สหรัฐอเมริกากับภูมิภาคอินโดแปซิฟิก

6hhd5eafda7aacd6eba9j

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา นายโดนัล ทรัมป์ได้เดินทางเยี่ยมเยือนประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิก 5 ประเทศได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ การเยี่ยมเยือนครั้งนี้มีลักษณะเป็นทวิภาคีคือสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่น เกาหลีใต้และจีน ในกรณีเวียดนามถือเป็นการประชุมสุดยอด APEC และฟิลิปปินส์ถือเป็นการประชุมอาเซียนกับพันธมิตรคู่เจรจาและมาในกรอบของการประชุม East Asian Summit ในการประชุมครั้งนี้เป้าหมายทางนโยบายต่างประเทศของทรัมป์คือการขยายความร่วมมือในภาคพื้นอินโดแปซิฟิก การส่งเสริมการค้าเสรีและเป็นธรรม การดำเนินการเพื่อลดภัยคุกคามจากขีปนาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือและถ่วงดุลจีน

เป้าหมายแรกของการดำเนินนโยบายต่างประเทศของทรัมป์คือการให้ความสำคัญและขยายอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาในภาคพื้นอินโดแปซิฟิก กล่าวคือทรัมป์ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับภาคพื้นอินโดแปซิฟิกแต่ยังรวมอินเดียด้วย เอเชียแปซิฟิกจะไม่มีอินเดียดังจะเห็นได้ว่า APEC ไม่มีอินเดียรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้เพราะอินเดียไม่อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทรัมป์ต้องการขยายความร่วมมือนอกจากแปซิฟิกแล้วยังครอบคลุมอินเดียโดยการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับอินเดียเพื่อถ่วงดุลจีน นี่ถือเป็นที่มาของการอ้างอิงถึงอินโดแปซิฟิก ก่อนที่ทรัมป์จะมาเยือน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ก็ได้เดินทางไปเยือนอินเดียและพูดคุยในกรอบความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา ทรัมป์มีโอกาสพบผู้นำอินเดียในการประชุมนี้ในกรอบการประชุม East Asian Summit และในส่วนของอาเซียนกับ dialogue partners ซึ่งแม้จะเป็นการพบทีละประเทศก็ตามแต่ก็มีโอกาสได้พบปะกันนอกรอบ

เป้าหมายที่สองของทรัมป์คือการส่งเสริมการค้าเสรีและเป็นธรรมในกรอบดังกล่าวทรัมป์ไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอของจีนที่จะให้ APEC ไปสู่เขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก (FTAAP) ซึ่งก็เป็นทิศทางของ APEC ที่สี จิ้นผิงเสนอไว้ในการประชุมสุดยอด APEC เมื่อ 3 ปีที่แล้วและได้รับการยืนยันต่อเนื่องมาในการประชุมสุดยอด 2 ครั้งหลังที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์และกรุงลิมา ประเทศเปรู อย่างไรก็ตามทรัมป์ได้เพิ่มความสำคัญในหลักการที่ว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรม ในการประชุม APEC ดังกล่าวทรัมป์ได้โจมตี WTO ที่ไม่เป็นธรรมเพราะเปิดให้มีการกีดกันทางการค้าและกระทบกับสหรัฐอเมริกาทำให้เสียดุลการค้ากว่า 5 แสนล้านเหรียญ เฉพาะจีนก็กว่าครึ่งของการเสียดุลการค้าดังกล่าว ทรัมป์ได้โจมตีการค้าที่ไม่เป็นธรรม ลึกๆ หมายถึงจีนซึ่งหมายถึงมาตรการทุ่มตลาด รัฐอุดหนุนการค้าผ่านรัฐวิสาหกิจ ละเมิดสิทธิทางปัญญาและยังไม่เปิดเสรีอย่างเต็มที่ มีการกดดันให้แลกเปลี่ยน การลงทุนและการผ่องถ่ายเทคโนโลยี นอกจากเวที APEC ทรัมป์ยังเน้นการค้าเสรีและเป็นธรรม โดยสนับสนุนให้มีการเปิดเขตการค้าเสรีทวิภาคีกับญี่ปุ่นและเวียดนามเพื่อทดแทน TPP ที่เขาละทิ้งไป กล่าวได้ว่าทรัมป์ได้เปลี่ยนจากการค้าพหุภาคีมาเป็นทวิภาคีนั่นเอง

เป้าหมายประการที่สามของทรัมป์ครั้งนี้คือการสร้างแรงกดดันต่อเกาหลีเหนือในการสร้างขีปนาวุธนิวเคลียร์ เราจะเห็นได้ว่าแนวนโยบายของทรัมป์คือสร้างแรงกดดันให้เกาหลีเหนือเข้าสู่โต๊ะเจรจาและใช้แนวทางข่มขู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังทางการทหาร ในส่วนนี้นายกรัฐมนตรีอาเบะของญี่ปุ่นเห็นคล้อยตามกับทรัมป์ในการดำเนินมาตรการกดดันเกาหลีเหนือ ในส่วนของประธานาธิบดีเกาหลีใต้จะเห็นต่างไปจากทรัมป์ว่าควรจะมีการเจรจาควบคู่ไปกับการบีบคั้นดังจะเห็นได้ว่าผู้นำเกาหลีใต้ยังเปิดทางให้มีการเจรจา อย่างไรก็ตามผู้นำเกาหลีใต้แม้จะตระหนักถึงความสำคัญของการเจรจาแต่ก็ยังมีการพัฒนาแสนยานุภาพทางการทหาร และยังมีการร่วมซ้อมรบกับทหารสหรัฐอเมริกาและยังสนับสนุน Terminal High Altitude Area Defense (THAAD)

นอกจากนี้ทรัมป์เจรจากับประเทศต่างๆ ในส่วนสร้างแรงกดดันกับเกาหลีเหนือโดยก่อนหน้านี้ได้มีการเชิญนายกรัฐมนตรีไทยไปร่วมหารือ การมา APEC ครั้งนี้จึงมีการขอความร่วมมือทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคีเพื่อให้ประเทศต่างๆ กดดันเกาหลีเหนือตามกรอบมติคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ในการเจรจากับ ASEAN Dialogue partners ทรัมป์ใช้เวทีนี้กดดันเกาหลีเหนือในประเด็นดังกล่าวและอาจเจรจานอกรอบกับประเทศอื่นทียังไม่ได้มีการเจรจาแบบทวิภาคี

เป้าหมายที่สี่คือการถ่วงดุลจีนดังจะเห็นได้ว่าทรัมป์ไม่ปฏิเสธเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิกของจีนแต่เขาได้เพิ่มหลักการค้าที่เป็นธรรมและได้โจมตี WTO เพื่อสร้างแรงกดดันต่อท่าทีของจีน ที่ทรัมป์จะต้องยอมรับหลักการค้าเสรีของ APEC เพราะสหรัฐอเมริกาจะเสียพื้นที่ทางการค้าในเอเชียแปซิฟิกเพราะจีนมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีในกรอบ ASEAN+3 และ RCEP ในขณะที่สหรัฐอเมริกาไม่ยอมรับ TPP ดังนั้นทรัมป์จึงต้องยอมรับ APEC ในรูปของเขตการค้าเสรีและเจรจาทวิภาคีกับประเทศอื่นโดยเฉพาะญี่ปุ่นและเวียดนาม นอกจากนั้นการถ่วงดุลจีนยังมีการเข้าหาประเทศที่มีปัญหาในทะเลจีนใต้เพื่อถ่วงดุลจีนในด้านความมั่นคง โดยพยายามดึงฟิลิปปินส์ซึ่งมีปัญหากับจีนในด้านความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ในส่วนนี้ดูเตเต้ก็เริ่มมีท่าทีใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากขึ้นซึ่งต่างจากสมัยโอบามาที่จะพยายามออกห่างจากสหรัฐอเมริกา การที่ฟิลิปปินส์แสดงออกถึงการกลับมาเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาคงไม่ใช้เพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้นำทั้งสองประเทศ แต่เป็นผลประโยชน์ของประเทศในการถ่วงดุลจีนซึ่งไม่ใช่แค่สหรัฐอเมริกาที่ฟิลิปปินส์เข้าหาแต่ยังมีญี่ปุ่นและอินเดียด้วย การก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในเมืองมินดาเนา ฟิลิปปินส์ก็ต้องพึ่งพากำลังจากสหรัฐอเมริกาในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายซึ่งแสดงให้เห็นความสัมพันธ์อย่างเลี่ยงไม่ได้ระหว่างสองประเทศ

โดยสรุปการเยี่ยมเยือนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของทรัมป์ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จเพราะได้รับการต้อนรับอย่างดีซึ่งเป็นภาพภายนอก แต่ในด้านเนื้อหาสาระยังไม่เป็นที่เด่นชัด อย่างไรก็ตามความสำเร็จในการเยือนครั้งนี้คงต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ การเยือนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครั้งนี้ถือเป็นงานใหญ่และมีความสำคัญต่อทรัมป์ การเยือนครั้งนี้ข้อดีคือไม่ปรากฏอะไรที่เชยๆ ออกมา (อย่างในอดีต) แม้ออกจะ Dramatized ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นความสำเร็จขั้นแรกของทรัมป์แม้ว่าจะไม่เห็นผลที่เป็นสาระสำคัญก็ตาม แต่ก็ไม่มีอะไรที่น่าตำหนิเพราะทรัมป์ขะมักเขม้นในการอ่านโพยนั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

วิกฤติประชาธิปไตย

liberalism-government-and-democracy-8-728

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) กำลังเผชิญกับสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่ส่งผลกระทบจนทำให้มีการกล่าวว่ากำลังเกิดวิกฤติประชาธิปไตย

ในช่วงทศวรรษ 1960 มีนักวิชาการตะวันตกหลายท่านโดยเฉพาะศาสตราจารย์ Lipset ซึ่งได้เขียนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพัฒนาการทางเศรษฐกิจกับการพัฒนาประชาธิปไตย กล่าวคือประเทศที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่เจริญในระดับหนึ่ง ระบบการเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นประชาธิปไตยเสรีนิยมซึ่งข้อเท็จจริงนี้มีส่วนถูกในหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ขณะเดียวกันประเทศเผด็จการ เช่น เยอรมนีก็มีการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยเสรีนิยมหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจ ในยุค 1990 หลังการสิ้นสุดสงครามเย็นนักวิชาการ Fukuyama ได้เขียนหนังสือชื่อ The End of History หรือแปลเป็นไทยว่าจุดจบของประวัติศาสตร์เป็นการเขียนถึงชัยชนะของประชาธิปไตยเสรีนิยมดังจะเห็นได้ว่าคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้ กล่าวคือโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองเป็นประชาธิปไตย และในทางเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนเป็นทุนนิยม Fukuyama เห็นตรงข้ามกับ Karl Marx เพราะ Marx เห็นว่าจุดจบของประวัติศาสตร์คือชัยชนะของคอมมิวนิสต์ แต่จุดจบของประวัติศาสตร์ของ Fukuyama คือชัยชนะของประชาธิปไตยเสรีนิยมซึ่งเป็น model ที่คู่ขนานไปกับสังคมโลก

