ยุบสภาญี่ปุ่น ร้ายแรงกว่าที่คิด

8065

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีอาเบะของญี่ปุ่นได้มีการประกาศยุบสภาเพื่อจะให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกลางเดือนหน้า ซึ่งถือเป็นการยุบสภาก่อนกำหนดถึง 2 ปี กล่าวคือ วาระของรัฐบาลอาเบะชุดนี้จะอยู่ได้จนถึงปี 2016 การที่ยุบสภาก่อนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองและเศรษฐกิจไม่ใช่แค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อภูมิภาคในระดับหนึ่งด้วย

เนื่องจากเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในขณะนี้ถือว่ามีการทรุดตัวลงกว่าที่หลายคนคาดไว้จากผลของการขึ้นภาษี Sales Tax เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาจาก 5% เป็น 8% ทำให้กำลังซื้อจับจ่ายใช้สอยหายไปจนทำให้ในไตรมาสที่ 2 ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ -7% ในขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 6 % กว่า ๆ (จากผลของการจับจ่ายใช้สอยก่อนที่ภาษี Sales Tax จะขึ้น) อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการขึ้นภาษี Sales Tax ก็ต่อเนื่องมาสู่ไตรมาสที่ 3 ซึ่งเดิมนักวิเคราะห์คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 0.4 – 0.6% แต่เมื่อมีการประกาศตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจกลายเป็นติดลบ -1.6% เท่ากับว่าประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่สภาพ Technical Recession หมายถึง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส รัฐบาลก็พยายามแก้เกมด้วยการใช้มาตรการ QE อัดฉีดเงินสู่ระบบโดยตั้งเป้าไว้ เจ็ดแสนสองพันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งน่าจะมีผลในแง่บวกในไตรมาสสุดท้ายและในปีหน้าบ้าง อย่างไรก็ตาม ในปีหน้านั้น ถ้าตามกำหนดเดิม รัฐบาลอาเบะจะต้องขึ้นภาษี Sales Tax อีกครั้งจาก 8% เป็น 10% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น นายกรัฐมนตรีอาเบะจึงหาทางชะลอการขึ้นภาษี Sales Tax ดังกล่าวจนถึงเดือนเมษายน 2016 ซึ่งก็คงจะได้รับการต่อต้านจากประชาชนส่วนหนึ่ง ภารกิจอีกประการที่อาเบะต้องทำคือ การหันกลับมาพัฒนาปรมาณูเพื่อใช้ในการพัฒนาไฟฟ้า หลังจากที่มีการระงับโครงการดังกล่าวเมื่อเกิดปัญหาวิกฤติสึนามิที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อนโยบายการพัฒนาไฟฟ้าด้วยปรมาณู

ภารกิจที่สามที่อาเบะตั้งใจจะทำคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะมีกองกำลังทหารญี่ปุ่นที่สามารถไปประจำการในต่างประเทศได้ เป้าหายของรัฐบาลชุดนี้คือ ต้องการที่จะพัฒนาพันธมิตรในด้านความมั่นคงกับกลุ่มประเทศอาเซียนที่กำลังขัดแย้งกับจีนในเรื่องทะเลจีนใต้ ไม่ว่าจะเป็น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม แม้ขณะนี้ญี่ปุ่นจะได้รับการปกป้องในด้านความมั่นคงจากอเมริกาตามข้อตกลงที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็ตาม แต่ด้วยข้อจำกัดในฐานะประเทศผู้แพ้สงครามจึงมีการจำกัดขอบเขตกำลังทหารและอาวุธของญี่ปุ่น และเพื่อเป็นการชดเชย อเมริกาก็จะทำหน้าที่ปกป้องช่วยเหลือญี่ปุ่นถ้ามีภัยคุกคามจากภายนอก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ญี่ปุ่นมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับเกาะเซนกากุ หรือ เกาะเตียวหยูของจีนในทะเลจีนตะวันออก กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นมีไม่พอ อีกทั้งญี่ปุ่นไม่แน่ใจว่าถ้าเกิดการเผชิญหน้ากับจีน อเมริกาจะตัดสินใจเข้าช่วยญี่ปุ่นตามภาระผูกพันได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นก็เห็นท่าทีของประธานาธิบดีโอบามาที่มีต่อซีเรียและรัสเซีย ทำให้เริมเกิดความไม่ไว้ใจในข้อตกลงดังกล่าวที่อเมริกามีต่อญี่ปุ่น

ภารกิจที่สามตามที่กล่าวมาข้างต้นถือเป็นงานหลักที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องอธิบายต่อประชาชน ดังนั้น รัฐบาลอาเบะจึงตัดสินใจยุบสภาก่อนกาลเวลา 2 ปี ด้วยเหตุผลคือ

ประการที่หนึ่ง ขณะนี้ฝ่ายค้านยังอยู่ในสภาพตั้งตัวไม่ติด พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดคือ พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่นมีคะแนนเสียงเพียง 8 % ในขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีเสียงข้างมากทั้งในสภาสูงและสภาล่างเกินพอ การยุบสภาในขณะที่ฝ่ายค้านตั้งตัวไม่ติดจะทำให้รัฐบาลได้คะแนนเสียงกลับเข้ามาอีกครั้ง

ประการที่สอง การยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งเปรียบเสมือนการโยนหินถามทางต่อประชาชนว่านโยบายที่ได้คุยเอาไว้ทั้ง 3 ประการนี้ ประชาชนรู้สึกอย่างไร ถ้าหากรัฐบาลสามารถกลับเข้ามาได้ด้วยเสียงข้างมากอีกครั้ง รัฐบาลญี่ปุ่นก็จะถือว่าเป็นแรงสนับสนุนในการดำเนินภารกิจทั้ง 3 โดยไม่ต้องพะวงกับฝ่ายค้าน

เนื่องจากภารกิจทั้ง 3 จะทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งไม่พอใจ ดังนั้นถ้าไม่ชิงยุบสภาพก่อน แต่ดำเนินนโยบายทั้ง 3 ดังกล่าวเลยก็จะทำให้ได้รับผลกระทบในแง่ลบจากความไม่พอใจของประชาชนส่วนหนึ่งและก็เป็นความเสี่ยงที่จะไม่ได้คะแนนหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งตามกำหนด

การประกาศยุบสภาของญี่ปุ่นจึงนับว่าจะส่งผลกระทบด้านนโยบายที่ไม่จำกัดเฉพาะในญี่ปุ่น แต่จะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชีย ในแง่เศรษฐกิจนั้น ผลจากนโยบายดังกล่าวนี้ก็จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่แข็งแรง แต่อย่างน้อยที่สุด การเลื่อนระยะเวลาการขึ้นภาษี Sales Tax ในปีหน้าออกไปก็คงจะชะลอปัจจัยลบของเศรษฐกิจญี่ปุ่นไปชั่วคราวและแรงหนุนจากการใช้ QE ก็คงจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นในปีหน้ามีการฟื้นตัวบ้างแม้จะไม่มากมายก็ตาม

ในแง่การเมืองระหว่างประเทศนั้น ท่าทีของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า ทิศทางด้านความมั่นคงในภูมิภาคคงจะอยู่ในลักษณะของการแบ่งขั้วระหว่างจีนกับเอเชียแปซิฟิกซึ่งประกอบด้วย อเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีปัญหาด้านทะเลจีนใต้กับจีน ดังนั้น โอกาสที่อาเซียนจะมีเอกภาพด้านความมั่นคงก็คงจะไม่มีทางเป็นไปได้ พัฒนาการของประชาคมความมั่นคงอาเซียนจึงมีขอบเขตจำกัด

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

นายกฯไทยร่วม 2 การประชุมสุดยอดที่สำคัญ

8001

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีการประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญถึง 2 แห่ง คือ การประชุมสุดยอด APEC ที่ปักกิ่ง ประเทศจีน และการประชุมสุดยอดอาเซียนคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit – EAS) ที่เนปิดอว์ ประเทศพม่า โดยทั้ง 2 การประชุมนั้นนายกรัฐมนตรีของไทยก็ได้เข้าร่วมการประชุมด้วย

ในการประชุมสุดยอด APEC ครั้งนี้ถือว่า เป็นการประชุมที่น่าสนใจและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจของไทยในอนาคต ในการประชุมครั้งนี้ ประเทศจีนซึ่งเป็นเจ้าภาพโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้เสนอที่จะพัฒนา APEC ไปสู่การเป็นเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) และนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนออย่างจริงจังโดยประเทศเจ้าภาพและโดยประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากประเทศอื่น 20 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา

ความจริงนั้น APEC ได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์สู่การรวมตัวที่เข้มข้นขึ้นตั้งแต่ปี 1994 ที่เรียกว่า วิสัยทัศน์โบกอร์ 2020 หากแต่ความหมายที่เขียนไว้นี้ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมคือ กล่าวเพียงว่าจะรวมตัวกันในลักษณะที่เข้มข้นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกจำนวนหนึ่ง เช่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และประเทศอื่น ๆ ก็ได้วางแผนที่มีเป้าหมายสู่การจัดตั้งเขตการค้าเสรี แต่ในสมัยนั้น บางประเทศโดยเฉพาะประเทศมาเลเซียในยุคของนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ซึ่งมีนโยบายค่อนข้างต่อต้านอเมริกา จึงไม่ต้องการให้ APEC รวมตัวในลักษณะถึงขั้นเขตการค้าเสรี มหาเธร์กลับเสนอให้มีการรวมกลุ่มที่เรียกว่า East Asia Economic Caucus กล่าวคือเป็นการรวมตัวกันเฉพาะประเทศเอเชียตะวันออกเท่านั้น ปรากฏว่า แนวคิดดังกล่าวของมหาเธร์ไม่ได้รับการตอบสนองจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และ สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม มหาเธร์ก็หลีกเลี่ยงเปลี่ยนข้อเสนอของตนเองเป็นการรวมกลุ่มในกรอบของ Asean+3 กล่าวคือ เป็นการจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นอกจากนั้น มหาเธร์ก็เสนอให้จัดตั้งการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit – EAS) เพื่อกระตุ้นให้มีการรวมตัวทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เฉพาะประเทศอาเซียนกับประเทศเอเชียตะวันออกอื่นๆ ซึ่งครอบคลุม จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้นั่นเอง

