การปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือง

7435

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ขณะนี้ได้มีความพยายามในการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองไทย โดยเป้าหมายของ คสช.ก็คือ การปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองไทยเพื่อให้การเมืองไทยในอนาคตมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยมิใช่แค่การเลือกตั้ง แต่ครอบคลุมถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น การปฏิรูปจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง เป้าหมายในการปฏิรูปส่วนหนึ่งมุ่งเป้าปรับปรุงระบบการเมืองให้มีการถ่วงดุล แก้ไขปัญหาคอรัปชั่นและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การตั้งสภาปฏิรูปจึงเป็นกลไกที่สำคัญที่จะนำไปสู่การหาข้อยุติในรูปของทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเมืองตามเป้าหมาย

ความจริงนั้น การปฏิรูปเป็นสิ่งที่ประเทศไทยก็เคยทำและประเทศอื่น ๆ ก็ทำกันมาทั้งนั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การปฏิรูปและความตั้งใจในการปฏิรูป หากแต่อยู่ที่สาระของการปฏิรูป การปฏิรูปที่ดีหมายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเมืองให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทั้งระดับโลก ระดับภูมิภาค และในระดับประเทศ ซึ่งนับวันก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีขอบเขตกว้างขวางและซับซ้อน ในขณะเดียวกัน ต้องเข้าใจถึงสถานภาพจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน การปฏิรูปที่ดีคือ การวางทิศทางของเศรษฐกิจและการเมืองที่สอดคล้องกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว (10-20 ปีจากนี้) และสอดคล้องกับจุดอ่อนจุดแข็งของประเทศไทย กล่าวอีกนัยคือ ความสำเร็จของการปฏิรูปจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของคนที่ร่วมปฏิรูป ในการที่จะเห็นอนาคตของการเปลี่ยนแปลงได้แม่นยำทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และต้องเข้าใจประเทศตนเองได้เป็นอย่างดี แผนปฏิรูปที่ดีจะต้องมองแบบองค์รวมและสัมพันธ์กับการเคลื่อนสู่อนาคตที่วิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องและมีความเป็นไปได้ บนพื้นฐานของความเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้

การปฏิรูปที่ดีจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงหรือปัจจัยการเปลี่ยนแปลงแห่งอนาคตซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ในปัจจุบันและอนาคตกำลังขยายตัวสู่เป็น AEC และอาเซียน+3 และอาเซียน+6 ซึ่งนั่นหมายความว่า จากนี้เป็นต้นไป ประเทศไทยกับอีก 15 ประเทศ รวม 16 ประเทศ จะกลายเป็นดินแดนเดียวกันในความหมายของการค้าและการลงทุน

กล่าวคือ ไทยกับอีก 15 ประเทศนั้น นอกเหนือจากเขตการค้าเสรีแล้วยังมีการเชื่อมโยงเปิดเสรีด้านการบริการและเงินลงทุน นั่นก็คือ เราไม่ใช่แค่อาเซียน+3 และอาเซียน+6 (ซึ่งไม่ใช่แค่เขตการค้าเสรีกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์เท่านั้น) แต่ยังรวมถึงการเปิดเสรีทางด้านการบริการและเงินลงทุนอีกด้วย

เขตการค้าเสรีหมายถึง ประเทศต่าง ๆ มารวมกันเหมือนประเทศเดียวกันด้านการค้า ไม่มีการเก็บภาษีนำเข้า ไม่มีการกำหนดโควตา นี่จึงเป็นเหตุผลที่ประเทศที่มีขนาดเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ต้องมีการเปิดการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ เพราะจะได้ดินแดนใหม่ในการทำการค้าและการลงทุนโดยไม่ต้องใช้กำลังทางทหาร

ผลจาก AFTA ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 1993 จนถึงวันนี้ ทำให้ไทยกับอีก 9 ประเทศกลายเป็นดินแดนเดียวกัน แค่นี้ก็สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมส่งออกของไทยจึงแย่ลงและส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยขยายตัวแค่ 4 % โดยเฉลี่ยมาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต่ำที่สุดในอาเซียน ยกเว้นบรูไน ทั้งนี้เพราะไทยยังผลิตสินค้าประเภทเดียวกันกับกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) ซึ่งประเทศเหล่านี้มีต้นทุนค่าแรงเท่ากับ 1 ใน 3 ของไทย และไทยยังขายสินค้าเหมือนกับฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ซึ่งมีต้นทุนค่าแรงต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง นับตั้งแต่มี AEC ซึ่งเริ่มจาก AFTA ตั้งแต่ปี 1993 ถึงปัจจุบัน ไทยได้เสียเปรียบความสามารถในการแข่งขัน เพราะผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานหนาแน่นและวัตถุดิบเดียวกันกับอีกหลายประเทศ สินค้าไทยจึงสู้ไม่ได้ทั้งในตลาดอาเซียนและต่างประเทศ ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะได้มีดินแดนเดียวกันกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์ (ในกรอบอาเซียน+3 และอาเซียน+6) และ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) แต่ไทยยังมีจุดอ่อน การผลิตสินค้ายังใช้แรงงานหนาแน่น และไม่ต้องพูดถึง 12 ประเทศใน APEC ที่จะบรรลุ TPP (Trans-Pacific Partnership) ซึ่งไทยไมได้อยู่ในนั้น ดังนั้นถ้า TPP เสร็จเมื่อไหร่สินค้าไทยก็จะยิ่งเสียเปรียบ เพราะเมื่อส่งสินค้าไปขายที่อเมริกา แคนาดา จะต้องเสียภาษี แต่สินค้าของเวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ บูรไนไม่ต้องเสียภาษี

การปฏิรูปทางเศรษฐกิจจึงต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงซึ่งความจริงมีกว่านี้ เช่น สหรัฐอเมริกาจะทำเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป และกลุ่มละตินอเมริกาซึ่งรวมกลุ่มกันหลายรูปแบบ และอื่น ๆ อีก ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การปฏิรูปทางเศรษฐกิจไทย เมื่อคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงต้องวางทิศทางดังต่อไปนี้

1. ทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยนั้น สินค้าที่จะแข่งขันได้ต้องเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม (Value Added) และบริการ ซึ่งจะต้องกำหนดชัดว่า เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มประเภทไหน และบริการประเภทไหน โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดและได้ทำมาแล้วคือ ด้านสุขภาพ เช่น โรงพยาบาล สปา อีกทั้ง สิ่งทอระดับกลาง ยานยนต์ พืชผลทางการเกษตรหลายตัวซึ่งควรทำมูลค่าเพิ่ม อาหาร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องกำหนดให้ขยายวงกว้างขึ้นและครอบคลุมได้ทั่วถึง

2. สินค้าที่ใช้แรงงานหนาแน่น ต้องส่งเสริมให้ย้ายฐานการผลิต อาจไปอยู่ประเทศในอาเซียนหรือประเทศอื่น ๆ เพื่อไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าโดยใช้กลยุทธ์แปลงสัญชาติของสินค้าและบริการจากแหล่งกำเนิดของสินค้า

3. อาจใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างสินค้าที่ผลิตในประเทศกับผลิตต่างประเทศ โดยใช้กรอบสายโซ่แห่งคุณค่า (Value system) เพื่อลดต้นทุนสินค้า และเพิ่มคุณภาพ

4. ต้องส่งเสริมให้มีการนำเงินออกเพื่อไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกรอบของ AEC และ อาเซียน+3 และอาเซียน+6 เพื่อหาผลประโยชน์จากการเปิดกว้างของโอกาสดังที่สิงคโปร์ประสบความสำเร็จมาแล้ว

5. ต้องพัฒนาประสิทธิภาพในการแข่งขันภายในประเทศด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพของบุคลากร

6. ต้องพัฒนาระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจไทย นั่นคือ การเน้นการศึกษาด้านคำนวณ วิศวะ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ตลอดจนภาษาอื่นๆ ให้มีการกระจายมากขึ้น และในการพัฒนาด้านการศึกษา เช่น ภาษาอังกฤษ ต้องกำหนดวิธีการชัดเจนว่า เรียน 5 ปี ต้องสามารถสื่อสารและอ่านหนังสือได้ ไม่ใช่เรียนกว่า 20 ปี แต่เป็นโรคภูมิแพ้ภาษาอังกฤษทั้งประเทศเช่นทุกวันนี้ นอกจากนั้น การปฏิรูปการศึกษาต้องเน้นให้สามารถดึงศักยภาพของแต่ละบุคคลออกมา ส่งเสริมระบบคิดอย่างมีตรรกะ มีระบบคิดมองอนาคตแบบ Proactive และ Innovative ระบบการศึกษาจะต้องเน้นการศึกษาจริยธรรมตั้งแต่เด็ก สอนให้เด็กเกลียดคอรัปชั่น

7. สร้างความเชื่อมโยงในกรอบของ PPP กล่าวคือ รัฐ-เอกชน-มหาวิทยาลัย ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

8. ภายใต้โลกที่มีความเสี่ยง ต้องปฏิรูประบบการคลังให้แน่นเสถียรภาพและประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้ว่าปัจจุบัน งบประมาณที่เหลือใช้ในการลงทุนมีเพียง 17 % ที่เหลือเป็นงบประจำ ยิ่งในอนาคต ประชากรไทยจะเป็นรูปพีรามิดหัวคว่ำ คนแก่จะมาก คนหนุ่มสาวจะน้อย ค่าใช้จ่ายประจำจะมากขึ้น จากนโยบายประชานิยม ดังนั้นการปฏิรูปการคลังจึงเป็นการหารายได้เพิ่ม ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ขยายฐานภาษี เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก และลดรายจ่าย เช่น ลดนโยบายประชานิยม แปรรูปรัฐวิสาหกิจ และพยายามให้เอกชนรับผิดชอบมากขึ้น เช่น ในด้านสุขภาพ และการศึกษา

โดยสรุป การปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือง ถ้าขาดองค์ประกอบดังที่กล่าวมา ก็คงจะเป็นได้เพียงความตั้งใจที่ดี และในท้ายที่สุดก็คงจะเป็นเหมือนการปฏิรูปอดีตที่ไม่สามารถป้องปรามแก้ไขปัญหาได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)