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานี้ model ของประชาธิปไตยและทุนนิยมได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิตัลอย่างมหาศาลดังจะเห็นได้ว่าในยุคก่อนสิ้นสุดสงครามเย็นประเทศประชาธิปไตยในโลกนี้มีอยู่ 20-30 ประเทศ แต่ในทุกวันนี้ถ้าพิจารณาแบบผิวเผินจะปรากฏประเทศที่เป็นประชาธิปไตยโดยมีการเลือกตั้งอยู่ 80-90 ประเทศ แต่ถ้าพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วการเลือกตั้งเป็นเพียงหน้าฉากของประชาธิปไตย แต่หลังฉากประเทศเหล่านี้กลายเป็นระบบเผด็จการเสียงข้างมาก หรือเผด็จการทหาร หรือเผด็จการพลเรือน หรือเผด็จการศาสนา ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเสรีนิยมที่มีการถ่วงดุลจะมีไม่มากนักและนับวันจะน้อยลง นอกจากนั้นระบบทุนนิยมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยเสรีนิยมกำลังถูกกระทบจากการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจภาครัฐที่มีขนาดโตขึ้นในหลายประเทศ

เราจะเห็นได้ว่าแนวโน้มของประเทศต่างๆ ในทางการเมืองจะมีการขยายตัวของระบบอำนาจนิยมมากขึ้น หลายประเทศที่มาจากการเลือกตั้งก็อาศัยความชอบธรรมจากการเลือกตั้งแปลงระบบในทางปฏิบัติประชาธิปไตยให้เป็นระบบอำนาจนิยมและผู้นำเหล่านี้ก็หาทางแปลงรัฐธรรมนูญโดยอาศัยเครื่องมือจากการเลือกตั้งเข้าช่วย เช่น  รัสเซียภายใต้ปูติน ตุรกีภายใต้เออร์โดแกน ฮูโก ซาเวสต่อมาด้วยมาดูโรในเวเนซุเอลา ในกรณีของเวเนซุเอลาภายใต้ประธานาธิบดีมาดูโรก็ได้อาศัยรัฐธรรมนูญเปลี่ยนเป็นระบบเผด็จการแบบคิวบา ในประเทศอย่างในยุโรปตะวันออก หรือในเอเซียหรือในแอฟริกาจะเห็นได้ว่ามีทิศทางการพัฒนาไปสู่ระบบอำนาจนิยม เช่นกรณีของโปแลนด์มีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ศาลอยู่ภายใต้การครอบงำของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นการบั่นทอนระบบ Check and balance และประเทศอื่นในกลุ่มประเทศ Visegrad คือ เช็ก ฮังการี สโลวาเกีย (รวมทั้งโปแลนด์) ก็เริ่มไม่เคารพสิทธิมนุษยชน ต่อต้านการเคลื่อนย้ายคนซึ่งเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของเสรีนิยมซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม ในหลายประเทศระบบประชาธิปไตยเสรีนิยมกลายเป็นเผด็จการเสียงข้างมากและกลายเป็นเผด็จการภายใต้ทหาร เช่น ไทยและอียิปต์ บางประเทศแม้รัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งแต่ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน เช่น ฟิลิปปินส์และตุรกี

บางประเทศยังรักษาระบบอำนาจนิยมและเชิดชูอำนาจนิยมของตนเองว่าเป็น model ที่เหนือกว่าประชาธิปไตยเสรีนิยม เช่น จีนภายใต้สี จิ้นผิง จีนได้แสดงให้เห็นว่าระบบของเขาเป็นระบบที่มีการเติบโตได้ดีกว่า มีเสถียรภาพมากกว่า สามารถขจัดอุปสรรคทางการเมืองและความยากจน ทำให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง สี จิ้นผิงและปูตินทำให้หลายคนมองว่าระบบประชาธิปไตยเสรีนิยมกำลังถูกท้าทายจากจีนและรัสเซียและผู้นำเหล่านี้ไม่สนใจ check and balance และจะเป็นผู้นำตลอดชีวิต ในขณะที่ความพอใจในตัวผู้นำมีสูง (ถ้ามีการสุ่มตัวอย่างคนจีนจะมีความพอใจสี จิ้นผิงไม่ต่ำกว่า 70%) ภายใต้ระบบอำนาจนิยมที่กำลังขยายตัวนี้ สิ่งที่รัฐเข้าไปควบคุมคือ social media เพื่อขจัดกลุ่มที่เห็นต่างในนามของเสถียรภาพทางการเมือง ในจีนมีการสร้าง social credit card ซึ่งบันทึกข้อมูลประวัติและพฤติกรรมของประชาชนเพื่อดูว่าคนไหนน่าไว้ใจเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้า ใครที่มีประวัติไม่ดีหรือมีประวัติเป็นกลุ่ม activist หรือมีประวัติไม่ดีทางการเมืองก็จะไม่ได้รับการส่งเสริมหรืออาจถูกลงโทษได้

ในแง่ของเศรษฐกิจ หลายประเทศที่มาจากการเลือกตั้งและไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็กำลังพัฒนาเศรษฐกิจถอยห่างจากเสรีนิยมและทุนนิยมไปสู่สังคมนิยมคือให้รัฐเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ตัวอย่างคือจีนภายใต้สี จิ้นผิง รัสเซียภายใต้ปูตินและตุรกีภายใต้เออร์โดแกน แม้ประเทศเหล่านี้จะมีเศรษฐกิจในลักษณะทุนนิยมแต่จะเห็นบทบาทของรัฐในการพัฒนาและรักษาระบบเศรษฐกิจในระดับที่สูงขึ้น ระบบเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นทิศทางใหม่ที่ถอยห่างจากทุนนิยมและเป็นระบบที่ประชาชนพึงพอใจโดยดูได้จากคะแนนนิยมในตัวผู้นำ และเป็นระบบที่ผู้นำประกาศว่าสามารถส่งเสริมเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำได้มากกว่าทุนนิยม

จากปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าประชาธิปไตยเสรีนิยมในทุกวันนี้แม้จะสิ้นสุดสงครามเย็นไปแล้วที่น่าจะมีทิศทางที่ก้าวหน้าและได้รับการยอมรับมากขึ้นกำลังถูกท้าทายจากระบบเผด็จการและอำนาจนิยมที่ผสมผสานระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยม เราอาจกล่าวได้ว่าทิศทางดังกล่าวคือ “วิกฤติของรูปแบบประชาธิปไตยเสรีนิยม” นั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การประชุมสุดยอด APEC

9

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในวันที่ 10-11 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้จะมีการประชุมสุดยอด APEC ครั้งใหม่ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม เวียดนามได้เข้าเป็นสมาชิก APEC ครั้งแรกเมื่อปี 1998 และได้เป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งแรกในปี 2006 ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 เป็นการรับลูกจากการประชุมครั้งที่แล้วที่กรุงลิมา ประเทศเปรูและจะส่งต่อไปในการประชุมครั้งหน้าในปีหน้าที่ประเทศปาปัวนิวกินี ในการประชุมครั้งนี้หัวข้อหลักของการประชุมคือ “การสร้างพลวัตรเพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน” ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้เหมือนทุกทีคือมีการประชุมสุดยอดผู้นำธุรกิจ CEO forum ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 8-10 พฤศจิกายนนี้และการประชุมในระดับข้าราชการระดับสูงของประเทศสมาชิก APEC สิ่งที่น่าสนใจในการประชุมครั้งนี้คือจะมีประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมประชุมด้วยและเป็นครั้งแรกที่ทรัมป์จะได้พบปะกับผู้นำประเทศเอเชีย-แปซิฟิกอีก 20 ประเทศ สิ่งที่น่าสนใจคือท่าทีต่อ APEC ของทรัมป์และท่าทีของสี จิ้นผิงประธานาธิบดีของจีนต่อ APEC

ทรัมป์ได้ประกาศชัดว่าต่อต้านการรวมกลุ่มโดยจะมีการยกเลิก TPP (Trans-Pacific Partnership) และเจรจาใหม่ในเรื่องของ NAFTA ในขณะเดียวกันประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ประกาศอย่างชัดเจนในการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 19 ที่ผ่านมาว่าจีนจะเป็นผู้นำในด้านการพัฒนาการรวมกลุ่มและสนับสนุนโลกาภิวัตน์ซึ่งเป็นท่าทีตรงข้ามกับประธานาธิบดีทรัมป์อย่างสิ้นเชิง

APEC พัฒนามาตั้งแต่ปี 1989 โดยมีออสเตรเลียเป็นผู้ริเริ่ม ต่อมาในปี 1993 ในการประชุมที่เมืองซีแอตเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้นำของสหรัฐอเมริกาในตอนนั้นคือบิล คลินตันเสนอให้ APEC พัฒนาไปสู่การเป็นประชาคมซึ่งหมายถึงการรวมกลุ่มตลาดร่วมหรือประชาคมเศรษฐกิจ แต่ในครั้งนั้นรัฐบาลมาเลเซียไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตามในปีต่อมา ในการประชุมที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเชียก็ได้มีการตกลงในเรื่องปฏิญญาโบกอร์ซึ่งเป็นการกำหนดทิศทางสู่อนาคตของ APEC แม้ปฏิญญาโบกอร์จะกำหนดว่า APEC 2020 จะเป็นการรวมตัวที่เข้มข้น แต่ไม่ได้บอกว่าเข้มข้นขนาดไหนเพราะผู้ร่างปฏิญญาโบกอร์ต้องการเขียนให้กว้างเพื่อการตีความให้เหมาะสมกับสถานการณ์เพราะบางประเทศยังขัดแย้งกันในเรื่องของเป้าหมาย เช่น สหรัฐอเมริกากับสิงคโปร์ บางประเทศก็ไม่ต้องการให้มีการรวมตัวอย่างลึกซึ้งขนาดนั้น โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ของมาเลเซีย นับแต่นั้นมา APEC ก็มีพัฒนาการที่ไร้ทิศทางจนกระทั่งในปี 2002 ผู้นำสิงคโปร์คือนายคือนายโก๊ะ จ๊กตงได้ปรึกษากับผู้นำของชิลีและนิวซีแลนด์ในการประชุมนอกรอบของ APEC ที่ประเทศเม็กซิโกและนำไปสู่การจัดตั้ง TPP เนื่องจาก 3 ประเทศดังกล่าวเป็นว่าการรวมกลุ่มของ APEC เป็นไปอย่างเชื่องช้าดังนั้นจึงต้องหาเวทีใหม่ที่มีการรวมกลุ่มอย่างเข้มข้นมากขึ้น จากนั้น TPP ก็มีประเทศสมาขิกเข้าร่วมอีก 9 ประเทศกลายเป็น 12 ประเทศ นอกจาก 3 ประเทศข้างต้นแล้วยังมีประเทศบรูไน สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก เปรู ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เวียดนามและมาเลเซีย (จีนและไทยไม่ได้อยู่ใน TPP) TPP ซึ่งประกอบด้วย 12 ประเทศใน APEC ได้กลายเป็นยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาในการถ่วงดุลจีนในทางเศรษฐกิจ สหรัฐอเมริกาได้ผลักดัน TPP นอกจากเขตการค้าเสรีแล้วยังได้มีการกำหนดมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน มาตรฐานสินค้าและบริการในระดับที่สูง ส่งเสริมการจัดซื้อโดยรัฐของประเทศสมาชิก การกำหนดมาตรฐานที่สูงดังกล่าวเป็นการปิดกั้นจีนเพราะจีนไม่สามารถปรับเข้าสู่มาตรฐานดังกล่าวโดยเฉพาะด้านสิทธิมนุษยชน TPP เป็นเครื่องมือที่สหรัฐอเมริกาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือจีน จีนภายใต้สี จิ้นผิงจึงแก้เกมโดยการหันมาสนับสนุน APEC เป็นเขตการค้าเสรี ในการประชุมที่ปักกิ่งในปี 2014 จีนได้เสนอให้ APEC เป็นเขตการค้าเสรีซึ่งได้รับการตอบรับจากประเทศสมาชิกและในการประชุมสองครั้งที่ผ่านมาที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์และกรุงลิมา ประเทศเปรูประเทศสมาชิกต่างก็สนับสนุน อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาจากประธานาธิบดีโอบามามาเป็นทรัมป์ซึ่งต่อต้านการรวมกลุ่มอาจส่งผลกระทบต่อ APEC ในขณะที่สี จิ้นผิงต้องการแสดงให้โลกรู้ว่าจีนนอกจากเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจและการเมืองแล้วยังต้องการเข้ามาแทนที่สหรัฐอเมริกาในการสนับสนุนการรวมกลุ่มและโลกาภิวัตน์

