้นำไทย BOI สภาพัฒน์ฯ ควรจะเห็นภาพดังกล่าวนี้ล่วงหน้าจากการตั้ง AFTA เมื่อปี 1993 และปรับสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม ปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้สามารถแข่งกับเวียดนาม จัดทำ Zoning ส่งเสริมการย้ายฐานการผลิตสำหรับสินค้าที่ใช้แรงงาน แต่ BOI เพิ่งเริ่มที่จะดำเนินมาตรการดังกล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผิดกับมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งปรับโครงสร้างดังกล่าวล่วงหน้า มาเลเซียมีโครงการ Multimedia super corridor 2020 และสิงคโปร์ซึ่งพัฒนาสู่เศรษฐกิจบริการที่เน้น IT และการเงิน ทำให้ทั้ง 2 ประเทศนี้พัฒนาสินค้าได้ตรงกับขีดความสามารถของตน และตรงกับความต้องการของโลก แตกต่างจากไทยซึ่งไม่เห็นภาพฉายดังกล่าว นอกจากนี้ 2 ประเทศนี้ยังพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับขีดความสามารถและสอดคล้องกับสินค้าและบริการที่แข่งขัน ดังนั้น สิ่งที่เราต้องการก็คือ บุคลากรที่ Proactive และดำเนินมาตรการเป็นเอกภาพในการพัฒนาสินค้าและบริหารที่ตรงกับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงใน 10-20 ปีข้างหน้า จะเห็นได้ว่า บุคลากรในรัฐบาลชุดนั้นแม้จะมีความซื่อสัตย์ เป็นข้าราชการ แต่ไม่แสดงออกถึงระบบคิดดังกล่าว ดังนั้น การจะปรับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ยังเป็นข้อกังขาว่าจะทำได้แค่ไหน

สรุปแล้ว ภารกิจแรกในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ระดับหนึ่ง ส่วนหนึ่งจากประสบการณ์และความรู้งานของบุคลากร อีกส่วนขึ้นอยู่กับโชคช่วยด้านต่างประเทศ แต่ตัวที่เป็นปัญหาคือ การพัฒนาขีดความสามารถไทยให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงซึ่งเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โลกทัศน์ของผู้ที่เข้ามาเป็นบุคลากรยังไม่แสดงถึงขีดความสามารถดังกล่าวที่ปรากฏไว้ในอดีต ดังนั้นจะเป็นเรื่องที่ท้าทายว่าจะทำส่วนนี้ได้ดีแค่ไหนในอนาคต

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปฏิวัติการเมืองฝรั่งเศส ตัวอย่างที่ดีต่อการปฏิรูปการเมืองไทย

7569

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการปรับคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 5 เดือนของประเทศฝรั่งเศส กล่าวคือ ประธานาธิบดีฟรังซัวส์ โอลลองด์ ได้ขับไล่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจคือ นายอาร์โนด์ มอนเตอบูร์ก กับรัฐมนตรีอีกจำนวนหนึ่ง และมีการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ แต่ยังคงอยู่ภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรีคนเดิมคือ นายมานูเอล วัลส์ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของฝรั่งเศสดังกล่าวนี้ จะเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะเปรียบเทียบระบบการเมืองของประเทศที่เจริญกับระบบการเมืองไทยที่ในขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการปฏิรูป กรณีของฝรั่งเศสจะเป็นอุทาหรณ์อย่างดีว่า การปฏิรูปการเมืองไทยขณะนี้ควรจะไปสู่ลักษณะไหน เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยกลับสู่วงจรอุบาทที่เปิดโอกาสให้นักการเมืองเลว ๆ เพียงไม่กี่คนมาครอบงำประเทศโดยอ้างอิงว่าเป็นประชาธิปไตยซึ่งแท้จริงเป็นลักษณะเผด็จการเสียงข้างมาก และถ้ามองให้ลึกจะเป็นเผด็จการที่โดยเนื้อแท้คือ เผด็จการของคนรวยเพียงไม่กี่คนหรือเพียงคนเดียวซึ่งเรียกระบบแบบนี้ว่า Plutocracy

สาเหตุที่ต้องปรับคณะรัฐมนตรีของฝรั่งเศสนั้นสืบเนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจคือ นายอาร์โนด์ มอนเตอบูร์ก ได้กล่าวโจมตีนโยบายรัฐบาลภายใต้นายกรัฐมตรีมานูเอล วัลส์ ซึ่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีเดียวกัน โดยนายอาร์โนด์ มอนเตอบูร์ก ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนโยบายของนายกรัฐมนตรีซึ่งแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโอลลองด์ ทั้งนี้ประธานาธิบดีได้แต่งตั้งนายมานูเอล วัลส์ เพราะเห็นด้วยกับแนวคิดของเขา กล่าวคือรัฐบาลนายมานูเอล วัลส์ ได้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของสหภาพยุโรปและรัฐบาลเยอรมันภายใต้นางแมร์เคิล ที่เน้นเรื่องการลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งแนวทางดังกล่าวถือเป็นแนวทางของฝ่ายขวา กล่าวคือ เน้น Supply side ทั้ง ๆ ที่ประธานาธิบดีโอลลองด์และนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐบาลของพรรคสังคมนิยมซึ่งเป็นฝ่ายซ้าย แนวทางดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีวัลส์จึงถูกโจมตีอย่างแรงจากสมาชิกพรรคสังคมนิยมโดยมีนายมอนเตอบูร์กเป็นผู้นำการโจมตี เพราะถือว่าประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีกำลังทำลายความเป็นตัวตนของพรรคสังคมนิยม และทรยศต่ออุดมการณ์ของพรรค พรรคแนวทางสังคมนิยมต้องเน้นการขยายตัวของบทบาทภาครัฐ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เน้นการเก็บภาษี พูดง่าย ๆ คือเน้นการขยายตัวของภาครัฐ ซึ่งถือเป็น Demand side

ผลการโจมตีทำให้นายกรัฐมนตรีไม่พอใจเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับประธานาธิบดี จึงทำให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีโดยเอารัฐมนตรีที่มีแนวคิดโจมตีดังกล่าวออกไป และแต่งตั้งสมาชิกพรรคสังคมนิยมซึ่งมีแนวคิดคล้อยให้มาดำรงตำแหน่งแทนที่

ตัวอย่างของฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น นักการเมืองต้องมีอุดมการณ์ มีจุดยืน และเมื่อเห็นว่าในพรรคมีการดำเนินมาตรการที่ขัดกับหลักการหรือจุดยืน นักการเมืองต้องลุกขึ้นมาติเตียน โจมตี โดยไม่คิดคำนึงถึงตำแหน่ง นี่เป็นแค่เรื่องของหลักการเท่านั้นในประเทศดังกล่าวนี้ หากผู้นำในพรรคโกงหรือมีพฤติกรรมเลวทราม นักการเมืองเองนี่แหละที่จะเล่นงาน ไม่ต้องรอให้ประชาชนลุกขึ้นมาเดินขบวน ซึ่งผิดกับการเมืองไทยที่นักการเมืองยึดติดกับตำแหน่ง ไม่ว่าจะโกงจะเลวร้ายแค่ไหนก็ช่วยกันพยุงสถานภาพกันเอาไว้ จนนำมาซึ่งปัญหาทางการเมืองอย่างที่เห็นอยู่ถึงขนาดจะเกิดสงครามกลางเมือง นักการเมืองเหล่านี้ก็ยังเกาะกันแน่น เพราะมีผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

อุทาหรณ์ของฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่า ในประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ นอกจากจะมีการถ่วงดุลแล้วยังต้องมีการพัฒนาระบบคิดนักการเมืองผ่านการศึกษาโดยเฉพาะให้ประชาสังคมมีความรู้ สร้างแรงกดดันให้นักการเมืองเลว ๆ ไม่มีพื้นที่ที่จะอยู่ต่อ และสร้างให้นักการเมืองมีความตระหนัก สามารถขจัดนักการเมืองประเภทเลว ๆ ในพรรคโดยไม่ต้องรอการขับไล่ของประชาชน

