การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และ กลยุทธ์การปรับตัว

11

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เศรษฐกิจโลกปีนี้แม้จะมีแนวโน้มที่เห็นชัดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยเฉพาะสัญญาณจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป โดยในสัปดาห์ที่แล้ว IMF มีการปรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจาก 2.7% เป็น 2.8% ตัวเลขสหภาพยุโรปจาก 1% เป็น 1.2% ตัวเลขของอังกฤษจาก 2.8 เป็น 2.9%

อย่างไรก็ตามในกรณีของญี่ปุ่นนั้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวลดลงเหลือ 1.4% เทียบกับเมื่อปีที่แล้ว 1.9% ทั้งนี้เนื่องจากการขึ้นภาษี Sale Tax จาก 5% เป็น 8% โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้ ซึ่งจะส่งผลให้การขยายตัวในไตรมาสที่ 2 ของญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำ และส่งผลให้ทั้งปีขยายตัวในอัตราที่ช้าลง

ในกรณีของจีนนั้นก็มีการคาดการณ์ตามรัฐบาลจีนว่า เศรษฐกิจของจีนจะขยายตัว 7.5% ในปีนี้ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี

จากตัวเลขล่าสุดที่รัฐบาลจีนประกาศออกมา ปรากฏว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในไตรมาสที่ 1 เท่ากับ 7.4% ซึ่งเมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วเท่ากับ 7.7% นั้นเท่ากับว่าลดลง 0.3%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 7.4% นี้นับว่าดีกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ที่ 7.3% แต่ถ้าดูตัวเลขรายละเอียดจะพบว่า ดัชนีส่วนใหญ่ของจีนลดต่ำลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ผลผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 8.8% จากที่คาดการณ์ไว้ที่ 9% ในเดือนมีนาคมยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 12.2% และลงทุนในทรัพย์สินถาวรเพิ่มขึ้น 17.6% ในไตรมาสแรกซึ่งต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 18.1%

เศรษฐกิจของจีนในขณะนี้จะเป็นดัชนีที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากกำลังอยู่ในช่วงของการปรับตัวและปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งสำคัญของรัฐบาล

ตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา จีนนั้นอาศัยรูปแบบทางเศรษฐกิจที่เน้นการลงทุนและการส่งออกบนพื้นฐานของค่าแรงที่ต่ำและทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวเป็นตัวเลขสองหลักติดต่อกันกว่า 2 ทศวรรษ

ผลกระทบในแง่ลบที่เกิดจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวคือ ค่าแรงปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินหยวนแข็งค่ากว่า 20% ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้จีนเริ่มที่จะมีปัญหาในการแข่งขันกับประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ผลกระทบทางลบที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การขยายตัวของสินเชื่อและหนี้ทั้งหนี้สาธารณะและหนี้เอกชน ซึ่งขณะนี้รวมกว่า 220% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

นอกจากนั้น ยังเผชิญกับปัญหาของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ซึ่งถ้าไม่ได้รับการแก้ไขก็จะระเบิดขึ้นเป็นวิกฤตได้

รับบาลจีนชุดใหม่ที่เข้ามานับตั้งแต่การประชุมพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านจึงได้เร่งดำเนินการปฏิรูปการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และโครงสร้างของการแข่งขันที่เปลี่ยนไป

กลยุทธ์การปรับตัวประกอบด้วย

1. ส่งเสริมการผลิตสินค้าประเภทที่ใช้มูลค่าเพิ่มและเน้นการใช้ IT มากขึ้น เพื่อดึงเอาแรงงานที่อาจจะว่างงานจากการปรับตัวในอุตสาหกรรมมาสู่ภาคนี้ อันเป็นการป้องกันปัญหาการว่างงานซึ่งจะกลายเป็นปัญหาทางการเมืองได้ในอนาคต นอกจากจะปรับโครงสร้างทางการบริหารโดยเฉพาะระบบราชการ โดยทั้งนี้จะให้มณฑลเซี่ยงไฮ้เป็นรูปแบบของการพัฒนาเพื่อจะขยายไปยังส่วนอื่นๆ ของประเทศ

2. พยายามที่จะลดปัญหาหนี้ของภาคเอกชนโดยเฉพาะที่มาจาก Shadow Banking โดยลดการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มนี้และพยายามส่งเสริมสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่เป็นทางการ

3.การชะลอการปล่อยสินเชื่อย่อมส่งผลให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรัฐบาลจะพยายามใช้มาตรการให้เศรษฐกิจขยายตัวอยู่ระหว่าง 7-7.5% ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็จะเฉลี่ยที่ 7.5%

4.มีการส่งเสริมการลงทุนในด้าน Infrastructure โดยเฉพาะการพัฒนาการขนส่งรถไฟและพยายามที่จะให้มีการแปรรูปในส่วนนี้เพื่อที่จะใช้สินเชื่อในระบบธนาคาร

5. ส่งเสริมการลงทุนของจีนในต่างประเทศ โดยเฉพาะการหาประโยชน์จากการเชื่อมโยงจากนโยบายการส่งเสริมเขตการค้าเสรีกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนในกรอบของ Regional comprehensive economic partnership

โดยสรุป เศรษฐกิจโลกในปีนี้ แม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น แต่เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ถูกจับตามองก็คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ว่าจะมีลักษณะเป็น Hard landing หรือไม่ เพราะถ้าเกิดกรณีดังกล่าว ก็จะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อเศรษฐกิจโลกและโดยเฉพาะอาเซียน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

น่าอาย! เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าที่สุดในกลุ่มอาเซียน

7164

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        เมื่อวานนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้รายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นการมองโลกในแง่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ กล่าวคือ IMF คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวร้อยละ 3.6 โดยเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีกว่าที่คาดไว้คือ เศรษฐกิจของอังกฤษ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป โดยคาดว่า อังกฤษจะขยายตัวถึงร้อยละ 2.9 ขณะที่สหรัฐอเมริกาจะขยายตัวร้อยละ 2.8 และสหภาพยุโรปจะขยายตัวร้อยละ 1.2 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่ IMF เคยคาดการณ์ไว้ ในส่วนของประเทศญี่ปุ่น คาดว่าจะขยายตัวได้ ร้อยละ 1.4 ซึ่งต่ำกว่าปีที่แล้วที่ร้อยละ 1.7 ขณะที่จีนจะขยายตัวได้ร้อยละ 7.5

        ในกรณีของญี่ปุ่นและจีน เป็นที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวต่ำกว่าที่เคยวิเคราะห์ไว้ในตอนแรกของ IMF ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ประเทศที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวแย่ลงได้แก่ รัสเซียและบราซิล ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 1.4 และ 1.2 ตามลำดับ ในกลุ่มประเทศอาเซียน IMF คาดว่าไทยจะขยายตัวได้ร้อยละ 2.5 ขณะที่ ลาว เวียดนาม กัมพูชา และพม่าจะขยายตัวได้เกินร้อยละ 7 ส่วนสิงคโปร์ก็มีอัตราการขยายตัวได้ดีเช่นกัน กล่าวอีกนัยคือ ไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำที่สุดในอาเซียน

        การที่กลุ่มประเทศอาเซียนยกเว้นไทยมีอัตราการเติบโตที่ดีเกิดจากสาเหตุที่สำคัญคือ การวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ (Strategic Positioning) ซึ่งหมายถึงการวางตำแหน่งของสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความสามารถในการแข่งขันและโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง

        ทั้งนี้ กลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนม่าร์ เวียดนาม) ในอาเซียน โดยพื้นฐานที่มีต้นทุนจากค่าแรงต่ำและมีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลจะเหมือนกับประเทศไทยในทศวรรษ 1980 กล่าวคือมีพื้นฐานที่ช่วยในการแข่งขันด้วยการมีต้นทุนในการแข่งขันต่ำ ประเทศเหล่านี้เพียงแค่ดำเนินมาตรการเปิดประเทศ แก้ไขอุปสรรคทางด้านกฏหมายและกฏระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ประเทศเหล่านี้ก็จะสามารถปรับฐานหรือวางตำแหน่งที่แข่งขันได้

        ในกรณีของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ รัฐบาลในช่วงหลัง ค.ศ. 1997 ก็ได้มีการปรับโครงสร้างการแข่งขัน ปรับการศึกษา และปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้สองประเทศดังกล่าวสามารถแข่งขันในเชิงของสินค้าและบริการที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทย อย่างไรก็ตาม ในกรณีของอินโดนีเซียยังมีปัญหาเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาสินค้าเพียงไม่กี่ตัว เช่น ถ่านหินและน้ำมันพืช เป็นต้น แต่โดยภาพรวมแล้ว ทั้งสองประเทศก็ได้วางตำแหน่งสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับศักยภาพในการแข่งขัน ในกรณีของมาเลเซีย ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา มีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เน้นการผลิตสินค้าและบริการที่ใช้มูลค่าเพิ่ม อีกทั้งหันมาเน้นด้าน IT มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากแผนยุทธศาสตร์ 2020 (Multimedia Super Corridor) นอกจากนั้นยังปรับปรุงคุณภาพการศึกษาและบุคลากรให้สอดคล้องกับเป้าหมายอีกด้วย

