ปัญหาหนี้ของจีน

11017

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวานนี้ ผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) มีมติให้คงดอกเบี้ยต่อไปแล้วค่อยมาดูกันใหม่ในเดือนมิถุนายน ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลการประชุมมิได้มีนัยยะในการขึ้นดอกเบี้ย ที่สำคัญคือ ในปีที่แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ส่งสัญญาณว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้ง และปีนี้ก็ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ซึ่งถูกตีความว่า จะมีการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งๆละ 0.25% ในปีนี้ แต่จากผลการประชุมดังกล่าวทำให้มีการตีความใหม่ว่า โอกาสขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง อาจไม่แน่นอน และมีการพูดในทำนองว่า อย่างเก่งก็ครั้งเดียวในปีนี้ซึ่งคงจะเป็นครึ่งปีหลัง

เหตุผลสำคัญคือเศรษฐกิจโลกที่ยังอยู่ในภาวะไม่น่าไว้วางใจ (แม้จะลดความหนักหนาลงไปบ้าง) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการหยั่งเสียงประชามติของอังกฤษว่าจะอยู่กับสหภาพยุโรปต่อไปหรือไม่ ในวันที่ 23 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม อีกส่วนคือความอ่อนแอและปัญหาของเศรษฐกิจจีน นอกจากนั้น อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาก็ยังอยู่ในระดับไม่สูงคือ 1.2% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 2% แม้ตลาดแรงงานจะดีขึ้น แต่การบริโภคส่วนบุคคลอ่อนแอลง ปัจจัยดังกล่าวทำให้ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้

สิ่งที่น่าวิเคราะห์คือเศรษฐกิจจีนซึ่งกำลังส่อปัญหา โดยในไตรมาสที่ 1 ขยายตัว 6.7% ซึ่งดีกว่าที่ IMF คาดการณ์ไว้ว่าทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 6.3% แม้มีการปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 6.5% ก็ตาม แต่สิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน คือ

ประการที่ 1 หนี้ของจีนทั้งในและต่างประเทศซึ่งสูงถึง 237% ของ GDP ตามการคาดการณ์ของ Financial Time แต่ถ้าดูตัวเลขของธนาคาร BIS จะสูงถึง 248% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงสุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่น่าเป็นห่วงคือ อัตราการเร่งของหนี้ดังกล่าวซึ่งมีอัตราที่ 147% ของ GDP ในปี 2007 เพิ่มมาถึงเกือบ 100% ในขณะนี้ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราเร่งที่น่าเป็นห่วง

ประการที่ 2 หนี้ที่ไม่ก่อรายได้ของธนาคารพาณิชย์ของรัฐขณะนี้สูงถึง 5.5 % ซึ่งเป็นตัวเลขของทางการจีน และการประเมินของ IMF หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อาจจะสูงถึง 15% ซึ่งเท่ากับ 7% ของ GDP ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นตัวเลขที่ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากยังไม่รวมตัวเลขที่ซ่อนไว้ของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารในท้องถิ่นซึ่งถ้ารวมเข้าด้วยกันแล้วจะสูงกว่านี้ ความจริงปี 1999 หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์ของรัฐ 4 แห่งมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านหยวน หรือเท่ากับ 213,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเท่ากับ 20% ของ GDP ในตอนนั้นรัฐบาลจีนแก้ปัญหาด้วยการตั้งบริษัทสินทรัพย์ขึ้นมาซื้อหนี้เสียทั้งหมดโดยออกพันธบัตร 10 ปี พูดง่าย ๆ คือ เลื่อนระเบิดเวลาออกไป 10 ปี และเมื่อถึงกำหนดปี 2009 รัฐบาลจีนได้เลื่อนการแก้ปัญหาด้วยการออกพันธบัตร 10 ปี คือถึงกำหนดปี 2019 ซึ่งเท่ากับเลื่อนออกไปอีก 10 ปี และได้มีการอัดฉีดสภาพคล่องในปีดังกล่าวเพิ่มอีก 4.4 ล้านล้านหยวน ด้วยการก่อหนี้เพิ่ม

ปัญหาหนี้ของประเทศโดยรวมและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินของจีนจึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากต่อการแก้ไข ที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับจีนได้แบ่งการวิเคราะห์เป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก มองว่า ปัญหาเศรษฐกิจจีนจะระเบิดเหมือนกรณีธนาคารเลห์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) ที่เป็นจุดกำเนิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger crisis) นักวิเคราะห์มองว่า หนี้ดังกล่าวมีจำนวนมาก การหากำไรมาชดเชยต้นทุน ดอกเบี้ยและหนี้ดังกล่าวในระยะเวลาอันสั้นย่อมทำไม่ได้ สิ่งที่รัฐบาลทำก็คือ ถ่วงเวลาซึ่งสักวันหนึ่งจะต้องระเบิดขึ้น

กลุ่มที่สอง มองว่า หนี้ของธนาคารอาจจะไม่ถึงกับระเบิด ทั้งนี้เพราะรัฐบาลจีนสามารถอัดฉีดเงินเข้าไปประคองได้ แต่การอัดฉีดเงินจะไม่ช่วยกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากจะเกิดปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อว่า Robert Koo ของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ เรียกว่า “Balance Sheet Recession” ซึ่งหมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับการอัดฉีดแทนที่จะเอาสภาพคล่องไปปล่อยกู้กลับเอาไปคืนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ผลคือ เศรษฐกิจแทนที่จะฟื้นตัวกลับชะลอตัวติดต่อกันหลายปี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ในญี่ปุ่นที่มีภาวะเศรษฐกิจซบเซากว่าหนึ่งทศวรรษ ซึ่งถูกเรียกว่า ยุคทศวรรษที่หายไป “Lost Decade”

โดยสรุป ปัญหาของจีนที่เกี่ยวกับหนี้โดยรวมของประเทศที่มีอัตราสูงและหนี้ที่ไม่ก่อรายได้ของสถาบันการเงินจะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของเศรษฐกิจจีนว่าอาจจะนำไปสู่วิกฤตแบบวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger crisis) หรือเป็นแบบญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงต่อเนื่องกว่าทศวรรษ ข้อวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นเพียงการทำนายซึ่งอาจจะไม่เป็นไปตามนั้นก็ได้ ทั้งนี้ก็เป็นข้อมูลและบทวิเคราะห์ที่ต้องเอามาพิจารณาประกอบเพื่อเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจกับเศรษฐกิจโลกและผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

Brexit

10984

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

Brexit คือการที่อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ ประชาชนอังกฤษจะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศ เพราะจะมีการหยั่งเสียงประชามติว่า อังกฤษจะเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปต่อหรือไม่ การตัดสินใจในครั้งนี้มีความสำคัญทั้งต่ออังกฤษ สหภาพยุโรป และโลก ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการการเมือง เศรษฐกิจ และการระหว่างประเทศ

การหยั่งเสียงประชามติในวันที่ 23 มิถุนายนนี้เป็นการริเริ่มของนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ทั้งนี้อาจวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่นำไปสู่การลงประชามติ อันประกอบด้วย

1. โดยภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ อังกฤษเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ เคยเป็นมหาอำนาจ มีอาณานิคมทั่วทั้งโลก อังกฤษแม้ตะมีฐานะตกต่ำลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ตาม แต่ความนึกคิดของคนอังกฤษยังรู้สึกหวงแหนต่อความเป็นเอกราชและชาตินิยมอังกฤษ การเสียอธิปไตยบางส่วนของอังกฤษในฐานะสมาชิกสหภาพยุโรปจึงได้รับการต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด และเป็นหนึ่งปัจจัยที่มีการเรียกร้องให้มีการทำประชามติในครั้งนี้

2. นอกจากประชาชนส่วนหนึ่งแล้วยังมีสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมของเดวิด คาเมรอนบางคนที่ต้องการให้อังกฤษถอนตัวจากสหภาพยุโรป ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลักการหรืออุดมการณ์ โดยเฉพาะฝ่ายซ้ายในพรรคอนุรักษ์นิยม ในส่วนของประชาชนส่วนสำคัญคือเรื่องวิกฤตเงินยูโรซึ่งทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งมีความเห็นว่า สหภาพยุโรปคือต้นเหตุของปัญหาจากการรวมตัวที่เข้มข้นจนเกินไป อีกส่วนหนึ่งได้เห็นประโยชน์จากการที่อังกฤษไม่ได้อยู่ในยูโรโซนซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจง่ายขึ้น การอยู่นอกสหภาพยุโรปสำหรับคนกลุ่มนี้จึงดีกว่า

3. เดวิด คาเมรอน หวังเพิ่มคะแนนเสียงโดยวางแผนไว้ 3-4 ปีก่อนหน้านี้เพื่อเป็นการขยายคะแนนเสียงโดยใช้กลยุทธ์ผลักดันว่า จะให้ประชาชนมีประชามติทั้งนี้เพื่อสยบกบฏในพรรค และลดกลุ่มคนที่คัดค้าน ในขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่น ๆ เพื่อให้ยอมอ่อนข้อให้เดวิด คาเมรอนที่ต้องการเจรจาใหม่ (ทำเหมือนกับมาร์กาเรตแทตเชอร์)  ซึ่งก็ได้ผล ปรากฏว่า เดวิด คาเมรอนประสบความสำเร็จในการกำหนดเงื่อนไขใหม่ตามที่อังกฤษต้องการจากสมาชิกสหภาพยุโรป เช่น มาตรการการรวมกลุ่มใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียอธิปไตยของอังกฤษอาจไม่มีผล ถ้าสภาผู้แทนของอังกฤษไม่เห็นด้วยซึ่งเท่ากับเป็นการกดดันเพื่อไม่ให้มีการรวมกลุ่มอย่างลึกซึ้งมากขึ้น แม้เดวิด คาเมรอนจะประสบความสำเร็จในการเจรจาต่อรอง แต่ที่คาดไม่ถึงคือ กบฏในพรรคที่ต้องการถอนตัวจากอังกฤษมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยเฉพาะ ผู้รวมกลุ่มคัดค้านคนสำคัญคือ นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นคนที่ได้รับความนับถือมากในพรรคอนุรักษ์นิยม อีกทั้งการรณรงค์ที่มีประสิทธิภาพ และเดวิด คาเมรอนก็เจอปัญหาจาก Panama Paper ที่กระทบกับชื่อเสียงวงศ์ตระกูล

ขณะนี้ คะแนนเสียงผู้สนับสนุนต่อต้านก้ำกึ่งกันมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าวิเคราะห์คือ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป

1. อังกฤษต้องเจรจาใหม่กับสหภาพยุโรปว่า ความสัมพันธ์จะลึกซึ้งขนาดไหน ผู้เขียนเชื่อว่า ในที่สุด อังกฤษจะมีสภาพเหมือนกลุ่ม European Free Trade Association (EFTA)ซึ่งประกอบด้วย นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ซึ่งมีความสัมพันธ์ในกรอบ European Economic Area (EEA) หรือการเป็นตลาดร่วม

