กลับสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง

7369

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 3 นับตั้งแต่การปฏิรูประบบการเลือกตั้งของอินโดนีเซียเมื่อปี 2004 โดยการเลือกตั้งครั้งแรกและครั้งที่ 2 ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งก็คือนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน โดยที่วาระการเป็นประธานาธิบดีคือ 5 ปี และเป็นได้สูงสุด 2 วาระ ครั้งนี้นายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโนจึงลงสมัครแข่งขันไม่ได้ เพราะดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระแล้ว การแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในครั้งที่ 3 นี้จึงเป็นการแข่งขันระหว่างนายโจโกวี แห่งพรรค PDI-P ซึ่งเป็นพรรคภายใต้การนำของลูกสาวนายซูการ์โนอดีตประธานธิบดีอินโดนีเซียซึ่งก็คือนางซูการ์โนบุตรีนั่นเอง คู่แข่งของนายโจโกวีก็คือนายปราโบโว สุเบียนโต แห่งพรรค Great Indonesia Movement Party ทว่า ผลการเลือกตั้งในวันที่ 9 กรกฎาคมยังไม่มีการประกาศผลอย่างเป็นทางการ เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่มาก มีหมู่เกาะมากมาย กระจัดกระจายในอาณาเขตที่เกือบเท่ากับหนึ่งทวีป ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการนับคะแนน และผลการนับคะแนนจะประกาศอย่างเป็นทางการโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในวันที่ 22 กรกฎาคม อย่างไรก็ตาม จากการประเมินคะแนนเสียงก็เกิดการขัดแย้งกันอย่างชัดเจน โดยทางฝั่งของนายโจโกวี องค์กรหยั่งเสียงชั้นนำก็ให้คะแนน 52% ขณะที่นายปราโบโว สุเบียนโต ได้ 48% และอีกหลายแห่งก็ให้คะแนนนำกับนายโจโกวีมากกว่า

ขณะเดียวกัน องค์กรหยั่งเสียงที่จ้างโดยนายปราโบโว สุเบียนโต กลับให้ผลตรงกันข้าม คือให้นายปราโบโว สุเบียนโต มีคะแนนนำเหนือนายโจโกวี ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีผู้สนับสนุนมากมายที่ให้ความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องการเลือกตั้ง และถ้าการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันที่ 22 กรกฎาคมเกิดไม่เป็นที่ยอมรับของอีกฝ่าย ก็จะเกิดการขยายความขัดแย้งและเรื่องก็จะเข้าสู่การตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งต้องตัดสินภายในวันที่ 22 สิงหาคม และผู้ที่จะมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ก็จะขึ้นมารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแทนนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ในเดือนตุลาคม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ จะเกิดความขัดแย้งจากผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่ายซึ่งจะทำให้เสถียรภาพทางการเมืองที่เคยเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงหลังยุคนายซูฮาร์โตในปี 1999 โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีภายใต้การนำของประธานาธิบดีซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน

ระบบการเลือกตั้งของดินโดนีเซียได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยมีการปฏิรูปต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา และการปฏิรูปครั้งล่าสุดคือปี 2008

รัฐสภาของอินโดนีเซียประกอบด้วย 2 สภา สภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเรียกชื่อย่อว่า DPR มีสส. ทั้งหมด 560 คน จากการเลือกตั้งทั้งหมด 27 จังหวัด ส่วนสภาบนหรือเรียกชื่อย่อว่า DPD จะมีจำนวน 132 คน

การเลือกตั้งประธานาธิบดีนั้นจะมี 2 รอบ ในรอบแรกถ้ามีผู้ได้รับคะแนนเสียงเกิน 50% และมีคะแนนเสียงเกิน 20% ซึ่งประกอบด้วย ครึ่งหนึ่งของจังหวัดทั้งหมด ก็จะได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้เลย ซึ่งก็ปรากฏเป็นครั้งแรกในปี 2009 โดยนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ได้รับการเลือกตั้งผ่านเพียงรอบเดียว ในกรณีที่ไม่เกินครึ่งหนึ่งก็ต้องไปแข่งรอบสอง ซึ่งที่ผ่านมานายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ก็ได้รับชัยชนะในรอบสอง ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2004 โดยมีชัยชนะเหนือนางซูการ์โนบุตรี

ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเพื่อมีสิทธิในการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีนั้นจะต้องได้รับเสียงสนับสนุน 20% (120 คน) จากสภาล่าง และ 25% (จากคะแนนเสียงของประชากรทั้งหมด) กล่าวคือ การเลือกตั้งนิติบัญญัติครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนจะเป็นตัวกำหมดผู้ที่จะขึ้นมาแข่งขันเป็นประธานาธิบดี ซึ่งผลก็คือ นายโจโกวี แห่งพรรค PDI-P ซึ่งต้องเสนอชื่อรองประธานาธิบดีซึ่งก็คือ นายกัลลา อีกคนหนึ่งคือนายปราโบโว สุเบียนโต แห่งพรรค Great Indonesia Movement Party และซึ่งผู้ลงแข่งตำแหน่งรองประธานาธิบดีก็คือนายฮัตตา ราจาซา แห่งพรรค PAN ทั้งสองต่างต้องพึ่งการรวมตัวของพรรคการเมืองหรือพันธมิตรทางการเมืองเพื่อได้รับชัยชนะ

การเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 9 กรกฎาคม ถือเป็นรอบแรก อย่างไรก็ตาม โอกาสจะเกิดรอบ 2 คงมีน้อยมาก เนื่องจากเป็นการแข่งขันเพียง 2 คน ดังนั้น คนใดคนหนึ่งต้องได้คะแนนเสียงเกิน 50% แน่นอน ไม่ได้แข่งรอบ 2 เพียงแต่มีปัญหาว่า ผู้แพ้จะยอมรับผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการได้หรือไม่เท่านั้นเอง

นายโจโกวีนั้น ความจริงแล้วโด่งดังและเป็นที่รู้จักจากการเป็นผู้ว่านครจาการ์ตา และได้แสดงฝีมือด้านการบริหารการจัดการจนเป็นที่ยอมรับ อดีตเป็นลูกช่างไม้และเป็นคนถ่อมตัว แต่มีหลักการซื่อสัตย์ และมีความสามารถด้านการบริหารจัดการในนครจาการ์ตามาก่อน ส่วนนายปราโบโว สุเบียนโตเป็นลูกเขยของนายซูฮาร์โตและมีปัญหาอื้อฉาวเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่มีผู้สนับสนุนเป็นนายทุนและกลุ่มอำนาจเก่า โดยเฉพาะพรรค Golkar และพรรคของนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน โดยมีนโยบายเน้นการใช้อำนาจอย่างเอาจริงเอาจังซึ่งสะท้อนภาพตรงข้ามกับนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโนที่ถูกมองว่าเหยาะแหยะ

ถ้าผลการเลือกตั้งของอินโดนีเซียไม่เป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่าย การเมืองอินโดนีเซียจะเข้าสู่โหมดความวุ่นวายอีกครั้ง เพราะสังคมอินโดนีเซียมีการแยกขั้วจากอำนาจเก่าและมีปัญหาคอรัปชั่นในเกณฑ์สูง ความเชื่อมั่นของต่างชาติก็คงจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอินโดนีเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าการเลือกตั้งผ่านไปอย่างเรียบร้อย อินโดนีเซียจะผงาดเป็นประเทศที่มีความสำคัญและเป็นผู้นำในภูมิภาคตามที่ผู้นำอินโดนีเซียแทบทุกคนต้องการ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีประชากร 240 ล้านคนซึ่งมากที่สุดในอาเซียน มีมุสลิมสายกลางมากที่สุดในโลก มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล อีกทั้งค่าแรงถูกกว่าไทยประมาณครึ่งหนึ่ง ข้อเสียของอินโดนีเซียคือ Infrastructure ล้าหลังและพึ่งพาการส่งออกสินค้าเพียงไม่กี่ตัว ผู้นำคนใหม่คงต้องปฏิรูปและพัฒนาสินค้าและบริการตัวใหม่ ๆ พร้อมทั้งพัฒนาด้าน Infrastructure อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

กระบวนการคัดเลือกภายในพรรค ทางออกของการปฏิรูปการเมือง

7001รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ขณะนี้มีการวางรูปแบบในการปฏิรูปทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ในการปฏิรูปการเมืองก็มีการถกเถียงถึงเรื่องระบบการเลือกตั้ง ให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง การใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเยอรมัน ซึ่งผสมผสานระหว่างการเลือกตั้งแบบใช้เสียงข้างมาก (Majority vote) และการเลือกตั้งแบบสัดส่วน (Proportional representation) หรือระบบปาร์ตี้ลิสต์ (Party-list) โดยการเลือกตั้งในเยอรมันกำหนดมีจำนวนส.ส. จากทั้งสองแบบเท่ากัน (ความจริงแล้ว ในรัฐธรรมนูญปี 40 ของเราก็ได้ลอกรูปแบบการเลือกตั้งของเยอรมันมาแล้ว เพียงแต่ว่าเราใช้ระบบเลียงข้างมาก 80% และใช้ระบบปาร์ตี้ลิสต์ 20%)

ความจริงระบบการเลือกตั้งในโลกแม้จะมีจำนวนเป็นร้อย ๆ รูปแบบแต่ในสาระสำคัญก็สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ รูปแบบที่1 ระบบเสียงข้างมาก (Majority vote) รูปแบบที่ 2 ระบบสัดส่วน (Proportional representation) หรือปาร์ตี้ลิสต์

ระบบแรก ระบบเสียงข้างมาก (Majority vote) หมายความว่า ประเทศจะถูกแบ่งเป็นเขตการเลือกตั้งมากมาย อาจจะแบ่งเป็นเขตจังหวัดหรืออาจจะเล็กกว่านั้นกว่าก็ได้ ผู้ที่ได้เสียงมากสุด อาจจะ 1 หรือ 2- 3 คนก็ได้จะได้รับการเลือกตั้ง ระบบนี้ทางทฤษฎีจะทำให้รัฐบาลเกิดความมั่นคง เพราะจะทำให้พรรคใหญ่เกิดขึ้น พรรคเล็กจะมีน้อย (ตรรกะคือ คนจะเลือกพรรคใหญ่ที่ชอบน้อยแต่มีโอกาสชนะเยอะ มากกว่าที่จะเลือกพรรคเล็กที่ชอบเยอะแต่มีโอกาสชนะน้อย) ระบบนี้จึงเอื้อต่อพรรคใหญ่และจะทำให้รัฐบาลมีความั่นคง พรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ จะหายไป ข้อเสียคือ ระบบนี้ไม่ยุติธรรม เพราะพรรคที่ได้ที่สองแม้จะได้คะแนนแพ้เพียงเล็กน้อยก็จะไม่มีตัวแทนได้รับคัดเลือก ผลที่ตามก็คือ พรรคที่หนึ่งอาจจะมีสส. จำนวนเยอะมาก ทั้ง ๆ ที่เมื่อดูสัดส่วนคะแนนที่ได้รับอาจจะไม่มาก บางพรรคที่มีสัดส่วนคะแนนเสียง 10% ก็อาจจะไม่มี ส.ส.ในรัฐสภาเลยก็ได้

