ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 เราสามารถปรับตัวให้ทันกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่4 หรือไม่ ?

Thailand-4.0-

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2 วันที่แล้วธนาคารโลก (World Bank) ได้มีการทำรายงานเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไทย ในรายงานดังกล่าวเขาได้พูดถึงเศรษฐกิจไทยว่ามีการเติบโตโดยเฉลี่ยต่ำกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน อีกทั้งประเทศไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน

ความจริงนั้นการที่ประเทศไทยมีปัญหาในเรื่องของความสามารถการแข่งขันที่ถดถอย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาติดต่อกันเป็นเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ ดังจะเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตของประเทศไทยซึ่งเดิมในช่วงทศวรรษ 1980 และครึ่งแรกของทศวรรษ 1990 มีการเติบโตสูงมาก เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยต่อปีเคยอยู่ที่ 8-9% ในยุคดังกล่าวการส่งออกเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยต่อปี (คิดเป็นดอลลาร์) ประมาณ 20%ในยุคนั้นการส่งออกมีมูลค่า 70-80% ของ GDP จึงไม่แปลกใจว่าการเติบโตในยุคนั้นถึงได้โตถึง 8-9%

ดังที่กล่าวมา เศรษฐกิจไทยเริ่มแย่ลง เริ่มปรากฏสัญญาณขึ้นในปีค.ศ. 1996 ในปีนั้นการส่งออกติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ในช่วงดังกล่าวประเทศไทยขาดทุนบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7-9% ของ GDP (ติดต่อกันมา 3 ปี) ในขณะเดียวกันเงินสำรองอยู่ในระดับ 38,000 ล้านเหรียญ หนี้ต่างประเทศสูงประมาณ 1 แสนล้านเหรียญ หนี้ต่างประเทศระยะสั้นสูงถึง 5 หมื่นล้านเหรียญ ในปีค.ศ. 1997 จึงเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเงินสำรองมีไม่เพียงพอครอบคลุมหนี้ระยะสั้น

นับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน ยกเว้นบรูไน ระหว่าปีค.ศ. 2000-2015 GDP ของไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.8% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน ยกเว้นบรูไนที่อยู่ที่ 1.8% กลุ่ม CLMV จะเฉลี่อยู่ที่ 7.8% ในขณะที่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และมาเลเซียจะเฉลี่ยอยู่ที่ 5.3%

ในช่วงดังกล่าวการส่งออกของไทยโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 6-7% และโดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาการส่งออกของไทยมีลักษณะติดลบ ยกเว้นปีที่แล้วที่เป็นบวกเล็กน้อย ในปีนี้ที่ภาครัฐคาดว่าการส่งออกเป็นบวก 3-4% ซึ่งดีขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ต่ำกว่าเฉลี่ยในปีที่ผ่านมา ในขณะที่อัตราการเติบโตปีที่แล้ว 3.2 % และในปีนี้คาดว่าจะเป็น 3.5% ซึ่งดูเหมือนดีแต่ยังน้อยกว่าช่วง 15 ปีที่ผ่านมาที่เฉลี่ยอยู่ที่ 3.8% อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและการส่งออกที่ลดน้อยลงมีผลมาจากความสามารถการแข่งขันที่ถดถอย หรืออีกนัยหนึ่งการปรับตัวของเราช้าไม่ทันการเปลี่ยนแปลง

ความจริงนั้นการที่เศรษฐกิจและการส่งออกของประเทศไทยถดถอย ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจโลกที่เกิดวิกฤติ เช่น วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤติสกุลเงินยูโร ตามมาด้วยปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน แต่ส่วนสำคัญมาจากขีดความสามารถการแข่งขันของไทยแย่ลง อันมีส่วนสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงยุคดิจิตอล สาเหตุที่เกิดปัญหาคือ

1. ยุคดิจิตอลส่งผลให้สังคมโลกเปลี่ยนจากระบบสงครามเย็นมาเป็นหลังสงครามเย็นซึ่งมีประเทศเกิดใหม่ที่มีต้นทุนค่าแรงที่ต่ำกว่าเราทั้งหมด เช่น จีน อินเดียหรือประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่ง CLMV มีค่าแรงต่ำกว่าไทย 3 เท่า ทำให้เผชิญกับปัญหาคู่แข่งค่าแรงถูกกว่าในประเทศกลุ่มอาเซียนและทั่วโลก

2. ยุคดิจิตอลเป็นยุคการแข่งขันการค้าปลาใหญ่กินปลาเล็ก ดังนั้นประเทศต่างๆ รวมตัวเป็นเขตการค้าเสรี สหภาพศุลกากรและตลาดร่วม เช่น สินค้าที่มีต้นทุนต่ำจาก CLMV ก็สามารถเข้ามาสูประเทศไทยหรือประเทศอื่นภายใต้กำแพงภาษี 0% ประเทศเหล่านี้มีค่าแรงต่ำกว่าประเทศไทย รวมทั้งฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย สินค้าไทยถูกแซนวิชด้วยสินค้าจาก CLMV อีกด้านหนึ่งจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

3. ยุคดิจิตอลมีการขยายตัวของเขตการค้าเสรีและตลาดร่วมอยู่ในทุกภูมิภาค ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมกับเขตการค้าเสรีจะไม่เสียภาษีนำเข้าและไม่มีการจำกัดโควต้าย่อมได้เปรียบประเทศที่ไม่เข้ารวมกลุ่ม ในกรณีดังกล่าวสิงคโปร์ได้เข้าร่วมกลุ่มประเทศต่างๆ ทั่วโลก มาเลเซียก็มีลักษณะคล้ายกัน (แต่มีอัตราที่น้อยกว่า) แต่ไทยมีการรวมกับประเทศต่างๆ ในระดับที่น้อยมาก สินค้าไทยจึงเสียเปรียบสินค้าจากประเทศเหล่านี้

4.ในยุคดิจิตอลมีสินค้าใหม่ๆ อันนำไปสู่การขยายตัวของการบริการและสิทธิทางปัญญา ในประเทศที่มีการผลิตสินค้าดังกล่าวต้องมีระดับการศึกษาที่สูง มีผู้จบวิศกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อีกทั้งมีความได้เปรียบด้านภาษา ด้านการศึกษา ไทยมีความเสียเปรียบในการผลิตสินค้าดังกล่าว ในขณะที่ประชากรโลกมีสัดส่วนการใช้สินค้าเทคโนโลยีและบริการมากขึ้น สินค้าไทยจึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของโลก ดังจะเห็นได้ว่าสินค้าอย่างไอโฟน ราคา 3 หมื่นบาท อย่างเก่งจะมีชิปที่ผลิตจากไทยที่มีมูลค่าต่ำมาก ในขณะที่ไทยเสียเงินต่อเครื่อง 3 หมื่นบาท แต่ได้เงินจากการส่งออกชิปไม่กี่บาท ตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสินค้าไทยปรับไม่ทันการเปลี่ยนแปลง

จึงไม่น่าแปลกใจว่าในบริบทดังกล่าวไทยจึงเสียเปรียบในเรื่องการแข่งขันกับประเทศอื่นโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน ขณะที่โลกกำลังวิ่งจากยุคดิจิตอลไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นยุคการผสมผสานดิจิตอล Bio-tech และ Physical จึงเป็นคำถามว่า ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 เราสามารถปรับตัวให้ทันกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือไม่

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ซ้ายกับขวา:ใหม่กับเก่าในทางการเมืองและเศรษฐกิจ

1111

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในอดีตเป็นเวลากว่าหลายทศวรรษ เศรษฐกิจการเมืองของโลกจะถูกแบ่งออกเป็นฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา

ฝ่ายซ้ายคือ พรรคหรือกลุ่มการเมืองที่เน้นความสำคัญของภาครัฐ ฝ่ายขวาคือ พรรคหรือกลุ่มการเมืองที่เน้นความสำคัญของภาคเอกชน พรรคการเมืองประเภทซ้ายจัดคือ พรรคที่สนับสนุนให้ปัจจัยการผลิตเป็นของรัฐ ที่เห็นได้ชัดคือพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งสนับสนุนอุดมการณ์มาร์กซิส พรรคสังคมนิยมในเยอรมนีก่อนปี 1959 พรรคซ้ายกลางคือ พรรคที่ต้องการยึดกิจการบางส่วนเป็นของรัฐ (Nationalize) เช่น ไฟฟ้า ประปา ขนส่ง กลุ่มพรรคการเมืองเหล่านี้คือ พรรคแรงงานของอังกฤษในอดีต พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย พรรคซ้ายกลางอย่างอ่อนคือ กลุ่มที่ให้บทบาทของรัฐ โดยอาจจะไม่ให้เข้าไปมีส่วนในการยึดกิจการเป็นของรัฐ เพียงแต่ให้รัฐมีบทบาททางเศรษฐกิจ เช่น การศึกษา การประกันสุขภาพ และสนับสนุนรัฐสวัสดิการ (Welfare state)

ในทางตรงข้าม พรรคขวาจัดคือ พรรคที่เน้นให้เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เน้น Privatization ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อังกฤษในสมัยของ Margaret Teacher และอเมริกาในสมัยของ Ronald Reagan พรรคขวากลางคือ พรรคที่ยอมรับบทบาทของภาครัฐบางส่วน แต่เน้นน้ำหนักที่ภาคเอกชน พรรคขวากลางอย่างอ่อนจะใกล้เคียงกับพรรคขวากลาง กล่าวคือ เป็นพรรคที่เน้นการผมผสานระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพียงแต่ซ้ายกลางอย่างอ่อนกับขวากลางอย่างอ่อนจะใกล้เคียงกันมาก ในกรณีที่เป็นขวามักจะเน้นเรื่องการลดภาษี ลดสวัสดิการโดยรัฐ ส่งเสริมการลงทุนโดยภาคเอกชน ขณะที่ทางด้านซ้ายอ่อนจะเน้นการลงทุนโดยภาครัฐ และเน้นการเก็บภาษี โดยเฉพาะอัตราภาษีก้าวหน้าสำหรับภาษีบุคคลธรรมดา โดยมีเป้าหมายในการลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย

ในอดีต ฝ่ายขวาอาจถูกเรียกเป็นฝายอนุรักษ์นิยม (Conservative) ฝ่ายซ้ายในอเมริกาจะถูกเรียกว่า เสรีนิยม ในอเมริกาพรรคขวาคือพรรค Republican พรรคซ้ายคือ Democrat ในอังกฤษ พรรคขวาคือพรรค Conservative พรรคซ้ายคือ Labour ในเยอรมนี พรรคขวาคือพรรค Christian Democratic Union (CDU) พรรคซ้ายคือ สังคมนิยม (SPD) ในฝรั่งเศส พรรคขวาคือพรรคที่สืบทอดมาจากประธานาธิบดี Charles de Gaulle ได้แก่ Les Républicains (LR) พรรคซ้ายคือ พรรคสังคมนิยม ในสเปน พรรคขวาคือพรรค Popular Party พรรคซ้ายคือ พรรคสังคมนิยม

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ภูมิรัฐศาสตร์ทางการเมืองในยุโรปและอเมริการวมทั้งในภูมิภาคอื่น ๆ การแยกขั้วทางการเมืองได้มีการเปลี่ยนแปลงจากขวาและซ้ายมาเป็นใหม่และเก่า กล่าวคือ การแยกขั้วทางการเมืองเริ่มเป็นลักษณะของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างพรรคเก่าที่มีอายุยาวนานกับพรรคใหม่ซึ่งอาจมีอายุเพียงไม่กี่เดือน ในกรณีของยุโรปในประเทศเนเธอร์แลนด์มีพรรคใหม่ที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2 – 3 ปีกว่า 40 พรรค ซึ่งกำลังแข่งขันในการเลือกตั้งเดือนมีนาคมนี้ ในประเทศอังกฤษ พรรคใหม่ที่เกิดขึ้นคือ พรรค United Kingdom for Independence ในเยอรมันคือพรรค Alternative für Deutschland ในอิตาลีคือ พรรค Cinque Stella ในสเปนคือ พรรค Podemos ในกรีซคือพรรค Syriza พรรคเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่เริ่มได้รับความนิยมในช่วงปีที่ผ่านมานี้เอง พรรคบางพรรคแม้ว่าจะเป็นพรรคเก่าแต่กำลังได้รับความนิยมแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน สามารถต่อกรกับพรรคเก่า ๆ ถึงขนาดว่ามีคะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งในการหยั่งเสียงขณะนี้คือ พรรค Front National ของนาง Marine Le Pen ในฝรั่งเศส เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่พรรคดังกล่าวคะแนนนิยมอย่างมีนัยสำคัญ พรรคใหม่ในยุโรปจะมีอุดมการณ์แบบจัดๆ ไม่ซ้ายจัดก็ขวาจัด สิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา ปรากฏการณ์ของ Donald Trump ซึ่งแม้จะอยู่ในพรรค Republican ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่เพราะเขาอยู่ในประเภทนอกคอก และต่อต้านผู้นำในพรรคของตัวเองด้วยซ้ำ

