50 ปีอาเซียน

1

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

อาเซียนกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1967 อันเป็นผลมาจากการประชุมระหว่างประเทศสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ จากการแถลงการณ์ปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) อันเป็นการริเริ่มและเสนอโดยอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายถนัด คอมันตร์ เป้าหมายในการจัดตั้งอาเซียนคือการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองตลอดจนการแก้ไขข้อขัดแย้งและส่งเสริมสันติภาพระหว่างประเทศสมาชิกและในภูมิภาค ในปี ค.ศ. 1984 บรูไนซึ่งเพิ่งประกาศเอกราชได้เข้ามาเป็นประเทศสมาชิกประเทศที่ 6 ของอาเซียน หลังการสิ้นสุดสงครามเย็นมี 4 ประเทศเข้ามาเป็นสมาชิกของอาเซียนอันประกอบด้วย เวียดนามได้เข้ามาเป็นสมาชิกในปี ค.ศ. 1995 พม่าและลาวได้เข้ามาเป็นสมาชิกในปี ค.ศ. 1997 และกัมพูชาได้เข้ามาเป็นสมาชิกในปี ค.ศ. 1999 ในปัจจุบันประเทศสมาชิกของอาเซียนมีทั้งหมด 10 ประเทศ

พัฒนาการของอาเซียนจนถึงปัจจุบันอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ยุค ยุคแรกคือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967-1992 และยุคที่ 2 คือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 อันเป็นปีของการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนจนถึงปัจจุบัน

ในยุคแรกนั้นความสัมพันธ์ในทางเศรษฐกิจระหว่าประเทศอาเซียนจะเป็นไปอย่างหลวม ๆ ภายใต้กรอบ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (economic cooperation)” ตามคำนิยามของ Paul Reuter กล่าวคือเป็นความสัมพันธ์ที่แต่ละประเทศยังคงรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ความร่วมมือดังกล่าวจะมีลักษณะที่ประเทศสมาชิกมีสถานภาพเหมือนประเทศสมาชิก GAT ในสมัยนั้นคือเสียภาษีนำเข้าเท่ากับอัตราภาษีของประเทศซึ่งได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (MFN rate) อย่างไรก็ตามในปลายทศวรรษ 1980s อาเซียนมีความร่วมมือกันมากขึ้นภายใต้กรอบเขตลดอัตราภาษีศุลกากร (preferential zone) (ลักษณะนี้นับตั้งแต่รอบอุรุกวัยมีผลบังคับจะทำไม่ได้อีกต่อไปเนื่องจากขัดกับหลักการ MFN) นั่นหมายความว่าในช่วงทศวรรษ 1980s ประเทศอาเซียนจะเสียภาษีต่ำกว่า MFN rate ในด้านการเมือง

ในยุคแรกจะมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับการกำหนดท่าทีร่วมกันโดยเฉพาะในเวทีสหประชาชาติเพื่อต่อสู้และถ่วงดุลประเทศคอมมิวนิสต์โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเวียดนาม

ในยุคที่ 2 อันเป็นยุคหลังสงครามเย็น (Post-Cold War) ซึ่งเป็นยุคที่คอมมิวนิสต์ล่มสลาย นำไปสู่การรวมกลุ่มในทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้น ในกรอบของเศรษฐกิจนั้นจากการริเริ่มและข้อเสนอของอดีตนายกนายอานันท์ ปันยารชุนนำไปสู่ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนในปี ค.ศ. 1992 และมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี ค.ศ. 1993 การเกิดข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนจึงเป็นการรวมกลุ่มที่เข้มข้นอันดับแรกในกรอบ “การบูรณาการทางเศรษฐกิจ (Economic Integrations)” ภายใต้กรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรีหมายความว่าประเทศสมาชิกจะเสียอธิปไตยในการเก็บภาษีนำเข้าและโควตา เพราะจะไม่มีภาษีนำเข้าและโควตา ผลพวงของการขยายตัวของอาเซียนจึงนำไปสู่การประชุมสุดยอด 10 ประเทศอาเซียนในปี ค.ศ. 2003 ที่บาหลีภายใต้กรอบปฏิญญาบาหลี (Bali Concord) อันนำไปสู่การจัดตั้งประชาคมอาเซียน (Asean communities) ซึ่งประกอบด้วย 3 ประชาคมคือประชาคมความมั่นคง ประชาคมสังคมและวัฒนธรรม และประชาคมเศรษฐกิจ (AEC) โดยได้มีการกำหนดเงื่อนไขเวลาบรรลุทั้งสามประชาคมไว้ที่ปี ค.ศ. 2020 ในปี ค.ศ. 2007 จากการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ด้วยปฏิญญาเซบู ผู้นำ 10 ประเทศได้ตกลงให้ย่นเวลาจากปี ค.ศ. 2020 มาเป็นปี ค.ศ. 2015 อันเป็นที่มาของ AEC 2015 นั่นเอง

ในกรอบของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2015 หมายความว่าประเทศสมาชิก 10 ประเทศจะเข้าสู่การเป็นเขตการค้าเสรีอย่างเต็มที่ในลักษณะไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าและโควตา ในกรณีของไทยมีการทำข้อสงวนสำหรับสินค้า 4 ประเภทคือ กาแฟ ไม้ดอก มันสำปะหลังและมะพร้าวแห้ง มาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์สงวนข้าวและมาเลเซียเพิ่มน้ำตาลด้วย ในกรอบของ AEC 2015 บริการ 5 ประเภทจะให้ประเทศสมาชิกถือความเป็นเจ้าของ 70% ภายใต้เสรีการบริการได้แก่ ไอที ท่องเที่ยว สุขภาพ การบินและโลจิสติก กรอบเสรีแรงงานมี 8 ประเภทได้แก่ หมอ พยาบาล ทันตแพทย์ การสำรวจ วิศวกร สถาปนิก บัญชีและท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีเสรีการลงทุนคือให้บริษัทประเทศสมาชิกถือครองได้ 70% ของการลงทุนในด้านเกษตรและอุตสาหกรรมรวม 7 ประเภทและเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุนภายใต้กรอบ AEC 2015 ยังหมายถึงความร่วมมือในด้าน E-Asean ในด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานอันนำไปสู่สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (IMT-GT) และกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) กรอบ AEC 2015 ยังนำไปสู่การบูรณาการกับต่างประเทศภายใต้กรอบ Asean+3 และ Asean+6 และพัฒนาเป็น RCEP อย่างไรก็ตามในปลายปี ค.ศ. 2015 ในการประชุมสุดยอดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ผู้นำ 10 ประเทศได้กำหนดวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2025 ซึ่งครอบคลุม 3 ประชาคม ในกรณีของ ประชาคมเศรษฐกิจ (AEC) ทิศทางในปี ค.ศ. 2025 คือการเปิดเสรีสินค้าและบริการให้ลุ่มลึกมากขึ้นโดยขจัดอุปสรรค (NTB) ด้วยการปรับมาตรฐานสินค้าให้ใกล้เคียงกัน ปรับกฎระเบียบเพื่อให้การเคลื่อนย้ายรวดเร็วขึ้น ภายใต้ AEC 2025 ก็จะมีการเป็นเสรีการลงทุนและบริการที่หลากหลายมากขึ้น

ในส่วนความร่วมมือในกรอบความมั่นคง อาเซียนคงจะทำได้ในขอบเขตหนึ่ง แต่การที่ 10 ประเทศจะร่วมมือเป็นเอกภาพและมั่นคงนั้นคงจะทำได้ยาก ถ้าพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า 4 ประเทศอาเซียนอันประกอบไปด้วย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและบรูไนซึ่งขัดแย้งกับจีนเรื่องหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ ประเทศเหล่านี้คงจะไม่ไว้ใจจีน ความจำเป็นในการพึ่งญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาจึงเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าในกรอบของประชาคมความมั่นคงอาเซียนคงจะขยายความร่วมมือในขอบเขตที่จำกัด ในกรอบของประชาคมวัฒนธรรมและสังคมเป็นความร่วมมือในด้านการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านอุทกภัยและอื่น ๆ

โดยสรุป 50 ปีอาเซียนนั้น 10 ประเทศสมาชิกได้มีการพัฒนาความเข้มข้นในการรวมกลุ่มเศรษฐกิจจนถึงระดับตลาดร่วมหรือระดับประชาคมเศรษฐกิจ แต่ยังไม่สมบูรณ์ซึ่งจะต้องพัฒนาต่อไปหลัง 2025 แต่ในด้านการเมือง ความร่วมมือจะจำกัดทั้งการประสานนโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ นอกจากนี้ในกรอบของโครงสร้างองค์กร อาเซียนยังมีความร่วมมืออย่างหลวมในกรอบของความร่วมมือระหว่างรัฐ (intergovernmental organization) ซึ่งต่างจากในยุโรปที่รวมตัวกันในกรอบขององค์การเหนือชาติ (Supranational organization)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปรัชญากับการเมือง

1

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ชัยชนะของประธานาธิบดีมาครงของฝรั่งเศสทั้งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งทั่วไปที่ทำให้พรรค en march ซึ่งเพิ่งก่อตั้งได้ประมาณ 1 ปีสามารถคว้าชัยชนะมีเสียงข้างมากในรัฐสภาของฝรั่งเศสซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 อันเป็นยุคของสาธารณรัฐที่ 5 ในปัจจุบัน ชัยชนะทางการเมืองของนายมาครงซึ่งเป็นประธานาธิบดีที่มีอายุเพียง 39 ปีและเป็นประธานาธิบดีที่มีอายุน้อยที่สุดในรอบ 200 ปี มีสิ่งที่น่าสนใจและน่าศึกษาคือนายมาครงได้นำวิชาปรัชญามาใช้ในการหาเสียงและสร้างความนิยมให้ตนเองในทางการเมือง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือนายมาครงได้เชื่อมโยงแนวคิดด้านปรัชญาเข้ามาเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการเมืองจนประสบความสำเร็จจึงเป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงอย่างน่าสนใจระห่างปรัชญากับการเมือง

นายมาครงในอดีตตอนเรียนมหาวิทยาลัย Science Pol ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความโดดเด่นด้านรัฐศาสตร์และในช่วงนั้นเขาได้มีโอกาสเรียนปรัชญากับศาสตราจารย์ที่โด่งดังระดับโลกคือ Paul Ricoeur และเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิที่ผูกพันและติดตาม Paul Ricour อย่างใกล้ชิด

2

Paul Ricoeur

Paul Ricoeur เป็นนักปรัชญาที่เน้นหลักปรัชญา “Hermeneutics” ซึ่งหมายถึงศาสตร์แห่งการตีความเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับภาษาศาสตร์และเชื่อมโยงกับด้านศาสนาและหลักปรัชญาแห่งชีวิต

ปรัชญา Hermeneutics ในระยะแรกเป็นการตีความศาสนากล่าวคือเป็นการตีความไบเบิลหรือเอกสารคำสอนของศาสนาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ จูดายหรืออิสลาม แต่ต่อมาศาสตร์นี้ได้ขยายไปสู่การตีความวรรณคดีและศาสตร์แห่งฆารวาสซึ่งเรียกว่า secular hermeneutics โดยผู้จุดประกายในศาสตร์นี้คือ Martin Heidegger และ Paul Ricoeur ถือเป็นหนึ่งในนักปราชญ์ที่อยู่ในสายนี้

แนวคิดทางปรัชญาที่สำคัญของ Paul Ricoeur ส่วนหนึ่งจะศึกษาได้จากหนังสือของเขาชื่อ Soi-même comme un autre ซึ่งแปลว่าตัวเราและคนอื่น แนวคิดที่สำคัญของ Paul Ricoeur คือตัวเราเอง (oneself) ความสัมพันธ์ของ self คือไม่มีอัตลักษณ์ อัตลักษณ์ของเรามาจากคนอื่น

พูดง่าย ๆ คือ นาย ก. รูปร่างเตี้ยและนิสัยดีซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของ นาย ก. สิ่งที่ต้องคิดคือถ้าไม่มีคนอื่นที่สูงหรือนิสัยไม่ดี คำว่าเตี้ยและนิสัยดีย่อมไม่ปรากฏ ดังนั้นเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ของแต่ละคนจึงเกิดขึ้นมาจากคนอื่นโดยแท้ แนวคิดความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนอื่นนำไปสู่การสร้างสัญลักษณ์ (symbol) และสัญลักษณ์จะนำไปสู่การสร้างเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของแต่ละคน คำว่าเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของเรานอกจากมาจากคนอื่นดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วยังเป็นส่วนหนึ่งซึ่งทำให้คนอื่นรับรู้ (perception) ในความเป็นอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของเราเอง


เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของเราที่คนอื่นรับรู้จึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์ซึ่งจะมีผลต่อพฤติกรรมความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนอื่น เช่น การที่คนคิดว่าเราดี คนส่วนหนึ่งก็จะมองเราว่าน่าคบ ดังนั้นการสร้างอัตลักษณ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกของอัตลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับคนอื่นจึงมีผลต่อการพัฒนาแนวคิดของคนอื่นและจากจุดนี้เองนายมาครงก็ใช้การสร้างเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ดังกล่าวเพื่อสร้างกระแสความนิยมจนได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งในรัฐสภาในเดือนต่อมา

ในการแข่งขันชิงชัยทางการเมืองของนายมาครง เขารู้ว่าจุดอ่อนของเขาคืออายุน้อยและไม่มีประสบการณ์ที่ยาวนาน (เขาเป็นรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจอยู่ประมาณ 2 ปีภายใต้ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลอง) ขณะเดียวกันสิ่งที่เขาเป็นว่าเป็นโอกาสทางการเมืองคือประชาชนฝรั่งเศสกำลังเบื่อหน่ายกับระบบการเมืองแบบเก่าและพรรคการเมืองแบบเก่า ประชาชนกำลังมองว่าฝรั่งเศสกำลังตกต่ำทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ส่งผลให้คะแนนนิยมของฝ่ายขวาจัดเพิ่มขึ้นอย่างน่าเกรงขาม ฝรั่งเศสเผชิญกับการก่อการร้ายและผู้ลี้ภัย อีกทั้งสหภาพยุโรปกำลังเผชิญกับการท้าทาย ส่วนหนึ่งคือ Brexit และอีกส่วนหนึ่งคือการขึ้นมาของพรรคขวาจัดและซ้ายจัดที่ต้องการออกจากสกุลเงินยูโรหรือต้องการออกจากสหภาพยุโรป

สัญลักษณ์ทางการเมืองแรกที่นายมาครงสร้างขึ้นมาให้เกิดการรับรู้ต่อประชาชนฝรั่งเศสคือการประกาศชัดว่าเขาไมได้อยู่ในพรรคการเมืองใดไม่ว่าขวากลางหรือซ้ายกลาง แม้เขาจะเป็นรัฐมนตรีของนายออลองผู้นำพรรคสังคมนิยมแต่เขาก็ทำตัวนอกคอก เช่น เน้นนโยบายทางขวาทั้ง ๆ ที่พรรคสังคมนิยมเป็นพรรคซ้าย เน้นเรื่องของการปรับปรุงระบบกฎหมายแรงงานเพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของกิจการมีความคล่องตัวในการรับคนและไล่คนออกได้สะดวกขึ้น มาจาการนี้มีเป้าหมายสำคัญคือเสริมสร้างศักยภาพของการแข่งขันโดยการปรับปรุงประสบการณ์ของแรงงาน นายมาครงยังได้ปรับปรุงอีกด้านคือเพิ่มสวัสดิการแรงงานซึ่งเป็นนโยบายฝ่ายซ้าย

สัญลักษณ์ที่สองที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนฝรั่งเศสตีความและเข้าใจถึงอัตลักษณ์ของนายมาครงคือการเน้นการปฏิรูปขนานใหญ่ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม วิธีการสร้างสัญลักษณ์ดังกล่าวคือเขาได้เขียนหนังสือชื่อ La Revolution ซึ่งอธิบายประวัติที่ไม่เหมือนใครของเขาและแนวนโยบายในการปฏิรูปฝรั่งเศสทุกมิติชนิดที่เรียกว่าการปฏิวัติคามที่เขาได้ตั้งชื่อหนังสือไว้

สัญลักษณ์ประการที่สามคือการตั้งพรรค La République En Marche ซึ่งแปลว่าการเดินหน้าต่อไปเป็นการส่งสัญลักษณ์แสดงตัวตนของนายมาครงว่าจะสร้างฝรั่งเศสให้รุกคืบไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

สัญลักษณ์ทั้งสามประการคือการสื่อถึงคนฝรั่งเศสว่าคนๆ นี้เป็นคนนอกคอก จริงจังและต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเพื่อสร้างชาติฝรั่งเศสให้รุ่งเรือง ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผลคือนายมาครงได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่งนาง Le Pen จากพรรคขวาจัดอย่างทิ้งห่าง อย่างไรก็ตามนายมาครงรู้ดีว่าเขาต้องเผชิญกับศึกหนักเพราะจะต้องมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนมิถุนายน พรรคที่เขาเพิ่งตั้งคือพรรค LR En Marche จำเป็นต้องได้ที่นั่งเสียงข้างมากในสภาล่างซึ่งเป็นสิ่งที่ยากเย็นเพราะยังไม่เคยปรากฏในการเมืองฝรั่งเศสมาก่อนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 เป็นต้นมา ช่วงเวลาประมาณหนึ่งเดือนหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีถึงการเลือกตั้งทั่วไป นายมาครงได้เพิ่มสัญลักษณ์ทางการเมืองสามประการ ประการแรกคือการเข้าไปพบนายกรัฐมนตรีแมร์เคิลซึ่งมีอายุและประสบการณ์ทางการเมืองมากกว่าและเป็นผู้นำของสหภาพยุโรป การพบกันครั้งนี้สาระสำคัญคือนางแมร์เคิลยอมรับการเป็นผู้นำของนายมาครงโดยจะมีการร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเยอรมนีกับฝรั่งเศสในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับสหภาพยุโรป

ประการที่สองคือเขาได้แสดงความเป็นผู้นำในการประชุมสุดยอด NATO ที่กรุงบรัสเซิล สัญลักษณ์คือการจับมือกับประธานาธิบดีทรัมป์ เขาบีบมือทรัมป์และจับมือเหนือมือของทรัมป์เพื่อแสดงว่านี่คือผู้นำของฝรั่งเศสซึ่งยิ่งใหญ่และอยู่เหนือสหรัฐอเมริกาของทรัมป์

ประการที่สามคือเขาได้เชิญประธานาธิบดีปูตินมาพบกันที่พระราชวังแวร์ซาย การเลือกพระราชวังแวร์ซายเป็นที่พบกันเพราะพระราชวังแวร์ซายเป็นที่ที่พระเจ้าหลุยส์ของฝรั่งเศสและพระเจ้าปีเตอร์มหาราชของรัสเซียเคยพบกันมาก่อนอันเป็นการแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศสและรัสเซียและสันติภาพระหว่างสองประเทศ การจัดการประชุมดังกล่าวนายมาครงต้องการแสดงสัญลักษณ์ถึงปูตินว่าถึงเวลาสร้างสันติภาพระหว่างฝรั่งเศสกับรัสเซียอีกครั้ง

การสร้างสัญลักษณ์สามประการทำให้คนอื่น (autres) ซึ่งก็คือประชาชนฝรั่งเศสได้เข้าใจว่าอัตลักษณ์ของนายมาครงในทำนองว่าเป็นคนฉลาด มีวุฒิภาวะมีความแน่วแน่และสามารถที่จะเผชิญหน้ากับนักการเมืองที่มีประสบการณ์และประเทศที่ยิ่งใหญ่ระดับเดียวกันได้ ผลของการส่งสัญลักษณ์ดังกล่าวทำให้คนฝรั่งเศสมองข้ามจุดอ่อนด้านอายุและประสบการณ์และเชื่อว่านี่คือคนที่ฉลาด มีความแน่วแน่และมีความสง่าในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับฝรั่งเศสอีกครั้ง อาจกล่าวได้ว่านายมาครงได้ใช้ปรัชญา hermeneutic ในการสร้างแบรนด์ให้กับตัวเองได้สำเร็จหรือเรียกให้ตรงกับบริบทในตอนนี้ก็คือความสำเร็จของนายมาครงคือความสำเร็จของ startup ในตลาดการเมืองนั่นเอง

ปรัชญาเป็นสาขาวิชาที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นการสร้างความรู้ลอย ๆ แต่จริง ๆ แล้วมีประโยชน์มหาศาลเพราะสามารถเอามาปรับใช้กับชีวิตทุกมิติ นายมาครงเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำเอาปรัชญาการตีความ (hermeneutics) มาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรมทางการเมือง ความจริงการปฏิรูปการศึกษาไทยควรจะให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนปรัชญาด้วยเข่นกัน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การประชุมสุดยอด G20

38261467-B8D4-49B6-A2A6-A1F33EBEB379_cx0_cy3_cw0_w1023_r1_s

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในวันที่ 7 และ 8 กรกฎาคมนี้จะมีการประชุมสุดยอด G20 ที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ในการประชุมนี้ถือว่าสำคัญอย่างมากเนื่องจากเป็นการประชุมที่จะแสดงถึงลักษณะการประลองกำลังระหว่างมหาอำนาจซึ่งเป็นพันธมิตรมาอย่างแนบแน่นนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นคือสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก

สหรัฐอเมริกากับกลุ่มประเทศยุโรปมีความสัมพันธ์กันหลายระดับตั้งแต่เรื่องขององค์การ OECD G7 และ NATO ใน NATO เองก็จะมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 28 ประเทศ ใน 28 ประเทศนี้จะมีสมาชิกของสหภาพยุโรป 22 ประเทศส่วนอีก 6 ประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปแต่ไม่ได้เป็นสมาชิก NATO คือไอร์แลนด์ สวีเดน ออสเตรีย ฟินแลนด์ มอลตาและไซปรัส

โครงสร้างของ NATO แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศในยุโรปส่วนใหญ่และสหรัฐอเมริกาและกรอบของกลุ่มประเทศในยุโรปนั้นนับตั้งแต่ข้อตกลงมาสทริชต์ในปีค.ศ. 1993 เป็นต้นมา หนึ่งในเสาหลักของสหภาพยุโรปคือการประสานความร่วมมือในกรอบของนโยบายความมั่นคงและนโยบายการต่างประเทศซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงในการที่กลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปต้องการความเป็นเอกภาพในด้านนโยบายความมั่นคงและนโยบายการต่างประเทศ

ส่วนหนึ่งเป็นการถ่วงดุลกับสหรัฐอเมริกา (แม้จะเป็นพันธมิตรในกรอบของ NATO) อีกส่วนหนึ่งต้องการขยายอำนาจทางการเมืองในเวทีโลก NATO นั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1949 ในฐานะองค์การแห่งความร่วมมือที่เรียกว่า collective defence กล่าวคือเป็นการร่วมมือเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอกโดยเฉพาะมาตรา 5 ของสนธิสัญญา NATO ที่กำหนดว่าถ้าประเทศใดถูกคุกคามประเทศสมาชิกอื่นจะต้องให้ความช่วยเหลือ มาตราดังกล่าวสร้างความมั่นใจให้กลุ่มประเทศในยุโรปตะวันตกในยุคของสงครามเย็นว่า ถ้ามีภัยคุกคามจากประเทศคอมมิวนิสต์ สหรัฐอเมริกาก็จะให้ความช่วยเหลือ NATO จึงมีส่วนสำคัญในการป้องปรามสงครามเพราะเป็นองค์กรแห่งการถ่วงดุลและช่วยเหลือรักษาสันติภาพและความมั่นคงให้กับยุโรป แม้ทุกวันนี้สงครามเย็นจะสิ้นสุดไปแล้ว แต่ภัยคุกคามต่อยุโรปและ NATO คือรัสเซีย

ในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่หลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีผู้นำแสดงท่าทีที่มีลักษณะไม่เป็นมิตรกับกลุ่มประเทศยุโรป ท่าทีดังกล่าวทรัมป์ได้แสดงออกมาในลักษณะโจมตีว่า NATO ล้าสมัย ข่มขู่กลุ่มประเทศยุโรปว่าถ้าไม่มีการเพิ่มงบประมาณด้านการทหารให้ได้ 2% ของ GDP ตามที่ได้มีการตกลงกันไว้ในปี ค.ศ. 2014 ก็จะถอนทหารออกจากยุโรป นอกจากนั้นยังสนับสนุน BREXIT ซึ่งเท่ากับสนับสนุนการแตกตัวของสหภาพยุโรป แม้ว่าในระยะหลังทรัมป์ได้แสดงท่าทีสนับสนุน NATO ไม่ว่ารัฐมนตรีกลาโหมหรือรัฐมนตรีการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาต่างก็ยืนยันว่าสหรัฐอเมริกายังเป็นพันธมิตรกับสหภาพยุโรปและความผูกพันของสหรัฐอเมริกาต่อมาตรา 5 ของ NATO อย่างไรก็ตามในการประชุม mini-summit ของ NATO เมื่อเดือนที่ผ่านมาในกรุงบรัสเซิลปรากฏว่ากลุ่มประเทศยุโรปที่เป็นสมาชิก NATO ต่างรอคอยให้ทรัมป์แสดงท่าทียืนยันความผูกพันกับมาตรา 5 ซึ่งทรัมป์ก็ไม่ได้พูด สร้างความแคลงใจและความไม่แน่ใจในเรื่องความผูกพันของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อ NATO

