“ประเทศไทย” กับผลพวงจากการขยายตัวการท่องเที่ยวของโลก

1รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2 – 3 วันที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้มีการรายงานถึงสภาวการณ์การท่องเที่ยวที่ผ่านมาและแนวโน้มในอนาคต ทั้งนี้ส่วนที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างประเทศ (Inbound Tourism) ในปีที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 29 ล้านคน โดยคาดว่า ในปีนี้ แนวโน้มของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่จะมาไทยเพิ่มเป็น 34 ล้านคน และในปี 2017 จะเพิ่มเป็น 36 ล้านคน โดยทั้งนี้ รายได้ที่คิดเป็นตัวเงินจากการท่องเที่ยวโดยนักท่องเที่ยวต่างประเทศในไทยอยู่ที่ 1.89 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.82% คิดเป็นรายได้ต่อ GDP ประมาณ 13% ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ถ้าพิจารณาจากจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่จัดทำโดยองค์การการท่องเที่ยวโลกของสหประชาชาติในปีล่าสุดที่ออกมาคือปี 2014 นั้น จำนวนนักท่องเที่ยวโลกเท่ากับ 1.133 พันล้านคน เพิ่มขึ้น 4.3% โดยทั้งนี้ ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด 10 อันดับแรกของโลกคือ 1. ฝรั่งเศส 83.7 ล้านคน 2. สหรัฐอเมริกา 74.8 ล้านคน 3. สเปน 65 ล้านคน 4. จีน 55.6 ล้านคน 5. อิตาลี 48.6 ล้านคน 6. ตุรกี 39.8 ล้านคน 7. เยอรมนี 33 ล้านคน 8. อังกฤษ 32.6 ล้านคน 9. รัสเซีย 29.8 ล้านคน และ 10. เม็กซิโก 29.1 ล้านคน จากภาพรวมนี้ เราจะเห็นว่า ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุดอยู่ในทวีปยุโรปซึ่งติดอันดับ 7 ประเทศ อเมริกาเหนือ 2 ประเทศ และเอเชียมีประเทศเดียวคือจีน

2

แต่ถ้าพิจารณาจากรายได้จะเห็นได้ว่าในปี 2014 รายได้รวมของการท่องเที่ยว (Inbound Tourism) ของทั้งโลกเท่ากับ 1.245 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.7% โดย 10 อันดับแรกที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดประกอบด้วย 1. สหรัฐอเมริกา 177.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ 2. สเปน 65.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ 3. จีน 56.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ 4.ฝรั่งเศส 55.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ 5. มาเก๊า 50.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ 6. อิตาลี 45.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ 7. อังกฤษ 45.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ 8. เยอรมนี 43.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ 9. ไทย 38.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และ 10. ฮ่องกง 38.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

3

จากภาพรวมของรายได้จะเห็นว่า ประเทศในเอเชียมี 3 ประเทศที่ติดอันดับรายได้จากการท่องเที่ยว Top 10 ของโลก ซึ่งถ้าเทียบกับบทวิเคราะห์ของจำนวนนักท่องเที่ยวแล้ว จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวในเอเชียสูงขึ้นโดยเฉลี่ยเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ในยุโรป โดยเฉพาะประเทศไทยที่ติดอันดับ Top 10 ด้วย

ในรายงานล่าสุดของสหประชาชาติเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของโลกนั้นจะพบว่า รายจ่ายในด้านการท่องเที่ยวสูงสุด 10 อันดับแรกคือ 1.จีน 2. สหรัฐอเมริกา 3.เยอรมนี 4. อังกฤษ 5. รัสเซีย 6. ฝรั่งเศส 7. แคนาดา 8. อิตาลี 9. ออสเตรเลีย และ 10 บราซิล โดยเฉพาะจีนนั้นในปี 2014 มีการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวต่างประเทศสูงถึง 164.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้น 27% ซึ่งถือเป็นอัตราที่เพิ่มสูงสุด รองลงมาที่เพิ่มสูงคือรัสเซียที่เพิ่ม 13.7%

จากรายงานของสหประชาชาติซึ่งเริ่มมีการทำบทวิเคราะห์แนวโน้มการขยายตัวของการท่องเที่ยวจนถึงปี 2030 นั้น (โดยใช้ปีฐานคือปี 2010) บทสรุปก็คือ จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นปีละ 3.3% ระหว่างปี 2010-2030 ถ้าคิดเป็นจำนวนจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 43 ล้านคนต่อปี เทียบกับเฉลี่ย 28 ล้านคนต่อปีระหว่างปี 1995-2010 ดังนั้นจึงเป็นที่คาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2020 จะสูงถึง 1.4 พันล้านคน และเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 พันล้านคนในปี 2030

ในรายงานดังกล่าวมีการวิเคราะห์ว่า นักท่องเที่ยวจะไปเที่ยวที่ประเทศเกิดใหม่มากกว่าไปเที่ยวประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศเกิดใหม่ซึ่งประกอบด้วย เอเชีย ละตินอเมริกา ยุโรปกลางและตะวันออก ตะวันออกกลางและแอฟริกา จะเพิ่มจำนวนจาก 2.2% ต่อปีเป็น 4.4% ต่อปี และในปี 2030 สัดส่วนของนักท่องเที่ยวในโลกจะอยู่ที่ประเทศเกิดใหม่ 57% (เทียบกับ 30% ในปี 1980)

ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่มีนักท่องเที่ยวไปมากที่สุดคือ เอเชียและแปซิฟิก เพิ่มจาก 331 ล้านคน เป็น 535 ล้านคนในปี 2030 หรือเพิ่ม 4.9% ต่อปี โดยภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกจะมีสัดส่วนเท่ากับ 30% ของนักท่องเที่ยวโลกในปี 2030 เทียบกับ 22% ในปี 2014

จากสถิติดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเอเชียจะกลายเป็นภาคพื้นที่ขยายตัวสูงในด้านการท่องเที่ยว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของนักท่องเที่ยวจีนโดยเฉพาะการขยายตัวของชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น อีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากการรวมกลุ่มซึ่งนำไปสู่การขยายตัวของการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม

โดยเฉพาะในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ประเทศไทยนั้นถือว่ามีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรงแรม อาหาร สถานที่ตั้ง ขนบธรรมเนียมประเพณี สิ่งอำนวยความสะดวก

และเมื่อไม่นานมานี้ เชียงใหม่ก็ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวชอบเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่สิ่งที่เสียเปรียบคือ การจราจรติดขัดเป็นอันดับหนึ่งของโลก ขนส่งมวลชนไม่เพียงพอ ข้อมูลไม่เพียงพอ และมีปัญหาการเชื่อมต่อคมนาคมในประเทศกับประเทศใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นทางน้ำ ทางบก หรือทางทะเล ซึ่งถ้าหากว่าได้รับการดูแลและพัฒนารวมถึงมีข้อมูลแล้ว ประเทศไทยจะอยู่ในฐานะประเทศที่ได้รับผลพวงซึ่งกระทบจากการขยายตัวการท่องเที่ยวของโลก โดยเฉพาะในเอเชียอย่างมากในอนาคต

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สิ่งที่เกิดขึ้นใน “ตุรกี” กับคำถามที่ว่า ทำไมบางประเทศถึง “ล้มเหลว”

gty_turkey_coup_01_jc_160721_16x9_992 รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

นช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ การรัฐประหารที่ล้มเหลวของประเทศตุรกีและนำไปสู่การจับกุมคนกว่า 60,000 คน

ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งข้าราชการ ทหาร อัยการ ผู้พิพากษา ครูอาจารย์ และอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นการล้างบางคนที่รัฐบาลคิดว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือกลุ่ม Gulen ซึ่งก็คือกลุ่มที่ผูกพันกับอิหม่าม Fethullah Gulen ซึ่งพำนักอยู่ในอเมริกา

สิ่งที่จะเป็นประเด็นในการวิเคราะห์วันนี้จะไม่ใช่ปัญหาที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองของตุรกีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตุรกีครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า

ทำไมประเทศตุรกีซึ่งเป็นประเทศที่เป็นมุสลิมสายกลางและมีความเจริญในระดับหนึ่ง อีกทั้งในช่วงก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจก็มีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากยุคที่มีการเลือกตั้งในปี 2003 อันเป็นผลให้นาย Erdogan ผู้นำพรรค AKP ได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีและชนะการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะขึ้นเป็นประธานาธิบดี เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญของตุรกีมีการกำหนดวาระการเป็นนายกรัฐมนตรี

คำถามคือ ประเทศที่มีท่าทีว่าจะดีอย่างตุรกีทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ทำไมเกิดปัญหาความแตกแยกอย่างมากอันนำมาซึ่งปัญหาทางด้านเสถียรภาพทางการเมืองและปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม

สิ่งที่เกิดขึ้นในตุรกีนั้นทำให้เกิดประเด็นคำถามว่า ทำไมบางประเทศถึงล้มเหลว

ตุรกีในวันนี้ก็เช่นเดียวกับหลายประเทศในโลกที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถที่จะรักษาเสถียรภาพและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

ในโลกนี้มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและพัฒนาเศรษฐกิจในลักษณะต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน (เกิน 100 ปี)

สิ่งที่เกิดขึ้นในตุรกีวันนี้จึงเหมือนกับประเทศที่ล้มเหลวทั่วไปที่มีให้เห็นมากมายทุกทวีปทั้งละตินอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์)

คำตอบสำหรับคำถามดังกล่าวนั้นจะโยงไปสู่หนังสือที่มีชื่อว่า “Why Nations fail” เขียนโดย Daron Acemoglu และ James Robinson ในหนังสือเล่มนี้ได้มีการวิเคราะห์ถึงความล้มเหลวของประเทศต่างๆ ทั่วโลกและทั่วภูมิภาค

โดยเหตุผลคือ ปัญหาทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางการเมืองมากกว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจ แม้ว่าทั้ง 2 ประเด็นจะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันก็ตาม

ประเด็นทางการเมืองที่ทำให้ประเทศล้มเหลวคือ สถาบันทางการเมือง (Political Institution) โดยสถาบันทางการเมืองในโลกนี้มีอยู่ 2 แบบ

ประเภทแรก เรียกว่า Extractive Institutions ซึ่งหมายถึงสถาบันทางการเมืองที่มีกลุ่มคนเพียงบางกลุ่ม (Elite) ปกครองประเทศและขูดรีดเอาทรัพยากรของคนอื่นหรือของประชาชนไปเป็นของตนเอง

ประเทศที่ล้มเหลวทุกแห่งในโลกจะสามารถอธิบายได้ด้วยรูปแบบของสถาบันทางการเมืองแบบ Extractive Institutions ทั้งนี้ถ้าระบบสถาบันทางการเมืองดังกล่าวเกิดช่องว่างให้กับการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยกลุ่มเดียว คนกลุ่มนี้จะทำให้ผู้ประกอบการหรือประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการลงทุนและไม่มีนวัตกรรม

พูดง่ายๆ คือ คนกลุ่มนี้ Ruling elite จะมีความกลัวกับกระบวนการที่นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังอย่าง Joseph Schumpeter เรียกว่า Creative Destruction หรือ การทำลายอย่างสร้างสรรค์

กล่าวคือ เป็นการทำลายระบบของคนกลุ่มน้อยที่เห็นแก่ตัวและสร้างระบบใหม่ที่กระจายรายได้และดีกว่า สถาบันทางการเมืองแบบ Extractive Institutions ในบางกรณีอาจสร้างความเจริญให้กับประเทศโดยทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างต่อเนื่องแต่ไม่ยั่งยืน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สหภาพโซเวียตในสมัยของสตาลิน และในจีนทุกวันนี้ แม้จะมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี จีนในวันนี้ยังเป็นระบบ Extractive Institutions เนื่องจากเป็นระบบการเมืองที่ผูกขาดโดยคนกลุ่มเดียว ซึ่งลักษณะทางการเมืองแบบนี้จะไม่เกิดเสถียรภาพที่มั่นคงยืนยาว

สถาบันทางการเมืองแบบ Extractive Institutions นี้ บ่อยครั้งผู้นำจะมาจากการเลือกตั้ง แต่เมื่อขึ้นมาได้แล้ว แทนที่จะมีการบริหารในลักษณะที่มีการแจกจ่ายให้ทั่วถึง (Distribution) แต่ดำเนินการในลักษณะสร้างฐานเสียงหรือเป็นประโยชน์เฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น ผู้นำประเภทนี้จะใช้นโยบายประชานิยม (Populism) เพื่อขึ้นสู่อำนาจและรักษาอำนาจให้นานที่สุด ตัวอย่างจะพบได้ในละตินอเมริกา เช่น เวเนซุเอลา บราซิล อาร์เจนตินา ในแอฟริกาจำนวนมากรวมทั้งซิมบับเว

