โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

การโต้วาทีครั้งแรกในวันที่ 27 กันยายนระหว่าง Donald Trump และ Hillary Clinton ซึ่งเป็นตัวแทนของพรรค Republican และพรรค Democrat ในการชิงชัยขึ้นเป็นประธานาธิบดีที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้นั้นมีจุดที่น่าสนใจในการวิเคราะห์คือ

1. ในเรื่องสไตล์และวิธีการโต้วาทีจะเห็นความแตกต่างชัดเจน ขณะที่ Hillary Clinton แสดงตัวตนในลักษณะที่มีเหตุผล ไม่แสดงออกถึงอารมณ์และยึดเอาเนื้อหาและนโยบายเป็นตัวตั้งเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็จะมีการโต้ตอบในเรื่องของตัวบุคคลในการโจมตี Trump ในเรื่องการโกหก การพูดจาไม่อยู่ในร่องกับรอย การดูถูกคนโดยเฉพาะการที่Trump เหยียดผิว เชื้อชาติ ศาสนา และเพศ (racism) ขณะที่สไตล์ Trump จะมีการเน้นนโยบายบางส่วน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการโจมตีตัวบุคคลคือ Hillary Clinton โดยเฉพาะเรื่องการมี server ส่วนตัว การโกหก เช่น เรื่องสุขภาพของนาง Hillary Clinton กล่าวคือพยายามเน้นลักษณะ Crooked Hillary Clinton ให้มากที่สุด ในขณะที่เนื้อหาสาระจะเป็นประเด็นรอง ปรากฏว่า เอาเข้าจริง ๆ Hillary Clinton สามารถแก้เกมในส่วนนี้จนกระทั่ง Donald Trump ตกเป็นเบี้ยล่าง โดยเฉพาะการโจมตีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการไม่เปิดเผยการชำระภาษีของ Donald Trump และลักษณะการเหยียดผิวของ Donald Trump อีกทั้งยังรักษาความสงบและสมาธิ และควบคุมอารมณ์ได้อย่างดี ในขณะที่ Donald Trump ใช้วิธีการก่อกวนตลอดเวลา

2. ในส่วนของเนื้อหานโยบายแถบจะกล่าวได้ว่า การโต้วาทีครั้งนี้แสดงออกถึงความแตกต่างด้านวัยวุฒิและคุณวุฒิอย่างมหาศาล ขณะที่ Hillary Clinton เน้นนโยบายเป็นรูปธรรม มีเหตุมีผล เช่น พูดถึงเรื่องรายจ่ายที่ประกาศชัดว่าใน 100 วันแรกจะเสนอสภาคองเกรสเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน 275,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยทั้งนี้จะได้รายได้มาใช้จ่ายจากการขึ้นภาษี โดยการเพิ่มภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 65% สำหรับผู้ที่มีรายได้สูงสุด และจะมีการเก็บภาษีขึ้นต่ำสุด 30% สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขึ้นไป มีการเก็บภาษี Surtax 4% (ภาษีพิเศษ) สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ 5 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป มีการเพิ่มการเก็บภาษี capital gain tax (ภาษีกำไร) สำหรับสินทรัพย์ที่ถือครอง 1-6 ปี ในขณะที่ Donald Trump มีการเน้นการใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานจำนวนมหาศาล แต่ขณะเดียวกันก็มีการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 39.6% เหลือ 25% และลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 35% เหลือ 15% ซึ่งโดยรวม นักเศรษฐศาสตร์คำนวณว่าถ้า Donald Trump ทำได้ตามที่พูดจริงจะทำให้รายได้ของประเทศในรูปภาษีหายไป 9.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ใน 10 ปี หรือเท่ากับ 20% ของรายได้ภาษี นั่นก็คือ แนวนโยบายดังกล่าวจะทำให้หนี้สาธารณะของอเมริกาซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 75% ต่อ GDP มีแนวโน้มพุ่งขึ้น จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า การโต้วาทีครั้งนี้แสดงถึงความรอบรู้ ความชำนาญ การทำการบ้าน และการมีเหตุมีผล (Rational)  ของ Hillary Clinton เมื่อเทียบกับลักษณะที่อ่อนหัด การขาดความรู้ ความเข้าใจในลักษณะองค์รวมของ Donald Trump

จากสไตล์และเนื้อหาที่ได้วิเคราะห์ไว้ ผลจากการสำรวจของ CNN ปรากฏว่า คนดูให้ Hillary Clinton ชนะกว่าร้อยละ 60 ในขณะที่ Donald Trump มีผู้สนับสนุนเพียงร้อยละ 20 กว่าเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การโต้วาทีครั้งนี้เป็นครั้งแรก การแสดงออกถึงความรู้ ความสามารถ ลักษณะการไร้เหตุผล และลักษณะอันธพาลของ Donald Trump นั้นถูกนักวิเคราะห์เปรียบเปรยว่า Hillary Clinton เป็นเหมือนครูใหญ่ที่กำลังสอนเด็กเกเรในโรงเรียน ผลดังกล่าวไม่ได้สรุปว่า Hillary Clinton จะชนะ Donald Trump ขาดลอย หรือในท้ายที่สุดผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนอาจะพลิกล็อก กลายเป็น Donald Trump เป็นผู้ชนะก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ซึ่งประมาทไม่ได้ เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ การโต้วาทีเพิ่งผ่านไปเพียงครั้งแรก ยังเหลืออีก 2 ครั้ง นอกจากนั้น ผลของการโต้วาทีโดยทั่วไปในอดีตไม่ค่อยเปลี่ยนผลการหยั่งเสียงมากเท่าไหร่ พูดง่าย ๆ คือ พวกที่ยังไงก็เลือก Donald Trump ก็จะเลือกเหมือนเดิม และพวกที่ยังไงก็เลือก Hillary Clinton ก็จะเลือกเหมือนเดิม จะมีเพียงกลุ่มที่ยังไม่ได้ตัดสินใจที่การโต้วาทีจะมีส่วนในการช่วยตัดสินใจ และการวิเคราะห์การโต้วาทีจะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงในการนำไปสู่การเปลี่ยนแนวคิดในการหยั่งเสียง ยกเว้นการโต้วาทีระหว่าง Kennedy กับ Nixon, Reagan กับ Carter, Bush กับ Al Gore เท่านั้นที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ

จากนี้ไปสู่การเลือกตั้งยังจะต้องผ่านการโต้วาทีอีก 2 ครั้ง คะแนนเสียงของ Donald Trump กับ Hillary Clinton จะเพิ่มขึ้นหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้

1. Hillary Clinton ต้องป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ภาพของ crooked Hillary มีน้ำหนักมากขึ้น เช่น ถูกโจมตีเรื่องความโปร่งใส่ด้านใดด้านหนึ่งมากขึ้น อีกส่วนคือความสามารถในการโต้ตอบกับ Donald Trump ที่ใช้การยั่วยุ และเล่นแบบสงครามกองโจรประเภทตั้งตัวไม่ติดในการโต้วาทีต่อไป

2. คะแนน Donald Trumpจะดีขึ้นถ้า Donald Trump ลดความเป็นอันธพาลมีเหตุมีผล ทำการบ้าน สามารถโต้ตอบนโยบายได้ดี หรือแสดงออกถึง Presidential

โดยสรุป Hillary Clinton จะได้หรือไม่จะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของ Donald Trump จะออกมาในทางบวกหรือลบต่อไปมากกว่า

ถ้าวิเคราะห์ถึงผลกระทบจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นที่เกรงกันว่าถ้า Donald Trump ขึ้นมาแล้วจะนำไปสู่ความตึงเครียดในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายของ Donald Trump ที่ต้องการกดดันประเทศต่าง ๆ ทั้งในกรอบ Nato และในเอเชีย โดยให้พันธมิตรต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยมองว่าประเทศเหล่านี้ป้องกันตนเองโดยอาศัยเงินอเมริกาและปรมาณูอเมริกาในการถ่วงดุลฝ่ายตรงข้ามซึ่งถ้าในยุโรปคือรัสเซีย และถ้าในเอเชียคือจีนและเกาหลีเหนือ Donald Trump ถึงกลับประกาศว่าจะถอนตัวจาก Nato ถ้าสมาชิก Nato ในยุโรปไม่แบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกรณีญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ การข่มขู่ดังกล่าวเป็นที่หวั่นเกรงในกลุ่มของนักวิเคราะห์ด้านต่างประเทศในทำนองว่า ในส่วนของยุโรปนั้น ภัยคุกคามจากรัสเซียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การแสดงท่าทีของ Donald Trump จะทำให้สมาชิก Nato ของยุโรป เกิดความไม่แน่ใจว่า ผู้นำอย่าง Donald Trump จะยอมรับปฏิบัติตามมาตรา 5 ของสนธิสัญญา Nato (ประเทศใดถูกคุกคาม ประเทศอื่น ๆ ต้องช่วยเหลือ รวมทั้งการใช้กำลัง) ผลกระทบทางจิตวิทยาคือ ผู้นำยุโรปเหล่านี้อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายโดยใกล้ชิดกับรัสเซียมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต เช่น ลัตเวีย ลิทัวเนีย เอสโตเนีย และกลุ่มกติกาสัญญาวอร์ซอ โปแลนด์ ฮังการี เชค สโลวาเกีย และอื่น ๆ ซึ่งหลายประเทศมีพรมแดนติดกับรัสเซีย ซึ่งหมายถึงการที่ Donald Trump ขึ้นมาจะมี การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-politic) หลังสงครามเย็น เช่นเดียวกับกรณีของเอเชียสามารถวิเคราะห์ได้ว่า สมาชิกอาเซียนอาจจะไปใกล้ชิดขึ้นกับจีนมากขึ้น (รวมทั้ง 4 ประเทศที่มีปัญหาทะเลจีนใต้กับจีน) เพราะประเทศเหล่านี้คาดว่าไม่สามารถพึ่งพาอเมริกาในกรอบของความมั่นคงในทะเลจีนใต้ และอาจผลักดันให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีความจำเป็นในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในการป้องปราม (Deterrent) อีกทั้งทำให้เกาหลีเหนือมีความฮึกเหิมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า หาก Donald Trump ได้เป็นประธานาธิบดีภาพดังกล่าวก็ไม่น่าเกิดขึ้นเพราะในตอนหาเสียงกับตอนเป็นประธานาธิบดี Donald Trump จะเล่นคนละบทบาทเมื่อได้เป็นประธานาธิบดีเขาจะมีเหตุผลมากขึ้น (Rational) ดังจะเห็นจากการหาเสียงระยะหลังกับระยะแรก ที่ปรึกษาของ Donald Trump ได้กล่าวว่า คำพูดของ Donald Trump ไม่ใช่ Policy proposal แต่เป็นพื้นฐานในการเจรจาต่อรองเท่านั้น พูดอีกอย่างคือ คำข่มขู่ของ Donald Trump ดังกล่าว อาจมีผลทำให้ประเทศสมาชิกของ Nato และเอเชียยอมเพิ่มค่าใช้จ่ายในการปกป้องร่วมกัน ทั้ง ๆ ที่เดิมเลย Nato 28 ประเทศมีข้อตกลงจะเพิ่มค่าใช้จ่าย 2% ต่อ GDP ทางการทหารเพื่อให้ Nato ยังมีเขี้ยวเล็บ เอาเข้าจริงมีเพียง 5 ประเทศที่ทำตาม ดังนั้นถ้า Donald Trump ได้เป็นประธานาธิบดี การข่มขู่ของ Donald Trump อาจมีผลทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องปฏิบัติตาม

โดยสรุป ผู้เขียนเชื่อว่า Hillary Clinton จะมีความได้เปรียบมากกว่า Donald Trump โดยเฉพาะบุคลิก ความฉลาด ความรอบรู้ ประสบการณ์ แต่ทั้งนี้ในแง่การเมืองประมาทไม่ได้ ดูจากการเมืองไทยเป็นตัวอย่าง บางคนไม่มีเหตุมีผล รู้ทั้งรู้ว่าเป็นอันธพาล พูดจามันส์ ๆ ใช้นโยบายที่ก่อผลร้ายในอนาคต ก็ยังพูดให้คนรักได้ การเมืองเช่นนี้ก็เกิดขึ้นได้ในอเมริกาเช่นกัน และทั่วโลกพวกขวาจัด (Populism) กำลังมีทิศทางในการขึ้นมา ปรากฏการณ์ของ Donald Trump จึงเป็นภาพฉายของยุโรป อเมริกา และเอเชียเช่นการขึ้นมาของนาย Duterte

