การประชุมสุดยอด ASEM

7812

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ขณะนี้นายกฯ ของไทยกำลังเดินทางเพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอด ASEM (Asia–Europe Meeting) ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ASEM เป็นการรวมกลุ่มเพื่อพบปะพูดคุยปรึกษาหารือระหว่างผู้นำของเอเชียตะวันออกและยุโรป การประชุมสุดยอดครั้งนี้ที่มิลานถือเป็นครั้งที่ 10 โดยมีประเทศที่เข้าร่วมการประชุม 49 ประเทศ บวกกับ 2 องค์กร รวมเป็น 51 สมาชิก ผู้นำของประเทศที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเอเชียตะวันออก 20 ประเทศ และกลุ่มตะวันตก 29 ประเทศ บวกกับอีก 2 องค์กรคือ ASEAN โดยผู้ที่เข้าร่วมการประชุมคือเลขาธิการอาเซียน และสหภาพยุโรป (EU) โดยผู้ที่เข้าร่วมการประชุมคือประธานสหภาพยุโรป 20 ประเทศของเอเชียตะวันออกประกอบด้วย ASEAN+6 คือ 10 ประเทศอาเซียนบวกจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย และอีก 4 ประเทศคือ บังคลาเทศ ปากีสถาน รัสเซีย และมองโกเลีย ส่วน 29 ประเทศของยุโรปประกอบด้วย ประเทศของสหภาพยุโรป (สหภาพยุโรป – EU มี 28 ประเทศ แต่ที่เป็นสมาชิกASEM เข้าร่วมมี 27 ประเทศ โดยโครเอเชียซึ่งเป็นหนึ่งในสหภาพยุโรปไม่ได้เข้าร่วม เนื่องจากเข้ามาทีหลังจึงยังไม่ได้เป็นสมาชิก ASEM) นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ประเทศ คือ นอร์เวย์และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาพันธ์เขตการค้าเสรียุโรป (EFTA)

ASEM กำเนิดมาจากข้อเสนอร่วมกันของฝรั่งเศสและสิงคโปร์ซึ่งปรึกษาหารือกันในปี ค.ศ.1994 และเริ่มมีการประชุมครั้งแรกที่กรุงเทพปี ค.ศ. 1996 ในครั้งนั้นมีสมาชิกเพียง 26 ประเทศ คือ 10 ประเทศอาเซียน 15 ประเทศสหภาพยุโรป และประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม ในช่วงต่อมา จากผลของการที่สหภาพยุโรปมีประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นรวมกับการขยายตัวองเอเชียตะวันออกในกรอบ ASEAN+3 และ +6 จำนวนประเทศสมาชิกASEMจึงเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนในวันนี้มีทั้งหมด 51 ผู้นำดังที่กล่าวไว้ในตอนต้น

ASEM มิใช่เป็นเวทีเจรจาต่อรอง แต่เป็นเวทีปรึกษาหารืออย่างไม่เป็นทางการ สาระสำคัญในการปรึกษาหารือจะประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ASEM นั้นไม่มีองค์กรถาวรและไม่มีสำนักเลขาธิการถาวร เพียงแต่ว่าให้มีผู้ดำเนินการหรือแม่งานที่จะจัดการประชุมสุดยอดสลับกันระหว่างประเทศในเอเชียและยุโรป การประชุมสุดยอด ASEM มีเวทีสำคัญ 2 ระดับคือ ระดับการประชุมสุดยอดและระดับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยทั้ง 2 ระดับจะจัดขึ้นทุก 2 ปี โดยสลับกันไป เช่น ปีที่แล้วเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ ปีนี้เป็นการประชุมระดับสุดยอด และเมื่อ 2 ปีที่แล้วมีการประชุมระดับสุดยอด ASEM ที่เวียงจันท์ ประเทศลาว ปีนี้จึงจัดที่ยุโรปที่มิลาน ประเทศอิตาลี เนื่องจากอิตาลีตอนนี้เป็นประธานสหภาพยุโรปจึงเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม

ในแต่ละปีจะมีการปรึกษาหารือในเรื่องหลากหลายขึ้นอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้นในโลก ทั้งมิติเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เช่นในปีที่ผ่านมามีการพูดเรื่องความร่วมมือในการคลี่คลายวิฤตทางเศรษฐกิจ แต่ในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ประเด็นในการพูดคุยจึงเป็นเรื่อง “Responsible partnership for growth and security”

Responsible (ความรับผิดชอบ) จะพูดในเรื่องความรับผิดชอบของประเทศสมาชิกเรื่องสิทธิมนุษยชนและการแก้ไขปัญหาความยากจน

Partnership (หุ้นส่วน) ก็จะเป็นการร่วมกันเผชิญการท้าทายปัญหาทั้งในระดับโลกและภูมิภาค

Growth (การเติบโต) ก็คงจะมาร่วมกันทำให้เศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นยั้งยืน ส่งเสริมการปฏิรูปเศรษฐกิจ ส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ

Security (ความมั่นคง) จะครอบคลุมความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางภัยพิบัติ และความมั่นคงในมิติต่าง ๆ

ดังนั้นจึงเป็นที่คาดหวังได้ว่า ในปีนี้จึงเป็นการปรึกษาหารือในเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัญหาภัยคุกคามจากการก่อการร้าย รวมทั้งการขยายตัวของโรคอีโบลา

ในระหว่างการประชุมสุดยอดคือวันที่ 16-17 เดือนนี้ก็จะมีการประชุมร่วมของนักธุรกิจในกรอบ Business forum การประชุมในกรอบตัวแทนรัฐสภา (Parliamentary forum) และการประชุมในกรอบของประชาชน (People forum) ซึ่งครอบคลุม NGO เป็นต้น

ผลที่ได้จาก ASEM จะมีเป็นทางอ้อมมากกว่าทางตรงคือ จะเป็นการปรึกษาหารือเพื่อกำหนดท่าทีร่วมกันในองค์กรอื่น ๆ เช่น WTO หรือบางประเทศอาจจะพบปะกันเป็นทวิภาคีหรือพหุภาคี ผลพวงที่ได้ในอดีตก็คือ การจัดตั้งกองทุน ASEM และทำให้เกิดการเจรจาตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียน เป็นต้น ASEM จึงเปรียบเหมือนกรอบกว้าง ๆ ที่จะนำให้ประเทศใน 2 ภูมิภาคมาพูดคุยปรึกษาหารือได้อย่างเต็มที่ และนำเอาประเด็นต่าง ๆ มาสร้างกระแสการรับรู้และอาจจะหมายถึง การแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ASEM ไม่ใช่เวทีของการตกลง ประเทศแต่ละประเทศจะนำไปปฏิบัติหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ มิใช่การผูกมัด ประโยชน์ที่ได้ทางอ้อมที่สำคัญคือ เปิดโอกาสให้ผู้นำพูดคุยกันเองนอกกรอบการประชุม ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของประเทศต่อประเทศเป็นลักษณะทวิภาคี หรือพูดคุยหลายประเทศร่วมกันแต่ไม่จำเป็นต้องทุกประเทศก็ได้เช่นกัน ประโยชน์อีกประการหนึ่งคือ ผู้นำสามารถคุยกับนักธุรกิจเพื่อที่จะดึงประโยชน์ในแง่การค้าและการลงทุนมาสู่ประเทศตนเอง เป็นต้น

การที่นายกฯ ของไทยไปประชุมสุดยอดครั้งนี้มีประโยชน์ดังต่อไปนี้

1.เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาลในเวทีสากล เพราะถือเป็นครั้งแรกหลังการรัฐประหารที่นายกฯ มีโอกาสเข้าร่วมในเวทีตะวันตก (นายกฯ เดินทางครั้งแรกคือไปที่พม่า ซึ่งก็เป็นสมาชิกและประธานอาเซียน) นอกจากนี้ เมื่อมองในแง่ประเทศและรัฐบาลก็จะได้ประโยชน์จากภาพลักษณ์ว่าอย่างน้อยที่สุดก็ยังเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะมีประเด็นปัญหาในด้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ตาม

2.นายกฯ สามารถที่จะใช้เวที (ประมาณ 3 นาที) เน้นให้เห็นถึงการปฏิรูปทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองไทยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเวทีโลกรู้ว่า เรากำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และมีการปฏิรูปทางเศรษฐกิจซึ่งนักลงทุนต้องการเห็น ซึ่งถือเป็นโอกาสประชาสัมพันธ์ประเทศไปด้วย

3.ท่านนายกฯ อาจจะหยิบยกบางประเด็นพูดคุยกับผู้นำและนักธุรกิจบางประเทศเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ของไทยดีขึ้น และถือโอกาสให้เขาได้เห็นถึงผลประโยชน์ในการที่จะเข้ามาลงทุนในช่วงที่ประเทศกำลังส่งเสริมการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ตลอดจนให้เห็นว่าไทยนั้นเป็นตัวเชื่อมโยงของอาเซียน

โดยสรุป การเข้าประชุม ASEM ของท่านนายกฯ จึงถือว่าเป็นบวกสำหรับรัฐบาลและประเทศ แต่จะมากน้อยแค่ไหนก็คงขึ้นอยู่กับแนวทางและสาระสำคัญที่จะหยิบยกไปพูดคุย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

จับตา! การปฏิรูปของรัฐบาล

7764

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานสำคัญทางเศรษฐกิจของโลก จากทั้ง World Bank และ IMF ซึ่งมีข้อสรุปคล้ายกัน กล่าวคือ เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดไว้ในตอนต้น โดย IMF ได้ลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งลดครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนเหลือ 3.7 % ครั้งที่ 2 ในเดือนกรกฎาคมลดเหลือ 3.4 % และเมื่อสองวันที่ผ่านมานี้ก็ได้ลดเป็นครั้งที่ 3 เหลือ 3.3 % โดยครั้งนี้ IMF คาดว่า สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศเดียวที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีอิทธิพลต่อโลก

ทั้งนี้คาดว่า ในปีนี้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะขยายตัวได้ 2.2 % ในกลุ่มสหภาพยุโรป ประเทศที่เข้มแข็งที่สุดคือ อังกฤษ คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.1 % ในปีนี้ และจะลดลงเล็กน้อยเหลือ 2.9 %ในปี 2015 อีกประเทศในยูโรโซนที่เข้มแข็งคือ สเปน คาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 1.3 % และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.7% ในปี 2015 การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยของยูโรโซนจะขยายตัวได้ 0.8 % โดยทั้งนี้อิตาลีจะติดลบ -0.3 % และเกิด Recession ฝรั่งเศสเศรษฐกิจจะไม่ขยายตัว สำหรับเยอรมัน แม้ IMF คาดว่า เศรษฐกิจของเยอรมันจะขยายตัวเล็กน้อยในปีนี้ แต่ข้อเท็จจริงระหว่างกรกฎาคมถึงสิงหาคมพบว่าผลผลิตอุตสาหกรรมติดลบ -4 % ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์คาดว่า เยอรมันซึ่งมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรปอาจเผชิญกับ Recession และในภาพรวม IMF คาดว่ามีโอกาสที่สหภาพยุโรปจะเกิด Recession โดยมีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นเป็น 40 % จากที่เคยประเมินความเป็นไปได้ไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ 20 % นอกจากนี้ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศที่คาดว่า เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างไม่เข้มแข็ง โดย IMF คาดว่าจะขยายตัวได้ 0.8 % ในปีนี้ ซึ่งเป็นปัญหาจากการขึ้นภาษี Sales Tax ประกอบกับการปรับโครงสร้างการแข่งขันซึ่งเป็นลูกศรดอกที่ 3 ยังเป็นไปได้ช้ามาก