ประเทศไทยในอดีตก็มีลักษณะแบบเดียวกัน ในกรณีของตุรกีจึงจัดอยู่ในลักษณะเดียวกันกับที่ได้พูดถึง กล่าวคือ แม้ผู้นำจะมาจากการเลือกตั้ง แต่สถาบันทางการเมืองก็มีลักษณะ Extractive Institutions ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงการผูกขาดจากกลุ่มหนึ่งไปหากลุ่มหนึ่งเท่านั้น

ประเทศที่ประสบความสำเร็จซึ่งมีจำนวนน้อยจะมีลักษณะ Inclusive Institutions ซึ่งหมายถึงเป็นระบบการเมืองที่มีการถ่วงดุล มีการให้สิทธิเสรีภาพ มีประชาสังคมเข้มแข็ง ไม่มีการผูกขาดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นอกจากนี้ Inclusive Institutions ยังหมายถึง ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทางการเมือง ในบริบทดังกล่าว ระบบการเมืองและเศรษฐกิจจะสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นระบบการเมืองที่มีการเคารพนิติรัฐ ส่งเสริมการลงทุนของเอกชน และส่งเสริมการริเริ่ม มีโครงสร้างทางการเมืองที่ต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง กลุ่มประเทศเหล่านี้จะสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและระบบเศรษฐกิจตลอดจนความรุ่งเรืองเป็น 100 ปี เช่น อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศในเอเชียที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากระบบ Extractive Institutions มาเป็น Inclusive Institutions ประเทศเหล่านี้คือ เกาหลีใต้ และไต้หวัน

ในกรณีของสิงคโปร์ แม้จะมีปัญหาเรื่องอำนาจนิยมแต่ก็เป็น Inclusive Institutions เพราะเป็นสถาบันทางการเมืองซึ่งผู้นำไม่โกงและสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีการแจกจ่าย

ทั้งนี้สองประเทศที่สามารถอธิบายความแตกต่างได้ดีที่สุดคือ เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ซึ่งเริ่มต้นพร้อมกันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มีความแตกต่างกันแบบหน้ามือหลังมือ ซึ่งมีความแตกต่างกันคือ ระบบคอมมิวนิสต์ของเกาหลีเหนือเป็น Extractive Institutions และระบบประชาธิปไตยของเกาหลีใต้เป็น Inclusive Institutions

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทยหรือรัฐธรรมนูญในอนาคตของไทยจะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญ มีเสถียรภาพทางการเมืองและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจได้นั้น จะต้องมีลักษณะสร้างสถาบันทางการเมืองแบบ Inclusive Institutions

กล่าวคือ เป็นการป้องกันไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาขูดรีดโดยอาศัยกลไกการเลือกตั้งเป็นข้ออ้าง การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ ภาคประชาสังคมต้องเข้มแข็ง ซึ่งเกี่ยวกับคุณภาพของการศึกษาและสื่อมวลชนนั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

โลกาภิวัตน์กับการต่อต้านโลกาภิวัตน์

globalizationรศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

โลกาภิวัตน์กับการต่อต้านโลกาภิวัตน์ (Globalization vs. Anti-Globalization)

ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าเกิดการขยายตัวของการก่อการร้ายในประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป แอฟริกา และเอเชีย โดยเฉพาะเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่เมืองดากา ประเทศบังคลาเทศ โดยมีการวางระเบิดร้านอาหารสเปนในเขตธุรกิจซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

การก่อการร้ายดังกล่าวถ้าวิเคราะห์ลึก ๆ แล้ว ถือเป็นปรากฏการณ์ทีเกิดขึ้นในกรอบของ การต่อต้านโลกาภิวัตน์ (Anti-Globalization)” ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้มิใช่เกิดเฉพาะการขยายตัวการก่อการร้ายเท่านั้น แต่ยังปรากฏตัวในรูปของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วง 20-30 ปีนี้ หรือที่เรียกว่า ยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization)”

โลกาภิวัตน์ถือเป็นปรากฏการณ์ของการขยายตัวไปสู่ทุกภูมิภาคทั่วโลก การขยายตัวอาจหมายถึงสิ่งที่จับต้องได้ เช่น การขยายตัวของสินค้าและคน ตลอดจนครอบคลุมการบริการต่างๆ

โลกาภิวัตน์ยังหมายถึงการแผ่ของสิ่งที่จับต้องไม่ได้ โดยเฉพาะค่านิยม การขยายตัวของโลกาภิวัตน์ในระยะแรกเป็นการขยายตัวของค่านิยมตะวันตกไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะค่านิยมที่เกี่ยวกับระบบประชาธิปไตยเสรีนิยมและการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน

ดังจะเห็นว่า หลังสงครามเย็น ค.ศ. 1989 ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงจากระบบเผด็จการเป็นประชาธิปไตย เปลี่ยนจากระบบสังคมนิยมเป็นระบบทุนนิยม ประเทศเผด็จการคอมมิวนิสต์ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองมีเพียง 2 ประเทศคือ คิวบาและเกาหลีเหนือ

ทั้งนี้ ประเทศจีน ลาว และเวียดนาม แม้ทุกวันนี้จะรักษาระบบคอมมิวนิสต์ทางการเมืองภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์ แต่ก็พัฒนาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมควบคู่สังคมนิยม

การขยายตัวของค่านิยมดังกล่าวกระทบกับสังคมทั่วโลก ในส่วนสังคมที่ยึดค่านิยมของตัวเองอย่างรุนแรงก็เกิดการต่อต้าน สังคมดังกล่าวคือสังคมมุสลิม

กลุ่มมุสลิมมี 2 กลุ่ม กลุ่มที่ปรับตัวเข้ากับโลกาภิวัตน์คือมุสลิมสายกลาง ส่วนมุสลิมหัวรุนแรงก็กลายเป็นกลุ่มก่อการร้าย โดยเริ่มจากเหตุการณ์ 9/11 ในวันที่ 11 กันยายน 2001 โดยกลุ่มอัลกออิดะห์ของบินลาเดนจนมาถึงกลุ่ม ISIS ที่ถึงขั้นยึดครองส่วนหนึ่งของอิรักและซีเรียให้กลายมาเป็นพื้นที่ของ ISIS (Islamic State)

การก่อการร้ายที่เกิดขึ้นซึ่งเริ่มตั้งแต่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ความจริงคือภาพฉายของการต่อต้านโลกาภิวัตน์ เป็นการต่อต้านการขยายตัวของค่านิยมตะวันตก

ซึ่งในอดีตเมื่อกว่าพันปีที่แล้วก็มีลักษณะของการปะทะกันของค่านิยมคริสต์และอิสลาม หรือที่รู้จักกันในนาม สงครามครูเสดซึ่งศาสตราจารย์Huntington ได้เขียนหนังสือเรื่อง การปะทะกันทางอารยธรรม (The Clash of Civilizations) เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

เนื้อหาหรือแนวคิดถูกนำมาปรับใช้กับยุคการก่อการร้ายได้อย่างดี การก่อการร้ายจึงเป็นการต่อสู้เพื่อรักษาเอกลักษณ์ความเก่าแก่ของศาสนาอิสลาม โดยกลุ่มหัวรุนแรงต้องการสังคมอิสลามแบบดั้งเดิม ต้องการให้ผู้หญิงปิดหน้า ไม่ต้องการประชาธิปไตย ต้องการสังคมอิสลามแบบเก่า อย่างไรก็ตาม สงครามครูเสดนั้นเกิดขึ้นในยุคสังคมเกษตร การต่อสู้ระหว่างคริสต์และอิสลามจึงสูสีกันมาก ผลัดกันแพ้ชนะ

แต่ตอนนี้เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 หรือยุค IT เป็นยุคที่อารยธรรมตะวันตกกำลังครอบครองโลก อิสลามที่เป็นกลุ่มหัวรุนแรงจึงใช้วิธีต่อสู้แบบยอมตายพลีชีพและใช้กรอบวิธีการของ IT มาผสมผสานด้วยการใช้เครื่องบินโจมตีตึก World trade และการใช้ระเบิดพลีชีพ

กลุ่มก่อการร้ายนี้ประกอบด้วย กลุ่มอัลกออิดะห์ ISIS ตลอดจนกลุ่มที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ ที่อาจผูกพันกับ 2 กลุ่มข้างต้นหรือไม่ผูกพันก็ได้ แต่ใช้ตัวอย่างของ ISIS ในกลายกรณีอาจจะเป็นแค่บุคคลที่อยู่ในประเทศตะวันตกและไม่พอใจประเทศที่อยู่

กลุ่มเหล่านี้เรียกว่า Homegrown terrorist เช่น การก่อการร้ายในฝรั่งเศสและเบลเยี่ยม เป้าหมายที่เหมือนกันของกลุ่มก่อการร้ายคือสัญลักษณ์ของอารยธรรมตะวันตก

ดังจะเห็นว่ามีการโจมตีในที่ชุมชนไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงละคร สนามบิน ริมชายหาดที่มีคนมากมาย โดยต้องการสร้างความรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยอันเป็นการบั่นทอนเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ การก่อการร้ายนับวันจะมีการขยายตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นภาพฉายของการต่อต้านโลกาภิวัตน์และเป็นภาพฉายของการปะทะทางอารยธรรม

โลกาภิวัตน์ยังนำมาซึ่งการขยายตัวของระบบทุนนิยมไปสู่ทุกจุดของโลก นำมาซึ่งด้านลบซึ่งเรียกว่า ทุนนิยมสามานย์จึงปรากฏแรงต่อต้านทุนนิยมสามานย์ในรูปแบบต่าง ๆ

ทุนนิยมสามานย์ หมายถึง การขยายตัวของทุนนิยมในด้านลบ ส่งผลให้เกิดการใช้แรงงานเด็กและผู้หญิง และนำไปสู่การใช้แรงงานทาสและการค้ามนุษย์ จึงไม่น่าแปลกใจว่ามีกระแสต่อต้านลักษณะดังกล่าว

ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินนโยบายต่างประเทศของอเมริกาซึ่งมีชัยชนะเหนือคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็นด้วยระบบประชาธิปไตย ค่านิยมประชาธิปไตยและค่านิยมการเคารพสิทธิมนุษยชนจึงกลายเป็นเครื่องมือและอาวุธ (Soft power) ที่อเมริกาใช้เพื่อถ่วงดุลประเทศอื่น เช่น จีนและรัสเซีย

อีกทั้งเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าจึงไม่น่าแปลกใจว่า อเมริกาใช้ Trafficking in Persons (TIP) Report มาเล่นงานประเทศต่าง ๆ ในด้านการค้ามนุษย์ ซึ่งไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของการถูกเล่นงาน โดยถูกปรับเป็น Tier 3 เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก่อนจะปรับขึ้นเป็น Tier 2 เฝ้าระวัง และสหภาพยุโรปก็ใช้ปัญหาเรื่องประมงเล่นงานไทยเช่นเดียวกัน

การขยายตัวของทุนนิยมสามานย์ยังขยายตัวมาสู่การคอรัปชั่น ทำให้เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง หลังวิกฤตดังกล่าว IMF จึงบังคับไทยและประเทศอื่น ๆ ที่ขอความช่วยเหลือต้องใช้หลักการธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอรัปชั่น ดังที่เห็นในประเทศไทยเท่าที่ผ่านมา

การขยายตัวของทุนนิยมในด้านลบยังนำมาสู่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและปัญหาโลกร้อน การต่อต้านทุนนิยมในด้านลบจึงกลายเป็นการต่อต้านโลกาภิวัตน์ในรูปของการปกป้องสิ่งแวดล้อมและการปรากฏของ NGO ที่ออกมาปกป้องสภาพแวดล้อมซึ่งแตกหน่อไปทั่วทุกสังคมโลก

ในระดับจุลภาค การต่อต้านโลกาภิวัตน์ หมายถึง การปะทะกันทางด้านค่านิยมโลกาภิวัตน์ ในระยะต้นเป็นการขยายตัวของค่านิยมตะวันตก แต่เมื่อนาน ๆ เข้า คนในตะวันตกก็มาฝังรากลึกในสังคมตะวันออก เนื่องจากการขยายตัวของการลงทุนจึงได้ซึมซับค่านิยมตะวันออกและคนในตะวันออกก็เดินทางไปตะวันตกในกรอบของโลกาภิวัตน์ซึ่งเกิดการขยายตัวของค่านิยมตะวันออกไปสู่ทั่วโลก

เช่น การขยายตัวของแดจังกึม อาหารเกาหลี อาหารไทย มวยไทย สปา เกิดการผสมผสานของตะวันตกและตะวันออก เช่น สปาเก็ตตี้ใส่โหรพาและปลาเค็ม แม้กระทั่ง McDonald ก็ขายปาท่องโก๋และข้าวกะเพราไก่กรอบ

