Social Media กับผลกระทบต่อสังคม

10531

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

พัฒนาการของ Social Media มีผลทั้งคุณและโทษต่อสังคมทั้งในเชิงมหภาคและจุลภาค อีกทั้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ในระดับมหภาค พัฒนาการของ IT อินเทอร์เน็ต และอื่น ๆ อีกหลายรูปแบบวิธีซึ่งเป็นองค์ประกอบของ Social Media ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับโลกอย่างรุนแรง อาจกล่าวได้ว่าโลกาภิวัฒน์ทางข้อมูลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ social Media ได้นำไปสู่จุดจบของสงครามเย็นในปี 1989 พร้อมกับการล่มสลายของคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก และอีกสองปีต่อมาคือปี 1991 ก็เกิดการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากยุคสงครามเย็น (Cold war) สู่ยุคหลังสงครามเย็น (Post cold war) ผลที่ตามมาคือ โลกเปลี่ยนจากสาระการครอบงำทางความคิด (Mindset) ของผู้นำทางการเมืองทางด้านความมั่นคงมาสู่สาระในด้านการแข่งขันทางการค้า (Competitiveness) ตรรกะที่ตามมา (Logical sequence) ก็คือการขยายตัวของโลกาภิวัฒน์ตามมาด้วยการเปิดเสรีใน 4 มิติ คือ สินค้า เงินทุน บริการ และคน การแข่งขันทางการค้า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เข้าสู่กรอบทฤษฎีเกมศูนย์ (Zero sum game) ประเทศเล็กจึงต้องรวมกลุ่มเพื่อไม่ให้เป็นผู้แพ้ในเกมนี้และนำมาสู่การขยายตัวของบูรณาการทางเศรษฐกิจ (Economic Integration) ในกรอบเขตการค้าเสรี สหภาพศุลกากร และตลาดร่วมหรือเรียกว่า ประชาคมเศรษฐกิจ ดังนั้น AEC จึงเป็นผลพวงของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ผลกระทบในทางการเมืองสู่ประเทศต่าง ๆ คือ การขยายตัวของการเรียกร้องของมวลชนซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน Arab spring เป็นภาพฉายของปรากฏการณ์ดังกล่าว จึงนำมาสู่สงครามกลางเมืองในตะวันออกกลางไม่ว่าจะเป็น ลิเบีย อิรัก ซีเรีย และอื่น ๆ ในกรอบของยุโรป การเรียกร้องของประชาชนผ่าน Social Media นำไปสู่ปรากฏการณ์ของขบวนการ Indignado ในสเปน และขยายตัวไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในยุโรป และขบวนการในอเมริกาที่เรียกว่า Occupy Wall Street ทั้งสองขบวนการนี้เป็นขบวนการต่อต้านทั้งรัฐบาลซ้ายกลางและขวากลาง ต่อต้านผู้นำทั้งภาครัฐและภาคเศรษฐกิจซึ่งถูกมองว่าเป็นสาเหตุของวิกฤตในอเมริกาและยุโรปตลอดจนสาเหตุของความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม การต่อต้านดังกล่าวทุกวันนี้ได้ขยายตัวไปสู่การขยายตัวของพรรคซ้ายจัดและขวาจัดในยุโรปและอเมริกา ในกรณียุโรป รัฐบาลกรีกก็มาจากพรรคซ้ายจัดคือพรรค syriza และพรรค Podemos ซึ่งก่อตั้งมาจากกระบวนการ Indignado ก็กลายเป็นพรรคคะแนนเสียงอันดับสามในสเปนซึ่งทำให้การก่อตั้งของรัฐบาลสเปนยังไม่ประสบความสำเร็จในขณะนี้ทั้ง ๆ ที่เลือกตั้งมาแล้ว 2 เดือน ในฝรั่งเศส เยอรมนี และฮอลแลนด์ ก็เกิดการขยายตัวของพรรคขวาจัด เช่น พรรค Front National ในฝรั่งเศส พรรค Alternative Fur Deutschland ในกรณีของอเมริกาก็เกิดการขยายตัวของขวาจัด ไม่ว่า Donald Thump หรือ Tea Party ที่สนับสนุนนาย Ted Cruz จากพรรค Republican  ในส่วนของพรรค Democrat นาย Sander ซึ่งมีอุดมการณ์สังคมนิยมก็มีคะแนนไล่เลี่ยกับนาง Hillary Clinton ที่ Iowa จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผู้นำทั้งซ้ายจัดและขวาจัดใน Republican Democrat ต่อต้าน Establishment และต้องการปฏิวัติระบบสังคม

ในระดับประเทศและจุลภาคนั้น Social Media ทำให้เกิดการเผชิญหน้าของเสื้อสีต่าง ๆ และเป็นสาเหตุทำให้เกิดการแยกขั้วในประเทศไทย Social Media ในระดับจุลภาคอาจจะทำให้ประเด็นเล็ก ๆ กลายเป็นประเด็นใหญ่ซึ่งสิ่งที่ต้องระวังคือ Social Media สามารถบิดเบือนข้อเท็จจริงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ขาวเป็นดำ คนทำถูกอาจถูก Social Media บิดเบือนจนกลายเป็นคนทำผิด ความไม่ชอบธรรมถูกบิดเบือนเป็นความชอบธรรม ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าสังคมไม่พัฒนาระบบคิดอย่างมีสติและฉลาดพอที่จะแยกแยะข้อเท็จจริงจากการถูกบิดเบือน สังคมนั้นก็จะเกิดปัญหาอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในยุค Social Media การศึกษาไม่ใช่แค่ปริมาณแต่คุณภาพการศึกษาในการสร้างระบบคิดจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

โดยสรุป Social Media มีทั้งคุณและโทษอย่างมหาศาล การจะพัฒนาไปสู่คุณและป้องปรามในด้านที่เป็นโทษได้นั้นอยู่ที่ระบบประชาสังคมและระบบคิด (Mindset) ของสังคม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

10488

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในการประชุม World Economic Forum ระหว่างวันที่ 20 – 23 มกราคม ที่เมือง Davos ที่ผ่านมา หัวข้อใหญ่ของการประชุมคือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ในการประชุมนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 2,500 คนประกอบด้วยผู้นำประเทศต่าง ๆ นักการเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบัน นักธุรกิจ นักวิชาการ NGO สื่อมวลชน และอื่น ๆ ในการประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นการประชุมครั้งสำคัญเพราะเป็นการมองภาพของความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษยชาติ มีผลกระทบทั้งในระดับการเมือง ธุรกิจ ส่วนตัว หรือพูดง่าย ๆ เป็นตัวกำหนดชะตากรรมของมวลมนุษย์ในอนาคต

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในปี 1784 โดยมีต้นกำเนิดจกการพัฒนาไอน้ำซึ่งนำไปสู่การพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำและการพัฒนาการขนส่งทั้งทางเรือและทางบก การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 1870 ซึ่งนำไปสู่การใช้ไฟฟ้า การแบ่งงาน (Division of labor) และการผลิตแบบมวลชน (Mass Production) ส่งผลให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานแบบเพิ่มการผลิตและบริหารแบบแนวตั้ง (vertical) การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ปี 1969 อันเป็นผลจากอิเลคโทรนิค IT และการผลิตแบบอัตโนมัติ (Automatic Production)

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 นี้ถือว่ามีความสำคัญมากเมื่อเทียบกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 และ 2 กล่าวคือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 และ 2 ยังเป็นการพัฒนาสิ่งที่จับต้องได้ (Atom) นำไปสู่การบริหารที่เน้นประสิทธิภาพเชิงเนื้อที่ แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ทำให้เกิดปรากฏการณ์ของการเชื่อมโยงที่จับต้องไม่ได้โดยผ่าน IT และนำไปสู่โลกของโลกาภิวัตน์ และกำเนิดโลกไร้พรมแดนหรือที่ Thomas Friedman เรียกว่า โลกแบน (Flat world)

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมโลกทั้งระดับมหภาคและจุลภาค เป็นการบริหารที่ถูกกดดันจากปัจจัยของความเร็ว (Speed) ความกว้าง และความลึก การบริหารที่เน้นประสิทธิภาพบนพื้นฐาน economy of scale จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ก็ได้เพิ่มมิติใหม่คือ economy of speed และ economy of scope ซึ่งหมายถึงการบริหารความจุ ถ้าอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมคือ ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ซึ่งเน้นการบริหารเนื้อที่ สมัยนั้นร้านหนังสือดวงกมลมี 3 ห้อง มีเนื้อที่รองรับหนังสือ 60,000 เล่ม แต่ในวันนี้ ด้วยการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ก็กำเนิด Amezon.com ซึ่งชื้อเนื้อที่น้อยมากแต่บรรจุหนังสือได้เป็นล้านเล่ม ผลดีคือร้านหนังสือแบบเก่าต้องหายไป อันเกิดจากนวัตกรรมที่ทำให้ของเก่าหายไปที่เรียกว่า Disruptive Innovation ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดสิ่งที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เช่น ดิจิตอลทำให้เกิดจุดจบของฟิล์ม ทำให้สิ่งพิมพ์ต้องกลายพันธุ์ส่งผลให้หนังสือ Dictionary และ Encyclopedia ในรูปสิ่งพิมพ์ลดลงและหายไป