ระบบที่ 2 ระบบสัดส่วน (Proportional representation) หรือปาร์ตี้ลิสต์ ระบบนี้เขตการเลือกตั้งทั้งประเทศจะเป็นเขตเดียวหรือ 3-4 เขตก็ได้ พรรคการเมืองเองจะส่งรายชื่อเรียงลำดับหนึ่งถึงสุดท้ายให้ครบ เช่น ในกรณีเยอรมัน ระบบที่ 1 กับระบบที่ 2 จะมีจำนวน ส.ส. เท่ากันคือ 298 คน เวลาเลือกตั้งประชาชนจะได้บัตร 2 ใบ ใบที่ 1 จะเลือกตัวแทนเขต และใบที่ 2 จะเลือกพรรคการเมือง เสร็จแล้วก็จะดูคะแนนที่ได้ทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วนเท่าใด เช่น พรรคสังคมนิยมเยอรมันได้ 38% ของคะแนนทั้งหมด พรรคคริสเตียนเดโมแครตได้ 35% พรรคเสรีนิยมได้ 10% ผลที่ได้ก็คือ พรรคสังคมนิยมจะได้ส.ส. 38% ของยอด 298 (113 คน) พรรคคริสเตียนจะได้สส. 35% ของยอด 298 (104 คน) และพรรคเสรีนิยมจะได้ส.ส. 10% ของยอด 298 (29 คน) เป็นต้น จะเห็นได้ว่าระบบมีความยุติธรรม แต่ข้อเสียคือ จะเกิดพรรคเล็กพรรคน้อยเต็มไปหมดทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ

ระบบการเลือกตั้งเยอรมันและในอีกหลาย ๆ แห่ง จึงกำหนดวิธีการผสมผสาน 2 ระบบอย่างละครึ่งตามที่ได้วิเคราะห์ไว้ และสร้างเสถียรภาพจากกำจัดพรรคเล็กออกไปโดยกำหนดให้พรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงต่ำกว่า 5% จะไม่มีสส.ในสภา หรือถ้ามีสส.ต่ำกว่า 3 คน (เช่น 2 คน) ก็จะไม่มีสส.เลย

ระบบการเลือกตั้งเยอรมันดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ในทางตรงกันข้าม ในอิตาลี รัฐธรรมนูญปี 2005 ซึ่งยังคงบังคับใช้อยู่ก็มีการใช้ระบบสัดส่วนทั้งในสภาบนและสภาล่าง แต่ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ การเมืองอิตาลีวุ่นวาย ขาดเสถียรภาพ มีปัญหาการโกง มีคนอย่างแบร์ลุสโกนี ปัญหาคือทำไม ?

เหตุผลที่ทำให้เยอรมันและอิตาลีแตกต่างกันมากก็คือ ในเยอรมัน การคัดเลือกคนที่จะมาสมัครส.ส. จะต้องมีกระบวนการคือ 1. มีอุดมการณ์ตรงกับพรรคหรือไม่ เช่น พรรคสังคมนิยมเยอรมัน พรรคคริสเตียนเดโมแครต 2. ไม่มีประโยชน์ทับซ้อน 3. มีความซื่อสัตย์ ไม่มีภูมิหลังเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่ดี 4. มีความรู้มีความสามารถ การคัดเลือกดังกล่าวนี้ปิดโอกาสของนายทุนและพวกเลวไม่ให้เข้าสู่การเมือง เพราะฉะนั้น การจะเข้ามาสมัครส.ส. จึงไม่ได้อยู่ที่ระบบเลือกตั้ง แต่อยู่ที่ระบบคัดเลือกและวัฒนธรรมทางการเมือง ตรงกันข้ามกับอิตาลีที่มีปัญหา ทั้ง ๆ ที่ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเยอรมัน เพราะมีคนอย่างแบร์ลุสโกนี ที่สามารถโกงได้ ใช้เงิน มีอิทธิพล เอาคนของตัวเองเข้ามาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์แบบเดียวกับระบบทักษิณ เพราะฉะนั้น การเมืองของอิตาลีจึงเต็มไปด้วยปัญหา อีกทั้งมีวัฒนธรรมมาเฟีย ซึ่งก็คือ ระบบอุปถัมภ์ของไทยที่บุญคุณต้องทดแทน

อาจกล่าวสรุปได้ว่า การปฏิรูปทางการเมืองการเลือกตั้งเพียงลำพังแค่ปรับระบบการเลือกตั้งอย่างเดียวไม่พอ ต้องปรับวัฒนธรรมทางการเมือง ต้องปรับกระบวนการในการคัดเลือกภายในพรรค พรรคจะต้องแสดงอุดมการณ์ที่ชัดเจน ไม่ใช่ทำเพื่อประโยชน์ของนักธุรกิจเหมือนกับระบบทักษิณ คุณภาพของนักการเมืองในแต่ละพรรคต้องสามารถถ่วงดุลด้วยจิตสำนึกได้ ดังเช่นในอิตาลี ระบบแบร์ลุสโกนีก็ไม่สามารถอยู่ได้ เพราะถึงจุด ๆ หนึ่งนักการเมืองก็เห็นแก่ประเทศมากกว่าเห็นแก่บุคคล ถึงขั้นปลดลูกพี่อย่างแบร์ลุสโกนีออกจากตำแหน่งและบอกในทำนองว่า “พี่ครับ ผมรักพี่ พี่มีบุญคุณกับผม แต่ผมไม่ขอเอาพี่ ผมเอาประเทศชาติ บุญคุณต้องทดแทนส่วนตัว ไม่ใช่ทดแทนด้วยประโยชน์ของประเทศ” ลักษณะแบบนี้ในไทยยังไม่มี จึงเปิดโอกาสให้เกิดระบบทักษิณซึ่งทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล ดังนั้นการปฏิรูปทางการเมืองจึงไม่ใช่การเอาระบบของต่างชาติที่ดี ๆ และคิดว่าจะใช้กับไทยได้ แต่จะต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยด้วย การจะใช้ระบบเยอรมัน วัฒนธรรมทางการเมืองไทยก็จะต้องเปลี่ยนตาม โดยเฉพาะระบบอุปถัมภ์ และจะต้องควบคุมระบบผลประโยชน์โดยใช้กฎหมายอย่างเอาจริงเอาจัง ตัวอย่างเช่น สเปนที่มีระบบการเมืองที่เข้มแข็ง ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสมผสานเช่นกัน ระบบของสเปนเข้มแข็งถึงขนาดที่ว่า คนในพรรคจะตั้งกองทุนที่ได้จากการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางส่วน และเอาเงินกองทุนมาจ่ายเป็นเงินเดือนให้สส. ปรากกฏว่า คนจัดการกองทุนถูกเล่นงานจนเข้าคุก นักการเมืองที่รับเงินก็ถูกเล่นงานด้วยเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า การปฏิรูปทางการเมืองที่จะได้ผลดีต้องไม่คำนึงระบบการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว เพราะจะไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาทางการเมือง และอย่างที่บอกว่า การให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง หมายความว่า เป็นการเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ระบบประธานาธิบดีหรือกึ่งประธานาธิบดี แล้วถามว่า เราพร้อมแล้วหรือยังที่จะไปอยู่ในจุดนั้น การปฏิรูปทางการเมืองที่จะได้ผลดีต้องมีการดำเนินการให้ครบทุกระบบที่สัมพันธ์กัน ไม่ใช่มองเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งแบบแยกส่วน แต่ต้องมองเป็นโครงสร้างองค์รวมเป็นสำคัญ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สถานการณ์เศรษฐกิจไทย..หลังผ่านไตรมาสที่ 2

80410231

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาแถลงถึงทิศทางและแนวโน้มของเศรษฐกิจไทย โดยได้กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ได้เริ่มขยายตัวเป็นบวก โดยขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสแรก แต่อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยก็ยังขยายตัวติดลบ และถ้าดูโดยรวมทั้งปีในครึ่งปีแรกจะติดลบ 0.4% สำหรับครึ่งปีหลังก็ได้ทำนายว่า ในครึ่งปีหลังจะขยายตัวขึ้นไปเป็นรูปตัว V และขยายตัวต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า โดยคาดว่าในครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้3.4% ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีจะขยายตัวได้ 1.5% ส่วนในปีหน้าจะขยายตัวได้ 5.6%

การทำนายแนวโน้มเศรษฐกิจของธนาคารแห่งชาติ ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ในครึ่งปีหลังและปีหน้าจะมีการเบิกจ่ายของภาครัฐโดยมาจากการเบิกจ่ายของปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งในขณะนี้มีการเบิกจ่ายไปเพียง 60% เท่านั้น หมายความว่า 3 เดือนจากนี้จะมีเม็ดเงินจากการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีปัจจุบันเข้าสู่ระบบอีกมาก และงบประมาณปีหน้าซึ่งมีจำนวน 2.65 ล้านล้านบาท โดยส่วนหนึ่งจะได้เบิกจ่ายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และส่วนที่เหลือจะเบิกจ่ายในปีหน้า ทั้งนี้ เม็ดเงินหรือสภาพคล่องที่จะเข้าสู่ระบบจากงบประมาณประจำปีจึงเป็นตัวอัดฉีดให้ระบบเศรษฐกิจมีการขับเคลื่อน โดยการขับเคลื่อนดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นตัวคูณ (Multiplier) โดยจะขยายไปสู่การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน ประกอบกับความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะขับเคลื่อนและขยายตัวอย่างรวดเร็วและชัดขึ้นในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังว่าจะไปได้ดีหรือไม่จะมาจากด้านต่างประเทศ ส่วนหนึ่งเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้นก็จริง แต่ก็มีอัตราการขยายตัวเชื่องช้าจากที่เคยวิเคราะห์ไว้ในตอนต้น โดย IMF เองก็ได้เริ่มปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจาก 3.6% มาอยู่ที่ระดับ 2.8% ซึ่งส่วนสำคัญคือ เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรปซึ่งขยายตัวช้ากว่าที่ IMF เคยคาดไว้ สำหรับอเมริกานั้นจากเคยคาดว่าจะขยายตัวได้ 2.8% ก็คาดการณ์ใหม่ว่าจะเหลือ 2% และจากที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าสหภาพยุโรปจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 1.2% ก็ปรับลดลงเหลือ 0.4% นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจของจีนว่าจะรักษาระดับการเติบโตไว้ที่ 7.4% ได้หรือไม่