การขยายตัวของโลกาภิวัตน์ หมายถึง การขยายตัวของค่านิยมทันสมัย เช่น ร้านกาแฟสตาร์บั๊ค (Starbucks) คนโบราณอาจจะเริ่มปรับตัวกินกาแฟสตาร์บั๊ค แต่ก็คิดถึงกาแฟโบราณ ดังนั้นจึงมีการปรากฏตัวของกาแฟโบราณ ชาโบราณ ก๋วยเตี๋ยวโบราณ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นร้านสมัยใหม่ขายทั้งลาเต้ (ทันสมัย) และกาแฟโบราณ ชาโบราณ ปาท่องโก๋ ซึ่งก็เริ่มเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวบ้างแล้ว

การขยายตัวของโลกาภิวัตน์ได้ทำให้เกิดการขยายตัวของการต่อต้านโลกาภิวัตน์ ซึ่งถือเป็นการปะทะทางอารยธรรมในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่การก่อการร้าย การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การดูแลสิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล จนถึงขั้นการขยายตัวของค่านิยมโบราณด้านอาหารการกิน ปรากฏการณ์ของการปะทะทางด้านอารยธรรมนี้ นักวิชาการบางคนเรียกว่า “Global Paradox” ซึ่งหมายถึงสองสิ่งที่ต่างกันแต่ไปด้วยกัน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เมื่ออังกฤษออกจากสหภาพยุโรป จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ภูมิภาคและต่อไทยอย่างไร

1รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ผลประชามติ ของอังกฤษออกมาในลักษณะที่คนส่วนใหญ่เลือกให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป โดยคะแนนสนับสนุนให้ออกจากสหภาพยุโรปมีคะแนน 17,410,742 คะแนน หรือ 51.9% ชนะ ฝ่ายสนับสนุนให้อยู่ต่อกับสหภาพยุโรปที่คะแนน 16,141,241 คะแนน หรือ 48.1%

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่ออังกฤษออกจากสหภาพยุโรปแล้วจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ภูมิภาคและต่อไทยอย่างไร

ผลระยะสั้นที่เห็นได้ชัดคือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนตลาดหุ้น ราคาทองคำ โดยเฉพาะที่ถูกกระทบมากที่สุดในด้านตลาดหุ้นของสหภาพยุโรป

กล่าวคือ ในวันรุ่งขึ้นหลังจากการลงประชามติ ตลาดหุ้นฝรั่งเศสราคาลดลงถึง 8% ในกรณีค่าเงินปอนด์ก็มีความอ่อนแอลง เมื่อเทียบกับในปีที่อังกฤษต้องถอนตัวออกจาก Exchange Rate Mechanism (ERM)ในทศวรรษ 1990 อย่างไรก็ตาม ผลในระยะกลางและระยะยาวยังไม่มีใครตอบได้

เหตุผลคือ อังกฤษเปรียบเหมือนเรือที่ออกจากท่าสู่ทะเลอันเวิ้งว้างและไม่รู้ว่าจะไปที่ใดหรือที่เรียกว่า Uncharted Direction สิ่งที่พอจะวิเคราะห์ได้คือสิ่งที่จะตามมาว่าคืออะไร ผลกระทบจะมากน้อยขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับภาพฉาย (Scenario) แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจอังกฤษและสหภาพยุโรปที่จะกระทบเศรษฐกิจการเมืองโลกซึ่งจะกระทบมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับภูมิภาคนั้น ๆ

จากการที่อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปนำไปสู่การลาออกของนายเดวิด คาเมรอน และนำไปสู่การมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคอนุรักษ์นิยมจะเลือกหัวหน้าพรรคโดยคาดว่าจะจบภายในวันที่ 2 ตุลาคม ในการประชุมใหญ่ (Convention) ที่เมือง Birminghamอย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้อาจจะเร็วกว่านั้นก็ได้ (มีข่าวในทำนองว่าอาจจะดำเนินการให้เสร็จในวันที่ 9 กันยายน)

โดยขั้นตอนดังกล่าวคือ พรรคอนุรักษ์นิยมจะให้สมาชิกส่งจดหมายเสนอชื่อผู้ที่จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคทางไปรษณีย์ แล้ว shortlist ให้เหลือ 2 รายชื่อ แล้วจึงทำการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคใหม่ ในวันที่มีการประชุมใหญ่ (Convention) โดยคาดว่านายบอริส จอห์นสัน อาจจะชนะเพราะเป็นผู้นำไปสู่ Brexitแต่ก็อาจยังไม่แน่เพราะในพรรคมีแรงต้านไม่น้อย

ขั้นตอนต่อไป ผู้นำอังกฤษ (นายกรัฐมนตรีคนใหม่) ต้องแสดงเจตจำนงไปยังสหภาพยุโรปว่าจะขอแยกอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน โดยตามมาตราดังกล่าวต้องเจรจาให้จบภายใน 2 ปี แต่อาจจะยืดต่อเวลาได้ถ้ามีความจำเป็น

เมื่อการเจรจาจบลงก็จะเป็นขั้นตอนการให้สัตยาบันของผู้นำสหภาพยุโรป 27 ประเทศ รัฐสภาอังกฤษ รัฐสภายุโรป ในการเจรจาจะมีความซับซ้อนและยากที่จะรู้ว่าจะจบลงอย่างไร

กล่าวคือ ขั้นแรก คือ รูปแบบการเจรจาของการออกจากสหภาพยุโรป

และขั้นที่ 2 คือ อังกฤษจะผูกพันกับสหภาพยุโรปในลักษณะใด หรืออาจจะมีการเอาทั้ง 2 ประเด็นทั้งการออกจากสหภาพยุโรปและการเข้าในรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่เข้าที่หารือพร้อมกันเลย

การออกจากสหภาพยุโรปนั้นหมายความว่าอังกฤษไม่ยอมรับการรวมกลุ่มอย่างลึกซึ้งถึงขั้นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่สิ่งที่อังกฤษต้องการคือ การรวมกุล่มให้เหลือแค่ในระดับเขตการค้าเสรีหรือระดับตลาดร่วมแบบเดียวกันกับประเทศนอร์เวย์และสวิตเซอร์แลนด์นั่นเองแน่นอน อังกฤษไม่สามารถลดระดับความสัมพันธ์ลงต่ำกว่าเขตการค้าเสรีได้กล่าวคือ ถ้าเช่นนั้นจะเป็นความสัมพันธ์ในกรอบ WTO เท่านั้น

การเจรจาในอนาคตดังกล่าวไม่ใช่ของง่าย เช่น สมมติว่าอังกฤษจะขอเป็นตลาดร่วมซึ่งมีองค์ประกอบของการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีและการจ่ายเงินเข้ากองกลางของสหภาพยุโรป (Common Resource) ซึ่งเป็นเรื่องที่อังกฤษไม่ยอมรับเพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อังกฤษต้องการออกจากสหภาพยุโรป

กล่าวคือ แรงงานโปแลนด์และสโลวาเกียเข้าไปทำงานในอังกฤษจำนวนมาก ซึ่งอังกฤษมองว่าเข้าไปแย่งงานคนของเขาและอังกฤษไม่ต้องการเสียภาษีเพื่อเลี้ยงดูคนของยุโรปตะวันออก เพราะฉะนั้นอังกฤษคงไม่ยอมรับในเงื่อนไขส่วนนี้ แต่ถ้าอังกฤษไม่ยอมรับ กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก (Visegrad) ได้แก่ โปแลนด์ เชกสโลวาเกีย และฮังการี ก็คงจะ veto ข้อตกลงกับอังกฤษ นี่เป็นตัวอย่างของปัญหาในการเจรจา

อีกตัวอย่างง่าย ๆ คือ เนื่องจากสหภาพยุโรปเป็นการรวมกลุ่มแบบเหนือชาติ (Supranational Union) กฎหมายที่ออกจากสหภาพยุโรปซึ่งมีเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจจำนวนมากจะกลายเป็นกฎหมายภายในของอังกฤษ ซึ่งต้องมาพิจารณาว่า กฎหมายตัวไหนจะเลิกใช้ กฎหมายตัวไหนจะยังคงอยู่ แล้วเมื่ออังกฤษออกจากสหภาพยุโรปแล้ว คนโปแลนด์ที่ทำงานอยู่ในอังกฤษต้องออกจากประเทศอังกฤษหรือไม่ หรือคนอังกฤษที่ไปทำงานในประเทศของสหภาพยุโรปต้องออกด้วยหรือไม่

อีกประเด็นที่สำคัญคือ Passporting กล่าวคือ สถาบันการเงินที่ตั้งอยู่ในอังกฤษซึ่งสามารถซื้อขายตราสารของสถาบันการเงินสหภาพยุโรปและสถาบันการเงินสหภาพยุโรปที่สามารถซื้อขายตราสารของสถาบันการเงินอังกฤษได้ การที่อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปจึงมีคำถามตามมาว่า กฎเกณฑ์เหล่านี้จะเป็นอย่างไร ทำให้สถาบันการเงินเตรียมย้ายคนออกจากกรุงลอนดอนมากกว่าพันคน

นอกจากนี้ อังกฤษยังเกี่ยวโยงกับสหภาพยุโรปในด้านกฎหมายทั้งนโยบายต่างประเทศ ความมั่นคง และมหาดไทย เช่น นโยบายต่อผู้ก่อการร้าย อังกฤษกับสหภาพยุโรปต้องเจรจาเรื่องนี้กันใหม่หรือไม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสหภาพยุโรปและ  NATO ซึ่ง NATO อยู่ในช่วงการผนึกกำลังพัฒนาเอกภาพในการถ่วงดุลกับรัสเซีย การเจรจาเหล่านี้ต้องใช้เวลาหลายปี ความไม่แน่นอนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอังกฤษและสหภาพยุโรปในอนาคต

ผลกระทบอีกประการคือ ขณะนี้ประชาชนในประเทศสหภาพยุโรปหลายแห่งต้องการให้มีการทำประชามติเหมือนอังกฤษ ที่สำคัญคือ พรรคขวาจัดและพรรคซ้ายจัดที่ต้องการให้ออกจากสหภาพยุโรปกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น จนได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่ง เช่น พรรค Front National ในฝรั่งเศส ในออสเตรีย ในเนเธอร์แลนด์ และในเยอรมนี เป็นต้น

พรรคซ้ายจัดที่ต้องการลดความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป เช่น พรรคCinque Stella ในอิตาลี และพรรคPodemosในสเปน ฉะนั้นถ้ามีการโหวตออก ผลกระทบต่อการเมืองและเศรษฐกิจโลกจะตามมา

ในกรณีของอังกฤษ เมื่อมีหัวหน้าพรรคคนใหม่ของพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งตามปกติสามารถอยู่ต่อได้ถึงปี 2020 แต่ก็เป็นไปได้ที่จะมีการยุบสภาเพื่อให้กลุ่มเสียงข้างมากเป็นกลุ่ม Brexitเพราะขณะนี้ เสียงข้างมากในสภาต้องการให้อังกฤษอยู่ในสหภาพยุโรป

สิ่งที่ต้องคิดคือ จากวันนี้ไปสู่ 5-6 เดือนกว่าอังกฤษจะเริ่มเจรจาหรืออาจจะนานกว่านั้น เพราะอังกฤษยังไม่อยากเจรจาทันทีเพื่อดูความพร้อมและสถานการณ์ซึ่งถ้าเริ่มมีการเจรจาก็อาจจะมีผลใน 2 ปี

ความไม่แน่นอนจะเกิดในความรู้สึกของนักลงทุนในสหภาพยุโรป และถ้าเกิดปรากฏการณ์ (ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าอาจจะไม่เกิดขึ้น) ของอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง ประชาชนที่โหวตออกอาจจะเสียใจและอาจจะมีการขอให้ทำประชามติใหม่ ซึ่งประชาชนก็อาจจะอยากให้อยู่กับสหภาพยุโรปต่อ ดังนั้น ใน 5-6 เดือนก่อนการเลือกตั้งใหม่ นายกรัฐมนตีอังกฤษอาจจะต้องเลือกทำประชามติอีกครั้ง อย่างไรก็ตามภาพฉายนี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก แต่ในฐานะนักวิเคราะห์ก็ต้องวิเคราะห์เพื่อให้เห็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้

จากการวิเคราะห์ภาพฉายต่าง ๆ และเงื่อนเวลาในการเจรจาก็ดี จากความไม่แน่นอนว่าจะจบลงอย่างไร จะมีผลกระทบต่อโลก สหภาพยุโรป และอังกฤษอย่างไร ยังไม่มีใครตอบได้