2. ถ้าอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป เป็นไปได้ว่าสกอตแลนด์จะมีการเรียกร้องถอนตัวออกจากอังกฤษ เพราะสกอตแลนด์ไม่เห็นด้วยกับการออกจากสหภาพยุโรป

3. สถานการณ์ทางการเมือง และเศรษฐกิจของอังกฤษจะถูกกระทบโดยเฉพาะระยะแรก การลงทุนจากต่างประเทศจะชะงักลง ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มเห็นทิศทางดังกล่าวแล้ว

4. บทบาททางการเมืองในเวทีโลกของอังกฤษจะลดลง อีกทั้งส่งผลต่อบทบาทของสหภาพยุโรปและ NATO ทั้งนี้ เพราะอังกฤษใหญ่เป็นอันดับ 3 ในสหภาพยุโรป และมีความสำคัญมากใน NATO ในฐานะที่มีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับสหรัฐอเมริกา (Special Relationship)

5. การถอนตัวของอังกฤษจากสหภาพยุโรปจะเป็นจุดเริ่มต้นของประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรปในอนาคต ดังจะเห็นจากบทบาทของพรรคการเมืองขวาจัดหรือซ้ายจัดในสหภาพยุโรปที่มีคะแนนเสียงมากขึ้น ซึ่งต่างก็ต้องการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป

Brexit จึงเป็นปรากฏการณ์ที่มีความสำคัญกับภูมิรัฐศาสตร์ ไม่เพียงแค่ในยุโรปแต่ยังรวมไปทั่วโลกทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การขยายตัวของอาวุธนิวเคลียร์

14150082341415008244l

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคง ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ในการประชุมครั้งนี้ ประเด็นสำคัญคือ การป้องปรามและการขยายของอาวุธปรมาณู โดยเฉพาะการป้องปรามการเข้าถึงอาวุธปรมาณูของผู้ก่อการร้าย อีกทั้งความร่วมมือในการป้องกันการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุหรือจากภัยธรรมชาติ ดังที่เคยเกิดขึ้นแล้วในญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการสร้างความมั่นคงในเรื่องที่เกี่ยวกับการขยายตัวของอาวุธนิวเคลียร์

ในโลกยุคสงครามเย็น ซึ่งประกอบด้วย 2 ค่าย ที่มีอุดมการณ์แตกต่างกัน โดยอเมริกาเป็นผู้นำค่าย ประชาธิปไตยและโซเวียตเป็นผู้นำค่ายคอมมิวนิสต์ ทั้ง 2 ต่างพัฒนาอาวุธปรมาณู  ภยันตรายที่จะเกิดจากสงครามปรมาณูของทั้ง 2 ค่ายในยุคดังกล่าวมีน้อยมาก เพราะต่างผ่ายต่างกลัวว่า การทำสงครามระหว่างกันจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ซึ่งตามทฤษฏีเกม (Game theory) คือ คนฉลาด (rational) จะหลีกเลี่ยงเกมลบ (lose-lose) หรือ negative-sum- game  ในยุคสงครามเย็นยังมีอีกบางประเทศที่มี ปรมาณู  เช่นประเทศอังกฤษ จีน ฝรั่งเศส อินเดีย  ปากีสถาน รวมทั้งอิสราเอล นอกเหนือจากอเมริกาและ โซเวียต อาวุธปรมาณูที่อยู่ในมือของประเทศอื่น ๆ ที่กล่าวมายังมีพลังทำลายที่จำกัด อย่างไรก็ตาม ในยุคสงครามเย็น ทั้งอเมริกาและสหภาพโซเวียต ต่างก็ต้องการที่จะป้องปรามไม่ให้ประเทศต่าง ๆ  พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์  เพราะยิ่งมีมาก ภัยสงครามยิ่งมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นจึงมีการผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ลงนามในสนธิสัญญา Nuclear Non Proliferation ซึ่งก็มีประเทศต่าง ๆ ร่วมลงนามจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ก็มีบางประเทศไม่ยอมลงนาม เช่น อินเดียและปากีสถาน เป็นต้น นอกจากนั้นทั้ง 2 ประเทศ มีความต้องการที่จะผลิตอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันภัยคุกครามต่อความมั่งคงของประเทศ

ในยุคหลัง Cold War (1989 เป็นต้นไป) ระบบโลกเข้าสู่ยุคหลายขั้ว และมีหลายประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ โดยเฉพาะเกาหลีเหนือและอิหร่าน เพื่อป้องกันการการขยายตัวของอาวุธนิวเคลียร์ มหาอำนาจไม่ว่าจะเป็นอเมริกา สหภาพโซเวียต และจีน ต่างก็ร่วมมือกันในการที่จะหาทางจำกัดการแผ่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์ โดยจะให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ เพื่อแลกกับการยกเลิกการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งในส่วนของอิหร่านก็ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่ปัญหาหลักคือ กรณีเกาหลีเหนือ

สิ่งที่เป็นอันตรายร้ายแรงในความคิดของผู้นำประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะมหาอำนาจคือ การเข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์ของผู้ก่อการร้ายนั้น นับวันจะมีการแพร่ขยายเป็นวงกว้างขึ้น การก่อการร้ายนั้นที่สำคัญอาจจะแยกได้ 4 ประเภท

1. คือผู้ก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรง เช่น อัลกออิดะห์  ISIS

2. คือผู้ก่อการร้ายในประเทศตะวันตก ซึ่งหมายถึงทั้งกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก ซึ่งอาจไม่ผูกพันกับอัลกออิดะห์ และ ISIS แต่ไม่พอใจสถานภาพของตัวเอง

3. กลุ่มแบ่งแยกดินแดน เช่น อุยกูร์ในจีน เชคเมียในรัสเซีย

4. กลุ่มขวาจัดในยุโรปที่ต่อต้านการอพยพของมุสลิมหรือแอฟริกา ตะวันออกกลางมายุโรป เป็นต้น

การก่อการร้ายแบบที่ 1 คือกลุ่มอัลกออิดะห์และ ISIS นับวันจะขยายตัวมากขึ้น การก่อการร้ายดังกล่าวระเบิดขึ้นเป็นรูปธรรมครั้งแรกคือวิกฤต 9-11 ที่มีการยึดเครื่องบินถล่มตึกเวิร์ลเทรดเซนเตอร์ของอเมริกา การก่อการร้ายดังกล่าวมีการขยายวงและแตกหน่อเป็น ISIS จุดเริ่มต้นการก่อการร้ายนี้มาจากการต่อต้านการแพร่ขยายของวัฒนธรรมตะวันตกในกรอบของโลกาภิวัตน์ทางวัฒนธรรมซึ่งต้องการแพร่แนวคิดประชาธิปไตยเสรีนิยมซึ่งถูกต่อต้านจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่ต้องการรักษาสังคมหรือเอกลักษณ์โบราณของตนไว้ เช่น การปฏิเสธประชาธิปไตย ไม่ต้องการให้ผู้หญิงเปิดหน้า การต่อต้านลักษณะนี้ขยายความรุนแรงมากขึ้นจากการที่อเมริกาบุกอิรักและนำไปสู่สงครามกลางเมืองในอิรัก ซีเรีย อียิปต์ โดยเฉพาะแรงหนุนจาก Arab spring ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้มุสลิมหัวรุนแรงขยายขอบเขตการดำเนินการเพื่อยึดส่วนหนึ่งของอิรักและซีเรียเพื่อสร้างอาณาจักรที่เรียกว่า caliphate ซึ่งในศตวรรษที่ 8 สามารถครอบครองยุโรปโดยเฉพาะสเปนกว่า 700 ปี การเผชิญหน้าระหว่างผู้ก่อการร้ายกับตะวันตกอาจจะเรียกตามศาสตราจารย์ Samuel Huntington ว่า The Clash of civilization  ซึ่งเหมือนสงครามครูเสดในอดีตที่เป็นการต่อสู้ระหว่างมุสลิมกับคริสต์ โดยการก่อการร้ายในปัจจุบันมีลักษณะการต่อสู้ของอุดมการณ์ที่ต่างกัน เพียงแต่ในยุคนี้ไม่ใช่ยุคการต่อสู้แบบเผชิญหน้าแบบสงครามครูเสดซึ่งเป็นยุคเกษตรกรรม ซึ่งมีการผลัดกันแพ้ผลัดชนะได้ แต่ในยุคปัจจุบันเป็นยุคสังคมข่าวสาร อย่างไรตะวันตกชนะแน่นอนอยู่แล้ว ฝ่ายมุสลิมหัวรุนแรงจึงต้องใช้การก่อการร้ายด้วยการพลีชีพและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งเป็นการผสมระหว่างความทันสมัยบวกกับการรักษาค่านิยมอิสลามดั้งเดิมที่ Thomas Freidman ที่เรียกว่า Lexus and Olive Tree

สิ่งที่อันตรายจากอัลกออิดะห์และ ISIS คือนับวันจะมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นตามประเทศต่าง ๆ สมาชิกเหล่านี้บางส่วนได้รับการฝึกหัดจาก ISIS บางส่วนอาจจะชอบอุดมการณ์ดังกล่าว บางส่วนได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มดังกล่าว การขยายตัวของผู้ก่อการร้ายในลักษณะนี้จึงมีความน่ากลัวมากขึ้น เนื่องจากแทรกตัวแบบกองโจร ไม่จำเป็นต้องมีเนื้อที่เป็นของตัวเอง อยู่ทั่วโลก ทำให้จับกุมลำบาก ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะแยกตัวออกมาลำบาก อีกส่วนสังคมบางแห่งก็ให้ความเกื้อหนุนทั้ง ๆ ที่สมาชิกสังคมดังกล่าวอาจไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการเข้าถึงอาวุธปรมาณู หรืออาวุธมหาประลัย เช่น อาวุธชีวภาพ ซึ่งต่างพร้อมพลีชีพเพื่อสร้างความเสียหายให้สังคมตะวันตก เป้าหมายกลุ่มนี้คือ การทำลายระบบทุนนิยมและประชาธิปไตยเสรีนิยมซึ่งเป็นอุดมการณ์ตรงข้าม แนวทางดังกล่าว คือ การทำลายสัญลักษณ์และการสร้างความกลัวในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะการก่อการร้ายในสถานที่สาธารณะเช่น โรงละคร ชายทะเล ศูนย์การค้า โรงแรม ดังนั้นจะเห็นว่า การก่อการร้ายไม่ได้เกิดที่ปารีสและบรัสเซลส์เท่านั้น แต่ยังรวมอียิปต์และประเทศแอฟริกาอีกหลายประเทศ