การปฏิรูปการเมืองไทยในครั้งนี้จะต้องพยายามแก้ไขจุดอ่อนและผลเสียที่มาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่นำไปสู่ระบอบทักษิณ ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบของรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็คือการมีระบบปาร์ตี้ลิสต์ซึ่งเปิดโอกาสให้นายทุน สื่อมวลชน และนักวิชาการเลว ๆ มีโอกาสเข้าสู่ระบบการเมืองเพื่อหาผลประโยชน์และรับใช้นักการเมืองประเภทเดียวกัน ความจริงนั้นถ้าจะมีระบบปาร์ตี้ลิสต์ ระบบการศึกษาของประเทศดังกล่าวจะต้องมีคุณภาพและเข้มแข็ง ไม่เปิดช่องว่างให้กับนักการเมืองและนักธุรกิจที่จะเข้ามาหาผลประโยชน์ จะต้องเป็นระบบการเมืองที่พรรคการเมืองเกิดจากรวมกันในแง่อุดมการณ์และความคิด ไม่ใช่เป็นส่วนขยายของผลประโยชน์ดัง เช่น พรรคการเมืองในประเทศไทย การพัฒนาดังกล่าวต้องใช้เวลาผ่านการพัฒนาด้านการศึกษา ความจริงการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากมีข้อดีในแง่ที่ว่าจะทำให้คนที่จะเข้าสู่ระบบการเมืองเป็นไปด้วยความลำบากและมีต้นทุน แม้ว่าจะสกัดกั้นอยู่ที่ผลประโยชน์ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็เป็นอุปสรรค (Barrier) สำหรับคนเลวที่ต้องการทางลัดสู่การเมือง

การปฏิรูปการเมืองครั้งนี้นอกจากจะเกี่ยวข้องกับกลไกและกระบวนการในการถ่วงดุลแล้วยังเกี่ยวข้องกับแนวทางในการที่จะสร้างอุปสรรค (Barrier) ในการเข้ามาของนักหาผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า นักธุรกิจ ข้าราชการ นักวิชาการ สิ่งสำคัญในการปฏิรูปครั้งนี้คือ ต้องเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง ให้เข้าใจหลักการเมืองว่า ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่เกี่ยวข้องกับความชอบธรรมจากการถ่วงดุลอำนาจและการบริการอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประชาธิปไตยที่ไม่มีช่องว่างสำหรับนักการเมืองที่โกง การจะเกิดประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ องค์ประกอบที่สำคัญคือ การปฏิรูปการศึกษาที่ตรงประเด็นและด้านจริยธรรมเท่านั้นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจไทยที่โตขึ้นในครึ่งปีหลังและต้นปีหน้า

7489

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวานนี้ทางด้านสภาพัฒน์ฯ ได้ออกมาแถลงข่าวการปรับตัวเลขเศรษฐกิจ โดยมีการปรับตัวเลขการส่งออกอยู่ในระดับ 1.5 – 2 % จากเดิมที่คาดไว้ที่ 2 – 2.5 % ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการปรับมาหลายครั้งแล้ว และยังมีการปรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงจากที่คาดไว้ 0.5 % ซึ่งหมายถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ระหว่าง 2 % ด้วยเหตุมาจากข้อเท็จจริงในครึ่งปีแรกซึ่งในไตรมาสที่ 1 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวติดลบที่ระดับ -0.5 % และไตรมาสที่ 2 ก็ค่อยเริ่มขยายตัวได้ที่ 0.4 % ซึ่งเท่ากับว่าในครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไทยติดลบแล็กน้อย คือ -0.1 % ทั้งนี้มาจากเหตุผลใน 5 เดือนแรกนั้น การส่งออกไทยขยายตัวติดลบและเริ่มขยายตัวได้ในเดือนมิถุนายนที่ระดับ 3.6 % อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์ฯ ก็ได้วิเคราะห์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะดีขึ้น โดยคาดว่า การส่งออกในครึ่งปีหลังและปีหน้าจะขยายตัวได้ 3 – 4 % ซึ่งจะทำให้ทั้งปี การส่งออกจะอยู่ที่ระดับ 2 % และเฉพาะในครึ่งปีหลังอยู่ในระดับ 4 % ซึ่งจะทำให้ GDP ขยายตัวได้ 2 %

ความจริงแล้วที่สภาพัฒน์ฯ วิเคราะห์ก็เป็นไปตามการคาดการณ์ของทุกแห่ง เนื่องจากเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกยังเจอปัญหาทั้งปัญหาภายในจากด้านการเมือง และภายนอกจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งยังผนวกกับสินค้าไทยวางตำแหน่งไม่ตรงกับสภาวการณ์แข่ง เพราะเป็นการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานและวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพิ่มอยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้ไทยถูกแซนวิซด้วยด้านหนึ่งจากกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) โดยมีค่าแรงเฉลี่ยเท่ากับ 30 % ของค่าแรงไทย อีกส่วนถูกกระทบจากสินค้าของอินโดเนเซียและฟิลิปปินส์ซึ่งมีค่าแรงถูกกว่าไทยครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้สินค้าไทยที่ส่งไปนอกอาเซียนยังเจอคู่แข่งที่มาจากประเทศเกิดใหม่ ซึ่งราคาถูกกว่า เช่น จีน อินเดีย บางประเทศในละตินอเมริกา และบางประเทศในแอฟริกา นอกจากนี้ สินค้าไทยยังเจอคู่แข่งที่มีการรวมกลุ่มทำให้สินค้าของประเทศเหล่านั้นไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกและกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต ซึ่งสามารถส่งสินค้าเข้ายุโรปได้โดยไม่มีกำแพงภาษี หลายประเทศในละตินอเมริกาก็มีข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป เช่น เม็กซิโกในกรอบของNAFTA ชิลีก็มีเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศ เช่น มีเขตการค้าเสรีกับเม็กซิโก เพื่อผ่านเข้า สหรัฐอเมริกาและแคนาดา สิงคโปร์ก็มีเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศนอกอาเซียน เป็นต้น

ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังและปีหน้าจะมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น โดยส่วนหนึ่งมาจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ โดยในไม่ช้านี้งบประมาณปี 58 ก็คงจะเสร็จเรียบร้อยก่อนเดือนตุลาคม ซึ่งหมายความว่า จะมีการเบิกจ่ายซึ่งมียอดเงิน 2.57 ล้านล้านบาท และมียอดเงินจากงบประมาณปี 57 ที่ยังค้างอยู่มาบวกกับงบประมาณใหม่ปี 58 ในช่วง 3 เดือนแรกประมาณ 5 – 6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 0.5 % ของ GDP

อีกส่วนจะได้รับแรงกระตุ้นจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชน โดยทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกำลังซื้อที่ดีขึ้นของภาคเอกชน เช่น ชาวไร่ชาวนา จากการเปิกจ่ายของงบประมาณซึ่งจะกลายเป็นตัวคูณ (Multiplier) ในระบบเศรษฐกิจ อีกส่วนหนึ่งจะเป็นการลงทุนของภาคเอกชนที่ได้จากงานงบประมาณของภาครัฐ เช่น การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน อีกส่วนมาจากความมั่นใจของภาคเอกชนที่ดีขึ้นจากเสถียรภาพทางการเมือง และการเบิกจ่ายของภาครัฐ ซึ่งจะนำไปสู่การขยายการลงทุนหรือการเติมสินค้าคงคลัง นอกจากนั้น ความเชื่อมั่นดังกล่าวยังทำให้ตลาดหุ้นมีแนวโน้มดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการคาดการณ์ว่า กำไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์จะเพิ่มขึ้น อีกส่วนมาจากการขยายการลงทุนของต่างชาติดังจะเห็นได้ว่า ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นประมาณ 25 % จากช่วง 5 – 6 เดือนที่ผ่านมา