แต่สิ่งที่สามารถตอบได้คือ ความไม่แน่นอนจะมีผลในแง่ลบต่อเศรษฐกิจของอังกฤษและสหภาพยุโรปทั้งด้านอัตรากรเติบโตและด้านตลาดการเงินในกรณีที่ร้ายแรง ค่าเงินปอนด์อาจอ่อนตัวมาก ตามาด้วยเงินเฟ้อ เศรษฐกิจอังกฤษจะถูกกระทบ การทรุดตัวของสหภาพยุโรปจะกลับมาสู่ภาวะ Recession อีกครั้ง ปัญหาระบบธนาคารและวิกฤตค่าเงินสกุลยุโรปเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วจะกลับมาอีกครั้ง

ใครจะตอบได้ว่าจุดจบของเรื่องนี้อยู่ตรงไหน ที่พอจะตอบได้คือ ความไม่แน่นอนจะอยู่กับเราทั้งระยะสั้น กลาง และจะกระทบกับสหภาพยุโรปซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อภูมิภาคอื่น ๆ เพราะสหภาพยุโรปมีมูลค่าการค้าสูงที่สุดในโลก

สรุปคือ การมองโลกในแง่ดีว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและไม่มีอะไรกระทบกับไทยและอาเซียนนั้นเป็นการสรุปที่เร็วเกินไป หรือเรียกว่า Complacency ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะนำไปสู่ปัญหาหรือวิกฤตในประเทศในรูปแบบต่าง ๆ ได้ ผู้นำในด้านเศรษฐกิจจะต้องตาม Monitor และดูแลอย่างใกล้ชิดซึ่งจะต้องใช้เวลาเป็นปีหรือหลายปีก็เป็นไปได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

กรณีศึกษา “ประเทศเวเนซุเอลา” ผลกระทบอย่างรุนแรงจากการใช้ “นโยบายประชานิยม”

14259802191425980247l

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ประเทศเวเนซุเอลาในขณะนี้กำลังเจอปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมที่รุนแรงมากมายจนเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก

ในอดีตเป็นประเทศที่เจริญมั่งคั่งและเป็นหนึ่งในประเทศที่สำคัญของละตินอเมริกา ชื่อเวเนซุเอลา (Venezuela) ก็เป็นสัญลักษณ์ของการอธิบาย กล่าวคือ เวเนซุเอลา หมายถึง เวนิสเล็ก ๆ ที่น่ารัก เวเนซุเอลาในภาษาสเปนเกิดการจากรวมกันระหว่าง Venecia ซึ่งหมายถึงเมืองเวนิส กับคำว่า Suela ซึ่งหมายถึงการบอกลักษณะความน่ารัก เช่น คำว่า chico ซึ่งหมายถึงเด็กผู้ชาย ดังนั้นคำว่า chiquillo จึงหมายถึงเด็กที่น่ารัก ชื่อเวเนซุเอลาจึงเป็นเหมือนภาพฉายในอดีตแห่งความยิ่งใหญ่และประเทศที่น่ารักในละตินอเมริกา

เวเนซุเอลาขณะนี้มีประชากร 30 ล้านคน เป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับ 5 ของโลก ดังนั้นจึงเป็นประเทศที่เคยร่ำรวยมหาศาล เพราะมีประชากรน้อย แต่มีทรัพยากรที่มีค่า คือ น้ำมัน ดังตัวอย่างในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

แต่วันนี้เวเนซุเอลาได้กลายเป็นประเทศที่ล้มเหลวสุด ๆ (Failed state) ดังจะเห็นได้ว่า อัตราการเติบโตติดลบกว่า 10% และมีแนวโน้นที่จะเลวลง เงินเฟ้อเมื่อปีที่แล้ว 270% ปีนี้คาดว่า 1000% (เงินเฟ้อไทยขณะนี้ประมาณ 1 % เท่านั้น) เงินสำรองร่อยหรอจนเกือบหมด คนว่างงานเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 15% ราชการทำงานอาทิตย์ละ 2 วัน ข้าวของขาดแคลนแม้กระทั่งกระดาษในห้องน้ำ เวลาไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตต้องเข้าแถวรอ 2 – 3 ชั่วโมง หยูกยาหายากเนื่องจากเงินตราต่างประเทศเหลืออยู่น้อยมาก

รัฐบาลจึงไม่ยอมให้มีการนำเข้าโดยบอกให้ใช้ยาที่ผลิตในเวเนซุเอลา แต่เอาเข้าจริง กำลังการผลิตทำได้แสนหน่วย ขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 20 ล้านหน่วย ในแง่การเมืองเกิดการขัดแย้งระหว่างกลุ่มประชาชน 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลใส่เสื้อแดง ซึ่งก็ชวนคิดให้นึกถึงประเทศไทยของเรา

อะไรที่ทำให้ประเทศที่เคยยิ่งใหญ่และร่ำรวยอย่างเวเนซุเอลากลายเป็นประเทศที่เลวร้ายสุด ๆ ในทุกวันนี้ คำตอบคือ

1. ความจริงแล้วเวเนซุเอลาก็เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ในละตินอเมริกา กล่าวคือ เป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องการมีหนี้ของภาครัฐ และเป็นประเทศซึ่งมีปัญหาขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาที่ทำให้เกิดหนี้สินส่วนสำคัญก็เช่นเดียวกันกับประเทศในละตินอเมริกาทั่วไป คือ นโยบายประชานิยม

อย่างไรก็ตาม เวเนซุเอลายังไม่เคยเจอกับวิกฤตขนาดหนักเท่ากับทุกวันนี้ ปัจจัยที่นำไปสู่เหตุการณ์นี้คือ ในปี 1998 นายฮูโก ชาเวซชนะการเลือกตั้งทั่วไปได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ความจริงนั้นนายฮูโก ชาเวซเคยทำรัฐประหารในปี 1992 แต่ไม่สำเร็จ นายฮูโก ชาเวซนั้นได้วางนโยบายประชานิยมในการหาเสียงคือ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งนายฮูโก ชาเวซเรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าเป็น “การปฏิวัติแบบBoriva” นายโบลิวาเป็นนักการเมืองเมื่อศตวรรษที่แล้วที่เป็นที่เคารพในละตินอเมริกามาก เพราะเน้นชาตินิยม เน้นการปลดแอกจากจักรวรรดินิยมอเมริกา เนื้อหาสำคัญของการปฏิวัติแบบ Boriva ของนายฮูโก ชาเวซ คือ

1.1 เป็นการปฏิวัติสังคมนิยมซึ่งนำไปสู่การโอนกิจการของเอกชนมาเป็นของรัฐ

1.2 ต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา โดยมีการรวมกลุ่มประเทศฝ่ายซ้ายในอเมริกาประกอบด้วย ประเทศนิการากัว บราซิล โบลิเวีย อาร์เจนตินา และคิวบา เป็นต้น โดยนายฮูโก ชาเวซต้องการเป็นผู้นำในการต่อต้านอเมริกาซึ่งไม่ครอบคลุมแค่ในละตินอเมริกาแต่ขยายตัวสู่แอฟริกาและภูมิภาคอื่นด้วย

ผลจากการดำเนินนโยบายทั้ง 2 ประการทำให้เวเนซุเอลาต้องใช้เงินมหาศาล อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้นสูง รายได้ของเวเนซุเอลาจึงมีมาก เพราะรายได้จากน้ำมันเท่ากับรายได้ 50% ของเวเนซุเอลา รายได้การส่งออกน้ำมันเท่ากับ 95% ของการส่งออกทั้งหมดดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันพุ่งกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เวเนซุเอลาจึงยิ่งใหญ่ ภายในประเทศคนก็นับถือนายฮูโก ชาเวซราวกับพระเจ้า ภายนอกประเทศก็มีฐานะเป็นผู้นำละตินอเมริกาในการต่อต้านสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตามเมื่อราคาน้ำมันลดลงอย่างมหาศาล รายได้หดหายไป เงินสำรองก็หายจนไม่พอใช้หนี้ หลังสุดเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เวเนซุเอลายังกัดฟันจ่ายหนี้ IMF โดยการลดการใช้จ่ายในประเทศด้านอื่น ๆ ดังจะเห็นว่าหยูกยาหายากมาก

2. ในช่วงที่นายฮูโก ชาเวซเป็นประธานาธิบดีมีการสร้างฐานเสียงด้วยการใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการ น้ำมันราคาถูก ขนส่งมวลชนราคาถูก ยิ่งกว่านั้นเอาเงินไปช่วยเหลือต่างประเทศโดยเฉพาะคิวบา เพื่อรักษาสถานภาพความเป็นผู้นำในการต่อต้านอเมริกา เมื่อราคาน้ำมันลดลง เวเนซุเอลาก็จนลง ทั้งนี้เพราะในช่วงที่รุ่งเรือง รัฐบาลไม่ได้มีการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน เช่น ขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน ไม่มีการพัฒนาผลิตภาพของประชาชนให้เพิ่มขึ้น โดยมุ่งเน้นใช้แต่แรงงาน

3. นายฮูโก ชาเวสได้แก้รัฐธรรมนูญให้สามารถต่ออายุได้ไม่สิ้นสุด และมีการซื้อสิทธิขายเสียง คอรัปชั่น แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็รัก ทั้งนี้เพราะได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยม แต่สิ่งที่สร้างปัญหาตามมาคือ ประชาชนเหล่านี้กลายเป็นกองทัพประชาชนที่มาปกป้องนายฮูโก ชาเวซ ซึ่งกลายเป็นปัญหา เมื่อนายฮูโก ชาเวซตายในปี 2013 มือขวาของเขาคือนายนิโคลัส มาดูโรได้ขึ้นมาแทนและชนะการเลือกตั้งปี 2013 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่มีการซื้อเสียงและโกงอันนำไปสู่ความขัดแย้งกับฝ่ายค้าน

ในการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อไม่นานมานี้ ปรากฏว่า กลุ่มฝ่ายค้านที่ชื่อว่า Mesa de unidad democratica (MUD) ชนะการเลือกตั้ง แต่เนื่องจากเวเนซุเอลาเป็นระบบประธานาธิบดี โดยประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง รัฐสภาซึ่งมีเสียงข้างมากจากฝ่ายค้านจึงไม่สามารถลงมติไม่ไว้วางใจได้ ฝ่ายค้านจึงใช้การทำประชามติเพื่อขับไล่นายนิโคลัส มาดูโร ให้รับผิดชอบจากการทำให้เวเนซุเอลาต้องล้มเหลว

ปรากฏว่านายนิโคลัส มาดูโรใช้กองทัพประชาชนมาสนับสนุนเขา มีการใช้ศาลซึ่งเป็นกลุ่มเขาเพื่อยับยั้งการทำประชามติ มีการใช้พระราชกำหนดและพระราชกฤษฎีกาแทนกฎหมายทั่วไป เพราะกฎหมายมาจากรัฐสภาแต่พระราชกำหนดและพระราชกฤษฎีกานั้นประธานาธิบดีเป็นคนกำหนด โดยนายนิโคลัส มาดูโรกล่าวหาว่า สาเหตุที่เศรษฐกิจย่อยยับมาจากจักรวรรดินิยมอเมริกาและการต่อต้านเขาเป็นการทำลายระบบที่นายฮูโก ชาเวซได้วางไว้

เวเนซุเอลาเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากที่แสดงให้เห็นผู้นำที่เลวร้ายสุด ๆ และยังแสดงออกถึงผลกระทบอย่างรุนแรงจากการใช้นโยบายประชานิยม

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การลงประชามติ Brexit อังกฤษจะอยู่หรือลาออกจากสมาชิกของสหภาพยุโรป

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM3Mi8xODYzNjMwLzY0NTE3OC0wMS5qcGc=

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

Brexit กำลังเป็นประเด็นร้อนซึ่งเป็นที่จับตาอย่างตื่นเต้นในวงการเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป และ สหรัฐอเมริกา Brexit นั้นย่อมาจากคำว่า British+ Exit ซึ่งหมายความว่าอังกฤษจะยังคงอยู่หรือลาออกจากสมาชิก ของสหภาพยุโรป โดยจะตัดสินในวันที่ 23 มิถุนายน 2559 โดยจะมีการลงประชามติเพื่อตัดสินว่าประชาชนอังกฤษจะเลือกทิศทางไหน จากการหยั่งเสียงที่ผ่านมา กลุ่มที่ต้องการให้คงอยู่กับกลุ่มที่ต้องการถอนตัวจากสหภาพยุโรปมีใกล้เคียงกันมากตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา  แต่ 2-3 วันก่อน โพลที่ออกมาก็เริ่มที่ชี้ไปว่า ผู้ต้องการออกมีจำนวนมากกว่าผู้ต้องการให้อยู่ต่อ ความแตกต่างขึ้นอยู่กับกับโพลแต่ละสำนัก บ้างก็ห่างกัน 6-7% บ้างก็ห่างแค่ 2 % แต่ในวันนี้ก็มีข่าวว่ากลุ่มที่ต้องการยังคงอยู่ มีมากกว่ากลุ่มที่ต้องการออก จากวันนี้ไปสู่สัปดาห์หน้าคือวันที่ 23 มิถุนายน จึงเป็นช่วงเวลาของเดือนที่น่าตื่นเต้นของนักการเมืองนักการเงิน  และพ่อค้านักธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป

สาเหตุที่นำไปสู่การลงประชามติในวันที่ 23 มิถุนายน หรือที่เราเรียกว่า Brexit อาจจะสรุปได้ดังต่อไปนี้

1.ตอนที่นาย เดวิด คาเมรอนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งแรก ในขณะนั้น สส.ของพรรค Conservative ที่นายเดวิด คาเมรอนเป็นผู้นำตอนนั้น มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องงการให้อังกฤษถอนตัวจากสหภาพยุโรป นอกจากนั้นประชาชนบางกลุ่มก็เรียกร้องในลักษณะเช่นนี้ นายเดวิดในฐานะผู้นำพรรค Conservative และนายกรัฐมนตรีอังกฤษ จึงประกาศว่าในการเลือกตั้งใหม่ ถ้าเขาชนะการเลือกตั้ง เขาจะให้มีการลงประชามติ Brexit

ดังนั้นเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา พรรค conservative ชนะการเลือกตั้งและนายเดวิด คาเมรอนก็ได้เป็นนายกสมัยที่ 2 นายเดวิด คาเมรอนจึงได้ทำตามสัญญา จึงประกาศให้มีการลงประชามติในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ การที่นายเดวิดประกาศให้มีการลงประชามติ Brexit ถือเป็นการกลยุทธ์ทางการเมือง โดยคิดว่า เขาจะเป็นฝ่ายชนะ กล่าวคือเขาว่าคนส่วนใหญ่ยังต้องการให้อังกฤษยังคงอยู่ในสหภาพยุโรป เพราะในช่วงเขาประกาศปี 2012 ว่าจะมี Brexit ตอนนั้นจากการหยั่งเสียงประชาชนที่ต้องการออกจากสหภาพยุโรปมีเพียง 30% เท่านั้น

ดังนั้นการประกาศ Breix จึงมีเป้าหมายคือใช้เป็นเครื่องมือในการชนะการเลือกตั้งครั้งใหม่ เหมือนกับเป็นการล่อว่า ถ้าเลือกฉัน คุณจะมีสิทธิตัดสินใจได้เต็มที่ว่าจะเข้าหรือออก กล่าวคือเป็นเครื่องมือในการหาเสียง อีกประการคือนายเดวิดต้องการสร้างแรงกดดันกับกลุ่มกบฏที่ต้องการให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป เพราะถ้าลงประชามติแล้วผลคือให้คงอยู่ ความชอบธรรมของกบฏจะหมดไป

นอกจากนั้น นายเดวิด คาเมรอนยังต้องการสร้างความยิ่งใหญ่ของตัวเองเหมือนที่นางมาร์กาเร็ต แทชเชอร์ คือต้องการใช้แรงกดดันจากการทำประชามติต่อสมาชิกสหภาพยุโรป กล่าวคือถ้าคุณต้องการใช้ประชาชนอังกฤษตัดสินใจอยู่กับสหภาพยุโรป รัฐบาล (EU) เหล่านี้ต้องยอมรับเงื่อนไขใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการของอังกฤษซึ่งส่วนนี้นายเดวิด คาเมรอนทำสำเร็จเพราะเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา สมาชิกสหภาพยุโรปยอมให้อังกฤษดำเนินมาตรการที่จะให้คงอธิปไตยในประเด็นที่อังกฤษต้องการ เช่น อังกฤษสามารถยับยั้งการให้สิทธิประโยชน์ต่อแรงงานที่มาจากประเทศสมาชิกอื่น ๆ ของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปตะวันออกซึ่งเข้าไปทำงานในอังกฤษและได้สวัสดิการแบบเดียวกันกับคนอังกฤษ นั่นคือ คนอังกฤษรู้สึกว่า เอาภาษีคนอังกฤษไปช่วยเหลือแรงงานของประเทศในสหภาพยุโรปอื่น ๆ

อีกตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จคือ ข้อมติหรือกฎหมายใด ๆ จากสหภาพยุโรป สามารถยับยั้งได้ถ้าสภาผู้แทนราษฎร (House of Commons) ไม่เห็นด้วย ทั้ง 2 ตัวอย่างนี้เท่ากับอังกฤษเรียกร้องความเป็นไทให้กลับมาได้บางส่วน การเจรจาที่ประสบความสำเร็จครั้งนี้มีลักษณะเดียวกับนางมาร์กาเร็ต แทชเชอร์ใช้ในทศวรรษ 1970 (Renegotiated) หลังจากอังกฤษเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในปี 1973 นายเดวิด คาเมรอนหวังว่า กลยุทธ์ที่เขาใช้ทั้งหมดนี้จะทำให้เขามีความยิ่งใหญ่ในฐานะหัวหน้าพรรค conservative และในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ทุกอย่างกลับตาลปัดเพราะเอาเข้าจริงประชาชนที่ต้องการให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนขณะนี้ยังไม่รู้ลูกผีลูกคนว่าฝ่ายใดจะชนะเพราะใกล้เคียงกันมาก

2. ความจริง Brexit มีพื้นฐานมาจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และจิตวิทยาของคนอังกฤษ อังกฤษเคยเป็นประเทศยิ่งใหญ่ อังกฤษจึงหวงแหนเอกราชเป็นอย่างมากและมีความเป็นชาตินิยมสูง ในอดีตจะเห็นว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษปฏิเสธเข้าร่วมกับประชาคมยุโรปโดยปฏิเสธจะเป็นสมาชิกประชาคมถ่านหินและเหล็กในปี 1952 และไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปในปี 1958 ทั้งนี้เพราะไม่ต้องการผูกพันใกล้ชิดถึงขั้นตลาดร่วมกับยุโรป อังกฤษจึงเป็นตัวตั้งตัวตีจัดตั้งเขตการค้าเสรีที่เรียกว่า EFTA (European Tree Trade Association) ในปี 1959 หลังจากนั้น 3-4 ปี ผู้นำอังกฤษจึงตระหนักว่า ความยิ่งใหญ่ของอังกฤษหดหายไป เนื่องจากอังกฤษมีลักษณะโดดเดี่ยว อังกฤษในฐานประเทศเดี่ยวจึงเสียเปรียบประเทศอื่น ๆ ที่รวมกลุ่ม อังกฤษจึงตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปโดยประสบความสำเร็จในปี 1973

ประวัติศาสตร์และจิตวิทยาที่หวงแหนอธิปไตยของคนอังกฤษนอกจากจะทำให้อังกฤษเข้าร่วมเป็นสมาชิกช้ากว่าประเทศสำคัญอื่น ๆ แล้ว นางมาร์กาเร็ต แทชเชอร์ยังถือโอกาสเจรจาขอเงื่อนไขใหม่เพื่อขอผูกพันจากกฎระเบียบของประชาคมยุโรปน้อยลงและก็ประสบความสำเร็จกลายเป็นตัวอย่างที่นายเดวิด คาเมรอนเอามาใช้ ความหวงแหนอธิปไตยและชาตินิยมของอังกฤษจึงทำให้อังกฤษอยู่ในยุโรปตลาดเดียว คือเปิดเสรีสินค้า บริการ เงินทุน และแรงงาน แต่อังกฤษกลับปฏิเสธการเคลื่อนย้ายคนโดยเสรีด้วยการปฏิเสธข้อตกลงเชงเกน (Schengen Agreement) และเมื่อมีการทำสนธิสัญญามาสทริชต์ (Maastricht Treaty) ในปี 1993 อังกฤษก็ปฏิเสธที่จะอยู่ในยูโรโซนเช่นกัน โดยอังกฤษปฏิเสธการใช้เงิน สกุลเดียวกันคือ ยูโร อังกฤษยังคงขอใช้เงินสกุลปอนด์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์ของกลุ่มสนับสนุนให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปมากขึ้นจนกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้นายเดวิด คาเมรอนและผู้นำทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาเริ่มตื่นตระหนก เพราะเดิมไม่คาดคิดว่าจะเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว สาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การขยายตัวของกลุ่มที่ต้องการนำอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปคือ

1.วิกฤตของสหภาพโดยเฉพาะกลุ่มยูโรโซนระหว่างปี 2011-2014 จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้คนอังกฤษ รวมทั้งประชาชนหลายประเทศในสหภาพยุโรป เริ่มตระหนกว่า การรวมกลุ่มอย่างแน่นแฟ้นในลักษณะสหภาพยุโรป (สหภาพทางเศรษฐกิจทางเศรษฐกิจ การเงินและการเมือง) มิได้เป็นหลักประกันเสถียรภาพอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างที่เข้าใจตั้งแต่แรก ยิ่งกว่านั้นสหภาพยุโรปที่มี 28 ประเทศ มี 19 ประเทศที่เป็นสมาชิกยูโรโซน หลายประเทศกลับมีวิกฤติที่รุนแรง และแก้ปัญหาได้ช้า โดยเฉพาะในกลุ่ม PIGS (โปรตุเกส ไอร์แลนด์ และกรีซ) รวมทั้งสเปนและอิตาลี ซึ่งส่วนสำคัญเพราะว่าการเข้าเป็นสมาชิกยูโรโซน ทำให้ความยืดหยุ่นการใช้มาตรการทางการเงินหรืออัตราแลกเปลี่ยนหายไป ไม่เหมือนกับอังกฤษที่สามารถใช้นโยบายลอยตัวค่าเงินปอนด์และกระตุ้นการส่งออกแก้ไขวิกฤตได้เร็วกว่า กรณีดังกล่าวจึงเป็นการตอกย้ำให้คนอังกฤษเห็นว่าการอยู่นอกสหภาพยุโรปดีกว่าการเป็นสมาชิกด้วยซ้ำ

2. ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้คนอยากออกจากสหภาพยุโรป คือ การก่อการร้ายและวิกฤตการอพยพจากตะวันออกกลางและแอฟริกา จากการที่มีการอพยพจากแอฟริกา ซีเรีย และอิรักเข้ายุโรปปีละกว่าล้านคน สร้างปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจให้ยุโรปมหาศาล นอกจากนั้นยังสร้างปัญหาด้านความมั่นคงในระยะยาว ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุให้ประเทศในสหภาพยุโรปหลายประเทศเริ่มดำเนินหาทางแก้ไขและป้องปรามปัญหาดังกล่าว บางประเทศเช่น ออสเตรียเริ่มเข้มข้นในการตรวจสอบข้ามพรมแดน ซึ่งหมายความว่าข้อตกลงเชงเกนถูกกระทบ หลายประเทศพรรคการเมืองขวาจัดที่ต่อต้านการอพยพบางส่วนได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล เช่น กลุ่ม Visegrad ซึ่งประกอบด้วย ประเทศโปแลนด์ สาธารณรัฐเชก สโลวาเกีย และฮังการี นอกจากนั้นพรรคขวาจัด เช่น พรรค Front National ของฝรั่งเศส พรรค United Kingdom for Independence ของอังกฤษ พรรค Alternative für Deutschland ของเยอรมัน เป็นต้น พรรคเหล่านี้กำลังได้รับคะแนนเสียง ยิ่งมีการก่อการร้ายประชาชนยิ่งต่อต้านการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง ๆ ที่อังกฤษได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ เพราะมีข้อตกลงเชงเกน ประเด็นความกลัวคนลี้ภัยจากตะวันออกกลางจึงเพิ่มน้ำหนักให้กลุ่มเรียกร้องให้ถอนตัวจากสหภาพยุโรปมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่กลุ่มที่ต้องการให้อยู่เรียกร้องว่า ถ้าอังกฤษจะออกจะเกิดความเสียหาทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อสหภาพยุโรปก็ตาม

3. นโยบายหาเสียงที่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะจากอดีตนายกเทศมนตรีนายบอริส จอห์นสัน ซึ่งมีทักษะในการจูงใจคนเก่งมา ความสามารถในการสื่อสารผ่านโซเชี่ยลมีเดียจึงเป็นปัจจัยทำให้คนคล้อยตามให้ออกจากสหภาพยุโรปมากขึ้น

