สถานการณ์เศรษฐกิจ

8554

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2 -3 วันที่ผ่านมานี้ IMF ได้มีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจโลกลดลงจากที่เคยวิเคราะห์ไว้ กล่าวคือ โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในปีนี้ 3.5% จากเดิมที่เคยวิเคราะห์ไว้ที่ 3.8% และในปีหน้าจะขยายตัว 3.7% จากเดิมที่เคยวิเคราะห์ไว้ที่ 4% ประเทศที่มีการขยายตัวดีที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วก็คือสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัวในปีนี้ที่ 3.6% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 3.1% สหภาพยุโรปจะขยายตัวได้ 1.2% ญี่ปุ่นจะขยายตัวได้ 0.7% และจีนมีการคาดการณ์ลดลงเหลือ 6.8 ในปีนี้ จากเดิมที่คาดไว้ 7.1% และปีหน้าจะลดลงไปเหลือ 6.4%

แม้ว่า IMF จะมีการลดระดับการคาดการณ์ลงก็ตาม แต่เราจะเห็นได้ชัดว่า IMF ได้วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว แม้จะขยายตัวได้ไม่มานัก และในปีหน้าก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก กล่าวโดยนัยคือ เศรษฐกิจโลกอยู่ในวงจรขาขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งคาดว่าคงจะขยายตัวต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี เนื่องจากวงจรทางเศรษฐกิจมักจะขึ้นลงประมาณ 5-10 ปี โดยส่วนใหญ่

ผลพวงจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของโลกจะเป็นบวกกับเศรษฐกิจไทย โดยทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ว่าบางประเทศคู่ค้าจะมีอัตราเติบโตไม่สูงนักก็ตาม เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน

ในกรณีของสหภาพยุโรปนั้น แม้จะเผชิญกับปัญหา Deflation ถึงขนาดว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนธันวาคมถึงกับติดลบก็ตาม และความเสี่ยงอีกประการหนึ่งของสหภาพยุโรปคือ มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลในกรีกที่จะมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 25 มกราคมนี้จะมีโอกาสที่พรรคซ้ายจัดอย่างพรรค Syriza จะชนะการเลือกตั้งเป็นรัฐบาล แต่ท่าทีของพรรคดังกล่าวนี้มีลักษณะประนีประนอมมากขึ้น ดังคำพังเพยในภาษาอังกฤษซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “เวลาหาเสียงคือร้อยกรอง (Poetry) เวลาเป็นรัฐบาลคือร้อยแก้ว (Prose)” โดยผู้เขียนเชื่อว่าการเลือกตั้งในกรีกอาจจะเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระเพื่อมถึงสหภาพยุโรปบ้าง แต่คงจะไม่นำไปสู่วิกฤตระลอกสองของเงินสกุลยูโร ทั้งนี้ เนื่องจากยังมีช่องทางประนีประนอมได้บ้างระหว่างกรีกกับเจ้านี้ 3 ราย ที่เรียกว่า ทรอยก้า (Troika) อีกทั้งสหภาพยุโรปยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวไม่เหมือนกับ 3 – 4 ปีที่แล้ว ดังนั้นจึงไม่อยู่ในสถานการณ์ที่จะเผชิญกับปัญหาถ้ากรีกต้องออกจากเงินสกุลยูโร อีกทั้งนักลงทุนจะรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกรีกและประเทศอื่น ๆ ในเงินสกุลยูโรมีไม่มาก ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสเปนและอิตาลีจะอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปีที่ 1.5% แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนเริ่มคิดตัดตอนความเชื่อมโยงระหว่างปัญหากรีกกับสเปนและอิตาลี และจะเห็นได้ว่า แม้ IMF จะมีการลดอัตราการเติบโตของสหภาพยุโรปลง แต่ก็อยู่ในระดับที่สูงกว่าปีที่ผ่านมา

ในกรณีของญี่ปุ่น ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะสูงกว่าที่ IMF คาดการณ์ไว้ โดยจะอยู่ในระดับ 1% ทั้งนี้มาจากเหตุผลคือ การมาตรการทางการเงิน (QE) มาตรการทางการคลังที่เพิ่งประกาศเมื่อสองวันที่แล้ว และการเลื่อนการขึ้นภาษี Sales tax ออกไปอีก 15 เดือน

ในกรณีของจีน มีการประเมินอัตราการขยายตัวลดลงต่ำคือลงมาที่ 6.8% ในปีนี้ และ 6.4%ในปีหน้า โดยจีนยังพอที่จะรองรับกับสถานการณ์ทางการเมืองได้ เนื่องจากประชากรของจีนที่อยู่ในวัยทำงานลดลง ถึงแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะลดลง แต่ก็คงไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน และปัญหาทางการเมืองที่จะตามมา อย่างไรก็ตามจีนก็มีความเสี่ยงที่จะต้องจับตามอง เพราะอยู่ในช่วงปรับโครสร้างขนานใหญ่ดังที่เคยวิเคราะห์ไว้ในบทความฉบับก่อน ๆ

จากผลการวิเคราะห์ดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนเชื่อว่า การส่งออกจะดีกว่าที่ผ่านมา โอกาสที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.5-4% มีความเป็นไปได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ความต้องการสินค้าย่อมเพิ่มขึ้นตามมา อีกส่วนมาจากฐานของปีที่แล้วที่ต่ำ และอีกส่วนคือสินค้าการเกษตรที่เคยเป็นตัวถ่วงเมื่อปีที่แล้วเริ่มดีขึ้น เช่น อาหาร ปัญหาโรค EMS ของกุ้งผ่อนคลายลง ความต้องการรถยนต์เพิ่มขึ้น 10% ยางพาราครึ่งปีหลังของปีนี้มีแนวโน้มจะดีขึ้นเนื่องจากสต็อกเดิมลดลงไป เศรษฐกิจที่มีการฟื้นตัวตลอดจนมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล

แม้ปีที่แล้วรัฐบาลจะมีปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณจนกระทบให้การลงทุนและการบริโภคในครึ่งปีหลังไม่กระเตื้องขึ้นเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า รัฐบาลได้เข้ามาบริหารงานกว่าครึ่งปีแล้ว ได้เรียนรู้ปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้การเบิกจ่ายล่าช้าจนนายกรัฐมนตรีถึงกับแต่งตั้งคณะกรรมาการมาดูแลในส่วนนี้ งบประมาณที่จะได้รับการกระตุ้นในปีนี้มีทั้งงบประมาณเก่าปี 2557 งบประมาณปัจจุบันปี 2558 และ 1 ใน 4 ของงบประมาณปี 2559 (ซึ่งมียอดรวมเท่ากับ 2.72 ล้านล้านบาท) ทั้งสามงบประมาณจะช่วยให้มีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเกิน 3 ล้านล้านบาท และ จีนที่จะเข้ามาลงทุนรถไฟเชื่อมโยงระหว่างหนองคาย – มาบตาพุด ซึ่งก็จะเริ่มลงทุนตั้งแต่ปีนี้ อีกทั้งการลงทุนในกรอบของ BOI ผู้เขียนเชื่อว่า การลงทุนของภาครัฐจะเพิ่มขึ้น 10%

การลงทุนและการบริโภคของเอกชนจะขยายตัวขึ้นซึ่งจะเห็นได้อีกครั้งปีหลัง โดยส่วนหนึ่งเอกชนจะเข้าไปรับลูกต่อจากภาครัฐโดยเฉพาะการลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน อีกส่วนจะเกิดจากตัวคูณ (Multiplier) นอกจากนั้นการบริโภคของเอกชนยังจะได้จากการฟื้นตัวของตลาดหุ้น ผู้เขียนเชื่อว่า ตลาดหุ้นในปีนี้น่าจะมีราคาเพิ่มขึ้น 10-15% จากปีที่แล้ว อันเป็นผลจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวระหว่าง 3.5-4.5% ซึ่งจะทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น อีกทั้งกระแสเงินจากต่างประเทศจะไหลเข้ามา ทั้งนี้โดยคำนึงถึงผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยของอเมริกาในครึ่งปีหลัง ดังจะเห็นได้ว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นระหว่าง 32.5-32.8 บาทต่อดอลลาร์ โดยต่างชาติเข้ามาซื้อพันธบัตรระยะยาวและแม้ต่างชาติจะมีการขายหุ้น (ยกเว้นเมื่อวานนี้) ตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงปัจจุบันเป็นยอดขายสุทธิ 17,000 ล้านบาท ผู้เขียนเชื่อว่า ในไม่ช้าต่างชาติก็จะกลับมาซื้อหุ้นซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการออกมาตรการ QE ของสหภาพยุโรป 550,000 ล้านยูโร และมาตรการ QE ของญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ในบางช่วงต่างชาติจะมีการเอาเงินออกไปซื้อสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ตลาดหุ้นไทยแม้จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่จะผันผวนอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเชื่อว่าจะอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 32.75 ถึง 33 บาทต่อดอลลาร์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ดีหรือไม่!! ราคาน้ำมันลง

