การปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศไทย

8902

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

อดีตนายกรัฐมนตรีลีกวนยู ของสิงคโปร์ ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่เขาทิ้งให้เป็นมรดกตกทอดคือ ความสำเร็จในด้านการบริหารเศรษฐกิจและสังคมของสิงคโปร์ จากประเทศเล็ก ๆ ซึ่งมีประชากรในสมัยนั้นเพียงสองล้านกว่าคน จนในวันนี้สิงคโปร์มี GDP ต่อหัวประชากร 51,000 เหรียญสหรัฐฯ สูงกว่าไทย 9 เท่า และเป็นประเทศพัฒนาตลอดจนเป็นประเทศผู้นำทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ความสำเร็จในการบริหารประเทศของลีกวนยูจัดเป็นรูปแบบที่น่าศึกษาสำหรับการปฏิรูปประเทศไทย โดยจะเป็นจุดชี้ถึงองค์ประกอบความสำเร็จว่า การปฏิรูปลักษณะไหนจากตัวอย่างของสิงคโปร์ถึงจะมีส่วนทำให้การปฏิรูปประเทศไทยตรงประเด็นและมีประสิทธิภาพ

สิงคโปร์ถูกอัปเปหิจากสหพันธรัฐมลายูปี 1965 นายลีกวนยูอยู่ในสภาพเศร้าสร้อยเมื่อมาคิดถึงสถานภาพของประเทศเล็ก ๆ ซึ่งมีเกาะใหญ่อยู่เพียงเกาะเดียว กับเกาะเล็ก ๆ อีกหลายเกาะ ไม่มีทรัพยากร แม้กระทั่งน้ำ โดยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำจากมาเลเซีย อย่างไรก็ดี นายลีกวนยูได้ใช้ความฉลาดในการวางแผนยุทธศาสตร์ไปสู่ความสำเร็จ ยุทธศาสตร์ของนายลีกวนยูมี 2 ช่วง ช่วงแรกเป็นยุทธศาสตร์ตั้งแต่ทศวรรษ 1960-1980 สาระสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือ

1. การพัฒนาบุคลากรหรือทรัพยากรมนุษย์ทั้งในด้านความสามารถในการมองอนาคต (Visionary) การบริหารการจัดการ และมีจริยธรรมโดยเน้นการต่อต้านคอรัปชั่น โดยตัวเขาเองจะเป็นตัวอย่างให้ประชาชน แนวคิดของเขาคือ การพัฒนาคุณภาพของผู้นำทางการเมืองและข้าราชการให้เก่งและดี เก่งก็คือมองเห็นอนาคตและมีประสิทธิภาพ ดีก็คือ เกลียดชังคอรัปชั่น และปรับปรุงคุณภาพประชาชนในด้านการศึกษาให้มุ่งไปในแนวทางดังกล่าว

2. มีการวางทิศทางล่วงหน้า 2 ทศวรรษ ว่าประเทศสิงคโปร์จะต้องเป็นประเทศอุตสาหกรรม มุ่งมั่นพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม โดยมีการส่งเสริม Infrastructure และส่งเสริมให้สิงคโปร์เป็นแหล่งศูนย์กลางทางการเงิน ส่งเสริมให้สิงโปร์เป็นแหล่งศูนย์กลางท่าเรือ และมีการปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ เน้นภาษาอังกฤษ เน้นคำนวณ เน้นวิทยาศาสตร์ และเน้นการบริหารการจัดการ ด้วยการปรับปรุงมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ตลอดจนโรงเรียนต่าง ๆ มีการเชิญครูจากต่างประเทศเพื่อมาถ่ายทอดความรู้

3. มีการพัฒนาขนส่งมวลชน น้ำ ดิน ตลอดจนการพัฒนาภูมิทัศน์และเอาจริงเอาจังเรื่องระเบียบ จะเห็นได้ว่า คนจีนไม่กล้าถ่มน้ำลายลงพื้น ร้านค้าข้างถนนในสิงคโปร์ก็หายไป

4. รัฐจะต้องมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ กระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ ถ้าไม่มีประสิทธิภาพก็โดนไล่ออก ถ้าโกงก็ต้องติดคุก ทำงานเช้าชามเย็นชามก็โดนไล่ออก ส่งผลให้ราชการและรัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพสูงมาก รัฐวิสาหกิจมีกำไรยกเว้นรัฐวิสาหกิจประเภทส่งเสริมสวัสดิการสังคม

5. ในระยะต้นมีการเก็บภาษีสำหรับคนสิงคโปร์สูง แต่เก็บภาษีนิติบุคคลต่ำเพียง 17% เพื่อจูงใจให้บริษัทข้ามชาติมาตั้งบริษัทที่สิงคโปร์ ภาษีที่เก็บได้บวกับรัฐวิสาหกิจบางส่วนถูกนำมาใช้พัฒนาที่อยู่อาศัยให้คนสิงคโปร์ คนสิงคโปร์ 75% ต่างมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง อีกส่วนก็มาตั้งกองทุน เช่น เทมาเส็ก เพื่อเอากำไรจากการลงทุนในต่างประเทศมาพัฒนาประเทศ

ยุทธศาสตร์แผนที่ 2 ดำเนินการในทศวรรษ 1990 โดยมีเป้าหมายหลักคือ พัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นประเทศพัฒนาเต็มที่ ให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจบนฐานความรู้ (Knowledge based Economy) โดยมีสาระสำคัญดังนี้คือ

1. พัฒนาการศึกษาให้เป็นระดับโลกโดยเชิญชวนมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยชิคาโก มหาวิทยาลัยอินซีด (Insead) จากฝรั่งเศส และอื่น ๆ มาจัดตั้งที่สิงคโปร์และพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ให้เป็นระดับชั้นนำของโลก นอกจากนี้ยังพัฒนาคุณภาพอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยโลกและส่งเสริมให้มีการนำคณาจารย์ต่างประเทศระดับโลกมาสอนที่สิงคโปร์

2. พัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางโลกในด้านการเงิน

3. พัฒนา IT ในระดับสูงโดยร่วมมือกับบังกะลอร์ของอินเดีย และซิลิคอนแวลลี่ร์ของอเมริกาเพื่อผลิตสินค้าประเภท Hi-end

4.ส่งเสริมการร่วมกลุ่มกับประเทศต่าง ๆ เช่น AEC RCEP TPP และ FEALAC มีการตั้งสำนักงานใหญ่ของ APEC ที่สิงคโปร์ นอกจากนั้นยังทำข้อตกลงทวิภาคีกับประเทศสำคัญทั่วโลก เพราะเท่ากับสิงคโปร์ได้ประเทศใหม่โดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร

5. เมื่อมีการรวมกลุ่มก็มีนโยบายเน้นการลงทุนต่างประเทศ (Go regional) จึงไม่น่าแลกใจว่า ประเทศไทยจึงมีร้านอาหาร ร้านขนมปัง ร้านป๊อบคอร์นของสิงคโปร์เต็มไปหมด นอกจากนั้น สิงคโปร์ยังร่วมมือกับจีนด้านโรงกลั่นน้ำมัน ร่วมมือกับเวียดนามด้าน Infrastructure ร่วมมือกับกัมพูชาด้านท่าเรือและสนามบิน

ความสำเร็จของสิงคโปร์จะเห็นได้ชัดว่ามีองค์ประกอบที่เกิดจากคุณภาพของบุคลากรที่สามารถมองเห็นอนาคตได้ไกลๆ มีคุณธรรม และมีแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

สรุปได้ว่า การปฏิรูปประเทศไทย แผนยุทธศาสตร์จะต้องสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอีก 20-30 ปี ข้างหน้า และมีบุคลากรที่มีวิสัยทัศน์เพียงพอที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว การปฏิรูปประเทศไทยแม้จะพยายามแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประสบความสำเร็จ เพราะเกี่ยวข้องกับระบบคิดของผู้ร่างการปฏิรูปและเกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่จะต้องมีวิสัยทัศน์ดังกล่าวด้วย และระบบการเมืองต้องมีความต่อเนื่อง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

วิกฤตเศรษฐกิจไทยที่นับวันจะรุนแรงขึ้น

8810

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงเดือนมกราคม การส่งออกไทยปรากฏว่า ติดลบ -3.4% ซึ่งทำให้การคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ที่ยังคงวางเป้าหมายไว้ที่ 4%  อาจจะไม่เป็นไปตามที่ตั้งไว้ และถ้าดูจากหนังสือพิมพ์ เราจะเห็นได้ว่ามีการพาดหัวข่าวในด้านเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า ตามมาด้วยราคาสินค้าเกษตรซึมยาว 3 ปี ผนวกกับราคาหุ้นมีการลดลงติดต่อกันหลายวัน ซึ่งถ้าจะวิเคราะห์จากข้อมูลดังกล่าวก็คงจะเห็นว่า แม้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังเจอปัญหาวิกฤตและหลายคนก็มีความรู้สึกเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะฟื้นขึ้นตามที่หลายสำนักพยากรณ์ไว้ตั้งแต่ระดับ 3 – 4.5% ของ GDP หรือไม่ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วก็มีอัตราการเติบโตเพียง 0.7%

ความจริงเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่ IMF และ World Bank มีการคาดการณ์ไว้ กล่าวคือ เศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังมีการขยายตัวสูงกว่าปีที่แล้วประมาณ 0.3% โดยในปีนี้เศรษฐกิจโลกโดยภาพรวมจะมีการขยายตัว 3.5% ซึ่งเทียบกับปีที่แล้วมีการขยายตัวเพียง 3.2% ทั้งนี้ทั้งนั้น 4 กลุ่มประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ก็ยังไม่มีดัชนีบ่งชี้ว่ากำลังเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ที่กำหนดไว้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะขยายตัวได้ 3.6% สหภาพยุโรปจะขยายตัวได้ 1.3% ญี่ปุ่นจะขยายตัวได้ 0.6-0.7% และจีนจะขยายตัวได้ 6.8% ส่วนการที่ตลาดหุ้นในหลายประเทศไม่ว่าสหรัฐอเมริกาหรือฮ่องกงมีแนวโน้มลดลงก็เกิดจากราคาหุ้นขึ้นสูงไปจากการคาดการณ์ล่วงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว ช่วงนี้จึงเป็นการปรับตัวลดลงชั่วคราว เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นไทยซึ่งก่อนหน้านี้ขึ้นไปถึง 1,600 จุด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าหรือราคาตลาดหุ้นซึมซับผลประกอบการล่วงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ปรากฏมาใน 2-3 วันนี้มีลักษณะในแง่ลบ นักลงทุนจึงเริ่มเกิดความหวั่นไหวและเทขายหุ้นซึ่งในทางเทคนิคเรียกสถานการณ์เช่นนี้ว่า “Overbought” นั่นเอง