7409

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

กลุ่มประเทศอาเซียนที่เชื่อมโยงโดยผ่านแม่น้ำโขงมี 5 ประเทศ และรวมกับตอนใต้ของจีนแทบยูนนานเป็น 6 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และทางตอนใต้ของจีนแทบยูนนาน ได้มีการจัดทำแผนความร่วมมือเชื่อมโยงเครือข่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานมากว่า 2 ทศวรรษ โดยเดิมนั้นโครงการดังกล่าวเรียกว่า 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจ และภายหลังรู้จักในนามว่า Greater Mekong Subregion cooperation (GMS) หรือความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โครงการดังกล่าวเริ่มจากการทำแผนจังหวัดยุทธศาสตร์ของกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีคุณอนันต์ อนันตกูล เป็นปลัดกระทรวงซึ่งได้ริเริ่มจัดทำแผนยุทธศาตร์จังหวัด 5 แห่ง ได้แก่ ภูเก็ต นครศรีธรรมราช ชลบุรี มุกดาหาร และเชียงราย ในกรอบยุทธศาสตร์ของจังหวัดเชียงรายก็ได้มีวิสัยทัศน์เชื่อมโยงจังหวัดเชียงรายเข้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็คือต้นกำเนิดของ 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจ ต่อมา ADB ได้ให้การสนับสนุนกับโครงการดังกล่าวและกลายเป็นนโยบายของรัฐบาลไทยซึ่งในยุคนั้นมีรองนายกฯ คือคุณศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นผู้ริเริ่มและให้การสนับสนุนจนกลายเป็นความร่วมมือของ 6 ประเทศ

ความจริงแล้วโครงการนี้เป็นผลที่เกิดขึ้นจากตรรกะของการรวมกลุ่มในกรอบของเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1993 ซึ่งขณะนั้นมี 6 ประเทศ และในปี 1995-1999 กลุ่มประเทศที่เรียกว่า CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมาร์, เวียดนาม) ก็ได้เข้ามาเป็นสมาชิกของอาเซียนและเป็นส่วนหนึ่งของ AFTA โดยตรรกะของ FTA ซึ่งเท่ากับว่า สินค้าเข้าออกที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศสมาชิกจะไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าและไม่มีการกำหนดโควตา AFTA จึงเท่ากับการรวมกัน 10 ประเทศเป็นดินแดนเดียวกัน ดังนั้นจึงทำให้ประเทศที่มารวมกันมีความจำเป็นเชื่อมโยงสาธารณูปโภคพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นด้านขนส่ง น้ำ การค้า อุตสาหกรรม และโลจิสติกส์

ในปี 2003 จากการประชุมสุดยอดที่บาหลี ภายใต้ข้อตกลงบาหลี คองคอร์ด ผู้นำของทั้ง 10 ประเทศได้จัดตั้งประชาคมอาเซียนซึ่งมี 3 ประชาคม คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (APSC) ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASCC) และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยมีการกำหนดเป้าหมายเพื่อบรรลุในปี 2020 และในปี 2007 ได้มีการประชุมทีเมืองเซบู จึงมีการกำหนดให้ร่นจาก 2020 เป็น 2015 และเป็นที่เข้าใจในทุกวันนี้ว่า AEC 2015

ในกรอบ AEC ข้อที่ 2 คือการส่งเสริมขีดความสามารถการแข่งขันและอีก 1 องค์ประกอบคือ การพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานร่วมกัน และ GMS จึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ AEC ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นโครงการที่พัฒนาต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้และยิ่งเมื่อพม่าเปิดประเทศ โคงการดังกล่าวก็ยิ่งได้รับความสนใจและมีพลวัตรของการขับเคลื่อนที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้กรอบดังกล่าว แต่ละประเทศตกลงที่จะรับผิดชอบในการพัฒนาเครือข่ายสาธารณูปโภคพื้นฐานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางน้ำ ทางบก และอื่น ๆ และแน่นอน เครือข่ายดังกล่าวย่อมทำให้เกิดการขยายตัวของเครือข่ายคมนาคม โลจิสติกส์ หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ซึ่งจะช่วยหนุนด้านการค้าและการลงทุนของประเทศในกรอบดังกล่าว ภายใต้ GMS จะมีกรอบเชื่อมโยงที่เรียกว่า ระเบียง (Corridors) 3 ระเบียง ระเบียงแรก เรียกว่า North-South ซึ่งมีการเชื่อมโยง 3 เส้น เริ่มจากยูนนาน ลาว พม่า จังหวัดพิษณุโลก กรุงเทพฯ เข้าประจวบ และไปเชื่อมโยงกับสามเหลี่ยมทางตอนใต้ (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle : IMT-GT) ระเบียงที่ 2 คือ East-West เริ่มจาก แว้ ดานัง สุวรรณเขต เข้าอีสาน เชื่อมต่อพิษณุโลก กรุงเทพฯ ไปออกเมืองมะละแหม่ง และเมาะลำไยของพม่า ไปสู่กลุ่ม BIMST-EC ไปออกอินเดีย เชื่อมต่อไปสู่ตะวันออกกลางและยุโรป ระเบียงที่ 3 มี 4 เส้น South- South เริ่มจากกรุงเทพฯ ไปจบที่เวียดนาม บางเส้นจบที่หวุงเตา บางเส้นผ่านเสียมเรียบ บางเส้นผ่านตราดและเกาะกง การเชื่อมโยงของ Corridors ดังกล่าวทำให้เกิดการขยายตัวของเมือง เปรียบเสมือน BTS เพราะทำให้เกิดการขยายของเขตเศรษฐกิจจำเพาะ โดยเฉพาะบริเวณรอบต่อ เช่น แม่สอด แม่สายกับเมียวดี หนองคายกับลาว ตราด เกาะกงกับกัมพูชา จะเห็นได้ว่าการเชื่อมต่อทำให้เกิดการขยายตัวของการค้าและการลงทุน จึงไม่น่าแปลกใจว่าที่ดินแทบอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง นอกกรุงเทพฯ ประจวบ ทางภาคใต้ ขึ้นอย่างมหาศาล จังหวัดที่อยู่ในกรอบของเส้นทางดังกล่าว โดยเฉพาะพิษณุโลก ราคาที่ดินขึ้นถึง 1000%

GMS จะสร้างปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมายความว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า เราจะสามารถนั่งรถไฟ หรือขับรถจากมาเลเซียผ่านไทย เข้าพม่าไปยูนนาน ต่อไปปักกิ่ง นั่งรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียไปมอสโก ต่อไปยังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และต่อไปที่ฟินแลนด์หรือต่อไปที่ฮังการีได้

อาจกล่าวได้ว่า GMS จะทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรวมทั้งยูเรเซียจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เคยมีมา ผนวกกับการพัฒนาของ AEC และ Asean+3 ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของด้านการค้าและการลงทุนแล้ว วิถีชีวิตก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เคยเป็น

GMS กำลังจะเปลี่ยนโฉมภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยูเรเซียอย่างไม่เคยมีมาก่อน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

รัฐธรรมนูญที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุด

7399

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

สองวันที่ผ่านมา (เขียนเมื่อวันที่ 25 ก.ค.) มีการคลอดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวออกมาเป็นที่เรียบเรียบ ประกอบด้วย 48 มาตราด้วยกัน เนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุดคือ มาตรา 19 และมาตรา 44 โดยมาตรา 19 มีเนื้อหาดังต่อไปนี้

มาตรา 19 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

และรัฐมนตรีอื่นอีกจํานวนไม่เกินสามสิบห้าคนตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะนํา ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ดําเนินการให้มีการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ

ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคําดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่งตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติถวายคําแนะนําตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เสนอโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และให้รัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่งตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะนํา

การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่ง ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีสิทธิเข้าร่วมประชุมชี้แจงแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน และให้นําเอกสิทธิ์ตามมาตรา 18 มาใช้บังคับแก่การชี้แจงแสดงความคิดเห็นของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีตามมาตรานี้ด้วยโดยอนุโลม

จะเห็นได้ว่า มาตราที่ 19 นั้นให้อำนาจกับคสช.เหนือนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เนื่องจากสามารถที่จะปลดนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะออกไปได้

อีกมาตราหนึ่งคือ มาตรา 44 ซึ่งมีการกล่าวขวัญมากที่สุด โดยเนื้อหาของมาตรา 44 มีดังต่อไปนี้

มาตรา 44 ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทําการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่ง หรือการกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดําเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว

มาตรานี้ให้อำนาจกับคสช.เหนืออำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ซึ่งก็มีการกล่าวขวัญว่า คสช. ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอำนาจล้นฟ้า ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

นายวิษณุ เครืองามซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญได้ให้ความเห็นว่า มาตรา 44 ได้รับอิทธิพลมาจากรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส ซึ่งก็ให้อำนาจกับประธานาธิบดีในลักษณะนี้ และให้เหตุผลว่า มาตรานี้เป็นเหมือนดาบสองคม ในด้านหนึ่งก็ใช้ป้องกันตัว เพื่อป้องกันภาวะของการปฏิวัติซ้อนหรือความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งก็ถือว่า เป็นสิ่งที่รับได้ แต่ด้านลบจะเกิดขึ้นถ้าเกิดมีการใช้อำนาจดังกล่าวนี้เกินกว่าเหตุอันจำเป็น และก็อาจจะเป็นเป้าหมายของการถูกวิจารณ์ บางคนก็กล่าว่า มาตรานี้เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนกับคสช. จุดแข็งคือ ให้อาวุธกับคสช. ใช้ในยามจำเป็น จุดอ่อนคือ จะถูกใช้เป็นเป้าหมายในการถูกโจมตีว่ามีอำนาจล้นฟ้า

ในความเห็นของผู้เขียนนั้น สิ่งที่เป็นข้อสังเกตคือ

ประการแรก ม.44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวของไทยนั้นมีลักษณะคล้ายกับมาตรา 16 ของรัฐธรรมนูญประเทศฝรั่งเศสซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน มาตรานี้ได้ให้อำนาจกับประธานาธิบดีฝรั่งเศสอย่างล้นฟ้า กล่าวคือ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสสามารถที่จะใช้อำนาจพิเศษในกรณีที่มีความจำเป็น (Exercise of emergency powers) ในกรณีที่สถาบันทางการเมืองของประเทศ เอกราชของชาติ บูรณภาพแห่งแผ่นดิน มีภยันตราย จนทำให้การดำเนินงานขององค์กรไม่สามารถปฏิบัติได้ ประธานาธิบดีสามารถตัดสินใจออกมาตรการเพื่อแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งหมายถึง ให้อำนาจเบ็ดเสร็จกับประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 16 นี้ ในขณะที่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จดังกล่าวนี้ ประธานาธิบดีจะต้องไม่มีการยุบสภา และภายหลังครบ 30 วัน ของการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จดังกล่าวนี้ ประธานรัฐสภาจะต้องรายงานให้กับตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะตัดสินว่า เงื่อนไขที่จะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของประธานาธิบดีจะยังคงอยู่หรือไม่

