“จอห์น แนช” อัจฉริยะการคำนวณ

9271

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 3 วันที่แล้ว มีข่าวการเสียชีวิตของอัจฉริยะทางด้านคำนวณของโลกคือ นายจอห์น แนช (John Nash) ซึ่งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์และเสียชีวิตพร้อมกับภรรยาคู่ชีวิต นายจอห์น แนชเป็นอัจฉริยะด้านคำนวณที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงทางด้านวิชาการเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และจิตวิทยาของโลก เนื่องจากเขาได้ใช้การคำนวณหรือคณิตศาสตร์มาพัฒนาระบบคิดโดยพัฒนาต่อเนื่องมากนายจอห์น ฟอน นอยมันน์ (John von Neumann) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาทฤษฎีเกม (game theory) ขึ้นมาในโลก นายจอห์น ฟอน นอยมันน์ เป็นชาวฮังการี เป็นนักคณิตศาสตร์ขั้นอัจฉริยะของโลกที่ได้พัฒนาทฤษฎีเกมที่ว่าด้วย zero-sum game (เกมศูนย์) ซึ่งเป็นการนำเอาตรรกะทางคำนวณมาผนวกกับระบบคิดการเล่นหมากรุก (เนื่องจากนายจอห์น ฟอน นอยมันน์เป็นนักหมากรุกชั้นเซียน) การผสมผสานดังกล่าวกลายเป็นทฤษฎีทางวิชาการที่เรียกว่า ทฤษฎีเกม (game theory) เนื่องจากนายจอห์น ฟอน นอยมันน์เป็นยิวจึงต้องย้ายถิ่นฐานจากยุโรปมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ข้าง ๆ ห้องของเขาก็มีอาจารย์ที่เป็นยิวอัจฉริยะที่ย้ายมาจากเยอรมันซึ่งก็คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตล์ (Albert Einstein) นายจอห์น ฟอน นอยมันน์ได้มาสอนคำนวณและทฤษฎีเกมในปี 1944 เขาก็ได้เขียนหนังสือกับอาจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์คือออสการ์ มอร์เกินสเติร์น (Oskar Morgenstern) โดยได้ปรับทฤษฎีเกมเข้ากับทฤษฎีทางด้านเศรษฐศาสตร์ให้เป็นหนังสือชื่อว่า Theory of Games and Economic Behavior ซึ่งก็สร้างความฮือฮาให้วงวิชาการในสมัยนั้น

นายจอห์น แนช เป็นยิวที่เกิดในอเมริกาและเป็นอัจฉริยะด้านคำนวณ เขาสนใจมาเรียนทฤษฎีเกมที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และได้ทำดุษฎีนิพนธ์พัฒนาทฤษฎีเกมไปอีกขั้นหนึ่ง ในขณะที่นายจอห์น ฟอน นอยมันน์ พัฒนา zero-sum game (เกมศูนย์) นายจอห์น แนชก็ได้พัฒนา non-zero-sum games (เกมไม่ศูนย์) ซึ่งประกอบด้วยเกมบวก (win-win) positive sum game และเกมลบ (lose-lose) negative sum game

ดุษฎีนิพนธ์ของเขามีเพียง 31 หน้าแต่กลับเต็มไปด้วยคุณค่าทางวิชาการ ก่อนที่นายจอห์น แนชจะจบปริญญาเอก เขาก็ได้ใช้ทฤษฎีเกมที่พัฒนาขึ้นมาจีบผู้หญิงและประสบความสำเร็จ หลังจากที่จอน แนช จบปริญญาเอกแล้วก็มาสอนหนังสือที่ MIT อันเป็นสถาบันชั้นนำของโลก นายจอห์น แนชและนายจอห์น ฟอน นอยมันน์ ได้กลายเป็นที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของอเมริกา นั่นแปลว่า ทฤษฎีเกมได้ขยายขอบเขตการใช้มาสู่ด้านรัฐศาสตร์และการต่างประเทศ นอกจากนั้น แนวคิดของนายจอห์น แนชและนายจอห์น ฟอน นอยมันน์ยังถูกนำมาใช้ในการแก้ปัญหาและเจรจาต่อรอง โดยนายโอเบิร์นและนายแซลลี่ได้พัฒนาทฤษฎีเกมไปสู่ศาสตร์ของการแก้ไขปัญหา นอกจากนั้น ทฤษฎีเกมก็ถูกพัฒนาต่อเนื่องและทำให้นักทฤษฎีเกมหลายคนได้ Nobel Prize นาย Jean Tyrol จากมหาวิทยาลัย Toulouse ประเทศฝรั่งเศส ก็ได้ Nobel Prize จากการพัฒนาทฤษฎีเกม

การพัฒนาทฤษฎีเกมถือว่ามีความสำคัญมากในการปรับระบบคิดของคิด ช่วยให้คนสามารถตัดสินใจอย่างชาญฉลาด (แบบมนุษย์) รู้เท่าทันคนอื่น รู้เท่าทันโลก รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง โดยผู้เขียนจะสรุปสาระสำคัญดังนี้

หลักการในทฤษฎีเกมที่พัฒนาโดยนายจอห์น ฟอน นอยมันน์ และนายจอห์น แนช คือ

1. คนที่ฉลาดอย่างมีเหตุผล (rational) จะต้องหลีกเลี่ยงทฤษฎีเกมศูนย์ (zero–sum game) ทั้งนี้เนื่องจาก เกมศูนย์หมายถึง เกมที่มีผู้ชนะและผู้แพ้ (win-lose) ดังนั้น ถ้าเราไม่รู้ว่าเราอยู่ในข้างแพ้หรือข้างชนะ ในกรณีนี้ต้องหลีกเลี่ยง นอกจากเราจะมีระบบคิดแบบนักพนัน เกมศูนย์จะเล่นได้โดยมีข้อยกเว้นดังต่อไปนี้

1.1 ได้เปรียบทางการแข่งขัน มีอำนาจต่อรองมากกว่า ประเมินแล้วมีโอกาสชนะสูงกว่าจึงเล่นได้ แต่ถ้าชนะแบบเลือดตาแทบกระเด็น ไม่ควรเล่น

1.2 หลังพิงฝา กล่าวคือ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าแพ้ก็ต้องเล่น เพราะไม่มีทางเลือกอื่น

2. คนที่ฉลาดอย่างมีเหตุผล (rational) ต้องหลีกเลี่ยงทฤษฎีเกมลบ (negative sum game) กล่าวคือ สู้กันเมื่อไหร่จะแพ้ทั้งคู่ (lose-lose)

3. คนที่ฉลาดอย่างมีเหตุผล (rational) ควรเล่น ทฤษฎีเกมบวก (win-win) positive sum game แต่คนที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่า ต้องได้มากกว่า

ทฤษฎี zero-sum game เป็นการพัฒนาของนายจอห์น ฟอน นอยมันน์ แต่ negative sum game และ positive sum game เป็นการพัฒนาของนายจอห์น แนช ที่เรียกกว่า non- zero–sum game

จากหลักการทั้ง 3 ประการ เราสามารถเอามา apply ได้กับการประเมินพฤติกรรมของฝ่ายตรงข้ามและใช้ได้ทั้งทางด้านเศรษฐศาสตร์ การเมือง สังคม และชีวิตส่วนตัว โดยจะขอยกตัวอย่างในการนำทฤษฎีเกมมาใช้ในการทำนายนโยบายต่างประเทศดังนี้

ในยุคสงครามเย็น โลกแบ่งเป็น 2 ค่าย ซึ่งเผชิญหน้ากันทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ค่ายหนึ่งเป็นทุนนิยมและประชาธิปไตยเสรีนิยม มีอเมริกาเป็นผู้นำ อีกค่ายเป็นคอมมิวนิสต์เผด็จการเบ็ดเสร็จ และมีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเป็นประธานาธิบดีอเมริกาหรือเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จะดำเนินนโยบายต่างประเทศเหมือนกัน เพราะโลกทัศน์ในการมองจะสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎี zero-sum game กล่าวคือ ทั้งผู้นำของอเมริกาและผู้นำของสหภาพโซเวียตจะต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะและทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้แพ้ ในกรณีนี้ นโยบายต่างประเทศจะออกมาในลักษณะเหมือนกันดังนี้คือ

1. ต่างฝ่ายต่างต้องหาพันธมิตร

2. ต่างฝ่ายต่างต้องป้องกันไม่ให้พันธมิตรทรยศ

3.ต่างฝ่ายต่างต้องสร้างอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อต่างฝ่ายต่างสร้างอาวุธนิวเคลียร์ โอกาสที่จะเกิดสงครามระหว่างกันจะลดลงหรือไม่เกิดสงครามเลย เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่า สู้กันเมื่อไหร่ จะเสียหายทั้งคู่ (lose-lose) ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วย negative sum game ทั้งนายจอห์น ฟอน นอยมันน์และนายจอห์น แนช ได้เป็นที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศและสนับสนุนการสร้างอาวุธนิวเคลียร์เพื่อสันติ เพราะถ้าไม่สร้างแล้วอีกฝ่ายสร้างจะทำให้เกิดเกมศูนย์ (zero–sum game) แต่ถ้าสร้างจะทำให้ต่างคนต่างไม่กล้าก่อสงคราม ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ทฤษฎีเกมจะสามารถอธิบายได้ว่า ต่างคนต่างทำอาวุธขึ้นมาประหัดประหารกันก็กลายเป็นการร่วมมือกัน หรือที่เรียกว่า Nash Equilibrium

ทฤษฎีเกมจึงถือว่าเป็นเครื่องมือในการช่วยในการวิเคราะห์พฤติกรรมของฝ่ายตรงข้ามและพฤติกรรมของตัวเราได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในศาสตร์ต่าง ๆ และเกิดการแพร่หลายพัฒนาจนขณะนี้เกือบ 100 ปีแล้ว

ภายหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง โลกเปลี่ยนจากบริบทการเผชิญหน้าด้านความมั่นคงกลายเป็นบริบทใหม่ เป็นการแข่งขันทางการค้า ซึ่งมีอเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจและสามารถอธิบายพฤติกรรมของประเทศต่าง ๆ ตามทฤษฎีเกมได้คือ ในภาวะที่อเมริกายิ่งใหญ่ที่สุดหลังจากสงครามเย็น อเมริกาจะอยู่ในฐานะที่สามารถเล่นเกมศูนย์ได้เพราะเขาจะชนะ หรือเล่นเกมบวกก็ได้เพราะเขาจะต้องบวกมากกว่า ดังนั้นรัฐบาลของประเทศอื่น ๆ ต้องเล่นเกมไม่ให้ตัวเองต้องเป็นผู้แพ้ จึงสามารถทำนายได้ว่า ประเทศต่าง ๆ จะมีการรวมกลุ่มกันเป็นเขตการค้าเสรี และพัฒนากลายมาเป็นตลาดร่วม ดังนั้นในปี 1992 จึงมีข้อตกลง AFTA (ASEAN Free Trade Area) และพัฒนามาเป็น AEC ในที่สุด การรวมกลุ่มในลักษณะดังกล่าวได้ขยายไปทุกภูมิภาคของโลก นี่คือประโยชน์ของทฤษฎีเกมที่มีความยิ่งใหญ่เพราะทำให้สามารถที่จะทำนายพฤติกรรมของคนได้ล่วงหน้าและเป็นเหตุที่ทำให้มีคนได้ Nobel Prize ถึง 4 ครั้ง และนำมาปรับใช้ได้ในสาขาต่าง ๆ

โดยสรุปแล้ว ประเทศที่การศึกษาที่มีคุณภาพย่อมมีความเจริญมากกว่าประเทศที่มีการศึกษาขาดคุณภาพ การศึกษาทฤษฎีเกมจึงเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพการศึกษา ดังนั้นถ้าจะปฏิรูปการศึกษาต้องปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่นามธรรม คือต้องไม่สอนว่า ต้องเก่งอย่างไร แต่ต้องสอนว่า ทำอย่างไรจึงเก่ง ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยมีความพยายามในการปฏิรูปการศึกษาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเราพูดแต่นามธรรมและยังไม่ได้แตะเครื่องมือที่เป็นรูปธรรมที่แท้จริง การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงแค่การเพิ่มปริมาณคนจบปริญญาตรี โท เอก แต่คุณภาพแย่ลงด้วยซ้ำ ถ้าจะปฏิรูปในอนาคตต้องตอบคำถาม How-to (ทำอย่างไร) เท่านั้น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

แผนงานที่โดดเด่นของรัฐบาล “บิ๊กตู่”

9226

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาที่มีลักษณะโดดเด่นประการหนึ่งก็คือ การดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างพื้นฐานในด้านสาธารณูปโภค ด้านคมนาคมและพัฒนาความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน แม้ว่าแนวนโยบายดังกล่าวนั้นจะมีการดำเนินการมาก่อนรัฐบาลชุดนี้และเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ภายใต้กรอบ AEC ก็ตาม แต่รัฐบาลชุดนี้ได้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ตลอดจนมีกรอบเงื่อนไขเวลาที่ชัดขึ้น

แผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่รัฐบาลชุดนี้กำหนดขึ้นจะมาจากงบประมาณปี 2558-2565 มีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี โดยทั้งนี้ทั้งนั้น ได้ขยายวงเงินจาก 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งกำหนดไว้แต่เดิม เป็นกว่า 3 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม กรอบการดำเนินงานก็ยังประกอบด้วย 5 แผนงานดังต่อไปนี้

แผนงานที่ 1 การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง วงเงินประมาณ 6.7 แสนล้านบาท

โครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการในการดำเนินการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เช่น โครงการรถไฟทางคู่ 17 เส้นทางวงเงินรวมกว่า 4.7 แสนล้านบาท โครงการปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณทั่วประเทศ โครงการซ่อมบำรุงรถจักร และรถจักรดีเซลไฟฟ้า โครงการจัดหารถโบกี้บรรทุกสินค้า และโครงการจัดหารถโดยสารรุ่นใหม่ เป็นต้น

แผนงานที่ 2 การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจร ใน กทม.และปริมณฑล วงเงินรวมประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท

โครงการในแผนงานนี้ คือ โครงการรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูง โดยโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพและปริมณฑล หรือโครงการรถไฟฟ้า 10 สาย โดยจะมีการประกวดราคาเพิ่มเติมอีก 112 กิโลเมตร หรืออีก 5 โครงการในระหว่างปี 2557 – 2558

โครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 3,183 คัน วงเงิน 13,416 ล้านบาท ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์สั่งให้มีการดำเนินการให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2558

โครงการก่อสร้างถนนและสะพานในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ขยายตัว ได้แก่ โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อถนนราชพฤกษ์ – ถนนกาญจนาภิเษก แนวเหนือ-ใต้ และโครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย

แผนงานที่ 3 การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศสู่ประชาคมอาเซียน วงเงินประมาณ 6.4 แสนล้านบาท

ส่วนใหญ่เป็นโครงการสร้างโครงข่ายทางหลวงชนบทสนับสนุนการเกษตรและการท่องเที่ยว การสร้างโครงข่ายเชื่อมโยงระหว่างเมืองหลักและระหว่างฐานการผลิตหลักของประเทศ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) บางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา , บางใหญ่ – บ้านโป่ง- กาญจนบุรี และสายพัทยา – มาบตาพุด

รวมทั้งโครงการเชื่อมโยงประตูการขนส่งระหว่างประเทศ เช่น โครงการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงทางหลวงระหว่างประเทศ โครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงชนบท แหล่งผลิตและประตูการค้า และโครงการในกลุ่มการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งถนนและองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อให้เกิดการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เช่น โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของจังหวัดเชียงราย โครงการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้า 15 แห่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางถนนด้วยรถบรรทุก เป็นต้น

แผนงานที่ 4 การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำเพื่อเพิ่มการขนส่งทางน้ำเพิ่มขึ้น 20% วงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท

โครงการพัฒนาท่าเรือปากบารา โครงการพัฒนาท่าเรือสำราญขนาดใหญ่ โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งสินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง โครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าในแม่น้ำป่าสัก โดยการก่อสร้างระบบป้องกันตลิ่งเพื่อพัฒนาร่องน้ำทางเดินเรือ เป็นต้น

แผนงานที่ 5 การพัฒนาท่าอากาศยาน วงเงินรวมประมาณ 8.9 หมื่นล้านบาท

แผนพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 วงเงิน 6.2 หมื่นล้านบาท การพัฒนาท่าอากาศดอนเมืองระยะที่ 2 – 3 (2561 – 2565) แผนพัฒนาท่าอากาศยานท่าอากาศยานภูเก็ต โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานเบตง จ.ยะลา โครงการปรับปรุงท่าอากาศยานแม่สอด จ.ตาก และแผนงานเตรียมความพร้อมสู่โครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมอากาศยานในประเทศไทยเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

จากแผนงานดังกล่าว บางโครงการได้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ตุลาคมนี้ ก็คือ การขยายฐานเชื่องโยงหนองคายมาสู่แก่งคอยและมาบตาพุด ระยะทาง 700 กว่ากิโลเมตร ในขณะเดียวกันก็มีการทำข้อตกลงกับทางด้านพม่าและญี่ปุ่นเพื่อเชื่อมโยงทวายกับแหลมฉบัง ซึ่งจะมีการลงนามใน SPV (Special Purpose Vehicle) ในเดือนกรกฎาคมนี้ นอกจากนั้นก็มีการดำเนินการในการที่จะขยายรถไฟไฮสปรีดจากกรุงเทพฯ ไปหัวหินและจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ และยังมีแผนงานที่จะขยายจากน้ำพุร้อน จังหวัดกาญจนบุรี มาสู่กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา แหลมฉบัง และอีกเส้นทางหนึ่งไปหนองคาย

การปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมดังกล่าวนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งไทยและภูมิภาคในแง่บวก กล่าวคือ จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งระหว่างภูมิภาคอาเซียนไปสู่จีน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ เกิดการขยายของชุมชนเมือง พัฒนาการค้าชายแดน พัฒนาความเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจจำเพาะซึ่งจะเชื่อมโยงไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ตลอดจนการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว

รัฐบาลภายใต้คสช. มีผลงานทางด้านเศรษฐกิจทั้งทางบวกและทางลบ ภาพด้านบวกที่เด่นชัดคือ การปูทางไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่ไม่ใช่แค่เชื่อมโยงในประเทศเท่านั้น แต่ขยายสู่ภูมิภาคเอเชีย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปัญหาที่ค้างคาระหว่าง “กรีก” กับ “ทรอยก้า”

9171

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

การเผชิญหน้าของกรีกกับทรอยก้า (Troika) ยังเป็นประเด็นปัญหาที่กระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคยุโรปและต่อโลก เนื่องจากนักลงทุนต่างก็เกรงว่า ถ้าถึงจุดหนึ่งกรีกไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ก็จะทำให้กรีกต้องออกจากสกุลเงินยูโร ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเกิดวิกฤตลามปามไปสู่สเปนและอิตาลี ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 และอันดับ 3 ในกลุ่มยูโรโซน

หลังจากที่รัฐบาลฝ่ายซ้ายจัดของกรีกชนะการเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลกรีกได้ดำเนินนโยบายซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและการเผชิญหน้าระหว่ารัฐบาลกรีกกับทรอยก้าหรือเจ้าหนี้ ซึ่งประกอบด้วย IMF สหภาพยุโรป (โดยมีคณะกรรมาธิการรับผิดชอบทางเศรษฐกิจเป็นตัวแทน) และยูโรโซน ซึ่งมีประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) และประธานคณะมนตรีทางการคลังของกลุ่มยูโรโซน เป็นตัวแทน

เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รัฐบาลกรีกซึ่งชนะการเลือกตั้งจากแนวการหาเสียงที่จะขอเจรจาประนีประนอมหนี้ และจะดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการขยายสวัสดิการ ยกเลิกการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อีกทั้งไม่ยอมรับอำนาจการตรวจสอบของทรอยก้า ท่าทีของรัฐบาลกรีกในตอนระยะต้นนั้นถือเป็นการฉีกเงื่อนไขข้อตกลงที่รัฐบาลเก่าของกรีกทำไว้กับทรอยก้าเพื่อขอรับความช่วยเหลือครั้งที่ 2 ในวงเงิน 172,000 ล้านยูโร ซึ่งตอนที่รัฐบาลซ้ายจัดขึ้นมาเป็นรัฐบาลนั้น ยังมีวงเงินที่รัฐบาลกรีกจะเบิกได้อีก 7,200 ล้านยูโร