        ในกรณีของสิงคโปร์ ในช่วงกลาง 1960 อดีตนายกรัฐมนตรีลีกวนยูก็ได้วางทิศทางเชิงกลยุทธ์ (Strategic Direction) พุ่งเป้าไปที่การผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่ม ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพในการแข่งขัน พัฒนา Infrastructure ด้านขนส่ง พัฒนาถนนหนทางและสนามบิน ส่งเสริมให้เป็นตลาดการเงินของภูมิภาค พัฒนาระบบการศึกษาให้มีคุณภาพ พัฒนานวัตกรรมต่างๆ ส่งเสริมการผลิตอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน และพัฒนาเป็นศูนย์พาณิชย์ทางทะเล อีกทั้งในสองทศวรรษที่ผ่านมา สิงคโปร์ก็ได้พัฒนาแผนยุทธศาสตร์เชิงกลยุทธ์ให้เน้นทางด้าน IT ส่งเสริมการย้ายฐานเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน และ AEC รวมทั้ง Asean+3 และ Asean+6  พัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพระดับโลก พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาอาหารการกิน พัฒนาให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก

        ในขณะที่ประเทศต่างๆ มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับศักยภาพในการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคและโลก ประเทศไทยยังคงผลิตสินค้าที่มีมูลค้าเพิ่มน้อยมาก กล่าวคือ ผลิตสินค้าที่เน้นแรงงานและวัตถุดิบ นำเข้าแล้วส่งออก ลักษณะดังกล่าวทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้กับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV ตลอดจน อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และเป็นสาเหตุให้การส่งออกของไทยขยายตัวในอัตราต่ำกว่าที่ควร ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยต่ำมาโดยตลอดที่ร้อยละ 4 ในช่วงปี 1997 ซึ่งต่ำที่สุดในอาเซียน (ยกเว้นบรูไน)

        อาจสรุปได้ว่า ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยที่อยู่ในระดับแย่เป็นเพราะการวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ของสินค้าและบริการไม่ตรงกับศักยภาพในการแข่งขันและไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคและโลกนั่นเอง ซึ่งส่วนสำคัญเกิดจากระบบและคุณภาพของนักการเมืองไทยเช่นกัน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลก

7151

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        เศรษฐกิจระหว่างประเทศในช่วงปีนี้ แม้จะมีการวิเคราะห์ในลักษณะโดยรวมแล้ว จะมีการฟื้นตัว โดยเฉพาะประเทศสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น รวมทั้งจีน ก็มีการวิเคราะห์ในเชิงขยายตัวตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้

        เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามีการคาดการณ์ว่า จะขยายตัวในปีนี้ โดยรวม GDP จะเพิ่มขึ้น 3 % ซึ่งเป็นลักษณะที่ขยายตัวอย่างเข้มแข็ง ต่อเนื่องจากครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว หนึ่งไตรมาสที่ผ่านมา การคาดการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกายังถือว่ามีลักษณะเป็นไปตามที่คาดไว้ ดังจะเห็นได้จากดัชนีของอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรม ต่างก็มีการฟื้นตัวที่เด่นชัด แนวโน้มการว่างงานก็ลดลง โดยคาดว่าในปีนี้อาจลดลงถึง 6.0-6.2 % จากในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 6.6-6.7 %

        นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐที่มีการประชุมครั้งแรกของผู้ว่าการคนใหม่ นางเยลเลนก็ชี้ชัดถึงความมั่นใจ ดังจะเห็นได้จากการลด QE ลง หนึ่งหมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเป็นการลดครั้งที่ 3 จากเดือนธันวาคมปีที่แล้วถึงเดือนมกราคม นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐยังส่งสัญญาณว่า จะมีการขึ้นดอกเบี้ยในครึ่งหลังปี 2015 ซึ่งสะท้อนให้เห็นความมั่นใจของธนาคารกลางสหรัฐว่า เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐ อยู่ในขั้นของการฟื้นตัวที่เข้มแข็งมากขึ้น

        ในกรณีของสหภาพยุโรป มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโดยรวมโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร (ยูโรโซน) จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 1 % หลังจากกลุ่มประเทศเหล่านี้ต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจถดถอยติดต่อกันมากว่า 3 ปี ทั้งนี้ทั้งนั้น เศรษฐกิจโดยรวมซึ่งครอบคลุมถึงกลุ่มประเทศชายขอบ ประกอบด้วย กรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ สเปน อิตาลี ซึ่งเผชิญปัญหาวิกฤตอย่างหนักก็ส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่เด่นชัด ตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว โดยกลุ่มประเทศเหล่านี้มีการขยายตัวโดยเฉลี่ย 0.4 % ซึ่งถือว่าดีมากเมื่อเทียบกับการหดตัวมาโดยตลอดกว่า 10 ไตรมาส

        อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความเสี่ยงของสหภาพยุโรปที่กำลังก่อตัวขึ้นก็คือ ปัญหาเงินฝืด (Deflation) อันดูได้จากเงินเฟ้อโดยรวมของกลุ่มประเทศยูโรโซนอยู่ที่ระดับ 0.7 % ซึ่งต่ำจากเป้าหมายที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ตั้งไว้ที่ 2 % ยิ่งกว่านั้นในบางประเทศ โดยเฉพาะสเปน เงินเฟ้อมีลักษณะติดลบ 0.2 % ต่อเนื่องมา 2 ไตรมาส แม้กระทั้งเยอรมนีก็มีเงินเฟ้อต่ำอยู่ในระดับ 0.6 % ทั้งนี้เยอรมนีและสเปนถือเป็นกลุ่มประเทศใหญ่ มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 1 และอันดับ 4 ของยูโรโซน ดังนั้น ปัญหาที่น่าจับตามองของปีนี้ก็คือ ภาวะ Deflation ซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่าจะเป็นสภาพคล้ายกับที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นช่วงทศวรรษ 1990  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พอจะเป็นหลักประกันได้ก็คือ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังมีกระสุนพอที่จะเข้าไปป้องปรามปัญหา ทั้งนี้ ECB อาจจะใช้มาตรการเดียวกันกับ QE ของสหรัฐอเมริกา คือ เข้าไปซื้อพันธบัตรเพื่ออัดฉีดสภาพคล่อง ในอนาคตอาจจะซื้อสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางเศรษฐกิจเช่นกัน ทั้งนี้ดัชนีที่น่าเป็นห่วงซึ่งสะท้อนภาวะ Deflation คือ ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีในสเปนและโปรตุเกสลดลงเหลือ 4 % ต่ำสุดในรอบหลายปี จากภาวะดังกล่าว แม้ผู้ว่าการธนาคารเยอรมันซึ่งมีทัศนคติเน้นความเข้มงวดทางการเงินก็มีความคิดเห็นว่า ในอนาคตอาจต้องผ่อนคลายความเข้มงวดทางการเงินเพื่อให้เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปเติบโตได้ตามเป้า นอกจากนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสและอิตาลีก็หาทางกระตุ้นเศรษฐกิจโดยหาทางเจรจากับคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเพื่อผ่อนคลายการขาดดุลงบประมาณให้เหลือ 3 % ต่อ GDP ด้วยการยึดเวลาให้นานกว่าที่กำหนดไว้ในปี 2015 โดยสรุปแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่า สหภาพยุโรปแม้จะมีความเสี่ยงจากภาวะ Deflation แต่ด้วยมาตรการต่างๆ จึงคาดว่าเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปจะยังขยายตัวตามที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1 %

        เศรษฐกิจของญี่ปุ่นในปัจจุบัน แม้จะมีการขยายตัวก็ตาม แต่อาจจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำลง ในปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของญี่ปุ่นขยายตัวกว่า 1.7 % ในปีนี้นักเศรษฐศาสตร์ในหลายสำนักเริ่มปรับตัวเลข จากที่เคยคาดว่า GDP จะเพิ่มขึ้น 1.4 % ตอนนี้คาดว่าเหลือเพียง 0.8 % ด้วยเหตุผลคือ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน รัฐบาลจะเพิ่มภาษี Sale tax (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) จาก 5 % เป็น 8 % (ตามกฎหมายกำหนดไว้) และอาจเพิ่มเป็น 10 % ในปี 2015 ด้วยเหตุนี้ จึงคาดว่า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นในไตรมาส 2 อาจขยายตัวต่ำลงหรืออาจติดลบ

        อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาทั้งปี เศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังสามารถเป็นบวกจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลได้เตรียมมาตรการรับมือไว้ 2 มาตรการ เพื่อรองรับกับสภาพคล่องที่หายไปจากภาษี Sale tax หนึ่งในนั้นคือ การเตรียมเม็ดเงิน 5.5 ล้านล้านเยน ซึ่งได้มาจากการลดภาษีนิติบุคคลและการลดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการให้กับธุรกิจ อีกมาตรการหนึ่งคือ เตรียมใช้งบประมาณ ประมาณ 12 ล้านล้านเยน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยสรุปคาดว่า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังมีการขยายตัวต่อเนื่อง แค่อาจไม่เข้มแข็งเหมือนที่เคยคาดการณ์ไว้ในตอนต้น