โดยสรุปจะเห็นได้ว่า มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แม้ว่าจะมีลักษณะคล้ายกับการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของประธานาธิบดีฝรั่งเศสตามมาตรา 16 ก็ตาม แต่ข้อแตกต่างคือ ในกรณีของมาตรา 44 นั้น คสช. สามารถใช้อำนาจดังกล่าวนอกเหนือจากเรื่องความมั่นคงแล้ว ยังใช้เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปซึ่งรวมอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งเป็นข้อหนึ่งที่นายอภิสิทธิ์ท้วงติง เพราะเป็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเกินขอบเขตเรื่องความมั่นคง อีกข้อที่แตกต่างก็คือ รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส มาตรา 16 นั้น การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของประธานาธิบดีมีการจำกัดเรื่องเวลา 30 วัน นอกจากนั้นจะให้ตุลาการรัฐธรรมนูญวิเคราะห์ว่า เงื่อนไขการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จดังกล่าวจะยังคงอยู่หรือไม่ ซึ่งผิดกับมาตรา 44 ที่ไม่มีการกำหนดข้อจำกัดดังกล่าว

ในความเห็นของผู้เขียน แม้จะยอมรับว่า การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จดังกล่าวอาจจะมีขอบเขตที่กว้างขวางจนบางคนถือว่า เกินเลยไปก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่า สถานะทางวิกฤตการเมืองไทย ซึ่งนำไปสู่การรัฐประหารของคสช. แตกต่างกับวิกฤตของฝรั่งเศสในปี 1958 ซึ่งในวิกฤตของฝรั่งเศสนั้นเกิดจากปัญหาแอลจีเรียและปัญหาระบบรัฐสภาฝรั่งเศส (ภายใต้รัฐธรรมนูญ 1946) และแม้ว่าจะมีวิกฤตแต่ความรุนแรงเมื่อเทียบกับไทยนั้นแตกต่างกันมาก ประเทศไทยในช่วงก่อนหน้านี้แตกแยกจนเกือบจนเกือบจะเกิดสงครามกลางเมือง จนกระทั่งคสช.จำเป็นต้องขึ้นมาป้องปรามปัญหาดังกล่าว จากบริบททางการเมืองไทยดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจว่า คสช.ยังต้องการมีอำนาจที่เพียงพอเพื่อป้องปรามวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นอีกระลอกหนึ่งได้ และตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ความล้มเหลวของการรัฐประหารปี 2549 ซึ่งถือเป็นบทเรียนที่สำคัญ ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจว่า มาตรา 44 จึงมีความจำเป็นที่จะให้อำนาจดังกล่าวต่อคสช. อย่างไรก็ตาม การจะใช้อำนาจดังกล่าวนั้น เป็นดุลยพินิจของคสช. ซึ่งแน่นอนว่า ถ้ามีการใช้เกินเลยจากสถานการณ์ คสช.เองก็ต้องเผชิญกับการวิจารณ์และการคัดค้านของประชาชนในวงกว้าง ซึ่งก็เป็นข้อจำกัดของผู้ใช้ในทางปฏิบัติ เพราะแม้จะมีอำนาจล้นฟ้า ถ้าใช้ในกรณีที่จำเป็นก็ถือว่า มีความชอบธรรม ประชาชนรับได้ แต่ถ้าใช้เกินเลยไป ก็ต้องเผชิญกับข้อวิจารณ์และการทักท้วงของประชาชน ซึ่งถือว่า ไม่ชอบธรรม

ดังนั้น แม้จะมีอำนาจตามมาตรา 44 แต่ในทางปฏิบัติ คสช.เองก็มีข้อจำกัดที่ต้องคำนึงถึง ปฏิกิริยาของประชาชนเป็นสำคัญ ในบริบทของการเมืองไทย ผู้เขียนคิดว่า คสช. อาจจะมีความจำเป็นในการที่จะรักษาอำนาจเพื่อที่จะประคองให้บรรยากาศทางการเมืองเอื้ออำนวยไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งเมื่อการปฏิรูปที่สำคัญเสร็จเรียบร้อย และนำไปสู่การเลือกตั้งในอนาคต โดยเงื่อนเวลาดังกล่าวก็ควรจะอยู่ในขอบเขตจำกัด เช่น 1 ปี หรือปีกว่า แต่ไม่ใช้ยืดเวลาจนทำให้เกิดข้อครหาได้ และถ้าภารกิจดังกล่าวจบสิ้นลง อำนาจดังกล่าวของ คสช.คงต้องจบสิ้นลงด้วย เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ไม่ใช่ลักษณะเผด็จการเสียงข้างมาก จนทำให้เกิดสงครามกลางเมืองอย่างที่ผ่านมา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

กลับสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง

7369

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 3 นับตั้งแต่การปฏิรูประบบการเลือกตั้งของอินโดนีเซียเมื่อปี 2004 โดยการเลือกตั้งครั้งแรกและครั้งที่ 2 ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งก็คือนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน โดยที่วาระการเป็นประธานาธิบดีคือ 5 ปี และเป็นได้สูงสุด 2 วาระ ครั้งนี้นายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโนจึงลงสมัครแข่งขันไม่ได้ เพราะดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระแล้ว การแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในครั้งที่ 3 นี้จึงเป็นการแข่งขันระหว่างนายโจโกวี แห่งพรรค PDI-P ซึ่งเป็นพรรคภายใต้การนำของลูกสาวนายซูการ์โนอดีตประธานธิบดีอินโดนีเซียซึ่งก็คือนางซูการ์โนบุตรีนั่นเอง คู่แข่งของนายโจโกวีก็คือนายปราโบโว สุเบียนโต แห่งพรรค Great Indonesia Movement Party ทว่า ผลการเลือกตั้งในวันที่ 9 กรกฎาคมยังไม่มีการประกาศผลอย่างเป็นทางการ เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่มาก มีหมู่เกาะมากมาย กระจัดกระจายในอาณาเขตที่เกือบเท่ากับหนึ่งทวีป ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการนับคะแนน และผลการนับคะแนนจะประกาศอย่างเป็นทางการโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในวันที่ 22 กรกฎาคม อย่างไรก็ตาม จากการประเมินคะแนนเสียงก็เกิดการขัดแย้งกันอย่างชัดเจน โดยทางฝั่งของนายโจโกวี องค์กรหยั่งเสียงชั้นนำก็ให้คะแนน 52% ขณะที่นายปราโบโว สุเบียนโต ได้ 48% และอีกหลายแห่งก็ให้คะแนนนำกับนายโจโกวีมากกว่า

ขณะเดียวกัน องค์กรหยั่งเสียงที่จ้างโดยนายปราโบโว สุเบียนโต กลับให้ผลตรงกันข้าม คือให้นายปราโบโว สุเบียนโต มีคะแนนนำเหนือนายโจโกวี ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีผู้สนับสนุนมากมายที่ให้ความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องการเลือกตั้ง และถ้าการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันที่ 22 กรกฎาคมเกิดไม่เป็นที่ยอมรับของอีกฝ่าย ก็จะเกิดการขยายความขัดแย้งและเรื่องก็จะเข้าสู่การตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งต้องตัดสินภายในวันที่ 22 สิงหาคม และผู้ที่จะมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ก็จะขึ้นมารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแทนนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ในเดือนตุลาคม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ จะเกิดความขัดแย้งจากผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่ายซึ่งจะทำให้เสถียรภาพทางการเมืองที่เคยเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงหลังยุคนายซูฮาร์โตในปี 1999 โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีภายใต้การนำของประธานาธิบดีซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน

ระบบการเลือกตั้งของดินโดนีเซียได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยมีการปฏิรูปต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา และการปฏิรูปครั้งล่าสุดคือปี 2008

รัฐสภาของอินโดนีเซียประกอบด้วย 2 สภา สภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเรียกชื่อย่อว่า DPR มีสส. ทั้งหมด 560 คน จากการเลือกตั้งทั้งหมด 27 จังหวัด ส่วนสภาบนหรือเรียกชื่อย่อว่า DPD จะมีจำนวน 132 คน

การเลือกตั้งประธานาธิบดีนั้นจะมี 2 รอบ ในรอบแรกถ้ามีผู้ได้รับคะแนนเสียงเกิน 50% และมีคะแนนเสียงเกิน 20% ซึ่งประกอบด้วย ครึ่งหนึ่งของจังหวัดทั้งหมด ก็จะได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้เลย ซึ่งก็ปรากฏเป็นครั้งแรกในปี 2009 โดยนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ได้รับการเลือกตั้งผ่านเพียงรอบเดียว ในกรณีที่ไม่เกินครึ่งหนึ่งก็ต้องไปแข่งรอบสอง ซึ่งที่ผ่านมานายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ก็ได้รับชัยชนะในรอบสอง ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2004 โดยมีชัยชนะเหนือนางซูการ์โนบุตรี

ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเพื่อมีสิทธิในการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีนั้นจะต้องได้รับเสียงสนับสนุน 20% (120 คน) จากสภาล่าง และ 25% (จากคะแนนเสียงของประชากรทั้งหมด) กล่าวคือ การเลือกตั้งนิติบัญญัติครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนจะเป็นตัวกำหมดผู้ที่จะขึ้นมาแข่งขันเป็นประธานาธิบดี ซึ่งผลก็คือ นายโจโกวี แห่งพรรค PDI-P ซึ่งต้องเสนอชื่อรองประธานาธิบดีซึ่งก็คือ นายกัลลา อีกคนหนึ่งคือนายปราโบโว สุเบียนโต แห่งพรรค Great Indonesia Movement Party และซึ่งผู้ลงแข่งตำแหน่งรองประธานาธิบดีก็คือนายฮัตตา ราจาซา แห่งพรรค PAN ทั้งสองต่างต้องพึ่งการรวมตัวของพรรคการเมืองหรือพันธมิตรทางการเมืองเพื่อได้รับชัยชนะ

การเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 9 กรกฎาคม ถือเป็นรอบแรก อย่างไรก็ตาม โอกาสจะเกิดรอบ 2 คงมีน้อยมาก เนื่องจากเป็นการแข่งขันเพียง 2 คน ดังนั้น คนใดคนหนึ่งต้องได้คะแนนเสียงเกิน 50% แน่นอน ไม่ได้แข่งรอบ 2 เพียงแต่มีปัญหาว่า ผู้แพ้จะยอมรับผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการได้หรือไม่เท่านั้นเอง