จากท่าทีอันแข็งกร้าวของรัฐบาลกรีก ตลอดจนลักษณะหยิ่งยโสและอวดรู้ของรัฐมนตรีคลังกรีกคนใหม่คือนาย Yanis Varoufakis ซึ่งอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์และเป็นพันธมิตรกับพรรครัฐบาล Syriza ทรอยก้าจึงไม่ยอมให้กรีกเบิกเงินส่วนที่เหลือนี้ อีกทั้งปิดช่องทางในการให้ความช่วยเหลทอฉุกเฉิน (Emergency Fund) จนกว่ารัฐบาลกรีกจะยอมทำตามเงื่อนไขที่ตกลงโดยรัฐบาลเก่า นั่นก็คือ ปฏิรูปทางด้านแรงงาน และทางด้านสวัสดิการสุขภาพ ตลอดจนสวัสดิการในด้านเกษียรอายุ คือ บำเหน็จบำนาญ อีกทั้งให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้มีการเกินดุลงบประมาณ

รัฐบาลกรีกต้องเผชิญกับสภาพข้อเท็จจริงที่แข็งกร้าวของทรอยก้าผนวกกับมีการถอนเงินของคนกรีกซึ่งสามารถนำไปสู่ปัญหาสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ อีกทั้งตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงจากที่คาดการณ์ว่าจะเป็น 2.5% ซึ่งก็เหลือเพียง 0.5 หรือ 0% การเกินดุลงบประมาณ 3% ก่อนหน้านี้ก็กลายเป็นการขาดดุล 1.7% อีกทั้งหนี้สินที่ถึงกำหนดชำระก็ทยอยกันมา ซึ่งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็คือ หนี้สินที่ถึงกำหนดชำระจำนวน 750 ล้านยูโรปที่ค้างกับ IMF ในสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงมีข่าวออกมาในทำนองว่า กรีกอาจจะไม่สามารถชำระหนี้และอาจนำไปสู่ปัญหาล้มละลายและเบี้ยวหนี้ซึ่งจะนำไปสู่ความจำเป็นที่กรีกต้องออกจากเงินสกุลยูโร และอาจก่อปัญหาลามปามเป็นวิกฤติโดมิโนไปสู่สเปนและอิตาลี อย่างไรก็ตามสถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น กรีกยังมีวิธีการชนิดขูดเงินก็ว่าได้ เพื่อชำระหนี้วิธีการของกรีกคือ ถอนเงินที่มีอยู่กับ IMF ในรูปของ SDR (Special Drawing Rights) มาจ่ายให้กับ IMF พูดง่าย ๆ คือ เอาเงินจากกระเป๋าซ้ายไปจ่ายกระเป๋าขวา ซึ่งโดยปกติไม่มีใครทำ แต่วิธีการนี้ก็ช่วยให้กรีกรอดพ้นจากการล้มละลายได้ชั่วคราว

การเผชิญหน้าระหว่างกรีกกับทรอยก้ายังคงดำเนินอยู่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการประนีประนอมก็คือ เงื่อนไขในการบังคับให้กรีกต้องปฏิรูปสวัสดิการหลังเกษียณอายุ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนถึง 2.3 ล้านคน ซึ่งเป็นการเกษียณอายุอย่างเป็นทางการ โดยในจำนวนนี้ 1 ล้านคน อายุต่ำกว่า 65 ปี จำนวนคนเกษียณอายุจึงเท่ากับ 1 ใน 4 ของประชากร ในประเทศกรีกนั้นระบบการเกษียณอายุอนุญาตให้หลายกรณีที่จะเกษียณอายุก่อนเวลา โดยได้รับค่าบำเหน็จบำนาญจำนวนเต็มและเป็นเหตุผลข้อหนึ่งของค่าใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ทรอยก้าจึงตั้งเงื่อนไขให้แก้ไขระบบดังกล่าวเพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งรัฐบาลก็ไม่กล้าทำ เนื่องจากจะกระทบกับฐานเสียงซึ่งสนับสนุนการขึ้นมาของฝ่ายซ้ายจัด

ทิศทางของการเผชิญหน้าระหว่างกรีกกับทรอยก้าจะเป็นอย่างไรนั้น ผู้เขียนวิเคราะห์ได้ดังนี้

ปัญหาของกรีกนั้นยังไม่ระเบิด ทั้งนี้แม้กรีกจะแย่ลงทุกวัน แม้ว่าจะหาเงินถึงขั้นขูดออกมาก็ตาม แต่กรีกยังสามารถประคองและจ่ายหนี้เมื่อถึงกำหนดบางส่วนได้บ้าง อย่างน้อยก็ถึงเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า เมื่อถึงจุดเข้าตาจน รัฐบาลกรีกก็คงจะยอมประนีประนอมระดับหนึ่ง เพราะถ้าปล่อยให้กรีกล้มละลายก็จะส่งผลกระทบต่อประชาชนกรีกมหาศาล อย่างไรก็ตาม การที่กรีกจะประนีประนอมได้นั้น ฝ่ายทรอยก้าคงต้องยอมผ่อนปรนเงื่อนไขที่บีบบังคับกรีกลดลงเล็กน้อย ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ จะเห็นได้ชัดว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การประชุมระดับรัฐมนตรีคลังของยูโรโซนได้ยอมอ่อนข้อและให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดช่องทางช่วยเหลือสภาพคล่องกรีกจากกองทุนฉุกเฉิน

ต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า ทรอยก้าก็รู้ว่า แม้กรีกดูผิวเผินเหมือนความสำคัญน้อยมาก ขนาดเศรษฐกิจเท่ากับ 2% ของ GDP ของสหภาพยุโรป อีกทั้งคิดว่ากลุ่มยูโรโซนเริ่มฟื้นแล้ว แม้กรีกจะล้มละลายก็คงจะไม่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ไม่เหมือนกับเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ลึก ๆ ผู้นำของสหภาพยุโรปต่างก็หาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้กรีกล้มละลาย และออกจากเงินสกุลยูโร เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่ส่งผลต่อสหภาพยุโรป เรียกได้ว่า การป้องปรามดีกว่าการแก้ไข แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทรอยก้าอาจจะประนีประนอมได้บ้างแต่มี Red line กล่าวคือ ประนีประนอมได้เพียงระดับเดียวเท่านั้น มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่เพราะเป็นการสร้างตัวอย่างนำร่องไปถึงลูกหนี้อื่น ๆ

ผู้เขียนเชื่อว่า ปัญหากรีกยังจะประนีประนอมได้ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่กรีกจะล้มละลายและออกจากเงินยูโรยังคงมีอยู่ 20% โดยเฉพาะถ้าเกิดการขยายตัวของการต่อต้านของประชาชนที่ไม่ยอมรับเงื่อนไขและนำไปสู่การแตกแยกของพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งนี้เนื่องจาก ภายในพรรค Syriza ก็ยังมีพวกซ้ายจัดที่ต่อต้านสหภาพยุโรปและพรรคร่วมรัฐบาลทั้งขวาจัดและซ้ายจัดที่ต่อต้านสหภาพยุโรปเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การประนีประนอมมีก็ความเป็นไปได้มากว่า

โดยสรุป ผู้เขียนเชื่อว่า กรีกจะเผชิญหน้ากับทรอยก้าอีกสักพัก และในที่สุดก็จะเกิดการประนีประนอมในนาทีสุดท้าย ดังนั้น เดือนมิถุนายนจึงถือว่ามีความสำคัญ เพราะจะมีหนี้ที่ถึงกำหนดชำระมากขึ้น และตามข้อตกลงข้อที่ 2 ในการยืดอายุชำระหนี้ถึงเดือนมิถุนายน เป็นจำนวน 172,000 ล้านยูโร รัฐบาลกรีกจึงอาจต้องขอกู้เป็นงวดที่ 3

และแม้ในกรีณีที่กรีกต้องออกจากเงินยูโรก็มิได้หมายความว่าจะเกิดวิกฤตกับยูโรโซน ดัชนีที่จะบอกได้ว่า ถ้ากรีกออกจากเงินสกุลยูโรแล้วจะลามปามไปถึงสเปนและอิตาลีได้หรือไม่ ก็สามารถดูได้จากผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสเปนและอิตาลี ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.7-1.8% ว่าจะขยับสูงถึง 7-8% ได้หรือไม่ และจะยืนระดับอยู่ตรงนั้นได้หรือไม่ ถ้าไม่มีปรากฎการณ์การปรับขึ้นนี้ ปัญหากรีกก็จะไม่ส่งผลลูกโซ่ต่อยูโรโซน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ทรอยก้า ความขัดแย้งที่สำคัญของกรีก

9094

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ปัญหาของกรีกกับยูโรโซนยังเป็นเรื่องคาราคาซังและยังเป็นเรื่องที่ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น IMF ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าหนี้สามรายที่เรียกว่า “ทรอยก้า” (Troika) ได้ประกาศชัดว่า จะไม่ยอมปล่อยสินเชื่อที่ค้างอยู่ให้กับรัฐบาลกรีก เนื่องจากกรีกไม่มีการบริหารจัดการตามเงื่อนไขที่ทรอยก้ากำหนดไว้ ทรอยก้าในที่นี้หมายถึง เจ้าหนี้ 3 ราย ได้แก่ IMF สหภาพยุโรปซึ่งมีประธานคณะกรรมาธิการเป็นตัวแทนและกลุ่มยูโรโซนซึ่งมีประธานคณะมนตรีการคลังของกลุ่มยูโรโซนเป็นตัวแทน และธนาคารกลางยูโรปซึ่งมีผู้ว่าการธนาคารกลางของยุโรปหรือ ECB เป็นตัวแทน เงื่อนไขที่กำหนดไว้ของเจ้าหนี้ทั้ง 3 คือ ให้กรีกกำหนดแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตามที่ทรอยก้าได้กำหนดหลักการและเงื่อนไขไว้ และให้มีการบริหารงบประมาณเกินดุล (Primary Surplus) กล่าวคือ มีงบประมาณเกินดุล 3% ต่อ GDP โดยทั้งนี้จะไม่รวมดอกเบี้ยค้างชำระ ปรากฏว่า รัฐบาลกรีกภายใต้การนำของพรรคฝ่ายซ้ายจัดคือ พรรค Syriza โดยมีผู้นำคือนาย Alexis Tsipras และรัฐมนตรีคลังคือนาย Yanis Varoufakis ก็ไม่ยอมปฏิบัติตามในเรื่องของการเสนอรายละเอียดการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อีกทั้งปล่อยให้งบประมาณมีการขาดดุลในช่วงเวลาที่ผ่านมาซึ่งเท่ากับเป็นการผิดข้อตกลง