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

“บิ๊กตู่” กับวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลก

11463

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้เข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 71 ณ นครนิวยอร์ก องค์การสหประชาชาติประกอบด้วยประเทศสมาชิก 193 ประเทศ และมีองค์กรที่สำคัญหลายองค์กร องค์กรที่มีความสำคัญมากที่สุดในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงของโลก คือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งผลการประชุมจะผูกพัน (Binding) ประเทศสมาชิกผ่านเสียงข้างมาก 2 ใน 3 และต้องไม่มีประเทศสมาชิกถาวร veto แต่ในทางปฏิบัติ ข้อมติประเภทอย่างนี้จะออกมาค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็น เนื่องจากจะมีค่ายใดค่ายหนึ่ง veto อย่างไรก็ตาม ระยะหลังสงครามเย็นนั้น แม้ว่าการจะได้ข้อมติประเภทนี้จะยากเย็นก็ตาม แต่ก็ประสบความสำเร็จบ้าง เช่น การ sanction ทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน หรือเกาหลีเหนือ เป็นต้น

อีกองค์กรหนึ่งที่มีความสำคัญคือสมัชชาสหประชาชาติ ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีประเทศสมาชิก 15 ประเทศ โดยมีสมาชิกถาวร 5 ประเทศ แต่ในกรณีของสมัชชาสหประชาชาติจะประกอบด้วยตัวแทนจากทุกประเทศ อย่างไรก็ตาม มติที่ออกจากสมัชชาสหประชาชาติจะมีผลบังคับใช้หรือไม่จะขึ้นอยู่กับประเทศนั้น ๆ ว่าจะนำไปสู่การให้สัตยาบันหรือแปลงเป็นกฎหมายภายใน เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม สมัชชาสหประชาชาติประกอบด้วยประเทศกำลังพัฒนา 2 ใน 3 สมัชชาสหประชาชาติจึงเป็นเวทีที่ประเทศกำลังพัฒนาใช้สร้างแรงกดดันต่อรองกับประเทศมหาอำนาจ หนึ่งในความสำเร็จทางเศรษฐกิจคือ การจัดตั้ง UNCTAD ในปี 1964 และนำไปสู่กรผ่อนปรนการกีดกันทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วในรูปแบบ GSP (Generalized System of Preferences) นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีในการต่อสู้และวิจารณ์ระหว่างตะวันตกกับคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น หรือระหว่างเหนือ – ใต้ ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติอาจจะมีการประชุมคู่ขนานซึ่งเป็นการประชุมในประเด็นที่เจาะจงเฉพาะกลุ่ม สมัชชาสหประชาชาติยังเป็นเวทีสำหรับประชาสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกได้พบปะเป็นทวิภาคี และผู้เข้าร่วมอาจถือโอกาสในการประชุมกับนักธุรกิจเป็นการส่วนตัว เป็นต้น

11464

ในการประชุมสมัชชาครั้งที่ 71 นี้ ประเด็นที่น่าสนใจคือ เป็นปีแรกของการดำเนินการภายใต้กรอบ Sustainable development goals (SDG) 2016-2030 ซึ่งมีทั้งหมด 17 หลักการและเกี่ยวข้องกับ 4 องค์ประกอบคือ 1. เศรษฐกิจ 2. สภาพแวดล้อม 3. สังคม และ 4. การจัดการ (Governance) การประชุมครั้งนี้จึงเท่ากับเป็นการตรวจสอบการดำเนินการของประเทศสมาชิก ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้นำประเทศแสดงวิสัยทัศจากประเทศของตน ประเทศไทยในฐานะประธานของ G77 จึงเปิดโอกาสให้ท่านนายกฯ เล่าประสบการณ์และแนวนโยบายในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ประเทศไทยถือว่ามีประสบการณ์ดังกล่าวนี้มาก่อนหน้านี้หลายทศวรรษจากโครงการพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency economy) ประสบการณ์ดังกล่าวจึงเป็น showcase ที่ท่านนายกฯ ในฐานะตัวแทนประเทศไทย และผู้นำ G77 มีโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์และประชาสัมพันธ์ในประเด็นดังกล่าว

อีกประเด็นที่เป็นหัวข้อการประชุมเกี่ยวข้องกับปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะข้อตกลงปารีสซึ่งมีผู้นำรวมทั้งองค์กร 195 ประเทศที่ไปร่วมประชุมที่กรุงปารีสในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าข้อตกลงดังกล่าวยังมีความล่าช้าในการดำเนินการ หลายประเทศยังไม่ให้สัตยาบัน ประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาซึ่งปล่อยควันพิษเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก แม้ว่าจะมีการลงนามแต่ก็เพิ่งให้สัตยาบันก่อนการประชุม G20 ที่นครหางโจว ประเทศจีน ในกรณีสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีโอบามาต้องใช้วิธีการไม่ต้องผ่านการให้สัตยาบันในสภาคองเกรส เพราะรู้ว่าจะมีเสียงต่อต้านแต่ใช้วิธีซึ่งเรียกว่าเป็น ข้อตกลงฝ่ายบริหาร (Executive Agreement) ซึ่งไม่ต้องผ่านการให้สัตยาบันของสภาคองเกรสอันเป็นวิธีเดียวกันกับการผ่านข้อตกลง GATT (GATT มีผลบังคับตั้งแต่ปี 1948) ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งนี้จึงเป็นเวทีที่จะเตือนและเร่งให้ผู้นำประเทศต่าง ๆ ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมกับข้อตกลงกรุงปารีสให้เร็วขึ้น

หัวข้อที่สำคัญอีกประการในการประชุมสมัชชาคือเรื่องผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ในการประชุมครั้งนี้ อเมริกาเป็นโต้โผ ทั้ง ๆ ที่อเมริกามีปัญหาน้อยกว่าเพื่อน ประเทศที่มีปัญหามากนอกจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปแล้วก็มีประเทศตุรกี จอร์แดน และประเทศตะวันออกกลาง ในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมคู่ขนานโดยถือเป็นประเทศที่รับเชิญจากสหรัฐอเมริกา ไทยก็เป็นประเทศที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมด้วย การที่สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับปัญหาผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ลึก ๆ นั้นมีความสัมพันธ์กับปัญหาความมั่นคง ส่วนหนึ่งนำไปสู่วิกฤตของประเทศพันธมิตรโดยเฉพาะสหภาพยุโรป อีกส่วนนำไปสู่การก่อการร้าย ที่สำคัญคือ นำไปสู่การขยายตัวของพรรคขวาจัดที่ต่อต้านประชาธิปไตยและสนับสนุนผู้นำอย่าง Donald Trump ปัญหาผู้ลี้ภัยและผู้อพยพทำให้สหภาพยุโรปอยู่ในภาวะวิกฤต “Existential crisis” เพราะปัญหานี้ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่ายุโรปตะวันออกที่ไม่ต้องการรับผู้ลี้ภัยและประเทศยุโรปตะวันตกโดยเฉพาะเยอรมนี ปัญหาผู้อพยพยังทำให้เกิดการขยายอำนาจของพรรคการเมืองขวาจัดทั้งในฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ ออสเตรีย และกลุ่มประเทศ Visegrad ประกอบด้วย โปแลนด์ เชค สโลวาเกีย ฮังการี ในบริบทดังกล่าว โอบามาจึงถือโอกาสเป็นโต้โผในการประชุมเพราะเกี่ยวกับเสถียรภาพทางความมั่นคง ประชาธิปไตย และการต่างประเทศ อย่างไรก็ตามเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า ผลการประชุมเป็นเพียงการรับหลักการกว้าง ๆ ผลทางปฏิบัติจะมีผลในขอบเขตจำกัด

Untitled-20

การประชุมคู่ขนานที่น่าสนใจอีกประการคือ การประชุมในกรอบใต้ – ใต้ หรือประเทศกำลังพัฒนา โดยประเทศจีนมีนายสี จิ้นผิงเป็นเจ้าภาพ ประเทศไทยในฐานะประธาน G77 จึงถือว่ามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อีกทั้งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้ว

ความจริงสมัชชาในอดีตแม้จะไม่มีอำนาจในการออกมติที่ผูกพันกับประเทศสมาชิก (Binding) แต่ว่าในทางปฏิบัติมีมาตรการหลายอย่างที่เอื้ออำนวยกับประเทศกำลังพัฒนา โดยใช้สมัชชาเป็นเวที ความจริงนั้นในการประชุมสมัชชายังมีประเด็นอื่น ๆ ในการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศ และเป็นเวทีในการโจมตีทั้งในระดับระหว่างประเทศและภายในประเทศ โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็น

ในการประชุมครั้งนี้ในประเด็นหลัก ๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น เป็นโอกาสที่ทำให้ไทยโดยเฉพาะท่านนายกฯ สามารถแสดงวิสัยทัศน์ได้อย่างดี เนื่องจากมีประสบการณ์และเป็นผู้นำอย่างเป็นทางการของกลุ่ม G77 อีกทั้งเป็นโอกาสที่จะประชาสัมพันธ์เรื่องโรดแมปและแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ 20 ปี ซึ่งถือเป็นการประชาสัมพันธ์และสร้างความชอบธรรมในสายตาของต่างประเทศให้มากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการลบล้างภาพลักษณ์ในต่างประเทศซึ่งเกิดขึ้นจากประบวนการในการขึ้นสู่อำนาจ และปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่ท่านนายกฯ มีโอกาสได้ไปประชุมดังกล่าวในประเทศดังกล่าว

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

นโยบายตอกหมุดเอเชียของอเมริกา

11394

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา นางอองซาน ซูจี ผู้นำตัวจริงของพม่าได้ไปเยี่ยมเยือนสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกภายหลังจากพรรค National League for Democracy (NLD) ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น นางอองซาน ซูจี ได้พบกับประธานาธิบดีโอบามาและได้รับการยืนยันจากโอบามาว่า อเมริกาจะยกเลิกการ sanction ทางธุรกิจที่เหลืออันจะเป็นการปูทางไปสู่การเปิดโอกาสให้ต่างชาติรวมทั้งนักธุรกิจอเมริกาขยายตัวทางด้านการค้าและการลงทุนสู่พม่า

ความจริงนั้น อเมริกาได้ sanction ทางเศรษฐกิจพม่ามานานกว่า 20 ปี โดยในปี 1990 อเมริกาได้ถอนทูตออกจากพม่าภายหลังจากที่รัฐบาลทหารของพม่าไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งและคืนอำนาจให้กับพลเรือนคือพรรค NLD ของอองซาน ซูจี ในปี 1997 ก็ได้ดำเนินการ sanction พม่าเพื่อบีบคั้นให้รัฐบาลพม่ามีการเปิดกว้างและให้มีระบบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม พม่าได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีการผ่อนคลายจากเผด็จการสู่ประชาธิปไตยตามลำดับโดยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2008 และนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2011 หลังจากนั้นก็มีการผ่อนคลายและนำไปสู่การเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งที่เปิดกว้างมากที่สุดนับตั้งแต่ทหารได้ขึ้นมาครองอำนาจ ผลการเลือกตั้งนั้นปรากฏว่า พรรค NLD ได้มีชัยชนะอย่างท่วมท้น แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีข้อกำหนดห้ามบุคคลที่มีทายาทซึ่งมีสัญชาติต่างประเทศเป็นประธานาธิบดี นางอองซาน ซูจี จึงให้นายทีนจอเป็นประธานาธิบดี ส่วนตัวอองซาน ซูจี เป็นที่ปรึกษาและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ แต่ในความเป็นจริงคือ นางอองซาน ซูจี เป็นหัวหน้ารัฐบาลอย่างแท้จริง

