ACMECS ความร่วมมือลุ่มแม่น้ำอิระวดี เจ้าพระยา แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy)

9412

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในสองวันที่ผ่านมามีการประชุมสุดยอด ACMECS ครั้งที่ 6 ของผู้นำในกลุ่มประเทศ ACMECS ซึ่งประกอบด้วย พม่า (ซึ่งปีนี้เป็นเจ้าภาพ) กัมพูชา ลาว เวียดนาม และไทย ซึ่งเป็นการประชุมทุก ๆ 2 ปี โดยใน 2 ปีข้างหน้าไทยจะเป็นเจ้าภาพ ความจริงนั้น ACMECS เป็นโครงการที่มีความริเริ่มจากไทยซึ่งเป็นโครงการที่ต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ ของประเทศที่มีชายแดนดินกันบนกรอบของลุ่มแม่น้ำที่ติดกัน ACMECS ถือเป็น subset ของอาเซียน กล่าวคือ เป็นความร่วมมือระหว่าง 5 ประเทศของ 10 ประเทศอาเซียน นอกจากนั้น ACMECS ยังมีความเกี่ยวข้องและเป็นส่วนเสริมกับกรอบความร่วมมือ 6 ประเทศที่เรียกว่า อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง – GMS (Greater Mekong Subregion)

กรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำอิระวดี เจ้าพระยา แม่โขง (ACMECS) ซึ่งเป็น 5 ประเทศที่มีชายแดนติดกันของอาเซียน ส่วนหนึ่งเป็นการกระชับความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งและรวดเร็วยิ่งขึ้นทั้งในทางมิติเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และแน่นอนในกรอบดังกล่าวจะมีภาพใหญ่ของ AEC เป็นเสมือน Background ดังจะเห็นได้ว่า ภายใต้กรอบ AEC ซึ่งมี 4 ข้อใหญ่ ๆ คือ

1. เป็นตลาดร่วมและฐานการผลิตร่วมซึ่งหมายถึง การเปิดเสรีสินค้า (AFTA) เงินทุน บริการ แรงงาน

2. พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันมี 6 องค์ประกอบ โดย 1 ในองค์ประกอบที่สำคัญคือ ความร่วมมือด้าน Infrastructure ระหว่างประเทศสมาชิก

3. การพัฒนาที่เท่าเทียมกันคือ 6 ประเทศเก่าต้องช่วยพัฒนาประเทศเข้าใหม่ (CLMV)

4. บูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะการพัฒนา Asean+3 และ +6, RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership)

9413

ในการประชุมครั้งนี้ ACMECS ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนซึ่งเป็นกรอบที่อยู่ในข้อที่ 1 ของ AEC การส่งเสริมการเดินทาง เช่น การพูดคุยกันเรื่อง single visa ก็เป็นกรอบภายใต้นัยยะของตลาดร่วม ซึ่งมีความหมายว่า การเปิดเสรีแรงงานมีฝีมือ 8 ประเภท ตามที่ระบุไว้ใน AEC ปัจจุบัน และเนื่องจากอุปสรรคในรูปแบบภาษีศุลกากรของ 5 ประเทศอาจกล่าวได้ว่าเกือบจะเหลือ 0 หมดแล้ว ดังนั้น การพูดคุยกันจึงเป็นการพูดถึง การขจัดอุปสรรคที่มิใช่กำแพงภาษี (NTB) มากกว่า ในการประชุมครั้งนี้จึงมีการพูดถึงเรื่องความร่วมมือทางสังคม เช่น เรื่อง HR, Training ก็เป็นส่วนหนึ่งของกรอบประชาคมอาเซียนทางสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงความร่วมมือด้านสาธารณสุข นอกจากนั้น ประเด็นสำคัญคือ การส่งเสริมให้ขยายและเร่งความเชื่อมโยง Infrastructure ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขนส่ง Logistic การพัฒนาเศรษฐกิจจำเพาะของชายแดนที่ติดต่อกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ AEC แล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในกรอบของ GMS ด้วย การประชุมสุดยอด ACMECS จึงมีความสำคัญ เพราะเป็นส่วนเสริมของอนุภูมิภาค (GMS) ซึ่งนอกจากจะประกอบด้วย 5 ประเทศ แล้ว ยังประกอบด้วยแคว้นยูนนาน ประเทศจีน การเชื่อมโยง 6 ประเทศย่อมหมายถึง 5 ประเทศใน ACMECS จะต้องร่วมมือและเร่งพัฒนาความเชื่อมโยงทางด้านคมนาคมทั้งทางน้ำ ทางบก ทางอากาศ เพื่อที่จะเชื่อมโยงต่อไปถึงยุโรปที่เราเรียกว่า “One Belt, One Road” หรือเส้นทางสายไหม (ซึ่งรัฐบาลจีนกำลังพัฒนาอยู่) โดยประกอบด้วย 4 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางเรือไปถึงกรีซ เส้นทางถนนและรถไฟผ่านไซบีเรียไปถึงยุโรปตะวันออก และเส้นทางท่อก๊าซจากจีนไปยุโรป จีนเองก็ได้จัดตั้ง Asia Infrastructure Investment Bank (AIIB) เพื่อรองรับการลงทุนในภูมิภาค ดังนั้นการประชุมสุดยอด ACMECS จึงเป็นส่วนเน้นและเป็นตัวเร่งภายใต้กรอบใหญ่ของ GMS นั่นเอง

ถ้าจะวิเคราะห์ถึงความเชื่อมโยงของ ACMECS กับภาพที่ใหญ่กว่าจะสามารถอธิบายได้ว่า ACMECS เป็นความร่วมมือในระดับ subset เป็นระดับอนุภูมิภาค, AEC เป็นความร่วมมือระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ Asean+3 เป็นความร่วมมือระดับเอเชียนั่นเอง จากทั้ง 3 กรอบที่กล่าวถึง จึงไม่น่าแปลกใจเลยถ้าใน 10 ปีข้างหน้า Asean+3 จะพัฒนาสู่ประชาคมเอเชียตะวันออก ซึ่งหมายถึงจะแน่นแฟ้นในตลาดร่วม ซึ่งจะเปิดเสรีทางด้านสินค้า เงินทุน บริการ ส่วนแรงงานอาจจะเปิดเสรีในขอบเขตที่จำกัด

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

นับถอยหลัง 10 วันปัญหากรีกกับยูโรโซน

55585555

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วง 10 วันจากนี้ถือเป็นช่วงระยะเวลาที่น่าตื่นเต้นในยูโรปและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก นั่นก็คือ ประเด็นปัญหากรีกจะอยู่ในสภาพล้มละลายเบี้ยวหนี้และต้องออกจากยูโรโซนหรือไม่ และถ้าออกจะเกิดผลกระทบต่อสหภาพยุโรปและเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง ในช่วง 10 วันจากนี้นั้นจะถึงกำหนดที่กรีกต้องชำระหนี้ 2 กองให้แก่ IMF กองแรก 350 ล้านยูโรซึ่งถึงกำหนดวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่กรีกขอจ่ายรวมในปลายเดือนซึ่งจะมีอีกกองหนึ่งประมาณ 1,200 ล้านยูโร ซึ่งถ้ากรีกไม่สามารถหาเงินมาชำระได้ก็ถือว่า กรีกอยู่ในสภาพเบี้ยวหนี้และถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่เกิดกับประเทศพัฒนา นอกจากนี้ ในปลายเดือนนี้จะถึงกำหนดเงื่อนเวลาของหนี้ที่กรีกเคยขอไว้เป็นครั้งที่ 2 ในวงเงิน 172,000 ล้านยูโร ซึ่งความจริงแล้วหมดอายุตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกรีกซึ่งเป็นฝ่ายซ้ายจัด ทั้งกรีกและทรอยก้า (Troika) จึงมีการตกลงกันในการขยายระยะเวลาไปถึง 30 มิถุนายน ดังนั้นภายในเงื่อนเวลาดังกล่าว กรีกนอกจากต้องหาเงินมาชำระกับ IMF แล้ว กรีกยังต้องเจรจาทำข้อตกลงการกู้เงินเป็นครั้งที่ 3 เนื่องจากจะมีหนี้ถึงกำหนดกับทรอยก้าเข้ามาเรื่อย ๆ

ขณะนี้ทางฝ่ายทรอยก้าก็ได้มีการเตือนรัฐบาลกรีกว่าจะต้องทำข้อตกลงในการปฏิรูปเศรษฐกิจตามเงื่อนไขของทรอยก้าให้แล้วเสร็จภานใน 1-2 วัน เนื่องจากจะมีการประชุมรัฐมนตรีคลัง 19 ประเทศเพื่อที่จะได้นำข้อตกลงไปผ่านรัฐสภา ซึ่งต้องใช้เวลา และต้องตกลงก่อนวันที่ 30 มิถุนายน อย่างไรก็ตาม คาดว่าภายใน 1-2 วันจะยังไม่มีข้อตกลงเพราะรัฐบาลซ้ายจัดออกมาท้าทายด้วยการโจมตีว่า เงื่อนไขของเจ้าหนี้ทั้ง 3 รายมันโหดเกินไป และกล่าวโจมตี IMF ว่าเป็นอาชญากร อย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากลักษณะโดยทั่วไปก็คงจะมีการคาดการณ์ในทำนองว่า โอกาสที่กรีกจะเบี้ยวหนี้เนื่องจากไม่สามารถตกลงกันได้จะสูงมาก บางคนถึงขนาดบอกว่า เกิดขึ้นแน่นอน แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ละเอียดขึ้น ความเสี่ยงที่กรีกจะล้มละลายและออกจากยูโรโซนอาจจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 30% เป็น 50% ในขณะนี้ แต่ไม่ใช่ 100% อย่างที่มีการวิเคราะห์กันในบางกลุ่ม เหตุผลที่มีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นแต่ก็ยังมีโอกาสตกลงกันได้ 50-50 นั้นจะมาจากกรอบในการวิเคราะห์ ดังต่อไปนี้

ประการแรก กรีกกับทรอยก้ามี 3 ประเด็นหลักที่ยังตกลงกันไม่ได้ ประเด็นแรกคือ เรื่องของทรอยก้าต้องการให้กรีกดำรงงบประมาณเกินดุลเพิ่มขึ้นถึง 4.5% ของ GDP ในปี 2018 (ต้องเกินดุลงบประมาณโดยไม่รวมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ – Primary Surplus) โดยเริ่มที่เพิ่มอัตราก้าวหน้าจากปี 2015 เป็นต้นไป ซึ่งกรีกมองว่าโหดเกินไป ประเด็นนี้ยังพอตกลงกันได้ เนื่องจากข้อขัดแย้งจะลดลงไป ล่าสุดเงื่อนไขของทรอยก้าก็คือ ให้ดำรงงบประมาณเกินดุล 1% ในปีนี้, 2% ในปี 2016, 3% ในปี 2017, 3.5% ในปี 2018 ซึ่งต่ำกว่าที่เคยเรียกร้อง รัฐบาลกรีกเจรจาขอให้ดำรงงบประมาณขาดดุลในปีนี้ที่ 0.7% และอัตราการเพิ่มขึ้นจนถึงปี 2018 ก็อาจแตกต่างกันไม่มาก เรื่องนี้น่าจะหาจุดลงตัวได้ในที่สุด