ตัวแปรที่มีความไม่แน่นอนจริง ๆ จะมาจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว เนื่องจากเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปส่วนหนึ่งถูกกระทบจากเงินฝืด (Deflation) ซึ่งทำให้บางประเทศ เช่น อิตาลี และแม้กระทั่งเยอรมนีมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ อีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากวิกฤตยูเครนซึ่งทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปถูกกระทบไม่ต่ำกว่า 0.2 % ฟินแลนด์ก็เริ่มเกิด recession เพราะถูกกระทบมากที่สุด รัสเซียก็ขยายตัวต่ำกว่า 1 %

ประเทศจีนขยายตัวในครึ่งปีแรก 7.45 % และขณะนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ก็กำลังเผชิญปัญหาซึ่งอาจส่งผลกระทบให้เกิดการชะลอตัวลงทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่า รัฐบาลจีนคงจะมีการอัดฉีดเงินเพื่อป้องปรามปัญหาดังกล่าวด้วย แต่กระนั้นจีนก็ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึง

สำหรับญี่ปุ่น ในไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจขยายตัวติดลบที่ -7 % ในขณะที่ไตรมาสแรกขยายตัวเป็นบวกที่ 6.7 % ทั้งนี้เป็นผลจากปัญหาภาษีมูลค่าเพิ่ม (sales tax) ที่เพิ่มจาก 5 % เป็น 8 % โดยคาดว่าในครึ่งปีหลังตัวเลขเศรษฐกิจจะขยายตัวเป็นบวก แต่จะยังไม่แข็งแรงมากนัก

จากสถานการณ์โลกดังกล่าว คาดว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในครึ่งปีหลังจะดีขึ้น แต่จะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวแปรเศรษฐกิจโลก

สำหรับด้านการท่องเที่ยว ผลกระทบจากเศรษฐกิจของจีนผนวกกับการประกาศใช้กฎอัยการศึกทำให้การท่องเที่ยวในครึ่งปีแรกแย่ลง แต่ในครึ่งปีหลังคาดว่าจะดีขึ้น แต่จะไม่มากนัก

ด้านการส่งออก ในส่วนของยางพาราและกุ้งจะยังถูกกระทบ โดยยางพาราจะถูกกระทบจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้าของจีน ญี่ปุ่น และสต๊อกวัตถุดิบที่ยังค้างไว้สูงทั้งในจีนและไทย ส่วนด้านการส่งออกอาหารจะถูกกระทบจากโรค EMS (Early Mortality Syndrome) ในกุ้ง ซึ่งจะทำให้ยอดการส่งออกไม่ดีนัก

โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจไทยแม้ในครึ่งหลังจะดีขึ้น แต่ผลรวมที่ได้พูดถึงจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ 2 – 2.5 % แต่หวังว่าปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ระหว่าง 4 – 5 %

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือง

7435

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ขณะนี้ได้มีความพยายามในการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองไทย โดยเป้าหมายของ คสช.ก็คือ การปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองไทยเพื่อให้การเมืองไทยในอนาคตมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยมิใช่แค่การเลือกตั้ง แต่ครอบคลุมถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น การปฏิรูปจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง เป้าหมายในการปฏิรูปส่วนหนึ่งมุ่งเป้าปรับปรุงระบบการเมืองให้มีการถ่วงดุล แก้ไขปัญหาคอรัปชั่นและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การตั้งสภาปฏิรูปจึงเป็นกลไกที่สำคัญที่จะนำไปสู่การหาข้อยุติในรูปของทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเมืองตามเป้าหมาย

ความจริงนั้น การปฏิรูปเป็นสิ่งที่ประเทศไทยก็เคยทำและประเทศอื่น ๆ ก็ทำกันมาทั้งนั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การปฏิรูปและความตั้งใจในการปฏิรูป หากแต่อยู่ที่สาระของการปฏิรูป การปฏิรูปที่ดีหมายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเมืองให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทั้งระดับโลก ระดับภูมิภาค และในระดับประเทศ ซึ่งนับวันก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีขอบเขตกว้างขวางและซับซ้อน ในขณะเดียวกัน ต้องเข้าใจถึงสถานภาพจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน การปฏิรูปที่ดีคือ การวางทิศทางของเศรษฐกิจและการเมืองที่สอดคล้องกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว (10-20 ปีจากนี้) และสอดคล้องกับจุดอ่อนจุดแข็งของประเทศไทย กล่าวอีกนัยคือ ความสำเร็จของการปฏิรูปจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของคนที่ร่วมปฏิรูป ในการที่จะเห็นอนาคตของการเปลี่ยนแปลงได้แม่นยำทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และต้องเข้าใจประเทศตนเองได้เป็นอย่างดี แผนปฏิรูปที่ดีจะต้องมองแบบองค์รวมและสัมพันธ์กับการเคลื่อนสู่อนาคตที่วิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องและมีความเป็นไปได้ บนพื้นฐานของความเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้

การปฏิรูปที่ดีจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงหรือปัจจัยการเปลี่ยนแปลงแห่งอนาคตซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ในปัจจุบันและอนาคตกำลังขยายตัวสู่เป็น AEC และอาเซียน+3 และอาเซียน+6 ซึ่งนั่นหมายความว่า จากนี้เป็นต้นไป ประเทศไทยกับอีก 15 ประเทศ รวม 16 ประเทศ จะกลายเป็นดินแดนเดียวกันในความหมายของการค้าและการลงทุน

กล่าวคือ ไทยกับอีก 15 ประเทศนั้น นอกเหนือจากเขตการค้าเสรีแล้วยังมีการเชื่อมโยงเปิดเสรีด้านการบริการและเงินลงทุน นั่นก็คือ เราไม่ใช่แค่อาเซียน+3 และอาเซียน+6 (ซึ่งไม่ใช่แค่เขตการค้าเสรีกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์เท่านั้น) แต่ยังรวมถึงการเปิดเสรีทางด้านการบริการและเงินลงทุนอีกด้วย

เขตการค้าเสรีหมายถึง ประเทศต่าง ๆ มารวมกันเหมือนประเทศเดียวกันด้านการค้า ไม่มีการเก็บภาษีนำเข้า ไม่มีการกำหนดโควตา นี่จึงเป็นเหตุผลที่ประเทศที่มีขนาดเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ต้องมีการเปิดการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ เพราะจะได้ดินแดนใหม่ในการทำการค้าและการลงทุนโดยไม่ต้องใช้กำลังทางทหาร

ผลจาก AFTA ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 1993 จนถึงวันนี้ ทำให้ไทยกับอีก 9 ประเทศกลายเป็นดินแดนเดียวกัน แค่นี้ก็สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมส่งออกของไทยจึงแย่ลงและส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยขยายตัวแค่ 4 % โดยเฉลี่ยมาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต่ำที่สุดในอาเซียน ยกเว้นบรูไน ทั้งนี้เพราะไทยยังผลิตสินค้าประเภทเดียวกันกับกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) ซึ่งประเทศเหล่านี้มีต้นทุนค่าแรงเท่ากับ 1 ใน 3 ของไทย และไทยยังขายสินค้าเหมือนกับฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ซึ่งมีต้นทุนค่าแรงต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง นับตั้งแต่มี AEC ซึ่งเริ่มจาก AFTA ตั้งแต่ปี 1993 ถึงปัจจุบัน ไทยได้เสียเปรียบความสามารถในการแข่งขัน เพราะผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานหนาแน่นและวัตถุดิบเดียวกันกับอีกหลายประเทศ สินค้าไทยจึงสู้ไม่ได้ทั้งในตลาดอาเซียนและต่างประเทศ ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะได้มีดินแดนเดียวกันกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์ (ในกรอบอาเซียน+3 และอาเซียน+6) และ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) แต่ไทยยังมีจุดอ่อน การผลิตสินค้ายังใช้แรงงานหนาแน่น และไม่ต้องพูดถึง 12 ประเทศใน APEC ที่จะบรรลุ TPP (Trans-Pacific Partnership) ซึ่งไทยไมได้อยู่ในนั้น ดังนั้นถ้า TPP เสร็จเมื่อไหร่สินค้าไทยก็จะยิ่งเสียเปรียบ เพราะเมื่อส่งสินค้าไปขายที่อเมริกา แคนาดา จะต้องเสียภาษี แต่สินค้าของเวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ บูรไนไม่ต้องเสียภาษี

