ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

8213

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีของไทยก็ได้มีการเจรจาและทำข้อตกลงกับจีน โดยจีนจะเข้ามาลงทุนขยายเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อไทย จีน และลาว นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจจำเพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน 5 แห่ง คือ แม่สอด จังหวัดตากเชื่อมต่อกับพม่า, อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วเชื่อมต่อกัมพูชา, สะเดา จังหวัดสงขลา เชื่อมต่อกับมาเลเซีย, มุกดาหารเชื่อมต่อกับลาว, และตราดเชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งความจริงแล้วสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่นั้นก็อยู่ในกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง Greater Mekong Subregion cooperation (GMS) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่พัฒนามาจาก 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจ เป็นระยะเวลากว่า 20 ปีมาแล้ว

ความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) กำเนิดขึ้นจาก 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจเมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยเชื่อมโยง 6 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งประกอบด้วยทางตอนใต้ของจีนที่ยูนนาน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งได้รับการผลักดันจากนโยบายของรัฐบาลไทยซึ่งในยุคนั้นซึ่งมีรองนายกฯ คือ คุณศุภชัย พานิชภักดิ์ โครงการ 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจซึ่งต่อมากลายเป็นกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) นั้นยังเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากตรรกะของพัฒนาการของเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) กล่าวคือ เขตการค้าเสรีจะนำมาซึ่งความจำเป็นให้ประเทศที่มีชายแดนติดกันต้องร่วมมือกันพัฒนาด้านขนส่งโลจิสติกส์ และตามมาด้วยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจจำเพาะบริเวณชายแดน การเชื่อมโยงดังกล่าวจะเป็นการเชื่อมโยง 6 ประเทศเข้าด้วยกัน

โครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยเฉพาะอยู่ในเป้าหมายที่ 2 คือ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ในโครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จะมีเส้นทางที่เรียกว่า “ระเบียง” อยู่ 3 ระเบียงด้วยกัน คือ ระเบียงเหนือ – ใต้ (North-South), ระเบียงตะวันออก – ตะวันตก (East-West) และระเบียงใต้ – ใต้ (South- South)

ระเบียงเหนือ – ใต้ (North-South) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยจะมีการเชื่อมโยงเส้นทางจากยูนนาน เส้นที่หนึ่งจะเชื่อมจากยูนนานเข้าทางพม่าแล้วเข้าสู่ไทย (เส้นทาง R3W) อีกเส้นจะเชื่อมจากยูนนานผ่านทางลาวแล้วเข้าสู่ไทย (เส้นทาง R3E) อีกหนึ่งเส้นในระเบียงเหนือ – ใต้ที่ไม่ผ่านไทยจะเชื่อมจากยูนนานสู่ไฮฟอง ประเทศเวียดนาม

ระเบียงตะวันออก – ตะวันตก (East-West) จะเริ่มจาก แว้ ดานัง สุวรรณเขต เข้าอีสานที่มุกดาหารเชื่อมต่อพิษณุโลก ไปออกเมืองมะละแหม่ง และเมาะลำไยของพม่า ไปสู่กลุ่ม BIMST-EC (ประกอบด้วยบังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมาร์ เนปาล ศรีลังกา และไทย) ไปออกมหาสมุทรอินเดีย

ระเบียงใต้ – ใต้ (South- South) มี 4 เส้นทาง เส้นที่หนึ่งเริ่มจากกรุงเทพฯ ผ่านเข้าเขมรไปจบที่หวุงเตา เวียดนาม เส้นที่สองผ่านเสียมเรียบไปจบที่กุยยอง เวียดนาม เส้นที่สามผ่านตราดและเกาะกง และเส้นที่สี่เชื่อมโยงสามเส้นแรก และไปเชื่อมต่อกับเส้นตะวันออก – ตะวันตก (East-West)

จึงไม่น่าแปลกใจว่า โครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) นั้นรัฐบาลไทยจะต้องร่วมมือกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านและรัฐบาลประเทศอื่น ๆ ในการพัฒนาด้านคมนาคม ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการสร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมในอนุภูมิภาค โดยเฉพาะการเชื่อมโยงจีน ไทย และลาว โดยจะเริ่มจากรถไฟสายเชียงของ – เด่นชัย – บ้านภาชี และสายหนองคาย – โคราช – มาบตาพุด โดยเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ถ้าไม่ได้พัฒนาต่อก็จำเป็นต้องส่งเสริมเขตเศรษฐกิจจำเพาะนั้นและไม่ได้พัฒนาในประเทศไทยเท่านั้นแต่ต้องคู่ขนานไปกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยเฉพาะประเทศพม่าที่เพิ่งปิดประเทศได้ไม่นาน ก็ยิ่งได้รับความสนใจและมีการขับเคลื่อนที่รวดเร็ว เขตเศรษฐกิจจำเพาะก็มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะที่แม่สายและแม่สอด เขตเศรษฐกิจจำเพาะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดการขยายตัวของการค้าชายแดนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านก็มีสัดส่วนถึง 70 % ของการค้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นและเกิดการขยายตัวของการท่องเที่ยว, อสังหาริมทรัพย์, Banking finance, ประกันภัยประกันสุขภาพ, และการขยายตัวของการลงทุน

ขณะนี้ผู้เขียนอยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่น่าสนใจ กล่าวคือ  แม่สอดนั้นจะเชื่อมกับเมียวดีของเมียนมาร์ โดยมีแม่น้ำเมยซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไม่กว้างมากนักกั้นอยู่ ราคาที่ดินที่แม่สอดเพิ่มขึ้น 8 -10 เท่าในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ห้างสรรพสินค้าโลตัส แมคโคร โรบินสันก็เข้ามาเปิดกิจการในพื้นที่ อีกทั้งที่แม่สอดยังเป็นแหล่งประกอบรถจักรยานโดยชิ้นส่วนจะนำเข้าจากญี่ปุ่นผ่านทางเมียนมาร์ โดยที่แม่สอดจะทำหน้าที่ประกอบชิ้นส่วนรถจักรยานมือสองแล้วส่งขายไปทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ แม่สอดยังมีท่าเรือส่งออกอีก 30 ท่า ซึ่งในอนาคตมีนโยบายจะยุบท่าเรือให้หันไปใช้สะพานเชื่อมระหว่างแม่สอดกับเมียวดีแทน ยิ่งจะทำให้การค้าชายแดนขยายตัวยิ่งขึ้น

โครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จะเป็นตัวกระตุ้นการเชื่อมโยงประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงให้ขยายวงยิ่งขึ้นและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการค้า การลงทุน การเงินในอนุภูมิภาคอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น ประเทศใดที่เตรียมตัวล่วงหน้าได้ดีกว่าก็ย่อมได้เปรียบ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจในช่วงฟื้นตัว

8151

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เศรษฐกิจไทยในปีนี้คงจะตกลงด้วยตัวเลขที่ไม่ค่อยดีนัก กล่าวคือ ส่งออกอาจจะขยายตัวต่ำกว่า 1 % ในขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยซึ่งหลายสำนักก็มีการปรับตัวเลขลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจจะขยายตัวได้ที่ 1 % ทั้งนี้ทั้งนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการส่งออกนั้นต่ำกว่าที่มีการคาดการณ์จากหลายสำนักอย่างต่อเนื่อง โดย 3 ไตรมาสแรกก็มีลักษณะติดลบ ซึ่งนอกจากปัญหาเศรษฐกิจโลกขยายตัวช้าโดยอาจจะมีอัตราเติบโตในปีนี้ที่ 3.2 – 3.3 % (ต่ำกว่าที่ IMF เคยคาดไว้ที่ 3.6 %) แล้ว อีกส่วนยังเป็นเพราะความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยที่ปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง อีกเหตุผลที่ทำให้ขยายตัวช้าก็มาจากการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลที่ช้ากว่าที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ โดยเดิมกำหนดไว้ว่า งบประมาณเก่าที่จบไปเมื่อเดือนกันยายนจะมีการเบิกจ่าย 95 % แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ต่ำกว่าเป้าพอสมควร การท่องเที่ยวก็เพิ่งเริ่มฟื้นตัวบ้างแต่ก็เป็นเหตุผลที่ฉุดเศรษฐกิจไทยมาตลอดระยะเวลา 8 – 9 เดือน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า การลงทุนและการบริโภคของเอกชนในปีนี้จึงยังไม่ดีนัก อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของเอกชนในช่วงนี้เริ่มส่อเค้าดีขึ้นซึ่งจะเป็นผลดีต่อไปในอนาคต

ในปีหน้า มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะไปได้ดี ถึงขนาดมีการมองเป้าหมายที่ 4 – 5 % ซึ่งองค์ประกอบที่สำคัญประการหนึ่งคือ เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้นบ้าง โดย IMF คาดว่าจะเติบโตที่ 3.6 % ในปีหน้า (ต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ที่ 3.8 %) โดยมองว่า เศรษฐกิจของอเมริกาจะขยายตัวจากปีนี้ที่ 2.2 % เป็น 3 % สหภาพยุโรปจะเพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่ 0.8 % เป็น 1.3 % ญี่ปุ่นจะขยายตัวได้ประมาณ 0.8 % และจีนจะขยายตัวได้ประมาณ 7 %

ในบทความฉบับนี้จะวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในกรณีของสหภาพยุโรปโดยเฉพาะกลุ่มยูโรโซน ที่ผ่านมานั้น สหภาพยุโรปกำลังเจอปัญหา Deflation กล่าวคือ จากเงินเฟ้อที่ตั้งเป้าไว้ที่ 2 % ปรากฏว่า อยู่แค่ระดับ 0.4 % และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เท่ากับว่าเป็นการชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของการอ่อนตัวลงของเศรษฐกิจซึ่งเป็นอันตรายหลังจากที่สหภาพยุโรปเพิ่งผ่านพ้นปัญหาเรื่องวิกฤตเงินยูโร ทั้งนี้ ผู้รับผิดชอบทางการเงินและการคลังของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและโดยเฉพาะกลุ่มยูโรโซนจึงได้ดำเนินมาตรการหลายประการ ดังนี้

ในกรณีของธนาคารกลางยุโรป (EBC) ที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือ

ประการแรก มีการลดดอกเบี้ยโดยเฉพาะดอกเบี้ย Benchmark เหลือ 0.05 % และสำหรับเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่อยู่กับ EBC ดอกเบี้ยจะมีลักษณะติดลบ