รายงานที่น่าสนใจที่เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกและอาเซียนคือ รายงานของ World Bank จากรายงานฉบับนี้ World Bank คาดว่า อัตราการเติบโตโดยเฉพาะในปีนี้ของเอเชียตะวันออกจะอยู่ที่ 6 % และจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.1 % ในปี 2015 และ 2016 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงจากระดับที่เคยวิเคราะห์ไว้ในเดือนเมษายนประมาณ 0.2-0.3 %

ในกลุ่มเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาโดยทั้งนี้ไม่รวมญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยในปีนี้อยู่ที่ 6.9 % ซึ่งเทียบกับปีที่ก่อน (2013) ซึ่งขยายตัวได้ 7.2 % World Bank คาดว่า ปีหน้า 2015 จะคงการขยายตัวที่ 6.9 % และปี 2016 จะลดลงเล็กน้อยที่ 6.8 % ประเทศจีนในปีนี้จะขยายตัวได้ 7.4 % โดยลดลงจากปีที่แล้วที่ 7.7 % คือลดลง 0.3 % โดยปีหน้าและปีต่อไป เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงไปอีกที่ 7.2 % ในปี 2015 และ 7.1 ในปี 2016 กลุ่มประเทศอาเซียนที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดในปีนี้คือ พม่า ที่ระดับ 8.5 % และจะสามารถรักษาระดับนี้ไปได้อีก 2 ปี ตามลำดับ ประเทศลาวและกัมพูชาจะขยายตัวได้ 7.5 และ 7.2 ตามลำดับในปีนี้ โดยในปีหน้าลาวจะขยายตัวลดลงที่ 6.4 % และ 7 % ในปี 2016 ส่วนกัมพูชาจะมีอัตราการขยายตัวในปีหน้า 7.5 % และ 7.2 % ในปี 2016 ประเทศเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์จะมีอัตราการขยายตัวระหว่าง 5-6 % โดยฟิลิปปินส์จะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 6.4 ในปีนี้ และเติบโตในระดับที่ใกล้เคียงในอีกสองปีหน้า ส่วนอีก 3 ประเทศจะขยายตัวในกรอบ 5 % กว่า ๆ ในปีนี้และอีก 2 ปีหน้า

ในภาพรวมของ World Bank คาดว่าไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.5 % และจะเพิ่มเป็น 3.5 ในปี 2015 และ 4 % ในปี 2016 จะเห็นได้ว่าประเทศไทยในปีนี้มีอัตราการเติบโตต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน และถ้าเฉลี่ย 3 ปี คือ 2012-2014 อัตราการเติบโตของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 3.7 % ซึ่งถือว่าต่ำสุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศในอาเซียน (ยกเว้นบรูไน) และถ้าย้อนหลังไป 10 ปี อัตราการเติบโตเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4 % ถือว่าต่ำสุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศในอาเซียน (ยกเว้นบรูไน) เช่นเดียวกัน

โดยสรุป ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาทางการเมืองอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีวิกฤตทางเศรษฐกิจซึ่งมีที่มาจากความสามารถในการแข่งขันอันเกิดจากการปรับตัวไม่ทันของสินค้าและบริการกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและภูมิภาค การขยายตัวของโลกาภิวัตน์ ผสมผสานกับการรวมกลุ่มในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในอาเซียน นับตั้งแต่ AFTA ปี 1993 จนถึง AEC, Asean+3 (ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้), Asean+6 (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย), RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) และ TPP ในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นเป็นทั้งโอกาสและภยันตรายต่อทุกประเทศในภูมิภาครวมทั้งไทยด้วย ประเทศไทยอยู่ในฐานะที่ได้โอกาสน้อย เนื่องจากปรับตัวไม่ทันต่อความต้องการของโลก อีกทั้งคู่แข่งซึ่งมีต้นทุนถูกกว่าไทย ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น โครงสร้างการแข่งขันของไทยซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว กล่าวคือ เน้นแรงงานและทรัพยากร มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ขาดนวัตกรรม ด้านหนึ่งต้องแข่งกับประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) และอีกสองประเทศคือ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ซึ่งค่าแรงถูกกว่าตั้งแต่ 50-70 % กลุ่มประเทศดังกล่าวนอกจากเข้ามาแย่งตลาดแข่งกับสินค้าไทยในอาเซียนจากผลของ AFTA แล้ว ยังแย่งตลาด Asean+3 Asean+6 และประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือ สหภาพยุโรปซึ่งในสองกลุ่มประเทศหลังนี้ก็ยังมีสินค้าจากกลุ่มละตินอเมริกาและอัฟริกาเข้ามาแข่งขัน รวมทั้งสินค้าจากยุโรปตะวันออก อีกทั้ง 2 กลุ่มประเทศนี้ยังต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น สินค้าไทยจึงเข้าไปได้น้อย

ปัญหาการขยายตัวช้าของเศรษฐกิจไทยเกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาการส่งออกที่ช้าลงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา อันเป็นภาพฉายของความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในเวทีโลกที่ลดลง ดังนั้นความพยายามในการปฏิรูปของรัฐบาลก็เป็นภารกิจที่น่าสนับสนุนและยกย่อง แต่ผู้เขียนเห็นว่า วิธีการปฏิรูปดังดูได้จากการพยายามเอาใครต่อใครผสมผสานระหว่างคนมีชื่อเสียงกับตัวแทนจากจังหวัดต่าง ๆ เมื่อพิจารณาจากกลุ่มที่มีชื่อเสียงประมาณ 60-70 % แล้ว ก็คือกลุ่มคนชุดเดิมที่มีส่วนร่วมในการปฏิรูปทางการเมืองมาโดยตลอดกว่า 20 ปี ซึ่งทำให้มีรัฐธรรมนูญถึง 4 ฉบับ นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 จนถึงปัจจุบัน นั่นแสดงว่า ผู้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปก็คือชุดเดียวกันกับชุดปัจจุบันซึ่งที่ผ่านมามีการปฏิรูปไม่ตรงจุด จึงทำให้มีการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในประเทศที่เจริญ การปฏิรูปจะทำเพียงครั้งเดียวแล้วใช้ได้ไปอีก 40-50 ปี เช่นในปี 1978 มีการปฏิรูปการเมืองในสเปน ปี 1958 มีการปฏิรูปการเมืองในฝรั่งเศส ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของทั้งสองประเทศซึ่งก็ใช้ได้ผลจนถึงทุกวันนี้ ในเยอรมันปี 1949 มีการปฏิรูปทางการเมืองและทำให้มีรัฐธรรมนูญซึ่งชื่อว่า Basic law ซึ่งก็ใช้ได้มาถึงทุกวันนี้ ต่างจากประเทศไทยซึ่งมีความคล้ายคลึงกับอิตาลีที่มีการปฏิรูปบ่อย แสดงว่า คนที่เข้ามาปฏิรูปไม่สามารถตอบโจทย์การปฏิรูปได้อย่างแท้จริง การปฏิรูปของคนเหล่านี้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่าที่เห็น แต่ไม่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โลกทัศน์ดังที่กล่าวมานี้แม้จะได้คนดีมีความตั้งใจดีแต่ก็ยังเป็นปัญหา เพราะคนที่จะมาปฏิรูปได้นั้น นอกจากเป็นคนดีแล้วยังต้องสามารถเข้าใจโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าได้ดี และสำหรับเมืองไทยในขณะนี้ ต้องการคนที่ทั้งดีด้วยและเก่งด้วย (สามารถเข้าใจโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าได้ดี) คนที่ดีซึ่งเมื่อพิจารณาจาก 250 คนที่เข้ามา ผู้เขียนเห็นว่า ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยเคยเกลือกกลั้วอยู่กับนักการเมืองเลว ๆ และพยายามหาทางล้างตัวในช่วงที่ผ่านมา ส่วนคนเก่งนั้น ผู้เขียนไม่ใจว่าจะมีถึง 2 % หรือไม่ เพราะคนเก่งต้องเป็นคนมีวิสัยทัศน์ที่เห็นอนาคตได้เจ๋ง

สรุปแล้วผู้เขียนเห็นด้วยและสนับสนุนชมเชยความพยายามในการปฏิรูปของรัฐบาล เพียงแต่เมื่อดูรูปแบบ วิธีการและบุคคลที่เข้ามาเป็นคณะปฏิรูปแล้วแล้วผู้เขียนยังมีปรัศนี (?) เกี่ยวกับความสำเร็จของการปฏิรูป การปฏิรูปคงต้องสำเร็จและออกมาเป็นแผนในที่สุด แต่ปัญหาก็คือ เราไม่ได้ต้องการแค่แผน แต่เราต้องการแผนการปฏิรูปที่ดี เป็นแผนที่สามารถตอบโจทย์ประเทศในระยะยาวได้ การจะตอบโจทย์ดังกล่าวนี้ คุณภาพของผู้มาทำแผนจะต้องมีวิสัยทัศน์คือ สามารถเข้าใจโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าได้มีมาก เห็นโลกในเชิงองค์รวม และมีจริยธรรมที่เข้าใจระหว่างดีกับเลวอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเมื่อดูจากโครงสร้างและวิธีการของกลุ่มคณะปฏิรูปแล้วยังมีความเป็นสีเทาอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะให้ความเป็นธรรมกับคณะปฏิรูป ผู้เขียนจึงขอสงวนว่า แม้มีข้อสงสัย (Benefit of doubt) แต่ก็ขอให้กำลังใจให้ผู้ทำการปฏิรูปประสบความสำเร็จ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สถานการณ์บนเกาะ “ฮ่องกง”

7692

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

สถานการณ์การประท้วงในฮ่องกงยังมีลักษณะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ตลาดหุ้นในเอเชียโดยภาพรวมทรุดตัวลง ตลาดหุ้นฮ่องกงเองก็ลดลงติดต่อกัน 2 ก่อนวันหยุดกว่า 600 จุด ของดัชนีฮั่งเส็ง