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 คือจุดเริ่มต้นของโลกกาภิวัตน์ เริ่มต้นด้วยโลกาภิวัตน์ข้อมูลที่เผยแพร่ไปทั่วโลกส่งผลให้คอมมิวนิสต์ล่มสลายในปี 1989 และสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 เปลี่ยนจากยุคสงครามเย็นเป็นยุคหลังสงครามเย็น เปลี่ยนจากความมั่นคงทางทหารเป็นความมั่นคงทางการค้า ส่งผลให้เกิดการเปิดการค้าเสรีและการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการแข่งขันทางการค้า อีกทั้งยังนำไปสู่ Arab Spring ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความวุ่นวายทุกวันนี้

ในด้านจุลภาคก็เปลี่ยนจากการบริหารแนวตั้งเป็นแนวนอน เปลี่ยนจากระบบระเบียบเป็นความยืดหยุ่น เปลี่ยนเป็นการบริหารที่เอาลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพราะลูกค้าและประชาชนมีอำนาจมากขึ้น (Empowerment) การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ส่งผลให้ชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ใครปรับตัวได้เป็นผู้ชนะ ถ้าใครปรับตัวไม่ได้ก็เป็นปัญหา ในเชิงมหภาคจะเห็นได้ชัดว่าประเทศที่มีขีดความสามารถในการพัฒนา IT จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าประเทศที่ยังคงผลิตแค่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม จึงไม่น่าแปลกใจว่าเกาหลีใต้และสิงคโปร์สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันได้เร็ว ขณะที่ไทยเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน เชิงจุลภาคจะเห็นว่าบริษัทใหญ่ 10 อันดับแรกของโลกจะเกี่ยวข้องกับ IT เป็นส่วนใหญ่ ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ปัจจัยการแข่งขันคือเงินทุน แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3  ปัจจัยการแข่งขันคือความรู้ (Knowledge base)

ในปัจจุบัน เราอยู่ในรอยต่อระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 และ 4 ในการปฏิวัติอุตสาหกรรม 3 ครั้งแรกคือการปฏิวัติอุตสาหกรรมในเชิงของผลผลิต เช่น เครื่องจักรไอน้ำ ไฟฟ้า IT แต่ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เป็นการปฏิวัติ system เพราะเป็นการพบกัน (convergence) ระหว่าง 4 ระบบ คือ ระบบ IT ระบบชีวภาพ ระบบนาโน และระบบฟิสิกส์ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ทั้งในเชิงความเร็ว (Speed) ความลึก (Scope) และความกว้าง และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกทุกมิติ ทุกอณู ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงจะเห็นได้ชัดจากโดรน การขยายตัวของหุ่นยนต์ (Robot) การพัฒนารถที่ไม่มีคนขับ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นในด้านสังคมการเมือง ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ทั้งของรัฐบาลและประชาชนจะถูกกระทบมาก รัฐบาลจะควบคุมประชาชนได้ลึกขึ้น ประชาชนก็สามารถเรียกร้องรัฐบาลเพราะเข้าสู่ความโปรงใสมากขึ้น Arab Spring คือภาพฉายของผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ไม่รู้จะเป็นอย่างไร ในเชิงธุรกิจการแพทย์ จะมีชีวิตยืนยาวขึ้น หมอไม่ใช่แค่รักษาแต่มีหน้าที่ป้องปรามโรค ยาจะถูกใช้เพื่อการป้องกันโรคและเสริมความงาม เช่น สบู่ที่ใช้ได้ทั้งป้องกันโรคและเพื่อความสะอาด คนว่างงานจะเพิ่มสูงขึ้นและกลุ่มที่จะว่างงานเพิ่มมากขึ้นคือ กลุ่มระดับกลาง ในขณะที่ระดับบนจะมีจำนวนน้อยลงและได้เปรียบกลุ่มอื่นๆ คนระดับกลางจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ คนระดับล่างจะยังถูกใช้เป็นแรงงานโดยมี IT เข้ามาช่วย ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนจะห่างกันมากขึ้น หุ่นยนต์จะถูกใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น หุ่นยนต์นั้นมีความฉลาด (intelligence) และสามารถทำอะไรได้เหมือนมนุษย์ แต่มนุษย์มีหัวใจ (Heart) มีความสงสาร และมีจิตวิญญาณ (Soul) มีความเชื่อ มีศาสนา การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 จะมีทั้งผลดีและผลร้าย ในด้านร้าย สังคมจะถูกครอบงำโดยหุ่นยนต์ (Robotize) จะขาดจิตวิญญาณ สังคมก็จะมีปัญหา แต่ถ้าสังคมมีการเตรียมตัวให้หุ่นยนต์สามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้อย่างดี มีความเป็นมนุษย์ (Humanize) คือใช้ความฉลาดของหุ่นยนต์ และไม่ละเลยเรื่องจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ สังคมก็จะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 กำลังตั้งประเด็นว่า มนุษย์จะอยู่อย่างไร สังคมจะอยู่อย่างไร เพราะฉะนั้นทุกสังคมรวมทั้งไทยต้องเตรียมปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 นี้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

บทบาทและความสำคัญของจีนทางเศรษฐกิจ

10434

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้มีการเยือนกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง 3 ประเทศคือ อียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย และอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการเยือนครั้งแรกของผู้นำสูงสุดของจีนไปเยือนประเทศดังกล่าวในรอบกว่าทศวรรษ และการเยือนครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญเชิงภูมิรัฐศาสตร์ทั้งของภูมิภาคและของโลก

ประเทศจีนได้พัฒนาตัวเองจนกระทั่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโดยมีขนาดของ GDP เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากอเมริกา และได้แสดงตนเป็นมหาอำนาจทางภูมิภาคดังจะเห็นบทบาททั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีนที่มีต่อภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่นายสี จิ้นผิง ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี จีนกำลังดำเนินนโยบายทั้งภายในและภายนอกที่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจการเมืองโลก กล่าวคือ เป็นตัวแสดงที่มีบทบาทในการกำหนดระเบียบโลกใหม่ จีนกำลังประกาศตัวเองไม่ใช่แค่เป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาคแต่จะเป็นมหาอำนาจระดับโลก

ในทางเศรษฐกิจ ประเทศจีนอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากการพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนมาสู่การพึ่งพาการบริโภคภายในและการบริการ ในขณะเดียวกันก็พยายามที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งปัญหาในด้านลูกโป่งในภาคอสังหาริมทรัพย์ ราคาหุ้น Shadow banking และหนี้ของรัฐวิสาหกิจและรัฐบาลท้องถิ่น

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการของบทบาทจีนคือ ด้านต่างประเทศซึ่งถือเป็นการปรับตัวครั้งสำคัญนับตั้งแต่ยุคเติ้ง เสี่ยวผิงเป็นต้นมา ในยุคของเติ้ง เสี่ยวผิงถือเป็นจุดเริ่มต้นการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและเปิดประเทศภายใต้นโยบายสี่ทันสมัยปี 1978 และในกลางทศวรรษ 1990 ก็ได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้า (WTO) ซึ่งเท่ากับเป็นสัญลักษณ์สำคัญของสถานภาพของประเทศที่อยู่ในกรอบโลกาภิวัตน์หรือสังคมโลกอย่างเป็นรูปธรรม ในยุคของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประเทศจีนปรับโครงสร้างขนาดใหญ่ทั้งภายในและภายนอก ในส่วนภายในได้กล่าวถึงไปบ้างแล้ว ดังนั้นในส่วนนี้จะกล่าวถึงการปรับโครงสร้างทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองภายนอก ดังนี้

จีนภายใต้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีแนวคิดที่จะปรับบทบาทของจีนในเวทีโลกให้เป็นมหาอำนาจระดับโลกให้สอดคล้องกับสถานภาพและศักยภาพทางเศรษฐกิจของตน ไม่ใช่เป็นเพียงมหาอำนาจทางภูมิภาคเท่านั้น ปัจจัยประการหนึ่งที่ทำให้จีนปรับนโยบายต่างประเทศคือ แรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจแลการเมืองโลก โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายถ่วงดุลของอเมริกาที่มีต่อจีนภายใต้นโยบายที่มีชื่อว่า ตอกหมุดเอเชีย (Asia Pivot) การลดบทบาทของอเมริกาลงในหลากภูมิภาค Retrenchment ที่เห็นได้ชัดคือในตะวันออกกลาง กล่าวคือ อเมริกาได้เปลี่ยนบทบาทตัวเองจากการดำเนินนโยบายเป็นตำรวจโลกที่ชื่อว่า Independent America เปลี่ยนมาดำเนินนโยบายที่ชื่อว่า Money ball หรือที่ฮิลลารี่ คลินตันเรียกว่า Smart policy กล่าวคือ การลดบทบาททางการทหารและทางเศรษฐกิจของอเมริกาแต่กระตุ้นให้รัฐบาลท้องถิ่นหรือ NATO ช่วยรับผิดชอบ การลดบทบาทของอเมริกาเท่ากับเป็นการเปิดช่องว่างให้รัสเซียและจีนในการแทรกเข้าไปมีบทบาทในฐานะตัวแสดงที่มีโอกาสกำหนดระเบียบโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลงอีกประการคือ การเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านและซาอุดิอาระเบีย หรือการเผชิญหน้าระหว่างชีอะห์กับซุนนีย์โดยต่างฝ่ายต่างทำสงครามตัวแทน (Proxy War) ในประเทศตะวันออกกลางเช่น ซีเรีย อิรัก เยเมน กาตาร์ และอื่น ๆ ปัจจัยการขยายตัวของ ISIS และการก่อการร้ายเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ส่งผลต่อการปรับนโยบายต่างประเทศของจีน