11396

ก่อนหน้านี้รัฐบาลอเมริกาได้มีการผ่อนคลายการ sanction กับพม่าตามลำดับ โดยเฉพาะภายหลังจากการเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม อเมริกาก็ยังไม่ยอมผ่อนคลายทั้งหมด เนื่องจากต้องการใช้เงื่อนไขดังกล่าวนี้บีบบังคับทหารซึ่งยังมีบทบาทอิทธิพลทางกฎหมาย โดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้กำหนดให้ทหารเป็นผู้ดูแลกระทรวงกลาโหมและมหาดไทย นอกจากนั้นยังกำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้เสียงทั้งสภาล่างและสภาบนมีมากกว่า 75% ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีตัวแทนทหาร 25% ในสภา เพราะฉะนั้น การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้อองซาน ซูจี เป็นประธานาธิบดีต้องได้รับความเห็นชอบจากทหาร อเมริกาจึงต้องการใช้การ sanction เป็นเครื่องมือทางอ้อมในการช่วยอองซานซูจี เพื่อบีบให้ทหารมีการแก้ไขเนื้อหารัฐธรรมนูญ ดังจะเห็นได้ว่า ก่อนหน้านี้เมื่อตอนต้นปี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเมริกานายจอห์น เคอร์รี่ ได้พูดในทำนองว่า อเมริกาจะยกเลิกการ sanction ที่เหลือทั้งหมดก็ต่อเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลพลเรือนมีอำนาจเต็มที่

การยกเลิก sanction ของอเมริกาที่เหลืออยู่นี้ถือเป็นดาบ 2 คมสำหรับรัฐบาลอองซาน ซูจี ในด้านดีก็ช่วยเป็นเครื่องมือในการกดดันทหารเพื่อให้มีการผ่องถ่ายอำนาจไปสู่รัฐบาลพลเรือนซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยซูจีทางอ้อมแต่ในด้านลบ สำหรับรัฐบาลอองซาน ซูจี คือ การ sanction ที่เหลืออยู่ยังทำให้การลงทุนของต่างประเทศทางจากอเมริกาและประเทศอื่น ๆ หรือ การส่งออกของพม่าไปอเมริกายังมีข้อจำกั

ความสำเร็จของอองซาน ซูจี ในการพบกับประธานาธิบดีโอบามาครั้งนี้เท่ากับเป็นการเปิดทางให้พม่าเข้าสู่เวทีการค้าและการลงทุนทั้งในภูมิภาคและของโลกได้อย่างเต็มที่ซึ่งคงจะช่วยเพิ่มการขยายตัวทางด้านการค้าและการลงทุนให้พม่าซึ่งมีส่วนกระตุ้นการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกรอบอาเซียนและโดยเฉพาะในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และเพิ่มพลวัตรการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคและในอนุภูมิภาคในวงกว้างและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

11395

ในอีกด้านของเหรียญเมื่อ 2-3 วันนี้ ประธานาธิบดีโรดรีโก ดูแตร์เต ของฟิลิปปินส์ได้ประกาศให้อเมริกาถอนที่ปรึกษาในฟิลิปปินส์ทั้งหมดออกไป โดยประธานาธิบดีดูแตร์เต ให้ความเห็นว่าที่ปรึกษาอเมริกาที่มาอยู่ในฟิลิปปินส์เพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือและแนะนำกลยุทธ์ในการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายแยกดินแดนนั้นเอาเข้าจริง ๆ ในความเห็นของนายดูแตร์เตกลับมองว่า ยิ่งเป็นการสร้างปัญหาความมั่นคงมากขึ้น เพราะที่ปรึกษาอเมริกาเหล่านี้จะกลายเป็นเหยื่อของการลักพาตัวเรียกค่าไถ่ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มปัญหาความมั่นคงในฟิลิปปินส์ นอกจากนั้นนายดูแตร์เตยังประกาศว่า ฟิลิปปินส์จะยกเลิกการตรวจตราน่านน้ำทะเลจีนใต้ร่วมกับอเมริกา

ท่าทีของประธานาธิบดีดูแตร์เตดังกล่าวกำลังเป็นที่สังเกตว่ารัฐบาลใหม่ฟิลิปปินส์กำลังเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศที่เคยแนบแน่นกับอเมริกามาตลอดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และฟิลิปปินส์ในระยะหลังก็ต้องการให้อเมริกาเข้ามามีบทบาทถ่วงดุลจีนอันเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายต่างประเทศของโอบามาที่เรียกว่า ตอกหมุดเอเชีย (Pivot Asia) ท่าทีของประธานาธิบดีคนใหม่ของฟิลิปปินส์จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า ฟิลิปปินส์กำลังเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศครั้งสำคัญที่ทิ้งห่างอเมริกาและเข้าใกล้จีนมากขึ้น หรือเป็นเพียงวาทกรรมที่แสดงออกถึงความไม่พอใจแนวนโยบายของอเมริกาที่อ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนมาบีบคั้นนโยบายกำจัดยาเสพติดในฟิลิปปินส์ซึ่งมีการฆ่าตัดตอนกว่า 3,000 คน หรืออาจมาจากนโยบายความร่วมมือกับอเมริกาในการถ่วงดุลจีนอาจยังไม่ได้ผลในการแก้ข้อขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ซึ่งส่งผลในทางลบกับฟิลิปปินส์ที่มีการอ้างสิทธิ์ในหมู่เกาะทะเลจีนใต้ และถึงแม้ฟิลิปปินส์จะชนะจากคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการแต่ก็ไม่มีผลกับจีน ดังนั้นท่าทีของนายดูแตร์เต อาจจะเปลี่ยนวิธีแก้ไขปัญหากับจีนเป็นการทวิภาคีหันหน้าเข้าหากันแทนการเผชิญหน้าและใช้กรอบพหุภาคีเหมือนในอดีต

จากทั้ง 2 กรณีที่กล่าวถึงทั้งพม่าและฟิลิปปินส์อาจจะสรุปได้ว่า นโยบายตอกหมุดเอเชียของอเมริกาในด้านหนึ่งต้องการให้อาเซียนมีการผ่อนคลายเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เคารพสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องการรวมอาเซียนและออสเตรเลียเพื่อถ่วงดุลจีนจึงเป็นแนวนโยบายที่ยังไม่ประสบคามสำเร็จเท่าที่ควร อีกทั้งส่งผลทางลบ สร้างความไม่พอใจให้กับประเทศอาเซียนบางประเทศอีกด้วย แถมเป็นการผลักดันให้บางประเทศทิ้งห่างอเมริกาและหันไปสู่จีนมากขึ้น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ความไม่พอใจ ต่อนโยบายแทรกแซงกิจการภายในประเทศ เน้นประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนของสหรัฐ

000000000000000000000000000000000000000000000

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

การประชุมสุดยอดอาเซียนที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในช่วง 3 วันที่ผ่านมานี้ ประเด็นที่น่าสนใจในการวิเคราะห์ก็คือเรื่องท่าทีของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นายโรดรีโก ดูแตร์เต ซึ่งแสดงกิริยาและใช้คำพูดในลักษณะหยาบคายต่อประธานาธิบดีโอบามาของสหรัฐอเมริกา

ซึ่งถ้าพิจารณาอย่างผิวเผิน ประเด็นนี้เป็นแค่ประเด็นของการไร้มารยาททางการทูตซึ่งส่งผลให้ประธานาธิบดีโอบามายกเลิกการพบปะในรูปแบบทวิภาคีกับประธานาธิบดีดูแตร์เต จนในที่สุดประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ก็ได้ประกาศกล่าวคำขอโทษและเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

ประเด็นที่เกิดขึ้น ถ้าดูเผิน ๆ ก็คือ ประเด็นเล็กน้อยในเรื่องมารยาททางการทูต แต่ถ้าจะวิเคราะห์ให้ลึก การแสดงออกของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เป็นภาพฉายของการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคในช่วงหลังสงครามเย็น ผู้นำสหรัฐต่างคิดว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ดีที่สุดคือ การผสมผสานระหว่าง Hard Power และ Soft Power

ในแง่ Soft Power เครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศคือ การเน้นค่านิยมประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และเสรีนิยม ผู้นำของอเมริกามองว่า การเน้นประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนคืออาวุธสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะของอเมริกาที่มีต่อสหภาพโซเวียต และนำไปสู่จุดจบของสงครามเย็น

การเน้นค่านิยมดังกล่าว ในเชิงจริยธรรมเท่ากับว่าอเมริกากำลังทำในสิ่งที่ดี เพราะเน้นค่านิยมประชาธิปไตยเสรีนิยม และเน้นคุณค่าของความเป็นคนบนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชน ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ถือเป็นผู้ร้าย เนื่องจากปกครองด้วยระบบอำนาจนิยม ทำลายและละเมิดความเป็นคน กล่าวคือ ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน เครื่องมือดังกล่าวยังเป็นประโยชน์สำหรับอเมริกาในการเป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า ปัญหาเรื่อง Tier 3 หรือปัญหาเรื่องประมงไทย ที่ถูกกล่าวหาเรื่องการค้ามนุษย์จึงถูกรัฐบาลอเมริกาใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันเพื่อให้ไทยไปสู่การเลือกตั้งและเป็นประชาธิปไตย

แนวนโยบายในการเน้นสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลอเมริกายังเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกแยกในประเทศที่อเมริกาต้องการถ่วงดุลหรือเป็นอริกับอเมริกา เช่น จีน รัสเซีย และอิหร่าน เป็นต้น การเคารพสิทธิมนุษยชนจึงเท่ากับเป็นการสนับสนุนฝ่ายที่ต่อต้านผู้นำที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้เกิดการแตกแยก และส่งเสริมให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยมองว่า ประเทศที่มีระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งจะเป็นมิตรกับอเมริกามากกว่า อีกทั้งยังสิ่งผลในแง่บวกเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับอเมริกา

ในยุคหลังสงครามเย็น ประธานาธิบดีอเมริกาทุกคนจึงยึดแนวคิดนี้เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยคิดว่า จะเป็นผลประโยชน์และสอดคลองกับผลประโยชน์แห่งชาติ (National interest)

แต่ในความเป็นจริง อเมริกากำลังเผชิญปัญหาที่เกิดจากนโยบายต่างประเทศดังกล่าวและทำให้มิตรกลายเป็นศัตรู และมีการผลักดันให้พันธมิตรทิ้งระยะห่างออกไปและไปใกล้ชิดกับคู่แข่งของอเมริกาซึ่งคือ จีน และรัสเซียมากขึ้น

การเน้นค่านิยมประชาธิปไตยและการเคารพสิทธิมนุษยชนซึ่งอเมริกาให้กดดันประเทศต่าง ๆ ทำให้หลายประเทศไม่พอใจ เพราะถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ

คำพูดของประธานาธิบดีดูแตร์เตที่บอกว่า เขาเป็นประเทศอิสระ ไม่ใช่อาณานิคมของอเมริกาอย่างในอดีต ประเทศของเขามีศักดิ์ศรีและมีอธิปไตย ไม่ได้ด้อยไปกว่าอเมริกา คือการพยายามตอกย้ำของอเมริกาให้ประเทศอื่นเคารพสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย จึงถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน โดยทั้งนี้ไม่ได้คำนึงถึงการเมืองภายในของแต่ละประเทศ

ดังตัวอย่างที่ผู้นำอเมริกาหรือนักการทูตอเมริกาที่พยายามกดดันรัฐบาลไทย จึงถูกประชาชนไทยจำนวนมากมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย และมีการเลือกข้าง อีกทั้งไม่เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของประชาชน สำหรับประชาชนในหลายประเทศ การมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและปกครองประเทศในลักษณะเผด็จการเสียงข้างมากและมีการโกงกันอย่างหั่นแหลกอีกทั้งยังนำไปสู่สงครามกลางเมืองจึงไม่ใช่แนวทางที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ

การก่อรัฐประหารเพื่อขจัดความเลวร้ายของการปกครองที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยบนพื้นฐานการเลือกตั้งจึงถูกมองว่าเลวร้ายยิ่งกว่า การปกครองที่อาจจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ว่ารัฐบาลมีประสิทธิภาพ ไม่ฉ้อฉล เช่น รัฐบาลภายใต้ลีกวนยูก็เป็นหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แม้อาจจะมาจากระบบอำนาจนิยม แต่ก็เป็นระบบการเมืองที่ประชาชนได้รับประโยชน์และพอใจ แม้จะมีฝ่ายค้านที่โจมตีว่าไม่มีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ก็ตาม ในบางประเทศ การที่อเมริกาเข้าไปแทรกแซงเพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นระบบประชาธิปไตย เช่น อิรัก และลิเบีย ประเทศเหล่านี้ก็เกิดปัญหาสงครามกลางเมืองซึ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่าเดิม

