การถึงแก่อสัญกรรมของ”นาย ฟิเดล คาสโตร” ถือเป็นการปิดฉากประวัติศาสตร์ทางการเมืองในยุคศตวรรษที่ 20

Fidel-Castro-Cuba-Flag-Cuban-Flag-jpg_659105_ver1.0_1280_720

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นาย Fidel Castro อดีตผู้นำคิวบาถึงแก่อสัญกรรมปรากฏเป็นข่าวใหญ่มีการพาดหัวข่าวตามสื่อทั่วโลก ซึ่งก็เป็นที่ประหลาดใจว่า ผู้นำประเทศเล็ก ๆ อย่างคิวบาซึ่งมีประชากรเพียง 11 ล้านคนกลับได้รับความสนใจจากทั่วโลกอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ดูทั้งจากชีวิตทางการเมืองและชีวิตส่วนตัวของนาย Fidel Castro ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไม ผู้นำท่านนี้ถึงได้รับความสนใจขนาดนี้

นาย Fidel Castro เป็นลูกของคนสเปนที่เข้ามาอยู่ในคิวบาเพื่อต่อสู้กับอเมริกาในช่วงสงครามสเปนกับอเมริกาเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 หลังจากนั้นก็ได้ตั้งรกรากในคิวบาและมีลูก 7 คน รวมทั้งนาย Fidel Castro

นาย Fidel Castroในช่วงที่เป็นนักศึกษาก็เป็นคนหัวรุนแรงและเป็นผู้นำนักศึกษาในการต่อต้านรัฐบาล นาย Fidel Castro เรียนจบปริญญาเอกทางด้านกฎหมาย และในช่วงหลังจากจบมหาวิทยาลัย แม้จะมีการทำอาชีพเป็นนักกฎหมายอยู่ช่วงหนึ่งก็ตามแต่ก็มีบทบาทในการเป็นผู้นำต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ Batista ซึ่งทำให้เขาผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชนในการต่อสู้และถูกนาย Batista จำคุกเป็นเวลา 1 ปี ก่อนจะออกมาต่อสู้ทางการเมืองในลักษณะสงครามกองโจรโดยตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่เทือกเขา Sierra Maestra โดยมีคนสนิทหัวรุนแรงอีก 2 คน คือ น้องชาย นาย Raúl Castro และ Che Guevara ซึ่งเป็นชาวอาเจนตินา

นาย Fidel Castro ได้ทำการต่อสู้และประสบความสำเร็จในปี 1958 และขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1959 จนถึงปี 1976 ระหว่างปี 1976 -2008 นาย Fidel Castroได้เป็นประธานาธิบดีคิวบา ในปี 2006 นาย Fidel Castro ไม่สบายโดยเข้าว่าเป็นมะเร็งที่ลำไส้จึงผ่องถ่ายอำนาจให้นาย  Raúl Castro น้องชาย และให้นาย Raúl Castro ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 2008 อย่างไรก็ตาม นาย Fidel Castro ได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ไปจนถึงปี 2012 ก่อนจะให้น้องชายขึ้นมาแทนในปีดังกล่าว

ในช่วงที่นาย Fidel Castro เป็นผู้นำตรงกับช่วงสงครามเย็น (ปี 1945-1989) นาย Fidel Castroในระยะแรกนั้นทำตัวในลักษณะยึดอุดมการณ์สังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democrat) ทั้ง ๆ ที่เนื้อแท้เขาเป็นพวกนิยมมาร์กซิสต์ เลนินิสต์ และเมื่อขึ้นเป็นประธานาธิบดีจึงเปิดเผยตัวตน นาย Fidel Castro จึงเป็นหนามยอกอกของอเมริกา เนื่องจากนาย Fidel Castro มีอุดมการณ์ต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกัน ในยุคนั้น คนคิวบากว่าล้านคนอพยพไปอเมริการวมทั้งพี่สาวของ Fidel Castro คือนาง Juanita Castro ซึ่งขัดแย้งกับน้องจึงลี้ภัยไปอยู่ที่ไมอามี่ อีกทั้งได้ร่วมมือกับ CIA ในช่วงที่นาย Fidel Castro เป็นผู้นำ

ช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญ 2 ประการคือ ประการแรกปี 1961 ผู้ลี้ภัยคิวบาในไมอามี่ได้ยกกำลังบุกเข้าไปคิวบาในยุคของประธานาธิบดี Kennedyเพื่อช่วงชิงอำนาจแต่ล้มเหลว เรียกเหตุการณ์นี้ว่า Bay of Pig อีกเหตุการณ์คือ ปี 1962 ได้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า วิกฤตการณ์ขีปนาวุธ ในช่วงนั้น สหภาพโซเวียตภายใต้เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ นาย Khrushchev ได้แอบส่งขีปนาวุธนิวเคลียร์ไปคิวบา

ต่อมาอเมริกาจับได้และเกิดการเผชิญหน้าระหว่างอเมริกาในยุค Kennedy กับนาย Khrushchev ของโซเวียต เหตุการณ์ดังกล่าวคลี่คลายลงโดยอเมริกาได้ใช้ทฤษฎีเกม win – win (เกมบวก) แทนที่จะใช้ Ultimatum ซึ่งเป็นทฤษฎีเกมศูนย์ (Zero sum game) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างอภิมหาอำนาจ 2 ฝ่าย แนวทาง win –win ที่อเมริกาใช้คือ อเมริกาประกาศว่าจะถอนขีปนาวุธออกจากตุรกีและจะไม่โจมตีคิวบาเพื่อแลกกับการที่สหภาพโซเวียตจะถอนขีปนาวุธออกจากคิวบาซึ่งในที่สุดทำให้การเผชิญหน้าและความตึงเครียดค่อย ๆ หายไป

สิ่งที่น่าสนใจของบทบาทของนาย Fidel Castro คือ นาย Fidel Castro ในยุคสงครามเย็นถือเป็นหัวหอกในการต่อต้านจักรวรรดิอเมริกาและถือเป็นผู้นำในการปฏิวัติในละตินอเมริกา เป็นหอกข้างแคร่ของอเมริกา สามารถยืนหยัดต่อสู้กับอภิมหาอำนาจอย่างอเมริกาตั้งแต่ปี 1959 และแม้สงครามเย็นจะสิ้นสุดลง คอมมิวนิสต์ล่มสลาย สหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย คิวบาในช่วงหลังสงครามเย็นจึงอยู่ในฐานะลำบากทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่นาย Hugo Chávez ได้ขึ้นเป็นผู้นำเวเนซุเอลานับตั้งแต่ปี 1998 – 2012 คิวบาก็ได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากเวเนซุเอลาโดยนาย Hugo Chávez ได้ชื่นชมนาย Fidel Castro มาก ในช่วงที่นาย Hugo Chávez เป็นประธานาธิบดีก็ร่วมมือกับนาย Fidel Castro ของคิวบาจัดตั้งกระบวนการต่อต้านจักรวรรดิอเมริกาที่เรียกว่า กระแสสีชมพู (Pink tide) และมีการจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า Bolivariana ซึ่งมาจากชื่อผู้นำชาตินิยมที่เป็นที่เคารพของคนละตินอเมริกาคือ นาย Simon Bolivar

ในยุคหลังสงครามเย็นอันเป็นยุคของการล่มสลายของสหภาพโซเวียตจึงเหลือคิวบาและเกาหลีเหนือ 2 ประเทศที่เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ส่วนอีก 3 ประเทศคือ จีน ลาว และเวียดนาม ก็เปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมมาเป็นทุนนิยม ในช่วงการเปลี่ยนอำนาจให้นาย Raúl Castro เศรษฐกิจโลกกำลังมีปัญหา คิวบาเองก็กำลังลำบากเพราะสหภาพโซเวียตล่มสลาย ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจที่เคยได้รับก็หมดลง อีกทั้งความช่วยเหลือจากเวเนซุเอลาก็มีปัญหาเนื่องจากราคาน้ำมันลดลงจนเวเนซุเอลาอยู่ในฐานะลำบาก

ในช่วงดังกล่าว นาย Raúl Castro ได้ผ่อนปรนยอมให้มีธุรกิจเอกชนบ้าง เช่น ร้านอาหาร โรงแรม และเป็นช่วงประธานาธิบดี Obama ต้องการฟื้นความสัมพันธ์กับคิวบา จนทำให้มีการฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการและลดการ sanction อย่างไรก็ตาม การขึ้นเป็นประธานาธิบดีของนาย Trump ซึ่งไม่เห็นด้วยกับ Obama อาจนำไปสู่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอเมริกากับคิวบาอีกครั้ง

การถึงแก่อสัญกรรมของนาย Fidel Castro ถือว่ามีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์โลกและละตินอเมริกา ซึ่งถือเป็นจุดจบของการต่อต้านจักรวรรดิอเมริกา จุดจบของการปฏิวัติสังคมนิยมในละตินอเมริกา และถือเป็นการปิดฉากประวัติศาสตร์ทางการเมืองในยุคศตวรรษที่ 20 อันเป็นยุคแห่งการเผชิญหน้าของอภิมหาอำนาจภายใต้ระบบสงครามเย็น

อย่างไรก็ตาม นาย Fidel Castro ถือเป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ว่าจะชั่วดีอย่างไร แต่ก็ถือว่ามีบทบาทอย่างมากในประวัติศาสตร์โดยเฉพาะในละตินอเมริกา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ผลการประชุม APEC เป็นภาพฉายทางการดำเนินมาตรการทางการเมืองและเศรษฐกิจของมหาอำนาจ

maxresdefault

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

การประชุมสุดยอดที่เมืองลิมา ประเทศเปรู เมื่อวันที่ 19-20 พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น มีข่าวที่น่าสนใจหลายประการซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคและระดับโลก

โดยปกติ การประชุมสุดยอด APEC จะมีเนื้อหาในการประชุมประจำ 3 เรื่อง คือ

1. การเปิดเสรีทางการค้า

2. การอำนวยความสะดวกทางการค้า และ

3. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีรายสาขา

นอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว ผู้นำ APEC 21 ประเทศก็จะปรึกษาหารือในประเด็นร้อนทางเศรษฐกิจการเมืองในช่วงนั้น โดยในปีนี้ ประเด็นร้อนที่อยู่ในแนวคิดของผู้นำ APEC คือ ผลการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาที่นาย Donald Trump มีชัยชนะ นโยบายหลายประการที่ Trump ได้ประกาศตอนหาเสียงได้สร้างความแตกตื่นและเป็นห่วงกันในกลุ่มผู้นำ APEC ดังนั้น การประชุม APEC ครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญในการตอบโต้ท่าทีของ Trump นั่นเอง ซึ่งเนื้อหาบางส่วนจะปรากฏอยู่ในคำแถลงการณ์สุดท้ายของ APEC

ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ผู้นำ APEC ได้แสดงท่าทีถึงความเป็นห่วงในเรื่องการขยายตัวการกีดกันทางการค้า อีกทั้งได้แสดงเจตนารมณ์ว่า ประเทศสมาชิกจะรักษาสถานภาพเดิมของการค้าระหว่างประเทศ

กล่าวคือ จะไม่เพิ่มมาตรการการกีดกันทางการค้าจากที่มีอยู่และจะไม่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบ (Competitive Evaluation) นอกจากนั้นผู้นำ APEC ยังมีเจตนารมณ์ในการผลักดันให้ APEC เป็นเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP)

แถลงการณ์ที่เกิดขึ้นในเอเชียครั้งนี้ถือได้ว่าจีนได้ทำหน้าที่เป็นโต้โผในการผลักดันให้มีการขยายตัวเขตการค้าเสรี เมื่อ 2 ปีที่แล้ว การประชุมที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนเป็นเจ้าภาพในการประชุม APEC จีนได้ผลักดันให้มีการพัฒนาไปสู่เขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) และได้ตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งที่การประชุมที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อปีที่แล้ว

การที่นาย Trump ประกาศนโยบายว่าจะไม่เอา TPP จึงเป็นการเปิดโอกาสให้จีนกลายมาเป็นผู้นำด้านการผลักดันการเปิดเสรีทางการค้าและการรวมกลุ่ม ความจริงนั้น จีนใช้เวที APEC เพื่อที่จะแก้เกมจากการที่อเมริกาผลักดัน TPP ซึ่งประกอบไปด้วย 12 ประเทศใน APEC โดยไม่มีจีน ไทย และอินเดีย เพื่อลดความเสียเปรียบจากการที่จีนไม่ได้เข้า TPP อันเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิก TPP ซึ่งประกอบด้วย ญี่ปุ่น อเมริกา แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

กล่าวคือ สินค้าจากญี่ปุ่นที่อยู่ใน TPP ส่งเข้าประเทศสมาชิก TPP โดยเฉพาะอเมริกา นอกจากจะไม่เสียภาษีนำเข้าแล้ว ประเทศสมาชิก TPP ยังต้องปรับมาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และกฎเกณฑ์สิทธิทางปัญญา (มาตรการดังกล่าวทำให้จีนไม่ยอมเข้าร่วม TPP) ประเทศสมาชิกจึงมีความได้เปรียบประเทศอื่น ๆ ใน APEC ที่ไม่ได้เข้า TPP ในประเด็นที่ว่า สินค้าจากประเทศดังกล่าวจะเข้าออกโดยมีการกำหนดกำแพงภาษีเป็นศูนย์ และยึดมั่นมาตรฐานเดียวกัน หมายความว่า การที่ญี่ปุ่นจะส่งสินค้าเข้าอเมริกานอกจากจะไม่เสียภาษีนำเข้าแล้วยังไม่มีการกีดกันทางมาตรฐานสินค้า ในขณะที่ไทย และจีน ที่ไม่ได้อยู่ใน TPP ถ้าจะส่งสินค้าไปอเมริกาจะต้องเสียภาษีนำเข้าและถูกกีดกันจากการอ้างมาตรฐานสินค้า

นอกจากนั้น แม้จีนและไทยจะอยู่ใน RCEP ซึ่งประกอบด้วย 10 ประเทศอาเซียน ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แต่ภายใต้กรอบ RCEP การส่งสินค้าไปญี่ปุ่นแม้ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า แต่ถึงจุดหนึ่งญี่ปุ่นจะนำมาตรฐานเดียวกันกับ TPP มาใช้แทนมาตรฐาน RCEP ที่ต่ำกว่า ในทางหนึ่ง อเมริกาใช้ TPP เป็นมาตรฐานถ่วงดุลจีน และญี่ปุ่นจำเป็นต้องเข้า TPP (ประเทศสุดท้าย) เพื่อชิงความได้เปรียบ จีนจึงหาทางออกโดย 1.ทำให้ APEC เป็นเขตการค้าเสรี 2.เร่งผลักดันการรวมกลุ่ม 16 ประเทศ RCEP ซึ่งไม่ใช่แค่เขตการค้าเสรี แต่จะขยายไปถึงเงินทุน แรงงาน แต่จะต่างจาก TPP คือไม่กำหนดมาตรฐานแรงงานและสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มข้นเท่า

