เมื่ออังกฤษออกจากสหภาพยุโรป จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ภูมิภาคและต่อไทยอย่างไร

1รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ผลประชามติ ของอังกฤษออกมาในลักษณะที่คนส่วนใหญ่เลือกให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป โดยคะแนนสนับสนุนให้ออกจากสหภาพยุโรปมีคะแนน 17,410,742 คะแนน หรือ 51.9% ชนะ ฝ่ายสนับสนุนให้อยู่ต่อกับสหภาพยุโรปที่คะแนน 16,141,241 คะแนน หรือ 48.1%

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่ออังกฤษออกจากสหภาพยุโรปแล้วจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ภูมิภาคและต่อไทยอย่างไร

ผลระยะสั้นที่เห็นได้ชัดคือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนตลาดหุ้น ราคาทองคำ โดยเฉพาะที่ถูกกระทบมากที่สุดในด้านตลาดหุ้นของสหภาพยุโรป

กล่าวคือ ในวันรุ่งขึ้นหลังจากการลงประชามติ ตลาดหุ้นฝรั่งเศสราคาลดลงถึง 8% ในกรณีค่าเงินปอนด์ก็มีความอ่อนแอลง เมื่อเทียบกับในปีที่อังกฤษต้องถอนตัวออกจาก Exchange Rate Mechanism (ERM)ในทศวรรษ 1990 อย่างไรก็ตาม ผลในระยะกลางและระยะยาวยังไม่มีใครตอบได้

เหตุผลคือ อังกฤษเปรียบเหมือนเรือที่ออกจากท่าสู่ทะเลอันเวิ้งว้างและไม่รู้ว่าจะไปที่ใดหรือที่เรียกว่า Uncharted Direction สิ่งที่พอจะวิเคราะห์ได้คือสิ่งที่จะตามมาว่าคืออะไร ผลกระทบจะมากน้อยขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับภาพฉาย (Scenario) แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจอังกฤษและสหภาพยุโรปที่จะกระทบเศรษฐกิจการเมืองโลกซึ่งจะกระทบมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับภูมิภาคนั้น ๆ

จากการที่อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปนำไปสู่การลาออกของนายเดวิด คาเมรอน และนำไปสู่การมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคอนุรักษ์นิยมจะเลือกหัวหน้าพรรคโดยคาดว่าจะจบภายในวันที่ 2 ตุลาคม ในการประชุมใหญ่ (Convention) ที่เมือง Birminghamอย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้อาจจะเร็วกว่านั้นก็ได้ (มีข่าวในทำนองว่าอาจจะดำเนินการให้เสร็จในวันที่ 9 กันยายน)

โดยขั้นตอนดังกล่าวคือ พรรคอนุรักษ์นิยมจะให้สมาชิกส่งจดหมายเสนอชื่อผู้ที่จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคทางไปรษณีย์ แล้ว shortlist ให้เหลือ 2 รายชื่อ แล้วจึงทำการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคใหม่ ในวันที่มีการประชุมใหญ่ (Convention) โดยคาดว่านายบอริส จอห์นสัน อาจจะชนะเพราะเป็นผู้นำไปสู่ Brexitแต่ก็อาจยังไม่แน่เพราะในพรรคมีแรงต้านไม่น้อย

ขั้นตอนต่อไป ผู้นำอังกฤษ (นายกรัฐมนตรีคนใหม่) ต้องแสดงเจตจำนงไปยังสหภาพยุโรปว่าจะขอแยกอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน โดยตามมาตราดังกล่าวต้องเจรจาให้จบภายใน 2 ปี แต่อาจจะยืดต่อเวลาได้ถ้ามีความจำเป็น

เมื่อการเจรจาจบลงก็จะเป็นขั้นตอนการให้สัตยาบันของผู้นำสหภาพยุโรป 27 ประเทศ รัฐสภาอังกฤษ รัฐสภายุโรป ในการเจรจาจะมีความซับซ้อนและยากที่จะรู้ว่าจะจบลงอย่างไร

กล่าวคือ ขั้นแรก คือ รูปแบบการเจรจาของการออกจากสหภาพยุโรป

และขั้นที่ 2 คือ อังกฤษจะผูกพันกับสหภาพยุโรปในลักษณะใด หรืออาจจะมีการเอาทั้ง 2 ประเด็นทั้งการออกจากสหภาพยุโรปและการเข้าในรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่เข้าที่หารือพร้อมกันเลย

การออกจากสหภาพยุโรปนั้นหมายความว่าอังกฤษไม่ยอมรับการรวมกลุ่มอย่างลึกซึ้งถึงขั้นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่สิ่งที่อังกฤษต้องการคือ การรวมกุล่มให้เหลือแค่ในระดับเขตการค้าเสรีหรือระดับตลาดร่วมแบบเดียวกันกับประเทศนอร์เวย์และสวิตเซอร์แลนด์นั่นเองแน่นอน อังกฤษไม่สามารถลดระดับความสัมพันธ์ลงต่ำกว่าเขตการค้าเสรีได้กล่าวคือ ถ้าเช่นนั้นจะเป็นความสัมพันธ์ในกรอบ WTO เท่านั้น

การเจรจาในอนาคตดังกล่าวไม่ใช่ของง่าย เช่น สมมติว่าอังกฤษจะขอเป็นตลาดร่วมซึ่งมีองค์ประกอบของการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีและการจ่ายเงินเข้ากองกลางของสหภาพยุโรป (Common Resource) ซึ่งเป็นเรื่องที่อังกฤษไม่ยอมรับเพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อังกฤษต้องการออกจากสหภาพยุโรป

กล่าวคือ แรงงานโปแลนด์และสโลวาเกียเข้าไปทำงานในอังกฤษจำนวนมาก ซึ่งอังกฤษมองว่าเข้าไปแย่งงานคนของเขาและอังกฤษไม่ต้องการเสียภาษีเพื่อเลี้ยงดูคนของยุโรปตะวันออก เพราะฉะนั้นอังกฤษคงไม่ยอมรับในเงื่อนไขส่วนนี้ แต่ถ้าอังกฤษไม่ยอมรับ กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก (Visegrad) ได้แก่ โปแลนด์ เชกสโลวาเกีย และฮังการี ก็คงจะ veto ข้อตกลงกับอังกฤษ นี่เป็นตัวอย่างของปัญหาในการเจรจา

อีกตัวอย่างง่าย ๆ คือ เนื่องจากสหภาพยุโรปเป็นการรวมกลุ่มแบบเหนือชาติ (Supranational Union) กฎหมายที่ออกจากสหภาพยุโรปซึ่งมีเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจจำนวนมากจะกลายเป็นกฎหมายภายในของอังกฤษ ซึ่งต้องมาพิจารณาว่า กฎหมายตัวไหนจะเลิกใช้ กฎหมายตัวไหนจะยังคงอยู่ แล้วเมื่ออังกฤษออกจากสหภาพยุโรปแล้ว คนโปแลนด์ที่ทำงานอยู่ในอังกฤษต้องออกจากประเทศอังกฤษหรือไม่ หรือคนอังกฤษที่ไปทำงานในประเทศของสหภาพยุโรปต้องออกด้วยหรือไม่

อีกประเด็นที่สำคัญคือ Passporting กล่าวคือ สถาบันการเงินที่ตั้งอยู่ในอังกฤษซึ่งสามารถซื้อขายตราสารของสถาบันการเงินสหภาพยุโรปและสถาบันการเงินสหภาพยุโรปที่สามารถซื้อขายตราสารของสถาบันการเงินอังกฤษได้ การที่อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปจึงมีคำถามตามมาว่า กฎเกณฑ์เหล่านี้จะเป็นอย่างไร ทำให้สถาบันการเงินเตรียมย้ายคนออกจากกรุงลอนดอนมากกว่าพันคน

นอกจากนี้ อังกฤษยังเกี่ยวโยงกับสหภาพยุโรปในด้านกฎหมายทั้งนโยบายต่างประเทศ ความมั่นคง และมหาดไทย เช่น นโยบายต่อผู้ก่อการร้าย อังกฤษกับสหภาพยุโรปต้องเจรจาเรื่องนี้กันใหม่หรือไม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสหภาพยุโรปและ  NATO ซึ่ง NATO อยู่ในช่วงการผนึกกำลังพัฒนาเอกภาพในการถ่วงดุลกับรัสเซีย การเจรจาเหล่านี้ต้องใช้เวลาหลายปี ความไม่แน่นอนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอังกฤษและสหภาพยุโรปในอนาคต

ผลกระทบอีกประการคือ ขณะนี้ประชาชนในประเทศสหภาพยุโรปหลายแห่งต้องการให้มีการทำประชามติเหมือนอังกฤษ ที่สำคัญคือ พรรคขวาจัดและพรรคซ้ายจัดที่ต้องการให้ออกจากสหภาพยุโรปกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น จนได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่ง เช่น พรรค Front National ในฝรั่งเศส ในออสเตรีย ในเนเธอร์แลนด์ และในเยอรมนี เป็นต้น

พรรคซ้ายจัดที่ต้องการลดความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป เช่น พรรคCinque Stella ในอิตาลี และพรรคPodemosในสเปน ฉะนั้นถ้ามีการโหวตออก ผลกระทบต่อการเมืองและเศรษฐกิจโลกจะตามมา

ในกรณีของอังกฤษ เมื่อมีหัวหน้าพรรคคนใหม่ของพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งตามปกติสามารถอยู่ต่อได้ถึงปี 2020 แต่ก็เป็นไปได้ที่จะมีการยุบสภาเพื่อให้กลุ่มเสียงข้างมากเป็นกลุ่ม Brexitเพราะขณะนี้ เสียงข้างมากในสภาต้องการให้อังกฤษอยู่ในสหภาพยุโรป

สิ่งที่ต้องคิดคือ จากวันนี้ไปสู่ 5-6 เดือนกว่าอังกฤษจะเริ่มเจรจาหรืออาจจะนานกว่านั้น เพราะอังกฤษยังไม่อยากเจรจาทันทีเพื่อดูความพร้อมและสถานการณ์ซึ่งถ้าเริ่มมีการเจรจาก็อาจจะมีผลใน 2 ปี

ความไม่แน่นอนจะเกิดในความรู้สึกของนักลงทุนในสหภาพยุโรป และถ้าเกิดปรากฏการณ์ (ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าอาจจะไม่เกิดขึ้น) ของอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง ประชาชนที่โหวตออกอาจจะเสียใจและอาจจะมีการขอให้ทำประชามติใหม่ ซึ่งประชาชนก็อาจจะอยากให้อยู่กับสหภาพยุโรปต่อ ดังนั้น ใน 5-6 เดือนก่อนการเลือกตั้งใหม่ นายกรัฐมนตีอังกฤษอาจจะต้องเลือกทำประชามติอีกครั้ง อย่างไรก็ตามภาพฉายนี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก แต่ในฐานะนักวิเคราะห์ก็ต้องวิเคราะห์เพื่อให้เห็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้

จากการวิเคราะห์ภาพฉายต่าง ๆ และเงื่อนเวลาในการเจรจาก็ดี จากความไม่แน่นอนว่าจะจบลงอย่างไร จะมีผลกระทบต่อโลก สหภาพยุโรป และอังกฤษอย่างไร ยังไม่มีใครตอบได้

แต่สิ่งที่สามารถตอบได้คือ ความไม่แน่นอนจะมีผลในแง่ลบต่อเศรษฐกิจของอังกฤษและสหภาพยุโรปทั้งด้านอัตรากรเติบโตและด้านตลาดการเงินในกรณีที่ร้ายแรง ค่าเงินปอนด์อาจอ่อนตัวมาก ตามาด้วยเงินเฟ้อ เศรษฐกิจอังกฤษจะถูกกระทบ การทรุดตัวของสหภาพยุโรปจะกลับมาสู่ภาวะ Recession อีกครั้ง ปัญหาระบบธนาคารและวิกฤตค่าเงินสกุลยุโรปเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วจะกลับมาอีกครั้ง

ใครจะตอบได้ว่าจุดจบของเรื่องนี้อยู่ตรงไหน ที่พอจะตอบได้คือ ความไม่แน่นอนจะอยู่กับเราทั้งระยะสั้น กลาง และจะกระทบกับสหภาพยุโรปซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อภูมิภาคอื่น ๆ เพราะสหภาพยุโรปมีมูลค่าการค้าสูงที่สุดในโลก