อาจกล่าวได้ว่า นโยบายต่างประเทศของอเมริกาในยุคหลังสงครามเย็นที่เน้นประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งและการเคารพสิทธิมนุษยชน แม้อาจจะมีประชาธิปไตยบ้างในบางประเทศ แต่ในหลายประเทศก่อให้เกิดความไม่พอใจรุนแรง อีกทั้งแสดงถึงการเลือกข้างและไม่เข้าใจความรู้สึกของประชาชนในประเทศ ผู้นำของประเทศเหล่านี้จึงเกิดความไม่พอใจอย่างมาก

การใช้คำพูดอย่างหยาบคายของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ แม้จะเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่เป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกที่อยู่ในใจของผู้นำหลายประเทศที่ทนต่อการแทรกแซงกิจการภายในประเทศไมได้ อีกทั้งอเมริกายังได้ใช้ 2 มาตรฐานไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครน อียิปต์ ตุรกี แนวนโยบายของอเมริกาจึงมีส่วนผลักไสให้หลายประเทศทิ้งระยะห่างระหว่างอเมริกาในฐานะพันธมิตรไปสู่จีนและรัสเซียอย่างในกรณีของไทยและตุรกี

เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ภายใต้ประธานาธิบดีดูแตร์เตก็เริ่มเข้าใกล้จีนมากขึ้น อเมริกาเข้าสู่การประชุมสุดยอดอาเซียนโดยหวังว่า พันธมิตรที่มีปัญหากับจีนในด้านทะเลจีนใต้จะร่วมกันแสดงออกถึงปฏิญาณที่มีต่อคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการในเดือนกรกฎาคม ซึ่งฟ้องโดยรัฐบาลฟิลิปปินส์เดิม ซึ่งคำตัดสินออกมาในทำนองว่าจีนไม่มีสิทธิในการอ้างสิทธิกว่า 80% ของเขตแดนในทะเลจีนใต้ที่อ้างผ่าน 9-dash zone ปรากฏว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ได้มีการโจมตีจีนทางอ้อมในเรื่องคำตัดสินตามที่อเมริกาอยากให้เป็นซึ่งถือเป็นความพ่ายแพ้ทางการทูตของอเมริกา และเป็นชัยชนะของจีน

ในการเข้าประชุมสุดยอดอาเซียนที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประธานาธิบดีโอบามาจะอยู่ในสภาพที่เราเรียกว่า เป็ดง่อย (Lame duck) เพราะเหลือเวลาที่จะอยู่ในตำแหน่งไม่กี่เดือน มองในฐานะผู้เข้าร่วมประชุม โอบามาอยู่ในฐานะลำบากที่จะผลักดันผลการประชุม เช่น ผลักดัน TPP เข้าสู่รัฐสภาคองเกรส การพยายามส่งเสริมเขตการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ และการส่งเสริมการค้าของอเมริกา จะถูกจำกัดด้วยความไม่เชื่อมั่นของผู้เข้าประชุมซึ่งนอกจากผู้นำในอาเซียนแล้วก็มีผู้นำประเทศคู่เจรจา

โอบามาในการประชุมจึงถูกมองด้วยสายตาที่ขาดความเชื่อมั่นจากผู้นำคนอื่น ๆ สิ่งที่โอบามาพูดจึงดูไม่มีน้ำหนัก และถ้าดูจากผู้ที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นฮิลลารี คลินตัน หรือ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่างก็เริ่มต่อต้าน TPP ต่อต้านโลกาภิวัตน์ และต่อต้านการเปิดการค้าเสรี การเจรจาผูกพันกับโอบามาจึงไม่มีประโยชน์ สถานภาพความเป็นผู้นำของโอบามาในการประชุมสุดยอดอาเซียนจึงมีลักษณะถูกลดเกรดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อน ๆ

อิทธิพลของอเมริกาในโลกที่กำลังเสื่อมคลายลงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในยุคของโอบามาเท่านั้น แต่เป็นภาพฉายของการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) อันเกิดจากการขยายตัวของประเทศอื่น ๆ เช่น จีน รัสเซีย อินเดีย ผู้นำอเมริกาต้องคำนึงถึงแนวนโยบายดังกล่าวและปรับนโยบายต่างประเทศ มิฉะนั้นจะถูกประเทศอื่น ๆ ทิ้งห่างมากยิ่งขึ้น และบทบาทของอเมริกาก็จะมีแนวโน้มลดลง

อเมริกาอยู่ในช่วงของการ้นหาตัวตน (Search for Identity) ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่หรือยุค Post cold war

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลง (Seeds of change)

0000000000000000000000000000000

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เป็นที่น่าสังเกตว่า ช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่รวดเร็วและรุนแรงทั้งในระดับโลกและระดับประเทศอย่างชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ลักษณะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเพียง 3 ครั้งในประวัติศาสตร์สังคมมนุษย์

โดยครั้งที่ 1 เกิดขึ้นเมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว เมื่อโลกเข้าสู่สังคมเกษตร ครั้งที่ 2 เกิดเมื่อ 200 ปีที่แล้วเมื่อโลกเข้าสู่ยุคสังคมอุตสาหกรรม และเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมา สังคมมนุษย์เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือยุคดิจิตอล หรือที่ Thomas Friedman เรียกว่า ยุคโลกแบน (Flat world)

เมื่อ 10,000 ปีที่แล้วที่สังคมมนุษย์เริ่มเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภคในบ้านและปลูกพืชผักผลไม้เพื่อการบริโภคถือเป็นจุดกำเนิดของสังคมเกษตรเป็นครั้งแรก สังคมเกษตรที่เกิดขึ้นครั้งแรกนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในลักษณะของการที่มนุษย์เริ่มหยุดเคลื่อนย้ายและมีการตั้งถิ่นฐาน (Settlement) สังคมเริ่มรวมกันเป็นกลุ่ม ที่ดินกลายเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุด นำมาสู่การขยายดินแดน เกิดการขยายตัวของอาณาจักรในภูมิภาคต่าง ๆ และนำไปสู่สังคมทาส

และยุคที่ 2 ของสังคมเกษตรคือการพัฒนาสู่สังคมศักดินา ซึ่งที่ดินยังเป็นองค์ประกอบของการแข่งขันที่สำคัญที่สุด ในยุคนี้เองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่การกำเนิดของรัฐชาติ ผู้ปกครองรัฐจะเป็นผู้ผูกขาดด้านเศรษฐกิจ ด้านการค้า และด้านระหว่างประเทศเราเรียกระบบนี้ว่า ระบบพาณิชย์นิยม (Mercantilism)

ในช่วงปลายยุคสังคมเกษตรก็มีการกำเนิดของเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลงทำให้สังคมกลายพันธุ์ (Mutation) เมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการขยายตัวของชนชั้นกลางที่มีแนวคิดในการต่อต้านสังคมเดิมและต้องการพัฒนาสังคมใหม่ คนชั้นกลางเหล่านี้ได้รับอานิสงส์จากแนวคิดของกรีกและโรมันที่เรียกว่า ปรัชญามนุษยนิยม (Humanism) อันเป็นสาระสำคัญของยุคเรเนสซองส์ (Renaissance) ในศตวรรษที่ 15-16 แนวคิดมนุษยนิยม (Humanism) ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า “มนุษย์นั้นฉลาดและเก่งซึ่งควรจะให้เสรีภาพกับความเป็นมนุษย์ เพื่อนำความฉลาดและเก่งไปพัฒนาสังคม”

แนวคิดดังกล่าวเริ่มทำให้ชนชั้นกลางมองเห็นทางสว่างในการต่อต้านสังคมเดิมที่ปิดกั้นการพัฒนานวัตกรรมโดยเฉพาะศาสนจักรที่มีศาลศาสนา (Inquisition) และแม้แต่กาลิเลโอก็ยังถูกจับขังเพียงเพราะเห็นว่าโลกกลมแนวคิดด้านมนุษยนิยมจึงพัฒนาสู่แนวคิดในการตอกย้ำเสรีภาพของมนุษย์และนำไปสู่มิติแห่งการเปลี่ยนแปลงในสังคมเกษตรและเป็นเสมือนเชื้อที่กลายพันธุ์สู่สังคมอุตสาหกรรม

แนวคิดด้านเสรีภาพทางศาสนานำโดย Martin Luther และทำให้ศาสนาคริสต์แตกออกเป็นคริสตังและคริสเตียน แนวคิดด้านเสรีนิยมทางเศรษฐกิจนำโดย Adam Smith ส่งผลต่อการขยายตัวของระบบทุนนิยม และแนวคิดการค้าต่างประเทศ นำโดย Riccardo นำไปสู่การค้าเสรีซึ่งเป็นมรดกตกทอดสู่ทุกวันนี้ และแนวคิดเสรีภาพทางการเมืองของ Jean Jacques Rousseau นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยเสรีนิยม

การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม ในยุคอุตสาหกรรมนี้เองมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่เรียกกว่ายุค Enlightenment ในศตวรรษที่ 18-19 ในยุคนี้บุคลากรที่ทรงความรู้ที่เป็นที่รู้จักกันคือ Voltaire, Jean Jacques Rousseau และ Sir Isaac Newton บุคลากรในกลุ่ม Enlightenment อาจแยกเป็น 2 สาย คือ สายปรัชญาและวรรณคดี อีกสายคือ สายประจักษ์นิยม (Empiricism) ซึ่งสายนี้เองที่นำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนแปลงสังคมโลกในทุกมิติอย่างมโหฬารเช่นเดียวกับยุคเกษตร การปฏิวัติอุตสาหกรรมนำไปสู่การกำเนิดเครื่องจักรไอน้ำซึ่งนำไปสู่การพัฒนาการคมนาคม เช่น รถไฟ เรือกลไฟ และพัฒนาไปสู่ไฟฟ้าซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติด้านการผลิตที่เน้นประสิทธิภาพเป็น Mass Production ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการบริหารในเชิงอำนาจลดหลั่น (Vertical) เกิดการขยายตัวของอาวุธทันสมัยซึ่งนำไปสู่การล่าอาณานิคม เกิดการขยายตัวของโลกาภิวัตน์ในยุคแรก ๆ เกิดการขยายตัวของค่านิยมตะวันตกไปสู่ทั่วโลก แม้กระทั่งการแต่งกาย อาหารการกิน การศึกษา ระบบการบริการการจัดการทั้งในภาครัฐและเอกชน

เมื่อ 60 ปีที่ผ่านมา ในยุคสังคมอุตสาหกรรมเริ่มมีเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นสังคม IT ในทุกวันนี้ เมล็ดพันธุ์ดังกล่าวก็คือการกำเนิดของคอมพิวเตอร์ซึ่งได้สร้างมิติใหม่แห่งการแข่งขันที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนั่นคือ มิติความลึกของข้อมูล (Depth), ความเร็ว (Speed), และมิติของ Multi-media

ใครจะเชื่อว่าข้อมูลมหาศาลจะถูกเก็บใน IPhone, IPad ได้ ถ้าเป็นยุคอุตสาหกรรมต้องใช้พื้นที่เก็บเป็นตึกทั้งหลัง มิติทั้ง 3 จึงได้สร้างความโกลาหลของการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิด Disruption หรือการพังทลายของทุกมิติ นำมาซึ่งกำเนิดนวัตกรรมใหม่ ๆ และองค์ประกอบใหม่ ๆ ในสังคม พัฒนาการของคอมพิวเตอร์ได้รับการเชื่อมต่อจากพัฒนาการด้าน Telecom และเป็นจุดกำเนิดของสังคม IT ที่เรียกว่า ยุค 3.5 ในขณะที่คอมพิวเตอร์สร้าง 3 มิติแห่งการเปลี่ยนแปลงอันประกอบด้วย ความลึก ความเร็ว และมิติ Multi-media แต่ Telecom สร้างมิติที่ 4 คือ ความกว้างหรือความเชื่อมโยง (connectivity) ทั้ง Intranet, Extranet และ Internet ทำให้โลกไร้พรมแดน (Borderless)

จากเมล็ดพันธุ์ด้าน IT เกิดการแตกหน่อสู่การขยายตัวของโลกาภิวัตน์ด้านข้อมูลและนำไปสู่การล่มสลายของคอมมิวนิสต์ในปี 1989 เมื่อยุโรปตะวันออกล่มสลายเปลี่ยนจากคอมมิวนิสต์เป็นทุนนิยมประชาธิปไตย อีก 2 ปีต่อมาคือปี 1991 สหภาพโซเวียตล่มสลายแตกเป็น 15 ประเทศ ยูโกสลาเวียแยกเป็น 7 ประเทศ