ในอดีต การต่อสู้ทางการเมืองจะจำกัดแค่ซ้ายกลางและขวากลางทั้งในยุโรปและอเมริกา แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาเกิดการต่อสู้ระหว่างพรรคใหม่กับพรรคเก่า ซึ่งพรรคเก่าไม่ว่าขวากลางหรือซ้ายกลางต่างสนับสนุนเขตการค้าเสรี ตลาดร่วม โลกาภิวัตน์ ในยุโรปต่างสนับสนุนสหภาพยุโรปและ NATO อีกทั้งยังสนับสนุนสิทธิเสรีภาพการเคลื่อนย้ายแรงงาน ขณะที่พรรคใหม่ทั้งซ้ายจัดและขวาจัดต่อต้านโลกาภิวัตน์ การร่วมกลุ่มทางเศรษฐกิจ บางพรรคต้องการออกจากสหภาพยุโรป บางพรรคต้องการออกจาก NATO เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ของ Trump ในอเมริกาที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ การรวมกลุ่ม การเคลื่อนย้ายคน พรรคเก่าไม่ว่าซ้ายกลางหรือขวากลางสนับสนุนสถานภาพเดิมทั้งนี้เพราะพรรค 2 พรรคดังกล่าวผลัดกันขึ้นมาเป็นรัฐบาลในยุโรปและในอเมริกา ในขณะที่พรรคใหม่ไม่ว่าซ้ายจัดหรือขวาจัดต่อต้านสถานภาพเดิม ต้องการความเปลี่ยนแปลงซึ่งสอดคล้องกับปรากฏการณ์ของ Trump ในอเมริกา

การได้รับความนิยมจากประชาชนของพรรคใหม่ไม่ว่าซ้ายจัดหรือขวาจัดในยุโรปและอเมริกาเกิดจาก

ประการที่ 1 วิกฤตเศรษฐกิจ Hamburger และวิกฤตเงินสกุลยูโร ทำให้ประชาชนเริ่มไม่พอใจผู้นำพรรคเก่า

ประการที่ 2 โลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีทำให้คนในประเทศส่วนหนึ่งตกงาน

ประการที่ 3 การเคลื่อนย้ายคนจากนอกประเทศทำให้คนตกงานและส่วนหนึ่งกลายเป็นผู้ก่อการร้าย

ประการที่ 4 ความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวยที่เพิ่มขึ้น คนรวย 10% มีทรัพย์สินเท่ากับ 50% ของ GDP

เหตุผลทั้ง 4 ประการจึงนำไปสู่การขยายตัวของคะแนนนิยมของพรรคซ้ายจัดและขวาจัดซึ่งเป็นพรรคใหม่ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการเมืองทั้งในยุโรปและอเมริกาในขณะนี้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้

128191834_14412440302331nโดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2-3 วันนี้ทางการได้ประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมาซึ่งมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการส่งออก โดยเดือนมกราคม มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 8.8% ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อตั้งแต่พฤศจิกายนปลายปีที่แล้ว

โดยปัจจัยที่ทำให้การส่งออกดีขึ้นเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว โดย IMF คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวที่ 3.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 3.1% ซึ่งถือว่าดีขึ้น ขณะเดียวกันการค้าระหว่างประเทศคาดว่าจะขยายตัว 3.8% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบหลายปี

ในช่วงที่ผ่านมา การค้าระหว่างประเทศจะขยายตัวต่ำกว่า GDP ดังนั้น ถ้าการค้าระหว่างประเทศขยายตัวได้ 3.8% จะถือว่าเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา ถ้าพิจารณาจากประเทศที่สำคัญ สหรัฐอเมริกาคาดว่าอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 2.2 – 2.3% เทียบกับปีที่แล้ว 1.6% ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สหภาพยุโรปคงจะทรงตัวอยู่ที่ 1.6-1.7% ญี่ปุ่นคาดว่าจะขยายตัวรักษาระดับที่ 0.6-0.7% ประเทศที่มีแนวโน้มลดลงคือประเทศจีน ซึ่ง IMF คาดว่าจะขยายตัว 6.2%

การขยายตัวของเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศดังที่กล่าวมาข้างต้นมีส่วนช่วยให้การส่งออกของไทยขยายตัวเป็นบวก อีกปัจจัยที่ช่วยด้านการส่งออกของไทยคือ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากผลความร่วมมือระหว่างซาอุดิอาระเบีย ผู้นำ OPEC กับ รัสเซีย ผู้นำนอก OPEC โดยเชื่อว่า ราคาน้ำมันปีนี้จะอยู่ที่ 55-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนอกจากนั้น ราคาพืชผลที่ดีขึ้น โดยเฉพาะยางพาราจะมีส่วนช่วยให้การส่งออกทางเกษตรของไทยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะยางพารามีส่วนช่วยทำให้การส่งออกของไทยปีนี้โดยเดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 9%

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าการส่งออกของไทยในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 3-5% ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบหลายปี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจของโลกที่ดีขึ้นยังทำให้การท่องเที่ยวของไทยในปีนี้มีโอกาสเพิ่มขึ้นกว่า 10% และจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 33 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปีนี้ที่สำคัญที่สุดจะมาจากการลงทุนของภาครัฐ โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินหลายแสนล้านเข้าสู่ระบบจากนโยบายการขยายสาธารณูปโภคพื้นฐาน ดังจะเห็นว่ารัฐบาลมีการโหมในด้านนี้อย่างหนักและมีการเน้นด้านเขตเศรษฐกิจตะวันออกที่เชื่อมโยงระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา การลงทุนของภาคเอกชนจะดีขึ้นบ้างจากผลต่อเนื่องของการลงทุนภาครัฐ อย่างไรก็ตาม การบริโภคของภาคเอกชนยังคงอยู่ในลักษณะไม่แข็งแรง โดยส่วนสำคัญเกิดจากหนี้ครัวเรือนของไทยซึ่งอยู่ที่ระดับ 88% ต่อ GDP ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดของอาเซียน โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ดีในกรอบ 3.3-3.5%

ปัจจัยความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่อาจจะทำให้ตัวเลขที่คาดการณ์นั้นเปลี่ยนไปประกอบด้วย

ประการที่ 1 ความไม่แน่นอนของแนวนโยบายทางเศรษฐกิจของ Donald Trump นโยบายทางเศรษฐกิจของ Donald Trump 3 ประการคือ 1. การพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน 2. การปรับการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา และ 3. การผ่อนคลายกฎระเบียบทางธุรกิจ มีผลให้หุ้นดาวโจนส์ของสหรัฐอเมริกาพุ่งขึ้นในระดับสูงสุดต่อกันหลายวัน และทำให้ IMF เพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามตัวเลขที่กล่าวมานั้นยังเป็นแค่ตัวเลขคาดการณ์ สิ่งที่ไม่แน่นนอนคือ แนวนโยบายของ Trump จะประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจแค่ไหน อีกประการคือ นโยบายดังกล่าวต้องผ่านรัฐสภา ซึ่งแม้ว่าสมาชิกส่วนใหญ่จะเป็น Republican ก็ตาม แต่ความไม่แน่นนอนยังคงมีอยู่สูง สิ่งที่นักการเมือง Democrat และ Republican เกรงก็คือ นโยบายของ Trump อาจจะเพิ่มหนี้สาธารณะซึ่งขณะนี้สูง 75% ของ GDP เพราะนโยบายของ Donald Trump ด้านหนึ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายแต่ไปลดรายได้ในรูปภาษี ทางออกเชิงนโยบายของ Donald Trump จะต้องทำยังไงในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ประการที่ 2 ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและทางการเมืองของยุโรป อังกฤษจะเริ่มกระบวนการ Brexit หลังเดือนมีนาคมนี้ ผลที่ออกมาจึงยังมีความไม่แน่นอนอยู่ว่าจะออกมาในลักษณะไหน แต่สิ่งที่สำคัญคือ ในยุโรปปีนี้จะมีการเลือกตั้งในเนเธอร์แลนด์ ในฝรั่งเศส ในเยอรมัน และอาจจะรวมถึงในอิตาลีซึ่งถ้าพรรคฝ่ายขวาได้รับชัยชนะตั้งรัฐบาลได้ก็จะเกิดวิกฤตความอยู่รอดของสหภาพยุโรป เพราะพรรคเหล่านี้ต้องการมีประชามติออกจากสหภาพยุโรป

โดยสรุป ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยและของโลกยังคงมีอยู่ทั้ง ๆ ที่ดูแล้วเหมือนจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นก็ตาม

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

อนาคตของสหภาพยุโรป

243166088

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

สหภาพยุโรปเป็นการรวมตัวทางการเมืองและเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นที่สุดในโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหภาพยุโรปกำเนิดขึ้นในปี 1952 ตามแผนการของชูมอง (Schuman) โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะรวมยุโรปในทางการเมืองและเศรษฐกิจ ในแง่การเมืองต้องการรวมตัวเพื่อป้องกันภัยพิบัติจากสงครามระหว่างเยอรมันและฝรั่งเศสซึ่งในรอบ 100 ปีก่อนหน้านี้รบกันถึง 3 ครั้ง และส่งผลให้ยุโรปในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ขาดเสถียรภาพ เป้าหมายอีกประการก็คือเป็นการรวมตัวเพื่อถ่วงดุลค่ายคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น เป้าหมายทางการเมืองดังกล่าวนี้จึงนำไปสู่การก่อตั้งองค์กรเหนือชาติ (Supranational Organization) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ องค์กรแรกที่จัดตั้งขึ้นคือ ประชาคมถ่านหินและเหล็กแห่งยุโรป ปี 1952 และพัฒนาต่อมาจนมีการจัดตั้งอีก 2 ประชาคม คือ ประชาคมพลังงานปรมาณูยุโรปและประชาคมเศรษฐกิจยุโรป และนั่นคือต้นกำเนิดของ “ประชาคมยุโรป” ในปี 1958

เป้าหมายในการรวมยุโรปทางเศรษฐกิจคือการรวมกลุ่มเป็นตลาดร่วม (Common market) ซึ่งหมายถึงการเปิดเสรีสินค้า เงินทุน บริการ แรงงาน โดยเริ่มจากตลาดร่วมถ่านหินและเหล็กจนพัฒนาสู่ตลาดร่วมทางเศรษฐกิจซึ่งประสบความสำเร็จในปี 1992 ที่รู้จักกันในนาม “ยุโรปตลาดเดียว” (Single market) ในอีก 1 ปีต่อมาคือปี 1993 สมาชิกของประชาคมยุโรปก็ได้พัฒนาการรวมกลุ่มเข้มข้นมากขึ้นภายใต้สนทธิสัญญามาสตริกต์ในปี 1993 ให้เป็น “สภาพทางเศรษฐกิจ การเงิน และการเมืองยุโรป” หรือที่รู้จักในนามทุกวันนี้ว่า “สหภาพยุโรป” (European Union) ในด้านของสหภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน สัญลักษณ์ที่สำคัญคือ เงินสกุลยูโรและการตั้งธนาคารกลางแห่งยุโรป ในด้านสหภาพทางการเมืองหมายถึง การประสานนโยบายทางมหาดไทย นโยบายความมั่นคงและต่างประเทศ และพัฒนาจนถึงทุกวันนี้ภายใต้สนธิสัญญาลิสบอน โดยมีประธานาธิบดีและรัฐมนตรีการค่างประเทศคนเดียวกัน

สหภาพยุโรปเริ่มต้นจากประเทศสมาชิกก่อตั้งเพียง 6 ประเทศคือ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก และเนเธอแลนด์ในปี 1952 ในปี 1973 เข้ามาอีก 3 ประเทศคือ อังกฤษ ไอร์แลนด์ และเดนมาร์ก ปี 1981 กรีซก็เข้ามา ปี 1986 กลายเป็น 12 ประเทศ โดยสเปนและโปรตุเกสเข้ามา หลังจากสงครามเย็นสิ้นสุด อีก 3 ประเทศที่เป็นกลาง คือ สวีเดน ออสเตรีย ฟินแลนด์ ก็เข้าเป็นสมาชิกในปี 1995 ในปี 2004 มีอีก 10 ประเทศที่เข้าเป็นสมาชิก ลัตเวีย ลิโทเนีย เอสโตเนีย มอลตา ไซปรัส สโลเวเนีย และอีก 4 ประเทศในกลุ่ม Visegrad ซึ่งประกอบด้วย ประเทศโปแลนด์ สาธารณรัฐเชก สโลวาเกีย และฮังการี ปี 2007 เข้ามาอีก 2 ประเทศคือโรมาเนียและบัลแกเรีย และในปี 2011 ประเทศโครเอเชียเข้ามาเป็นประเทศสุดท้าย รวมเป็น 28 ประเทศ ในกลุ่ม 28 ประเทศมี 9 ประเทศที่อยู่นอกยูโรโซน กล่าวคือ ไม่ใช้เงินสกุลยูโร ประกอบด้วยอังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ก บัลแกเรีย โรมาเนีย ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก โครเอเชีย โปแลนด์

อาจกล่าวได้ว่า สหภาพยุโรปประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มทั้งเศรษฐกิจ การเมือง ทั้งในวงกว้างและวงลึก อย่างไรก็ตาม ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปต้องเผชิญกับปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ทั้งในระดับโลกและภายในสหภาพยุโรปเอง

ปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกที่กระทบกับสหภาพยุโรป ประการแรกคือ การเกิดวิกฤต Hamburger ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดวิกฤติเงินยูโรในปี 2012 แม้วันนี้สหภาพยุโรปจะฟื้นตัวขึ้นแต่ก็ยังอ่อนแอ อีกทั้งยังมีปัญหาตกค้าง เช่น ประเทศกรีซ ปัญหาความอ่อนแอของธนาคารพาณิชย์ในอิตาลีและโปรตุเกส เป็นต้น