2. เงื่อนไขของทรอยก้าก็คือ ให้รัฐบาลกรีกลดค่าใช้จ่ายเรื่องสวัสดิการให้กับผู้เกษียณอายุซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลกรีกไม่ยอม เพราะว่าก่อนหน้านี้ รัฐบาลกรีกก็ได้ลดค่าใช้จ่ายของผู้เกษียณอายุลงโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือคนที่มีเงินเกษียณอายุ 3,000 ยูโรได้ถูกหั่น 40% และคนที่มีเงินเกษียณอายุต่ำกว่า 700 ยูโรได้ถูกหั่น 25% เงื่อนไขที่ทรอยก้าต้องการคือ ให้หั่นต่อไปอีก ซึ่งรัฐบาลกรีกถือว่าโหดเกินไป และกระทบกับฐานเสียงโดยผู้ที่อยู่ในกลุ่มเกษียณอายุมีจำนวนประมาณ 1 ใน 4 ของประชากร หรือเท่ากับ 21%

3. ข้อตกลงที่ยากที่สุดก็คือ กรีกถูกขอให้ขึ้น VAT ที่สูงถึง 23% โดยข้อตกลงใหม่ที่ทรอยก้าต้องการคือ ให้ขึ้น VAT เป็น 25% สำหรับค่าไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลกรีกไม่ยอมเพราะจะสร้างความเจ็บปวดให้กับประชาชนของเขา

โดยสรุป ถ้าดูจากภาพนี้จะตกลงได้ยากมาก โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการผู้เกษียณอายุและเรื่อง VAT หากมองจากมุมของกรีกก็คือ จะกระทบต่อคำมั่นสัญญาต่อประชาชนที่เลือกเขาและฐานเสียง หากมองจากมุมของทรอยก้าก็คือ ประชาชนที่เป็นเจ้าหนี้ที่ต้องมาเสียภาษีเพื่อช่วยกรีกที่เกิดจากความเกียจคร้านผนวกกับสวัสดิการที่ดีเกินไป ซึ่งถ้ายอมกรีกก็จะไม่สามารถผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และประชาชนก็จะต่อต้าน นั่นหมายถึงกระทบฐานเสียงของรัฐบาลเจ้าหนี้

อย่างไรก็ตาม โอกาสประนีประนอมยังไม่หมดไป โอกาสเป็นไปได้ในนาทีสุดท้ายยังอยู่ที่ 50% โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้

ประการแรก ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้กันว่าหากตกลงกันไม่ได้ทั้งกรีกและเจ้าหนี้ก็จะถูกกระทบ ต้องยอมรับว่า ปัญหาที่กรีกจะออกจากยูโรโซนนั้นอาจมีปัญหาลามปามไปสู่สเปนและอิตาลี แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรี Merkel กังวลก็คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวคือ ถ้ากรีกออกจากยูโรโซนและสามารถที่จะใช้ Model แบบเดียวกับอาร์เจนตินาและไซปรัส ซึ่งก็เท่ากับลดความเจ็บปวดลงเพราะนั่นหมายความว่า ใช้วิธีการควบคุมเงินไหลออกและหันมาใช้ค่าเงินดรักมาร์ของกรีกตามเดิมและปล่อยให้ค่าเงินอ่อนตัวลง ในช่วงรอยต่ออาจลดความเจ็บปวดจากการขอความช่วยเหลือจากจีนและรัสเซีย และเมื่อถึงจุดที่มูลค่าการส่งออกและรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น กรีกจะสามารถต่อรองกับเจ้าหนี้ซึ่งจะได้เงื่อนไขดีขึ้น สภาพดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ ในยุโรปโดยเฉพาะสเปน โดยในขณะนี้พรรคฝ่ายซ้ายจัดที่ต่อต้านยูโรก็มากขึ้นนำมาซึ่งผลกระทบต่อยูโรโซนและสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังเป็นการผลักไสให้กรีกใกล้ชิดกับจีนและรัสเซียในภาวะที่สหภาพยุโรปและ NATO ต้องการความเป็นเอกภาพและถ่วงดุลกับจีนและรัสเซีย กรีกก็รู้ถึงภัยอันตรายต่อสหภาพยุโรปจากการที่กรีกต้องออกจากเงินสกุลยูโร ดังนั้นรัฐบาลกรีกก็คิดว่าเขามีอำนาจต่อรองมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลกรีกต้องการก็คือ ขอยืดเวลาต่อไปจนได้เงื่อนไขที่ดีที่สุดในนาทีสุดท้าย

ประการที่ 2 ที่ผ่านมาทรอยก้าก็แสดงท่าทีที่อ่อนลงจนล่าสุดได้บอกกับกรีกว่า กรีกอาจไม่ต้องลดสวัสดิการเกษียณอายุและขึ้น VAT แต่ให้ไปลดค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ เช่น ด้านค่าทหาร ให้มีตัวเลขสมดุลกับค่าใช้จ่ายที่ได้พูดถึง นอกจากนี้ ธนาคารกลงยุโรป (ECB) ซึ่งเดิมมีการปิดก๊อกในการช่วยเหลือกรีกในด้านเงินทุนสภาพคล่องในภาวะจำเป็น (emergency fund) กรีกขณะนี้ก็ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนดังกล่าวเพื่อชดเชยกับเงินไหลออกจากเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ของกรีก นายกรัฐมนตรีกรีก นาย Tsipras เองก็เคยพูดกับคนใกล้ชิดว่า เขาต้องหาข้อยุติ เนื่องจากรู้ว่าการออกจากเงิสกุลยูโร ประชาชนจะได้รับความเจ็บปวดมากขึ้นอีก

ภายใต้กรอบดังกล่าว โอกาสที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะประนีประนอมในช่วง 10 วันนี้จนถึงนาทีสุดท้ายก็ยังมีอยู่ นอกจากนั้น อาจใช้วิธียืดการเจรจาออกไปหลังวันที่ 30 มิถุนายน แต่ว่าให้ความช่วยเหลือกับกรีกด้วยการอนุญาตให้เบิกเงินตามหนี้ที่ต้องชำระคือ 1,500 ล้านยูโร จาก 7,200 ล้านยูโรที่กรีกจะได้รับถ้าตกลงสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ตกลงกันไม่ได้และกรีกต้องออกจากเงินยูโร นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อว่า จะยังไม่ลามปามจนเกิดวิกฤตกับสเปนและอิตาลี แต่อาจจะเกิดความสั่นสะเทือนชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากสเปนกำลังมีความเข้มแข็ง อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของสเปนสูงกว่า 3% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มยูโรโซน และถือว่าดีที่สุดในกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ในกลุ่มยูโรโซน

ปัจจัยกรีกยังเป็นเรื่องที่น่าติดตาม เพราะมีผละกระทบต่อเศรษฐกิจโลกไม่มากก็น้อย 10 วันจากนี้จึงเท่ากับ 10 วันอันตรายที่จะได้รู้ดำรู้แดงจากเรื่องของปัญหากรีกกับยูโรโซน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปัญหา “กรีก” ยังไม่จบ

9382

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วง 10 วันจากนี้ถือเป็นช่วงระยะเวลาที่น่าตื่นเต้นในยุโรปและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก นั่นก็คือ ประเด็นปัญหากรีกจะอยู่ในสภาพล้มละลายเบี้ยวหนี้และต้องออกจากยูโรโซนหรือไม่ และถ้าออกจะเกิดผลกระทบต่อสหภาพยุโรปและเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง ในช่วง 10 วันจากนี้นั้นจะถึงกำหนดที่กรีกต้องชำระหนี้ 2 กองให้แก่ IMF กองแรก 350 ล้านยูโรซึ่งถึงกำหนดวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่กรีกขอจ่ายรวมในปลายเดือนซึ่งจะมีอีกกองหนึ่งประมาณ 1,200 ล้านยูโร ซึ่งถ้ากรีกไม่สามารถหาเงินมาชำระได้ก็ถือว่า กรีกอยู่ในสภาพเบี้ยวหนี้และถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่เกิดกับประเทศพัฒนา นอกจากนี้ ในปลายเดือนนี้จะถึงกำหนดเงื่อนเวลาของหนี้ที่กรีกเคยขอไว้เป็นครั้งที่ 2 ในวงเงิน 172,000 ล้านยูโร ซึ่งความจริงแล้วหมดอายุตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกรีกซึ่งเป็นฝ่ายซ้ายจัด ทั้งกรีกและทรอยก้า (Troika) จึงมีการตกลงกันในการขยายระยะเวลาไปถึง 30 มิถุนายน ดังนั้นภายในเงื่อนเวลาดังกล่าว กรีกนอกจากต้องหาเงินมาชำระกับ IMF แล้ว กรีกยังต้องเจรจาทำข้อตกลงการกู้เงินเป็นครั้งที่ 3 เนื่องจากจะมีหนี้ถึงกำหนดกับทรอยก้าเข้ามาเรื่อย ๆ

ขณะนี้ทางฝ่ายทรอยก้าก็ได้มีการเตือนรัฐบาลกรีกว่าจะต้องทำข้อตกลงในการปฏิรูปเศรษฐกิจตามเงื่อนไขของทรอยก้าให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วัน เนื่องจากจะมีการประชุมรัฐมนตรีคลัง 19 ประเทศเพื่อที่จะได้นำข้อตกลงไปผ่านรัฐสภา ซึ่งต้องใช้เวลา และต้องตกลงก่อนวันที่ 30 มิถุนายน อย่างไรก็ตาม คาดว่าภายใน 1-2 วันจะยังไม่มีข้อตกลงเพราะรัฐบาลซ้ายจัดออกมาท้าทายด้วยการโจมตีว่า เงื่อนไขของเจ้าหนี้ทั้ง 3 รายมันโหดเกินไป และกล่าวโจมตี IMF ว่าเป็นอาชญากร อย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากลักษณะโดยทั่วไปก็คงจะมีการคาดการณ์ในทำนองว่า โอกาสที่กรีกจะเบี้ยวหนี้เนื่องจากไม่สามารถตกลงกันได้จะสูงมาก บางคนถึงขนาดบอกว่า เกิดขึ้นแน่นอน แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ละเอียดขึ้น ความเสี่ยงที่กรีกจะล้มละลายและออกจากยูโรโซนอาจจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 30% เป็น 50% ในขณะนี้ แต่ไม่ใช่ 100% อย่างที่มีการวิเคราะห์กันในบางกลุ่ม เหตุผลที่มีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นแต่ก็ยังมีโอกาสตกลงกันได้ 50-50 นั้นจะมาจากกรอบในการวิเคราะห์ ดังต่อไปนี้