        ในกรณีของจีน ต้องยอมรับว่า จีนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจมีการส่อเค้าของปัญหามาโดยตลอด โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา ดังจะเห็นได้จากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจากเลข 2 หลักที่ต่อเนื่องมากว่า 2 ทศวรรษ เหลืออยู่ที่ 7.7, 7.6 และ 7.5 ในปีนี้ ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะสามารถรักษาระดับการขยายตัวที่ 7.5 % ตามที่รัฐบาลคาดหวังได้หรือไม่ ปัญหาของจีนคือ ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องผนวกกับค่าเงินหยวนที่แข็งค่ากว่า 20 % ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ทำให้จีนต้องปรับความสามารถในการแข่งขันโดยหันมาพัฒนาสินค้าที่ใช้มูลค่าเพิ่ม แทนที่จะพึ่งพาแรงงานและทรัพยากรอย่างมาก ปัญหาอีกหนึ่งประการคือ จากที่เศรษฐกิจเคยขยายตัวสูง ธุรกิจเติบโตเพิ่มขึ้น ธนาคารปล่อยสินเชื่อมาก ผลที่ตามมาคือเกิดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จากการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญทั้งจากรัฐบาลท้องถิ่นและธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน

        ในปีนี้ ธุรกิจประเภท Shadow Banking ซึ่งเป็นสถาบันการเงินนอกระบบจะมีสถานะล้มละลายจำนวนไม่น้อย เนื่องจากหนี้ที่ถึงกำหนดชำระสูงถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และส่วนหนึ่งรัฐบาลไม่เข้าไปโอบอุ้มเหมือนเดิม ดังนั้นประเทศจีนจึงอยู่ในฐานะที่ต้องมีการปรับตัวทางเศรษฐกิจขนานใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี โดยด้านหนึ่งต้องชะลอการปล่อยสินเชื่อและลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ อีกด้านหนึ่งต้องหันไปเน้นการกระตุ้นด้วยการบริโภค (Consumption) และพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มโดยเน้นทางด้าน IT อีกทั้งหามาตรการป้องปรามหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ไม่ให้ระเบิดจนกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ทั้งนี้ ข้อดีข้อหนึ่งของจีน คือ มีเงินสำรองถึง 3.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งก็พออุ่นใจว่าอาจป้องกันการเกิดวิกฤตได้ระดับหนึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้น เศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในขั้นตอนของการปรับตัวซึ่งจะส่งผลกระทบในแง่ของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และถ้าเกิดเป็นกรณี Hard landing ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจโลก อาเซียน และไทยเป็นอย่างมาก

        โดยภาพรวม ยกเว้นเศรษฐกิจของจีน ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปยังมีการฟื้นตัวตามคาดการณ์ ขณะที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังมีการฟื้นตัวแต่อาจจะต่ำกว่าที่คาดไว้ในตอนต้น ส่วนเศรษฐกิจที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษก็คือ เศรษฐกิจของจีน ทั้งนี้เศรษฐกิจโลกที่พูดถึงนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการอธิบายแนวโน้มการส่งออกของไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในปีนี้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

กับดักประชาธิปไตย (Democracy Trap)

7140

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        “กับดักประชาธิปไตย” เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้นกับประเทศเกิดใหม่ ซึ่งมีลักษณะเป็นประเทศกำลังพัฒนา เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในหลายประเทศของโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยในขณะนี้ ทั้งนี้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้นก็คือ “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” (Liberal Democracy) ซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่เกิดจากการผสมผสาน ระหว่าง อุดมการณ์ประชาธิปไตย (Democracy) อันหมายถึงการปกครองด้วยเสียงข้างมากกับ อุดมการณ์เสรีนิยม (Liberalism) ซึ่งหมายถึงอุดมการณ์ที่เน้นการเคารพสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล การเน้นเรื่องการถ่วงดุลอำนาจ การเน้นเรื่องการเคารพต่อองค์กรกลางและหลักนิติรัฐ ตลอดจนการเน้นที่สิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน อุดมการณ์เสรีนิยม (Liberalism) นั้นเป็นอุดมการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังอุดมการณ์ประชาธิปไตย เนื่องจากอุดมการณ์ประชาธิปไตยมักจะแปรเปลี่ยนเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก โดยอ้างความชอบธรรมจากการได้เสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้งเพียงประการเดียว อุดมการณ์เสรีนิยมจึงกำเนินขึ้นเพื่อป้องปรามหรือขจัดลักษณะของเผด็จการเสียงข้างมากนั่นเอง

        กระบวนการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ก็คือ กระบวนการที่อธิบายถึงความชอบธรรมในการบริหารการปกครองโดยเริ่มต้นตั้งแต่ ความชอบธรรมในการได้มาซึ่งอำนาจ หมายถึง การเลือกตั้งที่ยุติธรรม จากจุดนี้ก็จะนำไปสู่ความชอบธรรมในการบริหารการจัดการ ซึ่งหมายถึงการบริหารที่ไม่มีการโกง การบริหารซึ่งเคารพสิทธิและเสรีภาพ การยอมรับการถ่วงดุลอำนาจ การยอมรับการตรวจสอบจากเสียงข้างน้อย การเคารพองค์กรอิสระ การเคารพกฏหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายความรวมถึงการเคารพการตีความและการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ การยอมรับความเป็นอิสระของสื่อซึ่งก็คือการห้ามใช้อำนาจแทรกแซงหรือการครอบงำสื่อมวลชน ทั้งสื่อจากภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเปิดโอกาสให้สื่อเหล่านั้นสามารถรายงานข้อมูลทั้งจากด้านรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเต็มที่ และประการการสำคัญที่สุดก็คือ ความชอบธรรมดังกล่าวนี้ยังรวมถึง การบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiency) กล่าวคือ แม้รัฐบาลจะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่หากการบริหารขาดประสิทธิภาพในกรณีนี้ก็ต้องลาออก ดังเช่น กรณีสึนามิในญี่ปุ่น ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นต้องลาออก เป็นต้น

        ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้น ยังหมายความรวมถึงความชอบธรรมในตอนจบ กล่าวคือ รัฐบาลต้องแสดงสปิริตที่จะยอมรับเงื่อนไขและเงื่อนเวลาในการบริหาร หมายถึง จะไม่พยายามต่ออายุตัวเอง ทั้งๆ ที่กฏหมายอาจจะระบุไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้นำหลายแห่งมักจะพยายามแก้กฏหมายเพื่อต่ออายุตนเอง หรือในกรณีที่ประชาชนไม่พอใจในการบริหารงานจนนำไปสู่การประท้วง (ไม่ใช่ประชาชนที่จัดตั้งขึ้น แต่เป็นประชาชนที่ออกมาประท้วงตามความเป็นจริง) ในกรณีดังกล่าว เพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของประเทศ ผู้นำก็จะประกาศลาออกโดยไม่ดันทุรังต่ออายุตัวเองออกไป

        ประชาธิปไตยเสรีนิยม ซึ่งถือเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ จึงหมายถึง ระบบการเมืองที่ผู้นำมีความชอบธรรม ตั้งแต่จุดเริ่มต้น (จากการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์) ตามมาด้วยการบริหารอย่างชอบธรรม และจบลงด้วยการหมดวาระหรือถูกแรงกดดันของประชาชนที่ไม่พอใจทำให้ต้องลาออกอย่างมีความชอบธรรม ประชาธิปไตยเสรีนิยมจึงเป็นกระบวนการในการสร้างความชอบธรรมตั้งแต่เริ่มต้น การดำรงตำแหน่ง และในตอนจบ ถ้าไม่มีความชอบธรรมในขั้นตอนแต่ละขั้นตอน เช่น ตั้งแต่การโกงการเลือกตั้ง การซื้อเสียงจากการเลือกตั้ง จนถึงการบริหารที่ขาดประสิทธิภาพ รัฐบาลย่อมต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก

        ประชาธิปไตยเสรีนิยมจึงมีลักษณะเป็น Loop ซึ่งเริ่มตั้งแต่ความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง ค่อยวิ่งไปสู่การบริหารการจัดการ และจบลงที่การสิ้นสุดวาระด้วยความชอบธรรมจากการหมดวาระ หรือลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบเมื่อประชาชนจำนวนมากไม่พอใจในการบริหารงาน

        ประชาธิปไตยเสรีนิยมในประเทศที่พัฒนาแล้ว ระบบการเมืองการปกครองจะวิ่งอยู่ใน Loop ดังกล่าวตลอดเวลา โดยไม่มีปัญหาของการแยกขั้ว หรือการใช้กำลัง ผิดกับประเทศเกิดใหม่ที่มักจะมีปัญหาไปตกอยู่ในกับดักของการเริ่มต้น กล่าวคือ พอมีชัยชนะจากการเลือกตั้ง (ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะอย่างบริสุทธิ์หรือชัยชนะจากการโกงก็ตาม) ก็มักจะไม่เคลื่อนต่อ โดยรัฐบาลมักจะอ้างเสียงข้างมากกับชัยชนะจากการเลือกตั้งเพื่อความชอบธรรมในการบริหารงานของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงพฤติกรรมในการบริหารการจัดการ เช่น มีการคอรัปชั่น มีการข่มขู่เสียงข้างน้อย มีการใช้กำลัง มีการครอบงำสื่อ ตลอดจนการไม่เคารพตุลาการ และมักจะไม่มีการวิ่งไปสู่ตอนจบ เพราะต้องหาทางรักษาอำนาจของตนและพรรคพวกให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากข้างต้นสามารถกล่าวได้อีกนัยก็คือ ประชาธิปไตยเสรีนิยมในหลายประเทศจะมีลักษณะตกหลุมตกหล่มอยู่ที่จุดเริ่มต้น นั่นคือ พยายามใช้เสียงข้างมากซึ่งส่วนใหญ่มาจากการใช้อำนาจการโกงในการอ้างความชอบธรรม กลายเป็นการปกครองแบบวิ่งไม่ครบ Loop หยุดอยู่ที่การเริ่มต้น และใช้ความชอบธรรมจากการเริ่มต้นอธิบายการคงอยู่ตลอดจนตอนจบ กล่าวอีกนัยก็คือ อาศัยเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง (จุดเริ่มต้น) อธิบายถึงความชอบธรรมของตัวเองตลอดทาง กลายเป็นเผด็จการเสียงข้างมากในการบริหารการจัดการ