022a9c

กาลเวลาผ่านมากว่า 1 ทศวรรษปรากฏว่าสภาพแวดล้อมของโลกและในภูมิภาคเกิดการขยายตัวของการรวมกลุ่มในกรอบเขตการค้าเสรีและตลาดร่วมหรือที่เรียกว่า ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนก็พัฒนาไปสู่ AEC และยังขยายไปสู่ Asean +3 และ Asean +6 อีกทั้งภูมิภาคอื่น ๆ ก็มีการขยายตัวในลักษณะเดียวกันประกอบกับการเจรจารอบโดฮาขององค์การการค้าโลก (WTO) ยังไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น จึงสร้างแรงกดดันต่อ APEC ในการเห็นความจำเป็นรวมตัวกันอย่างแน่นแฟ้น ในการประชุมสุดยอด APEC 2006 จึงเริ่มมีการนำเสนอแนวคิดที่จะทำให้ APEC พัฒนาไปสู่การจัดตั้งเขตการค้าเสรี อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น แนวคิดดังกล่าวก็ไม่ได้รับการสานต่อจนกระทั่งการประชุมสุดยอด APEC ที่ปักกิ่ง ประเทศจีนในครั้งนี้ จึงได้มีการเสนอให้มีการศึกษาเพื่อพัฒนา APEC ไปสู่เขตการค้าเอเชีย-แปซิฟิ (FTAAP)

ความจริงนั้นเหตุผลสำคัญที่ทำให้จีนนำเสนอความคิดดังกล่าวมาจากแรงกดดันจากการที่ 12 ประเทศสมาชิก APEC ซึ่งประกอบด้วย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ชิลี บรูไน สหรัฐอเมริกา แคนาดา เปรู เม็กซิโก มาเลเซีย เวียดนาม ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ได้ร่วมกันจัดตั้ง TPP (Trans-Pacific Partnership) กล่าวคือ เป็นการรวมกลุ่มกันเป็นเขตการค้าเสรี รวมถึงการเปิดเสรีด้านการลงทุนและการบริการ ในการประชุมสุดยอด APEC ที่ปักกิ่งครั้งนี้ ประธานาธิบดีโอบามาก็ได้พูดคุยกับอีก 11 ประเทศอย่างเป็นการส่วนตัว นอกจากกรอบของ APEC เพื่อให้ TPP ประสบความสำเร็จให้เร็วที่สุด โดยโอบามาได้ตั้งเป้าไว้ว่า มรดกทางด้านนโยบายต่างประเทศทางเศรษฐกิจของเขา คือ ความสำเร็จของ TPP และการตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างอเมริกาและสหภาพยุโรป (Transatlantic Trade and Investment Partnership – TTIP) ซึ่งหมายความว่า ถ้า TPP ประสบความสำเร็จ จีนจะเสียเปรียบอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ ใน TPP เพราะสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดใน TPP จะสามารถเข้าออกประเทศสมาชิกได้โดยไม่มีกำแพงภาษีและไม่มีการกำหนดโควตา ตัวอย่างเช่น สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดที่ญี่ปุ่นจะเข้าสู่อเมริกาและแคนาดาได้โดยมีภาษีนำเข้าเท่ากับศูนย์ แต่สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในจีนจะเข้าสู่อเมริกาและแคนาดาจะต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (MFN Rate) ตามที่ WTO กำหนดไว้ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ จีนจึงต้องหาทางพัฒนา APEC ไปสู่การจัดตั้งเขตการค้าเสรี (FTAAP) เพราะถ้าการจัดตั้งประสบความสำเร็จ สินค้าใน 21 ประเทศก็จะเข้าออกระหว่างกันโดยมีภาษีนำเข้าเท่ากับศูนย์และไม่มีการกำหนดโควตา ซึ่งจะทำให้จีนไม่เสียเปรียบญี่ปุ่นและอเมริกา

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนก็คงจะมีการตกลงในการพัฒนาการรวมกลุ่มของอาเซียนให้ลึกซึ่งยิ่งขึ้นภายหลังปี 2015 ซึ่งเราเรียกวาระดังกล่าวนี้ว่า Post- AEC 2015 นั่นก็คือ การเจรจาเพื่อที่จะเปิดเสรีด้านการบริการ เงินทุน และแรงงาน ให้มีลักษณะลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากกรอบที่กำหนดไว้ใน AEC 2015 นอกจากนั้น ยังมีการพูดคุยในเรื่องการกระตุ้นการรวมกลุ่มในระดับอนุภูมิภาค โดยเฉพาะ GMS ให้ลึกซึ้งและรวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งในการประชุมอาเซียนก็ยังมีการประชุมในกรอบของเอเชียตะวันออก (EAS) ในกรอบดังกล่าวนอกจากประเทศใน Asean +6 แล้ว ก็ยังมีสหรัฐอเมริกาและรัสเซียรวมด้วย ซึ่งสาระสำคัญคือ การเร่งการรวมกลุ่มสู่เขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออกของ 18 ประเทศสมาชิกนั่นเอง

การประชุมสุดยอด APEC การประชุมสุดยอด Asean และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS) ในช่วงสัปดาห์นี้จึงเป็นภาพฉายของพลวัตรการเปลี่ยนแปลงของการรวมกลุ่มในระดับภูมิภาค ระดับอนุภูมิภาค และระดับระหว่างภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและธุรกิจไทยอย่ามหาศาล กล่าวคือ เนื้อที่ในการแข่งขันไม่ใช่แค่ประเทศไทยและผู้บริโภคจำนวน 60 กว่าล้านคนแล้ว แต่เนื้อที่ในการแข่งขันจะประกอบด้วย 16 ประเทศสมาชิก Asean+6 ขยายไปสู่ 21 ประเทศในกรอบของ APEC ซึ่งจะครอบคลุมผู้บริโภคกว่า 4 พันล้านคน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจซึ่งเป็นได้ทั้งโอกาสและภยันตรายในอนาคต ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกต่อการส่งออกของไทย

27305134e

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศได้มีการปรับตัวเลขทางเศรษฐกิจในลักษณะที่ลดลงทั้งในปีนี้และในปีหน้า เมื่อวานซืนนี้ คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้มีการออกตัวเลขประมาณการทางเศรษฐกิจของยุโรปออกมาในลักษณะที่ลดลง

กล่าวคือ ในปี 2014 นี้ สหภาพยุโรป (28 ประเทศ) จะขยายตัวได้ 1.1 % แต่ยูโรโซน (18 ประเทศ) จะขยายตัวได้เพียง 0.8% และในปีหน้า 2015 สหภาพยุโรปจะขยายตัวได้ 1.3 % แต่ยูโรโซนจะขยายตัวได้ 1.1 % เมื่อแยกเป็นรายประเทศจะพบว่า อังกฤษและสเปนจะขยายตัวได้ดี โดยในปีนี้อังกฤษจะขยายตัวได้ 3.1 % และลดลงมาเป็น 2.8 % ในปีหน้า ส่วนสเปนจะขยายตัวได้ 0.8 % ในปีนี้และจะเพิ่มเป็น 1.1 % ในปีหน้า ประเทศเยอรมนีจะขยายตัว 1.2 % ในปีนี้และจะขยายตัวเพิ่มเป็น 1.3 % ในปีหน้า สองประเทศใหญ่คือ ฝรั่งเศสและอิตาลียังมีการเติบโตที่อ่อนแออยู่ โดยฝรั่งเศสในปีนี้จะขยายตัวได้ 0.6 % และปีหน้าขยายตัวได้ที่ 0.7% สำหรับอิตาลีปีนี้จะขยายตัวได้ 0.2 % ขณะที่ปีหน้าขยายตัวได้ 0.6 %

ผลพวงจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอดังกล่าว ทำให้ธนาคารกลางของยุโรป (ECB) มีการเร่งดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ เมื่อ 2-3 เดือนที่แล้วมีการลดดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้ที่ธนาคารกลาง อยู่ในระดับ -0.25 % เมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้าก็มีการใช้มาตรการที่เรียกว่า TLTRO (targeted longer-term refinancing operation) กล่าวคือ การให้กู้กับสถาบันการเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 0.3 % และคงที่ไว้ที่ระดับนี้ 3 ปี และล่าสุดก็มีการออกมาตรการ QE ด้วยการซื้อพันธบัตรเอกชนที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน

นอกจากนี้ทางด้านญี่ปุ่นในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการประกาศที่สำคัญ 2 ประการ คือ การเพิ่มมาตราการ QE โดยคิดเป็นยอดรวมทั้งปี 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำไปซื้อพันธบัตรที่มีระยะเวลาไถ่ถอนระหว่าง 1-5 ปี และ 5-10 ปี นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้กองทุนเลี้ยงชีพไปซื้อหุ้น การประกาศดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรทั่วโลกมีการบีบตัวขึ้นอย่างรุนแรง และในสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาก็มีการปรับตัวเลขการขยายตัวในไตรมาสที่ 3 อยู่ในระดับสูงกว่า 3 % ซึ่งเป็นการปรับที่ขึ้นแรงกว่าที่หลายคนคาดไว้ ดังนั้นจึงเป็นที่คาดได้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) คงจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างช้ากลางปีหน้าและถ้าอย่างเร็วกว่านั้นก็คงจะเป็นช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า

สรุปการอัพเดตตัวเลขเศรษฐกิจโลก อาจกล่าวได้ว่า ในปีนี้และปีหน้า แม้เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวดีขึ้น แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างไม่เข้มแข็ง และมีความเป็นไปได้ที่อัตราการขยายตัวของจีนในปีหน้าอาจจะต่ำกว่า 7 % ด้วยซ้ำไป

ฉะนั้นแม้เศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้นแต่ก็มีลักษณะอ่อนแอด้วย ซึ่งจะส่งผลให้การค้าโลกเพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่มากนักซึ่งจะส่งผลต่อด้านการส่งออกของไทยด้วย แต่อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ดีขึ้น การส่งออกของไทยในปีหน้าจึงน่าจะขยายตัวได้ 3-4 % ส่วนในปีนี้แม้ในเดือนกันยายนการส่งออกจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.7 % แต่ตัวเลขรวม 9 เดือนแรกเท่ากับ -0.87 ดังนั้น แม้ไตรมาสสุดท้ายการส่งออกจะดีขึ้น แต่ทั้งปีตัวเลขการส่งออกคงจะต่ำกว่า 1 % อย่างไรก็ตาม การส่งออกน่าจะมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น แม้จะไม่มากนักก็ตาม โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตร เช่น ข้าว และยางพารา น่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นในปีหน้าทั้งด้านราคาและปริมาณ

ประเด็นที่จะกระทบกับเศรษฐกิจไทยและภูมิภาค คือ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศเกิดใหม่ โดยเฉพาะ กลุ่ม Fragile five ได้แก่ อินโดนีเซีย อินเดีย บราซิล แอฟริกาใต้ และตุรกี อย่างไรก็ตาม ในกรณีของอินเดียได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ฉะนั้นสิ่งที่คาดได้ในอนาคตก็คือ ความผันผวนของอัตราการแลกเปลี่ยนซึ่งเกิดจากการไหลออกของเงินลงทุนจากต่างประเทศในด้านตราสารหนี้ และตราสารทุนจากประเทศเกิดใหม่กลับไปสู่สหรัฐอเมริกาซึ่งมีผลตอบแทนสูงขึ้น ผลของการผันผวนในอัตราการแลกเปลี่ยนจะกระทบกับไทยในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ระหว่าง 4-4.5 % จึงเป็นที่คาดได้ว่า ตลาดหุ้นไทยในปีหน้าก็จะได้อานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และยิ่งถ้าเป็นบริษัทจดทะเบียนที่สามารถขยายเครือข่ายไปยังกลุ่มประเทศ AEC และ Asean+3 ซึ่งกลุ่มนี้จะ Out-perform หรือพูดง่าย ๆ คือ มีผลการดำเนินงานที่ดีกว่าเศรษฐกิจของไทยโดยรวม