ต้นเหตุของการประท้วงในฮ่องกงเกิดจากการที่รัฐบาลมีการปฏิรูประบบการเลือกตั้งในฮ่องกงซึ่งตามรัฐธรรมนูญของฮ่องกง (Basic law)ได้มีการกำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนปีค.ศ. 1997 และมีการยอมรับจากรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อมีการโอนอธิปไตยในการปกครองฮ่องกงจากอังกฤษสู่จีน โดยในรัฐธรรมนูญดังกล่าวกำหนดให้มีการเลือกตั้งผู้นำฮ่องกงซึ่งเรียกว่า Chief Executive หรือ ผู้ว่าการฮ่องกงนั่นเอง โดยกำหนดว่าจะให้มีการเลือกตั้งหรือมีการดำเนินปรึกษาหารือ (Consultation) ขณะที่รัฐสภาซึ่งในฮ่องกงเรียกว่า Legislative council ก็ต้องมีการเลือกตั้งเช่นกัน เมื่อฮ่องกงตกมาเป็นของจีน ระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็คือ ระบบการคัดเลือกโดยผ่านการเห็นชอบจากรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งผู้ว่าการในปัจจุบันที่ได้รับการเห็นชอบก็คือนายเหลียง ชุนอิง ปรากฏว่าในช่วงที่ผ่านมาประชาชนได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการเลือกตั้งให้มีความเป็นอิสระแบบสากลทั่วไป ซึ่งเราเรียกระบบนี้ว่า Universal suffrage  หมายถึงระบบที่ประชาชนเมื่อมีเกณฑ์อายุที่กำหนดไว้จะมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งผู้นำอย่างเต็มที่ หรือที่เรียกว่า One man one vote ปรากฏว่ารัฐบาลปัจจุบันได้มีการตั้งคณะกรรมการและทำการปฏิรูปการเลือกตั้งซึ่งผ่านการเห็นชอบตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หากแต่ระบบการเลือกตั้งที่ปฏิรูปการเลือกตั้งนี้ยังเป็นระบบที่ไม่อิสระ กล่าวคือ ผู้ที่จะเป็นผู้แทนเพื่อรับการเลือกตั้งจากประชาชนจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการคัดเลือก กลั่นกรอง ซึ่งมีจำนวนประมาณหนึ่งพันคน โดยผู้ที่จะสามารถเป็นตัวแทนเพื่อได้รับการคัดเลือกจากประชาชนจะต้องได้รับคะแนนกว่าร้อยละ 50 จากคณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งสมาชิกคณะกรรมการคัดเลือกก็คือกลุ่มบุคคลที่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่นั่นเอง ระบบการเลือกตั้งดังกล่าวจึงเท่ากับว่า รัฐบาลจีนยังมีอำนาจในการคัดเลือกผู้ที่จะเป็นผู้ว่าการฮ่องกง ไม่ใช่ผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ผลพวงดังกล่าวจึงทำให้เกิดการประท้วงอย่างรวดเร็ว

ในระยะแรกการประท้วงประกอบไปด้วย 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่ม Scholarism ซึ่งประกอบไปด้วยนักเรียนมัธยมปลายประมาณ 500 คน โดยมีผู้นำการประท้วงชื่อ โจชัว หว่อง อายุ 17 ปี ทั้งนี้ในปี 2012 เขาก็เป็นผู้นำประท้วงรัฐบาลฮ่องกงเพราะรัฐบาลเสนอให้มีการเรียนหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งในครั้งนั้นก็ประสบความสำเร็จ รัฐบาลฮ่องกงยกเลิกหลักสูตรดังกล่าว นายหว่องจึงกลายเป็นตัวตั้งตัวตีในการประท้วงรัฐบาลฮ่องกง

กลุ่มที่ 2 เรียกว่ากลุ่ม Occupy Central ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการรวมกลุ่มที่เกิดขึ้นในนิวยอร์ก ที่เรียกว่า Occupy Wall street กลุ่มนี้ประกอบไปด้วยคนหนุ่มสาว นักศึกษา คนทำงาน ที่ต้องการยึดศูนย์การค้า ศูนย์กลางการเงินซึ่งเป็นสัญลักษณ์

ในระยะแรก คนที่เข้าร่วมการประท้วงยังไม่มากนัก แต่เมื่อรัฐบาลฮ่องกงได้ใช้กองกำลังและแก๊สน้ำตาเข้าเล่นงาน ก็ทำให้ประชาชนเกิดความโกรธแค้น เพราะการประท้วงดังกล่าวเป็นการประท้วงอย่างสงบ และการเข้าใช้กำลังดังกล่าวจึงเป็นต้นเหตุทำให้การประท้วงเกิดการขยายตัวรวดเร็วมากขึ้น และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ในการประท้วงครั้งนี้ สิ่งที่ผู้ประท้วงต้องการนอกจากเรื่องการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเลือกตั้งตามหลักสากลแล้ว ยังเป็นการแสดออกให้เห็นว่า คนฮ่องกงไม่ใช่คนจีน ประเทศฮ่องกงไม่ใช่ประเทศจีน คนฮ่องกงต้องการมีความเป็นฮ่องกงที่มีความเป็นอิสระจากการครอบงำของจีน และการแสดงถึงความเป็นตัวตนของฮ่องกง การประท้วงครั้งนี้ได้อาศัยในช่วงของวันชาติจีนเป็นการแสดงออกถึงสัญลักษณ์ที่มีพลังมาก และในขณะนี้ผู้ประท้วงซึ่งมีจำนวนหลายหมื่นคนก็กำลังเรียกร้องยื่นคำขาดให้ผู้ว่าการฮ่องกงคือนายเหลียง ชุนอิง ลาออกจากตำแหน่งมิฉะนั้นกลุ่มผู้ประท้วงจะทำการยึดที่ทำการรัฐบาลเป็นขั้นต่อไป

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว อาจนำมาสู่คำถามว่า ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่จะมีทางเลือกในการคลี่คลายปัญหาของฮ่องกงอย่างไร สิ่งหนึ่งที่สามารถวิเคราะห์ได้คือ ประธานธิบดีสี จิ้นผิง คงจะไม่มีวันยอมให้ฮ่องกงมีการเลือกตั้งโดยตรงแบบประเทศประชาธิปไตยเสรีนิยม เพราะผลกระทบจากการยินยอมนั้นส่วนหนึ่งจะทำให้เกิดความพยายามในการเรียกร้องภายในจีนด้วย ต้องอย่าลืมว่า คนจีนจำนวนไม่น้อยได้เห็นตัวอย่างของประชาธิปไตยทั้งจากสื่อมวลชน อาหรับสปริง และการเดินทางท่องเที่ยว เชื้อของความต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงอยู่กับคนเหล่านี้ไม่น้อย อีกประการหนึ่ง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็ได้สร้างศัตรูจำนวนมากจากการใช้นโยบายต่อต้านการคอรัปชั่น ศัตรูเองรอคอยเวลากลับมาแก้แค้นเมื่อเงื่อนไขมาถึง การยินยอมให้ฮ่องกงมีการเลือกตั้งจึงเท่ากับเป็นการแสดงถึงความอ่อนแอของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อย่างเด่นชัด ยิ่งไปกว่านั้นจีนยังอยู่ในช่วงการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ในวันที่ 20 ตุลาคมที่จะถึงนี้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้นำจีนกำลังเผชิญหน้ากับปัญหารอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากปัญหาที่รายล้อมไม่ว่าจะเป็นปัญหาอสังหาริมทรัพย์ หนี้เอกชน Shadow banking อีกทั้งผู้นำจีนก็ได้เห็นตัวอย่างของการใช้กำลังในเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 ซึ่งส่งผลต่อประเทศและภาพลักษณ์ของจีนอย่างรุนแรง ดังนั้นผู้นำจีนคงต้องหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในลักษณะดังกล่าว ยิ่งในขณะนี้ เศรษฐกิจจีนยังต้องพึ่งพาความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ อีกทั้งเศรษฐกิจจีนก็ยังต้องพึ่งพาเศรษฐกิจของฮ่องกง การใช้มาตรการรุนแรงย่อมส่งผลกระทบทั้งต่อฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ ดังนั้นทางเลือกของผู้นำจีนคือ

1. รอดูสถานการณ์ว่าจะมีการคลี่คลายโดยตัวมันเอง กล่าวคือ ถ้าจำนวนผู้ต่อต้านลดน้อยลง ซึ่งอาจเกิดจากประชาชนฮ่องกงส่วนหนึ่งคำนึงถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการประท้วงและเห็นว่าการประท้วงในที่สุดแล้วทำอะไรไม่ได้เหมือนกับเหตุการณ์ Occupy Wall Street

2. อาจจะหาทางออกด้วยการบีบให้ผู้ว่าการฮ่องกงคนปัจจุบันลาออกเพื่อซื้อเวลาในการปฏิรูปทางการเมืองภายหลังซึ่งมีโอกาสมากที่จะออกมาในรูปแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้นำคนใหม่ที่จะเข้ามาก็จะยังใช้ระบบเก่าคือ ผู้นำจีนยังเป็นผู้กำหนดซึ่งก็จะมีปัญหาตามมาทีหลัง ดังนั้นทางออกจึงอาจจะหาผู้นำชั่วคราวซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อซื้อเวลาในการปฏิรูป

3. าจต้องใช้มาตรการรุนแรงแต่มีขอบเขตจำกัด

โดยสรุป สถานการณ์ในฮ่องกงแม้ว่าจะยืดเยื้อแต่ก็มีสิ่งที่รัฐบาลจีนต้องรีบคลี่คลายก่อนการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ในวันที่ 20 ตุลาคม ทางหนึ่งก็เพื่อไม่ให้ปัญหาดังกล่าวกระทบกับภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ปัญหาฮ่องกงจึงมีความผูกพันกับเศรษฐกิจและการเมืองจีนในระดับหนึ่ง ทางออกที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ ข้อสอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจ 4 กลุ่มประเทศในภาวะฟื้นตัว ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั่วโลก

7635

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจของจีน ซึ่งปรากฏว่า อยู่ในลักษณะที่เรียกกันว่า “Balance sheet recession” กล่าวคือ จีนกำลังเกิดปัญหาเศรษฐกิจกำลังขยายตัวอ่อนแอทั้ง ๆ ที่ รัฐบาลได้อัดฉีดเงินตั้งแต่เดือนเมษายน ในลักษณะ Mini stimulus (การกระตุ้นอย่างอ่อน ๆ) ซึ่งยังไม่ได้ผล ล่าสุดรัฐบาลได้เพิ่มเงินอัดฉีดด้วยการปล่อยกู้ให้กับธนาคาร อีกทั้งลดสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคาร แต่ก็ไม่ได้ผล ซึ่งส่วนหนึ่งซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญเกิดจากการที่ขณะนี้หนี้ภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากระดับร้อยละ 151 ของ GDP ในปี 2008 เป็นกว่าร้อยละ 250 ของ GDP ในขณะนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนตัวเลขหนี้ที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา องค์กรภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ จึงเริ่มชะลอการกู้และพยายามแก้ปัญหาด้วยการลดหนี้ ซึ่งทำให้เงินอัดฉีดที่รัฐปล่อยสู่ธนาคารจึงไม่เป็นผล อีกทั้งธนาคารเองก็มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นจึงพยายามชะลอการปล่อยกู้สินเชื่อ สถานการณ์ดังกล่าวหมายถึงว่า ในงบดุลของเอกชนนั้นมีหนี้มากมาย เอกชนจึงพยายามชะลอการลงทุน ลดการใช้จ่าย เพื่อแก้ปัญหาเรื่องหนี้จึงส่งผลให้เศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกในทางเทคนิคว่า “Balance sheet recession” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เดียวกันที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 1990 ทำให้ญี่ปุ่นเจอกับปัญหาการถดถอย เศรษฐกิจชะงักงันไปกว่าสองทศวรรษ นอกจากนี้จีนยังเจอกับปัญหาอสังหาริมทรัพย์ที่ตกต่ำ คอนโดรกร้างว่างเปล่า ราคาตกลง ผสมกับปัญหา Shadow Banking ดังนั้นรัฐบาลจีนเมื่อ 2 วันที่ผ่านมานี้จึงออกมายอมรับว่า เศรษฐกิจจีนคงจะต้องชะลอตัวลงจากระดับร้อยละ 7.4-7.5 ในขณะนี้