ผลกระทบจากการออกจากสหภาพยุโรปอาจสรุปได้ดังต่อไปนี้

1. การลงทุนในอังกฤษเริ่มหยุดชะงักทั้งจากต่างชาติและคนอังกฤษรอดูสถานการณ์ ถ้าออกจากสหภาพยุโรปจริงจะสร้างความไม่แน่นอนอีกหลายปีกว่าจะรู้ว่าอังกฤษจะมีการเจรจาใหม่เพื่อผูกพันกับสหภาพยุโรปในอนาคตในลักษณะใด จากการประเมินของ OECD ในปีแรก GDP ของอังกฤษจะถูกกระทบ 1% ใน 5 ปีจะกระทบ 5% อัตราการเติบโตช้าลงของอังกฤษจะส่งผลกับอัตราการเติบโตของสหภาพยุโรปและโลกโดยรวมทำให้มีการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจในลักษณะที่เลวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2. ผลกระทบอีกด้านคือ ตลาดการเงินส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินปอนด์อ่อนค่าลง มีการไหลออกของเงินตราต่างประเทศจนถึงขนาดที่ธนาคารชาติของอังกฤษต้องทำข้อตกลง SWAP กับประเทศอื่นๆ นอกจากนั้นยังส่งผลต่อความผันผวนของตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรทั้งภูมิภาคและทั้งโลก

3. อังกฤษในฐานะประเทศที่มีบทบาทสำคัญทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมืองก็คงมีบทบาทลดลง ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกาจะถูกกระทบ ความยิ่งใหญ่ของอังกฤษคือเป็นตัวจักรกลของอเมริกา บนพื้นฐานความสัมพันธ์พิเศษ (Special relationship) ในการถ่วงดุลกับสหภาพยุโรปทั้งในกรอบสหภาพยุโรปและ NATO การถอนตัวของอังกฤษจากสหภาพยุโรปจะทำให้บทบาททางการเมืองของอังกฤษส่วนนี้ลดลงและส่งผลกระทบต่อเอกภาพของ NATO ในช่วงที่ NATO ต้องถ่วงดุลกับรัสเซียและจีน

4.ผลกระทบที่รุนแรงก็คือ ประเทศในสหภาพยุโรปอื่น ๆ จะดำเนินการตามโดยเฉพาะในฝรั่งเศส ประชาชนเรียกร้องให้มีการทำประชามติเพื่อออกจากสหภาพยุโรปทั้ง ๆ ฝรั่งเศสเป็นประเทศก่อตั้งสหภาพยุโรป และอาจนำไปสู่การขึ้นมามีอำนาจของพรรคขวาจัดในประเทศสหภาพยุโรปอื่น ๆ ซึ่งต้องการต่อต้านสหภาพยุโรปนั่นคืออาจนำไปสู่การแตกสลายของสหภาพยุโรปในที่สุด

แม้ในกรณีที่อังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรป อังกฤษจะไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่อังกฤษจะยังผูกพันกับสหภาพยุโรปโดยยังต้องเจรจาใหม่กับสหภาพยุโรปเพื่อทำข้อตกลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่

1. ข้อตกลงเขตการค้าเสรี

2. ข้อตกลงสมาพันธ์ (Association Agreement) เช่นเดียวกับกลุ่มยุโรปตะวันออกหรืออดีตสหภาพโซเวียต

3. ข้อตกลงตลาดร่วม โดยไม่ยอมรับเชงเกน บนพื้นฐานเดียวกับ EFTA นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และ ลิกเตนสไตน์ ที่ทำกับสหภาพยุโรปบนพื้นฐานข้อตกลง EEA (European Economic Area) อย่างไรก็ตามสวิสเซอร์แลนด์แม้จะอยู่ใน EFTA แต่ไม่ยอมรับ EEA และได้ทำข้อตกลง 2 ฉบับกับสหภาพยุโรปโดยมีเนื้อหาเป็นตลาดร่วม

4. ข้อตกลงสหภาพศุลกากร เช่นเดียวกับตุรกี

ในความเห็นของผู้เขียน ความผูกพันระหว่างอังกฤษกับสหภาพยุโรปที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ ข้อตกลงเขตการค้าเสรีและข้อตกลงตลาดร่วมโดยไม่ยอมรับเชงเกน ซึ่งในทางปฏิบัติ กว่าจะตกลงได้ก็อีกหลายปี เพราะสหภาพยุโรปจะยังไม่ทำข้อตกลงโดยง่าย เพราะส่งผลเป็นลูกโซ่กับประเทศอื่น ๆ ดังนั้นถ้าอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปจะมีผลกระทบต่อการชะลอตัวของการลงทุนและเกิดความปั่นป่วนของตลาดการเงิน ผลที่ตามมาคือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งของอังกฤษ สหภาพยุโรปและเศรษฐกิจโลกโดยรวมทั่วโลก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง และการต่างประเทศครั้งสำคัญของจีนในยุค “สีจิ้นผิง”

12318072_1163583507008182_2054250368_o

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ประเทศจีนภายใต้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกำลังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และการต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งทั่วโลกกำลังจับตาดูด้วยความสนใจและในบางกรณีด้วยความกังวล

ประเทศจีนมีความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโลกยุคใหม่เมื่อผู้นำเติ้งเสี่ยวผิงได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยุค 4 ทันสมัย ในปี 1978 แนวทางในการบริหารของเติ้งเสี่ยวผิงทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และการต่างประเทศก็ได้รับการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องถึงประธานาธิบดีหูจิ่นเทาในปี 2012 เมื่อมีการเปลี่ยนผู้นำจีนเป็นสีจิ้นผิง แนวทางในการดำเนินการทั้งในนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และการต่างประเทศของจีนที่ติดต่อกันกว่า 3 ศตวรรษก็ได้มีความเปลี่ยนแปลง

ในทางเศรษฐกิจแนวนโยบายเดิมคือ การเน้นการส่งออกและการลงทุนตลอดจนการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งทำให้อัตราการเติบโตสูงโดยเฉลี่ย 10% ตลอด 3 ทศวรรษ อย่างไรก็ตาม ในโลกยุคใหม่ภายใต้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง แนวนโยบายเศรษฐกิจได้เปลี่ยนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้ยาแรงก็เริ่มใช้ยาเบาลง แต่ก็ยังเน้นแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ผู้นำจีนรู้ว่า ถ้าใช้ยาน้อยไป อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะลดต่ำจนนำไปสู่ปัญหาการระเบิดทางการเมืองจากการประท้วง โดยระยะแรก ผู้นำจีนหวังว่าจะประคองให้อัตราการเติบโตอยู่ที่ 8% เอาเข้าจริง ๆ อัตราการเติบโตเริ่มลดลงจนถึงระดับ 6.8% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และยังมีแนวโน้มลดลงอีก สิ่งที่น่าคิดตามมาคือ ถ้าการเติบโตของจีนลดลงมากเกินไป ปัญหาทางการเมืองซึ่งจะเกิดจากแรงงานที่เข้าสู่ตลาดปีละ 4.5 ล้านคน ย่อมนำไปสู่การประท้วงหรือการแสดงออกถึงความไม่พอใจ การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายทางเศรษฐกิจภายใต้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมีส่วนสำคัญมากจากแรงกดดันจากการลดลงของขีดความสามารถในการแข่งขัน อันเป็นผลจากค่าแรงที่สูงขึ้น การส่งออกที่ชะลอตัวลงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังค่อย ๆ ฟื้นตัว แต่ที่สำคัญคือ ปัญหาด้านลูกโป่งในอสังหาริมทรัพย์ ปัญหา Shadow Banking ปัญหาหนี้ที่สูงถึง 238% ของ GDP และหนี้ที่ไม่ก่อรายได้สูงถึง 15% ของสินเชื่อ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจึงมีความจำเป็นต้องปรับแนวนโยบายทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ

ในด้านการเมือง ตั้งแต่ยุคเติ้งเสี่ยวผิงเป็นต้นมา การบริหารการเมืองจะเน้นความเป็นผู้นำร่วมกัน (Collective Leadership) แทนที่จะเป็นลักษณะอำนาจนิยมและเน้นตัวบุคคล เช่น ยุคเหมาเจอตุง ในยุคสีจิ้นผิง แนวทางทางการเมืองเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงมาในลักษณะเน้นตัวบุคคล และรวบอำนาจ ในยุคก่อนหน้านี้แม้ว่าจะเป็นการปกครองภายใต้เผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ก็มีการผ่อนคลายทางการเมืองบ้าง นักวิเคราะห์บางคนมองว่าเป็นทางสายกลางระว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย แต่ในยุคสีจิ้นผิงเริ่มมีการดำเนินแนวทางเผด็จการมากขึ้น มีการควบคุมสื่อ ตลอดจนดำเนินมาตรการปราบปรามคอรัปชั่นในวงกว้างและรุนแรง

ในด้านต่างประเทศ นโยบายของจีนในยุคก่อนสีจิ้นผิงจะมีการดำเนินนโยบายที่เรียกว่าซ่อนและรอเวลา (Hide and Bide) ซึ่งได้มาจากคำแนะนำที่เติ้งเสี่ยวผิงเคยให้ไว้ว่า “ซ่อนความสามารถเอาไว้และรอไว้ใช้ในเวลาที่เหมาะสม” ผลลัพธ์จากการดำเนินการดังกล่าวทำให้นโยบายต่างประเทศในยุคก่อนสีจิ้นผิงจึงมีลักษณะไม่ค่อยผาดโผนและค่อนข้างนิ่มนวล

ในยุคของสีจิ้นผิง นโยบายต่างประเทศเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีความเข้มข้นและผาดโผนมากขึ้น สีจิ้นผิงเน้นนโยบายต่างประเทศในลักษณะขยายอิทธิพลของจีนทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร เพื่อที่จะพัฒนาเป็นมหาอำนาจระดับโลก (Global Power) ไม่เป็นเพียงแค่มหาอำนาจทางภูมิภาค (Regional Power) ในทางเศรษฐกิจต่างประเทศก็พยายามที่จะขยายการให้ความช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ ทั้งในละตินอเมริกา แอฟริกา ขยายบทบาทของเงินหยวน และขยายการรวมกลุ่มโดยเฉพาะในเอเชียมีการจัดตั้งสถาบันใหม่ เช่น Asian Infrastructure investment Bank และ BRICS Bank ในมิติทางการเองระหว่างประเทศได้แพร่แสนยานุภาพทางด้านความมั่นคงทางอากาศและทางทะเลในกรอบของการจัดตั้ง Air Identification zone และการอ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ด้วยนโยบาย 9-dash zone จนเกิดความขัดแย้งกับกลุ่มประเทศอาเซียนจนนำไปสู่การเผชิญหน้ากับอเมริกา

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง และการต่างประเทศครั้งสำคัญของจีนในยุคสีจิ้นผิงจึงเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองเพราะเป็นตัวชี้อนาคตของจีนทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ตลอดจนภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ทำไมต้องมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025

20150820-1440042433.997-2

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียเมื่อปลายปีที่แล้ว ได้มีการตกลงและแถลงการณ์เพื่อจะพัฒนาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025

ความจริงแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในประเทศไทยก็มีการรณรงค์ในเรื่องการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 ซึ่งหมายความว่า ในปี 2016 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ตามความเข้าใจของคนทั่วไป แต่สิ่งที่ตามมาคือการตั้งคำถามว่า แล้วทำไมต้องมี ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025 และจะมีอะไรเกิดขึ้นในกรอบเนื้อหาภายใต้กรอบเวลาจากนี้ไปถึงปี 2025

ความจริงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) นั้นโดยสาระสำคัญก็คือการรวมกลุ่มถึงขั้น “ตลาดร่วม” (Common market) หรือที่เรียกว่า “ตลาดเดียว” (Single market) ถือเป็นการรวมกลุ่มที่แน่นแฟ้นหรือที่เราเรียกว่า บูรณการทางเศรษฐกิจ (Economic Integration) ที่เริ่มจากลำดับที่ 1 เขตการค้าเสรี (Free Trade Area) 2. สหภาพศุลกากร (Customs Union) 3. ตลาดร่วมหรือการเป็นประชาคมเศรษฐกิจ 4. สหภาพเศรษฐกิจ (Economic Union) 5. สหภาพเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ (Total Economic Union) โดยขยายสู่สหภาพทางการเมือง (Political Union)

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จึงหมายถึงการรวมกลุ่มในขั้นที่ 3 ซึ่งเรียกว่า “ตลาดร่วม” อันหมายถึง กระบวนการเปิดเสรีปัจจัยการผลิต 4 ประเภท คือ สินค้า เงินทุน บริการ และแรงงาน ประชาคมเศรษฐกิจทุกแห่งจึงเริ่มต้นด้วยการเปิดเสรีทางด้านสินค้าในลักษณะ Free Trade Area และโดยปกติจะตามมาด้วยสหภาพศุลกากร (Customs Union) ก่อนจะพัฒนาสู่การเป็นตลาดร่วม ดังดูได้จากประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) หรือสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union)