แม้ทรัมป์จะแสดงออกในด้านคำพูดว่าต่อต้านการรวมกลุ่มและโลกาภิวัตน์ แต่เมื่อวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งแล้วทรัมป์ยังต้องการการรวมกลุ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะหากสหรัฐอเมริกายังต่อต้านการรวมกลุ่มในขณะที่ประเทศอื่นยังมีการรวมกลุ่มอยู่ สหรัฐอเมริกาจะเสียเปรียบประเทศเหล่านี้ แต่ทรัมป์ได้หาเสียงด้วยการประกาศว่าต่อต้านการรวมกลุ่ม ดังนั้นสิ่งที่ทรัมป์ต้องทำคือเปลี่ยนการรวมกลุ่มจากพหุภาคีมาเป็นทวิภาคีหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของการรวมกลุ่มเช่น NAFTA เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาหรือการหาเสียงของทรัมป์ ในอนาคตแม้ว่าทรัมป์จะไม่ยอมรับ TPP แต่เป็นไปได้ว่าความสัมพันธ์กับประเทศเอเชีย-แปซิฟิกจะออกมาเป็นทวิภาคีหรือไม่ก็อยู่ในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ TPP

โดยสรุปในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ท่าทีของทรัมป์และสี จิ้นผิงจะกระทบทิศทางการรวมตัวของ  APEC อย่างไรและจะต้องดูว่าความพยายาม 3 ปีที่ผ่านมาของจีนในการเสนอการรวมกลุ่มเป็นเขตการค้าเสรีของสี จิ้นผิงจะเกิดขึ้นหรือไม่

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

East-West 2 ขั้วระบบการเมือง

100

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในยุคดิจิตอลปรากฏการณ์ที่สำคัญในยุคนี้คือการเปลี่ยนแปลงชนิดถอนรากถอนโคนทั้งในทางเศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรม ในแง่ของธุรกิจการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้เกิด คำศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า Disruptive Innovation ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาทำลายและแทนที่ของเก่า ตัวอย่างเช่น กล้องดิจิตอลทำลายฟิล์มโกดัก ดิจิตอลทำลายหนังสือพิมพ์ ทำลายร้านหนังสือแบบเก่าและกำลังทำลายสถาบันทางการเงินแบบดั้งเดิมภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า E-banking Fintech และ  Blockchain และยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ อีกมากมาย ในภาคการเมืองได้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ในยุคดิจิตอลเช่นกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้นคือความแตกต่างของระบบการเมืองระหว่างประเทศตะวันตกซึ่งประกอบด้วยยุโรปและสหรัฐอเมริกากับตะวันออกคือจีนญี่ปุ่นและอาจรวมถึงรัสเซียซึ่งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่ายูเรเซีย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีปรากฏการณ์ที่สำคัญคือการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 และการเลือกตั้งทั่วไปในญี่ปุ่นในกรณีของจีนการประชุมสมัชชาครั้งที่ 19 ถือเป็นการตอกย้ำการสร้างอำนาจของสีจิ้นผิง หรือพูดง่ายๆก็คือสีจิ้นผิงสามารถรวบอำนาจเด็ดขาดจนมีคนกล่าวว่าเขาจะเป็นประธานาธิบดีคนแรก ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จะได้เป็นถึง 3 สมัย ที่สำคัญคือเขาได้สร้างการยอมรับในระดับเดียวกับเหมาเจอตุงและเหนือกว่าเติ้งเสี่ยวผิง กล่าวคือสีจิ้นผิงสามารถทำให้แนวคิดของเขาปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญของพรรคเช่นเดียวกับกรณีของเหมาเจ๋อตงแม้ว่า เติ้งเสี่ยวผิงจะเป็นคนที่ 2 ที่ปรากฏแนวคิดของเขาในรัฐธรรมนูญของพรรค แต่ก็เกิดขึ้นหลังจากที่ขอเสียชีวิตไปแล้ว ในกรณีของสีจิ้นผิงเกิดขึ้นในตอนที่เขามีอำนาจและแนวคิดนี้ได้กลายเป็นยุทธศาสตร์ชาติของจีน พี่จะพาจีนไปสู่อนาคตเช่นเดียวกับกรณีของเหมาเจ๋อตุง องค์กรที่มีอำนาจมากที่สุดของจีนคือ Standing Committee ของ politburo ซึ่งมี 7 คนปรากฏว่านอกจากสีจิ้นผิงและหลี่ เค่อเฉียงแล้วอีก 5 คนล้วนเป็นคนของสีจิ้นผิง ทำให้คู่แข่งหรือผู้ที่จะเป็นคู่แข่งในอนาคตต่างถูกลิดรอนอำนาจ นอกจากนั้นสมาชิกทั้ง 5 คนนี้ก็ล้วนแต่จะเกษียณในอีก 5 ปีข้างหน้าซึ่งเท่ากับว่าจะไม่มีทายาทที่จะสืบทอดหน้าต่อจากสีจิ้นผิง ซึ่งถูกตีความว่าสามารถทำให้สีจิ้นผิงเข้มแข็งและทำให้เป็นผู้นำต่อไปเป็นรอบที่ 3 ในอนาคตถึงกับมีคนเรียกสีจิ้นผิงว่าจักรพรรดิแห่งจีน

จากการประชุมครั้งนี้แนวคิดของสีจิ้นผิงที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญทั้งในระดับเดียวกับเหมาเจ๋อตุงก็คือแนวคิด “Socialism with Chinese characteristics in the new era” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า สังคมนิยมแบบจีนในโลกยุคใหม่ เป็นยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกมิติของจีนทางเศรษฐกิจสังคมและการเมือง หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือการตอกย้ำระบบคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมนั่นคือรัฐเป็นเจ้าของและมีอำนาจต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แม้ว่าจะมีการเปิดให้ทุนนิยมเข้ามาก็ตาม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือสีจิ้นผิงมีแนวคิดว่าระบบการเมืองไม่ควรปล่อยเสรีเต็มที่และรูปแบบการปกครองของเขาเหนือกว่าระบอบเสรีประชาธิปไตยของตะวันตกดังจะเห็นได้ว่าประเทศดังกล่าวกำลังเผชิญปัญหา เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง

20

ระบบการเมืองของรัสเซียภายใต้ปูตินดูแล้วก็สอดคล้องกับระบบการเมืองของจีน แม้ว่าโดยทางทฤษฏีรูปแบบจะมีลักษณะไปทางเสรีประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัติเป็นระบอบอำนาจนิยมของปูตินซึ่งครองอำนาจมา 10 ปีและจะคงรักษาอำนาจต่อไป

30

ผลการเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเท่ากับเป็นการยืนยันความเข้มแข็งของนายกรัฐมนตรี Abe ซึ่งถ้าอยู่ถึงปี 2019 ได้ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่นานที่สุดนับตั้งแต่ละสงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจภายใต้ Abe ซึ่งมีการปฏิรูปที่เราเรียกว่าลูกศร 3 ดอก ดอกแรกคือการปฏิรูปการคลัง ดอกที่สองคือการปฏิรูปด้านการเงิน และดอกที่สามคือการปฏิรูปความสามารถในการแข่งขันซึ่งส่งผลเป็นรูปธรรมคือทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวในเชิงโครงสร้างอย่างเห็นได้ชัด การเลือกตั้งของญี่ปุ่นทำให้รัฐบาลของ Abe มีคะแนนเสียง 2 ใน 3 ในสภาซึ่งเปิดโอกาสให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ปี 1947 ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือและจีน  กล่าวคือ Abe ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ญี่ปุ่นมีกองทัพเต็มรูปแบบและอาจเปิดทางให้มีการสร้างอาวุธปรมาณูในอนาคต แม้ทางปฏิบัติจะยังมีปัญหาเพราะยังต้องผ่าน referendum จากประชาชน

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือจีน รัสเซียและญี่ปุ่นเป็นประเทศที่กำลังมีความมั่นคงทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ผู้นำมีอำนาจในการดำเนินนโยบายเป็นเอกภาพและได้รับความยอมรับจากประชาชนอย่างท่วมท้นซึ่งผิดกับกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา

40

ในกรณีของประเทศยุโรปตะวันตก เราจะเห็นได้ว่าแต่ละประเทศมีปัญหา ในกรณีของเยอรมนี แม้ว่านางแมร์เคล จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 แต่พรรค CSU/CDU อ่อนแอลงมาก เลือกตั้งที่ผ่านมาได้คะแนนเสียง 33% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังต้องประสานกับอีก 2 พรรคในการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งต้องใช้เวลาเป็นเดือน อีกครั้งพรรคขวาจัดซึ่งได้คะแนน 13 % มีที่นั่งในสภากว่า 90 ที่นั่งซึ่งจะทำให้รัฐบาลของนางแมร์เคลลำบากและแม้กระทั่งพรรค CSU ซึ่งเป็นพี่น้องกับพรรค CDU ก็มีความ คิดแตกแยก

50

ในกรณีของอังกฤษสถานภาพทางการเมืองของนาง Theresa May ค่อนข้างง่อนแง่น หลังการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งทำให้รัฐบาลของเขาต้องพึ่งพรรคไอร์แลนด์เหนือ ภายในพรรคเกิดความแตกแยกโดยเฉพาะ การเจรจาเรื่อง Brexit ความอ่อนแอของ Theresa May ยังสะท้อนจากความไม่สามารถในการดำเนินแนวคิดที่เป็นเอกภาพในยุทธศาสตร์การต่อรอง Brexit กับสหภาพยุโรป