ความจริงนั้น เศรษฐกิจยังมีการขยายตัวต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เพียงแต่เป็นการขยายตัวที่ไม่เข้มแข็ง โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน แต่โดยภาพรวมก็ยังถือเป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ผลพวงดังกล่าวก็น่าจะทำให้การส่งออกของไทยในปีนี้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา กล่าวคือ ในปีที่ผ่านมาส่งออกติดลบ -0.3% และเป็นการติดลบที่ต่อเนื่องกัน 2 ปี และแม้ว่าในเดือนมกราคม ส่งออกไทยจะติดลบ -3.4% ผู้เขียนยังเชื่อว่า ถ้าพิจารณาทั้งปี การส่งออกน่าจะเป็นบวก แต่อาจจะไม่ถึง 4% ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ปีนี้ความหวังของเศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้ดีหรือไม่ การส่งออกเป็นแค่ตัวรอง ตัวที่จะกำหนดชะตากรรมจะมาจากภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ นั่นก็คือ การเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งมีตัวเลขกว่า 3 ล้านล้านบาท ที่มาจากงบประมาณปี 57 ที่ค้างอยู่บวกกับปี 2558 ซึ่งมียอด 2.57 ล้านล้านบาทและงบประมาณปี 2559 อีก 25% (ระหว่างตุลาคม – ธันวาคม ในปลายปีนี้) จากงบซึ่งคาดว่าจะสูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐจะส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่รัฐบาลไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณตามที่กำหนดไว้ โดยใน 5 เดือนของงบประมาณปี 2558 นี้ รัฐบาลเบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมาย กล่าวคือ เบิกจ่ายได้ 1.1 ล้านล้านบาท หรือ 42.5% จากงบประมาณ 2.57 ล้านล้านบาท และถ้าแยกเป็นรายจ่ายประจำ ปรากฏว่าเบิกจ่ายได้ 47.21% จากเป้าหมาย 60% ในขณะที่รายจ่ายการลงทุนเบิกจ่ายได้เพียง 18.18%  จากเป้าหมาย 30% ดังนั้น ถ้าจะให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ 3% รัฐบาลจะต้องเร่งการเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้าหมาย เพราะถ้าสามารถเบิกจ่ายตามเป้าหมายได้ก็จะสามารถเพิ่มและส่งเสริมเป็นพลวัตไปสู่การลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน มิฉะนั้น เศรษฐกิจไทยจะไม่ขยายตัวตามเป้า

การที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราที่ช้าและส่งออกของไทยขยายตัวช้าและแถมติดลบ 2 ปี ก็สืบเนื่องจากเหตุผลที่สำคัญคือ ประเทศมีการลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนในปี 1992 ซึ่งหมายถึง สินค้าเข้าออกประเทศอาเซียนเหลือ 0 ซึ่งก็เปรียบเหมือนกับแต่ละประเทศในอาเซียนเป็นเพียง 1 จังหวัดเท่านั้น และมีการพัฒนาเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2003 ตามปฏิญญาบาหลี แต่ปรากฏว่า รัฐบาลไทยเพิ่งตีฆ้องเรื่อง AEC ในปี 2010 ซึ่งช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในขณะที่มาเลเซียและสิงคโปร์ได้เตรียมตัวเข้าสู่ AFTA ตั้งแต่ปี 1990 ด้วยการปรับสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการย้ายฐานเพื่อใช้แรงงานใน CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) รวมทั้งฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย มีการจัดโซนนิ่งสินค้าเกษตร พัฒนา Infrastructure มีการส่งเสริม IT ปรับปรุงคุณภาพการศึกษาเพื่อรองรับทิศทางดังกล่าว ปรากฏว่าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ไทยเปลี่ยนแปลงน้อยมาก เอกชนยังผลิตสินค้าที่ยังคงเน้นใช้แรงงานและมีมูลค่าเพิ่มต่ำ ดังจะเห็นได้ว่า สินค้าเราไม่สามารถแข่งกับ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) รวมทั้งฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียได้ทั้งในเอเชียและโลก นอกจากนั้นใน 20 ปีที่ผ่านมาก็มีประเทศเกิดใหม่ที่ผลิตสินค้าราคาถูกเป็นคู่แข่งกับประเทศไทย ภาคการเกษตรของไทยก็ยังไม่ได้พัฒนาจึงอ่อนไหวต่อสภาพดินฟ้าอากาศและเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นข้าว หรือยางพารา เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดและความล้าหลังของนักการเมืองไทยที่ปรับตัวไม่ทันกับโลก ภาคเอกชนจึงกลายเป็นเหยื่อ (victim) ในการแข่งขัน

โดยสรุป สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นเพียงภาพฉายว่า เศรษฐกิจไทยกำลังสะสมปัญหา และนับวันจะรุนแรงขึ้น ถ้าหากยังไม่สามารถปรับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทันโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

หนี้ภาคครัวเรือนของไทย

8736

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

หนี้ภาคครัวเรือนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้ว่า ในไตรมาสที่ 2 ปี 2556 หนี้ภาคครัวเรือนไทยอยู่ที่ระดับ 9,276,815 ล้านบาท และขยับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส โดยในไตรมาสที่ 3 ปี 2557 อยู่ที่ระดับ 10,220,463 ล้านบาท หรือเท่ากับ 84% ของ GDP ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในเอเชีย โดยมาเลเซียอยู่ในอันดับสูงสุดที่ 87% ของ GDP ในปี 2013 อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาจากอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือนไทยจะเห็นได้ว่า มีแนวโน้มชะลอตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2557 หนี้ภาคครัวเรือนไทยมียอดคงค้างที่ประมาณ 10.22 ล้านล้านบาท ขยายตัว 7.7%  ซึ่งถือว่าชะลอตัวลงมากเมื่อเทียบกับช่วงที่ขยายตัวสูงสุดคือ ไตรมาสที่ 2 ปี 2555 ซึ่งเพิ่มขึ้น 18.1% อย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากสัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนไทยต่อ GDP ก็ถือว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนที่สูง คือ 84% ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจไทยในช่วง 2 ปีนี้ ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าการขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือนไทย

สาเหตุของการขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือนไทยมีหลายประการด้วยกัน

ประการแรก จะเห็นว่าหนี้ภาคครัวเรือนไทยมีการขยายตัวเร่งมากขึ้นในช่วงปี 2554-2555 โดยประเภทสินเชื่อที่เป็นตัวเร่งมากที่สุดคือ สินเชื่อรถยนต์ซึ่งรัฐมีนโยบายคืนภาษีรถคันแรกและประการหนึ่งคือ ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำจึงเอื้อต่อการเกิดหนี้ อีกประการคือ การกู้ยืมเพื่อซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วมในปี 2554

ประการที่ 2 จะเห็นได้ว่า สาเหตุของการเพิ่มหนี้ภาคครัวเรือนไทยคือ รัฐบาลได้ใช้นโยบายประชานิยมเพื่อเพิ่มฐานเสียงให้ตัวเองโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ นโยบายรถคันแรก นโยบายบ้านหลังแรก และการหาเสียงจากชาวไร่ชาวนา เช่น นโยบายจำนำข้าวจนเกิดวิกฤต ชาวไร่ชาวนาถึงกับฆ่าตัวตาย และภาครัฐต้องเสียหายถึง 6 แสนล้าน

ประการที่ 3 ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้มีส่วนทำให้หนี้ภาคครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาคเกษตร เช่น ยางพาราซึ่งราคาลดลงและกระทบกับเกษตรกรภาคใต้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาจากข้อมูลแล้ว ครัวเรือนภาคใต้มีภาระหนี้ต่ำที่สุดและยังไม่น่ากังวล แต่อนาคตอีก 4-5 ปีน่าเป็นห่วง เพราะราคาพืชผล คือยางพาราและปาล์มน้ำมันยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ ขณะเดียวกัน ครัวเรือนภาคอีสานและภาคเหนือมีภาระหนี้ค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพนอกเกษตรกร เนื่องจากกระแสการบริโภคนิยม ขณะที่ครัวเรือนภาคเกษตรมีหนี้สูงจากรายได้ต่ำ เพราะการผลิตพึ่งพาดินฟ้าอากาศที่ไม่แน่นอน

ประการที่ 4 เนื่องจากธนาคารมีการแข่งขันกันสูง อีกทั้งธุรกิจขนาดใหญ่สามารถที่จะเข้าสู่การลงทุนได้ สถาบันการเงินต่าง ๆ จึงต้องแข่งขันในการให้สินเชื่อต่อธุรกิจขนาดย่อมและภาคครัวเรือน ประกอบกับดอกเบี้ยอยู่ในอัตราต่ำจึงกระตุ้นให้มีการกู้ยืมจากภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหามีดังนี้

ประการแรก รัฐจะต้องหยุดดำเนินนโยบายประชานิยมประเภทที่ส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้น

ประการที่ 2 รัฐควรส่งเสริมเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับภาคครัวเรือนที่อยู่ในภาคเกษตรให้มีผลิตภาพในการผลิตและส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิต ตลอดจนให้ความช่วยเหลือด้านนวัตกรรมและการตลาด อีกทั้งรัฐควรจะบริการและให้คำแนะนำในด้านการพยากรณ์แก่เกษตรกรในเรื่องทิศทางราคาพืชผล รัฐควรจะดูแลให้มีความสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของสินค้าเกษตร เช่น ไม่ปล่อยให้ปลูกจนล้นตลาด เป็นต้น