ประการแรก กรีกกับทรอยก้ามี 3 ประเด็นหลักที่ยังตกลงกันไม่ได้ ประเด็นแรกคือ เรื่องของทรอยก้าต้องการให้กรีกดำรงงบประมาณเกินดุลเพิ่มขึ้นถึง 4.5% ของ GDP ในปี 2018 (ต้องเกินดุลงบประมาณโดยไม่รวมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ – Primary Surplus) โดยเริ่มที่เพิ่มอัตราก้าวหน้าจากปี 2015 เป็นต้นไป ซึ่งกรีกมองว่าโหดเกินไป ประเด็นนี้ยังพอตกลงกันได้ เนื่องจากข้อขัดแย้งจะลดลงไป ล่าสุดเงื่อนไขของทรอยก้าก็คือ ให้ดำรงงบประมาณเกินดุล 1% ในปีนี้, 2% ในปี 2016, 3% ในปี 2017, 3.5% ในปี 2018 ซึ่งต่ำกว่าที่เคยเรียกร้อง รัฐบาลกรีกเจรจาขอให้ดำรงงบประมาณขาดดุลในปีนี้ที่ 0.7% และอัตราการเพิ่มขึ้นจนถึงปี 2018 ก็อาจแตกต่างกันไม่มาก เรื่องนี้น่าจะหาจุดลงตัวได้ในที่สุด

2. เงื่อนไขของทรอยก้าก็คือ ให้รัฐบาลกรีกลดค่าใช้จ่ายเรื่องสวัสดิการให้กับผู้เกษียณอายุซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลกรีกไม่ยอม เพราะว่าก่อนหน้านี้ รัฐบาลกรีกก็ได้ลดค่าใช้จ่ายของผู้เกษียณอายุลงโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือคนที่มีเงินเกษียณอายุ 3,000 ยูโรได้ถูกหั่น 40% และคนที่มีเงินเกษียณอายุต่ำกว่า 700 ยูโรได้ถูกหั่น 25% เงื่อนไขที่ทรอยก้าต้องการคือ ให้หั่นต่อไปอีก ซึ่งรัฐบาลกรีกถือว่าโหดเกินไป และกระทบกับฐานเสียงโดยผู้ที่อยู่ในกลุ่มเกษียณอายุมีจำนวนประมาณ 1 ใน 4 ของประชากร หรือเท่ากับ 21%

3. ข้อตกลงที่ยากที่สุดก็คือ กรีกถูกขอให้ขึ้น VAT ที่สูงถึง 23% โดยข้อตกลงใหม่ที่ทรอยก้าต้องการคือ ให้ขึ้น VAT เป็น 25% สำหรับค่าไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลกรีกไม่ยอมเพราะจะสร้างความเจ็บปวดให้กับประชาชนของเขา

โดยสรุป ถ้าดูจากภาพนี้จะตกลงได้ยากมาก โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการผู้เกษียณอายุและเรื่อง VAT หากมองจากมุมของกรีกก็คือ จะกระทบต่อคำมั่นสัญญาต่อประชาชนที่เลือกเขาและฐานเสียง หากมองจากมุมของทรอยก้าก็คือ ประชาชนที่เป็นเจ้าหนี้ที่ต้องมาเสียภาษีเพื่อช่วยกรีกที่เกิดจากความเกียจคร้านผนวกกับสวัสดิการที่ดีเกินไป ซึ่งถ้ายอมกรีกก็จะไม่สามารถผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และประชาชนก็จะต่อต้าน นั่นหมายถึงกระทบฐานเสียงของรัฐบาลเจ้าหนี้

อย่างไรก็ตาม โอกาสประนีประนอมยังไม่หมดไป โอกาสเป็นไปได้ในนาทีสุดท้ายยังอยู่ที่ 50% โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้

ประการแรก ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้กันว่าหากตกลงกันไม่ได้ทั้งกรีกและเจ้าหนี้ก็จะถูกกระทบ ต้องยอมรับว่า ปัญหาที่กรีกจะออกจากยูโรโซนนั้นอาจมีปัญหาลามปามไปสู่สเปนและอิตาลี แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรี Merkel กังวลก็คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวคือ ถ้ากรีกออกจากยูโรโซนและสามารถที่จะใช้ Model แบบเดียวกับอาร์เจนตินาและไซปรัส ซึ่งก็เท่ากับลดความเจ็บปวดลงเพราะนั่นหมายความว่า ใช้วิธีการควบคุมเงินไหลออกและหันมาใช้ค่าเงินดรักมาร์ของกรีกตามเดิมและปล่อยให้ค่าเงินอ่อนตัวลง ในช่วงรอยต่ออาจลดความเจ็บปวดจากการขอความช่วยเหลือจากจีนและรัสเซีย และเมื่อถึงจุดที่มูลค่าการส่งออกและรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น กรีกจะสามารถต่อรองกับเจ้าหนี้ซึ่งจะได้เงื่อนไขดีขึ้น สภาพดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ ในยุโรปโดยเฉพาะสเปน โดยในขณะนี้พรรคฝ่ายซ้ายจัดที่ต่อต้านยูโรก็มากขึ้นนำมาซึ่งผลกระทบต่อยูโรโซนและสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังเป็นการผลักไสให้กรีกใกล้ชิดกับจีนและรัสเซียในภาวะที่สหภาพยุโรปและ NATO ต้องการความเป็นเอกภาพและถ่วงดุลกับจีนและรัสเซีย กรีกก็รู้ถึงภัยอันตรายต่อสหภาพยุโรปจากการที่กรีกต้องออกจากเงินสกุลยูโร ดังนั้นรัฐบาลกรีกก็คิดว่าเขามีอำนาจต่อรองมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลกรีกต้องการก็คือ ขอยืดเวลาต่อไปจนได้เงื่อนไขที่ดีที่สุดในนาทีสุดท้าย

ประการที่ 2 ที่ผ่านมาทรอยก้าก็แสดงท่าทีที่อ่อนลงจนล่าสุดได้บอกกับกรีกว่า กรีกอาจไม่ต้องลดสวัสดิการเกษียณอายุและขึ้น VAT แต่ให้ไปลดค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ เช่น ด้านค่าทหาร ให้มีตัวเลขสมดุลกับค่าใช้จ่ายที่ได้พูดถึง นอกจากนี้ ธนาคารกลงยุโรป (ECB) ซึ่งเดิมมีการปิดก๊อกในการช่วยเหลือกรีกในด้านเงินทุนสภาพคล่องในภาวะจำเป็น (emergency fund) กรีกขณะนี้ก็ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนดังกล่าวเพื่อชดเชยกับเงินไหลออกจากเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ของกรีก นายกรัฐมนตรีกรีก นาย Tsipras เองก็เคยพูดกับคนใกล้ชิดว่า เขาต้องหาข้อยุติ เนื่องจากรู้ว่าการออกจากเงิสกุลยูโร ประชาชนจะได้รับความเจ็บปวดมากขึ้นอีก

ภายใต้กรอบดังกล่าว โอกาสที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะประนีประนอมในช่วง 10 วันนี้จนถึงนาทีสุดท้ายก็ยังมีอยู่ นอกจากนั้น อาจใช้วิธียืดการเจรจาออกไปหลังวันที่ 30 มิถุนายน แต่ว่าให้ความช่วยเหลือกับกรีกด้วยการอนุญาตให้เบิกเงินตามหนี้ที่ต้องชำระคือ 1,500 ล้านยูโร จาก 7,200 ล้านยูโรที่กรีกจะได้รับถ้าตกลงสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ตกลงกันไม่ได้และกรีกต้องออกจากเงินยูโร นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อว่า จะยังไม่ลามปามจนเกิดวิกฤตกับสเปนและอิตาลี แต่อาจจะเกิดความสั่นสะเทือนชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากสเปนกำลังมีความเข้มแข็ง อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของสเปนสูงกว่า 3% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มยูโรโซน และถือว่าดีที่สุดในกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ในกลุ่มยูโรโซน

ปัจจัยกรีกยังเป็นเรื่องที่น่าติดตาม เพราะมีผละกระทบต่อเศรษฐกิจโลกไม่มากก็น้อย 10 วันจากนี้จึงเท่ากับ 10 วันอันตรายที่จะได้รู้ดำรู้แดงจากเรื่องของปัญหากรีกกับยูโรโซน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ส่งผลอย่างไรต่อการเมืองไทย ?

9340

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวานนี้รัฐบาลได้ประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 7 ประเด็น ซึ่งจะส่งผลต่อการเมืองไทยในอนาคตดังต่อไปนี้คือ

ประการแรก รัฐบาลได้มีการแก้ไขและเปิดช่องให้นักการเมืองที่ติดอยู่ในรายชื่อซึ่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองซึ่งมีจำนวนกว่าร้อยคนให้สามารถกลับมาเข้าสู่กิจกรรมทางการเมืองไม่ว่าจะในฐานะ รัฐมนตรี หรือ สมาชิกสภาฯ หากว่ากันไปแล้ว การแก้ไขดังกล่าวนี้มีลักษณะขัดแย้งกับแนวคิดในด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณที่คสช.ได้มีการวางไว้ในตอนต้น ดังจะเห็นได้ว่า ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวมีการห้ามคนเหล่านี้ทำกิจกรรมทางการเมือง ทั้งนี้เพราะถือว่ามีพฤติกรรมในอดีตที่มีลักษณะขัดกับการเป็นนักการเมืองที่ดี อย่างไรก็ตาม การแก้ไขบัญญัติรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้คนเหล่านี้สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองได้นั้นก็คงจะมีเป้าหมายทางการเมืองคือ ดึงเอาบุคลากรที่เป็นพันธมิตรกับรัฐบาลให้สามารถมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภา อีกทั้ง ดึงเอาบุคคลเหล่านี้บางส่วนเพื่อมาเป็นพันธมิตรในทางการเมืองเมื่อมีการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้แนบแน่นกับพรรคเพื่อไทย อีกทั้ง รัฐบาลมองว่าคนเหล่านี้มีประสบการณ์และมีฐานเสียงซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการช่วยด้านเสถียรภาพของรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งในอนาคต นอกจากนั้น การแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าวยังช่วยลดแรงกระเพื่อมของกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาล เพราะเท่ากับเป็นการเปิดให้มีลมหายใจทางการเมือง มิฉะนั้น แรงกระเพื่อมจากบุคคลเหล่านี้ซึ่งมีฐานเสียงจะเพิ่มขึ้น

ประการที่ 2 การแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้จะปิดทางให้สมาชิกสภาปฏิรูปที่เห็นแตกต่างในประเด็นต่าง ๆ ของร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถที่จะแก้ไขปรับปรุงได้ เนื่องจากถูกจำกัดเพียงเพื่อจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นปัญหาเพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากในหมู่สมาชิกสภาปฏิรูปและบุคคลภายนอกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสื่อมวลชน พลังอำนาจของคสช. และรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ที่เลือกสมาชิกสภาปฏิรูปจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญสามารถผ่านสภาโดยไม่ต้องมีการแก้ไข ทั้งนี้เพราะสมาชิกสภาฯ ถูกจำกัดเพียงเพื่อจะเอาหรือไม่เอา อีกทั้ง ความเกรงใจที่มีผลต่อคสช. ผนวกกับการมองอนาคตของตัวเองหลังการเลือกตั้ง ย่อมนำไปสู่ความจำเป็นในการที่จะยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ แม้จะไม่เต็มใจนักก็ตาม