นโยบายของ Trump จึงเป็นการเปิดโอกาสให้จีนเข้ามาสวมบทในการเป็นผู้นำการเปิดเสรีและการรวมกลุ่ม และบางประเทศ เช่น ชิลี และเปรูก็แสดงเจตจำนงในการเข้าร่วม RCER

ผลการประชุม APEC จึงเป็นภาพฉายทางการดำเนินมาตรการทางการเมืองและเศรษฐกิจของมหาอำนาจระหว่างจีนกับอเมริกา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

นโยบายเศรษฐกิจของ”ทรัมป์”และผลกระทบ

1556

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

แม้ Trump จะยังไม่ได้เข้ามาเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการซึ่งจะต้องรอถึงวันที่ 20 มกราคม 2017 อย่างไรก็ตาม Trump ก็มีการเตรียมการให้การตั้งที่ปรึกษาและตั้งทีมที่ต้องสรรหารัฐมนตรีและตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ เป็นพันตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พอวิเคราะห์จากแนวนโยบายของ Trump แม้จะเป็นเพียงแนวนโยบายลาง ๆ แต่ก็พอสรุปหลักการได้ว่า Trump ในฐานะประธานาธิบดี Trump จะเป็นคนที่มีเหตุมีผล (Rational) มากขึ้น เป็น Trump ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์และสภาพข้อเท็จจริงของสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน Trump ก็ต้องซื่อสัตย์กับแนวนโยบายในการหาเสียง มิฉะนั้นจะทำให้ผู้เลือกเขาเข้ามาไม่พอใจ แนวนโยบายที่จะออกมานั้นจะมีบางส่วนโดยเฉพาะส่วนสำคัญที่อาจจะต้องทำ 100% และบางนโยบายอาจต้องหารสองหารสามเพื่อสอดคล้องกับโลกความเป็นจริง นโยบายของ Trump จะมีลักษณะเป็นดุลยภาพระหว่างลักษณะที่ใช้ในการหาเสียงและการปรับให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและประโยชน์ของอเมริกา ไม่ใช่แค่ประโยชน์ของคนที่เลือกเขาเข้ามา นโยบายของ Trump นั้นมีทั้งนโยบายเศรษฐกิจ สังคม การเมือง แต่บทความนี้จะวิเคราะห์เพียงนโยบายเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อโลก ภูมิภาคและต่อไทย

นโยบายทางเศรษฐกิจที่ Trump ต้องทำตามสัญญาคือ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา อัตราการลดต้องมีการลดแบบมีนัยสำคัญซึ่งอาจจะตรงหรือแตกต่างจากที่สัญญาไว้บ้าง อีกนโยบายที่ Trump ต้องทำแน่คือ การใช้จ่ายเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งตอนหาเสียงกำหนดไว้พันล้านล้านดอลลาร์ โดยหวังว่ารัฐจะไม่ต้องใช้งบประมาณเลยเพราะจะให้เอกชนดำเนินการ สมมติฐานของ Trump คือ เอกชนเป็นผู้ลงทุนและเอกชนจะได้ Tax credit ในอัตราสูงเพื่อจูงใจ และ Trump หวังจะเก็บภาษีทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่มาจากบริษัทก่อสร้างและอื่น ๆ ที่ปรึกษาบอกว่า โครงการแบบนี้รัฐบาล Trump ไม่ต้องใช้งบประมาณเลย อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงนั้น การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานหนึ่งพันล้านล้านดอลลาร์นั้น เอกชนอาจแบกรับไม่ไหว จำนวนเงินดังกล่าวเอกชนอาจไปไม่ถึง ที่ปรึกษาของ Trump จึงออกมาพูดในทำนองว่าจะสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานในวงเงินประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์

การลดภาษีเงินได้บวกกับการขยายการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นนโยบายที่ Trump ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจของอเมริกา ดัวยเหตุผลนี้เองจึงทำให้ตลาดหุ้นดาวโจนส์ หลังจากที่ตกลงไปอย่างหนักเมื่อรู้ข่าวว่า Trump ชนะการเลือกตั้ง แต่ในวันต่อมาก็ดีดกลับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ นักวิชาการเชื่อว่า เศรษฐกิจของอเมริกาจะฟื้นตัวขึ้นซึ่งคาดว่าอาจจะสูงประมาณ 2.2 – 2.4% และเงินเฟ้อจะสูงขึ้นเกิน 2% ในขณะเดียวกันก็มีการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยในอเมริกาจะสูงขึ้นเนื่องจากธนาคารกลางของสหรัฐ ฯ จำเป็นต้องดำเนินนโยบายป้องปรามเงินเฟ้อด้วยการขึ้นดอกเบี้ย ผลจากแนวคิดนี้ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกหันมาซื้อดอลลาร์แลมีการทิ้งหุ้นและพันธบัตรในประเทศกำลังพัฒนา ดังจะเห็นได้ในกรณีของไทย 2-3 เดือนที่ผ่านมา ต่างชาติขายสุทธิประมาณ 35,000 ล้านบาท (ความจริงมีการขายมาก่อนการเลือกตั้งหนึ่งถึงสองเดือน) และมีแนวโน้มขายต่อไปในอนาคต เนื่องจาก 7 เดือนแรก ต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิประมาณ 105,000 ล้านบาท ผลกระทบดังกล่าวทำให้เกิดความผันผวนของตลาดหุ้น พันธบัตร อัตราแลกเปลี่ยน โภคภัณฑ์ โดยเฉพาะโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง เช่น ทองแดง นิกเกิล เพราะเชื่อว่า การลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานจะทำให้เกิดอุสงค์ของโภคภัณฑ์ดังกล่าว

Trump มีนโยบายยกเลิกข้อตกลงปารีสและให้ความสำคัญกับพลังงานฟอสซิล เนื่องจากข้อตกลงปารีสนั้น Trump เห็นว่าเป็นแค่การหลอกลวงของจีนที่ต้องการให้อเมริกาลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและหันมาใช้พลังงานทดแทนซึ่งนั่นหมายถึงจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลของอเมริกาซึ่งมีวัตถุดิบมากมาย และส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกาด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังไม่เชื่อว่า Trump จะยกเลิกข้อตกลงปารีสซึ่งอเมริกาได้ให้สัตยาบันไปแล้ว ทั้งนี้เพราะจะส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ เกือบ 200 ประเทศที่ร่วมตกลง และจะส่งผลต่อปัญหา Climate change อย่างไรก็ตาม Trump คงจะมีการให้ความสำคัญและเปิดเสรีให้กับธุรกิจที่ใช้พลังงานแบบเดิมทั้งถ่านหินและน้ำมัน ผลที่ตามมาคือ ถ่านหินราคาเพิ่มขึ้น ส่งผลดีกับประเทศที่ส่งออกพลังงานประเภทนี้ โดยเฉพาะในอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย เป็นต้น

นโยบายทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของ Trump ที่มีผลกระทบต่อโลกคือ การที่ Trump จะเก็บภาษีนำเข้าจากจีนในอัตรา 45% ความจริงนั้นผู้เขียนเชื่อว่า Trump คงจะไม่กล้าทำถึงขนาดนั้นเพราะจะทำให้เกิดสงครามด้านการค้าโดยจีนสามารถตอบโต้ได้เช่นกัน จีนนั้นมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากอเมริกา อเมริกาเองก็ลงทุนในจีนเยอะจึงมีการพูดเปรย ๆ ว่า ถ้าทำเช่นนั้นจะไม่มีการสั่งชื้อ Boeing และสินค้า IT ของอเมริกา และจีนสามารถแก้เผ็ดด้วยการ sanction อเมริกาเช่นกัน

มีการประเมินว่า ทุก ๆ 15% ของการขึ้นภาษีมีผลทำให้ GDP ของจีนลดลง 1% และเนื่องจากอาเซียนมีความสัมพันธ์ทั้งทางการค้าและการลงทุนกันจีนจะส่งผลให้ GDP ของไทยลดลง 0.5% มาเลเซียลดลง 0.3% เกาหลีใต้และญี่ปุ่นลดลง 0.3% ดังนั้นถ้ามีเพิ่มภาษีนำเข้า 45% เศรษฐกิจจีนก็คงเผชิญปัญหาวิกฤตซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อเอเชีย ต่อโลก และต่ออเมริกาด้วย ผู้เขียนเชื่อว่า Trump คงจะสร้างเงื่อนไขต่อรองระดับสูงไว้ แต่เอาเข้าจริงจะมีมาตรการผ่อนปรนโดยในที่สุดอาจมีการเล่นงานจีนโดยเรียกจากภาคธุรกิจที่มีการอุดหนุนทางการค้า การทุ่มตลาดและขอให้จีนอย่าเอาผลผลิตที่มีเหลือ เช่น เหล็ก ออกขายไปยังประเทศต่าง ๆ ซึ่งก็ทำให้ธุรกิจประเภทนี้ในประเทศต่าง ๆ มีปัญหาและล้มละลายก็มี กล่าวอีกนัยหนึ่งแม้ Trump จะไม่ได้ทำกับจีนเต็มที่ตามที่เคยกล่าวไว้ แต่การขยายตัวของการกีดกันทางการค้าจะสูงขึ้น รวมกับการยกเลิก TPP และการปรับ NAFTA ใหม่ การขยายตัวการกีดกันทางการค้าอาจทำให้เศรษฐกิจโลกทรุดลง เศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นซึ่งยังต้องใช้มาตรการช่วยไม่ว่าจะเป็น QE หรือดอกเบี้ยติดลบ อีกทั้งจีนก็มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำ การกีดกันทางการค้าก็คงทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและกระทบกับการท่องเที่ยวรวมทั้งไทยด้วย

ในระยะกลาง ถ้านโยบายของ Trump ในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดารวมทั้งการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานหลายแสนล้านดอลลาร์นั้นเกิดไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ นั่นคือ เกิดการขยายตัวของหนี้สาธารณะ (ขณะนี้สูงถึง 75% ของ GDP) และเงินเฟ้อ เศรษฐกิจอเมริกาที่กำลังฟื้นก็อาจเผชิญการกลับมาของเศรษฐกิจที่ถดถอยลง (Recession) ในกรณีดังกล่าว จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ภาพฉายดังกล่าวนี้ยังเป็นเพียงการดาดเดาเท่านั้น ความชัดเจนจะมีมากขึ้นหลังจากที่ Trump ดำเนินมาตรการในอนาคต

โดยสรุป นโยบายของ Trump ในระยะสั้นจะส่งผลในเรื่องความผันผวนของตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร อัตราแลกเปลี่ยน ตลาดโภคภัณฑ์ และในระยะกลางอาจสร้างปัญหาการกีดกันทางการค้าที่ขยายตัวมากขึ้นซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะผลกระทบต่อจีนและภูมิภาคเอเชีย อาเซียน และรวมทั้งไทยด้วย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

GMS Economic Community: Challenges and Opportunities

experience-exchange-meeting-of-thailand-9-638

Assoc. Prof. Dr. Somjai Phagaphasvivat

The GMS is one of the most successful subregional economic integration among developing countries.  It comprises of six countries:- Cambodia, the People’s Republic of China (Yunnan Province), Laos, Myanmar, Thailand and Vietnam, with more than 300 million people and over 2.5 square kilometers.  All its members have enjoyed strong rate of economic growth of over 6%  since 1990, fueled by increased trade and FDI, resulting in marked improvements in living standards and human development outcomes and dramatic poverty reduction.

It was established in 1992 with the assistance from the Asian Development Bank (ADB).  Its initial objectives were to facilitate substantial economic growth, reduce poverty in its member countries by strengthening the economic linkages, enhance development opportunities, encourage trade and investment, streamline cross-border arrangement and meet common resource and policy needs.

The GMS achievement is also attributed to countries policy reforms and enhanced economic cooperation which helped raise positive trade growth.  It has also been fueled by AEC, WTO and ASEAN plus three and six.

The GMS program has focused on three main corridors:- the North South Corridor, the East West Corridor and the Southern Corridor.  With its more than two decades of development within the context of globalization and dynamic regionalism, particularly AFTA and AEC, the GMS has expanded enormously to cover new areas of cooperation.  In its last summit meeting in Bangkok, Thailand in December 2014, a new milestone has been achieved with the adoption of the Regional Investment Framework Implementation Plan (RIF IP).  RIF covers 10 fields:- transportation, energy, agriculture, environment, human resource development, urban development, tourism, trade and transport facilitation, ICT and others, with a total of 215 projects to be distributed among member countries.

Despite the achievements, there still are a number of critical challenges that limit the GMS potential.  In general terms, we can group them into two different causes:-
1.  The trade policy agenda remains incomplete.  The biggest challenges facing GMS countries in improving their trade performance relate to accelerating trade facilitation reforms and dealing with a wide range of non-tariff barriers.  As such, rationalization of tariff structure is urgently needed.  In fact, GMS trade has been greatly enhanced with zero tariff rate achieved (with few exceptions) in 2015 with the approach of AEC.

2.  The GMS countries have been subject to several external shocks in recent decades:- the so-called Tomyam Koong crisis, the Hamberger crisis and the Euro zone crisis, not to mention China’ s economic slow-down.  To reduce and to preempt future vulnerability to external shocks, diversification of both export commodities and markets are called for, including intra-sectoral diversification of export commodities.  In addition, intra-trade among ASEAN countries, including cross-border trade among GMS countries should be enhanced.  Cross-border trade in services and FDI should also be promoted.

In fact, challenges and opportunities are two sides of the same coin.  Any challenge, if properly diagnosed and managed, automatically becomes opportunities. They are closely interwined.  The followings will be challenges and opportunities grouped into subject matters, which GMS countries have to identify and address.

HRD

GMS makes up of six member countries which are geographically contiguous and are increasingly linked among several corridors that provide huge opportunities for economic cooperation ranging from agriculture, energy, transport, cross-investment, tourism and particularly HRD.

In fact, the GMS countries have already adopted the so-called “GMS HRD Strategic Framework and Action Plan (2009-2012) to help accelerate economic growth, enhance productivity, connectivity and equitable distribution.  In the context, there are areas that provide increasing opportunities for cooperation, provided certain challenges being addressed:-

1. Harmonization
One of the barriers or challenges that needs to be tackled is the different national HRD regulations, standards, policies and procedures.  To rid of these barriers, harmonization is urgently called for.  The subregional harmonization can assist cross-border flow of investment, goods and services, workers and students.  For example, food and drug regulations, cross-border migration regulations and procedures, minimum conditions of employment and regulations on child labor and so on.