8492

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกยังมีการเคลื่อนไหวในทางลงอย่างต่อเนื่อง โดยน้ำมัน Brendt มีการลดลงต่ำกว่าระดับ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งก็มีการคาดการณ์ว่า สถานการณ์น้ำมันยังไม่นิ่ง และมีโอกาสลงต่อไปได้อีก การที่ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวลดลงได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกทั้งทางบวกและทางลบ ในแง่ลบคือ กลุ่มประเทศที่พึ่งพาน้ำมันในการส่งออกเป็นสัดส่วนสูง เช่น รัสเซียคิดเป็น 62% เวเนซุเอลาคิดเป็น 94% ย่อมได้ผลกระทบอย่างรุนแรง ทั้งสองประเทศเป็นที่คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตในปีนี้จะติดลบ โดยรัสเซียคาดว่าจะติดลบ -5% ประเทศกลุ่มที่สองที่ถูกกระทบในแง่ลบคือ ประเทศส่งออกโภคภัณฑ์ซึ่งก็มีหลายประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา เช่น บราซิล เปรู ชิลี เป็นต้น กลุ่มประเทศเหล่านี้จะได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่า ประเทศเหล่านี้มีการปฏิรูปและมีเงินสำรองระหว่างประเทศเพียงพอหรือไม่ ซึ่งในสามประเทศนี้ บราซิลมีอาการหนักที่สุด คาดว่าอัตราการเติบโตจะติดลบ ชิลีกับเปรู คาดว่า จะมีความเข้มแข้งเนื่องจากสะสมเงินสำรองระหว่างประเทศไว้มาก อีกทั้งยังมีการปฏิรูป โดยผลกระทบทางลบประการต่อมา คือ ประเทศที่กล่าวถึงนี้ บางประเทศอาจจะต้องมีการเบี้ยวหนี้โดยเฉพาะเวเนซุเอลา

ผลกระทบในทางลบที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันนั้นก็จะส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันมีอัตราการเติบโตชะลอตัวลงซึ่งก็มีผลต่อการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากอุปสงค์ของประเทศเหล่านี้ลดลง ผลกระทบด้านลบอีกประการคือ จะมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลออกจากประเทศเกิดใหม่โดยเฉพาะประเทศที่กล่าวถึงมานี้ รวมทั้งกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่มีปัญหาการขาดดุลงบประมาณสูงซึ่งครอบคลุม อินโดนีเซีย ตุรกี และแอฟริกาใต้ นอกเหนือจากหลายประเทศในละตินอเมริกา การไหลออกดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และอัตราแลกเปลี่ยน ดังจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนพันธบัตรในรอบ 30 ปีของอเมริกาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับกรณีของพันธบัตรรัฐบาลเยอรมัน

ผลกระทบในแง่ลบที่มีนัยสำคัญจากราคาน้ำมันลดลงคือ ทำให้เงินเฟ้อโดยรวมลดลง การที่เงินเฟ้อลดลงก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ในช่วงนี้จะพูดถึงด้านลบไปก่อน คือ ทำให้เกิดสถานการณ์ Deflation โดยเฉพาะกลุ่ม 28 ประเทศในสหภาพยุโรป โดยช่วงเดือนที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อติดลบเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้เกิดการชะลอตัวของการลงทุนและการบริโภค เนื่องจากนักลงทุนและผู้บริโภคคาดหวังว่า ราคาสินค้าจะมีการลดลง นักลงทุนก็ชะลอการลงทุน และผู้บริโภคก็ชะลอการจับจ่ายใช้สอย ผลลัพท์คือ อัตราการเติบโตก็ยิ่งอ่อนแอมากขึ้น และนี้คือ เหตุผลสำคัญที่ผู้นำสหภาพยุโรปและธนาคารกลาง (ECB) จึงต้องระดมมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังที่เคยบรรยายไว้ในบทความฉบับก่อน อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมผู้บริหารธนาคารกลาง (ECB) คาดว่าจะมีการดำเนินมาตรการ QE ชุดใหม่ประมาณ 5 แสนล้านยูโร โดยจะเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสมาชิก ซึ่งก็เป็นมาตรการต่อเนื่องของการใช้มาตรการ QE จากที่ไปซื้อพันธบัตรเอกชนทั้งในรูป covered bond และพันธบัตรที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (asset-backed security)

การที่ราคาน้ำมันลดลงก็มีส่วนดี กล่าวคือ สินค้าและบริการราคาถูกลงโดยเฉพาะด้านขนส่งซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจและทำให้เกิดเงินออมจากต้นทุนที่ลดลง ทั้งนี้ มีการคำนวณว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงทุก ๆ 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะทำให้เกิดการขยายตัวของ GDP บวก 0.2% ซึ่งก็เป็นตัวช่วยการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะที่เกิดจากกลุ่มประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิ เช่น จีน และ ไทย เป็นต้น ข้อดีอีกประการของการที่ราคาน้ำมันลดลงนั้น ทำให้หลายประเทศถือโอกาสปฏิรูปพลังงาน โดยยกเลิกมาตรการอุดหนุน ที่เป็นตัวอย่างได้ดีคือ อินโดนีเซีย ประธานาธิบดีโจโก วีโดโด ก็ได้ถือโอกาสปฏิรูปพลังงานในประเทศ โดยยกเลิกการอุดหนุนและนำเงินจากเดิมที่ใช้ในการอุดหนุนไปพัฒนาการศึกษาและ Infrastructure ตามที่สัญญาไว้กับประชาชนเมื่อตอนหาเสียง

ประเทศที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันลดลงนอกจากทำให้อัตราการเติบโตดีขึ้นก็ส่งผลให้ตลาดหุ้นดีขึ้น และทำให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพ หนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์คือ ประเทศไทย ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดจากราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งก็ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจสามารถเป็นไปได้ตามเป้า โดยล่าสุด IMF มีการปรับตัวเลขทางเศรษฐกิจของอาเซียนในลักษณะที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 4.1%

ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ทั้งจากภาคการส่งออก (ไม่มากนัก) ภาครัฐและภาคเอกชน โดยใน 2 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้วจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นค่อนข้างชัด ไม่ว่า การท่องเที่ยว หรือ ความเชื่อมั่นของเอกชน ดังนั้นจึงเป็นที่คาดการณ์ถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นซึ่งจะเห็นต่อเนื่องในปีนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยง เช่น สถานการณ์ Deflation ในสหภาพยุโรป หรือ ผลการเลือกตั้งในกรีก ตลอดจนปัจจัยที่อาจากการเบี้ยวหนี้ของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่น่าจับตาอย่างรัสเซีย อีกปัจจัยหนึ่งคือ ความสามารถของรัฐบาลที่จะเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณได้รวดเร็วหรือไม่ เพราะในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งที่ทำให้อัตราการเติบโตชะลอตัวลงก็เพราะรัฐบาลไม่สามารถเบิกจ่ายตามเป้าหมายได้ นี่คือ เหตุผลที่รัฐบาลมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนขึ้นมาสด ๆ ร้อน ๆ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ราคาตลาดหุ้นลดลงอย่างฮวบฮาบ

8444

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 3-4 วันที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งไทยได้มีการเคลื่อนไหวลดลงอย่างฮวบฮาบ ดัชนีดาวโจนส์ลดลงในวันเดียวกว่า 300 จุด และในวันต่อมาก็ลดลงอีก 100 กว่าจุด ดัชนีหุ้นทั่วโลกลดลงระหว่าง 0.5 – 2% เช่นเดียวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ราคามีการลดลงอย่าวฮวบฮาบติดต่อกัน 2 วัน และนับตั้งแต่ต้นเดือนของปีใหม่มานี้ ต่างชาติก็มีการเทขายติดต่อกันทุกวันจนยอดในปัจจุบันสำหรับเดือนมกราคมนี้ ต่างชาติมีการขายสุทธิในตลาดหุ้นเท่ากับ ติดลบ 8,470 ล้านบาท

การที่ตลาดหุ้นมีราคาที่ลดลงอย่างฮวบฮาบนั้นเกิดจากปัจจัย 4 ประการคือ ราคาน้ำมันลดลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ตามมาด้วยการเกรงว่าอัตราเติบโตของเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง ปัญหา Deflation ในสหภาพยุโรป และปัญหาการเลือกตั้งในกรีก

ประการแรก ราคาน้ำมันดูได้จาก Brendt ร่วงจากรับ 116 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในกลางปีที่แล้วลงมาที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในขณะนี้ และยังมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่าระดับ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเท่ากับว่า ราคาน้ำมันลดลงประมาณ 60 % ซึ่งการที่ราคาน้ำมันลดลงดังกล่าวส่งผลให้โภคภัณฑ์ตัวอื่น ๆ มีแนวโน้มลดลงด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันยังมีโอกาสที่จะลดลงต่อไปได้ แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งยังคาดว่า ราคาน้ำมันโดยเฉพาะในปีนี้น่าจะอยู่ในระดับ 50-60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ประการที่ 2 การที่มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงก็เนื่องมาจากเหตุผล 3 ประการ ดังต่อไปนี้

1. การที่ราคาโภคภัณฑ์ลดลงย่อมเป็นภาพฉายของการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศต่าง ๆ

2. การที่ราคาน้ำมันและโภคภัณฑ์ลดลงย่อมส่งผลเป็นลูกโซ่ กล่าวคือ ประเทศที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก เช่น รัสเซีย เวเนซูเอล่า และกลุ่มประเทศตะวันออกกลางย่อมมีอัตราการเติบโตลดลง โดยคาดว่า รัสเซียปีนี้จะติดลบ -5%

3. การที่โภคภัณฑ์มีแนวโน้มลดลงก็ย่อมส่งผลกับประเทศในละตินอเมริกาและบางประเทศในเอเชียตลอดจนผลข้างเคียงต่อประเทศอื่น ๆ เนื่องจากความเชื่อมโยงของระบบเศรษฐกิจ

ประการที่ 3 ประเด็นปัญหา Deflation ของสหภาพยุโรปนั้น ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริงโดยเห็นได้ชัดคือ เงินเฟ้อในเยอรมันลดลงเหลือ 0.1% ในสเปนลดลงเหลือ 0.3% อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ตั้งแต่การลดดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในธนาคารกลาง (ECB) ถึงขั้นติดลบ มาตรการ targeted longer-term refinancing operation (TLTRO) มาตรการ QE ในการซื้อพันธบัตรเอกชนและการจัดตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์ (Seed fund) เพื่อระดมทุน 325 ล้านยูโร ที่เรียกว่า European Fund for strategic investment (EFSI) จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และการที่ราคาน้ำมันลดลงอย่างฮวบฮาบซึ่งทำให้ปัญหา Deflation ในยุโรปมีแนวโน้มสูงขึ้นก็มีข้อดีที่ทำให้รัฐบาลเยอรมันเห็นความจำเป็นในการดำเนินมาตรการให้ธนาคารกลางดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น เป็นที่คาดหวังว่า ในเวลาอันใกล้ ธนาคารกลางจะออกมาตรการกระตุ้น QE ระลอกใหม่โดยคราวนี้จะไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรอง

ประการที่ 4 การเลือกตั้งในกรีกที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 มกราคมนี้ได้ส่งผลให้เกิดความหวั่นเกรงว่า ยุโรปจะมีปัญหาโดยเฉพาะความอยู่รอดของเงินสกุลยูโรโดยนักวิเคราะห์คาดว่า พรรคฝ่ายซ้ายจัดอย่างพรรค Syriza ซึ่งมีหัวหน้าพรรคชื่อว่า Alexis Tsipras มีโอกาสที่จะได้เสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาล พรรคดังกล่าวนี้มีนโยบายขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้และดำเนินมตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์จึงเกรงว่า แนวนโยบายใหม่จะทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งกับประเทศสมาชิกที่เป็นเจ้าหนี้ ที่เรียกว่า ทรอยก้า (Troika) และในที่สุดอาจส่งผลให้กรีกต้องถอนตัวจากเงินสกุลยูโร อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า แม้ในอนาคตนี้พรรค Syrizaจะจัดตั้งรัฐบาลได้ (ความไม่แน่นอนยังมีอยู่) แต่แนวนโยบายของพรรคก็เริ่มเปลี่ยนจากซ้ายจัดมาเป็นซ้ายกลาง ๆ เช่น ผู้นำยังตอกย้ำที่จะอยู่ในเงินสกุลยูโรต่อไป นอกจากนั้น ยังตอกย้ำมาตรการใหม่คือ จะเล่นงานนักธุรกิจกรีกที่ผูกขาดอุตสาหกรรมไม่ว่า สื่อมวลชน อสังหาริมทรัพย์ และอื่น ๆ มาตรการเล่นงานกลุ่มเหล่านี้จะทำให้กรีกมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะจะช่วยส่งเสริมในการเปิดอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปสู่การแข่งขันและนำมาซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายที่ตรงกับผู้นำสหภาพยุโรป โดยสรุป เรื่องกรีกแม้จะเป็นความเสี่ยง แต่ผลกระทบที่จะส่งผลให้เกิดวิกฤตเงินยูโรยังถือว่าเป็นเรื่องห่างไกล นักวิเคราะห์ยังพูดว่า ดีไม่ดี นาย Alexis Tsipras จะคล้ายกับนาย Lula da Silva ประธานาธิบดีของบราซิล ซึ่งตอนหาเสียงก็ทำให้นักลงทุนกลัวเพราะมีนโยบายซ้ายจัด แต่พอได้มาเป็นประธานาธิบดีกลับมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและส่งเสริมภาคธุรกิจ

ดูจากปัจจัย 4 ประการ ผู้เขียนเชื่อว่า ยังไม่กระทบต่อการคาดการณ์เศรษฐกิจของโลก ซึ่งในปีนี้ยังมีโอกาสขยายตัวมากกว่าปีที่แล้ว และจะส่งผลต่อการส่งออกของไทยซึ่งในปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว อัตราการเติบโตของการส่งออกในปีนี้ ระกับ 3 – 4% ยังเป็นไปได้ และเมื่อผนวกกับการลงทุนของภาครัฐอีกทั้งการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชนก็น่าจะดีขึ้น ผู้เขียนจึงยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะยังสามารถขยายตัวได้ที่ 3.5 – 4% และส่งผลให้ตลาดหุ้นกลับมาบูมใหม่อีกครั้ง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

8213

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีของไทยก็ได้มีการเจรจาและทำข้อตกลงกับจีน โดยจีนจะเข้ามาลงทุนขยายเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อไทย จีน และลาว นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจจำเพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน 5 แห่ง คือ แม่สอด จังหวัดตากเชื่อมต่อกับพม่า, อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วเชื่อมต่อกัมพูชา, สะเดา จังหวัดสงขลา เชื่อมต่อกับมาเลเซีย, มุกดาหารเชื่อมต่อกับลาว, และตราดเชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งความจริงแล้วสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่นั้นก็อยู่ในกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง Greater Mekong Subregion cooperation (GMS) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่พัฒนามาจาก 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจ เป็นระยะเวลากว่า 20 ปีมาแล้ว

ความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) กำเนิดขึ้นจาก 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจเมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยเชื่อมโยง 6 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งประกอบด้วยทางตอนใต้ของจีนที่ยูนนาน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งได้รับการผลักดันจากนโยบายของรัฐบาลไทยซึ่งในยุคนั้นซึ่งมีรองนายกฯ คือ คุณศุภชัย พานิชภักดิ์ โครงการ 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจซึ่งต่อมากลายเป็นกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) นั้นยังเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากตรรกะของพัฒนาการของเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) กล่าวคือ เขตการค้าเสรีจะนำมาซึ่งความจำเป็นให้ประเทศที่มีชายแดนติดกันต้องร่วมมือกันพัฒนาด้านขนส่งโลจิสติกส์ และตามมาด้วยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจจำเพาะบริเวณชายแดน การเชื่อมโยงดังกล่าวจะเป็นการเชื่อมโยง 6 ประเทศเข้าด้วยกัน

โครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยเฉพาะอยู่ในเป้าหมายที่ 2 คือ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ในโครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จะมีเส้นทางที่เรียกว่า “ระเบียง” อยู่ 3 ระเบียงด้วยกัน คือ ระเบียงเหนือ – ใต้ (North-South), ระเบียงตะวันออก – ตะวันตก (East-West) และระเบียงใต้ – ใต้ (South- South)

ระเบียงเหนือ – ใต้ (North-South) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยจะมีการเชื่อมโยงเส้นทางจากยูนนาน เส้นที่หนึ่งจะเชื่อมจากยูนนานเข้าทางพม่าแล้วเข้าสู่ไทย (เส้นทาง R3W) อีกเส้นจะเชื่อมจากยูนนานผ่านทางลาวแล้วเข้าสู่ไทย (เส้นทาง R3E) อีกหนึ่งเส้นในระเบียงเหนือ – ใต้ที่ไม่ผ่านไทยจะเชื่อมจากยูนนานสู่ไฮฟอง ประเทศเวียดนาม

ระเบียงตะวันออก – ตะวันตก (East-West) จะเริ่มจาก แว้ ดานัง สุวรรณเขต เข้าอีสานที่มุกดาหารเชื่อมต่อพิษณุโลก ไปออกเมืองมะละแหม่ง และเมาะลำไยของพม่า ไปสู่กลุ่ม BIMST-EC (ประกอบด้วยบังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมาร์ เนปาล ศรีลังกา และไทย) ไปออกมหาสมุทรอินเดีย

ระเบียงใต้ – ใต้ (South- South) มี 4 เส้นทาง เส้นที่หนึ่งเริ่มจากกรุงเทพฯ ผ่านเข้าเขมรไปจบที่หวุงเตา เวียดนาม เส้นที่สองผ่านเสียมเรียบไปจบที่กุยยอง เวียดนาม เส้นที่สามผ่านตราดและเกาะกง และเส้นที่สี่เชื่อมโยงสามเส้นแรก และไปเชื่อมต่อกับเส้นตะวันออก – ตะวันตก (East-West)

จึงไม่น่าแปลกใจว่า โครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) นั้นรัฐบาลไทยจะต้องร่วมมือกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านและรัฐบาลประเทศอื่น ๆ ในการพัฒนาด้านคมนาคม ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการสร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมในอนุภูมิภาค โดยเฉพาะการเชื่อมโยงจีน ไทย และลาว โดยจะเริ่มจากรถไฟสายเชียงของ – เด่นชัย – บ้านภาชี และสายหนองคาย – โคราช – มาบตาพุด โดยเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ถ้าไม่ได้พัฒนาต่อก็จำเป็นต้องส่งเสริมเขตเศรษฐกิจจำเพาะนั้นและไม่ได้พัฒนาในประเทศไทยเท่านั้นแต่ต้องคู่ขนานไปกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยเฉพาะประเทศพม่าที่เพิ่งปิดประเทศได้ไม่นาน ก็ยิ่งได้รับความสนใจและมีการขับเคลื่อนที่รวดเร็ว เขตเศรษฐกิจจำเพาะก็มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะที่แม่สายและแม่สอด เขตเศรษฐกิจจำเพาะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดการขยายตัวของการค้าชายแดนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านก็มีสัดส่วนถึง 70 % ของการค้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นและเกิดการขยายตัวของการท่องเที่ยว, อสังหาริมทรัพย์, Banking finance, ประกันภัยประกันสุขภาพ, และการขยายตัวของการลงทุน

ขณะนี้ผู้เขียนอยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่น่าสนใจ กล่าวคือ  แม่สอดนั้นจะเชื่อมกับเมียวดีของเมียนมาร์ โดยมีแม่น้ำเมยซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไม่กว้างมากนักกั้นอยู่ ราคาที่ดินที่แม่สอดเพิ่มขึ้น 8 -10 เท่าในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ห้างสรรพสินค้าโลตัส แมคโคร โรบินสันก็เข้ามาเปิดกิจการในพื้นที่ อีกทั้งที่แม่สอดยังเป็นแหล่งประกอบรถจักรยานโดยชิ้นส่วนจะนำเข้าจากญี่ปุ่นผ่านทางเมียนมาร์ โดยที่แม่สอดจะทำหน้าที่ประกอบชิ้นส่วนรถจักรยานมือสองแล้วส่งขายไปทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ แม่สอดยังมีท่าเรือส่งออกอีก 30 ท่า ซึ่งในอนาคตมีนโยบายจะยุบท่าเรือให้หันไปใช้สะพานเชื่อมระหว่างแม่สอดกับเมียวดีแทน ยิ่งจะทำให้การค้าชายแดนขยายตัวยิ่งขึ้น

โครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จะเป็นตัวกระตุ้นการเชื่อมโยงประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงให้ขยายวงยิ่งขึ้นและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการค้า การลงทุน การเงินในอนุภูมิภาคอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น ประเทศใดที่เตรียมตัวล่วงหน้าได้ดีกว่าก็ย่อมได้เปรียบ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจในช่วงฟื้นตัว

8151

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เศรษฐกิจไทยในปีนี้คงจะตกลงด้วยตัวเลขที่ไม่ค่อยดีนัก กล่าวคือ ส่งออกอาจจะขยายตัวต่ำกว่า 1 % ในขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยซึ่งหลายสำนักก็มีการปรับตัวเลขลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจจะขยายตัวได้ที่ 1 % ทั้งนี้ทั้งนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการส่งออกนั้นต่ำกว่าที่มีการคาดการณ์จากหลายสำนักอย่างต่อเนื่อง โดย 3 ไตรมาสแรกก็มีลักษณะติดลบ ซึ่งนอกจากปัญหาเศรษฐกิจโลกขยายตัวช้าโดยอาจจะมีอัตราเติบโตในปีนี้ที่ 3.2 – 3.3 % (ต่ำกว่าที่ IMF เคยคาดไว้ที่ 3.6 %) แล้ว อีกส่วนยังเป็นเพราะความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยที่ปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง อีกเหตุผลที่ทำให้ขยายตัวช้าก็มาจากการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลที่ช้ากว่าที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ โดยเดิมกำหนดไว้ว่า งบประมาณเก่าที่จบไปเมื่อเดือนกันยายนจะมีการเบิกจ่าย 95 % แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ต่ำกว่าเป้าพอสมควร การท่องเที่ยวก็เพิ่งเริ่มฟื้นตัวบ้างแต่ก็เป็นเหตุผลที่ฉุดเศรษฐกิจไทยมาตลอดระยะเวลา 8 – 9 เดือน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า การลงทุนและการบริโภคของเอกชนในปีนี้จึงยังไม่ดีนัก อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของเอกชนในช่วงนี้เริ่มส่อเค้าดีขึ้นซึ่งจะเป็นผลดีต่อไปในอนาคต

ในปีหน้า มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะไปได้ดี ถึงขนาดมีการมองเป้าหมายที่ 4 – 5 % ซึ่งองค์ประกอบที่สำคัญประการหนึ่งคือ เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้นบ้าง โดย IMF คาดว่าจะเติบโตที่ 3.6 % ในปีหน้า (ต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ที่ 3.8 %) โดยมองว่า เศรษฐกิจของอเมริกาจะขยายตัวจากปีนี้ที่ 2.2 % เป็น 3 % สหภาพยุโรปจะเพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่ 0.8 % เป็น 1.3 % ญี่ปุ่นจะขยายตัวได้ประมาณ 0.8 % และจีนจะขยายตัวได้ประมาณ 7 %

ในบทความฉบับนี้จะวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในกรณีของสหภาพยุโรปโดยเฉพาะกลุ่มยูโรโซน ที่ผ่านมานั้น สหภาพยุโรปกำลังเจอปัญหา Deflation กล่าวคือ จากเงินเฟ้อที่ตั้งเป้าไว้ที่ 2 % ปรากฏว่า อยู่แค่ระดับ 0.4 % และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เท่ากับว่าเป็นการชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของการอ่อนตัวลงของเศรษฐกิจซึ่งเป็นอันตรายหลังจากที่สหภาพยุโรปเพิ่งผ่านพ้นปัญหาเรื่องวิกฤตเงินยูโร ทั้งนี้ ผู้รับผิดชอบทางการเงินและการคลังของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและโดยเฉพาะกลุ่มยูโรโซนจึงได้ดำเนินมาตรการหลายประการ ดังนี้

ในกรณีของธนาคารกลางยุโรป (EBC) ที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือ

ประการแรก มีการลดดอกเบี้ยโดยเฉพาะดอกเบี้ย Benchmark เหลือ 0.05 % และสำหรับเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่อยู่กับ EBC ดอกเบี้ยจะมีลักษณะติดลบ

ประการที่ 2 ได้ดำเนินมาตรการ ที่เรียกว่า TLTRO (targeted longer-term refinancing operation) ซึ่งมีการกำหนดวงเงินไว้ที่ 2 ล้านล้านยูโร เพื่อปล่อยกู้ในระยะเวลา 2 ปี โดยอัตราดอกเบี้ยจะคงที่ที่ 0.05 ไปตลอดระยะเวลา 4 ปี ซึ่งก็มีผู้สนใจไม่มากนัก

ประการที่ 3 มีการใช้ระบบ QE เพื่อที่จะซื้อพันธบัตรที่มีการค้ำประกันจากภาคเอกชน และมีแนวโน้มจะใช้ QE ซื้อพันธบัตรของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากมาตรการดังกล่าวแล้วปรากฏว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาประธานคณะกรรมาธิการยุโรป นายฌอง คล็อด ยุงเกอร์ ก็ได้ออกนวัตกรรมการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กล่าวคือ จะมีการจัดตั้งกองทุนประเภท Seed Fund หรือมีชื่อเต็มว่า European Fund for strategic investment (EFSI) กล่าวคือ จะระดมเงิน 21 พันล้านยูโร ซึ่งในจำนวนเงิน 21 พันล้านยูโรปนั้น 5 พันล้านจะได้จากธนาคารกลางเพื่อการลงทุนของยุโรป (European Invest Bank – EIB) อีก 16 พันล้านจะได้จากงบประมาณของสหภาพยุโรปโดยเฉพาะได้มากจากงบพัฒนา เงินทั้งหมด 21 พันล้านยูโรจะทำหน้าที่เป็นหลักประกันเพื่อที่จะไประดมทุนออกพันธบัตร 320 พันล้านยูโรจากเอกชน โดยเอาเงินดังกล่าวมากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานและลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเอกชนโดยลำพังไม่กล้าลงทุน แต่เมื่อมีกลไลของสหภาพยุโรปเป็นหลักประกันก็คงจะทำได้ แนวคิดนี้ถือว่าเป็นนวัตกรรมซึ่งเป็นส่วนที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในยุโรปจากปัญหา Deflation ขณะนี้ประเทศต่าง ๆ ก็มีท่าทีเห็นด้วย แต่แนวคิดนี้จะเป็นรูปธรรมได้ก็ต้องรอผลในการประชุมสุดยอดในเดือนหน้า ซึ่งต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภายุโรป โดยรัฐบาลฝรั่งเศสถึงกับเสนอว่า ควรเพิ่มจำนวนเงินในกองทุนเป็น 60-80 พันล้านยูโรด้วยซ้ำ

จากมาตราการของสหภาพยุโรปที่กล่าวมา คงเป็นที่หวังได้ว่า สหภาพยุโรปซึ่งกำลังเผชิญปัญหา Deflation ในปีนี้และปีหน้า น่าจะได้รับการเยียวยาจากมาตรการดังกล่าวทั้งจากธนาคารกลางและประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งอาจจะให้ความหวังว่า เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปน่าจะขยายตัวได้ที่ 1.1 – 1.3 % ในปีหน้า

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ยุบสภาญี่ปุ่น ร้ายแรงกว่าที่คิด

8065

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีอาเบะของญี่ปุ่นได้มีการประกาศยุบสภาเพื่อจะให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกลางเดือนหน้า ซึ่งถือเป็นการยุบสภาก่อนกำหนดถึง 2 ปี กล่าวคือ วาระของรัฐบาลอาเบะชุดนี้จะอยู่ได้จนถึงปี 2016 การที่ยุบสภาก่อนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองและเศรษฐกิจไม่ใช่แค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อภูมิภาคในระดับหนึ่งด้วย

เนื่องจากเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในขณะนี้ถือว่ามีการทรุดตัวลงกว่าที่หลายคนคาดไว้จากผลของการขึ้นภาษี Sales Tax เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาจาก 5% เป็น 8% ทำให้กำลังซื้อจับจ่ายใช้สอยหายไปจนทำให้ในไตรมาสที่ 2 ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ -7% ในขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 6 % กว่า ๆ (จากผลของการจับจ่ายใช้สอยก่อนที่ภาษี Sales Tax จะขึ้น) อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการขึ้นภาษี Sales Tax ก็ต่อเนื่องมาสู่ไตรมาสที่ 3 ซึ่งเดิมนักวิเคราะห์คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 0.4 – 0.6% แต่เมื่อมีการประกาศตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจกลายเป็นติดลบ -1.6% เท่ากับว่าประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่สภาพ Technical Recession หมายถึง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส รัฐบาลก็พยายามแก้เกมด้วยการใช้มาตรการ QE อัดฉีดเงินสู่ระบบโดยตั้งเป้าไว้ เจ็ดแสนสองพันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งน่าจะมีผลในแง่บวกในไตรมาสสุดท้ายและในปีหน้าบ้าง อย่างไรก็ตาม ในปีหน้านั้น ถ้าตามกำหนดเดิม รัฐบาลอาเบะจะต้องขึ้นภาษี Sales Tax อีกครั้งจาก 8% เป็น 10% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น นายกรัฐมนตรีอาเบะจึงหาทางชะลอการขึ้นภาษี Sales Tax ดังกล่าวจนถึงเดือนเมษายน 2016 ซึ่งก็คงจะได้รับการต่อต้านจากประชาชนส่วนหนึ่ง ภารกิจอีกประการที่อาเบะต้องทำคือ การหันกลับมาพัฒนาปรมาณูเพื่อใช้ในการพัฒนาไฟฟ้า หลังจากที่มีการระงับโครงการดังกล่าวเมื่อเกิดปัญหาวิกฤติสึนามิที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อนโยบายการพัฒนาไฟฟ้าด้วยปรมาณู