อันตรายของการก่อการร้ายนอกจากกลุ่มที่กล่าวมานี้ยังอาจหมายถึงกลุ่มที่ไม่พอใจความเป็นอยู่ของตนในประเทศที่อาศัยอยู่ซึ่งอาจเป็นมุสลิมหัวรุนแรงหรือขวาจัดก็ได้ คนกลุ่มนี้ก็อาจพลีชีพหรือสร้างความเสียหายให้กับสังคมที่มองว่าเป็นศัตรู การที่คนกลุ่มนี้มีอาวุธนิวเคลียร์ก็จะเป็นอันตรายต่อสังคมโลก

สิ่งที่น่ากลัวของการขยายตัวของอาวุธนิวเคลียร์ส่วนหนึ่งมาจากการเข้าถึงอาวุธได้ง่าย นักวิทยาศาสตร์ที่สามารถผลิตมีจำนวนมากขึ้น กลุ่มก่อการร้ายมีเงินไปซื้อหรือจ้างให้คนดังกล่าวทำได้ง่าย อีกทั้งในบางประเทศที่ต่อต้านตะวันตก โดยไม่รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ที่มากจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตหรือบางประเทศในเอเชีย เช่น ปากีสถาน การเข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์จึงเป็นส่วนหนึ่งในการอธิบายภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้าย

พัฒนาการของเทคโนโลยีอาวุธนิวเคลียร์ยิ่งก้าวหน้าดังจะเห็นว่าในโครงการปรับปรุงความทันสมัยของอาวุธนิวเคลียร์ของรัฐบาลโอบามานั้น หนึ่งในโครงการคือการพัฒนาหัวระเบิดนิวเคลียร์ที่เรียกว่า B 61 ซึ่งสามารถพัฒนาหัวระเบิดให้มีขนาดคล่องตัวทั้งใหญ่และเล็กทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า โอกาสเกิดสงครามปรมาณูแบบจำกัดขอบเขตจะเกิดขึ้นในอนาคตและถ้าเป็นสงครามแบบขยายวงกว้างอย่างในอดีต โอกาสจะเกิดน้อยลงเพราะผู้นำประเทศไม่กล้าเสี่ยง นโยบายความมั่นคงของอเมริกาและปฏิกิริยาของรัสเซียที่ต้องการถ่วงดุลอเมริกาทำให้รัสเซียมีแนวโน้มในการเพิ่มขีดความสามารถในการเพิ่มอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ 2 ประเทศมีการทำของตกลง Strategic Arms Limitations Treaty 1 (SALT 1) และ Strategic Arms Limitations Treaty 2 (SALT 2) ตามมาด้วย Strategic Arms Reduction Treaty (START) ซึ่งลงนามปี 2010 ระหว่างอเมริกาและรัสเซียที่ต้องการทำลายส่วนหนึ่งของอาวุธนิวเคลียร์ Stockpile อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกของอเมริกาได้ตั้งเงื่อนไขว่าจะให้สัตยาบันสนธิสัญญาดังกล่าวก็ต่อเมื่ออเมริกาปรับปรุงความทันสมัยในอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งก็คือการพัฒนา B 61 นั่นเอง

ปัญหาการป้องปรามการขยายตัวการเข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์ตลอดจนภัยธรรมชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติพันธุ์มนุษย์ที่มีความระทึกใจมากขึ้นในอนาคต การประชุมสุดยอดครั้งที่ 4 ที่วอชิงตันคือ แนวทางความร่วมมือเพื่อป้องปรามภยันตรายดังกล่าว

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจและการเมืองของเวียดนาม

10877

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ประเทศเวียดนามเป็น 1 ใน 4 ประเทศในกลุ่ม CLMV อันประกอบด้วยกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ซึ่งถือเป็นประเทศใหม่ของอาเซียน เนื่องจากเป็น 4 ประเทศที่เข้ามาหลังจากสงครามเย็นสิ้นสุด โดยประเทศเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกในปี 1995 ลาวและเมียนมาร์เข้าเป็นสมาชิกปี 1997 และกัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกปี 1999 ทั้ง 4 ประเทศมีลักษณะที่คล้ายกันอย่างหนึ่งคือ ยังมีสถานภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนา และมีรายได้ต่อหัวด้อยกว่า 6 ประเทศอาเซียนเก่า เวียดนามนอกจากเป็นสมาชิกของประชาคมอาเซียนอันประกอบด้วย ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political Security Community – APSC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC)ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC) แล้ว ยังเป็นสมาชิกในกรอบGreater Mekong Subregion (GMS) เวียดนามจึงเป็นประเทศที่มียุทธศาสตร์ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองผูกพันกับไทย จึงเป็นประเทศที่น่าสนใจในการวิเคราะห์และศึกษาพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองในฐานะที่เป็นทั้งพันธมิตรและคู่แข่งของไทย

ในทางการเมือง เวียดนามยังมีลักษณะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เพราะยังเป็นระบบการเมืองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์เช่นเดียวกับจีนและลาว ระบบการเมืองดังกล่าวยังถือเป็นอุปสรรคต่อการเปิดประเทศในทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ในช่วงที่ผ่านมามีการประชุมสภาประชาชนและได้ผู้นำพรรคคือนาย เหงียน ซิง หุ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มอนุรักษนิยมผิดกับช่วงก่อนหน้านี้ที่ผู้นำคือนายเหงียน ถัน ดุง ซึ่งอยู่ในสายที่ต้องการปฏิรูป เปิดประเทศในทางเศรษฐกิจและมีนโยบายต่างประเทศส่งเสริมความใกล้ชิดกับจีน

ในทางเศรษฐกิจ เวียดนามมีพัฒนาการที่น่าสนใจ กล่าวคือ พัฒนาการทางเศรษฐกิจของเวียดนามในยุคสมัยใหม่อาจแยกได้เป็น 5 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 ปี 1986-1991 ในปี 1986 ถือเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิรูปเศรษฐกิจของเวียดนามที่เรียกว่า Doi Moi ซึ่งอยู่ในยุคที่เริ่มมีการผ่อนคลายการควบคุมของรัฐต่อเศรษฐกิจและเปิดโอกาสในการขยายตัวของธุรกิจในภาคเอกชน แม้จะอยู่ในระดับต่ำก็ตาม

ระยะที่ 2 ปี 1992-1999 เป็นยุคที่มีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญรวมทั้งด้านการเมือง โดยมการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปูทางดังกล่าวในปี 1992 ในยุคนี้เป็นยุคที่ระบบโลกเข้าสู่ยุคหลังสงครามเย็น เป็นยุคคอมมิวนิสต์ยุโรปตะวันออกและสหภาพโซเวียตล่มสลาย เวียดนามต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น ปริบททางการเมืองดังกล่าวจึงทำให้เกิดการขยายตัวความสัมพันธ์กับฝั่งประชาธิปไตยคือสหรัฐอเมริกาซึ่งก็ปูทางไปสู่การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตและการค่อย ๆ ลด Sanction ทางเศรษฐกิจลง ยุคนี้เป็นยุคสร้างเสถียรภาพในมิติใหม่ทางเศรษฐกิจของเวียดนาม

ระยะที่ 3 ปี 2000-2006 เป็นยุครุ่งเรืองของเวียดนามทางเศรษฐกิจ มีการเปิดประเทศ ขยายบทบาทของเอกชน แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นช่วงที่มีการขยายตัวการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจช่วงนี้ลี่ยกว่า 7% ต่อปี และเป็นช่วงที่ปูทางสู่การเป็นสมาชิกของ WTO ของเวียดนามในปี 2007

ระยะที่ 4 ปี 2007-2013 เป็นระยะของวิกฤตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม อันเป็นผลจากเงินเฟ้อที่ขยับตัวสูงขึ้น ลูกโป่งในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ราคาหุ้นที่เคยขึ้นไป 1,100 กล่าว จุด ลดลงเหลือ 250 จุด ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เรานึกถึงยุคต้มยำกุ้งของไทย ธนาคารมีปัญหาเรื่องหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นยุคที่เศรษฐกิจเวียดนามชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ระยะที่ 5 ปี 2014- ปัจจุบัน ถือเป็นยุคที่เริ่มคลี่คลายปัญหาจากเศรษฐกิจและการเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยขณะนี้เงินเฟ้อลดลงเหลือ 1% จากก่อนหน้านี้ที่สูงเกือบ 4.5% อัตราการเติบโตในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 6.3% สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศเวียดนามขณะนี้มีการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันโดยมีองค์ประกอบคือ

1. มีการแก้ไขกฎหมายที่ว่าด้วยการลงทุนโดยตรงของต่างชาติปี 2013 ซึ่งจะทำให้ขั้นตอนการลงทุนโดยตรงของต่างชาติในเวียดนามสะดวกรวดเร็วขึ้น และสร้างแรงจูงใจในการลงทุนให้กับต่างชาติ ซึ่งใน 2 ปีที่ผ่านมา การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่น จีน และฮ่องกงเพิ่มขึ้นอย่างมีอัตราเร่ง

2. เวียดนามได้ทำแผนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี และ 10 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2011-2020 โดยแบ่งเป็นแผนระยะกลาง 2 แผน คือ 2011-2015 และปัจจุบันเข้าแผนที่สองคือ 2016-2020 สาระสำคัญของแผนคือจะมีการดำเนินมาตรการ 3 เสาหลัก คือ

2.1 การพัฒนาผลิตภาพบุคลากรโดยเฉพาะการเน้นการศึกษาและความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่ทันสมัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

2.2 ปรับปรุงองค์กรและสถาบันเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขัน

2.3 ปรับปรุงพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน

ในการประชุมสภาประชาชนของเวียดนามที่ผ่านมา ผู้นำได้ยอมรับว่าในช่วง 5 ปีแรก เป้าหมายของ 3 เสาหลักยังเป็นไปด้วยความเชื่องช้า ดังนั้นจึงมีการเร่งให้ 3 เสาหลักมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจของเวียดนามคือ เวียดนามเข้าเป็นสมาชิก TPP และเป็นองค์ประกอบที่ผู้นำมองว่าจะเป็นเครื่องมือส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันในด้านหนึ่งคือได้เปรียบประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเช่น ไทย ในการค้ากับอเมริกา แคนนาดา และเม็กซิโก ประการหนึ่ง การเข้า TPP จะบังคับให้เวียดนามปรับปรุงคุณภาพสินค้า สุขอนามัย และ IT ซึ่งจะทำให้ได้เปรียบต่อประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก เพราะในอนาคตสินค้าเวียดนามจะสามารถเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนนาดา โดยไม่ถูกกีดกันจากหลักการ “ปฏิบัติเยี่ยงอย่างชาติ (National Treatment)” เพราะเป็นมาตรฐานเดียวกัน ที่สำคัญคือการเข้าสู่ TPP จะเป็นการดึงการลงทุนจากต่างประเทศ ดังจะเห็นว่าจีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง ขยายการลงทุนมาเวียดนามเพราะเห็นว่าเวียดนามอยู่ใน TPP นอกจากนั้น TPP จะนำมาซึ่งการค้าและการลงทุนด้านเทคโนโลยี ดังจะเห็นว่า Samsung Apple และ Intel ต่างเข้ามาจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในเวียดนาม

สิ่งที่น่าคำนึงในกรอบการแข่งขันคือ เวียดนามมีประชากร 90 ล้านคน เป็นประชากรซึ่งสนใจด้านการศึกษาอย่างมหาศาล แม้ในช่วงสงครามเย็น อัตราการรู้หนังสือของเวียดนามยังสูงกว่าไทย นอกจากนี้การศึกษาของเวียดนามยังเน้นการนำไปปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรมสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ คนเวียดนามมีลักษณะขยันและอดทน อีกทั้งมีความเป็นชาตินิยมสูง ดังจะเห็นว่า ประเทศเล็ก ๆ นี้ชนะประเทศใหญ่ 3 ครั้ง คือ ชนะจีน ชนะฝรั่งเศส (เดียนเบียนฟู) และชนะอเมริกา ข้อได้เปรียบอีกประการของเวียดนามคือค่าแรงที่อยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อเดือน ในขณะที่ไทยอยู่ที่ระดับ 300 ดอลลาร์ต่อเดือน นั่นคือค่าแรงที่เท่ากับแค่ 30 % ของค่าแรงไทย GDP ต่อหัวอยู่ที่ 1,700 ดอลลาร์ซึ่งก็เท่ากับ 30% ของไทยที่อยู่ที่ระดับ 5,200 ดอลลาร์ ค่าแรงดังกล่าวมีความได้เปรียบในการแข่งขันคู่ขนานกับการเป็นสมาชิก TPP อย่างไรก็ตาม ผู้นำเวียดนามได้มีการมองไปข้างหน้า (Proactive) และเตรียมป้องกันการแข่งขันจากพม่าซึ่งกำลังเปิดประเทศและค่าแรงถูกกว่า แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนานั่นคือการปรับปรุงผลิตภาพของแรงงานมาสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ตลอดการส่งเสริมด้าน Infrastructure และเร่งพัฒนานวัตกรรม โดยส่งเสริมด้าน R&D

พัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองของเวียดนามจึงเป็นสิ่งที่น่าติดตามและเป็นสิ่งที่ไทยต้องคำนึงในสนามการค้าและเศรษฐกิจที่นับวันจะมีความรุนแรงมากขึ้น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของรัฐบาลพม่า

10828

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในวันที่ 1 เมษายนนี้ ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการเมืองพม่า เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในรอบ 50 ปี ซึ่งจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งซึ่งค่อนข้างจะมีความเป็นอิสระ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบเผด็จการทหารมาสู่ระบบประชาธิปไตยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร

พม่าได้เข้าสู่ช่วงการปฏิรูปทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ในช่วง 10 กว่าปี่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของระยะเปลี่ยนผ่านคือช่วงปี 2008 ซึ่งมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจและการเมืองขนานใหญ่ กล่าวคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เปิดให้มีการเลือกตั้งที่เป็นอิสระมากขึ้น แม้ในตอนต้นการเลือกตั้งในปี 2010 ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2008 นั้นจะมีข้อจำกัดทำให้พรรค National League for Democracy (NLD) ของอองซานซูจี มีการบอยคอต อย่างไรก็ตามในปี 2012 การเมืองภายใต้การควบคุมของทหารเริ่มมีการผ่อนคลายมากขึ้น เมื่อมีการเลือกตั้งซ่อมในปี 2012 พรรค NLD ส่งส.ส.ลงเลือกตั้งได้ 41 จาก 44 คน ซึ่งเป็นดัชนีชี้ชัดว่า พรรค NLD นั้นได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น การผ่อนคลายทางการเมืองในระยะแรกก่อนการเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมาคือการมีประธานาธิบดีซึ่งมาจากการคัดกรองของตัวแทนสภาบน สภาล่าง และฝ่ายทหาร เมื่อคัดกรองแล้วก็นำไปสู่การเลือกตั้งของสภาบนและสภาล่าง ประธานาธิบดีคนแรกคือเทียนเส็ง โดยตำแหน่งประธานาธิบดีในยุคใหม่ของพม่ามีหน้าที่เป็นทั้งประมุขของประเทศและหัวหน้ารัฐบาลตามรูปแบบระบบประธานาธิบดีทั่วไป เพียงแต่ที่ต่างกันคือ ถ้าเป็นระบบประธานาธิบดีทั่วไปอย่างในอเมริกาหรือละตินอเมริกาหรือฟิลิปปินส์แล้ว ประธานาธิบดีจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ประธานาธิบดีของพม่าจะมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมคือมาจากการเลือกตั้งจากสภาบนและภาล่างซึ่งก็มีลักษณะคล้ายกับระบบรัฐสภา ดังนั้นระบบการเมืองพม่าจึงคาบเกี่ยวระหว่างระบบประธานาธิบดีกับระบบรัฐสภาแต่อยู่ในกรอบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy)

article-doc-8y5w2-37pcGjCO0n6f7ed79fb4fa889039-520_634x421

ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2008 รัฐสภาของพม่า (Assembly of the Union) ประกอบด้วย 2 สภา คือสภาบน (House of Nationalities) มีสมาชิก 224 ที่นั่ง สภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) มี 440 ที่นั่ง ทั้ง 2 สภานี้จะมี 25% ของที่นั่งในแต่ละสภาที่ถูกกันไว้ให้ตัวแทนจากฝ่ายทหาร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของการควบคุมโดยทหาร นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญปี 2008 ยังได้กำหนดห้ามคนที่มีทายาทที่มีสัญชาติต่างชาติขึ้นเป็นประธานาธิบดี ซึ่งในที่นี้เป็นการกีดกันไม่ให้อองซานซูจี ขึ้นเป็นประธานาธิบดี นอกจากนั้นยังกำหนดหลักเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญใด ๆ จะต้องมีคะแนนเสียงมากกว่า 75% พูดง่าย ๆ คือถ้าฝ่ายทหารไม่ยอมก็จะแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ เนื่องจากทหารมีที่นั่งในสภาทั้ง 2 ที่ 25% ของที่นั่ง นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังกำหนดว่า รัฐมนตรีใน 3 กระทรวง คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับชายแดนต้องมาจากฝ่ายทหาร ข้อจำกัดดังที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นความเป็นประชาธิปไตยที่ยังไม่สมบูรณ์ของพม่า กล่าวคือ ยังมีองค์ประกอบของเผด็จการแทรกอยู่ อย่างไรก็ตาม ผลจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาปรากฏว่าพรรค NLD ได้คะแนนเสียงข้างมากทั้งในสภาบนและสภาล่าง กล่าวคือได้ 225 ที่นั่งในสภาล่างจากทั้งหมด 240 ที่นั่งและในสภาบนได้ 135 ที่นั่งจาก 224 ที่นั่ง นั่นหมายความว่า พรรค NLD มีสิทธิ์ที่จะตั้งรัฐบาลและตั้งประธานาธิบดี เพียงแต่อองซานซูจี ไม่มีสิทธิเป็นประธานาธิบดีเท่านั้น ผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้เองทำให้นายถิ่นจอ (Htin Kyaw) คนสนิทของอองซานซูจี ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีและถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ได้ผู้นำประเทศที่ไม่ใช่ทหารในรอบ 50 ปี ส่วนรองประธานาธิบดี 2 คนประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายทหารและชนกลุ่มน้อย

ในวันที่ 1 เมษายน นี้ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทางการของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของถิ่นจอ (Htin Kyaw) แทนที่รัฐบาลเก่าและในรัฐบาลใหม่นี้จะประกอบด้วยรัฐมนตรีที่ไม่ใช่สายทหารเป็นส่วนใหญ่เช่นในอดีต ขณะนี้มีการฟอร์มรัฐมนตรีเกือบจะเสร็จเรียบร้อยแล้วที่น่าสนใจคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นไปได้ว่า อองซานซูจี จะขึ้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและอาจจะดูแลกระทรวงอื่น ๆ ที่มีความสำคัญด้วย ทั้งนี้ อองซานซูจี จะทำหน้าที่เสมือนนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจมากกว่าประธานาธิบดี อีกทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งปรากฏว่า คนที่รับตำแหน่งคือนาย Kyaw Win ซึ่งมีบทบาทในพรรค NLD อีกทั้งเป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจของพรรค

Parliament_Myint Swe story

ในด้านต่างประเทศคาดว่าแนวนโยบายในทางเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่จะเปิดกว้างมากขึ้นเพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศและเปิดเสรีมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นนโยบายต่างประเทศของพม่าก็คงจะดำเนินหลักการทิ้งระยะห่างเท่ากันระหว่าง 3 มหาอำนาจคือสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น และเมื่อไม่นานมานี้ อองซานซูจี ก็ได้ปรึกษาหารือกับตัวแทนรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อให้ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนส่งเสริมด้านการค้าและด้านการบริหารการจัดการตลอดจนการส่งเสริมการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ในด้านการเมือง นโยบายต่างประเทศของพม่าก็คงอยู่ในลักษณะเช่นเดียวกับเศรษฐกิจ กล่าวคือ ทิ้งระยะห่าง (Equidistance) ระหว่าง 3 มหาอำนาจ กล่าวคือจะต้องถ่วงดุลอำนาจทั้ง 3 โดยจะไม่เอียงเอนไปทางด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป และต้องอย่าลืมว่า พม่าต้องการยกเลิก sanction จากตะวันตกและอเมริกา ในบริบทดังกล่าวรัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเจรจาขอผ่อนคลายการ sanction อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายทหารว่าจะร่วมมือผ่อนคลายการควบคุมทางการเมืองได้ขนาดไหน ด้านการคลัง รัฐมนตรีกระทรวงการคลังคนใหม่จะต้องปฏิรูปครั้งสำคัญ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของพม่าเฉลี่ยสูงถึง 7-8% แต่พม่าต้องเจอปัญหาการลงทุนจากต่างประเทศ แม้จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังไม่พอ นโยบายเศรษฐกิจและการคลังที่สำคัญคือ ต้องมีการปฏิรูปและสร้างเสถียรภาพทางการคลัง ทั้งนี้ พม่ายังมีปัญหาเงินสำรองระหว่างประเทศ อีกทั้งมีการขาดดุลงบประมาณในระดับสูง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐมนตรีคนใหม่ต้องพยายามเน้นการเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพการแข่งขันรวมทั้งพัฒนาบุคลากรในราชการแทนการขึ้นภาษีและจะต้องเน้นการพัฒนาชนบท ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ

ยุคใหม่ในทางเศรษฐกิจและการเมืองของพม่ากำลังเกิดขึ้นและมีแนวโน้มที่พม่าจะเปิดประเทศและปฏิรูปทางการเมืองเพื่อเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ในอนาคต พม่าถือเป็นจักรกลสำคัญของอาเซียนและโดยเฉพาะในกรอบ Greater Mekong Subregion (GMS) ดังจะเห็นได้ว่า พอพม่าเปิดประเทศในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาก็เกิดการขยายตัวของการค้าและการลงทุนเชื่อมโยงในกลุ่มประเทศที่อยู่ในกรอบของ GMS อย่างมาก ดังนั้นจะเห็นว่า ในรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันจะมีการวางแผนพัฒนาการเชื่อมโยงดังกล่าวอย่างมโหฬาร มีการพัฒนาทั้งด้านถนน รถไฟ ท่าเรือ และอากาศยาน ตลอดจนการท่องเที่ยว การค้าการลงทุน มีการวางแผนยุทธศาสตร์ 6 ปี ซึ่งมีองค์ประกอบของการพัฒนาภายในกรอบ GMS อยู่ในนั้น

htin-kyaw-allegado-aung-suu-kyi-elegido-presidente-birmania_1_2342691

ยุคใหม่ของพม่าซึ่งจะสร้างความเชื่อมโยงในกรอบอาเซียนในลักษณะลึกซึ้งและมีขอบเขตกว้างทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จะมีผลทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ของอาเซียนกับ Asean+3 คือ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากใน 2 ทศวรรษจากนี้ไป

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

รายได้ของประเทศและการจัดเก็บภาษี

10770

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ช่วงนี้เป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังมีการปรับโครงสร้างรายได้และภาษีของประเทศ ก่อนหน้านี้ก็มีการขยายฐานภาษีในด้านภาษีมรดก ภาษีที่ดินและก่อนหน้านี้ก็มีการปรับโครงสร้างภาษีนิติบุคคลให้ลดลงและในอนาคตอันใกล้จะมีการปรับภาษีบุคคลธรรมดา ทั้งนี้ รายได้ของประเทศมีส่วนสัมพันธ์กับเศรษฐกิจในแง่ที่ว่าเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ของประชากรกลุ่มต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็มีส่วนช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ถ้าพิจารณาโครงสร้างรายได้ของไทยเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ ในโลกและอาเซียนจะพบว่า รายได้ต่อ GDP ของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 17-18% ของ GDP ซึ่งเทียบกับประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีสูง เช่น มาเก๊ามีสัดส่วนรายได้ต่อ GDP เท่ากับ 34.3% เดนมาร์ก 33.8% นอร์เวย์ 27.4% สหราชอาณาจักร 26.7% ฝรั่งเศส 21.3% และสวีเดน 21.3%  ในขณะเดียวกัน ในกลุ่มประเทศอาเซียน มาเลเซียมีสัดส่วน 13.8% สิงคโปร์ 13.5% ลาว 12.9% ฟิลิปปินส์ 12.1% อินโดนีเซีย 10.9% และกัมพูชา 10.1% และถ้ารวมถึงเกาหลีใต้และญี่ปุ่นจะพบว่า เกาหลีใต้มีสัดส่วนที่ 15.1% และญี่ปุ่น 9.1%

111

โดยสรุปจากสัดส่วนรายได้ต่อ GDP เปรียบเทียบจะพบว่า ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มกลาง ๆ กล่าวคือ กลุ่มประเทศสัดส่วนรายได้ต่อ GDP สูง จะเป็นประเทศรัฐสวัสดิการ เช่น กลุ่มสแกนดิเนเวีย อังกฤษ และฝรั่งเศส ในกรณีมาเก๊าเป็นกรณียกเว้น เพราะสัดส่วนที่สูงมากนั้นมาจากแหล่งคาสิโน อีกทั้งมีขนาด GDP ไม่สูงจึงทำให้สัดส่วนรายได้ต่อ GDP พุ่งขึ้นสูงมาก

ในปีงบประมาณที่ผ่านมา (ปี 2558) แสดงรายได้อยู่ที่ 2.77 ล้านล้านบาท แต่เมื่อหักลดภาระต่างๆ เช่น การคืนภาษีของกรมสรรพากร การจัดสรรให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและการชดเชยภาษีสินค้าส่งออก ยอดคงเหลือสุทธิของรายได้คือ 2.32 ล้านล้านบาท จากยอดรายได้รวมนั้นสามารรถจำแนกประเภทออกได้ดังนี้

รายได้จากการจัดการภาษีอากรสุทธิ 2.14 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 83.2%) ในส่วนนี้สามารถแยกเป็น

ภาษีทางตรง                1.1 ล้านล้านบาท

ภาษีทางอ้อม              1.46 ล้านล้านบาท

ภาษีสินค้าเข้าและออก  110,800 ล้านบาท

ภาษีลักษณะเฉพาะ        15,712 ล้านบาท

เมื่อเปรียบเทียบรายได้จากภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อมจะเห็นว่า ภาษีทางอ้อมสูงกว่าทางตรงกว่า 20% ซึ่งภาพสะท้อนดังกล่าวแสดงให้เห็นปัญหาโครงสร้างภาษีที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการลดช่องว่างของคนในประเทศ

ในส่วนนี้ภาษีทางตรงที่สำคัญคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่ากับ 312,000 ล้านบาท ภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่ากับ 681,600 ล้านบาท นั่นก็คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่ากับ 2 เท่า ของภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งก็เป็นอีกดัชนีหนึ่งที่แสดงให้เห็นปัญหาช่องว่างด้านรายได้ ถ้าเปรียบเทียบภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อ GDP จะอยู่ประมาณ 4-5% ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะอยู่ที่ 2-2.5% ของ GDP

จากตัวเลขดังกล่าว การที่รัฐปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นอาจจะกล่าวได้ว่าจะมีผลกระทบต่อยอดรายได้รวมน้อยมาก ทั้งนี้เพราะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีสัดส่วนเพียง 2-2.5% มาตรการที่รัฐบาลกำลังจะประกาศนั้นจะเป็นการปรับโครงสร้างภายในเพื่อขยายกรอบเพื่อแบ่งเบาภาระของกลุ่มที่มีรายได้น้อย แต่มิใช่การปรับโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นผลกระทบที่มีคนเกรงว่า การปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอาจจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง ซึ่งถ้าดูจากข้อมูลที่ได้กล่าวมาข้างต้นย่อมบอกได้ว่ามีผลน้อยมากต่อรายได้ทั้งในส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและรายได้รวมของประเทศ ดังนั้นมาตรการที่รัฐบาลประกาศจะลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงมุ่งเป้าจะลดภาระของคนที่มีรายได้น้อยและกระตุ้นเศรษฐกิจ (ในขอบเขตที่จำกัดมาก) แต่ข้อดีคือเป็นมาตรการทางด้านจิตวิทยาที่ทำให้คนมีความรู้สึกดีมานิดนึง เหมือนกับได้รับเงินรางวัลเล็กน้อยในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจซบเซา ส่วนการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในครั้งนี้จะช่วยในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศหรือไม่ก็ต้องมาเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน จะเห็นได้ว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับที่สูงใกล้เคียงกับประเทศฟิลิปปินส์ เวียดนาม และพม่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต่ำกว่าเราคือ กัมพูชา สิงคโปร์ และลาว

222

จากตารางดังกล่าวที่เห็นว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไทยเมื่อเทียบกับอาเซียนจะอยู่ในกลุ่มสูง ดังนั้นถ้ามองว่าการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กำลังทำอยู่นี้เนื่องจากทำในขอบเขตจำกัดจึงมีผลต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันน้อยมาก

อาจจะกล่าวได้ว่า การปรับโครงสร้างภาษีประเภทต่าง ๆ ที่รัฐบาลทำในช่วงที่ผ่านมานี้แม้ว่าจะเป็นนโยบายที่ดี แต่ยังไมได้ส่งผลหรือส่งผลน้อยมากในด้านการลดช่องว่างหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในส่วนการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานี้มีส่วนช่วยลดความเสียเปรียบหรือเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าเรา ยกเว้น สิงคโปร์และกัมพูชา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน

10730

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมสภาประชาชนประจำปีของประเทศจีน ซึ่งโดยปกติจะจัดขึ้นปีละครั้งโดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วยตัวแทนประชาชนทั่วทั้งประเทศซึ่งในการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คน ในการประชุมดังกล่าวจะมีลักษณะคล้ายกับการแถลงนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรัฐสภาทุกต้นปี ซึ่งเรียกว่า State of Union ในการประชุมสภาประชาชนจีนก็เช่นกัน มีการเปิดโอกาสให้รัฐบาลแถลงนโยบายที่จะมีการดำเนินการในอนาคต การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นการแถลงทิศทางนโยบายของจีนภายในกรอบยุทธศาสตร์ 5 ปี (2016-2020) หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นการแถลงแผนพัฒนาของประเทศในกรอบ 5 ปีจากนี้ การประชุมดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญพิเศษอีกประการคือ จีนกำลังเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยมีอัตราการเติบโต 6.9% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งก็ถือเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 25 ปี อีกทั้งมีการดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ การประชุมครั้งนี้จึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างมาก

ประเทศจีนกำลังเผชิญกับปัญหาหลายประการ อันประกอบด้วย

1. ประเทศจีนกำลังเผชิญปัญหาลูกโป่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์และในตลาดหุ้นซึ่งส่งผลกระทบขยายตัวเป็นปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทั้งใน Shadow Banking และระบบธนาคารทั่วไป อีกทั้งหนี้ที่ไม่ก่อรายได้ในภาครัฐวิสาหกิจและรัฐบาลท้องถิ่น ความจริงหนี้ของภาครัฐสูงเพียง 44% ของ GDP เท่านั้น แต่ถ้ารวมหนี้ทั้งระบบจะสูงถึง 250% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

2. ประเทศจีนกำลังเผชิญปัญหาในเรื่องความสามารถในการแข่งขันสืบเนื่องจากค่าแรงที่แพงขึ้นอันเป็นผลจากเศรษฐกิจขยายตัวถึง 10% ติต่อกันถึง 3 ทศวรรษ ก่อนที่จะอ่อนตัวลงเหลือ 7% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ค่าแรงที่แพงขึ้นนี้ทำให้สินค้าจีนไม่สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้ ประเทศจีนจำเป็นต้องปรับด้วยการหันมาพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มและพัฒนาการสินค้าบริการ

3. การส่งออกของประเทศซึ่งทรุดตัวลงนั้นส่วนหนึ่งมาจากค่าแรงที่แพงขึ้น แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวในอัตราที่อ่อนแอ อีกทั้งโดนเล่นงานจากภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด (Anti-Dumping) จากทั้งอเมริกาและสหภาพยุโรป