ในกรณีของอิตาลีรัฐบาลของเจนตีโลนีมีความอ่อนแอ การเลือกตั้งปีหน้ามีความเป็นไปได้ที่พรรคของเจนตีโลนีซึ่งต้องเผชิญหน้ากับพรรค 5 ดาวซึ่งเป็นพรรคที่ต่อต้านการรวมกลุ่มของสหภาพยุโรปมีคะแนนไล่เลี่ยกัน นอกจากนั้นยังต้องเผชิญกับปัญหาการแบ่งแยกแผ่นดินของแคว้นทางเหนือคือแคว้นเวเนโตและแคว้นบอมบาเดียซึ่งมีพรรคliga del norte สนับสนุนอยู่ ในออสเตรียและเนเธอร์แลนด์ รัฐบาลก็ง่อนแง่น และยังลำบากในการ form รัฐบาล กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในยุโรปตะวันตกความเข้มแข็งของรัฐบาลกำลังถูกสั่นคลอนส่วนหนึ่งเพราะประชาชนไม่พอใจพรรคเดิม (mainstream ) ซึ่งมองว่านอกจากไม่เข้มแข็งแล้วยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาสังคมจากผู้ลี้ภัยและการก่อการร้ายทำให้ประชาชนหันไปสนับสนุนพรรคขวาจัดและซ้ายจัด

60

ในกรณีของสหรัฐอเมริกาแม้ว่าทรัมป์จะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี จนถึงตอนนี้ผ่านไป 10 เดือน ทรัมป์ล้มเหลวในการดำเนินนโยบายในด้านต่างๆตามที่หาเสียงไว้ การเมืองของสหรัฐอเมริกามีปรากฏการณ์ของการแยกขั้วที่รุนแรงทั้งในสภาและสังคมทั่วไป ปรากฏการณ์ในสหรัฐอเมริกานี้จึงไม่แตกต่างกับโลกตะวันตกอื่นๆ ในกรอบของตะวันตกมีข้อยกเว้นประเทศเดียวก็คือฝรั่งเศสภายใต้การนำของมาครง ที่สร้างฐานอำนาจที่เข้มแข็งมากขึ้นและกล้าดำเนินนโยบายที่แตกต่างจากแนวนโยบายของพรรคก่อนหน้า

โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่าในสังคมโลกยุคดิจิตอลจะเห็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่าง 2 ทวีปในทางการเมืองกล่าวคือตะวันออกที่มีผู้นำที่เข้มแข็งและบางกรณีใช้ระบบอำนาจนิยม เช่น จีนและรัสเซีย ( Abe ก็มีแนวโน้มดังกล่าวด้วย ) กับระบบการเมืองตะวันตกที่มีการเมืองง่อนแง่น ขาดผู้นำที่เข้มแข็ง ปรากฏการณ์ทางการเมืองดังกล่าวอาจเป็นภาพฉายของ Disruptive Innovation ในระดับมหภาคทางการเมืองได้เช่นกัน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

1

ในวันที่ 18 ตุลาคมที่จะถึงนี้จะมีการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 ซึ่งเป็นการประชุมที่ถือว่าสำคัญมาก การประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Communist congress) จะมีการประชุมทุก 5 ปี โดยในครั้งนี้จะประกอบด้วยสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ประมาณ 2,287 คนซึ่งเลือกจากสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มี 89 ล้านคน จากนั้นก็จะมีการคัดเลือกคณะกรรมการกลาง (Central Committee) อีก 370 คนซึ่งเป็นสมาชิกโดยตรงและสมาชิก alternate หลังจากนั้น คณะกรรมการกลางก็จะเลือกสมาชิกของ Politburo อีก 25 คนโดยเลือกจากรายชื่อผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จากจังหวัดต่าง ๆ ที่คัดเลือกมาและใน Politburo ก็จะเลือก Politburo Standing Committee ซึ่งมีอำนาจสูงสุด ปัจจุบันมี 7 คน และยังมีการเลือกตั้งตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ เช่น เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ประธานกรรมาธิการทหาร หัวหน้าพรรคในจังหวัดต่าง ๆ ผู้ว่าราชการและผู้บริการของรัฐวิสาหกิจ

การประชุมครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญเพราะเป็นการต่ออายุให้กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงต่อไปอีก 5 ปี ที่จริงนั้นการประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นการให้สัตยาบันกับการเป็นผู้นำสูงสุดของนายสีจิ้นผิงซึ่งเป็นทั้งเลขาธิการพรรค ประธานกรรมาธิการทหารและประธานาธิบดี ในการประชุมนี้ตำแหน่งที่สำคัญมากคือสมาชิก Politburo Standing Committee 5 คนจะเกษียณอายุคาดว่าคนที่มาใหม่ทั้ง 5 คนน่าจะเป็นคนของนายสีจิ้นผิง ตัวเก็งอื่นที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของนายสีจิ้นผิงนั้นถูกเอาออกจนเป็นที่แน่ชัดว่าการประชุมนี้ประธานาธิบดีสี้สามารถที่จะเสริมสร้างอำนาจตัวเองอย่างเหนียวแน่น เป็นที่คาดกันว่าสีจิ้นผิงอาจจะอยู่ได้มากกว่า 2 สมัย ตามประเพณีของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในแต่ละสมัยถ้าอายุเกิน 65 ปีก็จะไม่ได้รับการคัดเลือก ขณะนี้นายสีจิ้นผิงอายุ 64 ปี ดังนั้นตามประเพณีก็ยังถือว่าสามารถได้รับการคัดเลือกเข้ามาได้ แต่มีการประเมินว่าอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของนายสีจิ้นผิงอาจทำให้เขาแหวกประเพณีอยู่ถึง 3 สมัย

กล่าวกันว่าผู้นำจีนในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่สำคัญและมีอำนาจมี 3 คน คนแรกคือเหมาเจ๋อตุง ความยิ่งใหญ่ของเหมาเจ๋อตุงคือเป็นผู้นำที่สามารถรวมจีนให้มีเอกภาพ คนที่สองคือ เติ้งเสี่ยงผิง ความยิ่งใหญ่ของเติ้งเสี่ยวผิงคือทำให้จีนรุ่งเรืองและร่ำรวย คนที่สามคือสีจิ้นผิงที่ได้ชื่อว่าทำให้จีนยิ่งใหญ่

ในอดีตนั้นในช่วงหลังยุคเติ้งเสี่ยวผิงลักษณะของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะเป็นการนำแบบร่วมกัน (Collective) อำนาจจะมีการร่วมกันระหว่างประธานาธิบดีกับนายกรัฐมนตรี แต่ยุคของสีจิ้นผิงจะคล้ายกับเหมาเจ๋อตุงคือบทบาทของประธานาธิบดีสูงขึ้น ในขณะที่นายกรัฐมนตรี นายหลี่ เค่อเฉียงมีบทบาทน้อยลงหรือกล่าวได้ว่ายุคของสีจิ้นผิงมีการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งในรัฐบาลและการทหาร การกุมอำนาจของสีจิ้นผิงว่าไปแล้วก็เป็นไปตาม Road map ที่เขาวางไว้อย่างเป็นระบบที่เรียกว่า “ความฝันของจีน (China Dream)”

China Dream ของสีจิ้นผิงหมายถึงทิศทางหรือยุทธศาสตร์ของประเทศที่จะโยงไปสู่อนาคต 20-30 ปี ในปี 2012 ทันทีที่สีจิ้นผิงได้เป็นผู้นำของประเทศเขาได้กำหนดเป้าหมาย 2 ประการที่สำคัญมากในรอบร้อยปีหรือ “Two Centennials Goals” ประการแรกคือ จีนจะเป็นสังคมที่รุ่งเรืองโดยมีการกำหนด GDP ต่อหัวของจีนจะเพิ่มเป็นเท่าตัวจากฐานปี 2010 เป็น 10,000 เหรียญสหรัฐในปี 2021 ซึ่งเป็นการฉลองครบรอบ 100 ปีของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประการที่สอง คือ จีนจะพัฒนาเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมีอำนาจในปี 2049 ซึ่งเป็นปีครอบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน IMF มีการประมาณว่าถ้าจีนบรรลุเป้าหมายแรกได้เศรษฐกิจของจีนจะมีขนาดใหญ่ว่าของสหรัฐอเมริกา 40% และถ้าบรรลุเป้าหมายที่สองได้เศรษฐกิจจีนจะเป็นสามเท่าของสหรัฐอเมริกา

ลีกวนยูเคยมีการวิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนแปลงของจีนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงดุลยภาพในโลกระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน กล่าวคือขนาดเศรษฐกิจและความสำคัญทางการเมืองและความมั่นคงของจีนทำให้โลกจำเป็นต้องปรับดุลยภาพใหม่ จีนไม่ใช่แค่ตัวแสดงที่ยิ่งใหญ่แต่เป็นตัวแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก สิ่งที่สำคัญคือภายใต้สีจิ้นผิงกับการเปลี่ยนแปลงทุกมิติของจีนจะเป็นการเร่งการเปลี่ยนแปลงดุลยภาพของโลกและเป็นปรากฏการณ์สำคัญของโลกที่จะกระทบกับทุกภูมิภาคและทุกมิติ (สัปดาห์น้าจะเป็นรายละเอียดของ China Dream)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

2อัจฉริยะผู้เปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลก

page3

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

มีการพูดว่าอัจฉริยะของโลกที่มีความสำคัญที่สุดมี 2 คน เพราะทั้งสองคนมีอิทธิพลทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยมีมาก่อน คนแรกคือ เชอร์ ไอแซค นิวตัน และอีกคนก็คืออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นิวตันเป็นคนอังกฤษมีชีวิตอยู่ตั้งแต่ค.ศ. 1643-1727 ส่วนไอน์สไตน์เป็นคนเยอรมนีเชื้อสายยิวที่ต้องลี้ภัยไปอยู่สหรัฐอเมริกามีชีวิตเขาอยู่ตั้งแต่ค.ศ. 1879-1955

Alvin Toffler ได้เขียนหนังสือเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เขาได้แบ่งสังคมมนุษย์ออกเป็น 3 ยุคคือยุคเกษตรกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งหมื่นปีที่แล้ว ยุคที่สองคือยุคอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อ 200 ปีที่แล้วจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมและยุคที่สามคือยุคปัจจุบัน คือยุคดิจิตัลหรือยุคสังคมข่าวสาร (informative society) Toffler เรียกยุคเกษตรกรรมว่าคลื่นลูกที่ 1 เรียกยุคอุตสาหกรรมว่าคลื่นลูกที่ 2 และเรียกยุคดิจิตัลว่าคลื่นลูกที่ 3 Klaus Schwabได้พูดถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งหมายถึงคลื่นลูกที่ 4 ที่กระทบเราในขณะนี้และในอนาคต เป็นยุคที่มีการผสมผสานระหว่างคลื่นลูกที่ 3 กับ biophysics การเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงสังคมในทุกมิติไม่ว่าจะเป็น สังคม เศรษฐกิจ ค่านิยม ชีวิตความเป็นอยู่อย่างไม่เคยมีมาก่อนหรือการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคเป็นการกำหนดระเบียบ,โลกใหม่ (new world order) ผ่านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโลก (global structural transformation)