ในกรณีของสหภาพยุโรปนั้น เนื่องจากเกิดปัญหาเงินฝืด (Defection) ธนาคารกลางจึงต้องอัดฉีดเงินด้วยวิธีดังนี้

1.ใช้มาตรการที่เรียกว่า TLTRO (targeted longer-term refinancing operation) ซึ่งกำหนดเงินไว้ 2 ก้อนเพื่อปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ร้อยละ 0.05 และจะคงอยู่ที่ระดับนี้ไปตลอด 4 ปี กองแรกเริ่มปล่อยแล้ว 4 แสนล้านยูโร ปรากฏว่าธนาคารพาณิชย์สนใจกู้แค่ 85,000 ล้านยูโร ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้

2.ธนาคารกลางกำลังดำเนินมาตรการ QE ด้วยวิธีการ 2 ประการ หนึ่งคืออาจจะพิมพ์เงินเพื่อไปซื้อพันธบัตรของรัฐบาลแบบที่เคยทำมาแล้วในช่วงวิกฤต (เป็นการปล่อยซื้อพันธบัตรในตลาดรอง-secondary market) กับอีกประการคือ ไปซื้อสินทรัพย์ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันของเอกชน (asset backed security) หรือกล่าวอีกนัยคือ อัดฉีดเงินสภาพคล่องเพื่อไปซื้อ Securitization ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีผลลัพธ์อย่างไร

สหภาพยุโรปในขณะนี้ภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีแรกอยู่ในลักษณะทรงตัว บางประเทศเกิด Recession เช่น อิตาลีและฟินแลนด์ ส่วนประเทศที่อัตราการขยายตัวดีขึ้น ได้แก่ อังกฤษ ขยายตัวร้อยละ 3.1 และสเปนขยายตัวร้อยละ 0.8

ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีอัตราการเติบโตติดลบเล็กน้อย จากผลการขึ้น Sales Tax จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8 ซึ่งทำให้ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวติดลบที่ร้อยละ -7 ลบล้างการขยายตัวในไตรมาสแรกที่ร้อยละ 6 โดยสิ้นเชิง อีกทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นในปีหน้าก็จะขึ้น Sales Tax จากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 10 เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า ญี่ปุ่นยังต้องเผชิญกับการฟื้นตัวที่มีลักษณะแผ่วเบา ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เรียกว่า ลูกศร 3 ดอก คือ 1.มาตรการทางการเงิน เช่น การปล่อยให้เงินอ่อนตัวลง 2.มาตรการทางการคลังคือ ใช้ QE กระตุ้นเศรษฐกิจ และ 3.เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันคือ การเข้า TPP และการส่งเสริมการท่องเที่ยว คือ การยกเว้น visa ในบางประเทศซึ่งไทยก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย

สหรัฐอเมริกาจึงเป็นเพียงประเทศเดียวที่มีอัตราการเติมโตดี โดยคาดว่าปีนี้อัตราการเติบโตจะอยู่ที่ร้อย 2.1 ทำให้ธนาคารกลางจะยกเลิก QE ที่จะหมดในเดือนตุลาคมนี้ และเป็นที่คาดหวังว่า อัตราดอกเบี้ยในปีหน้าจะอยู่ในทิศทางขาขึ้น ถ้าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้

เศรษฐกิจโลกซึ่งถูกกำหนดโดย 4 กลุ่มประเทศที่ได้พูดถึงมาอยู่ในภาวะฟื้นตัวอ่อน ๆ ส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยัง บราซิล ออสเตรเลีย กลุ่มประเทศอาเซียนรวมทั้งไทยและประเทศอื่น ๆ และเป็นที่คาดว่าในอีก 2-3 สัปดาห์จากนี้ IMF คงจะมีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจโลดลดลงจากเดิมอย่างแน่นอน ผลพวงดังกล่าวจะทำให้การส่งออกและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยไม่สดสวยเท่าที่ควร

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สถานการณ์การแบ่งแยกประเทศของ “สกอตแลนด์”

7571

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในสัปดาห์หน้าจะมีการหยั่งเสียงประชามติในสกอตแลนด์ เพื่อที่จะตัดสินอนาคตว่า แคว้นสกอตแลนด์จะกลายเป็นประเทศที่แยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรหรือไม่ จากการหยั่งเสียงเมื่อประมาณ 1-2 เดือนที่ผ่านมา จำนวนคนที่ต้องการแยกมีน้อยกว่าคนที่ต้องการให้คงอยู่ในสหราชอาณาจักร โดยห่างกันกว่า 10 % แต่ผลจากการรณรงค์อย่างมีประสิทธิภาพของฝ่ายที่ต้องการแยกทำให้ผลจำนวนคนที่ต้องการแยกและผู้ที่ต้องการอยู่ในสหราชอาณาจักรล่าสุดอยู่ในลักษณะสูสีมาก อีกทั้งการหยั่งเสียงในบางแห่งยังแสดงให้เห็นถึงผู้ที่ต้องการแยกสกอตแลนด์มีจำนวนมากกว่าด้วยซ้ำ

สัปดาห์หน้าคือในวันที่ 17 กันยายน จะเป็นตัวชี้ชะตากรรมในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของสหราชอาณาจักร ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญก็ว่าได้

ความจริงนั้น สกอตแลนด์ได้รวมกับอังกฤษตั้งแต่ปีค.ศ.1707 ซึ่งหมายความว่ารวมกับอังกฤษจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลา 307 ปีแล้ว การตัดสินใจในสัปดาห์หน้าจึงถือว่ามีนัยยะต่อการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของอังกฤษหรือที่เราเรียกว่า สหราชอาณาจักร อย่างมีนัยสำคัญ

เรื่องของความคิดในการแยกสกอตแลนด์ให้ออกเป็นประเทศอิสระนั้นยังไม่ใช่เป็นเรื่องกดดันอย่างมากมายดังเช่นในกรณีของแคว้นแคทาโลเนีย (Catalonia) และแคว้นบาสก์ (Basque) ของสเปน ซึ่งทั้งสองแคว้นมีการเรียกร้องความเป็นรัฐจากสเปนติดต่อกันเป็นร้อยปีและรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ ในกรณีของสกอตแลนด์ ความรู้สึกชาตินิยมแม้จะมีอยู่ติดต่อกันเป็นร้อยปีก็ตาม แต่กระบวนการในการเรียกร้องเพื่อแยกตัวออกมาเป็นรัฐอิสระยังมีขอบเขตจำกัดและไม่รุนแรง เพียงแต่ว่า ความรู้สึกชาตินิยมนั้นมีอยู่ต่อเนื่อง ดังนั้น ในช่วงของรัฐบาลพรรค Labour จึงได้มีนโยบายแก้กฎหมายให้สกอตแลนด์มีการปกครองตนเอง มีรัฐบาลของแคว้น และมีรัฐสภาของตนเอง โดยให้มีนโยบายปกครองตนเองในเรื่องการศึกษา สวัสดิการ โดยรัฐบาลกลางของอังกฤษจะดูแลเรื่องนโยบายต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง การได้รับการปกครองตนเองของสกอตแลนด์แทนที่จะช่วยสยบแนวคิดชาตินิยมสกอตแลนด์ กลับเป็นตัวสร้างแรงกระตุ้น พูดง่าย ๆ คือ “เมื่อได้คืบก็จะเอาศอก” ดังนั้น รัฐบาลปัจจุบันภายใต้นายเดวิด คาเมรอน จึงได้ตัดสินใจแก้ไขกฎหมายผ่านรัฐสภาให้ประชาชนสกอตแลนด์มีสิทธิ์ในการหยั่งเสียงเพื่อที่จะแยกตัวออกไปหรือไม่ แนวคิดจริง ๆ ของคาเมรอนคือ เชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของสกอตแลนด์ต้องการอยู่กับอังกฤษ เพราะพิจารณาการหยั่งเสียง คนต้องการอยู่มีมากกว่าคนต้องการแยก โดยห่างกันถึง 10-20% ดังนั้น คาเมรอนจึงคาดว่า ถ้ามีหยั่งเสียงประชามติ เสียงส่วนใหญ่จะเลือกอยู่กับอังกฤษ ปัญหาของสกอตแลนด์ก็จะจบลงโดยสิ้นเชิง ซึ่งปรากฏว่า เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะข้อเท็จจริง การรณรงค์อย่างได้ผลของผู้ที่ต้องการแยกสกอตแลนด์ทำให้ขณะนี้ผลคะแนนสูสีกันมาก และถ้าผลในสัปดาห์หน้าออกมาว่า สกอตแลนด์ต้องการแยกตัวออกจากอังกฤษ ก็ถือเป็นการตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ของอังกฤษภายใต้การนำของนายเดวิด คาเมรอน พรรคอนุรักษ์นิยม

ถ้าเกิดในกรณีที่ผลของการหยั่งเสียงนั้นเป็นไปในทำนองว่า ประชาชนเลือกที่จะแยกสกอตแลนด์ออกจากอังกฤษกลายเป็นประเทศใหม่ ผลที่จะตามมาคือ

1.สกอตแลนด์จะต้องหลุดออกจากสหภาพยุโรป และถ้าจะเข้าไปก็ต้อสมัครใหม่ และต้องดำเนินตามเงื่อนไขที่ถูกกำหนดโดยสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

2.สกอตแลนด์จะใช้เงินตราอย่างไร แม้ว่าผู้นำสกอตแลนด์จะเน้นที่จะใช้เงินปอนด์ในฐานะส่วนหนึ่งของ “สหภาพทางการเงิน (Currency Union)” ซึ่งในกรณีดังกล่าว ผู้ว่าการธนาคารอังกฤษได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ในลักษณะดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็จะสร้างปัญหาให้กับระบบการเงินและการค้าที่มีต่อสกอตแลนด์