ความจริงนั้นกรีกได้ทำข้อตกลงก่อหนี้กับทั้ง 3 เจ้าหนี้เป็น 2 ช่วง ในช่วงปัจจุบันนั้นอยู่ในช่วงที่ 2 โดยขอกู้เงินจำนวน 172,000 ล้านยูโร ซึ่งขณะนี้เหลือเงินรอการเบิกจ่ายอีก 7,200 ล้านยูโร ซึ่งรัฐบาลกรีกต้องการได้เงินดังกล่าว แต่ทรอยก้าต่างก็มีมติเอกฉันท์ไม่ยอมปล่อย จนกว่ากรีกจะทำตามเงื่อนไขที่ได้กล่าวมาแล้ว

รัฐบาลกรีกอยู่ในฐานะค่อนข้างลำบาก ด้านหนึ่งได้มีสัญญาประชาคมกับประชาชนว่าจะมีการปรับโครงสร้างหนี้และจะไม่ยอมอยู่ภายใต้เงื่อนไขของเจ้าหนี้ซึ่งมีส่วนทำให้กรีกมีการว่างงานถึง 25% ในอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ถ้ากรีกไม่ได้เงินดังกล่าว กรีกมีค่าใช้จ่ายที่จะตามมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนสวัสดิการที่รัฐบาลสัญญาไว้กับประชาชน ค่าใช้จ่ายในการคืนหนี้ที่ถึงกำหนดทั้งกับ IMF และอื่น ๆ ในเวลาอันใกล้ ถ้ากรีกไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ กรีกก็จะกลายเป็นประเทศล้มละลายเบี้ยวหนี้ และจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศพัฒนามีการเบี้ยวหนี้ และจะส่งผลกับประเทศในสหภาพยุโรปโดยเฉพาะในกลุ่มยูโรโซน และอาจจะลามปามมาถึงสเปนและอิตาลี จนอาจเกิดวิกฤตเงินสกุลยูโรได้อีก

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการได้มีการประเมินเศรษฐกิจของประเทศในสหภาพยุโรปและคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของกรีกจะมีการขยายตัวเท่ากับ 0 หรือประมาณ 0.5% ในปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าที่คาดไว้ 2.5% ค่อนข้างมาก ดังนั้นกรีกจึงกำลังเผชิญปัญหาที่รุมเร้าไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ตกต่ำ หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 190% ของ GDP อีกทั้งมีหนี้ที่ถึงกำหนดกำลังตามมา

สถานการณ์จากนี้เป็นต้นไปนั้นยังเป็นช่วงของการเผชิญหน้าระหว่างกรีกกับทรอยก้า สิ่งที่พอวิเคราะห์ได้คือ ทรอยก้าคงจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับกรีก แต่อาจจะผ่อนปรนในส่วนของการปฏิรูปบางส่วน ทั้งนี้เพราะการยอมอ่อนข้อให้กับกรีกนั้นจะส่งสัญญาณในทางลบไปสู่ลูกหนี้รายอื่น ๆ ซึ่งอาจจะเรียกร้องเช่นเดียวกับกรีก ในส่วนรัฐบาลกรีก ถ้ามองจากมุมของนายกฯ แล้ว ถ้าถึงจุดหนึ่งคงต้องประนีประนอม โดยยอมอ่อนข้อให้ทรอยก้า มิฉะนั้นจะอยู่ในฐานะล้มละลาย ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม กรีกยังมีโอกาสซื้อเวลาเพราะยังหาเงินประเภทต่าง ๆ เพื่อมาจ่ายหนี้ที่ครบกำหนดได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ในปลายเดือนนี้และเดือนหน้าซึ่งมีหนี้ถึงกำหนดเพิ่มขึ้น กรีกจะหาเงินได้จากที่ไหน กรีกเองก็กำลังใช้กลยุทธ์แกล้งเบี้ยวจนถึงนาทีสุดท้ายเผื่อจะได้เงื่อนไขที่ดีขึ้น ถึงขนาดว่ามีการส่งสัญญาณในลักษณะถ้าจะประนีประนอมต้องขอความเห็นชอบจากประชาชนโดยผ่านการขอประชามติเพื่อเป็นกลยุทธ์ในการบีบทรอยก้าและเป็นการป้องกันตนเองจากการเบี้ยวข้อตกลงกับประชาชน สิ่งที่อาจจะเป็นภยันตรายหรือก่อให้เกิดปัญหาของยูโรโซนก็คือ พรรคร่วมซ้ายจัดของรัฐบาลกรีกและคนในพรรคซ้ายจัด Syriza มีอยู่ส่วนหนึ่งที่ต้องการถอนตัวจากสหภาพยุโรป ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อนายกฯ และนำไปสู่ความแตกแยก อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า การเผชิญหน้าระหว่างกรีกกับทรอยก้ายังไม่ถึงจุดระเบิด ทางออกของรัฐบาลก็คือ ปรับเปลี่ยนรัฐบาล เอาพวกซ้ายจัดออกไป เพื่อเปิดทางปฏิบัติตามข้อเสนอของทรอยก้า

โดยสรุป กรีกกับทรอยก้ายังต้องเผชิญหน้าสร้างความตื่นเต้นต่อไป แต่ก็ยังไม่ถึงจุดระเบิดในเวลาอันใกล้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

รัฐธรรมนูญฉบับเลโก้

9033

รศ.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ขณะนี้เป็นช่วงของการแสดงความคิดเห็นของสภาร่างฯ ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีจุดที่น่าวิเคราะห์วิจารณ์ดังต่อไปนี้

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ถือเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่พยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ดังจะเห็นได้ว่ามีการลงรายละเอียดและมีเนื้อหาครอบคลุมมากมาย อีกทั้งมีการตั้งองค์กรใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกกว่า 10 องค์กร อาทิเช่น สภาพลเมือง องค์กรที่มาดูแลเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการ ตลอดจนองค์กรที่มาดูแลเรื่องคุณธรรม และอื่น ๆ โดยภาพรวมเป็นการแสดงออกถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาการเมืองที่ครอบคลุมรายละเอียดซึ่งถือว่าเป็นความตั้งใจที่ดีของผู้ร่าง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในเชิงรัฐศาสตร์และมองในเชิงกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยทั่วไป ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นเสมือน เลโก้ (Lego) คือเป็นการต่อที่ไม่ถาวรและเป็นรัฐธรรมนูญประเภท “ภาพเสมือนจริง” (Virtual Reality) ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า จะอยู่ได้ไม่นาน จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีลักษณะครอบคลุมรายละเอียดมากเกินไป ซึ่งจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ โดยปกติแล้ว เนื้อหาของรัฐธรรมนูญจะครอบคลุม 2 เรื่องคือ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจทั้ง 3 คือ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ซึ่งทางวิชาการเรียกว่า Super Structure โครงสร้างเบื้องบน กับ ประชาสังคม (Civil Society) โครงสร้างเบื้องล่าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีลักษณะเป็นเหมือนกฎระเบียบในทางปฏิบัติมากกว่าร่างรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่น่าวิเคราะห์ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็คือ

1. ร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสมหรือแบบเยอรมัน คือ ระบบแบ่งเขตและระบบสัดส่วนโดยรวมกัน 450-470 คน ระบบนี้จะทำให้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยเพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นระบบที่มีความยุติธรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบบสัดส่วนซึ่งถือว่ามีน้ำหนักถึงครึ่งหนึ่งจะนำไปสู่การขาดเสถียรภาพทางการเมือง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สาธารณรัฐที่ 4 ของฝรั่งเศส (1946-1958) ซึ่งใช้ระบบสัดส่วน 100% ในกรณีของเยอรมัน ซึ่งของเราไปลอกเขามานั้น ระบบการเมืองมีเสถียรภาพ เนื่องจากเหตุผลที่มีการกำหนดขั้นต่ำสุดที่จะมีที่นั่งในสภาที่ 5% ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญของเราฉบับนี้ไม่มี อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพทางการเมืองของเยอรมันก็มิใช่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่จะมาจากลักษณะของพรรคการเมืองที่เป็นระบบ 2 พรรคใหญ่ คือ ขวากลาง (CDU) และซ้ายกลาง (SDP) ซึ่งต่างก็มีอุดมการณ์ที่เข้มแข็ง บุคลากรทางการเมืองจะมีอุดมการณ์ชัดเจนและไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง วัฒนธรรมทางการเมืองดังกล่าวนี้เป็นส่วนที่ทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองโดยมีรัฐบาลผสมระหว่างพรรคใหญ่ 2 พรรค แต่ในกรณีของไทย พรรคการเมืองไทยยังเป็นการรวมกลุ่มของกลุ่มผลประโยชน์ ขาดอุดมการณ์ สังคมยังไม่เข้มแข็งพอที่จะควบคุม แถมยังมีวัฒนธรรมอุปถัมภ์ บริบทเช่นนี้ จะทำให้ในอนาคตจะมีรัฐบาลผสมหลายพรรคแย่งชิงผลประโยชน์ ซึ่งเท่ากับว่า เป็นระบบการเมืองที่กลับไปสู่ยุคก่อนปี 2540 นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ข้อดีของระบบดังกล่าวในระยะสั้นก็คือ จะช่วยป้องกันใม่ให้พรรคใหญ่ที่ครอบงำเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก แต่ในระยะกลาง นักการเมืองสามารถที่จะเข้าไปครอบงำเรื่องผลประโยชน์ได้

2. ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสว.นั้น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดที่มาของสว. จะมาจาก 5 องค์ประกอบ บางองค์ประกอบจะมาจากการเลือกตั้งในระดับจังหวัด แต่ก็เป็นการเลือกตั้งจากการกลั่นกรองซึ่งยังไม่ออกมาเป็นการเลือกตั้งโดยตรงเลยทีเดียว บางองค์ประกอบจะมาจากการจัดตั้ง บางองค์ประกอบมาจากการแต่งตั้ง บางองค์ประกอบมาจากการคัดเลือก อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งสว. ในลักษณะดังกล่าวนั้นขัดกับหลักเกณฑ์ประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ว่า อำนาจต้องมาจากความชอบธรรม และความชอบธรรมต้องมาจากการเลือกตั้ง สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ การขาดดุลภาพของความชอบธรรม สว.ในกรอบดังกล่าวมีอำนาจโดยเฉพาะในกระบวนการนิติบัญญัติใกล้เคียงกับสส. อีกทั้งยังมีอำนาจควบคุมฝ่ายบริหาร ซึ่งถือว่ามีอำนาจเกินความชอบธรรม อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็มีความเห็นว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน การเลือกตั้งสว. โดยตรงอาจจะสร้างปัญหาสภาผัวเมียและผูกขาดอำนาจได้ ดังนั้นแม้จะขาดดุลยภาพของความชอบธรรม ผู้เขียนก็ยังเห็นความจำเป็น แต่สิ่งที่พอจะทำนายได้คือ ร่างรัฐธรรมนูญลักษณะนี้จะทำให้รัฐธรรมนูญมีลักษณะไม่ถาวร การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคตไม่ไกลนักต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญส่วนนี้อีกอย่างแน่นอน

3. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามจัดตั้งองค์กรกลางขึ้นมามากมายเพื่อทำการควบคุม พยายามที่จะได้บุคลากรที่ดี แต่ในทางปฏิบัติ ผู้เขียนเชื่อว่า จะไม่มีวันไปสู่เป้าหมายได้ ยกตัวอย่าง องค์กรที่มาดูแลคุณธรรม คนที่มีลักษณะคุณภาพแบบไหนที่จะเข้ามาเป็นกรรมการ อย่าลืมว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน องค์กรกลางนั้นพยายามที่คัดคนที่คิดว่าดี แต่เอาเข้าจริง ๆ ผู้ที่เข้ามากลับเห็นผลประโยชน์ส่วนตัวและเลือกข้าง เพราะฉะนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่การตั้งองค์กร แต่ปัญหาอยู่ที่การเลือกเอาคุณภาพของคนในองค์กร อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่วัฒนธรรมอุปถัมภ์ยังคงอยู่ การจัดตั้งองค์กรประเภทนี้จะไม่สามารถบรรลุตามเป้าได้ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างระบบถ่วงดุลและการพัฒนาค่านิยมผ่านระบบการศึกษาและสื่อสารมวลชนในการตรวจสอบ ในประเทศเยอรมัน รัฐธรรมนูญปี 1949 มีการกำหนดระบบการศึกษาเพื่อเผยแพร่ค่านิยมประชาธิปไตยเสรีนิยมอย่างกว้างขวาง เพื่อป้องกันค่านิยมประเภทอำนาจนิยมจนเกิดคนแบบฮิตเลอร์

4. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้สร้างกลไกในลักษณะพัฒนาความเข้มแข็งของสื่อมวลชนและประชาสังคมซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบนักการเมืองได้ดีที่สุด ดูตัวอย่างของเกาหลีใต้ ยังไม่ต้องทำอะไร นายกฯ ต้องขอลาออกเอง ในประเทศเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า ไม่มีองค์กรประเภทคุณธรรมเลย เพราะตั้งไปก็เป็นแค่เสือกระดาษและอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเผด็จการเสียงข้างมาก เช่น องค์กรหลายองค์กรหลังรัฐธรรมนูญปี 40

โดยสรุป สิ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญอาจบรรลุได้ชั่วคราวคือ จะทำให้เผด็จการเสียงข้างมากใช้เวลาฝักตัว ข้อดีอย่างน้อยที่สุดคือ ซื้อเวลาและถ้าหากถึงจุดหนึ่ง ความพยายามในการกลับมาเป็นเผด็จการเสียงข้างมากยากเย็นขึ้น จุดนี้จะกลายเป็นเงื่อนไขและเงื่อนเวลาไปสู่การลดการเผชิญหน้าลงและช่วยหลีกเลี่ยงโอกาสในการเกิดสงครามกลางเมืองได้ ผู้เขียนเชื่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นฉบับชั่วคราวที่ใช้ในบริบทการเมืองเฉพาะ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ 3-4 ฉบับที่ร่างมาตั้งแต่ปี 2540 ผู้เขียนจึงเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า ฉบับเลโก้ ซึ่งไม่ใช่ฉบับถาวร ไม่เหมือนกับฉบับดี ๆ ในประเทศพัฒนาที่อยู่ได้หลายทศวรรษ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ผลงานของรัฐบาล “บิ๊กตู่”

9006

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งบริหารงานมาได้ประมาณเกือบครบปีแล้วก็พอที่จะวิเคราะห์ถึงผลงานในด้านต่าง ๆ ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้ดังนี้

ในด้านการเมือง สิ่งที่โดดเด่นที่สุดสำหรับรัฐบาลชุดนี้ก็คือ การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองแม้จะมีความพยายามของกลุ่มที่เสียผลประโยชน์โดยการพยายามก่อความวุ่นวาย ความเข้มแข็งในการรักษาสถานการณ์แม้จะมีต้นทุนบ้างในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพแต่ก็เป็นความจำเป็นภายใต้บริบทการเมืองไทย ในด้านการเมืองที่สำคัญอีกประการคือ เป็นช่วงของการปูพื้นสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งอย่างน้อยที่สุด เมื่อร่างสำเร็จแล้วก็จะมีส่วนช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ทางการเมืองของการแยกขั้วและการใช้ความรุนแรงไปสู่การแข่งขันในการเลือกตั้ง และถ้ารัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างนั้นสามารถสร้างกลไกในการป้องปรามเผด็จการเสียงข้างมากได้ก็นับว่าเป็นอานิสงส์สำหรับประเทศไทย

ในด้านการเมืองระหว่างประเทศนั้น แม้รัฐบาลจะถูกกดดันจากอเมริกาและสหภาพยุโรป แต่รัฐบาลก็รู้จักใช้กลไกในการถ่วงดุลเชิงสัญลักษณ์โดยพยายามแสดงออกถึงท่าทีที่ใกล้ชิดกับจีนและรัสเซียมากขึ้น แนวทางดังกล่าวนั้นแม้จะมีข้อจำกัด แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่จะเตือนฝ่ายตะวันตกว่า ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นต่อกันระหว่างไทยกับอเมริกานั้น มิได้เป็นโดยอัตโนมัติและต้องไม่เป็นเป็นความสัมพันธ์ในเชิงแนวตั้ง โดยอเมริกาพยายามใช้ความเป็นมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงการเมืองไทยและแสดงออกถึงการเลือกข้างอย่างเห็นได้ชัด

ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ได้พยายามใช้มาตรการแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเป้าหมายระยะสั้นคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะการใช้มาตรการทางการคลังในด้านงบประมาณ นาโนไฟแนนซ์ นโยบายระบายข้าว นโยบายช่วยเหลือชาวสวนยาง ในส่วนของนโยบายเชิงโครงสร้างนั้นก็คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และที่สำคัญก็คือ ความพยายามในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีไม่ว่าภาษีมรดกหรือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สิ่งที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ ความพยายามและความตั้งใจในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมโดยตั้งสภาปฏิรูปขึ้นมารับภารกิจดังกล่าว

ในด้านสังคมที่นับว่าสำคัญที่สุดก็คือ ความตั้งใจในการที่จะลดการคอรัปชั่นอย่างจริงจัง ความเอาจริงของรัฐบาลชุดนี้มีส่วนช่วยให้ข้าราชการเกรงหรือไม่กล้าที่จะฉวยโอกาสดังที่เคยเห็นมาก่อน

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ ความตั้งใจเด็ดเดี่ยวในการแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมานาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏในส่วนของระยะสั้นนั้น เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะขยายตัวอย่างเชื่องช้า ส่งออกในไตรมาสแรกติดลบกว่า -4% ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาของเศรษฐกิจโลก แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นปัญหาหมักหมมของการไม่ปรับโครงสร้างการแข่งขันของไทยดังที่เคยกล่าวไว้ในบทความก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับอยู่ประการหนึ่งว่า ภายใต้เสถียรภาพทางการเมืองดังกล่าวนี้ ต้นทุนส่วนหนึ่งก็คือ ข้อจำกัดในด้านสิทธิและเสรีภาพซึ่งก็ถือว่าเป็นความจำเป็นภายใต้บริบททางการเมืองที่เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ไทยจะไปได้ไกลขนาดไหนกับรัสเซีย?

tnews_1428659046_9044รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงนี้มีข่าวเรื่องการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซีย โดยเป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีของรัสเซียมาเยือนไทยในรอบ 25 ปี และคงจะต่อเนื่องด้วยนายกรัฐมนตรีของไทยจะเดินทางไปรัสเซียในอนาคต

ในการเยือนครั้งนี้ก็มีการลงนามข้อตกลงทั้งภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 10 ฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขยายการลงทุน การค้า ความร่วมมือทางด้านพลังงาน ด้านวัฒนธรรม และอื่น ๆ การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและรัสเซียถือว่ามีนัยยะทางการเมืองระหว่างประเทศอยู่ไม่น้อย เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ทั้งไทยและรัสเซียต้องเผชิญกับการบีบคั้นของอเมริกาและสหภาพยุโรป