ความสำคัญชองนิวตันคือการเป็นผู้ค้นพบกฎแรงโน้มถ่วงจากการตั้งข้อสงสัยว่าทำไมแอปเปิลและสิ่งต่างๆ จึงตกลงมา ความสงสัยนี้ความจริงแล้วคือวัฒนธรรมตะวันตกและเป็นหลักการสำคัญของยุคเรเนซองส์ ดังจะเห็นว่ามนุษย์ที่ทันสมัยในยุคเรเนซองส์และมีผลต่ออารยธรรมตะวันตกคือนักปราชญ์ที่ชื่อ Descartes ซึ่งได้สรุปเป็นภาษาลาตินไว้ว่า “cognito ergo sum” ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “I think, therefore I am” นั่นคือจะคิดไม่ได้หากไม่สงสัย (doubt) ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า “I doubt, therefore I am” ความก้าวหน้าซึ่งเกิดจากความฉลาดที่มาจากค่านิยมขี้สงสัย การศึกษาแนวนี้จะเน้นการตั้งคำถามว่า “ทำไม (why)” “ทำอย่างไร (how to)” และจะหาทฤษฎีที่เชื่อมโยงปรากฏการณ์ต่าง ๆ (system thinking)

นิวตันเป็นผลมาจากวัฒนธรรมการศึกษาแบบตะวันตกและด้วยความชี้สงสัยในการค้นหาความจริงเขาจึงค้นพบกฎของแรงดึงดูด กฎของแรงโน้มถ่วงและสามารถพิสูจน์ว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางจักรวาล โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นผลมาจากแรงโน้มถ่วง สิ่งที่ตามมาคือความเข้าใจที่เกี่ยวกับอะตอมซึ่งเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดของสสาร ความจริงนั้นการค้นพบอะตอมเกิดขึ้นตั้งแต่ยุตกรีกก่อนคริสตกาลซึ่งเราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า atomist นำโดยนักปราชญ์ชื่อ Democritus นิวตันเพียงแต่ค้นพบและพิสูจน์ความเป็นอยู่ของอะตอม จากอะตอมนำไปสู่พัฒนาการของฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์จากวิทยาศาสตร์นำไปสู่การต่อยอดจนเกิดเครื่องจักรไอน้ำ (engine) และต่อยอดไปสู่การสร้างเรือกลไฟ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย และไฟฟ้า นั่นคือการกำเนิดของการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั่นเอง การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เกิดจากวัฒนธรรมตะวันตกนำไปสู่การล่าอาณานิคมที่นอกจากจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์แล้วยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมตะวันตกและครอบงำโลกทั้งใบดังจะเห็นว่าทุกวันนี้เราต้องใส่สูท สวมกางเกง รองเท้า เข็มขัด นาฬิกา และแว่นซึ่งเป็นวัฒนธรรมตะวันตก การกำเนิดโรงเรียน โรงพยาบาลในประเทศต่าง ๆ ล้วนเป็นวัฒนธรรมที่มาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม

ไอน์สไตน์เปลี่ยนแปลงโลกด้วยการตอบคำถามที่ค้างอยู่ของนิวตัน นิวตันตอบไม่ได้ว่าในเมื่อมีแรงโน้มถ่วงอยู่ทำไมโลกกับดวงอาทิตย์จึงไม่ชนกัน เกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ เกิดระยะห่างระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ได้อย่างไร ต้องขอบคุณ Maxwell  Farady ซึ่งค้นพบว่าระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์จะมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic) แต่สิ่งที่เป็นอัจฉริยะของไอน์สไตน์คือเขาเห็นว่ามวล (mass) กับพลังงานซึ่งถูกมองว่าเป็นสองสิ่งที่แยกจากกันแต่ไอน์สไตน์มองว่าเป็นสิ่งเดียวกันและมีความสัมพันธ์กันและนี่เป็นต้นกำเนิดของปรมาณู การค้นพบอีกอย่างหนึ่งของไอน์สไตน์คือการค้นพบว่าพื้นที่และเวลา (space and time) เป็นสิ่งเดียวกัน การอยู่ที่พื้นที่หรือการเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของเวลา และเป็นส่วนหนึ่งของสนาม (field) และ field นี้ประกอบด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอนุภาค (particle)  ดังนั้นสิ่งสำคัญมีสองอย่าง คือ field และ particle เพราะ field ที่ประกอบด้วยอนุภาคที่เคลื่อนที่ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นตัวอธิบายว่าทำไมโลกและดวงอาทิตย์จึงไม่ชนกัน การคำนวณดังกล่าวเป็นต้นกำเนิดของการส่งสัญญาณต่าง ๆ และเกิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในยุคดิจิตัลซึ่งยิ่งใหญ่กว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม 30 ปีที่ผ่านมาโลกจึงมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย เกิดปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ เกิดการขยายตัวของการก่อการร้ายผ่าน cyber ธุรกิจมากมายล้มหายตายจาก เกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมาแทนที่ (disruptive innovation) อัจฉริยะของไอน์สไตน์จะพบอยู่ในการค้นพบ 2 ทฤษฏีคือ ทฤษฏี Quantum และ ทฤษฏี Relativity

สองอัจฉริยะทั้งนิวตันและไอน์สไตน์เป็นต้นกำเนิดของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและดิจิตัลซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลก (global transformation) ในทุกมิติและการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ก็เป็นส่วนต่อของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและดิจิตัล

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การเลือกตั้งของ เยอรมนี

100

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในวันอาทิตย์ที่ 24 กันยายนนี้จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศเยอรมนี การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการเลือกตั้งที่มีความสำคัญ ส่วนหนึ่งเพราะหากว่านางแองเกลา แมร์เคิลได้รับการเลือกตั้งก็จะเป็นประวัติศาสตร์การเมืองของเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่สองเพราะสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ถึง 4 สมัย ในอดีตมีนายกรัฐมนตรีที่อยู่นาน 3 สมัยคือนายเฮลมุท โคลซึ่งเป็นผู้รวมเยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออกในปี ค.ศ.1990 และนายคอนราด อเดเนาร์ซึ่งถือเป็นบิดาของเยอรมนีสมัยใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความสำคัญอีกประการคือบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสหภาพยุโรปซึ่งมีผลต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง

การเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าพรรคใดจะชนะการเลือกตั้งหรือใครจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่อยู่ที่ว่าพรรค CDU/CSU ของนางแมร์เคิลจะมีการรวมเป็นรัฐบาลผสมกับพรรคใดทั้งนี้เป็นที่เชื่อกันว่านางแมร์เคิลคงได้คะแนนเสียงเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4 อย่างแน่นอนเนื่องจากพรรค CDU/CSU ของนางแมร์เคิลตามการหยั่งเสียงจะได้ประมาณ 37-38% และนำพรรคสังคมนิยม (SPD) ที่มีนายมาร์ติน ซูลซ์เป็นผู้นำโดยมีคะแนนเสียงทิ้งห่างกันประมาณ 14-18% พรรค SPD จะได้คะแนนเสียงประมาณ 20-24% ส่วนพรรคอื่น ๆ ที่เป็นพรรคเล็กจะได้คะแนนเสียงประมาณ 11-12% หรือต่ำกว่า 10%

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางแมร์เคิลเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏมาก่อนในการเมืองของเยอรมนีในยุคที่มีการเลือกตั้ง ความนิยมที่มีต่อนางแมร์เคิลเกิดจากปัจจัยหลายประการคือ

ประการแรกนางแมร์เคิลได้แสดงความสามารถในการเป็นผู้นำในการจัดการฝ่าวิกฤติเงินสกุลยูโรและวิกฤติปัญหาผู้ลี้ภัยทางการเมืองของเยอรมนี เขาได้แสดงความเด็ดเดี่ยวในการกำหนดแนวนโยบายที่เน้นเสถียรภาพโดยไม่สะทกสะท้านกับการโจมตีจากประเทศอื่นซึ่งทำให้บางประเทศ เช่น กรีกมีคนตกงานถึง 28% เขาแสดงความเด็ดเดี่ยวในการประกาศรับผู้ลี้ภัยท่ามกลางเสียงคัดค้านทั้งภายในและภายนอกประเทศเช่นกลุ่มประเทศ visegrad ในฐานะนายกรัฐมนตรีเขาได้สร้างความเป็นผู้นำของเยอรมนีให้เป็นผู้นำของสหภาพยุโรปเหนือฝรั่งเศสและประเทศอื่น ๆ

ประการที่สองวิกฤติของสหภาพยุโรปเริ่มคลี่คลายและเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปก็เริ่มดีวันดีคืน นอกจากนั้นกลุ่มขวาจัดและซ้ายจัดที่เป็นภัยคุกคามต้อประเทศในสหภาพยุโรปก็เริ่มหมดกำลังลงและในเยอรมนี แม้ว่าพรรคขวาจัดคือพรรค Alternative für Deutschland จะมีคะแนนเสียงถึง 10-11% ก็ตามแต่ก็ถือว่าเป็นพรรคเล็กไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อการเมืองเยอรมนี

ประการที่สามนางแมร์เคิลไม่มีพรรคคู่แข่งเนื่องจากพรรคคู่แข่งอันดับสองคือพรรคสังคมนิยมเป็นพรรคร่วมจึงไม่มีนโยบายต่างจากรัฐบาล นโยบายส่วนใหญ่คล้ายกันยิ่งตอนโต้วาทีระหว่านางแมร์เคิลกับนายซูล์ซจากพรรค SPD ความแตกต่างของสองพรรคมีน้อยมากทำให้คะแนนของพรรค SPD ลดลงและขาดอัตลักษณ์ที่เป็นทางเลือกสำหรับคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง

จากสาเหตุดังกล่าวจึงเป็นที่คาดว่าพรรค CDU/CSU จะได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งและนางแมร์เคิลเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4 อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะตามมาคือใครจะเป็นพรรคร่วมกับพรรค CDU/CSU ซึ่งมีทางเลือกที่เป็นไปได้ 3 ทางคือ

ทางแรกเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดหากคะแนนเสียงมากพอคือพรรค CDU/CSU กับพรรคเสรีนิยม (Freie Demokratische Partei)

ทางที่สองคือถ้าสองพรรคดังกล่าวคะแนนเสียงไม่พออาจจะเพิ่มพรรคกรีน (Bündnis 90/Die Grünen)

และทางเลือกที่สามเป็นรัฐบาลผสมแบบปัจจุบันร่วมกับพรรค SPD เป็นการร่วมมือจัดตั้งรัฐบาลของสองพรรคใหญ่หรือที่เราเรียกว่า Grand Coalition