2.  Cross-border issues

Cross-border issues comprise of control of infectious diseases such as HIV, tuberculosis, malaria and dengue fever.  Other issues are:- cross-border trade in fake drugs, illegal drug trade, trafficking of women and children and cross-border travel to obtain medical care.  To address these issues, national, subregional and regional cooperation is desperately needed.

3.  Additional value through subregional cooperation

Some HRD activities involve various types of specialized training, information and technology initiatives in education and health, quality testing of pharmaceuticals and etc.  The highly successful program, the so-called Phnom Penh Plan foe Development Management is a good example of the additional value obtained through subregional activities.  The value derived from developing a common GMS approach to problem solving and developing foreign language skills.

4.  Exchange of information and experience

GMS countries face common challenges such as the need to strengthen priority public health and basic education services.  It is thus imperative that GMS countries share their experiences and approaches to address the problems, by way of improving access to education and health in remote areas, developing social security system, good practices and enhancing institutional links.

Another GMS Strategic Framework 2012-2022 has been adopted with focusing on activities that contribute to meeting the HRD goals through subregional programs on education and skills development and labor and health issues.  One major accomplishment has been the Phnom Penh Plan for Development Management as mentioned earlier with the aim of capacity building among GMS government officials.

Economic development and environmental protection are complex and interconnected issues.  Protecting the environment alone is not sufficient, development is necessary to lift the subregion out of poverty.  Thus, sustainable development is the core and key of GMS success to ensure that development is equitable and benefits all segments of the society.

As GDP of GMS countries have grown rapidly in the past decades, real income per capita has more than tripled during the same period.  Presently, income per capita in the GMS countries ranged from US$1,094 to US$5,977, enormous differences.  In fact, these should provide a strong rationale for subregional cooperation, if not it could also create risk of unequal distribution of benefits of GMS HRD cooperation.

While poverty has been substantially reduced, balancing economic growth with environmental sustainability is still a major challenge for the GMS countries.  As a consequence, along with accelerating economic growth, it is also imperative that conservation of the natural capital base for sustaining ecosystem services to maintain water flows for food production and energy security, health and general well-being are addressed.

In conclusion, the Strategic Framework for 2012 to2022 aims at increasing economic growth, reducing poverty and enhancing environmental sustainability across GMS.  Its program will continue to focus on a broad range of sector and multi-sectoral priorities including support to HRD initiative, thus helping GMS integration while taking into account its potentially negative impact.

Economic Corridors

Economic corridors are important feature of the GMS economic cooperation program and also part of the AEC infrastructure cooperation.  It is the development of economic corridors that pass through two or more countries in order to stimulate growth of investment and production facilities in various areas.  The corridors, centered on a number of transport corridors, are planned to contribute to improving agriculture, industry, service and trade.  For each corridor, there is a need for carefully planned investment in urban development, logistics and also taking into account of food and energy security and climate change concerns.  This will require scaling up natural resource management including biodiversity and integrated water resource management.

GMS countries have identified three priority issues for cooperation:-

1.  Biodiversity conservation and poverty and alleviation

2.  Climate change adaptation

3. Capacity development:- greater knowledge, skills and awareness in environmental matters are needed throughout the GMS.

Characteristics of economic corridors:-

1.  Create links to major markets

2.  Extend the benefits of improved transport linkages to remote location and integrates them with more prosperous areas.

3.  Open up investment opportunities

4.  Promote synergies through clustering of projects

5.  Provide demonstration effects

6.  Facilitate prioritization of regional projects and coordination of national projects with regional implications

Agriculture

Under the GMS Core Agriculture Support Program, GMS countries have agreed to address the emerging regional challenges to agriculture development including trade liberalization, changing market demand, degradation of natural resources, the contribution of agriculture to climate change and etc.

Transport

Transport is one of the core program of GMS.  Its strategy focuses on the development of priority roads, transport specifically by promoting the economic corridor, improving road safety, encouraging multimodal systems, particularly road and rail.

Energy

Pressured by geo-political uncertainties of energy supply and interdependence of global energy markets, GMS countries desperately need an integrated approach to delivering sustainable, secure and competitively priced energy.  As such, GMS “Energy Road Map” has been adopted, with the aim of promoting environmentally, sustainable regional power trade planning, improving energy efficiency and promoting the renewable energy resources such as biogas, solar, wind, hydro, geothermal and clean fuels such as natural gas and promoting policies toward renewable energy development and energy efficiency.

Tourism

The aim of GMS tourism cooperation is to develop and promote the Mekong as a single destination, offering the diversity of quality and high yielding subregional products that help to distribute the benefits more widely and equally and also contribute to poverty reduction, gender equality and empowerment of women and sustainable development while minimizing the adverse impact.  To that purpose, the GMS Tourism Working Group was created to review its implementation.

More Challenges

-  Transform the GMS connectivity or transport corridors into genuine economic corridors, institutional and policy reform and private sector engagement.

-  Exploring emerging opportunities in a resurgent and dynamic Asia:- linking with China and India.

-  Addressing global warming and climate change:- low carbon development path; mitigation and adaptation.

Conclusion

The strategic aim of GMS is to enhance competitiveness through various aspects of cooperation:-

1.  Economic corridors

2.  Transport and trade facilitation:- the GMS Cross-Border Transport Agreement

3.  Core Environment Program (CEP)

4.  Promoting GMS as a single tourist destination

5.  Core Agriculture Support Program

6.  Building capacity for development management and comprehensive HRD Strategy.

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ตอนหาเสียงเป็นร้อยกรอง พอเป็นรัฐบาลเป็นร้อยแก้ว

1 โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

จากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมาปรากฏว่า ผลการเลือกตั้งพลิกล็อกความคาดหมายจากโพลทุกสำนักที่คาดว่า Hillary Clinton จะได้เป็นประธานาธิบดี แต่ผลปรากฏว่า Donald Trump ชนะการเลือกตั้งด้วยสัดส่วนที่สูงกว่าที่ทุกคนคิด

ปัญหาของTrump คือเรื่องบุคลิกภาพ ความหยาบคาย การดูถูกคน การขาดประสบการณ์ทางการเมืองหรือความรู้ทางการต่างประเทศและการใช้อารมณ์ แต่ก็ได้รับการยอมรับเสียงข้างมากขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Trump ชนะการเลือกตั้งคือ

ปัจจัยแรกคือเนื้อหาในการหาเสียงที่ Trump เน้นการเปลี่ยนแปลงและย้ำตลอดเวลา ประเด็นของ Trump คือต้องการทำให้อเมริกายิ่งใหญ่ขึ้น ความต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังซึ่งตรงกับความต้องการของคนอเมริกาส่วนใหญ่

ในช่วงของรัฐบาล Obama ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงแต่เปลี่ยนแปลงน้อยมาก คนอเมริกันต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมและถึงลูกถึงคน คนอเมริกันเจอปัญหาเศรษฐกิจ แม้จะฟื้นตัวขึ้นแต่ก็ฟื้นตัวอย่างอ่อน ๆ ปัญหาความแตกต่างระหว่างคนรวยคนจนซึ่งคนรวยเพียงแค่ 1% แต่กลับมี GDP เท่ากับ 50%

ปัญหานี้กลายเป็นความโกรธแค้น คนเหล่านี้ไม่ต้องการรัฐบาลแบบเดิมไม่ว่าจะเป็น Republicanหรือ Democrats โดยมองว่ากว่า 30 ปีที่ผ่านมาแม้จะมีการผลัดกันขึ้นแต่ก็ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างไร และทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจที่เรียกว่า Hamburger crisis

อีกทั้งปัญหาการว่างงานที่เกิดจากการทำเขตการค้าเสรีหรือเปิดเสรีทำให้ธุรกิจอเมริกาย้ายฐานการผลิต สินค้าจากจีนเข้ามาราคาถูก คนย้ายถิ่นฐานเข้ามาเยอะ โดยเฉพาะจากเม็กซิโกและเข้ามาแย่งงานทำ บางกลุ่มเป็นเชื้อการก่อการร้าย ความไม่พอใจดังกล่าวทำให้คนอเมริกันต้องการผู้นำประเภทใหม่ที่กล้าทำและทำได้

ลักษณะของ Trump ที่ห่าม ๆ ไม่ยอมใคร ถึงกับมีปัญหากับหัวหน้าพรรค Republicanทะเลาะกับหนังสือพิมพ์ เสนอสิ่งที่ไม่มีใครกล้าทำ เช่น สร้างกำแพงระหว่างพรมแดนกับเม็กซิโก ห้ามคนมุสลิมเข้าประเทศ ฆ่าครอบครัวผู้ก่อการร้าย

นโยบายของ Trump นั้นสำหรับคนมีการศึกษา มีเหตุผลก็จะมองว่าเป็นนโยบายของคนบ้า แต่สำหรับคนอเมริกันที่โกรธแค้น บุคลิกภาพของ Trump ที่กล้าแตกหักทำให้คนอเมริกันมั่นใจว่า กล้าที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างถึงพริกถึงขิง

ปัจจัยประการที่สองของชัยชนะของ Trump ส่วนหนึ่งเกิดจากการขยายฐานเสียงที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ถ้าดูจากโพลHillary Clinton จะนำมาตลอด แต่จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยออกเสียง หรือที่เรียกว่า “Hidden secret” คนเหล่านี้อยู่ตามชนบท ไม่ค่อยชอบออกเสียง เขาจึงกระตุ้นให้คนเหล่านี้ออกออกเสียงให้มากที่สุด

ตอนทำโพล คนเหล่านี้อาจไม่กล้าบอกว่าเลือก Trump แต่ Trump กลับทำให้คนเหล่านี้ออกมาเลือกเขาและถือเป็นการออกมาใช้สิทธิ์สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ปัจจัยประการที่ 3 สิ่งที่ทำให้ Hillary Clinton แพ้คือ คน African American ที่เคยมาออกเสียงให้ Obama ครั้งนี้มาออกเสียงน้อย ทำให้ Hillary Clinton ได้คะแนนเสียงน้อย อีกกลุ่มคือกลุ่มที่สนับสนุนนาย Bernie Sandersซึ่งไม่พอใจ Hillary Clinton คนกลุ่มนี้ก็ไม่มาออกเสียงให้ Hillary Clinton

ปัจจัยประการที่ 4 นโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งลดจาก 35% เหลือ 15% และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 38% หรือ 30% (มีการเปลี่ยนแปลงตัวเลขหลายครั้ง) คนอเมริกันบางคนอาจไม่พอใจTrump และชื่นชม Hillary Clinton แต่ถ้าเลือก Trumpจะตรงกับประโยชน์ของตัวเองมากกว่า เพราะจะมีรายได้มาสู่ตัวเองและครอบครัวมากขึ้น นโยบายภาษีจึงมีผลให้คนเลือก Trump ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนชั้นกลาง

เมื่อ Trump เป็นประธานาธิบดีหลายคนเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายและการเปลี่ยนแปลทางภูมิรัฐศาสตร์

ในแง่เศรษฐกิจ Trump จะยกเลิก TPP (ซึ่งดีกับไทย) และจะมีการเจรจา NAFTA ใหม่ และจะขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน 45% นอกจากจีนจะแก้ไขปัญหาการตีตลาด ซึ่งในทางปฏิบัติถ้าทำเช่นนั้นจริงก็จะเกิดสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เพราะจีนก็มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ถ้าขึ้นภาษี 15% จะทำให้ GDP ของจีนลดลง 1% ซึ่งตอนนี้เศรษฐกิจของจีนอยู่ที่ 6.7% ถ้าทำตามดังข้อเสนอที่ว่า เศรษฐกิจจีนจะแย่กว่านี้ และเศรษฐกิจเอเชีย ละตินอเมริกา และภูมิภาคอื่น ๆ จะกระทบเป็นลูกโซ่ และจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจโลกได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า สิ่งที่ Trump พูดนั้นต้องหารสองหารสาม เหตุผลคือ เมื่อ Trump เป็นประธานาธิบดี Trump จะไม่เล่นบทเหมือนตอนหาเสียงชิงชัยพรรค Republican หรือชิงชัยประธานาธิบดี พูดง่าย ๆ Trump จะมีเหตุผล (Rational) ในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ อีกทั้งยังมีที่ปรึกษาในการวิเคราะห์นโยบายต่าง ๆ

ในแง่ความมั่นคง Trump ได้พูดกับ NATO รวมทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ว่า ประเทศเหล่านี้ต้องเพิ่มงบประมาณกลาโหมเพื่อลดภาระทางการเงินของสหรัฐฯ ที่ต้องช่วยเหลือปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศเหล่านี้

ในกรณี NATO ซึ่งเจอปัญหากับรัสเซีย ในกรณีอาเซียนและญี่ปุ่นเจอปัญหาจากจีน ถ้าหาก Trump ถอนทหารอเมริกันออกจาก NATO ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ภูมิรัฐศาสตร์จะเปลี่ยนไปอย่างมากนั่นหมายความว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อาจจะต้องพึ่งพาตัวเองด้วยการสร้างปรมาณูเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากจีนในกรณีของญี่ปุ่น และจากเกาหลีเหนือในกรณีของเกาหลีใต้

นอกจากนั้นประเทศอาเซียนบางประเทศที่มีปัญหาทะเลจีนใต้คงต้องดำเนินนโยบายทิ้งห่างอเมริกาและเข้ากับจีน ซึ่งจะทำให้ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไปทันที เช่นเดียวกับ NATO ถ้าอเมริกาถอนทหารออกไป รัสเซียซึ่งกำลังคุกคามยูเครนและข่มขู่ ลัตเวียลิทัวเนียเอสโตเนีย และประเทศที่มาจากสนธิสัญญาวอร์ซอ เช่น โปแลนด์ เชสโกสโลวาเกีย ฮังการี ประเทศเหล่านี้คงต้องปรับนโยบายเพราะไม่สามารถพึ่งพาอเมริกาในการป้องกันประเทศเหล่านี้ตามมาตรา 5 ของสนธิสัญญา NATO ที่ระบุว่า ถ้าประเทศใดถูกคุกคาม ประเทศอื่น ๆ ต้องช่วยเหลือ

ในกรณีดังกล่าวประเทศเหล่านี้อาจต้องเอียงเอนมาทางรัสเซียมากขึ้นซึ่งจะทำให้รัสเซียขยายอิทธิพลไปทางยุโรปตะวันออกตะวันออกกลางและอื่น ๆ ในขณะเดียวกันก็จะทำให้อเมริกามีบทบาทน้อยลงในเวทีโลก จากภาพฉายดังกล่าวทั้งในเอเชีย ยุโรป NATO อาจจะกล่าวได้ว่าคำพูดของ Trump คงต้องหารสามหารสี่ เพราะถ้าทำเช่นนั้นจะกลายเป็นเกมศูนย์ (Zero sum game) โดยอเมริกาเป็นผู้แพ้ รัสเซียและจีนจะชนะ