ภารกิจที่สามที่อาเบะตั้งใจจะทำคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะมีกองกำลังทหารญี่ปุ่นที่สามารถไปประจำการในต่างประเทศได้ เป้าหายของรัฐบาลชุดนี้คือ ต้องการที่จะพัฒนาพันธมิตรในด้านความมั่นคงกับกลุ่มประเทศอาเซียนที่กำลังขัดแย้งกับจีนในเรื่องทะเลจีนใต้ ไม่ว่าจะเป็น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม แม้ขณะนี้ญี่ปุ่นจะได้รับการปกป้องในด้านความมั่นคงจากอเมริกาตามข้อตกลงที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็ตาม แต่ด้วยข้อจำกัดในฐานะประเทศผู้แพ้สงครามจึงมีการจำกัดขอบเขตกำลังทหารและอาวุธของญี่ปุ่น และเพื่อเป็นการชดเชย อเมริกาก็จะทำหน้าที่ปกป้องช่วยเหลือญี่ปุ่นถ้ามีภัยคุกคามจากภายนอก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ญี่ปุ่นมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับเกาะเซนกากุ หรือ เกาะเตียวหยูของจีนในทะเลจีนตะวันออก กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นมีไม่พอ อีกทั้งญี่ปุ่นไม่แน่ใจว่าถ้าเกิดการเผชิญหน้ากับจีน อเมริกาจะตัดสินใจเข้าช่วยญี่ปุ่นตามภาระผูกพันได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นก็เห็นท่าทีของประธานาธิบดีโอบามาที่มีต่อซีเรียและรัสเซีย ทำให้เริมเกิดความไม่ไว้ใจในข้อตกลงดังกล่าวที่อเมริกามีต่อญี่ปุ่น

ภารกิจที่สามตามที่กล่าวมาข้างต้นถือเป็นงานหลักที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องอธิบายต่อประชาชน ดังนั้น รัฐบาลอาเบะจึงตัดสินใจยุบสภาก่อนกาลเวลา 2 ปี ด้วยเหตุผลคือ

ประการที่หนึ่ง ขณะนี้ฝ่ายค้านยังอยู่ในสภาพตั้งตัวไม่ติด พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดคือ พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่นมีคะแนนเสียงเพียง 8 % ในขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีเสียงข้างมากทั้งในสภาสูงและสภาล่างเกินพอ การยุบสภาในขณะที่ฝ่ายค้านตั้งตัวไม่ติดจะทำให้รัฐบาลได้คะแนนเสียงกลับเข้ามาอีกครั้ง

ประการที่สอง การยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งเปรียบเสมือนการโยนหินถามทางต่อประชาชนว่านโยบายที่ได้คุยเอาไว้ทั้ง 3 ประการนี้ ประชาชนรู้สึกอย่างไร ถ้าหากรัฐบาลสามารถกลับเข้ามาได้ด้วยเสียงข้างมากอีกครั้ง รัฐบาลญี่ปุ่นก็จะถือว่าเป็นแรงสนับสนุนในการดำเนินภารกิจทั้ง 3 โดยไม่ต้องพะวงกับฝ่ายค้าน

เนื่องจากภารกิจทั้ง 3 จะทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งไม่พอใจ ดังนั้นถ้าไม่ชิงยุบสภาพก่อน แต่ดำเนินนโยบายทั้ง 3 ดังกล่าวเลยก็จะทำให้ได้รับผลกระทบในแง่ลบจากความไม่พอใจของประชาชนส่วนหนึ่งและก็เป็นความเสี่ยงที่จะไม่ได้คะแนนหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งตามกำหนด

การประกาศยุบสภาของญี่ปุ่นจึงนับว่าจะส่งผลกระทบด้านนโยบายที่ไม่จำกัดเฉพาะในญี่ปุ่น แต่จะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชีย ในแง่เศรษฐกิจนั้น ผลจากนโยบายดังกล่าวนี้ก็จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่แข็งแรง แต่อย่างน้อยที่สุด การเลื่อนระยะเวลาการขึ้นภาษี Sales Tax ในปีหน้าออกไปก็คงจะชะลอปัจจัยลบของเศรษฐกิจญี่ปุ่นไปชั่วคราวและแรงหนุนจากการใช้ QE ก็คงจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นในปีหน้ามีการฟื้นตัวบ้างแม้จะไม่มากมายก็ตาม

ในแง่การเมืองระหว่างประเทศนั้น ท่าทีของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า ทิศทางด้านความมั่นคงในภูมิภาคคงจะอยู่ในลักษณะของการแบ่งขั้วระหว่างจีนกับเอเชียแปซิฟิกซึ่งประกอบด้วย อเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีปัญหาด้านทะเลจีนใต้กับจีน ดังนั้น โอกาสที่อาเซียนจะมีเอกภาพด้านความมั่นคงก็คงจะไม่มีทางเป็นไปได้ พัฒนาการของประชาคมความมั่นคงอาเซียนจึงมีขอบเขตจำกัด

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

นายกฯไทยร่วม 2 การประชุมสุดยอดที่สำคัญ

8001

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีการประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญถึง 2 แห่ง คือ การประชุมสุดยอด APEC ที่ปักกิ่ง ประเทศจีน และการประชุมสุดยอดอาเซียนคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit – EAS) ที่เนปิดอว์ ประเทศพม่า โดยทั้ง 2 การประชุมนั้นนายกรัฐมนตรีของไทยก็ได้เข้าร่วมการประชุมด้วย

ในการประชุมสุดยอด APEC ครั้งนี้ถือว่า เป็นการประชุมที่น่าสนใจและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจของไทยในอนาคต ในการประชุมครั้งนี้ ประเทศจีนซึ่งเป็นเจ้าภาพโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้เสนอที่จะพัฒนา APEC ไปสู่การเป็นเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) และนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนออย่างจริงจังโดยประเทศเจ้าภาพและโดยประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากประเทศอื่น 20 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา

ความจริงนั้น APEC ได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์สู่การรวมตัวที่เข้มข้นขึ้นตั้งแต่ปี 1994 ที่เรียกว่า วิสัยทัศน์โบกอร์ 2020 หากแต่ความหมายที่เขียนไว้นี้ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมคือ กล่าวเพียงว่าจะรวมตัวกันในลักษณะที่เข้มข้นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกจำนวนหนึ่ง เช่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และประเทศอื่น ๆ ก็ได้วางแผนที่มีเป้าหมายสู่การจัดตั้งเขตการค้าเสรี แต่ในสมัยนั้น บางประเทศโดยเฉพาะประเทศมาเลเซียในยุคของนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ซึ่งมีนโยบายค่อนข้างต่อต้านอเมริกา จึงไม่ต้องการให้ APEC รวมตัวในลักษณะถึงขั้นเขตการค้าเสรี มหาเธร์กลับเสนอให้มีการรวมกลุ่มที่เรียกว่า East Asia Economic Caucus กล่าวคือเป็นการรวมตัวกันเฉพาะประเทศเอเชียตะวันออกเท่านั้น ปรากฏว่า แนวคิดดังกล่าวของมหาเธร์ไม่ได้รับการตอบสนองจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และ สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม มหาเธร์ก็หลีกเลี่ยงเปลี่ยนข้อเสนอของตนเองเป็นการรวมกลุ่มในกรอบของ Asean+3 กล่าวคือ เป็นการจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นอกจากนั้น มหาเธร์ก็เสนอให้จัดตั้งการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit – EAS) เพื่อกระตุ้นให้มีการรวมตัวทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เฉพาะประเทศอาเซียนกับประเทศเอเชียตะวันออกอื่นๆ ซึ่งครอบคลุม จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้นั่นเอง

022a9c

กาลเวลาผ่านมากว่า 1 ทศวรรษปรากฏว่าสภาพแวดล้อมของโลกและในภูมิภาคเกิดการขยายตัวของการรวมกลุ่มในกรอบเขตการค้าเสรีและตลาดร่วมหรือที่เรียกว่า ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนก็พัฒนาไปสู่ AEC และยังขยายไปสู่ Asean +3 และ Asean +6 อีกทั้งภูมิภาคอื่น ๆ ก็มีการขยายตัวในลักษณะเดียวกันประกอบกับการเจรจารอบโดฮาขององค์การการค้าโลก (WTO) ยังไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น จึงสร้างแรงกดดันต่อ APEC ในการเห็นความจำเป็นรวมตัวกันอย่างแน่นแฟ้น ในการประชุมสุดยอด APEC 2006 จึงเริ่มมีการนำเสนอแนวคิดที่จะทำให้ APEC พัฒนาไปสู่การจัดตั้งเขตการค้าเสรี อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น แนวคิดดังกล่าวก็ไม่ได้รับการสานต่อจนกระทั่งการประชุมสุดยอด APEC ที่ปักกิ่ง ประเทศจีนในครั้งนี้ จึงได้มีการเสนอให้มีการศึกษาเพื่อพัฒนา APEC ไปสู่เขตการค้าเอเชีย-แปซิฟิ (FTAAP)