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกย่อมส่งผลต่อภูมิภาครวมทั้งประเทศไทยด้วย นอกจากนั้นยังทีความเสี่ยงจากการส่งออกของไทยซึ่งเกิดจากปัจจัยภายในเองด้วย กล่าวคือ สินค้าไทยเริ่มขายได้น้อยลงจากตลาดอาเซียนและที่อื่น ๆ เนื่องจากไทยยังผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานและวัตถุดิบซึ่งมีคู่แข่งมากมายจากประเทศเกิดใหม่และโดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนเอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียร์มาร์ เวียดนาม) หรือ ฟิลิปปินส์ และอินโดเนเซีย ทั้งนี้ยังไม่รวมจีนและอินเดีย การที่เราแข่งขันไม่ได้ส่วนสำคัญเพราะการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค โดยเฉพาะการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1993 และขยายเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ตั้งแต่ปี 2003 นอกจากนั้นยังเป็นผลกระทบจากการรวมกลุ่มในกรอบ Asean+3 และ Asean+6 ซึ่งหมายถึงเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์ อันมหายถึง สินค้าที่กำเนิดใน 16 ประเทศนี้จะเข้าออกเสมือนเป็นประเทศเดียวกัน คือไม่มีการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าและไม่มีการกำหนดโควตา

สินค้าไทยที่ส่งออกน้อยลงมีสาเหตุอีกประการคือ ภูมิภาคต่าง ๆ มีการรวมกลุ่มกัน เช่น ในยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และ แอฟริกา อีกทั้งยังรวมกลุ่มกันระหว่างภูมิภาค ซึ่งหมายความว่า ถ้าไทยไมได้เป็นสมาชิกก็จะเสียความสามารถในการแข่งขัน เพราะสินค้าภายในกลุ่มจะไม่เสียภาษีนำเข้าและไม่มีการกำหนดโควตา แต่สินค้านอกกลุ่มจะต้องเสียภาษีและมีโควตา ดังจะเห็นได้ว่า สิงคโปร์พยายามที่จะเข้าไปรวมกลุ่มให้มากที่สุดเพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน แต่ไทยยังอยู่นอกกลุ่ม อีกทั้งนักธุรกิจไทยก็ปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของการรวมกลุ่ม กล่าวคือ ถ้าจะแก้เกมส่งออกไทยจะต้องย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปยังประเทศสมาชิกที่อยู่ในกลุ่ม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนสัญชาติของสินค้า กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าจะรักษาความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ผู้ส่งออกของไทยต้องผสมผสานการส่งออกและการลงทุน (เพื่อจะได้มีแหล่งกำเนิดของประเทศสมาชิกที่รวมกลุ่ม)

เหตุผลอีกประการที่ทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวน้อยลง เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วต้องการสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม สินค้า IT สินค้านวัตกรรม แต่ปรากฏว่าสินค้าไทยยังไปไม่ถึงจุดนั้น ส่งผลให้สินค้าไทยยังไม่ตรงตามความต้องการของตลาดกลุ่มเป้าหมายประเทศพัฒนา เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป

โดยสรุป การส่งออกของไทยยังเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย และอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังหรือปีหน้าถูกกระทบมากกว่าที่เคยคาดได้ ประเทศไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ กล่าวคือ ปรับโครงสร้างการแข่งขันของสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการเปลี่ยนแปลงของโลก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ความสัมพันธ์ระหว่าง “ไทย” กับ “สหรัฐ”

7325

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่พาดหัวข่าวและเป็นที่ฮือฮากัน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ การที่รัฐบาลสหรัฐได้ลดระดับการค้ามนุษย์ของไทยจาก Tier 2 เป็น Tier 3 อีกเหตุการณ์คือ การที่สหภาพยุโรปได้ Downgrade ความสัมพันธ์กับไทยด้วยการยุติการเยี่ยมเยียนของสองประเทศอย่างเป็นทางการ ยกเลิกการลงนามในข้อตกลง Partnership and Cooperation Agreement (PCA) และหยุดการเจรจาการค้า FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป

        ความจริงนั้นทั้ง 2 เหตุการณ์จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในขอบเขตที่จำกัดมาก แต่การโหมข่าวของสื่อมวลชนไทยทำให้เกิดความเข้าใจผิดโดยคิดว่าจะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยอย่างมากมาย

        ข้อเท็จจริงก็คือ ในกรณีของการลดระดับของสหรัฐอเมริกาเรื่องการค้ามนุษย์จาก Tier 2 เป็น Tier 3 นั้นเป็นเรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ดำเนินการทุกปี ซึ่งมีพื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ปี 2000 โดยได้มีการปรับแก้ไขทุก 2 ปีต่อครั้ง จนในปัจจุบันกฎหมายการค้ามนุษย์ (Trafficking Victims Protection Act) มีเนื้อหารวมถึงเรื่องของการใช้ความรุนแรงกับสตรี และในระยะหลายปีที่ผ่านมา กระบวนการในการรายงานความคืบหน้าจะเกิดขึ้นทุกเดือนมิถุนายน โดยกระทรวงการต่างประเทศจะต้องเสนอรายงานต่อรัฐสภาเกี่ยวกับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของประเทศต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ใน Tier 2 และโดยปกติ ถ้าอยู่ใน Tier 2 ติดต่อกัน 2 ปี จะถูกลดระดับลงเป็น Tier 3 กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยข้อมูลจากสถานการณ์ของปีที่ผ่านมาซึ่งจะมีการตรวจสอบข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม เพื่อรายงานในเดือนมิถุนายน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองไทยเลย หากแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ เพียงแต่การรายงานเกิดในตอนนี้เท่านั้น

        อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากมาตรการดังกล่าวนี้ก็มีจำกัด เพราะกฎหมายฉบับนี้ใน section 110 ได้กำหนดว่ารัฐบาลสหรัฐไม่สามารถลงโทษประเทศที่ละเมิดโดยการลดความช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรมและความช่วยเหลือด้านการค้าได้ เพราะฉะนั้นจึงตัดประเด็นเรื่องการกีดกันทางการค้าออกไปได้เลย สิ่งที่สหรัฐทำได้ก็คือ การตัดความช่วยเหลือด้านการศึกษาและวัฒนธรรม (ซึ่งสหรัฐก็ไม่ทำอยู่แล้ว) หรือการทหาร ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยมาก หรือการให้เจ้าหน้าที่ใน IMF หรือ World Bank ยับยั้งการให้ความช่วยเหลือกับไทย ซึ่งในประเด็นนี้ก็ไม่เกี่ยวข้อง เพราะไทยไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานทั้งสองอยู่แล้ว ไม่เหมือนกับเหตุการณ์ในปี 1997 จึงไม่มีผลกระทบกับไทย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางอ้อมก็คือ การที่ผู้ค้าสหรัฐเห็นไทยถูกลดเกรดแล้วอาจจะหยุดยั้งการค้ากับไทยหรือผู้บริโภคต่อต้านไม่ซื้อสินค้าของไทย ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นนี้จะเกิดในขอบเขตที่จำกัดมาก เพราะผู้ค้าต้องคำนึงถึงคุณภาพและราคาของสินค้า คงจะไม่ยุติการค้าเพราะได้ประโยชน์จากสินค้าไทย ถ้าจะหาเจ้าอื่นก็ต้องแน่ใจว่าคุณภาพและราคาของสินค้าจะสู้ไทยได้ แต่ถ้าสินค้าของเจ้าอื่นสู้ได้ ผู้ค้าคงจะไปหาเจ้าอื่นตั้งแต่แรกและไม่ซื้อของไทยซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์แต่อย่างใด

        ในส่วนของสหภาพยุโรปที่ Downgrade ความสัมพันธ์กับไทยลงจะมีมาตรการได้แก่ 1. ยกเลิกการลงนามในข้อตกลง Partnership and Cooperation Agreement (PCA) ซึ่งทำเสร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยอยู่ระหว่างการรอลงนาม 2.ยกเลิกการเจรจาการค้าในการทำ FTA ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป ซึ่งในเรื่องของข้อตกลง Partnership and Cooperation Agreement (PCA) ความจริงเป็นเรื่องที่ทำมาก่อนหน้านี้เมื่อปี 1980 (Cooperation Agreement) ซึ่งเรียกว่า ข้อตกลงความร่วมมือ เพียงแต่สหภาพยุโรปต้องการขยายความร่วมมือเพิ่มขึ้นในด้านของการบริการ การก่อการร้าย การระหว่างประเทศ รวมถึงการฟอกเงิน โดยต้องการให้ครอบคลุมกว่าข้อตกลงเดิม ซึ่งเมื่อเกิดการไม่ลงนามก็ไม่มีผลบังคับใช้ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย ในเรื่องของการทำ FTA ก็ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งต้องใช้เวลา และถึงจะไม่มีการหยุดการเจรจาก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปีที่จะตกลงกัน เพราะหัวใจสำคัญของการทำ FTA ก็คือคุณภาพที่ไทยจะได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่เร่งการเจรจา ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่า มาตรการของสหภาพยุโรปจึงเป็นเพียงสัญลักษณ์และการเตือนเท่านั้น แต่ผู้เขียนก็ไม่แปลกใจหากในอนาคตอาจมีมาตรการการกีดกันมากขึ้นอีก ทั้งนี้ทั้งนั้น มาตรการของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปก็ทำในลักษณะคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก การเล่นงานการค้าไทยก็ไม่ใช่ว่าเขาได้ประโยชน์อย่างเดียว เขาเองก็เสียประโยชน์จึงประกาศมาตรการที่มีผลน้อย เพียงแต่สื่อโหมเป็นเรื่องใหญ่เท่านั้น

        อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลต้องทำเพื่อป้องปรามมาตรการการกีดกันทางการค้าที่อาจจะเกิดขึ้นก็คือ การทำโร้ดแมพ (Road Map) จัดทำการปฏิรูปและร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และควรกำหนดเงื่อนไขเวลาที่เหมาะสม ไม่ยืดเยื้อ หน่วยงานรัฐบาลและเอกชนต้องโหมประชาสัมพันธ์เพื่อพูดคุยกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการทำความเข้าใจ รวมทั้งการปรับแก้ไขเรื่องการค้ามนุษย์ที่มีในประเทศไทย ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็มีไม่มากมาย เศรษฐกิจจะยังคงขยายตัวได้ 2-3% โดยไม่มีผลกระทบจากมาตรการที่เกิดขึ้น ถ้าจะมีประเด็นปัญหาก็จะมาจากเศรษฐกิจโลกที่จะขยายตัวช้ากว่ากำหนด ทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวช้าซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการกีดกันใด ๆ เลย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

4 ประเทศมหาอำนาจของโลก..วงจรขาขึ้นทางเศรษฐกิจ

7304

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        นับตั้งแต่การรัฐประหารของ คสช. สถานการณ์ทางการเมืองโดยทั่วไปก็ดูสงบนิ่ง แม้อาจจะมีคลื่นใต้น้ำในบางจุด หรืออาจจะเปิดการก่อตัวของผู้ที่เสียประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ผูกพันกับระบบทักษิณก็ตาม แต่สิ่งที่เห็นได้ชัด 2 ประการคือ