นายโจโกวีนั้น ความจริงแล้วโด่งดังและเป็นที่รู้จักจากการเป็นผู้ว่านครจาการ์ตา และได้แสดงฝีมือด้านการบริหารการจัดการจนเป็นที่ยอมรับ อดีตเป็นลูกช่างไม้และเป็นคนถ่อมตัว แต่มีหลักการซื่อสัตย์ และมีความสามารถด้านการบริหารจัดการในนครจาการ์ตามาก่อน ส่วนนายปราโบโว สุเบียนโตเป็นลูกเขยของนายซูฮาร์โตและมีปัญหาอื้อฉาวเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่มีผู้สนับสนุนเป็นนายทุนและกลุ่มอำนาจเก่า โดยเฉพาะพรรค Golkar และพรรคของนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน โดยมีนโยบายเน้นการใช้อำนาจอย่างเอาจริงเอาจังซึ่งสะท้อนภาพตรงข้ามกับนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโนที่ถูกมองว่าเหยาะแหยะ

ถ้าผลการเลือกตั้งของอินโดนีเซียไม่เป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่าย การเมืองอินโดนีเซียจะเข้าสู่โหมดความวุ่นวายอีกครั้ง เพราะสังคมอินโดนีเซียมีการแยกขั้วจากอำนาจเก่าและมีปัญหาคอรัปชั่นในเกณฑ์สูง ความเชื่อมั่นของต่างชาติก็คงจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอินโดนีเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าการเลือกตั้งผ่านไปอย่างเรียบร้อย อินโดนีเซียจะผงาดเป็นประเทศที่มีความสำคัญและเป็นผู้นำในภูมิภาคตามที่ผู้นำอินโดนีเซียแทบทุกคนต้องการ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีประชากร 240 ล้านคนซึ่งมากที่สุดในอาเซียน มีมุสลิมสายกลางมากที่สุดในโลก มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล อีกทั้งค่าแรงถูกกว่าไทยประมาณครึ่งหนึ่ง ข้อเสียของอินโดนีเซียคือ Infrastructure ล้าหลังและพึ่งพาการส่งออกสินค้าเพียงไม่กี่ตัว ผู้นำคนใหม่คงต้องปฏิรูปและพัฒนาสินค้าและบริการตัวใหม่ ๆ พร้อมทั้งพัฒนาด้าน Infrastructure อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

กระบวนการคัดเลือกภายในพรรค ทางออกของการปฏิรูปการเมือง

7001รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ขณะนี้มีการวางรูปแบบในการปฏิรูปทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ในการปฏิรูปการเมืองก็มีการถกเถียงถึงเรื่องระบบการเลือกตั้ง ให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง การใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเยอรมัน ซึ่งผสมผสานระหว่างการเลือกตั้งแบบใช้เสียงข้างมาก (Majority vote) และการเลือกตั้งแบบสัดส่วน (Proportional representation) หรือระบบปาร์ตี้ลิสต์ (Party-list) โดยการเลือกตั้งในเยอรมันกำหนดมีจำนวนส.ส. จากทั้งสองแบบเท่ากัน (ความจริงแล้ว ในรัฐธรรมนูญปี 40 ของเราก็ได้ลอกรูปแบบการเลือกตั้งของเยอรมันมาแล้ว เพียงแต่ว่าเราใช้ระบบเลียงข้างมาก 80% และใช้ระบบปาร์ตี้ลิสต์ 20%)

ความจริงระบบการเลือกตั้งในโลกแม้จะมีจำนวนเป็นร้อย ๆ รูปแบบแต่ในสาระสำคัญก็สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ รูปแบบที่1 ระบบเสียงข้างมาก (Majority vote) รูปแบบที่ 2 ระบบสัดส่วน (Proportional representation) หรือปาร์ตี้ลิสต์

ระบบแรก ระบบเสียงข้างมาก (Majority vote) หมายความว่า ประเทศจะถูกแบ่งเป็นเขตการเลือกตั้งมากมาย อาจจะแบ่งเป็นเขตจังหวัดหรืออาจจะเล็กกว่านั้นกว่าก็ได้ ผู้ที่ได้เสียงมากสุด อาจจะ 1 หรือ 2- 3 คนก็ได้จะได้รับการเลือกตั้ง ระบบนี้ทางทฤษฎีจะทำให้รัฐบาลเกิดความมั่นคง เพราะจะทำให้พรรคใหญ่เกิดขึ้น พรรคเล็กจะมีน้อย (ตรรกะคือ คนจะเลือกพรรคใหญ่ที่ชอบน้อยแต่มีโอกาสชนะเยอะ มากกว่าที่จะเลือกพรรคเล็กที่ชอบเยอะแต่มีโอกาสชนะน้อย) ระบบนี้จึงเอื้อต่อพรรคใหญ่และจะทำให้รัฐบาลมีความั่นคง พรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ จะหายไป ข้อเสียคือ ระบบนี้ไม่ยุติธรรม เพราะพรรคที่ได้ที่สองแม้จะได้คะแนนแพ้เพียงเล็กน้อยก็จะไม่มีตัวแทนได้รับคัดเลือก ผลที่ตามก็คือ พรรคที่หนึ่งอาจจะมีสส. จำนวนเยอะมาก ทั้ง ๆ ที่เมื่อดูสัดส่วนคะแนนที่ได้รับอาจจะไม่มาก บางพรรคที่มีสัดส่วนคะแนนเสียง 10% ก็อาจจะไม่มี ส.ส.ในรัฐสภาเลยก็ได้

ระบบที่ 2 ระบบสัดส่วน (Proportional representation) หรือปาร์ตี้ลิสต์ ระบบนี้เขตการเลือกตั้งทั้งประเทศจะเป็นเขตเดียวหรือ 3-4 เขตก็ได้ พรรคการเมืองเองจะส่งรายชื่อเรียงลำดับหนึ่งถึงสุดท้ายให้ครบ เช่น ในกรณีเยอรมัน ระบบที่ 1 กับระบบที่ 2 จะมีจำนวน ส.ส. เท่ากันคือ 298 คน เวลาเลือกตั้งประชาชนจะได้บัตร 2 ใบ ใบที่ 1 จะเลือกตัวแทนเขต และใบที่ 2 จะเลือกพรรคการเมือง เสร็จแล้วก็จะดูคะแนนที่ได้ทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วนเท่าใด เช่น พรรคสังคมนิยมเยอรมันได้ 38% ของคะแนนทั้งหมด พรรคคริสเตียนเดโมแครตได้ 35% พรรคเสรีนิยมได้ 10% ผลที่ได้ก็คือ พรรคสังคมนิยมจะได้ส.ส. 38% ของยอด 298 (113 คน) พรรคคริสเตียนจะได้สส. 35% ของยอด 298 (104 คน) และพรรคเสรีนิยมจะได้ส.ส. 10% ของยอด 298 (29 คน) เป็นต้น จะเห็นได้ว่าระบบมีความยุติธรรม แต่ข้อเสียคือ จะเกิดพรรคเล็กพรรคน้อยเต็มไปหมดทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ

ระบบการเลือกตั้งเยอรมันและในอีกหลาย ๆ แห่ง จึงกำหนดวิธีการผสมผสาน 2 ระบบอย่างละครึ่งตามที่ได้วิเคราะห์ไว้ และสร้างเสถียรภาพจากกำจัดพรรคเล็กออกไปโดยกำหนดให้พรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงต่ำกว่า 5% จะไม่มีสส.ในสภา หรือถ้ามีสส.ต่ำกว่า 3 คน (เช่น 2 คน) ก็จะไม่มีสส.เลย

ระบบการเลือกตั้งเยอรมันดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ในทางตรงกันข้าม ในอิตาลี รัฐธรรมนูญปี 2005 ซึ่งยังคงบังคับใช้อยู่ก็มีการใช้ระบบสัดส่วนทั้งในสภาบนและสภาล่าง แต่ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ การเมืองอิตาลีวุ่นวาย ขาดเสถียรภาพ มีปัญหาการโกง มีคนอย่างแบร์ลุสโกนี ปัญหาคือทำไม ?

เหตุผลที่ทำให้เยอรมันและอิตาลีแตกต่างกันมากก็คือ ในเยอรมัน การคัดเลือกคนที่จะมาสมัครส.ส. จะต้องมีกระบวนการคือ 1. มีอุดมการณ์ตรงกับพรรคหรือไม่ เช่น พรรคสังคมนิยมเยอรมัน พรรคคริสเตียนเดโมแครต 2. ไม่มีประโยชน์ทับซ้อน 3. มีความซื่อสัตย์ ไม่มีภูมิหลังเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่ดี 4. มีความรู้มีความสามารถ การคัดเลือกดังกล่าวนี้ปิดโอกาสของนายทุนและพวกเลวไม่ให้เข้าสู่การเมือง เพราะฉะนั้น การจะเข้ามาสมัครส.ส. จึงไม่ได้อยู่ที่ระบบเลือกตั้ง แต่อยู่ที่ระบบคัดเลือกและวัฒนธรรมทางการเมือง ตรงกันข้ามกับอิตาลีที่มีปัญหา ทั้ง ๆ ที่ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเยอรมัน เพราะมีคนอย่างแบร์ลุสโกนี ที่สามารถโกงได้ ใช้เงิน มีอิทธิพล เอาคนของตัวเองเข้ามาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์แบบเดียวกับระบบทักษิณ เพราะฉะนั้น การเมืองของอิตาลีจึงเต็มไปด้วยปัญหา อีกทั้งมีวัฒนธรรมมาเฟีย ซึ่งก็คือ ระบบอุปถัมภ์ของไทยที่บุญคุณต้องทดแทน