เศรษฐกิจไทยในปีหน้านั้นส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากการส่งออก แต่ส่วนสำคัญจะมาจากภาครัฐซึ่งมาจากการลอกท่อของงบประมาณปีที่แล้วบวกกับงบประมาณปีใหม่นี้ ผสมผสานกับการลงทุนของภาครัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐานตลอดจนการลงทุนในกรอบของ BOI การลงทุนและการบริโภคของภาครัฐจะส่งผลเป็นลูกโซ่ให้เกิดการขยายการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน ซึ่งโดยรวมคงทำให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ในลักษณะ 4-4.5 % หรือถ้าจะมองแบบอนุรักษ์นิยมเล็กน้อยก็จะอยู่ที่ระดับ 3.5-4 %

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ภาวะชะงักงันเศรษฐกิจไทย

7836

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวันถึงสองวันที่ผ่านมานี้ ทางการก็ได้ออกมาแถลงว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะงักงันซึ่งก่อนหน้านี้ ข่าวคราวที่ออกมาจะมีการใช้คำว่า Stagflation ซึ่งความจริงนั้นยังไม่ค่อยตรงกับลักษณะของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ กล่าวคือ Stagflation จะมีความหมายถึง สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง อัตราการเติบโตต่ำ ผนวกกับเงินเฟ้อสูง และมีการว่างงานสูง ศัพท์คำนี้เริ่มใช้เมื่อทศวรรษที่ 1970 ในประเทศตะวันตกและประเทศอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในสภาพการเติบโตที่เชื่องช้าผสมกับเงินเฟ้อสูง ซึ่งเมื่อเทียบกับไทยในขณะนี้ก็นับว่าไม่ตรง เพราะเงินเฟ้อของไทยสูงเพียง 1-2% เท่านั้น แต่สิ่งที่ถูกต้องคือ อัตราการเติบโตต่ำ จึงไม่ถือว่าเป็น Stagflation แต่บางกรณีก็มีคนกล่าวว่า ขณะนี้ไทยเกิดภาวะ Deflation (เงินฝืด) กล่าวคือ เป็นการอธิบาย Stagflation ในความหมายว่า อัตราการเติบโตต่ำและมีปัญหาเงินฝืด (Deflation) ซึ่งก็ไม่ตรงอีก เนื่องจากว่า Deflation หมายความว่า เงินเฟ้อมีอัตราต่ำมาก เช่น ในยุโรปอยู่ที่ระดับ 0.2-0.4% หรือบางประเทศอาจติดลบเช่นกรณีของญี่ปุ่นในทศวรรษที่ผ่านมา คำว่า Deflation ยังหมายความว่า ราคาสินค้าลดลงซึ่งส่งผลให้ลูกค้าชะลอการซื้อ เนื่องจากกำลังซื้อหดหายจากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า หรือเกิดการถดถอย (Recession) ผนวกกับการคาดการณ์ว่า จะได้ของที่ถูกลงในอนาคตซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง สถานการณ์ดังกล่าวนี้กำลังเกิดกับประเทศในสหภาพยุโรปซึ่งจะเห็นได้ว่า เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ต่ำ การขยายตัวเกือบเท่ากับศูนย์ บางประเทศติดลบ ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี ฟินแลนด์ และแม้กระทั่งเยอรมนี ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากผลของวิฤตซึ่งทำให้คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ไม่กล้าลงทุน อีกส่วนหนึ่งคือระดับการว่างงานยังสูงมาก โดยเฉพาะบางประเทศเกิน 10% เช่น สเปนและกรีซที่การว่างงานสูงถึง 24%

ในกรณีของ Deflation ของญี่ปุ่นในทศวรรษที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากปัญหาที่ญี่ปุ่นปรับโครงสร้างทางการแข่งขันไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง ส่วนหนึ่งเกิดจากผลของค่าเงินที่แข็งค่าจากแรงกดดันของข้อตกลง Plaza Accord อีกส่วนหนึ่งเพราะว่า คู่แข่งสามารถทำสินค้าประเภทเดียวกันกับญี่ปุ่นแต่ราคาถูกกว่า เช่น กรณีของเกาหลีใต้และจีน เป็นต้น อีกสาเหตุหนึ่งคือ เนื่องจากโครงสร้างประชากรของญี่ปุ่นเป็นรูปปิรามิดหัวคว่ำ กล่าวคือ มีคนวัยทำงานน้อยแต่มีคนวัยชราสูง นอกจากกำลังซื้อจะหายไปแล้ว คนวัยทำงานยังเก็บหอมรอมริบ ไม่ยอมใช้จ่ายเพื่อเก็บเงินไว้ใช้เมื่อแก่ตัวลง จะเห็นว่า Deflation ในยุโรปและญี่ปุ่นจะมีลักษณะไม่ตรงกับประเทศไทยโดยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ในวันนี้สื่อมวลชนก็มีการรายงานว่าสถานการณ์ของไทยมีลักษณะชะงักงันโดยเรียกว่า Stagnation ซึ่งก็ตรงกับข้อเท็จจริง กล่าวคือ ประเทศไทยขณะนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงินเฟ้อหรือเงินฝืด แต่เกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจส่งผลให้คนไม่มีเงินที่จะจับจ่ายใช้สอย ประกอบกับคนยังไม่แน่ใจในด้านเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ จึงชะลอการจับจ่าใช้สอยออกไป พ่อค้านักธุรกิจก็ชะลอการลงทุน โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดการชะงักงันหรือ Stagnation ของไทยคือ

1. วิกฤตทางการเมืองในครึ่งปีแรกส่งผลให้ประชาชนและนักลงทุนยังขาดความมั่นใจจึงชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน นอกจากนี้ วิกฤตทางการเมืองในครึ่งปีแรกก็ทำให้เม็ดเงินของภาครัฐหายไปเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีรัฐบาลใหม่แล้ว แต่การลอกท่อของรัฐบาลใหม่ก็ยังต้องใช้เวลากว่าจะส่งผลกระจายไปสู่การใช้จ่ายของภาคประชาชน

2. ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็นยางพาราหรือข้าวก็ส่งผลให้กำลังซื้อของรากหญ้าหายไป อีกทั้งในครึ่งปีแรกชาวไร่ชาวนาก็ยังไม่ได้รับเงินจากรัฐบาลอันเป็นผลจากความผิดพลาดของรัฐบาลชุดเก่าซึ่งทำให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชาวไร่ชาวนาและต่อภาครัฐที่มีหนี้สาธารณะเพิ่มกว่า 5 แสนล้านบาท

3. เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะฟื้นตัวแบบอ่อนแอ จึงส่งผลให้การส่งออกของไทยอยู่ในภาวะติดลบใน 7 เดือนแรก อีกเหตุผลหนึ่งของการส่งออกที่ย่ำแย่คือ สินค้าไทยไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกและภูมิภาคได้ เนื่องจากไม่ได้มีการปรับขีดความสามารถในการแข่งขันเพียงพอ ไทยยังผลิตสินค้าประเภทเดิมด้วยการเน้นแรงงานและวัตถุดิบ ซึ่งไม่สามารถแข่งกับคู่แข่งในอาเซียนได้ เพราะคู่แข่งกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) มีค่าแรกถูกกว่าไทยถึง 70% และในส่วนของฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียก็มีค่าแรงถูกกว่าไทย 30-40% สินค้าไทยจึงถูกแซนวิชด้วย 2 กลุ่มนี้ อีกทั้งยังเจอคู่แข่งในตลาดโลก เช่น อินเดีย ยุโรปตะวันออก แอฟริกา และละตินอเมริกา เป็นต้น

การจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชะงักงัน ความจริงรัฐบาลก็ทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเร่งลอกท่อในด้านงบประมาณเก่าและใหม่ มีการเร่ง BOI มีการจ่ายเงินคืนให้ชาวนา อีกทั้งแจกเงินให้ชาวไร่ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 15,000 บาท นอกจากนี้ รัฐบาลได้อนุมัติการลงทุน 6.8 หมื่นล้านบาทในปีหน้า สำหรับพัฒนาการขนส่งเพื่อหวังที่จะลดต้นทุนลง 2% และช่วยส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งหวังที่จะลดการใช้รถส่วนตัวในกรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม มาตรการที่รัฐบาลใช้นั้นคงจะได้ผลในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะสภาพคล่องที่จะได้จากงบประมาณ 2.57 ล้านล้านบาท ในปลายปีนี้และปีหน้า อีกทั้งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดตัวคุณ (Multiplier) ซึ่งจะทำให้เอกชนมีการใช้จ่ายและลงทุนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังหวังว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าคงจะทำให้การส่งออกของไทยน่าจะเพิ่มขึ้นในระดับ 4-5% อีกทั้งการท่องเที่ยวก็คงจะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นด้วย ปัจจัยดังกล่าวคงจะส่งผลให้ปัญหาการชะงักงันได้รับการคลี่คลายโดยไทยน่าจะขยายตัวได้ที่ 3-4% ในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างคือ ขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งต้องใช้เวลาในการแก้ไข ก็ต้องมาดูว่าแผนการปฏิรูปของรัฐบาลจะออกมาอย่างไร จะเป็นแผนที่ดีหรือไม่ เพราะการทำแผนนั้นทำง่าย แต่แผนที่ดีนั้นทำยากมาก เพราะแผนยุทธศาสตร์นั้นจะต้องสอดคล้องกับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการจะได้มาซึ่งแผนที่ดีจะต้องได้บุคลากรที่เข้าใจและสามารถพยากรณ์อนาคตแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้ถูกต้อง นอกจากนั้นต่อให้มีบางคนเห็นแต่ถ้าส่วนใหญ่ไม่เห็น โอกาสที่จะได้แผนที่สะท้อนอนาคตก็ย่อมไม่เกิด

โดยสรุป ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจไทยน่าจะได้รับการคลี่คลายในปีหน้า ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการของรัฐบาล อีกส่วนมาจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ส่วนจะแก้ไขปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนนี้คงต้องมาดูในอนาคตว่า แผนปฏิรูปจะออกมาอย่างไร ดีหรือไม่ดี ปฏิบัติได้ไหม และจะมีความต่อเนื่องในการดำเนินการหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามเหล่านี้ยังเป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ในขณะนี้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การประชุมสุดยอด ASEM