ในบทความนี้จะจำกัดเฉพาะเรื่องนโยบายต่างประเทศของจีนที่เกี่ยวข้องกับตะวันออกกลาง การไปเยี่ยมเยือนอย่างเป็นทางการใน 3 ประเทศสำคัญ คือ อียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย และอิหร่าน สามารถวิเคราะห์ได้ดังต่อไปนี้

ประการแรก ตะวันออกกลางมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของจีน เนื่องจาก 80% ของพลังงานมาจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางไม่ว่าจะเป็นซาอุดิอาระเบียหรืออิหร่าน ประเทศจีนจึงจำเป็นต้องดำเนินนโยบายเพื่อรักษาความมั่นคงดังกล่าว ส่วนหนึ่งมีการขยายเขตแดนความมั่นคงในทะเลจีนใต้ภายใต้แนวคือ 9-dash zone และการกำหนด Air Identification zone อาจกล่าวได้ว่า การรักษาเสถียรภาพของตะวันออกกลางเป็นส่วนหนึ่งของหลักประกันความมั่นคงทางด้านพลังงานของจีน

ประการที่ 2 ในส่วนของตะวันออกกลาง ประเทศจีนมีการดำเนินนโยบายตั้งแต่ต้นในการดำเนินนโยบายที่มีลักษณะมีดุลยภาพระหว่าง 2 ฝ่ายที่ขัดแย้งคืออิหร่านและซาอุดิอาระเบีย อีกทั้งยังดำเนินนโยบายต่างประเทศที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศอื่นอันเป็นแนวนโยบายที่จีนดำเนินมาตลอด อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เริ่มปรับเปลี่ยนแนวนโยบายดังกล่าว กล่าวคือ เริ่มเข้าไปมีบทบาทเช่น การจัดการประชุมให้รัฐบาลและฝ่ายกบฏของซีเรียมาพบกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จีนเข้าไปมีบทบาทโดยตรงในการหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง

ประการที่ 3 เช่นเดียวกับปูติน จีนได้เห็นช่องว่างของการลดบทบาทของอเมริกาในตะวันออกกลาง ซึ่งจะทำให้จีนสามารถเพิ่มบทบาทตัวเองเพื่อแทนที่อเมริกาในระดับหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือ ซาอุดิอาระเบียที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกามาตลอดเริ่มไม่ไว้ใจว่าอเมริกาจะปกป้องซาอุดิอาระเบียได้อย่างจริงจัง ข้อตกลงระหว่างอเมริกากับอิหร่านในเรื่องปรมาณูโดยถ้ามองจากมุมของซาอุดิอาระเบียก็เท่ากับเป็นการเพิ่มแสนยานุภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจให้อิหร่าน เนื่องจากการหยุด sanction ทางเศรษฐกิจจะทำให้อิหร่านมีเงินจากการขายน้ำมัน รวมถึงสามารถใช้เงินที่ถูก Freeze จากการ sanction เป็นจำนวนล้านล้านดอลล่าร์ ซาอุดิอาระเบียมองว่าอิหร่านสามารถใช้เงินดังกล่าวสนับสนุนชีอะห์ในภูมิภาคต่าง ๆ นอกจากนั้น ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดให้อิหร่านหยุดผลิตอาวุธปรมาณูใน 10-15 ปีเท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีหลักประกันว่าอิหร่านอาจจะเบี้ยวข้อตกลงในอนาคต (แม้จะมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากสหประชาชาติก็ตาม) ซาอุดิอาระเบียได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำและผู้นำใหม่ก็ดำเนินนโยบายทั้งภายในและภายนอกอย่างเข้มข้น นำไปสู่การตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ความขัดแย้งดังกล่าวผนวกกับช่องว่างจากบทบาทของอเมริกาที่ลดลงและความคลางแคลงใจของซาอุดิอาระเบียจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้จีนเห็นโอกาสที่จะเพิ่มบทบาทของตัวเองมากขึ้นเช่นเดียวกันกับกรณีของรัสเซียและปูติน

การเยือนตะวันออกกลางของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จึงเป็นภาพฉายของแนวนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงที่มีการเปลี่ยนแปลงของจีน กล่าวคือ จีนกำลังปรับจากมหาอำนาจระดับภูมิภาค (Regional Power) มาสู่การเป็นมหาอำนาจระดับโลก (Global Power) ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและการเมืองในทุกภูมิภาคโดยเฉพาะเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

New world order is in the making (โดยมีจีนเป็นหนึ่งใน Strategic global power)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

แนวทางการดำเนินการของรัฐบาล

10373

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้มีการดำเนินนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวคู่ขนานไปกับเรื่องการเกษตรผสมผสานกับการพยายามพัฒนาท้องถิ่นและ SME แนวทางในการพัฒนาดังกล่าวมีลักษณะที่จะดึงความเชื่อมโยงออกมาเป็นระบบและอีกส่วนหนึ่งก็พยายามดึงเอาธุรกิจใหญ่ ๆ มาช่วย SME โดยใช้แนวทางที่เรียกว่า “พี่ช่วยน้อง” แนวทางส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงดังกล่าวคือ การให้ประโยชน์ทางด้านภาษีสำหรับผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมในรายการ อีกทั้งการลดแลกแจกแถมเพื่อการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายใน โดยหวังว่า แนวทางดังกล่าวนี้ส่วนหนึ่งเป็นการชดเชยรายได้จากการส่งออกซึ่งยังไม่สดใสจากปัญหาเศรษฐกิจโลก การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และการขาดความสามารถทางการแข่งขันของไทย ส่วนหนึ่งต้องการที่จะเป็นมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภายในเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกเชิงโครงสร้าง

แนวทางการดำเนินการของรัฐบาลที่ได้กล่าวถึงนี้จะมีทั้งข้อดีและข้อที่พึงระวังดังต่อไปนี้

ข้อดีประการแรกคือ เป็นการกำหนดอุตสาหกรรมและบริการเป้าหมาย (Target Industry and Service) ที่ตรงกับจุดอ่อนจุดแข็งของไทยและสอดคล้องกับทิศทางโลกที่ขยายตัวด้านท่องเที่ยวและด้านอาหาร ศักยภาพของการแข่งขันซึ่งตามทฤษฎี Diamond ของ Michael E. Potter ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและเกษตรของไทยคือ ประเทศไทยมีทรัพยากรในด้านการท่องเที่ยวและอาหารอย่างมหาศาล (Input) และมีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง (Related Industry) ที่เชื่อมโยงกับด้านอาหารและเกษตร ที่สำคัญถ้ามองจากอุปสงค์ (Demand side) จะเห็นว่า ผู้บริโภคไทยมีความจู้จี้เรียกร้องคุณภาพมากในการท่องเที่ยวและอาหาร สำหรับด้านอาหารแล้วจะสังเกตว่า ทุกซอยทุกริมถนนเต็มไปด้วยร้านอาหารซึ่งแสดงให้เห็นว่า คนไทยมีวัฒนธรรมชอบกินเป็นชีวิตจิตใจ อาหารไทยและอาหารอื่น ๆ ก็มีความหลากหลาย และมีรสชาติเป็นที่ยอมรับ องค์ประกอบนี้แสดงถึงจุดแข็งของธุรกิจอาหารที่ประเทศไทยมีและสามารถพัฒนาไปไกลทั้งในและต่างประเทศ ในด้านการท่องเที่ยวเช่นกัน เรามีองค์ประกอบที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งในด้านสถานที่ตั้ง ภูมิประเทศ วัฒนธรรม สิ่งอำนวยความสะดวกด้านโรงแรม มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ช่วยส่งเสริมเช่น ธุรกิจค้าปลีกตั้งแต่ convenience store ไปจนถึง plaza ขนาดใหญ่และทันสมัยเป็นต้น ๆ ของโลก มีโรงแรมตั้งแต่ระดับ 1 ดาวถึง 8 ดาว ทั่วประเทศ อีกทั้งด้านอุปสงค์ (Demand) คนไทยชอบเที่ยวแบบหลากหลายไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ รวมไปถึงการทำบุญ วิปัสสนา หรือแม้กระทั่งการท่องเที่ยวด้านการกินก็มี ปัจจัยดังกล่าวถือว่าเป็นจุดแข็งและเป็นบริการเป้าหมายที่สามารถพัฒนาไปได้อีกไกลทั้งในและต่างประเทศ