การปฏิรูปทางเศรษฐกิจจึงต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงซึ่งความจริงมีกว่านี้ เช่น สหรัฐอเมริกาจะทำเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป และกลุ่มละตินอเมริกาซึ่งรวมกลุ่มกันหลายรูปแบบ และอื่น ๆ อีก ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การปฏิรูปทางเศรษฐกิจไทย เมื่อคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงต้องวางทิศทางดังต่อไปนี้

1. ทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยนั้น สินค้าที่จะแข่งขันได้ต้องเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม (Value Added) และบริการ ซึ่งจะต้องกำหนดชัดว่า เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มประเภทไหน และบริการประเภทไหน โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดและได้ทำมาแล้วคือ ด้านสุขภาพ เช่น โรงพยาบาล สปา อีกทั้ง สิ่งทอระดับกลาง ยานยนต์ พืชผลทางการเกษตรหลายตัวซึ่งควรทำมูลค่าเพิ่ม อาหาร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องกำหนดให้ขยายวงกว้างขึ้นและครอบคลุมได้ทั่วถึง

2. สินค้าที่ใช้แรงงานหนาแน่น ต้องส่งเสริมให้ย้ายฐานการผลิต อาจไปอยู่ประเทศในอาเซียนหรือประเทศอื่น ๆ เพื่อไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าโดยใช้กลยุทธ์แปลงสัญชาติของสินค้าและบริการจากแหล่งกำเนิดของสินค้า

3. อาจใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างสินค้าที่ผลิตในประเทศกับผลิตต่างประเทศ โดยใช้กรอบสายโซ่แห่งคุณค่า (Value system) เพื่อลดต้นทุนสินค้า และเพิ่มคุณภาพ

4. ต้องส่งเสริมให้มีการนำเงินออกเพื่อไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกรอบของ AEC และ อาเซียน+3 และอาเซียน+6 เพื่อหาผลประโยชน์จากการเปิดกว้างของโอกาสดังที่สิงคโปร์ประสบความสำเร็จมาแล้ว

5. ต้องพัฒนาประสิทธิภาพในการแข่งขันภายในประเทศด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพของบุคลากร

6. ต้องพัฒนาระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจไทย นั่นคือ การเน้นการศึกษาด้านคำนวณ วิศวะ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ตลอดจนภาษาอื่นๆ ให้มีการกระจายมากขึ้น และในการพัฒนาด้านการศึกษา เช่น ภาษาอังกฤษ ต้องกำหนดวิธีการชัดเจนว่า เรียน 5 ปี ต้องสามารถสื่อสารและอ่านหนังสือได้ ไม่ใช่เรียนกว่า 20 ปี แต่เป็นโรคภูมิแพ้ภาษาอังกฤษทั้งประเทศเช่นทุกวันนี้ นอกจากนั้น การปฏิรูปการศึกษาต้องเน้นให้สามารถดึงศักยภาพของแต่ละบุคคลออกมา ส่งเสริมระบบคิดอย่างมีตรรกะ มีระบบคิดมองอนาคตแบบ Proactive และ Innovative ระบบการศึกษาจะต้องเน้นการศึกษาจริยธรรมตั้งแต่เด็ก สอนให้เด็กเกลียดคอรัปชั่น

7. สร้างความเชื่อมโยงในกรอบของ PPP กล่าวคือ รัฐ-เอกชน-มหาวิทยาลัย ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

8. ภายใต้โลกที่มีความเสี่ยง ต้องปฏิรูประบบการคลังให้แน่นเสถียรภาพและประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้ว่าปัจจุบัน งบประมาณที่เหลือใช้ในการลงทุนมีเพียง 17 % ที่เหลือเป็นงบประจำ ยิ่งในอนาคต ประชากรไทยจะเป็นรูปพีรามิดหัวคว่ำ คนแก่จะมาก คนหนุ่มสาวจะน้อย ค่าใช้จ่ายประจำจะมากขึ้น จากนโยบายประชานิยม ดังนั้นการปฏิรูปการคลังจึงเป็นการหารายได้เพิ่ม ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ขยายฐานภาษี เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก และลดรายจ่าย เช่น ลดนโยบายประชานิยม แปรรูปรัฐวิสาหกิจ และพยายามให้เอกชนรับผิดชอบมากขึ้น เช่น ในด้านสุขภาพ และการศึกษา

โดยสรุป การปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือง ถ้าขาดองค์ประกอบดังที่กล่าวมา ก็คงจะเป็นได้เพียงความตั้งใจที่ดี และในท้ายที่สุดก็คงจะเป็นเหมือนการปฏิรูปอดีตที่ไม่สามารถป้องปรามแก้ไขปัญหาได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)

7409

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

กลุ่มประเทศอาเซียนที่เชื่อมโยงโดยผ่านแม่น้ำโขงมี 5 ประเทศ และรวมกับตอนใต้ของจีนแทบยูนนานเป็น 6 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และทางตอนใต้ของจีนแทบยูนนาน ได้มีการจัดทำแผนความร่วมมือเชื่อมโยงเครือข่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานมากว่า 2 ทศวรรษ โดยเดิมนั้นโครงการดังกล่าวเรียกว่า 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจ และภายหลังรู้จักในนามว่า Greater Mekong Subregion cooperation (GMS) หรือความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โครงการดังกล่าวเริ่มจากการทำแผนจังหวัดยุทธศาสตร์ของกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีคุณอนันต์ อนันตกูล เป็นปลัดกระทรวงซึ่งได้ริเริ่มจัดทำแผนยุทธศาตร์จังหวัด 5 แห่ง ได้แก่ ภูเก็ต นครศรีธรรมราช ชลบุรี มุกดาหาร และเชียงราย ในกรอบยุทธศาสตร์ของจังหวัดเชียงรายก็ได้มีวิสัยทัศน์เชื่อมโยงจังหวัดเชียงรายเข้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็คือต้นกำเนิดของ 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจ ต่อมา ADB ได้ให้การสนับสนุนกับโครงการดังกล่าวและกลายเป็นนโยบายของรัฐบาลไทยซึ่งในยุคนั้นมีรองนายกฯ คือคุณศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นผู้ริเริ่มและให้การสนับสนุนจนกลายเป็นความร่วมมือของ 6 ประเทศ

ความจริงแล้วโครงการนี้เป็นผลที่เกิดขึ้นจากตรรกะของการรวมกลุ่มในกรอบของเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1993 ซึ่งขณะนั้นมี 6 ประเทศ และในปี 1995-1999 กลุ่มประเทศที่เรียกว่า CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมาร์, เวียดนาม) ก็ได้เข้ามาเป็นสมาชิกของอาเซียนและเป็นส่วนหนึ่งของ AFTA โดยตรรกะของ FTA ซึ่งเท่ากับว่า สินค้าเข้าออกที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศสมาชิกจะไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าและไม่มีการกำหนดโควตา AFTA จึงเท่ากับการรวมกัน 10 ประเทศเป็นดินแดนเดียวกัน ดังนั้นจึงทำให้ประเทศที่มารวมกันมีความจำเป็นเชื่อมโยงสาธารณูปโภคพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นด้านขนส่ง น้ำ การค้า อุตสาหกรรม และโลจิสติกส์