การล่มสลายของคอมมิวนิสต์ทำให้เกิดโลกยุคใหม่ที่เรียกว่า ยุคหลังสงครามเย็น (Post cold war) ในยุคนี้ปัญหาความมั่นคงจากคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็นหมดไป สังคมโลกเกิดการขยายตัวเชื่อมทุกมิติ (โลกาภิวัตน์) ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และค่านิยม ในทางการเมืองระบบเผด็จการทั้งโลกเริ่มเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง (บางสังคมกลายเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก) เกิดการขยายตัวของสิทธิมนุษยชน โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจทำให้เกิดการขยายตัวของสินค้า บริการ

ดังจะเห็นว่า สังคมไทยได้กินปลาทูน่า แซลมอน เชอรี่ ขณะเดียวกัน มวยไทย อาหารไทยก็ขยายไปทั่วโลก ทำให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย และคนไทยก็ไปลงทุนในต่างประเทศ เมื่อต่างชาติเข้ามาลงทุน คนไทยรวยขึ้นก็เกิดการขยายตัวของบ้านช่องและคอนโด รสนิยมการกินของคนไทยก็เปลี่ยนไป เริ่มกินอาหารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น อาหารอิตาลี อาหารสเปน รวมทั้งอาหารไม่มีสัญชาติ เช่น สปาเก็ตตี้ใส่ใบโหระพาปลาเค็ม เป็นอาหารฟิวชั่นซึ่งเกิดจากการปะทะกันทางวัฒนธรรมของตะวันออกและตะวันตกจากโลกาภิวัตน์

โลกาภิวัตน์ทำให้มีการเปิดเสรีขนานใหญ่ทั้งเสรีสินค้า บริการ เงินทุน และแรงงาน ยุคหลังสงครามเย็นจึงเป็นยุคแข่งขันทางการค้า เป็นยุคที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ความอยู่รอดของปลาเล็กคือ การรวมกลุ่มในลักษณะการค้าเสรีและตลาดร่วมทั้งโลก จึงไม่น่าแปลกใจว่า AFTA และ AEC จึงเกิดขึ้นในยุคนี้

อาจจะกล่าวได้ว่า เชื้อแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เกิดขึ้นจากเมล็ดพันธุ์ที่มีพลังการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล เป็น 1 ใน 3 ของเมล็ดพันธุ์ที่เกิดขึ้นในสังคมในรอบ 10,000 ปี และในยุคปัจจุบันหรือยุค 3.5 ก็มีเชื้อแห่งการกลายพันธุ์สู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นการผสมดิจิตอล Biotechnology, Nanotechnology นำไปสู่ปรากฏการณ์หลายอย่าง เช่น Internet of things, 3D Printing, Robotic autonomous เช่น เครื่องบินไร้คนขับ รถยนต์ไร้คนขับ ที่เห็นได้ชัดคือ การขยาย Blockchain ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านการเงินและการค้าอย่างมากมาย

อาจกล่าวได้ว่า สังคมมนุษย์ในทุกวันนี้กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่มีเพียง 3-4 ครั้งในรอบ 10,000 ปี จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นข่าวของสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งจะดีหรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในระดับใหญ่คือรัฐ ระดับกลางคือองค์กร และระดับเล็กก็คือตัวเราเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

The Current Trend Towards the World’s Social and Economic Development

1463972154legendnewsnet1

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

สัปดาห์ ที่แล้ว ผู้เขียนมีโอกาสเป็น Keynote speaker ในงานสัมมนาเกี่ยวกับ Sustainable Development และในงานนี้ผู้เขียนได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับ The Current Trend Towards the World’s Social and Economic Development บทความต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Presentation ที่ผู้เขียนได้เสนอในการประชุมดังกล่าว

SD 1.0

UN World Commission on Environment and Development Report entitled “Our Common Future” with a Norwegian

Gro Harlem Brundtland  As Chairperson defined:-

“Sustainable development is development that meets the needs of the present without compromising the ability of future generations to meet their own needs”

In the past, development and conservation were considered “conflicting ideas”.  Conservation was understood to be the protection of resources whereas development was the exploitation of them.

Out of this conflict, the concept of sustainable development emerged as a compromise between these two notions which came to be seen as interdependent. The Bruntland Report focused on redefining the relationship between the environment and development:

“The environment is where we live and development is what we all do in attempting to Improve our lot within that abode.  The two are inseparable”

The Bruntland Report noted that it is possible to achieve social equity, economic growth and environmental health at the same time.”

In doing so, it highlighted by the three fundamental components of sustainable development:- the environment, the economy and society , which later became known as “the three pillars of sustainable development” or “the triple bottom line.”

SD 2.0

1992 Earth Summit, also known as the UN Conference on Environment and Development, held in Rio de Janeiro.From the historic summit came the action plan dubbed Agenda 2.0 which 178 nations pledged their support. That conference also resulted in the “Rio Declaration on Environment and Development” which set down 27 principles that served as a guideline for SD 2.0

SD 2.0 was characterized by collaborative approach between government agencies, NGO and other public and private partnership.

SD 3.0

While SD 2.0 was mostly a period in which sustainable development gained traction within institutions, SD 3.0 is when a truly integrative approach, which embraces the interdependence of economic, social and environmental factors, has begun to take root.  This integration is taking place through collaborations between public, private and community sectors.

The private sector participation can be traced back to the pledges companies began to make at the start of the new millennium, when world leaders came together at UN Headquarters in N.Y to adopt the UN a Millennium Declaration (Millennium Development Goal (MDG) for the year of 2001 – 2015.

During the Millennium Summit of the UN in 2000, all 189 member states pledged to realize these goals by 2015.  Thailand has achieved all the objectives.

The MDGs laid the groundwork for the much more comprehensive “2030 Agenda for Sustainable Development and its SDGs.SDGs consist of 17 goals and 169 targets.

South Korea adopted the concept of “green growth” in which an economy shifts from typical industrial methods of production toward a more sustainable use of its natural capital.  Its National Strategy for Green Growth (2009-2050) aims to promote the eco-friendly new growth engines, enhance people’ s quality of life and contribute to international community efforts to fight climate change.

The private sector has embraced the benefits of integrating sustainability into their business models, budgets, practices and their value chains through the concept of creating shared value (CSV). This approach is based on increased stakeholders recognition and collaboration between producers, suppliers and consumers.

Starbucks Global Responsibility Report Goals and Progress 2004 illustrated its penchant for ethical sourcing. Across all business sectors, accountability is on the increase as firms realize the benefits of promoting sustainable development.

Integrating sustainability directly into their operations through sustainable management is also seen as an opportunity for resource efficiency and cost reduction and creating consumer goodwill.  Marketing is certainly a motivator.

Sustainability has been big business:- clean energy projects, eco-cars, greening of government procurement, processes and the building of mass transit lines to reduce CO2 emissions.

Sometimes, the following shorthand is used: SDGs call for socially inclusive and environmentally sustainable economic growth.

In the ethical or normative sense, sustainable development calls for a world in which economic progress is widespread, extreme poverty is eliminated, social trust is encouraged through policies that strengthen the community; and the environment is protected from human induced degradation.

To achieve economic, social and environmental objectives of SDGs, a fourth objective must also be realized:- good governance.  Among the core functions of government are:-

- the provision of social services such as health care and the education

– the provision of infrastructure

– the protection of individuals from crime and violence

– the promotion of basic science and new technologies

- the implementation of regulations to protect environment.

Thus, the normative side of sustainable development envisions four basic objectives of good society:-

-  economic prosperity

-  social inclusion and cohesion

-  environmental sustainability

-  good governance by major social actors including government and business.

SD 4.0

We are on the threshold of a new technological revolution, the so-called the Fourth Industrial Revolution, which would fundamentally impact upon the way we are, both individually and socially.

While the Third Industrial Revolution was based upon electronics and information technology and automated production, the Fourth will build upon digital revolution and lead into a fusion of technologies blurring the lines between physical, digital and biological spheres.

The Fourth Industrial Revolution is evolving, not linear pace characterized by the Third, at an exponential speed.  It will disrupt the entire systems of production, management and governance.

The current mobile devices will, in the future, be multiplied by new breakthroughs in artificial intelligence, robotics, the Internet of Things, autonomous vehicle, 3 D printing, nanotechnology, biotechnology, material science, energy storage and quantum computer.

Like the previous revolutions, the Fourth Industrial Revolution, while helps increase global income levels and improve the quality of life for the world population, would, at the same time, yield greater inequality and disrupt labor markets.

Technological innovation will enhance efficiency and productivity, but, at the same time, cause labor disruption as automation substitutes for labor across the value chain.  As a result, the net displacement of workers by machines might exacerbate the gap between returns to capital and returns to labor.

In the future, talent, not the capital, will represent the critical factor of production.  Job market will be segregated into “low skill/low pay” and “high skill/high pay” segments, thus raising the social tensions.  As a result, inequality will represent the greatest social concern associated with the Fourth Industrial Revolution.

The current trend towards the future will be characterized by increasing demand for high skilled workers at the expense of lower demand for low skilled workers.  This helps explain why both the workers and middle classes are disillusioned and fearful of their future.  It helps explain why these people have increasingly a pervasive sense of dissatisfaction and unfairness.  Zero sum game situation, which offers only limited access to the workers and middle class is a recipe for democratic malaise and dereliction.

The discontent is also fueled by the pervasiveness of digital technologies and the dynamics of information sharing typified by social media.  This could create a false sense of expectations as to what constitutes success for an individual or a group, and also offer opportunities for extreme ideas and ideologies to spread.

The government will encounter rising pressure to change their style and substance of governance.  Their central role of conducting policy diminishes due to new sources of competition, the redistribution and decentralization of power that new technologies render possible.

The government’s survival will depend on their capability to adapt in line with the changing environment.  If they could address the disruptive change, subjecting their structures to the levels of transparency and efficiency, enabling them to maintain the competitive edge, they will survive.

The old paradigm of top-down governance will no longer hold.  They have to adopt the so-called “agile” governance.  This means the authorities have to continuously adjust to the fast changing environment and resort to reinventing. In so doing, the government will have to work closely with the business sector and civil society.

The Fourth Industrial Revolution will also impact the global security with the changing nature of both domestic and international conflicts.  As the new technologies which enable autonomous and biological weapons become easier to use, individuals and small groups could join hands along side with the traditional state-actors in causing damage, the scale unimaginable in the past.

The technologies that underpin the Fourth Industrial Revolution would certainly impact the business in a considerable scale.  New technologies that create new ways of satisfying the existing needs could significantly disrupt existing industries and services.  There will also be a major shift on the demand side as there is growing need for transparency and new customer engagement.

In a nutshell, the business will be affected in four ways by the Fourth Industrial Revolution:- customer expectation, product enhancement, collaborative innovations and organization structures.

In the overall picture, the shift from simple digitization of the Third Industrial Revolution would give way to innovation based on combinations of technologies of the Fourth Industrial Revolution.  As a consequence, businesses have to rethinking the way they do the businesses with a new mode of mindset, process and structures.

The Fourth Industrial Revolution will change our identity:- our privacy, consumption behavior, ownership, our career and so on.  It would lead to both “quantified-self and augmented self”.  It could diminish our human character such as compassion and cooperation.  It could also affect our heart and soul.  Human society could become robotized.  What we need is humanize our future of human society.

In so doing, we should develop a comprehensive understanding of how technologies affecting us and reshape our economic, social, cultural and ethical including physical environment.  In a nutshell, we should shape the future that works for our society by empowering our individual and social self for the service of mankind.