ข้อดีประการที่สองคือ การนโยบายที่มีการมองเชิงองค์รวมเชื่อมการท่องเที่ยว การเกษตร อุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น โปรโมทการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับการเน้นสินค้าที่เป็นจุดเด่นของแต่ละจังหวัด มีการเล่า Story ของสินค้า เช่น มีดอรัญญิกของจังหวัดอยุธยา นอกจากนี้ยังเน้นเรื่องการรวมกลุ่ม OTOP เกษตรกร มีการพัฒนาเรื่องคมนาคมเชื่อมโยงกับการพัฒนามูลค่าเพิ่มและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในกรอบ CLMV อีกทั้งการเชื่อมโยงทางด้านการเงิน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมร่วมกับไทย

ข้อดีประการที่สาม คือ เป็นนโยบายที่ให้การช่วยด้านการตลาด ด้านการประชาสัมพันธ์ และด้านการเงินกับ SME และเกษตรกร อีกทั้งพยายามปรับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ในการกระบวนการทำดังกล่าวนี้ของรัฐบาลได้ใช้ธุรกิจใหญ่ ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ

ข้อดีประการที่สี่ คือ เป็นนโยบายที่เน้นการตลาดและการประชาสัมพันธ์ซึ่งจะทำให้เกิดการขยายตัวของสภาพคล่องและตัวคูณทางเศรษฐกิจเพื่อชดเชยแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีน ซึ่งจะทำให้การส่งออกยังไม่สดใส

สำหรับข้อพึงระวังมีดังนี้คือ

ประการแรก สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำนั้นจะต้องมีการทำอย่างต่อเนื่องและพัฒนาเชิงโครงสร้าง นโยบายดังกล่าวนั้น รองนายกฯ สมคิดก็เคยทดลองทำตั้งแต่ในยุคที่ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ถึงขั้นดึง Michael E. Potter มาบรรยายเพื่อพัฒนา Cluster ในครั้งนั้นการท่องเที่ยวและการเกษตรก็เป็นเป้าหมายที่กำหนดไว้อยู่แล้ว การจะทำให้ต่อเนื่องนั้น ความรู้ความเข้าใจของผู้ดำเนินนโยบายจะต้องชัดเจนเพราะสิ่งที่รัฐบาลคิดเป็นนามธรรม เมื่อแปลงเป็นรูปธรรมอาจไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ดูตัวอย่างง่ายๆ ของแผนยุทธศาสตร์จังหวัดก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายและแทนที่จะเป็นแผนยุทธศาสตร์ก็เป็นแค่แผน KPI คือ ดัชนีตัววัดเท่านั้น

ประการที่สอง การตลาดที่ทำอยู่อาจเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ยั่งยืน อาจจะช่วยชาวนาและ SME ได้แค่บางส่วน สิ่งที่จะช่วยได้คือ ความสามารถของภาครัฐในการช่วยปรับปรุงคุณภาพสินค้าเรื่องของเกษตรสู่มูลค่าเพิ่ม จนกระทั่งไม่จำเป็นต้องส่งเสริมการตลาดเพราะเมื่อสินค้าเป็นที่ยอมรับแล้ว พ่อค้า นักธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศก็จะวิ่งมาหาสินค้าเองา ถ้าแค่เป็นการขอร้องให้เข้ามาช่วยซื้อทำให้สินค้าขายได้ดีก็จะได้ผลแค่ช่วงที่รัฐบาลนี้อยู่เพราะความเกรงใจรัฐบาลชุดนี้ การพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงเป็นภารกิจที่ยากมากแต่อย่างน้อยที่สุดก็น่าชมเชยที่รัฐบาลได้เริ่มพยายาม

ประการที่สาม การใช้นโยบายให้บริษัทใหญ่ช่วย SME ที่เรียกว่า “พี่ช่วยน้อง” นั้น สิ่งที่ต้องคำนึงคือบริษัทใหญ่เหล่านี้มีคุณธรรมที่จะช่วยเหลือกันจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงพ่อค้าที่เกรงใจรัฐบาล หรือสินค้าบางตัวก็ขายได้ดีอยู่แล้ว คำถามคือ ในอดีตนั้น บริษัทเหล่านี้ช่วย SME กับชาวนาหรือว่าเอาเปรียบ SME กับชาวนา สิ่งที่น่าจะเป็นรูปธรรมในการช่วยคือ การให้บริษัทใหญ่ ๆ ที่ทำ convenience store ช่วยเหลือ SME ที่เป็นโชห่วยเพื่อให้อยู่รอดได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการช่วย SME อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ โครงการช่วยโชห่วยจะเป็นตัววัดได้ดีว่า บริษัทใหญ่ ๆ เหล่านี้มีความตั้งใจช่วย SME จริงหรือไม่

โดยสรุป สิ่งที่รัฐบาลทำถือเป็นการริเริ่มที่ดีในด้านทฤษฎี เพียงแต่ว่าจะปฏิบัติได้สอดคล้องกับความเป็นจริงได้แค่ไหนก็คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องตัดสิน และข้อดีอีกประการคือ อย่างน้อยรัฐบาลชุดนี้ก็เริ่มมียุทธศาสตร์แบบองค์รวม ส่วนจะไกลขนาดไหนนั้น คำตอบยังไม่ชัดเจนนัก

โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทุกประเทศต้องมีการปรับตัวอย่างมหาศาล ปัญหาคือ 1. มีความพยายามในการปรับตัวหรือไม่ ซึ่งข้อนี้รัฐบาลสอบผ่าน 2. มีการวางกลยุทธ์ที่เป็นองค์รวมหรือไม่ ข้อนี้รัฐบาลสอบผ่าน 3. กลยุทธ์นี้สอดคล้องกับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ข้อนี้ต้องใช้เวลาพิสูจน์ และ 4. ยุทธศาสตร์จะสามารถแปลงเป็นรูปธรรมและสำเร็จได้หรือไม่ ข้อนี้ยังไม่ชัดเจนต้องใช้เวลาเป็นเครื่องตัดสิน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เริ่มต้นเศรษฐกิจโลก 2016

10315

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เริ่มศักราชใหม่ปี 2016 ตลาดหุ้นทั่วโลกก็เริ่มแสดงอาการตกฮวบลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งในช่วงกว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการลดลงกว่า 7% ถึง 2 ครั้ง จนรัฐบาลต้องสั่งปิดตลาดหุ้นหนึ่งวัน อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางอันเป็นผลจากความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียกับอิหร่าน จนถึงขั้นที่ซาอุดิอาระเบีย ซูดาน บาห์เรน ได้มีการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็มีการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลงกับอิหร่าน เหตุการณ์ทั้ง 2 นี้อาจเป็นสัญญาณของ flashpoint ที่จะมีผลถึงความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและการเมืองทั้งในปี 2016 และหลังจากนั้น

การที่ตลาดหุ้นจีนมีราคาลดลงอย่างฮวบฮาบนั้นเกิดจากสาเหตุ 3 ประการ คือ

ประการแรก การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนล่าสุดมีแนวโน้มลดลงอย่างรุนแรงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ เท่ากับว่าเป็นตอกย้ำว่า เศรษฐกิจจีนยังอยู่ในอาการที่อ่อนไหว กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีการทำนายไว้ว่า เศรษฐกิจจีนในปี 2016 จะขยายตัวเพียง 6.4% ซึ่งเป็นระดับที่รัฐบาลจีนยอมรับว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะยังคงชะลอตัวลงไปสู่ระดับ 6.5% อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นคือ การอ่อนตัวลงของค่าเงินหยวนที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ซึ่งนอกจากจะเป็นสัญญาณของเศรษฐกิจจีนที่ยังอ่อนแอผสมกับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งตรงข้ามกับจีนที่ดำเนินนโยบายลดดอกเบี้ยและพยายามใช้มาตรการกระตุ้นสภาพคล่อง ซึ่งก็เป็นอีกเหตุหนึ่งของการไหลออกของเงินลงทุน ปัจจัยทั้ง 2 ประการเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจจีนในปีนี้และอีก 2-3 ปีเป็นอย่างน้อยจะยังอยู่ในช่วงของการปรับตัว แม้จีนมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศถึง 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งช่วยประคองไม่ให้เศรษฐกิจจีนระเบิดเป็นวิกฤต แต่นักวิเคราะห์เริ่มมีความเห็นว่า เศรษฐกิจอาจอยู่ในภาวะ Hard landing ซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มลดลง ผนวกกับการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ผลกระทบทั้ง 2 นี้จะทำให้ประเทศเกิดใหม่มีความปั่นป่วน บางประเทศอาจจะเกิดวิกฤต นักเศรษฐศาสตร์บางคนได้วิเคราะห์ว่า ประเทศที่จะถูกกระทบในปีนี้จากการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ คือ รัสเซีย แอฟริกาใต้และรวมทั้งไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีหนี้ระยะสั้นในรูปดอลลาร์ซึ่งจะทำให้มีต้นทุนของการกู้สูงขึ้น ความจริงไทยมีเงินสำรองอยู่ที่ระดับ 158,000 ล้านดอลลาร์ และมีหนี้ระยะสั้นเพียง 56,000 ล้านดอลลาร์ กล่าวคือ มีเงินสำรองมากกว่าหนี้ระยะสั้นประมาณ 3 เท่า โดยผลกระทบจากการขึ้นของดอกเบี้ยของสหรัฐฯ แม้จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นแต่ก็จะไม่เกิดวิกฤต แต่จะส่งผลกับการอ่อนตัวของค่าเงินบาท