ประการที่ 2 ได้ดำเนินมาตรการ ที่เรียกว่า TLTRO (targeted longer-term refinancing operation) ซึ่งมีการกำหนดวงเงินไว้ที่ 2 ล้านล้านยูโร เพื่อปล่อยกู้ในระยะเวลา 2 ปี โดยอัตราดอกเบี้ยจะคงที่ที่ 0.05 ไปตลอดระยะเวลา 4 ปี ซึ่งก็มีผู้สนใจไม่มากนัก

ประการที่ 3 มีการใช้ระบบ QE เพื่อที่จะซื้อพันธบัตรที่มีการค้ำประกันจากภาคเอกชน และมีแนวโน้มจะใช้ QE ซื้อพันธบัตรของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากมาตรการดังกล่าวแล้วปรากฏว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาประธานคณะกรรมาธิการยุโรป นายฌอง คล็อด ยุงเกอร์ ก็ได้ออกนวัตกรรมการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กล่าวคือ จะมีการจัดตั้งกองทุนประเภท Seed Fund หรือมีชื่อเต็มว่า European Fund for strategic investment (EFSI) กล่าวคือ จะระดมเงิน 21 พันล้านยูโร ซึ่งในจำนวนเงิน 21 พันล้านยูโรปนั้น 5 พันล้านจะได้จากธนาคารกลางเพื่อการลงทุนของยุโรป (European Invest Bank – EIB) อีก 16 พันล้านจะได้จากงบประมาณของสหภาพยุโรปโดยเฉพาะได้มากจากงบพัฒนา เงินทั้งหมด 21 พันล้านยูโรจะทำหน้าที่เป็นหลักประกันเพื่อที่จะไประดมทุนออกพันธบัตร 320 พันล้านยูโรจากเอกชน โดยเอาเงินดังกล่าวมากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานและลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเอกชนโดยลำพังไม่กล้าลงทุน แต่เมื่อมีกลไลของสหภาพยุโรปเป็นหลักประกันก็คงจะทำได้ แนวคิดนี้ถือว่าเป็นนวัตกรรมซึ่งเป็นส่วนที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในยุโรปจากปัญหา Deflation ขณะนี้ประเทศต่าง ๆ ก็มีท่าทีเห็นด้วย แต่แนวคิดนี้จะเป็นรูปธรรมได้ก็ต้องรอผลในการประชุมสุดยอดในเดือนหน้า ซึ่งต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภายุโรป โดยรัฐบาลฝรั่งเศสถึงกับเสนอว่า ควรเพิ่มจำนวนเงินในกองทุนเป็น 60-80 พันล้านยูโรด้วยซ้ำ

จากมาตราการของสหภาพยุโรปที่กล่าวมา คงเป็นที่หวังได้ว่า สหภาพยุโรปซึ่งกำลังเผชิญปัญหา Deflation ในปีนี้และปีหน้า น่าจะได้รับการเยียวยาจากมาตรการดังกล่าวทั้งจากธนาคารกลางและประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งอาจจะให้ความหวังว่า เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปน่าจะขยายตัวได้ที่ 1.1 – 1.3 % ในปีหน้า

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ยุบสภาญี่ปุ่น ร้ายแรงกว่าที่คิด

8065

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีอาเบะของญี่ปุ่นได้มีการประกาศยุบสภาเพื่อจะให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกลางเดือนหน้า ซึ่งถือเป็นการยุบสภาก่อนกำหนดถึง 2 ปี กล่าวคือ วาระของรัฐบาลอาเบะชุดนี้จะอยู่ได้จนถึงปี 2016 การที่ยุบสภาก่อนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองและเศรษฐกิจไม่ใช่แค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อภูมิภาคในระดับหนึ่งด้วย

เนื่องจากเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในขณะนี้ถือว่ามีการทรุดตัวลงกว่าที่หลายคนคาดไว้จากผลของการขึ้นภาษี Sales Tax เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาจาก 5% เป็น 8% ทำให้กำลังซื้อจับจ่ายใช้สอยหายไปจนทำให้ในไตรมาสที่ 2 ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ -7% ในขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 6 % กว่า ๆ (จากผลของการจับจ่ายใช้สอยก่อนที่ภาษี Sales Tax จะขึ้น) อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการขึ้นภาษี Sales Tax ก็ต่อเนื่องมาสู่ไตรมาสที่ 3 ซึ่งเดิมนักวิเคราะห์คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 0.4 – 0.6% แต่เมื่อมีการประกาศตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจกลายเป็นติดลบ -1.6% เท่ากับว่าประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่สภาพ Technical Recession หมายถึง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส รัฐบาลก็พยายามแก้เกมด้วยการใช้มาตรการ QE อัดฉีดเงินสู่ระบบโดยตั้งเป้าไว้ เจ็ดแสนสองพันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งน่าจะมีผลในแง่บวกในไตรมาสสุดท้ายและในปีหน้าบ้าง อย่างไรก็ตาม ในปีหน้านั้น ถ้าตามกำหนดเดิม รัฐบาลอาเบะจะต้องขึ้นภาษี Sales Tax อีกครั้งจาก 8% เป็น 10% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น นายกรัฐมนตรีอาเบะจึงหาทางชะลอการขึ้นภาษี Sales Tax ดังกล่าวจนถึงเดือนเมษายน 2016 ซึ่งก็คงจะได้รับการต่อต้านจากประชาชนส่วนหนึ่ง ภารกิจอีกประการที่อาเบะต้องทำคือ การหันกลับมาพัฒนาปรมาณูเพื่อใช้ในการพัฒนาไฟฟ้า หลังจากที่มีการระงับโครงการดังกล่าวเมื่อเกิดปัญหาวิกฤติสึนามิที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อนโยบายการพัฒนาไฟฟ้าด้วยปรมาณู

ภารกิจที่สามที่อาเบะตั้งใจจะทำคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะมีกองกำลังทหารญี่ปุ่นที่สามารถไปประจำการในต่างประเทศได้ เป้าหายของรัฐบาลชุดนี้คือ ต้องการที่จะพัฒนาพันธมิตรในด้านความมั่นคงกับกลุ่มประเทศอาเซียนที่กำลังขัดแย้งกับจีนในเรื่องทะเลจีนใต้ ไม่ว่าจะเป็น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม แม้ขณะนี้ญี่ปุ่นจะได้รับการปกป้องในด้านความมั่นคงจากอเมริกาตามข้อตกลงที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็ตาม แต่ด้วยข้อจำกัดในฐานะประเทศผู้แพ้สงครามจึงมีการจำกัดขอบเขตกำลังทหารและอาวุธของญี่ปุ่น และเพื่อเป็นการชดเชย อเมริกาก็จะทำหน้าที่ปกป้องช่วยเหลือญี่ปุ่นถ้ามีภัยคุกคามจากภายนอก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ญี่ปุ่นมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับเกาะเซนกากุ หรือ เกาะเตียวหยูของจีนในทะเลจีนตะวันออก กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นมีไม่พอ อีกทั้งญี่ปุ่นไม่แน่ใจว่าถ้าเกิดการเผชิญหน้ากับจีน อเมริกาจะตัดสินใจเข้าช่วยญี่ปุ่นตามภาระผูกพันได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นก็เห็นท่าทีของประธานาธิบดีโอบามาที่มีต่อซีเรียและรัสเซีย ทำให้เริมเกิดความไม่ไว้ใจในข้อตกลงดังกล่าวที่อเมริกามีต่อญี่ปุ่น

ภารกิจที่สามตามที่กล่าวมาข้างต้นถือเป็นงานหลักที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องอธิบายต่อประชาชน ดังนั้น รัฐบาลอาเบะจึงตัดสินใจยุบสภาก่อนกาลเวลา 2 ปี ด้วยเหตุผลคือ

ประการที่หนึ่ง ขณะนี้ฝ่ายค้านยังอยู่ในสภาพตั้งตัวไม่ติด พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดคือ พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่นมีคะแนนเสียงเพียง 8 % ในขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีเสียงข้างมากทั้งในสภาสูงและสภาล่างเกินพอ การยุบสภาในขณะที่ฝ่ายค้านตั้งตัวไม่ติดจะทำให้รัฐบาลได้คะแนนเสียงกลับเข้ามาอีกครั้ง

ประการที่สอง การยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งเปรียบเสมือนการโยนหินถามทางต่อประชาชนว่านโยบายที่ได้คุยเอาไว้ทั้ง 3 ประการนี้ ประชาชนรู้สึกอย่างไร ถ้าหากรัฐบาลสามารถกลับเข้ามาได้ด้วยเสียงข้างมากอีกครั้ง รัฐบาลญี่ปุ่นก็จะถือว่าเป็นแรงสนับสนุนในการดำเนินภารกิจทั้ง 3 โดยไม่ต้องพะวงกับฝ่ายค้าน

เนื่องจากภารกิจทั้ง 3 จะทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งไม่พอใจ ดังนั้นถ้าไม่ชิงยุบสภาพก่อน แต่ดำเนินนโยบายทั้ง 3 ดังกล่าวเลยก็จะทำให้ได้รับผลกระทบในแง่ลบจากความไม่พอใจของประชาชนส่วนหนึ่งและก็เป็นความเสี่ยงที่จะไม่ได้คะแนนหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งตามกำหนด

การประกาศยุบสภาของญี่ปุ่นจึงนับว่าจะส่งผลกระทบด้านนโยบายที่ไม่จำกัดเฉพาะในญี่ปุ่น แต่จะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชีย ในแง่เศรษฐกิจนั้น ผลจากนโยบายดังกล่าวนี้ก็จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่แข็งแรง แต่อย่างน้อยที่สุด การเลื่อนระยะเวลาการขึ้นภาษี Sales Tax ในปีหน้าออกไปก็คงจะชะลอปัจจัยลบของเศรษฐกิจญี่ปุ่นไปชั่วคราวและแรงหนุนจากการใช้ QE ก็คงจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นในปีหน้ามีการฟื้นตัวบ้างแม้จะไม่มากมายก็ตาม

ในแง่การเมืองระหว่างประเทศนั้น ท่าทีของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า ทิศทางด้านความมั่นคงในภูมิภาคคงจะอยู่ในลักษณะของการแบ่งขั้วระหว่างจีนกับเอเชียแปซิฟิกซึ่งประกอบด้วย อเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีปัญหาด้านทะเลจีนใต้กับจีน ดังนั้น โอกาสที่อาเซียนจะมีเอกภาพด้านความมั่นคงก็คงจะไม่มีทางเป็นไปได้ พัฒนาการของประชาคมความมั่นคงอาเซียนจึงมีขอบเขตจำกัด