อนาคตการเป็นรัฐบาลของนางแมร์เคิลจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสหภาพยุโรป ประธานาธิบดีมาครงของฝรั่งเศสได้เสนอให้มีการปฏิรูปสหภาพยุโรปโดยหวังว่าจะมีเยอรมนีภายใต้การนำของนางแมร์เคิลในการร่วมเป็นผู้นำในการปฏิรูปสหภาพยุโรป ข้อเสนอของนายมาครงที่สำคัญคือ 1. จะมีการตั้งงบประมาณโดยเฉพาะสำหรับกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร 2. จะมีการตั้งรัฐมนตรีการคลังมาดูแลกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร 3. จะมีการแปลงกองทุน European stability mechanism ซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันให้เป็น European Monetary fund (กองทุนเงินยุโรป) แบบเดียวกับ IMF 4.จะมีการประสานนโยบายด้านความมั่นคงให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นของกลุ่มประเทศยุโรป

สำหรับนาวแมร์เคิล เขาเห็นด้วยโดยภาพรวมกับข้อเสนอของนายมาครงแต่จะมีความต่างกันด้านรายละเอียด เช่น ในการจัดตั้งกองทุนสิ่งที่เขาต้องการคือผลประโยชน์ที่มีต่อประชาชนยุโรปที่เป็นรูปธรรม เช่นมีการส่งเสริมการจ้างงาน เป็นต้น อีกประการคือนางแมร์เคิลจะมีวัฒนธรรมที่มาจากวัฒนธรรมของเยอรมนีคือไม่ต้องการให้ผู้เสียภาษีเยอรมนีไปช่วยเหลือประเทศอื่น ดังนั้นข้อเสนอของนายมาครงที่มีหลักการ mutualization ซึ่งหมายถึงออกพันธบัตรของกลุ่มประเทศยูโรโซนแทนพันธบัตรของประเทศสมาชิกเพื่อเลี่ยงวิกฤติเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมา เช่น กรีกไม่สามารถออกพันธบัตรเพราะผู้ลงทุนไม่วางใจ แต้ถ้าออกพันธบัตรโดยกลุ่มประเทศยูโรโซนก็จะมีความน่าเชื่อถือและมีดอกเบี้ยต่ำ แต่นางแมร์เคิลไม่ยอมเพราะขัดกับวัฒนธรรมของเยอรมนี อีกข้อคือประธานกรรมาธิการยุโรปต้องการให้รองประธานกรรมาธิการยุโรปเป็นผู้ดูแลกองทุนดังกล่าว แต่นางแมร์เคิลไม่ยอมเพราะไม่อยากให้องค์กรเหนือชาติเข้ามาดูแลต้องการให้กองทุนดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลมากกว่า อย่างไรก็ตามในด้านความมั่นคงทั้งนายมาครงและนางแมร์เคิลต่างก็เห็นว่าสหภาพยุโรปสามารถพึ่งพาตัวเองได้แล้ว และภายใต้ทรัมป์ทำให้สหภาพยุโรปเห็นคามจำเป็นในการพึ่งตัวเอง นโยบายของทั้งสองจึงสอดคล้องกันในการประสานนโยบายด้านความมั่นคงให้แน่นแฟ้นมากขึ้นและยิ่งอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปทำให้ตัวถ่วงตรงนี้หมดไป

โดยสรุปถ้านางแมร์เคิลได้เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 4 นางก็จะร่วมมือกับนายมาครงในการปฏิรูปสหภาพยุโรปในอนาคต

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ประเทศสเปนกับการแยกตัวของแคว้น Catalonia

558000000545003

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้จะมีการลงประชามติของประชาชนในแคว้น Catalonia หรือที่ภาษาสเปนเรียกว่า Cataluña และหากผลการลงประชามติออกมาว่าประชาชนต้องการแยกแผ่นดินนั่นหมายความว่าภายใน 24 ชั่วโมงรัฐบาลของแคว้น Catalonia ก็จะประกาศจัดตั้งรัฐ Catalonia อย่างเป็นทางการโดยมีเมืองบาร์เซโลน่าเป็นเมืองหลวง สิ่งที่เกิดขึ้นในสเปนขณะนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศที่ไม่เคยปรากฏการแยกแผ่นดินแบบนี้มาก่อน ในกรณีของสก็อตแลนด์การลงประชามติเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายกล่าวคือรัฐบาลของนายเดวิด คาเมรอนที่มีเสียงข้างมากได้อนุมัติในกรอบของกฎหมายจากรัฐสภาของอังกฤษในการลงประชามติแยกตัวของสก็อตแลนด์ แต่ในกรณีของแคว้น Catalonia เป็นการทำประชามติที่ผิดกฎหมาย กฎหมายรัฐธรรมนูญของสเปนปี ค.ศ. 1978 กำหนดไว้ชัดว่าสเปนเป็นรัฐเดี่ยวและแม้สเปนจะมีการปกครองที่ให้มีการกระจายอำนาจค่อนข้างมากก็ตามและรัฐสภาสเปนก็ไม่ได้อนุมัติให้มี referendum ของแคว้น Catalonia และมีการประกาศชัดว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญก็ประกาศชัดว่าการกระทำดังกล่าวละเมิดรัฐธรรมนูญของสเปน พูดง่าย ๆ ก็คือการกระทำของแคว้น Catalonia ถือเป็นการก่อกบฏ บางคนอาจเปรียบเทียบการกระทำของแคว้น Catalonia กับการแยกประเทศของโคโซโวออกจากเซอร์เบีย ในกรณีของเซอร์เบียนั้นรัฐบาลได้มีการใช้ความรุนแรงจนถูกกล่าวหาว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ซึ่งถือเป็นการผิดกฎหมายระหว่างประเทศจนทำให้โคโซโวแยกตัวและได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่าง ๆ ในกรณีของแคว้น Catalonia ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือใช้ความรุนแรงเล่นงานชนกลุ่มน้อยดังกรณีของโคโซโวและการกระทำของแคว้น Catalonia ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของประเทศต่าง ๆ และการทำ referendum ดังกล่าวก็ทำกันอย่างมีเลศนัย ไม่โปร่งใสและไม่เปิดให้มีการหาเสียงหรือประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสตัดสินใจอย่างเต็มที่และรอบด้าน หลักการในการทำประชามติดังกล่าวจึงขัดกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยคณะมนตรีแห่งยุโรป (Council of Europe)

รัฐบาลของแคว้น Catalonia ได้ใช้วิธีการทำประชามติด้วยขั้นตอนแรกคือในช่วงการเลือกตั้งรัฐสภาของแคว้น Catalonia ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้สรุปว่าถ้าพรรคการเมืองที่สนับสนุนการแยกแผ่นดินได้เสียงข้างมากในสภาก็จะถือว่าประชาชน Catalonia ให้การสนับสนุนกระบวนการแบ่งแยกแผ่นดิน ผลจากการเลือกตั้งดังกล่าวเสียงข้างมาในสภาตกเป็นของพรรคการเมืองที่ต้องการแยกแผ่นดินซึ่งมีการรวมตัวจัดตั้งรัฐบาลผสมโดยผู้นำรัฐบาลหรือในภาษาสเปนเรียกว่า  presidente คือนาย Puigdemont  หลังจากนั้นรัฐบาล Catalonia ก็ท้าทายรัฐบาลกลางและรัฐธรรมนูญของสเปนโดยประกาศว่าความชอบธรรมในทางการเมืองจะต้องมาจากรัฐสภาของแคว้น Catalonia เท่านั้นและความชอบธรรมจะมาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในแคว้น Catalonia  ไม่ใช่มาจากรัฐบาลกลางของสเปน ดังนั้นรัฐสภาของแคว้น Catalonia เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงใช้เสียงข้างมากอนุมัติให้มีการทำประชามติแยกแผ่นดินในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ในขณะเดียวที่รัฐบาลกลางถือว่าการกระทำดังกล่าวของรัฐสภาและรัฐบาลท้องถิ่นของแคว้น Catalonia เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญดังนั้นรัฐบาลกลางจึงประกาศดำเนินการทางกฎหมายเอาผิดรัฐบาลท้องถิ่นและใครก็ตามที่ร่วมมือสนับสนุนการทำประชามติ รัฐบาลได้เดินเรื่องไปยังเทศบาลท้องถิ่น 900 กว่าแห่งในแคว้น Catalonia เพื่อไม่ให้ร่วมมือในการทำประชามติ แต่ผลที่ออกมานั้นคือเทศมนตรีประมาณ 60% จะให้ความร่วมมือในการทำประชามติซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขู่ของรัฐบาลท้องถิ่นว่าเมื่อมีการแบ่งแยกแผ่นดินเทศบาลไหนที่ไม่ให้ความร่วมมือจะถือว่าทำผิดกฎหมายและจะถูกเล่นงาน รัฐบาลกลางได้ใช้กลไกทางกฎหมายโดยให้ตำรวจเข้าไปตรวจค้นองค์กรที่ร่วมมือในการทำประชามติ เช่น พิมพ์บัตรหรือมีการดำเนินการร่วมมือ ทั้งเข้าไปดูแลในท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อไม่ให้มีการดำเนินการทำประชามติซึ่งจะได้ผลแค่ขนาดไหนคงต้องรอดูกันต่อไป แต่ที่น่าสนใจขณะนี้คือการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นกับรัฐบาลกลางและเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับแรงกดดันจากทั้งสองฝ่าย

จากการสำรวจความเห็นหรือโพลของหนังสือพิมพ์ El Pais ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่ได้รับความนิยมและมียอดจำหน่ายสูงที่สุดในสเปนผลออกมาว่าประชาชนในแคว้น Catalonia ส่วนใหญ่ยังไม่ต้องการแยกตัวออกจากสเปน คะแนนเสียงของคนที่ยังต้องการอยู่กับสเปนสูงกว่าคนที่ต้องการแยกตัวกว่า 10 จุด อย่างไรก็ผลโพลดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่าทำไมเสียงส่วนใหญ่ไม่ออกมาต่อต้านการแยกแผ่นดิน ข้อสรุปคือโพลที่ทำอาจผิดพลาดหรือเสียงส่วนใหญ่ไม่ต้องการแสดงออกว่าต่อต้านเพราะกลุ่มที่ต้องการแยกแผ่นดินเป็นกลุ่มหัวรุนแรงและมีการเล่นงานกลุ่มอื่นว่าเป็นผู้ทรยศ เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมารัฐบาลท้องถิ่นได้จัดฉลองวันชาติของแคว้น Catalonia หรือที่เรียกว่า Diana  ทุกครั้งที่รัฐบาลท้องถิ่นจัดงานฉลองวันชาติเป้าหมายคือต้องการกระตุ้นให้คนเกิดความรู้สึกรักชาติและสนับสนุนการแยกแผ่นดินและครั้งนี้ถือเป็นครั้งสุดท้ายก่อนลงประชามติ จำนวนคนที่เข้าร่วมงานฉลองมีถึง 5 แสนคนแต่เมื่อเทียบกับช่วง 2-3 ปีก่อนถือว่าลดลงซึ่งสอดคล้องกับผลโพล ในช่วงวิกฤตเงินสกุลยูโรผลโพลออกมาว่าประชาชนส่วนใหญ่ในแคว้น Catalonia ต้องการแยกแผ่นดิน แต่เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นโดยสเปนมีอัตราการเติบโตสูงกว่าประเทศอื่นคือมีการเติบโตประมาณ 3% ติดต่อกัน 3 ปี ผลโพลจึงออกมาว่าคนที่ต้องการแยกแผ่นดินลดลง อย่างไรก็ตามการลงประชามติในวันที่ 1 ตุลาตมนี้สิ่งที่น่ากังวลคือรัฐบาลท้องถิ่นอาจใช้เทคนิคบิดเบือนผลได้ไม่ยากเพราะเป็นการลงประชามติที่ไม่โปร่งใสและไม่เปิดกว้าง