ความจริงนั้นเหตุผลสำคัญที่ทำให้จีนนำเสนอความคิดดังกล่าวมาจากแรงกดดันจากการที่ 12 ประเทศสมาชิก APEC ซึ่งประกอบด้วย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ชิลี บรูไน สหรัฐอเมริกา แคนาดา เปรู เม็กซิโก มาเลเซีย เวียดนาม ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ได้ร่วมกันจัดตั้ง TPP (Trans-Pacific Partnership) กล่าวคือ เป็นการรวมกลุ่มกันเป็นเขตการค้าเสรี รวมถึงการเปิดเสรีด้านการลงทุนและการบริการ ในการประชุมสุดยอด APEC ที่ปักกิ่งครั้งนี้ ประธานาธิบดีโอบามาก็ได้พูดคุยกับอีก 11 ประเทศอย่างเป็นการส่วนตัว นอกจากกรอบของ APEC เพื่อให้ TPP ประสบความสำเร็จให้เร็วที่สุด โดยโอบามาได้ตั้งเป้าไว้ว่า มรดกทางด้านนโยบายต่างประเทศทางเศรษฐกิจของเขา คือ ความสำเร็จของ TPP และการตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างอเมริกาและสหภาพยุโรป (Transatlantic Trade and Investment Partnership – TTIP) ซึ่งหมายความว่า ถ้า TPP ประสบความสำเร็จ จีนจะเสียเปรียบอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ ใน TPP เพราะสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดใน TPP จะสามารถเข้าออกประเทศสมาชิกได้โดยไม่มีกำแพงภาษีและไม่มีการกำหนดโควตา ตัวอย่างเช่น สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดที่ญี่ปุ่นจะเข้าสู่อเมริกาและแคนาดาได้โดยมีภาษีนำเข้าเท่ากับศูนย์ แต่สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในจีนจะเข้าสู่อเมริกาและแคนาดาจะต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (MFN Rate) ตามที่ WTO กำหนดไว้ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ จีนจึงต้องหาทางพัฒนา APEC ไปสู่การจัดตั้งเขตการค้าเสรี (FTAAP) เพราะถ้าการจัดตั้งประสบความสำเร็จ สินค้าใน 21 ประเทศก็จะเข้าออกระหว่างกันโดยมีภาษีนำเข้าเท่ากับศูนย์และไม่มีการกำหนดโควตา ซึ่งจะทำให้จีนไม่เสียเปรียบญี่ปุ่นและอเมริกา

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนก็คงจะมีการตกลงในการพัฒนาการรวมกลุ่มของอาเซียนให้ลึกซึ่งยิ่งขึ้นภายหลังปี 2015 ซึ่งเราเรียกวาระดังกล่าวนี้ว่า Post- AEC 2015 นั่นก็คือ การเจรจาเพื่อที่จะเปิดเสรีด้านการบริการ เงินทุน และแรงงาน ให้มีลักษณะลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากกรอบที่กำหนดไว้ใน AEC 2015 นอกจากนั้น ยังมีการพูดคุยในเรื่องการกระตุ้นการรวมกลุ่มในระดับอนุภูมิภาค โดยเฉพาะ GMS ให้ลึกซึ้งและรวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งในการประชุมอาเซียนก็ยังมีการประชุมในกรอบของเอเชียตะวันออก (EAS) ในกรอบดังกล่าวนอกจากประเทศใน Asean +6 แล้ว ก็ยังมีสหรัฐอเมริกาและรัสเซียรวมด้วย ซึ่งสาระสำคัญคือ การเร่งการรวมกลุ่มสู่เขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออกของ 18 ประเทศสมาชิกนั่นเอง

การประชุมสุดยอด APEC การประชุมสุดยอด Asean และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS) ในช่วงสัปดาห์นี้จึงเป็นภาพฉายของพลวัตรการเปลี่ยนแปลงของการรวมกลุ่มในระดับภูมิภาค ระดับอนุภูมิภาค และระดับระหว่างภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและธุรกิจไทยอย่ามหาศาล กล่าวคือ เนื้อที่ในการแข่งขันไม่ใช่แค่ประเทศไทยและผู้บริโภคจำนวน 60 กว่าล้านคนแล้ว แต่เนื้อที่ในการแข่งขันจะประกอบด้วย 16 ประเทศสมาชิก Asean+6 ขยายไปสู่ 21 ประเทศในกรอบของ APEC ซึ่งจะครอบคลุมผู้บริโภคกว่า 4 พันล้านคน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจซึ่งเป็นได้ทั้งโอกาสและภยันตรายในอนาคต ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกต่อการส่งออกของไทย

27305134e

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศได้มีการปรับตัวเลขทางเศรษฐกิจในลักษณะที่ลดลงทั้งในปีนี้และในปีหน้า เมื่อวานซืนนี้ คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้มีการออกตัวเลขประมาณการทางเศรษฐกิจของยุโรปออกมาในลักษณะที่ลดลง

กล่าวคือ ในปี 2014 นี้ สหภาพยุโรป (28 ประเทศ) จะขยายตัวได้ 1.1 % แต่ยูโรโซน (18 ประเทศ) จะขยายตัวได้เพียง 0.8% และในปีหน้า 2015 สหภาพยุโรปจะขยายตัวได้ 1.3 % แต่ยูโรโซนจะขยายตัวได้ 1.1 % เมื่อแยกเป็นรายประเทศจะพบว่า อังกฤษและสเปนจะขยายตัวได้ดี โดยในปีนี้อังกฤษจะขยายตัวได้ 3.1 % และลดลงมาเป็น 2.8 % ในปีหน้า ส่วนสเปนจะขยายตัวได้ 0.8 % ในปีนี้และจะเพิ่มเป็น 1.1 % ในปีหน้า ประเทศเยอรมนีจะขยายตัว 1.2 % ในปีนี้และจะขยายตัวเพิ่มเป็น 1.3 % ในปีหน้า สองประเทศใหญ่คือ ฝรั่งเศสและอิตาลียังมีการเติบโตที่อ่อนแออยู่ โดยฝรั่งเศสในปีนี้จะขยายตัวได้ 0.6 % และปีหน้าขยายตัวได้ที่ 0.7% สำหรับอิตาลีปีนี้จะขยายตัวได้ 0.2 % ขณะที่ปีหน้าขยายตัวได้ 0.6 %

ผลพวงจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอดังกล่าว ทำให้ธนาคารกลางของยุโรป (ECB) มีการเร่งดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ เมื่อ 2-3 เดือนที่แล้วมีการลดดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้ที่ธนาคารกลาง อยู่ในระดับ -0.25 % เมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้าก็มีการใช้มาตรการที่เรียกว่า TLTRO (targeted longer-term refinancing operation) กล่าวคือ การให้กู้กับสถาบันการเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 0.3 % และคงที่ไว้ที่ระดับนี้ 3 ปี และล่าสุดก็มีการออกมาตรการ QE ด้วยการซื้อพันธบัตรเอกชนที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน

นอกจากนี้ทางด้านญี่ปุ่นในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการประกาศที่สำคัญ 2 ประการ คือ การเพิ่มมาตราการ QE โดยคิดเป็นยอดรวมทั้งปี 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำไปซื้อพันธบัตรที่มีระยะเวลาไถ่ถอนระหว่าง 1-5 ปี และ 5-10 ปี นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้กองทุนเลี้ยงชีพไปซื้อหุ้น การประกาศดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรทั่วโลกมีการบีบตัวขึ้นอย่างรุนแรง และในสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาก็มีการปรับตัวเลขการขยายตัวในไตรมาสที่ 3 อยู่ในระดับสูงกว่า 3 % ซึ่งเป็นการปรับที่ขึ้นแรงกว่าที่หลายคนคาดไว้ ดังนั้นจึงเป็นที่คาดได้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) คงจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างช้ากลางปีหน้าและถ้าอย่างเร็วกว่านั้นก็คงจะเป็นช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า

สรุปการอัพเดตตัวเลขเศรษฐกิจโลก อาจกล่าวได้ว่า ในปีนี้และปีหน้า แม้เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวดีขึ้น แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างไม่เข้มแข็ง และมีความเป็นไปได้ที่อัตราการขยายตัวของจีนในปีหน้าอาจจะต่ำกว่า 7 % ด้วยซ้ำไป

ฉะนั้นแม้เศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้นแต่ก็มีลักษณะอ่อนแอด้วย ซึ่งจะส่งผลให้การค้าโลกเพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่มากนักซึ่งจะส่งผลต่อด้านการส่งออกของไทยด้วย แต่อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ดีขึ้น การส่งออกของไทยในปีหน้าจึงน่าจะขยายตัวได้ 3-4 % ส่วนในปีนี้แม้ในเดือนกันยายนการส่งออกจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.7 % แต่ตัวเลขรวม 9 เดือนแรกเท่ากับ -0.87 ดังนั้น แม้ไตรมาสสุดท้ายการส่งออกจะดีขึ้น แต่ทั้งปีตัวเลขการส่งออกคงจะต่ำกว่า 1 % อย่างไรก็ตาม การส่งออกน่าจะมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น แม้จะไม่มากนักก็ตาม โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตร เช่น ข้าว และยางพารา น่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นในปีหน้าทั้งด้านราคาและปริมาณ

ประเด็นที่จะกระทบกับเศรษฐกิจไทยและภูมิภาค คือ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศเกิดใหม่ โดยเฉพาะ กลุ่ม Fragile five ได้แก่ อินโดนีเซีย อินเดีย บราซิล แอฟริกาใต้ และตุรกี อย่างไรก็ตาม ในกรณีของอินเดียได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ฉะนั้นสิ่งที่คาดได้ในอนาคตก็คือ ความผันผวนของอัตราการแลกเปลี่ยนซึ่งเกิดจากการไหลออกของเงินลงทุนจากต่างประเทศในด้านตราสารหนี้ และตราสารทุนจากประเทศเกิดใหม่กลับไปสู่สหรัฐอเมริกาซึ่งมีผลตอบแทนสูงขึ้น ผลของการผันผวนในอัตราการแลกเปลี่ยนจะกระทบกับไทยในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ระหว่าง 4-4.5 % จึงเป็นที่คาดได้ว่า ตลาดหุ้นไทยในปีหน้าก็จะได้อานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และยิ่งถ้าเป็นบริษัทจดทะเบียนที่สามารถขยายเครือข่ายไปยังกลุ่มประเทศ AEC และ Asean+3 ซึ่งกลุ่มนี้จะ Out-perform หรือพูดง่าย ๆ คือ มีผลการดำเนินงานที่ดีกว่าเศรษฐกิจของไทยโดยรวม