7812

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ขณะนี้นายกฯ ของไทยกำลังเดินทางเพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอด ASEM (Asia–Europe Meeting) ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ASEM เป็นการรวมกลุ่มเพื่อพบปะพูดคุยปรึกษาหารือระหว่างผู้นำของเอเชียตะวันออกและยุโรป การประชุมสุดยอดครั้งนี้ที่มิลานถือเป็นครั้งที่ 10 โดยมีประเทศที่เข้าร่วมการประชุม 49 ประเทศ บวกกับ 2 องค์กร รวมเป็น 51 สมาชิก ผู้นำของประเทศที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเอเชียตะวันออก 20 ประเทศ และกลุ่มตะวันตก 29 ประเทศ บวกกับอีก 2 องค์กรคือ ASEAN โดยผู้ที่เข้าร่วมการประชุมคือเลขาธิการอาเซียน และสหภาพยุโรป (EU) โดยผู้ที่เข้าร่วมการประชุมคือประธานสหภาพยุโรป 20 ประเทศของเอเชียตะวันออกประกอบด้วย ASEAN+6 คือ 10 ประเทศอาเซียนบวกจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย และอีก 4 ประเทศคือ บังคลาเทศ ปากีสถาน รัสเซีย และมองโกเลีย ส่วน 29 ประเทศของยุโรปประกอบด้วย ประเทศของสหภาพยุโรป (สหภาพยุโรป – EU มี 28 ประเทศ แต่ที่เป็นสมาชิกASEM เข้าร่วมมี 27 ประเทศ โดยโครเอเชียซึ่งเป็นหนึ่งในสหภาพยุโรปไม่ได้เข้าร่วม เนื่องจากเข้ามาทีหลังจึงยังไม่ได้เป็นสมาชิก ASEM) นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ประเทศ คือ นอร์เวย์และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาพันธ์เขตการค้าเสรียุโรป (EFTA)

ASEM กำเนิดมาจากข้อเสนอร่วมกันของฝรั่งเศสและสิงคโปร์ซึ่งปรึกษาหารือกันในปี ค.ศ.1994 และเริ่มมีการประชุมครั้งแรกที่กรุงเทพปี ค.ศ. 1996 ในครั้งนั้นมีสมาชิกเพียง 26 ประเทศ คือ 10 ประเทศอาเซียน 15 ประเทศสหภาพยุโรป และประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม ในช่วงต่อมา จากผลของการที่สหภาพยุโรปมีประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นรวมกับการขยายตัวองเอเชียตะวันออกในกรอบ ASEAN+3 และ +6 จำนวนประเทศสมาชิกASEMจึงเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนในวันนี้มีทั้งหมด 51 ผู้นำดังที่กล่าวไว้ในตอนต้น

ASEM มิใช่เป็นเวทีเจรจาต่อรอง แต่เป็นเวทีปรึกษาหารืออย่างไม่เป็นทางการ สาระสำคัญในการปรึกษาหารือจะประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ASEM นั้นไม่มีองค์กรถาวรและไม่มีสำนักเลขาธิการถาวร เพียงแต่ว่าให้มีผู้ดำเนินการหรือแม่งานที่จะจัดการประชุมสุดยอดสลับกันระหว่างประเทศในเอเชียและยุโรป การประชุมสุดยอด ASEM มีเวทีสำคัญ 2 ระดับคือ ระดับการประชุมสุดยอดและระดับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยทั้ง 2 ระดับจะจัดขึ้นทุก 2 ปี โดยสลับกันไป เช่น ปีที่แล้วเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ ปีนี้เป็นการประชุมระดับสุดยอด และเมื่อ 2 ปีที่แล้วมีการประชุมระดับสุดยอด ASEM ที่เวียงจันท์ ประเทศลาว ปีนี้จึงจัดที่ยุโรปที่มิลาน ประเทศอิตาลี เนื่องจากอิตาลีตอนนี้เป็นประธานสหภาพยุโรปจึงเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม

ในแต่ละปีจะมีการปรึกษาหารือในเรื่องหลากหลายขึ้นอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้นในโลก ทั้งมิติเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เช่นในปีที่ผ่านมามีการพูดเรื่องความร่วมมือในการคลี่คลายวิฤตทางเศรษฐกิจ แต่ในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ประเด็นในการพูดคุยจึงเป็นเรื่อง “Responsible partnership for growth and security”

Responsible (ความรับผิดชอบ) จะพูดในเรื่องความรับผิดชอบของประเทศสมาชิกเรื่องสิทธิมนุษยชนและการแก้ไขปัญหาความยากจน

Partnership (หุ้นส่วน) ก็จะเป็นการร่วมกันเผชิญการท้าทายปัญหาทั้งในระดับโลกและภูมิภาค

Growth (การเติบโต) ก็คงจะมาร่วมกันทำให้เศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นยั้งยืน ส่งเสริมการปฏิรูปเศรษฐกิจ ส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ

Security (ความมั่นคง) จะครอบคลุมความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางภัยพิบัติ และความมั่นคงในมิติต่าง ๆ

ดังนั้นจึงเป็นที่คาดหวังได้ว่า ในปีนี้จึงเป็นการปรึกษาหารือในเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัญหาภัยคุกคามจากการก่อการร้าย รวมทั้งการขยายตัวของโรคอีโบลา

ในระหว่างการประชุมสุดยอดคือวันที่ 16-17 เดือนนี้ก็จะมีการประชุมร่วมของนักธุรกิจในกรอบ Business forum การประชุมในกรอบตัวแทนรัฐสภา (Parliamentary forum) และการประชุมในกรอบของประชาชน (People forum) ซึ่งครอบคลุม NGO เป็นต้น

ผลที่ได้จาก ASEM จะมีเป็นทางอ้อมมากกว่าทางตรงคือ จะเป็นการปรึกษาหารือเพื่อกำหนดท่าทีร่วมกันในองค์กรอื่น ๆ เช่น WTO หรือบางประเทศอาจจะพบปะกันเป็นทวิภาคีหรือพหุภาคี ผลพวงที่ได้ในอดีตก็คือ การจัดตั้งกองทุน ASEM และทำให้เกิดการเจรจาตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียน เป็นต้น ASEM จึงเปรียบเหมือนกรอบกว้าง ๆ ที่จะนำให้ประเทศใน 2 ภูมิภาคมาพูดคุยปรึกษาหารือได้อย่างเต็มที่ และนำเอาประเด็นต่าง ๆ มาสร้างกระแสการรับรู้และอาจจะหมายถึง การแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ASEM ไม่ใช่เวทีของการตกลง ประเทศแต่ละประเทศจะนำไปปฏิบัติหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ มิใช่การผูกมัด ประโยชน์ที่ได้ทางอ้อมที่สำคัญคือ เปิดโอกาสให้ผู้นำพูดคุยกันเองนอกกรอบการประชุม ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของประเทศต่อประเทศเป็นลักษณะทวิภาคี หรือพูดคุยหลายประเทศร่วมกันแต่ไม่จำเป็นต้องทุกประเทศก็ได้เช่นกัน ประโยชน์อีกประการหนึ่งคือ ผู้นำสามารถคุยกับนักธุรกิจเพื่อที่จะดึงประโยชน์ในแง่การค้าและการลงทุนมาสู่ประเทศตนเอง เป็นต้น

การที่นายกฯ ของไทยไปประชุมสุดยอดครั้งนี้มีประโยชน์ดังต่อไปนี้

1.เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาลในเวทีสากล เพราะถือเป็นครั้งแรกหลังการรัฐประหารที่นายกฯ มีโอกาสเข้าร่วมในเวทีตะวันตก (นายกฯ เดินทางครั้งแรกคือไปที่พม่า ซึ่งก็เป็นสมาชิกและประธานอาเซียน) นอกจากนี้ เมื่อมองในแง่ประเทศและรัฐบาลก็จะได้ประโยชน์จากภาพลักษณ์ว่าอย่างน้อยที่สุดก็ยังเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะมีประเด็นปัญหาในด้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ตาม

2.นายกฯ สามารถที่จะใช้เวที (ประมาณ 3 นาที) เน้นให้เห็นถึงการปฏิรูปทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองไทยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเวทีโลกรู้ว่า เรากำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และมีการปฏิรูปทางเศรษฐกิจซึ่งนักลงทุนต้องการเห็น ซึ่งถือเป็นโอกาสประชาสัมพันธ์ประเทศไปด้วย

3.ท่านนายกฯ อาจจะหยิบยกบางประเด็นพูดคุยกับผู้นำและนักธุรกิจบางประเทศเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ของไทยดีขึ้น และถือโอกาสให้เขาได้เห็นถึงผลประโยชน์ในการที่จะเข้ามาลงทุนในช่วงที่ประเทศกำลังส่งเสริมการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ตลอดจนให้เห็นว่าไทยนั้นเป็นตัวเชื่อมโยงของอาเซียน

โดยสรุป การเข้าประชุม ASEM ของท่านนายกฯ จึงถือว่าเป็นบวกสำหรับรัฐบาลและประเทศ แต่จะมากน้อยแค่ไหนก็คงขึ้นอยู่กับแนวทางและสาระสำคัญที่จะหยิบยกไปพูดคุย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

จับตา! การปฏิรูปของรัฐบาล

7764

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานสำคัญทางเศรษฐกิจของโลก จากทั้ง World Bank และ IMF ซึ่งมีข้อสรุปคล้ายกัน กล่าวคือ เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดไว้ในตอนต้น โดย IMF ได้ลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งลดครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนเหลือ 3.7 % ครั้งที่ 2 ในเดือนกรกฎาคมลดเหลือ 3.4 % และเมื่อสองวันที่ผ่านมานี้ก็ได้ลดเป็นครั้งที่ 3 เหลือ 3.3 % โดยครั้งนี้ IMF คาดว่า สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศเดียวที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีอิทธิพลต่อโลก

ทั้งนี้คาดว่า ในปีนี้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะขยายตัวได้ 2.2 % ในกลุ่มสหภาพยุโรป ประเทศที่เข้มแข็งที่สุดคือ อังกฤษ คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.1 % ในปีนี้ และจะลดลงเล็กน้อยเหลือ 2.9 %ในปี 2015 อีกประเทศในยูโรโซนที่เข้มแข็งคือ สเปน คาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 1.3 % และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.7% ในปี 2015 การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยของยูโรโซนจะขยายตัวได้ 0.8 % โดยทั้งนี้อิตาลีจะติดลบ -0.3 % และเกิด Recession ฝรั่งเศสเศรษฐกิจจะไม่ขยายตัว สำหรับเยอรมัน แม้ IMF คาดว่า เศรษฐกิจของเยอรมันจะขยายตัวเล็กน้อยในปีนี้ แต่ข้อเท็จจริงระหว่างกรกฎาคมถึงสิงหาคมพบว่าผลผลิตอุตสาหกรรมติดลบ -4 % ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์คาดว่า เยอรมันซึ่งมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรปอาจเผชิญกับ Recession และในภาพรวม IMF คาดว่ามีโอกาสที่สหภาพยุโรปจะเกิด Recession โดยมีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นเป็น 40 % จากที่เคยประเมินความเป็นไปได้ไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ 20 % นอกจากนี้ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศที่คาดว่า เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างไม่เข้มแข็ง โดย IMF คาดว่าจะขยายตัวได้ 0.8 % ในปีนี้ ซึ่งเป็นปัญหาจากการขึ้นภาษี Sales Tax ประกอบกับการปรับโครงสร้างการแข่งขันซึ่งเป็นลูกศรดอกที่ 3 ยังเป็นไปได้ช้ามาก