เกิดอะไรขึ้นกับสเปนที่แคว้น Catalonia ที่มีประชากรเกือบ 10 ล้านคนและเป็นแคว้นที่มีความเจริญมากในสเปนจึงเรียกร้องแบ่งแยกแผ่นดิน เหตุผลดังกล่าวมีหลายประการได้แก่

ประการแรกสเปนเป็นการรวมตัวของแคว้นต่าง ๆ ในศตวรรษที่ 15 เป็นการรวมแคว้นที่มีวัฒนธรรมและภาษาที่ต่างกันโดยมีแคว้น Castilla ที่มีเมืองหลวงคือมาดริดและใช้ภาษา Castellano ซึ่งเป็นภาษาสเปนในทุกวันนี้ แคว้น Catalonia ที่ใช้ภาษา Catalan แคว้น Vasco ที่ใช้ภาษา Vasconic แคว้น Galicia และแคว้น Andalucia ดังนั้นประเทศสเปนจึงมีแนวโน้มในการเรียกร้องอิสระมาตลอดโดนเฉพาะแคว้น Vasco และแคว้น Catalonia อันเป็นผลมาจากการรวมชาติที่มาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภาษา ในบางช่วงประวัติศาสตร์กลุ่มแยกแผ่นดินต้องหนีไปต่างประเทศเช่นในยุคที่สเปนอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการของนายพลฟรังโก เป็นต้น

ประการที่สองความจริงแล้วแคว้น Catalonia ระยะหลังไม่ได้เรียกร้องการแยกตัวเข้มข้นเท่าแคว้น Vasco วิกฤติการเงินสกุลยูโรที่ส่งผลต่อสเปนอย่างมาก โดยมีอัตราการเติบโตติดลบติดต่อกันหลายปี มีอัตราการว่างงานถึง 25% ส่งผลให้รัฐบาลมีมาตรการรัดเข็มขัดทำให้แคว้นต่างๆ ลำบาก Catalonia เป็นแคว้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของสเปน ในช่วงที่ลำบากรัฐบาลท้องถิ่นต้องการให้รัฐบาลกลางผ่อนคลายมาตรการทางการคลังและต้องการแก้รัฐธรรมนูญให้แคว้นมีอิสระทางการคลัง แต่รัฐบาลกลางไม่ตอบรับซึ่งเป็นรัฐบาลเดียวกับรัฐบาลชุดปัจจุบันของพรรค Partido Popular โดยมีนาย Mariano Rajoy เป็นนายกรัฐมนตรี

ประการที่สามการที่รัฐบาลของนาย Rajoy ดำเนินนโยบายแข็งกร้าวไม่ยืดหยุ่นสร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลท้องถิ่นผนวกกับศาลรัฐธรรมนูญสเปนมีมติที่นอกจากจะไม่ยอมผ่อนปรนหรือยืดหยุ่นจากข้อเรียกร้องของรัฐบาล Catalonia ในการปกครองท้องถิ่นอย่างอิสระ ทัศนะดังกล่าวสร้างความไม่พอใจ ส่งผลให้เกิดการเรียกร้องการแยกตัวจากสเปน

ประการที่สี่ แคว้น Catalonia คงเห็นตัวอย่างการลงประชามติของสก็อตแลนด์จึงเรียกร้องสิ่งเดียวกันจากรัฐบาลสเปน

ประการที่ห้า รัฐบาล Catalonia คงเห็นว่าใน 28 ประเทศของสหภาพยุโรปประเทศเล็กเช่น มอลตา ไซปรัส ลัตเวีย ลิทัวเนียและเอสโตเนียต่างก็มีประชากรประมาณเรือนแสนหรือเรือนล้านต้นๆ ต่างจาก Catalonia ที่มีประชากรประมาณ 8-9 ล้านคนดังนั้น Catalonia จึงสามารถอยู่ได้ในฐานะประเทศหนึ่งในสหภาพยุโรปได้ (ประธานกรรมาธิการของสหภาพยุโรปเตือน Catalonia ว่าออกจากสเปนจะถือว่า Catalonia  ไม่ได้อยู่ในสหภาพยุโรป ส่วนจะเข้ามาใหม่ได้หรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง)

โดยสรุปการแยก Catalonia ออกจากสเปนเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเพราะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถ้าทำสำเร็จจะส่งผลต่อสก็อตแลนด์ แคว้นทางเหนือของอิตาลีและขบวนการแยกตัวในเบลเยียมซึ่งมีเชื้อความขัดแย้งระหว่างแคว้น Wallonia ที่พูดภาษาฝรั่งเศสและมีเมืองหลวงคือกรุงบรัสเซลส์ และแคว้น Flanders ที่พูดภาษาคล้ายกับเนเธอร์แลนด์ ปรากฏการณ์ในสเปนเป็นส่วนหนึ่งของภาพฉายของ Global transformation ซึ่งมีความเข้มข้นนับตั้งแต่การสิ้นสุดระเบียบโลกเก่าในกรอบของสงครามเย็นและเป็นภาพฉายของ “New World Order in the Making” ในยุคหลังสงครามเย็น (Post-Cold War)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การประชุมสุดยอด BRICS

W020170713368166223585

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวันที่ 3-5 กันยายนที่ผ่านมาได้มีการประชุมสุดยอดประเทศสมาชิก BRICS ครั้งที่ 9 ที่เมืองเชี้ยเหมิน แคว้นฟูเจี้ยน ประเทศจีน BRICS ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 5 ประเทศคือ บราซิล แอฟริกาใต้ รัสเซีย อินเดียและจีน โดยมีต้นกำเนิดมาจากบทความของนักเศรษฐศาสตร์คือนาย Jim O’Neill ที่ทำงานในวาณิชธนกิจ Goldman Sachs ในปี ค.ศ. 2001 เขาได้แนะนำประเทศที่น่าลงทุน 4 ประเทศที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มในการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงและน่าลงทุนในตลาดการเงิน เขาเรียกประเทศเหล่านี้ว่า BRIC ซึงประกอบด้วย 4 ประเทศดังกล่าว คือ บราซิล รัสเซีย อินเดียและจีน โดยในระยะแรกแอฟริกาใต้ยังไม่ได้เข้ามาเป็นสมาชิก ในปี ค.ศ. 2006 รัฐบาลของประเทศทั้ง 4 เห็นแนวโน้มที่ดีในการร่วมมือกันจัดตั้ง BRIC ในปี ค.ศ. 2009 จึงได้มีการประชุมสุดยอด BRIC ครั้งแรกขึ้น และในปีค.ศ. 2011 แอฟริกาใต้ได้เข้ามาเป็นประเทศสมาชิกดังนั้นประเทศสมาชิก BRICS จึงได้มี 5 ประเทศ

BRICS เป็นการรวมตัวแบบหลวม ๆ เพื่อเชื่อมความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและสังคม และเพื่อต่อรองกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นการรวมตัวของประเทศเกิดใหม่โดยมี 5 ประเทศดังกล่าวเป็นหัวหอก ในระยะแรก BRICS ถือเป็นประเทศเกิดใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูงและเป็นตลาดที่น่าสนใจในการลงทุน อย่างไรก็ตามในระยะหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และวิกฤตสกุลเงินยูโรส่งผลให้ประเทศดังกล่าวเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตามไปด้วย บราซิลและรัสเซียมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบและพึ่งฟื้นตัวอย่างอ่อน ๆ ในปีนี้ แอฟริกาใต้ก็เจอปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ จีนก็มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงจากระดับเฉลี่ย 10% ต่อปีตลอด 30 ปีมานี้จนกระทั้งลดลงเหลือประมาณ 6.7% ในปีปัจจุบัน ประเทศเดียวที่มีอัตราการเติบโตดีคืออินเดียซึ่งได้แซงหน้าจีนไปแล้ว นักวิชาการต่างเห็นว่าการรวมกลุ่ม BRICS ให้แน่นแฟ้นเป็นไปได้ยากเพราะระบบของแต่ละประเทศมีความต่างกันและเป็นคู่แข่งทางการค้าและการเมืองเช่นจีนกับอินเดียมีปัญหาปะทะด้านชายแดนกันอยู่และต่างก็ไม่ไว้ใจกันและกัน รัสเซียกับจีนในอดีตก็เคยเป็นศัตรูกันมาก่อนและทุกวันนี้ความร่วมมือด้านการค้าและด้านต่าง ๆ ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่จำกัด บราซิลและแอฟริกาใต้ก็มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีบางส่วนแข่งขันกันกับประเทศ BRICS และอยู่ไกลกันคนละทวีปทำให้ความร่วมมือใกล้ชิดลำบาก ความแตกต่างของประเทศสมาชิกของ BRICS กับวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศสมาชิก BRICS ต้องเผชิญในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้มีการวิเคราะห์ว่า BRICS คงจะมีปัญหาในอนาคต อย่างไรก็ตามก่อนการประชุมสุดยอดครั้งที่ 9 ที่เมืองเชี้ยเหมินของจีน อาจกล่าวได้ว่า BRICS ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแม้จะไม่มากนักแต่ก็ถือเป็นสิ่งที่ต้องพูดถึงนั่นคือกลุ่มประเทศ BRICS สามารถกดดันและนำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างที่เสียเปรียบของของประเทศเกิดใหม่ที่อยู่ในกรอบ IMF นั่นคือในช่วงสองปีที่ผ่านมาเงินหยวนได้กลายเป็นสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบตะกร้าเงินตราที่เป็นตัวกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของ Special Drawing Right ซึ่งเดิมจะมีเงินสกุลดอลลาร์ ปอนด์ ยูโรและเยนเท่านั้น ความสำเร็จอีกประการของ BRICS คือการจัดตั้งธนาคารของ BRICS ที่เรียกว่า New Development Bank ขณะนี้ได้มีการปล่อยเงินกู้เพื่อการพัฒนาไปแล้ว 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 9 ที่เมืองเชี้ยเหมิน จีนเป็นเจ้าภาพและประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในฐานะเจ้าภาพต้องการพัฒนา BRICS ให้มีการรวมตัวลึกซึ้งและกว้างขวางมากขึ้นและถือเป็น new chapter หรือทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของการเปลี่ยนแปลงมีดังนี้คือ