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

นายกฯไทยร่วม 2 การประชุมสุดยอดที่สำคัญ

8001

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีการประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญถึง 2 แห่ง คือ การประชุมสุดยอด APEC ที่ปักกิ่ง ประเทศจีน และการประชุมสุดยอดอาเซียนคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit – EAS) ที่เนปิดอว์ ประเทศพม่า โดยทั้ง 2 การประชุมนั้นนายกรัฐมนตรีของไทยก็ได้เข้าร่วมการประชุมด้วย

ในการประชุมสุดยอด APEC ครั้งนี้ถือว่า เป็นการประชุมที่น่าสนใจและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจของไทยในอนาคต ในการประชุมครั้งนี้ ประเทศจีนซึ่งเป็นเจ้าภาพโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้เสนอที่จะพัฒนา APEC ไปสู่การเป็นเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) และนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนออย่างจริงจังโดยประเทศเจ้าภาพและโดยประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากประเทศอื่น 20 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา

ความจริงนั้น APEC ได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์สู่การรวมตัวที่เข้มข้นขึ้นตั้งแต่ปี 1994 ที่เรียกว่า วิสัยทัศน์โบกอร์ 2020 หากแต่ความหมายที่เขียนไว้นี้ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมคือ กล่าวเพียงว่าจะรวมตัวกันในลักษณะที่เข้มข้นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกจำนวนหนึ่ง เช่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และประเทศอื่น ๆ ก็ได้วางแผนที่มีเป้าหมายสู่การจัดตั้งเขตการค้าเสรี แต่ในสมัยนั้น บางประเทศโดยเฉพาะประเทศมาเลเซียในยุคของนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ซึ่งมีนโยบายค่อนข้างต่อต้านอเมริกา จึงไม่ต้องการให้ APEC รวมตัวในลักษณะถึงขั้นเขตการค้าเสรี มหาเธร์กลับเสนอให้มีการรวมกลุ่มที่เรียกว่า East Asia Economic Caucus กล่าวคือเป็นการรวมตัวกันเฉพาะประเทศเอเชียตะวันออกเท่านั้น ปรากฏว่า แนวคิดดังกล่าวของมหาเธร์ไม่ได้รับการตอบสนองจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และ สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม มหาเธร์ก็หลีกเลี่ยงเปลี่ยนข้อเสนอของตนเองเป็นการรวมกลุ่มในกรอบของ Asean+3 กล่าวคือ เป็นการจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นอกจากนั้น มหาเธร์ก็เสนอให้จัดตั้งการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit – EAS) เพื่อกระตุ้นให้มีการรวมตัวทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เฉพาะประเทศอาเซียนกับประเทศเอเชียตะวันออกอื่นๆ ซึ่งครอบคลุม จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้นั่นเอง

022a9c

กาลเวลาผ่านมากว่า 1 ทศวรรษปรากฏว่าสภาพแวดล้อมของโลกและในภูมิภาคเกิดการขยายตัวของการรวมกลุ่มในกรอบเขตการค้าเสรีและตลาดร่วมหรือที่เรียกว่า ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนก็พัฒนาไปสู่ AEC และยังขยายไปสู่ Asean +3 และ Asean +6 อีกทั้งภูมิภาคอื่น ๆ ก็มีการขยายตัวในลักษณะเดียวกันประกอบกับการเจรจารอบโดฮาขององค์การการค้าโลก (WTO) ยังไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น จึงสร้างแรงกดดันต่อ APEC ในการเห็นความจำเป็นรวมตัวกันอย่างแน่นแฟ้น ในการประชุมสุดยอด APEC 2006 จึงเริ่มมีการนำเสนอแนวคิดที่จะทำให้ APEC พัฒนาไปสู่การจัดตั้งเขตการค้าเสรี อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น แนวคิดดังกล่าวก็ไม่ได้รับการสานต่อจนกระทั่งการประชุมสุดยอด APEC ที่ปักกิ่ง ประเทศจีนในครั้งนี้ จึงได้มีการเสนอให้มีการศึกษาเพื่อพัฒนา APEC ไปสู่เขตการค้าเอเชีย-แปซิฟิ (FTAAP)

ความจริงนั้นเหตุผลสำคัญที่ทำให้จีนนำเสนอความคิดดังกล่าวมาจากแรงกดดันจากการที่ 12 ประเทศสมาชิก APEC ซึ่งประกอบด้วย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ชิลี บรูไน สหรัฐอเมริกา แคนาดา เปรู เม็กซิโก มาเลเซีย เวียดนาม ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ได้ร่วมกันจัดตั้ง TPP (Trans-Pacific Partnership) กล่าวคือ เป็นการรวมกลุ่มกันเป็นเขตการค้าเสรี รวมถึงการเปิดเสรีด้านการลงทุนและการบริการ ในการประชุมสุดยอด APEC ที่ปักกิ่งครั้งนี้ ประธานาธิบดีโอบามาก็ได้พูดคุยกับอีก 11 ประเทศอย่างเป็นการส่วนตัว นอกจากกรอบของ APEC เพื่อให้ TPP ประสบความสำเร็จให้เร็วที่สุด โดยโอบามาได้ตั้งเป้าไว้ว่า มรดกทางด้านนโยบายต่างประเทศทางเศรษฐกิจของเขา คือ ความสำเร็จของ TPP และการตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างอเมริกาและสหภาพยุโรป (Transatlantic Trade and Investment Partnership – TTIP) ซึ่งหมายความว่า ถ้า TPP ประสบความสำเร็จ จีนจะเสียเปรียบอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ ใน TPP เพราะสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดใน TPP จะสามารถเข้าออกประเทศสมาชิกได้โดยไม่มีกำแพงภาษีและไม่มีการกำหนดโควตา ตัวอย่างเช่น สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดที่ญี่ปุ่นจะเข้าสู่อเมริกาและแคนาดาได้โดยมีภาษีนำเข้าเท่ากับศูนย์ แต่สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในจีนจะเข้าสู่อเมริกาและแคนาดาจะต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (MFN Rate) ตามที่ WTO กำหนดไว้ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ จีนจึงต้องหาทางพัฒนา APEC ไปสู่การจัดตั้งเขตการค้าเสรี (FTAAP) เพราะถ้าการจัดตั้งประสบความสำเร็จ สินค้าใน 21 ประเทศก็จะเข้าออกระหว่างกันโดยมีภาษีนำเข้าเท่ากับศูนย์และไม่มีการกำหนดโควตา ซึ่งจะทำให้จีนไม่เสียเปรียบญี่ปุ่นและอเมริกา

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนก็คงจะมีการตกลงในการพัฒนาการรวมกลุ่มของอาเซียนให้ลึกซึ่งยิ่งขึ้นภายหลังปี 2015 ซึ่งเราเรียกวาระดังกล่าวนี้ว่า Post- AEC 2015 นั่นก็คือ การเจรจาเพื่อที่จะเปิดเสรีด้านการบริการ เงินทุน และแรงงาน ให้มีลักษณะลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากกรอบที่กำหนดไว้ใน AEC 2015 นอกจากนั้น ยังมีการพูดคุยในเรื่องการกระตุ้นการรวมกลุ่มในระดับอนุภูมิภาค โดยเฉพาะ GMS ให้ลึกซึ้งและรวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งในการประชุมอาเซียนก็ยังมีการประชุมในกรอบของเอเชียตะวันออก (EAS) ในกรอบดังกล่าวนอกจากประเทศใน Asean +6 แล้ว ก็ยังมีสหรัฐอเมริกาและรัสเซียรวมด้วย ซึ่งสาระสำคัญคือ การเร่งการรวมกลุ่มสู่เขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออกของ 18 ประเทศสมาชิกนั่นเอง

การประชุมสุดยอด APEC การประชุมสุดยอด Asean และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS) ในช่วงสัปดาห์นี้จึงเป็นภาพฉายของพลวัตรการเปลี่ยนแปลงของการรวมกลุ่มในระดับภูมิภาค ระดับอนุภูมิภาค และระดับระหว่างภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและธุรกิจไทยอย่ามหาศาล กล่าวคือ เนื้อที่ในการแข่งขันไม่ใช่แค่ประเทศไทยและผู้บริโภคจำนวน 60 กว่าล้านคนแล้ว แต่เนื้อที่ในการแข่งขันจะประกอบด้วย 16 ประเทศสมาชิก Asean+6 ขยายไปสู่ 21 ประเทศในกรอบของ APEC ซึ่งจะครอบคลุมผู้บริโภคกว่า 4 พันล้านคน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจซึ่งเป็นได้ทั้งโอกาสและภยันตรายในอนาคต ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกต่อการส่งออกของไทย

27305134e

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศได้มีการปรับตัวเลขทางเศรษฐกิจในลักษณะที่ลดลงทั้งในปีนี้และในปีหน้า เมื่อวานซืนนี้ คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้มีการออกตัวเลขประมาณการทางเศรษฐกิจของยุโรปออกมาในลักษณะที่ลดลง

กล่าวคือ ในปี 2014 นี้ สหภาพยุโรป (28 ประเทศ) จะขยายตัวได้ 1.1 % แต่ยูโรโซน (18 ประเทศ) จะขยายตัวได้เพียง 0.8% และในปีหน้า 2015 สหภาพยุโรปจะขยายตัวได้ 1.3 % แต่ยูโรโซนจะขยายตัวได้ 1.1 % เมื่อแยกเป็นรายประเทศจะพบว่า อังกฤษและสเปนจะขยายตัวได้ดี โดยในปีนี้อังกฤษจะขยายตัวได้ 3.1 % และลดลงมาเป็น 2.8 % ในปีหน้า ส่วนสเปนจะขยายตัวได้ 0.8 % ในปีนี้และจะเพิ่มเป็น 1.1 % ในปีหน้า ประเทศเยอรมนีจะขยายตัว 1.2 % ในปีนี้และจะขยายตัวเพิ่มเป็น 1.3 % ในปีหน้า สองประเทศใหญ่คือ ฝรั่งเศสและอิตาลียังมีการเติบโตที่อ่อนแออยู่ โดยฝรั่งเศสในปีนี้จะขยายตัวได้ 0.6 % และปีหน้าขยายตัวได้ที่ 0.7% สำหรับอิตาลีปีนี้จะขยายตัวได้ 0.2 % ขณะที่ปีหน้าขยายตัวได้ 0.6 %

ผลพวงจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอดังกล่าว ทำให้ธนาคารกลางของยุโรป (ECB) มีการเร่งดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ เมื่อ 2-3 เดือนที่แล้วมีการลดดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้ที่ธนาคารกลาง อยู่ในระดับ -0.25 % เมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้าก็มีการใช้มาตรการที่เรียกว่า TLTRO (targeted longer-term refinancing operation) กล่าวคือ การให้กู้กับสถาบันการเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 0.3 % และคงที่ไว้ที่ระดับนี้ 3 ปี และล่าสุดก็มีการออกมาตรการ QE ด้วยการซื้อพันธบัตรเอกชนที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน

นอกจากนี้ทางด้านญี่ปุ่นในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการประกาศที่สำคัญ 2 ประการ คือ การเพิ่มมาตราการ QE โดยคิดเป็นยอดรวมทั้งปี 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำไปซื้อพันธบัตรที่มีระยะเวลาไถ่ถอนระหว่าง 1-5 ปี และ 5-10 ปี นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้กองทุนเลี้ยงชีพไปซื้อหุ้น การประกาศดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรทั่วโลกมีการบีบตัวขึ้นอย่างรุนแรง และในสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาก็มีการปรับตัวเลขการขยายตัวในไตรมาสที่ 3 อยู่ในระดับสูงกว่า 3 % ซึ่งเป็นการปรับที่ขึ้นแรงกว่าที่หลายคนคาดไว้ ดังนั้นจึงเป็นที่คาดได้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) คงจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างช้ากลางปีหน้าและถ้าอย่างเร็วกว่านั้นก็คงจะเป็นช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า

สรุปการอัพเดตตัวเลขเศรษฐกิจโลก อาจกล่าวได้ว่า ในปีนี้และปีหน้า แม้เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวดีขึ้น แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างไม่เข้มแข็ง และมีความเป็นไปได้ที่อัตราการขยายตัวของจีนในปีหน้าอาจจะต่ำกว่า 7 % ด้วยซ้ำไป

ฉะนั้นแม้เศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้นแต่ก็มีลักษณะอ่อนแอด้วย ซึ่งจะส่งผลให้การค้าโลกเพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่มากนักซึ่งจะส่งผลต่อด้านการส่งออกของไทยด้วย แต่อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ดีขึ้น การส่งออกของไทยในปีหน้าจึงน่าจะขยายตัวได้ 3-4 % ส่วนในปีนี้แม้ในเดือนกันยายนการส่งออกจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.7 % แต่ตัวเลขรวม 9 เดือนแรกเท่ากับ -0.87 ดังนั้น แม้ไตรมาสสุดท้ายการส่งออกจะดีขึ้น แต่ทั้งปีตัวเลขการส่งออกคงจะต่ำกว่า 1 % อย่างไรก็ตาม การส่งออกน่าจะมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น แม้จะไม่มากนักก็ตาม โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตร เช่น ข้าว และยางพารา น่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นในปีหน้าทั้งด้านราคาและปริมาณ

ประเด็นที่จะกระทบกับเศรษฐกิจไทยและภูมิภาค คือ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศเกิดใหม่ โดยเฉพาะ กลุ่ม Fragile five ได้แก่ อินโดนีเซีย อินเดีย บราซิล แอฟริกาใต้ และตุรกี อย่างไรก็ตาม ในกรณีของอินเดียได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ฉะนั้นสิ่งที่คาดได้ในอนาคตก็คือ ความผันผวนของอัตราการแลกเปลี่ยนซึ่งเกิดจากการไหลออกของเงินลงทุนจากต่างประเทศในด้านตราสารหนี้ และตราสารทุนจากประเทศเกิดใหม่กลับไปสู่สหรัฐอเมริกาซึ่งมีผลตอบแทนสูงขึ้น ผลของการผันผวนในอัตราการแลกเปลี่ยนจะกระทบกับไทยในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ระหว่าง 4-4.5 % จึงเป็นที่คาดได้ว่า ตลาดหุ้นไทยในปีหน้าก็จะได้อานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และยิ่งถ้าเป็นบริษัทจดทะเบียนที่สามารถขยายเครือข่ายไปยังกลุ่มประเทศ AEC และ Asean+3 ซึ่งกลุ่มนี้จะ Out-perform หรือพูดง่าย ๆ คือ มีผลการดำเนินงานที่ดีกว่าเศรษฐกิจของไทยโดยรวม

เศรษฐกิจไทยในปีหน้านั้นส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากการส่งออก แต่ส่วนสำคัญจะมาจากภาครัฐซึ่งมาจากการลอกท่อของงบประมาณปีที่แล้วบวกกับงบประมาณปีใหม่นี้ ผสมผสานกับการลงทุนของภาครัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐานตลอดจนการลงทุนในกรอบของ BOI การลงทุนและการบริโภคของภาครัฐจะส่งผลเป็นลูกโซ่ให้เกิดการขยายการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน ซึ่งโดยรวมคงทำให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ในลักษณะ 4-4.5 % หรือถ้าจะมองแบบอนุรักษ์นิยมเล็กน้อยก็จะอยู่ที่ระดับ 3.5-4 %

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ภาวะชะงักงันเศรษฐกิจไทย

7836

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวันถึงสองวันที่ผ่านมานี้ ทางการก็ได้ออกมาแถลงว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะงักงันซึ่งก่อนหน้านี้ ข่าวคราวที่ออกมาจะมีการใช้คำว่า Stagflation ซึ่งความจริงนั้นยังไม่ค่อยตรงกับลักษณะของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ กล่าวคือ Stagflation จะมีความหมายถึง สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง อัตราการเติบโตต่ำ ผนวกกับเงินเฟ้อสูง และมีการว่างงานสูง ศัพท์คำนี้เริ่มใช้เมื่อทศวรรษที่ 1970 ในประเทศตะวันตกและประเทศอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในสภาพการเติบโตที่เชื่องช้าผสมกับเงินเฟ้อสูง ซึ่งเมื่อเทียบกับไทยในขณะนี้ก็นับว่าไม่ตรง เพราะเงินเฟ้อของไทยสูงเพียง 1-2% เท่านั้น แต่สิ่งที่ถูกต้องคือ อัตราการเติบโตต่ำ จึงไม่ถือว่าเป็น Stagflation แต่บางกรณีก็มีคนกล่าวว่า ขณะนี้ไทยเกิดภาวะ Deflation (เงินฝืด) กล่าวคือ เป็นการอธิบาย Stagflation ในความหมายว่า อัตราการเติบโตต่ำและมีปัญหาเงินฝืด (Deflation) ซึ่งก็ไม่ตรงอีก เนื่องจากว่า Deflation หมายความว่า เงินเฟ้อมีอัตราต่ำมาก เช่น ในยุโรปอยู่ที่ระดับ 0.2-0.4% หรือบางประเทศอาจติดลบเช่นกรณีของญี่ปุ่นในทศวรรษที่ผ่านมา คำว่า Deflation ยังหมายความว่า ราคาสินค้าลดลงซึ่งส่งผลให้ลูกค้าชะลอการซื้อ เนื่องจากกำลังซื้อหดหายจากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า หรือเกิดการถดถอย (Recession) ผนวกกับการคาดการณ์ว่า จะได้ของที่ถูกลงในอนาคตซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง สถานการณ์ดังกล่าวนี้กำลังเกิดกับประเทศในสหภาพยุโรปซึ่งจะเห็นได้ว่า เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ต่ำ การขยายตัวเกือบเท่ากับศูนย์ บางประเทศติดลบ ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี ฟินแลนด์ และแม้กระทั่งเยอรมนี ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากผลของวิฤตซึ่งทำให้คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ไม่กล้าลงทุน อีกส่วนหนึ่งคือระดับการว่างงานยังสูงมาก โดยเฉพาะบางประเทศเกิน 10% เช่น สเปนและกรีซที่การว่างงานสูงถึง 24%

ในกรณีของ Deflation ของญี่ปุ่นในทศวรรษที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากปัญหาที่ญี่ปุ่นปรับโครงสร้างทางการแข่งขันไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง ส่วนหนึ่งเกิดจากผลของค่าเงินที่แข็งค่าจากแรงกดดันของข้อตกลง Plaza Accord อีกส่วนหนึ่งเพราะว่า คู่แข่งสามารถทำสินค้าประเภทเดียวกันกับญี่ปุ่นแต่ราคาถูกกว่า เช่น กรณีของเกาหลีใต้และจีน เป็นต้น อีกสาเหตุหนึ่งคือ เนื่องจากโครงสร้างประชากรของญี่ปุ่นเป็นรูปปิรามิดหัวคว่ำ กล่าวคือ มีคนวัยทำงานน้อยแต่มีคนวัยชราสูง นอกจากกำลังซื้อจะหายไปแล้ว คนวัยทำงานยังเก็บหอมรอมริบ ไม่ยอมใช้จ่ายเพื่อเก็บเงินไว้ใช้เมื่อแก่ตัวลง จะเห็นว่า Deflation ในยุโรปและญี่ปุ่นจะมีลักษณะไม่ตรงกับประเทศไทยโดยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ในวันนี้สื่อมวลชนก็มีการรายงานว่าสถานการณ์ของไทยมีลักษณะชะงักงันโดยเรียกว่า Stagnation ซึ่งก็ตรงกับข้อเท็จจริง กล่าวคือ ประเทศไทยขณะนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงินเฟ้อหรือเงินฝืด แต่เกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจส่งผลให้คนไม่มีเงินที่จะจับจ่ายใช้สอย ประกอบกับคนยังไม่แน่ใจในด้านเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ จึงชะลอการจับจ่าใช้สอยออกไป พ่อค้านักธุรกิจก็ชะลอการลงทุน โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดการชะงักงันหรือ Stagnation ของไทยคือ

1. วิกฤตทางการเมืองในครึ่งปีแรกส่งผลให้ประชาชนและนักลงทุนยังขาดความมั่นใจจึงชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน นอกจากนี้ วิกฤตทางการเมืองในครึ่งปีแรกก็ทำให้เม็ดเงินของภาครัฐหายไปเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีรัฐบาลใหม่แล้ว แต่การลอกท่อของรัฐบาลใหม่ก็ยังต้องใช้เวลากว่าจะส่งผลกระจายไปสู่การใช้จ่ายของภาคประชาชน

2. ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็นยางพาราหรือข้าวก็ส่งผลให้กำลังซื้อของรากหญ้าหายไป อีกทั้งในครึ่งปีแรกชาวไร่ชาวนาก็ยังไม่ได้รับเงินจากรัฐบาลอันเป็นผลจากความผิดพลาดของรัฐบาลชุดเก่าซึ่งทำให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชาวไร่ชาวนาและต่อภาครัฐที่มีหนี้สาธารณะเพิ่มกว่า 5 แสนล้านบาท

3. เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะฟื้นตัวแบบอ่อนแอ จึงส่งผลให้การส่งออกของไทยอยู่ในภาวะติดลบใน 7 เดือนแรก อีกเหตุผลหนึ่งของการส่งออกที่ย่ำแย่คือ สินค้าไทยไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกและภูมิภาคได้ เนื่องจากไม่ได้มีการปรับขีดความสามารถในการแข่งขันเพียงพอ ไทยยังผลิตสินค้าประเภทเดิมด้วยการเน้นแรงงานและวัตถุดิบ ซึ่งไม่สามารถแข่งกับคู่แข่งในอาเซียนได้ เพราะคู่แข่งกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) มีค่าแรกถูกกว่าไทยถึง 70% และในส่วนของฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียก็มีค่าแรงถูกกว่าไทย 30-40% สินค้าไทยจึงถูกแซนวิชด้วย 2 กลุ่มนี้ อีกทั้งยังเจอคู่แข่งในตลาดโลก เช่น อินเดีย ยุโรปตะวันออก แอฟริกา และละตินอเมริกา เป็นต้น

การจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชะงักงัน ความจริงรัฐบาลก็ทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเร่งลอกท่อในด้านงบประมาณเก่าและใหม่ มีการเร่ง BOI มีการจ่ายเงินคืนให้ชาวนา อีกทั้งแจกเงินให้ชาวไร่ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 15,000 บาท นอกจากนี้ รัฐบาลได้อนุมัติการลงทุน 6.8 หมื่นล้านบาทในปีหน้า สำหรับพัฒนาการขนส่งเพื่อหวังที่จะลดต้นทุนลง 2% และช่วยส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งหวังที่จะลดการใช้รถส่วนตัวในกรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม มาตรการที่รัฐบาลใช้นั้นคงจะได้ผลในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะสภาพคล่องที่จะได้จากงบประมาณ 2.57 ล้านล้านบาท ในปลายปีนี้และปีหน้า อีกทั้งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดตัวคุณ (Multiplier) ซึ่งจะทำให้เอกชนมีการใช้จ่ายและลงทุนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังหวังว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าคงจะทำให้การส่งออกของไทยน่าจะเพิ่มขึ้นในระดับ 4-5% อีกทั้งการท่องเที่ยวก็คงจะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นด้วย ปัจจัยดังกล่าวคงจะส่งผลให้ปัญหาการชะงักงันได้รับการคลี่คลายโดยไทยน่าจะขยายตัวได้ที่ 3-4% ในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างคือ ขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งต้องใช้เวลาในการแก้ไข ก็ต้องมาดูว่าแผนการปฏิรูปของรัฐบาลจะออกมาอย่างไร จะเป็นแผนที่ดีหรือไม่ เพราะการทำแผนนั้นทำง่าย แต่แผนที่ดีนั้นทำยากมาก เพราะแผนยุทธศาสตร์นั้นจะต้องสอดคล้องกับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการจะได้มาซึ่งแผนที่ดีจะต้องได้บุคลากรที่เข้าใจและสามารถพยากรณ์อนาคตแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้ถูกต้อง นอกจากนั้นต่อให้มีบางคนเห็นแต่ถ้าส่วนใหญ่ไม่เห็น โอกาสที่จะได้แผนที่สะท้อนอนาคตก็ย่อมไม่เกิด

โดยสรุป ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจไทยน่าจะได้รับการคลี่คลายในปีหน้า ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการของรัฐบาล อีกส่วนมาจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ส่วนจะแก้ไขปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนนี้คงต้องมาดูในอนาคตว่า แผนปฏิรูปจะออกมาอย่างไร ดีหรือไม่ดี ปฏิบัติได้ไหม และจะมีความต่อเนื่องในการดำเนินการหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามเหล่านี้ยังเป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ในขณะนี้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การประชุมสุดยอด ASEM

7812

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ขณะนี้นายกฯ ของไทยกำลังเดินทางเพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอด ASEM (Asia–Europe Meeting) ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ASEM เป็นการรวมกลุ่มเพื่อพบปะพูดคุยปรึกษาหารือระหว่างผู้นำของเอเชียตะวันออกและยุโรป การประชุมสุดยอดครั้งนี้ที่มิลานถือเป็นครั้งที่ 10 โดยมีประเทศที่เข้าร่วมการประชุม 49 ประเทศ บวกกับ 2 องค์กร รวมเป็น 51 สมาชิก ผู้นำของประเทศที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเอเชียตะวันออก 20 ประเทศ และกลุ่มตะวันตก 29 ประเทศ บวกกับอีก 2 องค์กรคือ ASEAN โดยผู้ที่เข้าร่วมการประชุมคือเลขาธิการอาเซียน และสหภาพยุโรป (EU) โดยผู้ที่เข้าร่วมการประชุมคือประธานสหภาพยุโรป 20 ประเทศของเอเชียตะวันออกประกอบด้วย ASEAN+6 คือ 10 ประเทศอาเซียนบวกจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย และอีก 4 ประเทศคือ บังคลาเทศ ปากีสถาน รัสเซีย และมองโกเลีย ส่วน 29 ประเทศของยุโรปประกอบด้วย ประเทศของสหภาพยุโรป (สหภาพยุโรป – EU มี 28 ประเทศ แต่ที่เป็นสมาชิกASEM เข้าร่วมมี 27 ประเทศ โดยโครเอเชียซึ่งเป็นหนึ่งในสหภาพยุโรปไม่ได้เข้าร่วม เนื่องจากเข้ามาทีหลังจึงยังไม่ได้เป็นสมาชิก ASEM) นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ประเทศ คือ นอร์เวย์และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาพันธ์เขตการค้าเสรียุโรป (EFTA)

ASEM กำเนิดมาจากข้อเสนอร่วมกันของฝรั่งเศสและสิงคโปร์ซึ่งปรึกษาหารือกันในปี ค.ศ.1994 และเริ่มมีการประชุมครั้งแรกที่กรุงเทพปี ค.ศ. 1996 ในครั้งนั้นมีสมาชิกเพียง 26 ประเทศ คือ 10 ประเทศอาเซียน 15 ประเทศสหภาพยุโรป และประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม ในช่วงต่อมา จากผลของการที่สหภาพยุโรปมีประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นรวมกับการขยายตัวองเอเชียตะวันออกในกรอบ ASEAN+3 และ +6 จำนวนประเทศสมาชิกASEMจึงเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนในวันนี้มีทั้งหมด 51 ผู้นำดังที่กล่าวไว้ในตอนต้น

ASEM มิใช่เป็นเวทีเจรจาต่อรอง แต่เป็นเวทีปรึกษาหารืออย่างไม่เป็นทางการ สาระสำคัญในการปรึกษาหารือจะประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ASEM นั้นไม่มีองค์กรถาวรและไม่มีสำนักเลขาธิการถาวร เพียงแต่ว่าให้มีผู้ดำเนินการหรือแม่งานที่จะจัดการประชุมสุดยอดสลับกันระหว่างประเทศในเอเชียและยุโรป การประชุมสุดยอด ASEM มีเวทีสำคัญ 2 ระดับคือ ระดับการประชุมสุดยอดและระดับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยทั้ง 2 ระดับจะจัดขึ้นทุก 2 ปี โดยสลับกันไป เช่น ปีที่แล้วเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ ปีนี้เป็นการประชุมระดับสุดยอด และเมื่อ 2 ปีที่แล้วมีการประชุมระดับสุดยอด ASEM ที่เวียงจันท์ ประเทศลาว ปีนี้จึงจัดที่ยุโรปที่มิลาน ประเทศอิตาลี เนื่องจากอิตาลีตอนนี้เป็นประธานสหภาพยุโรปจึงเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม

ในแต่ละปีจะมีการปรึกษาหารือในเรื่องหลากหลายขึ้นอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้นในโลก ทั้งมิติเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เช่นในปีที่ผ่านมามีการพูดเรื่องความร่วมมือในการคลี่คลายวิฤตทางเศรษฐกิจ แต่ในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ประเด็นในการพูดคุยจึงเป็นเรื่อง “Responsible partnership for growth and security”

Responsible (ความรับผิดชอบ) จะพูดในเรื่องความรับผิดชอบของประเทศสมาชิกเรื่องสิทธิมนุษยชนและการแก้ไขปัญหาความยากจน

Partnership (หุ้นส่วน) ก็จะเป็นการร่วมกันเผชิญการท้าทายปัญหาทั้งในระดับโลกและภูมิภาค

Growth (การเติบโต) ก็คงจะมาร่วมกันทำให้เศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นยั้งยืน ส่งเสริมการปฏิรูปเศรษฐกิจ ส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ

Security (ความมั่นคง) จะครอบคลุมความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางภัยพิบัติ และความมั่นคงในมิติต่าง ๆ

ดังนั้นจึงเป็นที่คาดหวังได้ว่า ในปีนี้จึงเป็นการปรึกษาหารือในเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัญหาภัยคุกคามจากการก่อการร้าย รวมทั้งการขยายตัวของโรคอีโบลา

ในระหว่างการประชุมสุดยอดคือวันที่ 16-17 เดือนนี้ก็จะมีการประชุมร่วมของนักธุรกิจในกรอบ Business forum การประชุมในกรอบตัวแทนรัฐสภา (Parliamentary forum) และการประชุมในกรอบของประชาชน (People forum) ซึ่งครอบคลุม NGO เป็นต้น