ในการแก้ไขปัญหาทั้ง 3 ข้อ ประเทศจีนต้องดำเนินมาตรการ 2 ด้านที่ต้องมีความสมดุล ด้านหนึ่งคือ ต้องชะลอการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้เกิดการระเบิดของลูกโป่งในภาคอสังหาริมทรัพย์และการระเบิดของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ อีกทั้งต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งพาการส่งออกมาสู่การกระตุ้นการขยายตัวของการบริโภคภายใน เปลี่ยนจากการเน้นการผลิตมาสู่การเน้นด้วนบริการและอีกด้านหนึ่งรัฐบาลจีนจำเป็นต้องรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้อยู่ในลักษณะที่เพียงพอ คือ ไม่ให้ต่ำจนเกินไป โดยประมาณการคือ จะมีแรงงานเข้าสู่ระบบปีละ 10 ล้านคนต่อปี จีนจะต้องพยายามให้อัตราการว่างงานไม่สูงไปกว่า 4.5% ต่อปี มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาสังคมและการเมืองตามมา กล่าวอีกประการหนึ่ง ประเทศจีนต้องดำเนินดุลยภาพระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการปฏิรูปเศรษฐกิจ ในการประชุมครั้งนี้ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศจึงจับตาว่า นโยบายยุทธศาสตร์ 5 ปีนี้จะรักษาดุลยภาพดังกล่าวหรือไม่ หรือจะเอียงเอนไปทางด้านหนึ่งระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการปฏิรูปเศรษฐกิจ

ในการประชุมครั้งนี้ แนวนโยบายที่ประกาศออกมาโดยนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง คือ

1. เป้าหมายเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวในกรอบ 6.5-7% ในช่วงนี้ถึง 5 ปีหน้า จะเห็นได้ว่าเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลจีนไม่กล้าระบุชัดถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อปีซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจีนยังมีความไม่แน่ใจในการรักษาอัตราการเติบโตซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีการวิเคราะห์พลาดเป้าไปทุกครั้ง จากการประกาศครั้งนี้จะเห็นได้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราที่ช้าลงไปกว่าปัจจุบัน ตัวเลข 6.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม IMF และนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก 35 คน มีความเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวเฉลี่ย 6.3-6.4% หรือต่ำกว่านี้ในอนาคต

2. ประเทศจีนได้กำหนดการเพิ่มการขาดดุลงบประมาณจาก 2.3% ในปีที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 3% ของ GDP ซึ่งแสดงให้เห็นว่า จีนยังเห็นความจำเป็นในการเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อป้องปรามปัญหาทางสังคมและการเมือง

3. งบประมาณของจีนในด้านความมั่นคงจะเพิ่มขึ้น 7.6 % ซึ่งแม้จะต่ำกว่าปีที่แล้วที่เพิ่ม 10.1% ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นตัวเลขที่สูง เนื่องจากจีนมีความจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพทั้งภายในและภายนอกเพื่อถ่วงดุลอเมริกา อย่างไรก็ตามที่น่าสังเกตคืองบประมาณด้านสวัสดิการสาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 5.3% ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้ว 1% การเพิ่มขึ้นดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลจีนยังเป็นห่วงเรื่องปัญหาทางสังคมโดยเฉพาะการประท้วงและความไม่พอใจในกรณีที่เศรษฐกิจชะลอตัว

4. รัฐบาลจีนได้ประกาศยุบธุรกิจประเภทซอมบี้ กล่าวคือ พวกโรงงานหรือธุรกิจที่อยู่ในภาวะขาดทุนและมีกำลังการผลิตเกินความต้องการ เช่น ซีเมนต์ แก้ว รวมทั้งถ่านหิน และเหล็ก ซึ่งนำไปสู่การลดกำลังคนถึง 1.8 ล้านคน รัฐบาลจีนได้กำหนดเป้าหมายในการบริโภคถ่านหินให้อยู่ใน 5 พันล้านตันต่อปี

5. รัฐบาลจีนได้ประกาศว่าจะมีการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานทั้งถนนและการขนส่ง ทั้งนี้เพื่อชดเชยกับแรงงานที่ถูกโละทิ้งไป โดยมีการกำหนดงบประมาณในการสร้าง 8 แสนล้านหยวนสำหรับทางรถไฟ และ 1.65 ล้านหยวนสำหรับการสร้างถนน

โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจีนยังให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจ ในความเห็นของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างประเทศ อีกทั้งแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจีนยอมรับว่าเศรษฐกิจจีนยังอยู่ในภาวะอ่อนแอและต้องเผชิญภัยคุกคามทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศซึ่งต้องใช้เวลาในการเยียวยา สิ่งที่พอสรุปได้คือ เศรษฐกิจจีนใน 3-4 ปีนี้ ยังคงเป็นปัญหาของเศรษฐกิจโลกและสามารถสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดการเงินระหว่างประเทศอีกหลายครั้ง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจโลกอ่อนแอลงต่อเนื่อง

10683

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นในเอเชียรวมทั้งไทยมีแนวโน้มดีดตัวสูงขึ้นในลักษณะที่ค่อนข้างรุนแรง แค่ใน 3 วันที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้นกว่า 50 จุด การปรับตัวดีขึ้นของตลาดหุ้นในเอเชียและในโลกโดยรวมเกิดขึ้นในช่วงที่สถาบันทางการเงินหลายแห่งรวมทั้ง IMF มีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ซึ่งส่วนสำคัญส่วนหนึ่งก็มาจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีน ซึ่งทั้ง IMF และนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก 35 คน ต่างก็คาดการณ์ในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจจีนปีนี้จะขยายตัวประมาณ 6.3-6.4% นอกจากนั้น เศรษฐกิจสหภาพยุโรปและเศรษฐกิจญี่ปุ่นต่างก็อยู่ในสภาพอ่อนแอจนถึงขั้นต้องใช้ยาแรง โดยทั้งสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นต่างก็ลดดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในธนาคารกลางให้มีลักษณะติดลบ ขณะเดียวกันธนาคารกลางของสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นต่างก็ใช้ QE อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ในกรณีของกลุ่มยูโรโซนนั้น ธนาคารกลาง (ECB) ได้เพิ่มมูลค่าในการอัดฉีดผ่าน QE จาก 1.1 ล้านล้านยูโร เป็น 1.6 ล้านล้านยูโร อีกทั้งยังพร้อมที่จะอัดฉีดเพิ่มถ้าเศรษฐกิจในยูโรโซนยังไม่ดีขึ้น แม้จะมีการใช้ยาแรง แต่ผลปรากฏว่า เศรษฐกิจของทั้ง 2 กลุ่มยังอยู่ในสภาพอ่อนแรง ดังจะเห็นได้ว่า เงินเฟ้อในกลุ่มยูโรโซนอยู่ที่ระดับ 0.2% ห่างไกลจากเป้าหมายที่ธนาคารกลางตั้งไว้ 2% นอกจากนั้นอัตราการว่างงานในยูโรโซนก็ยังสูงกว่า 10% โดยเฉลี่ย เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็มีลักษณะไม่แตกต่างจากสหภาพยุโรปสักเท่าไร

ในกรณีของอเมริกานั้น นักวิเคราะห์แยกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกยังมองว่าเศรษฐกิจของอเมริกาจะยังมีโอกาสฟื้นได้ช้าและมีความอ่อนไหวซึ่งส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบที่จะมาจากเศรษฐกิจจีน หนึ่งในกลุ่มนี้คืออดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอเมริกา นาย Larry Summers ซึ่งมีการเตือนว่า เศรษฐกิจอเมริกาอาจจะเข้าสู่ยุคที่เขาเรียกว่า “Secular Stagnation” อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์อีกกลุ่มโดยหนึ่งในนั้นคือ นาย John Williams ซึ่งเป็นประธานของธนาคารกลางของซานฟรานซิสโก มีความเห็นว่า เศรษฐกิจอเมริกายังเข้มแข็งและฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีแรงทนทานจากการกระทบของเศรษฐกิจจีนเพียงพอ เขามีความเห็นว่า ในปลายปีนี้อัตราการว่างงานของอเมริกาจะลดลงเหลือ 4.5% และแรงกดดันตัวนี้จะทำให้เงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้น อีกทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ยังมีการขยายตัวโดยเฉพาะด้านการก่อสร้างที่อยู่อาศัยผนวกกับการบริโภคจะขยายตัวดีขึ้นโดยมีแรงกระตุ้นจากราคาน้ำมันที่ลดลง

เศรษฐกิจโลกโดยภาพรวมต้องยอมรับว่ายังอยู่ในลักษณะอ่อนไหวโดยเฉพาะความผันผวนที่มาจากเศรษฐกิจจีนซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาโภคภัณฑ์ และมีผลกระทบต่ออาเซียนซึ่งผูกพันกับจีนทั้งในด้านการค้าและการท่องเที่ยวอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การที่ตลาดหุ้นมีแนวโนมดีขึ้นทั้งในโลกและเอเชียรวมทั้งไทยนั้นอาจจะสรุปได้ว่าเกิดจากปัจจัยดังต่อไปนี้

1. นักวิเคราะห์มองว่า แม้เศรษฐกิจโลกโดยรวมจะยังมีความไม่แน่นอน แต่จากตัวเลขของเศรษฐกิจในอเมริกาที่ดีขึ้น ผนวกกับแนวคิดที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯคงยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้ ทั้งที่ตลาดหุ้นช่วงก่อนหน้ามีการลดลงเกินสภาพทางเศรษฐกิจ (Overshoot) ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่ควรจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นชั่วคราว

2. มีการคาดการณ์ว่า รัฐบาลจีนกำลังจะออกมาตรการใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นโดยรวม

3. ราคาน้ำมันโดยเฉพาะราคา Brent ซึ่งมีการขยับตัวสูงขึ้นในรอบหลายสัปดาห์ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ราคาน้ำมันอาจจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยจะหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่อง Deflation อีกทั้งยังน่าลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน ราคาหุ้นของกลุ่มนี้จึงมีส่วนช่วยกระตุ้นตลาดหุ้นโดยรวม

4. ในกรณีของไทย อาจจะกล่าวได้ว่า การเพิ่มการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยส่วนหนึ่งมีการคาดการณ์เรื่องผลการดำเนินงานของบริษัทในตลาดหุ้นซึ่งจะมีการประกาศในเดือนเมษายน โดยต่างก็คาดว่าผลการดำเนินงานจะอยู่ในเกณฑ์ที่สอดรับกับราคาหุ้น ทั้งนี้ นักลงทุนมองว่า ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นไทยลดลงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น (Underpriced)

โดยสรุป แม้ตลาดหุ้นทั้งโลกจะมีแนวโน้มดีขึ้น สิ่งที่สำคัญคือเป็นเพียงปรากฏการชั่วคราว เศรษฐกิจโลกโดยภาพรวมยังอยู่ในลักษณะอ่อนแอโดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนยังอยู่ในช่วงขาลง ถึงกับที่รัฐบาลต้องหามาตรการทุ่มสุดตัว เศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังจะมีความผันผวนสูงซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกรวมทั้งส่งผลกระทบต่อการผันผวนของตลาดหุ้นไทยด้วย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