ท่าทีของสหรัฐอเมริกาต่อ NATO และสหภาพยุโรปได้สร้างแรงกระเพื้อมอย่างไม่เคยมีมาก่อน กล่าวคือภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแมคร์เคิลของเยอรมนีและประธานาธิบดีมาครงของฝรั่งเศสเป็นหัวหอกในการแสดงท่าทีในการเผชิญหน้ากับสหรัฐอเมริกานั่นคือยุโรปได้กำหนดท่าทีในการพัฒนาแสนยานุภาพทางการทหารในกรอบของสหภาพยุโรปและกำหนดนโยบายความมั่นคงและนโยบายการต่างประเทศให้แนบแน่นมากขึ้น ท่าทีของทรัมป์ทำให้ยุโรปเริ่มตื่นตัวและเห็นได้ชัดว่ายุโรปควรจะต้องพึ่งตนเองมากขึ้นและยุโรปก็มีแสนยานุภาพในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงได้เอง

ในการประชุมสุดยอด G20 คงได้เห็นท่าทีที่จะแสดงออกถึงการเผชิญหน้า (ท่าทีที่ต่างกัน) ระหว่างกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา อนึ่งกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปใน G20 มีเพียงเยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ และอิตาลี โดยสเปนซึ่งแม้ไม่ได้เป็นสมาชิก G20 โดยตรงแต่ก็ถือเป็นสมาชิกถาวรของ G20 และนอกจากนี้ยังมีเนเธอร์แลนด์เป็นแขกรับเชิญของเยอรมนีในฐานะเจ้าภาพ

ในการประชุมสุดยอด G20 กลุ่มผู้นำที่เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปคงรอคอยว่าทรัมป์จะแสดงออกถึงความผูกพันของสหรัฐอเมริกากับมาตรา 5 หรือไม่ ประเด็นการเผชิญหน้าของสหรัฐอเมริกาและยุโรปในการประชุมสุดยอด G20 คือปัญหาการกีดกันทางการค้า ทรัมป์โจมตีเยอรมนีเรื่องการเกินดุลการค้า โดยโจมตีว่าเยอรมนีเป็นประเทศที่เลวทำให้นายกรัฐมนตรีแมร์เคิลไม่พอใจ ดังจะเห็นได้ว่าในการพบกันระหว่าง 2 ผู้นำที่ผ่านมามีท่าทีเย็นชา ในการประชุมสุดยอด G20 นี้สหรัฐอเมริกาและยุโรปคงจะมีท่าทีที่ต่างกันในส่วนการค้า สหรัฐอเมริกาสนับสนุนการกีดกันทางการค้า ต่อต้านโลกาภิวัตน์และต่อต้านการรวมกลุ่ม ในขณะที่ยุโรปสนับสนุนการรวมกลุ่มและสนับสนุนตลาดเสรีซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากจีน ญี่ปุ่นและแคนาดาเพราะทางสหภาพยุโรปได้ทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับแคนาดา (CETA) เรียบร้อยแล้วและจะทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับญี่ปุ่นในไม่ช้า อีกท่าทีของยุโรปกับสหรัฐอเมริกาใน G20 คือท่าทีจากข้อตกลงปารีส ในขณะที่ทรัมป์ถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสสหภาพยุโรปและจีนก็แสดงตัวตรงข้ามและเป็นหัวหอกในการสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าวในเรื่องการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทรัมป์ได้รับความพอใจและเป็นโอกาสในการแสดงท่าทีตอบโต้ยุโรปคือก่อนการประชุมสุดยอด G20 ทรัมป์ได้มีการประชุมสุดยอดกับ 12 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปซึ่งอยู่ฝั่งทะเลอะเดรียติก ทะเลบอลติกและทะเลแบล็คซี การประชุมสุดยอดนี้ชื่อว่าการประชุมสุดยอดสามทะเล (Three Seas Initiative) การประชุมดังกล่าวเป็นการริเริ่มของประเทศโปแลนด์และโครเอเชียโดยมีเป้าหมายส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่าง 12 ประเทศดังกล่าวกับสหรัฐอเมริกา (ในการประชุมนี้ออสเตรียซึ่งเป็นสมาชิกในกรอบนี้ไม่ได้เข้าประชุม) Three Seas Initiative เป็นกรอบความร่วมมือของ 12 ประเทศที่เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปโดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างความเชื่อมโยง (connectivity) ในการสร้างสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานระหว่างยุโรปเหนือกับยุโรปใต้ ทั้งนี้การเชื่อมโยงในยุโรปปัจจุบันเป็นการเชื่อมโยงหระว่างยุโรปตะวันออกซึ่งเป็นประเทศที่เล็กกว่ากับยุโรปตะวันตก เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี การประชุมของทรัมป์ในกรอบ 3 ทะเลสร้างความมั่นใจให้ทรัมป์ว่าเขามีพันธมิตรในยุโรปเช่นกัน

อาจสรุปได้ว่าในการประชุมสุดยอด G20 สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือท่าทีของสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศยุโรปว่าจะแสดงออกมาอย่างไร โดยดูได้จากประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลง ระเบียบโลกหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังถูกแรงกดดันให้มีการปรับตัวและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยมีมาก่อน


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

รำลึกวิกฤตต้มยำกุ้ง

2

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ถือเป็นวันครบรอบ 20 ปีวิกฤตที่เริ่มเกิดในประเทศไทยและขยายไปทั่วภูมิภาคอันเป็นที่รู้จักในชื่อวิกฤตต้มยำกุ้ง

สิ่งที่น่าสนใจคือวิกฤตดังกล่าวได้ให้บทเรียนแก่ไทยและประเทศอื่นในการป้องปรามหรือแก้ไขวิกฤตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในประวัติศาสตร์นั้นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกก็เพื่อเข้าใจหรือป้องปรามไม่ให้เกิดขึ้นอีก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่เหมือนกันสักทีเดียว ยิ่งเรากำลังเข้าสู่ยุคดิจิตอลและการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดำเนินไปในอัตราเร่งและมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นเสมอจนเรียกว่ายุคของ disruptive innovation นั่นหมายความว่าอะไรที่เกิดขึ้นในอดีตอาจใช้เป็นเครื่องมือในการมองอนาคตไม่ได้หรือได้เพียงบางส่วนเท่านั้น การเรียนรู้วิกฤตต้มยำกุ้งจึงต้องปรับให้เข้ากับความเข้าใจใหม่ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็วและไม่ซ้ำรอยเก่าหรืออาจจะเกิดการซ้ำรอยเก่าแค่บางส่วน

วิกฤตต้มยำกุ้งเกิดขึ้นในวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 เมื่อรัฐบาลในยุคนั้นคือยุคของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธได้มีการปล่อยค่าเงินบาทลอยตัวจากที่เคยกำหนดไว้ที่ 26 บาทต่อดอลลาร์มาเป็นเวลานานหลายปี ผลก็คือปลายปี ค.ศ. 1997 ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงถึง 50 บาทต่อดอลลาร์และนำไปสู่การล่มสลายของเศรษฐกิจไทยและส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยค่าเงินบาทลอยตัวเพราะในช่วงนั้นคือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 เงินสำรองระหว่างประเทศของไทยมีระดับต่ำกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น จะเห็นได้ว่าในปี ค.ศ. 1997 ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศจำนวน 38,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  มีหนี้ระหว่าประเทศกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเป็นหนี้ระยะสั้นสูงถึง 48,000 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมีหนี้ระยะสั้นประมาณ 48มีหนี้ระยะสั้นสูงกว่าเงินสำรองระหว่างประเทศอันเป็นการแสดงออกถึงสัญญาณอันตราย

สัญญาณต่อไปคือช่วงเวลาดังกล่าวไทยมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึงร้อยละ 7.9 ของจีดีพี และในปี ค.ศ. 1996 มีมูลค่าการส่งออกติดลบ ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโลกในเวลานั้นกำลังเฟื้องฟู (ในยุคของประธานาธิบดีบิล คลินตันของสหรัฐอเมริกา) การที่การส่งออกเริ่มแสดงอาการติดลบ บัญชีเดินสะพัดมีการขาดดุลในระดับสูง ส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการแช่งขันของไทยเริ่มลดลง ในช่วงปี ค.ศ. 1985-1995 การส่งออกมีการขยายตัวร้อยละ 20 โดยเฉลี่ยต่อปี การที่ในปี ค.ศ. 1996 การส่งออกลดลงเนื่องมาจากช่วงปลายปี

ทศวรรษ 1990 สถานการณ์โลกมีการเปลี่ยนแปลงคือในปี ค.ศ. 1989 กลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ล่มสลายและในปี ค.ศ. 1991 สหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของประเทศเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงประเทศในเอเชีย ละตินและแอฟริกา โลกเปลี่ยนจากสงครามมาสู่การแข่งขันทางการค้าเป็นยุคเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้าและมาแข่งขันในโลก

ประเทศเหล่านี้จะเหมือนไทยคือการส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานและวัตถุดิบ หลายประเทศมีค่าแรงต่ำกว่าไทย เช่น กลุ่มประเทศอินโดจีน จีน อินเดีย เป็นต้น ในปี ค.ศ. 1993 เริ่มจัดตั้งเขตการค้าเสรีของอาเซียนหรือ AFTA โดยมีเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกในปี ค.ศ. 1995 แม้ผลกระทบจากเวียดนามจะยังไม่ชัดเจนนักเพราะเข้ามาทีหลังแต่ที่เห็นได้ชัดคือฟิลิปปินส์และอินโดนีเชียที่มีค่าแรงถูกกว่าไทย

โลกเข้าสู่ยุคของการแข่งขันในกรอบของโลกาภิวัตน์ซึ่งมีประเทศเกิดใหม่จำนวนมากจึงทำให้การส่งออกของไทยลดลงเพราะยังคงส่งออกสินค้าแรงงานซึ่งมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นจำนวนมาก นอกจากนี้ในยุคดังกล่าวเป็นยุคของการเปิดเสรีที่ครอบคลุมไม่ใช่แค่สินค้า แต่ยังรวมไปถึงสินค้าและบริการ เช่น การค้าปลีกและการเงินอันเป็นผลมาจากการเจรจาอุรุวัย ในปี ค.ศ. 1993 ไทยมีการดำเนินการจัดตั้ง BIBF จึงส่งผลให้ธุรกิจไทยถือโอกาสกู้จากต่างประเทศซึ่งมีดอกเบี้ยต่ำมาก โดยเฉพาะบริษัทตลาดหลักทรัพย์ได้ออกหุ้นกู้ ECD ผลคือเกิดการขยายตัวของหนี้ต่างประเทศมหาศาล โดยร้อยละ 80 เป็นหนี้เอกชน เมื่อมีการเกิดวิกฤตรัฐบาลไทยได้ขอความช่วยเหลือจาก IMF โดยยอดเงินที่ขอรับความช่วยเหลือคือ 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ไทยใช้ไม่ถึงเพราะเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวเร็ว แต่แรงกดดันจาก IMF ทำให้ไทยต้องปิดสถาบันการเงินไปถึง 56 แห่งและทำให้สภาพคล่องในประเทศหดตัวอย่างรุนแรง วิกฤตค่าเงินบาทจึงลุกลามไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจทั้งระบบ

โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่าต้นเหตุหรือปัจจัยของวิกฤตคือ

1. โลกมีการเปลี่ยนแปลงแต่นโยบายของรัฐปรับตัวไม่ทัน ทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน ดังจะเห็นได้จากการส่งออกและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าในระยะเวลาดังกล่าวการลงทุนของต่างประเทศชะลอตัวลงจากยอด 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1991 ลดลงเหลือ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงปี ค.ศ. 1994-1995 เนื่องจากต่างขาติย้ายฐานการผลิตที่ใช้แรงงานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