ผลที่ได้จาก ASEM จะมีเป็นทางอ้อมมากกว่าทางตรงคือ จะเป็นการปรึกษาหารือเพื่อกำหนดท่าทีร่วมกันในองค์กรอื่น ๆ เช่น WTO หรือบางประเทศอาจจะพบปะกันเป็นทวิภาคีหรือพหุภาคี ผลพวงที่ได้ในอดีตก็คือ การจัดตั้งกองทุน ASEM และทำให้เกิดการเจรจาตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียน เป็นต้น ASEM จึงเปรียบเหมือนกรอบกว้าง ๆ ที่จะนำให้ประเทศใน 2 ภูมิภาคมาพูดคุยปรึกษาหารือได้อย่างเต็มที่ และนำเอาประเด็นต่าง ๆ มาสร้างกระแสการรับรู้และอาจจะหมายถึง การแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ASEM ไม่ใช่เวทีของการตกลง ประเทศแต่ละประเทศจะนำไปปฏิบัติหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ มิใช่การผูกมัด ประโยชน์ที่ได้ทางอ้อมที่สำคัญคือ เปิดโอกาสให้ผู้นำพูดคุยกันเองนอกกรอบการประชุม ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของประเทศต่อประเทศเป็นลักษณะทวิภาคี หรือพูดคุยหลายประเทศร่วมกันแต่ไม่จำเป็นต้องทุกประเทศก็ได้เช่นกัน ประโยชน์อีกประการหนึ่งคือ ผู้นำสามารถคุยกับนักธุรกิจเพื่อที่จะดึงประโยชน์ในแง่การค้าและการลงทุนมาสู่ประเทศตนเอง เป็นต้น

การที่นายกฯ ของไทยไปประชุมสุดยอดครั้งนี้มีประโยชน์ดังต่อไปนี้

1.เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาลในเวทีสากล เพราะถือเป็นครั้งแรกหลังการรัฐประหารที่นายกฯ มีโอกาสเข้าร่วมในเวทีตะวันตก (นายกฯ เดินทางครั้งแรกคือไปที่พม่า ซึ่งก็เป็นสมาชิกและประธานอาเซียน) นอกจากนี้ เมื่อมองในแง่ประเทศและรัฐบาลก็จะได้ประโยชน์จากภาพลักษณ์ว่าอย่างน้อยที่สุดก็ยังเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะมีประเด็นปัญหาในด้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ตาม

2.นายกฯ สามารถที่จะใช้เวที (ประมาณ 3 นาที) เน้นให้เห็นถึงการปฏิรูปทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองไทยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเวทีโลกรู้ว่า เรากำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และมีการปฏิรูปทางเศรษฐกิจซึ่งนักลงทุนต้องการเห็น ซึ่งถือเป็นโอกาสประชาสัมพันธ์ประเทศไปด้วย

3.ท่านนายกฯ อาจจะหยิบยกบางประเด็นพูดคุยกับผู้นำและนักธุรกิจบางประเทศเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ของไทยดีขึ้น และถือโอกาสให้เขาได้เห็นถึงผลประโยชน์ในการที่จะเข้ามาลงทุนในช่วงที่ประเทศกำลังส่งเสริมการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ตลอดจนให้เห็นว่าไทยนั้นเป็นตัวเชื่อมโยงของอาเซียน

โดยสรุป การเข้าประชุม ASEM ของท่านนายกฯ จึงถือว่าเป็นบวกสำหรับรัฐบาลและประเทศ แต่จะมากน้อยแค่ไหนก็คงขึ้นอยู่กับแนวทางและสาระสำคัญที่จะหยิบยกไปพูดคุย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

จับตา! การปฏิรูปของรัฐบาล

7764

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานสำคัญทางเศรษฐกิจของโลก จากทั้ง World Bank และ IMF ซึ่งมีข้อสรุปคล้ายกัน กล่าวคือ เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดไว้ในตอนต้น โดย IMF ได้ลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งลดครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนเหลือ 3.7 % ครั้งที่ 2 ในเดือนกรกฎาคมลดเหลือ 3.4 % และเมื่อสองวันที่ผ่านมานี้ก็ได้ลดเป็นครั้งที่ 3 เหลือ 3.3 % โดยครั้งนี้ IMF คาดว่า สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศเดียวที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีอิทธิพลต่อโลก

ทั้งนี้คาดว่า ในปีนี้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะขยายตัวได้ 2.2 % ในกลุ่มสหภาพยุโรป ประเทศที่เข้มแข็งที่สุดคือ อังกฤษ คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.1 % ในปีนี้ และจะลดลงเล็กน้อยเหลือ 2.9 %ในปี 2015 อีกประเทศในยูโรโซนที่เข้มแข็งคือ สเปน คาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 1.3 % และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.7% ในปี 2015 การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยของยูโรโซนจะขยายตัวได้ 0.8 % โดยทั้งนี้อิตาลีจะติดลบ -0.3 % และเกิด Recession ฝรั่งเศสเศรษฐกิจจะไม่ขยายตัว สำหรับเยอรมัน แม้ IMF คาดว่า เศรษฐกิจของเยอรมันจะขยายตัวเล็กน้อยในปีนี้ แต่ข้อเท็จจริงระหว่างกรกฎาคมถึงสิงหาคมพบว่าผลผลิตอุตสาหกรรมติดลบ -4 % ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์คาดว่า เยอรมันซึ่งมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรปอาจเผชิญกับ Recession และในภาพรวม IMF คาดว่ามีโอกาสที่สหภาพยุโรปจะเกิด Recession โดยมีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นเป็น 40 % จากที่เคยประเมินความเป็นไปได้ไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ 20 % นอกจากนี้ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศที่คาดว่า เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างไม่เข้มแข็ง โดย IMF คาดว่าจะขยายตัวได้ 0.8 % ในปีนี้ ซึ่งเป็นปัญหาจากการขึ้นภาษี Sales Tax ประกอบกับการปรับโครงสร้างการแข่งขันซึ่งเป็นลูกศรดอกที่ 3 ยังเป็นไปได้ช้ามาก

รายงานที่น่าสนใจที่เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกและอาเซียนคือ รายงานของ World Bank จากรายงานฉบับนี้ World Bank คาดว่า อัตราการเติบโตโดยเฉพาะในปีนี้ของเอเชียตะวันออกจะอยู่ที่ 6 % และจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.1 % ในปี 2015 และ 2016 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงจากระดับที่เคยวิเคราะห์ไว้ในเดือนเมษายนประมาณ 0.2-0.3 %

ในกลุ่มเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาโดยทั้งนี้ไม่รวมญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยในปีนี้อยู่ที่ 6.9 % ซึ่งเทียบกับปีที่ก่อน (2013) ซึ่งขยายตัวได้ 7.2 % World Bank คาดว่า ปีหน้า 2015 จะคงการขยายตัวที่ 6.9 % และปี 2016 จะลดลงเล็กน้อยที่ 6.8 % ประเทศจีนในปีนี้จะขยายตัวได้ 7.4 % โดยลดลงจากปีที่แล้วที่ 7.7 % คือลดลง 0.3 % โดยปีหน้าและปีต่อไป เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงไปอีกที่ 7.2 % ในปี 2015 และ 7.1 ในปี 2016 กลุ่มประเทศอาเซียนที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดในปีนี้คือ พม่า ที่ระดับ 8.5 % และจะสามารถรักษาระดับนี้ไปได้อีก 2 ปี ตามลำดับ ประเทศลาวและกัมพูชาจะขยายตัวได้ 7.5 และ 7.2 ตามลำดับในปีนี้ โดยในปีหน้าลาวจะขยายตัวลดลงที่ 6.4 % และ 7 % ในปี 2016 ส่วนกัมพูชาจะมีอัตราการขยายตัวในปีหน้า 7.5 % และ 7.2 % ในปี 2016 ประเทศเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์จะมีอัตราการขยายตัวระหว่าง 5-6 % โดยฟิลิปปินส์จะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 6.4 ในปีนี้ และเติบโตในระดับที่ใกล้เคียงในอีกสองปีหน้า ส่วนอีก 3 ประเทศจะขยายตัวในกรอบ 5 % กว่า ๆ ในปีนี้และอีก 2 ปีหน้า

ในภาพรวมของ World Bank คาดว่าไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.5 % และจะเพิ่มเป็น 3.5 ในปี 2015 และ 4 % ในปี 2016 จะเห็นได้ว่าประเทศไทยในปีนี้มีอัตราการเติบโตต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน และถ้าเฉลี่ย 3 ปี คือ 2012-2014 อัตราการเติบโตของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 3.7 % ซึ่งถือว่าต่ำสุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศในอาเซียน (ยกเว้นบรูไน) และถ้าย้อนหลังไป 10 ปี อัตราการเติบโตเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4 % ถือว่าต่ำสุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศในอาเซียน (ยกเว้นบรูไน) เช่นเดียวกัน

โดยสรุป ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาทางการเมืองอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีวิกฤตทางเศรษฐกิจซึ่งมีที่มาจากความสามารถในการแข่งขันอันเกิดจากการปรับตัวไม่ทันของสินค้าและบริการกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและภูมิภาค การขยายตัวของโลกาภิวัตน์ ผสมผสานกับการรวมกลุ่มในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในอาเซียน นับตั้งแต่ AFTA ปี 1993 จนถึง AEC, Asean+3 (ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้), Asean+6 (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย), RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) และ TPP ในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นเป็นทั้งโอกาสและภยันตรายต่อทุกประเทศในภูมิภาครวมทั้งไทยด้วย ประเทศไทยอยู่ในฐานะที่ได้โอกาสน้อย เนื่องจากปรับตัวไม่ทันต่อความต้องการของโลก อีกทั้งคู่แข่งซึ่งมีต้นทุนถูกกว่าไทย ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น โครงสร้างการแข่งขันของไทยซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว กล่าวคือ เน้นแรงงานและทรัพยากร มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ขาดนวัตกรรม ด้านหนึ่งต้องแข่งกับประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) และอีกสองประเทศคือ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ซึ่งค่าแรงถูกกว่าตั้งแต่ 50-70 % กลุ่มประเทศดังกล่าวนอกจากเข้ามาแย่งตลาดแข่งกับสินค้าไทยในอาเซียนจากผลของ AFTA แล้ว ยังแย่งตลาด Asean+3 Asean+6 และประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือ สหภาพยุโรปซึ่งในสองกลุ่มประเทศหลังนี้ก็ยังมีสินค้าจากกลุ่มละตินอเมริกาและอัฟริกาเข้ามาแข่งขัน รวมทั้งสินค้าจากยุโรปตะวันออก อีกทั้ง 2 กลุ่มประเทศนี้ยังต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น สินค้าไทยจึงเข้าไปได้น้อย