ในปี 2003 จากการประชุมสุดยอดที่บาหลี ภายใต้ข้อตกลงบาหลี คองคอร์ด ผู้นำของทั้ง 10 ประเทศได้จัดตั้งประชาคมอาเซียนซึ่งมี 3 ประชาคม คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (APSC) ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASCC) และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยมีการกำหนดเป้าหมายเพื่อบรรลุในปี 2020 และในปี 2007 ได้มีการประชุมทีเมืองเซบู จึงมีการกำหนดให้ร่นจาก 2020 เป็น 2015 และเป็นที่เข้าใจในทุกวันนี้ว่า AEC 2015

ในกรอบ AEC ข้อที่ 2 คือการส่งเสริมขีดความสามารถการแข่งขันและอีก 1 องค์ประกอบคือ การพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานร่วมกัน และ GMS จึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ AEC ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นโครงการที่พัฒนาต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้และยิ่งเมื่อพม่าเปิดประเทศ โคงการดังกล่าวก็ยิ่งได้รับความสนใจและมีพลวัตรของการขับเคลื่อนที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้กรอบดังกล่าว แต่ละประเทศตกลงที่จะรับผิดชอบในการพัฒนาเครือข่ายสาธารณูปโภคพื้นฐานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางน้ำ ทางบก และอื่น ๆ และแน่นอน เครือข่ายดังกล่าวย่อมทำให้เกิดการขยายตัวของเครือข่ายคมนาคม โลจิสติกส์ หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ซึ่งจะช่วยหนุนด้านการค้าและการลงทุนของประเทศในกรอบดังกล่าว ภายใต้ GMS จะมีกรอบเชื่อมโยงที่เรียกว่า ระเบียง (Corridors) 3 ระเบียง ระเบียงแรก เรียกว่า North-South ซึ่งมีการเชื่อมโยง 3 เส้น เริ่มจากยูนนาน ลาว พม่า จังหวัดพิษณุโลก กรุงเทพฯ เข้าประจวบ และไปเชื่อมโยงกับสามเหลี่ยมทางตอนใต้ (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle : IMT-GT) ระเบียงที่ 2 คือ East-West เริ่มจาก แว้ ดานัง สุวรรณเขต เข้าอีสาน เชื่อมต่อพิษณุโลก กรุงเทพฯ ไปออกเมืองมะละแหม่ง และเมาะลำไยของพม่า ไปสู่กลุ่ม BIMST-EC ไปออกอินเดีย เชื่อมต่อไปสู่ตะวันออกกลางและยุโรป ระเบียงที่ 3 มี 4 เส้น South- South เริ่มจากกรุงเทพฯ ไปจบที่เวียดนาม บางเส้นจบที่หวุงเตา บางเส้นผ่านเสียมเรียบ บางเส้นผ่านตราดและเกาะกง การเชื่อมโยงของ Corridors ดังกล่าวทำให้เกิดการขยายตัวของเมือง เปรียบเสมือน BTS เพราะทำให้เกิดการขยายของเขตเศรษฐกิจจำเพาะ โดยเฉพาะบริเวณรอบต่อ เช่น แม่สอด แม่สายกับเมียวดี หนองคายกับลาว ตราด เกาะกงกับกัมพูชา จะเห็นได้ว่าการเชื่อมต่อทำให้เกิดการขยายตัวของการค้าและการลงทุน จึงไม่น่าแปลกใจว่าที่ดินแทบอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง นอกกรุงเทพฯ ประจวบ ทางภาคใต้ ขึ้นอย่างมหาศาล จังหวัดที่อยู่ในกรอบของเส้นทางดังกล่าว โดยเฉพาะพิษณุโลก ราคาที่ดินขึ้นถึง 1000%

GMS จะสร้างปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมายความว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า เราจะสามารถนั่งรถไฟ หรือขับรถจากมาเลเซียผ่านไทย เข้าพม่าไปยูนนาน ต่อไปปักกิ่ง นั่งรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียไปมอสโก ต่อไปยังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และต่อไปที่ฟินแลนด์หรือต่อไปที่ฮังการีได้

อาจกล่าวได้ว่า GMS จะทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรวมทั้งยูเรเซียจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เคยมีมา ผนวกกับการพัฒนาของ AEC และ Asean+3 ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของด้านการค้าและการลงทุนแล้ว วิถีชีวิตก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เคยเป็น

GMS กำลังจะเปลี่ยนโฉมภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยูเรเซียอย่างไม่เคยมีมาก่อน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

รัฐธรรมนูญที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุด

7399

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

สองวันที่ผ่านมา (เขียนเมื่อวันที่ 25 ก.ค.) มีการคลอดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวออกมาเป็นที่เรียบเรียบ ประกอบด้วย 48 มาตราด้วยกัน เนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุดคือ มาตรา 19 และมาตรา 44 โดยมาตรา 19 มีเนื้อหาดังต่อไปนี้

มาตรา 19 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

และรัฐมนตรีอื่นอีกจํานวนไม่เกินสามสิบห้าคนตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะนํา ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ดําเนินการให้มีการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ

ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคําดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่งตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติถวายคําแนะนําตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เสนอโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และให้รัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่งตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะนํา

การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่ง ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีสิทธิเข้าร่วมประชุมชี้แจงแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน และให้นําเอกสิทธิ์ตามมาตรา 18 มาใช้บังคับแก่การชี้แจงแสดงความคิดเห็นของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีตามมาตรานี้ด้วยโดยอนุโลม

จะเห็นได้ว่า มาตราที่ 19 นั้นให้อำนาจกับคสช.เหนือนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เนื่องจากสามารถที่จะปลดนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะออกไปได้

อีกมาตราหนึ่งคือ มาตรา 44 ซึ่งมีการกล่าวขวัญมากที่สุด โดยเนื้อหาของมาตรา 44 มีดังต่อไปนี้

มาตรา 44 ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทําการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่ง หรือการกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดําเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว

มาตรานี้ให้อำนาจกับคสช.เหนืออำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ซึ่งก็มีการกล่าวขวัญว่า คสช. ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอำนาจล้นฟ้า ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

นายวิษณุ เครืองามซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญได้ให้ความเห็นว่า มาตรา 44 ได้รับอิทธิพลมาจากรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส ซึ่งก็ให้อำนาจกับประธานาธิบดีในลักษณะนี้ และให้เหตุผลว่า มาตรานี้เป็นเหมือนดาบสองคม ในด้านหนึ่งก็ใช้ป้องกันตัว เพื่อป้องกันภาวะของการปฏิวัติซ้อนหรือความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งก็ถือว่า เป็นสิ่งที่รับได้ แต่ด้านลบจะเกิดขึ้นถ้าเกิดมีการใช้อำนาจดังกล่าวนี้เกินกว่าเหตุอันจำเป็น และก็อาจจะเป็นเป้าหมายของการถูกวิจารณ์ บางคนก็กล่าว่า มาตรานี้เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนกับคสช. จุดแข็งคือ ให้อาวุธกับคสช. ใช้ในยามจำเป็น จุดอ่อนคือ จะถูกใช้เป็นเป้าหมายในการถูกโจมตีว่ามีอำนาจล้นฟ้า

ในความเห็นของผู้เขียนนั้น สิ่งที่เป็นข้อสังเกตคือ

ประการแรก ม.44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวของไทยนั้นมีลักษณะคล้ายกับมาตรา 16 ของรัฐธรรมนูญประเทศฝรั่งเศสซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน มาตรานี้ได้ให้อำนาจกับประธานาธิบดีฝรั่งเศสอย่างล้นฟ้า กล่าวคือ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสสามารถที่จะใช้อำนาจพิเศษในกรณีที่มีความจำเป็น (Exercise of emergency powers) ในกรณีที่สถาบันทางการเมืองของประเทศ เอกราชของชาติ บูรณภาพแห่งแผ่นดิน มีภยันตราย จนทำให้การดำเนินงานขององค์กรไม่สามารถปฏิบัติได้ ประธานาธิบดีสามารถตัดสินใจออกมาตรการเพื่อแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งหมายถึง ให้อำนาจเบ็ดเสร็จกับประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 16 นี้ ในขณะที่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จดังกล่าวนี้ ประธานาธิบดีจะต้องไม่มีการยุบสภา และภายหลังครบ 30 วัน ของการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จดังกล่าวนี้ ประธานรัฐสภาจะต้องรายงานให้กับตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะตัดสินว่า เงื่อนไขที่จะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของประธานาธิบดีจะยังคงอยู่หรือไม่