สรุปคือ การมองโลกในแง่ดีว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและไม่มีอะไรกระทบกับไทยและอาเซียนนั้นเป็นการสรุปที่เร็วเกินไป หรือเรียกว่า Complacency ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะนำไปสู่ปัญหาหรือวิกฤตในประเทศในรูปแบบต่าง ๆ ได้ ผู้นำในด้านเศรษฐกิจจะต้องตาม Monitor และดูแลอย่างใกล้ชิดซึ่งจะต้องใช้เวลาเป็นปีหรือหลายปีก็เป็นไปได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

กรณีศึกษา “ประเทศเวเนซุเอลา” ผลกระทบอย่างรุนแรงจากการใช้ “นโยบายประชานิยม”

14259802191425980247l

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ประเทศเวเนซุเอลาในขณะนี้กำลังเจอปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมที่รุนแรงมากมายจนเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก

ในอดีตเป็นประเทศที่เจริญมั่งคั่งและเป็นหนึ่งในประเทศที่สำคัญของละตินอเมริกา ชื่อเวเนซุเอลา (Venezuela) ก็เป็นสัญลักษณ์ของการอธิบาย กล่าวคือ เวเนซุเอลา หมายถึง เวนิสเล็ก ๆ ที่น่ารัก เวเนซุเอลาในภาษาสเปนเกิดการจากรวมกันระหว่าง Venecia ซึ่งหมายถึงเมืองเวนิส กับคำว่า Suela ซึ่งหมายถึงการบอกลักษณะความน่ารัก เช่น คำว่า chico ซึ่งหมายถึงเด็กผู้ชาย ดังนั้นคำว่า chiquillo จึงหมายถึงเด็กที่น่ารัก ชื่อเวเนซุเอลาจึงเป็นเหมือนภาพฉายในอดีตแห่งความยิ่งใหญ่และประเทศที่น่ารักในละตินอเมริกา

เวเนซุเอลาขณะนี้มีประชากร 30 ล้านคน เป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับ 5 ของโลก ดังนั้นจึงเป็นประเทศที่เคยร่ำรวยมหาศาล เพราะมีประชากรน้อย แต่มีทรัพยากรที่มีค่า คือ น้ำมัน ดังตัวอย่างในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

แต่วันนี้เวเนซุเอลาได้กลายเป็นประเทศที่ล้มเหลวสุด ๆ (Failed state) ดังจะเห็นได้ว่า อัตราการเติบโตติดลบกว่า 10% และมีแนวโน้นที่จะเลวลง เงินเฟ้อเมื่อปีที่แล้ว 270% ปีนี้คาดว่า 1000% (เงินเฟ้อไทยขณะนี้ประมาณ 1 % เท่านั้น) เงินสำรองร่อยหรอจนเกือบหมด คนว่างงานเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 15% ราชการทำงานอาทิตย์ละ 2 วัน ข้าวของขาดแคลนแม้กระทั่งกระดาษในห้องน้ำ เวลาไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตต้องเข้าแถวรอ 2 – 3 ชั่วโมง หยูกยาหายากเนื่องจากเงินตราต่างประเทศเหลืออยู่น้อยมาก

รัฐบาลจึงไม่ยอมให้มีการนำเข้าโดยบอกให้ใช้ยาที่ผลิตในเวเนซุเอลา แต่เอาเข้าจริง กำลังการผลิตทำได้แสนหน่วย ขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 20 ล้านหน่วย ในแง่การเมืองเกิดการขัดแย้งระหว่างกลุ่มประชาชน 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลใส่เสื้อแดง ซึ่งก็ชวนคิดให้นึกถึงประเทศไทยของเรา

อะไรที่ทำให้ประเทศที่เคยยิ่งใหญ่และร่ำรวยอย่างเวเนซุเอลากลายเป็นประเทศที่เลวร้ายสุด ๆ ในทุกวันนี้ คำตอบคือ

1. ความจริงแล้วเวเนซุเอลาก็เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ในละตินอเมริกา กล่าวคือ เป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องการมีหนี้ของภาครัฐ และเป็นประเทศซึ่งมีปัญหาขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาที่ทำให้เกิดหนี้สินส่วนสำคัญก็เช่นเดียวกันกับประเทศในละตินอเมริกาทั่วไป คือ นโยบายประชานิยม

อย่างไรก็ตาม เวเนซุเอลายังไม่เคยเจอกับวิกฤตขนาดหนักเท่ากับทุกวันนี้ ปัจจัยที่นำไปสู่เหตุการณ์นี้คือ ในปี 1998 นายฮูโก ชาเวซชนะการเลือกตั้งทั่วไปได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ความจริงนั้นนายฮูโก ชาเวซเคยทำรัฐประหารในปี 1992 แต่ไม่สำเร็จ นายฮูโก ชาเวซนั้นได้วางนโยบายประชานิยมในการหาเสียงคือ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งนายฮูโก ชาเวซเรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าเป็น “การปฏิวัติแบบBoriva” นายโบลิวาเป็นนักการเมืองเมื่อศตวรรษที่แล้วที่เป็นที่เคารพในละตินอเมริกามาก เพราะเน้นชาตินิยม เน้นการปลดแอกจากจักรวรรดินิยมอเมริกา เนื้อหาสำคัญของการปฏิวัติแบบ Boriva ของนายฮูโก ชาเวซ คือ

1.1 เป็นการปฏิวัติสังคมนิยมซึ่งนำไปสู่การโอนกิจการของเอกชนมาเป็นของรัฐ

1.2 ต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา โดยมีการรวมกลุ่มประเทศฝ่ายซ้ายในอเมริกาประกอบด้วย ประเทศนิการากัว บราซิล โบลิเวีย อาร์เจนตินา และคิวบา เป็นต้น โดยนายฮูโก ชาเวซต้องการเป็นผู้นำในการต่อต้านอเมริกาซึ่งไม่ครอบคลุมแค่ในละตินอเมริกาแต่ขยายตัวสู่แอฟริกาและภูมิภาคอื่นด้วย

ผลจากการดำเนินนโยบายทั้ง 2 ประการทำให้เวเนซุเอลาต้องใช้เงินมหาศาล อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้นสูง รายได้ของเวเนซุเอลาจึงมีมาก เพราะรายได้จากน้ำมันเท่ากับรายได้ 50% ของเวเนซุเอลา รายได้การส่งออกน้ำมันเท่ากับ 95% ของการส่งออกทั้งหมดดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันพุ่งกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เวเนซุเอลาจึงยิ่งใหญ่ ภายในประเทศคนก็นับถือนายฮูโก ชาเวซราวกับพระเจ้า ภายนอกประเทศก็มีฐานะเป็นผู้นำละตินอเมริกาในการต่อต้านสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตามเมื่อราคาน้ำมันลดลงอย่างมหาศาล รายได้หดหายไป เงินสำรองก็หายจนไม่พอใช้หนี้ หลังสุดเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เวเนซุเอลายังกัดฟันจ่ายหนี้ IMF โดยการลดการใช้จ่ายในประเทศด้านอื่น ๆ ดังจะเห็นว่าหยูกยาหายากมาก

2. ในช่วงที่นายฮูโก ชาเวซเป็นประธานาธิบดีมีการสร้างฐานเสียงด้วยการใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการ น้ำมันราคาถูก ขนส่งมวลชนราคาถูก ยิ่งกว่านั้นเอาเงินไปช่วยเหลือต่างประเทศโดยเฉพาะคิวบา เพื่อรักษาสถานภาพความเป็นผู้นำในการต่อต้านอเมริกา เมื่อราคาน้ำมันลดลง เวเนซุเอลาก็จนลง ทั้งนี้เพราะในช่วงที่รุ่งเรือง รัฐบาลไม่ได้มีการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน เช่น ขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน ไม่มีการพัฒนาผลิตภาพของประชาชนให้เพิ่มขึ้น โดยมุ่งเน้นใช้แต่แรงงาน

3. นายฮูโก ชาเวสได้แก้รัฐธรรมนูญให้สามารถต่ออายุได้ไม่สิ้นสุด และมีการซื้อสิทธิขายเสียง คอรัปชั่น แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็รัก ทั้งนี้เพราะได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยม แต่สิ่งที่สร้างปัญหาตามมาคือ ประชาชนเหล่านี้กลายเป็นกองทัพประชาชนที่มาปกป้องนายฮูโก ชาเวซ ซึ่งกลายเป็นปัญหา เมื่อนายฮูโก ชาเวซตายในปี 2013 มือขวาของเขาคือนายนิโคลัส มาดูโรได้ขึ้นมาแทนและชนะการเลือกตั้งปี 2013 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่มีการซื้อเสียงและโกงอันนำไปสู่ความขัดแย้งกับฝ่ายค้าน

ในการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อไม่นานมานี้ ปรากฏว่า กลุ่มฝ่ายค้านที่ชื่อว่า Mesa de unidad democratica (MUD) ชนะการเลือกตั้ง แต่เนื่องจากเวเนซุเอลาเป็นระบบประธานาธิบดี โดยประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง รัฐสภาซึ่งมีเสียงข้างมากจากฝ่ายค้านจึงไม่สามารถลงมติไม่ไว้วางใจได้ ฝ่ายค้านจึงใช้การทำประชามติเพื่อขับไล่นายนิโคลัส มาดูโร ให้รับผิดชอบจากการทำให้เวเนซุเอลาต้องล้มเหลว

ปรากฏว่านายนิโคลัส มาดูโรใช้กองทัพประชาชนมาสนับสนุนเขา มีการใช้ศาลซึ่งเป็นกลุ่มเขาเพื่อยับยั้งการทำประชามติ มีการใช้พระราชกำหนดและพระราชกฤษฎีกาแทนกฎหมายทั่วไป เพราะกฎหมายมาจากรัฐสภาแต่พระราชกำหนดและพระราชกฤษฎีกานั้นประธานาธิบดีเป็นคนกำหนด โดยนายนิโคลัส มาดูโรกล่าวหาว่า สาเหตุที่เศรษฐกิจย่อยยับมาจากจักรวรรดินิยมอเมริกาและการต่อต้านเขาเป็นการทำลายระบบที่นายฮูโก ชาเวซได้วางไว้

เวเนซุเอลาเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากที่แสดงให้เห็นผู้นำที่เลวร้ายสุด ๆ และยังแสดงออกถึงผลกระทบอย่างรุนแรงจากการใช้นโยบายประชานิยม

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การลงประชามติ Brexit อังกฤษจะอยู่หรือลาออกจากสมาชิกของสหภาพยุโรป

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM3Mi8xODYzNjMwLzY0NTE3OC0wMS5qcGc=

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

Brexit กำลังเป็นประเด็นร้อนซึ่งเป็นที่จับตาอย่างตื่นเต้นในวงการเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป และ สหรัฐอเมริกา Brexit นั้นย่อมาจากคำว่า British+ Exit ซึ่งหมายความว่าอังกฤษจะยังคงอยู่หรือลาออกจากสมาชิก ของสหภาพยุโรป โดยจะตัดสินในวันที่ 23 มิถุนายน 2559 โดยจะมีการลงประชามติเพื่อตัดสินว่าประชาชนอังกฤษจะเลือกทิศทางไหน จากการหยั่งเสียงที่ผ่านมา กลุ่มที่ต้องการให้คงอยู่กับกลุ่มที่ต้องการถอนตัวจากสหภาพยุโรปมีใกล้เคียงกันมากตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา  แต่ 2-3 วันก่อน โพลที่ออกมาก็เริ่มที่ชี้ไปว่า ผู้ต้องการออกมีจำนวนมากกว่าผู้ต้องการให้อยู่ต่อ ความแตกต่างขึ้นอยู่กับกับโพลแต่ละสำนัก บ้างก็ห่างกัน 6-7% บ้างก็ห่างแค่ 2 % แต่ในวันนี้ก็มีข่าวว่ากลุ่มที่ต้องการยังคงอยู่ มีมากกว่ากลุ่มที่ต้องการออก จากวันนี้ไปสู่สัปดาห์หน้าคือวันที่ 23 มิถุนายน จึงเป็นช่วงเวลาของเดือนที่น่าตื่นเต้นของนักการเมืองนักการเงิน  และพ่อค้านักธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป

สาเหตุที่นำไปสู่การลงประชามติในวันที่ 23 มิถุนายน หรือที่เราเรียกว่า Brexit อาจจะสรุปได้ดังต่อไปนี้