ประการที่สอง การที่ตลาดหุ้นจีนมีแนวโน้มลดลงนั้นอีกปัจจัยคือ ในปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นตกฮวบ รัฐบาลจึงบีบบังคับให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ตั้งแต่ 5% ขึ้นไป) ห้ามขายหุ้น แต่มาตรการรี้กำลังจะหมดอายุ จึงมีการเกรงกันว่าจะมีการขายหุ้นอย่างรุนแรง นักลงทุนจึงพากันทิ้งหุ้นจนทำให้หุ้นตกลงกว่า 7% ซึ่งถือเป็นการตกลงอย่างรุนแรง รัฐบาลจีนจึงกำหนดให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ขายหุ้นได้เพียง 1% และต้องแจ้งล่วงหน้า 15 วัน เพื่อพยุงหุ้นอีกทางหนึ่ง

ประการที่สาม จีนมีการผ่อนคลายกฎระเบียบ IPO (Initial Public Offering) หรือการขายหุ้นให้ประชาชนก่อนเข้าตลาด ทำให้นักลงทุนเกรงว่า จะทำให้หุ้นในตลาดมากขึ้นและส่งผลให้ราคาหุ้นลดลงจาก Supply ที่มากขึ้น

โดยสรุป สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นจีนในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัญญาณว่า เศรษฐกิจโลกและโดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนในปี 2016 ยังมีความอ่อนไหวและอ่อนแอซึ่งย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Flashpoint อีกประการหนึ่งนั้นเกิดจากวิกฤตตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่านเป็นความขัดแย้งที่ฝั่งรากลึกระหว่างอิสลามซุนนีย์กับชีอะห์ ซาอุดิอาระเบียมีซุนนีย์ 90% และชีอะห์ 10% ส่วนอิหร่าน มีซุนนีย์ 10%และชีอะห์ 90% ในประเทศซีเรียที่ส่วนใหญ่เป็นซุนนีย์ ชีอะห์จะมีน้อยกว่า ในกรณีของบาห์เรน ชีอะห์มากกว่าซุนนีย์แต่รัฐบาลเป็นซุนนีย์ ความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียกับอิหร่านเป็นการถ่วงดุลระหว่าง 2 ประเทศที่เป็นมหาอำนาจในภูมิภาคนี้

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียกับอิหร่านคงจะไม่นำไปสู่การเผชิญหน้าในแง่การทำสงครามของทั้ง 2 ประเทศ แต่จะนำไปสู่การใช้สงครามตัวแทน (Proxy war) ในอิรัก ซีเรีย เยเมน ซึ่งจะทำให้ความพยายามของประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปและรัสเซียที่จะขจัดอิทธิพลของ ISIS มีความลำบากมากขึ้น เพราะนอกจากจะมีปัญหาด้านเอกภาพแล้ว ISIS เป็นซุนนีย์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประชาชนซุนนีย์ และซาอุดิอาระเบียก็ถูกกล่าวหาจากอิหร่านว่าเป็นผู้สนับสนุน ISIS

ปัญหาความตึงเครียดของตะวันออกกลางผนวกกับ ISIS ซึ่งกำลังขยายอิทธิพลไปสู่ประเทศต่าง ๆ และการเกิดของ Arab Spring ที่ไม่ได้จำกัดแค่ตูนิเซีย อียิปต์ ลิเบีย เท่านั้น จากนี้ไปในอนาคต การขยายตัวของประชาชนเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพอันเป็นภาพฉายของ Arab Spring คงจะแพร่สู่ซาอุดิอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ และในบาห์เรนนั้นก็แพร่มาแล้วเพียงแต่ถูกควบคุมไว้ ดังนั้นปี 2016 จึงเป็นภาพฉายของปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจที่จะลามปามสู่เศรษฐกิจและการเมืองโลก ดังจะเห็นได้ว่า ในกลุ่มประเทศ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ บาห์เรน ยังมีการปกครองแบบ 50 ปีที่แล้ว แรงกดดันจาก Arab spring (การลุกฮือของประชาชนเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองการปกครอง) บวกกับการขยายตัวของชีอะห์ และ ISIS อีกทั้งราคาน้ำมันที่ลดลงจึงทำให้ซาอุดิอาระเบียมีข้อจำกัดในการปกครองอย่างราบรื่นเหมือนในอดีต ตะวันออกกลางจะกลายเป็น flashpoint ที่อธิบายถึงการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น

เหตุการณ์ในจีนและตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นจึงเป็นภาพฉายของปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่มีผลกระทบต่อโลกรวมทั้งไทยทั้งในปี 2016 และหลังจากนี้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของจีน

10286

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศจีนซึ่งได้มีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากสังคมนิยมมาสู่ระบบที่มีองค์ประกอบของทุนนิยมในสัดส่วนที่สูงขึ้นและมีการเปิดประเทศเพื่อปรับตัวให้เข้ากับยุคโลกาภิวัฒน์ ใน 3 ทศวรรษที่ผ่านมา (ยกเว้น 3 ปีหลัง) เศรษฐกิจจีนโดยเฉลี่ยมีอัตราการเติบโตสูงประมาณ 10% ซึ่งก็เป็นส่วนผลักดันให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโดยมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก การขยายตัวและบทบาททางเศรษฐกิจของจีนส่งผลกระเพื่อมต่อโครงสร้างในทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก ในทางเศรษฐกิจนั้น การขยายตัวของจีนในอัตราสูงประกอบกับจำนวนประชากรโลก 1,350 ล้านคน ได้ส่งผลให้ราคาโภคภัณฑ์ต่าง ๆ สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ทองแดง ยางพารา และอื่น ๆ ขณะเดียวกันในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา จีนต้องเผชิญกับปัญหาจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไปและวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มจากกรณีวิกฤตซับไพรม์ (Sub-Prime Crisis)ในสหรัฐอเมริกา และต่อเนื่องมาสู่วิกฤตเงินสกุลยูโร ประเทศจีนจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบให้อัตราการเติบโตชะลอตัวลงอยู่ในระกับ 7 % ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะต่ำกว่านี้ในอีก 2-3 ปีหน้า

บทบาทและการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของจีนได้ส่งผลในทางเศรษฐกิจและการเมืองโลกนอกเหนือไปจากการก่อวิกฤตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศเกิดใหม่ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกในด้านโภคภัณฑ์ ผลกระทบที่น่าสนใจซึ่งเกี่ยวข้องกับบทบาทและการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจจีนที่มีต่อภูมิภาคต่าง ๆ คือ

1.บทบาทที่ขยายตัวมากขึ้นของจีนในทางเศรษฐกิจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างยุโรปและอเมริกาซึ่งเป็นพันธมิตรกันอย่างใกล้ชิด นอกเหนือจากประเด็นความขัดแย้งเรื่องการเข้าเป็นสมาชิกของพันธมิตรคือ ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษ ในการเข้าเป็นสมาชิกกองทุน Asian Infrastructure investment Bank แล้ว ส่วนที่นำไปสู่ความขัดแย้งอีกประการก็คือ กรรมาธิการของประเทศสหภาพยุโรปกำลังเสนอให้มีการรับรองประเทศจีนในฐานะที่เรียกว่า สถานะของเศรษฐกิจการตลาด (Market Economy Status – MES) ข้อเสนอนี้คงจะมีการนำไปสู่การลงคะแนนเสียงของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 28 ประเทศในเดือนกุมภาพันธ์และต้องผ่านรัฐสภายุโรปอีกด้วย ปรากฏว่า สหรัฐอเมริกาไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของสหภาพยุโรป เนื่องจากการยอมรับสถานภาพดังกล่าวจะทำให้สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปและประเทศอื่น ๆ มีความยากลำบากในการออกมาตรการต่อต้านการอุดหนุน (Anti-Dumping) ซึ่งขณะนี้ทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกากำลังดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็ก สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอิตาลี เห็นว่า ถ้ามีการยอมรับสถานะ MES ของจีนจะทำให้เกิดการว่างงานเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กและสิ่งทอ อันเป็นผลจากการทุ่มตลาด (Dumping) ของจีน ประเทศจีนนั้นได้เข้า WTO ในปี 2001 และเห็นว่าประเทศจีนจะได้รับการยอมรับสถานะ MES โดยอัตโนมัติในปี 2016 ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและฝ่ายที่คัดค้านมองเห็นว่า เศรษฐกิจของจีนยังไม่ได้เป็นระบบตลาด เนื่องจากรัฐยังมีอำนาจในการกำหนดราคาและมีการอุดหนุนซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่บิดเบือนตลาด มาตรการสนับสนุนจีนในฐานะ MES นั้นมาจากอังกฤษ เยอรมนีและฝรั่งเศส โดยคาดว่า สหภาพยุโรปจะสามารถดึงเงินลงทุนของจีนโดยเฉพาะด้าน Infrastructure มาที่ยุโรปจากกองทุนที่จีนตั้งขึ้นกว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และจะช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างยุโรปและจีนมากขึ้น ปัญหานี้จึงเป็นข้อขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปจากปัญหาบทบาทใหม่ของจีนในเวทีโลก