ประการที่ 3 รัฐควรประชาสัมพันธ์และดำเนินมาตรการให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมประเภทบริโภคนิยมโดยเฉพาะพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการที่จะช่วยแบ่งเบาปัญหา

ประการที่ 4 ควรให้ธนาคารพาณิชย์มีกรอบในการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคครัวเรือน กล่าวคือ ในหลายประเทศมีการกำหนดสัดส่วนที่เรียกว่า ภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt service ratio) ที่ระดับ 60% กล่าวคือ ในการปล่อยสินเชื่อนั้น ถ้าผู้กู้มีรายได้ 100 บาท แล้วมีภาระหนี้ 60 บาท จะต้องหยุดการให้กู้โดยทันที มาตรการนี้มีการใช้ในมาเลเซีย เกาหลีใต้ และประเทศอื่น ๆ

ประการที่ 5 รัฐควรลดภาระหนี้ของภาคครัวเรือนลง เช่น มาตรการนาโนไฟแนนซ์ของรัฐบาล ก็ถือว่าเป็นมาตรการที่ดี ซึ่งช่วยลดหนี้ที่ต้องกู้นอกระบบ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ของภาคครัวเรือนได้ในระดับหนึ่ง

โดยสรุป อาจจะกล่าวได้ว่า เรื่องหนี้ภาคครัวเรือนของไทยอยู่ในเกณฑ์สูงและควรที่จะต้องหามาตรการแก้ไข แม้ว่าในขณะนี้จะมีการขยายตัวชะลอตัวลงก็ตาม แต่ก็ยังคงอยู่ในเกณฑ์สูง อย่างไรก็ตามในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพทางการเงิน หนี้ภาคครัวเรือนไทยยังไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ของธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ อีกทั้ง อัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคารพาณิชย์ก็ยังสูง ที่ระดับ 14-15% ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่สูงที่สุดในโลก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยที่ลดลง ซึ่งจะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และเพิ่มสัดส่วนของหนี้ภาครัวเรือนต่อ GDP มากขึ้น ถ้าจะว่ากันไปแล้ว มาตรการที่ดีที่สุดในการหยุดยั้งภาวะการณ์ดังกล่าวนี้ก็คือ การส่งเสริมแนวพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้ทั่วถึงทั้งประเทศ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สถานการณ์ของประเทศกรีก

8701

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและโดยเฉพาะกลุ่มยูโรโซน นอกจากกำลังเผชิญปัญหา Deflation แล้ว ยังเผชิญกับปัญหาเรื่องกรีก ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันว่า กรีกจะออกจากเงินสกุลยูโรหรือไม่ และถ้าต้องออกจะทำให้เกิดปัญหากระทบกับยุโรปจนถึงขั้นวิกฤตเช่นเดียวกับเมื่อ 3 ปีที่แล้วและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกหรือไม่

กรีกมีการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาและได้พรรคซ้ายจัดคือ พรรค Syriza ขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาล โดยเป็นรัฐบาลผสมกับพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคขวาจัด ซึ่งมีนโยบายเดียวกับพรรค Syriza ในเรื่องการต่อต้านการบีบคั้นจากทรอยก้า (ECB, คณะกรรมาธิการ และ IMF) อีกทั้งมองว่ากรีกกำลังเสียอธิปไตยเพราะต้องตกอยู่ภายใต้เบี้ยล่างการกำกับดูแลของเยอรมันซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสหภาพยุโรป

ในตอนหาเสียงของพรรค Syriza หัวหน้าพรรคคือนาย Tsipras ได้เน้นนโยบายขยายการใช้จ่ายเพื่อจะมีการจ้างงานมากขึ้น ให้ความช่วยเหลือคนยากจน ยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และนโยบายที่สำคัญอีกหนึ่งประการคือ ต้องการที่จะขอเบี้ยวหนี้บางส่วน มีนโยบายที่จะปลดแอกตัวเองจาการควบคุมของทรอยก้าและปฏิเสธการยอมรับเงื่อนไขของทรอยก้า นโยบายดังกล่าวนี้มีความขัดแย้งกับทรอยก้าซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของกรีก และขัดแย้งกับประเทศเจ้าหนี้ในกลุ่มยูโรโซนโดยมีเยอรมันเป็นหัวหอก แนวนโยบายของทรอยก้าที่ตั้งเงื่อนไขกับประเทศที่มาขอความช่วยเหลือนอกจากกรีกแล้วก็มี ไอร์แลนด์ โปรตุเกส รวมทั้งสเปนและอิตาลี โดยมีเงื่อนไข 2 ข้อ ข้อแรกคือ จะต้องลดค่าใช้จ่าย ลดการขาดดุลบประมาณให้เหลือ 3% ต่อ GDP จะต้องเคารพต่อเงื่อนไขและเงื่นเวลาในการชำระหนี้ และห้ามมีการเบี้ยวหนี้โดยเด็ดขาด อีกทั้งจะต้องมีวินัยทางการคลัง ซึ่งจะเห็นได้ว่าท่าทีของรัฐบาลกรีกกับทรอยก้าในช่วงแรกนั้นไม่มีทางประสานกันได้เลยเพราะมีลักษณะตรงกันข้าม อย่างไรก็ตาม รัฐบาล Syriza เมื่อได้รับการเลือกตั้งจริงแล้วก็มีท่าทีอ่อนลงไปในระดับหนึ่ง ท่าทีที่อ่อนลงไปนั้นดูได้จากรัฐมนตรีคลังซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลและเป็นอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ คือนาย Varoufakis หลังจากที่ได้พบปะกับหลายประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปแล้วก็ได้มีท่าทีแข็งกร้าวลงดังต่อไปนี้คือ ประการแรก กรีกจะยอมรับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจตามเงื่อนไขทรอยก้า 70% โดยจะมีการปรับเปลี่ยน 30% ประการที่สอง กรีกจะไม่ขอเจรจาเบี้ยวหนี้ แต่จะขอปรับโครงสร้างหนี้ กรีกยังพร้อมที่จะอยู่กับเงินสกุลยูโร และกรีกจะพยายามทำให้งบประมาณเกินดุล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กรีกต้องการคือ ปลดแอกตัวเองจากทรอยก้าแล้วหาแหล่งเงินทุนที่มีเงื่อนไขต่ำและดอกเบี้ยต่ำมาแทนหนี้ที่เกิดจากทรอยก้า กรีกจะไม่ยอมรับการกำกับดูแลจากทรอยก้า กรีกต้องการเจรจาในระยะสั้น หาเงินทุนเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น อีกทั้งต้องการที่จะยืดอายุหนี้ของทรอยก้า จำนวน 172,000 ล้านยูโรซึ่งจะถึงกำหนดในวันวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ออกไปอีก 6 เดือน โดยในช่วงเวลา 6 เดือนดังกล่าว กรีกจะพยายามหาแหล่งเงินใหม่ซึ่งถือว่าเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ และในระหว่างนี้กรีกคงต้องเสริมสภาพคล่องชั่วคราว โดยการออกตั๋วเงินคลังจำนวน 8,000 ล้านยูโร และต้องการเรียกให้ ECB คืนกำไรจำนวน 1.9 พันล้านยูโรจากการซื้อพันธบัตรของกรีกในช่วงวิกฤต 2012-2013 ในขณะเดียวกัน รัฐบาลกรีกก็ได้มีการจ้างงานเพิ่มโดยให้ข้าราชการที่ถูกให้ออกไปก่อนหน้านี้กลับมาทำงานใหม่ ให้สวัสดิการกับคนจนและผู้รับบำนาญ ยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ กรีกให้คำตอบว่าที่ทำเช่นนี้จะไม่กระทบกับงบประมาณหรือการคลังเพราะค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งจะได้จากการเก็บภาษีคนรวย เอาเงินจากพวกหนีภาษี ตลอดจนกำไรจากเรื่องที่ ECB ซื้อพันธบัตรกรีกเอาไว้

ปรากฏว่าในการประชุมเมื่อวานนี้ ทางด้านทรอยก้าไม่ยอมรับเงื่อนไขของกรีกในการปรับโครงสร้างหนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าปัญหากรีกกับสหภาพยุโรปยังไม่ถึงกับระเบิดในช่วงนี้ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า กรีกโดยตัวเองแล้วเป็นประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจเล็ก โดยมีสัดส่วนเศรษฐกิจเพียง 2% ของ GDP ของสหภาพยุโรป แต่สิ่งที่คนเกรงก็คือ ถ้ากรีกต้องล้มละลาย ความเชื่อมั่นต่อเงินยูโรจะลดลง และอาจมีปัญหาลามปามไปสู่ประเทศสเปนและอิตาลีในเรื่องความเชื่อมั่นที่อาจทำให้เกิดวิฤต ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ผลตอบแทนของพันธบัตร 10 ปี ของทั้ง 2 ประเทศเพิ่มขึ้นสูงและถ้าสูงเกิน 7% ย่อมหมายถึงวิกฤตของเงินยูโร นอกจากนี้ ถ้ากรีกออกจากเงินยูโรอาจทำให้บางประเทศหาทางออกเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะในบางประเทศก็มีการต่อต้านสหภาพยุโรปจากทั้งพรรคฝ่ายซ้ายจัดและพรรคขวาจัด ประเทศที่ใกล้เคียงกับกรีกคือสเปน พรรคซ้ายจัดชื่อพรรค Podemos มีผู้นำอายุไม่เกิน 40 ปี และยังมีบางกระแสในไอร์แลนด์เช่นกัน และถ้ากรีกต้องออกจากเงินสกุลยูโรแล้วลามปามไปถึงประเทศอื่น ก็จะทำให้เศรษฐกิจของสภาพยุโรปซึ่งอ่อนแออยู่แล้วติดลบ กลายเป็นวิกฤตรอบใหม่ที่จะกระทบกับเศรษฐกิจโลกโดยรวม ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ทั้งสองฝ่ายจะต้องหาทางออกแทนที่จะปล่อยให้เกิดการระเบิด นอกจากนั้น อังกฤษและสหรัฐอเมริกาก็มีการเตือนเยอรมันว่าควรจะมีการผ่อนปรนให้กรีกบ้าง เพราะประชาชนเดือดร้อน มิฉะนั้นถ้าเกิดวิกฤตขึ้นมา เศรษฐกิจโลกที่กำลังเริ่มฟื้นตัวก็จะมีปัญหา ผู้เขียนเชื่อว่า ความขัดแย้งของกรีกกับทรอยก้า จะยังไม่ระเบิดในช่วงนี้ แต่จะมีโรดแมปดังต่อไปนี้