2.โลกมีการเปิดเสรี ไทยปรับตัวไม่ทันดังจะเห็นได้ว่ายังยึดอยู่กับระบบตะกร้าเงินตรา ยึดค่าเงินบาทกับดอลลาร์

3. ไทยไม่กล้าต่อรองกับ IMF ซึ่งใช้ยาแรงจนทำให้วิกฤตมีความรุนแรงมากขึ้นดังจะเห็นได้ว่าวิกฤตเงินสกุลยูโร IMF ไม่ได้ใช้ยาขนานเดียวกับกับที่ใช้กับไทย แต่มีลักษณะตรงกันข้ามเพราะเรียนรู้ถึงความผิดพลาดดังกล่าว

4. วิกฤตดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจะปรากฏออกมาในรูปของลูกโป่งในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย แต่ทางการยังอยู่ในสภาพ complacency

5. ธนาคารพาณิชย์มีการปล่อยสินเชื่อโดยไม่ได้มีการควบคุมเพียงพอ ดูได้จากระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงและเมื่อ NPL สูงขึ้นก็เกิดวิกฤตกับสถาบันการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ก็มีปัญหาหนี้สินต่อส่วนทุนสูงมาก ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้รับการป้องปรามจนเกิดการระเบิดขึ้น

ผลจากวิกฤตต้มยำกุ้งนั้นไทยได้เรียนรู้ในหลายเรื่องจนทำให้ไทยสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ได้เร็วและรักษาเสถียรภาพได้ดีจนถึงขณะนี้ บทเรียนที่เราเรียนรู้คือธนาคารแห่งประเทศไทยได้เพิ่มการตรวจสอบและกำหนดมาตรการป้องกันความเสี่ยงของสถาบันการเงินได้ดีขึ้น สถาบันการเงินก็ได้เรียนรู้จากอดีตโดยมีการจัดระบบในการปล่อยสินเชื่อ เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงมีความมั่นคง บริษัทตลาดหลักทรัพย์มีการบริหารต่อสินทรัพย์เสี่ยงดีขึ้นมาก

อย่างไรก็ตามในสองทศวรรษที่ผ่านมาแม้ไทยจะรอดพ้นจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ได้ก็ตามแต่สิ่งที่เป็นสัญญาณที่ไทยควรคำนึงคืออัตราการเติบโตของไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 3.6 ซึ่งต่ำที่สุดในอาเซียนยกเว้นบรูไนเพราะไทยยังผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานและวัตถุดิบที่ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้

โลกที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้สินค้าและบริการใหม่ๆ เกิดขึ้นเป็นสินค้าและบริการซึ่งไทยผลิตไม่ได้ สินค้าไทยจึงไม่ตรงกับความต้องการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ถ้าถามว่ามีโอกาสที่จะเกิดวิกฤตในอนาคตหรือไม่ คำตอบคือทุกประเทศในยุคดิจิตัลและการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 มีโอกาสเกิดได้ทั้งนั้น ดูได้จากสหรัฐอเมริกาและยุโรป เปรียบเทียบได้กับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ล้มลุกอยู่ทุกวันนี้ อันเป็นผลมาจาก disruptive innovation ในไทยนั้นการขยายตัวที่อยู่ในระดับต่ำในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา หากไม่มีการปรับตัวที่รวดเร็วเพียงพอจะอ่อนไหวต่อ external shock เมื่อถึงจุดนั้นอาจเกิดวิกฤตได้แต่จะเป็นคนละสาเหตุและคนละประเภทกับวิกฤตต้มยำกุ้ง ดังที่ได้กล่าวมาในตอนต้นว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้ซ้ำรอยเดิม 100% แต่อาจจะเป็นวิกฤตใหม่ซึ่งไม่ได้เกิดในอดีตก็ได้ วิกฤตต้มยำกุ้งเป็นอุทาหรณ์ให้รัฐบาล เอกชนต้องศึกษาป้องปรามไม่ให้เกิดวิกฤตแบบนั้นขึ้นมาอีก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

Disruptive innovation

1

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

คำว่า disruptive innovation นั้นใช้ในความหมายในทางเทคโนโลยีและทางธุรกิจกล่าวคือการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรุนแรงและรวดเร็วในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาอันเป็นยุคที่เราเรียกว่าดิจิตัลส่งผลให้เกิดสินค้าและบริการใหม่ๆ ซึ่งไปเข่นฆ่าสินค้าและบริการที่มีอยู่เดิม

กล่าวคือทำให้ล้มหายตายจากไป ความจริง disruptive innovation นั้นมีมานานแล้วคือการเกิดขึ้นของสิ่งใหม่ที่ทำให้สิ่งเก่าหายไป เพียงแต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวางไปทั่วโลกและด้วยอัตราเร่งที่ไม่เคยมีมาก่อนและยิ่งโลกกำลังไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นการบรรจบกันระหว่างดิจิตัล biotech และ physical  อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีอัตราเร่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ แค่ปรากฏการณ์ของควอนตัมคอมพิวเตอร์ก็พอที่จะเห็นถึงขอบเขตแนวโน้มและอัตราเร่งของการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ได้อย่างดี อย่างไรก็ตามคำว่า disruptive innovation นั้นมิได้จำกัดอยู่แต่ผลิตภัณฑ์หรือโลกธุรกิจเท่านั้นแต่ยังเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมโลกทั้งในมิติเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม

ปรากฏการณ์ของ disruptive innovation อันหมายถึงปรากฏการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองหรือสังคมใหม่ที่ทำให้ลักษณะหรือโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคมที่มีอยู่เดิมเปลี่ยนแปลงไป ปรากฏการณ์ดังกล่าวแสดงออกมาในลักษณะดังต่อไปนี้

1. ระบบการเมืองในยุโรปและสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง พรรคการเมืองที่เคยปกครองประเทศติดต่อกันมาหลายทศวรรษ (Mainstream) กำลังได้รับผลกระทบ ในขณะเดียวกันพรรคการเมืองใหม่ๆ หรือนักการเมืองประเภทใหม่ๆ กำลังขึ้นมาแทนที่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือบทบาทของพรรคริพับลิกันและพรรคเดโมแครตได้ถูกผลกระทบจากปรากฏการณ์ของนายโดนัล ทรัมป์ซึ่งได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีเพราะลักษณะนอกคอก ต่อต้าน mainstream เช่นเดียวกันกับในฝรั่งเศส การได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของนายเอ็มมานูเอล มาครงอันทำให้พรรค mainstream คือพรรคขวากลาง (LR) และพรรคซ้ายกลาง (พรรคสังคมนิยม) ได้รับแรงกระเพื่อมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 อันเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสาธารณรัฐที่ 5  พรรคสังคมนิยมซึ่งได้รับเสียงข้างมากในการเลือกตั้งเมื่อ 5 ปีที่แล้วโดยมีที่นั่งในสภา 284 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจำนวนสมาชิกในสภาลดลงเหลือ 44 ที่นั่งซึ่งถือเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดในรอบ 60 ปี

2.การขยายตัวของพรรคการเมืองประเภทสุดขั้ว (extremist) ไม่ว่าจะเป็นขวาจัดหรือซ้ายจัดในยุโรปพรรคดังกล่าวต่างก็ได้รับคะแนนเสียงในระดับที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อนตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  ตัวอย่างเข่น พรรค  Front National ในฝรั่งเศสที่สามารถขึ้นมาชิงชัยประธานาธิบดีและในการเลือกตั้งทั่วไปล่าสุดสามารถมีที่นั่งในสภา 8 ที่นั่งซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในอังกฤษพรรคขวาจัดคือพรรค United Kingdom for Independence ซึ่งมีส่วนทำให้เกิด Brexit ในเยอรมนีก็มีพรรค Alternative für Deutschland ซึ่งเป็นพรรคที่เพิ่งตั้ง ในช่วงปีที่แล้วได้รับคะแนนนิยมถึง 12% แม้ขณะนี้จะลดลงเหลือ 5-6% ก็ตามก็ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเยอรมนี ในอิตาลีก็มีพรรค Movimento 5 Stelle (พรรค 5 ดาว) ซึ่งได้รับคะแนนนิยมใกล้เคียงรัฐบาลคือ 32% ในออสเตรียและเนเธอร์แลนด์พรรคขวาจัดก็ได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกรณีของสเปน พรรคซ้ายจัดที่เพิ่งตั้งมา 3-4 ปีแต่ก็ได้รับคะแนนนิยมสูงคือพรรค Podemos พรรคซ้ายชัดของกรีซ Syriza ก็ได้รับคะแนนนิยมจนได้จัดตั้งรัฐบาล

3. การขยายตัวของการก่อการร้ายซึ่งมีลักษณะถี่ขึ้นดังจะเห็นได้จากในอังกฤษ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้อังกฤษเผชิญกับภัยคุกคามจากการก่อการร้ายหลายครั้ง การก่อการร้ายดังกล่าวขยายไปสู่ประเทศในยุโรปอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน เบลเยียม การก่อการร้ายในลักษณะดังกล่าวถือเป็นปรากฏการณใหม่ที่ยังไม่ปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์

4. Disruptive innovation ในทางธุรกิจยังครอบคลุมบริษัทไอทีที่ขยายอิทธิพลไปครอบงำธุรกิจอื่นๆ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เช่น บริษัท Amazon.com ได้แผ่ธุรกิจไปด้านภาพยนตร์ และล่าสุดได้ขยายธุรกิจไปครอบงำธุรกิจด้านอาหาร เช่น Whole Foods เป็นต้น กลุ่มเฟสบุ๊คหรือกูเกิลได้ขยายได้ขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจรถยนต์และทางด้านการเงิน Alibaba ก็แผ่อาณาจักรไปสู่ ฮอลลีวูดเป็นต้น

5. Disruptive innovation ยังเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงออกมาในแง่ของการล่มสลายของระบบการเมือง ปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดคือในประเทศเวเนซุเอลาและบราซิล หรือไม่ก็ปรากฏมาในรูปของสงครามกลางเมือง เช่นในอิรัก ซีเรียและเยเมน หรือเป็นปรากฏการณ์ของการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตย เสรีนิยมไปสู่เผด็จการ เช่น ในอียิปหรือในยุโรปตะวันออกไม่ว่าจะเป็นโปแลนด์ ฮังการีและอีกหลายประเทศ

ยุคดิจิตัลกำลังแผ่ผลกระทบเป็นลูกโซ่ในทุกอณูของสังคมและแนวโน้มแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะยิ่งถี่ขึ้น ขยายวงกว้างและรุนแรงมากขึ้นในอนาคตจากผลกระทบของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

Connectography

22

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ศัพท์ connectography นั้นมาจากนักวิชาการชื่อนาย  Parag Khanna ซึ่งหมายถึงการผสมผสานระหว่าง connectivity (การเชื่อมโยง) กับ geography (ภูมิศาสตร์) ศัพท์นี้มีนัยทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ว่ากันไปอีกที connectography กลายมาเป็นองค์ประกอบที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ที่กำลังเกิดขึ้นในทุกภูมิภาคและทุกมิติในสังคมโลก

ในอดีตนั้นการแบ่งแยกประเทศหรือดินแดนเป็นไปตามเงื่อนไขทางด้านภูมิศาสตร์ดังจะเห็นได้ว่าภูเขาก็ดี แม่น้ำก็ดี ทะเลก็ดีต่างก็เป็นตัวกำหนดเขตแดนของประเทศที่ต่างกันไป ในช่วงเวลาต่อมาการแบ่งเขตแดนของโลกก็จะเป็นไปตามเงื่อนไขทางการเมือง การแผ่ขยายอณาจักรโรมันหรือของเจงกิสข่านและการแบ่งรัฐชาติในยุโรปช่วงสมัยกลางหรือการแตกแยกของประเทศคอมมิวนิสต์ เช่น สหภาพโซเวียตหรือยูโกสลาเวียซึ่งกลายมาเป็นหลายประเทศล้วนแต่เป็นเรื่องของการแบ่งเขตแดนตามเงื่อนไขทางการเมือง

อย่างไรก็ตามการแบ่งเขตแดนด้วยเงื่อนไขทางการเมืองจะมีส่วนผสมของการแบ่งเขตแดนตามเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์และเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์นี้ก็ทำให้เกิดการสร้างชุมชนที่มีวัฒนธรรมและภาษาเดียวกัน ดังนั้นการแบ่งแยกดินแดนทางการเมืองโดยที่ไม่มีเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดเงื่อนไขทางวัฒนธรรมดังกล่าวจึงมักจะมีปัญหา