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

วิเคราะห์สาเหตุที่ “ร่างรัฐธรรมนูญ” นี้ได้รับกับการตอบรับที่สูงมาก

QdwZ4QIesE

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ผลการลงประชามติ ปรากฏว่ามีผู้มาลงคะแนนเสียงถึงระดับ 59.4% อีกทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ 61.35% รวมทั้งคำถามพ่วง 58.70% ซึ่งเป็นจำนวนทิ้งห่างจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยอย่างมากมาย ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับคนจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะฝ่ายที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว

การที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้รับกับการตอบรับที่สูงมากนั้น ส่วนสำคัญมาจากการรณรงค์ที่ปรากฏในสื่อมวลชนทั้งฝ่ายตรงข้ามและฝ่ายเห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรณรงค์ที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ รวมทั้ง Social Media อีกทั้งยิ่งเป็นประเด็นที่คนเหล่านี้คิดว่าเป็นการตัดสินใจในทิศทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต

แม้รัฐบาลจะมีข้อจำกัดในการรณรงค์ชี้ชวน ซึ่งอาจถูกมองว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากไม่ได้ปล่อยให้เกิดการรณรงค์อย่างเต็มที่และเปิดกว้าง แต่ข้อดีของข้อจำกัดนี้คือ เป็นการปิดกั้นการใช้วาทกรรมซึ่งสามารถที่จะบิดเบือนให้คนหลงเชื่อได้ระดับหนึ่ง ดังตัวอย่างในอเมริกา วาทกรรมของ Donald Trump มีผลต่อการทำให้คนหลงเชื่อได้มากมาย โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีการศึกษามาก อย่างไรก็ตาม ผู้มาลงคะแนนในครั้งนี้มีมากกว่าการลงประชามติในปี 2550 ด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นมีการเปิดกว้างมากกว่านี้

ผลการลงประชามติที่ออกมาในลักษณะเป็นการตอบรับร่างรัฐธรรมนูญรวมทั้งคำถามพ่วงอย่างมากมายอาจวิเคราะห์สาเหตุได้ดังต่อไปนี้คือ

1.การรณรงค์ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นการแสดงออกถึงทัศนคติและค่านิยมที่ต่างกันระหว่างขั้วของฝ่ายที่อยากเห็นประชาธิปไตยบนพื้นฐานความชอบธรรมจากการเลือกตั้งเป็นสำคัญโดยไม่คิดถึงความชอบธรรมของการบริหารจัดการ

พูดง่าย ๆ สำหรับกลุ่มเหล่านี้ ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ความชอบธรรมคือทั้งสภาล่างและสภาบนต้องมาจากการเลือกตั้งเพียงประการเดียว ขณะที่อีกกลุ่มต้องการเห็นความชอบธรรมของประชาธิปไตยที่เป็นกระบวนการ

กล่าวคือ เมื่อมาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลจากเสียงข้างมากต้องบริหารอย่างมีประสิทธิภาพและมีธรรมาภิบาล ซึ่งต้องมีระบบถ่วงดุลและการป้องกันไม่ให้เกิดเผด็จการเสียงข้างมาก กลุ่มเหล่านี้มองว่า แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ใช่ประชาธิปไตยเต็มที่ แต่ก็มีกลไกที่ป้องกันการฉ้อฉลและเผด็จการเสียงข้างมากจนทำให้ประเทศเกือบเกิดสงครามกลางเมืองอย่างในอดีตที่มา 3-4 ปี

กล่าวคือในทางวิชาการ เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มที่เรียกร้องประชาธิปไตยเต็มใบ (Full-fledged democracy) โดยไม่คำนึงถึงการเป็นเผด็จการเสียงข้างมากกับกลุ่มที่พอใจประชาธิปไตยครึ่งใบ (Half-baked democracy) เพราะจะได้ถ่วงดุลและป้องกันรัฐบาลประเภทโกงกินอย่างไม่ลืมหูลืมตา

2. การลงประชามตินี้เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มนักการเมืองเก่าที่ต้องการจะมีเนื้อที่ที่เขาสามารถดำเนินการแบบในอดีต ในขณะที่อีกกลุ่มที่ไม่ใช่นักการเมืองทั้งหมดแต่เป็นประชาชนทั่วไปจำนวนหนึ่งที่ต้องการจำกัดเนื้อที่ของนักการเมืองเก่า ๆ ที่สร้างปัญหาให้ประเทศทั้งการฉ้อฉล คอรัปชั่น นำประเทศไปก้นเหวจนเกือบเกิดสงครามกลางเมือง

3. การลงประชามติครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มที่ต้องการให้ทุกอย่างกลับสู่อดีตหรือต้องการรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งมองว่าดีที่สุด กล่าวคือ กลุ่มนักการเมืองเก่าที่ได้ประโยชน์จากอดีตดังกล่าวกับกลุ่มที่พอใจกับระบบการเมืองปัจจุบันที่มีเสถียรภาพและต้องการให้อนาคตไม่แตกต่างจากปัจจุบันมากนัก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นหลักประกันว่าเศรษฐกิจการเมืองในอนาคตจะเป็นทิศทางต่อเนื่องกับปัจจุบัน

4. การลงประชามติส่วนหนึ่งเป็นการที่ประชาชนมาลงคะแนนเสียงวางใจหรือไม่วางใจรัฐบาลปัจจุบัน ผู้ที่มาลงคะแนนส่วนมากไม่อ่านรัฐธรรมนูญ หรือถ้าอ่านก็อ่านไม่ครบ หรืออ่านไม่รู้เรื่อง การตัดสินใจของคนส่วนมากจึงอยู่ที่ชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลปัจจุบัน

ดังนั้น การตอบรับรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งจึงเป็นภาพฉายการไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้นั่นเอง การรับร่างรัฐธรรมนูญในคะแนนเสียงที่มากนั้นอย่างน้อยเป็นการลบข้อครหาที่ว่า ขาดความชอบธรรม เพราะมีการลงคะแนนเสียงเกินครึ่ง ถึงแม้ว่าบางคนอาจมองว่าต้องถึง 70-80% (กลุ่มเหล่านี้คือคนที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญอย่างหัวชนฝาเพราะไม่เห็นความชอบธรรมไม่ว่าจำนวนคนจะมาลงคะแนนมากมายเท่าไหร่ก็ตาม) การยอมรับร่างรัฐธรรมนูญที่มีคนเห็นด้วยเป็นจำนวนมากนับว่ามีส่วนช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเมืองระดับหนึ่ง แม้แรงกระเพื่อมจะยังไม่หายไปก็ตาม อย่างน้อยก็แสดงว่า คนกลุ่มหนึ่งต้องการให้การเมืองมีเสถียรภาพภายใต้ข้อจำกัดเรื่องการแสดงออกของสิทธิของปัจเจกบุคคลในระดับหนึ่งก็ตาม

การยอมรับร่างรัฐธรรมนูญจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ แนวนโยบายรัฐบาลปัจจุบันสามารถดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวนโยบายที่กำหนดไว้ในปีนี้และปีหน้า ดังนั้นการยอมรับร่างรัฐธรรมนูญก็มีส่วนช่วยแสดงออกถึงการยอมรับแนวนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

แต่ปรากฏการณ์ที่สำคัญและไม่เคยเกิดมาก่อนนั่นคือ การยอมรับร่างรัฐธรรมนูญเท่ากับการยอมรับที่จะให้ประเทศไทยมีทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว กล่าวคือ การยอมรับทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศทำมาก่อน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ แต่เป็นครั้งแรกในประเทศไทยซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่ปล่อยให้เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงโดยขาดทิศทางระยะยาวเป็นตัวกำหนด

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แม้ไม่สามารถขจัดข้อขัดแย้งและนำไปสู่การปรองดองอย่างเต็มที่ แต่อย่างน้อย มีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัวไปจนเกิดความการเผชิญหน้าที่ใช้ความรุนแรงจนอาจเป็นสงครามกลางเมือง (ดังที่เกิดขึ้นใน 3-4 ปีที่แล้ว)ร่างรัฐธรรมนูญฉบับจะช่วยปิดกั้นไม่ให้พรรคใดพรรคหนึ่งสามารถได้คะแนนเสียงจนกลายเป็นเผด็จการเสียงข้างมากอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า แม้จะมีแรงกระเพื่อมทางการเมืองจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่รัฐบาลจะสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเมืองได้ระดับหนึ่งซึ่งเพียงพอที่จะนำไปสู่โหมดของการเลือกตั้งในปลายปี 2560

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

“เห็บสยามโมเดล”

เห็บสยาม โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวานนี้ ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวถึงรูปแบบโมเดล ที่เรียกว่า เห็บสยามแนวคิดดังกล่าวคือ

เห็บสยามโมเดลคือเติบโตไปกับประเทศต่างๆ แต่ไม่ทรุดตัวไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ คือเราจะไปเกาะประเทศที่โตดี เช่น จีน อินเดีย หรือแอฟริกาใต้ หากประเทศเหล่านี้โตเราจะโตตามไปด้วย กินจนเราอ้วนแต่เมื่อเกิดเศรษฐกิจขาลง เราจะย้ายไปโตกับประเทศอื่นแทน คือเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับทุกประเทศ ไม่ใช่เป็นคู่แข่ง” (มติชน, 2 สิงหาคม 2559)

จริง ๆ แล้ว โมเดลนี้ไม่สามารถเกิดเป็นแนวนโยบายได้ เพราะมีปัญหาและจุดอ่อนเยอะมาก กล่าวคือ

ประการที่ 1 ประเทศต่าง ๆ ที่เราบอกว่าเติบโตเร็วทุกประเทศในโลกมีลักษณะคล้ายกันคือ ถึงจุด ๆ หนึ่งจะมีปัญหาเศรษฐกิจ สหรัฐอเมริกามีปัญหาซับไพร์ม (Subprime) สหภาพยุโรปมีปัญหาวิกฤตเงินยูโร ญี่ปุ่นมีปัญหาการขยายตัวในอัตราต่ำเป็นเวลานาน จีนมีปัญหาเติบโตต่ำติดต่อกัน 5 ปี จาก 10% หรือ 6.8% และมีแนวโน้มลดลงอีก

คำถามคือ ถ้าเราไปเกาะติดกับประเทศเหล่านี้ ความผูกพันจะแนบแน่น การที่เราจะถอนตัวออกตอนเศรษฐกิจตกต่ำนั้นไม่ทันแน่นอน ยกเว้นเราจะทำนายได้อย่างแม่นยำ แต่ความผูกพันทางเศรษฐกิจเป็นของเอกชน ต่อให้รัฐทำนายได้แม่นยำ เอกชนบางแห่งอาจไม่เชื่อ หรือถ้าเชื่อ ในแง่รูปธรรมทำได้ยากมาก เพราะการไปลงทุนมีโครงสร้างทางการค้านั้นเหมือนคนที่แต่งงานกัน เวลาแยกกันนั้นไม่ง่ายเลย ข้อสำคัญคือ การทำนายล่วงหน้าเป็นสิ่งที่ยาก แม้ทำได้ พ่อค้านักธุรกิจอาจจะไม่เชื่อ หรือถ้าเชื่อก็ยากต่อการลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับการลงทุนที่ดำเนินไปแล้ว

ประการที่ 2 การผูกพันกับประเทศต่าง ๆ เช่น จีน อินเดีย แอฟริกา หรือ กลุ่ม CLMV มันไม่ใช่โมเดล แต่เป็นเทรนด์จากโลกาภิวัตน์

ตัวอย่างเช่น เมื่ออินเดียเปิดเสรีปี 1991 โดยอัตโนมัติ เอกชนก็จะไปแสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนในอินเดีย ตัวอย่างที่ชัดเจนอีกตัวอย่างคือ พม่า เมื่อพม่าเปิดประเทศ รัฐบาลไม่จำเป็นต้องส่งเสริม เพราะเอกชนไปก่อนรัฐบาล รัฐบาลค่อยมาส่งเสริมทีหลัง ในกรณีของกลุ่ม CLMV การพัฒนาการค้าเสรี AFTA และ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยอัตโนมัติ ธุรกิจในการใช้แรงงานก็จะต้องย้ายฐานการผลิต เปลี่ยนกลยุทธ์ ถ้าเป็นสิ่งทอระดับล่างต้องย้ายไป CLMV ถ้าเป็นสิ่งทอระดับกลางมีมูลค่าเพิ่มค่อยทำในประเทศ