        สาเหตุทีประเทศส่วนใหญ่มีปัญหา “กับดักประชาธิปไตย” เกิดจาก

        ประการแรก ประชาสังคมยังไม่เข้มแข็ง กล่าวคือ ประชาชนยังมีการศึกษาในด้านจริยธรรมกับประชาธิปไตยไม่ลึกซึ้งเพียงพอ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมากจากคุณภาพของการศึกษา (ไม่ใช่ปริมาณของคนจบปริญญา แต่เป็นคุณภาพของคนจบปริญญา) การศึกษาในประเทศเหล่านี้มักจะเรียนกันอย่างผิวเผิน  ทำให้เข้าใจประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ ว่าประชาธิปไตยคือเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจ อีกประการหนึ่งที่ทำให้ประชาสังคมไม่เข้มแข็งก็คือ การผูกขาดข้อมูลของรัฐ โดยสื่อของรัฐซึ่งเข้าถึงรากหญ้าจะให้ภาพเพียงด้านเดียวของเหรียญ ผิดกับชนชั้นกลางหรือคนที่อยู่ในเมืองซึ่งสามารถมองเห็น 2 ด้านของเหรียญ เพราะสามารถรับสื่อที่ไม่เป็นทางการได้อีกช่องทางหนึ่ง สภาพแวดล้อมการรับข่าวสารที่ไม่เท่าเทียมของคน 2 กลุ่มนี้ ทำให้เกิดการขาดดุลยภาพของข้อมูล (Asymmetry of Information) จึงนำไปสู่ทัศนคติที่แตกต่างกันเป็น 2 กลุ่ม ทำให้เกิดการเผชิญหน้าของคน 2 กลุ่ม

        ประการที่สอง ในประเทศเกิดใหม่ ถ้ามีวัฒนธรรมสังคมการเมืองที่เรียกว่า ระบบอุปถัมภ์ (Patronage) ซึ่งหมายถึงวัฒนธรรมประเภท “ถ้าคุณดีกับผม คุณจะเลวกับคนอื่นก็ช่างหัวมัน” ก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหากับดักประชาธิปไตย เพราะประชาชนกลุ่มหนึ่งจะผูกพันกับนักการเมืองที่ดีกับเขา ไม่ว่าจะโกงก็ช่างมัน วัฒนธรรมประเภทนี้มักนำไปสู่ความรุนแรงเนื่องจากเป็นวัฒนธรรมที่ใช้อารมณ์ ไม่ใช้เหตุผล

        ประการที่สาม นักการเมืองมักจะใช้นโยบายประชานิยมสร้างฐานเสียงซึ่งนอกจากจะทำให้ประเทศมีปัญหาในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว ยังทำให้เกิดการเสพติด เกิดกองทัพประชาชน ยิ่งมีระบบอุปถัมภ์ยิ่งทำให้เกิดการเผชิญหน้าและใช้ความรุนแรง

        ประเทศไทยขณะนี้มีลักษณะการระบบการเมืองเช่นเดียวกับหลายประเทศที่เป็นประเทศเกิดใหม่ ซึ่งดูได้จาก ประเทศซิมบับเว เวเนซุเอลา ฟิลิปินส์ยุคมากอสในอดีต การเมืองไทยในวันนี้จึงสามารถวิเคราะห์ได้ในกรอบ “กับดักประชาธิปไตย” (Democracy Trap)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

อานิสงค์ของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

00

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวานนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ได้ประกาศลดปริมาณของ QE ลงอีก 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการลดครั้งที่ 3 นับตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้ชี้แนะ (Forward Guidance) ว่า อกเบี้ยคงจะมีแนวโน้มสูงขึ้นในปีหน้า ซึ่งคาดว่าอาไปสูงถึง 1 % ในปลายปีหน้า ทั้งนี้ทั้งนั้นเนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาได้มีการฟื้นตัวอย่างเด่นชัดมากขึ้น ไม่ว่าจะดูจากจำนวนคนว่างงานที่ลดลงจนถึงระดับ 6.7 % และมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่า 6.5 % ในอนาคต อีกทั้งอสังหาริมทรัพย์ก็มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน จากผลของการประกาศดังกล่าวจึงส่งผลให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง ในเอเชีย ตลาดหุ้นฮ่องกงลดลงกว่า 200 จุด ส่วนตลาดหุ้นของไทยได้รับอานิสงส์ลดลง 10 จุด

ผลจากการดำเนินนโยบายของ FED ดังกล่าว เป็นที่คาดการณ์ว่าจะมีการไหลออกของเงินทุนจากประเทศเกิดใหม่กลับไปสู่สหรัฐอเมริการอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นในประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มลดลง และอัตราการแลกเปลี่ยนก็มีแนวโน้มอ่อนตัวลงในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า การคาดการณ์ด้านดอกเบี้ยดังกล่าว มีระยะเวลาในการเตรียม 1 ปี ย่อมส่งผลต่อประเทศเกิดใหม่ในเรื่องเงินทุนไหลออกในขอบเขตที่ไม่รุนแรง ยกเว้นบางประเทศที่มีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่อยู่ในเกณฑ์สูงเท่านั้น นอกจากนี้ประเทศเกิดใหม่ที่เริ่มปรับโครงสร้างอาจได้รับอานิสงส์ทางบวกด้วยซ้ำ แม้ว่าสภาพคล่องจะไม่เพิ่มแบบก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่นักลงทุนจะใช้สภาพคล่องที่มีอยู่กระจายการลงทุนไปทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงรวมทั้งประเทศเกิดใหม่ด้วย

ในกรณีของไทยอาจถูกกระทบในแง่ลบเนื่องจากมีปัญหาความอึมครึมทางการเมืองซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตที่ขยายตัวลดลงและทำให้ผลตอบแทนต่อหุ้นชะลอตัวลง อีกทั้งไทยยังมีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ส่วนอัตราเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นน้อยลงอย่างไรขึ้นอยู่กับการส่งออกส่วนหนึ่ง

ปัญหาของยูเครนนั้น แม้จะจบลงในลักษณะที่ในอนาคตอันใกล้นี้ ไครเมียจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซีย และวิกฤตยูเครนซึ่งมีทีท่ารุนแรงน้อยลงจากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนของนายปูตินว่า รัสเซียไม่ได้คิดที่จะเพิ่มปัญหาวิกฤตยูเครน ซึ่งก็ตีความได้ว่า ไม่ได้หวังที่จะยึดยูเครนตะวันออกซึ่งประกอบไปด้วยคนที่พูดภาษรัสเซียเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่วิเคราะห์และคาดการณ์ได้ก็คือ รัสเซียจะใช้ไครเมียเป็นเงื่อนไขว่า ยูเครนจะต้องเป็นประเทศที่เป็นกลางเช่นเดียวกับฟินแลนด์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของ NATO ต้องยอมรับอำนาจในการปกครองตนเองของแคว้นต่างๆ คือเป็นการปกครองแบบสหพันธรัฐ และต้องยอมรับภาษารัสเซียเป็นภาษาราชการที่ 2

จากเงื่อนไขดังกล่าว ปัญหายูเครนจึงยังไม่จบ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างยุโรปตะวันตก สหรัฐอเมริกากับสหพันธรัฐรัสเซียในอนาคต โดยรัสเซียไม่ต้องการให้ยูเครนเป็นภัยคุกคาม เพราะถือว่ามีพรมแดนติดกับรัสเซียและครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ดังนั้นปัญหายูเครนตะวันออก แม้ปูตินไม่มีความตั้งใจจะบุกหรือยึดแบบไครเมีย ความตึงเครียดระหว่างตะวันตกกับรัสเซียจะยังคงอยู่ต่อไป อย่างน้อยเพื่อสถานภาพเป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งตะวันตกและรัสเซียในอนาคต

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ประเทศไทย.. ปัญหาที่ต้องแก้ไข เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำ

7104

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        เมื่อวานนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีการวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ 2 ล้านล้านบาทนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญ ปรากฎว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “เราทำเพื่อประเทศ อยากให้มองที่เจตนา อย่ามองใช้ข้อกฎหมายเป็นข้อลิดรอนหรือเป็นข้อที่จะตัดสิทธิทุกคนเลย หากเป็นอย่างนี้เราจะไปกันลำบาก” ซึ่งส่วนของคำสัมภาษณ์ดังกล่าวนี้ ได้แสดงถึงแนวคิดรวมทั้งทัศนคติที่ค่อนข้างจะสุดขั้ว เพราะนี้หมายความว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรีแทนที่จะเคารพต่อกฎหมาย กลับอ้างว่า กฎหมายจะเป็นข้อลิดรอนหรือตัดสิทธิของประชาชน จากคำสัมภาษณ์ดังกล่าวจึงอธิบายประเทศไทยได้ว่า ทำไมประเทศไทยจึงเข้าสู่ยุคมิคสัญญี และสามารถอธิบายได้ว่า ทำไมประเทศไทยจึงมีระดับการศึกษาอยู่ในอันดับ 8 ของอาเซียน แพ้ประเทศกัมพูชา ชนะเพียงประเทศลาวและพม่า และไม่ต้องกลัว เพราะต่อไปอีกไม่นานพม่าต้องกลับมาชนะแน่