รายงานที่น่าสนใจที่เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกและอาเซียนคือ รายงานของ World Bank จากรายงานฉบับนี้ World Bank คาดว่า อัตราการเติบโตโดยเฉพาะในปีนี้ของเอเชียตะวันออกจะอยู่ที่ 6 % และจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.1 % ในปี 2015 และ 2016 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงจากระดับที่เคยวิเคราะห์ไว้ในเดือนเมษายนประมาณ 0.2-0.3 %

ในกลุ่มเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาโดยทั้งนี้ไม่รวมญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยในปีนี้อยู่ที่ 6.9 % ซึ่งเทียบกับปีที่ก่อน (2013) ซึ่งขยายตัวได้ 7.2 % World Bank คาดว่า ปีหน้า 2015 จะคงการขยายตัวที่ 6.9 % และปี 2016 จะลดลงเล็กน้อยที่ 6.8 % ประเทศจีนในปีนี้จะขยายตัวได้ 7.4 % โดยลดลงจากปีที่แล้วที่ 7.7 % คือลดลง 0.3 % โดยปีหน้าและปีต่อไป เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงไปอีกที่ 7.2 % ในปี 2015 และ 7.1 ในปี 2016 กลุ่มประเทศอาเซียนที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดในปีนี้คือ พม่า ที่ระดับ 8.5 % และจะสามารถรักษาระดับนี้ไปได้อีก 2 ปี ตามลำดับ ประเทศลาวและกัมพูชาจะขยายตัวได้ 7.5 และ 7.2 ตามลำดับในปีนี้ โดยในปีหน้าลาวจะขยายตัวลดลงที่ 6.4 % และ 7 % ในปี 2016 ส่วนกัมพูชาจะมีอัตราการขยายตัวในปีหน้า 7.5 % และ 7.2 % ในปี 2016 ประเทศเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์จะมีอัตราการขยายตัวระหว่าง 5-6 % โดยฟิลิปปินส์จะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 6.4 ในปีนี้ และเติบโตในระดับที่ใกล้เคียงในอีกสองปีหน้า ส่วนอีก 3 ประเทศจะขยายตัวในกรอบ 5 % กว่า ๆ ในปีนี้และอีก 2 ปีหน้า

ในภาพรวมของ World Bank คาดว่าไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.5 % และจะเพิ่มเป็น 3.5 ในปี 2015 และ 4 % ในปี 2016 จะเห็นได้ว่าประเทศไทยในปีนี้มีอัตราการเติบโตต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน และถ้าเฉลี่ย 3 ปี คือ 2012-2014 อัตราการเติบโตของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 3.7 % ซึ่งถือว่าต่ำสุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศในอาเซียน (ยกเว้นบรูไน) และถ้าย้อนหลังไป 10 ปี อัตราการเติบโตเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4 % ถือว่าต่ำสุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศในอาเซียน (ยกเว้นบรูไน) เช่นเดียวกัน

โดยสรุป ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาทางการเมืองอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีวิกฤตทางเศรษฐกิจซึ่งมีที่มาจากความสามารถในการแข่งขันอันเกิดจากการปรับตัวไม่ทันของสินค้าและบริการกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและภูมิภาค การขยายตัวของโลกาภิวัตน์ ผสมผสานกับการรวมกลุ่มในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในอาเซียน นับตั้งแต่ AFTA ปี 1993 จนถึง AEC, Asean+3 (ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้), Asean+6 (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย), RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) และ TPP ในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นเป็นทั้งโอกาสและภยันตรายต่อทุกประเทศในภูมิภาครวมทั้งไทยด้วย ประเทศไทยอยู่ในฐานะที่ได้โอกาสน้อย เนื่องจากปรับตัวไม่ทันต่อความต้องการของโลก อีกทั้งคู่แข่งซึ่งมีต้นทุนถูกกว่าไทย ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น โครงสร้างการแข่งขันของไทยซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว กล่าวคือ เน้นแรงงานและทรัพยากร มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ขาดนวัตกรรม ด้านหนึ่งต้องแข่งกับประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) และอีกสองประเทศคือ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ซึ่งค่าแรงถูกกว่าตั้งแต่ 50-70 % กลุ่มประเทศดังกล่าวนอกจากเข้ามาแย่งตลาดแข่งกับสินค้าไทยในอาเซียนจากผลของ AFTA แล้ว ยังแย่งตลาด Asean+3 Asean+6 และประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือ สหภาพยุโรปซึ่งในสองกลุ่มประเทศหลังนี้ก็ยังมีสินค้าจากกลุ่มละตินอเมริกาและอัฟริกาเข้ามาแข่งขัน รวมทั้งสินค้าจากยุโรปตะวันออก อีกทั้ง 2 กลุ่มประเทศนี้ยังต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น สินค้าไทยจึงเข้าไปได้น้อย

ปัญหาการขยายตัวช้าของเศรษฐกิจไทยเกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาการส่งออกที่ช้าลงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา อันเป็นภาพฉายของความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในเวทีโลกที่ลดลง ดังนั้นความพยายามในการปฏิรูปของรัฐบาลก็เป็นภารกิจที่น่าสนับสนุนและยกย่อง แต่ผู้เขียนเห็นว่า วิธีการปฏิรูปดังดูได้จากการพยายามเอาใครต่อใครผสมผสานระหว่างคนมีชื่อเสียงกับตัวแทนจากจังหวัดต่าง ๆ เมื่อพิจารณาจากกลุ่มที่มีชื่อเสียงประมาณ 60-70 % แล้ว ก็คือกลุ่มคนชุดเดิมที่มีส่วนร่วมในการปฏิรูปทางการเมืองมาโดยตลอดกว่า 20 ปี ซึ่งทำให้มีรัฐธรรมนูญถึง 4 ฉบับ นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 จนถึงปัจจุบัน นั่นแสดงว่า ผู้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปก็คือชุดเดียวกันกับชุดปัจจุบันซึ่งที่ผ่านมามีการปฏิรูปไม่ตรงจุด จึงทำให้มีการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในประเทศที่เจริญ การปฏิรูปจะทำเพียงครั้งเดียวแล้วใช้ได้ไปอีก 40-50 ปี เช่นในปี 1978 มีการปฏิรูปการเมืองในสเปน ปี 1958 มีการปฏิรูปการเมืองในฝรั่งเศส ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของทั้งสองประเทศซึ่งก็ใช้ได้ผลจนถึงทุกวันนี้ ในเยอรมันปี 1949 มีการปฏิรูปทางการเมืองและทำให้มีรัฐธรรมนูญซึ่งชื่อว่า Basic law ซึ่งก็ใช้ได้มาถึงทุกวันนี้ ต่างจากประเทศไทยซึ่งมีความคล้ายคลึงกับอิตาลีที่มีการปฏิรูปบ่อย แสดงว่า คนที่เข้ามาปฏิรูปไม่สามารถตอบโจทย์การปฏิรูปได้อย่างแท้จริง การปฏิรูปของคนเหล่านี้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่าที่เห็น แต่ไม่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โลกทัศน์ดังที่กล่าวมานี้แม้จะได้คนดีมีความตั้งใจดีแต่ก็ยังเป็นปัญหา เพราะคนที่จะมาปฏิรูปได้นั้น นอกจากเป็นคนดีแล้วยังต้องสามารถเข้าใจโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าได้ดี และสำหรับเมืองไทยในขณะนี้ ต้องการคนที่ทั้งดีด้วยและเก่งด้วย (สามารถเข้าใจโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าได้ดี) คนที่ดีซึ่งเมื่อพิจารณาจาก 250 คนที่เข้ามา ผู้เขียนเห็นว่า ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยเคยเกลือกกลั้วอยู่กับนักการเมืองเลว ๆ และพยายามหาทางล้างตัวในช่วงที่ผ่านมา ส่วนคนเก่งนั้น ผู้เขียนไม่ใจว่าจะมีถึง 2 % หรือไม่ เพราะคนเก่งต้องเป็นคนมีวิสัยทัศน์ที่เห็นอนาคตได้เจ๋ง

สรุปแล้วผู้เขียนเห็นด้วยและสนับสนุนชมเชยความพยายามในการปฏิรูปของรัฐบาล เพียงแต่เมื่อดูรูปแบบ วิธีการและบุคคลที่เข้ามาเป็นคณะปฏิรูปแล้วแล้วผู้เขียนยังมีปรัศนี (?) เกี่ยวกับความสำเร็จของการปฏิรูป การปฏิรูปคงต้องสำเร็จและออกมาเป็นแผนในที่สุด แต่ปัญหาก็คือ เราไม่ได้ต้องการแค่แผน แต่เราต้องการแผนการปฏิรูปที่ดี เป็นแผนที่สามารถตอบโจทย์ประเทศในระยะยาวได้ การจะตอบโจทย์ดังกล่าวนี้ คุณภาพของผู้มาทำแผนจะต้องมีวิสัยทัศน์คือ สามารถเข้าใจโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าได้มีมาก เห็นโลกในเชิงองค์รวม และมีจริยธรรมที่เข้าใจระหว่างดีกับเลวอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเมื่อดูจากโครงสร้างและวิธีการของกลุ่มคณะปฏิรูปแล้วยังมีความเป็นสีเทาอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะให้ความเป็นธรรมกับคณะปฏิรูป ผู้เขียนจึงขอสงวนว่า แม้มีข้อสงสัย (Benefit of doubt) แต่ก็ขอให้กำลังใจให้ผู้ทำการปฏิรูปประสบความสำเร็จ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สถานการณ์บนเกาะ “ฮ่องกง”

7692

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

สถานการณ์การประท้วงในฮ่องกงยังมีลักษณะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ตลาดหุ้นในเอเชียโดยภาพรวมทรุดตัวลง ตลาดหุ้นฮ่องกงเองก็ลดลงติดต่อกัน 2 ก่อนวันหยุดกว่า 600 จุด ของดัชนีฮั่งเส็ง