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ก็เช่นกันกับตลาดร่วมโดยทั่วไปที่เริ่มต้นด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (AFTA) ตั้งแต่ปี 1993 อย่างไรก็ตาม ในกรณีของอาเซียนนั้นไม่มีการพัฒนาเป็นสหภาพศุลกากร เนื่องจากมีประเทศสิงคโปร์ซึ่งไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าเพราะเป็น Free port ดังนั้นถ้าจะจัดตั้งสหภาพศุลกากร อาเซียนทุกประเทศต้องลดกำแพงภาษีเหลือ 0 เท่ากับสิงคโปร์ ตามหลักการของ WTO นั้นคือ เมื่อมีการลดกำแพงภาษีแล้วห้ามขึ้นภาษีอีก ยกเว้นในกรณีจำเป็นเท่านั้น ในบริบทดังกล่าว การรวมกลุ่มของอาเซียนจึงพัฒนาจากเขตการค้าเสรีก้าวไปสู่การเป็นตลาดร่วมโดยไม่ต้องผ่านการเป็นสหภาพศุลกากร

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีภายใต้ AFTA ในปี 1993 และได้มีการเปิดเสรีทางบริการในปี 1995 ในกรอบ AFAS และเปิดเสรีการลงทุนในปี 1998 ในกรอบ AIA โดยในปี 2003 ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่บาหลีได้มีการตกลงจัดตั้งประชาคมอาเซียน 2020 อันประกอบด้วยประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community–ASC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community-ASCC) ในปี 2007 ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ได้มีการย่นระยะเวลาของ 3 ประชาคมจากปี 2020 เป็นปี 2015 ในกรณีไทยเพิ่งจารณรงค์ AEC 2015 เมื่อปี 2010 ในสมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คือคุณพรทิวา

จากพัฒนาการดังกล่าวจะเห็นว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนซึ่งหมายถึงการเปิดเสรีสินค้า บริหาร เงินทุน และแรงงานไม่ได้เริ่มต้นและจบในปี 2015 ดังจะเห็นว่า AFTA เริ่มในปี 1993 และในปี 2015 ก็บรรลุข้อตกลงการค้าเพียงแค่ในกรอบการไม่เก็บภาษีนำเข้าและไม่มีการกำหนดโควตา (โดยมีข้อสงวนบ้าง เช่น ไทย สงวนกาแฟ มันฝรั่ง ไม้ดอก มะพร้าวแห้ง และกรณีอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สงวนเรื่องข้าว

นอกจากนี้อินโดนีเซียยังมีข้อสงวนสำหรับน้ำตาลอีกด้วย) อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีทางการค้าจึงยังไม่ได้จบลงในปี 2015 เนื่องจากยังมีอุปสรรคทางการค้าที่เรียกว่าอุปสรรคทางเทคนิค (Technical Barrier) อันประกอบด้วยมาตรฐานสินค้า มาตรฐานสุขอนามัย ยังมีอุปสรรคทางการค้าในรูปภาษี ซึ่งเกิดจากระดับภาษีที่แตกต่างกันของภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิต ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการแกไขอุปสรรคดังกล่าว

นอกจากนั้นยังมีอุปสรรคด้านกายภาพ (Physical Barrier) ซึ่งทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและบุคคลยังไม่คล่องตัวจากการตั้งด่านข้ามพรมแดน เราจะเห็นว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 ในแง่การเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรีจึงยังไม่จบเพราะยังมีอุปสรรคทางด้านเทคนิค (Technical Barrier) อุปสรรคทางภาษี (Tax Barrier) และด้านกายภาพ (Physical Barrier) ดังนั้นในกรอบ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025 จึงหมายถึงความจำเป็นของรัฐบาลประเทศอาเซียนจะต้องดำเนินการลดอุปสรรคดังกล่าวอันจะนำไปสู่การปรับมาตรฐานสินค้าให้อยู่ในระดับเดียวกัน ซึ่งถือเป็นการลดอุปสรรคทางด้านเทคนิค การปรับความแตกต่างทางภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตให้น้อยลงซึ่งถือเป็นกรอบในการลดอุปสรรคด้านภาษี และในอนาคต การเดินทางของคนภายในอาเซียนอาจจะให้เพียงเอกสารคือบัตรประจำตัวและต่างชาติอาจจะขอวีซ่า Single Entry แล้วเข้าได้หลายประเทศ เช่น วีซ่าเชงเกน ของสหภาพยุโรป เป็นต้น

ในส่วนของการเปิดเสรีบริการและการลงทุน ดังที่กล่าวมา กระบวนการเปิดเสรีมีเมื่อปี 1995 สำหรับด้านบริการ และปี 1998 สำหรับการลงทุน ในกรณีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 การเปิดเสรีบริการและการลงทุนมีกำหนดไว้ 12 ประเภทแบ่งเป็นการลงทุน 7 ประเภทและการบริการอีก 5 ประเภท ในด้านการเปิดเสรีบริการซึ่งกำหนดไว้เพียง 5 ประเภทคือ การเปิดเสรี IT ท่องเทียว สุขภาพ โลจิสติกส์ และการบิน โดยให้บริษัทประเทศสมาชิกถือครองเป็นเจ้าของได้ 70% กระบวนการเปิดเสรีสินค้า บริการ และการลงทุนจึงถือว่าเพิ่งเริ่มต้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีการขยายการเปิดเสรีบริการให้ครอบคลุมกว้างขึ้น ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าจะครอบคลุมธุรกิจธนาคาร ประกันชีวิต ประกันภัย การศึกษา ค้าปลีก บริษัทที่ปรึกษา ด้านบัญชีและกฎหมาย และอื่น ๆ ในกรอบการเปิดเสรีแรงงานนั้น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 จะจำกัดเพียง 8 อาชีพ คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักสำรวจ บัญชี และท่องเที่ยว ในอนาคตของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025 ประเทศสมาชิกจะเปิดเสรีแรงงานที่มีฝีมือมากขึ้นซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าจะครอบคลุมแรงงานทางด้าน IT การบิน ธุรกิจการเงิน การศึกษา และค้าปลีก

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 ยังมีการกำหนดการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันโดยกำหนดกรอบความร่วมมือใน 6 องค์ประกอบ คือ E-Asean นโยบายการแข่งขัน นโยบายด้านภาษี นโยบายสิทธิทางปัญญา ความร่วมมือด้าน Infrastructure ในเฉพาะในกรอบ GMS และ IMT-GT และการปกป้องผู้บริโภค ภารกิจความร่วมมือของประเทศอาเซียนใน 6 องค์ประกอบจึงยังไม่ได้จบลงในปี 2015 ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะพัฒนาอย่างลึกซึ้ง ตลอดจนการประสานนโยบายใน 6 ประเด็นดังกล่าวให้มากขึ้นในกรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 ยังมีการกำหนดการพัฒนาความเท่าเทียมซึ่งแยกเป็น 2 ประเด็นคือ ประเทศเก่าช่วยเหลือประเทศใหม่ และการช่วยเหลือ SME ภารกิจทั้ง 2 ยังไม่จบในปี 2015 ประเทศสมาชิกต้องดำเนินนโยบายดังกล่าวให้เข้มข้นในกรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 ยังกล่าวถึง การบูรณการกับประเทศอื่น ๆ ในโลก เช่น การรวมกลุ่ม Asean+3 และ +6 การรวมกลุ่มมีพลวัตสูงดังนั้นจึงไม่ได้จบใน Asean+3 และ +6 ดังนั้นจะพัฒนาไปสู่ RCEP และในระยะกลางจะพัฒนาสู่ประชาคมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกและขยายการรวมกลุ่มกับภูมิภาคอื่น ๆ การขยายการรวมกลุ่มดังกล่าวของอาเซียนจึงเป็นเนื้อหาของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025

อาจกล่าวได้ว่า การเปิดเสรีของอาเซียนในด้านสินค้า บริการ เงินทุน และแรงงานจึงไม่ได้จบในปี 2015 แต่ต้องเปิดกว้างขึ้นและลึกขึ้นในอนาคต อีกทั้งต้องพัฒนาการรวมกลุ่มและความร่วมมือด้านนโยบายต่าง ๆ ถือเป็นการดำเนินการต่อจากสิ่งที่ค้างไว้ในปี 2015 ทิศทางการเปิดเสรีและการขยายความร่วมมือของ AEC จึงยังไม่ได้จบในปี 2015 แต่ยังต้องรวมตัวต่อเนื่องอันเป็นสาระสำคัญของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2025 และเมื่อถึงตอนนั้นก็จะยังไม่สมบูรณ์ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างของยุโรปก็ไม่ได้จบในปี 1992 ที่เรียกกันว่า ยุโรปตลาดเดียว เพราะทุกวันนี้ยังมีการเปิดเสรีทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จึงถือเป็นกระบวนการเปิดเสรีสินค้า เงินทุน บริการ และแรงงานที่ไม่ได้เริ่มและจบในปี 2015 และจะยังไม่จบในปี 2025 เป็นกระบวนการที่มีพลวัต ดังกรณีการรวมกลุ่มในรูปแบบตลาดร่วม (Common market) ทุกแห่งในโลก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union)

11140

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย ในขณะเดียวกันก็มีการประชุมในระดับทวิภาคีและได้แสดงเจตจำนงที่ไทยจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union – EEU) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่คนไทยไม่คุ้นนัก อีกทั้งมีการตั้งคำถามหาเหตุผลที่ไทยจะเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย ในปัจจุบันมีประเทศสมาชิก 5 ประเทศ ประกอบด้วยรัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส คีร์กีซสถาน อาร์เมเนีย จุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในปี 1994 ขณะนั้นประธานาธิบดีคาซัคสถานคือนาย Nazarbayav ได้เสนอแนะการจัดตั้งสหภาพยูเรเซีย (Eurasian Union) โดยเสนอในช่วงที่ให้สุนทรพจน์ ณ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐมอสโก ในเวลาต่อมาจึงนำไปสู่การเรียกร้องของนักการเมือง นักวิชาการ ที่จะให้มีการรวมกลุ่มอย่างแน่นแฟ้นทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม คาซักสถานซึ่งเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดกลับไม่ต้องการให้มีการรวมกลุ่มความแน่นแฟ้นถึงขั้นครอบคลุมทางการทหารและการเมือง แต่ต้องการแค่ทางเศรษฐกิจเท่านั้น ทั้งนี้เพราะคาซัคสถานเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตจึงต้องการรักษาเอกราชของตนไว้ อย่างไรก็ตามรัสเซียและเบลารุสซึ่งเป็นสมาชิกของสหภาพยูเรเซียได้ร่วมกันจัดตั้ง “สหภาพทางการเมือง” (Political union) และนำไปสู่การจัดตั้งองค์กร “องค์การแห่งสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน” (Collective Security Treaty Organization) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของพันธมิตรในด้านการป้องกันในกรองความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ

ก่อนปี ค.ศ.2014 สมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียประกอบด้วย 3 ประเทศ คือรัสเซีย คาซัคสถานและเบลารุส ในระยะแรกเป็นการรวมกลุ่มในลักษณะสหภาพทางศุลกากร (Customs union) หมายความว่า นอกจากมีการรวมกลุ่มในกรอบ Free Trade Area แล้ว ยังมีการดำเนินการให้มีการเก็บภาษีศุลกากรในระดับเดียวกันสำหรับสินค้าที่มาจากประเทศที่ 3 ซึ่งอยู่นอกกลุ่มสมาชิกที่จะนำสินค้าเข้าสู่ 3 ประเทศดังกล่าวให้คิดภาษีในอัตราเดียวกัน

โดยในวันที่ 29 พฤษภาคม 2014 ผู้นำทั้ง 3 ประเทศได้มีการลงนามเพื่อพัฒนาสหภาพศุลกากรยูเรเซียไปเป็นสหภาพทางเศรษฐกิจยูเรเซีย ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2015 เป็นต้นไป ในเวลาต่อมาเดือนตุลาคมและธันวาคมปี 2014 อีก 2 ประเทศคืออาร์เมเนียและคีร์กิซสถานได้ลงนามเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยูเรเซียโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2015 สำหรับอาร์เมเนีย และวันที่ 6 สิงหาคม 2015 สำหรับคีร์กิซสถาน

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียจึงประกอบด้วยประเทศรัสเซียและอีก 4 ประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของโซเวียต อย่างไรก็ตาม มีอีกหลายประเทศที่แสดงความจำนงอยากจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งคือกลุ่มประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของโซเวียต อีกกลุ่มคือประเทศในกลุ่มอาเซียนซึ่งมีเวียดนามที่สนใจเข้าร่วม