ดังจะเห็นได้ว่าการล่มสลายของสหภาพโซเวียตซึ่งกลายมาเป็น 15 ประทศในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าการแบ่งแยกดินแดนด้วยเงื่อนไขทางการเมือง หากไม่สนับสนุนด้วยเงื่อนไขทางสังคมวัฒนธรรมซึ่งกำหนดด้วยภูมิศาสตร์ก็จะไม่ยั่งยืน

อีกตัวอย่างคือสเปน ตั้งแต่มีการรวมสเปนในศตวรรษที่15 ในปัจจุบันยังมีเค้าของปัญหาอยู่ ในศตวรรษที่ 15 มีการรวมของแคว้นที่ใหญ่ที่สุดคือ แคว้น Castilla ซึ่งพูดภาษา Castillano (มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองมาดริด) และแคว้นอื่นๆ หนึ่งในนั้นคือแคว้น Catalonia ซึ่งพูดภาษา Catalan ซึ่งมีเมืองหลวงคือเมืองบาเซโลนา ทั้งสองแคว้นก่อปัญหาการแบ่งแยกดินแดนมาหลายร้อยปีแม้กระทั้งปัจจุบันปัญหาก็ยังคงอยู่ ดังจะเห็นได้ว่าในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ รัฐบาลของแคว้น Catalonia จะมีการทำประชามติแยกแคว้น Catalonia ออกจากสเปนเพื่อมาตั้งสาธารณรัฐ Catalonia

ดัวอย่างเหล่านี้จะเห็นได้ว่าการกำหนดพรมแดนในอดีตจะเป็นไปตามเงื่อนไขทางการเมืองและเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ซึ่งมีความไม่แน่นอนอยู่ดังจะเห็นได้ว่ายังจะมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตามเมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิตัลซึ่งเกิดปรากฎการณ์ที่ทำให้เกิดการขยายตัวของโลกาภิวัฒน์ (globalization) อันนำไปสู่การเชื่อมโยง (connectivity) การขยายตัวไปสู่ทุกจุดของโลก (globalization) จะเริ่มด้วยมิติของการเชื่อมโยงผ่านข้อมูลข่าวสารอันนำไปสู่จุดจบของการแบ่งโลกออกเป็น 2 ขั้วที่เรียกว่ายุคสงครามเย็น เมื่อโลกคอมมิวนิสต์ล่มสลายเส้นแบ่งระหว่าง 2 ขั้วก็หายไปเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของโลกาภิวัตน์ในทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โลกาภิวัตน์ทางการเมืองหมายถึงการขยายตัวของระบอบประชาธิปไตยและแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนไปสู่ทุกจุดของโลก

โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจหมายถึงการขยายตัวของการเดินทาง การค้า การลงทุนไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก โลกาภิวัตน์ทางสังคมและวัฒนธรรมหมายถึงการแผ่ขยายค่านิยมจากตะวันตกไปสู่ตะวันออกและในทางกลับการเป็นการแผ่ขยายค่านิยมจากตะวันออกไปสู่ตะวันตกและนำไปสู่การเกิดค่านิยมแบบ hybrid เช่น อาหาร fusion เป็นต้น

บริบทของโลกาภิวัตน์ทั้ง 3 มิติคือการเมือง เศรษฐกิจและสังคมทำให้เกิดแรงกดดันในการขยายตัวของ connectivity ในรูปของการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) เพื่อสนับสนุนการค้า การลงทุน การเดินทางและการท่องเที่ยว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการขยายตัวของเขตเศรษฐกิจเฉพาะในทุกภูมิภาค การขยายตัวระดับอนุภูมิภาคที่เห็นได้ชัดคือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (IMT-GT) และระเบียงเศรษฐกิจในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) และที่สำคัญคือ one belt, one road ของจีนซึ่งจะนำไปสู่การเชื่อมโยงของทวีปเอเชีย แอฟริกา ยุโรป รวมทั้งโอเซียนเนียและทวีปอเมริกา เป็นการเชื่อมโยงทั้งระบบพื้นดิน ระบบรถ ระบบราง เชื่อมโยงระดับพื้นน้ำ (maritime silk road) และเชื่อมโยงระดับขนส่งทางอากาศ

ในอดีตเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้วภูมิศาสตร์จะเป็นตัวแบ่งแยกความเชื่อมโยง ตัวอย่างเช่นในยุคนั้นผู้เขียนต้องนั่งเรือจากเมืองโดเวอร์ประเทศอังกฤษเพื่อข้ามไปยังฝรั่งเศส แต่ทุกวันนี้มีอุโมงค์ที่สร้างขึ้นใต้ทะเลเป็นตัวเชื่อมทั้งสองดินแดนเข้าด้วยกัน ในอดีตถ้าอยู่ในตุรกีจะต้องนั่งเรือข้ามฟากระหว่างตุรกีในยุโรปกับตุรกีในเอเชียไมเนอร์ แต่วันนี้สามารเชื่อมเข้าด้วยการผ่านอุโมงค์ใต้ทะเล เช่นเดียวกับอุโมงค์ทางเชื่อมเกาะฮ่องกงกับเกาลูน

การเชื่อมโยงในปัจจุบันยิ่งมีอัตราเร่งในการขยายในทุกภูมิภาคทั่วโลก พัฒนาการของ one belt, one road ของจีนจะทำให้เส้นแบ่งทางการเมืองและภูมิศาสตร์เปลี่ยนแปลงไป ในอนาคตจะมีการสร้างอุโมงค์ใต้มหาสมุทรที่เชื่อมระหว่างไซบีเรียกับอลาสกา (เช่นในอดีตที่ทั้งสองดินแดนเคยเป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน) การขยายของโลกาภิวัฒน์ทางการเงิน การค้าและผู้คนสร้างแรงกดดันให้เกิด connectivity ในรูปของการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ซึ่งส่งผลให้การแบ่งเขตแดนทางการเมืองและภูมิศาสตร์เปลี่ยนแปลงและหมดความสำคัญลง connectivity จึงกลายเป็นองค์ประกอบที่นำไปสู่การกำหนดภูมิศาสตร์ทางกรเมืองโลกในอนาคตและนี่เป็นที่มาของ connectography

ในอดีตองค์ประกอบของอำนาจอาจหมายถึงแสนยานุภาพทางการทหาร แสนยานุภาพทางอาวุธ หรือแสนยานุภาพทางเศรษฐกิจ แต่ในอนาคตองค์ประกอบที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจคือ connectography ความขัดแย้งทางการเมืองที่ถูกแบ่งด้วยเงื่อนไขทางการเมืองและภูมิศาสตร์อาจนำไปสู่การขยายความร่วมมืออันนำไปสู่ผลประโยชน์แบบ win-win ผลประโยขน์ทางการเมืองดังกล่าวจะนำไปสู่ connectography ประเทศไหนที่มี connectography มากประเทศนั้นจะมีอำนาจมากตามไปด้วย

ตัวอย่างคือฟิลิปปินส์หรือกลุ่มประเทศอาเซียนที่เคยสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น ในวันนี้หลายประเทศเริ่มห่างจากสหรัฐอเมริกาและไปเชื่อมโยงกับจีนมากขึ้น ความสำคัญของจีนที่มีต่ออาเซียนคือการสร้างความเชื่อมโยงผ่านการค้า การลงทุนและยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นผ่านความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) และ one belt, one road ดังนั้น connectography จึงเป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์และอารยธรรมของโลกในอนาคต

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การเลือกตั้งในฝรั่งเศส

13-1

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในวันที่ 11 และ 18 มิถุนายนที่จะถึงนี้ มีการเลือกตั้งทั่วไปในฝรั่งเศส ซึ่งจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่กุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร การเมืองฝรั่งเศสนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเนื่องจากเป็นระบบกึ่ง ประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา

กล่าวคือเป็นการผสมผสานระหว่างระบบประธานาธิบดีแบบสหรัฐอเมริกาและระบบรัฐสภาโดยทั่วไป ระบบการเมืองฝรั่งเศสประกอบด้วยประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ทำหน้าที่เป็นทั้งประมุขของประเทศและบริหารประเทศกล่าวคือทำหน้าที่เป็นรัฐบาลด้วยในขณะเดียวกันมีผู้นำคือนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากเสียงมากสภาผู้แทนดังนั้นภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมาก็จะมีการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งจะนำไปสู่การฟอร์มรัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีที่มาจากเสียงข้างมากในสภา

ประธานาธิบดี Macron ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลแล้วโดยให้นาย Édouard Philippe เป็นนายกรัฐมนตรีและมีการฟอร์มรัฐบาลครบชุดแล้ว รัฐบาลดังกล่าวอาจถูกยกเลิกไปหากการเลือกตั้งทั่วไป พรรค LR En Marche ไม่ได้เสียงข้างมาก ประธานาธิบดี Macron ก็ต้องยอมให้ผู้นำเสียงข้างมากในสภาของพรรคคู่แข่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า “Cohabitation” ซึ่งหมายความว่าผู้นำคนละพรรคร่วมกันเป็นรัฐบาล ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเคยเกิดมาแล้ว 2 ครั้งในฝรั่งเศสและสร้างความยุ่งยากในการบริหารแผ่นดินเนื่องจากนโยบายมีความแตกต่างกัน

พรรค LR En Marche ของประธานาธิบดี Macron ถือเป็นพรรคใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งในช่วงนี้เองเพื่อที่จะแข่งขันในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้น ในภาวะปกติเมื่อประธานาธิบดีได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งโดยตรง เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปพรรคของประธานาธิบดีก็มักจะได้เสียงข้างมากในสภาซึ่งก็จะทำให้ประธานาธิบดีสามารถดำเนินนโยบายตามที่ได้หาเสียงเอาไว้ โดยมีสภาซึ่งออกกฎหมายเป็นตัวรองรับ

ในกรณีดังกล่าวประธานาธิบดีจะมีอำนาจเหนือนายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศ โดยทั่วไปแล้วประธานาธิบดีจะกำหนดทิศทางของนโยบายให้นายกรัฐมนตรีบริหารในด้านรายละเอียดและนโยบายสำคัญ เช่น ด้านการต่างประเทศ ด้านกลาโหม ประธานาธิบดีจะทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดและมีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศในกรณีที่เกิด Cohabitation ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เช่นในสมัยของประธานาธิบดี François Mitterrand และนายกรัฐมนตรี Jacques Chirac การบริหารประเทศจะขึ้นอยู่กับพลังทางการเมืองและการประเมินทิศทางความต้องการของประชาชน

เช่นในระยะเริ่มต้นนายกรัฐมนตรี Chirac ซึ่งเพิ่งได้รับคะแนนเสียงมาหมาดๆ ประธานาธิบดี Mitterrand ก็ปล่อยให้นายกรัฐมนตรี Chirac ดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ยกเว้นเรื่องที่ขัดกับหลักการสำคัญและถ้าเป็นด้านต่างประเทศ ประธานาธิบดี Mitterrand ก็จะกำหนดท่าทีร่วมด้วย เมื่อคะแนนเสียงของฝ่ายนายกรัฐมนตรี Chirac เริ่มตกลงประธานาธิบดี Mitterrand ก็เริ่มแสดงอำนาจกำหนดนโยบายตามทิศทางของตนเพราะเห็นความได้เปรียบทางการเมือง กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเมื่อเกิดปรากฎการณ์ Cohabitation รัฐบาลจะขาดเอกภาพในการดำเนินนโยบายซึ่งย่อมมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ

ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ ผลการเลือกตั้งจะชี้ขาดว่าประธานาธิบดี Macron จะสามารถบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงเอาไว้ โดยเฉพาะนโยบายสำคัญ เช่น การออกกฎหมายว่าด้วยความยืดหยุ่นของตลาดแรงงานซึ่งกลุ่มแรงงานคัดค้านอย่างเต็มที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนี ในการพัฒนาความเข้มแข็งในสหภาพยุโรป

การหยั่งเสียงพบว่าพรรค LR En Marche ของประธานาธิบดี Macron ได้คะแนนเสียง 33% ในขณะที่พรรคอันดับที่ 2 คือพรรคขวากลางได้แก่พรรค Les Republicains ได้ประมาณ 20% พรรคขวาจัด National Front ได้ประมาณ 15% พรรคสังคมนิยมได้แค่ 6% และพรรค La France insoumise ของนาย Mélenchon ได้ประมาณ 12%