        ประการแรก แนวโน้มเศรษฐกิจของไทยมีทีท่าเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้น หลังจากที่ในไตรมาสแรกอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยติดลบ 0.4% ก็ตาม ธนาคารชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจของไทยในไตรมาส 2 จะมีลักษณะเป็นบวก และจะไม่เกิดปรากฏการณ์การถดถอยทางเศรษฐกิจ (Technical Recession) อีกทั้งมองว่า ครึ่งปีหลังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยจะเด่นชัดขึ้น ธนาคารโลกเองก็ปรับตัวเลขเศรษฐกิจจากเดิม 3% เหลือ 2% แต่หลังจากการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยภายใต้การดำเนินการของ คสช. ก็ปรับตัวเลขขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% ผู้เขียนเองก็ยังคงยึดตัวเลขเดิมที่เคยมองไว้ตั้งแต่ต้นว่า เศรษฐกิจของไทยน่าจะขยายตัวได้ในระดับ 2.5-3% ดัชนีเศรษฐกิจที่ต่ำกล่าวที่คาดไว้แต่เดิมคือ อัตราการเติบโตของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อเดือนเมษายนนี้เอง IMF ปรับตัวเลขขึ้นถึง 2.8% แต่ขณะนี้ปรับตัวเลขลงเหลือ 2% เช่นเดียวกับเศรษฐกิจของยุโรปซึ่งจะขยายตัวในลักษณะที่อ่อนแอกว่าที่คาดไว้เดิมที่ 1.2% อย่างไรก็ตามในวันนี้นายกรัฐมนตรีของจีนก็ได้ให้ข่าวในทำนองยืนยันว่า เศรษฐกิจของจีนจะไม่มีปรากฏการณ์ของ Hard landing ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นข่าวดีที่พอจะรับฟังได้

        ในกรณีของญี่ปุ่นนั้น เมื่อ 2 วันที่แล้ว รัฐบาลของนายชินโซ อาเบะก็ได้เปิดเผยถึงลูกศรดอกที่ 3 ในการปฏิรูปเศรษฐกิจ กล่าวคือ ลูกศรดอกแรกคือ การใช้นโยบายทางการเงิน โดยการตั้งเป้าเงินเฟ้อไว้ที่ 2% เพื่อเปิดโอกาสให้มีการอัดฉีดสภาพคล่องให้กับระบบทั้งการเงินและการคลัง และปล่อยให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวไปจากระดับ 80 เยนต่อดอลล่าร์ เป็น 100-105 เยนต่อดอลล่าร์ ซึ่งเท่ากับอ่อนตัวลง 20% ทำให้มีส่วนช่วยกระตุ้นการส่งออกของญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา ลูกศรดอกที่ 2 คือการใช้นโยบายทางการคลังโดยผ่านการใช้นโยบายการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะด้าน Infrastructure แต่ก็พยายามที่จะแปรรูปให้เอกชนเป็นผู้รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากขณะนี้ หนี้สาธารณะต่อ GDP ของญี่ปุ่นขยายตัวสูงประมาณ 220% นายอาเบะจึงจำเป็นต้องขึ้นภาษี Sales Tax จาก 5% เป็น 8% และอาจจะเพิ่มเป็น 10% ในปีหน้า ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นในไตรมาสที่ 2 มีโอกาสติดลบ ในขณะที่ไตรมาสแรกขยายตัวได้ถึง 5.9% เพราะผู้บริโภครีบจับจ่ายใช้สอยก่อนภาษี Sales Tax จะขึ้น อย่างไรก็ตาม เป็นที่คาดว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ในระดับ 1-1.4%

        ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอาเบะได้เปิดเผยรายละเอียดลูกศรดอกที่ 3 ซึ่งเกี่ยวกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเน้นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของญี่ปุ่น ในปีที่ผ่านมา นายอาเบะได้เปิดเผยถึงลูกศรดอกนี้อย่างกว้าง ๆ เช่น การปรับปรุงระบบการศึกษาเพื่อให้มหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นเพิ่มจำนวนเข้ามาอยู่ใน 1 ใน 100 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก สนับสนุนการท่องเที่ยวซึ่งทำให้ไทยได้อานิสงส์จากการไม่ต้องทำวีซ่าเป็นต้น อีกทั้งพัฒนาการลงทุนด้านการขนส่งโดยให้เอกชนมีส่วนร่วม และเข้าสู่การเป็น TPP (Trans-Pacific Partnership) ซึ่งหมายความว่า ถ้าตกลงกันได้ในปีนี้ สินค้าที่อยู่ใน TPP ซึ่งมีญี่ปุ่นอยู่ด้วยจะส่งไปยังอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก และอีก 8 ประเทศ ซึ่งมี 4 ประเทศของอาเซียนได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ความจริงญี่ปุ่นก็ผูกพันกับอาเซียนในกรอบ Asean+3 หมายถึง เขตการค้าของจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้วก็ตาม แต่ในกรอบของ TPP ตลาดสำคัญคือ อเมริกา แคนาดา และกลุ่มประเทศอื่น ๆ เช่น เม็กซิโก เปรู ชิลี ในขณะที่ประเทศนอกกลุ่ม TPP ซึ่งรวมทั้งไทยก็จะเสียเปรียบในเชิงการแข่งขัน เพราะสินค้าไทยส่งเข้าอเมริกา แคนาดา เม็กซิโกยังต้องเสียภาษีนำเข้าเช่นเดียวกับประเทศใน WTO ในอัตรา MFN Rate แต่สำหรับญี่ปุ่นหรือประเทศสมาชิก TPP ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเลย อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ TPP นั้นญี่ปุ่นมีต้นทุนต้องปรับระบบการเกษตรของเขา ซึ่งมีการอุดหนุนอยู่สูงโดยเฉพาะเรื่องข้าว ดังนั้นรัฐบาลอาเบะจึงเห็นความจำเป็นในการปฏิรูปการเกษตร

        ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอาเบะจึงเปิดเผยรายละเอียดลูกศรดอกที่ 3 และขยายขอบเขตธุรกิจ 5 เรื่อง ได้แก่

        1.การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 35% เหลือ 20-30% ภายในกรอบไม่เกินปี 2020

        2.การปรับประสิทธิภาพในการบริหารกองทุนเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ซึ่งมียอดเงิน 1.3 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งเดิมจะลงทุนผ่านการฝากเงินซึ่งมีผลตอบแทนต่ำ การปรับโครงสร้างดังกล่าวนั้นจะให้ผู้เชียวชาญด้านการเงินมาบริหารและลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทาง

        3.การปฏิรูประบบสหกรณ์การเกษตรเพื่อให้การเกษตรมีประสิทธิภาพในการแข่งขันมากขึ้น

        4.การปฏิรูปการบริหารแรงงาน กล่าวคือ จะให้เอกชนที่มีความคล่องตัวในการบริหารแรงงานสามารถไล่ออกหรือปรับชั่วโมงการทำงานให้มากขึ้น ซึ่งเป็นการบริหารแรงงานแบบเดียวกับที่เยอรมันทำมาแล้วในปี 2004 ภายใต้นายกรัฐมนตรีแกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์

        5.การกระตุ้นให้ผู้หญิงมีส่วนเข้าสู่ตลาดแรงงานให้มากขึ้นด้วยการลดแรงจูงใจทางภาษีที่ทำให้ผู้หญิงได้ประโยชน์จากการเป็นแม่บ้านแทนการทำงาน อาจจะกล่าวได้ว่า ลูกศรดอกที่ 3 แม้จะยังเป็นนามธรรม แต่ก็เป็นรายละเอียดที่มากกว่ากว่าเดิม

        สรุปแล้วผู้เขียนเชื่อว่า แม้ญี่ปุ่นจะขยายตัวเป็นบวกในปีนี้ แต่จะอยู่ในลักษณะที่ไม่แข็งแรงเท่ากับปีที่ผ่านมาและจากนโยบายของรัฐบาลจึงพอคาดการณ์ได้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นซึ่งเคยย้ำแย่มา 20 ปี น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางโครงสร้างที่ดีขึ้น

        โดยสรุป 4 ประเทศหลักของโลก ได้แก่ อเมริกา สหภาพยุโรป จีนและญี่ปุ่น แม้ในปีนี้จะขยายตัวเป็นบวกและแม้จะอ่อนแอไปบ้างแต่ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจของ 4 ประเทศกำลังอยู่ในวงจรขาขึ้นทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 3-4 ปี กล่าวได้ว่า เศรษฐกิจตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปกำลังอยู่ในภาวะขาขึ้นซึ่งจะส่งผลไปทั่วโลกรวมทั้งไทยและอาเซียน ซึ่งจะทำให้ไทยได้อานิสงส์การส่งออกบางส่วน เนื่องจากความสามารถทางการแข่งขันของไทยยังไม่ดีพอ ยังต้องปรับปรุงอย่างมากก็ตาม ผนวกกับมาตรการทางการคลังของรัฐบาลและความมั่นใจของประชาชนที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้การบริโภคและการลงทุนของเอกชนในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มดีขึ้น และจะทำให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวต่อเนื่องในปีนี้ โดยคาดว่าในปีนี้จะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจระหว่าง 2.5-3% และปีหน้าน่าจะขยายตัวระหว่าง 3.5-4%

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

มาตรการของ คสช. “คืนความสุขให้ประเทศไทย” ได้จริงหรือ ?