แผนยุทธศาสตร์ 20 ปี

11111111111111111111111111111111111111111111111111111111111111111111111111111111

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลได้ทำแผนยุทธศาสตร์สำหรับระยะ 20 ปีข้างหน้าซึ่งถือเป็น Strategic Plan ซึ่งทำขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย โดยปกติถ้าพูดถึงแผนยุทธศาสตร์แล้วจะแตกต่างจากแผนทั่วไป กล่าวคือ แผนยุทธศาสตร์ คือแผนที่กำหนดทิศทางของประเทศ หรือองค์กรที่ต้องดำเนินไปในอนาคตทั้งระยะสั้น กลาง และยาว

ในอดีต ประเทศไทยไม่เคยมีแผนยุทธศาสตร์ประเภทนี้ มีแต่แผน 5 ปีที่อยู่ภายใต้การดูแลของสภาพัฒน์ฯ แผนยุทธศาสตร์จะต้องเป็นแผนที่กำหนดเงื่อนเวลาครอบคลุม 20-30 ปีข้างหน้า ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำถือเป็นครั้งแรกที่พยายามให้ประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์ใน 20 ปี  เช่นเดียวกันกับหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ และประเทศอื่น ๆ

การทำแผนยุทธศาสตร์นี้ในแง่หลักการถือเป็นสิ่งที่ดีและควรทำเพราะจะทำให้องคาพยพทั้งหมดของประเทศรู้ทิศทางที่จะเดินไปสู่อนาคตเดียวกัน เหมือนกับการวางแผนกลยุทธ์ของคน ถ้าวางแผนระยะกลางระยะยาวตั้งแต่ตอนยังหนุ่มก็จะมีการเตรียมการรองรับช่วงวัยกลางคนและหลังเกษียณ มีการวาง Career Path และวางแผนการเงินล่วงหน้าเพื่อรองรับสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตแทนที่จะปล่อยไปตามยถากรรม

อย่างไรก็ตาม การวางแผนเป็นสิ่งที่ดี แต่การได้แผนที่ดีเป็นสิ่งที่ยากมาก ทั้งนี้ การทำแผนที่ดีนั้นจะต้องเป็นแผนที่สอดคล้องกับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง หมายความว่า คนที่ทำแผนต้องมี Mindset ในการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม การเมืองของโลกในช่วง 20-30 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันต้องเข้าใจจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองให้ตรงประเด็นเพื่อวางแผนทิศทางให้สอดคล้องกับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงและสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองทำได้หรือทำไม่ได้

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในระดับประเทศคือ ในช่วงสงครามเย็นสิ้นสุดปี 1989 ผู้นำของมาเลเซีย คือมหาเธร์ และนายโก๊ะ จ๊กตง นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์สามารถมีวิสัยทัศน์รู้ว่าจากจุดนั้นไปอีก 20-30 ปีข้างหน้า โลกจะเปลี่ยนจากระบบที่มัวพะวงกับความมั่นคงของสงครามเย็น (ปี 1945-1989) เมื่อระบบคอมมิวนิสต์ล่มสลาย ระบบโลกจะเปลี่ยนจากการเผชิญหน้าด้านความมั่นคงไปสู่การแข่งขันทางการค้า และแน่นอนปลาใหญ่ต้องกินปลาเล็ก

เพราะฉะนั้น หนึ่งในทิศทางเชิงกลยุทธ์ (Strategic Direction) ก็คือ ต้องผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มในลักษณะที่เหมือนกับประชาคมยุโรป หรือตลาดร่วมซึ่งเกิดจากเขตการค้าเสรีและพัฒนาไปสู่ตลาดร่วม และสิ่งที่สำคัญคือ การรวมกลุ่ม 10 ประเทศอาเซียนนั้นไม่เพียงพอ ต้องรวมกับอีก 4 ประเทศ คือ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและไต้หวัน

ดังนั้น หนึ่งในทิศทางแผนยุทธศาสตร์ของมาเลเซียปี 1990-2020 ก็คือ สิ่งเสริมการจัดตั้ง AFTA และ East Asia Economic Caucus (EAEC) ซึ่งกลายเป็น Asean+3 ในปัจจุบัน สิ่งที่ผู้นำทั้ง 2 มองต่อไปในอนาคตคือ เมื่ออาเซียนกลายเป็นเขตการค้าเสรี สิ่งที่ตามมาคือการจัด zoning ใหม่ เพราะเขตการค้าเสรีหมายถึง สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศอาเซียนจะไม่มีการเก็บภาษีศุลกากรและไม่มีการกำหนดโควตา ดังนั้นทิศทางของมาเลเซียคือ เลิกปลูกยางพารา เพราะจะแพ้ไทย และส่งเสริมการปลูกปาล์ม ปรับจากประเทศกสิกรรมเป็นอุตสาหกรรม ส่งเสริมการย้ายฐานการผลิต โลกจะเข้าสู่ยุค IT และจะต้องพัฒนาสู่ระบบดิจิตอล

สำหรับสิงคโปร์ แผนยุทธศาสตร์ 20-30 ปี คือ การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นระบบ Hi-end เป็นสังคมความรู้ พัฒนาตลาดการเงินให้เป็นสากล พัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นระดับโลก จากตัวอย่างดังกล่าว จะเห็นว่า องค์ประกอบความสำเร็จในการทำแผนจะขึ้นอยู่กับคนไม่กี่คนที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล การกำหนดแผนยุทธศาสตร์จะไม่ได้เป็นระบบประชาธิปไตย คือ เอาคนจำนวนมากมาช่วยคิด แต่อาศัยคนหยิบมือเดียวที่มีวิสัยทัศน์มาช่วยทำแผนและหาแนวทางเผยแพร่แผนนั้นให้กับประชาชนเพื่อให้เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป และแน่นอน ประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง มีผู้นำต่อเนื่อง เช่น กรณีของสิงคโปร์ มาเลเซีย ก็จะมีความต่อเนื่องในแผนที่กำหนดไว้ รัฐบาลบางช่วงอาจมีการปรับปรุงแก้ไขในบางประเด็นแต่สาระหลัก ๆ ยังคงอยู่

ในบางประเทศที่ไม่มีลักษณะของเสถียรภาพทางการเมือง กล่าวคือ มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แผนยุทธศาสตร์นั้นจะต้องอาศัยความสามารถในการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงและมีลักษณะ win-win ในกรณีดังกล่าว ไม่ว่าพรรคใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็มีความจำเป็นในการรักษาองค์ประกอบของทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่เขียนไว้อยู่ เช่น ในปี 1958 ภายใต้ประธานาธิบดีเดอ โกล ก็ได้มีการดำเนินทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ 2 ประการ คือ ปรับระบบการเมืองจากระบบรัฐสภาเป็นระบบกึ่งประธานาธิบดี และปรับนโยบายต่างประเทศโดยทิ้งระยะห่างจาก NATO และอเมริกา แล้วหันไปคบค้ากับจีนและสหภาพโซเวียตมากขึ้น เรียกระบบนี้ว่า Gaullism ปรากฏว่าทิศทางดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะฝ่ายซ้ายหรือขวาขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ต้องดำเนินตามทิศทางดังกล่าว กล่าวคือเป็นทิศทางที่ตรงกับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง และจุดแข็งจุดอ่อนของฝรั่งเศส และเป็นลักษณะ win – win จากตัวอย่างดังกล่าวนั้น เราอาจจะนำมาพิจารณาและวิเคราะห์แผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่รัฐบาลทำขึ้นได้ดังต่อไปนี้

ประการแรก แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะเป็นการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงที่สั้นมาก ไม่ได้มองไกลไปเกิน 5-6 ปี ยกเว้นเรื่องโครงสร้างประชากรที่เป็นที่รู้กันพอสมควรแล้ว หรือปัญหาโลกร้อน แต่สิ่งที่แผนดังกล่าวนี้ยังไม่ได้พูดถึงคือ ความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและภูมิภาคซึ่งในอนาคตจะมีการขยายตัวการรวมกลุ่มมากกว่านี้ ในยุทธศาสตร์ดังกล่าว ไม่ได้วางทิศทางเชิงกลยุทธ์เพื่อรองรับแต่จะจำกัดเฉพาะส่วนที่เห็นในปัจจุบัน คือ การพัฒนาของ RCEP หรือเรื่อง TPP หรือ APEC ก็ยังไม่มีมาตรการรองรับถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในช่วงศึกษาเรื่อง TPP แต่แม้ว่าเราจะเข้าหรือไม่เข้า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากการให้สัตยาบันจะมีมหาศาล แม้ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงนี้ก็จะเกิดขึ้นในภายหน้า เพราะโลกกำลังบีบให้มีการขยายตัวการรวมกลุ่มเพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน โลกในอนาคตจะแคบลง ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอาเซียน ละตินอเมริกา และแอฟริกาจะมีแต่ความแน่นแฟ้นขึ้น มาตรการที่จะรองรับทิศทางดังกล่าวก็ยังไม่มี หรือทิศทางในการรองรับจากสังคมที่เปลี่ยนจากปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ซึ่งเน้นเรื่อง IT มาสู่การปฏิบัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่เน้นเรื่อง IT ดิจิตอล Nano และ physical ก็ไม่มีการเตรียมตัวเพื่อรองรับ

ประการที่ 2 การทำแผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้นั้นลงรายละเอียดมากเกินไป ความจริงแผนยุทธศาสตร์ของประเทศหรือองค์กรจะเป็นการกำหนดทิศทางสำคัญเพียงไม่กี่ทิศทาง เราจะสังเกตว่า แผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานภาครัฐไทยจะมีลักษณะเหมือนวิทยานิพนธ์ กล่าวคือเป็นแผนที่ลงรายละเอียดมากเกินไป แผนที่ดีต้องทำเพื่อสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงเพียงไม่กี่ประเด็น ส่วนรายละเอียดก็ให้รัฐบาลแต่ละชุดเป็นคนกำหนด ถ้าทิศทางถูกต้อง ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องทำตาม เช่น การพัฒนาจาก RCEP ไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก หรืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ล้วนแต่เป็นทิศทางที่ใครเป็นรัฐบาลก็ต้องสานต่อแน่นอน เป็นต้น

ประการที่ 3 ไม่ควรมีกลไก เช่น องค์กรที่มีการดูแลแผนยุทธศาสตร์ขึ้นมาใหม่ และไม่ควรเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะในแง่การเมืองนั้นเราไม่สามารถบังคับให้รัฐบาลทำตามได้ ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะแก้ยากแค่ไหน ถ้ามีเสียงมากพอก็แก้ได้ และไม่สามารถรับประกันได้ว่าแผนนั้นจะเป็นแผนที่ดี เพราะฉะนั้น การมีองค์กรที่ดูแลเรื่องแผนยุทธศาสตร์และการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากจะทำไม่ได้แล้วยังสร้างแรงต่อต้าน ความจริงแล้วหน้าที่นี้เป็นของสภาพัฒน์ฯ ที่กำหนดทิศทางของประเทศ เพียงแต่ในอดีตกำหนดไว้สั้นเกินไป ดังจะเห็นได้ว่า บางรัฐบาลก็นำแผนมาใช้ บางรัฐบาลก็ไม่ แต่ถ้าเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่ดีแล้วก็จะมีการนำมาใช้ เพราะฉะนั้น การสร้างแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีที่มีทิศทางที่ถูกต้องอาจเป็นเพียงแค่การกำหนดทิศทางใหญ่ที่สอดคล้องกับโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงและมีลักษณะ win-win เราจะไม่ต้องกลัวเลยว่า รัฐบาลใหม่ ๆ จะไม่สนใจแผนยุทธศาสตร์นี้