เศรษฐกิจไทยในปีหน้านั้นส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากการส่งออก แต่ส่วนสำคัญจะมาจากภาครัฐซึ่งมาจากการลอกท่อของงบประมาณปีที่แล้วบวกกับงบประมาณปีใหม่นี้ ผสมผสานกับการลงทุนของภาครัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐานตลอดจนการลงทุนในกรอบของ BOI การลงทุนและการบริโภคของภาครัฐจะส่งผลเป็นลูกโซ่ให้เกิดการขยายการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน ซึ่งโดยรวมคงทำให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ในลักษณะ 4-4.5 % หรือถ้าจะมองแบบอนุรักษ์นิยมเล็กน้อยก็จะอยู่ที่ระดับ 3.5-4 %

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ภาวะชะงักงันเศรษฐกิจไทย

7836

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวันถึงสองวันที่ผ่านมานี้ ทางการก็ได้ออกมาแถลงว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะงักงันซึ่งก่อนหน้านี้ ข่าวคราวที่ออกมาจะมีการใช้คำว่า Stagflation ซึ่งความจริงนั้นยังไม่ค่อยตรงกับลักษณะของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ กล่าวคือ Stagflation จะมีความหมายถึง สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง อัตราการเติบโตต่ำ ผนวกกับเงินเฟ้อสูง และมีการว่างงานสูง ศัพท์คำนี้เริ่มใช้เมื่อทศวรรษที่ 1970 ในประเทศตะวันตกและประเทศอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในสภาพการเติบโตที่เชื่องช้าผสมกับเงินเฟ้อสูง ซึ่งเมื่อเทียบกับไทยในขณะนี้ก็นับว่าไม่ตรง เพราะเงินเฟ้อของไทยสูงเพียง 1-2% เท่านั้น แต่สิ่งที่ถูกต้องคือ อัตราการเติบโตต่ำ จึงไม่ถือว่าเป็น Stagflation แต่บางกรณีก็มีคนกล่าวว่า ขณะนี้ไทยเกิดภาวะ Deflation (เงินฝืด) กล่าวคือ เป็นการอธิบาย Stagflation ในความหมายว่า อัตราการเติบโตต่ำและมีปัญหาเงินฝืด (Deflation) ซึ่งก็ไม่ตรงอีก เนื่องจากว่า Deflation หมายความว่า เงินเฟ้อมีอัตราต่ำมาก เช่น ในยุโรปอยู่ที่ระดับ 0.2-0.4% หรือบางประเทศอาจติดลบเช่นกรณีของญี่ปุ่นในทศวรรษที่ผ่านมา คำว่า Deflation ยังหมายความว่า ราคาสินค้าลดลงซึ่งส่งผลให้ลูกค้าชะลอการซื้อ เนื่องจากกำลังซื้อหดหายจากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า หรือเกิดการถดถอย (Recession) ผนวกกับการคาดการณ์ว่า จะได้ของที่ถูกลงในอนาคตซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง สถานการณ์ดังกล่าวนี้กำลังเกิดกับประเทศในสหภาพยุโรปซึ่งจะเห็นได้ว่า เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ต่ำ การขยายตัวเกือบเท่ากับศูนย์ บางประเทศติดลบ ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี ฟินแลนด์ และแม้กระทั่งเยอรมนี ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากผลของวิฤตซึ่งทำให้คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ไม่กล้าลงทุน อีกส่วนหนึ่งคือระดับการว่างงานยังสูงมาก โดยเฉพาะบางประเทศเกิน 10% เช่น สเปนและกรีซที่การว่างงานสูงถึง 24%

ในกรณีของ Deflation ของญี่ปุ่นในทศวรรษที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากปัญหาที่ญี่ปุ่นปรับโครงสร้างทางการแข่งขันไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง ส่วนหนึ่งเกิดจากผลของค่าเงินที่แข็งค่าจากแรงกดดันของข้อตกลง Plaza Accord อีกส่วนหนึ่งเพราะว่า คู่แข่งสามารถทำสินค้าประเภทเดียวกันกับญี่ปุ่นแต่ราคาถูกกว่า เช่น กรณีของเกาหลีใต้และจีน เป็นต้น อีกสาเหตุหนึ่งคือ เนื่องจากโครงสร้างประชากรของญี่ปุ่นเป็นรูปปิรามิดหัวคว่ำ กล่าวคือ มีคนวัยทำงานน้อยแต่มีคนวัยชราสูง นอกจากกำลังซื้อจะหายไปแล้ว คนวัยทำงานยังเก็บหอมรอมริบ ไม่ยอมใช้จ่ายเพื่อเก็บเงินไว้ใช้เมื่อแก่ตัวลง จะเห็นว่า Deflation ในยุโรปและญี่ปุ่นจะมีลักษณะไม่ตรงกับประเทศไทยโดยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ในวันนี้สื่อมวลชนก็มีการรายงานว่าสถานการณ์ของไทยมีลักษณะชะงักงันโดยเรียกว่า Stagnation ซึ่งก็ตรงกับข้อเท็จจริง กล่าวคือ ประเทศไทยขณะนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงินเฟ้อหรือเงินฝืด แต่เกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจส่งผลให้คนไม่มีเงินที่จะจับจ่ายใช้สอย ประกอบกับคนยังไม่แน่ใจในด้านเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ จึงชะลอการจับจ่าใช้สอยออกไป พ่อค้านักธุรกิจก็ชะลอการลงทุน โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดการชะงักงันหรือ Stagnation ของไทยคือ

1. วิกฤตทางการเมืองในครึ่งปีแรกส่งผลให้ประชาชนและนักลงทุนยังขาดความมั่นใจจึงชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน นอกจากนี้ วิกฤตทางการเมืองในครึ่งปีแรกก็ทำให้เม็ดเงินของภาครัฐหายไปเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีรัฐบาลใหม่แล้ว แต่การลอกท่อของรัฐบาลใหม่ก็ยังต้องใช้เวลากว่าจะส่งผลกระจายไปสู่การใช้จ่ายของภาคประชาชน

2. ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็นยางพาราหรือข้าวก็ส่งผลให้กำลังซื้อของรากหญ้าหายไป อีกทั้งในครึ่งปีแรกชาวไร่ชาวนาก็ยังไม่ได้รับเงินจากรัฐบาลอันเป็นผลจากความผิดพลาดของรัฐบาลชุดเก่าซึ่งทำให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชาวไร่ชาวนาและต่อภาครัฐที่มีหนี้สาธารณะเพิ่มกว่า 5 แสนล้านบาท

3. เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะฟื้นตัวแบบอ่อนแอ จึงส่งผลให้การส่งออกของไทยอยู่ในภาวะติดลบใน 7 เดือนแรก อีกเหตุผลหนึ่งของการส่งออกที่ย่ำแย่คือ สินค้าไทยไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกและภูมิภาคได้ เนื่องจากไม่ได้มีการปรับขีดความสามารถในการแข่งขันเพียงพอ ไทยยังผลิตสินค้าประเภทเดิมด้วยการเน้นแรงงานและวัตถุดิบ ซึ่งไม่สามารถแข่งกับคู่แข่งในอาเซียนได้ เพราะคู่แข่งกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) มีค่าแรกถูกกว่าไทยถึง 70% และในส่วนของฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียก็มีค่าแรงถูกกว่าไทย 30-40% สินค้าไทยจึงถูกแซนวิชด้วย 2 กลุ่มนี้ อีกทั้งยังเจอคู่แข่งในตลาดโลก เช่น อินเดีย ยุโรปตะวันออก แอฟริกา และละตินอเมริกา เป็นต้น

การจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชะงักงัน ความจริงรัฐบาลก็ทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเร่งลอกท่อในด้านงบประมาณเก่าและใหม่ มีการเร่ง BOI มีการจ่ายเงินคืนให้ชาวนา อีกทั้งแจกเงินให้ชาวไร่ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 15,000 บาท นอกจากนี้ รัฐบาลได้อนุมัติการลงทุน 6.8 หมื่นล้านบาทในปีหน้า สำหรับพัฒนาการขนส่งเพื่อหวังที่จะลดต้นทุนลง 2% และช่วยส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งหวังที่จะลดการใช้รถส่วนตัวในกรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม มาตรการที่รัฐบาลใช้นั้นคงจะได้ผลในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะสภาพคล่องที่จะได้จากงบประมาณ 2.57 ล้านล้านบาท ในปลายปีนี้และปีหน้า อีกทั้งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดตัวคุณ (Multiplier) ซึ่งจะทำให้เอกชนมีการใช้จ่ายและลงทุนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังหวังว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าคงจะทำให้การส่งออกของไทยน่าจะเพิ่มขึ้นในระดับ 4-5% อีกทั้งการท่องเที่ยวก็คงจะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นด้วย ปัจจัยดังกล่าวคงจะส่งผลให้ปัญหาการชะงักงันได้รับการคลี่คลายโดยไทยน่าจะขยายตัวได้ที่ 3-4% ในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างคือ ขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งต้องใช้เวลาในการแก้ไข ก็ต้องมาดูว่าแผนการปฏิรูปของรัฐบาลจะออกมาอย่างไร จะเป็นแผนที่ดีหรือไม่ เพราะการทำแผนนั้นทำง่าย แต่แผนที่ดีนั้นทำยากมาก เพราะแผนยุทธศาสตร์นั้นจะต้องสอดคล้องกับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการจะได้มาซึ่งแผนที่ดีจะต้องได้บุคลากรที่เข้าใจและสามารถพยากรณ์อนาคตแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้ถูกต้อง นอกจากนั้นต่อให้มีบางคนเห็นแต่ถ้าส่วนใหญ่ไม่เห็น โอกาสที่จะได้แผนที่สะท้อนอนาคตก็ย่อมไม่เกิด