นอกจากนั้น CLMV ยังเป็นตลาดใหม่และผูกพันกับไทยทั้งกรอบ AEC และ GMS โดยอัตโนมัติ พ่อค้านักธุรกิจย่อมเห็นโอกาสทางการค้าทั้งการค้าชายแดนและการค้าในประเทศนั้น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกัน เมื่อแอฟริกาบางประเทศเริ่มฟื้น ละตินอเมริกาบางประเทศเริ่มฟื้น นักธุรกิจจะเห็นช่องทาง เพราะฉะนั้นรัฐบาลไม่ต้องทำโมเดล มันเกิดจากสภาพแวดล้อมแห่งการเปลี่ยนแปลงและการรวมกลุ่ม ทันทีที่มี AFTA คุณสามารถเห็นได้เลยว่า การค้าไทยกับอาเซียนจะเพิ่มเป็นเท่าตัว หรืออย่างเช่นจีนมีนโยบายเพิ่มการลงทุน โดยอัตโนมัติก็ต้องดึงจีนมาลงทุนในไทยและขยายการลงทุนไปที่จีนมากขึ้น

ประการที่ 3 การเกาะประเทศเศรษฐกิจเติบโตหรือประเทศเศรษฐกิจไม่โตในข้อเท็จจริงไม่ใช่ของง่าย

สมมติว่า คุณหนีจากเศรษฐกิจอเมริกาเพราะมีปัญหาซับไพร์ม (Subprime) อีก 3 ปีต่อมา อเมริกาฟื้นตัว ถามว่า ในทางปฏิบัติ คุณจะเก่งถึงกับออกปั๊บและเข้าใหม่ได้ การลงทุนการค้าไม่ใช่การเล่นหุ้นที่จะเข้าออกได้ง่าย

ดังนั้นจากเหตุผลทั้ง 3 ประการ รูปแบบที่เสนอมาเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง จึงไม่น่าแปลกใจที่นายกรัฐมนตรีและนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายก จะรีบออกมาเบรกทันที

นโยบายที่ถูกต้องของประเทศไม่ต้องเรียกว่า โมเดล แต่เป็นนโยบายที่เสริมสร้างการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

ประการที่ 1 พัฒนาสินค้าและบริการที่ตรงกับการแข่งขันของไทย

ประเทศไทยไม่ได้ทำได้ทุกเรื่อง ถ้าเกี่ยวกับแรงงานควรย้ายฐาน สิ่งที่ไทยทำได้คือ อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่ม แต่ต้องกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายให้ชัดเจนและบริการเป้าหมายที่ตรงกันกับศักยภาพให้ชัดเจน ดังที่รัฐบาลกำหนดไว้เป็นระดับ Cluster แต่ควรเพิ่มมากขึ้น

ประการที่ 2 เนื่องจากสภาพแวดล้อมและการแข่งขันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก

เรากำลังอยู่ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ที่เรียกว่า 3.5 ไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งหมายถึงอุตสาหกรรมไอที ไบโอเทคโนโลยี นาโน สังคมโลกเปลี่ยนแปลง ความต้องการสินค้าและบริการเปลี่ยน นโยบายของรัฐคือเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และการบริการให้เหมาะสม เพื่อพัฒนาสู่สินค้าและบริการเป้าหมาย

ประการที่ 3 เมื่อกำหนดเป้าหมายขณะนี้และในอนาคตแล้ว ต้องคบค้ากับทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่

กลุ่มใหม่คือ กลุ่มที่ไม่เคยค้า โลกกำลังอยู่ในโลกาภิวัตน์ กลุ่มละตินอเมริกา กลุ่มแอฟริกา กลุ่มยุโรปตะวันออก กลุ่มเหล่านี้กำลังเข้าสู่โลกภิวัตน์ ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและภยันตรายของไทย การหาโอกาสและการเตรียมพร้อมจึงมีความสำคัญมาก

สิ่งที่ต้องทำคือ กำหนดตลาดเป้าหมาย สินค้าเป้าหมายในแต่ละประเทศให้ชัดเจน รวมทั้งการลงทุนเป้าหมายด้วย

ในกรณีดังกล่าวจะช่วยป้องกันให้ไทยเมื่อถูกกระทบจากบางภูมิภาคจะถูกชดเชยจากอีกส่วนได้ แม้จะไม่สามารถชดเชยได้หมดเพราะทุกประเทศทั่วโลกต่างพึ่งพิงอเมริกา สหภาพยุโรป จีน และญี่ปุ่น เมื่อ 4 ประเทศนี้กระทบก็จะกระทบกันทั่วหน้า

แต่ถ้าเราทำอุตสาหกรรมที่ตรงกับเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมอาหาร วิกฤตการเงินไม่ได้โยงโดยตรงกับอาหาร ผลกระทบจะมีน้อยกว่าหรืออาจจะมีผลทางบวกด้วยซ้ำ

เช่น วิกฤตปี 1997 อสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงินย่ำแย่ แต่ธุรกิจมาม่าขายดี ในระดับการค้าและการลงทุนโลกก็เช่นกัน หากเรากระจายเป้าหมาย ถ้าเกิดวิกฤตจะทำให้เรามีแรงประคับประคองอยู่รอดได้

ผู้เขียนจึงเห็นว่า เห็บสยามโมเดลเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ ทั้งในเชิงนโยบายและการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปัญหาและแนวโน้มประชาธิปไตยในโลก

lowest-Democracy-Index-Countries รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ภายหลังจากสิ้นสุดยุคสงครามเย็นปี 1989 นักวิชาการชั้นนำของโลกคือศาสตราจารย์ Francis Fukuyama ได้เขียนหนังสือซึ่งโด่งดังมากเล่มหนึ่งคือ “The End of History” (จุดจบประวัติศาสตร์) ในหนังสือเล่มนี้ Francis Fukuyama ได้ทำนายทิศทางของเศรษฐกิจและการเมืองโลกว่า

โลกจะเข้าสู่ยุคการขยายตัวของระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยเสรีนิยมและการขยายตัวของระบบทุนนิยม

กล่าวอีกนัย Francis Fukuyama ได้ล้มล้างแนวคิดของ Karl Marx ที่ว่า จุดจบของประวัติศาสตร์คือชัยชนะของระบบคอมมิวนิสต์ การสิ้นสุดลงของสงครามเย็นหมายถึง ชัยชนะของค่านิยมแบบประชาธิปไตยเสรีนิยมซึ่งเน้นสิทธิเสรีภาพ และการถ่วงดุล

แนวคิดและการทำนายของ Francis Fukuyama ก็เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องระดับหนึ่ง กล่าวคือ หลังสงครามเย็นปี 1989 ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากเผด็จการไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์หรือเผด็จการทหารมาสู่ระบบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งและเปลี่ยนจากระบบสังคมนิยมมาเป็นทุนนิยม

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของเศรษฐกิจการเมืองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเริ่มมีปรากฏการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับทิศทางที่นาย Francis Fukuyama ได้เคยวิเคราะห์ไว้

ในหลายประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบบเผด็จการไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์หรือเผด็จการทหาร แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเลือกตั้ง แต่ในทางความเป็นจริงนั้นมิได้มีลักษณะประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) ตามที่นาย Francis Fukuyama ได้วิเคราะห์ไว้

ประเทศเหล่านี้อาจแยกวิเคราะห์ได้คือ กลุ่มยุโรปตะวันออกโดยเฉพาะกลุ่ม Visegrad ซึ่งประกอบด้วย ประเทศโปแลนด์ สาธารณรัฐเชก สโลวาเกีย และฮังการี กำลังเปลี่ยนแปลงสู่ระบบอำนาจนิยมหรือเผด็จการมากขึ้น

กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มประเทศในละตินอเมริกาซึ่งแม้จะมีการสลัดคราบเผด็จการทหารและมีการเลือกตั้ง แต่ก็กลายเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก แทนที่จะเป็นระบบประชาธิปไตยที่มีการถ่วงดุลหรือที่เราเรียกว่า ประชาธิปไตยเสรีนิยม

ในกลุ่มที่ 2 อาจจะรวมประเทศไทยและอียิปต์อยู่ในนั้นก็ได้ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนั้น การเลือกตั้งเป็นเพียงเครื่องมือที่นำไปสู่เผด็จการเสียงข้างมากของเอกชน ในกรณีของอียิปต์นั้นเปลี่ยนแปลงจากเผด็จการทหารมาเป็นเผด็จการเสียงข้างมากที่อิงศาสนา ในที่สุด 2 ประเทศจึงพบกับการรัฐประหารของทหารอีกครั้งหนึ่ง

กลุ่มที่ 3 จะมีลักษณะล้มล้างระบบเผด็จการทหารแต่ก็นำไปสู่การเกิดสงครามกลางเมือง เช่นในอิรัก ซีเรีย เป็นต้น

ในประเทศที่พัฒนาแล้วมีประชาธิปไตยฝังรากลึกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศยุโรปตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สเปน และอื่น ๆ ปรากฏการณ์สำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ

การขยายตัวของพรรคขวาจัดและซ้ายจัดซึ่งต่างก็มิได้ยึดอุดมการณ์ของประชาธิปไตยเสรีนิยม ในกรณีของฝรั่งเศสคือ พรรค Front National ซึ่งต่อต้านผู้อพยพและต่อต้านสหภาพยุโรป

ในกรณีของอังกฤษ แนวโน้มในการต่อต้านผู้อพยพและต่อต้านการรวมกลุ่มมีการขยายตัวขึ้นทำให้มีประชามติออกจากสหภาพยุโรป พรรคขวาจัดของอังกฤษที่กำลังมีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นคือ พรรค United Kingdom for Independence

ในเยอรมนีก็เช่นกัน พรรคขวาจัดคือ พรรค Alternative für Deutschland ที่ต่อต้านผู้อพยพและต่อต้านสหภาพยุโรปก็มีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้พรรคขวาจัดในเนเธอร์แลนด์กับออสเตรียก็มีคะแนนเสียงเกือบตั้งรัฐบาลได้ ในกรณีของสเปน อิตาลีและกรีซ มีปรากฏการณ์พรรคซ้ายจัดได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นซึ่งบางส่วนต่อต้านสหภาพยุโรป แต่บางส่วนจะมีแนวโน้มมาทางด้านสังคมนิยมและต่อต้านทุนนิยม

ปรากฏการณ์ในการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาก็แสดงออกถึงทิศทางดังกล่าว กล่าวคือ พลังขวาจัดได้คะแนนนิยมจนเป็นตัวแทนพรรค Republican ความนิยมต่อ Donald Trump มาจากนโยบายต่อต้านการลี้ภัย เน้น Law and order และต่อต้านการค้าเสรี

ในขณะที่ฝั่งพรรค Democrats ปรากการณ์ของนาย Bernie Sanders ซึ่งเน้นนโยบายสังคมนิยมและต่อต้านทุนนิยมโดยเฉพาะ Wall street แม้นาย Bernie Sanders จะแพ้ Hillary Clinton ในการเป็นตัวแทนพรรค Democrats แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้พรรค Democrats ต้องปรับนโยบายมาทางซ้ายมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นแนวนโยบายเรียนฟรี นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 15 เหรียญสหรัฐฯ ต่อชั่วโมง และอื่น ๆ

ซึ่งถ้าเป็นยุคก่อนหน้านี้ แนวคิดของ Donald Trump และ Bernie Sanders จะไม่มีพื้นที่ในอเมริกาเลย สังคมการเมืองอเมริกากำลังมีทิศทางไปสู่การเป็นขวาจัดหรือซ้ายจัดอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ปรากฏการณ์ที่กล่าวถึงทั่วโลกแสดงให้เห็นว่า ในยุคหลังสงครามเย็น (Post cold war) โลกมิได้ขยายตัวไปสู่ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยมและทุนนิยมตามที่นาย Francis Fukuyama ได้พยากรณ์ไว้

ในหลายประเทศเปลี่ยนแปลงจากเผด็จการทหาร เผด็จการคอมมิวนิสต์มาเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก ซึ่งนาย Fareed Zakaria เรียกระบบนี้ว่า “Illiberal Democracy” (ประชาธิปไตยที่ไม่เสรีนิยม) ทิศทางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าระบบประชาธิปไตยเสรีนิยมและทุนนิยมกำลังเผชิญกับอุปสรรคและอันตรายและนับวันแนวโน้มดังกล่าวก็จะทวีความรุนแรงและขยายวงมากขึ้น สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทิศทางดังกล่าวเกิดจาก

ประการที่ 1 การที่จะให้ประชาธิปไตยเสรีนิยมมีการฝังรากลึกได้นั้น ประชาสังคม (Civil society) ต้องมีความเข้มแข็ง มีวัฒนธรรมแห่งความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยที่มีการถ่วงดุลได้ดีพอ สหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตก ความจริงมีวัฒนธรรมดังกล่าว แต่ 2 กลุ่มประเทศกำลังเผชิญกับปัจจัยด้านอื่นที่กำลังบั่นทอนความเป็นประชาธิปไตยเสรีนิยมและทุนนิยม