ประการที่ 2 สหภาพยุโรปต้องเผชิญกับปัญหาการลี้ภัยจำนวนมากจากตะวันออกกลาง อีกทั้งภัยคุกคามจากการก่อการร้าย

ประการที่ 3 สหภาพยุโรปต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากรัสเซียซึ่งก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า เมื่อหมดสิ้นสหภาพโซเวียตแล้ว สหภาพยุโรปจะปลอดภัยจากรัสเซีย แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เริ่มปรากฏชัดว่า ยุโรปกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากรัสเซีย ดังจะเห็นจากการยึดไครเมียร์ของรัสเซีย สงครามในยูเครน และการข่มขู่ของรัสเซียในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการส่งเรือดำน้ำเข้าไปในเขตของประเทศสมาชิก Nato เป็นต้น

ประการที่ 4 สหภาพยุโรปกำลังเผชิญภัยคุกคามจากการขยายตัวของพรรคขวาจัดและซ้ายจัดซึ่งได้รับความนิยมสูงขึ้น เช่น พรรคขวาจัดพรรค Front National ในฝรั่งเศส พรรค United Kingdom for Independence ของอังกฤษ พรรค Alternative für Deutschland ของเยอรมัน และพรรค Freedom party ของเนเธอร์แลนด์ พรรค Liga del Norte ของอิตาลี พรรคซ้ายจัดที่ได้รับความนิยมคือพรรค Syriza ของกรีซ พรรค Podemos ของสเปน พรรค Cinque Stella ของอิตาลี พรรคขวาจัดและพรรคซ้ายจัดมีนโยบายเหมือนกันคือ ต้องการถอนตัวจากเงินยูโรและบางกรณีต้องการถอนตัวจากสหภาพยุโรป

ในปีนี้ยุโรปจะเผชิญกับความตื่นเต้นเพราะจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในยุโรป ในเดือนมีนาคมที่เนเธอร์แลนด์ ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ฝรั่งเศส ในเดือนกันยายนที่เยอรมนี อีกทั้งอาจมีการเลือกตั้งในอิตาลี

สหภาพยุโรปในขณะนี้จะมีประเด็นปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองทั้งในระดับโลกและภูมิภาครุมเร้าอย่างรุนแรง ยังไม่รวมถึงกรณี Brexit ที่อังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรปซึ่งจะเริ่มเจรจาหลังเดือนมีนาคม และในรัฐ Cataluña ซึ่งมีเมืองหลวงคือบาเซโลนาก็จะมีการหยั่งเสียงประชามติออกจากสเปนเพื่อตั้งรัฐใหม่ในเดือนตุลาคมปีนี้ นอกจากนั้นกระแสการแยกแผ่นดินยังคุกรุ่นในอิตาลีและเบลเยียมซึ่งมีการเรียกร้องมาอย่างต่อเนื่อง

จากปัจจัยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อาจจะกล่าวได้ว่า สหภาพยุโรปกำลังเผชิญภัยคุกคามที่จะส่งผลกระทบต่อการรวมกลุ่มทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมไม่ใช่แค่ในยุโรปเท่านั้นแต่จะกระทบกับภูมิรัฐศาสตร์ของโลกอีกด้วย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

อนาคตของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ

17196373-Abstract-word-cloud-for-Economic-integration-with-related-tags-and-terms-Stock-Photo

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจหรือที่เราเรียกว่า บูรณาการทางเศรษฐกิจ (Economic Integration) ถือเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นมากกว่าการรวมตัวทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Economic Cooperation) บูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นลักษณะของการรวมตัวที่เข้มข้น เนื่องจากมีการเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจโดยมีระดับความเข้มข้น 5 ระดับ

ขั้นที่ 1 เขตการค้าเสรี (Free trade area) ซึ่งหมายถึงประเทศสมาชิกจะต้องเสียอธิปไตยเพราะจะไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าและไม่มีการกำหนดโควตา

ขั้นที่ 2 สหภาพศุลกากร (Custom Union) ซึ่งหมายถึง การรวมกลุ่มที่นอกจากเขตการค้าเสรีแล้วยังมีการประสานนโยบายภาษีนำเข้าในอัตราเดียวกันสำหรับสินค้าที่มาจากนอกกลุ่ม

ขั้นที่ 3 ตลาดร่วม (Common market) หมายถึงการเปิดเสรีปัจจัยการผลิต 4 ประการ คือ 1.เปิดเสรีสินค้า (Free trade area) 2.เปิดเสรีบริการ 3. เปิดเสรีเงินทุน 4.เปิดเสรีแรงงาน

ขั้นที่ 4 สหภาพทางเศรษฐกิจ (Economic union) ซึ่งหมายถึงการผ่านการเป็นตลาดร่วมแล้วยังมีการประสานนโยบายทางเศรษฐกิจและการเงิน

ขั้นที่ 5 สหภาพทางเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ (Total Economic Union) หมาถึง การผ่านสหภาพทางเศรษฐกิจที่มีการประสานนโยบายทางเศรษฐกิจแล้ว ยังดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจแบบเดียวกัน (Common Policy) ในขั้นนี้จะมีการขยายไปสู่การเป็นสหภาพทางการเมือง ซึ่งหมายถึงการประสานนโยบายทางมหาดไทย การต่างประเทศ และความมั่นคง

ในโลกยุคหลังสงครามเย็น (Post cold war) หลังปี 1989 เป็นต้นมาก็เกิดปรากฏการณ์การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจแบบบูรณาการทางเศรษฐกิจทั่วทุกภูมิภาค เกือบทั้งหมดเป็นการรวมตัวแบบขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 และขั้นที่ 3 คือ เขตการค้าเสรี สหภาพศุลกากร และตลาดร่วม มีเพียงภูมิภาคยุโรปเท่านั้นเองที่รวมตัวกันถึงขั้น 4 และ 5 กลายเป็นสหภาพยุโรป (European Union) ในทุกวันนี้ (นับตั้งแต่สนธิสัญญามาสทริชต์ – Treaty of Maastricht ค.ศ. 1993 เป็นต้นมา)

การขยายตัวของการรวมกลุ่มดังกล่าวนี้เป็นผลจากแรงกดดันของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง กล่าวคือ

ประการแรก เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุด ประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศก็เปลี่ยนจากประเด็นความมั่นคงจากการเผชิญหน้าระหว่างค่ายตะวันตกกับค่ายคอมมิวนิสต์มาสู่การแข่งขันทางการค้า ในยุครอยต่อดังกล่าวนั้นอาจเรียกว่า “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” การแข่งขันทางการค้าดังกล่าวนั้น สหรัฐอเมริกาและยุโรปจึงอยู่ในฐานะได้เปรียบ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ดังนั้นจึงไม่นาแปลกใจที่ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจึงเกิดแนวคิดในการป้องกันตัวเอง เสริมอำนาจต่อรอง และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยการรวมกลุ่มเป็นเขตการค้าเสรีจนถึงตลาดร่วม ซึ่งเป็นลักษณะการรวมกลุ่มทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคี

ประการที่สอง ยุคหลังสงครามเย็นยังตรงกับยุคที่เรียกว่า ยุคดิจิตอลอันเป็นยุคของสังคมความรู้และข่าวสาร ยุคดังกล่าวนี้พัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารส่งผลให้เกิดการขยายตัวของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า โลกาภิวัตน์ (Globalizaion) ทั้งด้านมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงเป็นอีกปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในกรอบการบูรณาการทางเศรษฐกิจ

เกือบ 30 ปีนับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุด การเปิดเสรีและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจก็กลายเป็นปรากฏการณ์ที่แผ่ขยายและขยายวงในอัตราเร่งทั่วทุกภูมิภาค ถ้ารวมการรวมกลุ่มแบบทวิภาคีและพหุภาคีทั้งหมดมีกว่า 500 ข้อตกลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีส่วนช่วยขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าของโลก มีส่วนทำให้วิถีชีวิตโดยทั่วไปดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็ได้สร้างด้านลบอีกด้านหนึ่งนั่นก็คือ การตกงานของแรงงานภาคอุตสาหกรรมที่เกิดจากการย้ายฐานการผลิตและสินค้าที่มาจากนอกประเทศ อีกทั้งก่อปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ คนรวย 10% มีสินทรัพย์กว่า 50% ของประเทศ อีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ การเคลื่อนย้ายของคนทั้งในแง่แรงงานและการย้ายถิ่นฐานตลอดจนผู้ลี้ภัย ซึ่งนำไปสู่ประเด็นปัญหาการก่อการร้าย ด้านลบทั้งหมดที่ได้กล่าวถึงจึงนำไปสู่การขยายตัวการต่อต้านโลกาภิวัตน์ การเปิดเสรีและการรวมกลุ่ม จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ของ Donald Trump ในอเมริกา และคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นของพรรคขวาจัดและซ้ายจัดในยุโรปซึ่งหลายประเทศจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปีนี้

ถ้าวิเคราะห์จากบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจโลกจะเห็นว่า อนาคตของโลกาภิวัตน์และโดยเฉพาะการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจกำลังได้รับการท้าทาย และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบและโครงสร้าง การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของโลกในอนาคต ผู้เขียนเชื่อว่า อนาคตของการรวมกลุ่มในโลกคงจะพัฒนาไปสู่ลักษณะดังต่อไปนี้

ประการที่ 1 การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในหลายประเทศและภูมิภาคยังพัฒนาการต่อไปโดยไม่หยุดชะงัก เช่น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC), Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) นอกจากนั้น ในภูมิภาคละตินอเมริกายังมีแนวโน้มในการรวมกลุ่มที่เข้มข้นมากขึ้น เช่น Pacific Alliance ซึ่งประกอบด้วยชิลี เปรู โคลอมเบีย และเม็กซิโก

ประการที่ 2 จะเกิดการขยายตัวการรวมกลุ่มระหว่างภูมิภาค เช่น CETA ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มระหว่างสหภาพยุโรปกับแคนาดา อีกทั้งยังมีแนวโน้มการขยายตัวของสหภาพยุโรปกับ Mercosur ในละตินอเมริกา สหภาพยุโรปกับ Gulf Cooperation อีกทั้งสหภาพยุโรปยังสนใจที่จะรวมกลุ่มกับอาเซียน และมีแนวโน้มการขยายตัวของ APEC และ RCEP ภายใต้แรงกระตุ้นของจีน

ประการที่ 3 การรวมกลุ่มหมายถึง พหุภาคีในบางภูมิภาคและบางกรณีจะเปลี่ยนเป็นทวิภาคี ดังจะเห็นจากนโยบายของ Donald Trump ที่ยกเลิก TPP และกลายเป็นทวิภาคี และกรณีของอังกฤษในเรื่อง Brexit

ประการที่ 4 การรวมกลุ่มบางแห่งอาจจะมีปัญหาดังจะเห็นได้ในกรณีของสหภาพยุโรปกับกลุ่มMercosur ในละตินอเมริกา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในบริบทของการแข่งขันดังกล่าวนั้น ความจำเป็นในการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองยังสูงกว่าการแตกแยก ต่างฝ่ายต่างพาย ด้วยตรรกะดังกล่าว แม้สหภาพยุโรปจะมีปัญหาบ้าง สหภาพยุโรปจะยังคงความเป็นกลุ่มประเทศที่รวมตัวกันแน่นแฟ้นทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพียงแต่ว่า ความลึกซึ้งในการรวมตัวเริ่มชะลอตัวลง และความเหนียวแน่นอาจจะน้อยลงบ้างก็ตาม

โดยสรุป อาจกล่าวได้ว่า การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในบางกรณีอาจมีการเดินหน้าต่อ บางกรณีอาจถดถอยไปบ้าง และบางแห่งจะเปลี่ยนจากพหุภาคีเป็นทวิภาคี กล่าวคือ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจยังเป็น “ความจริงของชีวิต” (Fact of life) เพียงแต่กำลังเผชิญความท้าทายที่ยิ่งใหญ่เท่านั้นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจโลกภายใต้อุ้งมือ “ทรัมป์”

1111111111111111

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

นับตั้งแต่นาย Trump ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา คำพูดและนโยบายของ Trump ได้ก่อแรงกระเพื่อมทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคโดยเฉพาะประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากแนวนโยบายของ Trump คือ เม็กซิโก และจีน นอกเหนือจากประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกา 7 ประเทศที่ถูกนาย Trump ออกกฎหมายห้ามประชาชนของประเทศดังกล่าวเข้าประเทศเป็นเวลา 120 วัน ก่อนที่จะมีคำพิพากษายกเลิกคำสั่งดังกล่าวของ Trump ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างการต่อสู้ในศาล ประเทศที่จะได้รับผลกระทบอีกกลุ่มหนึ่งในทางเศรษฐกิจคือ กลุ่มประเทศที่มีความได้เปรียบกระบวนการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ซึ่งนอกเหนือจากจีนก็มีญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเยอรมนี (ไทยอาจจะโดนหางแถว เนื่องจากมีการเกินดุลการค้าสูง 14,000 ล้านดอลลาร์ และดุลบัญชีเดินสะพัดไทยก็เกินดุล 45,000 ล้านดอลลาร์) บางประเทศก็ถูกเล่นงานทางการเมืองโดยเฉพาะประเทศอิหร่าน

ท่าทีและแนวนโยบายของ Trump ซึ่งดูเผิน ๆ อาจสร้างความงงงันเป็นอย่างมากว่า อะไรคือความต้องการของ Trump และโลกภายใต้ Trump จะได้รับผลกระทบมากมายแค่ไหน