ประการที่ 3 ในการแก้ไขเพื่อให้มีประชามติในการยอมรับร่างรัฐธรรมนูญนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ถ้ายอมรับร่างรัฐธรรมนูญก็จะนำไปสู่การเลือกตั้งในปีหน้า แต่ถ้าไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็จะทำให้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งน่าจะเป็นชุดเดิมแต่ลดจำนวนลงจาก 36 เหลือ 24 คน ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งล่าช้าไปอีกหลายเดือนหรือเป็นปี ซึ่งทำให้รัฐบาลยังคงอยู่ การกำหนดแนวทางดังกล่าวนั้นเท่ากับเป็นการสร้างแรงกดดันให้ประชาชนต้องยอมรับรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งให้เร็วขึ้น เพราะมิฉะนั้นก็จะทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องคงอยู่ต่อไปซึ่งอาจสร้างปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองจากแรงกระเพื่อมซึ่งจะเพิ่มขึ้น แน่นอนประชาชนบางส่วนต้องการให้รัฐบาลชุดนี้คงอยู่ต่อไป โดยชะลอการเลือกตั้งออกไปอีก การคงอยู่ของรัฐบาลยิ่งนานขึ้นย่อมสร้างแรงกดดันต่อแรงกระเพื่อมที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาล นอกจากกลุ่มเก่าที่เสียผลประโยชน์แล้วยังมีกลุ่มใหม่ที่สนับสนุนคสช.และรัฐบาล แต่ต้องการเห็นคสช.และรัฐบาลเพียงชั่วระยะเวลาเพื่อส่งผ่านสู่การเลือกตั้งตามโรดแม๊ปที่รัฐบาลกำหนดไว้ ถ้ารัฐบาลยังยืดเวลาออกไปแม้ด้วยเหตุเพราะอะไรก็ตาม ก็จะทำให้คนกลุ่มนี้เริ่มไม่พอใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า เมื่อมีการประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะผ่าน ทั้งนี้เนื่องจากแรงกดดันดังกล่าวผนวกกับรัฐบาลซึ่งคุมสื่อมวลชนก็สามารถที่จะใช้ประโยชน์เพื่อจูงใจให้ประชาชนยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ

ประการที่ 4 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะมีการกำหนดให้มีสภาปฏิรูปจำนวน 200 คน ภายหลังการเลือกตั้งซึ่งมองในแง่เจตนาของรัฐบาลคือ ต้องการให้การปฏิรูปไม่เกิดการเสียของ แต่ถ้ามองในแง่ของการเมืองแล้วก็คงจะต้องมีผู้วิจารณ์ว่าเป็นการต่ออายุอำนาจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม มองในแง่หลักการทางการเมืองแล้ว การจะมีสภาปฏิรูปหรือไม่ น่าจะขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนั้น แม้จะมีสภาปฏิรูปโดยถูกบังคับด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ รัฐบาลใหม่อาจจะไม่รับฟังก็ได้ เพราะรัฐบาลใหม่ถ้ามีคะแนนเสียงข้างมากก็สามารถนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เช่นกัน นอกจากนั้น ในแง่ทางการเมือง ทิศทางด้านเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่กำหนดโดยนโยบายของพรรคที่เป็นรัฐบาล ไม่ใช่กำหนดโดยองค์กร และที่สำคัญคือ จะแน่ใจได้อย่างไรว่า แผนปฏิรูปที่มาจากสภาปฏิรูปเป็นสิ่งที่ดี ประเด็นดังกล่าวจะกลายเป็นปัญหาทางการเมืองในอนาคต

ประการที่ 5 ระบบการเลือกตั้งในร่างรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่พรรคการเมืองเป็นจำนวนมากและรัฐบาลจะประกอบด้วยรัฐบาลผสมจำนวนมากเช่นเดียวกับการเมืองไทยก่อนยุคทักษิณนั่นคือ การขาดเสถียรภาพของรัฐบาล แต่แน่นอนถ้ามองจากมุมมองผู้ร่างรัฐธรรมนูญ การขาดเสถียรภาพก็ดีกว่าการมีรัฐบาลที่กลายพันธุ์เป็นเผด็จการเสียงข้างมากจนกระทั่งเกือบนำไปสู่สงครามทางการเมือง นอกจากนั้น จากบริบททางการเมืองของร่างรัฐธรรมนูญผนวกกับข้อเท็จจริงทางการเมืองจะมีพรรคการเมืองใหม่ ๆ ซึ่งก็คือ พันธมิตรของรัฐบาลและคสช.ในปัจจุบันทั้งทางตรงและทางอ้อมเพิ่มขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งทางภูมิรัฐศาสตร์ทางการเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง (อาจชั่วคราว) เพื่อรักษาเสถียรภาพการคงอยู่ของอำนาจและเพื่อไม่ให้เสียของแต่สำหรับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็คงจะวิจารณ์ในทำนองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจนั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

“จอห์น แนช” อัจฉริยะการคำนวณ

9271

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 3 วันที่แล้ว มีข่าวการเสียชีวิตของอัจฉริยะทางด้านคำนวณของโลกคือ นายจอห์น แนช (John Nash) ซึ่งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์และเสียชีวิตพร้อมกับภรรยาคู่ชีวิต นายจอห์น แนชเป็นอัจฉริยะด้านคำนวณที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงทางด้านวิชาการเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และจิตวิทยาของโลก เนื่องจากเขาได้ใช้การคำนวณหรือคณิตศาสตร์มาพัฒนาระบบคิดโดยพัฒนาต่อเนื่องมากนายจอห์น ฟอน นอยมันน์ (John von Neumann) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาทฤษฎีเกม (game theory) ขึ้นมาในโลก นายจอห์น ฟอน นอยมันน์ เป็นชาวฮังการี เป็นนักคณิตศาสตร์ขั้นอัจฉริยะของโลกที่ได้พัฒนาทฤษฎีเกมที่ว่าด้วย zero-sum game (เกมศูนย์) ซึ่งเป็นการนำเอาตรรกะทางคำนวณมาผนวกกับระบบคิดการเล่นหมากรุก (เนื่องจากนายจอห์น ฟอน นอยมันน์เป็นนักหมากรุกชั้นเซียน) การผสมผสานดังกล่าวกลายเป็นทฤษฎีทางวิชาการที่เรียกว่า ทฤษฎีเกม (game theory) เนื่องจากนายจอห์น ฟอน นอยมันน์เป็นยิวจึงต้องย้ายถิ่นฐานจากยุโรปมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ข้าง ๆ ห้องของเขาก็มีอาจารย์ที่เป็นยิวอัจฉริยะที่ย้ายมาจากเยอรมันซึ่งก็คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตล์ (Albert Einstein) นายจอห์น ฟอน นอยมันน์ได้มาสอนคำนวณและทฤษฎีเกมในปี 1944 เขาก็ได้เขียนหนังสือกับอาจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์คือออสการ์ มอร์เกินสเติร์น (Oskar Morgenstern) โดยได้ปรับทฤษฎีเกมเข้ากับทฤษฎีทางด้านเศรษฐศาสตร์ให้เป็นหนังสือชื่อว่า Theory of Games and Economic Behavior ซึ่งก็สร้างความฮือฮาให้วงวิชาการในสมัยนั้น

นายจอห์น แนช เป็นยิวที่เกิดในอเมริกาและเป็นอัจฉริยะด้านคำนวณ เขาสนใจมาเรียนทฤษฎีเกมที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และได้ทำดุษฎีนิพนธ์พัฒนาทฤษฎีเกมไปอีกขั้นหนึ่ง ในขณะที่นายจอห์น ฟอน นอยมันน์ พัฒนา zero-sum game (เกมศูนย์) นายจอห์น แนชก็ได้พัฒนา non-zero-sum games (เกมไม่ศูนย์) ซึ่งประกอบด้วยเกมบวก (win-win) positive sum game และเกมลบ (lose-lose) negative sum game

ดุษฎีนิพนธ์ของเขามีเพียง 31 หน้าแต่กลับเต็มไปด้วยคุณค่าทางวิชาการ ก่อนที่นายจอห์น แนชจะจบปริญญาเอก เขาก็ได้ใช้ทฤษฎีเกมที่พัฒนาขึ้นมาจีบผู้หญิงและประสบความสำเร็จ หลังจากที่จอน แนช จบปริญญาเอกแล้วก็มาสอนหนังสือที่ MIT อันเป็นสถาบันชั้นนำของโลก นายจอห์น แนชและนายจอห์น ฟอน นอยมันน์ ได้กลายเป็นที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของอเมริกา นั่นแปลว่า ทฤษฎีเกมได้ขยายขอบเขตการใช้มาสู่ด้านรัฐศาสตร์และการต่างประเทศ นอกจากนั้น แนวคิดของนายจอห์น แนชและนายจอห์น ฟอน นอยมันน์ยังถูกนำมาใช้ในการแก้ปัญหาและเจรจาต่อรอง โดยนายโอเบิร์นและนายแซลลี่ได้พัฒนาทฤษฎีเกมไปสู่ศาสตร์ของการแก้ไขปัญหา นอกจากนั้น ทฤษฎีเกมก็ถูกพัฒนาต่อเนื่องและทำให้นักทฤษฎีเกมหลายคนได้ Nobel Prize นาย Jean Tyrol จากมหาวิทยาลัย Toulouse ประเทศฝรั่งเศส ก็ได้ Nobel Prize จากการพัฒนาทฤษฎีเกม

การพัฒนาทฤษฎีเกมถือว่ามีความสำคัญมากในการปรับระบบคิดของคิด ช่วยให้คนสามารถตัดสินใจอย่างชาญฉลาด (แบบมนุษย์) รู้เท่าทันคนอื่น รู้เท่าทันโลก รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง โดยผู้เขียนจะสรุปสาระสำคัญดังนี้

หลักการในทฤษฎีเกมที่พัฒนาโดยนายจอห์น ฟอน นอยมันน์ และนายจอห์น แนช คือ

1. คนที่ฉลาดอย่างมีเหตุผล (rational) จะต้องหลีกเลี่ยงทฤษฎีเกมศูนย์ (zero–sum game) ทั้งนี้เนื่องจาก เกมศูนย์หมายถึง เกมที่มีผู้ชนะและผู้แพ้ (win-lose) ดังนั้น ถ้าเราไม่รู้ว่าเราอยู่ในข้างแพ้หรือข้างชนะ ในกรณีนี้ต้องหลีกเลี่ยง นอกจากเราจะมีระบบคิดแบบนักพนัน เกมศูนย์จะเล่นได้โดยมีข้อยกเว้นดังต่อไปนี้