ประการที่ 2 วิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอเมริกาปี 2008 และในยุโรปปี 2012 ทำให้ความชอบธรรมของระบบทุนนิยมเริ่มสั่นคลอน ในสังคมดังกล่าว ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยมไม่ได้ช่วยในด้านการกระจายรายได้ ฉะนั้นในอังกฤษ คนระดับล่างถึงกลางจะได้ผลกระทบมากเป็นพิเศษ จะเห็นว่า การว่างงานโดยเฉพาะในสหภาพยุโรปสูงกว่า 10% บางประเทศกว่า 20% ก็มี เช่น กรีซและสเปน

ปัญหาดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากธนาคารพาณิชย์และตลาดการเงิน ในการแก้ไขปัญหา รัฐบาลก็นำเงินภาษีของประชาชนไปช่วยรักษาเสถียรภาพของธนาคารพาณิชย์ไว้เพื่อป้องปรามวิกฤติ ประเด็นดังกล่าวจึงทำให้ประชาชนเริ่มไม่พอใจรัฐบาลที่มาจากพรรคซ้ายกลางขวากลางที่ครองอำนาจมาตลอด ไม่พอใจ Wall Street ไม่พอใจทุนนิยม และหันไปสนใจสังคมนิยมมากขึ้น

ประการที่ 3 ปัญหาของผู้ก่อการร้าย โดยเฉพาะปัญหาการลี้ภัยในยุโรปและบางส่วนในสหรัฐอเมริกาทำให้เกิดประเด็นเรื่องความไม่ปลอดภัยและการเกลียดชังผู้ลี้ภัย เพราะฉะนั้นการเกิดปัญหาการก่อการร้ายรายวันในยุโรปยิ่งเพิ่มกระแสการต่อต้านการลี้ภัยมากขึ้น ในกรณีของอเมริกา ปัญหานี้จะเกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานของชาวเม็กซิกันและมุสลิม ซึ่งต่างเข้าไปแย่งอาชีพและได้สวัสดิการเหมือนเจ้าของประเทศโดยเงินภาษีของเจ้าของประเทศ ความไม่พอใจของประชาชนจึงนำไปสู่ความต้องการให้มีการใช้ Law and order ให้เอาจริงเอาจังกับการย้ายถิ่นฐาน

ประการที่ 4 การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีทำให้คนตกงาน โดยเฉพาะในอเมริกา การทำ NAFTA หรือ TPP ทำให้ถูกโจมตีโดยคนผิวขาวระดับล่างและไม่เห็นด้วยกับการทำข้อตกลงดังกล่าว

ประการที่ 5 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรทั้งในยุโรปและอเมริกาซึ่งประกอบด้วยคนต่างชาติที่ไปตั้งรกรากในอเมริกาและยุโรป ซึ่งอยู่ในระดับล่างกลาง พอเริ่มมีสิทธิมีเสียงก็เรียกร้องสวัสดิการมากขึ้น ทำให้เกิดกระแสซ้ายจัด

ประชาธิปไตยเสรีนิยมกำลังเผชิญปัญหาที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ทิศทางประชาธิปไตยและทุนนิยมจึงมิได้ดำเนินไปตามที่นาย Francis Fukuyama ได้พยากรณ์ไว้ และนับวันปัญหาดังกล่าวจะทวีความรุนแรงมากขึ้น และเริ่มตั้งคำถามถึงความอยู่รอดของประชาธิปไตยเสรีนิยมและทุนนิยมในยุคหลังสงครามเย็น (Post cold war)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สิ่งที่เกิดขึ้นใน “ตุรกี” กับคำถามที่ว่า ทำไมบางประเทศถึง “ล้มเหลว”

gty_turkey_coup_01_jc_160721_16x9_992 รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

นช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ การรัฐประหารที่ล้มเหลวของประเทศตุรกีและนำไปสู่การจับกุมคนกว่า 60,000 คน

ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งข้าราชการ ทหาร อัยการ ผู้พิพากษา ครูอาจารย์ และอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นการล้างบางคนที่รัฐบาลคิดว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือกลุ่ม Gulen ซึ่งก็คือกลุ่มที่ผูกพันกับอิหม่าม Fethullah Gulen ซึ่งพำนักอยู่ในอเมริกา

สิ่งที่จะเป็นประเด็นในการวิเคราะห์วันนี้จะไม่ใช่ปัญหาที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองของตุรกีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตุรกีครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า

ทำไมประเทศตุรกีซึ่งเป็นประเทศที่เป็นมุสลิมสายกลางและมีความเจริญในระดับหนึ่ง อีกทั้งในช่วงก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจก็มีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากยุคที่มีการเลือกตั้งในปี 2003 อันเป็นผลให้นาย Erdogan ผู้นำพรรค AKP ได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีและชนะการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะขึ้นเป็นประธานาธิบดี เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญของตุรกีมีการกำหนดวาระการเป็นนายกรัฐมนตรี

คำถามคือ ประเทศที่มีท่าทีว่าจะดีอย่างตุรกีทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ทำไมเกิดปัญหาความแตกแยกอย่างมากอันนำมาซึ่งปัญหาทางด้านเสถียรภาพทางการเมืองและปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม

สิ่งที่เกิดขึ้นในตุรกีนั้นทำให้เกิดประเด็นคำถามว่า ทำไมบางประเทศถึงล้มเหลว

ตุรกีในวันนี้ก็เช่นเดียวกับหลายประเทศในโลกที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถที่จะรักษาเสถียรภาพและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

ในโลกนี้มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและพัฒนาเศรษฐกิจในลักษณะต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน (เกิน 100 ปี)

สิ่งที่เกิดขึ้นในตุรกีวันนี้จึงเหมือนกับประเทศที่ล้มเหลวทั่วไปที่มีให้เห็นมากมายทุกทวีปทั้งละตินอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์)

คำตอบสำหรับคำถามดังกล่าวนั้นจะโยงไปสู่หนังสือที่มีชื่อว่า “Why Nations fail” เขียนโดย Daron Acemoglu และ James Robinson ในหนังสือเล่มนี้ได้มีการวิเคราะห์ถึงความล้มเหลวของประเทศต่างๆ ทั่วโลกและทั่วภูมิภาค

โดยเหตุผลคือ ปัญหาทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางการเมืองมากกว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจ แม้ว่าทั้ง 2 ประเด็นจะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันก็ตาม

ประเด็นทางการเมืองที่ทำให้ประเทศล้มเหลวคือ สถาบันทางการเมือง (Political Institution) โดยสถาบันทางการเมืองในโลกนี้มีอยู่ 2 แบบ

ประเภทแรก เรียกว่า Extractive Institutions ซึ่งหมายถึงสถาบันทางการเมืองที่มีกลุ่มคนเพียงบางกลุ่ม (Elite) ปกครองประเทศและขูดรีดเอาทรัพยากรของคนอื่นหรือของประชาชนไปเป็นของตนเอง

ประเทศที่ล้มเหลวทุกแห่งในโลกจะสามารถอธิบายได้ด้วยรูปแบบของสถาบันทางการเมืองแบบ Extractive Institutions ทั้งนี้ถ้าระบบสถาบันทางการเมืองดังกล่าวเกิดช่องว่างให้กับการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยกลุ่มเดียว คนกลุ่มนี้จะทำให้ผู้ประกอบการหรือประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการลงทุนและไม่มีนวัตกรรม

พูดง่ายๆ คือ คนกลุ่มนี้ Ruling elite จะมีความกลัวกับกระบวนการที่นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังอย่าง Joseph Schumpeter เรียกว่า Creative Destruction หรือ การทำลายอย่างสร้างสรรค์

กล่าวคือ เป็นการทำลายระบบของคนกลุ่มน้อยที่เห็นแก่ตัวและสร้างระบบใหม่ที่กระจายรายได้และดีกว่า สถาบันทางการเมืองแบบ Extractive Institutions ในบางกรณีอาจสร้างความเจริญให้กับประเทศโดยทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างต่อเนื่องแต่ไม่ยั่งยืน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สหภาพโซเวียตในสมัยของสตาลิน และในจีนทุกวันนี้ แม้จะมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี จีนในวันนี้ยังเป็นระบบ Extractive Institutions เนื่องจากเป็นระบบการเมืองที่ผูกขาดโดยคนกลุ่มเดียว ซึ่งลักษณะทางการเมืองแบบนี้จะไม่เกิดเสถียรภาพที่มั่นคงยืนยาว

สถาบันทางการเมืองแบบ Extractive Institutions นี้ บ่อยครั้งผู้นำจะมาจากการเลือกตั้ง แต่เมื่อขึ้นมาได้แล้ว แทนที่จะมีการบริหารในลักษณะที่มีการแจกจ่ายให้ทั่วถึง (Distribution) แต่ดำเนินการในลักษณะสร้างฐานเสียงหรือเป็นประโยชน์เฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น ผู้นำประเภทนี้จะใช้นโยบายประชานิยม (Populism) เพื่อขึ้นสู่อำนาจและรักษาอำนาจให้นานที่สุด ตัวอย่างจะพบได้ในละตินอเมริกา เช่น เวเนซุเอลา บราซิล อาร์เจนตินา ในแอฟริกาจำนวนมากรวมทั้งซิมบับเว

ประเทศไทยในอดีตก็มีลักษณะแบบเดียวกัน ในกรณีของตุรกีจึงจัดอยู่ในลักษณะเดียวกันกับที่ได้พูดถึง กล่าวคือ แม้ผู้นำจะมาจากการเลือกตั้ง แต่สถาบันทางการเมืองก็มีลักษณะ Extractive Institutions ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงการผูกขาดจากกลุ่มหนึ่งไปหากลุ่มหนึ่งเท่านั้น

ประเทศที่ประสบความสำเร็จซึ่งมีจำนวนน้อยจะมีลักษณะ Inclusive Institutions ซึ่งหมายถึงเป็นระบบการเมืองที่มีการถ่วงดุล มีการให้สิทธิเสรีภาพ มีประชาสังคมเข้มแข็ง ไม่มีการผูกขาดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นอกจากนี้ Inclusive Institutions ยังหมายถึง ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทางการเมือง ในบริบทดังกล่าว ระบบการเมืองและเศรษฐกิจจะสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นระบบการเมืองที่มีการเคารพนิติรัฐ ส่งเสริมการลงทุนของเอกชน และส่งเสริมการริเริ่ม มีโครงสร้างทางการเมืองที่ต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง กลุ่มประเทศเหล่านี้จะสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและระบบเศรษฐกิจตลอดจนความรุ่งเรืองเป็น 100 ปี เช่น อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศในเอเชียที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากระบบ Extractive Institutions มาเป็น Inclusive Institutions ประเทศเหล่านี้คือ เกาหลีใต้ และไต้หวัน

ในกรณีของสิงคโปร์ แม้จะมีปัญหาเรื่องอำนาจนิยมแต่ก็เป็น Inclusive Institutions เพราะเป็นสถาบันทางการเมืองซึ่งผู้นำไม่โกงและสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีการแจกจ่าย

ทั้งนี้สองประเทศที่สามารถอธิบายความแตกต่างได้ดีที่สุดคือ เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ซึ่งเริ่มต้นพร้อมกันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มีความแตกต่างกันแบบหน้ามือหลังมือ ซึ่งมีความแตกต่างกันคือ ระบบคอมมิวนิสต์ของเกาหลีเหนือเป็น Extractive Institutions และระบบประชาธิปไตยของเกาหลีใต้เป็น Inclusive Institutions

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทยหรือรัฐธรรมนูญในอนาคตของไทยจะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญ มีเสถียรภาพทางการเมืองและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจได้นั้น จะต้องมีลักษณะสร้างสถาบันทางการเมืองแบบ Inclusive Institutions

กล่าวคือ เป็นการป้องกันไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาขูดรีดโดยอาศัยกลไกการเลือกตั้งเป็นข้ออ้าง การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ ภาคประชาสังคมต้องเข้มแข็ง ซึ่งเกี่ยวกับคุณภาพของการศึกษาและสื่อมวลชนนั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น