โดยสรุป ผู้เขียนเชื่อว่า แผนยุทธศาสตร์นี้จะมีปัญหาในการนำไปปฏิบัติ ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาทางการเมือง อีกส่วนจะเป็นปัญหาจากการไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะระยะกลางและระยะยาว ซึ่งจะทำให้แผนดังกล่าวแทนที่จะเป็นแผน 20 ปี ก็จะกลายเป็นแค่แผน 5 ปี เหมือนแผนของสภาพัฒน์ฯ ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจที่มีผู้ไม่เห็นด้วยและต่อต้านแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาล แน่นอนส่วนหนึ่งเป็นฝ่ายค้านก็จะค้านทุกเรื่อง แต่ในส่วนเนื้อหาสาระ คนที่ชอบรัฐบาลก็ไม่เห็นด้วย เพราะมันมีจุดโหว่ตามที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์ไว้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การประชุมสุดยอด US-Asean

10626

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงวันจันทร์ – อังคารที่ผ่านมามีการประชุมสุดยอด US-Asean เป็นครั้งแรก ความจริงนั้น การประชุม US-Asean มีอยู่หลายกรอบ กรอบแรกคือ Asean กับ Dialogue Partner ซึ่งก็มีมานานแล้ว หรือกรอบการเจรจา East Asia Summit – การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS) ซึ่งมีทั้งหมด 18 ประเทศ ประกอบด้วย Asean + 6 รวมกับอเมริกาและรัสเซีย แต่ครั้งนี้ถือเป็นการประชุมสุดยอดอีกกรอบหนึ่ง คือ เป็นการประชุมสุดยอด US-Asean ซึ่งส่วนสำคัญคือเป็นการประชุม Asean ภายหลังที่บรรลุความเป็นประชาคมเศรษฐกิจ AEC 2015 ซึ่งเท่ากับว่า อาเซียนในทางเศรษฐกิจถูกมองถึงการมีอัตลักษณ์หนึ่งเดียว (Identity) และที่เห็นชัดคือ อเมริกามีการจัดตั้งทูตประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียนเป็นแห่งแรก การประชุมสุดยอด US-Asean ครั้งนี้จึงถือเป็นครั้งแรกหลังจากที่อาเซียน และอเมริกาได้ตกลงกันในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ความสำเร็จในการเป็นหุ้นส่วนยุทธ์ศาสตร์ระหว่างอาเซียนกับอเมริกามีปัจจัยเป็นตัวกระตุ้นทั้งฝั่งอเมริกาและอาเซียนด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

มุมมองจากอเมริกานั้น ปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นคือ

1. อเมริกาในภายหลังสงครามเย็นต้องการที่จะขยายอิทธิพลของตนเองทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ในด้านเศรษฐกิจนั้น อเมริกาได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการทำเขตการค้าเสรีจนถึงการรวมกลุ่มเป็นตลาดร่วมกับภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งโลก จะเห็นได้ว่าปี 1993 ประธานาธิบดีคลินตันได้เสนอให้ APEC พัฒนาไปสู่การเป็นประชาคมซึ่งในช่วงนั้นรัฐบาลมหาเธร์ไม่เห็นด้วย เพราะในช่วงนั้นมหาเธร์มีนโยบายต่อต้านอเมริกาและตะวันตก โดยมีนโยบาย Look East จนพัฒนากลายเป็น East Asia Economic caucus โดยรวมอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาเหลีใต้และไต้หวัน จนกลายเป็น Asean+3 ในทุกวันนี้ นโยบายของอเมริกาที่จะขยายความร่วมมือในลักษณะการก่อตั้งประชาคมกับประเทศต่าง ๆ ยังคงอยู่ในส่วนของเอเชียนั้น ยุทธศาสตร์ของอเมริกาก็คือ การใช้กรอบทั้งด้านทวิภาคี พหุภาคี โดยผ่าน EAS ซึ่งอเมริกาได้กลายเป็นสมาชิกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผ่านทาง APEC ซึ่งก็ยังไม่สำเร็จและผ่านทาง TPP ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในการสรุปข้อตกลง 12 ประเทศเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา เพียงแต่อยู่ในขั้นตอนของการรอลงสัตยาบัน ยุทธศาสตร์การเป็นหุ้นส่วนระหว่างอเมริกาและอาเซียนจึงเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศทางเศรษฐกิจ

prayut-obama-us-asean

2. การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลกซึ่งทำให้เกิดการขยายตัวของมหาอำนาจใหม่โดยเฉพาะจีนผนวกกับการขยายตัวการรวมกลุ่มในภูมิภาคต่าง ๆ อเมริกาซึ่งมีสถานะที่ไม่เข้มแข็งทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมืองเช่นในยุคสงครามเย็น กรอบนโยบายต่างประเทศในยุคนั้น นาย Bremer เรียกว่า Indispensible America ซึ่งหมายถึงการเป็นตำรวจโลกทั้งมิติเศรษฐกิจและการเมือง หลังสงครามเย็น อเมริกาอ่อนแอลง ในขณะที่เกิดการขยายตัวของอำนาจใหม่และการรวมกลุ่มในภูมิภาคต่าง ๆ อเมริกาจึงจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อรักษาการเป็นอภิมหาอำนาจ ในบริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หลักการในการดำเนินนโยบายต่างประเทศคือ การปรับปรุงประสิทธิภาพภายใต้ทรัพยากรที่ลดลงคือ การขยายเครือข่ายเพื่อเปิดตลาดใหม่ ภายใต้กรอบการจัดตั้งประชาคม (ตลาดร่วม) กับภูมิภาค ดังที่กล่าวมาในข้อ 1 โลกยุคหลังสงครามเย็นเป็นยุคที่เอเชียกำลังผงาด อาเซียนมีการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อเมริกาจึงต้องมีการเรียงลำดับความสำคัญของภาคพื้นต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เอเชียถือเป็นส่วนที่มีความสำคัญมาก ดังนั้นจึงกำเนิดแนวคิดที่ว่าด้วย “ตอกหมุดเอเชีย” (Asia Pivot) ซึ่งมีทั้งมิติทางเศรษฐกิจและการเมือง องค์ประกอบของการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่กล่าวถึงนี้คือการปรับดุลยภาพใหม่ (Rebalancing) กรอบการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่กล่าวถึงนี้ นาย Bremer เรียกว่า Money Ball America ซึ่งในทางปฏิบัติ Hillary Clinton ในสมัยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ เรียกว่า Smart Policy ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่าง Hard and Soft Policy

3. เป้าหมายในการ Rebalancing ส่วนหนึ่งคือการถ่วงดุลจีนทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง การเข้ามาใกล้ชิดการรวมกลุ่มกับ Asean จึงเป็น Logic ที่อยู่ในบริบทที่ว่านี้ อย่างไรก็ตาม ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ยังครอบคลุมมิติการเมืองและความมั่นคง อเมริกาต้องการที่จะใช้กรอบยุทธศาสตร์นี้ประสานแนวนโยบายในการถ่วงดุลจีนซึ่งหลายประเทศในอาเซียนมองว่าเป็นภัยคุกคาม โดยเฉพาะประเทศที่มีปัญหาทางด้านเขตแดนทางทะเลจีนใต้ ประกอบด้วย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม บรูไน มาเลเซีย ดังจะเห็นได้ว่า อเมริกาพยายามที่จะดึงประเทศเหล่านี้เพื่อพัฒนาไปสู่ Collective Security (ความมั่นคงรวมกัน) การรวมกลุ่มทางด้านความมั่นคงเพื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากประเทศที่ 3 ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับ SEATO ในอดีตและ NATO ในปัจจุบัน อเมริกาเน้นเรื่องเสรีภาพในการเดินเรือซึ่งก็มีเป้าหมายต่อต้านการที่จีนขยายขอบเขตภายใต้ 9 – dash zone ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประเทศอาเซียนโดยเฉพาะฟิลิปปินส์ ได้มีการร้องต่อศาลโลกซึ่งได้มีการรับไว้พิจารณาแต่ยังไม่ได้ตัดสิน อเมริกาได้เน้นหลักการที่ว่าด้วยการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งลึก ๆ หมายความว่า จีนควรเคารพต่อทั้งกฎหมายและยอมรับคำตัดสินของศาลโลกในอนาคต ภายใต้กรอบความมั่นคงนี้ อเมริกายังเน้นความร่วมมือกับอาเซียนในการต่อต้านการก่อการร้ายในด้านความมั่นคงของมนุษย์ การส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานทั้งในด้านสิทธิมนุษยชนและอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นอาวุธในการถ่วงดุลจีน และเป็นเหตุผลในการนำไปสู่ข้อตกลง TPP ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่อเมริกาพยายามเชิญชวนอาเซียนซึ่งยังมีอีก 6 ประเทศทีไม่ได้เป็นสมาชิก TPP ให้เข้าร่วมเป็นสมาชิก อีกทั้งมีการเตรียมกลไกในการที่จะให้ประเทศอาเซียนมีการปรับตัวเพื่อเข้า TPP ไทยจึงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเป้าหมายที่อเมริกาเล็งไว้ นอกเหนือจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ซึ่งต่างสนใจเข้าร่วม TPP

leaders24

ในฝั่งอาเซียน ปัจจัยที่นำไปสู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับอเมริกาคือ

1. เป็นการขยายขอบเขตการค้าการลงทุน ทั้งนี้เพราะอเมริกามีวามสำคัญทั้งในด้านการค้าและการลงทุนของอาเซียน อีกทั้งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงจากการที่อาเซียนมีการพึ่งพาจีนมาเป็นพิเศษทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยว

2. หลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศที่มีปัญหาความมั่นคงที่เกี่ยวกับทะเลจีนใต้ต้องการให้อเมริกาเข้ามามีบทบาทเพื่อถ่วงดุลจีน

3. สิ่งที่อาเซียนจะได้จากอเมริกามีลักษณะเป็น win-win ซึ่งต้องพึ่งพากันและกัน เช่น การปราบปรามการก่อการร้าย การพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทั้งในด้านการค้า สินค้า บริการ และเงินทุน ตลอดจนการพัฒนาร่วมกันด้านนวัตกรรมและผู้ประกอบการ เป็นต้น

โดยสรุป การประชุมสุดยอด US-Asean ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นภายใต้กรอบความเป็นหุ้นส่วนระหว่าง Asean และอเมริกา และถือเป็นมิติหนึ่งของการจัดระเบียบทั้งของภูมิภาคและของโลก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น