1.ตอนที่นาย เดวิด คาเมรอนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งแรก ในขณะนั้น สส.ของพรรค Conservative ที่นายเดวิด คาเมรอนเป็นผู้นำตอนนั้น มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องงการให้อังกฤษถอนตัวจากสหภาพยุโรป นอกจากนั้นประชาชนบางกลุ่มก็เรียกร้องในลักษณะเช่นนี้ นายเดวิดในฐานะผู้นำพรรค Conservative และนายกรัฐมนตรีอังกฤษ จึงประกาศว่าในการเลือกตั้งใหม่ ถ้าเขาชนะการเลือกตั้ง เขาจะให้มีการลงประชามติ Brexit

ดังนั้นเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา พรรค conservative ชนะการเลือกตั้งและนายเดวิด คาเมรอนก็ได้เป็นนายกสมัยที่ 2 นายเดวิด คาเมรอนจึงได้ทำตามสัญญา จึงประกาศให้มีการลงประชามติในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ การที่นายเดวิดประกาศให้มีการลงประชามติ Brexit ถือเป็นการกลยุทธ์ทางการเมือง โดยคิดว่า เขาจะเป็นฝ่ายชนะ กล่าวคือเขาว่าคนส่วนใหญ่ยังต้องการให้อังกฤษยังคงอยู่ในสหภาพยุโรป เพราะในช่วงเขาประกาศปี 2012 ว่าจะมี Brexit ตอนนั้นจากการหยั่งเสียงประชาชนที่ต้องการออกจากสหภาพยุโรปมีเพียง 30% เท่านั้น

ดังนั้นการประกาศ Breix จึงมีเป้าหมายคือใช้เป็นเครื่องมือในการชนะการเลือกตั้งครั้งใหม่ เหมือนกับเป็นการล่อว่า ถ้าเลือกฉัน คุณจะมีสิทธิตัดสินใจได้เต็มที่ว่าจะเข้าหรือออก กล่าวคือเป็นเครื่องมือในการหาเสียง อีกประการคือนายเดวิดต้องการสร้างแรงกดดันกับกลุ่มกบฏที่ต้องการให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป เพราะถ้าลงประชามติแล้วผลคือให้คงอยู่ ความชอบธรรมของกบฏจะหมดไป

นอกจากนั้น นายเดวิด คาเมรอนยังต้องการสร้างความยิ่งใหญ่ของตัวเองเหมือนที่นางมาร์กาเร็ต แทชเชอร์ คือต้องการใช้แรงกดดันจากการทำประชามติต่อสมาชิกสหภาพยุโรป กล่าวคือถ้าคุณต้องการใช้ประชาชนอังกฤษตัดสินใจอยู่กับสหภาพยุโรป รัฐบาล (EU) เหล่านี้ต้องยอมรับเงื่อนไขใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการของอังกฤษซึ่งส่วนนี้นายเดวิด คาเมรอนทำสำเร็จเพราะเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา สมาชิกสหภาพยุโรปยอมให้อังกฤษดำเนินมาตรการที่จะให้คงอธิปไตยในประเด็นที่อังกฤษต้องการ เช่น อังกฤษสามารถยับยั้งการให้สิทธิประโยชน์ต่อแรงงานที่มาจากประเทศสมาชิกอื่น ๆ ของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปตะวันออกซึ่งเข้าไปทำงานในอังกฤษและได้สวัสดิการแบบเดียวกันกับคนอังกฤษ นั่นคือ คนอังกฤษรู้สึกว่า เอาภาษีคนอังกฤษไปช่วยเหลือแรงงานของประเทศในสหภาพยุโรปอื่น ๆ

อีกตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จคือ ข้อมติหรือกฎหมายใด ๆ จากสหภาพยุโรป สามารถยับยั้งได้ถ้าสภาผู้แทนราษฎร (House of Commons) ไม่เห็นด้วย ทั้ง 2 ตัวอย่างนี้เท่ากับอังกฤษเรียกร้องความเป็นไทให้กลับมาได้บางส่วน การเจรจาที่ประสบความสำเร็จครั้งนี้มีลักษณะเดียวกับนางมาร์กาเร็ต แทชเชอร์ใช้ในทศวรรษ 1970 (Renegotiated) หลังจากอังกฤษเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในปี 1973 นายเดวิด คาเมรอนหวังว่า กลยุทธ์ที่เขาใช้ทั้งหมดนี้จะทำให้เขามีความยิ่งใหญ่ในฐานะหัวหน้าพรรค conservative และในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ทุกอย่างกลับตาลปัดเพราะเอาเข้าจริงประชาชนที่ต้องการให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนขณะนี้ยังไม่รู้ลูกผีลูกคนว่าฝ่ายใดจะชนะเพราะใกล้เคียงกันมาก

2. ความจริง Brexit มีพื้นฐานมาจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และจิตวิทยาของคนอังกฤษ อังกฤษเคยเป็นประเทศยิ่งใหญ่ อังกฤษจึงหวงแหนเอกราชเป็นอย่างมากและมีความเป็นชาตินิยมสูง ในอดีตจะเห็นว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษปฏิเสธเข้าร่วมกับประชาคมยุโรปโดยปฏิเสธจะเป็นสมาชิกประชาคมถ่านหินและเหล็กในปี 1952 และไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปในปี 1958 ทั้งนี้เพราะไม่ต้องการผูกพันใกล้ชิดถึงขั้นตลาดร่วมกับยุโรป อังกฤษจึงเป็นตัวตั้งตัวตีจัดตั้งเขตการค้าเสรีที่เรียกว่า EFTA (European Tree Trade Association) ในปี 1959 หลังจากนั้น 3-4 ปี ผู้นำอังกฤษจึงตระหนักว่า ความยิ่งใหญ่ของอังกฤษหดหายไป เนื่องจากอังกฤษมีลักษณะโดดเดี่ยว อังกฤษในฐานประเทศเดี่ยวจึงเสียเปรียบประเทศอื่น ๆ ที่รวมกลุ่ม อังกฤษจึงตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปโดยประสบความสำเร็จในปี 1973

ประวัติศาสตร์และจิตวิทยาที่หวงแหนอธิปไตยของคนอังกฤษนอกจากจะทำให้อังกฤษเข้าร่วมเป็นสมาชิกช้ากว่าประเทศสำคัญอื่น ๆ แล้ว นางมาร์กาเร็ต แทชเชอร์ยังถือโอกาสเจรจาขอเงื่อนไขใหม่เพื่อขอผูกพันจากกฎระเบียบของประชาคมยุโรปน้อยลงและก็ประสบความสำเร็จกลายเป็นตัวอย่างที่นายเดวิด คาเมรอนเอามาใช้ ความหวงแหนอธิปไตยและชาตินิยมของอังกฤษจึงทำให้อังกฤษอยู่ในยุโรปตลาดเดียว คือเปิดเสรีสินค้า บริการ เงินทุน และแรงงาน แต่อังกฤษกลับปฏิเสธการเคลื่อนย้ายคนโดยเสรีด้วยการปฏิเสธข้อตกลงเชงเกน (Schengen Agreement) และเมื่อมีการทำสนธิสัญญามาสทริชต์ (Maastricht Treaty) ในปี 1993 อังกฤษก็ปฏิเสธที่จะอยู่ในยูโรโซนเช่นกัน โดยอังกฤษปฏิเสธการใช้เงิน สกุลเดียวกันคือ ยูโร อังกฤษยังคงขอใช้เงินสกุลปอนด์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์ของกลุ่มสนับสนุนให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปมากขึ้นจนกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้นายเดวิด คาเมรอนและผู้นำทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาเริ่มตื่นตระหนก เพราะเดิมไม่คาดคิดว่าจะเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว สาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การขยายตัวของกลุ่มที่ต้องการนำอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปคือ

1.วิกฤตของสหภาพโดยเฉพาะกลุ่มยูโรโซนระหว่างปี 2011-2014 จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้คนอังกฤษ รวมทั้งประชาชนหลายประเทศในสหภาพยุโรป เริ่มตระหนกว่า การรวมกลุ่มอย่างแน่นแฟ้นในลักษณะสหภาพยุโรป (สหภาพทางเศรษฐกิจทางเศรษฐกิจ การเงินและการเมือง) มิได้เป็นหลักประกันเสถียรภาพอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างที่เข้าใจตั้งแต่แรก ยิ่งกว่านั้นสหภาพยุโรปที่มี 28 ประเทศ มี 19 ประเทศที่เป็นสมาชิกยูโรโซน หลายประเทศกลับมีวิกฤติที่รุนแรง และแก้ปัญหาได้ช้า โดยเฉพาะในกลุ่ม PIGS (โปรตุเกส ไอร์แลนด์ และกรีซ) รวมทั้งสเปนและอิตาลี ซึ่งส่วนสำคัญเพราะว่าการเข้าเป็นสมาชิกยูโรโซน ทำให้ความยืดหยุ่นการใช้มาตรการทางการเงินหรืออัตราแลกเปลี่ยนหายไป ไม่เหมือนกับอังกฤษที่สามารถใช้นโยบายลอยตัวค่าเงินปอนด์และกระตุ้นการส่งออกแก้ไขวิกฤตได้เร็วกว่า กรณีดังกล่าวจึงเป็นการตอกย้ำให้คนอังกฤษเห็นว่าการอยู่นอกสหภาพยุโรปดีกว่าการเป็นสมาชิกด้วยซ้ำ

2. ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้คนอยากออกจากสหภาพยุโรป คือ การก่อการร้ายและวิกฤตการอพยพจากตะวันออกกลางและแอฟริกา จากการที่มีการอพยพจากแอฟริกา ซีเรีย และอิรักเข้ายุโรปปีละกว่าล้านคน สร้างปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจให้ยุโรปมหาศาล นอกจากนั้นยังสร้างปัญหาด้านความมั่นคงในระยะยาว ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุให้ประเทศในสหภาพยุโรปหลายประเทศเริ่มดำเนินหาทางแก้ไขและป้องปรามปัญหาดังกล่าว บางประเทศเช่น ออสเตรียเริ่มเข้มข้นในการตรวจสอบข้ามพรมแดน ซึ่งหมายความว่าข้อตกลงเชงเกนถูกกระทบ หลายประเทศพรรคการเมืองขวาจัดที่ต่อต้านการอพยพบางส่วนได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล เช่น กลุ่ม Visegrad ซึ่งประกอบด้วย ประเทศโปแลนด์ สาธารณรัฐเชก สโลวาเกีย และฮังการี นอกจากนั้นพรรคขวาจัด เช่น พรรค Front National ของฝรั่งเศส พรรค United Kingdom for Independence ของอังกฤษ พรรค Alternative für Deutschland ของเยอรมัน เป็นต้น พรรคเหล่านี้กำลังได้รับคะแนนเสียง ยิ่งมีการก่อการร้ายประชาชนยิ่งต่อต้านการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง ๆ ที่อังกฤษได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ เพราะมีข้อตกลงเชงเกน ประเด็นความกลัวคนลี้ภัยจากตะวันออกกลางจึงเพิ่มน้ำหนักให้กลุ่มเรียกร้องให้ถอนตัวจากสหภาพยุโรปมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่กลุ่มที่ต้องการให้อยู่เรียกร้องว่า ถ้าอังกฤษจะออกจะเกิดความเสียหาทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อสหภาพยุโรปก็ตาม

3. นโยบายหาเสียงที่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะจากอดีตนายกเทศมนตรีนายบอริส จอห์นสัน ซึ่งมีทักษะในการจูงใจคนเก่งมา ความสามารถในการสื่อสารผ่านโซเชี่ยลมีเดียจึงเป็นปัจจัยทำให้คนคล้อยตามให้ออกจากสหภาพยุโรปมากขึ้น

ผลกระทบจากการออกจากสหภาพยุโรปอาจสรุปได้ดังต่อไปนี้

1. การลงทุนในอังกฤษเริ่มหยุดชะงักทั้งจากต่างชาติและคนอังกฤษรอดูสถานการณ์ ถ้าออกจากสหภาพยุโรปจริงจะสร้างความไม่แน่นอนอีกหลายปีกว่าจะรู้ว่าอังกฤษจะมีการเจรจาใหม่เพื่อผูกพันกับสหภาพยุโรปในอนาคตในลักษณะใด จากการประเมินของ OECD ในปีแรก GDP ของอังกฤษจะถูกกระทบ 1% ใน 5 ปีจะกระทบ 5% อัตราการเติบโตช้าลงของอังกฤษจะส่งผลกับอัตราการเติบโตของสหภาพยุโรปและโลกโดยรวมทำให้มีการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจในลักษณะที่เลวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2. ผลกระทบอีกด้านคือ ตลาดการเงินส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินปอนด์อ่อนค่าลง มีการไหลออกของเงินตราต่างประเทศจนถึงขนาดที่ธนาคารชาติของอังกฤษต้องทำข้อตกลง SWAP กับประเทศอื่นๆ นอกจากนั้นยังส่งผลต่อความผันผวนของตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรทั้งภูมิภาคและทั้งโลก