ซึ่งในส่วนของไทยนั้น การบีบครั้นดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำพูดมากกว่าการกระทำ แต่ในแง่การเมืองก็ย่อมมีผลกระทบต่อคนในประเทศซึ่งก็ยังมีการแยกขั้วอยู่อย่างเห็นได้ชัด การตำหนิฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็มีผลเท่ากับการให้กำลังใจหรือเสริมพลังให้กับแรงต่อต้านของอีกฝ่ายหนึ่ง การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียในครั้งนี้จึงมิใช่เป็นเหตุการณ์ตามปกติของการขยายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองฝ่าย

การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียในครั้งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ของโลก ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังต่อไปนี้

1. จากการยึดไครเมียร์จากยูเครนของรัสเซียภายใต้ปูตินก็ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ของ NATO และสหภาพยุโรป ในลักษณะของการ sanction ทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็มีส่วนทำให้เศรษฐกิจของรัสเซียลดลง และถูกผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลงกว่า 60% ซึ่งรัสเซียมีรายได้จากการส่งออกพลังงานเป็นสัดส่วน 60% ของการส่งออกทั้งหมด

ผลกระทบทั้งสองประการดังกล่าวจะทำให้รัสเซียในปีนี้และปีหน้าจะมีอัตราการเติบโตติดลบ ในบริบทดังกล่าว รัสเซียจึงมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยการกระจายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึง ความจำเป็นในการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน อินเดีย ตลอดจนอาเซียนและประเทศอื่น ๆ ไทยจึงเป็นเป้าหมายส่วนหนึ่งของแนวนโยบายดังกล่าวนี้

2. ในแง่ทางการเมืองนั้น รัสเซียซึ่งถือว่าเป็นมหาอำนาจทางปรมาณูและเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีศักยภาพในการทำลายล้างอเมริกา แม้สหภาพโซเวียตจะล่มสลายไปแล้ว แต่รัสเซียในยุคปูตินก็มีแนวคิดที่จะปรับแนวนโยบายทางเศรษฐกิจ การเมืองตลอดจนด้านการทหารให้สอดคล้องกับสถานภาพของตนเอง

นอกจากนั้น รัสเซียเองกำลังถูกปิดล้อมจาก NATO และพันธมิตร เพราะหลายประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตก็กลายเป็นสมาชิกของ NATO และสหภาพยุโรป เช่น ลัตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย ทั้งนี้ ปูตินยังมองว่า อเมริกาและสหภาพยุโรปพยายามที่จะดึงประเทศอื่น ๆ เช่น จอร์เจีย ยูเครน ไปเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมือง และนี้จึงเป็นเหตุผลที่รัสเซียยึดไครเมียร์และขยายอิทธิพลมาสู่จอร์เจียและยูเครนตะวันออก

นอกจากนั้น รัสเซียเองเพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจอเมริกาจึงสร้างพันธมิตรกับประเทศอื่น ๆ ในกรอบทางการเมืองก็คือ การก่อตั้ง shanghai organization ซึ่งมีจีนเป็นสมาชิก ในทางเศรษฐกิจก็มีการรวมกลุ่ม BRICS และมีการจัดตั้งประชาคมยูเรเซีย ในบริบทดังกล่าว รัสเซียจึงมีความจำเป็นในการกระชับความสัมพันธ์กับภูมิภาคต่าง ๆ เช่น กับอิหร่าน หรือแม้กระทั่งกับกรีกและไซปรัส ตลอดจนอาเซียนเพื่อเป็นการถ่วงดุลอเมริกา

3. ในส่วนของไทยนั้น หลังจากที่มีการรัฐประหาร อเมริกาและสหภาพยุโรปก็ได้มีท่าทีบีบบังคับรัฐบาลไทยโดยหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การบีบบังคับดังกล่าว แม้จะเป็นเพียงท่าที ทั้ง ๆ ที่ในแง่รูปธรรมแล้วยังไม่ได้ดำเนินการมากมายนั้น ยกเว้นการงดการซ้อมรบคอบร้าโกลด์เมื่อปีที่แล้ว หรือการไม่ยอมรับนายกรัฐมนตรีโดยมีการห้ามเข้าประเทศ เป็นต้น สหภาพยุโรปก็มีท่าทีเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ท่าทีดังกล่าวยังไม่ได้ออกมาในรูปของการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ แต่สำหรับรัฐบาลไทยและประชาชนไทยจำนวนมากถือว่าเป็นการก้าวก่ายกิจการภายในของไทยและเป็นการส่งเสริมฝ่ายต่อต้านทางอ้อม นอกจากนั้น แนวนโยบายของอเมริกาในเรื่องประชาธิปไตยก็ถือว่ามี 2 มาตรฐาน สถานการณ์อย่างเดียวกันที่เกิดขึ้นกับไทยก็เกิดกับอียิปต์และยูเครน

แต่อเมริกากลับไปสนับสนุนรัฐบาลที่ก่อการรัฐประหารล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ในกรณีของไทยกลับใช้มาตรฐานอีกประการหนึ่ง นอกจากนั้น การรัฐประหารของไทยในครั้งนี้ก็เกิดขึ้นจากความจำเป็นในการป้องกันสงครามกลางเมือง และรัฐบาลชุดนี้ก็ได้รับการยอมรับจากประชาชนจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากการสุ่มตัวอย่างถามความคิดเห็นที่ให้คะแนนรัฐบาลถึง 70-80% พูดง่าย ๆ คือ ประชาชนจำนวนมากต้องการเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อปูทางสู่การสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ดีกว่าที่จะมีรัฐบาลที่โกงการเลือกตั้งหรือซื้อเสียงและเมื่อขึ้นมาแล้วก็เป็นเผด็จการเสียงข้างมาก

ความจริงแล้วอเมริกาและสหภาพยุโรปเขาก็รู้แต่แกล้งโง่ เพราะเขากำลังดำเนินแนวนโยบายทางต่างประเทศที่เอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์แห่งชาติของเขา โดยหาเหตุผลที่มองจากมุมตัวเองเป็นตัวอธิบาย แต่ถ้าดูให้ลึก เขาก็ดำเนินนโยบายสองหน้า หน้าหนึ่งสนับสนุนฝ่ายต่อต้านโดยอ้างเรื่องการเลือกตั้ง เผื่อในอนาคตถ้าฝ่ายนี้ได้เสียงข้างมาก อเมริกาก็จะได้ประโยชน์ที่มากกว่ารัฐบาลชุดนี้

กล่าวคือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแต่คอรัปชั่นนั้นจะเป็นเหยื่อของการดำเนินนโยบายต่างประเทศได้ง่ายเพราะผู้นำเหล่านี้สามารถแลกผลประโยชน์ต่างตอบแทนส่วนตัวบนหน้ากากของการเลือกตั้ง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ารัฐบาลชุดนี้ยังอยู่ต่อและเมื่อมีการเลือกตั้งจากฝ่ายที่ต้องการประชาธิไตยที่แท้จริง อเมริกาก็ยังไม่มีอะไรเสียเพราะในความเป็นจริง อเมริกาบีบคั้นด้วยคำพูดมากกว่าการกระทำ แต่แน่นอน คำพูดนี้ทำให้คนไทยส่วนหนึ่งเกิดความไม่พอใจต่ออเมริกาและสหภาพยุโรป

จากแนวนโยบายและความจำเป็นของทั้งไทยและรัสเซียทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองจึงนำไปสู่การพยายามกระชับความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น แม้ไม่มีแรงกดดัน แต่ทั้งไทยและรัสเซียก็ต้องขยายความสัมพันธ์ไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ในกรอบของโลกาภิวัตน์อยู่แล้ว และขณะที่โลกในทางภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไป ประเทศเกิดใหม่เกิดขึ้นมากมาย จีน อินเดียและอาเซียนต่างก็มีบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

จึงถือว่า การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียจึงเป็นแนวโน้มที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การกระชับความสัมพันธ์ระหว่าไทยกับรัสเซียในครั้งนี้ก็ถือว่ามีนัยยะทางการเมือง โดยไทยต้องการแสดงออกทางสัญลักษณ์ว่า ไทยก็ยังมีทางออกด้วยการพึ่งพาประเทศอื่น ๆ  นอกจากนั้นยังเป็นการแสดงออกถึงท่าทีต่ออเมริกาในทำนองว่า “คุณยิ่งบีบมาก คุณก็ยิ่งเสียพันธมิตรมากขึ้น” ไทยเองก็รู้ดีว่า อเมริกากำลังถ่วงดุลอำนาจจากจีน ที่เรียกว่า Pivot Asia ดังนั้นการเป็นพันธมิตรกับไทยอย่างแนบแน่นจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

มองจากแนวนโยบายของอเมริกาก็มองไทยว่า “How far you can go” ประเทศไทยจะไปได้ไกลขนาดไหนกับรัสเซีย ในแง่การค้าและการลงทุนรัสเซียถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพไม่มากนัก ยกเว้นเรื่องการท่องเที่ยว นอกจากนั้นในแง่การเมืองและการทหาร ประเทศไทยก็ยังผูกพันกับอเมริกาภายใต้กรอบทางการทหารตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเช่นเดียวกับหลายประเทศในอาเซียน อย่างไรก็ตาม อเมริกาก็ต้องไม่ underestimate หรือประเมินท่าทีไทยต่ำเกินไป เพราะหลายครั้งที่อเมริกาดำเนินนโยบายผิดพลาดไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อิรัก ซีเรีย และยูเครน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียแม้จะมีเนื้อหาที่เป็นรูปธรรมของความเชื่อมโยงมากขึ้นก็ตามที แต่สิ่งสำคัญตอนนี้คือ การแสดงออกทางสัญลักษณ์ให้อเมริกาได้รับรู้มากกว่า


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

บทบาทของจีนในเวทีโลกและผลกระทบต่อภูมิภาคและไทย

8963

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

แม้ประเทศจีนจะมีปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราชะลอลงจากค่าเฉลี่ย 10% ตลอดช่วง 2 ทศวรรษจนถึง 3-4 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของจีนค่อย ๆ ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 7% โดยในปีนี้ IMF ถึงกับวิเคราะห์ว่า จะเหลือ 6.8% และปีหน้าจะเหลือ 6.5% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะมีปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลง หนี้สาธารณะและหนี้ของสถาบันการเงินรวมแล้วเท่ากับ 260% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงสุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (ความจริงประเทศจีนขณะนี้ถูกจัดกลุ่มเป็นประเทศรายได้ระดับกลาง) อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องอสังหาริมทรัพย์และ shadow banking อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนในอีกด้านหนึ่งของเหรียญก็ได้พยายามขยายบทบาททั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคและระดับโลกอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับฐานะของประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