        ทั้งนี้ทั้งนั้นสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ประเทศใดก็ตาม ถ้าคนในประเทศรู้ภาษาอังกฤษได้ดีย่อมเข้าถึงตำราและความรู้ที่กว้างใหญ่ไพศาล ทั้งนี้เนื่องจากความรู้มาจากประเทศที่ก้าวหน้าซึ่งล้วนแต่เขียนเป็นภาษาอังกฤษหรือแปลเป็นภาษาอังกฤษ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียจึงเจริญที่สุดในอาเซียนและอยู่ในอันดับ 1 และอันดับ 2 ของประเทศที่มีการศึกษาดี

        สำหรับประเทศไทย น่าประหลาดใจที่เรามีการเรียนภาษาอังกฤษกว่า 20 ปี แต่กลับเป็นโรคภูมิแพ้ภาษาอังกฤษ ส่งผลให้โลกกระทัศน์จึงถูกจำกัด ไม่สามารถวิเคราะห์หรือเข้าใจอะไรได้โดยง่าย ซ้ำร้ายลักษณะดังกล่าว อาจทำให้ถูกล้างสมองจากสื่อที่อยู่ภายใต้การควบคุมโดยรัฐ ซึ่งรายงานข้อมูลเพียงด้านเดียวตลอดเวลา อีกทั้งภาพของผู้นำประเทศก็สามารถสะท้อนได้ถึงความเจริญและสังคมของประเทศนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

        ทั้งนี้ในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ก็สามารถสะท้อนถึงสังคมซึ่งประเทศไทยสามารถเรียนรู้และใช้เปรียบเทียบได้ ประเทศในละตินอเมริกาสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือประเทศที่เคยไม่เจริญแต่มีการพัฒนาสังคมให้ก้าวไกล บางประเทศกำลังจะกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศชิลี ประเทศเม็กซิโก และแม้ว่าจะเป็นประเทศที่ยังพัฒนาไม่ถึงขั้นประเทศตะวันตก แต่ก็มีปางประเทศที่ได้ก้าวข้ามออกมาจากการเป็นประเทศล้มเหลว (Failed State) และกำลังผงาดสู่สังคมโลก ได้แก่ ประเทศบราซิล เปรู และโคลอมเบีย

        ในขณะที่อีกกลุ่มซึ่งเคยเจริญกว่าประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศสในปี 1912 แต่กลับกลายเป็นประเทศล้มเหลวในปัจจุบัน ได้แก่ประเทศอาร์เจนตินาและประเทศเวเนซุเอลา โดยเฉพาะประเทศหลังนี้ ในขณะนี้จำเป็นถึงขนาดต้องแบ่งปันอาหาร แบ่งปันไฟฟ้า อีกทั้งยังมีการเผชิญหน้าของประชาชน 2 กลุ่ม คือกลุ่มกองทัพประชาชนซึ่งปกป้องรัฐบาลที่คอรัปชั่นและเป็นเผด็จการ กับกลุ่มต่อต้าน

        ประเทศกลุ่มแรกซึ่งเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในละตินอเมริกานั้นมีองค์ประกอบร่วมกันคือ 1. มีการปฏิรูปการเมืองเพื่อนำไปประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ล้มล้างเผด็จการเสียงข้างมาก ล้มล้างการปิดหูปิดตาประชาชนจากสื่อที่ถูกควบคุมโดยรัฐ ล้มล้างระบอบที่มีการโกงมหาศาล ตัวอย่างเช่น ในประเทศเปรู ซึ่งมีการต่อต้านขับไล่ประธานาธิบดีฟูจิโมริ

        องค์ประกอบที่ 2. คือ ประเทศเหล่านี้ไม่มีกองทัพระชาชน เพราะประชาชนมีการศึกษาตลอดจนสื่อที่เข้มแข็งซึ่งทำหน้าที่ในลักษณะควบคุมดูแล ป้องกันไม่ให้ผู้นำเลวๆ หาผลประโยชน์ มีการควบคุมการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้มีการซื้อเสียง มีการพยายามทำลายวัฒนธรรมประเภท “ถ้าคุณดีกับผม ไม่ว่าคุณจะเลวกับใครก็ไม่เป็นไร คุณดีกับผมก็พอ ผมจะเลือกคุณ”

        ในทางตรงกันข้าม กลุ่มประเทศที่มีปัญหามักมีผู้นำเผด็จการโดยอาศัยเสียงข้างมาก นโยบายประชานิยม มีกองทัพประชาชน แต่มีระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีการพัฒนา มีแต่การบริโภค แต่ไม่มีการสร้างสรรค์ ไม่มีการพัฒนาการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น นายพลเปรองของอาร์เจนตินา ประธานาธิบดีฮูโก ซาเวสของเวเนซุเอลาที่เพิ่งเสียชีวิตไป และประธานาธิบดีคนใหม่นายนีโกลัส มาดูโร ซึ่งเคยเป็นคนขับรถบรรทุกมาก่อน ก็สืบทอดความเป็นเผด็จการและนโยบายประชานิยม ทำให้บ้านเมืองไม่สามารถพัฒนาการแข่งขัน ขายแต่น้ำมัน ควบคุมค่าเงิน เงินเฟ้อสูงถึง 56 % ประชาชนอยู่ในยุคต้องปันส่วนข้าว ปันส่วนไฟฟ้า แต่รัฐบาลยังคงอยู่ได้เพราะยังมีกองทัพประชาชน ประเทศเหล่านี้จึงสามารถสะท้อนภาพของประเทศไทยได้ กล่าวคือ ในประเทศที่เจริญแล้ว จะต้องมีการปฏิรูปการเมือง แก้ไขปัญหาคอรัปชั่น ปรับปรุงการศึกษา จริยธรรม ระบบเศรษฐกิจในสังคมอย่างถึงรากถึงโคน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า สาเหตุที่ประเทศไทยตกต่ำ เพราะระบบทำให้กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกัดกร่อนประเทศ โดยอาศัยกองทัพประชาชนกอบโกยผลประโยชน์ถึงขนาดไม่เคารพกฎหมาย ไม่เคารพศาล ทำให้ประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 เหมือนกำลังเดินทางกลับสู่สมัยยุคกลาง ทั้งๆ ที่ไทยก็มีระบบการศึกษา มีการ renovate หากแต่เป็นเพียงการตลาดการศึกษา ซึ่งการเรียนไม่ได้จบในแง่เนื้อหา แต่มีเพียงใบปริญญาบัตรที่ได้มาอย่างชุ่ยๆ เท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ประเทศไทยจะอยู่ในมิคสัญญีขนาดนี้ ในขณะที่ประเทศในอาเซียนและหลายประเทศทั่วโลกกำลังเดินสู่การพัฒนา ประเทศไทยและกลุ่มประเทศที่มีผู้นำอย่างประเทศไทยกลับอยู่ในสภาพถดถอยในศตวรรษที่ 21

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ทางออกสถานการณ์ยูเครน

7079

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ในยูเครนก็มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ความตึงเครียดลดลง ส่งผลให้ตลาดหุ้นในยุโรปซึ่งก่อนหน้านี้ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะตลาดหุ้นรัสเซียตกลงถึง 10 % ในหนึ่งวัน แต่หลังจากที่ความตึงเครียดลดลง ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งเอเชียก็ปรับตัวดีขึ้น

        การที่สถานการณ์ความตึงเครียดลดลง สืบเนื่องจากประธานาธิบดีปูตินได้ออกแถลงข่าวว่า จะไม่ใช้กองกำลัง ยกเว้นถ้าจำเป็น โดยใช้คำว่า “Last resort” ซึ่งบอกให้รู้ว่า คงจะไม่ใช้กองกำลังทหารบุกเข้าไครเมีย ทั้งๆ ที่มีการล้อมไครเมียไว้ อีกทั้งได้ปฏิเสธว่า กองกำลังที่อยู่ในไครเมียนั้นไม่ใช่กองกำลังรัสเซีย แต่เป็นคนยูเครนที่อยู่ในไครเมียซึ่งไม่พอใจรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่อ่อนลงของรัสเซียนั้นอาจสามารถอธิบายด้วยเหตุผลได้ดังต่อไปนี้

        ประการที่ 1 ประเทศตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปซึ่งมีความผูกพันในกรอบของ NATO โดยมียูเครนเป็นประเทศพันธมิตร (ไม่ใช่สมาชิก NATO) ได้รับบทเรียนจากวิกฤตการณ์ของประเทศจอร์เจียเมื่อปี 2008 จึงได้กำหนดกลยุทธ์ที่ไม่มีการท้าทายทางทหารเพื่อที่จะปิดกั้นไม่ให้รัสเซียใช้เป็นข้ออ้างในการเข้ายึดไครเมีย