1.วันที่ 28 กุมภาพันธ์ จะครบกำหนดหนี้ ถ้าหากทรอยก้าไม่ยอมยืดอายุหนี้ กรีกก็จะล้มละลาย และต้องออกจากเงินยูโร แม้กรีกได้ออกข่าวทำนองว่าจะขอความช่วยเหลือจากจีนและรัสเซีย ความเป็นไปได้ยังมีข้อจำกัดอยู่ เพราะรัสเซียมีเงินสำรอง 5 แสนกว่าล้านดอลลาร์ แต่ก็มีการใช้ปกป้องเงินสกุลรูเบิล ยิ่งกว่านั้น ปีนี้เศรษฐกิจรัสเซียจะติดลบประมาณ 3-5% จีนเองแม้จะมีเงินสำรองมากก็ต้องเอาเงินมาผยุงเศรษฐกิจตัวเองและไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อหา R&D และผลตอบแทน ซึ่งกรีกไม่ใช่ประเทศเป้าหมายสำคัญในด้านนโยบายต่างประเทศของจีน เพราะฉะนั้น ความช่วยเหลือจาก 2 ประเทศอย่างเก่งก็คือ ช่วยรักษาสภาพคล่องชั่วคราวเท่านั้น

2.ผู้เขียนเชื่อว่าจากนี้ ถึง 28 กุมภาพันธ์ ทั้ง 2 ฝ่ายคงจะประนีประนอมกัน กล่าวคือ ทรอยก้าคงจะยืดหนี้ไปอีก 6 เดือน เพื่อใช้ 6 เดือนนั้นเจรจาหาทางออก เพราะฉะนั้นจุดพิจารณาว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะระเบิดหรือไม่ ก็คือ จะมีการยืดหนี้ต่ออายุให้กรีกหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์หรือไม่

3. และแม้จะต่ออายุให้กรีกก็ตาม กรีกกับทรอยก้าคงยังต้องเจรจาหาทางประนีประนอมโดยกรีกจะมีการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ด้วยการออกพันธบัตรจากตลาดการเงินซึ่งดอกเบี้ยต่ำกว่าที่กู้จากทรอยก้า ส่วนจะสำเร็จหรือไม่คงจะต้องดูต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น กรีกจะทำอะไรไม่ได้เลยถ้าทรอยก้าไม่เห็นชอบ เพราะพันธบัตรของกรีกมีมูลค่าเหมือน Junk Bond

โดยสรุป ผู้เขียนเชื่อว่า กรีกกับสหภาพยุโรปยังเป็นปัจจัยปัญหาของเศรษฐกิจโลก และจะสร้างความตื่นเต้นในรูปความผันผวนของตลาดหุ้น ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และตลาดโภคภัณฑ์ อย่างน้อยอีกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ผู้เขียนไม่เชื่อว่า กรีกจะถูกบังคับให้ออกจากเงินสกุลยูโรในเวลาอันสั้น ในด้านระยะกลางต้องมาดูผลการเจรจาผ่อนปรนยืดอายุหนี้หลัง 28 กุมภาพันธ์นี้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ

8641

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในบทความฉบับก่อนได้มีการวิเคราะห์ถึงการเสียความสามารถในการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจไทยซึ่งเป็นผลจากปัจจัยหลายประการ สำหรับบทความฉบับนี้จึงขอเสนอแนวความคิดในการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มและเสริมสร้างขีดความมารถในการแข่งขันดังนี้

ประการแรก เนื่องจากค่าแรงของไทยแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ในกรณี CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) ค่าแรงของประเทศเหล่านี้เฉลี่ยประมาณ 30% ของค่าแรงไทย ในกรณีฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียค่าแรงจะอยู่ที่ประมาณ 50% ของค่าแรงไทย อีกทั้ง การจัดตั้ง AEC ที่เริ่มด้วยการตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 1993 ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย เนื่องจากเรายังผลิตสินค้าที่เน้นแรงงานและมีมูลค่าเพิ่มต่ำ สินค้าไทยจึงถูกเบียดเหมือนกับแซนวิซจาก 2 ด้าน คือ สินค้าจาก CLMV ในด้านหนึ่ง และสินค้าจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งส่งผลกระทบให้การส่งออกสินค้าไทยตกต่ำลงทั้งในระดับภูมิภาคอาเซียนและในระดับโลก ทางออกของไทยคือ จะต้องมีการปรับสินค้าไทยให้มีมูลค่าเพิ่มระดับกลางแบบเดียวกับมาเลเซียที่มีการปฏิรูปตั้งแต่ทศวรรษ 1990 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะต้องมีการกำหนดเป็นรูปธรรมถึงประเภทสินค้าและบริการเป้าหมาย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกำหนดบ้างแล้ว เช่น อุตสาหกรรมรถยนตร์ เกษตรกรรม การท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันกำหนดสินค้าและบริการเป้าหมายให้หลากหลายกว่านี้เพื่อส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ประการที่ 2 ดังที่กล่าวไว้ในบทความที่แล้วว่า หลังยุคสงครามเย็น (ตั้งแต่ปี 1989) ได้เกิดกระแสการรวมกลุ่มในรูปเขตการค้าเสรี สหภาพศุลกากร และตลาดร่วม (ประชาคมเศรษฐกิจ) อย่างมากมายทั่วทุกภูมิภาค ผลกระทบสำหรับสินค้ารไทยคือ ถ้าสินค้าไทยไม่ได้มีแหล่งกำเนิดในประเทศสมาชิกที่มีการรวมกลุ่มก็จะเสียเปรียบสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศสมาชิกที่มีการรวมกลุ่ม ดังนั้นสินค้าไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นการผสมผสานระหว่างการลงทุน (เพื่อให้มีแหล่งกำเนิดสินค้าในประเทศสมาชิกรวมกลุ่ม) และการส่งออกจากประเทศไทย โดยทั้งนี้ ต้องศึกษาว่าแต่ละกลุ่มมีการกำหนดสัดส่วนของแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างไร วิธีการดังกล่าวจะช่วยให้สินค้าไทยไม่เสียเปรียบเพราไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าและไม่มีการกำหนดโควตา ยิ่งกว่านั้นก็เป็นการเปิดทางให้ธุรกิจไทยได้เรียนรู้และขยายการลงทุนไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค

ประการที่ 3 เนื่องจากมีกระแสการรวมกลุ่มทั่วทุกภูมิภาคในโลก ดังนั้นธุรกิจไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบการผลิตเชื่อมโยงแบบสายโซ่แห่งคุณค่า โดยกระจายการผลิตไปหลายประเทศเพื่อจะได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านต้นทุนและคุณภาพ

ประการที่ 4 เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานยของไทยยังเป็นตัวถ่วงด้านต้นทุนเพราะมีการพัฒนาน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านขนส่งหรือโลจิสติกส์ ดังนั้น รัฐจะต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เส้นทางที่มีการเชื่อมโยงในกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) และในกรอบที่เชื่อมโยงกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย (IMT-GT)

ประการที่ 5 นอกจากนั้น ภายใต้กรอบดังกล่าวจะต้องเร่งพัฒนาด้านการค้าระหว่างชายแดนในจุดต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงตามรอยตะเข็บตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยว การขนส่งและโลจิสติกส์

ประการที่ 6 ประเทศไทยจะต้องมีการปฏิรูปการศึกษาในลักษณะการเน้นประสิทธิภาพในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ คำนวณ วิทยาศาสตร์ การอ่าน (Reading) เพื่อจับประเด็น ส่งเสริมการเรียนรู้เชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับปฏิบัติ ส่งเสริมการเรียนรู้ให้รู้จักตนเองเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันที่ตรงกับคนและจะทำให้คนรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งก็จะทำให้คนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ อย่างแท้จริง เพิ่มการเรียนรู้ในลักษณะวิเคราะห์ Critical Mind ไม่ใช่เชื่อคนง่าย ๆ ตลอดจนการเรียรนรู้ต่อยอด (Organic Mindset) ซึ่งจะนำไปสู่ระบบคิดในเชิงนวัตกรรม นอกจากนั้น ควรจะพัฒนาการศึกษาตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับประถม ระดับมัธยม ระดับมหาวิทยาลัยให้เกลียดการคอรัปชั่น และการพัฒนาความรู้ในด้านประชาธิปไตยที่ครบวงจรที่สมบูรณ์ ไม่ใช่เน้นเฉพาะการเลือกตั้ง

ประการที่ 7 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนอย่างมหาศาล เศรษฐกิจหลายประเทศจึงอาจกลายเป็นลูกโป่ง (Bubble) เช่น กรณีวิกฤตปี 1997 ของไทย ดังนั้นจึงควรเน้นนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค สำหรับในระดับมหภาคจะต้องเน้นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความพอเพียงคือ ต้องบริหารรายรับรายจ่ายให้สอดคล้องกัน ไม่ใช่ไปกู้ล่วงหน้าดังที่เคยเกิดกับประเทศไทยมาก่อน ความมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจึงอยู่ที่การเฝ้าระวังด้านหนี้สาธารณะ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลงบประมาณ และเงินเฟ้อ ตลอดจนการเฝ้าระวังในด้านเงินสำรองระหว่างประเทศ ในแง่จุลภาคนั้นทั้งระดับธุรกิจและระดับบุคคลจะต้องยึดเอาพระราชดำรัสด้านเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งก็คือ ความยั่งยืนของทั้งธุรกิจและส่วนตัว ในสิ่งที่จับต้องได้ก็คือความสมดุลระหว่างรายรับและรายจ่าย ความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ ความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม

ประการที่ 8 เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนมาสู่ยุคดิจิตอล การพัฒนาเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญมาก ทั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับความรู้ในเรื่องดิจิอลของคน การปรับธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจ SME (ซึ่งเสียเปรียบในการใช้ระบบ IT) และการปรับโครงสร้างของประเทศที่มีการปรับใช้ IT อย่างเหมาะสมกับสถานภาพของประเทศ อีกทั้งการพัฒนาความเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการนำระบบ IT และดิจิตอลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพคน และเพิ่มนวัตกรรมให้กับสินค้าและบริการ

ประเทศไทยขณะนี้กำลังอยู่ในฐานะต้องปรับโครงสร้างขนาดใหญ่ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ทั้งในระดับมหภาค ระดับธุรกิจ และระดับบุคคล บทความฉบับนี้จึงเป็นเพียง Input ในการมีส่วนร่วมในปฏิรูปประเทศ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

วิเคราะห์..เศรษฐกิจไทย

8605

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เศรษฐกิจไทยในเชิงโครงสร้างในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ปรับตัวไม่ทันกับการแข่งขันของโลก กล่าวคือ ในขณะที่ปัจจัยทางด้านเศราฐกิจ การเมือง และสังคม ทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแผ่กว้างและรุนแรง แต่การปรับตัวของเศรษฐกิจและธุรกิจของไทยยังตามไม่ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ดัชนี้ชี้วัดที่เห็นได้ชัดคือ การส่งออกและอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ส่งออกไทยในช่วงที่มา อัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 4-5% ยิ่งสองปีที่ผ่านมานั้นก็มีการติดลบ และเมื่อเทียบกับในทศวรรตที่ 1980 ถึง 1990 (จนถึงปี 1996) ซึ่งมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 20 % จะเห็นว่าแตกต่างกันมาก ถ้าดูจากอัตาการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเห็นว่าในช่วงปี 1997 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันจะเฉลี่ยอยู่ที่ 4 % ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดของอาเซียน (ยกเว้นบรูไน) และเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วง 1980 – 1995 ซึ่งเฉลี่ยประมาณ 8 – 10 % จะเห็นได้ว่า การเติบโตในระยะหลังจะเป็นเพียงครึ่งหนึ่งหรือต่ำกว่าช่วงก่อนหน้านี้ และดัชนีที่แสดงถึงความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงอีกประการคือ คุณภาพทางการศึกษา ปรากฏว่า Global Economic Forum ได้จัดอันดับการศึกษาไทยอยู่อันดับที่ 8 ของอาเซียน แพ้เวียดนามและกัมพูชา ดัชนีที่ได้กล่าวถึงดังกล่าว ย่อมเป็นภาพฉายถึงปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ปัญหาในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจอาจวิเคราะห์ได้ดังนี้

ประการแรก โลกและภูมิภาคอาเซียนมีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา กล่าวคือ เรามีเขตการค้าเสรี (AFTA) ซึ่งหมายถึง สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในอาเซียนเข้าออกระหว่างประเทศสมาชิกมีการเก็บภาษีนำเข้าเท่ากับ 0 และโควตา (NTB) เท่ากับ 0 สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในอาเซียนนั้นหมายถึง สินค้าที่มีการใช้แรงงานและวัตถุดิบ 40% ของอาเซียนประเทศเดียวหรือสองประเทศก็ได้ ก็ถือว่ามีแหล่งกำเนิดในอาเซียนแล้ว ผลดังกล่าวคือ ไม่ใช่แค่สินค้าอาเซียน แต่สินค้าจากทั่วโลกก็จะมีการแปลงสัญชาติเป็นสินค้าอาเซียน ผลของ AFTA ดังกล่าวก็ทำให้สินค้าไทยซึ่งยังมีลักษณะเน้นการใช้แรงงานและวัตถุดิบเป็นหลัก ไม่สามารถแข่งขันในอาเซียนหรือแม้แต่ในไทยได้ เพราะจะมีสินค้าดังกล่าว เช่น สิ่งทอ ที่ผลิตในกลุ่มประเทศ CLMV หรือชิป (Chip) ที่ผลิตในฟิลิปินส์ อินโดนีเซียเข้ามาแข่งขัน นอกจากนี้ไทยยังไม่สามารถแข่งได้ในตลาดโลกเพราะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น เช่น จีน อินเดีย และอื่น ๆ

ประการที่สอง ในช่วงยุคหลังสงครามเย็น (ปี 1989) เป็นต้นมา ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้มีการรวมกลุ่มในลักษณะเขตการค้าเสรีและตลาดร่วม ดังนั้นประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มก็จะเสียเปรียบ กล่าวคือ สินค้าเข้าออกต้องเสียภาษีเท่ากับประเทศสมาชิก WTO ที่เรียกว่า MFN Rate แต่ถ้ามีแหล่งกำเนิดในประเทศสมาชิกจะเสียภาษีนำเข้าเท่ากับ 0 ผลคือ สินค้าไทยเมื่อส่งไปประเทศดังกล่าวก็จะเสียเปรียบ เนื่องจากเสียภาษีสูงกว่า นอกเสียจากธุรกิจดังกล่าวจะมีการปรับตัวไปลงทุนเพื่อให้มีแหล่งกำเนิดในประเทศกลุ่มนั้น ๆ การส่งออกของไทยจึงเกิดปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ประการที่สาม ระบบการศึกษาของไทยยังอยู่ในสภาพที่สอนให้คนจดจำ แต่ไม่ได้สอนให้เกิดการวิเคราะห์ สอนให้มองแต่ปัจจุบันและอดีต แต่ไม่สอนให้มองไกลไปในอนาคต 5-10 ปี หรือ 10 – 20 ปี ข้างหน้า  อีกทั้งระบบการศึกษาไทยยังไม่ได้เน้นเรื่องคำนวณ ไม่ได้เน้นทาง Reading (การอ่านเพื่อจับประเด็น) ไม่ได้เน้นเรื่องวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และนวัตกรรม มีแต่เน้นจำนวนคนจบปริญญา พูดง่าย ๆ เน้นเรื่องตัวปริญญาแต่ไม่ได้เน้นความรู้จริง ๆ ดังนั้นจึงมีคนเรียนจบปริญญาตรี โท เอก เยอะแยะมากที่เอาเข้าจริงไม่มีความรู้ ประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นจะเน้นเรื่องความรู้ เน้นให้รู้จักตนเอง และการใฝ่หาความรู้จึงจะทำให้เจริญ ตัวอย่างเช่น บิล เกตส์ หรือ สตีฟ จ๊อบ ที่ไม่ได้เรียนจบปริญญา แต่รู้จักตนเอง และทำในสิ่งที่ตัวเองรักจนจะประสบความสำเร็จ ระบบการศึกษาของไทยจึงเป็นเหมือนตัวถ่วงและทำให้ไทยตกมาอยู่ที่อันดับ 8 ของอาเซียน กล่าวคือ เวียดนามและกัมพูชา จะเรียนภาษาอังกฤษเพื่อมาใช้งานและต้องการความรู้จริง ๆ ดังนั้นการเรียนแค่ 5 ปีจึงมีความรู้มากกว่าไทยที่เด็กเรียนกว่า 20 ปีแต่ใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้

ประการที่สี่ เนื่องจากระบบการศึกษาย่ำแย่ก็สามารถสร้างปัญหาทางการเมืองได้ การเรียนรู้ไม่จริง เชื่อคนง่าย เชื่อแต่ว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ไม่ได้ดูให้ถ่องแท้ว่าประชาธิปไตยหมายถึง กระบวนการที่ต้องชอบธรรมตั้งแต่การเลือกตั้งและการดำเนินงานจนถึงตอนจบ ถ้าเริ่มต้นการเลือกตั้งด้วยการโกงก็นับว่าขาดความชอบธรรม และถ้าไม่ได้โกงแต่บริหารงานแย่ก็นับว่าขาดความชอบธรรมเช่นกัน อีกทั้งตอนจบไม่ยอมออกจากตำแหน่ง โดยในบางประเทศถึงกับต่ออายุการทำงานของตัวเองด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ ในประเทศที่มีลักษณะเช่นนี้ ถ้ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งและประชาชนมีการศึกษาดี อย่าว่าแต่โกงเลย ถ้าเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์หรือบริหารงานล้มเหลว ประชาชนก็จะออกมากดดันให้ออก ซึ่งในประวัติศาสตร์ไม่ไกลนักของไทย รัฐบาลโกงแล้วโกงอีก ยังมีกองทัพประชาชนมาช่วย ซึ่งกองทัพประชาชนดังกล่าวก็มาจากการหาเสียง แจกเงิน เน้นนโยบายประชานิยม จนในที่สุดก็จะจบลงที่การทำสงครามกลางเมืองถ้าไม่มีการทำรัฐประหารเสียก่อน

ประการที่ห้า เศรษฐกิจของไทยกำลังเผชิญปัญหางบประมาณลงทุนเหลือ 17 % ส่วนที่เหลือคือ งบประมาณประจำที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งมากจากนโยบายประชานิยม รัฐจะหารายได้มาได้อย่างไร ในเมื่อประเทศกำลังเสียความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้รายจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากโครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนเป็นพีระมิดหัวกลับ หมายถึง คนแก่จะมากขึ้น ภาระของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นมหาศาล รัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร

ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไข จะแก้ไขอย่างไร การจัดตั้งสภาปฏิรูปจะประสบความสำเร็จหรือไม่ยังเป็นปรัศนี ส่วนคำตอบนั้นผู้เขียนจะวิเคราะห์และนำเสนอในบทความครั้งหน้า