ในทางการเมือง จีนได้เพิ่มบทบาททางด้านทหารด้วยการใช้งบประมาณเพิ่มในอัตราที่สูงติดต่อกันหลายปี ถ้าเทียบกับงบประมาณประจำปีด้านอาวุธและทหาร ถือว่า จีนมีการใช้จ่ายในด้านนี้สูงเป็นอันดับ 3 รองจากสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย อีกทั้งจีนยังได้มีการเพิ่มอาวุธที่สำคัญไม่ว่าจะเป็น เรือดำน้ำที่มีขีปนาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนการพัฒนาด้านอวกาศ

ในด้านเศรษฐกิจจีนได้ขยายอิทธิพลโดยให้ความช่วยเหลือกับประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศในแอฟริกา ละตินอเมริกา อาเซียนและอื่น ๆ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ จีนได้มีการวางหมากรุกทางการเมืองอันใหม่เพื่อเพิ่มบทบาทของตนในทางเศรษฐกิจและการเมืองของภูมิภาคและของโลก โดยนโยบายดังกล่าวประกอบด้วย

1. ส่งเสริมความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค ในระดับภูมิภาคคือ ส่งเสริมการรวมกลุ่ม Asean+3 และ +6 และขยายผลสู่ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) และเป้าหมายในอนาคตอีก 10 ปี ก็คือ การพัฒนา RCEP สู่ประชาคมเศรษฐกิจเอเชีย และที่ไกลกว่านั้นคือ สนับสนุน APEC ไปสู่ FTAAP (Free Trade Area of the Asia-Pacific หรือ เขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก) สำหรับในระดับอนุภูมิภาคคือ ส่งเสริมการเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง GMS (Greater Mekong Subregion) เพื่อเชื่อมโยงด้านขนส่ง สาธารณูประโภค การค้าการลงทุนในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งนอกจากจะลดต้นทุนสินค้าจากจีนแล้วยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ด้านการเมืองอีกด้วย

2. ในปีที่ผ่านมา ประเทศจีนได้เสนอให้จัดตั้งองค์กรทางการเงินใหม่ 2 องค์กร ได้แก่ AIIB (Asian Infrastructure Investment Bank) และ BRICS Bank ทั้งนี้ AIIB ก็คือ การจัดตั้งในลักษณะเหมือนกับธนาคารโลก คือทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งเป็นที่ต้องการมากในภูมิภาคเอเชีย แต่สิ่งที่จีนต้องการมากกว่านั้นก็คือ การสร้างองค์กรเพื่อเป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายต่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจของจีน เหมือนกับที่ธนาคารโลกเป็นเครื่องมือของอเมริกา และ ADB เป็นเครื่องมือของญี่ปุ่น การจัดตั้ง AIIB ยังมีส่วนในการแบ่งแยกยุโรปตะวันตกและประเทศอื่น ๆ จากอเมริกา ดังจะเห็นได้ว่าเริ่มจากอังกฤษที่สมัครเป็นสมาชิกและตามมาด้วย ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ทั้ง ๆ ที่อเมริกาพยายามห้ามปราบ อีกองค์กรคือ BRICS Bank ที่เปรียบเหมือน IMF ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเสริมสภาพคล่องของประเทศสมาชิกเหมือนหน้าที่ของ IMF

3. ประเทศจีนได้มีการจัดตั้งการประชุมที่เรียกว่า Boao Forum ซึ่งถือเป็นการประชุมประจำปีของเอเชียซึ่งเป็นคู่แข่งกับ World Economic Forum ที่เมือง Davos ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างนักธุรกิจ นักการเมือง นักวิชาการ และผู้บริหารองค์กรที่สำคัญของโลกเพื่อมาพบปะ ประชุม ถกปัญหา เสนอทางแก้ ในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่ง Boao Forum  เปรียบเสมือนเวทีคู่แข่งของ World Economic Forum ในภาคพื้นเอเชียนั่นเอง และในขณะนี้ก็ทำการประชุมโดยเน้นประเด็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความเชื่อมโยงของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย

ประเทศจีนในวันนี้กำลังดำเนินนโยบายต่างประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองในการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ดังนั้นผู้ดำเนินนโยบายของแต่ละประเทศโดยเฉพาะของไทยจึงต้องมีความสามารถในการประเมินจิ๊กซอว์ทางการเมืองและสามารถประเมินทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ล่วงหน้า ก่อนที่จะเจอปัญหาเมื่อมันเกิดขึ้นเรียบร้อยแล้วดังที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศไทย

8902

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

อดีตนายกรัฐมนตรีลีกวนยู ของสิงคโปร์ ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่เขาทิ้งให้เป็นมรดกตกทอดคือ ความสำเร็จในด้านการบริหารเศรษฐกิจและสังคมของสิงคโปร์ จากประเทศเล็ก ๆ ซึ่งมีประชากรในสมัยนั้นเพียงสองล้านกว่าคน จนในวันนี้สิงคโปร์มี GDP ต่อหัวประชากร 51,000 เหรียญสหรัฐฯ สูงกว่าไทย 9 เท่า และเป็นประเทศพัฒนาตลอดจนเป็นประเทศผู้นำทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ความสำเร็จในการบริหารประเทศของลีกวนยูจัดเป็นรูปแบบที่น่าศึกษาสำหรับการปฏิรูปประเทศไทย โดยจะเป็นจุดชี้ถึงองค์ประกอบความสำเร็จว่า การปฏิรูปลักษณะไหนจากตัวอย่างของสิงคโปร์ถึงจะมีส่วนทำให้การปฏิรูปประเทศไทยตรงประเด็นและมีประสิทธิภาพ

สิงคโปร์ถูกอัปเปหิจากสหพันธรัฐมลายูปี 1965 นายลีกวนยูอยู่ในสภาพเศร้าสร้อยเมื่อมาคิดถึงสถานภาพของประเทศเล็ก ๆ ซึ่งมีเกาะใหญ่อยู่เพียงเกาะเดียว กับเกาะเล็ก ๆ อีกหลายเกาะ ไม่มีทรัพยากร แม้กระทั่งน้ำ โดยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำจากมาเลเซีย อย่างไรก็ดี นายลีกวนยูได้ใช้ความฉลาดในการวางแผนยุทธศาสตร์ไปสู่ความสำเร็จ ยุทธศาสตร์ของนายลีกวนยูมี 2 ช่วง ช่วงแรกเป็นยุทธศาสตร์ตั้งแต่ทศวรรษ 1960-1980 สาระสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือ

1. การพัฒนาบุคลากรหรือทรัพยากรมนุษย์ทั้งในด้านความสามารถในการมองอนาคต (Visionary) การบริหารการจัดการ และมีจริยธรรมโดยเน้นการต่อต้านคอรัปชั่น โดยตัวเขาเองจะเป็นตัวอย่างให้ประชาชน แนวคิดของเขาคือ การพัฒนาคุณภาพของผู้นำทางการเมืองและข้าราชการให้เก่งและดี เก่งก็คือมองเห็นอนาคตและมีประสิทธิภาพ ดีก็คือ เกลียดชังคอรัปชั่น และปรับปรุงคุณภาพประชาชนในด้านการศึกษาให้มุ่งไปในแนวทางดังกล่าว

2. มีการวางทิศทางล่วงหน้า 2 ทศวรรษ ว่าประเทศสิงคโปร์จะต้องเป็นประเทศอุตสาหกรรม มุ่งมั่นพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม โดยมีการส่งเสริม Infrastructure และส่งเสริมให้สิงคโปร์เป็นแหล่งศูนย์กลางทางการเงิน ส่งเสริมให้สิงโปร์เป็นแหล่งศูนย์กลางท่าเรือ และมีการปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ เน้นภาษาอังกฤษ เน้นคำนวณ เน้นวิทยาศาสตร์ และเน้นการบริหารการจัดการ ด้วยการปรับปรุงมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ตลอดจนโรงเรียนต่าง ๆ มีการเชิญครูจากต่างประเทศเพื่อมาถ่ายทอดความรู้

3. มีการพัฒนาขนส่งมวลชน น้ำ ดิน ตลอดจนการพัฒนาภูมิทัศน์และเอาจริงเอาจังเรื่องระเบียบ จะเห็นได้ว่า คนจีนไม่กล้าถ่มน้ำลายลงพื้น ร้านค้าข้างถนนในสิงคโปร์ก็หายไป

4. รัฐจะต้องมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ กระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ ถ้าไม่มีประสิทธิภาพก็โดนไล่ออก ถ้าโกงก็ต้องติดคุก ทำงานเช้าชามเย็นชามก็โดนไล่ออก ส่งผลให้ราชการและรัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพสูงมาก รัฐวิสาหกิจมีกำไรยกเว้นรัฐวิสาหกิจประเภทส่งเสริมสวัสดิการสังคม

5. ในระยะต้นมีการเก็บภาษีสำหรับคนสิงคโปร์สูง แต่เก็บภาษีนิติบุคคลต่ำเพียง 17% เพื่อจูงใจให้บริษัทข้ามชาติมาตั้งบริษัทที่สิงคโปร์ ภาษีที่เก็บได้บวกับรัฐวิสาหกิจบางส่วนถูกนำมาใช้พัฒนาที่อยู่อาศัยให้คนสิงคโปร์ คนสิงคโปร์ 75% ต่างมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง อีกส่วนก็มาตั้งกองทุน เช่น เทมาเส็ก เพื่อเอากำไรจากการลงทุนในต่างประเทศมาพัฒนาประเทศ

ยุทธศาสตร์แผนที่ 2 ดำเนินการในทศวรรษ 1990 โดยมีเป้าหมายหลักคือ พัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นประเทศพัฒนาเต็มที่ ให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจบนฐานความรู้ (Knowledge based Economy) โดยมีสาระสำคัญดังนี้คือ