2.ผลจากการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อกลุ่มละตินอเมริกาอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงที่จีนมีอัตราเติบโตสูงกว่า 2 ทศวรรษ เศรษฐกิจจีนซึ่งมีการนำเข้าโภคภัณฑ์จำนวนมากได้ช่วยให้กลุ่มละตินอเมริกาซึ่งพึ่งพาโภคภัณฑ์ขยายตัวและรุ่งเรื่องอย่างไม่เคยมีมาก่อน เศรษฐกิจจีนในระยะแรกจึงช่วยหนุนการขยายตัวของรัฐบาลฝ่ายซ้ายซึ่งใช้ความรุ่งเรืองจากราคาดโภคภัณฑ์ในการซื้อและสร้างฐานเสียงทางการเมืองโดยใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่งและพยายามสร้างฐานอำนาจโดยอาศัยกองทัพประชาชนเป็นเกราะกำบัง ในช่วงทศวรรษ 1990 ได้เกิดปรากฏการณ์การขยายตัวของฝ่ายซ้ายที่เน้นประชานิยมไม่ว่าจะเป็น บราซิล อาร์เจนตินา เอกวาดอร์ โบลิเวีย และโดยเฉพาะเวเนซุเอลาภายใต้การนำของนาย Hugo Chavaz ปรากฏการณ์ของฝ่ายซ้ายดังกล่าวเรียกว่า pink tide อย่างไรก็ตาม จากการที่จีนมีเศรษฐกิจอ่อนลงใน 3-4 ปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปสู่ประเทศที่มีรัฐบาลประชานิยม มีการคอรัปชั่น และใช้เผด็จการเสียงข้างมากโดยไม่เคารพต่อนิติรัฐ ซึ่งก็มีลักษณะคล้ายกับระบบของประเทศไทยก่อนยุครัฐประหารของ คสช. จากการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงส่งผลให้การส่งออกของประเทศละติตอเมริกาถูกกระทบอย่างแรง โดยอาร์เจนตินา เวเนซุเอลา และบราซิลซึ่งพึ่งพาการส่งออกโภคภัณฑ์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เศรษฐกิจจึงมีลักษณะติดลบและเงินเฟ้อสูง ยังไม่รวมการสะสมของหนี้สินในกรณีของอาร์เจนตินา ผลพวงดังกล่าวทำให้ประชาชนที่เคยนิยมชมชอบจากนโยบายประชานิยมเริ่มไม่พอใจและถูกกระทบจากการคอรัปชั่นและผลกระทบจากการไม่มีนิติรัฐ ทำให้การเลือกตั้งเมื่อเดือนที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปีที่รัฐบาลฝ่ายซ้ายดังกล่าวมีการพ่ายแพ้การเลือกตั้งกับรัฐบาลขวากลาง และในกรณีของบราซิล รัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีรูเซฟก็กำลังเผชิญกับวิบากกรรมของกระบวนการ Impeachment อีกทั้งพรรคพวกโดนข้อหาคอรัปชั่นกว่าร้อยคน อัตราการเติบโตติดลบที่ -4 ถึง -5% อาจกล่าวได้ว่า กระแส pink tide กำลังใกล้สู่กาลอวสาน ซึ่งหมายความว่า ละตินอเมริกากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

การผงาดขึ้นของจีนในเวทีโลกได้สร้างแรงกระเพื่อมทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ทั้งด้านบวกและด้านลบต่อภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ดังจะเห็นได้ว่าทั้งยุโรปและละตินอเมริกาดังที่ได้ยกตัวอย่างมาก็เป็นภาพฉายอย่างดีของความสำคัญของบทบาทจีนในเวทีโลกซึ่งนับวันจะมีมากขึ้น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

10247

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้มาเยี่ยมเยือนประเทศไทย บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น และมีการร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือหลายฉบับ

ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับในสมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเกิดจากเหตุผลที่ว่าในช่วงนั้น ประเทศไทยมีการแบ่งขั้ว สมเด็จฮุนเซนมีการเลือกข้างอย่างเด่นชัดจึงสร้างปัญหาการเผชิญหน้าและความขัดแย้ง กล่าวคือ ดำเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะที่แทรกแซงการเมืองภายในของไทย ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนับตั้งแต่นางสาวยิ่งลักษณ์มาเป็นนายกรัฐมนตรี ความสัมพันธ์จึงมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นไปด้วยดี (Personal Diplomacy) และประการสุดท้ายคือ ประเด็นปัญหาเขาพระวิหารซึ่งหลังจากที่มีคำพิพากษาของศาลโลกก็ทำให้ความขัดแย้งและการเผชิญหน้าเรื่องนี้ลดลง อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาอาจกล่าวได้ว่า มีปัจจัยกดดันในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันอย่างมากมาย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชามี 3 มิติ คือ มิติทวิภาคี มิติในกรอบของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง Greater Mekhong Subregion (GMS) และมิติพหุภาคีในกรอบของประชาคมอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย 3 ประชาคม คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political Security Community – APSC) ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC) และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) ในมิติทางเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบของเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งเป็นองค์ประกอบส่วนแรกของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทำให้สินค้าของประเทศสมาชิกอาเซียนมีการเคลื่อนย้ายในลักษณะไม่มีกำแพงภาษีและการมีการกำหนดโควตา อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าในด้านกายภาพอันเกิดจากปัญหาการเชื่อมโยงด้านขนส่งทางถนนและทางรถไฟ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ในการมาเยือนครั้งนี้จึงมีการทำข้อตกลงร่วมพัฒนาความเชื่อมโยงทางกายภาพ อาทิ การสร้างสะพานที่บ้านหนองเอี่ยน อ.อรัญประเทศ การสร้างทางรถไฟซึ่งจะเชื่อมโยงระหว่างกรุงเทพฯ สู่พนมเปญและสามารถต่อไปถึงนครโฮจิมินห์

ภายใต้กรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) การพัฒนาด้านคมนาคมนั้นยังขยายความเชื่อมโยงไปอีก 4 ประเทศจึงไม่น่าแปลกใจว่า ข้อตกลงประเภทนี้ไทยก็มีการทำกับพม่าและลาว โดยในอนาคตจะเห็นการเชื่อมโยงจากทวายมาทางแหลมฉบังไปสู่สระแก้วไปยังกัมพูชาและเวียดนาม และภายใต้กรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ยังเกิดการขยายตัวของเขตเศรษฐกิจเฉพาะตามรอยตะเข็บเชื่อมโยง ดังนั้นการตกลงระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งนี้จึงเน้นความร่วมมือเขตเศรษฐกิจเฉพาะ เช่น ระหว่างจังหวัดสระแก้วกับจังหวัดบันเตียเมียนเจย และระหว่างตราดกับเกาะกงของกัมพูชา และในกรอบดังกล่าวยังเน้นการลงทุนซึ่งจะเปิดโอกาสให้เงินทุนไทยไปลงทุนในกัมพูชาซึ่งค่าแรงต่ำกว่าและได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (GSP) จากสหรัฐและสหภาพยุโรป เพราะมีแหล่งกำเนิดในกัมพูชา

ส่วนทางฝั่งไทยเน้นการลงทุนที่ใช้มูลค่าเพิ่ม ตามแนวตะเข็บก็จะขยายตัวทางด้านการค้าชายแดน จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการตั้งเป้าการค้าระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าใน 5 ปี คือ จาก 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนั้นยังมีการเน้นความร่วมมือการท่องเที่ยว ดังจะเห็นว่ามีการทำข้อตกลงส่งเสริมโครงการ One Destination Two Country หรือ 1 เป้าหมาย 2 ประเทศ

ภายใต้กรอบ AEC ประเทศไทยจะต้องให้ความช่วยเหลือ CLMV ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเรื่องการทำข้อตกลงการฝึกวิชาชีพให้กับกัมพูชา ซึ่งนอกจากจะทำตามกรอบของ AEC แล้ว ยังเป็นการเพิ่มผลิตภาพในการผลิตสินค้าร่วมกัน

ในกรอบด้านความมั่นคงนั้น ประเด็นสำคัญของความร่วมมือคือ การค้ามนุษย์ แรงงานนอกกฎหมาย การลักลอบขนสินค้า ดังนั้นข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างไทย-กัมพูชาในครั้งนี้จึงรวมความร่วมมือที่เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวด้วย

อาจกล่าวได้ว่า แม้ไทยมีปัญหาไทย-กัมพูชาในเรื่องเขาพระวิหารและประเด็นการเมืองอื่น ๆ ก็ตาม แต่ความจำเป็นของ 2 ประเทศในการร่วมมืออย่างใกล้ชิดซึ่งจะออกมาในลักษณะ Win-Win กันทั้ง 2 ฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงมีการคาดการณ์ว่า การค้าและการลงทุนระหว่างไทย-กัมพูชาจะมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การแก้ไขปัญหาโลกร้อน