        ประการที่ 2 สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปได้นำกลยุทธ์ลดความตึงเครียด (De escalation) กล่าวคือ หันมาใช้แรงกดดันทางการทูต ทางการเมือง และทางเศรษฐกิจ เช่น การข่มขู่ในการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แต่ใช้มาตรการไม่ให้ VISA กับนักการเมืองในรัสเซียซึ่งมีอสังหาริมทรัพย์และผลประโยชน์ในยุโรปตะวันตก รวมถึงประธานาธิบดีปูติน และมีการใช้มาตรการที่เรียกว่า Off ramp กล่าวคือ จะให้มีผู้สังเกตการณ์จากองค์การ OSCE (องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป) ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกที่อยู่ในสหภาพยุโรปและสหภาพโซเวียตเก่า โดยให้มีผู้สังเกตการณ์จากองค์กรเข้าสังเกตการณ์เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าทางการทหารระหว่างยูเครนและรัสเซีย

        ประการที่ 3 ปัจจัยที่เป็นตัวหยุดยั้งท่าทีที่แข็งกร้าวของรัสเซียมากจากข้อเท็จจริงที่ว่าโลกนั้นเป็นโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจ การเผชิญหน้าทางการทหารอาจเชื่อมโยงมายังเศรษฐกิจได้เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากตลาดหุ้นของรัสเซียที่ตกลงถึง 10 % อัตราแลกเปลี่ยนร่วงลงมา 3 % และถ้าหากนับตั้งแต่ต้นเดือนอ่อนลงกว่า 10 % หมายความว่า ความตึงเครียดในทางการเมืองของยูเครนที่เกิดจากการเผชิญหน้าทางการทหารระเบิดออกมาเป็นการใช้กำลัง ส่งผลให้ตลาดหุ้นและตลาดแลกเปลี่ยนในรัสเซียได้รับผลกระทบ ดังนั้นสิ่งที่ปูตินเกรงก็คือ ถ้ามีปัญหาเศรษฐกิจมาซ้ำเติมอันเป็นผลมาจากการใช้กำลังทหารซึ่งส่งผลให้เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแย่ลง อีกทั้งที่ผ่านมาประธานาธิบดีปูตินเจอปัญหาจากการประท้วงของคนรัสเซีย และถ้าเศรษฐกิจมีปัญหา สถานภาพของปูตินในฐานะผู้นำก็จะมีปัญหา ยิ่งถ้ามีการ sanction จากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปแล้ว ปัญหาก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

        จากปัจจัยทั้ง 3 ประการ จึงทำให้รัสเซียลดท่าทีที่แข็งกร้าว ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัญหาของยูเครนก็ยังไม่จบ ความตึงเครียดยังคงมีอยู่ การลดความตึงเครียดนั้นต้องเกิดจากการเจรจาของยูเครนและรัสเซีย โดยเฉพาะยูเครนที่ต้องให้หลักประกันต่อรัสเซียว่า คนที่พูดภาษารัสเซียที่อยู่ในไครเมียจะได้รับการปฏิบัติในลักษณะที่ได้รับการยอมรับ กล่าวคือ จะยังคงสภาพแคว้นที่ปกครองตนเองและยอมรับในเรื่องภาษาและวัฒนธรรม นอกจากนี้ ยูเครนยังต้องรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในลักษณะที่ไม่เอียงเอนไปทางสหภาพยุโรปมากเกินไป อนาคตยูเครนจึงขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการที่จะหาทาง Win-win ระหว่างยูเครนและรัสเซีย และถ้าหากมีการเผชิญหน้าทางการทหารก็เท่ากับว่าเป็นการเปิดโอกาสและเป็นข้ออ้างให้รัสเซียเข้ายึดไครเมียแยกเป็นประเทศออกจากยูเครน เช่นเดียวกับแคว้น Ossetia ตอนใต้ ซึ่งรัสเซียแยกออกมาจากจอร์เจียเมื่อปี 2008

        จากเหตุการณ์ที่คลี่คลายลงของยูเครนทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดีดกลับขึ้นมา ในกรณีของไทยเรียกว่าวิกฤตยูเครนแทบไม่กระทบกับตลาดหุ้นและตลาดแลกเปลี่ยน แต่ที่ตลาดหุ้นมีการปรับตัวขึ้นนั้นเกิดจากการที่ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมจนทำให้ยอดสูงถึงกว่า 5,000 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากต่างชาติเห็นว่า การเมืองไทยแม้ปัญหาจะยังไม่จบ แต่ความรุนแรงที่มีท่าทีลดลง โดยเฉพาะหลังจากที่ กปปส. ยุบเวทีลงเหลือแค่ที่สวนลุมพินี ผนวกกับต่างชาติมองว่า เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว ซึ่งตลาดหุ้นไทยเองก็ได้รับอานิสงส์ จึงเป็นเหตุผลให้ตลาดหุ้นดีดกลับปรับตัวขึ้นมา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

อุทาหรณ์จากยูเครน..บทเรียนของไทย

7051

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        วิกฤตทางการเมืองของยูเครน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับประเทศไทยนั้น ได้จบลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยชัยชนะของมวลมหาประชาชน ส่งผลให้เผด็จการ วิคตอร์ ยานูโควิช ต้องเผ่นหนีออกจากประเทศหลังจากที่มีการใช้กำลังและเข่นฆ่าประชาชนตายไปหลายสิบ บาดเจ็บไปนับร้อยคน จึงนับได้ว่าเป็นชัยชนะของมวลมหาประชาชน ที่ลุกขึ้นต่อต้านเผด็จการเสียงข้างมากโดยใช้เวลาประมาณ 4 เดือน

        ชัยชนะของมวลมหาประชาชนนี้เกิดจากองค์ประกอบที่สำคัญคือ เมื่อ วิคตอร์ ยานูโควิช อยู่ในสภาพหลังพิงฝาได้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด คือ มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปิดกั้นการคัดค้านของมวลมหาประชาชน มีการประกาศใช้พระราชกำหนดฉุกเฉิน มีการปิดสื่อสารมวลชน มีการใช้กำลัง ในที่สุดจึงเกิดการขยายตัวของแรงต้านจากประชาชนที่ยอมเสี่ยงชีวิต และอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญคือ จุดที่ วิคตอร์ ยานูโควิช พยายามใช้กองกำลังทหารและตำรวจเข่นฆ่าประชาชน แต่ปรากฏว่า ทหารและตำรวจต่างไม่ร่วมด้วย อีกทั้งส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลก็ออกมาต่อต้าน ไม่ให้มีการใช้กำลัง โดยตกลงกันลงคะแนนไล่ นายวิคตอร์ ยานูโควิช ออกจากตำแหน่ง และให้รองผู้นำฝ่ายค้านอย่าง นายอเล็กซานดอร์ ทูร์ชินอฟ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีชั่วคราว รวมถึงมีการปลดปล่อยผู้นำฝ่ายค้านนางยูเลีย ทิโมเชนโก

        อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์ในประเทศยูเครนจะจบด้วยชัยชนะของมวลมหาประชาชน แต่ปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือ ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ กล่าวคือ ทางทิศตะวันออกของประเทศยูเครนนั้นติดกับประเทศรัสเซีย ซึ่งมีการพูดภาษารัสเซีย ส่วนทางทิศตะวันตกนั้นติดกับสหภาพยุโรป เพราะฉะนั้นจึงคาดว่า นายวิคตอร์ ยานูโควิช จะหนีไปฝั่งที่พูดภาษารัสเซีย โดยเฉพาะในแคว้นไครเมีย ซึ่งมีกองทัพเรือของรัสเซียอยู่ เพราะฉะนั้นชัยชนะของมวลมหาประชาชนในครั้งนี้ จึงเปรียบเหมือนชัยชนะของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป เพราะประชาชนต้องการให้มีการลงนามในข้อตกลงกับสหภาพยุโรปที่เรียกว่า Eastern Partnership ซึ่ง นายวิคตอร์ ยานูโควิช ได้ปฏิเสธการลงนามในสัปดาห์สุดท้าย และหันไปขอความช่วยเหลือจากรัสเซีย เนื่องจากเห็นแก่ประโยชน์และความอยู่รอดส่วนตน เพราะถ้าหากลงนามในข้อตกลง Eastern Partnership กับสหภาพยุโรป ซึ่งเงื่อนไขว่าจะต้องปล่อยตัวผู้นำฝ่ายค้านแล้ว จะทำให้อำนาจทางการเมืองของ นายวิคตอร์ ยานูโควิช ถูกกระทบ จากการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและแรงจากรัสเซีย ซึ่งบีบในด้านการส่งแก๊สรวมถึงแรงกดดันทางการเมืองหลายประการจึงทำให้ นายวิคตอร์ ยานูโควิช หันไปผูกพันกับรัสเซีย ซึ่งปูตินหวังจะได้ยูเครนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสหภาพยูเรเชียซึ่งเป็นการรวมกลุ่มในลักษณะสหภาพศุลกากร