7280

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลังการรัฐประหารของ คสช. ปรากฏว่า สถานการณ์ทางการเมืองก็มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ดีขึ้น และการต่อต้านก็มีแนวโน้มลดลง ซึ่งส่วนสำคัญก็เกิดจากประสิทธิภาพในมาตรการของ คสช. โดยส่วนหนึ่ง มีการใช้มาตรการเข้มงวดต่อผู้ที่ละเมิดกฎหมาย และโดยเฉพาะยิ่งที่เคยทำผิดโดยใช้ความรุนแรงหรือหมิ่นสถาบัน ในขณะเดียวกัน กลุ่มอื่น ๆ ก็ได้ใช้มาตรการที่ยืดหยุ่น แต่ก็คงความเอาจริงเอาจังไว้ มาตรการที่จะใช้กับนักการเมืองและบุคคลต่าง ๆ ที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคงของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฝั่ง นปช. กปปส. และพรรคการเมืองต่าง ๆ โดยมาตรการที่ใช้กับกลุ่มนี้คือ ให้เข้ามารายงานตัวและอาจจะมีการกักขังชั่วคราว โดยมุ่งเป้าที่จะสื่อสารทำความเข้าใจ อย่างไรก็ตาม มาตรการที่ถือว่าได้ผลมากในการสกัดการต่อต้านก็คือ การพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงและเอาจริงเอาจังกับคนกลุ่มนี้ ถ้ายังมีพฤติกรรมในการสร้างความวุ่นวาย และรวมถึงมาตรการในการควบคุมดูแลการใช้เงินของกลุ่มคนเหล่านี้ การพร้อมที่จะตัดสายใยทางการเงินดังกล่าวนี้มีส่วนทำให้พลพรรคที่ผูกพันกับระบอบทักษิณถึงกลับชะงัก (อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่ง) เพราะว่าเส้นเลือดใหญ่ของระบอบทักษิณก็คือ พลังและเส้นสายทางการเงิน อีกมาตรการหนึ่งที่ได้ผลก็คือ การพยายามที่จะดูแล ควบคุม และป้องปรามการต่อต้านตามจุดต่าง ๆ และการควบคุมการใช้สื่อ IT

        คู่ขนานไปกับมาตรการในการควบคุมด้านความมั่นคงและสิ่งที่ดลใจประชาชนและนักธุรกิจก็คือ มาตรการด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการคืนเงินให้ชาวไร่ชาวนาที่เสียหายจากการจำนำข้าว การเร่งการใช้งบประมาณของปีที่ผ่านมา และการเตรียมงบประมาณใหม่ซึ่งมีอยู่ 2.65 ล้านล้านบาท โดยจะมีการขาดดุล สองแสนห้าหมื่นล้านบาทสำหรับงบประมาณที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ในด้านมาตรการทางสังคมคือเรื่องการคืนความสุขให้ประชาชนไม่ว่าจะเป็นดูฟุตบอลโลกหรือดูหนังพระนเรศวรฟรี

        อีกมาตรการหนึ่งที่นำมาใช้คือ การย้ายข้าราชการที่เคยมีความผูกพันกับระบอบทักษิณ อย่างน้อยก็ทำให้ระดับหนึ่ง ซึ่งในอนาคตคงจะมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่านี้

        อาจกล่าวได้ว่า มาตรการที่ คสช.ใช้จนถึงปัจจุบันนับว่ามีส่วนช่วยให้สถานการณ์การเมืองและช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น แม้ว่าในขณะนี้อาจจะมีเงื่อนเวลาเพื่อที่จะทำความเข้าใจกับรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ขณะนี้ คสช. ก็ได้ให้นโยบายทางการทูตเพื่ออธิบายถึงความจำเป็นในการทำรัฐประหาร ตลอดจนการตอกย้ำการสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เงื่อนไขดังกล่าวนี้คงต้องใช้เวลาบ้าง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คมช. จะต้องรีบเร่งดำเนินการต่อก็คือ การจัดตั้งคณะปฏิรูปและคณะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะนำไปสู่การยกร่างระบบประชาธิปไตยไทยที่เป็นระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง และเป็นการป้องปรามระบบเผด็จการเสียงข้างมาก หรือที่เรียกกันว่า “ระบอบทักษิณ” ในอนาคต

        มาตรการที่ คสช. ใช้นั้น บางส่วนอาจจะทำให้คนบางกลุ่มคิดว่าทำน้อยไป และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในลักษณะลดบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบอบทักษิณให้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคิดว่า เท่าที่ผ่านมา คสช. ได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมกับเงื่อนไขและเงื่อนเวลา โดยส่วนหนึ่งใช้มาตรการรุนแรงจริงจังกับผู้ที่ละเมิดกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ปูทางไปสู่การปรองดองโดยเฉพาะกับระดับล่าง ส่วนมาตรการในการลิดรอนผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเก่าคงจะต้องทำเป็นขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ คสช.นั้นคงจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 2 ประการคือ

        ประการแรก การทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นซึ่งเป็นส่วนช่วยทำให้ประชาชนเห็นถึงประโยชน์จากการทำรัฐประหารนอกเหนือจากประโยชน์ที่ได้รับจากการช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการใช้ความรุนแรง และอีกประการหนึ่งก็คือ การเร่งปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรม

        เท่าที่ผ่านมาก็ถือว่า คสช. ได้ทำงานที่ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่การที่จะรักษาความมั่นคงและพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยที่สุดจนถึงการเลือกตั้งในอนาคตภายหลังจากการร่างรัฐธรรมนูญและปฏิรูปเรียบร้อยแล้ว คสช. คงจะต้องดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องยอมรับว่า ความสงบเงียบของฝ่ายตรงข้ามเป็นเพียงภาวะชั่วคราว ในอนาคตคนกลุ่มเดิมที่สร้างปัญหาเหล่านี้ก็คงจะหาทางกลับมาใหม่ ส่วนจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 2 ประการที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น คือ การปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจตลอดจนการนำพาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น และที่สำคัญคือ การกำจัดการคอรัปชั่น มาตรการดังกล่าวนี้จะเป็นส่วนยับยั้งฝ่ายต่อต้านเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็น

        ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่า ธนาคารโลกได้มีการลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเหตุผลคือ เศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วมีการขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ตอนต้น โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ซึ่งเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 1-1.2% (โดย IMF) แต่ปรากฏว่าในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวได้ 0.2% เท่านั้น อีกทั้งประเทศเหล่านี้กำลังเผชิญหน้ากับภาวะ Deflation โดยที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ทั้ง ๆ ที่เป้าหมายอยู่ที่ 2% ซึ่งก็ส่งผลให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องประกาศลดอัตรดอกเบี้ย โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์นำมาฝากไว้ที่ธนาคารกลางยุโรปโดยลดลงต่ำกว่า 0% ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกของธนาคารกลางที่ใช้มาตรการนี้นับตั้งแต่มีการใช้เงินสกุลยูโรเป็นต้นมา

        เศรษฐกิจของญี่ปุ่นแม้ว่าจะขยายตัวดีอยู่ที่ 5.9% ในไตรมาสแรก แต่คาดว่าในไตรมาสสองจะติดลบ เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้ขึ้นภาษี Sales Tax จาก 5% เป็น 8% โดยเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้กำลังซื้อส่วนหนึ่งหายไป นอกจากนี้ผู้บริโภคยังซื้อสินค้าไว้ล่วงหน้าในไตรมาสแรกจนทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าปกติ จึงเป็นที่คาดกันว่าในไตรมาส 2-3 การบริโภคจะชะลอตัวลง และจะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในปีนี้ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 0.5-0.8% คืออยู่ระหว่าง 1.1-1.5%

        ประเทศจีนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่อัตราการเติบโตชะลอตัวลงในไตรมาสแรก โดยขยายตัวอยู่ที่ 7.4% และคาดว่าทั้งปีอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 7% รัฐบาลจึงต้องรีบใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และธนาคารกลางก็ได้ลดอัตราการสำรองเงินของธนาคารขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง

        ในกรณีของสหรัฐอเมริกานั้น ภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีการขยายตัวต่อเนื่องติดต่อกัน 2 ปีก็เริ่มมีปัญหาชะงักงัน การที่ 4 ประเทศที่มีบทบาทในเศรษฐกิจโลกมีการชะลอตัวลงจากที่คาดไว้ จึงส่งผลให้ธนาคารโลกต้องปรับการคาดการณ์เศรษฐกิจลง อย่างไรก็ตาม ในกรณีของไทย เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะฟื้นตัว โดยเฉพาะธนาคารชาติยืนยันว่า ไตรมาส 2 เริ่มที่จะขยายตัวดีขึ้นบ้าง ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน นอกจากนี้ ธนาคารชาติคาดว่า ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะดีขึ้นจากสภาวะทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงดีขึ้น การบริโภคเพิ่มขึ้น และยังอานิสงส์ของเม็ดเงินจากงบประมาณของปีนี้และปีหน้าที่จะเข้าสู่ระบบอีกหลายแสนล้าน ตัวที่ยังเป็นปัญหาคือ การท่องเที่ยว ซึ่งเชื่อว่าจะเปลี่ยนแปลงดีขึ้นในครึ่งปีหลัง บนสมมติฐานข้างต้น ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัว 2.5-3% ตามที่ได้เคยคาดไว้ตั้งแต่ต้น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ผลกระทบเศรษฐกิจไทยจากมาตรการของ คสช.

7249

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        ในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น สถานการณ์ทางการเมืองก็เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่มีการดาดหมายไว้ กล่าวคือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความจำเป็นที่จะทำการรัฐประหาร เพื่อคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งหากมิได้ดำเนินการก็จะนำไปสู่การเผชิญหน้า การใช้กำลัง กลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ประชาชนถูกเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียวจากรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม และใช้อาวุธโดยที่ไม่ได้เข้ามารักษาความสงบ และปล่อยให้มีการใช้อาวุธเสมือนประเทศที่ไร้ขื่อไร้แป และที่น่าเศร้าคือ เป็นการใช้อาวุธเพียงฝ่ายเดียวเล่นงานอีกฝ่ายหนึ่งตลอดเวลาทำให้คนตายนับสิบ คนเจ็บนับร้อย การตัดสินใจยึดอำนาจของคสช.จึงเป็นตรรกะที่เข้าใจได้ว่า เกมนี้จะไม่สามรถเป็นเกมบวก (Positive sum game) ได้ แต่จะเป็นเกมศูนย์ (Zero sum game) คือมีฝ่ายหนึ่งชนะ ฝ่ายหนึ่งแพ้ นี่คือเหตุผลที่คสช.ต้องทุบโต๊ะเพื่อที่จะมีอำนาจเต็มในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้น

        มาตรการที่ด้านคสช.ได้ทำนั้น ถือว่าอยู่ในกรอบที่จำเป็นจะต้องทำ และบางส่วนนอกจากด้านการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองแล้ว ยังจะช่วยในแง่การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ในด้านความมั่นคงนั้นมีการใช้กฎหมายที่เอาจริงเอาจังกับการใช้ความรุนแรงทั้งในอดีตและในปัจจุบัน ถึงกับมีการตั้งศาลทหารเพื่อที่จะเอาจริงเอาจังกับผู้ที่ละเมิดกฎหมาย ละเมิดต่อสถาบัน ขณะเดียวกันก็มีการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ตรงประเด็น ไม่ว่าเรื่องการคืนเงินให้ชาวนา การเร่งจัดทำการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งในปีนี้และปีหน้า ตลอดจนมีโครงการในเรื่องการฟื้นฟูความสมานฉันท์ โดยการแยกระดับผู้ก่อการร้ายออกซึ่งต้องเอาจริงเอาจังในแง่กฎหมาย มีการตรวจจับการสะสมอาวุธกันอย่างจริงจังและทั่วถึง อีกด้านคือการวางนโยบายพัฒนาศูนย์สมานฉันท์เพื่อปูทางสู่ความปรองดองในอนาคต อาจจะกล่าวได้ว่า มาตรการต่าง ๆ ที่ดำเนินนั้นได้สร้างความพอใจให้กับประชาชนที่ไม่ได้เลือกข้างได้ในระดับหนึ่ง