1.1 ได้เปรียบทางการแข่งขัน มีอำนาจต่อรองมากกว่า ประเมินแล้วมีโอกาสชนะสูงกว่าจึงเล่นได้ แต่ถ้าชนะแบบเลือดตาแทบกระเด็น ไม่ควรเล่น

1.2 หลังพิงฝา กล่าวคือ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าแพ้ก็ต้องเล่น เพราะไม่มีทางเลือกอื่น

2. คนที่ฉลาดอย่างมีเหตุผล (rational) ต้องหลีกเลี่ยงทฤษฎีเกมลบ (negative sum game) กล่าวคือ สู้กันเมื่อไหร่จะแพ้ทั้งคู่ (lose-lose)

3. คนที่ฉลาดอย่างมีเหตุผล (rational) ควรเล่น ทฤษฎีเกมบวก (win-win) positive sum game แต่คนที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่า ต้องได้มากกว่า

ทฤษฎี zero-sum game เป็นการพัฒนาของนายจอห์น ฟอน นอยมันน์ แต่ negative sum game และ positive sum game เป็นการพัฒนาของนายจอห์น แนช ที่เรียกกว่า non- zero–sum game

จากหลักการทั้ง 3 ประการ เราสามารถเอามา apply ได้กับการประเมินพฤติกรรมของฝ่ายตรงข้ามและใช้ได้ทั้งทางด้านเศรษฐศาสตร์ การเมือง สังคม และชีวิตส่วนตัว โดยจะขอยกตัวอย่างในการนำทฤษฎีเกมมาใช้ในการทำนายนโยบายต่างประเทศดังนี้

ในยุคสงครามเย็น โลกแบ่งเป็น 2 ค่าย ซึ่งเผชิญหน้ากันทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ค่ายหนึ่งเป็นทุนนิยมและประชาธิปไตยเสรีนิยม มีอเมริกาเป็นผู้นำ อีกค่ายเป็นคอมมิวนิสต์เผด็จการเบ็ดเสร็จ และมีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเป็นประธานาธิบดีอเมริกาหรือเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จะดำเนินนโยบายต่างประเทศเหมือนกัน เพราะโลกทัศน์ในการมองจะสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎี zero-sum game กล่าวคือ ทั้งผู้นำของอเมริกาและผู้นำของสหภาพโซเวียตจะต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะและทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้แพ้ ในกรณีนี้ นโยบายต่างประเทศจะออกมาในลักษณะเหมือนกันดังนี้คือ

1. ต่างฝ่ายต่างต้องหาพันธมิตร

2. ต่างฝ่ายต่างต้องป้องกันไม่ให้พันธมิตรทรยศ

3.ต่างฝ่ายต่างต้องสร้างอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อต่างฝ่ายต่างสร้างอาวุธนิวเคลียร์ โอกาสที่จะเกิดสงครามระหว่างกันจะลดลงหรือไม่เกิดสงครามเลย เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่า สู้กันเมื่อไหร่ จะเสียหายทั้งคู่ (lose-lose) ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วย negative sum game ทั้งนายจอห์น ฟอน นอยมันน์และนายจอห์น แนช ได้เป็นที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศและสนับสนุนการสร้างอาวุธนิวเคลียร์เพื่อสันติ เพราะถ้าไม่สร้างแล้วอีกฝ่ายสร้างจะทำให้เกิดเกมศูนย์ (zero–sum game) แต่ถ้าสร้างจะทำให้ต่างคนต่างไม่กล้าก่อสงคราม ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ทฤษฎีเกมจะสามารถอธิบายได้ว่า ต่างคนต่างทำอาวุธขึ้นมาประหัดประหารกันก็กลายเป็นการร่วมมือกัน หรือที่เรียกว่า Nash Equilibrium

ทฤษฎีเกมจึงถือว่าเป็นเครื่องมือในการช่วยในการวิเคราะห์พฤติกรรมของฝ่ายตรงข้ามและพฤติกรรมของตัวเราได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในศาสตร์ต่าง ๆ และเกิดการแพร่หลายพัฒนาจนขณะนี้เกือบ 100 ปีแล้ว

ภายหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง โลกเปลี่ยนจากบริบทการเผชิญหน้าด้านความมั่นคงกลายเป็นบริบทใหม่ เป็นการแข่งขันทางการค้า ซึ่งมีอเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจและสามารถอธิบายพฤติกรรมของประเทศต่าง ๆ ตามทฤษฎีเกมได้คือ ในภาวะที่อเมริกายิ่งใหญ่ที่สุดหลังจากสงครามเย็น อเมริกาจะอยู่ในฐานะที่สามารถเล่นเกมศูนย์ได้เพราะเขาจะชนะ หรือเล่นเกมบวกก็ได้เพราะเขาจะต้องบวกมากกว่า ดังนั้นรัฐบาลของประเทศอื่น ๆ ต้องเล่นเกมไม่ให้ตัวเองต้องเป็นผู้แพ้ จึงสามารถทำนายได้ว่า ประเทศต่าง ๆ จะมีการรวมกลุ่มกันเป็นเขตการค้าเสรี และพัฒนากลายมาเป็นตลาดร่วม ดังนั้นในปี 1992 จึงมีข้อตกลง AFTA (ASEAN Free Trade Area) และพัฒนามาเป็น AEC ในที่สุด การรวมกลุ่มในลักษณะดังกล่าวได้ขยายไปทุกภูมิภาคของโลก นี่คือประโยชน์ของทฤษฎีเกมที่มีความยิ่งใหญ่เพราะทำให้สามารถที่จะทำนายพฤติกรรมของคนได้ล่วงหน้าและเป็นเหตุที่ทำให้มีคนได้ Nobel Prize ถึง 4 ครั้ง และนำมาปรับใช้ได้ในสาขาต่าง ๆ

โดยสรุปแล้ว ประเทศที่การศึกษาที่มีคุณภาพย่อมมีความเจริญมากกว่าประเทศที่มีการศึกษาขาดคุณภาพ การศึกษาทฤษฎีเกมจึงเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพการศึกษา ดังนั้นถ้าจะปฏิรูปการศึกษาต้องปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่นามธรรม คือต้องไม่สอนว่า ต้องเก่งอย่างไร แต่ต้องสอนว่า ทำอย่างไรจึงเก่ง ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยมีความพยายามในการปฏิรูปการศึกษาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเราพูดแต่นามธรรมและยังไม่ได้แตะเครื่องมือที่เป็นรูปธรรมที่แท้จริง การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงแค่การเพิ่มปริมาณคนจบปริญญาตรี โท เอก แต่คุณภาพแย่ลงด้วยซ้ำ ถ้าจะปฏิรูปในอนาคตต้องตอบคำถาม How-to (ทำอย่างไร) เท่านั้น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

แผนงานที่โดดเด่นของรัฐบาล “บิ๊กตู่”

9226

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาที่มีลักษณะโดดเด่นประการหนึ่งก็คือ การดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างพื้นฐานในด้านสาธารณูปโภค ด้านคมนาคมและพัฒนาความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน แม้ว่าแนวนโยบายดังกล่าวนั้นจะมีการดำเนินการมาก่อนรัฐบาลชุดนี้และเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ภายใต้กรอบ AEC ก็ตาม แต่รัฐบาลชุดนี้ได้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ตลอดจนมีกรอบเงื่อนไขเวลาที่ชัดขึ้น

แผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่รัฐบาลชุดนี้กำหนดขึ้นจะมาจากงบประมาณปี 2558-2565 มีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี โดยทั้งนี้ทั้งนั้น ได้ขยายวงเงินจาก 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งกำหนดไว้แต่เดิม เป็นกว่า 3 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม กรอบการดำเนินงานก็ยังประกอบด้วย 5 แผนงานดังต่อไปนี้

แผนงานที่ 1 การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง วงเงินประมาณ 6.7 แสนล้านบาท

โครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการในการดำเนินการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เช่น โครงการรถไฟทางคู่ 17 เส้นทางวงเงินรวมกว่า 4.7 แสนล้านบาท โครงการปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณทั่วประเทศ โครงการซ่อมบำรุงรถจักร และรถจักรดีเซลไฟฟ้า โครงการจัดหารถโบกี้บรรทุกสินค้า และโครงการจัดหารถโดยสารรุ่นใหม่ เป็นต้น

แผนงานที่ 2 การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจร ใน กทม.และปริมณฑล วงเงินรวมประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท

โครงการในแผนงานนี้ คือ โครงการรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูง โดยโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพและปริมณฑล หรือโครงการรถไฟฟ้า 10 สาย โดยจะมีการประกวดราคาเพิ่มเติมอีก 112 กิโลเมตร หรืออีก 5 โครงการในระหว่างปี 2557 – 2558

โครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 3,183 คัน วงเงิน 13,416 ล้านบาท ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์สั่งให้มีการดำเนินการให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2558

โครงการก่อสร้างถนนและสะพานในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ขยายตัว ได้แก่ โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อถนนราชพฤกษ์ – ถนนกาญจนาภิเษก แนวเหนือ-ใต้ และโครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย

แผนงานที่ 3 การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศสู่ประชาคมอาเซียน วงเงินประมาณ 6.4 แสนล้านบาท

ส่วนใหญ่เป็นโครงการสร้างโครงข่ายทางหลวงชนบทสนับสนุนการเกษตรและการท่องเที่ยว การสร้างโครงข่ายเชื่อมโยงระหว่างเมืองหลักและระหว่างฐานการผลิตหลักของประเทศ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) บางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา , บางใหญ่ – บ้านโป่ง- กาญจนบุรี และสายพัทยา – มาบตาพุด

รวมทั้งโครงการเชื่อมโยงประตูการขนส่งระหว่างประเทศ เช่น โครงการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงทางหลวงระหว่างประเทศ โครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงชนบท แหล่งผลิตและประตูการค้า และโครงการในกลุ่มการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งถนนและองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อให้เกิดการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เช่น โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของจังหวัดเชียงราย โครงการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้า 15 แห่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางถนนด้วยรถบรรทุก เป็นต้น

แผนงานที่ 4 การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำเพื่อเพิ่มการขนส่งทางน้ำเพิ่มขึ้น 20% วงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท

โครงการพัฒนาท่าเรือปากบารา โครงการพัฒนาท่าเรือสำราญขนาดใหญ่ โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งสินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง โครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าในแม่น้ำป่าสัก โดยการก่อสร้างระบบป้องกันตลิ่งเพื่อพัฒนาร่องน้ำทางเดินเรือ เป็นต้น

แผนงานที่ 5 การพัฒนาท่าอากาศยาน วงเงินรวมประมาณ 8.9 หมื่นล้านบาท

แผนพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 วงเงิน 6.2 หมื่นล้านบาท การพัฒนาท่าอากาศดอนเมืองระยะที่ 2 – 3 (2561 – 2565) แผนพัฒนาท่าอากาศยานท่าอากาศยานภูเก็ต โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานเบตง จ.ยะลา โครงการปรับปรุงท่าอากาศยานแม่สอด จ.ตาก และแผนงานเตรียมความพร้อมสู่โครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมอากาศยานในประเทศไทยเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