ปัญหาการขยายตัวช้าของเศรษฐกิจไทยเกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาการส่งออกที่ช้าลงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา อันเป็นภาพฉายของความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในเวทีโลกที่ลดลง ดังนั้นความพยายามในการปฏิรูปของรัฐบาลก็เป็นภารกิจที่น่าสนับสนุนและยกย่อง แต่ผู้เขียนเห็นว่า วิธีการปฏิรูปดังดูได้จากการพยายามเอาใครต่อใครผสมผสานระหว่างคนมีชื่อเสียงกับตัวแทนจากจังหวัดต่าง ๆ เมื่อพิจารณาจากกลุ่มที่มีชื่อเสียงประมาณ 60-70 % แล้ว ก็คือกลุ่มคนชุดเดิมที่มีส่วนร่วมในการปฏิรูปทางการเมืองมาโดยตลอดกว่า 20 ปี ซึ่งทำให้มีรัฐธรรมนูญถึง 4 ฉบับ นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 จนถึงปัจจุบัน นั่นแสดงว่า ผู้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปก็คือชุดเดียวกันกับชุดปัจจุบันซึ่งที่ผ่านมามีการปฏิรูปไม่ตรงจุด จึงทำให้มีการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในประเทศที่เจริญ การปฏิรูปจะทำเพียงครั้งเดียวแล้วใช้ได้ไปอีก 40-50 ปี เช่นในปี 1978 มีการปฏิรูปการเมืองในสเปน ปี 1958 มีการปฏิรูปการเมืองในฝรั่งเศส ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของทั้งสองประเทศซึ่งก็ใช้ได้ผลจนถึงทุกวันนี้ ในเยอรมันปี 1949 มีการปฏิรูปทางการเมืองและทำให้มีรัฐธรรมนูญซึ่งชื่อว่า Basic law ซึ่งก็ใช้ได้มาถึงทุกวันนี้ ต่างจากประเทศไทยซึ่งมีความคล้ายคลึงกับอิตาลีที่มีการปฏิรูปบ่อย แสดงว่า คนที่เข้ามาปฏิรูปไม่สามารถตอบโจทย์การปฏิรูปได้อย่างแท้จริง การปฏิรูปของคนเหล่านี้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่าที่เห็น แต่ไม่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โลกทัศน์ดังที่กล่าวมานี้แม้จะได้คนดีมีความตั้งใจดีแต่ก็ยังเป็นปัญหา เพราะคนที่จะมาปฏิรูปได้นั้น นอกจากเป็นคนดีแล้วยังต้องสามารถเข้าใจโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าได้ดี และสำหรับเมืองไทยในขณะนี้ ต้องการคนที่ทั้งดีด้วยและเก่งด้วย (สามารถเข้าใจโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าได้ดี) คนที่ดีซึ่งเมื่อพิจารณาจาก 250 คนที่เข้ามา ผู้เขียนเห็นว่า ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยเคยเกลือกกลั้วอยู่กับนักการเมืองเลว ๆ และพยายามหาทางล้างตัวในช่วงที่ผ่านมา ส่วนคนเก่งนั้น ผู้เขียนไม่ใจว่าจะมีถึง 2 % หรือไม่ เพราะคนเก่งต้องเป็นคนมีวิสัยทัศน์ที่เห็นอนาคตได้เจ๋ง

สรุปแล้วผู้เขียนเห็นด้วยและสนับสนุนชมเชยความพยายามในการปฏิรูปของรัฐบาล เพียงแต่เมื่อดูรูปแบบ วิธีการและบุคคลที่เข้ามาเป็นคณะปฏิรูปแล้วแล้วผู้เขียนยังมีปรัศนี (?) เกี่ยวกับความสำเร็จของการปฏิรูป การปฏิรูปคงต้องสำเร็จและออกมาเป็นแผนในที่สุด แต่ปัญหาก็คือ เราไม่ได้ต้องการแค่แผน แต่เราต้องการแผนการปฏิรูปที่ดี เป็นแผนที่สามารถตอบโจทย์ประเทศในระยะยาวได้ การจะตอบโจทย์ดังกล่าวนี้ คุณภาพของผู้มาทำแผนจะต้องมีวิสัยทัศน์คือ สามารถเข้าใจโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าได้มีมาก เห็นโลกในเชิงองค์รวม และมีจริยธรรมที่เข้าใจระหว่างดีกับเลวอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเมื่อดูจากโครงสร้างและวิธีการของกลุ่มคณะปฏิรูปแล้วยังมีความเป็นสีเทาอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะให้ความเป็นธรรมกับคณะปฏิรูป ผู้เขียนจึงขอสงวนว่า แม้มีข้อสงสัย (Benefit of doubt) แต่ก็ขอให้กำลังใจให้ผู้ทำการปฏิรูปประสบความสำเร็จ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สถานการณ์บนเกาะ “ฮ่องกง”

7692

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

สถานการณ์การประท้วงในฮ่องกงยังมีลักษณะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ตลาดหุ้นในเอเชียโดยภาพรวมทรุดตัวลง ตลาดหุ้นฮ่องกงเองก็ลดลงติดต่อกัน 2 ก่อนวันหยุดกว่า 600 จุด ของดัชนีฮั่งเส็ง

ต้นเหตุของการประท้วงในฮ่องกงเกิดจากการที่รัฐบาลมีการปฏิรูประบบการเลือกตั้งในฮ่องกงซึ่งตามรัฐธรรมนูญของฮ่องกง (Basic law)ได้มีการกำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนปีค.ศ. 1997 และมีการยอมรับจากรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อมีการโอนอธิปไตยในการปกครองฮ่องกงจากอังกฤษสู่จีน โดยในรัฐธรรมนูญดังกล่าวกำหนดให้มีการเลือกตั้งผู้นำฮ่องกงซึ่งเรียกว่า Chief Executive หรือ ผู้ว่าการฮ่องกงนั่นเอง โดยกำหนดว่าจะให้มีการเลือกตั้งหรือมีการดำเนินปรึกษาหารือ (Consultation) ขณะที่รัฐสภาซึ่งในฮ่องกงเรียกว่า Legislative council ก็ต้องมีการเลือกตั้งเช่นกัน เมื่อฮ่องกงตกมาเป็นของจีน ระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็คือ ระบบการคัดเลือกโดยผ่านการเห็นชอบจากรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งผู้ว่าการในปัจจุบันที่ได้รับการเห็นชอบก็คือนายเหลียง ชุนอิง ปรากฏว่าในช่วงที่ผ่านมาประชาชนได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการเลือกตั้งให้มีความเป็นอิสระแบบสากลทั่วไป ซึ่งเราเรียกระบบนี้ว่า Universal suffrage  หมายถึงระบบที่ประชาชนเมื่อมีเกณฑ์อายุที่กำหนดไว้จะมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งผู้นำอย่างเต็มที่ หรือที่เรียกว่า One man one vote ปรากฏว่ารัฐบาลปัจจุบันได้มีการตั้งคณะกรรมการและทำการปฏิรูปการเลือกตั้งซึ่งผ่านการเห็นชอบตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หากแต่ระบบการเลือกตั้งที่ปฏิรูปการเลือกตั้งนี้ยังเป็นระบบที่ไม่อิสระ กล่าวคือ ผู้ที่จะเป็นผู้แทนเพื่อรับการเลือกตั้งจากประชาชนจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการคัดเลือก กลั่นกรอง ซึ่งมีจำนวนประมาณหนึ่งพันคน โดยผู้ที่จะสามารถเป็นตัวแทนเพื่อได้รับการคัดเลือกจากประชาชนจะต้องได้รับคะแนนกว่าร้อยละ 50 จากคณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งสมาชิกคณะกรรมการคัดเลือกก็คือกลุ่มบุคคลที่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่นั่นเอง ระบบการเลือกตั้งดังกล่าวจึงเท่ากับว่า รัฐบาลจีนยังมีอำนาจในการคัดเลือกผู้ที่จะเป็นผู้ว่าการฮ่องกง ไม่ใช่ผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ผลพวงดังกล่าวจึงทำให้เกิดการประท้วงอย่างรวดเร็ว

ในระยะแรกการประท้วงประกอบไปด้วย 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่ม Scholarism ซึ่งประกอบไปด้วยนักเรียนมัธยมปลายประมาณ 500 คน โดยมีผู้นำการประท้วงชื่อ โจชัว หว่อง อายุ 17 ปี ทั้งนี้ในปี 2012 เขาก็เป็นผู้นำประท้วงรัฐบาลฮ่องกงเพราะรัฐบาลเสนอให้มีการเรียนหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งในครั้งนั้นก็ประสบความสำเร็จ รัฐบาลฮ่องกงยกเลิกหลักสูตรดังกล่าว นายหว่องจึงกลายเป็นตัวตั้งตัวตีในการประท้วงรัฐบาลฮ่องกง

กลุ่มที่ 2 เรียกว่ากลุ่ม Occupy Central ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการรวมกลุ่มที่เกิดขึ้นในนิวยอร์ก ที่เรียกว่า Occupy Wall street กลุ่มนี้ประกอบไปด้วยคนหนุ่มสาว นักศึกษา คนทำงาน ที่ต้องการยึดศูนย์การค้า ศูนย์กลางการเงินซึ่งเป็นสัญลักษณ์

ในระยะแรก คนที่เข้าร่วมการประท้วงยังไม่มากนัก แต่เมื่อรัฐบาลฮ่องกงได้ใช้กองกำลังและแก๊สน้ำตาเข้าเล่นงาน ก็ทำให้ประชาชนเกิดความโกรธแค้น เพราะการประท้วงดังกล่าวเป็นการประท้วงอย่างสงบ และการเข้าใช้กำลังดังกล่าวจึงเป็นต้นเหตุทำให้การประท้วงเกิดการขยายตัวรวดเร็วมากขึ้น และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ในการประท้วงครั้งนี้ สิ่งที่ผู้ประท้วงต้องการนอกจากเรื่องการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเลือกตั้งตามหลักสากลแล้ว ยังเป็นการแสดออกให้เห็นว่า คนฮ่องกงไม่ใช่คนจีน ประเทศฮ่องกงไม่ใช่ประเทศจีน คนฮ่องกงต้องการมีความเป็นฮ่องกงที่มีความเป็นอิสระจากการครอบงำของจีน และการแสดงถึงความเป็นตัวตนของฮ่องกง การประท้วงครั้งนี้ได้อาศัยในช่วงของวันชาติจีนเป็นการแสดงออกถึงสัญลักษณ์ที่มีพลังมาก และในขณะนี้ผู้ประท้วงซึ่งมีจำนวนหลายหมื่นคนก็กำลังเรียกร้องยื่นคำขาดให้ผู้ว่าการฮ่องกงคือนายเหลียง ชุนอิง ลาออกจากตำแหน่งมิฉะนั้นกลุ่มผู้ประท้วงจะทำการยึดที่ทำการรัฐบาลเป็นขั้นต่อไป