ในการวิเคราะห์และทำนายทิศทางของแนวนโยบายของ Trump ปัจจัยหรือกรอบในการวิเคราะห์จึงต้องคำนึงถึง

ประการแรก อัตลักษณ์ของ Trump ซึ่งเป็นคนโวยวาย ก้าวร้าว และชอบข่มขู่ Trump เป็นนักธุรกิจที่มีประสบการณ์สูง อีกทั้งยังเป็นนักเจรจาต่อรองมืออาชีพ คนที่มีลักษณะประเภทนี้ในทางจิตวิทยาเป็นคนที่ไม่ยอมหงายไพ่ และจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามมึนงง วิธีการที่ Trumpทำก็คือ พยายามพูดกลับกลอก หรือตนเองพูดอย่างหนึ่ง แล้วให้ลูกน้องพูดอย่างหนึ่ง เพื่อจะได้ตัดสินใจว่า ทิศทางไหนจะเหมาะสมที่สุดจากการดูปฏิกิริยาของคู่เจรจาฝ่ายตรงข้าม อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากสถานภาพในฐานะนักธุรกิจแล้ว Trump ในฐานะประธานาธิบดี ทำให้ Trump ต้องเล่นละครในบทบาทผู้นำของอเมริกา โดยคำนึงถึงไม่เพียงแค่ฐานเสียงของตัวเองเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงประชาชนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เลือกตนด้วย Trump ต้องคำนึงผลประโยชน์แห่งชาติ ในขณะเดียวกัน Trump ก็ต้องคำนึงถึงพรรครีพับลิกันซึ่งเป็นเสียงข้างมาก แต่อาจไม่เห็นด้วยกับตนเองในทุกเรื่อง และต้องคำนึงถึงฝ่ายตรงข้ามคือพรรคเดโมแครต

อีกหนึ่งทฤษฎีที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้คือ ทฤษฎีเกม ที่มีหลักการดังนี้

1. คนฉลาดจะหลีกเลี่ยงเกมศูนย์ (Zero sum game) นอกจากจะมั่นใจว่าจะชนะ หรือจำเป็นต้องเล่นเพราะหลังพิงฝา

2. คนฉลาดจะหลีกเลี่ยงเกมลบ (Negative sum game)

3. คนฉลาด ถ้าเป็นไปได้จะเลือกเกมบวก (Positive sum game) โดยคนที่ฉลาดกว่าต้องได้บวกมากกว่า

ภายใต้แนวคิด (Concept) ที่กล่าวไว้ข้างต้นนี้พอจะวิเคราะห์และทำนายนโยบายของ Trump ได้ดังนี้คือ

แนวนโยบายของ Trump จะทำ 100% ถ้าเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ต่อชาติ บางนโยบายทำได้ 80% เนื่องจากถ้าทำหมดจะกระทบกับผลประโยชน์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ต่อชาติ หรือมีปัจจัยที่ Trump คุมไม่ได้ เช่น หัวเด็ดตีนขาดอีกฝ่ายไม่ยอม บางนโยบายจะทำได้แค่ 50% หรือ 30% หรือบางนโยบายอาจต้องกลืนน้ำลายเพราะทำไม่ได้ 100%

นโยบายที่ Trump ไม่กล้าทำเลยคือ ในตอนหาเสียง Trump ได้กล่าวว่า ถ้าได้เป็นประธานาธิบดี ใน 100 วันแรกจะตั้งอัยการเล่นงาน Hillary Clinton ในเรื่องการใช้ server แต่เมื่อได้เป็นประธานาธิบดี Trump ก็ไม่กล้าทำและได้ชื่นชม Hillary Clinton ด้วยซ้ำ เหตุผลคือ ถ้า Trump เล่นงาน Hillary Clinton ตามที่ได้กล่าวไว้จะทำให้ประชาชนยิ่งแตกแยกยิ่งขึ้น Trump ได้ขึ้นมาในบริบทที่สังคมอเมริกันแตกแยกอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น Trump จึงต้องกลืนน้ำลายตัวเองเพื่อให้การบริหารประเทศมีปัญหาน้อยลง

นโยบายที่ Trump จะทำ 100% ก็คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย 3 มาตรการ คือ การใช้งบประมาณสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานหลายแสนล้าน การลดภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล และการลดกฎเกณฑ์เพื่อทำให้การลงทุนเพิ่มขึ้น นโยบายดังกล่าว Trump ทำได้ 100% เนื่องจากทุกฝ่ายได้ประโยชน์ และอยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้ พรรครีพับลิกันก็เห็นด้วย

บางมาตรการ Trump จะทำเหมือนรักษาคำพูด 100% แต่เอาเข้าจริงคือใช้การหลีกเลี่ยงมาตรการดังกล่าว คือ การยกเลิก TPP เพราะต้องการรักษาสัญญาในการหาเสียง การยกเลิก TPP จะส่งผลเสียทางเศรษฐกิจต่ออเมริกามาก เพราะจะเปิดโอกาสให้จีนขยายเศรษฐกิจการค้าในเอเชียแปรซิฟิก ทางออกของ Trump คือ การเปลี่ยนมาทำข้อตกลงทวีภาคีกับประเทศต่างในเอเชียแปรซิฟิกและประเทศใน TPP

นโยบายบางอย่าง Trump อาจทำได้ 60-70% นโยบายดังกล่าวคือ ความสัมพันธ์กับเม็กซิโก ความจริง Trump มีอำนาจต่อรองสูงมาก โดยอเมริกาเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของเม็กซิโกในอัตราส่วน 80% นอกจากนี้ คนเม็กซิกันไปทำงานในอเมริกาก็ส่งเงินกลับเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เม็กซิโกจึงถูกข่มขู่อย่างมาก ความจริง Trump จะเล่นงานเม็กซิโก 100% ก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติ Trump ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติเพราะจะทำให้เม็กซิโกมีวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้คนเม็กซิกันเกลียดอเมริกาเหมือนที่คนละตินอเมริกาเกลียด และเปิดโอกาสให้ฝ่ายซ้ายซึ่งกำลังได้รับความนิยม การที่อเมริกามีพรมแดนยาวกว่า 1,500 ไมล์ อเมริกาจึงต้องมีประเทศเพื่อนบ้านที่ดี มีเสถียรภาพทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง จึงไม่น่าแปลกใจว่า Trump กลืนน้ำลายตัวเองบางส่วน เช่น ตอนหาเสียงบอกว่าจะสร้างกำแพงและให้รัฐบาลเม็กซิโกเป็นคนออกค่าใช้จ่าย เอาเข้าจริงๆ ปรากฏว่า Trump ไม่สามารถบังคับให้ประธานาธิบดีเม็กซิโกต้องออกค่าใช้จ่ายดังกล่าว การที่ Trump กลืนน้ำลายตัวเองเพราะไม่มีประธานาธิบดีเม็กซิโกคนไหนยอมให้ Trump บีบสุด ๆ (Trump จึงใช้วิธีการเก็บภาษี Border tax เพื่อใช้ในการสร้างกำแพง) เมื่อตอนหาเสียงเคยพูดว่าจะยกเลิก NAFTA แต่พอเป็นประธานาธิบดีกลับขอเจรจาใหม่ ผู้เขียนเชื่อว่า ในกรณีร้ายแรงที่สุด Trump อาจยกเลิก NAFTA  แต่จะทดแทนด้วยข้อตกลงทวิภาคีกับแคนาดาและเม็กซิโก ผู้เขียนเชื่อว่า NAFTA จะยังคงอยู่แต่จะมีการปรับเนื้อหาเพื่อลดข้อเสียเปรียบของอเมริกา และถ้าทำตามเหมือนตอนที่หาเสียง ก็คืออาจมีการเก็บภาษีชายแดนหรือปรับปุรงเงื่อนไขแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อลดแรงจูงใจในการย้ายฐานไปเม็กซิโก หรือกดดันให้เม็กซิโกขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และอาจทำข้อตลกลงใหม่ในการจัดระบบลดจำนวนคนเม็กซิกันที่เข้าอเมริกาผิดกฎหมาย และอาจมีการส่งกลับคนเม็กซิกันซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะ Obama ก็ได้ทำแบบดังกล่าว คนเม็กซิกัน 2 ล้านคนในยุค Obama ต้องถูกส่งกลับ แต่สิ่งที่ Trump ทำไม่ได้คือ การส่งคนเม็กซิกัน 12 ล้านคนกลับ เพราะจะกระทบกับเศรษฐกิจของอเมริกา

ในกรณีประเทศจีน Trump เคยบอกว่า จะเล่นงานจีนอย่างหนักโดยจะเก็บภาษีนำเข้า 45% ผู้เขียนเชื่อว่า Trump คงไม่กล้าเล่นงานในลักษณะนี้ เพราะจะทำให้เกิดสงครามการค้ากับจีนเพราะก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ดังเช่นที่เคยเกิดหลังปี 1929 ในยุคนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เก็บภาษีนำเข้าจากประเทศอื่นในอัตราสูงกับสินค้าทุกตัว ผลคือ ประเทศต่าง ๆ ตอบโต้กลายเป็นสงครามการค้า ทำให้ Hitler ขึ้นมาและเกิดเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังจะเห็นได้ว่ารัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของ Trump ก็ได้พูดกับรัฐสภาว่า สำหรับพวกเขา กฎหมายที่ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่ทั่วโลก คือ Smoot-Hawley Act. (กฎหมายที่มีการเก็บภาษีนำเข้าจนเกิดวิกฤตสงครามการค้าหลังปี 1929 ดังที่กล่าวมาแล้ว) ยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเขา ซึ่งอาจตีความได้ว่า Trump ไม่กล้าเล่นแบบนั้น

ผู้เขียนเชื่อว่า นโยบายต่อจีนจะไม่มีการเล่นงานจนเกิดสงครามการค้าแต่มีการเล่นงานเป็นกรณีไป คงจะมีการเก็บภาษีต่อต้านการอุดหนุนและต่อต้นการทุ่มตลาดและกดดันให้จีนไม่ปล่อยค่าเงินให้อ่อนเกินไปซึ่งเริ่มได้ผลบ้างแล้ว กล่าวโดยสรุป การกีดกันทางการค้าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นแต่จะไม่ระเบิดจนเป็นสงครามการค้าเหมือนหลังปี 1929

ในส่วนของพันธมิตรคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเยอรมนี Trump สร้างแรงกดดันให้ประเทศเหล่านี้แก้ไขปัญหาการเกินบัญชีดุลสะพัด และให้นำเข้าสินค้าจากอเมริกาหรืออเมริกาจะเก็บภาษีการทุ่มตลาดหรือต่อต้านการอุดหนุนแต่คงจะไม่ร้ายแรงเท่าของจีน

ในส่วนที่ Trump ขู่ว่าจะถอนทหารออกจาก NATO ออกจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้รัสเซียและจีนขยายอิทธิพลจนครอบงำยุโรป และแอตแลนติกโดยรัสเซีย เอเชียแปรซิฟิกโดยจีน ผลดังกล่าวจะทำให้เกิดภัยคุกคามต่ออเมริกาซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทั้งผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์แห่งชาติ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า James Mattis รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ได้เข้าพบผู้นำของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ พร้อมทั้งยืนยันที่อเมริกาจะปกป้องเต็มที่และสนับสนุนการวางขีปนาวุธที่ชื่อว่า THAAD ในเกาหลีใต้เพื่อป้องปรามภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือและจีน นอกจากนั้นยังยืนยันกับประเทศ NATO ว่าจะรักษาข้อตกลง NATO และปกป้องประเทศ NATO

จากการวิเคราะห์ดังกล่าวจะเห็นว่า แม้ผิวเผิน Trump มีท่าทีและนโยบายสร้างความมึนงงให้กับโลก แต่ถ้าใช้กรอบดังกล่าวทำการวิเคราะห์จะสามารถเข้าใจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองได้ในระดับหนึ่ง กล่าวคือ นโยบายของ Trump จะสร้างความปั่นป่วนให้โลกแต่จะไม่สร้างวิกฤตให้โลก การเรียนรู้ของ Trump (Learning curve) จะทำให้ Trump มีการดำเนินนโยบายในลักษณะที่ดูมีเหตุผลมากกว่าเดิมในอนาคต

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

Brexit : การเจรจาจะถอนตัวออกของอังกฤษจากสหภาพยุโรป

11

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ความจริงนั้นการถอนตัวของอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วจากการลงประชามติ อย่างไรก็ตาม กระบวนการในการถอนตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการยังไม่ได้เริ่มต้น เนื่องจากประบวนการจะต้องเริ่มต้นตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอนที่กำหนดว่า ประเทศใดที่ต้องการถอนตัวออกจะต้องแจ้งอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นก็คงจะนำไปสู่การเจรจาซึ่งกำหนดไว้ 2 ปี ซึ่งอาจจะต่ออายุได้บ้าง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอังกฤษจนถึงขณะนี้ยังมิได้ใช้มาตรา 50 ในการแจ้งต่อคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปในเรื่องของการถอนตัว นายกรัฐมนตรี Theresa May ได้ประกาศว่าจะดำเนินการแจ้งต่อสหภาพยุโรปในเดือนมีนาคม ซึ่งคาดว่าจะเป็นการเริ่มกระบวนการเจรจา