        อย่างไรก็ตาม จากมาตรการที่คสช.ได้ดำเนินการนั้นอาจจะนำไปสู่การวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยได้ดังนี้

        ในครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยจะได้อานิสงส์จากการมีรัฐบาล ทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ โดยส่วนหนึ่งมาจากการคืนเงินให้แก่ชาวนา ส่วนหนึ่งมาจากการใช้งบประมาณปีปัจจุบันที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย และอีกส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณปี 2558 ซึ่งจะเริ่มในเดือนตุลาคม เมื่อพิจารณาดูจากทิศทางงบประมาณปี 2558 น่าจะอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านบาท โดยมีรายรับ 2.4 ล้านล้านบาท เท่ากับว่าขาดดุลงบประมาณ 2 แสนล้านบาท งบประมาณดังกล่าวนี้ ส่วนหนึ่งจะเป็นงบลงทุนในด้านสาธารณูปโภค ด้านขนส่ง ด้านน้ำ โดยรวมแล้วถ้าเป็นไปตามทิศทางดังนี้ ในครึ่งปีหลังจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหลายแสนล้านบาท เม็ดเงินดังกล่าวนี้จะทำให้เกิดตัวคูณนำไปสู่การใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งบางโครงการนั้นสัมพันธ์กับภาครัฐโดยตรง บางโครงการมีความสัมพันธ์ทางอ้อมที่จะเกิดจากการลงทุนของภาครัฐ ผลที่ตามมาก็คือ นอกจากจะทำให้เกิดการขยายตัวของภาครัฐแล้ว เอกชนยังได้รับอานิสงส์อีกด้วย โดยทำให้มีการใช้จ่ายด้านการลงทุน อีกทั้งโครงการที่ยังค้างอยู่ใน BOI คงจะได้รับการอนุมัติและดำเนินการบางส่วนในปีนี้จึงทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

        อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะยังมีความเสี่ยงจากภาวะทางการเมืองทำให้นักลงทุนยัง Wait and see แต่ผู้เขียนเชื่อว่าจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนไทยจะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ถ้าการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น การลงทุนก็จะมากขึ้นตามมา ในด้านการท่องเที่ยวที่ก่อนหน้านี้ลดลง ในครึ่งปีหลังก็จะปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ

        โดยสรุปแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจของไทยคงจะขยายตัวตลอดทั้งปีอยู่ในระดับ 2.5-3% หรืออย่างน้อย 2-3% ดังที่เคยวิเคราะห์ไว้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวแปรที่เป็นตัวตัดสินก็คือ การส่งออก ถ้าหากการส่งออกขยายตัวได้ถึง 6% เศรษฐกิจของไทยก็จะขยายตัวได้ 2.5-3% แต่ถ้าหากการส่งออกต่ำกว่านั้น เศรษฐกิจของไทยก็จะขยายตัวได้ 2-3% อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์นี้จะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของการขาดเสถียรภาพทางการเมือง ถ้าความเสี่ยงทางการเมืองเพิ่มขึ้น ตัวเลขเศรษฐกิจจะลดลงตาม แต่ถ้ามองตามทิศทางนี้ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.5-3% และมีแนวโน้มดีขึ้นในปีหน้า เนื่องจากตัวเลขงบประมาณจะสะสมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ อีกทั้ง การเมืองหลังการปฏิรูปจะเข้าสู่การจัดการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่ การเมืองจะทำให้เศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้เขียนต้องคำนึงถึงความเสี่ยงทางการเมือง มิฉะนั้นจะเป็นการวิเคราะห์ที่ดูโลกสวยจนเกินไป

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ก้าวเข้าสู่..กฎอัยการศึก

7232

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        ในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา การเมืองไทยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่พอจะคาดหมายได้ นั้นคือ ทหารได้ออกมาประกาศกฎอัยการศึก ทั้งนี้การประกาศกฎอัยการศึกของทหารนั้น เป็นเรื่องของตรรกะที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นสูง ภายใต้ภาวะการณ์ของการเมืองไทยที่พัฒนาไปสู่การเผชิญหน้า การใช้ความรุนแรงไปจนถึงขั้นนองเลือดโดยง่าย และจะเห็นว่า แม้ก่อนการเผชิญหน้า ก็มีการใช้อาวุธเข่นฆ่าจาก M79 ด้วยความถี่ที่เพิ่มขึ้น คนตายเป็นสิบ คนเจ็บเป็นร้อย และเป็นที่น่าประหลาด เพราะเป็นการเล่นงานเพียงฝ่ายเดียว และที่น่าประหลาดยิ่งกว่าคือ รัฐบาลไม่สามารถจับผู้ทำร้ายประชาชนได้เลย

        ภาพของการเมืองไทยที่ปรากฏขึ้นนั้น สำหรับคนที่มีสำนึกและเป็นกลางก็สามารถที่จะวิเคราะห์ได้ว่า อะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยภายใต้รัฐบาลรักษาการที่เป็นอยู่ และยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเลือกตั้งว่าจะบริสุทธิ์ยุติธรรมได้หรือไม่ และไม่ต้องพูดไกลไปถึงว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเรียกร้องกันนักหนาโดยไม่มีการปฏิรูปจะเป็นรัฐบาลแบบไหน เพราะฉะนั้น ฝ่ายทหารซึ่งด้วยความมีจิตสำนึกทางการเมืองก็ไม่อยากทำการอะไร ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติ การรัฐประหาร หรือการประกาศกฎอัยการศึก เพราะในอดีตก็เห็นผลกระทบที่ตามมาแล้วว่าเข้าตัว ดังนั้น ทหารจึงต้องอดทนอดกลั้นและหาวิธีการป้องปรามจากการถูกทำร้ายเพียงฝ่ายเดียว โดยมีทหารตามจุดต่าง ๆ แม้กระนั้นเหตุการณ์ก็พัฒนาไปสู่การเข่นฆ่าเพื่อหวังผลรวบยอดทางการเมือง

        การประกาศกฎอัยการศึกของทหารในครั้งนี้ จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะช่วยป้องปรามไม่ให้เกิดการเข่นฆ่าจากกลุ่มที่เรียกร้องเพียงฝ่ายเดียว และถ้าเป็นสงครามกลางเมืองก็จะเป็นสงครามซึ่งฝ่ายที่มีอาวุธจะเข่นฆ่าฝ่ายที่ไม่มีอาวุธเพียงฝ่ายเดียว และสิ่งที่ปรากฏเป็นภาพฉายได้ชัดก็คือ การค้นพบอาวุธที่รีสอร์ทและที่อื่น ๆ ซึ่งเป็นการเตือนล่วงหน้าว่า ถ้าทหารไม่เข้ามาจัดการ ประชาชนก็คงถูกเข่นฆ่าจำนวนมาก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า ในที่สุด ทหารจำเป็นต้องประกาศกฎอัยการศึกเพื่อป้องปรามไม่ให้คนบริสุทธิ์ที่เรียกร้องการปฏิรูปถูกฆ่าตายโดยไม่มีกฎหมายบ้านเมืองหรือรัฐบาลปกป้อง

        การประกาศกฎอัยการศึกของทหารในครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในการเมืองไทยเพราะในอดีต การประกาศกฎอัยการศึกเป็นการประกาศเพื่อที่จะให้ทหารทำการปฏิวัติขึ้นมาเป็นใหญ่ อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2549 แม้ทหารจะมีการทำรัฐประหาร แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ทหารผู้ทำการรัฐประหารนั้นไม่ขึ้นมามีอำนาจแต่ปล่อยให้มีการตั้งรัฐบาลพลเรือน ซึ่งการทำรัฐประหารในครั้งนั้นก็มาจากเหตุผลที่ว่าประชาชนลุกขึ้นออกมาต่อต้านรัฐบาลที่โกงอย่างมหาศาลและพยายามรวบอำนาจไว้ที่ตน ผลพวงจากการทำรัฐประหารดังกล่าวยิ่งเป็นบทเรียนของทหารว่า จะต้องหลีกเลี่ยงการกระทำแม้จะมีความตั้งใจดีก็ตาม และนี่คือเหตุผลที่ทหารต้องอดกลั้นสูงมาก แม้จะเห็นปัญหาการเมือง รัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรม การโกงมหาศาล ประชาชนถูกประหัตประหาร การรวบรัดอำนาจเบ็ดเสร็จ ดังนั้น การประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้จึงมีความแตกต่างโดยสาระสำคัญคือ เพื่อหยุดการเผชิญหน้าที่ใช้ความรุนแรง (โดยฝ่ายเดียว) ชั่วคราว และพยายามหาทางให้ทุกฝ่ายประนีประนอม อย่างน้อยแม้จะไม่มีการแก้ไขปัญหาวิกฤตทางการเมืองเบ็ดเสร็จ แต่ก็เป็นการลดความเลวร้ายที่มาการใช้อาวุธประหัตประหารอีกฝ่ายหนึ่ง

        ภาพฉาย (Scenario) จากนี้ไปคงจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

        1. ภาพฉายแรก ทหารสามารถที่จะนำไปสู่การประนีประนอมของทุกฝ่ายซึ่งคงจะเกิดได้ยากมาก เพราะเนื้อหาการประนีประนอมย่อมอธิบายว่า ฝ่ายหนึ่งชนะอีกฝ่ายหนึ่งแพ้ เช่น ถ้าจะประนีประนอมให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ก็หมายความว่า กปปส. ชนะ รัฐบาลแพ้ แต่ถ้าจะมีการเลือกตั้งก่อนการปฏิรูป ก็หมายความว่า รัฐบาลชนะ กปปส. แพ้ ทางเลือกนี้ คงไม่เกิดขึ้น ยกเว้นว่าทหารจะทุบโต๊ะ ซึ่งเท่ากับว่าให้ฝ่ายหนึ่งชนะ ฝ่ายหนึ่งแพ้

        2. ภาพฉายที่สอง อาจเกิดการประนีประนอมคือ ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวให้ทำหน้าที่ดูแลจัดการการเลือกตั้ง อาจจะภายใน 3 เดือน หรือ 6 เดือน ให้เป็นธรรม โดยไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้หรือให้ทหารดูแลแทนก็ได้ นำไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่จะทำการปฏิรูป ทางเลือกนี้เท่ากับว่า เลือกตั้งก่อน แต่ไม่ใช่อยู่ในความดูแลของรัฐบาลชุดรักษาการนี้ แต่ทางเลือกนี้จะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะคนที่มาดูแลการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพลเรือนหรือทหาร จะมีวิธีดูแลไม่ให้มีการซื้อสิทธิขายเสียงกันอย่างไร จะดูแลไม่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างไร จะดูแลไม่ให้สื่อมวลชนเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้อย่างไร ซึ่งในลักษณะนี้รัฐบาลที่ไม่มีความความชอบธรรมในปัจจุบันก็ได้เปรียบอยู่ดี ภาพฉายนี้จึงมีความเป็นไปได้ไม่มากนัก