10203

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ข้อตกลงว่าด้วยการแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่บรรลุผล ณ กรุงปารีส เมื่อวันเสาร์ที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา อาจถือเป็นข้อตกลงประวัติศาสตร์ซึ่งเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของมนุษยชาติ แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะยังไม่บรรลุเป้าหมายดังที่หลายฝ่ายได้ตั้งไว้ก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวในความเห็นของคนในวงการและสื่อมวลชนโดยทั่วไปก็ถือเป็นข้อตกลงที่มีความสำคัญมากในความพยายามที่จะแก้ปัญหาโลกร้อนในอนาคต

การประชุมสุดยอดที่กรุงปารีสจนนำไปสู่ข้อตกลงดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมการประชุมกว่า 40,000 คน มีประเทศที่เข้าร่วม 195 ประเทศ กับ 1 องค์กรคือสหภาพยุโรป มีประมุขของประเทศหรือนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมกว่า 150 คน การประชุมดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน และควรจบลงในวันที่ 11 ธันวาคม แต่ก็มีการยืดต่อเวลาออกไปอีกหนึ่งวันจนยุติในวันที่ 12 ธันวาคม รัฐบาลฝรั่งเศสได้ใช้ชานเมืองปารีสชื่อ Le Bourget ซึ่งมีพื้นที่รองรับการประชุมดังกล่าวได้และเพื่อป้องกันความปลอดภัยจากการก่อการร้าย รัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้ใช้กำลังตำรวจกว่าหนึ่งแสนคน

จุดเริ่มต้นของข้อตกลงกรุงปารีสว่าด้วยเรื่องการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนเริ่มต้นในปี 1992 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติในกรอบสมัชชาสหประชาชาติได้ทำอนุสัญญาที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก อนุสัญญาดังกล่าวนำไปสู่การประชุมครั้งสำคัญที่เมืองเกียวโตและได้ข้อสรุปในกรอบของข้อตกลงเกียวโตปี 1997 อย่างไรก็ตาม ในข้อตกลงดังกล่าวได้ครอบคลุมประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมแล้วเพียง 11% ในขณะเดียวกัน อเมริกาก็ไม่ยอมรับความผูกพันดังกล่าว ขณะที่จีนและอินเดียในขณะนั้นก็มิได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง ข้อตกลงเกียวโตนั้นถือได้ว่ายังมีผลในการปฏิบัติในการที่จะนำไปสู่การชะลอหรือการแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจำกัดมาก ส่วนหนึ่งเพราะประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญ 3 ประเทศ ได้แก่ อเมริกา จีน และอินเดีย ไม่ได้ผูกพันในข้อตกลงดังกล่าว อีกทั้งยังไม่ได้มีการกำหนดความผูกพันตามนิตินัย

7024428-3x2-700x467

หลังจากข้อตกลงเกียวโต โลกก็ได้เห็นว่า อัตราเร่งของภาวะโลกร้อนพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จะเห็นได้ว่า เกิดปรากฏการณ์น้ำแข็งในขั้วโลกเหนือและใต้ละลายในอัตราเร่งสูง เกิดภัยธรรมชาติอย่างรุนแรง อดีตรองประธานาธิบดีของสหรัฐฯ นายอัล กอร์ ก็ได้ทำสารคดีเตือนให้รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศซึ่งมีส่วนกระตุ้นการตระหนักถึงภัยอันตรายของคนทั้งโลก ยิ่งกว่านั้น ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จีนและอินเดียซึ่งมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นเลขสองหลักติดต่อกันกว่าทศวรรษและเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมหาศาล ประเทศจีนกลายเป็นประเทศอันดับหนึ่งที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด บริบทการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงนำไปสู่ความพยายามของประเทศทั้งโลกที่จะหาทางชะลอหรือหยุดยั้งอันตรายที่เกิดจากภาวะโลกร้อน

กล่าวกันว่าถ้าปล่อยไปตามปัจจุบัน ในปี 2100 อุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้นที่ประมาณ 4.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีที่แล้วซึ่งจะนำไปสู่หายนะทั่วโลก จากงานวิจัยนั้น ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับ 200 ปีที่แล้วจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 1 เมตร โดยขณะนี้มีประชากรกว่า 500 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่ถึง 1 เมตร ประชากรเหล่านี้จะถูกกระทบ ที่ทำกินจะหายไปส่วนหนึ่ง สัตว์โลกโดยเฉพาะสัตว์น้ำจะถูกประทบถึง 30% น้ำทะเลจะมีลักษณะเป็นกรดมากขึ้น ผลกระทบดังกล่าวย่อมสร้างหายนะให้กับเศรษฐกิจและสังคมโลกอย่างมหาศาล ยังไม่รวมถึงอุบัติภัยทางธรรมชาติ โรคติดต่อ รวมทั้งความขัดแย้งของประเทศต่าง ๆ ความสำนึกในการเปลี่ยนแปลงของบริบทดังกล่าวนี้เองจึงกระตุ้นให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต้องหาข้อตกลงและนำไปสู่ความสำเร็จของข้อตกลงกรุงปารีส

1031610060

สาระสำคัญของข้อตกลงว่าด้วยการแก้ไขปัญหาโลกร้อน กรุงปารีส ได้แก่

ประการแรก ข้อตกลงดังกล่าวจะผูกพันประเทศทั้งหมด 195 ประเทศ เพียงแต่ในส่วนของการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นให้แต่ละประเทศดำเนินการ แต่ไม่ผูกพันในแง่กฎหมาย

ประการที่สอง ประเทศต่าง ๆ ในจำนวน 195 ประเทศ มี 187 ประเทศได้มีการเสนอแผนในการลดและมีการปรับแผนจากการตกลงครั้งนี้ ถ้าหากว่ามีการดำเนินตามแผนเดิมแล้ว อุณหภูมิในปี 2100 จะสูงขึ้น 3 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดที่อันตรายอยู่ ดังนั้นข้อตกลงกรุงปารีสจึงมีการกำหนดให้ทุก ๆ 5 ปี จะให้ประเทศนำเสนอแผนการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อลดอุณหภูมิให้เหลือตามเป้าที่ 2-1.5 องศาเซลเซียสในปี 2100

ประการที่สาม ข้อตกลงดังกล่าวมีการจัดตั้งกองทุนหนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับในปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่ข้อตกลงเกียวโตถึงกำหนด และเริ่มข้อตกลงกรุงปารีส เงินกองทุนหนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ ประเทศพัฒนาแล้วจะเป็นผู้ออกเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการปรับตัว อย่างไรก็ตาม กองทุนดังกล่าวนี้ ประเทศที่กำลังพัฒนาต้องมีส่วนในการลงขัน ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมายแต่อย่างใด

ข้อตกลงกรุงปารีส แม้จะยังห่างไกลจากเป้าหมายที่จะลดอุณหภูมิให้สูงไม่เกิน 2-1.5องศาเซลเซียสในปี 2100 อีกทั้งมิได้มีความผูกพันให้แต่ละประเทศลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแง่นิตินัย แต่อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงกรุงปารีสก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การชะลอหรือการแก้ไขปัญหาโลกร้อนในอนาคต ส่วนผลจะสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองร่วมกันของแต่ละประเทศ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีนต่อประเทศละตินอเมริกาในรอบหลายทศวรรษ

11รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เศรษฐกิจโลกที่มีการฟื้นตัวในลักษณะที่ยังอ่อนแอโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่อันดับสองของโลกคือ จีน ซึ่งมีอัตราเติบโตทรุดตัวลงติดต่อกัน 3-4 ปี จากเคยเฉลี่ยที่ 10% ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาก็มีการอ่อนตัวลงอยู่ในระดับที่ 7% ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่า 7% ในปีหน้า ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจและการเมืองในทุกภูมิภาค ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของบริบทการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ การที่เศรษฐกิจจีนมีการอ่อนตัวลงได้ส่งผลกระทบทางลบต่อราคาโภคภัณฑ์ต่าง ๆ ส่วนหนึ่งของผลกระทบที่เกี่ยวกับไทยคือ อัตราการเติบโตของการส่งออกของไทยในปีนี้ติดลบในระดับ -4.9% ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากราคาพืชผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพารา ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับการชะลอตัวลงของจีน อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการชะลอตัวลงของจีนก็คือ ละตินอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 ประเทศสำคัญคือ บราซิล อาร์เจนตินา และเวเนซุเอลา ประเทศส่วนใหญ่ในละตินอเมริกามีการพึ่งพาการส่งออกด้านโภคภัณฑ์เป็นสำคัญ ดังนั้น ราคาที่ตกต่ำของโภคภัณฑ์จึงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับประเทศเหล่านี้