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย ซึ่งก็คือประชาคมเศรษฐกิจยูเรเซีย ซึ่งหมายถึงการจัดตั้งตลาดร่วม (Common market) อันหมายถึงการเปิดเสรีทางสินค้า เงินทุน บริการ และคน ในส่วนของการเปิดเสรีสินค้าเป็นการรวมกลุ่มถึงขั้นเขตการค้าเสรี กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียมีลักษณะเดียวกันกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ยกเว้นในกรณีของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียมีการพัฒนาไกลไปสู่การเป็นมากกว่าเขตการค้าเสรี นั่นคือ การจัดตั้งสหภาพศุลกากร (Customs Union) ซึ่งหมายความว่าประเทศสมาชิกจะเก็บภาษีนำเข้าในระดับเดียวกันจากสินค้าประเทศที่ 3 ผิดกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนซึ่งไม่ได้รวมกลุ่มถึงขั้นสหภาพศุลกากร เนื่องจากประเทศสิงคโปร์ไม่ได้เก็บภาษีนำเข้าจากสินค้าประเทศอื่น (Free Port) ซึ่งเป็นอุปสรรคของประเทศอาเซียนในการจัดตั้งสหภาพศุลกากร

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย นั้นประกอบด้วยประชากร 188 ล้านคน และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรวม 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนั้นยังมีการประสานนโยบายด้านขนส่ง เกษตร และพลังงาน ลักษณะองค์กรส่วนสำคัญคือ การร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล องค์กรสูงสุดคือ การประชุมสุดยอด ซึ่งประกอบด้วยประมุขของประเทศหรือประมุขของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หน่วยงานหนึ่งคือ คณะกรรมการยูเรเซียจะมีลักษณะเป็นองค์กรเหนือชาติ นอกจากนั้นสหภาพยูเรเซียยังมีการจัดตั้งศาลเพื่อพิจารณาคดีร่วมกันอีกด้วย

การที่ไทยจะเข้าร่วมสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียก็เป็นส่วนที่ดี เนื่องจากสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศเมื่อนำเข้า 5 ประเทศดังกล่าวจะไม่มีกำแพงภาษี อีกอย่างคือ เป็นการขยายตลาดให้ประเทศไทยทั้งด้านสินค้า บริการ การลงทุน ยิ่งไปกว่านั้นคือ การดึงการลงทุนจากรัสเซียให้เข้ามาในประเทศเป็นการขยายกรอบการค้าของไทยในกรอบโลกาภิวัตน์ ผลกระทบในด้านลบจากการรวมกลุ่มมีน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ TPP ดังนั้นจึงถือว่า การเดินหมากเข้าสู่สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียจึงเป็นแนวนโยบายที่ควรจะทำในยามที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่รุนแรงในกรอบความเปลี่ยนแปลงทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ไทยมีทางเลือก ยิ่งกดดัน ยิ่งผลักไสให้ทิ้งระยะห่างจากตะวันตกยิ่งเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างจีนและรัสเซียมากขึ้น

20160521naayk_phbhaaruuethwiphaakhiikabprathaanaathibdiishphanthrathrasechiiy_06รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

นายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชากำลังอยู่ในช่วงระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนกับรัสเซีย และเปิดการประชุมทวิภาคีระหว่างนักธุรกิจไทยกับนักธุรกิจรัสเซีย เนื้อหาวาระของการเดินทางครั้งนี้คือ การลงนามข้อตกลง 8 ฉบับซึ่งครอบคลุมความร่วมมือทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ในทางเศรษฐกิจก็มีการตั้งเป้าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้น 4 เท่า จากปัจจุบันที่มีตัวเลขการค้าระหว่างกันประมาณ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะเพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในอนาคต นอกจากนั้นรัฐบาลไทยก็ยังพยายามที่จะดึงการลงทุนและการท่องเที่ยวจากรัสเซียโดยเฉพาะได้เน้นถึงการส่งเสริม Cluster ใหม่ที่รัฐบาลกำลังพัฒนาคือด้านอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics)  อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals) อุตสาหกรรมดิจิตอล (Digital) อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) ในขณะเดียวกันก็มีประเด็นเรื่องการซื้ออาวุธของไทยจากรัสเซียไม่ว่าจะเป็นเฮลิคอปเตอร์และรถถัง โดยแลกกับการส่งออกพืชผลเกษตรของไทย ทางด้านการทหารคือสนับสนุนความร่วมมือทั้ง 2 ประเทศให้กระชับมากขึ้น

การเยือนรัสเซียของไทยนี้ ส่วนหนึ่งอยู่ในกรอบอาเซียน แต่ส่วนหนึ่งคือความสัมพันธ์แบบทวิภาคีระหว่างไทยและรัสเซีย ในการเยือนครั้งนี้ วัตถุประสงค์สำคัญด้านนโยบายต่างประเทศเศรษฐกิจ และการเมือง คือ ในทางเศรษฐกิจต้องการที่จะส่งเสริมเพิ่มตลาดการส่งออก และการท่องเที่ยวมากกว่าเดิม แน่นอน ในโลกโลกาภิวัตน์ ทุกประเทศรวมทั้งไทยต้องขยายตลาดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อชดเชยตลาดเดิมซึ่งอาจะถูกกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก การส่งออกของไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 3 ปีหลังมีลักษณะติดลบ แรงกดดันที่จะให้หาตลาดใหม่เพิ่มขึ้นจึงยิ่งมีสูง รัสเซียก็เป็นประเทศที่มีศักยภาพที่จะขยายตัวได้ทั้งทางการค้าและโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ในทางเศรษฐกิจนั้นก็เป็นช่วงระยะที่รัสเซียเจอแรงกดดันของตะวันตกในรูป Sanction ทางเศรษฐกิจ รัสเซียจึงจำเป็นต้องหาตลาดใหม่เพื่อลดความกดดันจากการ Sanction ดังกล่าว ความจริงนั้น ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและรัสเซียแม้จะมีศักยภาพในการขยายตัวได้ระดับหนึ่งแต่ก็มีข้อจำกัด เนื่องจากสินค้าจากรัสเซียที่จะนำเข้าประเทศไทยยังมีคุณภาพต่ำ นอกจากน้ำมัน เหล็กกล้า และอาวุธ ในส่วนของไทย การส่งออกในปัจจุบันจะครอบคลุมด้านรถยนต์และส่วนประกอบ ยางพารา เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และมีศักยภาพด้านการส่งออกอาหาร ด้านความร่วมมือทางการเมืองและการทหารนั้นต้องยอมรับว่า ยังมีมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือในด้านการเมือง การที่จะเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศให้มาเน้นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียย่อมเป็นสิ่งที่เป็นได้ได้ยาก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ข้อตกลงทางเศรษฐกิจและการเมืองรวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียแม้มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดที่จะไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร การเยือนรัสเซียและทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจและทหารจึงมีวัตถุประสงค์อีกมุมคือ การส่งเสริมหรือการเดินหมากทางการเมืองภายใต้แรงกดดันจากตะวันตกทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป กรอบความร่วมมือดังกล่าวคือการเป็นแสดงออกให้เห็นว่า ไทยเป็นประเทศเอกราชมิได้ตกอยู่ในอาณัติของประเทศใดประเทศหนึ่ง นอกจากนั้นยังแสดงให้เห็นว่าไทยมีทางเลือก ยิ่งกดดันเท่าใดยิ่งผลักไสให้ทิ้งระยะห่างจากตะวันตกและเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างจีนและรัสเซียมากขึ้น ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ดำเนินทางด้านโยบายต่างประเทศของไทยยังเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์มากกว่าเพราะมีข้อจำกัดอยู่

ประเทศไทยในปัจจุบันในทางการเมืองซึ่งจะมีการหยั่งเสียงประชามติในเรื่องรัฐธรรมนูญและการจัดตั้งรัฐบาลในปีหน้า จากบริบทดังกล่าวจึงมีแรงกดดันจากตะวันตกทั้งจากอเมริกาและสหภาพยุโรปที่เพิ่มขึ้นจากเดิมตั้งแต่ก่อนหน้านี้ที่มีแรงกดดันจากการทำรัฐประหารดังจะเห็นได้จากท่าทีทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยและท่าทีรัฐสภาสหภาพยุโรป การแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากขึ้นระหว่างไทยและรัสเซียจึงเป็นสัญญาณทางนโยบายในการตอบโต้แรงกดดันดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของผู้เขียน แรงกดดันจากทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปยังจะมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่จะเป็นลักษณะของแรงกดดันทางคำพูดมากกว่าการดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรม ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่รัฐประหารโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาจนถึงขณะนี้ การ Sanction ทางเศรษฐกิจหรือการเมืองมีจำกัดมาก ปัญหาเรื่อง Tier 3 และอาหารทะเลก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดจากปัญหาของรัฐบาลชุดนี้โดยตรง ใครก็ตามที่มาเป็นรัฐบาลไทยแม้จะมาจากการเลือกตั้งก็ตามก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันของนโยบายดังกล่าว ส่วนแรงกดดันทางทหารจะเห็นว่า การฝึก Cobra Gold ก็ยังคงดำเนินอยู่เพียงแต่ลดขอบเขตไปบ้างเท่านั้น การที่อเมริกาและสหภาพยุโรปพยายามใช้คำพูดในการสร้างแรงกดดันเพราะเป็นความจำเป็นที่ต้องแสดงออกถึงค่านิยมของผู้นำค่ายประชาธิปไตยเสรีนิยมซึ่งจะแสดงออกอย่างนี้กับประเทศที่มีแนวโน้มอำนาจนิยม ไม่ว่าจะเป็นกับตุรกี หรือในยุโรปตะวันออก เช่น เช็ก สโลวาเกีย โปแลนด์ โครเอเชีย แต่ในอีกด้าน ตะวันตกก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติ โดยเฉพาะอเมริกาที่อยู่ในช่วงการดำเนินนโยบายตอกหมุดเอเชีย ซึ่งต้องการพันธมิตรที่จะถ่วงดุลจีนกับรัสเซีย การผลักดันให้ประเทศในเอเชียใกล้ชิดกับสองประเทศดังกล่าวยิ่งกระทบผลประโยชน์แห่งชาติ ดังนั้นมหาอำนาจทั้งอเมริกาและสหภาพยุโรปจึงต้องดำเนินนโยบายตีสองหน้าเพื่อบรรลุ Local Consumption (บอกประชาชนของเขาว่าเราเน้นค่านิยมประชาธิปไตย) และเป็นการสร้างพันธมิตรในประเทศที่มีปัญหาทางการเมืองโดยหวังว่ากลุ่มคนที่ต่อต้านเหล่านี้สักวันเมื่อได้ขึ้นมาเป็นใหญ่ก็จะเป็นพันธมิตร ลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในละตินอเมริกา ในอีกด้านทางการปฏิบัติก็ไม่ได้สร้างแรงกดดันอย่างจริงจัง เพราะรู้ว่าไทยผิดจากละตินอเมริกา ไม่มีนโยบายต่อต้านอเมริกาดังเช่นละตินอเมริกา นอกจากนั้นภายใต้การรัฐประหารไทยทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนจากอเมริกาและสหภาพยุโรป

จากตรรกะดังกล่าว นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปจึงมีลักษณะตีสองหน้าเพื่อที่จะ win-win ทุกฝ่าย ในกรณีแรงกดดันจากรัฐสภายุโรปยิ่งไม่มีความหมาย เพราะมีบทบาทด้านนโยบายต่างประเทศน้อยหรือแม้แต่รัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐสภาสหภาพยุโรป นาง Margareta ก็ยิ่งมีบทบาทจำกัด เนื่องจากนโยบายต่างประเทศของยุโรปยังอยู่นอกระบบเหนือชาติ (supranational) กล่าวคือ อยู่กับรัฐบาลของประเทศสมาชิก ผิดกับกรณีการค้า ซึ่งอยู่ในกรอบเหนือชาติ

ผู้เขียนเชื่อว่า แรงกดดันจากต่างประเทศทั้งจากอเมริกาและสหภาพยุโรป จะเป็นเพียงแรงกดดันทางคำพูด แต่ทางการกระทำถ้าจะมีก็จะอยู่ในขอบเขตจำกัดมาก ๆ การดำเนินโรดแมปทางการเมืองไทยจึงสามารถดำเนินต่อไปได้ตามบริบทของไทยในขณะนี้ และแม้แต่ในเรื่องการเชิญต่างประเทศมาสังเกตการณ์ก็ยังไม่มีความจำเป็นในการเชิญอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่ปฏิเสธการเปิดกว้างในการให้ต่างประเทศมาสังเกตการณ์ได้ พูดง่าย ๆ แรงกดดันจากต่างประเทศแม้จะมีผลในแง่จิตวิทยา แต่จะไม่ก่อผลเป็นรูปธรรมทางการปฏิบัตินั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น