3. อังกฤษในฐานะประเทศที่มีบทบาทสำคัญทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมืองก็คงมีบทบาทลดลง ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกาจะถูกกระทบ ความยิ่งใหญ่ของอังกฤษคือเป็นตัวจักรกลของอเมริกา บนพื้นฐานความสัมพันธ์พิเศษ (Special relationship) ในการถ่วงดุลกับสหภาพยุโรปทั้งในกรอบสหภาพยุโรปและ NATO การถอนตัวของอังกฤษจากสหภาพยุโรปจะทำให้บทบาททางการเมืองของอังกฤษส่วนนี้ลดลงและส่งผลกระทบต่อเอกภาพของ NATO ในช่วงที่ NATO ต้องถ่วงดุลกับรัสเซียและจีน

4.ผลกระทบที่รุนแรงก็คือ ประเทศในสหภาพยุโรปอื่น ๆ จะดำเนินการตามโดยเฉพาะในฝรั่งเศส ประชาชนเรียกร้องให้มีการทำประชามติเพื่อออกจากสหภาพยุโรปทั้ง ๆ ฝรั่งเศสเป็นประเทศก่อตั้งสหภาพยุโรป และอาจนำไปสู่การขึ้นมามีอำนาจของพรรคขวาจัดในประเทศสหภาพยุโรปอื่น ๆ ซึ่งต้องการต่อต้านสหภาพยุโรปนั่นคืออาจนำไปสู่การแตกสลายของสหภาพยุโรปในที่สุด

แม้ในกรณีที่อังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรป อังกฤษจะไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่อังกฤษจะยังผูกพันกับสหภาพยุโรปโดยยังต้องเจรจาใหม่กับสหภาพยุโรปเพื่อทำข้อตกลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่

1. ข้อตกลงเขตการค้าเสรี

2. ข้อตกลงสมาพันธ์ (Association Agreement) เช่นเดียวกับกลุ่มยุโรปตะวันออกหรืออดีตสหภาพโซเวียต

3. ข้อตกลงตลาดร่วม โดยไม่ยอมรับเชงเกน บนพื้นฐานเดียวกับ EFTA นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และ ลิกเตนสไตน์ ที่ทำกับสหภาพยุโรปบนพื้นฐานข้อตกลง EEA (European Economic Area) อย่างไรก็ตามสวิสเซอร์แลนด์แม้จะอยู่ใน EFTA แต่ไม่ยอมรับ EEA และได้ทำข้อตกลง 2 ฉบับกับสหภาพยุโรปโดยมีเนื้อหาเป็นตลาดร่วม

4. ข้อตกลงสหภาพศุลกากร เช่นเดียวกับตุรกี

ในความเห็นของผู้เขียน ความผูกพันระหว่างอังกฤษกับสหภาพยุโรปที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ ข้อตกลงเขตการค้าเสรีและข้อตกลงตลาดร่วมโดยไม่ยอมรับเชงเกน ซึ่งในทางปฏิบัติ กว่าจะตกลงได้ก็อีกหลายปี เพราะสหภาพยุโรปจะยังไม่ทำข้อตกลงโดยง่าย เพราะส่งผลเป็นลูกโซ่กับประเทศอื่น ๆ ดังนั้นถ้าอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปจะมีผลกระทบต่อการชะลอตัวของการลงทุนและเกิดความปั่นป่วนของตลาดการเงิน ผลที่ตามมาคือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งของอังกฤษ สหภาพยุโรปและเศรษฐกิจโลกโดยรวมทั่วโลก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง และการต่างประเทศครั้งสำคัญของจีนในยุค “สีจิ้นผิง”

12318072_1163583507008182_2054250368_o

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ประเทศจีนภายใต้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกำลังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และการต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งทั่วโลกกำลังจับตาดูด้วยความสนใจและในบางกรณีด้วยความกังวล

ประเทศจีนมีความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโลกยุคใหม่เมื่อผู้นำเติ้งเสี่ยวผิงได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยุค 4 ทันสมัย ในปี 1978 แนวทางในการบริหารของเติ้งเสี่ยวผิงทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และการต่างประเทศก็ได้รับการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องถึงประธานาธิบดีหูจิ่นเทาในปี 2012 เมื่อมีการเปลี่ยนผู้นำจีนเป็นสีจิ้นผิง แนวทางในการดำเนินการทั้งในนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และการต่างประเทศของจีนที่ติดต่อกันกว่า 3 ศตวรรษก็ได้มีความเปลี่ยนแปลง

ในทางเศรษฐกิจแนวนโยบายเดิมคือ การเน้นการส่งออกและการลงทุนตลอดจนการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งทำให้อัตราการเติบโตสูงโดยเฉลี่ย 10% ตลอด 3 ทศวรรษ อย่างไรก็ตาม ในโลกยุคใหม่ภายใต้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง แนวนโยบายเศรษฐกิจได้เปลี่ยนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้ยาแรงก็เริ่มใช้ยาเบาลง แต่ก็ยังเน้นแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ผู้นำจีนรู้ว่า ถ้าใช้ยาน้อยไป อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะลดต่ำจนนำไปสู่ปัญหาการระเบิดทางการเมืองจากการประท้วง โดยระยะแรก ผู้นำจีนหวังว่าจะประคองให้อัตราการเติบโตอยู่ที่ 8% เอาเข้าจริง ๆ อัตราการเติบโตเริ่มลดลงจนถึงระดับ 6.8% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และยังมีแนวโน้มลดลงอีก สิ่งที่น่าคิดตามมาคือ ถ้าการเติบโตของจีนลดลงมากเกินไป ปัญหาทางการเมืองซึ่งจะเกิดจากแรงงานที่เข้าสู่ตลาดปีละ 4.5 ล้านคน ย่อมนำไปสู่การประท้วงหรือการแสดงออกถึงความไม่พอใจ การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายทางเศรษฐกิจภายใต้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมีส่วนสำคัญมากจากแรงกดดันจากการลดลงของขีดความสามารถในการแข่งขัน อันเป็นผลจากค่าแรงที่สูงขึ้น การส่งออกที่ชะลอตัวลงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังค่อย ๆ ฟื้นตัว แต่ที่สำคัญคือ ปัญหาด้านลูกโป่งในอสังหาริมทรัพย์ ปัญหา Shadow Banking ปัญหาหนี้ที่สูงถึง 238% ของ GDP และหนี้ที่ไม่ก่อรายได้สูงถึง 15% ของสินเชื่อ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจึงมีความจำเป็นต้องปรับแนวนโยบายทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ

ในด้านการเมือง ตั้งแต่ยุคเติ้งเสี่ยวผิงเป็นต้นมา การบริหารการเมืองจะเน้นความเป็นผู้นำร่วมกัน (Collective Leadership) แทนที่จะเป็นลักษณะอำนาจนิยมและเน้นตัวบุคคล เช่น ยุคเหมาเจอตุง ในยุคสีจิ้นผิง แนวทางทางการเมืองเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงมาในลักษณะเน้นตัวบุคคล และรวบอำนาจ ในยุคก่อนหน้านี้แม้ว่าจะเป็นการปกครองภายใต้เผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ก็มีการผ่อนคลายทางการเมืองบ้าง นักวิเคราะห์บางคนมองว่าเป็นทางสายกลางระว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย แต่ในยุคสีจิ้นผิงเริ่มมีการดำเนินแนวทางเผด็จการมากขึ้น มีการควบคุมสื่อ ตลอดจนดำเนินมาตรการปราบปรามคอรัปชั่นในวงกว้างและรุนแรง

ในด้านต่างประเทศ นโยบายของจีนในยุคก่อนสีจิ้นผิงจะมีการดำเนินนโยบายที่เรียกว่าซ่อนและรอเวลา (Hide and Bide) ซึ่งได้มาจากคำแนะนำที่เติ้งเสี่ยวผิงเคยให้ไว้ว่า “ซ่อนความสามารถเอาไว้และรอไว้ใช้ในเวลาที่เหมาะสม” ผลลัพธ์จากการดำเนินการดังกล่าวทำให้นโยบายต่างประเทศในยุคก่อนสีจิ้นผิงจึงมีลักษณะไม่ค่อยผาดโผนและค่อนข้างนิ่มนวล

ในยุคของสีจิ้นผิง นโยบายต่างประเทศเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีความเข้มข้นและผาดโผนมากขึ้น สีจิ้นผิงเน้นนโยบายต่างประเทศในลักษณะขยายอิทธิพลของจีนทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร เพื่อที่จะพัฒนาเป็นมหาอำนาจระดับโลก (Global Power) ไม่เป็นเพียงแค่มหาอำนาจทางภูมิภาค (Regional Power) ในทางเศรษฐกิจต่างประเทศก็พยายามที่จะขยายการให้ความช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ ทั้งในละตินอเมริกา แอฟริกา ขยายบทบาทของเงินหยวน และขยายการรวมกลุ่มโดยเฉพาะในเอเชียมีการจัดตั้งสถาบันใหม่ เช่น Asian Infrastructure investment Bank และ BRICS Bank ในมิติทางการเองระหว่างประเทศได้แพร่แสนยานุภาพทางด้านความมั่นคงทางอากาศและทางทะเลในกรอบของการจัดตั้ง Air Identification zone และการอ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ด้วยนโยบาย 9-dash zone จนเกิดความขัดแย้งกับกลุ่มประเทศอาเซียนจนนำไปสู่การเผชิญหน้ากับอเมริกา

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง และการต่างประเทศครั้งสำคัญของจีนในยุคสีจิ้นผิงจึงเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองเพราะเป็นตัวชี้อนาคตของจีนทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ตลอดจนภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ทำไมต้องมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025

20150820-1440042433.997-2

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียเมื่อปลายปีที่แล้ว ได้มีการตกลงและแถลงการณ์เพื่อจะพัฒนาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025

ความจริงแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในประเทศไทยก็มีการรณรงค์ในเรื่องการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 ซึ่งหมายความว่า ในปี 2016 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ตามความเข้าใจของคนทั่วไป แต่สิ่งที่ตามมาคือการตั้งคำถามว่า แล้วทำไมต้องมี ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025 และจะมีอะไรเกิดขึ้นในกรอบเนื้อหาภายใต้กรอบเวลาจากนี้ไปถึงปี 2025

ความจริงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) นั้นโดยสาระสำคัญก็คือการรวมกลุ่มถึงขั้น “ตลาดร่วม” (Common market) หรือที่เรียกว่า “ตลาดเดียว” (Single market) ถือเป็นการรวมกลุ่มที่แน่นแฟ้นหรือที่เราเรียกว่า บูรณการทางเศรษฐกิจ (Economic Integration) ที่เริ่มจากลำดับที่ 1 เขตการค้าเสรี (Free Trade Area) 2. สหภาพศุลกากร (Customs Union) 3. ตลาดร่วมหรือการเป็นประชาคมเศรษฐกิจ 4. สหภาพเศรษฐกิจ (Economic Union) 5. สหภาพเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ (Total Economic Union) โดยขยายสู่สหภาพทางการเมือง (Political Union)

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จึงหมายถึงการรวมกลุ่มในขั้นที่ 3 ซึ่งเรียกว่า “ตลาดร่วม” อันหมายถึง กระบวนการเปิดเสรีปัจจัยการผลิต 4 ประเภท คือ สินค้า เงินทุน บริการ และแรงงาน ประชาคมเศรษฐกิจทุกแห่งจึงเริ่มต้นด้วยการเปิดเสรีทางด้านสินค้าในลักษณะ Free Trade Area และโดยปกติจะตามมาด้วยสหภาพศุลกากร (Customs Union) ก่อนจะพัฒนาสู่การเป็นตลาดร่วม ดังดูได้จากประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) หรือสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union)