โดยสรุปจะเห็นได้ว่า มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แม้ว่าจะมีลักษณะคล้ายกับการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของประธานาธิบดีฝรั่งเศสตามมาตรา 16 ก็ตาม แต่ข้อแตกต่างคือ ในกรณีของมาตรา 44 นั้น คสช. สามารถใช้อำนาจดังกล่าวนอกเหนือจากเรื่องความมั่นคงแล้ว ยังใช้เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปซึ่งรวมอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งเป็นข้อหนึ่งที่นายอภิสิทธิ์ท้วงติง เพราะเป็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเกินขอบเขตเรื่องความมั่นคง อีกข้อที่แตกต่างก็คือ รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส มาตรา 16 นั้น การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของประธานาธิบดีมีการจำกัดเรื่องเวลา 30 วัน นอกจากนั้นจะให้ตุลาการรัฐธรรมนูญวิเคราะห์ว่า เงื่อนไขการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จดังกล่าวจะยังคงอยู่หรือไม่ ซึ่งผิดกับมาตรา 44 ที่ไม่มีการกำหนดข้อจำกัดดังกล่าว

ในความเห็นของผู้เขียน แม้จะยอมรับว่า การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จดังกล่าวอาจจะมีขอบเขตที่กว้างขวางจนบางคนถือว่า เกินเลยไปก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่า สถานะทางวิกฤตการเมืองไทย ซึ่งนำไปสู่การรัฐประหารของคสช. แตกต่างกับวิกฤตของฝรั่งเศสในปี 1958 ซึ่งในวิกฤตของฝรั่งเศสนั้นเกิดจากปัญหาแอลจีเรียและปัญหาระบบรัฐสภาฝรั่งเศส (ภายใต้รัฐธรรมนูญ 1946) และแม้ว่าจะมีวิกฤตแต่ความรุนแรงเมื่อเทียบกับไทยนั้นแตกต่างกันมาก ประเทศไทยในช่วงก่อนหน้านี้แตกแยกจนเกือบจนเกือบจะเกิดสงครามกลางเมือง จนกระทั่งคสช.จำเป็นต้องขึ้นมาป้องปรามปัญหาดังกล่าว จากบริบททางการเมืองไทยดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจว่า คสช.ยังต้องการมีอำนาจที่เพียงพอเพื่อป้องปรามวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นอีกระลอกหนึ่งได้ และตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ความล้มเหลวของการรัฐประหารปี 2549 ซึ่งถือเป็นบทเรียนที่สำคัญ ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจว่า มาตรา 44 จึงมีความจำเป็นที่จะให้อำนาจดังกล่าวต่อคสช. อย่างไรก็ตาม การจะใช้อำนาจดังกล่าวนั้น เป็นดุลยพินิจของคสช. ซึ่งแน่นอนว่า ถ้ามีการใช้เกินเลยจากสถานการณ์ คสช.เองก็ต้องเผชิญกับการวิจารณ์และการคัดค้านของประชาชนในวงกว้าง ซึ่งก็เป็นข้อจำกัดของผู้ใช้ในทางปฏิบัติ เพราะแม้จะมีอำนาจล้นฟ้า ถ้าใช้ในกรณีที่จำเป็นก็ถือว่า มีความชอบธรรม ประชาชนรับได้ แต่ถ้าใช้เกินเลยไป ก็ต้องเผชิญกับข้อวิจารณ์และการทักท้วงของประชาชน ซึ่งถือว่า ไม่ชอบธรรม

ดังนั้น แม้จะมีอำนาจตามมาตรา 44 แต่ในทางปฏิบัติ คสช.เองก็มีข้อจำกัดที่ต้องคำนึงถึง ปฏิกิริยาของประชาชนเป็นสำคัญ ในบริบทของการเมืองไทย ผู้เขียนคิดว่า คสช. อาจจะมีความจำเป็นในการที่จะรักษาอำนาจเพื่อที่จะประคองให้บรรยากาศทางการเมืองเอื้ออำนวยไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งเมื่อการปฏิรูปที่สำคัญเสร็จเรียบร้อย และนำไปสู่การเลือกตั้งในอนาคต โดยเงื่อนเวลาดังกล่าวก็ควรจะอยู่ในขอบเขตจำกัด เช่น 1 ปี หรือปีกว่า แต่ไม่ใช้ยืดเวลาจนทำให้เกิดข้อครหาได้ และถ้าภารกิจดังกล่าวจบสิ้นลง อำนาจดังกล่าวของ คสช.คงต้องจบสิ้นลงด้วย เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ไม่ใช่ลักษณะเผด็จการเสียงข้างมาก จนทำให้เกิดสงครามกลางเมืองอย่างที่ผ่านมา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

กลับสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง

7369

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 3 นับตั้งแต่การปฏิรูประบบการเลือกตั้งของอินโดนีเซียเมื่อปี 2004 โดยการเลือกตั้งครั้งแรกและครั้งที่ 2 ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งก็คือนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน โดยที่วาระการเป็นประธานาธิบดีคือ 5 ปี และเป็นได้สูงสุด 2 วาระ ครั้งนี้นายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโนจึงลงสมัครแข่งขันไม่ได้ เพราะดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระแล้ว การแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในครั้งที่ 3 นี้จึงเป็นการแข่งขันระหว่างนายโจโกวี แห่งพรรค PDI-P ซึ่งเป็นพรรคภายใต้การนำของลูกสาวนายซูการ์โนอดีตประธานธิบดีอินโดนีเซียซึ่งก็คือนางซูการ์โนบุตรีนั่นเอง คู่แข่งของนายโจโกวีก็คือนายปราโบโว สุเบียนโต แห่งพรรค Great Indonesia Movement Party ทว่า ผลการเลือกตั้งในวันที่ 9 กรกฎาคมยังไม่มีการประกาศผลอย่างเป็นทางการ เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่มาก มีหมู่เกาะมากมาย กระจัดกระจายในอาณาเขตที่เกือบเท่ากับหนึ่งทวีป ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการนับคะแนน และผลการนับคะแนนจะประกาศอย่างเป็นทางการโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในวันที่ 22 กรกฎาคม อย่างไรก็ตาม จากการประเมินคะแนนเสียงก็เกิดการขัดแย้งกันอย่างชัดเจน โดยทางฝั่งของนายโจโกวี องค์กรหยั่งเสียงชั้นนำก็ให้คะแนน 52% ขณะที่นายปราโบโว สุเบียนโต ได้ 48% และอีกหลายแห่งก็ให้คะแนนนำกับนายโจโกวีมากกว่า

ขณะเดียวกัน องค์กรหยั่งเสียงที่จ้างโดยนายปราโบโว สุเบียนโต กลับให้ผลตรงกันข้าม คือให้นายปราโบโว สุเบียนโต มีคะแนนนำเหนือนายโจโกวี ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีผู้สนับสนุนมากมายที่ให้ความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องการเลือกตั้ง และถ้าการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันที่ 22 กรกฎาคมเกิดไม่เป็นที่ยอมรับของอีกฝ่าย ก็จะเกิดการขยายความขัดแย้งและเรื่องก็จะเข้าสู่การตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งต้องตัดสินภายในวันที่ 22 สิงหาคม และผู้ที่จะมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ก็จะขึ้นมารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแทนนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ในเดือนตุลาคม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ จะเกิดความขัดแย้งจากผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่ายซึ่งจะทำให้เสถียรภาพทางการเมืองที่เคยเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงหลังยุคนายซูฮาร์โตในปี 1999 โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีภายใต้การนำของประธานาธิบดีซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน

ระบบการเลือกตั้งของดินโดนีเซียได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยมีการปฏิรูปต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา และการปฏิรูปครั้งล่าสุดคือปี 2008

รัฐสภาของอินโดนีเซียประกอบด้วย 2 สภา สภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเรียกชื่อย่อว่า DPR มีสส. ทั้งหมด 560 คน จากการเลือกตั้งทั้งหมด 27 จังหวัด ส่วนสภาบนหรือเรียกชื่อย่อว่า DPD จะมีจำนวน 132 คน

การเลือกตั้งประธานาธิบดีนั้นจะมี 2 รอบ ในรอบแรกถ้ามีผู้ได้รับคะแนนเสียงเกิน 50% และมีคะแนนเสียงเกิน 20% ซึ่งประกอบด้วย ครึ่งหนึ่งของจังหวัดทั้งหมด ก็จะได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้เลย ซึ่งก็ปรากฏเป็นครั้งแรกในปี 2009 โดยนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ได้รับการเลือกตั้งผ่านเพียงรอบเดียว ในกรณีที่ไม่เกินครึ่งหนึ่งก็ต้องไปแข่งรอบสอง ซึ่งที่ผ่านมานายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ก็ได้รับชัยชนะในรอบสอง ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2004 โดยมีชัยชนะเหนือนางซูการ์โนบุตรี

ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเพื่อมีสิทธิในการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีนั้นจะต้องได้รับเสียงสนับสนุน 20% (120 คน) จากสภาล่าง และ 25% (จากคะแนนเสียงของประชากรทั้งหมด) กล่าวคือ การเลือกตั้งนิติบัญญัติครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนจะเป็นตัวกำหมดผู้ที่จะขึ้นมาแข่งขันเป็นประธานาธิบดี ซึ่งผลก็คือ นายโจโกวี แห่งพรรค PDI-P ซึ่งต้องเสนอชื่อรองประธานาธิบดีซึ่งก็คือ นายกัลลา อีกคนหนึ่งคือนายปราโบโว สุเบียนโต แห่งพรรค Great Indonesia Movement Party และซึ่งผู้ลงแข่งตำแหน่งรองประธานาธิบดีก็คือนายฮัตตา ราจาซา แห่งพรรค PAN ทั้งสองต่างต้องพึ่งการรวมตัวของพรรคการเมืองหรือพันธมิตรทางการเมืองเพื่อได้รับชัยชนะ

การเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 9 กรกฎาคม ถือเป็นรอบแรก อย่างไรก็ตาม โอกาสจะเกิดรอบ 2 คงมีน้อยมาก เนื่องจากเป็นการแข่งขันเพียง 2 คน ดังนั้น คนใดคนหนึ่งต้องได้คะแนนเสียงเกิน 50% แน่นอน ไม่ได้แข่งรอบ 2 เพียงแต่มีปัญหาว่า ผู้แพ้จะยอมรับผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการได้หรือไม่เท่านั้นเอง

นายโจโกวีนั้น ความจริงแล้วโด่งดังและเป็นที่รู้จักจากการเป็นผู้ว่านครจาการ์ตา และได้แสดงฝีมือด้านการบริหารการจัดการจนเป็นที่ยอมรับ อดีตเป็นลูกช่างไม้และเป็นคนถ่อมตัว แต่มีหลักการซื่อสัตย์ และมีความสามารถด้านการบริหารจัดการในนครจาการ์ตามาก่อน ส่วนนายปราโบโว สุเบียนโตเป็นลูกเขยของนายซูฮาร์โตและมีปัญหาอื้อฉาวเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่มีผู้สนับสนุนเป็นนายทุนและกลุ่มอำนาจเก่า โดยเฉพาะพรรค Golkar และพรรคของนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน โดยมีนโยบายเน้นการใช้อำนาจอย่างเอาจริงเอาจังซึ่งสะท้อนภาพตรงข้ามกับนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโนที่ถูกมองว่าเหยาะแหยะ

ถ้าผลการเลือกตั้งของอินโดนีเซียไม่เป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่าย การเมืองอินโดนีเซียจะเข้าสู่โหมดความวุ่นวายอีกครั้ง เพราะสังคมอินโดนีเซียมีการแยกขั้วจากอำนาจเก่าและมีปัญหาคอรัปชั่นในเกณฑ์สูง ความเชื่อมั่นของต่างชาติก็คงจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอินโดนีเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าการเลือกตั้งผ่านไปอย่างเรียบร้อย อินโดนีเซียจะผงาดเป็นประเทศที่มีความสำคัญและเป็นผู้นำในภูมิภาคตามที่ผู้นำอินโดนีเซียแทบทุกคนต้องการ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีประชากร 240 ล้านคนซึ่งมากที่สุดในอาเซียน มีมุสลิมสายกลางมากที่สุดในโลก มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล อีกทั้งค่าแรงถูกกว่าไทยประมาณครึ่งหนึ่ง ข้อเสียของอินโดนีเซียคือ Infrastructure ล้าหลังและพึ่งพาการส่งออกสินค้าเพียงไม่กี่ตัว ผู้นำคนใหม่คงต้องปฏิรูปและพัฒนาสินค้าและบริการตัวใหม่ ๆ พร้อมทั้งพัฒนาด้าน Infrastructure อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

กระบวนการคัดเลือกภายในพรรค ทางออกของการปฏิรูปการเมือง

7001รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ขณะนี้มีการวางรูปแบบในการปฏิรูปทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ในการปฏิรูปการเมืองก็มีการถกเถียงถึงเรื่องระบบการเลือกตั้ง ให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง การใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเยอรมัน ซึ่งผสมผสานระหว่างการเลือกตั้งแบบใช้เสียงข้างมาก (Majority vote) และการเลือกตั้งแบบสัดส่วน (Proportional representation) หรือระบบปาร์ตี้ลิสต์ (Party-list) โดยการเลือกตั้งในเยอรมันกำหนดมีจำนวนส.ส. จากทั้งสองแบบเท่ากัน (ความจริงแล้ว ในรัฐธรรมนูญปี 40 ของเราก็ได้ลอกรูปแบบการเลือกตั้งของเยอรมันมาแล้ว เพียงแต่ว่าเราใช้ระบบเลียงข้างมาก 80% และใช้ระบบปาร์ตี้ลิสต์ 20%)

ความจริงระบบการเลือกตั้งในโลกแม้จะมีจำนวนเป็นร้อย ๆ รูปแบบแต่ในสาระสำคัญก็สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ รูปแบบที่1 ระบบเสียงข้างมาก (Majority vote) รูปแบบที่ 2 ระบบสัดส่วน (Proportional representation) หรือปาร์ตี้ลิสต์

ระบบแรก ระบบเสียงข้างมาก (Majority vote) หมายความว่า ประเทศจะถูกแบ่งเป็นเขตการเลือกตั้งมากมาย อาจจะแบ่งเป็นเขตจังหวัดหรืออาจจะเล็กกว่านั้นกว่าก็ได้ ผู้ที่ได้เสียงมากสุด อาจจะ 1 หรือ 2- 3 คนก็ได้จะได้รับการเลือกตั้ง ระบบนี้ทางทฤษฎีจะทำให้รัฐบาลเกิดความมั่นคง เพราะจะทำให้พรรคใหญ่เกิดขึ้น พรรคเล็กจะมีน้อย (ตรรกะคือ คนจะเลือกพรรคใหญ่ที่ชอบน้อยแต่มีโอกาสชนะเยอะ มากกว่าที่จะเลือกพรรคเล็กที่ชอบเยอะแต่มีโอกาสชนะน้อย) ระบบนี้จึงเอื้อต่อพรรคใหญ่และจะทำให้รัฐบาลมีความั่นคง พรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ จะหายไป ข้อเสียคือ ระบบนี้ไม่ยุติธรรม เพราะพรรคที่ได้ที่สองแม้จะได้คะแนนแพ้เพียงเล็กน้อยก็จะไม่มีตัวแทนได้รับคัดเลือก ผลที่ตามก็คือ พรรคที่หนึ่งอาจจะมีสส. จำนวนเยอะมาก ทั้ง ๆ ที่เมื่อดูสัดส่วนคะแนนที่ได้รับอาจจะไม่มาก บางพรรคที่มีสัดส่วนคะแนนเสียง 10% ก็อาจจะไม่มี ส.ส.ในรัฐสภาเลยก็ได้