ดังนั้น ผู้เขียนเชื่อว่า คำพูดของ Trump จึงต้องหารสามหารสี่ กล่าวคือ คำพูดดังกล่าวเป็นการทำท่าทีขึงขังให้ NATO เพิ่มงบความมั่นคงตามที่ตกลงกันไว้คือ 2% ของ GDP ซึ่งขณะนี้ 28 ประเทศ NATO มีผู้รักษาสัญญาเพียง 5 ประเทศเท่านั้น ดังนั้นผู้เขียนเชื่อว่า การเล่นบทบาทห่าม ๆ ของ Trump จะทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องโอนอ่อนผ่อนตามอเมริกาตามแรงกดดันของอเมริกา

การขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของTrump อาจจะทำให้โลกทั้งโลกเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ที่แน่ๆ คือ ไม่ว่าใครจะขึ้นมาอเมริกากำลังถอยหลัง แต่จะไม่ดำเนินนโยบายแบบแยกตัวออกไปเหมือนลัทธิมอนโร เมื่อ 200 ปีที่แล้ว

เพราะในโลกปัจจุบัน อเมริกาต้องคบค้าและเผชิญหน้ากับทุกภูมิภาคภายใต้โลกาภิวัตน์ แต่เนื่องจากอเมริกามีเศรษฐกิจไม่เข้มแข็ง ขณะเดียวกันหลายประเทศก็มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทหาร

นโยบายต่างประเทศของอเมริกาในฐานะตำรวจโลกคงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป อเมริกาจึงจำเป็นต้องพึ่งพาพันธมิตรในภูมิภาคต่าง ๆ ในการถ่วงดุลรัสเซียและจีน แม้ Trump จะดูแปลก ๆ แต่ตรรกะในการดำเนินนโยบายที่พูดถึงนั้นยังเป็นสิ่งที่ Trump ยังต้องรักษาไว้

โดยสรุป ดังที่มีการกล่าวว่า ตอนหาเสียงเป็นร้อยกรอง พอเป็นรัฐบาลเป็นร้อยแก้วนั้นยังคงใช้ได้กับ Trump ซึ่งการเป็นประธานาธิบดีของ Trump จะต่างจากตอนที่ Trump หาเสียงเพื่อชิงชัยจากพรรค Republicanและชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดี

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ทฤษฎีเกมกับการพัฒนาความคิดเชิงกลยุทธ์

1438995838-image-o

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

1. ลักษณะและตรรกะของทฤษฎีเกม

ทฤษฎีเกมนั้นพัฒนามาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 โดยในระยะเริ่มแรกนั้นก็มาจากอัจฉริยะทางด้านคำนวณและผสมผสานกับเกมเล่นหมากรุกแลแกมเล่นไพ่โป๊กเกอร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณลักษณะดังกล่าวจะพบได้จากศาสตราจารย์ ฟอน  นอยมาน (von Neumann) ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้วางรากฐานให้กับทฤษฎีเกมและมีส่วนทำให้เกิดการเรียนรู้และนำไปปรับใช้ในการตัดสินใจด้านต่าง ๆ

อย่างไรก็ตามผู้ที่มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ทฤษฎีเกมแพร่หลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างและกระตุ้นให้มีการพัฒนาเพิ่มความลึกซึ้งให้กับทฤษฎีเกมคือศาสตราจารย์ จอห์น แนช (John Nash) ซึ่งเป็นบุคคลแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลจากพื้นฐานทฤษฎีเกมที่เขาพัฒนาต่อมาจากศาสตราจารย์ ฟอน นอยมาน ในวันนี้ทฤษฎีเกมได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่คนในวงการต่าง ๆ ได้นำไปใช้ในทางปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นวงวิชาการ การเมือง เศรษฐกิจ การเงิน การต่างประเทศ การบริหารจัดการ การเจรจาต่อรองและการแก้ไขข้อขัดแย้งและอื่น

ทฤษฎีเกมได้รับการยอมรับและถูกนำไปใช้ในงานทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น การวิเคราะห์ทำนายพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ การเมืองทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนในกิจกรรมส่วนตัว เช่น การจีบสาว การเลือกอาชีพ การเลือกสาขาการเรียน การเล่นหุ้นและอื่น ๆ การที่ทฤษฎีเกมได้รับการยอมรับและถูกนำไปใช้ในทางปฏิบัติในแทบทุกสาขาอาชีพได้นั้นเป็นผลสืบเนื่องข้อเท็จจริงที่ว่าทฤษฎีเกมเมื่อเรียนรู้ลึกซึ้งถึงจุดหนึ่งจะช่วยกระบวนการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล

กล่าวคือถ้าเป็นการตัดสินใจคนเดียว เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่น ทฤษฎีเกมจะช่วยทำให้ตัดสินใจที่มีความถูกต้องหรือชาญฉลาดมากขึ้น และถ้าเป็นเรื่องที่คนอื่นเกี่ยวข้อง ทฤษฎีเกมก็จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์และทำนายฝ่ายตรงข้ามหรือบุคคลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพท่าที่มนุษย์ที่ชาญฉลาดจะทำได้เครื่องมือดังกล่าวจึงนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพในการพยากรณ์ปรากฏการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ในระดับหนึ่งไม่ว่าจะด้านแนวโน้มทางการเมือง เศรษฐกิจ การเงิน คู่แข่ง พฤติกรรมผู้บริโภคและอื่น ๆ

กล่าวอีกนัยหนึ่งทฤษฎีเกมจะมีส่วนช่วยทำให้เรา “ทันคน ทันโลก ทันเหตุการณ์” หรือที่เรียกว่าเป็น “เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ (Visionary)” อันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของคนที่มี “ระบบคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic thinker)” นอกจากนั้นการทำความเข้าใจกับทฤษฎีเกมให้ลึกซึ้งในระดับหนึ่งก็จะช่วยพัฒนาองค์ประกอบอื่น ๆ ของ “ระบบคิดเชิงกลยุทธ์” ไม่ว่าจะเป็น ระบบคิดที่มีชีวิต (Organic thinking) ระบบคิดแบบมีการถ่วงน้ำหนัก (Weighing thinker) ระบบคิดในเชิงระบบ (Systematic thinker) ระบบคิดอย่างเป็นองค์รวม (Holistic thinker) และอื่น ๆ

2. หลักการของทฤษฎีเกมและการนำไปใช้ในทางปฏิบัติ

ทฤษฎีเกมนั้นมีการพัฒนาโดยนักทฤษฎีเกมหลายคนจนถึงปัจจุบันกว่า 100 ปี นักทฤษฎีเกมเหล่านี้ต่างก็ได้สร้างและพัฒนาหลักการของทฤษฎีเกมซึ่งสามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งและใช้ในการพยากรณ์ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ธุรกิจ และส่วนตัว

หลักการของทฤษฎีเกมที่จะมาใช้ในขั้นตอนนี้เป็นหลักการที่พัฒนาโดยศาสตราจารย์ ฟอน นอยมาน และศาสตราจารย์จอน แนช โดยผู้เขียนจะหยิบยกเอาหลักการที่จอน แนชนำมาปรับใช้กับการจีบผู้หญิงอันเป็นหลักการที่พัฒนาจากส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของจอน แนช และกลายเป็นพื้นฐานส่วนหนึ่งที่ทำให้จอน แนชได้รางวัลโนเบลคู่กับนักเศรษฐศาสตร์ 2 ท่านในปี 1994

ในช่วงนั้น จอน แนชเป็นนักศึกษาปริญญาเอกอายุประมาณ 20 ต้น ๆ หน้าตาดี ฉลาด และเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกแห่งหนึ่ง จอน แนชเข้าไปในร้านอาหารของมหาวิทยาลัยพร้อมกับเพื่อน 3 คน โดยทั้ง 3 ต่างหน้าตาดี เก่ง และฉลาดเหมือนกับจอน แนช ผู้ชายทั้ง 4 รวมทั้งจอน แนชเข้าไปในร้านอาหาร (Canteen) ของมหาวิทยาลัยก็เกิดติดใจผู้หญิงสวย 5 คนที่อยู่ในร้านอาหาร ผู้หญิง 5 คนนี้มีหนึ่งคนผมบลอนด์ สวยกว่า 4 คนเล็กน้อยและยืนอยู่คนเดียว

ในขณะที่สาวสวยทั้ง 4 ยืนคุยอยู่ด้วยกันอีกมุมของห้อง จอน แนชทดสอบทฤษฎีเกมซึ่งอยู่ในวิทยานิพนธ์ของเขาโดยจะถูกนำเสนอในอนาคต เขาต้องการพิสูจน์ทฤษฎีเกมโดยนำเอาหลักการมาประยุกต์ใช้ในการจีบผู้หญิงให้ได้ 1 ใน 5 คน เพื่อนของจอน แนชก็ต้องการจีบผู้หญิงให้ได้ 1 ใน 5 คนเช่นเดียวกันกับเขา ดังนั้นจอน แนชต้องวางแผนให้รอบครอบบนพื้นฐานของทฤษฎีเกมที่เขาพัฒนานี้ สิ่งแรกที่จอน แนชต้องคิดคือ ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีการปรึกษาหารือหรือเตี้ยมกัน หรือที่เราเรียกสถานการณ์นี้ว่า เกมที่ไม่มีการนัดหมาย (Simultaneous game)  พฤติกรรมของเขาและเพื่อนทั้ง 3 คนในการที่จะจีบผู้หญิง 5 คนดังกล่าวอาจจะแยกออกมาเป็นความเป็นไปได้หรือภาพฉาย (Scenario) 3 กรณีคือ

ความเป็นไปได้ประการแรกคือ ทั้ง 4 คนเลือกจีบผู้หญิงผมบลอนด์เหมือนกันหรือที่เรียกว่า 4 ต่อ 1

ความเป็นไปได้ประการที่ 2 คือ ทั้ง 4 คนต่างก็จีบผู้หญิงสวย 4 คนที่ยืนคุยกันอีกมุมหนึ่งของห้อง หรือที่เรียกว่า 4 ต่อ 4

ความเป็นไปได้ประการที่ 3 คือ ผู้ชาย 4 คนอาจจะแยกกัน บางคนไปจีบผู้หญิงผมบลอนด์ และบางคนไปจีบผู้หญิง 4 คนที่ยืนคุยกัน หรือเรียกว่า 4 ต่อ 5

จอน แนชสามารถรู้ได้ทันทีว่า ในกรณีที่ไม่มีการเตี้ยมกันหรือที่เรียกว่าเกมที่ไม่มีการนัดหมาย มีความเป็นไปได้สูงมากที่เขาและเพื่อนทั้ง 3 คนจะไปจีบผู้หญิงผมบลอนด์ ทั้งนี้เนื่องจากธรรมชาติคนเราต้องการสิ่งที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ถ้ามีคนใดคนหนึ่งไม่หล่อหรือมีปมด้อย ความเป็นไปได้จะเปลี่ยนไป แต่ในกรณีเขาและเพื่อนทั้ง 3 คนซึ่งต่างฉลาดและเก่ง คนเช่นนี้มักจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุด

กล่าวคือไปจีบผู้หญิงผมบลอนด์ หรือที่เรียกว่า 4 ต่อ 1 ในกรณีดังกล่าว ผลลัพธ์ก็จะกลายเป็นว่า ความเป็นไปได้ที่ผู้ชายแต่ละคนจะได้ผู้หญิงผมบลอนด์จะเท่ากับร้อยละ 25 และเกมนี้จะจบลงด้วยอาจจะมีคนชนะ 1 คนและแพ้ 3 คน หรือที่เรียกว่า เกมศูนย์ (Zero sum game) ซึ่งพัฒนาโดยศาสตราจารย์ ฟอน นอยมาน โดยเกมศูนย์จะมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ (win – lose) จอน แนชรู้ทันทีว่า เขาและเพื่อนทั้ง 3 จะไม่ยอมเล่นเกมนี้เนื่องจากเหตุผล 2 ประการคือ 1. เป็นเกมประเภทที่มีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ (Zero sum game) เกมดังกล่าวคนฉลาดจะไม่เล่น เพราะไม่รู้ว่าเราจะเป็นคนชนะหรือคนแพ้ ยกเว้นว่าจะตัดสินใจเล่นแบบนักการพนัน 2.เกมนี้มีความเป็นไปได้ที่จะได้ผู้หญิงดังกล่าวแค่ร้อยละ 25 แต่คนที่ฉลาดเวลาลงทุนหรือทำอะไรจะต้องมีโอกาสสำเร็จร้อยละ 70-80 ขึ้นไป

จอน แนชสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ถ้าเขากับเพื่อนทั้ง 3 ปล่อยไปตามยถากรรมหรือไม่เตี้ยมกัน (เกมที่ไม่มีการนัดหมาย)  ทั้ง 4 คนจะไม่ยอมเล่น กล่าวคือเขากับเพื่อนทั้ง 3 จะไม่แย่งกันไปจีบผู้หญิงผมบลอนด์คนเดียวกัน

เมื่อพิจารณาแล้วว่า ถ้าไม่มีการเตี้ยมกัน (เกมที่ไม่มีการนัดหมาย – Simultaneous game) ต่างคนก็จะไม่ประสบความสำเร็จในการจีบหญิง นั่นคือ ต้องมีการเตี้ยมกัน กล่าวคือจะต้องเป็นเกมแบบมีการเดินหมาก (Strategic move) เพื่อที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ (Sequential game) คือทำให้เขาจีบผู้หญิงได้ 1 ใน 5 คน จอน แนชได้เตี้ยมกับเพื่อนโดยบอกว่า ไม่ควรจีบผู้หญิงผมบลอนด์ เพราะมีโอกาสแค่ร้อยละ 25 และเป็นเกมที่อาจจะชนะก็ได้ แพ้ก็ได้ (Zero sum game) ทางที่ดีที่สุดคือ ทั้ง 4 คนจะไม่จีบผู้หญิงผมบลอนด์เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครอกหัก อีกทั้งถ้าเปรียบใช้กับทฤษฎีทางการเงินแล้วคือ ผู้หญิงผมบลอนด์ดังกล่าวนี้มี  “ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนต่ำ” (High risk low return) กล่าวคือโอกาสได้แค่ร้อยละ 25 และผู้หญิงผมบลอนด์สวยกว่าผู้หญิงอีก 4 คนเพียงนิดเดียว เขาจึงชวนเพื่อนเขาหันไปจีบผู้หญิง 4 คนที่เหลือซึ่งสวยมากและมีโอกาสได้สูงอาจจะร้อยละ 80 เกมนี้ถ้าทุกคนเห็นด้วยจะไม่มีใครแพ้ ลงเอยด้วยการชนะทุกคน (Win – win) หรือที่เรียกว่าเกมบวก (Positive sum game)