        จากการปฏิเสธข้อตกลงกับสหภาพยุโรป ทำให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ฉ้อราษฎร์บังหลวง โกงการเลือกตั้งเข้ามา ทำให้รัฐบาลกลับลำโดยการประกาศใช้พระราชกำหนดฉุกเฉิน เข้าควบคุมสื่อ และใช้กำลังเข้าเล่นงานเข่นฆ่าประชาชน แต่ก็ไม่สามารถทัดทานพลังของประชาชนที่ขยายตัวมากขึ้นและยอมเสี่ยงตายเพื่อล้มเผด็จการเสียงข้างมากอย่าง นายวิคตอร์ ยานูโควิช ได้ และสาเหตุสำคัญที่ทำให้การต่อต้านได้รับชัยชนะประการหนึ่งก็คือ การตัดสินใจของนักการเมืองที่คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนโดยได้โหวตให้ นายวิคตอร์ ยานูโควิช ออกจากตำแหน่ง อีกทั้งทหารและตำรวจที่ไม่ฟังคำสั่งในการเข่นฆ่าประชาชน

        แม้ว่าการประท้วงจะจบลงด้วยชัยชนะของมวลมหาประชาชน แต่ในด้านการเมืองระหว่างประเทศที่เข้ามาแทรกแซง อาจบีบให้ยูเครนเกิดการแบ่งแยกดินแดนระหว่างแคว้นที่พูดภาษารัสเซียกับส่วนอื่นของประเทศ ซึ่งแรงกดดันนี้ก็มาจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัญหาทางการเมืองของยูเครนจะยังไม่จบเพราะมีการแทรกแซงจากต่างชาติ แต่ท้ายที่สุดแล้วประชาชนก็ได้รับชัยชนะ และธรรมะย่อมอยู่เหนืออธรรม

        ในกรณีของไทย ก็เป็นการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรม โดยอธรรมมีการโกงขนาดใหญ่ก็ยังมีพลังอยู่ แต่ถ้าหากดูให้ดีจะพบว่า พลังนั้นเริ่มอ่อนแรงลงไปจากการที่มวลมหาประชาชนมีการขยายตัวขึ้น อีกทั้งการที่ทหารไม่ยอมเล่นด้วยในการเข่นฆ่าประชาชน และตำรวจก็เริ่มเห็นความน่ากลัวจากการเข่นฆ่าประชาชนและการแบ่งดินแดน แนวโน้มการใช้ความรุนแรงก็ยังสามารถบอกได้ถึง รัฐบาลและพรรคพวกกำลังอยู่ในสถานภาพที่ไม่มีทางออก เป็นการดิ้นรนให้ตัวเองอยู่รอด ดิ้นรนแม้กระทั่งปฏิเสธกระบวนการทางตุลาการโดยการโจมตีศาลและ ปปช. รวมถึงพยายามใช้ความรุนแรง

        อุทาหรณ์จากยูเครนให้บทเรียนกับไทยไว้ว่า ในระบบการเมืองนั้น ถ้าประชาชนลุกขึ้นจะมีพลังและโหดเหี้ยม จนในที่สุดต้องพ่ายแพ้ต่อประชาชน และไม่มีผู้นำที่โกงจะสามารถอยู่ได้ เพียงแต่ในประเทศที่เจริญแล้ว นักการเมืองประเภทนี้จะไม่ได้รับการเลือกตั้ง และในประเทศที่เจริญแล้ว แม้จะบริหารไม่มีประสิทธิภาพหรือแม้แต่เกิดสึนามิก็ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบแล้ว แต่สำหรับประเทศที่ไม่เจริญ ผู้นำเหล่านี้จะพยายามรักษาอำนาจ ขาดความชอบธรรม โกงการเลือกตั้ง ขาดประสิทธิภาพในการบริหาร และในประเทศที่ไม่เจริญ ล้าหลังมากๆ จะมีการตั้งกองทัพประชาชนเพื่อรักษาสถานภาพของตน และบิดเบือนสื่อเพื่อล้างสมองคนของตัวเองเหล่านี้ ไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยจะอยู่ในประเทศที่ไม่เจริญ

        ในศตวรรษที่ 21 ประเทศอื่นต่างแข่งขันพัฒนาสู่ความก้าวหน้า แต่ประเทศไทยกลับเดินถอยหลัง ทั้งนี้ทั้งนั้นเกิดจากปัญหาคุณภาพของการศึกษาผนวกกับปัญหาจริยธรรมจึงทำให้คนเลวและโกงมโหฬาร นอกจากโกงจนได้รับการเลือกตั้งแล้ว ยังรักษาสถานภาพได้ด้วยการใช้สื่อหลอกคนได้ในระดับหนึ่งซึ่งก็เพียงพอให้รักษาสถานภาพได้นานพอสมควร

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สถานการณ์การประท้วงรอบโลก

7035

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        การประท้วงและวิกฤตทางการเมืองไทยซึ่งเข้มข้นทุกขณะ ความจริงเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ขณะนี้ประเทศเวเนซุเอลา ประเทศยูเครน และกัมพูชาต่างก็มีปรากฏการณ์ที่คล้ายกับที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย

        ในกรณีของกัมพูชานั้น การต่อต้านรัฐบาลเริ่มต้นนับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผลปรากฏว่า พรรคประชาชนกัมพูชาของฮุนเซน แม้จะได้เสียงข้างมากแต่ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน ในขณะที่พรรค National Rescue Party ของสม รังสีกลับได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นจนตีตื้นขึ้นมาใกล้เคียงกับพรรคของฮุนเซน ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ปรากฏออกมาว่า มีการโกงการเลือกตั้ง และมีการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อเอื้ออำนวยต่อคะแนนเสียงของตัวเอง ฝ่ายค้านจึงประท้วงและบอยคอตการเลือกตั้งครั้งนี้ การประท้วงจึงดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตามฮุนเซนได้ใช้อำนาจทางการเมืองกดดันผู้ประท้วงและสิ่งที่ขยายความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกก็คือ คนงานเสื้อผ้าได้ขอปรับค่าแรงขั้นต่ำจาก 80เหรียญเป็น 160 เหรียญ ปรากฏว่าฮุนเซนใช้กองกำลังเล่นงานจนผู้ประท้วงตายหลายคน ทำให้การประท้วงแผ่ขยายและต่อเนื่องมากขึ้น ฮุนเซนก็ใช้อำนาจรัฐกดดันต่อเนื่อง และใช้สื่อกล่าวร้ายผู้ประท้วง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่แตกต่างจากประเทศไทย

        ในกรณีของเวเนซุเอลา ก็มีการประท้วงจากการที่รัฐบาลใช้อำนาจรัฐในการโกงการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ฝ่ายค้านลุกขึ้นมาประท้วงและประชาชนจำนวนมากก็ออกมาให้การสนับสนุน อย่างไรก็ตาม การประท้วงก็ขยายออกไป ส่วนหนึ่งเกิดจากรัฐบาลบริหารงานไม่ชอบธรรมโดยใช้นโยบายประชานิยมต่อเนื่องจากประธานาธิบดีคนก่อนนายฮูโก ซาเวส และต่อเนื่องมาจนถึงทายาทในปัจจุบันนายนีโกลัส มาดูโร ซึ่งใช้หลักการของนโยบายรากหญ้า ทำให้เกิดกองทัพประชาชนมาสนับสนุนรัฐบาล ทั้งๆ ที่รัฐบาลบริหารงานจนเกิดภาวะวิกฤตดังจะเห็นได้จากภาวะเงินเฟ้อฟุ่งขึ้นสูงมหาศาล ทำให้ต้องจำกัดการใช้พลังงาน อาหารและหยูกยา ซึ่งทำให้เกิดการประท้วงขึ้นทั่วไป แต่รัฐบาลก็ใช้อำนาจรัฐจับกุมฝ่ายตรงข้ามและดำเนินการปิดสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยอาศัยกองทัพประชาชนมาเผชิญหน้าซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ของไทย

        ในกรณีของยูเครน การประท้วงเกิดจากการที่รัฐบาลใช้อำนาจรัฐกดขี่ฝ่ายค้านด้วยการจับเข้าคุกและเข้าไปควบคุมสื่อจนทำให้เกิดการประท้วง โดยการประท้วงได้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นจากเหตุการณ์เมื่อ 3 เดือนก่อน เมื่อประธานาธิบดีวิกเตอร์ ยานูโควิชได้เปลี่ยนนโยบายอย่างฉับพลัน จากการลงนามข้อตกลงกับสหภาพยุโรปที่เรียกว่า Eastern Partnership (หุ้นส่วนทางตะวันออก) ซึ่งคาดว่าจะได้อานิสงส์จากการช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป โดยอนุญาตให้สินค้าจากยูเครนเข้าสหภาพยุโรปได้โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าและโควตา อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาความเป็นประชาธิบไตยในยูเครนได้อีกด้วย โดยมีเงื่อนไขคือ รัฐบาลยูเครนจะต้องปล่อยตัวฝ่ายค้านที่ถูกจำคุกไว้ แต่ปรากฏว่า ประธานาธิบดีวิกเตอร์ ยานูโควิช กลับเลือกทางที่นำไปสู่ความรุนแรง กล่าวคือ รัฐบาลกลับลำหันไปร่วมมือกับรัสเซียและปฏิเสธการลงนามใน Eastern Partnership (หุ้นส่วนทางตะวันออก) กับสหภาพยุโรป ประชาชนจึงมองว่าเป็นการเบนประเทศเข้าสู่การเป็นเผด็จการแบบรัสเซีย นอกจากนี้ยังทำให้ระบบเศรษฐกิจได้รับผลกระทบและเป็นเสมือนการดึงเอกราชของยูเครนกลับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ประชาชนจึงออกมาต่อต้านจำนวนมาก รัฐบาลก็ประกาศภาวะฉุกเฉิน ใช้มาตรการความรุนแรงกับประชาชน แก้ไขรัฐธรรมนูญ และใช้มาตราการเผด็จการเบ็ดเสร็จ ห้ามมีการประท้วง ห้ามมีการนำเสนอข่าวที่เป็นผลเสียกับรัฐบาล ผลก็คือ ประชาชนยิ่งขยายวงการต่อต้านเพิ่มขึ้น และแม้รัฐบาลจะใช้ความรุนแรง ประชาชนก็ยังขยายวงประท้วงออกไป รัฐบาลจึงต้องหาแพะ คือให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ แม้จะพยายามเสนอให้ฝ่ายค้านร่วมรัฐบาลด้วยแต่ก็ยังได้รับการประท้วงจากประชาชนเหมือนกับประเทศไทยที่เกิดการเผชิญหน้าของมวลมหาประชาชนกับระบอบทักษิณ