การเจรจาจะถอนตัวออกของอังกฤษจากสหภาพยุโรปนั้นจะมีปัญหามากมายทั้งในแง่ของปัญหาทางเทคนิคและปัญหาด้านการบริหารการจัดการ แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดเป็นเรื่องของสถานภาพของอังกฤษกับความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับสหภาพยุโรปในอนาคต ซึ่งจะมีผลต่อภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในยุโรปและในโลก

ประเด็นหลักในการเจรจาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญคือ การเจรจาจะจบลงด้วยลักษณะที่เป็น Hard Brexit หรือไม่ Hard Brexit ในที่นี้หมายถึง อังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปทั้งหมดซึ่งก็จะมีความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปแค่ในกรอบ WTO นั้นคือ สินค้าของอังกฤษที่จะเข้าสู่สหภาพยุโรปจะเสียภาษีนำเข้าในอัตราของประเทศซึ่งได้รับการอนุเคราะห์ยิ่งซึ่งจะเผชิญปัญหาและส่งผลลบต่อเศรษฐกิจของอังกฤษในอนาคต

การรวมตัวในทางเศรษฐกิจที่เราเรียกว่า การบูรณาการทางเศรษฐกิจ (Integration) มี 5 ระดับ

ระดับแรกคือ เขตการค้าเสรี

ระดับที่ 2 คือสหภาพศุลกากร

ระดับที่ 3 คือตลาดร่วม

ระดับที่ 4 คือสหภาพทางเศรษฐกิจ

และระดับที่ 5 คือสหภาพเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ

ในกรณีอังกฤษมีความผูกพันกับสหภาพยุโรปถึงขั้นระดับ 4 และระดับ 5 ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าวนี้ได้สร้างความอึดอัดใจให้อังกฤษเนื่องจากทำให้อธิปไตยของอังกฤษทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองถูกกระทบมาก อังกฤษเองแม้จะอยู่ในสหภาพทางเศรษฐกิจแต่ก็ไม่ยอมรับเงินยูโรเพราะไม่ต้องการเสียอธิปไตยในส่วนนี้ อังกฤษอยู่ในตลาดร่วมหรือยุโรปตลาดเดียวแต่ก็ไม่ยอมรับข้อตกลงเชงเกน (Schengen Agreement)

อย่างไรก็ตามอังกฤษเป็นประเทศที่อยู่ในสหภาพยุโรปในลักษณะที่ไม่ค่อยเต็มใจมาก่อนแล้ว ดังจะเห็นได้ว่า อังกฤษเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในปี 1973 ทั้ง ๆ ที่สหภาพยุโรปกำเนิดในปี 1958 อังกฤษเข้ามาในลักษณะการเจรจาใหม่ เช่น ในสมัยของ Margaret Teacher อีกทั้งไม่ยอมรับกฎเกณฑ์และเงื่อนไขของสหภาพยุโรป ประเด็นแรกคือ การเปิดเสรีแรงงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตลาดร่วม หลักการดังกล่าวเปิดโอกาสให้คนในประเทศยุโรปกลางที่เป็นสมาชิก เช่น โปแลนด์ ฮังการี สาธารณรัฐเชค สโลวะเกีย สามารถโยกย้ายไปทำงานในอังกฤษได้รับเงินเดือนเช่นคนอังกฤษ อีกประเด็นคือ กฎหมายในหลายเรื่องที่ออกจากสหภาพยุโรปมีผลบังคับโดยไม่ผ่านรัฐสภาของอังกฤษ อีกประเด็นคือ อังกฤษรู้สึกว่าการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปต้องเสียเงินเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณสหภาพยุโรป โดยได้รับกลับมาน้อยกว่าที่เสีย ยิ่งกว่านั้น จากการที่มีผู้ลี้ภัยจากแอฟริกาและเอเชียจำนวนมากทำให้อังกฤษยิ่งเห็นความจำเป็นในการปิดกั้นเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายคนและป้องกันเรื่องการก่อการร้ายอีกด้วย อังกฤษยิ่งรู้สึกว่าการผูกพันอย่างใกล้ชิดกับสหภาพยุโรปทำให้เขาเสียโอกาสในการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศอื่น ๆ เช่น อเมริกา และประเทศสมาชิกคอมมอนเวล และอื่น ๆ เป็นต้น

ในการเจรจาของอังกฤษเพื่อออกจากสหภาพยุโรป สิ่งสำคัญคือ อังกฤษยังจะต้องผูกพันกับสหภาพยุโรปในระดับหนึ่งแต่ก็ต้องมีอิสระในการตัดสินใจผูกผันกับประเทศอื่น ๆ และการผูกพันกับประเทศสหภาพยุโรป อังกฤษต้องขอเจรจาเพื่อตัดประเด็นในด้านลบที่มีอยู่ในทุกวันนี้ออกไป

สิ่งที่รัฐบาลอังกฤษต้องการก็คือ การสร้างความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปในกรอบของตลาดร่วม โดยมีข้อยกเว้น ไม่ยอมรับการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงาน ป้องกันให้กฎหมายจากสหภาพยุโรปไม่มีผลบังคับในอังกฤษจนกว่าจะได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาอังกฤษ อีกทั้งรัฐบาลอังกฤษไม่ต้องการเป็นผู้เสียเงินมากกว่าการได้รับ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของสหภาพยุโรป ข้อเรียกร้องของอังกฤษได้รับการต่อต้านจากสหภาพยุโรป โดยมองว่าเป็น Cherry picking โดยกลุ่มประเทศ Visegrad ซึ่งประกอบด้วย ประเทศโปแลนด์ สาธารณรัฐเชก สโลวาเกีย และฮังการี ย่อมคัดค้านอย่างเต็มที่ และประเทศเหล่านี้ก็มีสิทธิ veto ข้อตกลงของอังกฤษเพราะต้องผ่านมติเอกฉันท์เท่านั้น ข้อเรียกร้องของอังกฤษดังกล่าวจะมีส่วนทำให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอีกทั้งคณะกรรมาธิการต่างก็ไม่พอใจและกลัวว่าจะเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรปถอนตัวออก ขณะนี้ยิ่งมีพรรคขวาจัดซ้ายขัดซึ่งกำลังมีคะแนนเสียงสูงขึ้น และกลุ่มเหล่านี้ต้องการให้มีประชามติออกจากสหภาพยุโรป โดยมีตัวอย่างนำร่องจากอังกฤษ

ความเป็นไปได้ของข้อตกลงจะอยู่ในลักษณะของการประนีประนอม กล่าวคือ อังกฤษคงต้องผูกพันกับสหภาพยุโรปในขั้นต่ำสุดคือเขตการค้าเสรี ขั้นสูงสุดคือ ตลาดร่วม (โดยมีข้อยกเว้นบางเรื่อง) ความเป็นไปได้มากที่สุดคือ ควรจะเป็นระดับสหภาพศุลกากร คือ มากกว่าเขตการค้าเสรีแต่ไม่ถึงตลาดร่วม และในระดับสหภาพศุลกากร อังกฤษอาจจะขอยกเว้นโดยเฉพาะเรื่องการเก็บภาษีนำเข้าในอัตราเดียวกันสำหรับสินค้าจากประเทศที่ 3 เพราะอังกฤษต้องการเปิดทางกับการทำเขตการค้าเสรี โดยเฉพาะกับอเมริกา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรี Theresa May ก็ได้เปิดทางไปสู่การเจรจาดังกล่าว โดยบอกว่า อังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรปแต่จะยังเป็นส่วนหนึ่งของยุโรป นักวิเคราะห์จึงโล่งใจเพราะคาดว่าคงไม่เป็น Hard Brexit แต่ก็ไม่ลึกซึ่งถึงขั้นตลาดร่วม ขณะเดียวกัน Theresa May ก็ได้รับเชิญแขกคนสำคัญของสหรัฐอเมริกา ภายใต้ Donald Trump โดย Theresa May ต้องการทำเขตการค้าเสรีกับอเมริกา เพื่อให้เป็นเครื่องต่อรองกับสหภาพยุโรปในการเจรจา ขณะเดียวกัน อังกฤษก็ต้องหาทางทำเขตการค้าเสรีกับประเทศอื่น ๆ ในยามที่ไม่ถูกมัดมือชก (เมื่อถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปแล้ว)

อังกฤษจะประสบความสำเร็จได้แค่ไหนจึงเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามในอนาคต แต่การเจรจาไม่ง่ายนัก เพราะสหภาพยุโรปต้องยึดหลักการแข็งกร้าวเข้าไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศอื่น ๆ ออกจากสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตามสหภาพยุโรปก็ต้องการอังกฤษทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ผู้เขียนเชื่อว่า ในที่สุดทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันได้อย่าง win – win โดยความสัมพันธ์จะอยู่ระหว่างสูงกว่าระดับเขตการค้าเสรีแต่ต่ำกว่าระดับตลาดร่วม

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

“ธรรมาภิบาล” กับ “ประชาธิปไตย”

00000000000000

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ธรรมาภิบาลซึ่งในภาษาอังกฤษคือ “ Good Governance” หมายถึงระบบการปกครองหรือระบบการบริหารการจัดการที่ดี คำว่า “ความดี” หรือ “Good” นอกจากจะหมายถึง การปกครองที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลแล้วยังหมายถึง การมีจริยธรรม (Ethics) ตามแนวคิดของอริสโตเติล ความดี จริยธรรม และความยุติธรรมเป็นแนวคิดเดียวกัน ยกตัวอย่าง ถ้าอาจารย์ท่านหนึ่งเกิดมีอคติกับนักเรียนหรือไม่ชอบนักเรียนคนหนึ่ง ปรากฏว่า นักเรียนคนนั้นทำข้อสอบได้คะแนนดีมาก แต่อาจารย์กลับให้สอบตก แสดงให้เห็นว่า อาจารย์ไม่ดี เพราะขาดความยุติธรรม จะเห็นว่า ความดีกับความยุติธรรมตามแนวคิดของอริสโตเติลตามตัวอย่างข้างต้นเป็นสิ่งเดียวกัน จริยธรรม (Ethics) หมายถึง การประพฤติดีงามนั้นเป็นเรื่องเดียวกันกับความดีและความยุติธรรมนั่นเอง

แนวคิดที่ว่าด้วยความดี (Good) เป็นแนวคิดที่พัฒนามาตั้งแต่อดีตหลายพันปีจนถึงปัจจุบัน ความหมายของความดีดังกล่าวนี้อาจจะมีความแตกต่างกันจนสร้างปัญหาในการนิยามว่าความดีคืออะไร บ้างก็นิยามความดีในลักษณะเป็นเรื่องศีลธรรม (Moral) บ้างก็นิยามในลักษณะคุณธรรม (Virtue) อย่างไรก็ตาม ภายใต้นิยามความหมายที่แตกต่างกันไปนั้น เราจะสามารถแยกความหมายของความดีออกเป็น 2 แนวคิดหลัก โดยสามารถวิเคราะห์จากการนำเอาแนวคิดที่เริ่มพัฒนาจากสมัยกรีกโบราณประมาณ 400-500 ปีก่อนคริสตกาล

นักปราชญ์กลุ่มหนึ่งของกรีกที่เรียกว่า “Sophists” ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง 400 – 500 ปีก่อนคริสตกาล กลุ่มเหล่านี้มีความเชื่อว่า ความจริงแท้ (Absolute reality) ซึ่งเป็นสิ่งที่ถาวรและอยู่ทุกแห่ง สามารถอธิบายปรากฏการณ์ได้ทุกเรื่องก็คือ “มุมมอง” (perception) กล่าวคือ ความจริงหรือข้อเท็จจริงนั้น นั้นไม่สามารถที่จะอธิบายออกมาเป็นกรอบหรือเป็นระบบ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน เช่น ถ้าเรายืนอยู่หน้าคนจะเห็นหน้าคนแบบหนึ่ง ถ้ายืนอยู่ข้างหลังจะเห็นอีกแบบหนึ่ง ถ้ายืนอยู่นอกห้องก็จะไม่เห็น ดังนั้นหน้าคนจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนที่ยืนอยู่ใกล้หรือไกล ปากกาเป็นเครื่องใช้เขียนแต่สำหรับเด็ก ปากกาก็คือของเล่น เงินหนึ่งหมื่นบาทสำหรับบางคนอาจมองว่าเยอะถึงกับขโมย แต่บางคนที่มีเงินเป็นหมื่นล้านกลับไม่สนใจ หรือคนที่ยึดหลักศาสนา คนที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย หรือคนใกล้ตาย เงินทองเหล่านี้จะถูกมองอย่างไม่มีความหมาย ดังนั้นสำหรับนักปราชญ์ในกลุ่ม “Sophists” “ความจริงแท้” จึงเป็นเรื่องของมุมมองของแต่ละคน ความดีของคน ๆ หนึ่งอาจแตกต่างจากอีกคน ดังนั้น ความดีจึงเป็นเรื่องของมุมมอง ในกรอบความคิดดังกล่าวนี้จึงนำไปสู่การประหารชีวิตโสเครติส จากการตัดสินของคนหมู่มากด้วยวิธีการให้โสเครติสกลืนยาพิษ เหตุที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ในนครรัฐเอเธนส์ไม่พอใจ เพราะแนวคิดของโสเครติสไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่หรือเสียงข้างมาก สิ่งที่โสเครติสคิดว่าดี สำหรับคนส่วนใหญ่อาจเป็นสิ่งที่ไม่ดี ในเมื่อไม่มีการจำกัดนิยามความหมายของคำว่า “ดี” เสียงข้างมากจึงมีมติให้ประหารโสเครติสซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยที่มีแนวคิดไม่ตรงกับเสียงข้างมาก