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สถานการณ์เศรษฐกิจ

8554

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2 -3 วันที่ผ่านมานี้ IMF ได้มีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจโลกลดลงจากที่เคยวิเคราะห์ไว้ กล่าวคือ โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในปีนี้ 3.5% จากเดิมที่เคยวิเคราะห์ไว้ที่ 3.8% และในปีหน้าจะขยายตัว 3.7% จากเดิมที่เคยวิเคราะห์ไว้ที่ 4% ประเทศที่มีการขยายตัวดีที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วก็คือสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัวในปีนี้ที่ 3.6% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 3.1% สหภาพยุโรปจะขยายตัวได้ 1.2% ญี่ปุ่นจะขยายตัวได้ 0.7% และจีนมีการคาดการณ์ลดลงเหลือ 6.8 ในปีนี้ จากเดิมที่คาดไว้ 7.1% และปีหน้าจะลดลงไปเหลือ 6.4%

แม้ว่า IMF จะมีการลดระดับการคาดการณ์ลงก็ตาม แต่เราจะเห็นได้ชัดว่า IMF ได้วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว แม้จะขยายตัวได้ไม่มานัก และในปีหน้าก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก กล่าวโดยนัยคือ เศรษฐกิจโลกอยู่ในวงจรขาขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งคาดว่าคงจะขยายตัวต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี เนื่องจากวงจรทางเศรษฐกิจมักจะขึ้นลงประมาณ 5-10 ปี โดยส่วนใหญ่

ผลพวงจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของโลกจะเป็นบวกกับเศรษฐกิจไทย โดยทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ว่าบางประเทศคู่ค้าจะมีอัตราเติบโตไม่สูงนักก็ตาม เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน

ในกรณีของสหภาพยุโรปนั้น แม้จะเผชิญกับปัญหา Deflation ถึงขนาดว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนธันวาคมถึงกับติดลบก็ตาม และความเสี่ยงอีกประการหนึ่งของสหภาพยุโรปคือ มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลในกรีกที่จะมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 25 มกราคมนี้จะมีโอกาสที่พรรคซ้ายจัดอย่างพรรค Syriza จะชนะการเลือกตั้งเป็นรัฐบาล แต่ท่าทีของพรรคดังกล่าวนี้มีลักษณะประนีประนอมมากขึ้น ดังคำพังเพยในภาษาอังกฤษซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “เวลาหาเสียงคือร้อยกรอง (Poetry) เวลาเป็นรัฐบาลคือร้อยแก้ว (Prose)” โดยผู้เขียนเชื่อว่าการเลือกตั้งในกรีกอาจจะเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระเพื่อมถึงสหภาพยุโรปบ้าง แต่คงจะไม่นำไปสู่วิกฤตระลอกสองของเงินสกุลยูโร ทั้งนี้ เนื่องจากยังมีช่องทางประนีประนอมได้บ้างระหว่างกรีกกับเจ้านี้ 3 ราย ที่เรียกว่า ทรอยก้า (Troika) อีกทั้งสหภาพยุโรปยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวไม่เหมือนกับ 3 – 4 ปีที่แล้ว ดังนั้นจึงไม่อยู่ในสถานการณ์ที่จะเผชิญกับปัญหาถ้ากรีกต้องออกจากเงินสกุลยูโร อีกทั้งนักลงทุนจะรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกรีกและประเทศอื่น ๆ ในเงินสกุลยูโรมีไม่มาก ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสเปนและอิตาลีจะอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปีที่ 1.5% แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนเริ่มคิดตัดตอนความเชื่อมโยงระหว่างปัญหากรีกกับสเปนและอิตาลี และจะเห็นได้ว่า แม้ IMF จะมีการลดอัตราการเติบโตของสหภาพยุโรปลง แต่ก็อยู่ในระดับที่สูงกว่าปีที่ผ่านมา

ในกรณีของญี่ปุ่น ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะสูงกว่าที่ IMF คาดการณ์ไว้ โดยจะอยู่ในระดับ 1% ทั้งนี้มาจากเหตุผลคือ การมาตรการทางการเงิน (QE) มาตรการทางการคลังที่เพิ่งประกาศเมื่อสองวันที่แล้ว และการเลื่อนการขึ้นภาษี Sales tax ออกไปอีก 15 เดือน

ในกรณีของจีน มีการประเมินอัตราการขยายตัวลดลงต่ำคือลงมาที่ 6.8% ในปีนี้ และ 6.4%ในปีหน้า โดยจีนยังพอที่จะรองรับกับสถานการณ์ทางการเมืองได้ เนื่องจากประชากรของจีนที่อยู่ในวัยทำงานลดลง ถึงแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะลดลง แต่ก็คงไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน และปัญหาทางการเมืองที่จะตามมา อย่างไรก็ตามจีนก็มีความเสี่ยงที่จะต้องจับตามอง เพราะอยู่ในช่วงปรับโครสร้างขนานใหญ่ดังที่เคยวิเคราะห์ไว้ในบทความฉบับก่อน ๆ

จากผลการวิเคราะห์ดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนเชื่อว่า การส่งออกจะดีกว่าที่ผ่านมา โอกาสที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.5-4% มีความเป็นไปได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ความต้องการสินค้าย่อมเพิ่มขึ้นตามมา อีกส่วนมาจากฐานของปีที่แล้วที่ต่ำ และอีกส่วนคือสินค้าการเกษตรที่เคยเป็นตัวถ่วงเมื่อปีที่แล้วเริ่มดีขึ้น เช่น อาหาร ปัญหาโรค EMS ของกุ้งผ่อนคลายลง ความต้องการรถยนต์เพิ่มขึ้น 10% ยางพาราครึ่งปีหลังของปีนี้มีแนวโน้มจะดีขึ้นเนื่องจากสต็อกเดิมลดลงไป เศรษฐกิจที่มีการฟื้นตัวตลอดจนมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล

แม้ปีที่แล้วรัฐบาลจะมีปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณจนกระทบให้การลงทุนและการบริโภคในครึ่งปีหลังไม่กระเตื้องขึ้นเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า รัฐบาลได้เข้ามาบริหารงานกว่าครึ่งปีแล้ว ได้เรียนรู้ปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้การเบิกจ่ายล่าช้าจนนายกรัฐมนตรีถึงกับแต่งตั้งคณะกรรมาการมาดูแลในส่วนนี้ งบประมาณที่จะได้รับการกระตุ้นในปีนี้มีทั้งงบประมาณเก่าปี 2557 งบประมาณปัจจุบันปี 2558 และ 1 ใน 4 ของงบประมาณปี 2559 (ซึ่งมียอดรวมเท่ากับ 2.72 ล้านล้านบาท) ทั้งสามงบประมาณจะช่วยให้มีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเกิน 3 ล้านล้านบาท และ จีนที่จะเข้ามาลงทุนรถไฟเชื่อมโยงระหว่างหนองคาย – มาบตาพุด ซึ่งก็จะเริ่มลงทุนตั้งแต่ปีนี้ อีกทั้งการลงทุนในกรอบของ BOI ผู้เขียนเชื่อว่า การลงทุนของภาครัฐจะเพิ่มขึ้น 10%

การลงทุนและการบริโภคของเอกชนจะขยายตัวขึ้นซึ่งจะเห็นได้อีกครั้งปีหลัง โดยส่วนหนึ่งเอกชนจะเข้าไปรับลูกต่อจากภาครัฐโดยเฉพาะการลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน อีกส่วนจะเกิดจากตัวคูณ (Multiplier) นอกจากนั้นการบริโภคของเอกชนยังจะได้จากการฟื้นตัวของตลาดหุ้น ผู้เขียนเชื่อว่า ตลาดหุ้นในปีนี้น่าจะมีราคาเพิ่มขึ้น 10-15% จากปีที่แล้ว อันเป็นผลจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวระหว่าง 3.5-4.5% ซึ่งจะทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น อีกทั้งกระแสเงินจากต่างประเทศจะไหลเข้ามา ทั้งนี้โดยคำนึงถึงผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยของอเมริกาในครึ่งปีหลัง ดังจะเห็นได้ว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นระหว่าง 32.5-32.8 บาทต่อดอลลาร์ โดยต่างชาติเข้ามาซื้อพันธบัตรระยะยาวและแม้ต่างชาติจะมีการขายหุ้น (ยกเว้นเมื่อวานนี้) ตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงปัจจุบันเป็นยอดขายสุทธิ 17,000 ล้านบาท ผู้เขียนเชื่อว่า ในไม่ช้าต่างชาติก็จะกลับมาซื้อหุ้นซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการออกมาตรการ QE ของสหภาพยุโรป 550,000 ล้านยูโร และมาตรการ QE ของญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ในบางช่วงต่างชาติจะมีการเอาเงินออกไปซื้อสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ตลาดหุ้นไทยแม้จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่จะผันผวนอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเชื่อว่าจะอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 32.75 ถึง 33 บาทต่อดอลลาร์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ดีหรือไม่!! ราคาน้ำมันลง

8492

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกยังมีการเคลื่อนไหวในทางลงอย่างต่อเนื่อง โดยน้ำมัน Brendt มีการลดลงต่ำกว่าระดับ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งก็มีการคาดการณ์ว่า สถานการณ์น้ำมันยังไม่นิ่ง และมีโอกาสลงต่อไปได้อีก การที่ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวลดลงได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกทั้งทางบวกและทางลบ ในแง่ลบคือ กลุ่มประเทศที่พึ่งพาน้ำมันในการส่งออกเป็นสัดส่วนสูง เช่น รัสเซียคิดเป็น 62% เวเนซุเอลาคิดเป็น 94% ย่อมได้ผลกระทบอย่างรุนแรง ทั้งสองประเทศเป็นที่คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตในปีนี้จะติดลบ โดยรัสเซียคาดว่าจะติดลบ -5% ประเทศกลุ่มที่สองที่ถูกกระทบในแง่ลบคือ ประเทศส่งออกโภคภัณฑ์ซึ่งก็มีหลายประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา เช่น บราซิล เปรู ชิลี เป็นต้น กลุ่มประเทศเหล่านี้จะได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่า ประเทศเหล่านี้มีการปฏิรูปและมีเงินสำรองระหว่างประเทศเพียงพอหรือไม่ ซึ่งในสามประเทศนี้ บราซิลมีอาการหนักที่สุด คาดว่าอัตราการเติบโตจะติดลบ ชิลีกับเปรู คาดว่า จะมีความเข้มแข้งเนื่องจากสะสมเงินสำรองระหว่างประเทศไว้มาก อีกทั้งยังมีการปฏิรูป โดยผลกระทบทางลบประการต่อมา คือ ประเทศที่กล่าวถึงนี้ บางประเทศอาจจะต้องมีการเบี้ยวหนี้โดยเฉพาะเวเนซุเอลา