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ก็เช่นกันกับตลาดร่วมโดยทั่วไปที่เริ่มต้นด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (AFTA) ตั้งแต่ปี 1993 อย่างไรก็ตาม ในกรณีของอาเซียนนั้นไม่มีการพัฒนาเป็นสหภาพศุลกากร เนื่องจากมีประเทศสิงคโปร์ซึ่งไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าเพราะเป็น Free port ดังนั้นถ้าจะจัดตั้งสหภาพศุลกากร อาเซียนทุกประเทศต้องลดกำแพงภาษีเหลือ 0 เท่ากับสิงคโปร์ ตามหลักการของ WTO นั้นคือ เมื่อมีการลดกำแพงภาษีแล้วห้ามขึ้นภาษีอีก ยกเว้นในกรณีจำเป็นเท่านั้น ในบริบทดังกล่าว การรวมกลุ่มของอาเซียนจึงพัฒนาจากเขตการค้าเสรีก้าวไปสู่การเป็นตลาดร่วมโดยไม่ต้องผ่านการเป็นสหภาพศุลกากร

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีภายใต้ AFTA ในปี 1993 และได้มีการเปิดเสรีทางบริการในปี 1995 ในกรอบ AFAS และเปิดเสรีการลงทุนในปี 1998 ในกรอบ AIA โดยในปี 2003 ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่บาหลีได้มีการตกลงจัดตั้งประชาคมอาเซียน 2020 อันประกอบด้วยประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community–ASC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community-ASCC) ในปี 2007 ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ได้มีการย่นระยะเวลาของ 3 ประชาคมจากปี 2020 เป็นปี 2015 ในกรณีไทยเพิ่งจารณรงค์ AEC 2015 เมื่อปี 2010 ในสมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คือคุณพรทิวา

จากพัฒนาการดังกล่าวจะเห็นว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนซึ่งหมายถึงการเปิดเสรีสินค้า บริหาร เงินทุน และแรงงานไม่ได้เริ่มต้นและจบในปี 2015 ดังจะเห็นว่า AFTA เริ่มในปี 1993 และในปี 2015 ก็บรรลุข้อตกลงการค้าเพียงแค่ในกรอบการไม่เก็บภาษีนำเข้าและไม่มีการกำหนดโควตา (โดยมีข้อสงวนบ้าง เช่น ไทย สงวนกาแฟ มันฝรั่ง ไม้ดอก มะพร้าวแห้ง และกรณีอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สงวนเรื่องข้าว

นอกจากนี้อินโดนีเซียยังมีข้อสงวนสำหรับน้ำตาลอีกด้วย) อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีทางการค้าจึงยังไม่ได้จบลงในปี 2015 เนื่องจากยังมีอุปสรรคทางการค้าที่เรียกว่าอุปสรรคทางเทคนิค (Technical Barrier) อันประกอบด้วยมาตรฐานสินค้า มาตรฐานสุขอนามัย ยังมีอุปสรรคทางการค้าในรูปภาษี ซึ่งเกิดจากระดับภาษีที่แตกต่างกันของภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิต ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการแกไขอุปสรรคดังกล่าว

นอกจากนั้นยังมีอุปสรรคด้านกายภาพ (Physical Barrier) ซึ่งทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและบุคคลยังไม่คล่องตัวจากการตั้งด่านข้ามพรมแดน เราจะเห็นว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 ในแง่การเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรีจึงยังไม่จบเพราะยังมีอุปสรรคทางด้านเทคนิค (Technical Barrier) อุปสรรคทางภาษี (Tax Barrier) และด้านกายภาพ (Physical Barrier) ดังนั้นในกรอบ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025 จึงหมายถึงความจำเป็นของรัฐบาลประเทศอาเซียนจะต้องดำเนินการลดอุปสรรคดังกล่าวอันจะนำไปสู่การปรับมาตรฐานสินค้าให้อยู่ในระดับเดียวกัน ซึ่งถือเป็นการลดอุปสรรคทางด้านเทคนิค การปรับความแตกต่างทางภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตให้น้อยลงซึ่งถือเป็นกรอบในการลดอุปสรรคด้านภาษี และในอนาคต การเดินทางของคนภายในอาเซียนอาจจะให้เพียงเอกสารคือบัตรประจำตัวและต่างชาติอาจจะขอวีซ่า Single Entry แล้วเข้าได้หลายประเทศ เช่น วีซ่าเชงเกน ของสหภาพยุโรป เป็นต้น

ในส่วนของการเปิดเสรีบริการและการลงทุน ดังที่กล่าวมา กระบวนการเปิดเสรีมีเมื่อปี 1995 สำหรับด้านบริการ และปี 1998 สำหรับการลงทุน ในกรณีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 การเปิดเสรีบริการและการลงทุนมีกำหนดไว้ 12 ประเภทแบ่งเป็นการลงทุน 7 ประเภทและการบริการอีก 5 ประเภท ในด้านการเปิดเสรีบริการซึ่งกำหนดไว้เพียง 5 ประเภทคือ การเปิดเสรี IT ท่องเทียว สุขภาพ โลจิสติกส์ และการบิน โดยให้บริษัทประเทศสมาชิกถือครองเป็นเจ้าของได้ 70% กระบวนการเปิดเสรีสินค้า บริการ และการลงทุนจึงถือว่าเพิ่งเริ่มต้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีการขยายการเปิดเสรีบริการให้ครอบคลุมกว้างขึ้น ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าจะครอบคลุมธุรกิจธนาคาร ประกันชีวิต ประกันภัย การศึกษา ค้าปลีก บริษัทที่ปรึกษา ด้านบัญชีและกฎหมาย และอื่น ๆ ในกรอบการเปิดเสรีแรงงานนั้น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 จะจำกัดเพียง 8 อาชีพ คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักสำรวจ บัญชี และท่องเที่ยว ในอนาคตของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025 ประเทศสมาชิกจะเปิดเสรีแรงงานที่มีฝีมือมากขึ้นซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าจะครอบคลุมแรงงานทางด้าน IT การบิน ธุรกิจการเงิน การศึกษา และค้าปลีก

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 ยังมีการกำหนดการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันโดยกำหนดกรอบความร่วมมือใน 6 องค์ประกอบ คือ E-Asean นโยบายการแข่งขัน นโยบายด้านภาษี นโยบายสิทธิทางปัญญา ความร่วมมือด้าน Infrastructure ในเฉพาะในกรอบ GMS และ IMT-GT และการปกป้องผู้บริโภค ภารกิจความร่วมมือของประเทศอาเซียนใน 6 องค์ประกอบจึงยังไม่ได้จบลงในปี 2015 ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะพัฒนาอย่างลึกซึ้ง ตลอดจนการประสานนโยบายใน 6 ประเด็นดังกล่าวให้มากขึ้นในกรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 ยังมีการกำหนดการพัฒนาความเท่าเทียมซึ่งแยกเป็น 2 ประเด็นคือ ประเทศเก่าช่วยเหลือประเทศใหม่ และการช่วยเหลือ SME ภารกิจทั้ง 2 ยังไม่จบในปี 2015 ประเทศสมาชิกต้องดำเนินนโยบายดังกล่าวให้เข้มข้นในกรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 ยังกล่าวถึง การบูรณการกับประเทศอื่น ๆ ในโลก เช่น การรวมกลุ่ม Asean+3 และ +6 การรวมกลุ่มมีพลวัตสูงดังนั้นจึงไม่ได้จบใน Asean+3 และ +6 ดังนั้นจะพัฒนาไปสู่ RCEP และในระยะกลางจะพัฒนาสู่ประชาคมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกและขยายการรวมกลุ่มกับภูมิภาคอื่น ๆ การขยายการรวมกลุ่มดังกล่าวของอาเซียนจึงเป็นเนื้อหาของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025

อาจกล่าวได้ว่า การเปิดเสรีของอาเซียนในด้านสินค้า บริการ เงินทุน และแรงงานจึงไม่ได้จบในปี 2015 แต่ต้องเปิดกว้างขึ้นและลึกขึ้นในอนาคต อีกทั้งต้องพัฒนาการรวมกลุ่มและความร่วมมือด้านนโยบายต่าง ๆ ถือเป็นการดำเนินการต่อจากสิ่งที่ค้างไว้ในปี 2015 ทิศทางการเปิดเสรีและการขยายความร่วมมือของ AEC จึงยังไม่ได้จบในปี 2015 แต่ยังต้องรวมตัวต่อเนื่องอันเป็นสาระสำคัญของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025 และเมื่อถึงตอนนั้นก็จะยังไม่สมบูรณ์ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างของยุโรปก็ไม่ได้จบในปี 1992 ที่เรียกกันว่า ยุโรปตลาดเดียว เพราะทุกวันนี้ยังมีการเปิดเสรีทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จึงถือเป็นกระบวนการเปิดเสรีสินค้า เงินทุน บริการ และแรงงานที่ไม่ได้เริ่มและจบในปี 2015 และจะยังไม่จบในปี 2025 เป็นกระบวนการที่มีพลวัต ดังกรณีการรวมกลุ่มในรูปแบบตลาดร่วม (Common market) ทุกแห่งในโลก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union)

11140

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย ในขณะเดียวกันก็มีการประชุมในระดับทวิภาคีและได้แสดงเจตจำนงที่ไทยจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union – EEU) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่คนไทยไม่คุ้นนัก อีกทั้งมีการตั้งคำถามหาเหตุผลที่ไทยจะเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย ในปัจจุบันมีประเทศสมาชิก 5 ประเทศ ประกอบด้วยรัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส คีร์กีซสถาน อาร์เมเนีย จุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในปี 1994 ขณะนั้นประธานาธิบดีคาซัคสถานคือนาย Nazarbayav ได้เสนอแนะการจัดตั้งสหภาพยูเรเซีย (Eurasian Union) โดยเสนอในช่วงที่ให้สุนทรพจน์ ณ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐมอสโก ในเวลาต่อมาจึงนำไปสู่การเรียกร้องของนักการเมือง นักวิชาการ ที่จะให้มีการรวมกลุ่มอย่างแน่นแฟ้นทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม คาซักสถานซึ่งเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดกลับไม่ต้องการให้มีการรวมกลุ่มความแน่นแฟ้นถึงขั้นครอบคลุมทางการทหารและการเมือง แต่ต้องการแค่ทางเศรษฐกิจเท่านั้น ทั้งนี้เพราะคาซัคสถานเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตจึงต้องการรักษาเอกราชของตนไว้ อย่างไรก็ตามรัสเซียและเบลารุสซึ่งเป็นสมาชิกของสหภาพยูเรเซียได้ร่วมกันจัดตั้ง “สหภาพทางการเมือง” (Political union) และนำไปสู่การจัดตั้งองค์กร “องค์การแห่งสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน” (Collective Security Treaty Organization) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของพันธมิตรในด้านการป้องกันในกรองความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ

ก่อนปี ค.ศ.2014 สมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียประกอบด้วย 3 ประเทศ คือรัสเซีย คาซัคสถานและเบลารุส ในระยะแรกเป็นการรวมกลุ่มในลักษณะสหภาพทางศุลกากร (Customs union) หมายความว่า นอกจากมีการรวมกลุ่มในกรอบ Free Trade Area แล้ว ยังมีการดำเนินการให้มีการเก็บภาษีศุลกากรในระดับเดียวกันสำหรับสินค้าที่มาจากประเทศที่ 3 ซึ่งอยู่นอกกลุ่มสมาชิกที่จะนำสินค้าเข้าสู่ 3 ประเทศดังกล่าวให้คิดภาษีในอัตราเดียวกัน

โดยในวันที่ 29 พฤษภาคม 2014 ผู้นำทั้ง 3 ประเทศได้มีการลงนามเพื่อพัฒนาสหภาพศุลกากรยูเรเซียไปเป็นสหภาพทางเศรษฐกิจยูเรเซีย ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2015 เป็นต้นไป ในเวลาต่อมาเดือนตุลาคมและธันวาคมปี 2014 อีก 2 ประเทศคืออาร์เมเนียและคีร์กิซสถานได้ลงนามเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยูเรเซียโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2015 สำหรับอาร์เมเนีย และวันที่ 6 สิงหาคม 2015 สำหรับคีร์กิซสถาน

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียจึงประกอบด้วยประเทศรัสเซียและอีก 4 ประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของโซเวียต อย่างไรก็ตาม มีอีกหลายประเทศที่แสดงความจำนงอยากจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งคือกลุ่มประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของโซเวียต อีกกลุ่มคือประเทศในกลุ่มอาเซียนซึ่งมีเวียดนามที่สนใจเข้าร่วม