        จากตัวอย่างทั้ง 3 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น กัมพูชา เวเนซุเอลา และยูเครน จะเห็นถึงสาเหตุของการประท้วงมาจากความเลวร้ายของนักการเมืองซึ่งเริ่มจากการโกงการเลือกตั้ง การพยายามรักษาอำนาจ การครอบงำสื่อ การใช้ความรุนแรง กล่าวอีกนัยคือ ปัญหาที่เกิดจากความเลวร้ายของนักการเมืองทำให้รัฐบาลขาดความชอบธรรม นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นจากการโกงการเลือกตั้ง นำไปสู่การเอื้อผลประโยชน์ การไม่มี Check and Balance การไม่ยอมรับฟังเสียงข้างน้อย ทำให้เกิดสิ่งปฏิกูลที่เก็บไว้ใต้พรมจนยากจะลุกออกไปได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง

        ในกรณีของไทย พลังของฝ่ายรัฐบาลได้มาจากเงินและการครอบงำสื่อ ทำให้ภาพการต่อสู้หลงประเด็น เพราะแท้จริงแล้วไม่ใช่การต่อสู้ของพรรคต่อพรรค แต่สื่อทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่า ทำไมไม่ปล่อยให้มีการเลือกตั้ง โดยให้เหตุผลว่าเพราะเลือกตั้งครั้งใด ประชาธิปัตย์แพ้ทุกครั้ง ความจริงแล้วไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยเลย เพราะจากการเลือกตั้งที่ผ่านมามีประชาชนที่ไม่ออกไปใช้สิทธิ์รวมกับคนที่ออกไป Vote no กว่า 70 % หมายความว่า มีเพียง 20 % เท่านั้นที่ออกไปใช้สิทธิ์ ซึ่งไม่ใช่การต่อสู้ของพรรคทั้ง 2 พรรค แต่การที่ประชาชนจำนวนมากบอยคอต ไม่สนับสนุน จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างประเทศไทยกับระบบทักษิณ เห็นได้ชัดว่าสื่อเบนประเด็นว่าเป็นการต่อสู้ของ 2 พรรคเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเลือกตั้ง แต่ประเด็นก็คือ ประชาชนส่วนมากต้องการเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ การเลือกตั้ง การบริหารที่มีความชอบธรรม กล่าวคือ ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ รัฐบาลไม่ว่าถูกหรือผิดเมื่อเจอสถานการณ์จากการการประท้วงจำนวนมากก็ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกโดยไม่ต้องมีการเผชิญหน้าเพื่อความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ส่วนในประเทศเผด็จการเสียงข้างมากดังที่ไทยเป็นอยู่ จะเกิดการเผชิญหน้าและใช้กองทัพประชาชนในการปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัวของรัฐบาลอีกด้วย

        สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ได้โดดเดี่ยว แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา เพียงแต่ในการพัฒนาประเทศจะเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลข่าวสารและการศึกษา สำหรับประเทศไทยนั้นถือว่าโชคร้ายเพราะขาดดุลยภาพข้อมูลข่าวสารและคุณภาพของการศึกษา จึงทำให้เกิดการเผชิญหน้าของทั้ง 2 กลุ่ม และหาทางจบได้ยากในขณะนี้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นทั่วโลก

data

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการเคลื่อนไหวในทิศทางลดลงในลักษณะที่ค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดหุ้นฮ่องกงที่ลดลงกว่า 400 จุดในวันเดียว สาเหตุสำคัญคือ ดัชนีทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและจีนที่ส่อเค้าในทำนองว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะไม่ราบรื่นนักและยังมีความเสี่ยงที่ต้องระวัง กล่าวคือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อทางด้านอุตสาหกรรมซึ่งโดยทั่วไปเรียกว่า PMI ของประเทศจีนและสหรัฐอเมริกานั้นลดลงอย่างเกินความคาดหมาย ในกรณีของประเทศจีนนั้น ก่อนหน้านี้ได้มีการประกาศ PMI โดยธนาคารพาณิชย์ คือ ลดลงมาที่ระดับ 49.5 % ซึ่งถ้าลดลงต่ำกว่า 50 % แสดงว่าเศรษฐกิจชะลอตัวลง โดยก่อนหน้านี้ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกคลื่นต่อตลาดหุ้นและตลาดโภคภัณฑ์ในทางลบ และเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐบาลจีนก็ได้ตอกย้ำ PMI ที่ลดลง 50.5 % ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะอยู่ที่ระดับ 51 % หมายความว่า เศรษฐกิจจีนมีการชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลาดหุ้นในเอเชีย โดยเฉพาะฮ่องกงปรับลดลง และในตลาดโภคภัณฑ์โดยเฉพาะยางพาราในญี่ปุ่นและไทยต่ำลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง (ตลาดหุ้นและตลาดโภคภัณฑ์จีนยังปิดอยู่เนื่องจากอยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนและจะเปิดในวันศุกร์นี้ – 7 กุมภาพันธ์)

        ในอีกภูมิภาคหนึ่ง ดัชนีการจัดซื้อของอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกาก็ลดลงกว่าที่คาดไว้ ทำให้เกรงว่า เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ไม่เข้มแข็งอย่างที่คาดไว้ 2 ปัจจัยดังกล่าวนี้เองจึงเป็นการเตือนนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกว่า อย่าเพิ่งมองโลกในแง่ดีมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงซึ่งต้องจับตามองอย่างต่อเนื่อง

        ในกรณีของสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนไม่ตื่นเต้นกับการที่ดัชนีการจัดซื้อของภาคอุตสาหกรรมลดลงซึ่งเป็นผลชั่วคราว โดยผู้เขียนเชื่อว่า เกิดจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นมากในเดือนมกราคม จึงส่งผลต่อการผลิตและการจัดซื้อลดลง ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะขยายตัวอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

        อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า Fed โดยมีผู้นำคนใหม่คือนางเยลเลน คงจะมีการดำเนินมาตรการลด QE ในลักษณะระวังระไว กล่าวคือ เขาอาจชะลอการลด QE ลงไปบ้าง เพื่อรอดูสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกาและดูสถานการณ์โลกให้แจ่มชัดขึ้น ทั้งๆที่ในการลดครั้งที่ 2 เมื่อมกราคม Fed ตัดสินใจลดโดยไม่คำนึงถึงประเทศเกิดใหม่ ทั้งนี้ ปัจจัยอีกประการหนึ่งคือ ปลายเดือนนี้ รัฐบาลโอบามาและรัฐสภารีพับลิกันยังตกลงกันไม่ได้ในการเพิ่มเพดานหนี้ 17 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กล่าวคือ รัฐบาลโอบามาอาจจะอยู่ในฐานะเบี้ยวหนี้

        อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า จากอุทาหรณ์เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา จากการที่พรรครีพับลิกันใช้นโยบายบีบรัฐบาลโอบามาโดยเฉพาะในเรื่องงบประมาณ ส่งผลให้พรรครีพับลิกันเสียคะแนนความนิยม ท่าทีของพรรครีพับลิกันจึงอ่อนลง เห็นได้ชัดว่า 2 เดือนที่ผ่านมา พรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตตกลงกันได้เรื่องงบประมาณ แต่ยังค้างกันอยู่ที่เรื่องของเพดานหนี้ซึ่งเป็นปัญหาจนอาจจำมาสู่ภาวะวิกฤต ทั้งนี้ผู้เขียนเชื่อว่า วิกฤตเพดานหนี้จะไม่เกิด เพราะเชื่อว่าพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตจะตกลงกันได้ในที่สุด ก่อนจะเกิดการเบี้ยวหนี้ ดังนั้นสหรัฐอเมริกาจึงไม่น่าเป็นห่วง แต่ในกรณีของจีน ผู้เขียนย้ำตลอดเวลาว่าจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในเรื่องการสร้างดุลยภาพของเศรษฐกิจจีน เพราะจีนจะต้องป้องกันหนี้เสียจาก Shadow Bank ซึ่งจำเป็นจะต้องกำกับสภาพคล่องจึงเป็นผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่ต้องไม่ชะลอเกินไปจนทำให้เกิดปัญหาความเชื่อมั่น รัฐบาลจีนจึงเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้ายในการสร้างดุลยภาพ

        ถ้าจีนเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ ไทยและอาเซียนก็จะเกิดวิกฤตที่รุนแรงด้วยเช่นกัน ดังนั้น สำหรับประเทศไทยแล้วยังมีปัจจัยเสี่ยงที่นอกเหนือปัจจัยทางการเมืองอยู่อีกด้วย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น