ประการที่หนึ่ง จีนและประเทศเล็กอื่น ๆ ประกาศเป็นผู้นำในการต่อสู้กับแนวทางการกีดกันทางการค้าและต่อสู้กับการต่อต้านโลกาภิวัตน์และการรวมกลุ่มอันเป็นนโยบายของนายโดนัล ทรัมป์

ประการที่สอง กลุ่มประเทศ BRICS จะส่งเสริมการค้า การลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกมากขึ้นและร่วมกันต่อสู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ climate change ตามข้อตกลงปารีสซึ่งเป็นนโยบายที่ตรงข้ามกับนโยบายของทรัมป์

ประการที่สาม จะมีการพัฒนา Credit-rating agency ขึ้นมาใหม่เนื่องจาก Credit-rating agency เช่น S&P และ Moody’s เดิมเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายของตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

ประการที่สี่ จีนเป็นหัวหอกในการพัฒนาความเชื่อมโยงในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกทั้งการค้า การขนส่งและโลจิสติกส์ในกรอบของ One Belt One Road (OBOR)

ประการที่ห้า BRICSมีนโยบายขยายประเทศสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างอำนาจต่อรองประเทศที่พัฒนาแล้วดังจะเห็นได้ว่าในการประชุมครั้งนี้มี 5 ประเทศตัวแทนภูมิภาคต่าง ๆ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมด้วย ได้แก่ เม็กซิโก กินี ทาจิกิสถาน อียิปต์และไทย

ในการประชุมนี้นายกรัฐมนตรีของไทยได้รับเชิญร่วมประชุมด้วยเป็นโอกาสที่ไทยจะได้เชิญชวนให้ประเทศสมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโดยเฉพาะในระเบียงตะวันออกอีกทั้งกระชับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากขึ้นทั้งด้านการค้าและการลงทุนกับกลุ่มประเทศ BRICS และโดยเฉพาะกับเจ้าภาพซึ่งไทยและจีนมีกรอบความร่วมมือทั้งในกรอบของ RCEP และอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

การประชุมสุดยอดครั้งที่ 9 ที่เมืองเชี้ยเหมินประเทศจีนครั้งนี้อาจถือได้ว่าเป็นการกำเนิดทิศทางใหม่ในทศวรรษใหม่ของ  BRICS นั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การกระจายรายได้และระบบรัฐสวัสดิการ

act01010759p1

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

หนึ่งในเป้าหมายของรัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วโลกคือการกระจายรายได้และการลดความเหลื่อมล้ำ แต่ในความเป็นจริงแล้วประเทศที่ประสบความสำเร็จในเป้าหมายดังกล่าวมีน้อยมากที่พอจะบอกได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งคือกลุ่มประเทศ Nordic หรือที่รู้จักกันว่ากลุ่มประเทศ Scandinavia กลุ่มประเทศ Nordic หรือ Scandinavia นี้บางครั้งก็ใช้ในลักษณะเหมือนกันแต่ถ้าวิเคราะห์จากพัฒนาการในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและค่านิยมแล้วทั้งสองกลุ่มนี้มีความต่างกัน กลุ่มประเทศ Scandinavia มี 3 ประเทศได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดนและเดนมาร์ก ส่วนกลุ่มประเทศ Nordic นั้นนอกจาก 3 ประเทศดังกล่าวแล้วยังได้เพิ่มฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ กรีนแลนด์ หมู่เกาะ Faroe Islands และ the Åland Islands

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกระจายรายได้และการลดความเหลื่อมล้ำมีความเชื่อมโยงกับระบบสวัสดิการและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและสังคมนิยม

ในระบบคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมโดยรัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต รัฐทำหน้าที่ดูแลสวัสดิการทางสังคมซึ่งครอบคลุมการกระจายรายได้แต่ในทางปฏิบัติระบบคอมมิวนิสต์ไม่ได้ส่งเสริมการแข่งขันจากเป้าหมายการกระจายรายได้กลายเป็นการกระจายความยากจนและถึงจุดสิ้นสุดของระบบในปีค.ศ. 1989 เมื่อกลุ่มประเทศในยุโรปตะวันออกที่อยู่ภายใต้การปกครองของระบบคอมมิวนิสต์ลุกขึ้นมาต่อต้านและเปลี่ยนจากระบบสังคมนิยมมาเป็นระบบทุนนิยม เช่นเดียวกับในประเทศจีน เวียดนามและลาวที่แม้จะเป็นคอมมิวนิสต์ในทางการเมือง แม้รัฐจะมีบทบาทในทางเศรษฐกิจสูงแต่ก็มีการรับเอาระบบทุนนิยมเข้ามาผสมผสานและนับวันสัดส่วนจะสูงขึ้น

ในกลุ่มประเทศทุนนิยมจะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นระบบเศรษฐกิจแบบผสม (mixed economy) ซึ่งภาครัฐมีสัดส่วนสูงในระบบเศรษฐกิจแต่ก็เปิดกว้างในด้านทุนนิยม กลุ่มประเทศดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่พรรค Social Democratic เข้ามามีอำนาจจัดตั้งรัฐบาล ตัวอย่างประเทศเหล่านี้ได้แก่ กลุ่มประเทศ Scandinavia กับอีกกลุ่มที่แม้ภาครัฐจะมีบทบาทในทางเศรษฐกิจแต่ก็มีสัดส่วนทุนนิยมสูง ประเทศเหล่านี้ได้แก่ประเทศยุโรปตะวันตก สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

ระบบรัฐสวัสดิการในกรอบของประเทศทุนนิยมนั้นอาจจะแบ่งออกโดยพื้นฐานเป็น 2 ระบบคือ

ระบบแรกเรียกว่า residual welfare state ซึ่งเป็นลักษณะรัฐสวัสดิการที่ให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มคนยากจนที่สุดในประเทศเป็นระบบที่เรียกว่า basic safety net

ระบบรัฐที่สองเรียกว่า Institutional or universal welfare state หรือ ระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าเป็นการให้สวัสดิการที่ครอบคลุมประเด็นในวงกว้างและกลุ่มสังคมในวงกว้าง

อย่างไรก็ตามการแบ่งแยกประเทศในกลุ่มประเทศทุนนิยม วิธีการแบ่งที่ได้รับความนิยมที่สุดคือการแบ่งตามที่ศาตราจารย์ Gosta Esping-Andersen ได้แบ่งไว้ซึ่งเรียกว่า Three worlds of welfare capitalism (3 โลกของระบบสวัสดิการทุนนิยม)

แบบที่หนึ่งคือระบบสวัสดิการเสรีนิยม (Liberal welfare regime) ซึ่งเป็นระบบที่เป็นอยู่ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย เป็นระบบที่รัฐจะให้สวัสดิการเฉพาะประชาชนที่จนที่สุดเท่านั้น (basic safety net)  ระบบนี้ไม่เน้นการกระจายรายได้ ในระบบนี้ผู้ได้รับผลประโยชน์เป็นกลุ่มคนเฉพาะที่ได้ระบุกฎเกณฑ์ไว้อย่างเข้มข้น ในกลุ่มประเทศเหล่านี้ประชาชนที่เกี่ยวข้องจะมีสองกลุ่มคือ ประชาชนส่วนใหญ่จะอาศัยระบบตลาดในการพึ่งพาสวัสดิการกล่าวคือเป็นสวัสดิการโดยเอกชน เช่น พนักงานของบริษัท เป็นต้น ในขณะที่ประชาชนส่วนน้อยที่ยากจนจะได้รับสวัสดิการจากรัฐเพราะไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการจากเอกชนได้

ระบบที่สองคือ Corporative หรือ Conservative welfare regime เป็นระบบที่ใช้ในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันตก เป็นระบบที่สวัสดิการขึ้นอยู่กับสถานภาพของบุคคลในตลาดแรงงาน ในระบบดังกล่าวสหภาพแรงงานจะมีบทบาทและมีอิทธิพลในการกำหนดรูปแบบสวัสดิการให้กับสมาชิก รัฐสวัสดิการในลักษณะนี้นอกจากการให้สวัสดิการแก่ปัจเจกแล้วยังรวมถึงครอบครัวด้วย เป็นระบบสวัสดิการที่พัฒนามาจากอิทธิพลของศาสนาคริสต์ที่เน้นการสร้างเสถียรภาพของครอบครัว

ระบบที่สามคือ Social democrat welfare regime เป็นระบบที่ใช้ในกลุ่มประเทศ Nordic และ Scandinavia มีเป้าหมายในการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมทางเพศ แนวทางการสร้างความเท่าเทียมคือการสร้างผลประโยชน์ถ้วนหน้า (universal benefit) ให้สวัสดิการโดยไม่คำนึงว่ารวยหรือจน สวัสดิการนี้ครอบคลุมสวัสดิการด้านการแพทย์ สาธารณสุข การศึกษา การว่างงาน การเกษียณ การให้รัฐสวัสดิการดังกล่าวย่อมหมายถึงความจำเป็นในการเก็บภาษีที่สูงมากถึงร้อยละ 50 ของ GDP เช่น เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1980 แม้ทุกวันนี้อาจจะถูกแรงกดดันจากบริบททางเศรษฐกิจมีการลดไปบ้างแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สูง เป้าหมายของการเก็บภาษีดังกล่าวไม่ใช่เพื่อหารายได้มาครอบคลุมรายจ่ายแต่รัฐบาลมีเป้าหมายในการลดความเหลื่อมล้ำ ในกลุ่ม Scandinavia ยังส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ โดยไม่ได้ให้สวัสดิการผู้หญิงในฐานะที่เป็นแม่หรือภรรยา แต่ให้สวัสดิการผู้หญิงในฐานะของคนที่ทำงานเช่นเดียวกับผู้ชาย สามารถทำงานได้เหมือนผู้ชายและมีฐานะเท่าเทียมกับผู้ชาย ดังนั้นถ้าไม่ได้ทำงานก็จะไม่ได้รับสวัสดิการเหล่านี้ การให้สวัสดิการจึงมุ่งเป้าให้เพศหญิงทำงานและเพิ่มการขยายตัวและเพิ่มประสิทธิภาพในทางเศรษฐกิจ

อาจกล่าวได้ว่าระบบรัฐสวัสดิการในประเทศทุนนิยมอาจแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่งเน้นรัฐสวัสดิการเพียงเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากข้อเสียของระบบทุนนิยมที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย รัฐสวัสดิการนี้จึงมุ่งช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ยากไร้เท่านั้นหรืออาจครอบคลุมในวงกว้างคือครอบครัวกับอีกระบบที่เน้นสวัสดิการถ้วนหน้าในกลุ่มประเทศ Nordic รัฐสวัสดิการเป็นระบบสวัสดิการถ้วนหน้าที่ครอบคลุมการให้สวัสดิการตั้งแต่ด้านการแพทย์ สาธารณสุข การศึกษาและการว่างงาน ระบบดังกล่าวนี้ยังเน้นการกระจายรายได้โดยมุ่งเน้นการลดช่องว่างของกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น