ในกรณีของเวเนซุเอลา มีการพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน 94% จากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมหาศาลจึงส่งผลต่อเศรษฐกิจเวเนซุเอลาเป็นอย่างมาก อัตราการเติบโตติดลบ เงินเฟ้อพุ่งขึ้นถึง 20% ค่าเงินอ่อนตัวลง ประชาชนถึงกับต้องมีการปันสัดส่วนในการซื้ออาหาร ผลกระทบจากเศรษฐกิจดังกล่าวนี้เองทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในรอบ 17 ปี นั่นคือ รัฐบาลฝ่ายซ้ายที่เรียกว่า ระบบ Chavismo ซึ่งเป็นระบบที่เรียกตามชื่อของอดีตประธานาธิบดี Hugo Chavez เป็นระบบการเมืองที่มีลักษณะคล้ายกับระบบทักษิณ กล่าวคือ มีการเน้นนโยบายประชานิยมอย่างมหาศาล มีการใช้กำลังคนหรือประชาชนเป็นเครื่องมือในการปกป้องเสถียรภาพทางการเมือง ระบบ Chavismo นั้นจะมีลักษณะต่อต้านตะวันตกอย่างรุนแรง โดยในการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่า เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปีที่ฝ่ายค้านซึ่งมีแนวนโยบายเป็นขวากลาง เน้นประชาธิปไตยและการเปิดประเทศ และมีแนวนโยบายด้านต่างประเทศที่ดีขึ้นกับตะวันตกนั้นได้รับชัยชนะ

ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและโดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญก็คือ ประเทศอาร์เจนตินาและบราซิล อาร์เจนตินาภายใต้การปกครองของระบบ Peronismo ของสามีภรรยาที่เป็นอดีตประธานาธิบดีที่ชื่อว่า Krishner ซึ่งร่วมกันปกครองอาร์เจนตินามากว่า 12 ปีก็มีอันต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งจากพรรคขวากลางโดยมีนาย Mauricio Macri ซึ่งเป็นผู้นำที่ต่อต้านนโยบายของฝ่ายซ้ายในละตินอเมริกา ต้องการเปลี่ยนแปลงอาร์เจนตินาซึ่งมีระบบเศรษฐกิจย่อยยับมาตลอดหลาย 10 ปี เนื่องจากการใช้นโยบายประชานิยม โดยมีแนวโน้มในการสนับสนุนระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย กล่าวคือ ต่อต้านระบบเผด็จการเสียงข้างมากภายใต้ระบบ Krishner ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบ Peronismo มา 12 ปี

ในกรณีของบราซิล ปรากฏว่า ประธานาธิบดีดิลมา รูเซฟ ซึ่งได้รับชัยชนะเป็นครั้งที่ 2 ก็ต้องประสบกับปัญหาการต่อต้านจากประชาชน คะแนนนิยมลดลงต่ำกว่า 10% เนื่องจากปัญหาด้านคอรัปชั่นและปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงในรอบ 80 ปี ดังจะเห็นได้ว่า อัตราการว่างงานสูงขึ้น 10% อัตราการเติบโตลดลง 4.5% ตัวประธานาธิบดีเองก็กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากระบบ Impeachment

ทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินาบราซิล และเวเนซุเอลาที่ได้กล่าวถึงอยู่ภายใต้ระบบการเมืองที่ครอบงำโดยฝ่ายซ้ายเป็นเวลานานและเป็นระบบการเมืองเน้นประชานิยมเป็นหลัก เป็นระบบที่อาศัยคะแนนเสียงข้างมากและการโกงการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการปกครองด้วยระบบเผด็จการเสียงข้างมาก และใช้กองทัพประชาชนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยมและการคอรัปชั่นเป็นเครื่องมือในการรักษาฐานเสียงตลอดเวลา เศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีนกำลังสร้างแรงกระเพื่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในละตินอเมริกาในรอบหลายทศวรรษซึ่งไม่ได้จำกัดแค่ 3 ประเทศดังที่กล่าวมา แต่ยังขยายวงไปสู่ประเทศอื่น ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่เน้นประชานิยมและเป็นประเทศซ้ายจัดอีกด้วย


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เมื่อเงินหยวนได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ

22รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ได้ลงมติให้เงินหยวนของจีนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบตระกร้าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศซึ่งเป็นตัวกำหนดมูลค่าของ Special Drawing Rights (SDR) ซึ่งเป็นเงินที่ IMF สร้างขึ้นในทศวรรษ 1960 โดยใช้เป็นเงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อชดเชยสภาพคล่องที่ใช้เงินสำรองระหว่างประเทศไม่เพียงพอในยุคนั้น การลงคะแนนรับเงินหยวนเป็น 1 ใน 5 ของสกลุเงินในระบบตระกร้าเท่ากับหมายความว่าเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า เงินหยวนเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศคู่กับอีก 4 สกุลเงิน คือ ดอลล่าร์สหรัฐฯ ปอนด์สเตอร์ลิง ยูโร และเยนของญี่ปุ่น การที่เงินหยวนได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการของ IMF ก็ด้วยเหตุผลซึ่งถือเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเงินสกุลที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบตระกร้า 2 หลักเหณฑ์ใหญ่ ๆ คือ

1. เงินสกุลนั้น ๆ ต้องมีบทบาทเรื่องเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ในกรณีเงินหยวนของจีนถือเป็นประเทศที่สำคัญมากในระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน ถ้ามองจากเกณฑ์ PPP (Purchasing Power Parity) เศรษฐกิจจีนถือว่าเป็นอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันมา 2 ปีแล้ว จีนยังมีความสำคัญทางการค้าระหว่างประเทศ เงินหยวนของจีนจึงมีบทบาทในการใช้ทำธุรกรรมระหว่างประเทศ

2. เงินสกุลนั้น ๆ จะต้องมีสภาพคล่องและถูกนำไปใช้เป็นเงินสำรองระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง ซึ่งตามเกณฑ์นี้ ประเทศจีนยังไม่น่าสอบผ่าน เนื่องจาก ทุกวันนี้สภาพคล่องของเงินหยวนที่กระจายออกนอกประเทศยังมีขอบเขตจำกัด จะเห็นได้ว่าจีนมีการลงทุนนอกประเทศในอัตราที่จำกัด แม้ว่าจะมีอัตราเร่งสูงมากก็ตาม เกณฑ์นี้จึงมีปัญหาเพราะมีการโจมตีว่า การที่เงินหยวนได้เข้ามาเป็นเงินสำรองระหว่งประเทศเป็นเพราะปัจจัยทางด้านการเมืองและมีการล็อบบี้กันอย่างหนักนั่นเอง

การที่จีนได้รับการยอมรับจาก IMF ให้เป็นเงินสำรองระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการนั้น นอกจากบทบาทของเศรษฐกิจจีนในโลกแล้ว ยังเกิดจากการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะการเปิดเสรีทางด้านการเงินโดยเป็นเงื่อนไขสำคัญในการยอมรับ เริ่มต้นขั้นตอนด้วยการเปิดเสรีดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด และขั้นที่ 3 คือ การเปิดเสรีเคลื่อนย้ายเงินทุนซึ่งอยู่ในระยะเริ่มแรกเท่านั้นเอง ดังจะเห็นได้ว่า การลงทุนในต่างประเทศของจีนเพิ่งจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามากขึ้น ดังนั้นจีนยังต้องมีการปฏิรูปในเชิงลึกและเชิงกว้างมากขึ้น เพื่อที่จะให้เงินหยวนเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศอย่างแท้จริง เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลจีนจึงดำเนินนโยบายดังต่อไปนี้

1. จีนพยายามที่จะให้มีการส่งเสริมการใช้เงินหยวนในการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมากขึ้น โดยมีการตั้งเครือข่ายในภูมิภาคต่าง ๆ

2. จีนได้ขยายการลงทุนโดยตรงเพื่อที่จะให้มีสภาพคล่องของเงินหยวนในต่างประเทศมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่า จีนกำลังขยายการลงทุนในกรอบของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) นอกจากนั้น จีนยังมีการพัฒนา One belt One road หรือเส้นทางสายไหมที่เชื่อมโยงจีนไปยังยุโรป ไม่ว่าจะเป็นทางเรือ ทางรถไฟ และการเชื่อมโยงท่อแก็ส เป็นต้น

ผลกระทบจากการที่จีนได้เป็นส่วนหนึ่งของเงินสำรองระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการก็คือ

1. เงินหยวนจะได้การยอมรับในการเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม บทบาทของเงินหยวนในการได้รับการยอมรับทางพฤตินัยยังต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการขยายเงินหยวนไปต่างประเทศ เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน นอกจากนั้น ระบบการเมืองจีนในขณะนี้ ยังเป็นอุปสรรคต่อการยอมรับหรือการไว้เนื้อเชื่อใจในบทบาทของเงินหยวนในการเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศ

2. ค่าเงินหยวนมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงในอนาคตภายในระยะเวลาไม่นาน ค่าเงินหยวนต่อค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ อาจจะอ่อนตัวลงมาที่ 6.5 โดยหนึ่งในสาเหตุก็คือ การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในกลางเดือนนี้ ซึ่งจะทำให้ดอลล่าร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ในขณะที่เงินยูโรและเงินหยวนจะอ่อนค่าลง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น