จากแผนงานดังกล่าว บางโครงการได้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ตุลาคมนี้ ก็คือ การขยายฐานเชื่องโยงหนองคายมาสู่แก่งคอยและมาบตาพุด ระยะทาง 700 กว่ากิโลเมตร ในขณะเดียวกันก็มีการทำข้อตกลงกับทางด้านพม่าและญี่ปุ่นเพื่อเชื่อมโยงทวายกับแหลมฉบัง ซึ่งจะมีการลงนามใน SPV (Special Purpose Vehicle) ในเดือนกรกฎาคมนี้ นอกจากนั้นก็มีการดำเนินการในการที่จะขยายรถไฟไฮสปรีดจากกรุงเทพฯ ไปหัวหินและจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ และยังมีแผนงานที่จะขยายจากน้ำพุร้อน จังหวัดกาญจนบุรี มาสู่กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา แหลมฉบัง และอีกเส้นทางหนึ่งไปหนองคาย

การปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมดังกล่าวนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งไทยและภูมิภาคในแง่บวก กล่าวคือ จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งระหว่างภูมิภาคอาเซียนไปสู่จีน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ เกิดการขยายของชุมชนเมือง พัฒนาการค้าชายแดน พัฒนาความเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจจำเพาะซึ่งจะเชื่อมโยงไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ตลอดจนการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว

รัฐบาลภายใต้คสช. มีผลงานทางด้านเศรษฐกิจทั้งทางบวกและทางลบ ภาพด้านบวกที่เด่นชัดคือ การปูทางไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่ไม่ใช่แค่เชื่อมโยงในประเทศเท่านั้น แต่ขยายสู่ภูมิภาคเอเชีย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปัญหาที่ค้างคาระหว่าง “กรีก” กับ “ทรอยก้า”

9171

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

การเผชิญหน้าของกรีกกับทรอยก้า (Troika) ยังเป็นประเด็นปัญหาที่กระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคยุโรปและต่อโลก เนื่องจากนักลงทุนต่างก็เกรงว่า ถ้าถึงจุดหนึ่งกรีกไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ก็จะทำให้กรีกต้องออกจากสกุลเงินยูโร ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเกิดวิกฤตลามปามไปสู่สเปนและอิตาลี ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 และอันดับ 3 ในกลุ่มยูโรโซน

หลังจากที่รัฐบาลฝ่ายซ้ายจัดของกรีกชนะการเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลกรีกได้ดำเนินนโยบายซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและการเผชิญหน้าระหว่ารัฐบาลกรีกกับทรอยก้าหรือเจ้าหนี้ ซึ่งประกอบด้วย IMF สหภาพยุโรป (โดยมีคณะกรรมาธิการรับผิดชอบทางเศรษฐกิจเป็นตัวแทน) และยูโรโซน ซึ่งมีประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) และประธานคณะมนตรีทางการคลังของกลุ่มยูโรโซน เป็นตัวแทน

เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รัฐบาลกรีกซึ่งชนะการเลือกตั้งจากแนวการหาเสียงที่จะขอเจรจาประนีประนอมหนี้ และจะดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการขยายสวัสดิการ ยกเลิกการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อีกทั้งไม่ยอมรับอำนาจการตรวจสอบของทรอยก้า ท่าทีของรัฐบาลกรีกในตอนระยะต้นนั้นถือเป็นการฉีกเงื่อนไขข้อตกลงที่รัฐบาลเก่าของกรีกทำไว้กับทรอยก้าเพื่อขอรับความช่วยเหลือครั้งที่ 2 ในวงเงิน 172,000 ล้านยูโร ซึ่งตอนที่รัฐบาลซ้ายจัดขึ้นมาเป็นรัฐบาลนั้น ยังมีวงเงินที่รัฐบาลกรีกจะเบิกได้อีก 7,200 ล้านยูโร

จากท่าทีอันแข็งกร้าวของรัฐบาลกรีก ตลอดจนลักษณะหยิ่งยโสและอวดรู้ของรัฐมนตรีคลังกรีกคนใหม่คือนาย Yanis Varoufakis ซึ่งอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์และเป็นพันธมิตรกับพรรครัฐบาล Syriza ทรอยก้าจึงไม่ยอมให้กรีกเบิกเงินส่วนที่เหลือนี้ อีกทั้งปิดช่องทางในการให้ความช่วยเหลทอฉุกเฉิน (Emergency Fund) จนกว่ารัฐบาลกรีกจะยอมทำตามเงื่อนไขที่ตกลงโดยรัฐบาลเก่า นั่นก็คือ ปฏิรูปทางด้านแรงงาน และทางด้านสวัสดิการสุขภาพ ตลอดจนสวัสดิการในด้านเกษียรอายุ คือ บำเหน็จบำนาญ อีกทั้งให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้มีการเกินดุลงบประมาณ

รัฐบาลกรีกต้องเผชิญกับสภาพข้อเท็จจริงที่แข็งกร้าวของทรอยก้าผนวกกับมีการถอนเงินของคนกรีกซึ่งสามารถนำไปสู่ปัญหาสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ อีกทั้งตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงจากที่คาดการณ์ว่าจะเป็น 2.5% ซึ่งก็เหลือเพียง 0.5 หรือ 0% การเกินดุลงบประมาณ 3% ก่อนหน้านี้ก็กลายเป็นการขาดดุล 1.7% อีกทั้งหนี้สินที่ถึงกำหนดชำระก็ทยอยกันมา ซึ่งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็คือ หนี้สินที่ถึงกำหนดชำระจำนวน 750 ล้านยูโรปที่ค้างกับ IMF ในสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงมีข่าวออกมาในทำนองว่า กรีกอาจจะไม่สามารถชำระหนี้และอาจนำไปสู่ปัญหาล้มละลายและเบี้ยวหนี้ซึ่งจะนำไปสู่ความจำเป็นที่กรีกต้องออกจากเงินสกุลยูโร และอาจก่อปัญหาลามปามเป็นวิกฤติโดมิโนไปสู่สเปนและอิตาลี อย่างไรก็ตามสถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น กรีกยังมีวิธีการชนิดขูดเงินก็ว่าได้ เพื่อชำระหนี้วิธีการของกรีกคือ ถอนเงินที่มีอยู่กับ IMF ในรูปของ SDR (Special Drawing Rights) มาจ่ายให้กับ IMF พูดง่าย ๆ คือ เอาเงินจากกระเป๋าซ้ายไปจ่ายกระเป๋าขวา ซึ่งโดยปกติไม่มีใครทำ แต่วิธีการนี้ก็ช่วยให้กรีกรอดพ้นจากการล้มละลายได้ชั่วคราว

การเผชิญหน้าระหว่างกรีกกับทรอยก้ายังคงดำเนินอยู่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการประนีประนอมก็คือ เงื่อนไขในการบังคับให้กรีกต้องปฏิรูปสวัสดิการหลังเกษียณอายุ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนถึง 2.3 ล้านคน ซึ่งเป็นการเกษียณอายุอย่างเป็นทางการ โดยในจำนวนนี้ 1 ล้านคน อายุต่ำกว่า 65 ปี จำนวนคนเกษียณอายุจึงเท่ากับ 1 ใน 4 ของประชากร ในประเทศกรีกนั้นระบบการเกษียณอายุอนุญาตให้หลายกรณีที่จะเกษียณอายุก่อนเวลา โดยได้รับค่าบำเหน็จบำนาญจำนวนเต็มและเป็นเหตุผลข้อหนึ่งของค่าใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ทรอยก้าจึงตั้งเงื่อนไขให้แก้ไขระบบดังกล่าวเพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งรัฐบาลก็ไม่กล้าทำ เนื่องจากจะกระทบกับฐานเสียงซึ่งสนับสนุนการขึ้นมาของฝ่ายซ้ายจัด

ทิศทางของการเผชิญหน้าระหว่างกรีกกับทรอยก้าจะเป็นอย่างไรนั้น ผู้เขียนวิเคราะห์ได้ดังนี้

ปัญหาของกรีกนั้นยังไม่ระเบิด ทั้งนี้แม้กรีกจะแย่ลงทุกวัน แม้ว่าจะหาเงินถึงขั้นขูดออกมาก็ตาม แต่กรีกยังสามารถประคองและจ่ายหนี้เมื่อถึงกำหนดบางส่วนได้บ้าง อย่างน้อยก็ถึงเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า เมื่อถึงจุดเข้าตาจน รัฐบาลกรีกก็คงจะยอมประนีประนอมระดับหนึ่ง เพราะถ้าปล่อยให้กรีกล้มละลายก็จะส่งผลกระทบต่อประชาชนกรีกมหาศาล อย่างไรก็ตาม การที่กรีกจะประนีประนอมได้นั้น ฝ่ายทรอยก้าคงต้องยอมผ่อนปรนเงื่อนไขที่บีบบังคับกรีกลดลงเล็กน้อย ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ จะเห็นได้ชัดว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การประชุมระดับรัฐมนตรีคลังของยูโรโซนได้ยอมอ่อนข้อและให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดช่องทางช่วยเหลือสภาพคล่องกรีกจากกองทุนฉุกเฉิน

ต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า ทรอยก้าก็รู้ว่า แม้กรีกดูผิวเผินเหมือนความสำคัญน้อยมาก ขนาดเศรษฐกิจเท่ากับ 2% ของ GDP ของสหภาพยุโรป อีกทั้งคิดว่ากลุ่มยูโรโซนเริ่มฟื้นแล้ว แม้กรีกจะล้มละลายก็คงจะไม่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ไม่เหมือนกับเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ลึก ๆ ผู้นำของสหภาพยุโรปต่างก็หาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้กรีกล้มละลาย และออกจากเงินสกุลยูโร เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่ส่งผลต่อสหภาพยุโรป เรียกได้ว่า การป้องปรามดีกว่าการแก้ไข แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทรอยก้าอาจจะประนีประนอมได้บ้างแต่มี Red line กล่าวคือ ประนีประนอมได้เพียงระดับเดียวเท่านั้น มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่เพราะเป็นการสร้างตัวอย่างนำร่องไปถึงลูกหนี้อื่น ๆ

ผู้เขียนเชื่อว่า ปัญหากรีกยังจะประนีประนอมได้ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่กรีกจะล้มละลายและออกจากเงินยูโรยังคงมีอยู่ 20% โดยเฉพาะถ้าเกิดการขยายตัวของการต่อต้านของประชาชนที่ไม่ยอมรับเงื่อนไขและนำไปสู่การแตกแยกของพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งนี้เนื่องจาก ภายในพรรค Syriza ก็ยังมีพวกซ้ายจัดที่ต่อต้านสหภาพยุโรปและพรรคร่วมรัฐบาลทั้งขวาจัดและซ้ายจัดที่ต่อต้านสหภาพยุโรปเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การประนีประนอมมีก็ความเป็นไปได้มากว่า