อาจกล่าวสรุปได้ว่า การปฏิรูปทางการเมืองการเลือกตั้งเพียงลำพังแค่ปรับระบบการเลือกตั้งอย่างเดียวไม่พอ ต้องปรับวัฒนธรรมทางการเมือง ต้องปรับกระบวนการในการคัดเลือกภายในพรรค พรรคจะต้องแสดงอุดมการณ์ที่ชัดเจน ไม่ใช่ทำเพื่อประโยชน์ของนักธุรกิจเหมือนกับระบบทักษิณ คุณภาพของนักการเมืองในแต่ละพรรคต้องสามารถถ่วงดุลด้วยจิตสำนึกได้ ดังเช่นในอิตาลี ระบบแบร์ลุสโกนีก็ไม่สามารถอยู่ได้ เพราะถึงจุด ๆ หนึ่งนักการเมืองก็เห็นแก่ประเทศมากกว่าเห็นแก่บุคคล ถึงขั้นปลดลูกพี่อย่างแบร์ลุสโกนีออกจากตำแหน่งและบอกในทำนองว่า “พี่ครับ ผมรักพี่ พี่มีบุญคุณกับผม แต่ผมไม่ขอเอาพี่ ผมเอาประเทศชาติ บุญคุณต้องทดแทนส่วนตัว ไม่ใช่ทดแทนด้วยประโยชน์ของประเทศ” ลักษณะแบบนี้ในไทยยังไม่มี จึงเปิดโอกาสให้เกิดระบบทักษิณซึ่งทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล ดังนั้นการปฏิรูปทางการเมืองจึงไม่ใช่การเอาระบบของต่างชาติที่ดี ๆ และคิดว่าจะใช้กับไทยได้ แต่จะต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยด้วย การจะใช้ระบบเยอรมัน วัฒนธรรมทางการเมืองไทยก็จะต้องเปลี่ยนตาม โดยเฉพาะระบบอุปถัมภ์ และจะต้องควบคุมระบบผลประโยชน์โดยใช้กฎหมายอย่างเอาจริงเอาจัง ตัวอย่างเช่น สเปนที่มีระบบการเมืองที่เข้มแข็ง ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสมผสานเช่นกัน ระบบของสเปนเข้มแข็งถึงขนาดที่ว่า คนในพรรคจะตั้งกองทุนที่ได้จากการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางส่วน และเอาเงินกองทุนมาจ่ายเป็นเงินเดือนให้สส. ปรากกฏว่า คนจัดการกองทุนถูกเล่นงานจนเข้าคุก นักการเมืองที่รับเงินก็ถูกเล่นงานด้วยเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า การปฏิรูปทางการเมืองที่จะได้ผลดีต้องไม่คำนึงระบบการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว เพราะจะไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาทางการเมือง และอย่างที่บอกว่า การให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง หมายความว่า เป็นการเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ระบบประธานาธิบดีหรือกึ่งประธานาธิบดี แล้วถามว่า เราพร้อมแล้วหรือยังที่จะไปอยู่ในจุดนั้น การปฏิรูปทางการเมืองที่จะได้ผลดีต้องมีการดำเนินการให้ครบทุกระบบที่สัมพันธ์กัน ไม่ใช่มองเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งแบบแยกส่วน แต่ต้องมองเป็นโครงสร้างองค์รวมเป็นสำคัญ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สถานการณ์เศรษฐกิจไทย..หลังผ่านไตรมาสที่ 2

80410231

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาแถลงถึงทิศทางและแนวโน้มของเศรษฐกิจไทย โดยได้กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ได้เริ่มขยายตัวเป็นบวก โดยขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสแรก แต่อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยก็ยังขยายตัวติดลบ และถ้าดูโดยรวมทั้งปีในครึ่งปีแรกจะติดลบ 0.4% สำหรับครึ่งปีหลังก็ได้ทำนายว่า ในครึ่งปีหลังจะขยายตัวขึ้นไปเป็นรูปตัว V และขยายตัวต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า โดยคาดว่าในครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้3.4% ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีจะขยายตัวได้ 1.5% ส่วนในปีหน้าจะขยายตัวได้ 5.6%

การทำนายแนวโน้มเศรษฐกิจของธนาคารแห่งชาติ ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ในครึ่งปีหลังและปีหน้าจะมีการเบิกจ่ายของภาครัฐโดยมาจากการเบิกจ่ายของปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งในขณะนี้มีการเบิกจ่ายไปเพียง 60% เท่านั้น หมายความว่า 3 เดือนจากนี้จะมีเม็ดเงินจากการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีปัจจุบันเข้าสู่ระบบอีกมาก และงบประมาณปีหน้าซึ่งมีจำนวน 2.65 ล้านล้านบาท โดยส่วนหนึ่งจะได้เบิกจ่ายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และส่วนที่เหลือจะเบิกจ่ายในปีหน้า ทั้งนี้ เม็ดเงินหรือสภาพคล่องที่จะเข้าสู่ระบบจากงบประมาณประจำปีจึงเป็นตัวอัดฉีดให้ระบบเศรษฐกิจมีการขับเคลื่อน โดยการขับเคลื่อนดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นตัวคูณ (Multiplier) โดยจะขยายไปสู่การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน ประกอบกับความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะขับเคลื่อนและขยายตัวอย่างรวดเร็วและชัดขึ้นในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังว่าจะไปได้ดีหรือไม่จะมาจากด้านต่างประเทศ ส่วนหนึ่งเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้นก็จริง แต่ก็มีอัตราการขยายตัวเชื่องช้าจากที่เคยวิเคราะห์ไว้ในตอนต้น โดย IMF เองก็ได้เริ่มปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจาก 3.6% มาอยู่ที่ระดับ 2.8% ซึ่งส่วนสำคัญคือ เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรปซึ่งขยายตัวช้ากว่าที่ IMF เคยคาดไว้ สำหรับอเมริกานั้นจากเคยคาดว่าจะขยายตัวได้ 2.8% ก็คาดการณ์ใหม่ว่าจะเหลือ 2% และจากที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าสหภาพยุโรปจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 1.2% ก็ปรับลดลงเหลือ 0.4% นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจของจีนว่าจะรักษาระดับการเติบโตไว้ที่ 7.4% ได้หรือไม่

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกย่อมส่งผลต่อภูมิภาครวมทั้งประเทศไทยด้วย นอกจากนั้นยังทีความเสี่ยงจากการส่งออกของไทยซึ่งเกิดจากปัจจัยภายในเองด้วย กล่าวคือ สินค้าไทยเริ่มขายได้น้อยลงจากตลาดอาเซียนและที่อื่น ๆ เนื่องจากไทยยังผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานและวัตถุดิบซึ่งมีคู่แข่งมากมายจากประเทศเกิดใหม่และโดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนเอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียร์มาร์ เวียดนาม) หรือ ฟิลิปปินส์ และอินโดเนเซีย ทั้งนี้ยังไม่รวมจีนและอินเดีย การที่เราแข่งขันไม่ได้ส่วนสำคัญเพราะการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค โดยเฉพาะการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1993 และขยายเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ตั้งแต่ปี 2003 นอกจากนั้นยังเป็นผลกระทบจากการรวมกลุ่มในกรอบ Asean+3 และ Asean+6 ซึ่งหมายถึงเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์ อันมหายถึง สินค้าที่กำเนิดใน 16 ประเทศนี้จะเข้าออกเสมือนเป็นประเทศเดียวกัน คือไม่มีการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าและไม่มีการกำหนดโควตา

สินค้าไทยที่ส่งออกน้อยลงมีสาเหตุอีกประการคือ ภูมิภาคต่าง ๆ มีการรวมกลุ่มกัน เช่น ในยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และ แอฟริกา อีกทั้งยังรวมกลุ่มกันระหว่างภูมิภาค ซึ่งหมายความว่า ถ้าไทยไมได้เป็นสมาชิกก็จะเสียความสามารถในการแข่งขัน เพราะสินค้าภายในกลุ่มจะไม่เสียภาษีนำเข้าและไม่มีการกำหนดโควตา แต่สินค้านอกกลุ่มจะต้องเสียภาษีและมีโควตา ดังจะเห็นได้ว่า สิงคโปร์พยายามที่จะเข้าไปรวมกลุ่มให้มากที่สุดเพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน แต่ไทยยังอยู่นอกกลุ่ม อีกทั้งนักธุรกิจไทยก็ปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของการรวมกลุ่ม กล่าวคือ ถ้าจะแก้เกมส่งออกไทยจะต้องย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปยังประเทศสมาชิกที่อยู่ในกลุ่ม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนสัญชาติของสินค้า กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าจะรักษาความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ผู้ส่งออกของไทยต้องผสมผสานการส่งออกและการลงทุน (เพื่อจะได้มีแหล่งกำเนิดของประเทศสมาชิกที่รวมกลุ่ม)

เหตุผลอีกประการที่ทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวน้อยลง เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วต้องการสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม สินค้า IT สินค้านวัตกรรม แต่ปรากฏว่าสินค้าไทยยังไปไม่ถึงจุดนั้น ส่งผลให้สินค้าไทยยังไม่ตรงตามความต้องการของตลาดกลุ่มเป้าหมายประเทศพัฒนา เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป

โดยสรุป การส่งออกของไทยยังเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย และอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังหรือปีหน้าถูกกระทบมากกว่าที่เคยคาดได้ ประเทศไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ กล่าวคือ ปรับโครงสร้างการแข่งขันของสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการเปลี่ยนแปลงของโลก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ความสัมพันธ์ระหว่าง “ไทย” กับ “สหรัฐ”

7325

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่พาดหัวข่าวและเป็นที่ฮือฮากัน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ การที่รัฐบาลสหรัฐได้ลดระดับการค้ามนุษย์ของไทยจาก Tier 2 เป็น Tier 3 อีกเหตุการณ์คือ การที่สหภาพยุโรปได้ Downgrade ความสัมพันธ์กับไทยด้วยการยุติการเยี่ยมเยียนของสองประเทศอย่างเป็นทางการ ยกเลิกการลงนามในข้อตกลง Partnership and Cooperation Agreement (PCA) และหยุดการเจรจาการค้า FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป

        ความจริงนั้นทั้ง 2 เหตุการณ์จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในขอบเขตที่จำกัดมาก แต่การโหมข่าวของสื่อมวลชนไทยทำให้เกิดความเข้าใจผิดโดยคิดว่าจะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยอย่างมากมาย