โดยสรุป ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจไทยน่าจะได้รับการคลี่คลายในปีหน้า ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการของรัฐบาล อีกส่วนมาจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ส่วนจะแก้ไขปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนนี้คงต้องมาดูในอนาคตว่า แผนปฏิรูปจะออกมาอย่างไร ดีหรือไม่ดี ปฏิบัติได้ไหม และจะมีความต่อเนื่องในการดำเนินการหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามเหล่านี้ยังเป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ในขณะนี้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การประชุมสุดยอด ASEM

7812

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ขณะนี้นายกฯ ของไทยกำลังเดินทางเพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอด ASEM (Asia–Europe Meeting) ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ASEM เป็นการรวมกลุ่มเพื่อพบปะพูดคุยปรึกษาหารือระหว่างผู้นำของเอเชียตะวันออกและยุโรป การประชุมสุดยอดครั้งนี้ที่มิลานถือเป็นครั้งที่ 10 โดยมีประเทศที่เข้าร่วมการประชุม 49 ประเทศ บวกกับ 2 องค์กร รวมเป็น 51 สมาชิก ผู้นำของประเทศที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเอเชียตะวันออก 20 ประเทศ และกลุ่มตะวันตก 29 ประเทศ บวกกับอีก 2 องค์กรคือ ASEAN โดยผู้ที่เข้าร่วมการประชุมคือเลขาธิการอาเซียน และสหภาพยุโรป (EU) โดยผู้ที่เข้าร่วมการประชุมคือประธานสหภาพยุโรป 20 ประเทศของเอเชียตะวันออกประกอบด้วย ASEAN+6 คือ 10 ประเทศอาเซียนบวกจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย และอีก 4 ประเทศคือ บังคลาเทศ ปากีสถาน รัสเซีย และมองโกเลีย ส่วน 29 ประเทศของยุโรปประกอบด้วย ประเทศของสหภาพยุโรป (สหภาพยุโรป – EU มี 28 ประเทศ แต่ที่เป็นสมาชิกASEM เข้าร่วมมี 27 ประเทศ โดยโครเอเชียซึ่งเป็นหนึ่งในสหภาพยุโรปไม่ได้เข้าร่วม เนื่องจากเข้ามาทีหลังจึงยังไม่ได้เป็นสมาชิก ASEM) นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ประเทศ คือ นอร์เวย์และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาพันธ์เขตการค้าเสรียุโรป (EFTA)

ASEM กำเนิดมาจากข้อเสนอร่วมกันของฝรั่งเศสและสิงคโปร์ซึ่งปรึกษาหารือกันในปี ค.ศ.1994 และเริ่มมีการประชุมครั้งแรกที่กรุงเทพปี ค.ศ. 1996 ในครั้งนั้นมีสมาชิกเพียง 26 ประเทศ คือ 10 ประเทศอาเซียน 15 ประเทศสหภาพยุโรป และประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม ในช่วงต่อมา จากผลของการที่สหภาพยุโรปมีประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นรวมกับการขยายตัวองเอเชียตะวันออกในกรอบ ASEAN+3 และ +6 จำนวนประเทศสมาชิกASEMจึงเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนในวันนี้มีทั้งหมด 51 ผู้นำดังที่กล่าวไว้ในตอนต้น

ASEM มิใช่เป็นเวทีเจรจาต่อรอง แต่เป็นเวทีปรึกษาหารืออย่างไม่เป็นทางการ สาระสำคัญในการปรึกษาหารือจะประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ASEM นั้นไม่มีองค์กรถาวรและไม่มีสำนักเลขาธิการถาวร เพียงแต่ว่าให้มีผู้ดำเนินการหรือแม่งานที่จะจัดการประชุมสุดยอดสลับกันระหว่างประเทศในเอเชียและยุโรป การประชุมสุดยอด ASEM มีเวทีสำคัญ 2 ระดับคือ ระดับการประชุมสุดยอดและระดับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยทั้ง 2 ระดับจะจัดขึ้นทุก 2 ปี โดยสลับกันไป เช่น ปีที่แล้วเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ ปีนี้เป็นการประชุมระดับสุดยอด และเมื่อ 2 ปีที่แล้วมีการประชุมระดับสุดยอด ASEM ที่เวียงจันท์ ประเทศลาว ปีนี้จึงจัดที่ยุโรปที่มิลาน ประเทศอิตาลี เนื่องจากอิตาลีตอนนี้เป็นประธานสหภาพยุโรปจึงเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม

ในแต่ละปีจะมีการปรึกษาหารือในเรื่องหลากหลายขึ้นอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้นในโลก ทั้งมิติเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เช่นในปีที่ผ่านมามีการพูดเรื่องความร่วมมือในการคลี่คลายวิฤตทางเศรษฐกิจ แต่ในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ประเด็นในการพูดคุยจึงเป็นเรื่อง “Responsible partnership for growth and security”

Responsible (ความรับผิดชอบ) จะพูดในเรื่องความรับผิดชอบของประเทศสมาชิกเรื่องสิทธิมนุษยชนและการแก้ไขปัญหาความยากจน

Partnership (หุ้นส่วน) ก็จะเป็นการร่วมกันเผชิญการท้าทายปัญหาทั้งในระดับโลกและภูมิภาค

Growth (การเติบโต) ก็คงจะมาร่วมกันทำให้เศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นยั้งยืน ส่งเสริมการปฏิรูปเศรษฐกิจ ส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ

Security (ความมั่นคง) จะครอบคลุมความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางภัยพิบัติ และความมั่นคงในมิติต่าง ๆ

ดังนั้นจึงเป็นที่คาดหวังได้ว่า ในปีนี้จึงเป็นการปรึกษาหารือในเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัญหาภัยคุกคามจากการก่อการร้าย รวมทั้งการขยายตัวของโรคอีโบลา

ในระหว่างการประชุมสุดยอดคือวันที่ 16-17 เดือนนี้ก็จะมีการประชุมร่วมของนักธุรกิจในกรอบ Business forum การประชุมในกรอบตัวแทนรัฐสภา (Parliamentary forum) และการประชุมในกรอบของประชาชน (People forum) ซึ่งครอบคลุม NGO เป็นต้น

ผลที่ได้จาก ASEM จะมีเป็นทางอ้อมมากกว่าทางตรงคือ จะเป็นการปรึกษาหารือเพื่อกำหนดท่าทีร่วมกันในองค์กรอื่น ๆ เช่น WTO หรือบางประเทศอาจจะพบปะกันเป็นทวิภาคีหรือพหุภาคี ผลพวงที่ได้ในอดีตก็คือ การจัดตั้งกองทุน ASEM และทำให้เกิดการเจรจาตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียน เป็นต้น ASEM จึงเปรียบเหมือนกรอบกว้าง ๆ ที่จะนำให้ประเทศใน 2 ภูมิภาคมาพูดคุยปรึกษาหารือได้อย่างเต็มที่ และนำเอาประเด็นต่าง ๆ มาสร้างกระแสการรับรู้และอาจจะหมายถึง การแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ASEM ไม่ใช่เวทีของการตกลง ประเทศแต่ละประเทศจะนำไปปฏิบัติหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ มิใช่การผูกมัด ประโยชน์ที่ได้ทางอ้อมที่สำคัญคือ เปิดโอกาสให้ผู้นำพูดคุยกันเองนอกกรอบการประชุม ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของประเทศต่อประเทศเป็นลักษณะทวิภาคี หรือพูดคุยหลายประเทศร่วมกันแต่ไม่จำเป็นต้องทุกประเทศก็ได้เช่นกัน ประโยชน์อีกประการหนึ่งคือ ผู้นำสามารถคุยกับนักธุรกิจเพื่อที่จะดึงประโยชน์ในแง่การค้าและการลงทุนมาสู่ประเทศตนเอง เป็นต้น

การที่นายกฯ ของไทยไปประชุมสุดยอดครั้งนี้มีประโยชน์ดังต่อไปนี้

1.เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาลในเวทีสากล เพราะถือเป็นครั้งแรกหลังการรัฐประหารที่นายกฯ มีโอกาสเข้าร่วมในเวทีตะวันตก (นายกฯ เดินทางครั้งแรกคือไปที่พม่า ซึ่งก็เป็นสมาชิกและประธานอาเซียน) นอกจากนี้ เมื่อมองในแง่ประเทศและรัฐบาลก็จะได้ประโยชน์จากภาพลักษณ์ว่าอย่างน้อยที่สุดก็ยังเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะมีประเด็นปัญหาในด้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ตาม

2.นายกฯ สามารถที่จะใช้เวที (ประมาณ 3 นาที) เน้นให้เห็นถึงการปฏิรูปทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองไทยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเวทีโลกรู้ว่า เรากำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และมีการปฏิรูปทางเศรษฐกิจซึ่งนักลงทุนต้องการเห็น ซึ่งถือเป็นโอกาสประชาสัมพันธ์ประเทศไปด้วย

3.ท่านนายกฯ อาจจะหยิบยกบางประเด็นพูดคุยกับผู้นำและนักธุรกิจบางประเทศเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ของไทยดีขึ้น และถือโอกาสให้เขาได้เห็นถึงผลประโยชน์ในการที่จะเข้ามาลงทุนในช่วงที่ประเทศกำลังส่งเสริมการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ตลอดจนให้เห็นว่าไทยนั้นเป็นตัวเชื่อมโยงของอาเซียน

โดยสรุป การเข้าประชุม ASEM ของท่านนายกฯ จึงถือว่าเป็นบวกสำหรับรัฐบาลและประเทศ แต่จะมากน้อยแค่ไหนก็คงขึ้นอยู่กับแนวทางและสาระสำคัญที่จะหยิบยกไปพูดคุย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น