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว อาจนำมาสู่คำถามว่า ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่จะมีทางเลือกในการคลี่คลายปัญหาของฮ่องกงอย่างไร สิ่งหนึ่งที่สามารถวิเคราะห์ได้คือ ประธานธิบดีสี จิ้นผิง คงจะไม่มีวันยอมให้ฮ่องกงมีการเลือกตั้งโดยตรงแบบประเทศประชาธิปไตยเสรีนิยม เพราะผลกระทบจากการยินยอมนั้นส่วนหนึ่งจะทำให้เกิดความพยายามในการเรียกร้องภายในจีนด้วย ต้องอย่าลืมว่า คนจีนจำนวนไม่น้อยได้เห็นตัวอย่างของประชาธิปไตยทั้งจากสื่อมวลชน อาหรับสปริง และการเดินทางท่องเที่ยว เชื้อของความต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงอยู่กับคนเหล่านี้ไม่น้อย อีกประการหนึ่ง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็ได้สร้างศัตรูจำนวนมากจากการใช้นโยบายต่อต้านการคอรัปชั่น ศัตรูเองรอคอยเวลากลับมาแก้แค้นเมื่อเงื่อนไขมาถึง การยินยอมให้ฮ่องกงมีการเลือกตั้งจึงเท่ากับเป็นการแสดงถึงความอ่อนแอของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อย่างเด่นชัด ยิ่งไปกว่านั้นจีนยังอยู่ในช่วงการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ในวันที่ 20 ตุลาคมที่จะถึงนี้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้นำจีนกำลังเผชิญหน้ากับปัญหารอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากปัญหาที่รายล้อมไม่ว่าจะเป็นปัญหาอสังหาริมทรัพย์ หนี้เอกชน Shadow banking อีกทั้งผู้นำจีนก็ได้เห็นตัวอย่างของการใช้กำลังในเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 ซึ่งส่งผลต่อประเทศและภาพลักษณ์ของจีนอย่างรุนแรง ดังนั้นผู้นำจีนคงต้องหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในลักษณะดังกล่าว ยิ่งในขณะนี้ เศรษฐกิจจีนยังต้องพึ่งพาความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ อีกทั้งเศรษฐกิจจีนก็ยังต้องพึ่งพาเศรษฐกิจของฮ่องกง การใช้มาตรการรุนแรงย่อมส่งผลกระทบทั้งต่อฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ ดังนั้นทางเลือกของผู้นำจีนคือ

1. รอดูสถานการณ์ว่าจะมีการคลี่คลายโดยตัวมันเอง กล่าวคือ ถ้าจำนวนผู้ต่อต้านลดน้อยลง ซึ่งอาจเกิดจากประชาชนฮ่องกงส่วนหนึ่งคำนึงถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการประท้วงและเห็นว่าการประท้วงในที่สุดแล้วทำอะไรไม่ได้เหมือนกับเหตุการณ์ Occupy Wall Street

2. อาจจะหาทางออกด้วยการบีบให้ผู้ว่าการฮ่องกงคนปัจจุบันลาออกเพื่อซื้อเวลาในการปฏิรูปทางการเมืองภายหลังซึ่งมีโอกาสมากที่จะออกมาในรูปแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้นำคนใหม่ที่จะเข้ามาก็จะยังใช้ระบบเก่าคือ ผู้นำจีนยังเป็นผู้กำหนดซึ่งก็จะมีปัญหาตามมาทีหลัง ดังนั้นทางออกจึงอาจจะหาผู้นำชั่วคราวซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อซื้อเวลาในการปฏิรูป

3. าจต้องใช้มาตรการรุนแรงแต่มีขอบเขตจำกัด

โดยสรุป สถานการณ์ในฮ่องกงแม้ว่าจะยืดเยื้อแต่ก็มีสิ่งที่รัฐบาลจีนต้องรีบคลี่คลายก่อนการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ในวันที่ 20 ตุลาคม ทางหนึ่งก็เพื่อไม่ให้ปัญหาดังกล่าวกระทบกับภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ปัญหาฮ่องกงจึงมีความผูกพันกับเศรษฐกิจและการเมืองจีนในระดับหนึ่ง ทางออกที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ ข้อสอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจ 4 กลุ่มประเทศในภาวะฟื้นตัว ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั่วโลก

7635

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจของจีน ซึ่งปรากฏว่า อยู่ในลักษณะที่เรียกกันว่า “Balance sheet recession” กล่าวคือ จีนกำลังเกิดปัญหาเศรษฐกิจกำลังขยายตัวอ่อนแอทั้ง ๆ ที่ รัฐบาลได้อัดฉีดเงินตั้งแต่เดือนเมษายน ในลักษณะ Mini stimulus (การกระตุ้นอย่างอ่อน ๆ) ซึ่งยังไม่ได้ผล ล่าสุดรัฐบาลได้เพิ่มเงินอัดฉีดด้วยการปล่อยกู้ให้กับธนาคาร อีกทั้งลดสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคาร แต่ก็ไม่ได้ผล ซึ่งส่วนหนึ่งซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญเกิดจากการที่ขณะนี้หนี้ภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากระดับร้อยละ 151 ของ GDP ในปี 2008 เป็นกว่าร้อยละ 250 ของ GDP ในขณะนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนตัวเลขหนี้ที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา องค์กรภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ จึงเริ่มชะลอการกู้และพยายามแก้ปัญหาด้วยการลดหนี้ ซึ่งทำให้เงินอัดฉีดที่รัฐปล่อยสู่ธนาคารจึงไม่เป็นผล อีกทั้งธนาคารเองก็มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นจึงพยายามชะลอการปล่อยกู้สินเชื่อ สถานการณ์ดังกล่าวหมายถึงว่า ในงบดุลของเอกชนนั้นมีหนี้มากมาย เอกชนจึงพยายามชะลอการลงทุน ลดการใช้จ่าย เพื่อแก้ปัญหาเรื่องหนี้จึงส่งผลให้เศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกในทางเทคนิคว่า “Balance sheet recession” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เดียวกันที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 1990 ทำให้ญี่ปุ่นเจอกับปัญหาการถดถอย เศรษฐกิจชะงักงันไปกว่าสองทศวรรษ นอกจากนี้จีนยังเจอกับปัญหาอสังหาริมทรัพย์ที่ตกต่ำ คอนโดรกร้างว่างเปล่า ราคาตกลง ผสมกับปัญหา Shadow Banking ดังนั้นรัฐบาลจีนเมื่อ 2 วันที่ผ่านมานี้จึงออกมายอมรับว่า เศรษฐกิจจีนคงจะต้องชะลอตัวลงจากระดับร้อยละ 7.4-7.5 ในขณะนี้

ในกรณีของสหภาพยุโรปนั้น เนื่องจากเกิดปัญหาเงินฝืด (Defection) ธนาคารกลางจึงต้องอัดฉีดเงินด้วยวิธีดังนี้

1.ใช้มาตรการที่เรียกว่า TLTRO (targeted longer-term refinancing operation) ซึ่งกำหนดเงินไว้ 2 ก้อนเพื่อปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ร้อยละ 0.05 และจะคงอยู่ที่ระดับนี้ไปตลอด 4 ปี กองแรกเริ่มปล่อยแล้ว 4 แสนล้านยูโร ปรากฏว่าธนาคารพาณิชย์สนใจกู้แค่ 85,000 ล้านยูโร ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้

2.ธนาคารกลางกำลังดำเนินมาตรการ QE ด้วยวิธีการ 2 ประการ หนึ่งคืออาจจะพิมพ์เงินเพื่อไปซื้อพันธบัตรของรัฐบาลแบบที่เคยทำมาแล้วในช่วงวิกฤต (เป็นการปล่อยซื้อพันธบัตรในตลาดรอง-secondary market) กับอีกประการคือ ไปซื้อสินทรัพย์ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันของเอกชน (asset backed security) หรือกล่าวอีกนัยคือ อัดฉีดเงินสภาพคล่องเพื่อไปซื้อ Securitization ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีผลลัพธ์อย่างไร

สหภาพยุโรปในขณะนี้ภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีแรกอยู่ในลักษณะทรงตัว บางประเทศเกิด Recession เช่น อิตาลีและฟินแลนด์ ส่วนประเทศที่อัตราการขยายตัวดีขึ้น ได้แก่ อังกฤษ ขยายตัวร้อยละ 3.1 และสเปนขยายตัวร้อยละ 0.8

ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีอัตราการเติบโตติดลบเล็กน้อย จากผลการขึ้น Sales Tax จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8 ซึ่งทำให้ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวติดลบที่ร้อยละ -7 ลบล้างการขยายตัวในไตรมาสแรกที่ร้อยละ 6 โดยสิ้นเชิง อีกทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นในปีหน้าก็จะขึ้น Sales Tax จากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 10 เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า ญี่ปุ่นยังต้องเผชิญกับการฟื้นตัวที่มีลักษณะแผ่วเบา ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เรียกว่า ลูกศร 3 ดอก คือ 1.มาตรการทางการเงิน เช่น การปล่อยให้เงินอ่อนตัวลง 2.มาตรการทางการคลังคือ ใช้ QE กระตุ้นเศรษฐกิจ และ 3.เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันคือ การเข้า TPP และการส่งเสริมการท่องเที่ยว คือ การยกเว้น visa ในบางประเทศซึ่งไทยก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย

สหรัฐอเมริกาจึงเป็นเพียงประเทศเดียวที่มีอัตราการเติมโตดี โดยคาดว่าปีนี้อัตราการเติบโตจะอยู่ที่ร้อย 2.1 ทำให้ธนาคารกลางจะยกเลิก QE ที่จะหมดในเดือนตุลาคมนี้ และเป็นที่คาดหวังว่า อัตราดอกเบี้ยในปีหน้าจะอยู่ในทิศทางขาขึ้น ถ้าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้

เศรษฐกิจโลกซึ่งถูกกำหนดโดย 4 กลุ่มประเทศที่ได้พูดถึงมาอยู่ในภาวะฟื้นตัวอ่อน ๆ ส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยัง บราซิล ออสเตรเลีย กลุ่มประเทศอาเซียนรวมทั้งไทยและประเทศอื่น ๆ และเป็นที่คาดว่าในอีก 2-3 สัปดาห์จากนี้ IMF คงจะมีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจโลดลดลงจากเดิมอย่างแน่นอน ผลพวงดังกล่าวจะทำให้การส่งออกและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยไม่สดสวยเท่าที่ควร

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น