เพลโตผู้เป็นลูกศิษย์ของโสเครติสต้องกลืนน้ำตาเมื่อเห็นอาจารย์ของเขาต้องถูกประหารชีวิตโดยเสียงงข้างมากตามระบบประชาธิปไตยเพียงเพราะมีแนวคิดต่างจากคนส่วนใหญ่ เพลโตจึงมีแนวคิดเป็นปฏิกิริยาตอบโต้กับกลุ่ม Sophists สำหรับเพลโต ทุกอย่างสามารถอธิบายได้ด้วยกรอบหรือมาตรฐาน เขาเรียกว่า “Form” (รูปแบบ) ทุกเรื่องในโลกนี้สามารถอธิบายได้ตามรูปแบบ (Form) เช่น คนทุกคนมีความแตกต่างกันได้ แต่จะมี Form เหมือนกัน คือ มีตาสองข้าง มีหู มีปาก มีแขน มีขา เป็นต้น ตัวหนังสืออาจจะเขียนต่างกันแต่ก็มี Form เหมือนกัน คนสามารถดูแล้วรู้ได้ว่าเป็นภาษาอะไร เป็นต้น ลูกศิษย์ของเพลโต คือ อริสโตเติลก็ได้รับแนวคิดดังกล่าวจากเพลโต แต่ก็มีการดัดแปลงมาเป็นแนวคิดของตัวเอง ดังนั้น สำหรับอริสโตเติล ความจริงในโลกนี้สามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก ความจริงจะเปลี่ยนแปลงตามเวลาและสถานที่ (Per accidente) เช่น หน้าตาของแต่ละคนตอนอายุ 2 ขวบจะแตกต่างจากตอนอายุ 40-50 ปี เสือแต่ละตัวมีความแตกต่างกัน บางตัวมีลายมากกว่าบางตัว บางตัวไม่มีลาย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม อริสโตเติลเห็นว่า มีความจริงกลุ่มที่ 2 ซึ่งจะไม่เปลี่ยนแปลงตามเวลาและสถานที่ (Per se) ซึ่งตรงกับแนวคิดเรื่อง Form ของเพลโต สิ่งที่ถาวรของคนก็คือ มีตาสองข้าง มีหู มีปาก มีแขน มีขา ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะต่างจากคนอื่น ๆ แต่ก็มีบางสิ่งร่วมกัน ไม่ว่าอายุจะเปลี่ยนไป แต่สิ่งเหล่านี้ก็จะยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวอีกนัยคือ ทั้งอริสโตเติลและเพลโตเห็นว่า มีบางอย่างถาวรไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนแปลง สังคมจะเปลี่ยนไปอย่างไร จากกรอบดังกล่าวนี่เองที่ทำให้มีการนิยาม “ความดี” ในลักษณะของกรอบหรือรูปแบบที่สามารถใช้ได้ทุกสถานการณ์ทุกสถานที่ ทุกเวลา และใช้ได้กับทุกคน

“ความดี” ในแนวคิดของอริสโตเติลสามารถอธิบายได้ด้วยหลัก “จงทำกับคนอื่นในสิ่งที่อยากให้คนอื่นทำกับเรา และจงหลีกเลี่ยงการกระทำกับคนอื่นในสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นทำกับเรา”

(* คำพูดดังกล่าวหยิบยกมาจากแนวคิดของ Saint Augustin ซึ่งยึดถือแนวคิดของอริสโตเติล)

แนวคิดนี้มีความหมายว่า ความดี/ความยุติธรรม คือ ความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับส่วนคนอื่น คำว่า ส่วนคนอื่น ในที่นี้หมายถึงสังคม ดังนั้นความดีจึงหมายถึง ความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับสังคม สังคมในยุคนั้นประกอบด้วย ครอบครัว และสังคม (Polis) ซึ่งคำว่า Polis ก็หมายถึงนครรัฐ (City state) นั่นเอง

ความดีของอริสโตเติลจึงสามารถอธิบายได้ทุกแห่งและทุกเวลาว่าคือ ความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน (Individual Good) กับผลประโยชน์ส่วนสังคม (Social Good) กล่าวคือ อะไรที่ดีกับเราก็ต้องดีกับคนอื่นด้วย คนอื่นในที่นี้คือ ครอบครัวและสังคม (la polis) แต่ถ้าใช้ในสมัยนี้ สังคมจะมีความหมายซับซ้อนมากกว่า อันได้แก่ โลกที่อาศัยอยู่ ความดีในแนวคิดอริสโตเติลถ้าใช้ในสมัยนี้จึงหมายถึง ผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์สังคมซึ่งเริ่มตั้งแต่ครอบครัว ที่ทำงาน ชุมชน ประเทศที่อยู่อาศัย ไล่ไปจนถึงโลกอันเป็นผลจากการที่โลกเข้าสู่โลกาภิวัตน์

สำหรับอริสโตเติล ความดีจะเกิดจากความสมดุลโดยเริ่มต้นจากตัวเราก่อน คำว่า “คุณธรรม” (สำหรับอริสโตเติล) จึงหมายถึงการรักษาความสมดุลโดยเริ่มต้นจากตัวเอง เช่น ความกล้าหาญก็คือคุณธรรม กล่าวคือความสมดุลระหว่างความขี้ขลาดกับความบ้าระห่ำ ความพอเพียงก็เป็นคุณธรรม คือไม่มากไปไม่น้อยไป ถ้าคนเรามีคุณธรรมโดยการรักษาสมดุลก็ต้องเริ่มจากครอบครัว หมายถึง การปฏิบัติต่อคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นภรรยาหรือลูกในลักษณะที่มีคุณธรรม กล่าวคือ ถ้าใช้ในสมัยนี้ก็อย่าให้ลูกกินมากเกินไปและอย่าให้กินน้อยเกินไป ต้องมีความพอดี แต่ความสมดุลที่สุดและเป็นความสุขสุดยอดก็คือ การใช้คุณธรรมในกรอบของสังคม ความพอดีของคนนั้นจะไม่อยู่โดดเดี่ยวแต่จะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน สำหรับอริสโตเติลจึงหมายถึง “มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง” (Men are political animals) การเมืองสำหรับอริสโตเติลนั่นหมายถึงสังคม ทั้งนี้เพราะคำว่าการเมือง (political) มีรากศัพท์มาจากคำว่า la polis ที่หมายถึงนครรัฐ ดังนั้น ความหมาย “มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง” (Men are political animals)  จึงหมายถึง มนุษย์เป็นสังคม (Men are social animals) ดังนั้น ความสุขของมนุษย์ก็คือการสร้างการรวมกลุ่มของคนหมู่มากในกรอบของ City state การอยู่คนเดียวอาจมีอันตรายจากการแย่งชิง ภัยธรรมชาติ เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงต้องพึ่งพาอาศัยกัน การอยู่ในชุมชนจะช่วยป้องกันคนร้าย มีหมอไว้รักษายามเจ็บป่วย เมื่อมีภัยก็ช่วยกันผ่อนหนักให้เป็นเบา ดังนั้น จากแนวคิดของอริสโตเติล ความสุขสุดยอดก็คือ การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลตั้งแต่ครอบครัวจนถึงสังคม (la polis) การจะทำได้เช่นนั้นตนเองต้องมีความสมดุลในตัวเองดังที่กล่าวไว้ข้างต้น กล่าวอีกนัยคือ คุณธรรมคือเครื่องมือในการทำความดี และความดีหมายถึงความสอดคล้องระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและสังคมนั่นเอง

ถ้าใช้แนวคิดของอริสโตเติลเป็นตัวตั้ง โสเครติสก็จะไม่ต้องตายจากการกลืนยาพิษ เพราะแนวคิดที่วางอยู่บนกรอบที่ว่า “จงทำกับคนอื่นในสิ่งที่อยากให้คนอื่นทำกับเรา และจงหลีกเลี่ยงการกระทำกับคนอื่นในสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นทำกับเรา” แนวคิดนี้จะทำให้เสียงข้างมากไม่กล้าประหารชีวิตโสเครติส เพราะคงไม่อยากเจอชะตากรรมแบบนี้ เพียงเพราะพูดไม่ตรงกับคนอื่น

แนวคิดในเรื่องความดีได้มีการพัฒนาต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท

ประเภทที่ 1. ประเภทที่มีแนวคิดแบบ Sophists กล่าวคือ ความดีนั้นไม่มีกรอบแล้วแต่ความนึกคิดของแต่ละคน เป็นแนวคิดที่มองจากมุมมองตนเอง (Perspective)

ประเภทที่ 2. เป็นประเภทที่อธิบายได้ด้วยแนวคิดของอริสโตเติลที่อธิบายความดีในความหมายของความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนสังคม อะไรที่ดีกับเราต้องดีกับคนอื่นด้วย ในลักษณะนี้ ความดีจึงมีกรอบและมาตรฐานที่ใช้ได้ทุกแห่งและทุกเวลา

ในยุคของอริสโตเติล จากเหตุการณ์การถูกประหารของโสเครติสจึงทำให้อริสโตเติล (โดยผ่านเพลโตซึ่งเป็นอาจารย์ของเขา) ได้ให้ความสำคัญกับระบบการเมืองและจริยธรรม โดยแบ่งระบบการเมืองออกเป็น 3 ระบบ คือ

1. ผู้นำเพียงคนเดียว

2. ผู้นำเป็นกลุ่ม

3. ผู้นำคือเสียงข้างมาก

ทั้ง 3 ระบบดังกล่าวอาจจะจำแนกด้วย “ความดี” หรือจริยธรรมเป็น 6 ระบบ


2

เป็นที่น่าสังเกตว่า ประชาธิปไตยในความคิดของอริสโตเติลเป็นแนวคิดที่เลว หรือตรงกับยุคนี้ที่เรียกว่า “เผด็จการเสียงข้างมาก” ซึ่งการที่อริสโตเติลมองว่า ประชาธิปไตยไม่ดีก็เพราะการตายของโสเครติสนั่นเอง

แนวคิดของระบบความดี แนวทางแรกเป็นการมองความดีจากมุมที่แตกต่าง ไม่มีมาตรฐานสากล (พวก Sophists) กับความดีในแนวทางที่สองซึ่งมีมาตรฐาน กำหนดได้เป็นสากล (แบบอริสโตเติล) ความดีในกรอบแบบแรกได้มีการพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า มีคนจำนวนหนึ่งที่เราเรียกว่า Machiavellian  เป็นคนประเภทเอาเป้าหมายเป็นตัวตั้ง วิธีการช่างหัวมัน “The end justifies the means” คนแบบนี้ถ้าเป็นนักธุรกิจก็จะเอากำไรเป็นเป้าหมาย เอาเปรียบลูกค้า เอาเปรียบคนอื่น ถ้าเป็นนักการเมืองอาจจะโกงการเลือกตั้งเพื่อตัวเอง หรือ Hitler ซึ่งฆ่าคนยิวเป็นล้านคนก็อยู่ในกลุ่มนี้ โดยมองจากมุมตัวเองว่าคนยิวคือคนไม่ดี

หากเป็นความดีตามแนวคิดของอริสโตเติล พวกนี้จะมีจริยธรรมรู้ว่าความดีหมายถึงอะไรที่ดีกับตนก็ต้องดีกับคนอื่นด้วย ถ้าเป็นนักธุรกิจก็จะไม่เอาเปรียบลูกค้า ไม่เอาเปรียบคนอื่น ถ้าเป็นนักการเมืองก็จะไม่โกง และถ้าคนเหล่านี้ทำงานขาดประสิทธิภาพจะลาออก ไม่รอให้ถูกไล่ออก จะไม่มีการโกงเพราะรู้ว่า การโกงกระทบต่อประโยชน์ของประชาชน

แนวคิดของอริสโตเติล ถ้ามีการนำมาใช้ในสังคมก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล กล่าวง่าย ๆ แนวคิดเหล่านี้จะปรากฏเป็นพฤติกรรมของคน เช่น คน ๆ หนึ่งเข้าห้องน้ำเมื่อเสร็จธุระแล้วกดชักโครกไม่ลง ถ้าเป็นคนที่มีความคิดแบบกลุ่ม Sophists ที่มองแค่จากมุมตัวเองก็อาจเดินออกไปเลย แต่ถ้าเป็นคนประเภท “จงหลีกเลี่ยงการกระทำกับคนอื่นในสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นทำกับเรา” คนเหล่านี้จะรีบบอกแม่บ้านเพื่อแก้ไข ถ้ามีคนประเภทนี้อยู่มาก ส้วมสาธารณะก็จะสะอาด ส้วมในร้านกาแฟ ร้านอาหารก็จะสะอาด

ตัวอย่างที่ 2 คนขับรถ ถ้าเป็นประเภทแรก เมื่อเห็นคนข้ามถนนตรงทางม้าลาย แทนที่รถจะหยุดกลับตวาด “ไม่เห็นรถเหรอ” แต่ถ้าเป็นคนกลุ่มที่ 2 ซึ่งยึดหลัก “จงหลีกเลี่ยงการกระทำกับคนอื่นในสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นทำกับเรา” คนกลุ่มนี้จะรีบจอดที่ทางม้าลายก่อนคนจะเดินลงมาที่ทางม้าลายด้วยซ้ำ

(** มาจากแนวคิดของ Machiavellie ในศตวรรษที่ 15 ซึ่งเขียนหนังสือเรื่อง The Prince)