ถ้าผลการเลือกตั้งเป็นไปตามการหยั่งเสียงย่อมหมายความว่าประธานาธิบดี Macron จะมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทน (ส.ส. ในสภาทั้งหมด 577 คน) โดยทั้งนี้อาจจะมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคขวากลาง ถ้าเป็นเช่นนั้นประธานาธิบดี Macron จะอยู่ในฐานะที่ผลักดันแนวนโยบายต่างๆ ที่ได้ประกาศไว้ ในกรณีดังกล่าวการเมืองของฝรั่งเศสก็จะมีส่วนช่วยพัฒนาทิศทางของสหภาพยุโรปและปูทางไปสู่การสร้างฐานแห่งความมั่นคงของสหภาพยุโรปต่อไปในอนาคต แต่ถ้ามิได้เป็นไปตามที่กล่าวไว้ การเมืองของฝรั่งเศสก็ยังเป็นเชื้อที่ส่งผลให้คนฝรั่งเศสยังต้องการการเปลี่ยนแปลงซึ่งจะเป็นส่วนช่วยพรรคขวาจัดในอนาคตและย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองของยุโรปที่กำลังฟื้นตัวจากภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจและการเมือง

อาจกล่าวได้ว่าวิบากกรรมทางการเมืองของยุโรปจึงไม่ได้จบลงที่ชัยชนะของประธานาธิบดี Macron ทิศทางจะเห็นได้ชัดขึ้นต้องรอดูผลการเลือกตั้งในเยอรมนีในเดือนกันยายนและโดยเฉพาะในอิตาลีในปีหน้า

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

จาก “TPP” สู่ “APEC”

1

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมามีการประชุมรัฐมนตรีของ APEC ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในปีนี้เวียดนามเป็นเจ้าภาพของการประชุมสุดยอด APEC ซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกเวียดนามเป็นเจ้าภาพในปีค.ศ. 2005 ในวันที่ 11 และ 12 พฤศจิกายนนี้ก็จะมีการประชุมสุดยอด APEC ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม

ในปีที่ผ่านมาประเทศเปรูเป็นเจ้าภาพที่เมืองลิม่าและในปีหน้าปาปัวนิวกินีก็จะเป็นเจ้าภาพ APEC ในการประชุม APEC ในระดับรัฐมนตรีที่ผ่านมานี้ปรากฏสิ่งที่น่าสนใจคือ  11  ประเทศ APEC ซึ่งร่วมก็ตั้ง TPP ได้มีการประชุมในกรอบนอก APEC เพื่อที่จะผลักดัน TPP ต่อไป โดยจะครั้งนี้จะไม่มีสหรัฐอเมริกาเป็นสมาชิกหลังจากที่นายโดนัล ทรัมป์ได้ประกาศถอนตัวออกไป ประเทศญี่ปุ่นและออสเตรเลียต่างต้องการผลักดัน TPP ต่อไป และคิดว่าในอนาคตสหรัฐอเมริกาจะกลับมาเป็นสมาชิกของ TPP ใหม่ซึ่งอาจเป็นช่วงหลังขอประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์

ความจริงนั้น APEC กับ TPP มีความสัมพันธ์กันไม่น้อย APEC กำเนิดขึ้นในปีค.ศ. 1989 โดยการริเริ่มของรัฐบาลออสเตรเลียโดยมุ่งหวังที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 2 ฟากของมหาสมุทรแปซิฟิก ในระยะแรกทิศทางของ APEC ค่อนข้างไม่เด่นชัดและไม่มีกิจกรรมที่สำคัญ ในปีค.ศ. 1993 ในการประชุม APC ที่ซีแอทเทิล ประเทศสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีคลินตันได้เสนอทิศทางของ APEC ไปสู่ประชาคมทางเศรษฐกิจแต่ก็ถูกคัดค้านโดย รัฐบาลมาเลเซียซึ่งในยุคนั้นนายกรัฐมนตรีมหาเธร์มีนโยบายต่อต้านตะวันตกและเน้นนโยบาย “look east” โดยเน้นความร่วมมือในกรอบเอเชียตะวันออกมากกว่า

นโยบายของนายมหาเธร์คือความร่วมมือทางเขตเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก (EAEC: East Asia Economic Caucus) ในปีค.ศ. 1994 ในการประชุมสุดยอด APEC ที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย ผู้นำ APEC ประสบความสำเร็จในการกำหนดทิศทางของ APEC ที่เรียกว่า “ปฏิญญาโบกอร์ 2020” โดยเน้นเป้าหมายว่าประเทศสมาชิก APEC จะส่งเสริมการรวมตัวอย่างแน่นแฟ้นลึกซึ้งมากขึ้น แต่ไม่ได้กำหนกว่าลึกซึ้งถึงขั้นไหน

ทั้งนี้เพราะประเทศสมาชิก APEC มีแนวคิดแตกต่างกัน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกนำโดยสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ออสเตรเลีย กลุ่มนี้ต้องการพัฒนา APEC ไปสู่การเป็นเขตการค้าเสรีเป็นอย่างต่ำจนถึงการเป็นตลาดร่วม (common market) ในขณะที่ประเทศอีกกลุ่มโดยมีมาเลเซียเป็นหัวหอกไม่ต้องการให้ APEC รวมตัวกันแบบแน่นแฟ้นในลักษณะบูรณาการทางเศรษฐกิจ (Economics integration) แต่เป็นการรวมตัวแบบหลวมๆ (Economic Cooperation) ไม่ถึงขึ้นเขตการค้าเสรี แนวคิดที่แตกต่างกันนี้ทำให้เปาหมายของปฏิญญาโบกอร์ 2020 จึงถูกกำหนดในลักษณะกำกวมให้ขึ้นอยู่กับอนาคตที่จะตัดสินว่าจะไปในทิศทางใด

พัฒนาการของ APEC เป็นไปอย่างเชื่องช้าและขาดเป้าหมายและทิศทางที่ชัดเจนจึงส่งผลให้สิงคโปร์ที่นำโดยนายโก๊ะ จ๊กตงและผู้นำของประเทศชิลีและนิวซีแลนด์ ในการประชุมสุดยอด APEC ปีค.ศ. 2002 ที่เมืองลอสคาบอส ประเทศเม็กซิโก ผู้นำทั้ง 3 ประเทศนี้ได้ปรึกษานอกกรอบ APEC เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งองค์กรใหม่ซึ่งมีเป้าหมายที่ชัดเจนและลึกซึ้งในระดับบูรณาการทางเศรษฐกิจซึ่งหมายถึงการเป็นเขตการค้าเสรี ทั้งนี้เนื่องจากประเทศเหล่านี้เห็นว่า APEC เป็นไปอย่างเชื่องช้ามากและไม่มีท่าทีในการรวมตัวเป็นเขตการค้าเสรี

ข้อตกลงของทั้ง 3 ประเทศดังกล่าวนำไปสู่การจัดตั้ง TPP (Trans Pacific Partnership)ในปีค.ศ. 2002 และปีค.ศ. 2005 บรูไนได้เข้าเป็นสมาชิก TPP ในปี 2008 สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมและกระตุ้นให้ประเทศอื่นเข้าร่วมอีก 8 ประเทศ ในที่สุด TPP จึงประกอบด้วย 12 ประเทศซึ่งอยู่ใน APEC APEC มี 21 ประเทศคือ แปซิฟิกตะวันออก 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก เปรูและชิลี แปซิฟิกตะวันตกมี 16 ประเทศอันประกอบด้วย 7 ประเทศอาเซียนโดยไม่มีลาว เขมรและพม่า จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินีและรัสเซีย ในขณะที่ TPP ประกอบด้วย 12 ประเทศใน APEC คือ สิงคโปร์ ชิลี นิวซีแลนด์ บรูไน แคนาดา สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก เปรู ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เวียดนามและมาเลเซีย

เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้ามาเป็นสมาชิก TPP สหรัฐอเมริกาก็ใช้อิทธิพลในฐานะผู้นำกำหนดทิศทางและเนื้อหาของ TPP โดยนอกจากจะเน้นเป้าหมายการรวมกลุ่มในลักษณะลึกซึ้ง เปิดเสรีสินค้า เงินทุนและบริการแล้วยังได้มีการกำหนดมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน มาตรฐานสินค้าตลอดถึงการจัดซื้อโดยรัฐ เงื่อนไขเหล่านี้เป็นอุปสรรคให้จีนเข้ามาลำบากเนื่องจากจีนมีปัญหาเรื่องมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนและสินค้า TPP จึงเป็นเครื่องมือของสหรัฐอเมริกาในการถ่วงดุลจีนและเป็นเหตุให้ญี่ปุ่นเข้าเป็นสมาชิกของ TPP เพราะมีความได้เปรียบจีนในการเข้าสู่ตลาด TPP ทางออกของจีนจึงใช้วิธีแก้เกมด้วยการส่งเสริม APEC ไปสูการเป็นเขตการค้าเสรีแปซิฟิก (FTAAP) โดยในการประชุมสุดยอด APEC ที่กรุงปักกิ่งเมื่อ 3 ปีที่แล้วซึ่งจีนเป็นเจ้าภาพ จีนได้เสนอให้มีการผลักดัน APEC ไปสู่เป้าหมายดังกล่าวซึ่งได้รับการตอบรับจากประเทศสมาชิกอื่นๆ แนวคิดดังกล่าวถูกตอกย้ำในการประชุมสุดยอด APEC ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อ 2 ปีที่แล้วและกรุงลิมา ประเทศเปรูเมื่อปีที่แล้ว แนวคิดผลักดัน APEC เป็นเขตการค้าเสรีมีความสำคัญกับจีนเนื่องจากสหรัฐอเมริกาถอนตัวจาก TPP ซึ่งทำให้จีนเป็นผู้นำในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจีนจึงส่งเสริม APEC และ RCEP เพื่อเป็นโอกาสในการถ่วงดุลสหรัฐอเมริกาและแสดงตัวเป็นผู้นำในโลกาภิวัตน์ และการเปิดเสรี

แม้โลกปัจจุบันจะมีแนวโน้มของการต่อต้านโลกาภิวัตน์และการรวมกลุ่มจะเห็นว่าทิศทางของโลกาภิวัตน์และการรวมกลุ่มยังมีความก้าวหน้าและพัฒนาต่อไป เพียงแต่ในบางพื้นที่อาจมีการชะงักโดยเฉพาะในสหภาพยุโรป แต่หลายๆ ที่ทิศทางในการรวมกลุ่มยังก้าวหน้าต่อไป ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าโลกาภิวัตน์เป็นปรากฏการณ์ความจริงของชีวิต (Fact of life) ไม่ว่าคุณจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การก่อการร้าย

1

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2 วันที่ผ่านได้เกิดการก่อร้ายขึ้น 2 ที่คือที่เมือง Manchester ประเทศอังกฤษและที่หมู่เกาะมินดาเนาและที่เมืองมาราวี ประเทศฟิลิปปินส์ การก่อการร้ายของทั้ง 2 กรณีมีความสัมพันธ์กันในระดับหนึ่ง โดยทั้ง 2 กรณีมีความเชื่อมโยงไปสู่กลุ่มก่อการร้าย ISIS

การก่อการร้ายในลักษณะใหม่ที่เกิดขึ้นในยุโรปและหลายประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมีความถี่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป การก่อการร้ายในรูปแบบใหม่นี้อาจจะกล่าวได้ว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์ 9/11ซึ่งเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้าย Al Qaeda โดยมีผู้นำคือนายบินลาเดน ภายหลังที่สหรัฐอเมริกาบุกอิรักในปีค.ศ. 2003 สมาชิกของกลุ่ม Al Qaeda หัวรุนแรงกลุ่มหนึ่งได้แยกตัวออกมา ผู้ก่อการร้ายเหล่านี้รวมทั้ง Al Qaeda จะเป็นกลุ่มที่นับถืออิสลามซุนนีอย่างเคร่งครัด กลุ่มที่แยกตัวออกจาก Al Qaeda ได้เริ่มขยายอิทธิพลมากขึ้นและได้ประโยชน์จากการเกิดสงครามในอิรักและซีเรีย กลุ่มเหล่านี้ได้เข้าไปช่วยเหลือกลุ่มกบฏซุนนีในอิรักและซีเรีย เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มชีอะฮ์ การเข้าไปให้การช่วยเหลือดังกล่าวทำให้กลุ่มเหล่านี้สามารถขยายอิทธิพลและเข้าถึงอาวุธได้ง่ายขึ้น ภายหลังจากที่สหรัฐอเมริกามีการดำเนินนโยบายถอนตัวออกจากอิรักในยุคของประธานาธิบดี Obama จึงเปิดช่องทางให้กับกลุ่มก่อการร้ายดังกล่าวขยายอิทธิพลและสามารถเข้ายึดเมืองโมซุลอันเป็นเมืองใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของอิรักในปี 2013 และในปีต่อมาก็สามารถยึดเมือง Raqqa ในซีเรีย การยึดเมืองของ 2 ประเทศดังกล่าวทำให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายจัดตั้งรัฐอิสลาม หรือเรียกว่า Caliphate