จอน แนชได้พิจารณาอย่างไตร่ตรองรอบด้าน (Holistic) ถ้าเกม 2 ฮั้วกันไม่สำเร็จ โดยอาจจะมีเพื่อนคนใดคนหนึ่งมั่นใจว่า “ถ้าคุณไม่จีบ ผมจีบคนเดียวก็ได้” ก็อาจจะทำให้เพื่อนที่เหลือตามไปจีบผู้หญิงผมบลอนด์เช่นกัน ผลที่ได้คือ อาจจะได้ 1 คน แพ้ 3 คน หรือแพ้ทุกคน ในกรณีคนที่จีบไม่ได้ก็อาจจะหันไปจีบผู้หญิงสวย 4 คน โอกาสที่ผู้หญิง 4 คนจะเปิดใจให้จีบจะน้อยมาก เพราะทั้ง 4 คนอาจมีผู้ชายมาจีบเยอะแยะ จอน แนชกับเพื่อนในเกมที่ 3 นี้ นอกจากจะจีบผู้หญิงผมบลอนด์ไม่สำเร็จแล้ว ก็จะผิดหวังในการจีบผู้หญิงสวยอีก 4 คนด้วย เกม 3 นี้ย่อมหมายความว่าเป็นเกมที่แพ้ทุกคน (Lose – lose) หรือเกมลบ (Negative sun game)

เกมบวกและเกมลบที่ได้กล่าวถึงนี้ถือเป็นพัฒนาการของทฤษฎีเกมโดยศาสตราจารย์จอน แนช และเขาเรียกเกมนี้ว่า เกมไม่ศูนย์ (Non – zero sum game) จอน แนชสามารถวิเคราะห์ได้เพียงไม่ถึง 1 นาทีก็รู้ว่า เกมการจีบผู้หญิงจะจบด้วยเกม 2 กล่าวคือ เขากับเพื่อนทั้ง 3 คนจะหันไปจีบผู้หญิงสวย 4 คนซึ่งในที่สุด จอน แนชก็ทำสำเร็จโดยได้ผู้หญิง 1 ใน 4 คนนี้ อันเป็นการพิสูจน์หลักการของทฤษฎีเกมที่เขาพัฒนาขึ้น

การที่จอน แนชวิเคราะห์ได้ว่าเกมจะจบลงที่เกม 2 (Positive sum game) เพราะว่าเกมที่ 1 อันหมายถึงเกมศูนย์ (Zero sum game) เขากับเพื่อนที่ฉลาดย่อมไม่ยอมเล่นเกมประเภทนี้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะอยู่ฝั่งชนะหรือแพ้ ถ้าจะเล่นก็เหมือนนักพนันประเภทโยนหัวก้อย ส่วนเกมที่ 3 ก็จะไม่เกิด เนื่องจากไม่มีเพื่อนคนใดคนหนึ่งมีความมั่นใจถึงกลับบอกว่า “ถ้าคุณไม่จีบ ผมจีบคนเดียวก็ได้” สาเหตุที่จอน แนชสามารถวิเคราะห์ได้เพราะเขากับเพื่อนไม่รู้จักผู้หญิงผมบลอนด์มาก่อน และเมื่อเข้ามาในร้านอาหาร ผู้หญิงผมบลอนด์ก็ไม่ได้มองใครโดยเฉพาะ จอน แนชจึงมั่นใจว่าเขากับเพื่อนจะไม่มีความมั่นใจว่าจะจีบผู้หญิงผมบลอนด์ได้ จอน แนชจึงวางแผนและใช้วิธีเตี้ยมกันหรือเดินหมาก (strategic move) และจบลงด้วยความสำเร็จของจอน แนชคือ จีบผู้หญิงได้ตามที่เขาวางแผนไว้

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจากกลยุทธ์ที่จอน แนชใช้ในการจีบผู้หญิงก็จะได้มาซึ่งหลักการของทฤษฎีเกมที่จะนำมาสู่การปรับใช้ทั้งในด้านเศรษฐศาสตร์ การเมือง สังคม ธุรกิจ ตลอดจนการเจรจาต่อรองและการแก้ไขปัญหา หลักการที่สามารถสรุปได้จากหลักการที่จอน แนชจีบผู้หญิงอาจสรุปได้ดังนี้

หลักการที่ 1 คนฉลาด (Rational) หรือคนทีมีตรรกะในการคิดจะต้องไม่เล่นเกมศูนย์ ยกเว้นใน 2 กรณีคือ 1. จะเล่นได้ก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าชนะ หรือ 2. ในกรณีที่แพ้แน่ ๆ แต่ต้องเล่นเพราะหลังชนฝา

หลักการที่ 2 คนฉลาดจะหลีกเลี่ยง Negative sum game อย่างไม่มีข้อยกเว้น

หลักการที่ 3 คนฉลาด ถ้าเป็นไปได้จะเล่น Positive sum game แต่คนฉลาดกว่ามีอำนาจมากกว่าจะต้องได้เยอะกว่า

หลักการที่พัฒนาโดยฟอน นอยมาน และจอน แนช สามารถนำมาใช้ในทางปฏิบัติในด้านต่าง ๆ ทั้งในสาขาเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ การเจรจาต่อรอง การแก้ไขข้อขัดแย้ง และอื่น ๆ อีกมาก

3. ทฤษฎีเกมกับการใช้ในทางเศรษฐศาสตร์ การเมือง ระหว่างประเทศ

แนวคิดที่ว่าด้วยทฤษฎีเกมที่ได้กล่าวถึงเบื้องต้นนั้นสามารถนำมาปรับใช้วิเคราะห์และพยากรณ์ในเรื่องนโยบายต่างประเทศทั้งในมิติการเมืองและเศรษฐกิจ

ตัวอย่างที่ 1 ในช่วงยุคสงครามเย็น โลกแบ่งเป็น 2 ขั้ว คือ ขั้วที่ยึดอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ มีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม มีประเทศผู้นำคือสหภาพโซเวียต และประเทศผู้ตามคือกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกและประเทศคอมมิวนิสต์อื่น ๆ ในเอเชีย อีกค่ายหนึ่งยึดอุดมการณ์ประชาธิปไตยเสรีนิยม มีระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ในขั้วนี้มีผู้นำคือสหรัฐอเมริกาและประเทศผู้ตามคือกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก และประเทศอื่น ๆ ทั้งในละตินอเมริกาและเอเชียรวมทั้งไทย

ในยุคสงครามเย็นซึ่งมี 2 ขั้วที่ขัดแย้งเผชิญหน้าในด้านอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ เราสามารถวิเคราะห์นโยบายการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตโดยอาศัยหลักทฤษฎีเกมได้เป็นอย่างดี กล่าวคือไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต แนวนโยบายต่างประเทศที่สามารถอธิบายได้ด้วยเกมศูนย์ (Zero sum game) อันหมายถึงเกมที่มีผู้ชนะและผู้แพ้ในกรอบดังกล่าวผู้นำสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้แพ้ ทำทุกอย่างเพื่อให้ฝั่งตัวเองชนะ แนวนโยบายต่างประเทศของทั้ง 2 กลุ่มจะประกอบด้วย

1. หาพันธมิตร

2. ป้องกันพันธมิตรไม่ให้แตกแถว

3.พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

ในกรณีที่ประเทศผู้ตามในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทำท่าจะแตกแถว ประเทศผู้นำคืออเมริกาหรือสหภาพโซเวียตจะต้องป้องปรามหรือเล่นงานประเทศที่แตกแถว ทั้งนี้เนื่องจากในกรอบของ 2 ขั้ว การแตกแถวของฝ่ายหนึ่งก็จะไปรวมกับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามได้เปรียบหรือเป็นผู้ชนะในทฤษฎีเกมศูนย์ ดังนั้นผู้นำทั้ง 2 ค่ายจึงต้องป้องกันไม่ให้ตกเป็นผู้แพ้ในทฤษฎีเกมศูนย์ ทั้งนี้การแตกแถวของประเทศผู้ตามในกรณีสหภาพโซเวียตซึ่งมีวัฒนธรรมรุนแรงและเผด็จการ ประเทศใดแตกแถวจะถูกเล่นงานทางการทหาร เช่น ฮังการีในปี 1956 และเชโกสโลวาเกียในปี 1968 เป็นต้น ในกรณีสหรัฐอเมริกาเนื่องจากเป็นประเทศยึดอุดมการณ์ประชาธิปไตย เคารพสิทธิมนุษยชนวิธีป้องปรามเพื่อไม่ให้แตกแถวคือใช้นโยบายต่างประเทศที่นุ่มนวล เช่น ไทยหรือฟิลิปปินส์ก็จะสนับสนุนเผด็จการทหารที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ไม่ว่าจะเป็นจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอมของไทยหรือประธานาธิบดีมาร์กอสของฟิลิปปินส์ อีกทั้งช่วยเหลือทางการเงินและให้ทุนการศึกษาเพื่อให้รัฐบาลผูกพันและอยู่ในอาณัติของอเมริกา

ในยุคสงครามเย็น นโยบายต่างประเทศที่เหมือนกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตคือ การสร้างปรมาณู และเมื่อต่างฝ่ายต่างสร้างปรมาณู ผลที่ตามมาคือ ทำให้ไม่เกิดสงครามร้อนระหว่างประเทศที่เผชิญหน้ากันเป็นศัตรูกัน ทั้งนี้เพราะเมื่อต่างฝ่ายต่างสร้างปรมาณู ต่างก็ไม่กล้าทำสงครามเพราะจะเกิดหายนะทั้งคู่ ทฤษฎีเกมที่ว่าคนฉลาดจะหลีกเลี่ยงเกมลบ (Negative sum game) จึงสามารถนำมาทำนายพฤติกรรมของนโยบายต่างประเทศได้เป็นอย่างดี

การสร้างปรมาณูทั้งสองฝ่ายต่างช่วยทำให้หลีกเลี่ยงการเกิดสงครามร้อนได้เป็นอย่างดี เพราะต่างฝ่ายต่างกลัวการทำสงครามปรมาณู ในกรณีที่อีกฝ่ายสร้างปรมาณูและมีแสนยานุภาพมากกว่าอีกฝ่ายมากมายนั้นเกมจะกลายเป็นเกมศูนย์ (Zero sum game) โดยฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่าจะข่มขู่อีกฝ่ายได้เพราะแน่ใจว่าเป็นผู้ชนะ การที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างสร้างปรมาณูโดยมุ่งที่จะเอาชนะซึ่งกันและกันกลับจบลงด้วยสันติภาพ กล่าวคือ ไม่เป็นสงครามร้อนระหว่างอเมริกาและสหภาพโซเวียต ผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายจึงจำกัดขอบเขตในการเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยไม่ปะทะกันด้านสงครามอันเป็นที่มาของสงครามที่เราเรียกว่า สงครามเย็น (Cold war)

จากตัวอย่างที่มาของอาวุธนิวเคลียร์ของทั้ง 2 ฝ่ายนั้น มีส่วนช่วยอธิบายว่าทั้งอเมริกาและสหภาพโซเวียตต่างเกลียดชังและมุ่งทำลายอีกฝ่าย ทั้ง 2 ฝ่ายต่างสร้างอาวุธมหาประลัยเพื่อประหัตประหารกันแต่กลับจบลงโดยไม่เกิดสงคราม กล่าวอีกนัยคือ เกลียดกันมาก ๆ แต่กลับร่วมมือกันโดยไม่รู้ตัว หรือที่เราเรียกว่า ดุลยภาพของ Nash (Nash equilibrium) ตัวอย่างของ Nash equilibrium ก็ได้มาจากบทสรุปของจอน แนชที่ต่างแย่งกันจีบผู้หญิง แต่จบลงด้วยการฮั้วกันตามตัวอย่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ทฤษฎีเกมที่ว่าด้วย Nash equilibrium จึงเป็นแนวคิดที่ในท้ายที่สุดทำให้จอน แนช ได้รางวัลโนเบลกับนักเศรษฐศาสตร์สองท่านในปี 1994 โดยนักเศรษฐศาสตร์สองท่านได้พัฒนาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์โดยได้รับอิทธิพลของจอน แนชนั่นเอง

ตัวอย่างที่ 2 ในการใช้ทฤษฎีเกมพยากรณ์ด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศคือในปี 1989 ซึ่งคอมมิวนิสต์ยุโรปตะวันออกล่มสลายและอีก 2 ปีต่อมาสหภาพโซเวียตก็ล่มสลายแตกออกเป็น 15 ประเทศ เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเปลี่ยนจากประเด็นปัญหาเรื่องความมั่นคงที่มีศัตรูถาวร เช่น ยุคสงครามเย็น ระบบโลกจึงถูกครอบงำด้วยการแข่งขันด้านเศรษฐกิจบนพื้นฐานของโลกาภิวัตน์ (Globalization) ในกรอบดังกล่าว สหรัฐอเมริกาถือเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบสูงสุดและไม่มีประเทศใดถ่วงดุลดั่งเช่นยุคสงครามเย็น ในบริบททางการเมืองดังกล่าว เราสามารถทำนายได้ว่า นโยบายต่างประเทศของอเมริกาจะถูกครอบงำด้วยแนวคิดเกมศูนย์ (Zero sum game) กล่าวคือเนื่องจากสหรัฐอเมริกามีความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน และอำนาจต่อรองจึงกล้าเล่นเกมศูนย์ นั่นคือ การบีบคั้นประเทศอื่น ๆ ในด้านการค้าที่อเมริกามีความได้เปรียบ นั่นคือ การค้าการบริการ เช่น ด้านการเงิน และสิทธิมนุษยชน ความสำเร็จของการเจรจารอบอุรุกวัยปี 1993 จึงสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเกมในกรอบของ Win – win หรือเกมบวก (Positive sum game) แต่เนื่องจากอเมริกามีอำนาจต่อรองสูงกว่าจึงจะต้องบวกมากว่า นั่นคืออเมริกายอมเปิดเสรีด้านเกษตรให้ประเทศกำลังพัฒนาเพื่อแลกกับการได้เปิดเสรีด้านการบริการทางการเงินตลอดจนสิทธิทางปัญญาซึ่งสหรัฐอเมริกามีความได้เปรียบ