3.อังกฤษมีเรือใต้น้ำปรมาณูที่มีฐานทัพในสกอตแลนด์ และถ้าสกอตแลนด์แยกตัวออกไป ผู้นำสกอตแลนด์ได้ประกาศว่า จะไม่ยอมให้เป็นที่ตั้งของขีปนาวุธดังกล่าว เนื่องจากผู้นำสกอตแลนด์ไม่ต้องการให้สกอตแลนด์ถูกอังกฤษดึงเข้าสู่สงครามดังเช่นในกรณีที่อังกฤษบุกอิรักร่วมกับสหรัฐอเมริกา

4.ผลกระทบต่อต่างประเทศมหาศาล เพราะเท่ากับว่าจะเป็นการเติมเชื้อไฟแยกแผ่นดินในสเปนและเบลเยียมให้กระพือขึ้น ซึ่งในเดือนพฤษจิกายนที่จะถึง ผู้นำแคว้นแคทาโลเนียของสเปน ซึ่งมีบาร์เซโลน่าเป็นเมืองหลวงกำลังจะทำประชามติเพื่อแยกแคว้นออกจากสเปน ผลกระทบจากสกอตแลนด์จึงมีผลต่อสเปนอและเบลเยียมค่อนข้างมาก เพราะทั้งสองประเทศมีกระแสชาตินิยมสูงและต้องการแยกแผ่นดินชัดเจนและรุนแรงกว่าสกอตแลนด์

5.ปัญหาสกอตแลนด์จะทำให้สถานภาพของอังกฤษและสเปนตกต่ำลง เนื่องจากจะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กลง อังกฤษเดิมมีประชากร 65 ล้านคน จะเหลือประชากรประมาณ 60 ล้านคน อีกทั้งจะมีกระแสชาตินิยมในแคว้นเวลส์และไอร์แลนด์เหนือเกิดขึ้นตามมา ส่วนสเปนประชากรจะลดลงจาก 46 ล้านคน เหลือ 38 ล้านคน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเรียกร้องของแคว้นบาสก์ตามมา

สกอตแลนด์กำลังเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจใน 3 ประเทศของสหภาพยุโรป อีกทั้งยังเป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ของยุโรปและโลก เหตุการณ์ในสกอตแลนด์ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้าจึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดใหม่

7570

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นโฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะเห็นได้ว่า โฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่นี้เป็นภาพสะท้อนของภาพลักษณ์ 3 ประการเด่น ๆ คือ 1.การเน้นความมั่นคง 2.การเน้นความเป็นเอกภาพ และ 3.การเน้นภาพลักษณ์ของทีมที่ทำงานได้และไว้ใจได้

ภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงจะเห็นได้ว่า เป็นการที่จะเอาผู้ที่มีส่วนร่วมในการรัฐประหารเข้ามามีบทบาทในรัฐบาล ดังนั้นจึงจะเห็นทหารเข้ามาเป็นรัฐมนตรีจำนวนมาก และที่สังเกตได้ก็คือ เป็นทหารที่ร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายและกำลังเกษียณ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องโยกเอาคนเหล่านี้มาเป็นรัฐมนตรีซึ่งนอกจากจะเป็นการตอบแทนที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแล้ว ยังเป็นหลักประกันความมั่นคงของคสช.อีกด้วย นอกจากนี้ การขึ้นมาเป็นรัฐมนตรียังเป็นการเปิดโอกาสให้รุ่นน้องสามารถขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโตได้ เท่ากับว่าเป็นการรับประกันความมั่นคงด้วยการสืบทอดอำนาจให้บุคคลที่ไว้ใจได้อีกด้วย

ภาพลักษณ์ด้านการเน้นเอกภาพ จะเห็นได้จากชุดของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นสายทหารหรือสายพลเรือน โดยเฉพาะในทีมเศรษฐกิจก็จะเป็นชุดซึ่งอยู่ในทีมเดียวกัน จะเห็นได้ว่า บุคลากรจะเป็นคนที่หม่อมอุ๋ยไว้ใจได้ ซึ่งก่อนหน้านี้จะเห็นว่าชื่อบางคนจะปรากฏในข่าวแต่เมื่อเอาเข้าจริงกลับไม่มีในรายชื่อ เพราะต้องยอมรับว่า กลุ่มที่ปรึกษาของ คสช.นั้นยังมีความเห็นที่ไม่อยู่ในทีมเดียวกัน กรณีที่เด่นชัดคือ กรณีของหม่อมอุ๋ยกับดร.สมคิด ดังนั้นในการสร้างคณะรัฐมนตรีชุดนี้ภายใต้การดูแลของหม่อมอุ๋ย จะต้องได้บุคลากรที่เป็นทีมเดียวกันกับหม่อมอุ๋ย

ภาพลักษณ์ด้านการเน้นทีมทำงานและไว้ใจได้ คือการที่บอกว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่ทำงานได้จริง มีประสบการณ์ เพราะฉะนั้น รัฐบาลจึงประกอบด้วยบุคคลที่เคยเป็นอธิบดี ปลัดกระทรวง หรือเคยมีประสบการณ์ด้านการบริหาร เช่น คุณสมหมาย และในการที่ทหารเข้ามาดูแลหลายกระทรวง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม ก็จะถูกประกบด้วยรัฐมนตรีช่วยซึ่งก็คือ ข้าราชากรเดิมที่มีความรู้หรือเคยกำกับกระทรวงดังกล่าว เช่น คุณอภิรดี อดีตอธิบดีกระทรวงพาณิชย์ คุณดอน อดีตลูกหม้อของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคมก็มีอดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี

ภารกิจหลักของรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจก็คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจในช่วง 7 เดือนแรกยังติดลบ การส่งออกก็ติดลบ เพราะฉะนั้น ภารกิจที่สำคัญก็คือการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในปีนี้และปีหน้า ภารกิจนี้จะเป็นภารกิจที่อาจไม่ยากนักเนื่องจากในครึ่งปีหลังรัฐบาลสามารถที่จะใช้งบประมาณอัดฉีดเพียงแค่ขอให้เบิกจ่ายได้รวดเร็ว ในภารกิจนี้ การเน้นเรื่องการคลังโดยเฉพาะการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพจะมีส่วนช่วยกระตุ้นไปสู่การขยายตัวของการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน ส่วนที่ยากในภารกิจนี้มาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจภายนอก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวช้ากว่าที่ควรจะเป็น เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปก็ถูกกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เรื่องของยูเครนและปัญหาเงินฝืด เศรษฐกิจของญี่ปุ่นในครึ่งปีแรกขยายตัวติดลบมาจากปัญหาการขึ้น Sales Tax ในไตรมาสที่ 2 และจะต่อเนื่องทั้งปี ปัญหาของจีนคืออัตราการขยายตัวต่ำที่ 7.4 – 7.5 % อีกทั้งปัญหาการเมืองในตะวันออกกลาง และปัญหาโรคระบาดจากเชื้อไวรัสอีโบลา

ในเรื่องของการท่องเที่ยว แม้ว่าจะได้บุคลากรที่อยู่ในวงการก็ตาม แต่ประเด็นเรื่องการท่องเที่ยวคือ การประกาศกฎอัยการศึกที่ทำให้บางประเทศลดการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย อีกทั้งนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของการมาท่องเที่ยวในไทยรวมทั้งอาเซียนก็มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง 2 ประเด็นนี้จะทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการท่องเที่ยวมีข้อจำกัดระดับหนึ่ง

พันธกิจที่สำคัญและทำได้ยากมากสำหรับรัฐบาลก็คือ การปรับขีดความสามารถในการแข่งขัน การที่รัฐบาลเน้น Infrastructure และ Logistic แม้จะมีส่วนช่วยแต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการปรับขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว มีทั้งเรื่อง RCEP, TPP และอื่น ๆ ที่รออยู่ข้างหน้า รัฐบาลชุดนี้จะต้องมีความสามารถในการที่จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าได้ดี พูดง่ายๆ คือ บุคลากรเหล่านี้ต้องมีลักษณะ Proactive  มาก ๆ เพราะการจะพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันต้องเข้าใจโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าและสามารถพัฒนาสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ซึ่งถ้าดูจากบุคลากรเหล่านี้ก็ยังมีความกังขาอยู่ไม่น้อย ดังจะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ การส่งออกอยู่ในลักษณะที่ย้ำแย่เพราะเราผลิตสินค้าเหมือนกับกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) ซึ่งมีค่าแรงเท่ากับ 20 %ของเรา อีกทั้งประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ซึ่งมีค่าแรงครึ่งหนึ่งของเรา ความจริงแล้วเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผู้นำไทย BOI สภาพัฒน์ฯ ควรจะเห็นภาพดังกล่าวนี้ล่วงหน้าจากการตั้ง AFTA เมื่อปี 1993 และปรับสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม ปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้สามารถแข่งกับเวียดนาม จัดทำ Zoning ส่งเสริมการย้ายฐานการผลิตสำหรับสินค้าที่ใช้แรงงาน แต่ BOI เพิ่งเริ่มที่จะดำเนินมาตรการดังกล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผิดกับมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งปรับโครงสร้างดังกล่าวล่วงหน้า มาเลเซียมีโครงการ Multimedia super corridor 2020 และสิงคโปร์ซึ่งพัฒนาสู่เศรษฐกิจบริการที่เน้น IT และการเงิน ทำให้ทั้ง 2 ประเทศนี้พัฒนาสินค้าได้ตรงกับขีดความสามารถของตน และตรงกับความต้องการของโลก แตกต่างจากไทยซึ่งไม่เห็นภาพฉายดังกล่าว นอกจากนี้ 2 ประเทศนี้ยังพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับขีดความสามารถและสอดคล้องกับสินค้าและบริการที่แข่งขัน ดังนั้น สิ่งที่เราต้องการก็คือ บุคลากรที่ Proactive และดำเนินมาตรการเป็นเอกภาพในการพัฒนาสินค้าและบริหารที่ตรงกับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงใน 10-20 ปีข้างหน้า จะเห็นได้ว่า บุคลากรในรัฐบาลชุดนั้นแม้จะมีความซื่อสัตย์ เป็นข้าราชการ แต่ไม่แสดงออกถึงระบบคิดดังกล่าว ดังนั้น การจะปรับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ยังเป็นข้อกังขาว่าจะทำได้แค่ไหน

สรุปแล้ว ภารกิจแรกในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ระดับหนึ่ง ส่วนหนึ่งจากประสบการณ์และความรู้งานของบุคลากร อีกส่วนขึ้นอยู่กับโชคช่วยด้านต่างประเทศ แต่ตัวที่เป็นปัญหาคือ การพัฒนาขีดความสามารถไทยให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงซึ่งเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โลกทัศน์ของผู้ที่เข้ามาเป็นบุคลากรยังไม่แสดงถึงขีดความสามารถดังกล่าวที่ปรากฏไว้ในอดีต ดังนั้นจะเป็นเรื่องที่ท้าทายว่าจะทำส่วนนี้ได้ดีแค่ไหนในอนาคต

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปฏิวัติการเมืองฝรั่งเศส ตัวอย่างที่ดีต่อการปฏิรูปการเมืองไทย