Caliphate ดังกล่าวเคยเกิดและขยายอิทธิพลมากมานในยุโรปในศตวรรษที่ 8 ผู้นำของ caliphate ดังกล่าวได้เข้ายืดดินแดนในยุโรปหลายแห่งและทำให้พื้นที่ของสเปนหลายแห่งอยู่ภายใต้การครอบครองของมุสลิมตั้งแต่ปี ค.ศ. 711 จนถึง ปีค.ศ.1492 อิทธิพลของ caliphate ในยุคนั้นนำไปสู่การทำสงครามครูเสดอันเป็นสงครามในการเผยแพร่ศาสนาและถือว่าเป็นลักษณะของสงครามอารยธรรม (civilizational war) หรือที่ศาสตราจารย์ Huntington เรียกว่า Clash of Civilizations

กลุ่ม ISIS จึงมีแนวคิดของการจัดตั้งรัฐอิสลาม (Caliphate) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่ประเทศอิรักและซีเรีย หลังจากจากยึดพื้นที่บางส่วนได้ อย่างไรก็ตามภายหลังกลุ่ม ISIS เรียกตัวเองว่า IS ( ตัด I และ S ซึ่งหมายถึงอิรักและซีเรียออกไป) ทั้งเป็นการประกาศว่ารัฐอิสลามจะไม่จำกัดแค่อิรักกับซีเรียแต่ครอบคลุมทั้งโลก

ความสำเร็จของ ISIS ในยุค Social media   นำไปสู่การขยายอิทธิพลทั้งด้านอุดมการณ์และวิธีการไปสู่คนมุสลิมบางส่วนในประเทศต่างๆ คนเหล่านี้บางส่วนเห็นด้วยกับอุดมการณ์หรือแนวคิด บางส่วนอาจจะมีความไม่พอใจในประเทศที่ตนอยู่จึงมีแนวคิดสอดคล้องกับ ISIS และอาจจะนำเอาวิธีการของ ISIS มาใช้ บางส่วนอาจจะเป็น lone wolf ที่ไม่พอใจสถานภาพของตนในประเทศที่ตนอยู่และได้ใช้วิธีการของ ISIS เพื่อเป็นการระบายความคับแค้นและไม่พอใจ อีกทั้งอาจจะเห็นด้วยกับแนวคิดของการต่อต้านตะวันตกของ ISIS

การก่อการร้ายทุกวันนี้ในหลายครั้งและหลายประเทศจะผูกพันกับ ISIS ทั้งนี้เนื่องจากความสัมพันธ์กับ ISIS สามารถมีได้หลายระดับ ระดับแรกผู้ก่อการร้ายเป็นสมาชิกของกลุ่ม ISIS และร่วมรบในอิรักและซีเรีย ระดับที่สองอาจหมายถึงสมาชิกของ ISIS ที่อยู่นอกอิรักและซีเรีย ระดับที่สามอาจหมายถึงคนต่างๆ ที่เห็นด้วยกับหลักการและวิธีการของ ISIS บางคนก็เดินทางไปฝึกกับ ISIS โดยตรง บางคนอาจไม่ได้รับการฝึกแต่ดำเนินการในประเทศที่ตนอาศัยอยู่ อีกระดับความสัมพันธ์กับ ISIS คือคนที่ไม่ได้สัมพันธ์กับ ISIS แต่นำเอาวิธีการของ ISIS  ไปใช้

คนเหล่านี้กลุ่ม ISIS ถือว่าเป็นเครือข่ายของ ISIS อีกทั้งยังรวมถึงกลุ่มบุคคลซึ่งอาจดำเนินการโดยคนๆ เดียวที่ก่อการร้ายในประเทศของตน คนเหล่านี้อาจจะไม่สัมพันธ์กับกลุ่ม ISIS  แต่กลุ่ม ISIS  อ้างว่านั่นคือส่วนหนึ่งของ ISIS  ทั้งนี้เพราะยิ่งสามารถเชื่อมโยงการก่อการร้ายได้มากขึ้นและถี่ขึ้นยิ่งขยายอิทธิพลของ ISIS ในฟิลิปปินส์กลุ่มก่อการร้ายนี้เรียกว่าเมาเต้ (Maute) เป็นกลุ่มใหม่ที่เริ่มจัดตั้งใน 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยมีผู้นำคือนายอับดุลลา เมาเต้ซึ่งเคยเป็นสมาชิกของกลุ่มโมโร (Moro Islamic Liberation Front) ผู้นำดังกล่าวได้มีการจัดตั้งรัฐอิสลามที่เมือง Lanao (islamic state of lanao) ซึ่งอยู่ในหมู่เกาะมินดาเนาซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการประกาศขบวนการของตนเพื่อจัดตั้งรัฐอิสลาม กลุ่มเหล่านี้จึงมีความสัมพันธ์กับกลุ่ม ISIS  ในด้านอุดมการณ์และอาจมีความสัมพันธ์ในด้านเครือข่ายเชื่อมโยง กลุ่มเหล่านี้ได้ยึดตึกและสะพานในในมาราวีเพราะมีเป้าหมายในการจัดตั้งรัฐอิสลามในลักษณะเหมือน ISIS ยึดอิรักและซีเรีย กลุ่มเหล่านี้เป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มโมโรที่ต้องการแยกแผ่นดิน ในทางปฏิบัติ จะเห็นว่าสมาชิกบางคนก็แยกตัวออกมาจากกลุ่มโมโร แม้เป้าหมายจะต่างกันกล่าวคือกลุ่มโมโรต้องการแยกแผ่นดิน แต่กลุ่มเมาเต้ (Maute) ต้องการจัดตั้งรัฐอิสลาม แต่จริงๆ แล้วเป้าหมายสุดท้ายคือตั้งรัฐอิสระใน ฟิลิปปินส์

นอกจากนั้นกลุ่มก่อการร้ายชื่ออาบูไซยาฟในฟิลิปปินส์ซึ่งมีความโดดเด่น โดยเฉพาะในปี 2014 ที่ทำให้คนตายกว่า 150 คนและเริ่มถูกรัฐบาลฟิลิปปินส์โดยการช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาในการฝึก กลุ่ม อาบูไซยาฟจึงลดลงจากราว 1,400-1,500 เหลือ 300-400 กว่าคน ปรากฏว่าในกลุ่มเมาเต้ (Maute) มีผู้นำของอาบูไซยาฟร่วมอยู่ด้วย

การก่อการร้ายถือเป็นภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21 และเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ลำบากเพราะไม่ใช่สงครามที่เผชิญหน้าที่รู้ตัวตนแน่ชัด แต่เป็นสงครามที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน อาจจะเป็นภัยที่มาจากคนที่ไม่พอใจ สถานะของตนเองในสังคมที่ตัวเองอยู่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่อาจจะสรุปได้ก็คือการก่อการร้ายที่มีจุดกำเนิดจาก 9/11 จนถึงทุกวันนี้เป็นภาพฉายของคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการต่อสู้และคัดค้านการขยายตัวของอารยธรรมตะวันตกที่มาพร้อมโลกาภิวัตน์ คนกลุ่มนี้ต่อต้านประชาธิปไตย ต่อต้านสิทธิมนุษยชน ต่อต้านทุนนิยม คนเหล่านี้เชื่อมั่นศาสนาและต้องการรักษาอารยธรรมของตน  ความเชื่อมั่นดังกล่าวทำให้คนเหล่านี้ยอมตายเพื่อปกป้องความเชื่อซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมของ caliphate สำหรับคนเหล่านี้การก่อการร้ายคือการปกป้องอารยธรรมของตนจากการเผยแพร่อารยธรรมของตะวันตก การก่อการร้ายของคนเหล่านี้ถือว่าเป็น civilizational war หรือที่ Huntington เรียกว่าการประทะกันทางอารยธรรม (Clash of Civilizations)

อย่างไรก็ตามยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่พอใจประเทศที่ตนอยู่เนื่องมีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสังคมดังกล่าวหรือไม่ประสบความสำเร็จในการปรับตัว คนเหล่านี้มักจะมาจากอารยธรรมที่ต่างจากประเทศที่ตนอยู่ ปรากฎการณ์ดังกล่าวก็เรียกได้ว่าเป็นการประทะกันทางอารยธรรม (Clash of Civilizations)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มนุษย์กับการปฏิวัติเทคโนโลยี (History of Humankind and Scientific Revolution)

11

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

บทความนี้พยายามวิเคราะห์พัฒนาการของมนุษย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของความรู้อันนำไปสู่การปฏิวัติเทคโนโลยีที่เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 จนถึงขณะนี้และกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยในครั้งนี้จะเน้นให้เห็นถึงองค์ประกอบที่สำคัญที่เป็นปัจจัยอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

มนุษย์ (homo sapiens) เริ่มกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 200,000 ปีที่แล้วโดยถิ่นกำเนิดอยู่ที่แอฟริกาและค่อยๆเคลื่อนย้ายไปสู่ทวีปต่างๆ ทั่วโลกโดยใช้เวลาเป็นหมื่นเป็นแสนปี

12

มนุษย์ (homo sapiens) อยู่ในกลุ่มสายพันธ์ที่เรียกว่า hominids ซึ่งแยกตัวออกจากสายพันธุ์ลิงชิมแปนซีเมื่อ 4 ล้านปีที่ผ่านมา กลุ่ม hominids ที่เก่าแก่คือ homo habilis และ homo erectus กล่าวคือยืนหลังตรงเหมือนคนแต่สมองยังเล็กเหมือนสัตว์   บางตำราบอกว่า  homo habilis อยู่ก่อน homo erectus เมื่อประมาน 3-4 ล้านปี    บางตำราก็กล่าวว่า homo habilis อยู่ร่วมสมัยกับ homo erectus ( ครึ่งคนครึ่งสัตว์  ครึ่งคนคือมีหลังตรง และครึ่งสัตว์คือสมองยังเล็ก)  สายพันธุ์ที่สืบทอดต่อมาจาก homo erectus คือ  neanderthal และ homo sapiens  สองสายพันธ์นี้เคยอยู่ร่วมกันเป็นเวลาหลายหมื่นปีก่อนเมื่อประมาน 3 หมื่นปีที่แล้ว Neanderthal ก็สูญพันธุ์  บางตำรากล่าวว่าที่สูญพันธ์เพราะถูก homo sapiens ฆ่าตาย ซึ่งถ้าเป็นจริงก็ถือได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide)       ครั้งแรกในประวัติศาสตร์  บางตำราก็กล่าวว่า neanderthal ปรับตัวไม่ทันกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปดังนั้น homo sapiens จึงเป็นเผ่าที่คงอยู่ และครองโลกเหนือสัตว์อื่นทั้งปวงจนถึงขณะนี้  ปัจจัยที่ทำให้ homo sapiens คงอยู่และครอบงำโลกได้ก็เพราะปัจจัยระบบคิด ความฉลาด การสื่อสาร ปัจจัยทั้ง 3 คือองค์ประกอบที่เรียกว่า sapiens อันหมายถึง ความฉลาด

พัฒนาการจากลิงชิมแปนซีมาสู่ homo erectus และ homo sapiens ต้องใช้เวลาหลายล้านปี โดยครั้งแรกเป็นการปรับเปลี่ยนในส่วนขององค์ประกอบทางสรีระจากยืนหลังตรง (Homo erectus)   มาสู่กะโหลกศีรษะที่ใหญ่ขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลมาจากการกินอาหาร โดยเริ่มจากการกินผักผลไม้มาสู่การกินซากสัตว์  กินไขสัตว์และกินปลา สรีระที่เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะสมองที่โตขึ้นทำให้ homo sapiens สามารถที่จะคิดได้ลึกกว่า มีความสามารถในการออกเสียงได้คล่องกว่าและหลากหลายกว่าอันนำไปสู่ภาษาพูด และมือที่ว่างจากการยืนตัวตรงทำให้สามารถใช้ความฉลาดในการผลิตของเพื่อช่วยตัวเองและป้องกันชีวิตจากภัยอันตรายของสัตว์ต่างๆ ความฉลาดทำให้ homo sapiens  สามารถสร้างอาวุธและฆ่าสัตว์ใหญ่เพื่อป้องกันภัยและหาอาหาร ความฉลาดทำให้เห็นถึงวิธีการเอาหินใบไม้แห้งมาขัดกันเพื่อผลิตไฟ พัฒนาการของไฟนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมากมายของมนุษย์เริ่มตั้งแต่การใช้ไฟหาอาหาร และใช้ไฟในเทคโนโลยีต่างๆ