1. พัฒนาการศึกษาให้เป็นระดับโลกโดยเชิญชวนมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยชิคาโก มหาวิทยาลัยอินซีด (Insead) จากฝรั่งเศส และอื่น ๆ มาจัดตั้งที่สิงคโปร์และพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ให้เป็นระดับชั้นนำของโลก นอกจากนี้ยังพัฒนาคุณภาพอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยโลกและส่งเสริมให้มีการนำคณาจารย์ต่างประเทศระดับโลกมาสอนที่สิงคโปร์

2. พัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางโลกในด้านการเงิน

3. พัฒนา IT ในระดับสูงโดยร่วมมือกับบังกะลอร์ของอินเดีย และซิลิคอนแวลลี่ร์ของอเมริกาเพื่อผลิตสินค้าประเภท Hi-end

4.ส่งเสริมการร่วมกลุ่มกับประเทศต่าง ๆ เช่น AEC RCEP TPP และ FEALAC มีการตั้งสำนักงานใหญ่ของ APEC ที่สิงคโปร์ นอกจากนั้นยังทำข้อตกลงทวิภาคีกับประเทศสำคัญทั่วโลก เพราะเท่ากับสิงคโปร์ได้ประเทศใหม่โดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร

5. เมื่อมีการรวมกลุ่มก็มีนโยบายเน้นการลงทุนต่างประเทศ (Go regional) จึงไม่น่าแลกใจว่า ประเทศไทยจึงมีร้านอาหาร ร้านขนมปัง ร้านป๊อบคอร์นของสิงคโปร์เต็มไปหมด นอกจากนั้น สิงคโปร์ยังร่วมมือกับจีนด้านโรงกลั่นน้ำมัน ร่วมมือกับเวียดนามด้าน Infrastructure ร่วมมือกับกัมพูชาด้านท่าเรือและสนามบิน

ความสำเร็จของสิงคโปร์จะเห็นได้ชัดว่ามีองค์ประกอบที่เกิดจากคุณภาพของบุคลากรที่สามารถมองเห็นอนาคตได้ไกลๆ มีคุณธรรม และมีแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

สรุปได้ว่า การปฏิรูปประเทศไทย แผนยุทธศาสตร์จะต้องสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอีก 20-30 ปี ข้างหน้า และมีบุคลากรที่มีวิสัยทัศน์เพียงพอที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว การปฏิรูปประเทศไทยแม้จะพยายามแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประสบความสำเร็จ เพราะเกี่ยวข้องกับระบบคิดของผู้ร่างการปฏิรูปและเกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่จะต้องมีวิสัยทัศน์ดังกล่าวด้วย และระบบการเมืองต้องมีความต่อเนื่อง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

วิกฤตเศรษฐกิจไทยที่นับวันจะรุนแรงขึ้น

8810

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงเดือนมกราคม การส่งออกไทยปรากฏว่า ติดลบ -3.4% ซึ่งทำให้การคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ที่ยังคงวางเป้าหมายไว้ที่ 4%  อาจจะไม่เป็นไปตามที่ตั้งไว้ และถ้าดูจากหนังสือพิมพ์ เราจะเห็นได้ว่ามีการพาดหัวข่าวในด้านเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า ตามมาด้วยราคาสินค้าเกษตรซึมยาว 3 ปี ผนวกกับราคาหุ้นมีการลดลงติดต่อกันหลายวัน ซึ่งถ้าจะวิเคราะห์จากข้อมูลดังกล่าวก็คงจะเห็นว่า แม้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังเจอปัญหาวิกฤตและหลายคนก็มีความรู้สึกเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะฟื้นขึ้นตามที่หลายสำนักพยากรณ์ไว้ตั้งแต่ระดับ 3 – 4.5% ของ GDP หรือไม่ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วก็มีอัตราการเติบโตเพียง 0.7%

ความจริงเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่ IMF และ World Bank มีการคาดการณ์ไว้ กล่าวคือ เศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังมีการขยายตัวสูงกว่าปีที่แล้วประมาณ 0.3% โดยในปีนี้เศรษฐกิจโลกโดยภาพรวมจะมีการขยายตัว 3.5% ซึ่งเทียบกับปีที่แล้วมีการขยายตัวเพียง 3.2% ทั้งนี้ทั้งนั้น 4 กลุ่มประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ก็ยังไม่มีดัชนีบ่งชี้ว่ากำลังเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ที่กำหนดไว้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะขยายตัวได้ 3.6% สหภาพยุโรปจะขยายตัวได้ 1.3% ญี่ปุ่นจะขยายตัวได้ 0.6-0.7% และจีนจะขยายตัวได้ 6.8% ส่วนการที่ตลาดหุ้นในหลายประเทศไม่ว่าสหรัฐอเมริกาหรือฮ่องกงมีแนวโน้มลดลงก็เกิดจากราคาหุ้นขึ้นสูงไปจากการคาดการณ์ล่วงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว ช่วงนี้จึงเป็นการปรับตัวลดลงชั่วคราว เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นไทยซึ่งก่อนหน้านี้ขึ้นไปถึง 1,600 จุด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าหรือราคาตลาดหุ้นซึมซับผลประกอบการล่วงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ปรากฏมาใน 2-3 วันนี้มีลักษณะในแง่ลบ นักลงทุนจึงเริ่มเกิดความหวั่นไหวและเทขายหุ้นซึ่งในทางเทคนิคเรียกสถานการณ์เช่นนี้ว่า “Overbought” นั่นเอง

ความจริงนั้น เศรษฐกิจยังมีการขยายตัวต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เพียงแต่เป็นการขยายตัวที่ไม่เข้มแข็ง โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน แต่โดยภาพรวมก็ยังถือเป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ผลพวงดังกล่าวก็น่าจะทำให้การส่งออกของไทยในปีนี้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา กล่าวคือ ในปีที่ผ่านมาส่งออกติดลบ -0.3% และเป็นการติดลบที่ต่อเนื่องกัน 2 ปี และแม้ว่าในเดือนมกราคม ส่งออกไทยจะติดลบ -3.4% ผู้เขียนยังเชื่อว่า ถ้าพิจารณาทั้งปี การส่งออกน่าจะเป็นบวก แต่อาจจะไม่ถึง 4% ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ปีนี้ความหวังของเศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้ดีหรือไม่ การส่งออกเป็นแค่ตัวรอง ตัวที่จะกำหนดชะตากรรมจะมาจากภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ นั่นก็คือ การเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งมีตัวเลขกว่า 3 ล้านล้านบาท ที่มาจากงบประมาณปี 57 ที่ค้างอยู่บวกกับปี 2558 ซึ่งมียอด 2.57 ล้านล้านบาทและงบประมาณปี 2559 อีก 25% (ระหว่างตุลาคม – ธันวาคม ในปลายปีนี้) จากงบซึ่งคาดว่าจะสูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐจะส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่รัฐบาลไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณตามที่กำหนดไว้ โดยใน 5 เดือนของงบประมาณปี 2558 นี้ รัฐบาลเบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมาย กล่าวคือ เบิกจ่ายได้ 1.1 ล้านล้านบาท หรือ 42.5% จากงบประมาณ 2.57 ล้านล้านบาท และถ้าแยกเป็นรายจ่ายประจำ ปรากฏว่าเบิกจ่ายได้ 47.21% จากเป้าหมาย 60% ในขณะที่รายจ่ายการลงทุนเบิกจ่ายได้เพียง 18.18%  จากเป้าหมาย 30% ดังนั้น ถ้าจะให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ 3% รัฐบาลจะต้องเร่งการเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้าหมาย เพราะถ้าสามารถเบิกจ่ายตามเป้าหมายได้ก็จะสามารถเพิ่มและส่งเสริมเป็นพลวัตไปสู่การลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน มิฉะนั้น เศรษฐกิจไทยจะไม่ขยายตัวตามเป้า

การที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราที่ช้าและส่งออกของไทยขยายตัวช้าและแถมติดลบ 2 ปี ก็สืบเนื่องจากเหตุผลที่สำคัญคือ ประเทศมีการลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนในปี 1992 ซึ่งหมายถึง สินค้าเข้าออกประเทศอาเซียนเหลือ 0 ซึ่งก็เปรียบเหมือนกับแต่ละประเทศในอาเซียนเป็นเพียง 1 จังหวัดเท่านั้น และมีการพัฒนาเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2003 ตามปฏิญญาบาหลี แต่ปรากฏว่า รัฐบาลไทยเพิ่งตีฆ้องเรื่อง AEC ในปี 2010 ซึ่งช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในขณะที่มาเลเซียและสิงคโปร์ได้เตรียมตัวเข้าสู่ AFTA ตั้งแต่ปี 1990 ด้วยการปรับสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการย้ายฐานเพื่อใช้แรงงานใน CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) รวมทั้งฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย มีการจัดโซนนิ่งสินค้าเกษตร พัฒนา Infrastructure มีการส่งเสริม IT ปรับปรุงคุณภาพการศึกษาเพื่อรองรับทิศทางดังกล่าว ปรากฏว่าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ไทยเปลี่ยนแปลงน้อยมาก เอกชนยังผลิตสินค้าที่ยังคงเน้นใช้แรงงานและมีมูลค่าเพิ่มต่ำ ดังจะเห็นได้ว่า สินค้าเราไม่สามารถแข่งกับ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) รวมทั้งฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียได้ทั้งในเอเชียและโลก นอกจากนั้นใน 20 ปีที่ผ่านมาก็มีประเทศเกิดใหม่ที่ผลิตสินค้าราคาถูกเป็นคู่แข่งกับประเทศไทย ภาคการเกษตรของไทยก็ยังไม่ได้พัฒนาจึงอ่อนไหวต่อสภาพดินฟ้าอากาศและเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นข้าว หรือยางพารา เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดและความล้าหลังของนักการเมืองไทยที่ปรับตัวไม่ทันกับโลก ภาคเอกชนจึงกลายเป็นเหยื่อ (victim) ในการแข่งขัน

โดยสรุป สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นเพียงภาพฉายว่า เศรษฐกิจไทยกำลังสะสมปัญหา และนับวันจะรุนแรงขึ้น ถ้าหากยังไม่สามารถปรับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทันโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น