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย ซึ่งก็คือประชาคมเศรษฐกิจยูเรเซีย ซึ่งหมายถึงการจัดตั้งตลาดร่วม (Common market) อันหมายถึงการเปิดเสรีทางสินค้า เงินทุน บริการ และคน ในส่วนของการเปิดเสรีสินค้าเป็นการรวมกลุ่มถึงขั้นเขตการค้าเสรี กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียมีลักษณะเดียวกันกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ยกเว้นในกรณีของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียมีการพัฒนาไกลไปสู่การเป็นมากกว่าเขตการค้าเสรี นั่นคือ การจัดตั้งสหภาพศุลกากร (Customs Union) ซึ่งหมายความว่าประเทศสมาชิกจะเก็บภาษีนำเข้าในระดับเดียวกันจากสินค้าประเทศที่ 3 ผิดกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนซึ่งไม่ได้รวมกลุ่มถึงขั้นสหภาพศุลกากร เนื่องจากประเทศสิงคโปร์ไม่ได้เก็บภาษีนำเข้าจากสินค้าประเทศอื่น (Free Port) ซึ่งเป็นอุปสรรคของประเทศอาเซียนในการจัดตั้งสหภาพศุลกากร

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย นั้นประกอบด้วยประชากร 188 ล้านคน และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรวม 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนั้นยังมีการประสานนโยบายด้านขนส่ง เกษตร และพลังงาน ลักษณะองค์กรส่วนสำคัญคือ การร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล องค์กรสูงสุดคือ การประชุมสุดยอด ซึ่งประกอบด้วยประมุขของประเทศหรือประมุขของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หน่วยงานหนึ่งคือ คณะกรรมการยูเรเซียจะมีลักษณะเป็นองค์กรเหนือชาติ นอกจากนั้นสหภาพยูเรเซียยังมีการจัดตั้งศาลเพื่อพิจารณาคดีร่วมกันอีกด้วย

การที่ไทยจะเข้าร่วมสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียก็เป็นส่วนที่ดี เนื่องจากสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศเมื่อนำเข้า 5 ประเทศดังกล่าวจะไม่มีกำแพงภาษี อีกอย่างคือ เป็นการขยายตลาดให้ประเทศไทยทั้งด้านสินค้า บริการ การลงทุน ยิ่งไปกว่านั้นคือ การดึงการลงทุนจากรัสเซียให้เข้ามาในประเทศเป็นการขยายกรอบการค้าของไทยในกรอบโลกาภิวัตน์ ผลกระทบในด้านลบจากการรวมกลุ่มมีน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ TPP ดังนั้นจึงถือว่า การเดินหมากเข้าสู่สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียจึงเป็นแนวนโยบายที่ควรจะทำในยามที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่รุนแรงในกรอบความเปลี่ยนแปลงทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ไทยมีทางเลือก ยิ่งกดดัน ยิ่งผลักไสให้ทิ้งระยะห่างจากตะวันตกยิ่งเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างจีนและรัสเซียมากขึ้น

20160521naayk_phbhaaruuethwiphaakhiikabprathaanaathibdiishphanthrathrasechiiy_06รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

นายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชากำลังอยู่ในช่วงระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนกับรัสเซีย และเปิดการประชุมทวิภาคีระหว่างนักธุรกิจไทยกับนักธุรกิจรัสเซีย เนื้อหาวาระของการเดินทางครั้งนี้คือ การลงนามข้อตกลง 8 ฉบับซึ่งครอบคลุมความร่วมมือทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ในทางเศรษฐกิจก็มีการตั้งเป้าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้น 4 เท่า จากปัจจุบันที่มีตัวเลขการค้าระหว่างกันประมาณ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะเพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในอนาคต นอกจากนั้นรัฐบาลไทยก็ยังพยายามที่จะดึงการลงทุนและการท่องเที่ยวจากรัสเซียโดยเฉพาะได้เน้นถึงการส่งเสริม Cluster ใหม่ที่รัฐบาลกำลังพัฒนาคือด้านอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics)  อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals) อุตสาหกรรมดิจิตอล (Digital) อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) ในขณะเดียวกันก็มีประเด็นเรื่องการซื้ออาวุธของไทยจากรัสเซียไม่ว่าจะเป็นเฮลิคอปเตอร์และรถถัง โดยแลกกับการส่งออกพืชผลเกษตรของไทย ทางด้านการทหารคือสนับสนุนความร่วมมือทั้ง 2 ประเทศให้กระชับมากขึ้น

การเยือนรัสเซียของไทยนี้ ส่วนหนึ่งอยู่ในกรอบอาเซียน แต่ส่วนหนึ่งคือความสัมพันธ์แบบทวิภาคีระหว่างไทยและรัสเซีย ในการเยือนครั้งนี้ วัตถุประสงค์สำคัญด้านนโยบายต่างประเทศเศรษฐกิจ และการเมือง คือ ในทางเศรษฐกิจต้องการที่จะส่งเสริมเพิ่มตลาดการส่งออก และการท่องเที่ยวมากกว่าเดิม แน่นอน ในโลกโลกาภิวัตน์ ทุกประเทศรวมทั้งไทยต้องขยายตลาดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อชดเชยตลาดเดิมซึ่งอาจะถูกกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก การส่งออกของไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 3 ปีหลังมีลักษณะติดลบ แรงกดดันที่จะให้หาตลาดใหม่เพิ่มขึ้นจึงยิ่งมีสูง รัสเซียก็เป็นประเทศที่มีศักยภาพที่จะขยายตัวได้ทั้งทางการค้าและโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ในทางเศรษฐกิจนั้นก็เป็นช่วงระยะที่รัสเซียเจอแรงกดดันของตะวันตกในรูป Sanction ทางเศรษฐกิจ รัสเซียจึงจำเป็นต้องหาตลาดใหม่เพื่อลดความกดดันจากการ Sanction ดังกล่าว ความจริงนั้น ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและรัสเซียแม้จะมีศักยภาพในการขยายตัวได้ระดับหนึ่งแต่ก็มีข้อจำกัด เนื่องจากสินค้าจากรัสเซียที่จะนำเข้าประเทศไทยยังมีคุณภาพต่ำ นอกจากน้ำมัน เหล็กกล้า และอาวุธ ในส่วนของไทย การส่งออกในปัจจุบันจะครอบคลุมด้านรถยนต์และส่วนประกอบ ยางพารา เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และมีศักยภาพด้านการส่งออกอาหาร ด้านความร่วมมือทางการเมืองและการทหารนั้นต้องยอมรับว่า ยังมีมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือในด้านการเมือง การที่จะเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศให้มาเน้นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียย่อมเป็นสิ่งที่เป็นได้ได้ยาก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ข้อตกลงทางเศรษฐกิจและการเมืองรวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียแม้มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดที่จะไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร การเยือนรัสเซียและทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจและทหารจึงมีวัตถุประสงค์อีกมุมคือ การส่งเสริมหรือการเดินหมากทางการเมืองภายใต้แรงกดดันจากตะวันตกทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป กรอบความร่วมมือดังกล่าวคือการเป็นแสดงออกให้เห็นว่า ไทยเป็นประเทศเอกราชมิได้ตกอยู่ในอาณัติของประเทศใดประเทศหนึ่ง นอกจากนั้นยังแสดงให้เห็นว่าไทยมีทางเลือก ยิ่งกดดันเท่าใดยิ่งผลักไสให้ทิ้งระยะห่างจากตะวันตกและเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างจีนและรัสเซียมากขึ้น ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ดำเนินทางด้านโยบายต่างประเทศของไทยยังเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์มากกว่าเพราะมีข้อจำกัดอยู่

ประเทศไทยในปัจจุบันในทางการเมืองซึ่งจะมีการหยั่งเสียงประชามติในเรื่องรัฐธรรมนูญและการจัดตั้งรัฐบาลในปีหน้า จากบริบทดังกล่าวจึงมีแรงกดดันจากตะวันตกทั้งจากอเมริกาและสหภาพยุโรปที่เพิ่มขึ้นจากเดิมตั้งแต่ก่อนหน้านี้ที่มีแรงกดดันจากการทำรัฐประหารดังจะเห็นได้จากท่าทีทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยและท่าทีรัฐสภาสหภาพยุโรป การแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากขึ้นระหว่างไทยและรัสเซียจึงเป็นสัญญาณทางนโยบายในการตอบโต้แรงกดดันดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของผู้เขียน แรงกดดันจากทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปยังจะมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่จะเป็นลักษณะของแรงกดดันทางคำพูดมากกว่าการดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรม ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่รัฐประหารโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาจนถึงขณะนี้ การ Sanction ทางเศรษฐกิจหรือการเมืองมีจำกัดมาก ปัญหาเรื่อง Tier 3 และอาหารทะเลก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดจากปัญหาของรัฐบาลชุดนี้โดยตรง ใครก็ตามที่มาเป็นรัฐบาลไทยแม้จะมาจากการเลือกตั้งก็ตามก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันของนโยบายดังกล่าว ส่วนแรงกดดันทางทหารจะเห็นว่า การฝึก Cobra Gold ก็ยังคงดำเนินอยู่เพียงแต่ลดขอบเขตไปบ้างเท่านั้น การที่อเมริกาและสหภาพยุโรปพยายามใช้คำพูดในการสร้างแรงกดดันเพราะเป็นความจำเป็นที่ต้องแสดงออกถึงค่านิยมของผู้นำค่ายประชาธิปไตยเสรีนิยมซึ่งจะแสดงออกอย่างนี้กับประเทศที่มีแนวโน้มอำนาจนิยม ไม่ว่าจะเป็นกับตุรกี หรือในยุโรปตะวันออก เช่น เช็ก สโลวาเกีย โปแลนด์ โครเอเชีย แต่ในอีกด้าน ตะวันตกก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติ โดยเฉพาะอเมริกาที่อยู่ในช่วงการดำเนินนโยบายตอกหมุดเอเชีย ซึ่งต้องการพันธมิตรที่จะถ่วงดุลจีนกับรัสเซีย การผลักดันให้ประเทศในเอเชียใกล้ชิดกับสองประเทศดังกล่าวยิ่งกระทบผลประโยชน์แห่งชาติ ดังนั้นมหาอำนาจทั้งอเมริกาและสหภาพยุโรปจึงต้องดำเนินนโยบายตีสองหน้าเพื่อบรรลุ Local Consumption (บอกประชาชนของเขาว่าเราเน้นค่านิยมประชาธิปไตย) และเป็นการสร้างพันธมิตรในประเทศที่มีปัญหาทางการเมืองโดยหวังว่ากลุ่มคนที่ต่อต้านเหล่านี้สักวันเมื่อได้ขึ้นมาเป็นใหญ่ก็จะเป็นพันธมิตร ลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในละตินอเมริกา ในอีกด้านทางการปฏิบัติก็ไม่ได้สร้างแรงกดดันอย่างจริงจัง เพราะรู้ว่าไทยผิดจากละตินอเมริกา ไม่มีนโยบายต่อต้านอเมริกาดังเช่นละตินอเมริกา นอกจากนั้นภายใต้การรัฐประหารไทยทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนจากอเมริกาและสหภาพยุโรป

จากตรรกะดังกล่าว นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปจึงมีลักษณะตีสองหน้าเพื่อที่จะ win-win ทุกฝ่าย ในกรณีแรงกดดันจากรัฐสภายุโรปยิ่งไม่มีความหมาย เพราะมีบทบาทด้านนโยบายต่างประเทศน้อยหรือแม้แต่รัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐสภาสหภาพยุโรป นาง Margareta ก็ยิ่งมีบทบาทจำกัด เนื่องจากนโยบายต่างประเทศของยุโรปยังอยู่นอกระบบเหนือชาติ (supranational) กล่าวคือ อยู่กับรัฐบาลของประเทศสมาชิก ผิดกับกรณีการค้า ซึ่งอยู่ในกรอบเหนือชาติ