ระบบที่ 2 ระบบสัดส่วน (Proportional representation) หรือปาร์ตี้ลิสต์ ระบบนี้เขตการเลือกตั้งทั้งประเทศจะเป็นเขตเดียวหรือ 3-4 เขตก็ได้ พรรคการเมืองเองจะส่งรายชื่อเรียงลำดับหนึ่งถึงสุดท้ายให้ครบ เช่น ในกรณีเยอรมัน ระบบที่ 1 กับระบบที่ 2 จะมีจำนวน ส.ส. เท่ากันคือ 298 คน เวลาเลือกตั้งประชาชนจะได้บัตร 2 ใบ ใบที่ 1 จะเลือกตัวแทนเขต และใบที่ 2 จะเลือกพรรคการเมือง เสร็จแล้วก็จะดูคะแนนที่ได้ทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วนเท่าใด เช่น พรรคสังคมนิยมเยอรมันได้ 38% ของคะแนนทั้งหมด พรรคคริสเตียนเดโมแครตได้ 35% พรรคเสรีนิยมได้ 10% ผลที่ได้ก็คือ พรรคสังคมนิยมจะได้ส.ส. 38% ของยอด 298 (113 คน) พรรคคริสเตียนจะได้สส. 35% ของยอด 298 (104 คน) และพรรคเสรีนิยมจะได้ส.ส. 10% ของยอด 298 (29 คน) เป็นต้น จะเห็นได้ว่าระบบมีความยุติธรรม แต่ข้อเสียคือ จะเกิดพรรคเล็กพรรคน้อยเต็มไปหมดทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ

ระบบการเลือกตั้งเยอรมันและในอีกหลาย ๆ แห่ง จึงกำหนดวิธีการผสมผสาน 2 ระบบอย่างละครึ่งตามที่ได้วิเคราะห์ไว้ และสร้างเสถียรภาพจากกำจัดพรรคเล็กออกไปโดยกำหนดให้พรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงต่ำกว่า 5% จะไม่มีสส.ในสภา หรือถ้ามีสส.ต่ำกว่า 3 คน (เช่น 2 คน) ก็จะไม่มีสส.เลย

ระบบการเลือกตั้งเยอรมันดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ในทางตรงกันข้าม ในอิตาลี รัฐธรรมนูญปี 2005 ซึ่งยังคงบังคับใช้อยู่ก็มีการใช้ระบบสัดส่วนทั้งในสภาบนและสภาล่าง แต่ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ การเมืองอิตาลีวุ่นวาย ขาดเสถียรภาพ มีปัญหาการโกง มีคนอย่างแบร์ลุสโกนี ปัญหาคือทำไม ?

เหตุผลที่ทำให้เยอรมันและอิตาลีแตกต่างกันมากก็คือ ในเยอรมัน การคัดเลือกคนที่จะมาสมัครส.ส. จะต้องมีกระบวนการคือ 1. มีอุดมการณ์ตรงกับพรรคหรือไม่ เช่น พรรคสังคมนิยมเยอรมัน พรรคคริสเตียนเดโมแครต 2. ไม่มีประโยชน์ทับซ้อน 3. มีความซื่อสัตย์ ไม่มีภูมิหลังเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่ดี 4. มีความรู้มีความสามารถ การคัดเลือกดังกล่าวนี้ปิดโอกาสของนายทุนและพวกเลวไม่ให้เข้าสู่การเมือง เพราะฉะนั้น การจะเข้ามาสมัครส.ส. จึงไม่ได้อยู่ที่ระบบเลือกตั้ง แต่อยู่ที่ระบบคัดเลือกและวัฒนธรรมทางการเมือง ตรงกันข้ามกับอิตาลีที่มีปัญหา ทั้ง ๆ ที่ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเยอรมัน เพราะมีคนอย่างแบร์ลุสโกนี ที่สามารถโกงได้ ใช้เงิน มีอิทธิพล เอาคนของตัวเองเข้ามาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์แบบเดียวกับระบบทักษิณ เพราะฉะนั้น การเมืองของอิตาลีจึงเต็มไปด้วยปัญหา อีกทั้งมีวัฒนธรรมมาเฟีย ซึ่งก็คือ ระบบอุปถัมภ์ของไทยที่บุญคุณต้องทดแทน

อาจกล่าวสรุปได้ว่า การปฏิรูปทางการเมืองการเลือกตั้งเพียงลำพังแค่ปรับระบบการเลือกตั้งอย่างเดียวไม่พอ ต้องปรับวัฒนธรรมทางการเมือง ต้องปรับกระบวนการในการคัดเลือกภายในพรรค พรรคจะต้องแสดงอุดมการณ์ที่ชัดเจน ไม่ใช่ทำเพื่อประโยชน์ของนักธุรกิจเหมือนกับระบบทักษิณ คุณภาพของนักการเมืองในแต่ละพรรคต้องสามารถถ่วงดุลด้วยจิตสำนึกได้ ดังเช่นในอิตาลี ระบบแบร์ลุสโกนีก็ไม่สามารถอยู่ได้ เพราะถึงจุด ๆ หนึ่งนักการเมืองก็เห็นแก่ประเทศมากกว่าเห็นแก่บุคคล ถึงขั้นปลดลูกพี่อย่างแบร์ลุสโกนีออกจากตำแหน่งและบอกในทำนองว่า “พี่ครับ ผมรักพี่ พี่มีบุญคุณกับผม แต่ผมไม่ขอเอาพี่ ผมเอาประเทศชาติ บุญคุณต้องทดแทนส่วนตัว ไม่ใช่ทดแทนด้วยประโยชน์ของประเทศ” ลักษณะแบบนี้ในไทยยังไม่มี จึงเปิดโอกาสให้เกิดระบบทักษิณซึ่งทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล ดังนั้นการปฏิรูปทางการเมืองจึงไม่ใช่การเอาระบบของต่างชาติที่ดี ๆ และคิดว่าจะใช้กับไทยได้ แต่จะต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยด้วย การจะใช้ระบบเยอรมัน วัฒนธรรมทางการเมืองไทยก็จะต้องเปลี่ยนตาม โดยเฉพาะระบบอุปถัมภ์ และจะต้องควบคุมระบบผลประโยชน์โดยใช้กฎหมายอย่างเอาจริงเอาจัง ตัวอย่างเช่น สเปนที่มีระบบการเมืองที่เข้มแข็ง ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสมผสานเช่นกัน ระบบของสเปนเข้มแข็งถึงขนาดที่ว่า คนในพรรคจะตั้งกองทุนที่ได้จากการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางส่วน และเอาเงินกองทุนมาจ่ายเป็นเงินเดือนให้สส. ปรากกฏว่า คนจัดการกองทุนถูกเล่นงานจนเข้าคุก นักการเมืองที่รับเงินก็ถูกเล่นงานด้วยเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า การปฏิรูปทางการเมืองที่จะได้ผลดีต้องไม่คำนึงระบบการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว เพราะจะไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาทางการเมือง และอย่างที่บอกว่า การให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง หมายความว่า เป็นการเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ระบบประธานาธิบดีหรือกึ่งประธานาธิบดี แล้วถามว่า เราพร้อมแล้วหรือยังที่จะไปอยู่ในจุดนั้น การปฏิรูปทางการเมืองที่จะได้ผลดีต้องมีการดำเนินการให้ครบทุกระบบที่สัมพันธ์กัน ไม่ใช่มองเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งแบบแยกส่วน แต่ต้องมองเป็นโครงสร้างองค์รวมเป็นสำคัญ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น