        3. ถ้าดูจากภาพฉายที่ 1 และ 2 การประนีประนอมจะเกิดขึ้นลำบากมาก ดังนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่ง ทหารจะทุบโต๊ะให้ไปด้านใดด้านหนึ่ง และถ้ามาทางการเลือกตั้ง คำถามก็คือ จะประกาศกฎอัยการศึกทำไม เพราะว่าก็เป็นสูตรเดียวกันกับที่รัฐบาลต้องการ ทางเลือกอีกทางคือ อาจจะให้มีการปฏิรูป ทั้งนี้ทั้งนั้น ทหารจะใช้วิธีการให้มีคนกลางเพื่อสร้างกติกาใหม่ และจะเร่งการเลือกตั้งให้เร็วขึ้น ทางเลือกนี้ ผู้เขียนเชื่อว่า น่าจะเป็นไปได้มากกว่าทางเลือกอื่น ๆ ซึ่งทางเลือกนี้อาจจะคู่ขนานไปกับการให้ สว.ลงมติซึ่งก็จะทำให้เป็นไปตามครรลองของกฎหมาย ครรลองความชอบธรรม อย่างไรก็ตาม ทางเลือกนี้ก็จะมีแรงกระเพื้อมจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยและรัฐบาล

        ประเทศไทยมาสู่รอยต่อให้ต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ยังปล่อยให้เกิดการครอบงำโดยผู้มีอาวุธ มีทุน ก็จะกลายเป็นเผด็จการเสียงข้างมากแล้วอ้างเป็นประชาธิปไตย และจะเป็นเผด็จการที่จะครอบคลุมทุกมติ กับอีกทิศทางคือ แก้ไขกติกาใหม่ ปฏิรูปการเมืองเพื่อให้เป็นระบบการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับนักการเมืองคอรัปชั่น เป็นระบบการเมืองที่คนไทยมีสิทธิเสรีภาพ ไม่ถูกครอบงำด้วยสื่อมวลชนที่รายงานเฉพาะด้านเดียว และแม้รัฐบาลนั้นไม่โกงแต่ถ้าบริหารไม่มีประสิทธิภาพก็ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกแบบประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น

        การเมืองไทยจากนี้ไป ใน 2-3 สัปดาห์ก็จะบ่งชี้ว่าจะไปในทิศทางไหน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะไปในทิศทางใด ความตรึงเครียดทางการเมืองก็จะยังอยู่กับเราไปอีกเป็นปี ๆ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการลงทุนของรัฐบาล

 

7206

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

        ำตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้ ความจริงถือว่าเป็นคำตัดสินที่ดีและคำนึงถึงกรอบของกฎหมายอย่างจริงจัง โดยไม่คำนึงถึงกรอบด้านรัฐศาสตร์และแรงกดดัน แต่เป็นคำตัดสินที่คงไว้ซึ่งความยุติธรรมและไม่มีอคติทั้งทางบวกและทางลบต่อรัฐบาล กล่าวคือ ถ้าเพียงแต่ใช้อคติที่เป็นลบต่อรัฐบาล คณะรัฐมนตรีทั้งชุดก็คงหมดสภาพไปทุกคนแล้ว แต่คำตัดสินถือว่าเป็นไปตามหลักการของการตีความรัฐธรรมนูญที่เป็นไปตามหลักนิติธรรม อย่างไรก็ตาม คำตัดสินนั้น หากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์และการเมืองยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของสมการทางการเมืองไทยเลย กล่าวอีกแง่คือ ยังคงมีการเผชิญหน้าของทั้งสองกลุ่ม คือ กลุ่มรัฐบาลและพันธมิตรของรัฐบาลกับกลุ่มประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจที่รวมอยู่ในกรอบ กปปส. หรือที่สนับสนุน กปปส.

        ในด้านหนึ่ง รัฐบาลภายใต้พรรคเพื่อไทยก็ยังสามารถเป็นรัฐบาลรักษาการต่อไปได้จนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมา เพียงแต่ว่า รัฐมนตรี 10 คนที่มีส่วนร่วมในการใช้อำนาจอันมิควรต้องมีอันหมดสภาพและส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรีชั่วคราวคนใหม่ก็ยังเป็น ร่างทรง” องระบอบทักษิณนั่นเอง ซึ่งก็เหมือนสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองก่อนการตัดสิน เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนตัวร่างทรงจากน้องสาวเป็นคนใกล้ชิดที่ไว้ใจ ในส่วนของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยที่ยังคงอยู่นี้ก็คงจะใช้แนวทางเดิม คือ เร่งให้มีการเลือกตั้ง โดยหวังได้รับชัยชนะ และใช้เป็นข้ออ้างเรื่องความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง แม้ว่าการเลือกตั้งจะไม่ชอบธรรมก็ตาม แต่รัฐบาลที่ให้มีการเลือกตั้งในลักษณะนี้ย่อมได้เปรียบ เพราะสามารถควบคุมกลไกการเลือกตั้งและควบคุมกลไกสื่อมวลชนได้เป็นอย่างดี โอกาสชนะจึงง่ายเหมือนกับที่เคยใช้ในอดีต และเมื่อชนะแล้ว (แม้ว่าจะโกงหั่นแหลก หรือจะมีคนไม่โหวต หรือ Vote No มหาศาล) รัฐบาลจะยืนกรานความชอบธรรมและใช้เป็นข้ออ้างนำไปสู่การปฏิรูป แต่เป็นการปฏิรูปที่จะช่วยให้ระบอบทักษิณคงอยู่และมีพลังมากขึ้น กลยุทธ์ของรัฐบาลรักษาการจึงหนีไม่พ้นเร่งให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วเพื่อให้ได้เปรียบ

        ในด้านฝั่งมวลมหาประชาชนโดยมี กปปส. เป็นสัญลักษณ์ กลุ่มเหล่านี้คงต้องการจัดกติกาใหม่หรือปฏิรูปการเมืองเพื่อกวาดล้างคอรัปชั่น ไม่ว่าเรื่องการเลือกตั้งหรือเรื่องหลังการเลือกตั้ง มีการโกงอย่างหั่นแหลกดังดูได้จากโครงการจำนำข้าวและเรื่องอื่นๆ กลุ่มเหล่านี้จึงต้องการจัดกติกา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปฏิรูปการเมืองไทย ล้างคอรัปชั่น สร้างระบบสมดุล Check & Balance เสริมสร้างระบบสื่อที่เป็นกลาง เคารพนิติรัฐ มีองค์กรกลางที่ไม่รับใช้กลุ่มการเมืองหรือนักการเมืองคนใดโดยเฉพาะ ซึ่ง กปปส. เรียกระบอบนี้ว่า ระบอบทักษิณ”

       ั้นตอนของการปฏิรูปคือ จะต้องจัดตั้งรัฐบาลรักษาการที่มีความซื่อสัตย์มาทำหน้าที่ปฏิรูปด้วยการจัดตั้งคณะบุคคลเพื่อร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น หลังจากนั้นให้ประชาชนทำประชามติ และเมื่อเป็นที่ยอมรับ จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นกติกาใหม่ที่มีความเท่าเทียม มีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ และถ้ามีความมัวหมองรัฐบาลจะต้องออก โดยไม่มีกองทัพประชาชนมาหนุนดังทุกวันนี้

        แนวคิดของ กปปส. กับรัฐบาลจึงแตกต่างกันอย่างไม่มีวันประนีประนอมกันได้ ผลการตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงสมการการเผชิญหน้าทางการเมืองที่กำลังจะมาถึง

        จากสมการที่ไม่เปลี่ยนแปลงจึงนำมาสู่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจึงขึ้นอยู่กับภาพฉาย (Scenario) ดังต่อไปนี้

        1. าพฉายแบบที่ 1 รัฐบาลจะดึงเกมไปสู่การเลือกตั้งได้สำเร็จ จะใช้เวลา 2 หรือ 3 เดือนหน้าตาม ผลก็คือจะมีรัฐบาลใหม่ สิ่งที่ตามมาก็คือ มีการร่างงบประมาณใหม่จะเกิดขึ้นเร็วที่สุดคือ ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า หมายความว่า ปีนี้ทั้งปี การลงทุนของภาครัฐจะจำกัดเฉพาะโครงการเก่า ผลที่ตามมาก็คือ การลงทุนของภาครัฐจะติดลบและส่งผลกระทบกับการลงทุนของภาคเอกชนที่สืบเนื่องจากการลงทุนของภาครัฐ นอกจากนั้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนส่วนหนึ่งอาจจะดีขึ้นเพราะนึกว่างบประมาณลงทุนจะเริ่มออกมาในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขทางการเมืองในบริบทนี้ยังไม่เอื้อต่อการลงทุน เพราะมวลมหาประชาชนจะยังไม่พอใจกับรัฐบาลที่เต็มไปด้วยปัญหาความชอบธรรม และถ้าหากมีการโกงการเลือกตั้ง หรือใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้ง หรือมีการไม่ไปเลือกตั้งหรือ Vote No จำนวนมาก การเผชิญหน้าทางการเมืองจึงยังคงอยู่และส่งผลถึงปีหน้า

        2.าพฉายแบบที่ 2 รัฐบาลถูกแรงกดดันอย่างหนักจากประชาชนจนถึงกับถูกบังคับให้ต้องออก นำไปสู่การมีรัฐบาลใหม่จากการแต่งตั้งโดยใช้มาตรา 3 และมาตรา 7 หรือผ่านการแต่งตั้งจากวุฒิสมาชิก เพื่อทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การปฏิรูปให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ มีกติกาที่เอาจริงเรื่องคอรัปชั่น เน้นรัฐบาลที่มีความชอบธรรม เน้นนิติรัฐ เน้นการถ่วงดุลอำนาจ เน้นบทบาทขององค์กรกลางและหนังสือพิมพ์เพื่อไม่ให้รับใช้นักการเมืองดังที่เป็นอยู่ ในบริบทดังกล่าว หมายความว่า จะมีรัฐบาลในไตรมาสสุดท้ายของปี นำไปสู่การร่างงบประมาณซึ่งกว่าจะเสร็จคงปีหน้า ในบริบทดังกล่าว ผลพวงคือ การลงทุนของภาครัฐปีนี้ก็จะจำกัดเฉพาะงบเก่าที่ยังไม่หมด การลงทุนของภาครัฐจะติดลบเหมือนกับภาพฉายที่ 1 แต่ข้อดีคือ เป็นการเปิดหน้าใหม่ไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มากขึ้น ข้อเสียคือ รัฐบาลปัจจุบันและพรรคพวกซึ่งยังมีพลังมากอยู่จะต่อต้านและนำไปสู่การเผชิญหน้าเช่นเดียวกัน ซึ่งก็สามารถบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้เช่นกัน