13

อย่างไรก็ตามการปฏิวัติครั้งสำคัญของมนุษย์เริ่มครั้งแรกเมื่อ 7 หมื่นปีที่แล้วเราเรียกว่า การปฏิวัติการรับรู้  (cognitive evolution)  การปฏิวัติดังกล่าวหมายความว่ามนุษย์ใช้ความสามารถในการคิดและการพูดและสื่อสารไปยัง คนอื่นๆ ด้วยความลึกซึ้งและขยายวงได้กว้างขึ้น เช่น ถ้าลิงชิมแปนซี ตัวใดเห็นนกอินทรีก็อาจจะร้องให้ลิงตัวอื่นรู้และลิงตัวอื่นก็จะแหงนหน้าขึ้นฟ้าเพื่อดูนกอินทรีย์ แต่หากลิงตัวใดเห็นสิงโตก็อาจจะส่งสัญญาณให้รู้ถึงอันตรายจากสิงโต ลิงตัวอื่นๆ ก็จะรีบปีนขึ้นต้นไม้เพื่อหนีภัย

ในกรณีของ homo sapiens ความสามารถในการสื่อสาร การพูดและการเขียนตลอดถึงความฉลาดทำให้การสื่อสารมีความลึกซึ้งและขยายวงได้กว้าง เช่น มีคนๆ หนึ่งใช้ภาษาพูดอธิบายว่ามีสิงโตและสัตว์ใหญ่อื่นๆ อยู่ในหนองน้ำที่คนมักจะไปดื่มและยังบอกต่อว่าสัตว์เหล่านี้กำลังมา homo sapiens ก็จะรู้ถึงอันตรายร่วมกันซึ่งอาจจะมีการอพยพย้ายถิ่นฐานเป็นการป้องกันตัวเอง การสื่อสารแบบนี้ทำได้เฉพาะ homo sapiens ลักษณะของการสื่อสารดังกล่าวนำไปสู่ความจำเป็นในการรวมตัวจึงเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” เป็นการรวมตัวเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยและเป็นการรวมตัวเพื่อวิถีชีวิตที่ดีขึ้นอันเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ความเป็นสัตว์ของมนุษย์ (homo) อาจจะนำเอาส่วนประเสริฐหรือความฉลาดมาฆ่าทำลายล้างมนุษย์ด้วยกัน เช่น  อาจมีการสร้างอาวุธมาทำลายล้างกัน

14

ในยุคของการปฏิวัติการรับรู้ (cognitive evolution)  การสื่อสารจะออกมาในรูปของการพูดคุยและการซุบซิบนินทา (gossip) ผลจากการพูดคุยและการซุบซิบนินทานั้นด้านหนึ่งนำไปสู่การพัฒนาในเรื่องของการกิน เช่น บางคนบอกว่าสิ่งนั้นอร่อย สิ่งนี้อร่อย สัตว์นั้นกินได้ พืชชนิดนี้กินไม่ได้ เป็นต้น ถ้าจะกินให้อร่อยต้องใช้ไฟก็กลายเป็นตำราสเต๊กและหมูหันในปัจจุบันนี้นั่นเอง การซุบซิบนินทาอาจนำไปสู่พัฒนาการของศาสนา บางคนอาจเป็นห่วงเรื่องน้ำท่วมหรือฝนแล้งมีการพูดคุยกันจึงจำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งเหนือธรรมชาติ เกิดเป็นศาสนาในขั้นต้นอาจมีการไหว้พระจันทร์ ไหว้ต้นไม้จนนำไปสู่การเคารพบูชาพระเจ้าและกลายเป็นศาสนา การอยากมีชีวิตหลังความตาย การพูดคุยกันเรื่องนี้นำไปสู่การสร้างปิรามิดและการปลอบใจเรื่องชีวิตนิรันดร์

การซุบซิบนินทานำไปสู่การกำเนิดของปรัชญาและรัฐศาสตร์ อาจเป็นการซุบซิบนินทาระบบการเมืองที่เป็นอยู่จึงเกิดการพัฒนาระบบการเมืองแบบใหม่ เพลโตเห็นความตายของโสเครติสที่ถูกเสียงส่วนใหญ่บังคับให้ดื่มยาพิษเพราะพูดไม่เข้าหูคนส่วนใหญ่ เพลโตจึงสื่อสารกับคนอื่นๆ ว่าเสียงข้างมากเป็นอันตรายนำไปสู่เผด็จการ อริสโตเติลใช้การเขียนนำแนวคิดของเพลโตมาถ่ายทอด การซุบซิบนินทาอาจนำไปสู่การเกิดจริยธรรม เช่น เมื่อมีคนที่แต่งงานแล้วไปมีชู้กับคนอื่นก็ถูกซุบซิบนินทาว่าไม่ดีจนเกิดเป็นจริยธรรมขึ้น การซุบซิบนินทายังนำไปสู่การเกิดกฎหมาย เช่น เมื่อมีการขโมยของกันคนก็จะมองไม่ดีและมีการซุบซิบนินทาจนมีการสร้างกฎหมายขึ้น อาจกล่าวได้ว่าการปฏิวัติการรับรู้เป็นยุคที่อธิบายถึงจุดเริ่มต้นของพัฒนาการความรู้ของชาติพันธุ์มนุษย์

15

การปฏิวัติครั้งที่ 2 ซึ่งสำคัญมากก็คือการปฏิวัติเกษตรกรรม (agricultural revolution) ที่เกิดขึ้นเมื่อ 12,000 ปีที่แล้วทำให้มนุษย์หยุดเร่ร่อนและรวมตัวกันเพื่อพัฒนาอาหารและก็จะมีการต่อสู้แย่งชิงอาหารกันจึงเกิดการรวมตัวเป็นชุมชนและมีการต่อสู้แย่งชิงกัน ฝ่ายที่แพ้ก็จะตกเป็นทาส เกิดระบบทาสขึ้นมาและเกิดเป็นอาณาจักร เกิดอาณาจักรเมโสโปเตเมีย อียิปต์และจีนเมื่อประมาณ 4-5 พันปีที่แล้ว และเมื่อ 4-5 ร้อยปีก่อนคริสตกาลก็เกิดอาณาจักรกรีกและตามมาด้วยโรมัน ระบบทาสได้กลายมาเป็นระบบศักดินาและเป็นต้นกำเนิดของรัฐชาติ การปฏิวัติเกษตรกรรมใช้เวลาหลายพันปีและองค์ประกอบบางส่วนยังอยู่ถึงทุกวันนี้

การปฏิวัติของ homo sapiens ครั้งสำคัญที่สุดคือการปฏิวัติด้านเทคโนโลยี (scientific revolution) ซึ่งเริ่มต้นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 16 homo sapiens พันธุ์หนึ่งคือพวกชนชั้นกลางไม่พอใจสถานะของตนทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจเพราะสมัยนั้นเป็นยุคที่ชนชั้นกลางไม่มีอำนาจแสดงความเห็น เพราะถูกครอบงำโดยศาสนาในสเปนและตระกูล Habsbourg มีการประหารผู้คิดต่างโดยการเผาทั้งทั้งเป็น กาลิเลโอถูกคุมขังเพราะเห็นต่างว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาลและเชื่อว่าโลกกลมซึ่งขัดกับหลักคำสอนของศาสนาคริสต์คาทอลิค homo sapiens กลุ่มนี้เป็นผู้เห็นต่างจึงต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดและรักษาศักดิ์ศรีของตน homo sapiens เหล่านี้ได้เรียนรู้จาก homo sapiens ในสมัยกรีกและโรมันและนำมาปรับใช้ในศตวรรษที่ 16 เรียกว่า ยุคเรเนซองส์ (renaissance ) homo sapiens กลุ่มนี้มีแนวคิดว่ามนุษย์มีความฉลาด (sapiens) มาจากปรัชญามนุษย์นิยม (humanism) ของกรีกที่ว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลาง มนุษย์จึงควรมีอิสระทางความคิด homo sapiens กลุ่มนี้นำแนวคิดดังกล่าวมาสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง ในขณะที่มีอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่ามนุษย์มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา (religious liberism)  มนุษย์ไม่จำเป็นต้องพึ่งพระสันตปาปา มนุษย์สามารถสื่อสารกับพระเจ้าได้เอง Homo sapiens นี้คือ    มาร์ติน ลูเธอร์ ซึ่งนำไปสู่การแบ่งแยกศาสนาคริสต์ออกมาเป็นคริสตังและคริสเตียน

Homo sapiens กลุ่มเดียวกันมองว่ามนุษย์ควรมีเสรีภาพในการจัดการเพราะฉะนั้น Homo sapiens กลุ่มนี้ได้สื่อสารให้เห็นถึงความสำคัญของเสรีภาพทางเศรษฐกิจ homo sapiens นี้ได้แก่ อดัม สมิธและเดวิด ริคาโด แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่ระบอบทุนนิยมและเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ มนุษย์กลุ่มเดียวกันสื่อสารให้เห็นถึงความสำคัญของเสรีภาพทางการเมือง อันนำไปสู่ประชาธิปไตยเสรีนิยมอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยเสรีนิยมในปี ค.ศ. 1789 ที่ฝรั่งเศส homo sapiens นี้คือ ฌอง ฌาค รุสโซ homo sapiens ที่มองนอกกรอบนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านศาสนา เศรษฐกิจและการเมือง และยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอันได้แก่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 ที่มีการใช้เครื่องจักรไอน้ำเมื่อประมาณ 200 กว่าปีที่แล้ว การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ที่มีการประดิษฐ์ไฟฟ้าเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 คือระบบคอมพิวเตอร์เมื่อ 60 ปีที่แล้วและการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3.5 คือระบบดิจิตัลที่เกิดขึ้นเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว และการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นการผสานระหว่างดิจิตัล ชีวภาพ  physical และนาโนซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมหาศาล การปฏิวัติทั้ง 4 ครั้งล้วนมาจาก homo sapiens ที่มาจากตะวันตกจากยุโรปถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันและยังได้แพร่อารยธรรมไปสู่ทุกจุดของโลกและครองโลกในทุกวันนี้ Homo sapiens อื่นๆ เริ่มเลียนแบบและเรียนรู้จาก homo sapiens เหล่านี้

ประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์มนุษย์มีพัฒนาการมากว่า 7 หมื่นปี สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้อยู่ในขั้นตอนของการปฏิวัติเทคโนโลยีซึ่งเกิดเมื่อประมาณ 500 ปีโดย homo sapiens ในยุโรปและอเมริกา homo sapiens เหล่านี้เป็นผู้ครอบงำอารยธรรมของโลกจนถึงทุกวันนี้ หลายคนอาจแปลกใจว่าทำไม  homo sapiens ในยุโรปจึงมีอิทธิพลต่อทั่งโลก อาจกล่าวได้ว่าไม่ได้มาจากสรีระที่แตกต่างกันเพราะมนุษย์ขนาดของกะโหลกศีรษะที่เท่ากัน แต่มาจากกระบวนการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน กระบวนการเรียนรู้แบบให้มองนอกกรอบทำให้ homo sapiens เหล่านี้มีความคิดที่ลึกซึ้งและซับซ้อน ในขณะที่ homo sapiens ที่ใช้ตาและหูก็จะมีระบบคิดแบบตื้นเขิน ระบบคิดที่ลึกซึ้งนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมที่ลึกซึ้ง การที่ประเทศใดจะเจริญได้นั้นข้อสำคัญไม่ใช่การปฏิรูปการศึกษา แต่เป็นการพัฒนาการศึกษาที่นำไปสู่ homo sapiens ที่คิดนอกกรอบ ประเทศจะพัฒนาได้หรือไม่คำตอบจึงอยู่ที่คุณภาพของการศึกษาที่เราจะปฏิรูป

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น