ในยุคหลังสงครามเย็น ระบบโลกถูกครอบงำด้วยการแข่งขันทางการค้าแทนด้านอุดมการณ์ เช่น ในยุคสงครามเย็น การแข่งขันทางการค้าเปิดโอกาสให้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก นั่นคือ อเมริกาได้เปรียบประเทศอื่น ๆ ดังนั้นเราสามารถใช้ทฤษฎีเกมมาอธิบายได้ว่า ผู้นำประเทศที่เล็กกว่าจะต้องมีการรวมกลุ่มอย่างแน่นแฟ้นเหมือนประชาคมยุโรป จึงไม่น่าแปลกใจว่า หลังปี 1989 จึงเกิดการรวมกลุ่ม เขตการค้าเสรี สหภาพศุลกากร หรือตลาดร่วม ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เช่น ประชาคมอาเซียนซึ่งเกิดจากการประชุมสุดยอดบาหลีปี 2003 (ความจริงนั้นจุดกำเนิดของประชาอาเซียน เริ่มเกิดจากเขตการค้าเสรี AFTA ปี 1993) กล่าวอีกนัยหนึ่ง คนที่รู้ทฤษฎีเกมอย่างดีจะสามารถทำนายได้ว่า นับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุด ประเทศต่าง ๆ จะรวมกลุ่มกันอย่างแน่นแฟ้นแบบเขตการค้าเสรีหรือตลาดร่วมกล่าวคือ สำหรับนักทฤษฎีเกมที่เชี่ยวชาญจะสามารถทำได้ล่วงหน้าว่าภูมิภาคต่าง ๆ จะเกิดการขยายการร่วมกลุ่มอย่างแน่นแฟ้นจากเขตการค้าเสรีถึงตลาดร่วม สำหรับประชาคมอาเซียนนั้นผู้รู้ทฤษฎีเกมอย่างดีสามารถที่จะวิเคราะห์และทำนายได้ว่าจะเกิดการรวมกลุ่มแบบตลาดร่วมอาเซียนตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 แทนที่จะเป็นการเตรียมตัวรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2010 ดั่งเช่นไทย เพื่อบรรลุในปี 2015 โดยในปี 1990 มหาเธร์ ผู้นำของมาเลเซียได้วางแผนยุทธศาสตร์ 30 ปี (1990-2020) แผนดังกล่าวเรียกว่า vavasun โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์คือส่งเสริมให้อาเซียนรวมตัวในกรอบเขตการค้าเสรีและ East Asia Economic Caucus (EAEC) อันเป็นการรวมตัวระหว่างอาเซียนกับ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น พูดอีกนัยคือ ความสำเร็จของ AFTA ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงผลักดันของการดำเนินนโยบายต่างประเทศของมาเลเซียและสิงคโปร์จึงทำให้ไทยในยุคนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ประสบความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงปี 1992 และมีผลในปี 1993 โดย AFTA คือองค์ประกอบเริ่มต้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนซึ่งกำเนิดอย่างเป็นทางการปี 2003 จากการประชุมสุดยอดที่บาหลี ส่วน EAEC ก็กลายเป็น Asean +3 ในทุกวันนี้

จะเห็นได้ว่า ทฤษฎีเกมสามารถนำมาปรับใช้และพยากรณ์นโยบายต่างประเทศของกลุ่มประเทศอาเซียนได้เป็นอย่างดี และเปิดโอกาสให้ประเทศที่เห็นล่วงหน้ามีเวลาเตรียมตัวได้ แนวคิดทฤษฎีเกมทำให้คนหรือผู้นำมีลักษณะแนวคิดมองไปข้างหน้า (Proactive) แทนที่จะมีแนวคิดแบบปฏิกิริยาโต้ตอบเมื่อเกิดขึ้นแล้ว (Reactive)

ทฤษฎีเกมนับว่ามีประโยชน์มากในการพัฒนาศักยภาพในการคิดเชิงกลยุทธ์ กล่าคือเป็นระบบความคิดที่ช่วยในการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดโดยมีตรรกะ (Rational Decision Making) และเป็นคนทันโลกทันเหตุการณ์หรือมีวิสัยทัศน์ อันหมายถึง ความสามารถวิเคราะห์ทำนายพฤติกรรมของคนอื่น ถ้าคนอื่นคือนักการเมืองก็จะใช้ในมิติเศรษฐกิจ การเมือง ทั้งในด้านระหว่างประเทศและภายในประเทศ ถ้าคนอื่นเป็นลูกค้า คู่แข่งก็จะใช้ในมิติการจัดการ (Management) ถ้าคนอื่นเป็นคู่เจรจาจะใช้ในมิติการเจรจาต่อรองและอื่น ๆ การพัฒนาทฤษฎีเกมจึงถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ความล้มเหลวของการเจรจาข้อตกลง (CETA)

1

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาปรากฏข่าวความล้มเหลวของการเจรจาทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างแคนนาดากับสหภาพยุโรป (CETA) โดยรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของแคนาดาถึงกับน้ำตาไหลจากผลความล้มเหลวของการเจรจาดังกล่าว

ความจริงนั้นการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี  (CETA) ระหว่างแคนาดากับสหภาพยุโรปดำเนินมากว่า 7 ปีแล้ว และมีทีท่าว่าจะสำเร็จลงก่อนการประชุมสุดยอดระหว่างแคนาดากับสหภาพยุโรปในสัปดาห์นี้

ความล้มเหลวในนาทีสุดท้ายของการเจรจาระหว่างแคนาดากับสหภาพยุโรปนั้นเกิดจากรัฐสภาท้องถิ่นของเบลเยียมคือ รัฐสภาของแคว้น Wallonne ซึ่งแคว้นนี้มีประชากร 3.5 ล้านคน พูดภาษาฝรั่งเศส เมืองหลวงคือกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียมเป็นสหพันธรัฐซึ่งแยกเป็นแคว้นที่พูดภาษาฝรั่งเศสและแคว้นที่พูดภาษา Flamande โดยปกตินั้นในการเจรจาการจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเห็นชอบโดยรัฐบาลหรือต้องผ่านการให้สัตยาบันของรัฐสภาของประเทศ

appeucan-696x365

ในกรณีข้องตกลงเขตการค้าเสรี CETA นี้ปรากฏว่า รัฐบาลเบลเยียมได้ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาของประเทศท้องถิ่นและผลที่เกิดขึ้นคือ รัฐสภาของแคว้น Wallonne ไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าว ถือเป็นกรณีแรกในประวัติศาสตร์สหภาพยุโรปที่รัฐบาลท้องถิ่นสามารถล้มข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ

การที่รัฐสภา Wallonne ของเบลเยียมมีสาเหตุที่ไม่รับข้อตกลงการค้าเสรี CETA ดังกล่าวเนื่องจากข้อตกลงมีการกำหนดว่า ถ้าเกิดข้อขัดแย้งระหว่างแคนาดากับสหภาพยุโรปจะมีการจัดตั้งคณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ตัดสิน รัฐบาล Wallonne ถือว่าอนุญาโตตุลาการอยู่นอกกรอบกระบวนกรของกฎหมายของเบลเยียมและของสหภาพยุโรป ในความเห็นของรัฐสภา Wallonne นั้น การจัดตั้งอนุญาโตตุลาการเป็นปรากฏการณ์ที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยในแง่ที่ประชาชนไม่สามารถที่จะควบคุมกระบวนการทางกฎหมายดังกล่าวได้ นอกจากนั้นสิ่งที่รัฐบาล Wallonne ติดอีกด้านหนึ่งคือ ลักษณะการตั้งอนุญาโตตุลาการดังกล่าวจะเอื้ออำนวยให้บริษัทต่างชาติระดับใหญ่จะสามารถล็อบบี้และหาผลกำไร ผลกระทบทางลบจะอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่

ความจริงนั้น การเจรจาข้อตกลง CETA ถือเป็นการเจรจาที่โอกาสสำเร็จสูงมาก เนื่องจากปมปัญหาความขัดแย้งในด้านการค้าและบริการระหว่างสหภาพยุโรปกับแคนาดามีน้อยมาก ไม่เหมือนกับกรณีของการทำข้อตกลง Transatlantic Trade and Investment Partnership ระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐอเมริกา ที่เต็มไปด้วยข้อขัดแย้ง รัฐมนตรีพาณิชย์ของแคนาดาพูดออกมาในขณะหลั่งน้ำตาว่า แคนาดากับสหภาพยุโรปมีความเป็นหนึ่งเดียวในด้านค่านิยมและวัฒนธรรม ตนไม่เข้าใจว่าข้อตกลงดังกล่าวต้องจบลงในลักษณะนี้ ทั้ง ๆ ที่ดำเนินการมาต่อเนื่องตลอด 7 ปี และแก้ไขข้อขัดแย้งจนหมดสิ้น เหลือแต่ประเด็นเล็ก ๆ จนกลายเป็นประเด็นใหญ่ดังที่กล่าวไว้

ความล้มเหลวของ CETA เป็นภาพฉายความล้มเหลวของเศรษฐกิจการเมืองโลกขณะนี้ กล่าวคือ เป็นภาพฉายของกระแสโลกาภิวัตน์ที่ขยายไปทั่วโลกหลังยุคสงครามเย็นปี 1989 กำลังเจอปัญหาเรื่องการต่อต้านของประชาชนในส่วนต่าง ๆ ของโลก

ดังจะเห็นได้ว่า ในขณะนี้หากพิจารณาจากการเมืองในสหรัฐอเมริกาทั้ง Donald Trump และ Hillary Clinton ต่างมีนโยบายต่อต้าน TPP และกรณีของ Trump ยังต้องการปรับข้อตกลง NAFTA ในกรณีของยุโรป ปัญหาของ Brexit ก็เป็นภาพฉายของประชาชนส่วนใหญ่ของอังกฤษที่ต่อต้านการเปิดเสรีอย่างสุดขั้วและต้องการหันกลับไปสู่ค่านิยมชาติ (Nationalism) อันเป็นภาพฉายของการต่อต้านโลกาภิวัตน์ ในปีหน้าจะมีการเลือกตั้งในสหภาพยุโรป ปรากฏว่าพรรคฝ่ายขวาซึ่งต่อต้านโลกาภิวัตน์ เป็นชาตินิยมกำลังขยายฐานเสียงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนไม่ว่าจะเป็นพรรค Front National ในฝรั่งเศส พรรค Alternative für Deutschland ของเยอรมัน ตลอดจนพรรคขวาจัดที่ขึ้นมามีอำนาจในออสเตรีย โปแลนด์ และสาธารณรัฐเชค เป็นต้น

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ โลกาภิวัตน์ซึ่งพัฒนาคู่ขนานไปกับการเปิดเสรีทางการค้าบริการ เงินทุน และบุคคล อันนำไปสู่การขยายตัวของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในทุกภูมิภาคในกรอบเขตการค้าเสรี (FTA) สหภาพศุลกากร (Custom Union) และตลาดร่วม (Common market) และความสำเร็จของการประชุมรอบอุรุกวัยของ GATT ในปี 1993 ต่างเป็นภาพฉายของการขยายตัวของโลกาภิวัตน์

อย่างไรก็ตาม ในหลายปีที่ผ่านมา กระแสโลกาภิวันต์กำลังได้รับการต่อต้านในหลายประเทศ เนื่องจากกระแสโลกาภิวัตน์นำผลกระทบในด้านลบมาสู่สังคมโลก นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล Joseph Stiglitz ได้เขียนหนังสือสองเล่ม คือ Globalization and Its Discontents และ The Great Divide เนื้อหาของ 2 เล่มนี้สะท้อนปัญหาทางด้านลบของโลกาภิวัตน์ ด้านลบของโลกาภิวัตน์อาจสรุปเป็นประเด็นหลัก ๆ ได้ดังนี้คือ

1. โลกาภิวัตน์เป็นการเจรจาของนักการเมือง Elite โดยที่ประชาชนไม่สมารถควบคุมได้ ซึ่งเป็นกระแสที่กระทบกับหลักการประชาธิปไตย เนื่องจากการเจรจาเขตการค้าเสรีในหลายประเทศจะทำกันลับๆ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถรับรู้หรือมีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจา

2. โลกาภิวัตน์นำไปสู่การขยายตัวของทุนนิยม ด้านลบของทุนนิยมเป็นการขยายตัวการลงทุนโดยสร้างปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น แรงงานเด็กและผู้หญิง ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนและภัยธรรมชาติ และนำมาซึ่งปัญหาความไม่โปร่งใส การคอรัปชั่น การเอื้อประโยชน์ ซึ่งแล้วแต่มีผลกระทบต่อสังคมโลกโดยรวม

3. โลกาภิวัตน์ทำให้เกิดการขยายตัวของช่องว่างระว่างคนรวยกับคนจนในบางประเทศ คนรวย 1% มี GDP มากกว่าคนครึ่งประเทศ

4. โลกาภิวัตน์นำมาซึ่งปัญหาการตกงานและนำไปสู่การเคลื่อนย้ายแรงงานและกลายเป็นปัญหาสังคม

โดยสรุป ในขณะนี้กระแสทั่วโลกมีการขยายตัวการต่อต้านโลกาภิวัตน์ สาเหตุของการต่อต้านดังกล่าวสามารถนำเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาอธิบายได้ว่า ปัญหาของโลกาภิวัตน์เป็นปัญหาที่เกิดจากการดำเนินการโดยขาดเหตุผลและตรรกะ และเป็นการดำเนินการที่สุดขั้ว และเป็นการดำเนินการที่สามารถสร้างวิกฤตได้เพราะทำให้โลกขาดภูมิต้านทาน

โลกาภิวัตน์ซึ่งเป็นกระแสหลักของโลกหลังยุคสงครามเย็นกำลังเผชิญกับการต่อต้านและเริ่มถดถอยลง อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังเชื่อว่า โลกาภิวัตน์ยังเป็นกระแสส่วนหนึ่งซึ่งต้องดำเนินต่อตามข้อเท็จจริงของโลกยุค IT แต่โลกาภิวัตน์จะต้องได้รับการแก้ไขเพื่อลบด้านลบของโลกาภิวัตน์เพื่อให้โลกาภิวัตน์นั้นมีดุลยภาพมากขึ้น นาย Joseph Stiglitz ได้กล่าวสรุปไว้ว่า โลกาภิวัตน์ไม่ได้เป็นเพียงกระแสแต่เป็นทางเลือกของนโยบาย (Choice of Policy)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การพัฒนาเศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต

14717115_1817791121770235_4358563670124378742_n

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในขณะนี้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศกำลังอยู่ในภาวะเศร้าโศกจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในภาวะดังกล่าวนี้ สิ่งที่ดีที่สุดคือการน้อมนำหลักปรัชญาและสืบสานพระ ปณิธานในเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย

หลักเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วย 3 องค์ประกอบซึ่งยึดทางสายกลางเป็นหลักและ 2 เงื่อนไข โดย 3 องค์ประกอบดังกล่าวคือ

1. แนวคิดในด้านพอประมาณ

2. การมีเหตุมีผล (Reasonableness)