        ข้อเท็จจริงก็คือ ในกรณีของการลดระดับของสหรัฐอเมริกาเรื่องการค้ามนุษย์จาก Tier 2 เป็น Tier 3 นั้นเป็นเรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ดำเนินการทุกปี ซึ่งมีพื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ปี 2000 โดยได้มีการปรับแก้ไขทุก 2 ปีต่อครั้ง จนในปัจจุบันกฎหมายการค้ามนุษย์ (Trafficking Victims Protection Act) มีเนื้อหารวมถึงเรื่องของการใช้ความรุนแรงกับสตรี และในระยะหลายปีที่ผ่านมา กระบวนการในการรายงานความคืบหน้าจะเกิดขึ้นทุกเดือนมิถุนายน โดยกระทรวงการต่างประเทศจะต้องเสนอรายงานต่อรัฐสภาเกี่ยวกับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของประเทศต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ใน Tier 2 และโดยปกติ ถ้าอยู่ใน Tier 2 ติดต่อกัน 2 ปี จะถูกลดระดับลงเป็น Tier 3 กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยข้อมูลจากสถานการณ์ของปีที่ผ่านมาซึ่งจะมีการตรวจสอบข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม เพื่อรายงานในเดือนมิถุนายน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองไทยเลย หากแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ เพียงแต่การรายงานเกิดในตอนนี้เท่านั้น

        อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากมาตรการดังกล่าวนี้ก็มีจำกัด เพราะกฎหมายฉบับนี้ใน section 110 ได้กำหนดว่ารัฐบาลสหรัฐไม่สามารถลงโทษประเทศที่ละเมิดโดยการลดความช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรมและความช่วยเหลือด้านการค้าได้ เพราะฉะนั้นจึงตัดประเด็นเรื่องการกีดกันทางการค้าออกไปได้เลย สิ่งที่สหรัฐทำได้ก็คือ การตัดความช่วยเหลือด้านการศึกษาและวัฒนธรรม (ซึ่งสหรัฐก็ไม่ทำอยู่แล้ว) หรือการทหาร ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยมาก หรือการให้เจ้าหน้าที่ใน IMF หรือ World Bank ยับยั้งการให้ความช่วยเหลือกับไทย ซึ่งในประเด็นนี้ก็ไม่เกี่ยวข้อง เพราะไทยไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานทั้งสองอยู่แล้ว ไม่เหมือนกับเหตุการณ์ในปี 1997 จึงไม่มีผลกระทบกับไทย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางอ้อมก็คือ การที่ผู้ค้าสหรัฐเห็นไทยถูกลดเกรดแล้วอาจจะหยุดยั้งการค้ากับไทยหรือผู้บริโภคต่อต้านไม่ซื้อสินค้าของไทย ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นนี้จะเกิดในขอบเขตที่จำกัดมาก เพราะผู้ค้าต้องคำนึงถึงคุณภาพและราคาของสินค้า คงจะไม่ยุติการค้าเพราะได้ประโยชน์จากสินค้าไทย ถ้าจะหาเจ้าอื่นก็ต้องแน่ใจว่าคุณภาพและราคาของสินค้าจะสู้ไทยได้ แต่ถ้าสินค้าของเจ้าอื่นสู้ได้ ผู้ค้าคงจะไปหาเจ้าอื่นตั้งแต่แรกและไม่ซื้อของไทยซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์แต่อย่างใด

        ในส่วนของสหภาพยุโรปที่ Downgrade ความสัมพันธ์กับไทยลงจะมีมาตรการได้แก่ 1. ยกเลิกการลงนามในข้อตกลง Partnership and Cooperation Agreement (PCA) ซึ่งทำเสร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยอยู่ระหว่างการรอลงนาม 2.ยกเลิกการเจรจาการค้าในการทำ FTA ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป ซึ่งในเรื่องของข้อตกลง Partnership and Cooperation Agreement (PCA) ความจริงเป็นเรื่องที่ทำมาก่อนหน้านี้เมื่อปี 1980 (Cooperation Agreement) ซึ่งเรียกว่า ข้อตกลงความร่วมมือ เพียงแต่สหภาพยุโรปต้องการขยายความร่วมมือเพิ่มขึ้นในด้านของการบริการ การก่อการร้าย การระหว่างประเทศ รวมถึงการฟอกเงิน โดยต้องการให้ครอบคลุมกว่าข้อตกลงเดิม ซึ่งเมื่อเกิดการไม่ลงนามก็ไม่มีผลบังคับใช้ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย ในเรื่องของการทำ FTA ก็ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งต้องใช้เวลา และถึงจะไม่มีการหยุดการเจรจาก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปีที่จะตกลงกัน เพราะหัวใจสำคัญของการทำ FTA ก็คือคุณภาพที่ไทยจะได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่เร่งการเจรจา ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่า มาตรการของสหภาพยุโรปจึงเป็นเพียงสัญลักษณ์และการเตือนเท่านั้น แต่ผู้เขียนก็ไม่แปลกใจหากในอนาคตอาจมีมาตรการการกีดกันมากขึ้นอีก ทั้งนี้ทั้งนั้น มาตรการของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปก็ทำในลักษณะคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก การเล่นงานการค้าไทยก็ไม่ใช่ว่าเขาได้ประโยชน์อย่างเดียว เขาเองก็เสียประโยชน์จึงประกาศมาตรการที่มีผลน้อย เพียงแต่สื่อโหมเป็นเรื่องใหญ่เท่านั้น

        อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลต้องทำเพื่อป้องปรามมาตรการการกีดกันทางการค้าที่อาจจะเกิดขึ้นก็คือ การทำโร้ดแมพ (Road Map) จัดทำการปฏิรูปและร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และควรกำหนดเงื่อนไขเวลาที่เหมาะสม ไม่ยืดเยื้อ หน่วยงานรัฐบาลและเอกชนต้องโหมประชาสัมพันธ์เพื่อพูดคุยกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการทำความเข้าใจ รวมทั้งการปรับแก้ไขเรื่องการค้ามนุษย์ที่มีในประเทศไทย ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็มีไม่มากมาย เศรษฐกิจจะยังคงขยายตัวได้ 2-3% โดยไม่มีผลกระทบจากมาตรการที่เกิดขึ้น ถ้าจะมีประเด็นปัญหาก็จะมาจากเศรษฐกิจโลกที่จะขยายตัวช้ากว่ากำหนด ทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวช้าซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการกีดกันใด ๆ เลย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

4 ประเทศมหาอำนาจของโลก..วงจรขาขึ้นทางเศรษฐกิจ

7304

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        นับตั้งแต่การรัฐประหารของ คสช. สถานการณ์ทางการเมืองโดยทั่วไปก็ดูสงบนิ่ง แม้อาจจะมีคลื่นใต้น้ำในบางจุด หรืออาจจะเปิดการก่อตัวของผู้ที่เสียประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ผูกพันกับระบบทักษิณก็ตาม แต่สิ่งที่เห็นได้ชัด 2 ประการคือ

        ประการแรก แนวโน้มเศรษฐกิจของไทยมีทีท่าเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้น หลังจากที่ในไตรมาสแรกอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยติดลบ 0.4% ก็ตาม ธนาคารชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจของไทยในไตรมาส 2 จะมีลักษณะเป็นบวก และจะไม่เกิดปรากฏการณ์การถดถอยทางเศรษฐกิจ (Technical Recession) อีกทั้งมองว่า ครึ่งปีหลังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยจะเด่นชัดขึ้น ธนาคารโลกเองก็ปรับตัวเลขเศรษฐกิจจากเดิม 3% เหลือ 2% แต่หลังจากการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยภายใต้การดำเนินการของ คสช. ก็ปรับตัวเลขขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% ผู้เขียนเองก็ยังคงยึดตัวเลขเดิมที่เคยมองไว้ตั้งแต่ต้นว่า เศรษฐกิจของไทยน่าจะขยายตัวได้ในระดับ 2.5-3% ดัชนีเศรษฐกิจที่ต่ำกล่าวที่คาดไว้แต่เดิมคือ อัตราการเติบโตของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อเดือนเมษายนนี้เอง IMF ปรับตัวเลขขึ้นถึง 2.8% แต่ขณะนี้ปรับตัวเลขลงเหลือ 2% เช่นเดียวกับเศรษฐกิจของยุโรปซึ่งจะขยายตัวในลักษณะที่อ่อนแอกว่าที่คาดไว้เดิมที่ 1.2% อย่างไรก็ตามในวันนี้นายกรัฐมนตรีของจีนก็ได้ให้ข่าวในทำนองยืนยันว่า เศรษฐกิจของจีนจะไม่มีปรากฏการณ์ของ Hard landing ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นข่าวดีที่พอจะรับฟังได้

        ในกรณีของญี่ปุ่นนั้น เมื่อ 2 วันที่แล้ว รัฐบาลของนายชินโซ อาเบะก็ได้เปิดเผยถึงลูกศรดอกที่ 3 ในการปฏิรูปเศรษฐกิจ กล่าวคือ ลูกศรดอกแรกคือ การใช้นโยบายทางการเงิน โดยการตั้งเป้าเงินเฟ้อไว้ที่ 2% เพื่อเปิดโอกาสให้มีการอัดฉีดสภาพคล่องให้กับระบบทั้งการเงินและการคลัง และปล่อยให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวไปจากระดับ 80 เยนต่อดอลล่าร์ เป็น 100-105 เยนต่อดอลล่าร์ ซึ่งเท่ากับอ่อนตัวลง 20% ทำให้มีส่วนช่วยกระตุ้นการส่งออกของญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา ลูกศรดอกที่ 2 คือการใช้นโยบายทางการคลังโดยผ่านการใช้นโยบายการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะด้าน Infrastructure แต่ก็พยายามที่จะแปรรูปให้เอกชนเป็นผู้รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากขณะนี้ หนี้สาธารณะต่อ GDP ของญี่ปุ่นขยายตัวสูงประมาณ 220% นายอาเบะจึงจำเป็นต้องขึ้นภาษี Sales Tax จาก 5% เป็น 8% และอาจจะเพิ่มเป็น 10% ในปีหน้า ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นในไตรมาสที่ 2 มีโอกาสติดลบ ในขณะที่ไตรมาสแรกขยายตัวได้ถึง 5.9% เพราะผู้บริโภครีบจับจ่ายใช้สอยก่อนภาษี Sales Tax จะขึ้น อย่างไรก็ตาม เป็นที่คาดว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ในระดับ 1-1.4%

        ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอาเบะได้เปิดเผยรายละเอียดลูกศรดอกที่ 3 ซึ่งเกี่ยวกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเน้นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของญี่ปุ่น ในปีที่ผ่านมา นายอาเบะได้เปิดเผยถึงลูกศรดอกนี้อย่างกว้าง ๆ เช่น การปรับปรุงระบบการศึกษาเพื่อให้มหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นเพิ่มจำนวนเข้ามาอยู่ใน 1 ใน 100 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก สนับสนุนการท่องเที่ยวซึ่งทำให้ไทยได้อานิสงส์จากการไม่ต้องทำวีซ่าเป็นต้น อีกทั้งพัฒนาการลงทุนด้านการขนส่งโดยให้เอกชนมีส่วนร่วม และเข้าสู่การเป็น TPP (Trans-Pacific Partnership) ซึ่งหมายความว่า ถ้าตกลงกันได้ในปีนี้ สินค้าที่อยู่ใน TPP ซึ่งมีญี่ปุ่นอยู่ด้วยจะส่งไปยังอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก และอีก 8 ประเทศ ซึ่งมี 4 ประเทศของอาเซียนได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ความจริงญี่ปุ่นก็ผูกพันกับอาเซียนในกรอบ Asean+3 หมายถึง เขตการค้าของจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้วก็ตาม แต่ในกรอบของ TPP ตลาดสำคัญคือ อเมริกา แคนาดา และกลุ่มประเทศอื่น ๆ เช่น เม็กซิโก เปรู ชิลี ในขณะที่ประเทศนอกกลุ่ม TPP ซึ่งรวมทั้งไทยก็จะเสียเปรียบในเชิงการแข่งขัน เพราะสินค้าไทยส่งเข้าอเมริกา แคนาดา เม็กซิโกยังต้องเสียภาษีนำเข้าเช่นเดียวกับประเทศใน WTO ในอัตรา MFN Rate แต่สำหรับญี่ปุ่นหรือประเทศสมาชิก TPP ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเลย อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ TPP นั้นญี่ปุ่นมีต้นทุนต้องปรับระบบการเกษตรของเขา ซึ่งมีการอุดหนุนอยู่สูงโดยเฉพาะเรื่องข้าว ดังนั้นรัฐบาลอาเบะจึงเห็นความจำเป็นในการปฏิรูปการเกษตร

        ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอาเบะจึงเปิดเผยรายละเอียดลูกศรดอกที่ 3 และขยายขอบเขตธุรกิจ 5 เรื่อง ได้แก่

        1.การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 35% เหลือ 20-30% ภายในกรอบไม่เกินปี 2020

        2.การปรับประสิทธิภาพในการบริหารกองทุนเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ซึ่งมียอดเงิน 1.3 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งเดิมจะลงทุนผ่านการฝากเงินซึ่งมีผลตอบแทนต่ำ การปรับโครงสร้างดังกล่าวนั้นจะให้ผู้เชียวชาญด้านการเงินมาบริหารและลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทาง

        3.การปฏิรูประบบสหกรณ์การเกษตรเพื่อให้การเกษตรมีประสิทธิภาพในการแข่งขันมากขึ้น

        4.การปฏิรูปการบริหารแรงงาน กล่าวคือ จะให้เอกชนที่มีความคล่องตัวในการบริหารแรงงานสามารถไล่ออกหรือปรับชั่วโมงการทำงานให้มากขึ้น ซึ่งเป็นการบริหารแรงงานแบบเดียวกับที่เยอรมันทำมาแล้วในปี 2004 ภายใต้นายกรัฐมนตรีแกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์

        5.การกระตุ้นให้ผู้หญิงมีส่วนเข้าสู่ตลาดแรงงานให้มากขึ้นด้วยการลดแรงจูงใจทางภาษีที่ทำให้ผู้หญิงได้ประโยชน์จากการเป็นแม่บ้านแทนการทำงาน อาจจะกล่าวได้ว่า ลูกศรดอกที่ 3 แม้จะยังเป็นนามธรรม แต่ก็เป็นรายละเอียดที่มากกว่ากว่าเดิม

        สรุปแล้วผู้เขียนเชื่อว่า แม้ญี่ปุ่นจะขยายตัวเป็นบวกในปีนี้ แต่จะอยู่ในลักษณะที่ไม่แข็งแรงเท่ากับปีที่ผ่านมาและจากนโยบายของรัฐบาลจึงพอคาดการณ์ได้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นซึ่งเคยย้ำแย่มา 20 ปี น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางโครงสร้างที่ดีขึ้น

        โดยสรุป 4 ประเทศหลักของโลก ได้แก่ อเมริกา สหภาพยุโรป จีนและญี่ปุ่น แม้ในปีนี้จะขยายตัวเป็นบวกและแม้จะอ่อนแอไปบ้างแต่ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจของ 4 ประเทศกำลังอยู่ในวงจรขาขึ้นทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 3-4 ปี กล่าวได้ว่า เศรษฐกิจตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปกำลังอยู่ในภาวะขาขึ้นซึ่งจะส่งผลไปทั่วโลกรวมทั้งไทยและอาเซียน ซึ่งจะทำให้ไทยได้อานิสงส์การส่งออกบางส่วน เนื่องจากความสามารถทางการแข่งขันของไทยยังไม่ดีพอ ยังต้องปรับปรุงอย่างมากก็ตาม ผนวกกับมาตรการทางการคลังของรัฐบาลและความมั่นใจของประชาชนที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้การบริโภคและการลงทุนของเอกชนในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มดีขึ้น และจะทำให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวต่อเนื่องในปีนี้ โดยคาดว่าในปีนี้จะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจระหว่าง 2.5-3% และปีหน้าน่าจะขยายตัวระหว่าง 3.5-4%

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

มาตรการของ คสช. “คืนความสุขให้ประเทศไทย” ได้จริงหรือ ?

7280

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลังการรัฐประหารของ คสช. ปรากฏว่า สถานการณ์ทางการเมืองก็มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ดีขึ้น และการต่อต้านก็มีแนวโน้มลดลง ซึ่งส่วนสำคัญก็เกิดจากประสิทธิภาพในมาตรการของ คสช. โดยส่วนหนึ่ง มีการใช้มาตรการเข้มงวดต่อผู้ที่ละเมิดกฎหมาย และโดยเฉพาะยิ่งที่เคยทำผิดโดยใช้ความรุนแรงหรือหมิ่นสถาบัน ในขณะเดียวกัน กลุ่มอื่น ๆ ก็ได้ใช้มาตรการที่ยืดหยุ่น แต่ก็คงความเอาจริงเอาจังไว้ มาตรการที่จะใช้กับนักการเมืองและบุคคลต่าง ๆ ที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคงของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฝั่ง นปช. กปปส. และพรรคการเมืองต่าง ๆ โดยมาตรการที่ใช้กับกลุ่มนี้คือ ให้เข้ามารายงานตัวและอาจจะมีการกักขังชั่วคราว โดยมุ่งเป้าที่จะสื่อสารทำความเข้าใจ อย่างไรก็ตาม มาตรการที่ถือว่าได้ผลมากในการสกัดการต่อต้านก็คือ การพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงและเอาจริงเอาจังกับคนกลุ่มนี้ ถ้ายังมีพฤติกรรมในการสร้างความวุ่นวาย และรวมถึงมาตรการในการควบคุมดูแลการใช้เงินของกลุ่มคนเหล่านี้ การพร้อมที่จะตัดสายใยทางการเงินดังกล่าวนี้มีส่วนทำให้พลพรรคที่ผูกพันกับระบอบทักษิณถึงกลับชะงัก (อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่ง) เพราะว่าเส้นเลือดใหญ่ของระบอบทักษิณก็คือ พลังและเส้นสายทางการเงิน อีกมาตรการหนึ่งที่ได้ผลก็คือ การพยายามที่จะดูแล ควบคุม และป้องปรามการต่อต้านตามจุดต่าง ๆ และการควบคุมการใช้สื่อ IT

        คู่ขนานไปกับมาตรการในการควบคุมด้านความมั่นคงและสิ่งที่ดลใจประชาชนและนักธุรกิจก็คือ มาตรการด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการคืนเงินให้ชาวไร่ชาวนาที่เสียหายจากการจำนำข้าว การเร่งการใช้งบประมาณของปีที่ผ่านมา และการเตรียมงบประมาณใหม่ซึ่งมีอยู่ 2.65 ล้านล้านบาท โดยจะมีการขาดดุล สองแสนห้าหมื่นล้านบาทสำหรับงบประมาณที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ในด้านมาตรการทางสังคมคือเรื่องการคืนความสุขให้ประชาชนไม่ว่าจะเป็นดูฟุตบอลโลกหรือดูหนังพระนเรศวรฟรี

        อีกมาตรการหนึ่งที่นำมาใช้คือ การย้ายข้าราชการที่เคยมีความผูกพันกับระบอบทักษิณ อย่างน้อยก็ทำให้ระดับหนึ่ง ซึ่งในอนาคตคงจะมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่านี้

        อาจกล่าวได้ว่า มาตรการที่ คสช.ใช้จนถึงปัจจุบันนับว่ามีส่วนช่วยให้สถานการณ์การเมืองและช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น แม้ว่าในขณะนี้อาจจะมีเงื่อนเวลาเพื่อที่จะทำความเข้าใจกับรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ขณะนี้ คสช. ก็ได้ให้นโยบายทางการทูตเพื่ออธิบายถึงความจำเป็นในการทำรัฐประหาร ตลอดจนการตอกย้ำการสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เงื่อนไขดังกล่าวนี้คงต้องใช้เวลาบ้าง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คมช. จะต้องรีบเร่งดำเนินการต่อก็คือ การจัดตั้งคณะปฏิรูปและคณะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะนำไปสู่การยกร่างระบบประชาธิปไตยไทยที่เป็นระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง และเป็นการป้องปรามระบบเผด็จการเสียงข้างมาก หรือที่เรียกกันว่า “ระบอบทักษิณ” ในอนาคต

        มาตรการที่ คสช. ใช้นั้น บางส่วนอาจจะทำให้คนบางกลุ่มคิดว่าทำน้อยไป และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในลักษณะลดบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบอบทักษิณให้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคิดว่า เท่าที่ผ่านมา คสช. ได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมกับเงื่อนไขและเงื่อนเวลา โดยส่วนหนึ่งใช้มาตรการรุนแรงจริงจังกับผู้ที่ละเมิดกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ปูทางไปสู่การปรองดองโดยเฉพาะกับระดับล่าง ส่วนมาตรการในการลิดรอนผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเก่าคงจะต้องทำเป็นขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ คสช.นั้นคงจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 2 ประการคือ

        ประการแรก การทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นซึ่งเป็นส่วนช่วยทำให้ประชาชนเห็นถึงประโยชน์จากการทำรัฐประหารนอกเหนือจากประโยชน์ที่ได้รับจากการช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการใช้ความรุนแรง และอีกประการหนึ่งก็คือ การเร่งปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรม

        เท่าที่ผ่านมาก็ถือว่า คสช. ได้ทำงานที่ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่การที่จะรักษาความมั่นคงและพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยที่สุดจนถึงการเลือกตั้งในอนาคตภายหลังจากการร่างรัฐธรรมนูญและปฏิรูปเรียบร้อยแล้ว คสช. คงจะต้องดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องยอมรับว่า ความสงบเงียบของฝ่ายตรงข้ามเป็นเพียงภาวะชั่วคราว ในอนาคตคนกลุ่มเดิมที่สร้างปัญหาเหล่านี้ก็คงจะหาทางกลับมาใหม่ ส่วนจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 2 ประการที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น คือ การปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจตลอดจนการนำพาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น และที่สำคัญคือ การกำจัดการคอรัปชั่น มาตรการดังกล่าวนี้จะเป็นส่วนยับยั้งฝ่ายต่อต้านเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็น

        ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่า ธนาคารโลกได้มีการลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเหตุผลคือ เศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วมีการขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ตอนต้น โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ซึ่งเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 1-1.2% (โดย IMF) แต่ปรากฏว่าในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวได้ 0.2% เท่านั้น อีกทั้งประเทศเหล่านี้กำลังเผชิญหน้ากับภาวะ Deflation โดยที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ทั้ง ๆ ที่เป้าหมายอยู่ที่ 2% ซึ่งก็ส่งผลให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องประกาศลดอัตรดอกเบี้ย โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์นำมาฝากไว้ที่ธนาคารกลางยุโรปโดยลดลงต่ำกว่า 0% ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกของธนาคารกลางที่ใช้มาตรการนี้นับตั้งแต่มีการใช้เงินสกุลยูโรเป็นต้นมา

        เศรษฐกิจของญี่ปุ่นแม้ว่าจะขยายตัวดีอยู่ที่ 5.9% ในไตรมาสแรก แต่คาดว่าในไตรมาสสองจะติดลบ เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้ขึ้นภาษี Sales Tax จาก 5% เป็น 8% โดยเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้กำลังซื้อส่วนหนึ่งหายไป นอกจากนี้ผู้บริโภคยังซื้อสินค้าไว้ล่วงหน้าในไตรมาสแรกจนทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าปกติ จึงเป็นที่คาดกันว่าในไตรมาส 2-3 การบริโภคจะชะลอตัวลง และจะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในปีนี้ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 0.5-0.8% คืออยู่ระหว่าง 1.1-1.5%

        ประเทศจีนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่อัตราการเติบโตชะลอตัวลงในไตรมาสแรก โดยขยายตัวอยู่ที่ 7.4% และคาดว่าทั้งปีอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 7% รัฐบาลจึงต้องรีบใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และธนาคารกลางก็ได้ลดอัตราการสำรองเงินของธนาคารขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง

        ในกรณีของสหรัฐอเมริกานั้น ภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีการขยายตัวต่อเนื่องติดต่อกัน 2 ปีก็เริ่มมีปัญหาชะงักงัน การที่ 4 ประเทศที่มีบทบาทในเศรษฐกิจโลกมีการชะลอตัวลงจากที่คาดไว้ จึงส่งผลให้ธนาคารโลกต้องปรับการคาดการณ์เศรษฐกิจลง อย่างไรก็ตาม ในกรณีของไทย เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะฟื้นตัว โดยเฉพาะธนาคารชาติยืนยันว่า ไตรมาส 2 เริ่มที่จะขยายตัวดีขึ้นบ้าง ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน นอกจากนี้ ธนาคารชาติคาดว่า ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะดีขึ้นจากสภาวะทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงดีขึ้น การบริโภคเพิ่มขึ้น และยังอานิสงส์ของเม็ดเงินจากงบประมาณของปีนี้และปีหน้าที่จะเข้าสู่ระบบอีกหลายแสนล้าน ตัวที่ยังเป็นปัญหาคือ การท่องเที่ยว ซึ่งเชื่อว่าจะเปลี่ยนแปลงดีขึ้นในครึ่งปีหลัง บนสมมติฐานข้างต้น ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัว 2.5-3% ตามที่ได้เคยคาดไว้ตั้งแต่ต้น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ผลกระทบเศรษฐกิจไทยจากมาตรการของ คสช.

7249

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        ในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น สถานการณ์ทางการเมืองก็เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่มีการดาดหมายไว้ กล่าวคือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความจำเป็นที่จะทำการรัฐประหาร เพื่อคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งหากมิได้ดำเนินการก็จะนำไปสู่การเผชิญหน้า การใช้กำลัง กลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ประชาชนถูกเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียวจากรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม และใช้อาวุธโดยที่ไม่ได้เข้ามารักษาความสงบ และปล่อยให้มีการใช้อาวุธเสมือนประเทศที่ไร้ขื่อไร้แป และที่น่าเศร้าคือ เป็นการใช้อาวุธเพียงฝ่ายเดียวเล่นงานอีกฝ่ายหนึ่งตลอดเวลาทำให้คนตายนับสิบ คนเจ็บนับร้อย การตัดสินใจยึดอำนาจของคสช.จึงเป็นตรรกะที่เข้าใจได้ว่า เกมนี้จะไม่สามรถเป็นเกมบวก (Positive sum game) ได้ แต่จะเป็นเกมศูนย์ (Zero sum game) คือมีฝ่ายหนึ่งชนะ ฝ่ายหนึ่งแพ้ นี่คือเหตุผลที่คสช.ต้องทุบโต๊ะเพื่อที่จะมีอำนาจเต็มในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้น

        มาตรการที่ด้านคสช.ได้ทำนั้น ถือว่าอยู่ในกรอบที่จำเป็นจะต้องทำ และบางส่วนนอกจากด้านการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองแล้ว ยังจะช่วยในแง่การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ในด้านความมั่นคงนั้นมีการใช้กฎหมายที่เอาจริงเอาจังกับการใช้ความรุนแรงทั้งในอดีตและในปัจจุบัน ถึงกับมีการตั้งศาลทหารเพื่อที่จะเอาจริงเอาจังกับผู้ที่ละเมิดกฎหมาย ละเมิดต่อสถาบัน ขณะเดียวกันก็มีการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ตรงประเด็น ไม่ว่าเรื่องการคืนเงินให้ชาวนา การเร่งจัดทำการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งในปีนี้และปีหน้า ตลอดจนมีโครงการในเรื่องการฟื้นฟูความสมานฉันท์ โดยการแยกระดับผู้ก่อการร้ายออกซึ่งต้องเอาจริงเอาจังในแง่กฎหมาย มีการตรวจจับการสะสมอาวุธกันอย่างจริงจังและทั่วถึง อีกด้านคือการวางนโยบายพัฒนาศูนย์สมานฉันท์เพื่อปูทางสู่ความปรองดองในอนาคต อาจจะกล่าวได้ว่า มาตรการต่าง ๆ ที่ดำเนินนั้นได้สร้างความพอใจให้กับประชาชนที่ไม่ได้เลือกข้างได้ในระดับหนึ่ง

        อย่างไรก็ตาม จากมาตรการที่คสช.ได้ดำเนินการนั้นอาจจะนำไปสู่การวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยได้ดังนี้

        ในครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยจะได้อานิสงส์จากการมีรัฐบาล ทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ โดยส่วนหนึ่งมาจากการคืนเงินให้แก่ชาวนา ส่วนหนึ่งมาจากการใช้งบประมาณปีปัจจุบันที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย และอีกส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณปี 2558 ซึ่งจะเริ่มในเดือนตุลาคม เมื่อพิจารณาดูจากทิศทางงบประมาณปี 2558 น่าจะอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านบาท โดยมีรายรับ 2.4 ล้านล้านบาท เท่ากับว่าขาดดุลงบประมาณ 2 แสนล้านบาท งบประมาณดังกล่าวนี้ ส่วนหนึ่งจะเป็นงบลงทุนในด้านสาธารณูปโภค ด้านขนส่ง ด้านน้ำ โดยรวมแล้วถ้าเป็นไปตามทิศทางดังนี้ ในครึ่งปีหลังจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหลายแสนล้านบาท เม็ดเงินดังกล่าวนี้จะทำให้เกิดตัวคูณนำไปสู่การใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งบางโครงการนั้นสัมพันธ์กับภาครัฐโดยตรง บางโครงการมีความสัมพันธ์ทางอ้อมที่จะเกิดจากการลงทุนของภาครัฐ ผลที่ตามมาก็คือ นอกจากจะทำให้เกิดการขยายตัวของภาครัฐแล้ว เอกชนยังได้รับอานิสงส์อีกด้วย โดยทำให้มีการใช้จ่ายด้านการลงทุน อีกทั้งโครงการที่ยังค้างอยู่ใน BOI คงจะได้รับการอนุมัติและดำเนินการบางส่วนในปีนี้จึงทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

        อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะยังมีความเสี่ยงจากภาวะทางการเมืองทำให้นักลงทุนยัง Wait and see แต่ผู้เขียนเชื่อว่าจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนไทยจะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ถ้าการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น การลงทุนก็จะมากขึ้นตามมา ในด้านการท่องเที่ยวที่ก่อนหน้านี้ลดลง ในครึ่งปีหลังก็จะปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ

        โดยสรุปแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจของไทยคงจะขยายตัวตลอดทั้งปีอยู่ในระดับ 2.5-3% หรืออย่างน้อย 2-3% ดังที่เคยวิเคราะห์ไว้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวแปรที่เป็นตัวตัดสินก็คือ การส่งออก ถ้าหากการส่งออกขยายตัวได้ถึง 6% เศรษฐกิจของไทยก็จะขยายตัวได้ 2.5-3% แต่ถ้าหากการส่งออกต่ำกว่านั้น เศรษฐกิจของไทยก็จะขยายตัวได้ 2-3% อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์นี้จะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของการขาดเสถียรภาพทางการเมือง ถ้าความเสี่ยงทางการเมืองเพิ่มขึ้น ตัวเลขเศรษฐกิจจะลดลงตาม แต่ถ้ามองตามทิศทางนี้ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.5-3% และมีแนวโน้มดีขึ้นในปีหน้า เนื่องจากตัวเลขงบประมาณจะสะสมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ อีกทั้ง การเมืองหลังการปฏิรูปจะเข้าสู่การจัดการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่ การเมืองจะทำให้เศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้เขียนต้องคำนึงถึงความเสี่ยงทางการเมือง มิฉะนั้นจะเป็นการวิเคราะห์ที่ดูโลกสวยจนเกินไป

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น