ต้นเหตุของการประท้วงในฮ่องกงเกิดจากการที่รัฐบาลมีการปฏิรูประบบการเลือกตั้งในฮ่องกงซึ่งตามรัฐธรรมนูญของฮ่องกง (Basic law)ได้มีการกำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนปีค.ศ. 1997 และมีการยอมรับจากรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อมีการโอนอธิปไตยในการปกครองฮ่องกงจากอังกฤษสู่จีน โดยในรัฐธรรมนูญดังกล่าวกำหนดให้มีการเลือกตั้งผู้นำฮ่องกงซึ่งเรียกว่า Chief Executive หรือ ผู้ว่าการฮ่องกงนั่นเอง โดยกำหนดว่าจะให้มีการเลือกตั้งหรือมีการดำเนินปรึกษาหารือ (Consultation) ขณะที่รัฐสภาซึ่งในฮ่องกงเรียกว่า Legislative council ก็ต้องมีการเลือกตั้งเช่นกัน เมื่อฮ่องกงตกมาเป็นของจีน ระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็คือ ระบบการคัดเลือกโดยผ่านการเห็นชอบจากรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งผู้ว่าการในปัจจุบันที่ได้รับการเห็นชอบก็คือนายเหลียง ชุนอิง ปรากฏว่าในช่วงที่ผ่านมาประชาชนได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการเลือกตั้งให้มีความเป็นอิสระแบบสากลทั่วไป ซึ่งเราเรียกระบบนี้ว่า Universal suffrage  หมายถึงระบบที่ประชาชนเมื่อมีเกณฑ์อายุที่กำหนดไว้จะมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งผู้นำอย่างเต็มที่ หรือที่เรียกว่า One man one vote ปรากฏว่ารัฐบาลปัจจุบันได้มีการตั้งคณะกรรมการและทำการปฏิรูปการเลือกตั้งซึ่งผ่านการเห็นชอบตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หากแต่ระบบการเลือกตั้งที่ปฏิรูปการเลือกตั้งนี้ยังเป็นระบบที่ไม่อิสระ กล่าวคือ ผู้ที่จะเป็นผู้แทนเพื่อรับการเลือกตั้งจากประชาชนจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการคัดเลือก กลั่นกรอง ซึ่งมีจำนวนประมาณหนึ่งพันคน โดยผู้ที่จะสามารถเป็นตัวแทนเพื่อได้รับการคัดเลือกจากประชาชนจะต้องได้รับคะแนนกว่าร้อยละ 50 จากคณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งสมาชิกคณะกรรมการคัดเลือกก็คือกลุ่มบุคคลที่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่นั่นเอง ระบบการเลือกตั้งดังกล่าวจึงเท่ากับว่า รัฐบาลจีนยังมีอำนาจในการคัดเลือกผู้ที่จะเป็นผู้ว่าการฮ่องกง ไม่ใช่ผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ผลพวงดังกล่าวจึงทำให้เกิดการประท้วงอย่างรวดเร็ว

ในระยะแรกการประท้วงประกอบไปด้วย 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่ม Scholarism ซึ่งประกอบไปด้วยนักเรียนมัธยมปลายประมาณ 500 คน โดยมีผู้นำการประท้วงชื่อ โจชัว หว่อง อายุ 17 ปี ทั้งนี้ในปี 2012 เขาก็เป็นผู้นำประท้วงรัฐบาลฮ่องกงเพราะรัฐบาลเสนอให้มีการเรียนหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งในครั้งนั้นก็ประสบความสำเร็จ รัฐบาลฮ่องกงยกเลิกหลักสูตรดังกล่าว นายหว่องจึงกลายเป็นตัวตั้งตัวตีในการประท้วงรัฐบาลฮ่องกง

กลุ่มที่ 2 เรียกว่ากลุ่ม Occupy Central ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการรวมกลุ่มที่เกิดขึ้นในนิวยอร์ก ที่เรียกว่า Occupy Wall street กลุ่มนี้ประกอบไปด้วยคนหนุ่มสาว นักศึกษา คนทำงาน ที่ต้องการยึดศูนย์การค้า ศูนย์กลางการเงินซึ่งเป็นสัญลักษณ์

ในระยะแรก คนที่เข้าร่วมการประท้วงยังไม่มากนัก แต่เมื่อรัฐบาลฮ่องกงได้ใช้กองกำลังและแก๊สน้ำตาเข้าเล่นงาน ก็ทำให้ประชาชนเกิดความโกรธแค้น เพราะการประท้วงดังกล่าวเป็นการประท้วงอย่างสงบ และการเข้าใช้กำลังดังกล่าวจึงเป็นต้นเหตุทำให้การประท้วงเกิดการขยายตัวรวดเร็วมากขึ้น และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ในการประท้วงครั้งนี้ สิ่งที่ผู้ประท้วงต้องการนอกจากเรื่องการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเลือกตั้งตามหลักสากลแล้ว ยังเป็นการแสดออกให้เห็นว่า คนฮ่องกงไม่ใช่คนจีน ประเทศฮ่องกงไม่ใช่ประเทศจีน คนฮ่องกงต้องการมีความเป็นฮ่องกงที่มีความเป็นอิสระจากการครอบงำของจีน และการแสดงถึงความเป็นตัวตนของฮ่องกง การประท้วงครั้งนี้ได้อาศัยในช่วงของวันชาติจีนเป็นการแสดงออกถึงสัญลักษณ์ที่มีพลังมาก และในขณะนี้ผู้ประท้วงซึ่งมีจำนวนหลายหมื่นคนก็กำลังเรียกร้องยื่นคำขาดให้ผู้ว่าการฮ่องกงคือนายเหลียง ชุนอิง ลาออกจากตำแหน่งมิฉะนั้นกลุ่มผู้ประท้วงจะทำการยึดที่ทำการรัฐบาลเป็นขั้นต่อไป

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว อาจนำมาสู่คำถามว่า ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่จะมีทางเลือกในการคลี่คลายปัญหาของฮ่องกงอย่างไร สิ่งหนึ่งที่สามารถวิเคราะห์ได้คือ ประธานธิบดีสี จิ้นผิง คงจะไม่มีวันยอมให้ฮ่องกงมีการเลือกตั้งโดยตรงแบบประเทศประชาธิปไตยเสรีนิยม เพราะผลกระทบจากการยินยอมนั้นส่วนหนึ่งจะทำให้เกิดความพยายามในการเรียกร้องภายในจีนด้วย ต้องอย่าลืมว่า คนจีนจำนวนไม่น้อยได้เห็นตัวอย่างของประชาธิปไตยทั้งจากสื่อมวลชน อาหรับสปริง และการเดินทางท่องเที่ยว เชื้อของความต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงอยู่กับคนเหล่านี้ไม่น้อย อีกประการหนึ่ง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็ได้สร้างศัตรูจำนวนมากจากการใช้นโยบายต่อต้านการคอรัปชั่น ศัตรูเองรอคอยเวลากลับมาแก้แค้นเมื่อเงื่อนไขมาถึง การยินยอมให้ฮ่องกงมีการเลือกตั้งจึงเท่ากับเป็นการแสดงถึงความอ่อนแอของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อย่างเด่นชัด ยิ่งไปกว่านั้นจีนยังอยู่ในช่วงการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ในวันที่ 20 ตุลาคมที่จะถึงนี้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้นำจีนกำลังเผชิญหน้ากับปัญหารอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากปัญหาที่รายล้อมไม่ว่าจะเป็นปัญหาอสังหาริมทรัพย์ หนี้เอกชน Shadow banking อีกทั้งผู้นำจีนก็ได้เห็นตัวอย่างของการใช้กำลังในเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 ซึ่งส่งผลต่อประเทศและภาพลักษณ์ของจีนอย่างรุนแรง ดังนั้นผู้นำจีนคงต้องหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในลักษณะดังกล่าว ยิ่งในขณะนี้ เศรษฐกิจจีนยังต้องพึ่งพาความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ อีกทั้งเศรษฐกิจจีนก็ยังต้องพึ่งพาเศรษฐกิจของฮ่องกง การใช้มาตรการรุนแรงย่อมส่งผลกระทบทั้งต่อฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ ดังนั้นทางเลือกของผู้นำจีนคือ

1. รอดูสถานการณ์ว่าจะมีการคลี่คลายโดยตัวมันเอง กล่าวคือ ถ้าจำนวนผู้ต่อต้านลดน้อยลง ซึ่งอาจเกิดจากประชาชนฮ่องกงส่วนหนึ่งคำนึงถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการประท้วงและเห็นว่าการประท้วงในที่สุดแล้วทำอะไรไม่ได้เหมือนกับเหตุการณ์ Occupy Wall Street

2. อาจจะหาทางออกด้วยการบีบให้ผู้ว่าการฮ่องกงคนปัจจุบันลาออกเพื่อซื้อเวลาในการปฏิรูปทางการเมืองภายหลังซึ่งมีโอกาสมากที่จะออกมาในรูปแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้นำคนใหม่ที่จะเข้ามาก็จะยังใช้ระบบเก่าคือ ผู้นำจีนยังเป็นผู้กำหนดซึ่งก็จะมีปัญหาตามมาทีหลัง ดังนั้นทางออกจึงอาจจะหาผู้นำชั่วคราวซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อซื้อเวลาในการปฏิรูป

3. าจต้องใช้มาตรการรุนแรงแต่มีขอบเขตจำกัด

โดยสรุป สถานการณ์ในฮ่องกงแม้ว่าจะยืดเยื้อแต่ก็มีสิ่งที่รัฐบาลจีนต้องรีบคลี่คลายก่อนการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ในวันที่ 20 ตุลาคม ทางหนึ่งก็เพื่อไม่ให้ปัญหาดังกล่าวกระทบกับภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ปัญหาฮ่องกงจึงมีความผูกพันกับเศรษฐกิจและการเมืองจีนในระดับหนึ่ง ทางออกที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ ข้อสอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจ 4 กลุ่มประเทศในภาวะฟื้นตัว ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั่วโลก

7635

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจของจีน ซึ่งปรากฏว่า อยู่ในลักษณะที่เรียกกันว่า “Balance sheet recession” กล่าวคือ จีนกำลังเกิดปัญหาเศรษฐกิจกำลังขยายตัวอ่อนแอทั้ง ๆ ที่ รัฐบาลได้อัดฉีดเงินตั้งแต่เดือนเมษายน ในลักษณะ Mini stimulus (การกระตุ้นอย่างอ่อน ๆ) ซึ่งยังไม่ได้ผล ล่าสุดรัฐบาลได้เพิ่มเงินอัดฉีดด้วยการปล่อยกู้ให้กับธนาคาร อีกทั้งลดสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคาร แต่ก็ไม่ได้ผล ซึ่งส่วนหนึ่งซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญเกิดจากการที่ขณะนี้หนี้ภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากระดับร้อยละ 151 ของ GDP ในปี 2008 เป็นกว่าร้อยละ 250 ของ GDP ในขณะนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนตัวเลขหนี้ที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา องค์กรภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ จึงเริ่มชะลอการกู้และพยายามแก้ปัญหาด้วยการลดหนี้ ซึ่งทำให้เงินอัดฉีดที่รัฐปล่อยสู่ธนาคารจึงไม่เป็นผล อีกทั้งธนาคารเองก็มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นจึงพยายามชะลอการปล่อยกู้สินเชื่อ สถานการณ์ดังกล่าวหมายถึงว่า ในงบดุลของเอกชนนั้นมีหนี้มากมาย เอกชนจึงพยายามชะลอการลงทุน ลดการใช้จ่าย เพื่อแก้ปัญหาเรื่องหนี้จึงส่งผลให้เศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกในทางเทคนิคว่า “Balance sheet recession” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เดียวกันที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 1990 ทำให้ญี่ปุ่นเจอกับปัญหาการถดถอย เศรษฐกิจชะงักงันไปกว่าสองทศวรรษ นอกจากนี้จีนยังเจอกับปัญหาอสังหาริมทรัพย์ที่ตกต่ำ คอนโดรกร้างว่างเปล่า ราคาตกลง ผสมกับปัญหา Shadow Banking ดังนั้นรัฐบาลจีนเมื่อ 2 วันที่ผ่านมานี้จึงออกมายอมรับว่า เศรษฐกิจจีนคงจะต้องชะลอตัวลงจากระดับร้อยละ 7.4-7.5 ในขณะนี้