3. การสร้างภูมิคุ้มกัน

โดยทั้ง 3 จะสำเร็จได้จากการบรรลุเงื่อนไข 2 ประการคือ

1. การมีความรู้ และ

2. การมีคุณธรรม

การจะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจของประเทศหรือของส่วนตัวก็คือ การพัฒนาความรู้หรือการพัฒนานวัตกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำความรู้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม แนวทางดังกล่าวนั้นคือ การพัฒนาเศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวนโยบายของรัฐบาลในการที่จะบรรลุสู่เป้าหมาย 4.0

จุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) นั้นเกิดจากแนวคิดของนาย John Howkins ซึ่งได้เขียนแนวคิดว่าด้วย Creative Economy ในปี 2001

โดยอธิบายว่าเป็นระบบเศรษฐกิจซึ่งเน้นคุณค่าบนพื้นฐานของคุณภาพบนจินตนาการใหม่ ๆ แทนที่จะเป็นระบบเศรษฐกิจที่เน้นทรัพยากรอันประกอบด้วยแรงงานและเงินทุนแบบเก่า เศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) จะมีความหมายกว้างและครอบคลุมมากกว่าอุตสาหกรรมในเชิงสร้างสรรค์ (Creative Industry)

กล่าวคือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มที่มีนวัตกรรมและครอบคลุมทุกกิจกรรมของระบบเศรษฐกิจ นักวิชาการบางคนกล่าวว่า การพัฒนาในด้านความสร้างสรรค์เป็นลักษณะสำคัญของเศรษฐกิจในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งผิดกับยุคศตวรรษที่ 19 และ 20 ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่เน้นการผลิต (Manufacturing)

ความหมายของเศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) จะเกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาจินตนาการและความสร้างสรรค์ของปัจเจกบุคคลเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กิจกรรมในการสร้างสรรค์ดังกล่าวอาจมีองค์ประกอบเชิงวัฒนธรรมหรือไม่มีก็ได้

อาจกล่าวได้ว่า ในลักษณะเศรษฐกิจดังกล่าวนั่น ความคิดในเชิงสร้างสรรค์ของปัจเจกบุคคลเป็นทั้งจุดกำเนิดของคุณค่าและเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ธุรกรรม เศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์อาจจะครอบคลุมการผลิตสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ วัฒนธรรม ของเล่นและเกม ตลอดจนการวิจัยและการพัฒนา นักวิเคราะห์บางคนได้แบ่งเศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 1. กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และ 2. กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรม

การเน้นเรื่องทรัพยากร (Resource based) และประสิทธิภาพ (Efficiency driven) ในยุคศตวรรษที่ 20 หรือยุคสังคมหลังอุตสาหกรรม (Post industrial society) อันเป็นสังคมข่าวสาร ความรู้ และ Network

ในยุคดังกล่าว องค์ประกอบสำคัญคือข้อมูลความรู้ซึ่งถูกให้ความสำคัญมากกว่าความสร้างสรรค์ใหม่ ๆ และไม่ได้คำนึงถึงการสร้างสรรค์ของปัจเจกบุคคล หรือบริบททางวัฒนธรรม

นับตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ศิลปะและวัฒนธรรมได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในระบบเศรษฐกิจ นำไปสู่แนวคิดที่ว่าด้วยอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (Cultural Industry) และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry) อันเป็นยุคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ Design และสื่อ

ประเทศที่มีส่วนในการพัฒนาแนวคิดดังกล่าวคือประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรมและกีฬา โดยกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย 14 อุตสาหกรรมในปี 1998 แต่บุคคลที่มีความสำคัญในการพัฒนา Creative Economy คือนาย Richard Florida ซึ่งสร้างสรรค์ Creative Class (ชั้นเรียนในเรื่อง Creative Economy) และนาย Charles Landry ซึ่งริเริ่มเรื่องเมืองสร้างสรรค์ (Creative city)

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีบทบาทอย่างมากคือนาย John Howkins ที่ได้กล่าวมาตั้งแต่แรก โดยทั้งนี้เขาให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์เหนือข้อมูลและวัฒนธรรม เขาให้คำจำกัดความคำว่า ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์คือ สินค้าและบริการและประสบการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดจากจินตนาการสร้างสรรค์ และมีลักษณะเป็นส่วนตัว มีความหมายและมีความใหม่ (นวัตกรรม)

เศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) อาจแบ่งสินค้าและบริการเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นเรื่องของการให้เทคโนโลยีมาผสมกับจินตนาการในการสร้างสรรค์ ซึ่งอาจหมายถึง ภาพยนตร์ การขายหนังสือแบบใหม่ เช่น Amazon.com การขายหนังแบบ Netflix, Google และอื่น ๆ ในอีกส่วนหนึ่งของ Creative Economy หมายถึงสินค้าและบริการของประเทศซึ่งได้รับการเติมแต่งแนวคิดเชิงสร้างสรรค์บนบริบทของสังคมและวัฒนธรรม

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศเกาหลีใต้ ตั้งแต่เรื่องอาหารจากการเผยแพร่ภาพยนตร์เกาหลี แดจังกึม และอื่น ๆ อีกประเทศหนึ่งที่หันมาเน้น Creative Economy คือ มาเลเซียซึ่งเน้นเรื่อง Blue Ocean

สำหรับรัฐบาลไทยในปัจจุบัน การพัฒนาเศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์จะเป็นความหวังที่จะนำพาประเทศไทยหลุดออกจากกับดับของประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) Creative Economy ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาความรู้และความสร้างสรรค์จินตนาการและจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต ภายใต้การสรรเสริญของเศรษฐกิจโลก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สหภาพยุโรป : ยุคแห่งปัญหา

2

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

สหภาพยุโรปจะครอบรอบ 60 ปีในเดือนมีนาคมปีหน้า สหภาพยุโรปจริง ๆ แล้วกำเนิดขึ้นจากประชาคมถ่านหินและเหล็กยุโรปอันเป็นผลจากแผนชูมอง (Schuman Plan) ปี 1952 และกลายเป็นประชาคมยุโรปในเดือนมีนาคม 1957

เมื่อกำเนิดขึ้นอีก 2 ประชาคมคือประชาคมพลังงานปรมาณูยุโรปและประชาคมเศรษฐกิจยุโรป ทั้ง 3 ประชาคมที่ได้กล่าวถึงมีความเชื่อมโยงผูกพันกันและถือเป็นจุดกำเนิดของประชาคมยุโรป ซึ่งต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ การพัฒนาการรวมกลุ่มถึงขั้นตลาดร่วม (Common market) เมื่อประชาคมยุโรปบรรลุเป้าหมายดังกล่าวปี 1992 ในกรอบของยุโรปตลาดเดียว (European Single Market) ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1993 ผลของสนธิสัญญามาสทริชต์ (Maastricht Treaty) ทำให้ประชาคมยุโรปพัฒนาอีกก้าวมาสู่สหภาพยุโรป (European Union) ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลักคือ 1.สหภาพทางเศรษฐกิจและการเงินซึ่งนำไปสู่การมีเงินสกุลเดียวกัน 2.การประสานนโยบายด้านมหาดไทย 3.การประสานนโยบายด้านความมั่นคงและต่างประเทศ

ตลอด 60 ปี พัฒนาการของสหภาพยุโรปซึ่งมีประเทศสมาชิกเริ่มต้นจาก 6 ประเทศและขยายสู่ปัจจุบัน 28 ประเทศ ต่างต้องเผชิญปัญหาวิกฤตหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่ความล้มเหลวของประชาคมการป้องกันแห่งยุโรป (European defence community) ในปี 1954 ตามมาด้วยวิกฤตของประธานาธิบดีชาร์ล เดอ โกลด์ ซึ่งเรียกว่า วิกฤตเก้าอี้ว่าง (Empty chair crisis)  ผลกระทบจากการรวมเยอรมันปี 1990 อันเป็นผลมาจากการล้มสลายของคอมมิวนิสต์ ยุโรปตะวันออกในปี 1989 และล่าสุดคือ ผลกระทบจากวิกฤตทางเศรษฐกิจในอเมริกาปี 2008 ที่เราเรียกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ อันก่อให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและการเงินครั้งสำคัญกับสหภาพยุโรปในปี 2011-2013 จนทำให้เงินสกุลยูโรเกือบจะพังพินาศ

ในปัจจุบัน แม้สหภาพยุโรปจะมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแต่ก็เป็นการฟื้นตัวที่อ่อนแอและอาจจะทรุดตัวลงจนกลายเป็นวิกฤตอีกระลอกหนึ่งก็ยังเป็นไปได้ ปัญหาของสหภาพยุโรปในปัจจุบันที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องปัญหาทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาทางสังคม การเมืองและความมั่นคงอย่างไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่ก่อตั้งสหภาพยุโรปเมื่อ 60 ปีที่แล้ว

ปัญหาดังกล่าวสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้คือ

1. ประเด็นทางเศรษฐกิจ สามารถสรุปได้ 2 เรื่องหลัก ๆ คือ ปัญหาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 1% อาจจะมีบางประเทศที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะสเปนซึ่งตัวเลขล่าสุดขยายตัวได 3.1%

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอย่างอ่อนแอของประเทศในสหภาพยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่มยูโรโซน 19 ประเทศเป็นการฟื้นตัวจากมาตรการประคับประคองอย่างเต็มที่โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้มาตรา QE รอบแล้วรอบเล่า จนขณะนี้ต้องกระตุ้นเป็นจำนวน 8 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน ซึ่งตามกำหนดจะจบในเดือนมีนาคมปีหน้า แต่อาจขยายเวลาออกไปได้อีก

นอกจากนั้น ธนาคารกลางยังใช้ดอกเบี้ยติดลบเป็นเครื่องมือโดยหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจ กล่าวคือ เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในธนาคารกลาง ECB จะถูกทำโทษด้วยดอกเบี้ยติดลบ 0.4% มาตรการดังกล่าวทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้างเล็กน้อย แต่ก็สร้างปัญหาให้ธนาคารพาณิชย์ยุโรปมีผลการดำเนินงานขาดทุนและนำไปสู่ปัญหาเรื่องที่ 2

คือ ปัญหาของธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะในเยอรมนี อิตาลี และโปรตุเกส ข่าวคราวของ Deutsche Bank ของเยอรมนีซึ่งเกี่ยวข้องกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์จนทำให้ศาลในอเมริกาลงโทษ เรียกร้องให้ Deutsche Bank จ่ายค่าปรับ 14,000 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

นอกจากนั้น ผลของ Brexit ก็ทำให้ธนาคารพาณิชย์โดยเฉพาะในอิตาลีและเยอรมนีต้องเผชิญกับราคาหุ้นที่ลดลง อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ราคาหุ้นลดลงคือ กำไรที่ลดลงจากผลตอบแทนของดอกเบี้ยที่ต่ำ จากผลของมาตรการของ ECB ปัจจัยดังกล่าวทั้งหมดส่งผลให้ผู้ฝากเงินใน Deutsche Bank รวมทั้ง Hedge fund มีการถอนเงินจากธนาคารจนเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ปัญหา Deutsche Bank น่าจะจำกัดขอบเขตไม่น่าขยายตัวเป็นวิกฤต เนื่องจากธนาคาร Deutsche Bank มีสภาพคล่องกว่า 2 แสนล้านถือว่ายังสามารถรองรับการถอนเงินได้มาก เมื่อเทียบกับ Hedge fund ถอนไปแค่ 3 พันล้านยูโร ขณะที่ Deutsche Bank กำลังเจรจากับศาลยุติธรรมอเมริกาเพื่อลดค่าปรับ ทางออกของ Deutsche Bank ยังสามารถเพิ่มทุนหรือได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารกลางซึ่งมีกองทุนกว่า 5 แสนล้าน (European Financial Stability Mechanism)

และสุดท้ายถ้าจำเป็นจริง ๆ ยังสามารถได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเยอรมัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่น่าจับตามองของเศรษฐกิจยุโรปคือ ความเปราะบางของธนาคารพาณิชย์ในอิตาลี และโปรตุเกส โดยเฉพาะอิตาลี ซึ่งมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวนสูง มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ สิ่งที่เกรงก็คือ การขาดความเชื่อมั่นของผู้ฝากซึ่งอาจนำไปสู่การลามปามของปัญหาจนทำให้ปัญหาขยายตัวรุนแรงขึ้น

2. ประเด็นทางสังคม สหภาพยุโรปกำลังเผชิญปัญหาก่อการร้ายและผู้ลี้ภัย ปีที่แล้วมีผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะจากตะวันออกกลางเข้าสู่สหภาพยุโรปกว่าล้านคน 90% ลี้ภัยในเยอรมัน ปัญหาการลี้ภัยนั้น นำไปสู่การแตกแยกระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปโดยในด้านหนึ่งรัฐบาลเยอรมันต้องการให้ประเทศสมาชิกกำหนดโควตาเพื่อรับผู้ลี้ภัย

ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศตะวันออก ไม่ว่าจะเป็น โปแลนด์ ฮังการี เชค สโลวาเกียและออสเตรีย ต่างก็ไม่ยอมรับนโยบายดังกล่าวอีกทั้งต้องการให้มีการควบคุมหรือปิดพรมแดนซึ่งกระทบกับเรื่องเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายอันเป็นองค์ประกอบของตลาดร่วม Brexit ก็เป็นผลส่วนหนึ่งจากความไม่พอใจของคนอังกฤษต่อปัญหาผู้ลี้ภัย ปัญหาผู้ลี้ภัยในยุโรปก็สร้างปัญหาการก่อการร้ายใน 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งในฝรั่งเศส เบลเยี่ยม รวมทั้งเยอรมนี ต้องเผชิญกับปัญหาการก่อนการร้ายที่รุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ

3. ประเด็นการเมือง ผลจากวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคมข้างต้น นำไปสู่วิกฤตทางการเมืองทั้งภายในและภายนอก ในแง่ภายในเกิดการขยายตัวของพรรคขวาจัด บางพรรคพัฒนามาจากนาซีในอดีตโดยเฉพาะในออสเตรีย พรรค Freedom Party (FPO) ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นที่รังเกียจของประชาชนกำลังเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยตัวแทนพรรคอาจได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในเวลาอันใกล้นี้

พรรคขวาจัดพรรค Front National ในฝรั่งเศส พรรค United Kingdom for Independence ของอังกฤษ พรรค Alternative für Deutschland ของเยอรมัน พรรคต่าง ๆ เหล่านี้บางแห่งก็ขึ้นมาเถลิงอำนาจโดยเฉพาะในกลุ่ม Visegrad ซึ่งประกอบด้วย ประเทศโปแลนด์ สาธารณรัฐเชก สโลวาเกีย และฮังการี ในปีหน้าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในฝรั่งเศสและเยอรมนี พรรคขวาจัดเหล่านี้จะได้รับคะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน พรรคขวากลาง และซ้ายกลาง (Mainstream) หลายพรรคต้องปรับนโยบายจากขวากลาง ซ้ายกลางมาเป็นขวาจัดมากขึ้น เช่น พรรค Les Républicains ในฝรั่งเศส การขยายตัวของพรรคขวาจัดจริง ๆ แล้วไม่ได้จำกัดแค่ในยุโรปเท่านั้น Donald Trump ในอเมริกา และ Duterte ในฟิลิปปินส์ก็เป็นภาพฉายของอุดมการณ์ขวาจัดที่ไม่ได้จำกัดแค่ในยุโรปเท่านั้น