ตัวอย่างที่ 3 สมมติว่า มีคนขายทาวน์เฮ้าส์สีขาวทุกหลังติดกัน ถ้าคนกลุ่มแรกมาซื้อหนึ่งหลัง คนดังกล่าวอาจจะทาสีตามใจชอบหรือเอาถังขยะมาไว้หน้าบ้านของเขาโดยคิดว่าเป็นบ้านของเขา แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่ 2 มาซื้อทั้ง ๆ ที่อยากทาสีบ้านตามที่ตัวเองชอบ เขาก็จะไม่ทำ เขาก็จะมองว่า ถ้าทาสีที่ตัวเองชอบก็จะทำให้กระทบกับความสวยงามกับหลังอื่น เพราะแทนที่ทาวเฮ้าส์จะสวยเหมือนกันทั้งแถว แต่กลับมีสีดำสีแดงปนกันไปหมด และจะไม่วางถังขยะไว้หน้าบ้านเพราะจะส่งกลิ่นเหม็นไปบ้านคนอื่น

เราจะเห็นว่า สังคมที่มีจริยธรรมแบบอริสโตเติล คนจะหยุดรถให้คนข้ามถนน ห้องน้ำสาธารณะสะอาด บ้านเมืองจะสวยงาม สังคมจะมีดุลยภาพและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข แต่ถ้ามีคนอย่างกลุ่มแรกเยอะ คนจะไม่หยุดรถให้คนข้ามถนน ห้องน้ำสาธารณะจะไม่สะอาด บ้านเมืองจะไม่สวยสวยงาม

เราจะเห็นได้ว่า จริยธรรมจะมีความสำคัญต่อสังคมและสังคมการเมืองเป็นอย่างมาก ความเข้าใจจริยธรรมแบบกลุ่มแรกจะสร้างปัญหาทางสังคมและปัญหาการเมือง แต่ถ้าเป็นความเข้าใจจริยธรรมแบบที่สอง (แบบอริสโตเติล) สังคมก็จะอยู่กันด้วยสันติ มีความสุข อาจจะขัดแย้งกันบ้างแต่ก็ไม่นำไปสู่การประหัตประหาร และในแง่ระบบการเมืองก็จะปลอดจากเรื่องการคอรัปชั่น เป็นสังคมการเมืองที่มีดุลยภาพ จริยธรรมในสังคมดังกล่าวจะเป็นแบบใดก็ขึ้นอยู่กับการศึกษา การอบรมตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงสังคม ซึ่งหมายถึงวัฒนธรรมนั่นเอง ถ้าอบรบแบบแรกก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมที่นำไปสู่ปัญหาสังคมและปัญหาการเมือง จะทำให้แม้มีการเลือกตั้งก็จะกลายเป็น “เผด็จการเสียงข้างมาก” ถ้าเป็นแบบที่สอง (แบบอริสโตเติล) สังคมการเมืองก็จะกลายเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ มีการถ่วงดุล

ดังที่กล่าวมาข้างต้น ระบบการปกครอง (Governance) อาจจะดีก็ได้ เลวก็ได้ แล้วแต่วัฒนธรรมทางการเมืองซึ่งมาจากแนวคิดเรื่องจริยธรรมที่แตกต่างกัน ถ้าเป็นระบบการปกครองที่ดี เราเรียกว่า “Good Governance” ซึ่งนอกจากเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นระบบที่มีจริยธรรมเป็นระบบที่คำนึงถึงประโยชน์ของสังคมเป็นตัวตั้ง ระบบประชาธิปไตยจึงสามารถจำแนกได้เป็นระบบประชาธิปไตยที่ดี (Good Governance) กับระบบประชาธิปไตยที่เลว ระบบประชาธิปไตยที่ดีย่อมหมายถึง ระบบประชาธิปไตยที่มีลักษณะยึดเสียงข้างมากและเคารพเสียงข้างน้อย เป็นระบบที่มีการถ่วงดุล เป็นระบบที่ไม่โกง และถ้าขาดประสิทธิภาพในการบริหารก็จะลาออกโดยอัตโนมัติ ระบบประชาธิปไตยที่เลวจะเป็นระบบที่มีนักการเมืองโกง เป็นระบบที่อาศัยการเลือกตั้งจากเสียงข้างมากมาอธิบายความชอบธรรมในทุกเรื่อง บริหารประเทศไม่มีประสิทธิภาพก็ไม่ลาออก ในปัจจุบัน เราเรียกระบบประชาธิปไตยแบบนี้ว่า “Illiberal Democracy” หรือประชาธิปไตยที่ไม่เสรีนิยม

ประชาธิปไตยที่ดีจะมีคุณธรรม เป็นระบบที่องค์กรกลางทำหน้าที่เป็นกลางจริง ๆ เช่นเดียวกับบทบาทของสื่อมวลชนซึ่งจะต้องเป็นกลาง เราเรียกระบบนี้ว่า ประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) ในขณะที่ อีกประเภทหนึ่งซึ่งรัฐบาลอาจมาจากการเลือกตั้งแต่ขาดการถ่วงดุล มีการควบรวมอำนาจ เป็นระบบซึ่งมีการคอรัปชั่นแต่ไม่สามารถไล่รัฐบาลได้ เพราะอาศัยความเกื้อหนุนและสร้างกองทัพประชาชน สามารถเห็นตัวอย่างได้ในเวเนซุเอลา และละตินอเมริกา และไทยในอดีต รัฐบาลคำนึงแต่ประชานิยม ไม่พัฒนาความสามารถในการแข่งขัน และอาศัยวัฒนธรรมอุปถัมภ์ในการบริหารประเทศ เราเรียกระบบนี้ว่า ประชาธิปไตยไม่เสรีนิยม (Illiberal Democracy) หรือเผด็จการเสียงข้างมากนั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การขยายบทบาทของ “จีน” ในบริบทที่ “สหรัฐอเมริกา” กำลังถดถอยลง

0

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

1ที่มาภาพ : http://si.wsj.net/public/resources/images/BN-RQ521_2UNYZ_G_20170116102252.jpg

ในระหว่างวันที่ 17 – 20 มกราคมนี้มีการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอสประเทศสวิสเซอร์แลนด์ การประชุมครั้งนี้นับว่ามีความสำคัญมากด้วยเหตุผล 2 ประการ ประการแรก การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมต่อเนื่องจากปีที่แล้วที่คุยกันถึงอนาคตการเปลี่ยนแปลงของโลกภายใต้ชื่อ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (the 4th Industrial revolution) ซึ่งเป็นหัวข้อการประชุมที่ฮือฮาไปทั่วโลก เพราะการประชุมได้ชี้ให้เห็นถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงทั้งทางสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีที่จะส่งผลกระทบกับสังคมรวมทั้งการเมืองทั่วโลก การประชุมที่ดาวอสครั้งนี้ถือเป็นการประชุมต่อเนื่องโดยมีหัวข้อการประชุมคือ “ผู้นำที่ตอบสนองและรับผิดชอบ” (responsive and responsible leaders) กล่าวคือ เป็นการปรึกษาหารือถึงบทบาทผู้นำทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ในการดำเนินยุทธศาสตร์ในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

การประชุมที่เมืองดาวอสครั้งนี้มีความสำคัญด้วยเหตุผลประการที่ 2 คือ สังคมโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยมีมาก่อนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สังคมโลกกำลังอยู่ในจุดของแรงกระเพื่อมอันเกิดจากการขยายตัวของการต่อต้านที่มีต่อโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรี กระแสต่อต้านเหล่านี้คือ การขยายตัวของกลุ่มที่เรียกว่า “อุดมการณ์ประชานิยม” (Populism) ภาพฉายของขบวนการดังกล่าวคือ การขยายตัวของพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ขวาจัดซ้ายจัดในยุโรป และการชนะการเลือกตั้งของนาย Donald Trump ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังขยายมาสู่เอเชียโดยเฉพาะชัยชนะและพฤติกรรมของนาย Duterte ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

ในการประชุมที่ดาวอสครั้งนี้ จะเป็นการปรึกษาหารือในเรื่องของยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงที่จะตอบสนองต่อโลกยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 แนวคิดเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 มาจากแนวคิดของนาย  Klaus Schwab ผู้ก่อตั้ง World Economic Forum นาย Schwab ได้แบ่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็น 4 ยุค ดังนี้ ยุคที่ 1 คือยุค 1.0 เมื่อเกิดการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ 200 ปีที่ผ่านมา ยุคที่ 2 คือยุค 2.0 เมื่อมีการประดิษฐ์ไฟฟ้าเมื่อ 100 กว่าปีที่ผ่านมา ยุคที่ 3 คือยุค 3.0 เมื่อมีการประดิษฐ์คอมพิวเตอร์เมื่อทศวรรษ 1960 และยุคที่ 4 คือ ยุค 4.0 ซึ่งกำลังมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตคือการบรรจบกัน (Convergence) ของ 3 ระบบ ได้แก่ ระบบดิจิทัลซึ่งในปัจจุบันเรียกว่ายุค 3.5 กับระบบฟิสิกส์ และระบบเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการบรรจบกันของ 3 ระบบดังกล่าวทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ที่กระทบกับวิถีชีวิตของคนบนโลกอย่างถอนรากถอนโคน เช่น Internet of Things (IOT), 3D printing, Material science, Energy Storage, Robotics, Autonomous Vehicles, Artificial Intelligence, Sintech, Blockchain, Bitcoin

การขยายตัวของสิ่งประดิษฐ์และปรากฏการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ด้านดีคือ มนุษย์จะอยู่อย่างสบายมากขึ้น อายุจะยืนยาวขึ้น การผสมผสานระหว่าง 3D printing กับ Biotech จะทำให้วงการแพทย์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย เนื่องจากสามารถวิเคราะห์แนวโน้มของโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์ได้ล่วงหน้า และใช้สิ่งประดิษฐ์เทียมทดแทนอวัยวะของมนุษย์ได้ ในด้านลบ คนจะมีการตกงานขนานใหญ่ Robot จะเข้ามาแทนที่ คนใช้ พนักงาน รถที่ไม่มีคนขับจะทำให้คนขับแท็กซี่ตกงาน Blockchain และ Bitcoin ด้านหนึ่งจะทำให้คน 7,300 ล้านคนในปัจจุบันสามารถเข้าสู่ตลาดการเงินได้อย่างรวดเร็ว ต้นทุนถูก โดยผ่านสิ่งที่เรียกว่า Crowd funding แต่อีกด้านหนึ่งก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสถาบันการเงิน คนจะตกงานเป็นแถว บุคลากรต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบคิด (Mindset) อย่างรุนแรงในอนาคต โรงงานไฟฟ้า ปั๊มน้ำมัน จะอันตรธานหายไป เนื่องจากจะมีการเก็บสะสมพลังแสดงแดด และแจกจ่ายทั่วไปผ่านระบบ IT ในบริบทดังกล่าว ประเทศต่าง ๆ ที่พึ่งพาน้ำมันเป็นรายได้หลักก็ต้องเจอสภาพวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างไม่เคยมีมาก่อนและย่อมส่งผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ของสังคมโลก

การประชุมครั้งนี้จึงตั้งประเด็นประชุมไว้ 14 ประเด็นที่จะให้ผู้นำทางการเมือง นักธุรกิจ NGO สื่อมวลชน มาถกแถลงระดมความคิดร่วมกันว่าจะดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของการปฏิรูปอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 อย่างไร หัวข้อทางยุทธศาสตร์ที่มี 14 หัวข้อ ประกอบด้วย อนาคตของตลาดการเงิน อนาคตของการบริโภค อนาคตของพลังงาน อนาคตของความเท่าเทียมของสังคม อนาคตของการค้าการลงทุน และอื่น ๆ

ในการประชุมครั้งนี้ ประเด็นที่น่าสนใจมากคือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้เข้าร่วมการประชุมและนับเป็นครั้งแรกที่ผู้นำระดับสูงสุดของจีนได้เข้าร่วม นายสี จิ้นผิงได้เสนอความเห็นในทำนองว่า โลกาภิวัตน์ซึ่งเป็นกระแสหลักของโลกจะต้องพัฒนาต่อไป แม้ทุกวันนี้จะมีภัยคุกคามจากกระแสต่อต้าน ความอยู่รอดของสังคมโลกจึงมิใช่การย้อนกลับไปสู่การกีดกันทางการค้า การใช้นโยบายชาตินิยม การมุ่งโจมตีประเทศอื่น หรือที่เรียกนโยบายนี้ว่า Beggar-Thy-Neighbor นอกจากนั้นสี จิ้นผิงยังแสดงถึงเจตจำนงและบทบาทของจีนว่า จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนกระแสหลักของโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีต่อไป

สุนทรพจน์ของนายสี จิ้นผิงมีเป้าประสงค์ 2 ประการ ประการแรกคือ เป็นการโจมตีนโยบายของ Donald Trump ที่มุ่งการกีดกันทางการค้าและยังมีท่าทีข่มขู่ประเทศอื่น ๆ นอกจากนั้น ท่าทีของสี จิ้นผิงยังเป็นการต่อต้านกระแสชาตินิยมที่ต่อต้านการรวมกลุ่มการเปิดเสรีในด้านสินค้า บริการ เงินทุน และแรงงานซึ่งนอกจากเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดของ Donald Trump แล้วยังเป็นอุดมการณ์ของพรรคขวาจัดซ้ายจัดที่กำลังได้คะแนนนิยมในสหภาพยุโรปและเอเชีย