ผู้เขียนเชื่อว่า แรงกดดันจากต่างประเทศทั้งจากอเมริกาและสหภาพยุโรป จะเป็นเพียงแรงกดดันทางคำพูด แต่ทางการกระทำถ้าจะมีก็จะอยู่ในขอบเขตจำกัดมาก ๆ การดำเนินโรดแมปทางการเมืองไทยจึงสามารถดำเนินต่อไปได้ตามบริบทของไทยในขณะนี้ และแม้แต่ในเรื่องการเชิญต่างประเทศมาสังเกตการณ์ก็ยังไม่มีความจำเป็นในการเชิญอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่ปฏิเสธการเปิดกว้างในการให้ต่างประเทศมาสังเกตการณ์ได้ พูดง่าย ๆ แรงกดดันจากต่างประเทศแม้จะมีผลในแง่จิตวิทยา แต่จะไม่ก่อผลเป็นรูปธรรมทางการปฏิบัตินั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปรากฏการณ์การขยายตัวของอำนาจนิยม

559000004824002

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีตลอดจนการเลือกตั้งวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และองค์กรท้องถิ่นในประเทศฟิลิปปินส์ ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าเป็นไปตามที่มาการหยั่งเสียงไว้ กล่าวคือ นายโรดริโก ดูเตร์เตได้คะแนนเสียงกว่า 40% และได้เข้ามาเป็นประธานาธิบดีแทนนายอากีโนซึ่งครบวาระ 6 ปี ส่วนตำแหน่งรองประธานาธิบดีก็มีการขับเขี้ยวโดยเฉพาะนายบองบอง ลูกชายของนายมากอส และตัวแทนพรรคเสรีนิยม นางเลนี โรเบรโดซึ่งเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยการนับคะแนนหลังสุด ปรากฏว่า นางเลนี่ได้รับชัยชนะในตำแหน่งรองประธานาธิบดี ส่วนนายดูเตร์เตอดีตเคยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา หมู่เกาะมินดาเนา หลายสมัยและได้เปลี่ยนแปลงจากเมืองที่เต็มไปด้วยอันธพาล มาเฟีย ยาเสพติด อาชญากรรม ให้เป็นเมืองที่สงบ ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกต้องการคนประเภทนายดูเตร์เตมาปกครองประเทศเพราะเป็นคนที่มีความเด็ดขาดและตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม นายดูเตร์เตมีด้านมืดที่ประชาชนส่วนหนึ่งไม่พอใจ ด้านมืดดังกล่าวคือ เป็นคนหยาบคาย พูดจาไม่สุภาพ แม้กระทั่งกับสันตะประปาที่มาเยือนฟิลิปปินส์ เป็นคนที่ใช้อำนาจมืด มีการใช้กำลังรวมทั้งเรื่องนอกกฎหมายเพื่อเล่นงานผู้ที่คิดว่าค้ายาเสพติดหรือเป็นอาชญากร ยิ่งกว่านั้น นายดูเตร์เตดูยังนิยมชมชอบระบบเผด็จการของนายมากอสอย่างมาก

การได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของนายดูเตร์เตนั้น ในด้านหนึ่งคงจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับหนึ่ง กล่าวคือ ทิศทางการเมืองของฟิลิปปินส์จะเอียงเอนสู่ระบบอำนาจนิยมมากขึ้น นายดูเตร์เตประกาศแก้ไจรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนแปลงจากระบบการเลือกตั้งจากระบบประธานาธิบดีที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นระบบรัฐสภาซึ่งจะทำให้เขาสามารถครอบงำอำนาจทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติโดยอาศัยเสียงข้างมากในสภาซึ่งจะนำไปสู่การบริหารที่เบ็ดเสร็จมากขึ้นและอาจจะมีผลกระทบต่ออำนาจฝ่ายตุลาการ พูดง่าย ๆ คือ เขาเน้นการรวมอำนาจมากกว่าการแบ่งแยกอำนาจ นอกจากนั้น นายดูเตร์เตยังประกาศว่า จะขจัดอาชญากรรมและการคอรัปชั่นให้เป็นผลภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่ง ทั้งนี้จะใช้มาตรการที่รุนแรงแบบเดียวกันกับที่ใช้ในตอนที่เป็นนายกเทศมนตรีของเมืองดาเวา สิ่งที่คนเกรงกันมากคือ ภายใต้นายดูเตร์เตนั้นจะมีปัญหาสิทธิเสรีภาพ การละเมิดสิทธิมนุษยชน และอาจกลับไปสู่เผด็จการแบบเดียวกับที่นายมากอสเคยดำเนินมาแล้วในทศวรรษ 1970

ในส่วนเศรษฐกิจนั้น แนวนโยบายที่เน้นการเติบโต (Growth) และเน้นการปรับโครงสร้าง (Growth Reform) ที่นายอากีโนดำเนินมา 6 ปี น่าจะคงอยู่เพราะประชาชนยังต้องการ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างกันคือ นายดูเตร์เตคงจะใช้นโยบายประชานิยมมากขึ้นเพื่อขยายฐานเสียงทางการเมือง ซึ่งอาจจะส่งผลในแง่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคตก็เป็นไปได้

ในส่วนแนวนโยบายต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับจีน โดยเฉพาะความขัดแย้งเรื่องหมู่เกาะทะเลจีนใต้ซึ่งขณะนี้รัฐบาลฟิลิปปินส์มีการฟ้องร้องจีนในศาลโลกอันสืบเนื่องมาจากการละเมิดสิทธิในการครอบครองของจีนในสันดอนที่เรียกว่า การ์โบโรห์ นายดูเตร์เตมีความเห็นว่า การแก้ไขข้อขัดแย้งในหมู่เกาะทะเลจีนใต้ควรจะดำเนินการทำข้อตกลงทวิภาคีมากกว่าข้อตกลงพหุภาคี ซึ่งก็เป็นนโยบายที่แตกต่างกันกับนายอากีโน แม้ว่านายดูเตร์เตจะแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวกับตะวันตกซึ่งเน้นสิทธิ์เสรีภาพและประชาธิปไตย ในขณะหาเสียง นายดูเตร์เตได้พูดจาแข็งกร้าวเกี่ยวกับอเมริกา แต่ผู้เขียนเชื่อว่า เมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีแล้ว นโยบายต่างประเทศโดยเฉพาะความร่วมมือกับอเมริกา ญี่ปุ่น และอาเซียนเพื่อใช้ในการถ่วงดุลกับจีนควรจะยังคงอยู่ เพราะเป็นผลประโยชน์แห่งชาติของฟิลิปปินส์

การขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของนายดูเตร์เตและการที่มีคะแนนเสียงสนับสนุนนายบองบอง ลูกชายของนายมากอสเป็นจำนวนมากนั้นเป็นดัชนีชี้วัดความพอใจของคนฟิลิปปินส์ที่มีต่อระบบอำนาจนิยม แม้เวลาจะผ่านไป 2 ทศวรรษแต่คนฟิลิปปินส์ยังนิยมชมชอบผู้นำที่เข้มแข้ง มีลักษณะอำนาจนิยม เน้นอำนาจนิยมอย่างเด่นชัด ทัศนคติดังกล่าวของคนฟิลิปปินส์นั้นไม่ได้จำกัดแค่ประเทศฟิลิปปินส์เท่านั้น ขณะนี้ทัศนคติดังกล่าวยังแพร่ไปสู่สหภาพยุโรปดังจะเห็นได้ว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 4 ประเทศ อันประกอบด้วย ฮังการี โปแลนด์ สโลวาเกีย และโครเอเชีย ได้มีการสนับสนุนเลือกตั้งผู้นำที่เน้นอำนาจนิยมอย่างเด่นชัด โดยเริ่มจากฮังการีที่มีการเลือกตั้งโดยนาย Victor Orban ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี นาย Orban เดิมเป็นผู้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ อยู่ในพรรคขวากลางหรืออยู่ในกลุ่มตระกูลคริสเตียนเดโมแครต อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้งปี 2014 นาย Orban ได้เปลี่ยนระบบการเมืองฮังการีให้มีลักษณะเป็นอำนาจนิยมเป็นเผด็จการมากขึ้น กล่าวคือเขามองว่า ประชาธิปไตยเสรีนิยมไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาการเมืองและไม่สามารถตอบโจทย์ของฮังการี เขาจึงหันไปมองการปกครองแบบสิงคโปร์ภายใต้นายลีกวนยู แบบจีน แบบรัสเซียภายใต้นายปูติน และแบบตุรกีภายใต้นาย Erdogan เขาเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเอาคนของเข้าขึ้นมา มีการออกกฎหมายควบคุมสื่อมวลชน และจัดตั้งองค์กรควบคุมสื่อ ปรากฏว่า การดำเนินการของนาย Orban กลับได้ความนิยมจากประชาชนในอังการีและได้สร้างโรคติดต่อไปยังโปแลนด์ โครเอเชีย และสโลวาเกีย โดยเฉพาะรัฐบาลใหม่ของโปแลนด์ภายใต้นายคาซินสกี ได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ สร้างกลไกควบคุมสื่อ และจำกัดสิทธิ์เสรีภาพแบบเดียวกับฮังการี นอกจาก 4 ประเทศยุโรปตะวันออกแล้ว ประเทศตะวันตกที่เป็นต้นกำเนิดประชาธิปไตยเสรีนิยมก็มีแนวโน้มว่าพรรคขวาจัดและบางแห่งเป็นพรรคนาซีเดิมก็ได้รับความนิยมมากขึ้น เช่น พรรค National Front ของฝรั่งเศส หรือพรรค United Kingdom for Dependent ของอังกฤษ และพรรค Alternative (Fur Deutschland) ของเยอรมัน และพรรคอดีตนาซีของออสเตรียก็ได้คะแนนเสียงสูงสุดจากการเลือกตั้งในเดือนที่ผ่านมา

รากฏการณ์การขยายตัวของอำนาจนิยมที่เห็นจากยุโรป ฟิลิปปินส์ และเสียงสะท้อนบางส่วนจากสหรัฐอเมริกาที่เห็นได้จากคะแนนนิยม Donald Trump เกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้คือ

1. กระแสการก่อการร้ายและผู้ลี้ภัยในสู่ประเทศยุโรปได้สร้างความหวาดกลัวไปสู่ประชาชนของประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะประเทศที่เน้นชาตินิยมในยุโรปตะวันออกที่ป้องกันไม่ให้มีคนต่างชาติ คนต่างศาสนาเข้ามาเพราะความหวาดกลัวจากการสร้างปัญหาความมั่นคง และได้สร้างปัญหาให้กับอเมริกาเช่นกัน ทำให้ประชาชนต้องการรัฐบาลที่เอาจริงเอาจังกับการป้องปรามปัญหาในด้านความมั่นคงและปัญหาสังคมของประเทศในอนาคต

2. เศรษฐกิจและสังคมโลกในขณะนี้มีความเสี่ยงอย่างมาก นอกจากนั้นยังมีความแตกต่างระหว่างคนรวย-คนจน วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤตเงินสกุลยูโร จึงตอกย้ำความกลัวในยุโรปและอเมริกา ทำให้เกิดความเกลียดผู้นำเดิม ประเทศเหล่านี้จึงต้องการผู้นำใหม่ที่มีลักษณะจัดๆ ซึ่งนำไปสู่ชัยชนะของพรรคขวาจัด พรรคซ้ายจัด และชัยชนะของนายดูเตร์เตในฟิลิปปินส์

3. ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยมกำลังเผชิญกับโลกาภิวัตน์ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ประชาธิปไตยเสรีนิยมจึงถูกตั้งข้อสงสัยว่าไม่ใช่ยาครอบจักรวาลที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้ โดยเฉพาะรูปแบบตะวันตกที่เน้นเสรีนิยม ประชาธิปไตย และทุนนิยม จึงไม่อาจตอบโจทย์ของประเทศต่าง ๆ ได้ รูปแบบดังกล่าวจึงถูกถ้าทายและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของประชาชนที่เรียกหารูปแบบอื่น และที่น่าตกใจคือ การย้อนกลับไปสู่อำนาจนิยม

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในฟิลิปปินส์ ยุโรปตะวันออก และอเมริกา ได้แสดงทิศทาง (Trend) การเปลี่ยนแปลงสังคมโลกทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมซึ่งเกิดจากโลกแห่งยุคความไม่แน่นอนจากกระแสโลกาภิวัตน์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การแข่งขันระหว่างญี่ปุ่นกับจีนในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)