ผลกระทบในทางลบที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันนั้นก็จะส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันมีอัตราการเติบโตชะลอตัวลงซึ่งก็มีผลต่อการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากอุปสงค์ของประเทศเหล่านี้ลดลง ผลกระทบด้านลบอีกประการคือ จะมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลออกจากประเทศเกิดใหม่โดยเฉพาะประเทศที่กล่าวถึงมานี้ รวมทั้งกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่มีปัญหาการขาดดุลงบประมาณสูงซึ่งครอบคลุม อินโดนีเซีย ตุรกี และแอฟริกาใต้ นอกเหนือจากหลายประเทศในละตินอเมริกา การไหลออกดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และอัตราแลกเปลี่ยน ดังจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนพันธบัตรในรอบ 30 ปีของอเมริกาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับกรณีของพันธบัตรรัฐบาลเยอรมัน

ผลกระทบในแง่ลบที่มีนัยสำคัญจากราคาน้ำมันลดลงคือ ทำให้เงินเฟ้อโดยรวมลดลง การที่เงินเฟ้อลดลงก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ในช่วงนี้จะพูดถึงด้านลบไปก่อน คือ ทำให้เกิดสถานการณ์ Deflation โดยเฉพาะกลุ่ม 28 ประเทศในสหภาพยุโรป โดยช่วงเดือนที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อติดลบเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้เกิดการชะลอตัวของการลงทุนและการบริโภค เนื่องจากนักลงทุนและผู้บริโภคคาดหวังว่า ราคาสินค้าจะมีการลดลง นักลงทุนก็ชะลอการลงทุน และผู้บริโภคก็ชะลอการจับจ่ายใช้สอย ผลลัพท์คือ อัตราการเติบโตก็ยิ่งอ่อนแอมากขึ้น และนี้คือ เหตุผลสำคัญที่ผู้นำสหภาพยุโรปและธนาคารกลาง (ECB) จึงต้องระดมมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังที่เคยบรรยายไว้ในบทความฉบับก่อน อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมผู้บริหารธนาคารกลาง (ECB) คาดว่าจะมีการดำเนินมาตรการ QE ชุดใหม่ประมาณ 5 แสนล้านยูโร โดยจะเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสมาชิก ซึ่งก็เป็นมาตรการต่อเนื่องของการใช้มาตรการ QE จากที่ไปซื้อพันธบัตรเอกชนทั้งในรูป covered bond และพันธบัตรที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (asset-backed security)

การที่ราคาน้ำมันลดลงก็มีส่วนดี กล่าวคือ สินค้าและบริการราคาถูกลงโดยเฉพาะด้านขนส่งซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจและทำให้เกิดเงินออมจากต้นทุนที่ลดลง ทั้งนี้ มีการคำนวณว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงทุก ๆ 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะทำให้เกิดการขยายตัวของ GDP บวก 0.2% ซึ่งก็เป็นตัวช่วยการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะที่เกิดจากกลุ่มประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิ เช่น จีน และ ไทย เป็นต้น ข้อดีอีกประการของการที่ราคาน้ำมันลดลงนั้น ทำให้หลายประเทศถือโอกาสปฏิรูปพลังงาน โดยยกเลิกมาตรการอุดหนุน ที่เป็นตัวอย่างได้ดีคือ อินโดนีเซีย ประธานาธิบดีโจโก วีโดโด ก็ได้ถือโอกาสปฏิรูปพลังงานในประเทศ โดยยกเลิกการอุดหนุนและนำเงินจากเดิมที่ใช้ในการอุดหนุนไปพัฒนาการศึกษาและ Infrastructure ตามที่สัญญาไว้กับประชาชนเมื่อตอนหาเสียง

ประเทศที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันลดลงนอกจากทำให้อัตราการเติบโตดีขึ้นก็ส่งผลให้ตลาดหุ้นดีขึ้น และทำให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพ หนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์คือ ประเทศไทย ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดจากราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งก็ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจสามารถเป็นไปได้ตามเป้า โดยล่าสุด IMF มีการปรับตัวเลขทางเศรษฐกิจของอาเซียนในลักษณะที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 4.1%

ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ทั้งจากภาคการส่งออก (ไม่มากนัก) ภาครัฐและภาคเอกชน โดยใน 2 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้วจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นค่อนข้างชัด ไม่ว่า การท่องเที่ยว หรือ ความเชื่อมั่นของเอกชน ดังนั้นจึงเป็นที่คาดการณ์ถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นซึ่งจะเห็นต่อเนื่องในปีนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยง เช่น สถานการณ์ Deflation ในสหภาพยุโรป หรือ ผลการเลือกตั้งในกรีก ตลอดจนปัจจัยที่อาจากการเบี้ยวหนี้ของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่น่าจับตาอย่างรัสเซีย อีกปัจจัยหนึ่งคือ ความสามารถของรัฐบาลที่จะเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณได้รวดเร็วหรือไม่ เพราะในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งที่ทำให้อัตราการเติบโตชะลอตัวลงก็เพราะรัฐบาลไม่สามารถเบิกจ่ายตามเป้าหมายได้ นี่คือ เหตุผลที่รัฐบาลมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนขึ้นมาสด ๆ ร้อน ๆ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ราคาตลาดหุ้นลดลงอย่างฮวบฮาบ

8444

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 3-4 วันที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งไทยได้มีการเคลื่อนไหวลดลงอย่างฮวบฮาบ ดัชนีดาวโจนส์ลดลงในวันเดียวกว่า 300 จุด และในวันต่อมาก็ลดลงอีก 100 กว่าจุด ดัชนีหุ้นทั่วโลกลดลงระหว่าง 0.5 – 2% เช่นเดียวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ราคามีการลดลงอย่าวฮวบฮาบติดต่อกัน 2 วัน และนับตั้งแต่ต้นเดือนของปีใหม่มานี้ ต่างชาติก็มีการเทขายติดต่อกันทุกวันจนยอดในปัจจุบันสำหรับเดือนมกราคมนี้ ต่างชาติมีการขายสุทธิในตลาดหุ้นเท่ากับ ติดลบ 8,470 ล้านบาท

การที่ตลาดหุ้นมีราคาที่ลดลงอย่างฮวบฮาบนั้นเกิดจากปัจจัย 4 ประการคือ ราคาน้ำมันลดลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ตามมาด้วยการเกรงว่าอัตราเติบโตของเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง ปัญหา Deflation ในสหภาพยุโรป และปัญหาการเลือกตั้งในกรีก

ประการแรก ราคาน้ำมันดูได้จาก Brendt ร่วงจากรับ 116 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในกลางปีที่แล้วลงมาที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในขณะนี้ และยังมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่าระดับ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเท่ากับว่า ราคาน้ำมันลดลงประมาณ 60 % ซึ่งการที่ราคาน้ำมันลดลงดังกล่าวส่งผลให้โภคภัณฑ์ตัวอื่น ๆ มีแนวโน้มลดลงด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันยังมีโอกาสที่จะลดลงต่อไปได้ แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งยังคาดว่า ราคาน้ำมันโดยเฉพาะในปีนี้น่าจะอยู่ในระดับ 50-60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ประการที่ 2 การที่มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงก็เนื่องมาจากเหตุผล 3 ประการ ดังต่อไปนี้

1. การที่ราคาโภคภัณฑ์ลดลงย่อมเป็นภาพฉายของการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศต่าง ๆ

2. การที่ราคาน้ำมันและโภคภัณฑ์ลดลงย่อมส่งผลเป็นลูกโซ่ กล่าวคือ ประเทศที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก เช่น รัสเซีย เวเนซูเอล่า และกลุ่มประเทศตะวันออกกลางย่อมมีอัตราการเติบโตลดลง โดยคาดว่า รัสเซียปีนี้จะติดลบ -5%

3. การที่โภคภัณฑ์มีแนวโน้มลดลงก็ย่อมส่งผลกับประเทศในละตินอเมริกาและบางประเทศในเอเชียตลอดจนผลข้างเคียงต่อประเทศอื่น ๆ เนื่องจากความเชื่อมโยงของระบบเศรษฐกิจ

ประการที่ 3 ประเด็นปัญหา Deflation ของสหภาพยุโรปนั้น ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริงโดยเห็นได้ชัดคือ เงินเฟ้อในเยอรมันลดลงเหลือ 0.1% ในสเปนลดลงเหลือ 0.3% อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ตั้งแต่การลดดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในธนาคารกลาง (ECB) ถึงขั้นติดลบ มาตรการ targeted longer-term refinancing operation (TLTRO) มาตรการ QE ในการซื้อพันธบัตรเอกชนและการจัดตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์ (Seed fund) เพื่อระดมทุน 325 ล้านยูโร ที่เรียกว่า European Fund for strategic investment (EFSI) จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และการที่ราคาน้ำมันลดลงอย่างฮวบฮาบซึ่งทำให้ปัญหา Deflation ในยุโรปมีแนวโน้มสูงขึ้นก็มีข้อดีที่ทำให้รัฐบาลเยอรมันเห็นความจำเป็นในการดำเนินมาตรการให้ธนาคารกลางดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น เป็นที่คาดหวังว่า ในเวลาอันใกล้ ธนาคารกลางจะออกมาตรการกระตุ้น QE ระลอกใหม่โดยคราวนี้จะไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรอง

ประการที่ 4 การเลือกตั้งในกรีกที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 มกราคมนี้ได้ส่งผลให้เกิดความหวั่นเกรงว่า ยุโรปจะมีปัญหาโดยเฉพาะความอยู่รอดของเงินสกุลยูโรโดยนักวิเคราะห์คาดว่า พรรคฝ่ายซ้ายจัดอย่างพรรค Syriza ซึ่งมีหัวหน้าพรรคชื่อว่า Alexis Tsipras มีโอกาสที่จะได้เสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาล พรรคดังกล่าวนี้มีนโยบายขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้และดำเนินมตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์จึงเกรงว่า แนวนโยบายใหม่จะทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งกับประเทศสมาชิกที่เป็นเจ้าหนี้ ที่เรียกว่า ทรอยก้า (Troika) และในที่สุดอาจส่งผลให้กรีกต้องถอนตัวจากเงินสกุลยูโร อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า แม้ในอนาคตนี้พรรค Syrizaจะจัดตั้งรัฐบาลได้ (ความไม่แน่นอนยังมีอยู่) แต่แนวนโยบายของพรรคก็เริ่มเปลี่ยนจากซ้ายจัดมาเป็นซ้ายกลาง ๆ เช่น ผู้นำยังตอกย้ำที่จะอยู่ในเงินสกุลยูโรต่อไป นอกจากนั้น ยังตอกย้ำมาตรการใหม่คือ จะเล่นงานนักธุรกิจกรีกที่ผูกขาดอุตสาหกรรมไม่ว่า สื่อมวลชน อสังหาริมทรัพย์ และอื่น ๆ มาตรการเล่นงานกลุ่มเหล่านี้จะทำให้กรีกมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะจะช่วยส่งเสริมในการเปิดอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปสู่การแข่งขันและนำมาซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายที่ตรงกับผู้นำสหภาพยุโรป โดยสรุป เรื่องกรีกแม้จะเป็นความเสี่ยง แต่ผลกระทบที่จะส่งผลให้เกิดวิกฤตเงินยูโรยังถือว่าเป็นเรื่องห่างไกล นักวิเคราะห์ยังพูดว่า ดีไม่ดี นาย Alexis Tsipras จะคล้ายกับนาย Lula da Silva ประธานาธิบดีของบราซิล ซึ่งตอนหาเสียงก็ทำให้นักลงทุนกลัวเพราะมีนโยบายซ้ายจัด แต่พอได้มาเป็นประธานาธิบดีกลับมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและส่งเสริมภาคธุรกิจ

ดูจากปัจจัย 4 ประการ ผู้เขียนเชื่อว่า ยังไม่กระทบต่อการคาดการณ์เศรษฐกิจของโลก ซึ่งในปีนี้ยังมีโอกาสขยายตัวมากกว่าปีที่แล้ว และจะส่งผลต่อการส่งออกของไทยซึ่งในปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว อัตราการเติบโตของการส่งออกในปีนี้ ระกับ 3 – 4% ยังเป็นไปได้ และเมื่อผนวกกับการลงทุนของภาครัฐอีกทั้งการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชนก็น่าจะดีขึ้น ผู้เขียนจึงยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะยังสามารถขยายตัวได้ที่ 3.5 – 4% และส่งผลให้ตลาดหุ้นกลับมาบูมใหม่อีกครั้ง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

8213

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีของไทยก็ได้มีการเจรจาและทำข้อตกลงกับจีน โดยจีนจะเข้ามาลงทุนขยายเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อไทย จีน และลาว นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจจำเพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน 5 แห่ง คือ แม่สอด จังหวัดตากเชื่อมต่อกับพม่า, อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วเชื่อมต่อกัมพูชา, สะเดา จังหวัดสงขลา เชื่อมต่อกับมาเลเซีย, มุกดาหารเชื่อมต่อกับลาว, และตราดเชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งความจริงแล้วสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่นั้นก็อยู่ในกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง Greater Mekong Subregion cooperation (GMS) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่พัฒนามาจาก 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจ เป็นระยะเวลากว่า 20 ปีมาแล้ว

ความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) กำเนิดขึ้นจาก 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจเมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยเชื่อมโยง 6 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งประกอบด้วยทางตอนใต้ของจีนที่ยูนนาน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งได้รับการผลักดันจากนโยบายของรัฐบาลไทยซึ่งในยุคนั้นซึ่งมีรองนายกฯ คือ คุณศุภชัย พานิชภักดิ์ โครงการ 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจซึ่งต่อมากลายเป็นกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) นั้นยังเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากตรรกะของพัฒนาการของเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) กล่าวคือ เขตการค้าเสรีจะนำมาซึ่งความจำเป็นให้ประเทศที่มีชายแดนติดกันต้องร่วมมือกันพัฒนาด้านขนส่งโลจิสติกส์ และตามมาด้วยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจจำเพาะบริเวณชายแดน การเชื่อมโยงดังกล่าวจะเป็นการเชื่อมโยง 6 ประเทศเข้าด้วยกัน

โครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยเฉพาะอยู่ในเป้าหมายที่ 2 คือ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ในโครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จะมีเส้นทางที่เรียกว่า “ระเบียง” อยู่ 3 ระเบียงด้วยกัน คือ ระเบียงเหนือ – ใต้ (North-South), ระเบียงตะวันออก – ตะวันตก (East-West) และระเบียงใต้ – ใต้ (South- South)

ระเบียงเหนือ – ใต้ (North-South) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยจะมีการเชื่อมโยงเส้นทางจากยูนนาน เส้นที่หนึ่งจะเชื่อมจากยูนนานเข้าทางพม่าแล้วเข้าสู่ไทย (เส้นทาง R3W) อีกเส้นจะเชื่อมจากยูนนานผ่านทางลาวแล้วเข้าสู่ไทย (เส้นทาง R3E) อีกหนึ่งเส้นในระเบียงเหนือ – ใต้ที่ไม่ผ่านไทยจะเชื่อมจากยูนนานสู่ไฮฟอง ประเทศเวียดนาม

ระเบียงตะวันออก – ตะวันตก (East-West) จะเริ่มจาก แว้ ดานัง สุวรรณเขต เข้าอีสานที่มุกดาหารเชื่อมต่อพิษณุโลก ไปออกเมืองมะละแหม่ง และเมาะลำไยของพม่า ไปสู่กลุ่ม BIMST-EC (ประกอบด้วยบังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมาร์ เนปาล ศรีลังกา และไทย) ไปออกมหาสมุทรอินเดีย

ระเบียงใต้ – ใต้ (South- South) มี 4 เส้นทาง เส้นที่หนึ่งเริ่มจากกรุงเทพฯ ผ่านเข้าเขมรไปจบที่หวุงเตา เวียดนาม เส้นที่สองผ่านเสียมเรียบไปจบที่กุยยอง เวียดนาม เส้นที่สามผ่านตราดและเกาะกง และเส้นที่สี่เชื่อมโยงสามเส้นแรก และไปเชื่อมต่อกับเส้นตะวันออก – ตะวันตก (East-West)

จึงไม่น่าแปลกใจว่า โครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) นั้นรัฐบาลไทยจะต้องร่วมมือกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านและรัฐบาลประเทศอื่น ๆ ในการพัฒนาด้านคมนาคม ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการสร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมในอนุภูมิภาค โดยเฉพาะการเชื่อมโยงจีน ไทย และลาว โดยจะเริ่มจากรถไฟสายเชียงของ – เด่นชัย – บ้านภาชี และสายหนองคาย – โคราช – มาบตาพุด โดยเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ถ้าไม่ได้พัฒนาต่อก็จำเป็นต้องส่งเสริมเขตเศรษฐกิจจำเพาะนั้นและไม่ได้พัฒนาในประเทศไทยเท่านั้นแต่ต้องคู่ขนานไปกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยเฉพาะประเทศพม่าที่เพิ่งปิดประเทศได้ไม่นาน ก็ยิ่งได้รับความสนใจและมีการขับเคลื่อนที่รวดเร็ว เขตเศรษฐกิจจำเพาะก็มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะที่แม่สายและแม่สอด เขตเศรษฐกิจจำเพาะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดการขยายตัวของการค้าชายแดนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านก็มีสัดส่วนถึง 70 % ของการค้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นและเกิดการขยายตัวของการท่องเที่ยว, อสังหาริมทรัพย์, Banking finance, ประกันภัยประกันสุขภาพ, และการขยายตัวของการลงทุน

ขณะนี้ผู้เขียนอยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่น่าสนใจ กล่าวคือ  แม่สอดนั้นจะเชื่อมกับเมียวดีของเมียนมาร์ โดยมีแม่น้ำเมยซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไม่กว้างมากนักกั้นอยู่ ราคาที่ดินที่แม่สอดเพิ่มขึ้น 8 -10 เท่าในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ห้างสรรพสินค้าโลตัส แมคโคร โรบินสันก็เข้ามาเปิดกิจการในพื้นที่ อีกทั้งที่แม่สอดยังเป็นแหล่งประกอบรถจักรยานโดยชิ้นส่วนจะนำเข้าจากญี่ปุ่นผ่านทางเมียนมาร์ โดยที่แม่สอดจะทำหน้าที่ประกอบชิ้นส่วนรถจักรยานมือสองแล้วส่งขายไปทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ แม่สอดยังมีท่าเรือส่งออกอีก 30 ท่า ซึ่งในอนาคตมีนโยบายจะยุบท่าเรือให้หันไปใช้สะพานเชื่อมระหว่างแม่สอดกับเมียวดีแทน ยิ่งจะทำให้การค้าชายแดนขยายตัวยิ่งขึ้น

โครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จะเป็นตัวกระตุ้นการเชื่อมโยงประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงให้ขยายวงยิ่งขึ้นและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการค้า การลงทุน การเงินในอนุภูมิภาคอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น ประเทศใดที่เตรียมตัวล่วงหน้าได้ดีกว่าก็ย่อมได้เปรียบ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น