ในแง่ภายนอกก็คือประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ สหภาพยุโรปได้รับการคุกคามจากนโยบายแข็งกร้าวของรัสเซีย ซึ่งนอกจากยึดไครเมียไปแล้ว ยังมีท่าทีข่มขู่คุกคามประเทศสหภาพยุโรปและ Nato ยิ่งมีปรากฏการณ์ของนโยบาย Trump ที่เกี่ยวข้องกับ Nato ความไม่แน่ใจของผู้นำยุโรปต่อข้อผูกพันทางกฎหมายของ Nato ในมาตรา 5 ที่ว่า ประเทศสมาชิก Nato จะให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งได้รับการคุกคามจากภายนอก ผู้นำในยุโรปทั้งอยู่ใน Nato และไม่อยู่ ต่างอยู่ในขั้นการประเมินสถานการณ์ถึงผลกระทบทางการเมืองในอเมริกาและภัยคุกคามจากรัสเซีย

โดยสรุป อาจกล่าวได้ว่า สหภาพยุโรปในตลอด 60 ปีที่ผ่านมานั้น ยังไม่เคยเผชิญกับปัญหาวิกฤตรุนแรงถึงขั้นที่เกี่ยวข้องกับการอยู่รอดดั่งในปัจจุบัน ประธานคณะกรรมาธิการนาย Jean-Claude Juncker ถึงกับเรียกวิกฤตนี้ว่า Existential Crisis หรือวิกฤตแห่งความอยู่รอด

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

วิเคราะห์การโต้วาทีครั้งแรกระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “ฮิลลารี คลินตัน”

5e25da37-61d7-44fd-a9a3-b2f5b8b5a791-620x372 (1)

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

การโต้วาทีครั้งแรกในวันที่ 27 กันยายนระหว่าง Donald Trump และ Hillary Clinton ซึ่งเป็นตัวแทนของพรรค Republican และพรรค Democrat ในการชิงชัยขึ้นเป็นประธานาธิบดีที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้นั้นมีจุดที่น่าสนใจในการวิเคราะห์คือ

1. ในเรื่องสไตล์และวิธีการโต้วาทีจะเห็นความแตกต่างชัดเจน ขณะที่ Hillary Clinton แสดงตัวตนในลักษณะที่มีเหตุผล ไม่แสดงออกถึงอารมณ์และยึดเอาเนื้อหาและนโยบายเป็นตัวตั้งเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็จะมีการโต้ตอบในเรื่องของตัวบุคคลในการโจมตี Trump ในเรื่องการโกหก การพูดจาไม่อยู่ในร่องกับรอย การดูถูกคนโดยเฉพาะการที่Trump เหยียดผิว เชื้อชาติ ศาสนา และเพศ (racism)

ขณะที่สไตล์ Trump จะมีการเน้นนโยบายบางส่วน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการโจมตีตัวบุคคลคือ Hillary Clinton โดยเฉพาะเรื่องการมี server ส่วนตัว การโกหก เช่น เรื่องสุขภาพของนาง Hillary Clinton กล่าวคือพยายามเน้นลักษณะ Crooked Hillary Clinton ให้มากที่สุด ในขณะที่เนื้อหาสาระจะเป็นประเด็นรอง

ปรากฏว่า เอาเข้าจริง ๆ Hillary Clinton สามารถแก้เกมในส่วนนี้จนกระทั่ง Donald Trump ตกเป็นเบี้ยล่าง โดยเฉพาะการโจมตีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการไม่เปิดเผยการชำระภาษีของ Donald Trump และลักษณะการเหยียดผิวของ Donald Trump อีกทั้งยังรักษาความสงบและสมาธิ และควบคุมอารมณ์ได้อย่างดี ในขณะที่ Donald Trump ใช้วิธีการก่อกวนตลอดเวลา

2. ในส่วนของเนื้อหานโยบายแถบจะกล่าวได้ว่า การโต้วาทีครั้งนี้แสดงออกถึงความแตกต่างด้านวัยวุฒิและคุณวุฒิอย่างมหาศาล ขณะที่ Hillary Clinton เน้นนโยบายเป็นรูปธรรม มีเหตุมีผล เช่น พูดถึงเรื่องรายจ่ายที่ประกาศชัดว่าใน 100 วันแรกจะเสนอสภาคองเกรสเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน 275,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยทั้งนี้จะได้รายได้มาใช้จ่ายจากการขึ้นภาษี โดยการเพิ่มภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 65% สำหรับผู้ที่มีรายได้สูงสุด และจะมีการเก็บภาษีขึ้นต่ำสุด 30% สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขึ้นไป มีการเก็บภาษี Surtax 4% (ภาษีพิเศษ) สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ 5 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป มีการเพิ่มการเก็บภาษี capital gain tax (ภาษีกำไร) สำหรับสินทรัพย์ที่ถือครอง 1-6 ปี

ในขณะที่ Donald Trump มีการเน้นการใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานจำนวนมหาศาล แต่ขณะเดียวกันก็มีการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 39.6% เหลือ 25% และลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 35% เหลือ 15%

ซึ่งโดยรวม นักเศรษฐศาสตร์คำนวณว่าถ้า Donald Trump ทำได้ตามที่พูดจริงจะทำให้รายได้ของประเทศในรูปภาษีหายไป 9.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ใน 10 ปี หรือเท่ากับ 20% ของรายได้ภาษี นั่นก็คือ แนวนโยบายดังกล่าวจะทำให้หนี้สาธารณะของอเมริกาซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 75% ต่อ GDP มีแนวโน้มพุ่งขึ้น จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า การโต้วาทีครั้งนี้แสดงถึงความรอบรู้ ความชำนาญ การทำการบ้าน และการมีเหตุมีผล (Rational)  ของ Hillary Clinton เมื่อเทียบกับลักษณะที่อ่อนหัด การขาดความรู้ ความเข้าใจในลักษณะองค์รวมของ Donald Trump

จากสไตล์และเนื้อหาที่ได้วิเคราะห์ไว้ ผลจากการสำรวจของ CNN ปรากฏว่า คนดูให้ Hillary Clinton ชนะกว่าร้อยละ 60 ในขณะที่ Donald Trump มีผู้สนับสนุนเพียงร้อยละ 20 กว่าเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การโต้วาทีครั้งนี้เป็นครั้งแรก การแสดงออกถึงความรู้ ความสามารถ ลักษณะการไร้เหตุผล และลักษณะอันธพาลของ Donald Trump

นั้นถูกนักวิเคราะห์เปรียบเปรยว่า Hillary Clinton เป็นเหมือนครูใหญ่ที่กำลังสอนเด็กเกเรในโรงเรียน ผลดังกล่าวไม่ได้สรุปว่า Hillary Clinton จะชนะ Donald Trump ขาดลอย หรือในท้ายที่สุดผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนอาจะพลิกล็อก กลายเป็น Donald Trump เป็นผู้ชนะก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ซึ่งประมาทไม่ได้

เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ การโต้วาทีเพิ่งผ่านไปเพียงครั้งแรก ยังเหลืออีก 2 ครั้ง นอกจากนั้น ผลของการโต้วาทีโดยทั่วไปในอดีตไม่ค่อยเปลี่ยนผลการหยั่งเสียงมากเท่าไหร่ พูดง่าย ๆ คือ พวกที่ยังไงก็เลือก Donald Trump ก็จะเลือกเหมือนเดิม และพวกที่ยังไงก็เลือก Hillary Clinton ก็จะเลือกเหมือนเดิม จะมีเพียงกลุ่มที่ยังไม่ได้ตัดสินใจที่การโต้วาทีจะมีส่วนในการช่วยตัดสินใจ และการวิเคราะห์การโต้วาทีจะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงในการนำไปสู่การเปลี่ยนแนวคิดในการหยั่งเสียง ยกเว้นการโต้วาทีระหว่าง Kennedy กับ Nixon, Reagan กับ Carter, Bush กับ Al Gore เท่านั้นที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ

จากนี้ไปสู่การเลือกตั้งยังจะต้องผ่านการโต้วาทีอีก 2 ครั้ง คะแนนเสียงของ Donald Trump กับ Hillary Clinton จะเพิ่มขึ้นหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้

1. Hillary Clinton ต้องป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ภาพของ crooked Hillary มีน้ำหนักมากขึ้น เช่น ถูกโจมตีเรื่องความโปร่งใส่ด้านใดด้านหนึ่งมากขึ้น อีกส่วนคือความสามารถในการโต้ตอบกับ Donald Trump ที่ใช้การยั่วยุ และเล่นแบบสงครามกองโจรประเภทตั้งตัวไม่ติดในการโต้วาทีต่อไป

2. คะแนน Donald Trumpจะดีขึ้นถ้า Donald Trump ลดความเป็นอันธพาลมีเหตุมีผล ทำการบ้าน สามารถโต้ตอบนโยบายได้ดี หรือแสดงออกถึง Presidential

โดยสรุป Hillary Clinton จะได้หรือไม่จะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของ Donald Trump จะออกมาในทางบวกหรือลบต่อไปมากกว่า

ถ้าวิเคราะห์ถึงผลกระทบจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นที่เกรงกันว่าถ้า Donald Trump ขึ้นมาแล้วจะนำไปสู่ความตึงเครียดในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายของ Donald Trump ที่ต้องการกดดันประเทศต่าง ๆ ทั้งในกรอบ Nato และในเอเชีย โดยให้พันธมิตรต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยมองว่าประเทศเหล่านี้ป้องกันตนเองโดยอาศัยเงินอเมริกาและปรมาณูอเมริกาในการถ่วงดุลฝ่ายตรงข้ามซึ่งถ้าในยุโรปคือรัสเซีย และถ้าในเอเชียคือจีนและเกาหลีเหนือDonald Trump ถึงกลับประกาศว่าจะถอนตัวจาก Nato ถ้าสมาชิก Nato ในยุโรปไม่แบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกรณีญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

การข่มขู่ดังกล่าวเป็นที่หวั่นเกรงในกลุ่มของนักวิเคราะห์ด้านต่างประเทศในทำนองว่า ในส่วนของยุโรปนั้น ภัยคุกคามจากรัสเซียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การแสดงท่าทีของ Donald Trump จะทำให้สมาชิก Nato ของยุโรป เกิดความไม่แน่ใจว่า ผู้นำอย่าง Donald Trump จะยอมรับปฏิบัติตามมาตรา 5 ของสนธิสัญญา Nato (ประเทศใดถูกคุกคาม ประเทศอื่น ๆ ต้องช่วยเหลือ รวมทั้งการใช้กำลัง)

ผลกระทบทางจิตวิทยาคือ ผู้นำยุโรปเหล่านี้อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายโดยใกล้ชิดกับรัสเซียมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต เช่น ลัตเวีย ลิทัวเนีย เอสโตเนีย และกลุ่มกติกาสัญญาวอร์ซอ โปแลนด์ ฮังการี เชค สโลวาเกีย และอื่น ๆ ซึ่งหลายประเทศมีพรมแดนติดกับรัสเซีย ซึ่งหมายถึงการที่ Donald Trump ขึ้นมาจะมี การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-politic) หลังสงครามเย็น เช่นเดียวกับกรณีของเอเชียสามารถวิเคราะห์ได้ว่า สมาชิกอาเซียนอาจจะไปใกล้ชิดขึ้นกับจีนมากขึ้น (รวมทั้ง 4 ประเทศที่มีปัญหาทะเลจีนใต้กับจีน) เพราะประเทศเหล่านี้คาดว่าไม่สามารถพึ่งพาอเมริกาในกรอบของความมั่นคงในทะเลจีนใต้ และอาจผลักดันให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีความจำเป็นในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในการป้องปราม (Deterrent) อีกทั้งทำให้เกาหลีเหนือมีความฮึกเหิมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า หาก Donald Trump ได้เป็นประธานาธิบดีภาพดังกล่าวก็ไม่น่าเกิดขึ้นเพราะในตอนหาเสียงกับตอนเป็นประธานาธิบดี Donald Trump จะเล่นคนละบทบาทเมื่อได้เป็นประธานาธิบดีเขาจะมีเหตุผลมากขึ้น (Rational) ดังจะเห็นจากการหาเสียงระยะหลังกับระยะแรก

ที่ปรึกษาของ Donald Trump ได้กล่าวว่า คำพูดของ Donald Trump ไม่ใช่ Policy proposal แต่เป็นพื้นฐานในการเจรจาต่อรองเท่านั้น พูดอีกอย่างคือ คำข่มขู่ของ Donald Trump ดังกล่าว อาจมีผลทำให้ประเทศสมาชิกของ Nato และเอเชียยอมเพิ่มค่าใช้จ่ายในการปกป้องร่วมกัน ทั้ง ๆ ที่เดิมเลย Nato 28 ประเทศมีข้อตกลงจะเพิ่มค่าใช้จ่าย 2% ต่อ GDP ทางการทหารเพื่อให้ Nato ยังมีเขี้ยวเล็บ เอาเข้าจริงมีเพียง 5 ประเทศที่ทำตาม ดังนั้นถ้า Donald Trump ได้เป็นประธานาธิบดี การข่มขู่ของ Donald Trump อาจมีผลทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องปฏิบัติตาม

โดยสรุป ผู้เขียนเชื่อว่า Hillary Clinton จะมีความได้เปรียบมากกว่า Donald Trump โดยเฉพาะบุคลิก ความฉลาด ความรอบรู้ ประสบการณ์ แต่ทั้งนี้ในแง่การเมืองประมาทไม่ได้ ดูจากการเมืองไทยเป็นตัวอย่าง บางคนไม่มีเหตุมีผล รู้ทั้งรู้ว่าเป็นอันธพาล พูดจามันส์ ๆ ใช้นโยบายที่ก่อผลร้ายในอนาคต ก็ยังพูดให้คนรักได้ การเมืองเช่นนี้ก็เกิดขึ้นได้ในอเมริกาเช่นกัน และทั่วโลกพวกขวาจัด (Populism) กำลังมีทิศทางในการขึ้นมา ปรากฏการณ์ของ Donald Trump จึงเป็นภาพฉายของยุโรป อเมริกา และเอเชียเช่นการขึ้นมาของนาย Duterte

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น