7569

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการปรับคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 5 เดือนของประเทศฝรั่งเศส กล่าวคือ ประธานาธิบดีฟรังซัวส์ โอลลองด์ ได้ขับไล่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจคือ นายอาร์โนด์ มอนเตอบูร์ก กับรัฐมนตรีอีกจำนวนหนึ่ง และมีการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ แต่ยังคงอยู่ภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรีคนเดิมคือ นายมานูเอล วัลส์ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของฝรั่งเศสดังกล่าวนี้ จะเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะเปรียบเทียบระบบการเมืองของประเทศที่เจริญกับระบบการเมืองไทยที่ในขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการปฏิรูป กรณีของฝรั่งเศสจะเป็นอุทาหรณ์อย่างดีว่า การปฏิรูปการเมืองไทยขณะนี้ควรจะไปสู่ลักษณะไหน เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยกลับสู่วงจรอุบาทที่เปิดโอกาสให้นักการเมืองเลว ๆ เพียงไม่กี่คนมาครอบงำประเทศโดยอ้างอิงว่าเป็นประชาธิปไตยซึ่งแท้จริงเป็นลักษณะเผด็จการเสียงข้างมาก และถ้ามองให้ลึกจะเป็นเผด็จการที่โดยเนื้อแท้คือ เผด็จการของคนรวยเพียงไม่กี่คนหรือเพียงคนเดียวซึ่งเรียกระบบแบบนี้ว่า Plutocracy

สาเหตุที่ต้องปรับคณะรัฐมนตรีของฝรั่งเศสนั้นสืบเนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจคือ นายอาร์โนด์ มอนเตอบูร์ก ได้กล่าวโจมตีนโยบายรัฐบาลภายใต้นายกรัฐมตรีมานูเอล วัลส์ ซึ่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีเดียวกัน โดยนายอาร์โนด์ มอนเตอบูร์ก ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนโยบายของนายกรัฐมนตรีซึ่งแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโอลลองด์ ทั้งนี้ประธานาธิบดีได้แต่งตั้งนายมานูเอล วัลส์ เพราะเห็นด้วยกับแนวคิดของเขา กล่าวคือรัฐบาลนายมานูเอล วัลส์ ได้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของสหภาพยุโรปและรัฐบาลเยอรมันภายใต้นางแมร์เคิล ที่เน้นเรื่องการลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งแนวทางดังกล่าวถือเป็นแนวทางของฝ่ายขวา กล่าวคือ เน้น Supply side ทั้ง ๆ ที่ประธานาธิบดีโอลลองด์และนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐบาลของพรรคสังคมนิยมซึ่งเป็นฝ่ายซ้าย แนวทางดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีวัลส์จึงถูกโจมตีอย่างแรงจากสมาชิกพรรคสังคมนิยมโดยมีนายมอนเตอบูร์กเป็นผู้นำการโจมตี เพราะถือว่าประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีกำลังทำลายความเป็นตัวตนของพรรคสังคมนิยม และทรยศต่ออุดมการณ์ของพรรค พรรคแนวทางสังคมนิยมต้องเน้นการขยายตัวของบทบาทภาครัฐ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เน้นการเก็บภาษี พูดง่าย ๆ คือเน้นการขยายตัวของภาครัฐ ซึ่งถือเป็น Demand side

ผลการโจมตีทำให้นายกรัฐมนตรีไม่พอใจเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับประธานาธิบดี จึงทำให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีโดยเอารัฐมนตรีที่มีแนวคิดโจมตีดังกล่าวออกไป และแต่งตั้งสมาชิกพรรคสังคมนิยมซึ่งมีแนวคิดคล้อยให้มาดำรงตำแหน่งแทนที่

ตัวอย่างของฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น นักการเมืองต้องมีอุดมการณ์ มีจุดยืน และเมื่อเห็นว่าในพรรคมีการดำเนินมาตรการที่ขัดกับหลักการหรือจุดยืน นักการเมืองต้องลุกขึ้นมาติเตียน โจมตี โดยไม่คิดคำนึงถึงตำแหน่ง นี่เป็นแค่เรื่องของหลักการเท่านั้นในประเทศดังกล่าวนี้ หากผู้นำในพรรคโกงหรือมีพฤติกรรมเลวทราม นักการเมืองเองนี่แหละที่จะเล่นงาน ไม่ต้องรอให้ประชาชนลุกขึ้นมาเดินขบวน ซึ่งผิดกับการเมืองไทยที่นักการเมืองยึดติดกับตำแหน่ง ไม่ว่าจะโกงจะเลวร้ายแค่ไหนก็ช่วยกันพยุงสถานภาพกันเอาไว้ จนนำมาซึ่งปัญหาทางการเมืองอย่างที่เห็นอยู่ถึงขนาดจะเกิดสงครามกลางเมือง นักการเมืองเหล่านี้ก็ยังเกาะกันแน่น เพราะมีผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

อุทาหรณ์ของฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่า ในประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ นอกจากจะมีการถ่วงดุลแล้วยังต้องมีการพัฒนาระบบคิดนักการเมืองผ่านการศึกษาโดยเฉพาะให้ประชาสังคมมีความรู้ สร้างแรงกดดันให้นักการเมืองเลว ๆ ไม่มีพื้นที่ที่จะอยู่ต่อ และสร้างให้นักการเมืองมีความตระหนัก สามารถขจัดนักการเมืองประเภทเลว ๆ ในพรรคโดยไม่ต้องรอการขับไล่ของประชาชน

การปฏิรูปการเมืองไทยในครั้งนี้จะต้องพยายามแก้ไขจุดอ่อนและผลเสียที่มาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่นำไปสู่ระบอบทักษิณ ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบของรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็คือการมีระบบปาร์ตี้ลิสต์ซึ่งเปิดโอกาสให้นายทุน สื่อมวลชน และนักวิชาการเลว ๆ มีโอกาสเข้าสู่ระบบการเมืองเพื่อหาผลประโยชน์และรับใช้นักการเมืองประเภทเดียวกัน ความจริงนั้นถ้าจะมีระบบปาร์ตี้ลิสต์ ระบบการศึกษาของประเทศดังกล่าวจะต้องมีคุณภาพและเข้มแข็ง ไม่เปิดช่องว่างให้กับนักการเมืองและนักธุรกิจที่จะเข้ามาหาผลประโยชน์ จะต้องเป็นระบบการเมืองที่พรรคการเมืองเกิดจากรวมกันในแง่อุดมการณ์และความคิด ไม่ใช่เป็นส่วนขยายของผลประโยชน์ดัง เช่น พรรคการเมืองในประเทศไทย การพัฒนาดังกล่าวต้องใช้เวลาผ่านการพัฒนาด้านการศึกษา ความจริงการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากมีข้อดีในแง่ที่ว่าจะทำให้คนที่จะเข้าสู่ระบบการเมืองเป็นไปด้วยความลำบากและมีต้นทุน แม้ว่าจะสกัดกั้นอยู่ที่ผลประโยชน์ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็เป็นอุปสรรค (Barrier) สำหรับคนเลวที่ต้องการทางลัดสู่การเมือง

การปฏิรูปการเมืองครั้งนี้นอกจากจะเกี่ยวข้องกับกลไกและกระบวนการในการถ่วงดุลแล้วยังเกี่ยวข้องกับแนวทางในการที่จะสร้างอุปสรรค (Barrier) ในการเข้ามาของนักหาผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า นักธุรกิจ ข้าราชการ นักวิชาการ สิ่งสำคัญในการปฏิรูปครั้งนี้คือ ต้องเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง ให้เข้าใจหลักการเมืองว่า ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่เกี่ยวข้องกับความชอบธรรมจากการถ่วงดุลอำนาจและการบริการอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประชาธิปไตยที่ไม่มีช่องว่างสำหรับนักการเมืองที่โกง การจะเกิดประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ องค์ประกอบที่สำคัญคือ การปฏิรูปการศึกษาที่ตรงประเด็นและด้านจริยธรรมเท่านั้นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจไทยที่โตขึ้นในครึ่งปีหลังและต้นปีหน้า

7489

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวานนี้ทางด้านสภาพัฒน์ฯ ได้ออกมาแถลงข่าวการปรับตัวเลขเศรษฐกิจ โดยมีการปรับตัวเลขการส่งออกอยู่ในระดับ 1.5 – 2 % จากเดิมที่คาดไว้ที่ 2 – 2.5 % ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการปรับมาหลายครั้งแล้ว และยังมีการปรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงจากที่คาดไว้ 0.5 % ซึ่งหมายถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ระหว่าง 2 % ด้วยเหตุมาจากข้อเท็จจริงในครึ่งปีแรกซึ่งในไตรมาสที่ 1 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวติดลบที่ระดับ -0.5 % และไตรมาสที่ 2 ก็ค่อยเริ่มขยายตัวได้ที่ 0.4 % ซึ่งเท่ากับว่าในครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไทยติดลบแล็กน้อย คือ -0.1 % ทั้งนี้มาจากเหตุผลใน 5 เดือนแรกนั้น การส่งออกไทยขยายตัวติดลบและเริ่มขยายตัวได้ในเดือนมิถุนายนที่ระดับ 3.6 % อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์ฯ ก็ได้วิเคราะห์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะดีขึ้น โดยคาดว่า การส่งออกในครึ่งปีหลังและปีหน้าจะขยายตัวได้ 3 – 4 % ซึ่งจะทำให้ทั้งปี การส่งออกจะอยู่ที่ระดับ 2 % และเฉพาะในครึ่งปีหลังอยู่ในระดับ 4 % ซึ่งจะทำให้ GDP ขยายตัวได้ 2 %

ความจริงแล้วที่สภาพัฒน์ฯ วิเคราะห์ก็เป็นไปตามการคาดการณ์ของทุกแห่ง เนื่องจากเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกยังเจอปัญหาทั้งปัญหาภายในจากด้านการเมือง และภายนอกจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งยังผนวกกับสินค้าไทยวางตำแหน่งไม่ตรงกับสภาวการณ์แข่ง เพราะเป็นการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานและวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพิ่มอยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้ไทยถูกแซนวิซด้วยด้านหนึ่งจากกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) โดยมีค่าแรงเฉลี่ยเท่ากับ 30 % ของค่าแรงไทย อีกส่วนถูกกระทบจากสินค้าของอินโดเนเซียและฟิลิปปินส์ซึ่งมีค่าแรงถูกกว่าไทยครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้สินค้าไทยที่ส่งไปนอกอาเซียนยังเจอคู่แข่งที่มาจากประเทศเกิดใหม่ ซึ่งราคาถูกกว่า เช่น จีน อินเดีย บางประเทศในละตินอเมริกา และบางประเทศในแอฟริกา นอกจากนี้ สินค้าไทยยังเจอคู่แข่งที่มีการรวมกลุ่มทำให้สินค้าของประเทศเหล่านั้นไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกและกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต ซึ่งสามารถส่งสินค้าเข้ายุโรปได้โดยไม่มีกำแพงภาษี หลายประเทศในละตินอเมริกาก็มีข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป เช่น เม็กซิโกในกรอบของNAFTA ชิลีก็มีเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศ เช่น มีเขตการค้าเสรีกับเม็กซิโก เพื่อผ่านเข้า สหรัฐอเมริกาและแคนาดา สิงคโปร์ก็มีเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศนอกอาเซียน เป็นต้น

ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังและปีหน้าจะมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น โดยส่วนหนึ่งมาจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ โดยในไม่ช้านี้งบประมาณปี 58 ก็คงจะเสร็จเรียบร้อยก่อนเดือนตุลาคม ซึ่งหมายความว่า จะมีการเบิกจ่ายซึ่งมียอดเงิน 2.57 ล้านล้านบาท และมียอดเงินจากงบประมาณปี 57 ที่ยังค้างอยู่มาบวกกับงบประมาณใหม่ปี 58 ในช่วง 3 เดือนแรกประมาณ 5 – 6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 0.5 % ของ GDP

อีกส่วนจะได้รับแรงกระตุ้นจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชน โดยทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกำลังซื้อที่ดีขึ้นของภาคเอกชน เช่น ชาวไร่ชาวนา จากการเปิกจ่ายของงบประมาณซึ่งจะกลายเป็นตัวคูณ (Multiplier) ในระบบเศรษฐกิจ อีกส่วนหนึ่งจะเป็นการลงทุนของภาคเอกชนที่ได้จากงานงบประมาณของภาครัฐ เช่น การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน อีกส่วนมาจากความมั่นใจของภาคเอกชนที่ดีขึ้นจากเสถียรภาพทางการเมือง และการเบิกจ่ายของภาครัฐ ซึ่งจะนำไปสู่การขยายการลงทุนหรือการเติมสินค้าคงคลัง นอกจากนั้น ความเชื่อมั่นดังกล่าวยังทำให้ตลาดหุ้นมีแนวโน้มดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการคาดการณ์ว่า กำไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์จะเพิ่มขึ้น อีกส่วนมาจากการขยายการลงทุนของต่างชาติดังจะเห็นได้ว่า ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นประมาณ 25 % จากช่วง 5 – 6 เดือนที่ผ่านมา

ตัวแปรที่มีความไม่แน่นอนจริง ๆ จะมาจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว เนื่องจากเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปส่วนหนึ่งถูกกระทบจากเงินฝืด (Deflation) ซึ่งทำให้บางประเทศ เช่น อิตาลี และแม้กระทั่งเยอรมนีมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ อีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากวิกฤตยูเครนซึ่งทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปถูกกระทบไม่ต่ำกว่า 0.2 % ฟินแลนด์ก็เริ่มเกิด recession เพราะถูกกระทบมากที่สุด รัสเซียก็ขยายตัวต่ำกว่า 1 %

ประเทศจีนขยายตัวในครึ่งปีแรก 7.45 % และขณะนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ก็กำลังเผชิญปัญหาซึ่งอาจส่งผลกระทบให้เกิดการชะลอตัวลงทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่า รัฐบาลจีนคงจะมีการอัดฉีดเงินเพื่อป้องปรามปัญหาดังกล่าวด้วย แต่กระนั้นจีนก็ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึง

สำหรับญี่ปุ่น ในไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจขยายตัวติดลบที่ -7 % ในขณะที่ไตรมาสแรกขยายตัวเป็นบวกที่ 6.7 % ทั้งนี้เป็นผลจากปัญหาภาษีมูลค่าเพิ่ม (sales tax) ที่เพิ่มจาก 5 % เป็น 8 % โดยคาดว่าในครึ่งปีหลังตัวเลขเศรษฐกิจจะขยายตัวเป็นบวก แต่จะยังไม่แข็งแรงมากนัก

จากสถานการณ์โลกดังกล่าว คาดว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในครึ่งปีหลังจะดีขึ้น แต่จะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวแปรเศรษฐกิจโลก

สำหรับด้านการท่องเที่ยว ผลกระทบจากเศรษฐกิจของจีนผนวกกับการประกาศใช้กฎอัยการศึกทำให้การท่องเที่ยวในครึ่งปีแรกแย่ลง แต่ในครึ่งปีหลังคาดว่าจะดีขึ้น แต่จะไม่มากนัก

ด้านการส่งออก ในส่วนของยางพาราและกุ้งจะยังถูกกระทบ โดยยางพาราจะถูกกระทบจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้าของจีน ญี่ปุ่น และสต๊อกวัตถุดิบที่ยังค้างไว้สูงทั้งในจีนและไทย ส่วนด้านการส่งออกอาหารจะถูกกระทบจากโรค EMS (Early Mortality Syndrome) ในกุ้ง ซึ่งจะทำให้ยอดการส่งออกไม่ดีนัก

โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจไทยแม้ในครึ่งหลังจะดีขึ้น แต่ผลรวมที่ได้พูดถึงจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ 2 – 2.5 % แต่หวังว่าปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ระหว่าง 4 – 5 %

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือง

7435

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ขณะนี้ได้มีความพยายามในการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองไทย โดยเป้าหมายของ คสช.ก็คือ การปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองไทยเพื่อให้การเมืองไทยในอนาคตมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยมิใช่แค่การเลือกตั้ง แต่ครอบคลุมถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น การปฏิรูปจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง เป้าหมายในการปฏิรูปส่วนหนึ่งมุ่งเป้าปรับปรุงระบบการเมืองให้มีการถ่วงดุล แก้ไขปัญหาคอรัปชั่นและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การตั้งสภาปฏิรูปจึงเป็นกลไกที่สำคัญที่จะนำไปสู่การหาข้อยุติในรูปของทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเมืองตามเป้าหมาย

ความจริงนั้น การปฏิรูปเป็นสิ่งที่ประเทศไทยก็เคยทำและประเทศอื่น ๆ ก็ทำกันมาทั้งนั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การปฏิรูปและความตั้งใจในการปฏิรูป หากแต่อยู่ที่สาระของการปฏิรูป การปฏิรูปที่ดีหมายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเมืองให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทั้งระดับโลก ระดับภูมิภาค และในระดับประเทศ ซึ่งนับวันก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีขอบเขตกว้างขวางและซับซ้อน ในขณะเดียวกัน ต้องเข้าใจถึงสถานภาพจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน การปฏิรูปที่ดีคือ การวางทิศทางของเศรษฐกิจและการเมืองที่สอดคล้องกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว (10-20 ปีจากนี้) และสอดคล้องกับจุดอ่อนจุดแข็งของประเทศไทย กล่าวอีกนัยคือ ความสำเร็จของการปฏิรูปจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของคนที่ร่วมปฏิรูป ในการที่จะเห็นอนาคตของการเปลี่ยนแปลงได้แม่นยำทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และต้องเข้าใจประเทศตนเองได้เป็นอย่างดี แผนปฏิรูปที่ดีจะต้องมองแบบองค์รวมและสัมพันธ์กับการเคลื่อนสู่อนาคตที่วิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องและมีความเป็นไปได้ บนพื้นฐานของความเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้

การปฏิรูปที่ดีจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงหรือปัจจัยการเปลี่ยนแปลงแห่งอนาคตซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ในปัจจุบันและอนาคตกำลังขยายตัวสู่เป็น AEC และอาเซียน+3 และอาเซียน+6 ซึ่งนั่นหมายความว่า จากนี้เป็นต้นไป ประเทศไทยกับอีก 15 ประเทศ รวม 16 ประเทศ จะกลายเป็นดินแดนเดียวกันในความหมายของการค้าและการลงทุน

กล่าวคือ ไทยกับอีก 15 ประเทศนั้น นอกเหนือจากเขตการค้าเสรีแล้วยังมีการเชื่อมโยงเปิดเสรีด้านการบริการและเงินลงทุน นั่นก็คือ เราไม่ใช่แค่อาเซียน+3 และอาเซียน+6 (ซึ่งไม่ใช่แค่เขตการค้าเสรีกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์เท่านั้น) แต่ยังรวมถึงการเปิดเสรีทางด้านการบริการและเงินลงทุนอีกด้วย

เขตการค้าเสรีหมายถึง ประเทศต่าง ๆ มารวมกันเหมือนประเทศเดียวกันด้านการค้า ไม่มีการเก็บภาษีนำเข้า ไม่มีการกำหนดโควตา นี่จึงเป็นเหตุผลที่ประเทศที่มีขนาดเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ต้องมีการเปิดการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ เพราะจะได้ดินแดนใหม่ในการทำการค้าและการลงทุนโดยไม่ต้องใช้กำลังทางทหาร

ผลจาก AFTA ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 1993 จนถึงวันนี้ ทำให้ไทยกับอีก 9 ประเทศกลายเป็นดินแดนเดียวกัน แค่นี้ก็สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมส่งออกของไทยจึงแย่ลงและส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยขยายตัวแค่ 4 % โดยเฉลี่ยมาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต่ำที่สุดในอาเซียน ยกเว้นบรูไน ทั้งนี้เพราะไทยยังผลิตสินค้าประเภทเดียวกันกับกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) ซึ่งประเทศเหล่านี้มีต้นทุนค่าแรงเท่ากับ 1 ใน 3 ของไทย และไทยยังขายสินค้าเหมือนกับฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ซึ่งมีต้นทุนค่าแรงต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง นับตั้งแต่มี AEC ซึ่งเริ่มจาก AFTA ตั้งแต่ปี 1993 ถึงปัจจุบัน ไทยได้เสียเปรียบความสามารถในการแข่งขัน เพราะผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานหนาแน่นและวัตถุดิบเดียวกันกับอีกหลายประเทศ สินค้าไทยจึงสู้ไม่ได้ทั้งในตลาดอาเซียนและต่างประเทศ ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะได้มีดินแดนเดียวกันกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์ (ในกรอบอาเซียน+3 และอาเซียน+6) และ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) แต่ไทยยังมีจุดอ่อน การผลิตสินค้ายังใช้แรงงานหนาแน่น และไม่ต้องพูดถึง 12 ประเทศใน APEC ที่จะบรรลุ TPP (Trans-Pacific Partnership) ซึ่งไทยไมได้อยู่ในนั้น ดังนั้นถ้า TPP เสร็จเมื่อไหร่สินค้าไทยก็จะยิ่งเสียเปรียบ เพราะเมื่อส่งสินค้าไปขายที่อเมริกา แคนาดา จะต้องเสียภาษี แต่สินค้าของเวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ บูรไนไม่ต้องเสียภาษี

การปฏิรูปทางเศรษฐกิจจึงต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงซึ่งความจริงมีกว่านี้ เช่น สหรัฐอเมริกาจะทำเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป และกลุ่มละตินอเมริกาซึ่งรวมกลุ่มกันหลายรูปแบบ และอื่น ๆ อีก ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การปฏิรูปทางเศรษฐกิจไทย เมื่อคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงต้องวางทิศทางดังต่อไปนี้

1. ทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยนั้น สินค้าที่จะแข่งขันได้ต้องเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม (Value Added) และบริการ ซึ่งจะต้องกำหนดชัดว่า เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มประเภทไหน และบริการประเภทไหน โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดและได้ทำมาแล้วคือ ด้านสุขภาพ เช่น โรงพยาบาล สปา อีกทั้ง สิ่งทอระดับกลาง ยานยนต์ พืชผลทางการเกษตรหลายตัวซึ่งควรทำมูลค่าเพิ่ม อาหาร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องกำหนดให้ขยายวงกว้างขึ้นและครอบคลุมได้ทั่วถึง

2. สินค้าที่ใช้แรงงานหนาแน่น ต้องส่งเสริมให้ย้ายฐานการผลิต อาจไปอยู่ประเทศในอาเซียนหรือประเทศอื่น ๆ เพื่อไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าโดยใช้กลยุทธ์แปลงสัญชาติของสินค้าและบริการจากแหล่งกำเนิดของสินค้า

3. อาจใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างสินค้าที่ผลิตในประเทศกับผลิตต่างประเทศ โดยใช้กรอบสายโซ่แห่งคุณค่า (Value system) เพื่อลดต้นทุนสินค้า และเพิ่มคุณภาพ

4. ต้องส่งเสริมให้มีการนำเงินออกเพื่อไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกรอบของ AEC และ อาเซียน+3 และอาเซียน+6 เพื่อหาผลประโยชน์จากการเปิดกว้างของโอกาสดังที่สิงคโปร์ประสบความสำเร็จมาแล้ว

5. ต้องพัฒนาประสิทธิภาพในการแข่งขันภายในประเทศด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพของบุคลากร

6. ต้องพัฒนาระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจไทย นั่นคือ การเน้นการศึกษาด้านคำนวณ วิศวะ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ตลอดจนภาษาอื่นๆ ให้มีการกระจายมากขึ้น และในการพัฒนาด้านการศึกษา เช่น ภาษาอังกฤษ ต้องกำหนดวิธีการชัดเจนว่า เรียน 5 ปี ต้องสามารถสื่อสารและอ่านหนังสือได้ ไม่ใช่เรียนกว่า 20 ปี แต่เป็นโรคภูมิแพ้ภาษาอังกฤษทั้งประเทศเช่นทุกวันนี้ นอกจากนั้น การปฏิรูปการศึกษาต้องเน้นให้สามารถดึงศักยภาพของแต่ละบุคคลออกมา ส่งเสริมระบบคิดอย่างมีตรรกะ มีระบบคิดมองอนาคตแบบ Proactive และ Innovative ระบบการศึกษาจะต้องเน้นการศึกษาจริยธรรมตั้งแต่เด็ก สอนให้เด็กเกลียดคอรัปชั่น

7. สร้างความเชื่อมโยงในกรอบของ PPP กล่าวคือ รัฐ-เอกชน-มหาวิทยาลัย ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

8. ภายใต้โลกที่มีความเสี่ยง ต้องปฏิรูประบบการคลังให้แน่นเสถียรภาพและประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้ว่าปัจจุบัน งบประมาณที่เหลือใช้ในการลงทุนมีเพียง 17 % ที่เหลือเป็นงบประจำ ยิ่งในอนาคต ประชากรไทยจะเป็นรูปพีรามิดหัวคว่ำ คนแก่จะมาก คนหนุ่มสาวจะน้อย ค่าใช้จ่ายประจำจะมากขึ้น จากนโยบายประชานิยม ดังนั้นการปฏิรูปการคลังจึงเป็นการหารายได้เพิ่ม ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ขยายฐานภาษี เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก และลดรายจ่าย เช่น ลดนโยบายประชานิยม แปรรูปรัฐวิสาหกิจ และพยายามให้เอกชนรับผิดชอบมากขึ้น เช่น ในด้านสุขภาพ และการศึกษา

โดยสรุป การปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือง ถ้าขาดองค์ประกอบดังที่กล่าวมา ก็คงจะเป็นได้เพียงความตั้งใจที่ดี และในท้ายที่สุดก็คงจะเป็นเหมือนการปฏิรูปอดีตที่ไม่สามารถป้องปรามแก้ไขปัญหาได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)

7409

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

กลุ่มประเทศอาเซียนที่เชื่อมโยงโดยผ่านแม่น้ำโขงมี 5 ประเทศ และรวมกับตอนใต้ของจีนแทบยูนนานเป็น 6 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และทางตอนใต้ของจีนแทบยูนนาน ได้มีการจัดทำแผนความร่วมมือเชื่อมโยงเครือข่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานมากว่า 2 ทศวรรษ โดยเดิมนั้นโครงการดังกล่าวเรียกว่า 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจ และภายหลังรู้จักในนามว่า Greater Mekong Subregion cooperation (GMS) หรือความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โครงการดังกล่าวเริ่มจากการทำแผนจังหวัดยุทธศาสตร์ของกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีคุณอนันต์ อนันตกูล เป็นปลัดกระทรวงซึ่งได้ริเริ่มจัดทำแผนยุทธศาตร์จังหวัด 5 แห่ง ได้แก่ ภูเก็ต นครศรีธรรมราช ชลบุรี มุกดาหาร และเชียงราย ในกรอบยุทธศาสตร์ของจังหวัดเชียงรายก็ได้มีวิสัยทัศน์เชื่อมโยงจังหวัดเชียงรายเข้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็คือต้นกำเนิดของ 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจ ต่อมา ADB ได้ให้การสนับสนุนกับโครงการดังกล่าวและกลายเป็นนโยบายของรัฐบาลไทยซึ่งในยุคนั้นมีรองนายกฯ คือคุณศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นผู้ริเริ่มและให้การสนับสนุนจนกลายเป็นความร่วมมือของ 6 ประเทศ

ความจริงแล้วโครงการนี้เป็นผลที่เกิดขึ้นจากตรรกะของการรวมกลุ่มในกรอบของเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1993 ซึ่งขณะนั้นมี 6 ประเทศ และในปี 1995-1999 กลุ่มประเทศที่เรียกว่า CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมาร์, เวียดนาม) ก็ได้เข้ามาเป็นสมาชิกของอาเซียนและเป็นส่วนหนึ่งของ AFTA โดยตรรกะของ FTA ซึ่งเท่ากับว่า สินค้าเข้าออกที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศสมาชิกจะไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าและไม่มีการกำหนดโควตา AFTA จึงเท่ากับการรวมกัน 10 ประเทศเป็นดินแดนเดียวกัน ดังนั้นจึงทำให้ประเทศที่มารวมกันมีความจำเป็นเชื่อมโยงสาธารณูปโภคพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นด้านขนส่ง น้ำ การค้า อุตสาหกรรม และโลจิสติกส์

ในปี 2003 จากการประชุมสุดยอดที่บาหลี ภายใต้ข้อตกลงบาหลี คองคอร์ด ผู้นำของทั้ง 10 ประเทศได้จัดตั้งประชาคมอาเซียนซึ่งมี 3 ประชาคม คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (APSC) ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASCC) และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยมีการกำหนดเป้าหมายเพื่อบรรลุในปี 2020 และในปี 2007 ได้มีการประชุมทีเมืองเซบู จึงมีการกำหนดให้ร่นจาก 2020 เป็น 2015 และเป็นที่เข้าใจในทุกวันนี้ว่า AEC 2015

ในกรอบ AEC ข้อที่ 2 คือการส่งเสริมขีดความสามารถการแข่งขันและอีก 1 องค์ประกอบคือ การพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานร่วมกัน และ GMS จึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ AEC ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นโครงการที่พัฒนาต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้และยิ่งเมื่อพม่าเปิดประเทศ โคงการดังกล่าวก็ยิ่งได้รับความสนใจและมีพลวัตรของการขับเคลื่อนที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้กรอบดังกล่าว แต่ละประเทศตกลงที่จะรับผิดชอบในการพัฒนาเครือข่ายสาธารณูปโภคพื้นฐานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางน้ำ ทางบก และอื่น ๆ และแน่นอน เครือข่ายดังกล่าวย่อมทำให้เกิดการขยายตัวของเครือข่ายคมนาคม โลจิสติกส์ หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ซึ่งจะช่วยหนุนด้านการค้าและการลงทุนของประเทศในกรอบดังกล่าว ภายใต้ GMS จะมีกรอบเชื่อมโยงที่เรียกว่า ระเบียง (Corridors) 3 ระเบียง ระเบียงแรก เรียกว่า North-South ซึ่งมีการเชื่อมโยง 3 เส้น เริ่มจากยูนนาน ลาว พม่า จังหวัดพิษณุโลก กรุงเทพฯ เข้าประจวบ และไปเชื่อมโยงกับสามเหลี่ยมทางตอนใต้ (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle : IMT-GT) ระเบียงที่ 2 คือ East-West เริ่มจาก แว้ ดานัง สุวรรณเขต เข้าอีสาน เชื่อมต่อพิษณุโลก กรุงเทพฯ ไปออกเมืองมะละแหม่ง และเมาะลำไยของพม่า ไปสู่กลุ่ม BIMST-EC ไปออกอินเดีย เชื่อมต่อไปสู่ตะวันออกกลางและยุโรป ระเบียงที่ 3 มี 4 เส้น South- South เริ่มจากกรุงเทพฯ ไปจบที่เวียดนาม บางเส้นจบที่หวุงเตา บางเส้นผ่านเสียมเรียบ บางเส้นผ่านตราดและเกาะกง การเชื่อมโยงของ Corridors ดังกล่าวทำให้เกิดการขยายตัวของเมือง เปรียบเสมือน BTS เพราะทำให้เกิดการขยายของเขตเศรษฐกิจจำเพาะ โดยเฉพาะบริเวณรอบต่อ เช่น แม่สอด แม่สายกับเมียวดี หนองคายกับลาว ตราด เกาะกงกับกัมพูชา จะเห็นได้ว่าการเชื่อมต่อทำให้เกิดการขยายตัวของการค้าและการลงทุน จึงไม่น่าแปลกใจว่าที่ดินแทบอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง นอกกรุงเทพฯ ประจวบ ทางภาคใต้ ขึ้นอย่างมหาศาล จังหวัดที่อยู่ในกรอบของเส้นทางดังกล่าว โดยเฉพาะพิษณุโลก ราคาที่ดินขึ้นถึง 1000%

GMS จะสร้างปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมายความว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า เราจะสามารถนั่งรถไฟ หรือขับรถจากมาเลเซียผ่านไทย เข้าพม่าไปยูนนาน ต่อไปปักกิ่ง นั่งรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียไปมอสโก ต่อไปยังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และต่อไปที่ฟินแลนด์หรือต่อไปที่ฮังการีได้

อาจกล่าวได้ว่า GMS จะทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรวมทั้งยูเรเซียจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เคยมีมา ผนวกกับการพัฒนาของ AEC และ Asean+3 ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของด้านการค้าและการลงทุนแล้ว วิถีชีวิตก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เคยเป็น

GMS กำลังจะเปลี่ยนโฉมภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยูเรเซียอย่างไม่เคยมีมาก่อน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น