โดยสรุป ผู้เขียนเชื่อว่า กรีกจะเผชิญหน้ากับทรอยก้าอีกสักพัก และในที่สุดก็จะเกิดการประนีประนอมในนาทีสุดท้าย ดังนั้น เดือนมิถุนายนจึงถือว่ามีความสำคัญ เพราะจะมีหนี้ที่ถึงกำหนดชำระมากขึ้น และตามข้อตกลงข้อที่ 2 ในการยืดอายุชำระหนี้ถึงเดือนมิถุนายน เป็นจำนวน 172,000 ล้านยูโร รัฐบาลกรีกจึงอาจต้องขอกู้เป็นงวดที่ 3

และแม้ในกรีณีที่กรีกต้องออกจากเงินยูโรก็มิได้หมายความว่าจะเกิดวิกฤตกับยูโรโซน ดัชนีที่จะบอกได้ว่า ถ้ากรีกออกจากเงินสกุลยูโรแล้วจะลามปามไปถึงสเปนและอิตาลีได้หรือไม่ ก็สามารถดูได้จากผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสเปนและอิตาลี ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.7-1.8% ว่าจะขยับสูงถึง 7-8% ได้หรือไม่ และจะยืนระดับอยู่ตรงนั้นได้หรือไม่ ถ้าไม่มีปรากฎการณ์การปรับขึ้นนี้ ปัญหากรีกก็จะไม่ส่งผลลูกโซ่ต่อยูโรโซน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ทรอยก้า ความขัดแย้งที่สำคัญของกรีก

9094

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ปัญหาของกรีกกับยูโรโซนยังเป็นเรื่องคาราคาซังและยังเป็นเรื่องที่ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น IMF ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าหนี้สามรายที่เรียกว่า “ทรอยก้า” (Troika) ได้ประกาศชัดว่า จะไม่ยอมปล่อยสินเชื่อที่ค้างอยู่ให้กับรัฐบาลกรีก เนื่องจากกรีกไม่มีการบริหารจัดการตามเงื่อนไขที่ทรอยก้ากำหนดไว้ ทรอยก้าในที่นี้หมายถึง เจ้าหนี้ 3 ราย ได้แก่ IMF สหภาพยุโรปซึ่งมีประธานคณะกรรมาธิการเป็นตัวแทนและกลุ่มยูโรโซนซึ่งมีประธานคณะมนตรีการคลังของกลุ่มยูโรโซนเป็นตัวแทน และธนาคารกลางยูโรปซึ่งมีผู้ว่าการธนาคารกลางของยุโรปหรือ ECB เป็นตัวแทน เงื่อนไขที่กำหนดไว้ของเจ้าหนี้ทั้ง 3 คือ ให้กรีกกำหนดแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตามที่ทรอยก้าได้กำหนดหลักการและเงื่อนไขไว้ และให้มีการบริหารงบประมาณเกินดุล (Primary Surplus) กล่าวคือ มีงบประมาณเกินดุล 3% ต่อ GDP โดยทั้งนี้จะไม่รวมดอกเบี้ยค้างชำระ ปรากฏว่า รัฐบาลกรีกภายใต้การนำของพรรคฝ่ายซ้ายจัดคือ พรรค Syriza โดยมีผู้นำคือนาย Alexis Tsipras และรัฐมนตรีคลังคือนาย Yanis Varoufakis ก็ไม่ยอมปฏิบัติตามในเรื่องของการเสนอรายละเอียดการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อีกทั้งปล่อยให้งบประมาณมีการขาดดุลในช่วงเวลาที่ผ่านมาซึ่งเท่ากับเป็นการผิดข้อตกลง

ความจริงนั้นกรีกได้ทำข้อตกลงก่อหนี้กับทั้ง 3 เจ้าหนี้เป็น 2 ช่วง ในช่วงปัจจุบันนั้นอยู่ในช่วงที่ 2 โดยขอกู้เงินจำนวน 172,000 ล้านยูโร ซึ่งขณะนี้เหลือเงินรอการเบิกจ่ายอีก 7,200 ล้านยูโร ซึ่งรัฐบาลกรีกต้องการได้เงินดังกล่าว แต่ทรอยก้าต่างก็มีมติเอกฉันท์ไม่ยอมปล่อย จนกว่ากรีกจะทำตามเงื่อนไขที่ได้กล่าวมาแล้ว

รัฐบาลกรีกอยู่ในฐานะค่อนข้างลำบาก ด้านหนึ่งได้มีสัญญาประชาคมกับประชาชนว่าจะมีการปรับโครงสร้างหนี้และจะไม่ยอมอยู่ภายใต้เงื่อนไขของเจ้าหนี้ซึ่งมีส่วนทำให้กรีกมีการว่างงานถึง 25% ในอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ถ้ากรีกไม่ได้เงินดังกล่าว กรีกมีค่าใช้จ่ายที่จะตามมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนสวัสดิการที่รัฐบาลสัญญาไว้กับประชาชน ค่าใช้จ่ายในการคืนหนี้ที่ถึงกำหนดทั้งกับ IMF และอื่น ๆ ในเวลาอันใกล้ ถ้ากรีกไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ กรีกก็จะกลายเป็นประเทศล้มละลายเบี้ยวหนี้ และจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศพัฒนามีการเบี้ยวหนี้ และจะส่งผลกับประเทศในสหภาพยุโรปโดยเฉพาะในกลุ่มยูโรโซน และอาจจะลามปามมาถึงสเปนและอิตาลี จนอาจเกิดวิกฤตเงินสกุลยูโรได้อีก

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการได้มีการประเมินเศรษฐกิจของประเทศในสหภาพยุโรปและคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของกรีกจะมีการขยายตัวเท่ากับ 0 หรือประมาณ 0.5% ในปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าที่คาดไว้ 2.5% ค่อนข้างมาก ดังนั้นกรีกจึงกำลังเผชิญปัญหาที่รุมเร้าไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ตกต่ำ หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 190% ของ GDP อีกทั้งมีหนี้ที่ถึงกำหนดกำลังตามมา

สถานการณ์จากนี้เป็นต้นไปนั้นยังเป็นช่วงของการเผชิญหน้าระหว่างกรีกกับทรอยก้า สิ่งที่พอวิเคราะห์ได้คือ ทรอยก้าคงจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับกรีก แต่อาจจะผ่อนปรนในส่วนของการปฏิรูปบางส่วน ทั้งนี้เพราะการยอมอ่อนข้อให้กับกรีกนั้นจะส่งสัญญาณในทางลบไปสู่ลูกหนี้รายอื่น ๆ ซึ่งอาจจะเรียกร้องเช่นเดียวกับกรีก ในส่วนรัฐบาลกรีก ถ้ามองจากมุมของนายกฯ แล้ว ถ้าถึงจุดหนึ่งคงต้องประนีประนอม โดยยอมอ่อนข้อให้ทรอยก้า มิฉะนั้นจะอยู่ในฐานะล้มละลาย ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม กรีกยังมีโอกาสซื้อเวลาเพราะยังหาเงินประเภทต่าง ๆ เพื่อมาจ่ายหนี้ที่ครบกำหนดได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ในปลายเดือนนี้และเดือนหน้าซึ่งมีหนี้ถึงกำหนดเพิ่มขึ้น กรีกจะหาเงินได้จากที่ไหน กรีกเองก็กำลังใช้กลยุทธ์แกล้งเบี้ยวจนถึงนาทีสุดท้ายเผื่อจะได้เงื่อนไขที่ดีขึ้น ถึงขนาดว่ามีการส่งสัญญาณในลักษณะถ้าจะประนีประนอมต้องขอความเห็นชอบจากประชาชนโดยผ่านการขอประชามติเพื่อเป็นกลยุทธ์ในการบีบทรอยก้าและเป็นการป้องกันตนเองจากการเบี้ยวข้อตกลงกับประชาชน สิ่งที่อาจจะเป็นภยันตรายหรือก่อให้เกิดปัญหาของยูโรโซนก็คือ พรรคร่วมซ้ายจัดของรัฐบาลกรีกและคนในพรรคซ้ายจัด Syriza มีอยู่ส่วนหนึ่งที่ต้องการถอนตัวจากสหภาพยุโรป ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อนายกฯ และนำไปสู่ความแตกแยก อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า การเผชิญหน้าระหว่างกรีกกับทรอยก้ายังไม่ถึงจุดระเบิด ทางออกของรัฐบาลก็คือ ปรับเปลี่ยนรัฐบาล เอาพวกซ้ายจัดออกไป เพื่อเปิดทางปฏิบัติตามข้อเสนอของทรอยก้า

โดยสรุป กรีกกับทรอยก้ายังต้องเผชิญหน้าสร้างความตื่นเต้นต่อไป แต่ก็ยังไม่ถึงจุดระเบิดในเวลาอันใกล้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

รัฐธรรมนูญฉบับเลโก้

9033

รศ.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ขณะนี้เป็นช่วงของการแสดงความคิดเห็นของสภาร่างฯ ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีจุดที่น่าวิเคราะห์วิจารณ์ดังต่อไปนี้

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ถือเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่พยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ดังจะเห็นได้ว่ามีการลงรายละเอียดและมีเนื้อหาครอบคลุมมากมาย อีกทั้งมีการตั้งองค์กรใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกกว่า 10 องค์กร อาทิเช่น สภาพลเมือง องค์กรที่มาดูแลเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการ ตลอดจนองค์กรที่มาดูแลเรื่องคุณธรรม และอื่น ๆ โดยภาพรวมเป็นการแสดงออกถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาการเมืองที่ครอบคลุมรายละเอียดซึ่งถือว่าเป็นความตั้งใจที่ดีของผู้ร่าง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในเชิงรัฐศาสตร์และมองในเชิงกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยทั่วไป ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นเสมือน เลโก้ (Lego) คือเป็นการต่อที่ไม่ถาวรและเป็นรัฐธรรมนูญประเภท “ภาพเสมือนจริง” (Virtual Reality) ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า จะอยู่ได้ไม่นาน จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีลักษณะครอบคลุมรายละเอียดมากเกินไป ซึ่งจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ โดยปกติแล้ว เนื้อหาของรัฐธรรมนูญจะครอบคลุม 2 เรื่องคือ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจทั้ง 3 คือ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ซึ่งทางวิชาการเรียกว่า Super Structure โครงสร้างเบื้องบน กับ ประชาสังคม (Civil Society) โครงสร้างเบื้องล่าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีลักษณะเป็นเหมือนกฎระเบียบในทางปฏิบัติมากกว่าร่างรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่น่าวิเคราะห์ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็คือ