ในกรณีของสหภาพยุโรปนั้น เนื่องจากเกิดปัญหาเงินฝืด (Defection) ธนาคารกลางจึงต้องอัดฉีดเงินด้วยวิธีดังนี้

1.ใช้มาตรการที่เรียกว่า TLTRO (targeted longer-term refinancing operation) ซึ่งกำหนดเงินไว้ 2 ก้อนเพื่อปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ร้อยละ 0.05 และจะคงอยู่ที่ระดับนี้ไปตลอด 4 ปี กองแรกเริ่มปล่อยแล้ว 4 แสนล้านยูโร ปรากฏว่าธนาคารพาณิชย์สนใจกู้แค่ 85,000 ล้านยูโร ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้

2.ธนาคารกลางกำลังดำเนินมาตรการ QE ด้วยวิธีการ 2 ประการ หนึ่งคืออาจจะพิมพ์เงินเพื่อไปซื้อพันธบัตรของรัฐบาลแบบที่เคยทำมาแล้วในช่วงวิกฤต (เป็นการปล่อยซื้อพันธบัตรในตลาดรอง-secondary market) กับอีกประการคือ ไปซื้อสินทรัพย์ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันของเอกชน (asset backed security) หรือกล่าวอีกนัยคือ อัดฉีดเงินสภาพคล่องเพื่อไปซื้อ Securitization ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีผลลัพธ์อย่างไร

สหภาพยุโรปในขณะนี้ภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีแรกอยู่ในลักษณะทรงตัว บางประเทศเกิด Recession เช่น อิตาลีและฟินแลนด์ ส่วนประเทศที่อัตราการขยายตัวดีขึ้น ได้แก่ อังกฤษ ขยายตัวร้อยละ 3.1 และสเปนขยายตัวร้อยละ 0.8

ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีอัตราการเติบโตติดลบเล็กน้อย จากผลการขึ้น Sales Tax จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8 ซึ่งทำให้ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวติดลบที่ร้อยละ -7 ลบล้างการขยายตัวในไตรมาสแรกที่ร้อยละ 6 โดยสิ้นเชิง อีกทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นในปีหน้าก็จะขึ้น Sales Tax จากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 10 เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า ญี่ปุ่นยังต้องเผชิญกับการฟื้นตัวที่มีลักษณะแผ่วเบา ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เรียกว่า ลูกศร 3 ดอก คือ 1.มาตรการทางการเงิน เช่น การปล่อยให้เงินอ่อนตัวลง 2.มาตรการทางการคลังคือ ใช้ QE กระตุ้นเศรษฐกิจ และ 3.เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันคือ การเข้า TPP และการส่งเสริมการท่องเที่ยว คือ การยกเว้น visa ในบางประเทศซึ่งไทยก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย

สหรัฐอเมริกาจึงเป็นเพียงประเทศเดียวที่มีอัตราการเติมโตดี โดยคาดว่าปีนี้อัตราการเติบโตจะอยู่ที่ร้อย 2.1 ทำให้ธนาคารกลางจะยกเลิก QE ที่จะหมดในเดือนตุลาคมนี้ และเป็นที่คาดหวังว่า อัตราดอกเบี้ยในปีหน้าจะอยู่ในทิศทางขาขึ้น ถ้าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้

เศรษฐกิจโลกซึ่งถูกกำหนดโดย 4 กลุ่มประเทศที่ได้พูดถึงมาอยู่ในภาวะฟื้นตัวอ่อน ๆ ส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยัง บราซิล ออสเตรเลีย กลุ่มประเทศอาเซียนรวมทั้งไทยและประเทศอื่น ๆ และเป็นที่คาดว่าในอีก 2-3 สัปดาห์จากนี้ IMF คงจะมีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจโลดลดลงจากเดิมอย่างแน่นอน ผลพวงดังกล่าวจะทำให้การส่งออกและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยไม่สดสวยเท่าที่ควร

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สถานการณ์การแบ่งแยกประเทศของ “สกอตแลนด์”

7571

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในสัปดาห์หน้าจะมีการหยั่งเสียงประชามติในสกอตแลนด์ เพื่อที่จะตัดสินอนาคตว่า แคว้นสกอตแลนด์จะกลายเป็นประเทศที่แยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรหรือไม่ จากการหยั่งเสียงเมื่อประมาณ 1-2 เดือนที่ผ่านมา จำนวนคนที่ต้องการแยกมีน้อยกว่าคนที่ต้องการให้คงอยู่ในสหราชอาณาจักร โดยห่างกันกว่า 10 % แต่ผลจากการรณรงค์อย่างมีประสิทธิภาพของฝ่ายที่ต้องการแยกทำให้ผลจำนวนคนที่ต้องการแยกและผู้ที่ต้องการอยู่ในสหราชอาณาจักรล่าสุดอยู่ในลักษณะสูสีมาก อีกทั้งการหยั่งเสียงในบางแห่งยังแสดงให้เห็นถึงผู้ที่ต้องการแยกสกอตแลนด์มีจำนวนมากกว่าด้วยซ้ำ

สัปดาห์หน้าคือในวันที่ 17 กันยายน จะเป็นตัวชี้ชะตากรรมในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของสหราชอาณาจักร ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญก็ว่าได้

ความจริงนั้น สกอตแลนด์ได้รวมกับอังกฤษตั้งแต่ปีค.ศ.1707 ซึ่งหมายความว่ารวมกับอังกฤษจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลา 307 ปีแล้ว การตัดสินใจในสัปดาห์หน้าจึงถือว่ามีนัยยะต่อการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของอังกฤษหรือที่เราเรียกว่า สหราชอาณาจักร อย่างมีนัยสำคัญ

เรื่องของความคิดในการแยกสกอตแลนด์ให้ออกเป็นประเทศอิสระนั้นยังไม่ใช่เป็นเรื่องกดดันอย่างมากมายดังเช่นในกรณีของแคว้นแคทาโลเนีย (Catalonia) และแคว้นบาสก์ (Basque) ของสเปน ซึ่งทั้งสองแคว้นมีการเรียกร้องความเป็นรัฐจากสเปนติดต่อกันเป็นร้อยปีและรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ ในกรณีของสกอตแลนด์ ความรู้สึกชาตินิยมแม้จะมีอยู่ติดต่อกันเป็นร้อยปีก็ตาม แต่กระบวนการในการเรียกร้องเพื่อแยกตัวออกมาเป็นรัฐอิสระยังมีขอบเขตจำกัดและไม่รุนแรง เพียงแต่ว่า ความรู้สึกชาตินิยมนั้นมีอยู่ต่อเนื่อง ดังนั้น ในช่วงของรัฐบาลพรรค Labour จึงได้มีนโยบายแก้กฎหมายให้สกอตแลนด์มีการปกครองตนเอง มีรัฐบาลของแคว้น และมีรัฐสภาของตนเอง โดยให้มีนโยบายปกครองตนเองในเรื่องการศึกษา สวัสดิการ โดยรัฐบาลกลางของอังกฤษจะดูแลเรื่องนโยบายต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง การได้รับการปกครองตนเองของสกอตแลนด์แทนที่จะช่วยสยบแนวคิดชาตินิยมสกอตแลนด์ กลับเป็นตัวสร้างแรงกระตุ้น พูดง่าย ๆ คือ “เมื่อได้คืบก็จะเอาศอก” ดังนั้น รัฐบาลปัจจุบันภายใต้นายเดวิด คาเมรอน จึงได้ตัดสินใจแก้ไขกฎหมายผ่านรัฐสภาให้ประชาชนสกอตแลนด์มีสิทธิ์ในการหยั่งเสียงเพื่อที่จะแยกตัวออกไปหรือไม่ แนวคิดจริง ๆ ของคาเมรอนคือ เชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของสกอตแลนด์ต้องการอยู่กับอังกฤษ เพราะพิจารณาการหยั่งเสียง คนต้องการอยู่มีมากกว่าคนต้องการแยก โดยห่างกันถึง 10-20% ดังนั้น คาเมรอนจึงคาดว่า ถ้ามีหยั่งเสียงประชามติ เสียงส่วนใหญ่จะเลือกอยู่กับอังกฤษ ปัญหาของสกอตแลนด์ก็จะจบลงโดยสิ้นเชิง ซึ่งปรากฏว่า เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะข้อเท็จจริง การรณรงค์อย่างได้ผลของผู้ที่ต้องการแยกสกอตแลนด์ทำให้ขณะนี้ผลคะแนนสูสีกันมาก และถ้าผลในสัปดาห์หน้าออกมาว่า สกอตแลนด์ต้องการแยกตัวออกจากอังกฤษ ก็ถือเป็นการตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ของอังกฤษภายใต้การนำของนายเดวิด คาเมรอน พรรคอนุรักษ์นิยม

ถ้าเกิดในกรณีที่ผลของการหยั่งเสียงนั้นเป็นไปในทำนองว่า ประชาชนเลือกที่จะแยกสกอตแลนด์ออกจากอังกฤษกลายเป็นประเทศใหม่ ผลที่จะตามมาคือ

1.สกอตแลนด์จะต้องหลุดออกจากสหภาพยุโรป และถ้าจะเข้าไปก็ต้อสมัครใหม่ และต้องดำเนินตามเงื่อนไขที่ถูกกำหนดโดยสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

2.สกอตแลนด์จะใช้เงินตราอย่างไร แม้ว่าผู้นำสกอตแลนด์จะเน้นที่จะใช้เงินปอนด์ในฐานะส่วนหนึ่งของ “สหภาพทางการเงิน (Currency Union)” ซึ่งในกรณีดังกล่าว ผู้ว่าการธนาคารอังกฤษได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ในลักษณะดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็จะสร้างปัญหาให้กับระบบการเงินและการค้าที่มีต่อสกอตแลนด์