1003

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นได้มาเยือนไทยและมีการแถลงถึงความร่วมมือระหว่างไทย – ญี่ปุ่น ในโครงการที่เกี่ยวกับลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะข้อเสนอที่ว่าด้วย “Japan – Mekong Connectivity Initiative” ซึ่งเชื่อมโยงตอนใต้ของจีนกับ 5 ประเทศอาเซียนที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง นั่นคืออยู่ในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) อีกทั้งมีการตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนโครงการเชื่อมโยงในส่วนที่เกี่ยวกับการคมนาคมและโลจิสติกส์จำนวน 245,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการพบปะกันครั้งนี้ ไทยได้มีการชักชวนให้ญี่ปุ่นมาร่วมลงทุนในหลายโครงการ หนึ่งในโครงการคือ การสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ทั้งนี้ในข้อตกลงจะทำเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกคือเชื่อมกรุงเทพฯ – ลพบุรี ช่วงที่ 2 คือเชื่อม ลพบุรี – นครสวรรค์ และช่วงที่ 3 คือเชื่อม นครสวรรค์ – เชียงใหม่ อีกหนึ่งโครงการคือการพัฒนาความร่วมมือของไทยกับญี่ปุ่นในการเชื่อมโยงทวายของพม่ามาสู่แหลมฉบังของไทย อีกหนึ่งโครงการที่ไทยต้องการให้ญี่ปุ่นลงทุนคือ การเชื่อมโยงกาญจนบุรี – กรุงเทพฯ – ฉะเชิงเทรา – อรัญประเทศ รัฐบาลญี่ปุ่นสนใจในโครงการดังกล่าวและเห็นว่าไทยเป็นตัวแปรหรือหัวหอกที่สำคัญในการขับเคลื่อนการเชื่อมโยงดังกล่าว ญี่ปุ่นเห็นว่ากรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จะทำให้เกิดการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ เกิดการเชื่อมโยงทางด้านการ่องเที่ยว การลงทุน การบริการ ซึ่งประเทศไทยถือเป็นกุญแจสำคัญทั้งด้านของจุดที่ตั้งทางยุทธศาสตร์และความพร้อม ความก้าวหน้าทางด้านการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนจึงขึ้นอยู่กับการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะการขนส่งและโลจิสติกส์ซึ่งนั่นคือที่มาของการจัดตั้ง “Japan – Mekong Connectivity Initiative”

กรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญกับการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของไทย รัฐบาลไทยปัจจุบันได้วางแผนยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงไทยกับกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) เป็นโครงการต่อเนื่อง 8 ปี โดยสร้างความเชื่อมโยงเรื่องการพัฒนาท่าเรือ สนามบิน การขนส่งทางบกทั้งทางถนนและรถไฟ ทั้งภายในและประเทศเพื่อนบ้านในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Cluster) โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Cluster) ที่เคยพูดคุยมาแล้ว เช่น ในด้านท่องเที่ยว ด้านอาหาร ด้านเกษตร ด้านสุขภาพ เป็นต้น กับอีกกลุ่มคือ Cluster ในอนาคตเกี่ยวกับการพัฒนา IT ไบโอเทคโนโลยี พลังงานทดแทน ทั้ง 2 กลุ่มรวมกัน 10 cluster นอกจากนั้นยังมีการเชื่อมโยง cluster เหล่านี้ให้เป็น Super cluster โดยจะมีกรอบอยู่ตามเส้นทางที่เชื่อมกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) การเชื่อม cluster เหล่านี้จึงจำเป็นต้องพัฒนาความเชื่อมโยง (Connectivity) ในด้านขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งญี่ปุ่นได้เห็นทิศทางดังกล่าวจึงได้นำเสนอโครงการพร้อมกับเงินช่วยเหลือและตรงกับความต้องการของไทยและประเทศอื่น ๆ ในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)

นโยบายของญี่ปุ่นที่กล่าวถึงนี้ ความจริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหมากรุกทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างญี่ปุ่นกับจีน โดยใช้เวทีกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) เป็นเกม ดังนั้นจึงมีการวิเคราะห์ว่า “Japan – Mekong Connectivity Initiative” เป็นปฏิกิริยาอันเกิดการจัดตั้งโครงการ “Mekong – Lancang cooperation” ซึ่งเป็นข้อเสนอของจีนจากนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ปี 2014 และเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้วก็มีการประชุมครั้งแรกที่ Lancang ความร่วมมือระหว่างจีนกับ 5 ประเทศในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) คือความร่วมมือพัฒนาโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความเชื่อมโยงทั้งด้านการค้า การบริการ การท่องเที่ยว และสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยมีการกำหนดโครงการประเภทที่ริเริ่มได้เร็ว (Early Harvest) นอกจากกรอบดังกล่าว จีนก็ทำข้อตกลงกับไทยในการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างหนองคาย – มาบตาพุด และเชื่อมยูนนานกับเวียงจันทร์ อันเป็นส่วนหนึ่งของกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) อย่างไรก็ตาม โครงการหนองคาย – มาบตาพุด ควรเริ่มต้นตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้ว แต่เนื่องจากยังหาข้อตกลงกันไม่ได้เรื่องอัตราดอกเบี้ยและผลประโยชน์ที่ต้องแบ่งกันจึงยังอยู่ในการชะลอโครงการไว้

ถ้าพิจารณาข้อเสนอทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่า “Japan – Mekong Connectivity Initiative” ของญี่ปุ่นหรือ “Mekong – Lancang cooperation” ของจีน ภาพฉายที่เห็นได้ชัดคือ การต่อสู้เพื่อแย่งเค้กของ 2 มหาอำนาจในเอเชีย อีกทั้งการแย่งชิงพันธมิตรในกลุ่มอาเซียน นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างถ่วงดุลซึ่งกันและกัน โดยหนึ่งในเวทีก็คือ กรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) โดยสำหรับจีนแล้ว กรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ยังเป็นกรอบในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่เชื่อมกับโครงการ One Belt One Road หรือเส้นทางสายไหมอันใหม่ของจีนอีกด้วย

ภูมิภาคอาเซียนจึงเป็นภูมิภาคที่มีพลวัตสูงมากและเนื้อหาการเปลี่ยนแปลงส่วนมากเกิดจากพลวัตการเปลี่ยนแปลงในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) นั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปัญหาหนี้ของจีน

11017

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวานนี้ ผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) มีมติให้คงดอกเบี้ยต่อไปแล้วค่อยมาดูกันใหม่ในเดือนมิถุนายน ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลการประชุมมิได้มีนัยยะในการขึ้นดอกเบี้ย ที่สำคัญคือ ในปีที่แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ส่งสัญญาณว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้ง และปีนี้ก็ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ซึ่งถูกตีความว่า จะมีการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งๆละ 0.25% ในปีนี้ แต่จากผลการประชุมดังกล่าวทำให้มีการตีความใหม่ว่า โอกาสขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง อาจไม่แน่นอน และมีการพูดในทำนองว่า อย่างเก่งก็ครั้งเดียวในปีนี้ซึ่งคงจะเป็นครึ่งปีหลัง

เหตุผลสำคัญคือเศรษฐกิจโลกที่ยังอยู่ในภาวะไม่น่าไว้วางใจ (แม้จะลดความหนักหนาลงไปบ้าง) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการหยั่งเสียงประชามติของอังกฤษว่าจะอยู่กับสหภาพยุโรปต่อไปหรือไม่ ในวันที่ 23 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม อีกส่วนคือความอ่อนแอและปัญหาของเศรษฐกิจจีน นอกจากนั้น อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาก็ยังอยู่ในระดับไม่สูงคือ 1.2% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 2% แม้ตลาดแรงงานจะดีขึ้น แต่การบริโภคส่วนบุคคลอ่อนแอลง ปัจจัยดังกล่าวทำให้ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้

สิ่งที่น่าวิเคราะห์คือเศรษฐกิจจีนซึ่งกำลังส่อปัญหา โดยในไตรมาสที่ 1 ขยายตัว 6.7% ซึ่งดีกว่าที่ IMF คาดการณ์ไว้ว่าทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 6.3% แม้มีการปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 6.5% ก็ตาม แต่สิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน คือ

ประการที่ 1 หนี้ของจีนทั้งในและต่างประเทศซึ่งสูงถึง 237% ของ GDP ตามการคาดการณ์ของ Financial Time แต่ถ้าดูตัวเลขของธนาคาร BIS จะสูงถึง 248% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงสุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่น่าเป็นห่วงคือ อัตราการเร่งของหนี้ดังกล่าวซึ่งมีอัตราที่ 147% ของ GDP ในปี 2007 เพิ่มมาถึงเกือบ 100% ในขณะนี้ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราเร่งที่น่าเป็นห่วง

ประการที่ 2 หนี้ที่ไม่ก่อรายได้ของธนาคารพาณิชย์ของรัฐขณะนี้สูงถึง 5.5 % ซึ่งเป็นตัวเลขของทางการจีน และการประเมินของ IMF หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อาจจะสูงถึง 15% ซึ่งเท่ากับ 7% ของ GDP ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นตัวเลขที่ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากยังไม่รวมตัวเลขที่ซ่อนไว้ของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารในท้องถิ่นซึ่งถ้ารวมเข้าด้วยกันแล้วจะสูงกว่านี้ ความจริงปี 1999 หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์ของรัฐ 4 แห่งมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านหยวน หรือเท่ากับ 213,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเท่ากับ 20% ของ GDP ในตอนนั้นรัฐบาลจีนแก้ปัญหาด้วยการตั้งบริษัทสินทรัพย์ขึ้นมาซื้อหนี้เสียทั้งหมดโดยออกพันธบัตร 10 ปี พูดง่าย ๆ คือ เลื่อนระเบิดเวลาออกไป 10 ปี และเมื่อถึงกำหนดปี 2009 รัฐบาลจีนได้เลื่อนการแก้ปัญหาด้วยการออกพันธบัตร 10 ปี คือถึงกำหนดปี 2019 ซึ่งเท่ากับเลื่อนออกไปอีก 10 ปี และได้มีการอัดฉีดสภาพคล่องในปีดังกล่าวเพิ่มอีก 4.4 ล้านล้านหยวน ด้วยการก่อหนี้เพิ่ม

ปัญหาหนี้ของประเทศโดยรวมและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินของจีนจึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากต่อการแก้ไข ที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับจีนได้แบ่งการวิเคราะห์เป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก มองว่า ปัญหาเศรษฐกิจจีนจะระเบิดเหมือนกรณีธนาคารเลห์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) ที่เป็นจุดกำเนิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger crisis) นักวิเคราะห์มองว่า หนี้ดังกล่าวมีจำนวนมาก การหากำไรมาชดเชยต้นทุน ดอกเบี้ยและหนี้ดังกล่าวในระยะเวลาอันสั้นย่อมทำไม่ได้ สิ่งที่รัฐบาลทำก็คือ ถ่วงเวลาซึ่งสักวันหนึ่งจะต้องระเบิดขึ้น

กลุ่มที่สอง มองว่า หนี้ของธนาคารอาจจะไม่ถึงกับระเบิด ทั้งนี้เพราะรัฐบาลจีนสามารถอัดฉีดเงินเข้าไปประคองได้ แต่การอัดฉีดเงินจะไม่ช่วยกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากจะเกิดปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อว่า Robert Koo ของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ เรียกว่า “Balance Sheet Recession” ซึ่งหมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับการอัดฉีดแทนที่จะเอาสภาพคล่องไปปล่อยกู้กลับเอาไปคืนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ผลคือ เศรษฐกิจแทนที่จะฟื้นตัวกลับชะลอตัวติดต่อกันหลายปี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ในญี่ปุ่นที่มีภาวะเศรษฐกิจซบเซากว่าหนึ่งทศวรรษ ซึ่งถูกเรียกว่า ยุคทศวรรษที่หายไป “Lost Decade”

โดยสรุป ปัญหาของจีนที่เกี่ยวกับหนี้โดยรวมของประเทศที่มีอัตราสูงและหนี้ที่ไม่ก่อรายได้ของสถาบันการเงินจะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของเศรษฐกิจจีนว่าอาจจะนำไปสู่วิกฤตแบบวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger crisis) หรือเป็นแบบญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงต่อเนื่องกว่าทศวรรษ ข้อวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นเพียงการทำนายซึ่งอาจจะไม่เป็นไปตามนั้นก็ได้ ทั้งนี้ก็เป็นข้อมูลและบทวิเคราะห์ที่ต้องเอามาพิจารณาประกอบเพื่อเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจกับเศรษฐกิจโลกและผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น