1. ร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสมหรือแบบเยอรมัน คือ ระบบแบ่งเขตและระบบสัดส่วนโดยรวมกัน 450-470 คน ระบบนี้จะทำให้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยเพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นระบบที่มีความยุติธรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบบสัดส่วนซึ่งถือว่ามีน้ำหนักถึงครึ่งหนึ่งจะนำไปสู่การขาดเสถียรภาพทางการเมือง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สาธารณรัฐที่ 4 ของฝรั่งเศส (1946-1958) ซึ่งใช้ระบบสัดส่วน 100% ในกรณีของเยอรมัน ซึ่งของเราไปลอกเขามานั้น ระบบการเมืองมีเสถียรภาพ เนื่องจากเหตุผลที่มีการกำหนดขั้นต่ำสุดที่จะมีที่นั่งในสภาที่ 5% ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญของเราฉบับนี้ไม่มี อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพทางการเมืองของเยอรมันก็มิใช่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่จะมาจากลักษณะของพรรคการเมืองที่เป็นระบบ 2 พรรคใหญ่ คือ ขวากลาง (CDU) และซ้ายกลาง (SDP) ซึ่งต่างก็มีอุดมการณ์ที่เข้มแข็ง บุคลากรทางการเมืองจะมีอุดมการณ์ชัดเจนและไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง วัฒนธรรมทางการเมืองดังกล่าวนี้เป็นส่วนที่ทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองโดยมีรัฐบาลผสมระหว่างพรรคใหญ่ 2 พรรค แต่ในกรณีของไทย พรรคการเมืองไทยยังเป็นการรวมกลุ่มของกลุ่มผลประโยชน์ ขาดอุดมการณ์ สังคมยังไม่เข้มแข็งพอที่จะควบคุม แถมยังมีวัฒนธรรมอุปถัมภ์ บริบทเช่นนี้ จะทำให้ในอนาคตจะมีรัฐบาลผสมหลายพรรคแย่งชิงผลประโยชน์ ซึ่งเท่ากับว่า เป็นระบบการเมืองที่กลับไปสู่ยุคก่อนปี 2540 นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ข้อดีของระบบดังกล่าวในระยะสั้นก็คือ จะช่วยป้องกันใม่ให้พรรคใหญ่ที่ครอบงำเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก แต่ในระยะกลาง นักการเมืองสามารถที่จะเข้าไปครอบงำเรื่องผลประโยชน์ได้

2. ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสว.นั้น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดที่มาของสว. จะมาจาก 5 องค์ประกอบ บางองค์ประกอบจะมาจากการเลือกตั้งในระดับจังหวัด แต่ก็เป็นการเลือกตั้งจากการกลั่นกรองซึ่งยังไม่ออกมาเป็นการเลือกตั้งโดยตรงเลยทีเดียว บางองค์ประกอบจะมาจากการจัดตั้ง บางองค์ประกอบมาจากการแต่งตั้ง บางองค์ประกอบมาจากการคัดเลือก อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งสว. ในลักษณะดังกล่าวนั้นขัดกับหลักเกณฑ์ประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ว่า อำนาจต้องมาจากความชอบธรรม และความชอบธรรมต้องมาจากการเลือกตั้ง สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ การขาดดุลภาพของความชอบธรรม สว.ในกรอบดังกล่าวมีอำนาจโดยเฉพาะในกระบวนการนิติบัญญัติใกล้เคียงกับสส. อีกทั้งยังมีอำนาจควบคุมฝ่ายบริหาร ซึ่งถือว่ามีอำนาจเกินความชอบธรรม อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็มีความเห็นว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน การเลือกตั้งสว. โดยตรงอาจจะสร้างปัญหาสภาผัวเมียและผูกขาดอำนาจได้ ดังนั้นแม้จะขาดดุลยภาพของความชอบธรรม ผู้เขียนก็ยังเห็นความจำเป็น แต่สิ่งที่พอจะทำนายได้คือ ร่างรัฐธรรมนูญลักษณะนี้จะทำให้รัฐธรรมนูญมีลักษณะไม่ถาวร การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคตไม่ไกลนักต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญส่วนนี้อีกอย่างแน่นอน

3. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามจัดตั้งองค์กรกลางขึ้นมามากมายเพื่อทำการควบคุม พยายามที่จะได้บุคลากรที่ดี แต่ในทางปฏิบัติ ผู้เขียนเชื่อว่า จะไม่มีวันไปสู่เป้าหมายได้ ยกตัวอย่าง องค์กรที่มาดูแลคุณธรรม คนที่มีลักษณะคุณภาพแบบไหนที่จะเข้ามาเป็นกรรมการ อย่าลืมว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน องค์กรกลางนั้นพยายามที่คัดคนที่คิดว่าดี แต่เอาเข้าจริง ๆ ผู้ที่เข้ามากลับเห็นผลประโยชน์ส่วนตัวและเลือกข้าง เพราะฉะนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่การตั้งองค์กร แต่ปัญหาอยู่ที่การเลือกเอาคุณภาพของคนในองค์กร อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่วัฒนธรรมอุปถัมภ์ยังคงอยู่ การจัดตั้งองค์กรประเภทนี้จะไม่สามารถบรรลุตามเป้าได้ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างระบบถ่วงดุลและการพัฒนาค่านิยมผ่านระบบการศึกษาและสื่อสารมวลชนในการตรวจสอบ ในประเทศเยอรมัน รัฐธรรมนูญปี 1949 มีการกำหนดระบบการศึกษาเพื่อเผยแพร่ค่านิยมประชาธิปไตยเสรีนิยมอย่างกว้างขวาง เพื่อป้องกันค่านิยมประเภทอำนาจนิยมจนเกิดคนแบบฮิตเลอร์

4. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้สร้างกลไกในลักษณะพัฒนาความเข้มแข็งของสื่อมวลชนและประชาสังคมซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบนักการเมืองได้ดีที่สุด ดูตัวอย่างของเกาหลีใต้ ยังไม่ต้องทำอะไร นายกฯ ต้องขอลาออกเอง ในประเทศเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า ไม่มีองค์กรประเภทคุณธรรมเลย เพราะตั้งไปก็เป็นแค่เสือกระดาษและอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเผด็จการเสียงข้างมาก เช่น องค์กรหลายองค์กรหลังรัฐธรรมนูญปี 40

โดยสรุป สิ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญอาจบรรลุได้ชั่วคราวคือ จะทำให้เผด็จการเสียงข้างมากใช้เวลาฝักตัว ข้อดีอย่างน้อยที่สุดคือ ซื้อเวลาและถ้าหากถึงจุดหนึ่ง ความพยายามในการกลับมาเป็นเผด็จการเสียงข้างมากยากเย็นขึ้น จุดนี้จะกลายเป็นเงื่อนไขและเงื่อนเวลาไปสู่การลดการเผชิญหน้าลงและช่วยหลีกเลี่ยงโอกาสในการเกิดสงครามกลางเมืองได้ ผู้เขียนเชื่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นฉบับชั่วคราวที่ใช้ในบริบทการเมืองเฉพาะ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ 3-4 ฉบับที่ร่างมาตั้งแต่ปี 2540 ผู้เขียนจึงเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า ฉบับเลโก้ ซึ่งไม่ใช่ฉบับถาวร ไม่เหมือนกับฉบับดี ๆ ในประเทศพัฒนาที่อยู่ได้หลายทศวรรษ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ผลงานของรัฐบาล “บิ๊กตู่”

9006

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งบริหารงานมาได้ประมาณเกือบครบปีแล้วก็พอที่จะวิเคราะห์ถึงผลงานในด้านต่าง ๆ ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้ดังนี้

ในด้านการเมือง สิ่งที่โดดเด่นที่สุดสำหรับรัฐบาลชุดนี้ก็คือ การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองแม้จะมีความพยายามของกลุ่มที่เสียผลประโยชน์โดยการพยายามก่อความวุ่นวาย ความเข้มแข็งในการรักษาสถานการณ์แม้จะมีต้นทุนบ้างในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพแต่ก็เป็นความจำเป็นภายใต้บริบทการเมืองไทย ในด้านการเมืองที่สำคัญอีกประการคือ เป็นช่วงของการปูพื้นสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งอย่างน้อยที่สุด เมื่อร่างสำเร็จแล้วก็จะมีส่วนช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ทางการเมืองของการแยกขั้วและการใช้ความรุนแรงไปสู่การแข่งขันในการเลือกตั้ง และถ้ารัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างนั้นสามารถสร้างกลไกในการป้องปรามเผด็จการเสียงข้างมากได้ก็นับว่าเป็นอานิสงส์สำหรับประเทศไทย

ในด้านการเมืองระหว่างประเทศนั้น แม้รัฐบาลจะถูกกดดันจากอเมริกาและสหภาพยุโรป แต่รัฐบาลก็รู้จักใช้กลไกในการถ่วงดุลเชิงสัญลักษณ์โดยพยายามแสดงออกถึงท่าทีที่ใกล้ชิดกับจีนและรัสเซียมากขึ้น แนวทางดังกล่าวนั้นแม้จะมีข้อจำกัด แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่จะเตือนฝ่ายตะวันตกว่า ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นต่อกันระหว่างไทยกับอเมริกานั้น มิได้เป็นโดยอัตโนมัติและต้องไม่เป็นเป็นความสัมพันธ์ในเชิงแนวตั้ง โดยอเมริกาพยายามใช้ความเป็นมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงการเมืองไทยและแสดงออกถึงการเลือกข้างอย่างเห็นได้ชัด

ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ได้พยายามใช้มาตรการแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเป้าหมายระยะสั้นคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะการใช้มาตรการทางการคลังในด้านงบประมาณ นาโนไฟแนนซ์ นโยบายระบายข้าว นโยบายช่วยเหลือชาวสวนยาง ในส่วนของนโยบายเชิงโครงสร้างนั้นก็คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และที่สำคัญก็คือ ความพยายามในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีไม่ว่าภาษีมรดกหรือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สิ่งที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ ความพยายามและความตั้งใจในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมโดยตั้งสภาปฏิรูปขึ้นมารับภารกิจดังกล่าว

ในด้านสังคมที่นับว่าสำคัญที่สุดก็คือ ความตั้งใจในการที่จะลดการคอรัปชั่นอย่างจริงจัง ความเอาจริงของรัฐบาลชุดนี้มีส่วนช่วยให้ข้าราชการเกรงหรือไม่กล้าที่จะฉวยโอกาสดังที่เคยเห็นมาก่อน

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ ความตั้งใจเด็ดเดี่ยวในการแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมานาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏในส่วนของระยะสั้นนั้น เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะขยายตัวอย่างเชื่องช้า ส่งออกในไตรมาสแรกติดลบกว่า -4% ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาของเศรษฐกิจโลก แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นปัญหาหมักหมมของการไม่ปรับโครงสร้างการแข่งขันของไทยดังที่เคยกล่าวไว้ในบทความก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับอยู่ประการหนึ่งว่า ภายใต้เสถียรภาพทางการเมืองดังกล่าวนี้ ต้นทุนส่วนหนึ่งก็คือ ข้อจำกัดในด้านสิทธิและเสรีภาพซึ่งก็ถือว่าเป็นความจำเป็นภายใต้บริบททางการเมืองที่เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น