3.อังกฤษมีเรือใต้น้ำปรมาณูที่มีฐานทัพในสกอตแลนด์ และถ้าสกอตแลนด์แยกตัวออกไป ผู้นำสกอตแลนด์ได้ประกาศว่า จะไม่ยอมให้เป็นที่ตั้งของขีปนาวุธดังกล่าว เนื่องจากผู้นำสกอตแลนด์ไม่ต้องการให้สกอตแลนด์ถูกอังกฤษดึงเข้าสู่สงครามดังเช่นในกรณีที่อังกฤษบุกอิรักร่วมกับสหรัฐอเมริกา

4.ผลกระทบต่อต่างประเทศมหาศาล เพราะเท่ากับว่าจะเป็นการเติมเชื้อไฟแยกแผ่นดินในสเปนและเบลเยียมให้กระพือขึ้น ซึ่งในเดือนพฤษจิกายนที่จะถึง ผู้นำแคว้นแคทาโลเนียของสเปน ซึ่งมีบาร์เซโลน่าเป็นเมืองหลวงกำลังจะทำประชามติเพื่อแยกแคว้นออกจากสเปน ผลกระทบจากสกอตแลนด์จึงมีผลต่อสเปนอและเบลเยียมค่อนข้างมาก เพราะทั้งสองประเทศมีกระแสชาตินิยมสูงและต้องการแยกแผ่นดินชัดเจนและรุนแรงกว่าสกอตแลนด์

5.ปัญหาสกอตแลนด์จะทำให้สถานภาพของอังกฤษและสเปนตกต่ำลง เนื่องจากจะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กลง อังกฤษเดิมมีประชากร 65 ล้านคน จะเหลือประชากรประมาณ 60 ล้านคน อีกทั้งจะมีกระแสชาตินิยมในแคว้นเวลส์และไอร์แลนด์เหนือเกิดขึ้นตามมา ส่วนสเปนประชากรจะลดลงจาก 46 ล้านคน เหลือ 38 ล้านคน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเรียกร้องของแคว้นบาสก์ตามมา

สกอตแลนด์กำลังเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจใน 3 ประเทศของสหภาพยุโรป อีกทั้งยังเป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ของยุโรปและโลก เหตุการณ์ในสกอตแลนด์ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้าจึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดใหม่

7570

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นโฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะเห็นได้ว่า โฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่นี้เป็นภาพสะท้อนของภาพลักษณ์ 3 ประการเด่น ๆ คือ 1.การเน้นความมั่นคง 2.การเน้นความเป็นเอกภาพ และ 3.การเน้นภาพลักษณ์ของทีมที่ทำงานได้และไว้ใจได้

ภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงจะเห็นได้ว่า เป็นการที่จะเอาผู้ที่มีส่วนร่วมในการรัฐประหารเข้ามามีบทบาทในรัฐบาล ดังนั้นจึงจะเห็นทหารเข้ามาเป็นรัฐมนตรีจำนวนมาก และที่สังเกตได้ก็คือ เป็นทหารที่ร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายและกำลังเกษียณ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องโยกเอาคนเหล่านี้มาเป็นรัฐมนตรีซึ่งนอกจากจะเป็นการตอบแทนที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแล้ว ยังเป็นหลักประกันความมั่นคงของคสช.อีกด้วย นอกจากนี้ การขึ้นมาเป็นรัฐมนตรียังเป็นการเปิดโอกาสให้รุ่นน้องสามารถขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโตได้ เท่ากับว่าเป็นการรับประกันความมั่นคงด้วยการสืบทอดอำนาจให้บุคคลที่ไว้ใจได้อีกด้วย

ภาพลักษณ์ด้านการเน้นเอกภาพ จะเห็นได้จากชุดของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นสายทหารหรือสายพลเรือน โดยเฉพาะในทีมเศรษฐกิจก็จะเป็นชุดซึ่งอยู่ในทีมเดียวกัน จะเห็นได้ว่า บุคลากรจะเป็นคนที่หม่อมอุ๋ยไว้ใจได้ ซึ่งก่อนหน้านี้จะเห็นว่าชื่อบางคนจะปรากฏในข่าวแต่เมื่อเอาเข้าจริงกลับไม่มีในรายชื่อ เพราะต้องยอมรับว่า กลุ่มที่ปรึกษาของ คสช.นั้นยังมีความเห็นที่ไม่อยู่ในทีมเดียวกัน กรณีที่เด่นชัดคือ กรณีของหม่อมอุ๋ยกับดร.สมคิด ดังนั้นในการสร้างคณะรัฐมนตรีชุดนี้ภายใต้การดูแลของหม่อมอุ๋ย จะต้องได้บุคลากรที่เป็นทีมเดียวกันกับหม่อมอุ๋ย

ภาพลักษณ์ด้านการเน้นทีมทำงานและไว้ใจได้ คือการที่บอกว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่ทำงานได้จริง มีประสบการณ์ เพราะฉะนั้น รัฐบาลจึงประกอบด้วยบุคคลที่เคยเป็นอธิบดี ปลัดกระทรวง หรือเคยมีประสบการณ์ด้านการบริหาร เช่น คุณสมหมาย และในการที่ทหารเข้ามาดูแลหลายกระทรวง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม ก็จะถูกประกบด้วยรัฐมนตรีช่วยซึ่งก็คือ ข้าราชากรเดิมที่มีความรู้หรือเคยกำกับกระทรวงดังกล่าว เช่น คุณอภิรดี อดีตอธิบดีกระทรวงพาณิชย์ คุณดอน อดีตลูกหม้อของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคมก็มีอดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี

ภารกิจหลักของรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจก็คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจในช่วง 7 เดือนแรกยังติดลบ การส่งออกก็ติดลบ เพราะฉะนั้น ภารกิจที่สำคัญก็คือการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในปีนี้และปีหน้า ภารกิจนี้จะเป็นภารกิจที่อาจไม่ยากนักเนื่องจากในครึ่งปีหลังรัฐบาลสามารถที่จะใช้งบประมาณอัดฉีดเพียงแค่ขอให้เบิกจ่ายได้รวดเร็ว ในภารกิจนี้ การเน้นเรื่องการคลังโดยเฉพาะการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพจะมีส่วนช่วยกระตุ้นไปสู่การขยายตัวของการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน ส่วนที่ยากในภารกิจนี้มาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจภายนอก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวช้ากว่าที่ควรจะเป็น เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปก็ถูกกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เรื่องของยูเครนและปัญหาเงินฝืด เศรษฐกิจของญี่ปุ่นในครึ่งปีแรกขยายตัวติดลบมาจากปัญหาการขึ้น Sales Tax ในไตรมาสที่ 2 และจะต่อเนื่องทั้งปี ปัญหาของจีนคืออัตราการขยายตัวต่ำที่ 7.4 – 7.5 % อีกทั้งปัญหาการเมืองในตะวันออกกลาง และปัญหาโรคระบาดจากเชื้อไวรัสอีโบลา

ในเรื่องของการท่องเที่ยว แม้ว่าจะได้บุคลากรที่อยู่ในวงการก็ตาม แต่ประเด็นเรื่องการท่องเที่ยวคือ การประกาศกฎอัยการศึกที่ทำให้บางประเทศลดการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย อีกทั้งนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของการมาท่องเที่ยวในไทยรวมทั้งอาเซียนก็มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง 2 ประเด็นนี้จะทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการท่องเที่ยวมีข้อจำกัดระดับหนึ่ง

พันธกิจที่สำคัญและทำได้ยากมากสำหรับรัฐบาลก็คือ การปรับขีดความสามารถในการแข่งขัน การที่รัฐบาลเน้น Infrastructure และ Logistic แม้จะมีส่วนช่วยแต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการปรับขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว มีทั้งเรื่อง RCEP, TPP และอื่น ๆ ที่รออยู่ข้างหน้า รัฐบาลชุดนี้จะต้องมีความสามารถในการที่จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าได้ดี พูดง่ายๆ คือ บุคลากรเหล่านี้ต้องมีลักษณะ Proactive  มาก ๆ เพราะการจะพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันต้องเข้าใจโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าและสามารถพัฒนาสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ซึ่งถ้าดูจากบุคลากรเหล่านี้ก็ยังมีความกังขาอยู่ไม่น้อย ดังจะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ การส่งออกอยู่ในลักษณะที่ย้ำแย่เพราะเราผลิตสินค้าเหมือนกับกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) ซึ่งมีค่าแรงเท่ากับ 20 %ของเรา อีกทั้งประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ซึ่งมีค่าแรงครึ่งหนึ่งของเรา ความจริงแล้วเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผู้นำไทย BOI สภาพัฒน์ฯ ควรจะเห็นภาพดังกล่าวนี้ล่วงหน้าจากการตั้ง AFTA เมื่อปี 1993 และปรับสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม ปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้สามารถแข่งกับเวียดนาม จัดทำ Zoning ส่งเสริมการย้ายฐานการผลิตสำหรับสินค้าที่ใช้แรงงาน แต่ BOI เพิ่งเริ่มที่จะดำเนินมาตรการดังกล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผิดกับมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งปรับโครงสร้างดังกล่าวล่วงหน้า มาเลเซียมีโครงการ Multimedia super corridor 2020 และสิงคโปร์ซึ่งพัฒนาสู่เศรษฐกิจบริการที่เน้น IT และการเงิน ทำให้ทั้ง 2 ประเทศนี้พัฒนาสินค้าได้ตรงกับขีดความสามารถของตน และตรงกับความต้องการของโลก แตกต่างจากไทยซึ่งไม่เห็นภาพฉายดังกล่าว นอกจากนี้ 2 ประเทศนี้ยังพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับขีดความสามารถและสอดคล้องกับสินค้าและบริการที่แข่งขัน ดังนั้น สิ่งที่เราต้องการก็คือ บุคลากรที่ Proactive และดำเนินมาตรการเป็นเอกภาพในการพัฒนาสินค้าและบริหารที่ตรงกับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงใน 10-20 ปีข้างหน้า จะเห็นได้ว่า บุคลากรในรัฐบาลชุดนั้นแม้จะมีความซื่อสัตย์ เป็นข้าราชการ แต่ไม่แสดงออกถึงระบบคิดดังกล่าว ดังนั้น การจะปรับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ยังเป็นข้อกังขาว่าจะทำได้แค่ไหน

สรุปแล้ว ภารกิจแรกในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ระดับหนึ่ง ส่วนหนึ่งจากประสบการณ์และความรู้งานของบุคลากร อีกส่วนขึ้นอยู่กับโชคช่วยด้านต่างประเทศ แต่ตัวที่เป็นปัญหาคือ การพัฒนาขีดความสามารถไทยให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงซึ่งเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โลกทัศน์ของผู้ที่เข้ามาเป็นบุคลากรยังไม่แสดงถึงขีดความสามารถดังกล่าวที่ปรากฏไว้ในอดีต ดังนั้นจะเป็นเรื่องที่ท้าทายว่าจะทำส่วนนี้ได้ดีแค่ไหนในอนาคต

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น