        3. ภาพฉายที่ 3 จะเกิดขึ้นในกรณีที่ไม่สามารถมีการเลือกตั้งได้ รัฐบาลจะยังคงรักษาการไปเรื่อยๆ ซึ่งจะมีปัญหาตามมาก็คือ การลงทุนของภาครัฐจะถูกจำกัดเหมือนดังภาพฉายที่ 1 และ 2 แต่จะมีปัญหาเพิ่มขึ้นคือ ไม่รู้ว่าจะมีรัฐบาลใหม่เมื่อใด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐให้มีลักษณะติดลบมากขึ้น

        ภายใต้ภาพฉายทั้ง 3 อาจกล่าวได้ว่า เศรษฐกิจของไทยจะได้รับผลกระทบจากการลงทุนของรัฐบาลซึ่งจะติดลบในปีนี้ 6-10% และการลงทุนของภาคเอกชนส่วนหนึ่งจะได้รับผลกระทบ อีกส่วนหนึ่งจะได้อานิสงส์จากการส่งออก ผนวกกับการลงทุนประเภทเชิงกลยุทธ์ซึ่งได้แก่ การลงทุนซึ่งเอกชนเห็นว่ามีความจำเป็นในการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น กลุ่มเซ็นทรัล และกลุ่มเดอะมอลล์

        ผลจากการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่เปลี่ยนแปลงภาวะทางเศรษฐกิจที่ได้ตั้งสมมติฐานไว้แต่แรก เพราะฉะนั้น เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ก็มาจากอานิสงส์ของการส่งออก ถ้าการส่งออกขยายตัวได้ 9% ตามที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดได้วิเคราะห์ไว้ GDP ก็จะอยู่ที่ 3% ถึง 3% กว่าๆ แต่ถ้าการส่งออกอยู่ที่ระดับ 5-6% GDP จะอยู่ที่ 2.5-3% แต่ถ้าการส่งออกต่ำ GDP ก็จะต้องลดลงแน่ และถ้าส่งออกต่ำมากๆ GDP อาจจะติดลบก็ยังได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

6 ตัวแปร กับการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

01

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อหนึ่งถึงสองวันนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)ได้ออกมาให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจโดยกล่าวว่า ในไตรมาสแรก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมีการขยายตัวลดลง 0.2% แต่มีการประมาณการไว้ว่า การขยายตัวทั้งปีจะเป็นบวก โดยอยู่ที่ 2.6% ทั้งนี้คาดว่าการขยายตัวจะดีขึ้นในครึ่งปีหลังของปีนี้

ในขณะเดียวกัน เมื่อวานนี้ ทางด้านกระทรวงพาณิชย์ได้ให้ตัวเลขการส่งออกว่า ในไตรมาสแรกจะมีลักษณะติดลบที่ -1% แต่คาดว่าทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ประมาณ 5-6% สำหรับทางธนาคารชาติก็ได้ประเมินว่า ส่งออกปีนี้ในไตรมาสแรกไม่ดีนักแต่จะขยายตัว 4.5% ทั้งปี อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยของธนาคารไทยพาณิชย์ก็ได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ต่ำกว่า 2%

จากตัวเลขที่มีการประมาณการณ์ออกมานั้น ปรากฏว่า ไตรมาสที่ 1 เศรษฐกิจยังอยู่ในลักษณะที่ขยายตัวอ่อนแอมากกว่าที่หลายองค์กรต่างคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะในเรื่องการส่งออก ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัว อีกประการหนึ่งคือ มีการวิเคราะห์ถึงผลกระทบจากทางการเมืองซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นของการลงทุนและการบริโภคของเอกชนลดต่ำลง ผนวกกับการลงทุนของภาครัฐอยู่ในลักษณะติดลบ ก็ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน

อีกทั้งการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยสรุปแล้ว เกือบทุกสำนักต่างพยากรณ์ว่า ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจของไทยโดยภาพรวมจะได้รับอานิสงส์จากการส่งออก จะทำให้มีการฟื้นตัวและจะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยโดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 2-3% โดยมีตั้งแต่ 1.6-1.7% ในกรณีการวิเคราะห์ของธนาตารไทยพาณิชย์ จนถึง 3.5% ในกรณีการวิเคราะห์ของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะจบลงที่อัตราการเติบโตอย่างไรนั้น ต้องวิเคราะห์ตัวแปรดังต่อไปนี้

1. เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป น่าจะมีการฟื้นตัวที่เด่นชัด โดย IMF ถึงกับปรับตัวเลขทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น สำหรับสหรัฐอเมริกาปรับจาก 2.7% เป็น 2.8% และสำหรับสหภาพยุโรปปรับจาก 1%เป็น 1.2% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ความเสี่ยงในกรณีของสหภาพยุโรปซึ่งอาจจะบั่นทอนความถูกต้องของการพยากรณ์ได้ นั่นคือ การเกิด Deflation สำหรับความเสี่ยงนี้ ผู้เขียนไม่กังวลดังที่เคยกล่าวไว้ในบทความก่อนหน้านี้ เพราะธนาคารกลางของสหภาพยุโรปยังมีกระสุนในการแก้ปัญหา นับตั้งแต่การใช้ QE การซื้อสินทรัพย์จากธนาคารพาณิชย์ หรือการลดดอกเบี้ยจาก 0 เป็นติดลบ เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีสภาพคล่องไปปล่อยสินเชื่อแทนการฝากเงินไว้กับธนาคารกลาง

2. เศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีการคาดการณ์ว่า ในปีนี้จะขยายตัว 1.4% ซึ่งต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นผลจากการดำเนินมาตรการขึ้นภาษี Sales Tax จาก 5% เป็น 8% ซึ่งเท่ากับว่า มีการดูดซับสภาพคล่องหายไปจากระบบส่วนหนึ่ง แม้ว่านักวิเคราะห์จะเชื่อว่า สภาพคล่องดังกล่าวนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้เตรียมมาตรการมาชดเชยล่วงหน้าด้วยการบรรเทาทางด้านภาษี ตลอดจนเตรียมมาตรการทางด้านงบประมาณ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่มาจากเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในปีนี้ก็คือ รัฐบาลญี่ปุ่นยังมิได้ปฏรูปเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นลูกศรดอกที่ 3 (ดอกที่1 คือ นโยบายทางด้านการเงิน ดอกที่ 2 คือ นบายทางด้านการคลัง) ซึ่งจะทำให้โมเมนตัมการฟื้นตัวของญี่ปุ่นอ่อนแอลง และจะเพิ่มความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในปีนี้

3. ในความเห็นของผู้เขียน ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่สำคัญในปีนี้และปีต่อๆ ไปคือการปรับตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งแม้ในไตรมาสแรกจะขยายตัวได้ 7.4% ก็ตาม แต่สิ่งที่นักวิเคราะห์และ IMF เกรงกันก็คือ Hard Landing ของเศรษฐกิจจีน นั่นหมายถึง อัตราการเติบโตที่ขยายตัวไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลจีนกำหนดไว้ และถ้าขยายตัวได้เพียง 5-6% ก็ย่อมกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคอาเซียนเป็นประการสำคัญ

4. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก (ยกเว้นไม่มีความเสี่ยงตามที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงข้างต้น) การส่งออกของประเทศต่างๆรวมทั้งไทยก็จะได้รับอานิสงส์ทางบวก โดยจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ ในกรณีของไทย เนื่องจากขีดความสามารถในการแข่งขันถูกกระทบ ทำให้การวางตำแหน่งของเราอยู่ในสภาพที่สู้คู่แข่งไม่ได้

อย่างไรก็ตาม อานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกโดยทั่วไปก็น่าจะส่งผลทางบวกต่อการส่งออกในปีนี้ เพียงแต่ตัวเลขจะแตกต่างกันโดยอยู่ระหว่าง 3-4% ไปจนถึง 9% แต่โดยเฉลี่ยจะมองกันว่า ส่งออกในปีนี้ของไทยน่าจะอยู่ที่ 5-6% อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสแรก การส่งออกในด้านอาหารโดยเฉพาะกุ้ง ซึ่งผู้ประกอบการก่อนหน้าเคยคาดการณ์ว่าจะดีขึ้นจากผลของโรค EMS ที่บรรเทาลง แต่ปรากฏว่าในข้อเท็จจริงยังมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ซึ่งทำให้ในไตรมาสแรกการส่งออกกุ้งยังไม่ดีนัก ทั้งนี้คงต้องรอผลในครึ่งปีหลังว่า โดยภาพรวมการส่งออกจะดีขึ้นตามอานิสงส์ของเศรษฐกิจโลกอย่างไร และแม้ว่าการท่องเที่ยวจะไม่ดีนัก แต่ก็มีการคาดการณ์ว่าจะดีขึ้นในครึ่งปีหลัง

ตัวแปรที่มีผลกับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ขึ้นอยู่กับอานิสงส์ที่ไทยได้รับจากเศรษฐกิจโลกมากน้อยเพียงใด ส่วนสำคัญไม่ได้มาจากการเมือง แต่ส่วนสำคัญมาจากขีดความสามารถของไทยที่อ่อนแอลงโดยปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

5. ตัวแปรที่สำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอีกหนึ่งประการคือ การลงทุนและการบริโภคของภาครัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายฝ่ายค่อนข้างเห็นตรงกัน เพราะกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ก็ในไตรมาสสุดท้าย งบประมาณจะเกิดขึ้นได้ก็ต้นปีหน้า ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมาคือ การลงทุนของภาครัฐจะติดลบอยู่ที่ -6% ถึง -8% การบริโภคของภาครัฐซึ่งมาจากการใช้งบประมาณประจำจะอยู่ในลักษณะทรงๆ

6. ตัวแปรที่สำคัญอีกประการคือ การลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน ในส่วนนี้หลายฝ่ายมีความเห็นที่แตกต่างกัน นักวิเคราะห์ที่มองโลกในแง่ลบต่างมองว่าจะติดลบ แต่บางกลุ่มกลับมองว่าจะขยายตัวได้ 2-4% ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกที่ฟื้นตัว อีกส่วนมาจากธุรกิจที่ขยายตัวได้โดยตัวของมันเอง ตัวอย่างเช่น ธุรกิจค้าปลีก ซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 6-8% เป็นต้น

โดยสรุป อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ ในท้ายที่สุดจะขึ้นอยู่กับอานิสงส์จากการส่งออกของไทยจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกว่าจะมากน้อยเพียงใด รวมถึงการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชนว่าจะมีลักษณะอย่างไรนั่นเอง โดยภาพรวมแล้ว เศรษฐกิจของไทยจากการวิเคราะห์ทั้งจากนักวิเคราะห์ไทยและต่างประเทศจะอยู่ประมาณ 2-3% เพียงแต่ในไตรมาสแรกอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะติดลบ ในไตรมาสที่ 2 จะอ่อนแออยู่ แต่จะฟื้นตัวได้บ้าง และจะชัดเจนขึ้นในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น