ประการที่ 2 นายสี จิ้นผิงกำลังประกาศศักดาในการขยายบทบาทของจีนในการเป็นอภิมหาอำนาจโลกและจะทำหน้าที่เป็นผู้นำในด้านโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีแทนที่บทบาทของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ Donald Trump

โดยสรุป อาจกล่าวได้ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นภาพฉายของการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชาสังคมที่มีผลกระทบต่อสังคมโลก เป็นภาพฉายของบทบาทของผู้นำที่ต้องมีการเตรียมยุทธศาสตร์ และสุดท้ายคือเป็นภาพฉายของการขยายบทบาทของจีนในบริบทที่สหรัฐอเมริกากำลังถดถอยลง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

Illiberal Democracy vs. Liberal Democracy

0โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

คำว่า “Illiberal Democracy” อาจแปลเป็นไทยได้ว่า “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรีนิยม” เป็นคำซึ่งนักวิชาการคือนาย Fareed Zakaria เขียนไว้ในหนังสือ Post American World ซึ่งหมายถึง กลุ่มประเทศซึ่งผู้นำมาจากการเลือกตั้ง ในขณะเดียวกัน การปกครองกลับไม่มีระบบถ่วงดุลหรือมีการรวบอำนาจหรือเป็นเผด็จการ กล่าวอีกแง่หนึ่งคือ Illiberal Democracy จึงมีความหมายเท่ากับระบบเผด็จการเสียงข้างมาก

ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) หมายถึง ระบบที่มีการถ่วงดุล เป็นระบบที่มีความชอบธรรมในกระบวนการทางการเมือง โดยเริ่มต้นจากการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ (ไม่มีการโกง) บริหารอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นระบบการเมืองที่ผู้บริหารจะเข้ามาบริหารตามเงื่อนเวลาและเงื่อนไขที่มีการกำหนดในรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ไม่พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อต่ออายุหรือใช้วิธีการหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือตีความกฎหมายเพื่อยืดอายุ ในระบบประชาธิปไตยเสรีนิยมดังกล่าว จะเป็นระบบที่มีการถ่วงดุล แม้รัฐบาลจะมีความชอบธรรมจากการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ แต่ถ้ามีปัญหาเรื่องการโกงหรือไม่โกงแต่บริหารประเทศไม่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลจะถูกกดดันให้ลาออก หรือรู้มารยาทในการที่จะลาออกเพื่อเปิดหนทางให้ผู้อื่นเข้ามาบริหารแทน

ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) เป็นระบบการเมืองที่พัฒนามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ซึ่งแยกเป็นรูปแบบที่แตกต่างกัน 3 รูปแบบ แต่อยู่ภายใต้ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยมเหมือนกัน โดยรูปแบบดังกล่าว 3 รูปแบบ ได้แก่

1. ระบบรัฐสภา เช่น ในประเทศอังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น หรือไทยก่อนหน้านี้

2. ระบบประธานาธิบดี เช่น สหรัฐอเมริกา

3. ระบบกึ่งประธานาธิบดี เช่น ระบบการเมืองของฝรั่งเศสในปัจจุบัน ซึ่งพัฒนามาจากรัฐธรรมนูญปี 1958

ทั้ง 3 ระบบแม้จะมีความแตกต่างกันในหลายประเด็นแต่มีองค์ประกอบที่เหมือนกันซึ่งเป็นองค์ประกอบที่กำหนดว่า ประเทศนั้น ๆ อยู่ภายใต้ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) เหมือนกัน โดยองค์ประกอบดังกล่าว ได้แก่

องค์ประกอบที่ 1 เป็นระบบการเมืองที่มีการแบ่งแยกอำนาจตามระบบของ Montesquieu กล่าวคือ อำนาจในทางการเมืองซึ่งประกอบด้วย อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ในกรณีที่แบ่งแยกอำนาจนั่นก็หมายความว่า อำนาจแต่ละอำนาจมีองค์กรในการบริหารที่แตกต่างกันออกไป ไม่ใช่คน ๆ เดียวหรือกลุ่มคนกลุ่มเดียวรวบอำนาจทั้ง 3 ไว้ด้วยกัน เราเรียกระบบนี้ว่า การแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers)

องค์ประกอบที่ 2 มีการถ่วงดุลอำนาจ กล่าวคือ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งรวบอำนาจทั้ง 3 เข้าด้วยกัน ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) จึงมีการถ่วงดุลอำนาจ (Balance of Powers) กล่าวคือ ในระบบรัฐสภา (Parliamentarism) นายกรัฐมนตรีสามารถยุบสภาได้ ในขณะเดียวกัน สภาโดยเฉพาะสภาที่มาจากการเลือกตั้ง (สภาล่าง) ก็สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ แต่ในระบบประธานาธิบดี (Presidentialism) เนื่องจากประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง มิได้มาจากระบบเสียงข้างมากในสภาดั่งเช่นระบบรัฐสภา องค์กรบริหารและนิติบัญญัติจึงเป็นอิสระต่อกัน แต่ระบบนี้ก็ต้องมีการถ่วงดุล กล่าวคือ ในกรณีที่ประธานาธิบดีมีปัญหา จะใช้ระบบการถ่วงดุลคือ ระบบ Impeachment  ซึ่งหมายถึงให้สภาล่างทำหน้าที่เป็นอัยการฟ้องประธานาธิบดี แล้วให้สภาบน (วุฒิสภา) เป็นศาลตัดสิน กล่าวคือ เป็นการถ่วงดุลฝ่ายบริหารด้วยอำนาจตุลาการ ในกรณีดังกล่าวสภาล่างและสภาบนจึงทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมหรือตุลาการนั่นเอง ในระบบรัฐสภา ระบบการถ่วงดุลนั้นตั้งอยู่บนหลักของความรับผิดชอบทางการเมือง (Political Responsibility) แต่ในกรณีของระบบประธานาธิบดี การถ่วงดุลตั้งอยู่บนหลักการความรับผิดชอบทางอาญา (Criminal Responsibility)

องค์ประกอบที่ 3 ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) จะต้องเน้นหลักการที่ว่าด้วยเสรีภาพ (Freedom) โดยเสรีภาพนี้มี 2 ลักษณะ คือ

3.1 เสรีภาพอัตวิสัย (Subjective Freedom) หมายถึง หลักการเคารพสิทธิปัจเจกบุคคล โดยถือว่าสิทธิส่วนบุคคลเกิดขึ้นมาพร้อมกับความเป็นคน สิทธินี้ไม่มีใครละเมิดได้ และสามารถจำแนกได้เป็นสิทธิทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สิทธิทางการเมืองคือ การมีสิทธิในการเลือกตั้ง การวิจารณ์รัฐบาล สิทธิทางเศรษฐกิจคือสิทธิในการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต สิทธิในทางสังคมคือสิทธิในการมีครอบครัวและการนับถือศาสนา

3.2 เสรีภาพวัตถุวิสัย (Objective Freedom) การมีสิทธิในทางการเมือง เช่น สิทธิในการเลือกพรรคการเมืองที่ตัวเองชอบ สิทธิในการเข้าร่วมรวมกลุ่ม เช่น สหพันธ์แรงงาน สิทธิดังกล่าวยังไม่ได้ประกันหลักเสรีภาพถ้าหากว่ากฎหมายมีการกำหนดให้มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว หรือสหพันธ์แรงงานเพียงแห่งเดียวดั่งเช่นระบบคอมมิวนิสต์ ดังนั้นระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) จึงวางอยู่บนหลักการพหุนิยม (Pluralism) คือให้มีพรรคการเมืองหลายพรรค สหพันธ์แรงงานที่หลากหลาย ทำให้ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) แตกต่างจากระบบคอมมิวนิสต์อย่างสิ้นเชิง

องค์ประกอบที่ 4 หลักการความเท่าเทียม (Equality) หมายถึง มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันทางกฎหมาย หลักการดังกล่าวอาจนำไปสู่ความแตกต่างด้านเศรษฐกิจ รวย จน ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของปัจเจกบุคคล ต่างจากคอมมิวนิสต์ที่เน้นหลักการเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ โดยผิวเผินคือการกระจายรายได้และลดความแตกต่างทางชนชั้น แต่ในทางปฏิบัติกลายมาเป็นการกระจายความจน ในที่สุดจึงล่มสลายในปี 1989

องค์ประกอบที่ 5 หลักการที่ว่าด้วยการเลือกตั้งทั่วไป (Universal suffrage) หมายความว่า ประชาชนไม่ว่าหญิงหรือชาย ถ้าอายุถึงกำหนดก็มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน ซึ่งผิดกับประเทศเผด็จการคอมมิวนิสต์ที่จะกำหนดรายชื่อเพื่อให้ประชาชนเลือกตามรายชื่อที่กำหนดไว้

องค์ประกอบที่ 6 ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) ต้องคู่กับทุนนิยม หลักการดังกล่าวหมายถึง ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) จะละเมิดสิทธิของปัจเจกบุคคลไม่ได้ หนึ่งในนั้นคือ สิทธิการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ดังนั้น ประเทศประชาธิปไตยจึงมีเอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เพียงแต่ในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียจะมีการผสม (Mixed) กับระบบสังคมนิยม หรือที่เราเรียกว่า ประชาธิปไตยสังคมนิยม (Social democracy)

องค์ประกอบที่ 7 ในระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) หลักการแห่งการถ่วงดุลยังหมายถึง การมีองค์กรอิสระไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง, ผู้ตรวจการรัฐสภา (Ombudsman) และครอบคลุมถึงการถ่วงดุลผ่านสื่อมวลชน กล่าวคือ ต้องมีความเป็นอิสระ ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ดังตัวอย่าง BBC ในอังกฤษ ที่วิจารณ์รัฐบาลได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นสื่อของรัฐ

เวลาเราพูดถึงระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) ที่แท้จริง ความหมายจึงหมายถึง ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) ที่มีองค์ประกอบทั้ง 7 ข้อ หลายประเทศอาจมีการเขียนรัฐธรรมนูญครอบคลุม 7 ข้อดังที่ได้กล่าวมา แต่ในทางปฏิบัติก็มีการบิดเบือน เช่น อาศัยเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งแล้วเข้าไปครอบงำนิติบัญญัติและตุลาการ ดั่งเช่นในประเทศเวเนซุเอลา หรือกรณีประเทศไทยก่อนการรัฐประหารโดยคสช. ในประเทศเหล่านี้ สื่อมวลชนแทนที่จะทำหน้าที่อิสระเพื่อถ่วงดุลก็มาทำหน้าที่ให้พรรคการเมือง ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากเรื่องเศรษฐกิจ และส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบอุปถัมภ์ หรืออาจเป็นเพราะการไม่เข้าใจบทบาทอย่างแท้จริงของฐานันดรที่ 4 ในระบบที่บิดเบือนดังกล่าวนี้ ฝ่ายบริหารอาจจะเข้าไปครอบคลุมองค์กรอิสระและนำไปสู่ปัญหาการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ ในระบบดังกล่าวนี้ ผู้นำจะสามารถสืบทอดอำนาจให้ตัวเองหรือญาติมิตรติดต่อกันได้ ในบางประเทศคน ๆ เดียวช่วงหนึ่งอาจเป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงหนึ่งก็เป็นประธานาธิบดี และอยู่ในอำนาจเกิน 10 ปี เช่น รัสเซีย หรือตุรกีในขณะนี้ ระบบดังกล่าวที่ได้กล่าวถึงในแง่กฎหมายเป็นระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) แต่ในทางปฏิบัติคือระบบ Illiberal Democracy (เผด็จการเสียงข้างมาก)

ในปัจจุบันจะเห็นว่า ประเทศต่าง ๆ ในโลกได้ชื่อว่าเป็น ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) มากมาย แต่ในจำนวนกว่า 60-70% แท้จริงแล้วเป็นระบบ Illiberal Democracy (เผด็จการเสียงข้างมาก) โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ภาคประชาสังคม (Civil society) ยังไม่เข้มแข็ง หรือแม้แต่ในกรณีประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรป ยังมีการขยายตัวของกลุ่มขวาจัดและซ้ายจัด และการขึ้นมาของ Donald Trump ก็เป็นภาพฉายของ Illiberal Democracy

การขยายตัวของ Illiberal Democracy ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานี้ ส่วนสำคัญเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก และปัญหาสังคมคือ การก่อการร้ายและการอพยพซึ่งสร้างปัญหาให้ประเทศต่าง ๆ จนกระทั่งประชาชนในประเทศเหล่านี้ต้องการผู้นำที่มีความเข้มแข้ง เอาจริงเอาจริง จะเป็นเผด็จการหรืออยู่นานไม่ว่า แต่ขอแค่แก้ปัญหาในประเด็นเหล่านี้ ปัญหาโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีที่ทำให้คนตกงานจำนวนมากก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการขยายตัวของ Illiberal Democracy

ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) ที่พัฒนามากว่า 200 ปี และเชื่อกันว่าเป็นหลักการของระบบการเมืองที่ดีที่สุดหรือระบบการเมืองที่เลวน้อยที่สุดกำลังถูกท้าทายจากระบบ Illiberal Democracy อย่างเข้มข้นและทั่วทุกภูมิภาคในโลก กลายเป็น Model ใหม่ในการต่อสู่กับรูปแบบเก่า เป็นรูปแบบที่อ้างประชาชนเป็นใหญ่เช่นเดียวกัน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น