การเลือกตั้งของ เยอรมนี

100

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในวันอาทิตย์ที่ 24 กันยายนนี้จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศเยอรมนี การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการเลือกตั้งที่มีความสำคัญ ส่วนหนึ่งเพราะหากว่านางแองเกลา แมร์เคิลได้รับการเลือกตั้งก็จะเป็นประวัติศาสตร์การเมืองของเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่สองเพราะสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ถึง 4 สมัย ในอดีตมีนายกรัฐมนตรีที่อยู่นาน 3 สมัยคือนายเฮลมุท โคลซึ่งเป็นผู้รวมเยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออกในปี ค.ศ.1990 และนายคอนราด อเดเนาร์ซึ่งถือเป็นบิดาของเยอรมนีสมัยใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความสำคัญอีกประการคือบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสหภาพยุโรปซึ่งมีผลต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง

การเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าพรรคใดจะชนะการเลือกตั้งหรือใครจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่อยู่ที่ว่าพรรค CDU/CSU ของนางแมร์เคิลจะมีการรวมเป็นรัฐบาลผสมกับพรรคใดทั้งนี้เป็นที่เชื่อกันว่านางแมร์เคิลคงได้คะแนนเสียงเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4 อย่างแน่นอนเนื่องจากพรรค CDU/CSU ของนางแมร์เคิลตามการหยั่งเสียงจะได้ประมาณ 37-38% และนำพรรคสังคมนิยม (SPD) ที่มีนายมาร์ติน ซูลซ์เป็นผู้นำโดยมีคะแนนเสียงทิ้งห่างกันประมาณ 14-18% พรรค SPD จะได้คะแนนเสียงประมาณ 20-24% ส่วนพรรคอื่น ๆ ที่เป็นพรรคเล็กจะได้คะแนนเสียงประมาณ 11-12% หรือต่ำกว่า 10%

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางแมร์เคิลเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏมาก่อนในการเมืองของเยอรมนีในยุคที่มีการเลือกตั้ง ความนิยมที่มีต่อนางแมร์เคิลเกิดจากปัจจัยหลายประการคือ

ประการแรกนางแมร์เคิลได้แสดงความสามารถในการเป็นผู้นำในการจัดการฝ่าวิกฤติเงินสกุลยูโรและวิกฤติปัญหาผู้ลี้ภัยทางการเมืองของเยอรมนี เขาได้แสดงความเด็ดเดี่ยวในการกำหนดแนวนโยบายที่เน้นเสถียรภาพโดยไม่สะทกสะท้านกับการโจมตีจากประเทศอื่นซึ่งทำให้บางประเทศ เช่น กรีกมีคนตกงานถึง 28% เขาแสดงความเด็ดเดี่ยวในการประกาศรับผู้ลี้ภัยท่ามกลางเสียงคัดค้านทั้งภายในและภายนอกประเทศเช่นกลุ่มประเทศ visegrad ในฐานะนายกรัฐมนตรีเขาได้สร้างความเป็นผู้นำของเยอรมนีให้เป็นผู้นำของสหภาพยุโรปเหนือฝรั่งเศสและประเทศอื่น ๆ

ประการที่สองวิกฤติของสหภาพยุโรปเริ่มคลี่คลายและเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปก็เริ่มดีวันดีคืน นอกจากนั้นกลุ่มขวาจัดและซ้ายจัดที่เป็นภัยคุกคามต้อประเทศในสหภาพยุโรปก็เริ่มหมดกำลังลงและในเยอรมนี แม้ว่าพรรคขวาจัดคือพรรค Alternative für Deutschland จะมีคะแนนเสียงถึง 10-11% ก็ตามแต่ก็ถือว่าเป็นพรรคเล็กไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อการเมืองเยอรมนี

ประการที่สามนางแมร์เคิลไม่มีพรรคคู่แข่งเนื่องจากพรรคคู่แข่งอันดับสองคือพรรคสังคมนิยมเป็นพรรคร่วมจึงไม่มีนโยบายต่างจากรัฐบาล นโยบายส่วนใหญ่คล้ายกันยิ่งตอนโต้วาทีระหว่านางแมร์เคิลกับนายซูล์ซจากพรรค SPD ความแตกต่างของสองพรรคมีน้อยมากทำให้คะแนนของพรรค SPD ลดลงและขาดอัตลักษณ์ที่เป็นทางเลือกสำหรับคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง

จากสาเหตุดังกล่าวจึงเป็นที่คาดว่าพรรค CDU/CSU จะได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งและนางแมร์เคิลเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4 อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะตามมาคือใครจะเป็นพรรคร่วมกับพรรค CDU/CSU ซึ่งมีทางเลือกที่เป็นไปได้ 3 ทางคือ

ทางแรกเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดหากคะแนนเสียงมากพอคือพรรค CDU/CSU กับพรรคเสรีนิยม (Freie Demokratische Partei)

ทางที่สองคือถ้าสองพรรคดังกล่าวคะแนนเสียงไม่พออาจจะเพิ่มพรรคกรีน (Bündnis 90/Die Grünen)

และทางเลือกที่สามเป็นรัฐบาลผสมแบบปัจจุบันร่วมกับพรรค SPD เป็นการร่วมมือจัดตั้งรัฐบาลของสองพรรคใหญ่หรือที่เราเรียกว่า Grand Coalition

อนาคตการเป็นรัฐบาลของนางแมร์เคิลจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสหภาพยุโรป ประธานาธิบดีมาครงของฝรั่งเศสได้เสนอให้มีการปฏิรูปสหภาพยุโรปโดยหวังว่าจะมีเยอรมนีภายใต้การนำของนางแมร์เคิลในการร่วมเป็นผู้นำในการปฏิรูปสหภาพยุโรป ข้อเสนอของนายมาครงที่สำคัญคือ 1. จะมีการตั้งงบประมาณโดยเฉพาะสำหรับกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร 2. จะมีการตั้งรัฐมนตรีการคลังมาดูแลกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร 3. จะมีการแปลงกองทุน European stability mechanism ซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันให้เป็น European Monetary fund (กองทุนเงินยุโรป) แบบเดียวกับ IMF 4.จะมีการประสานนโยบายด้านความมั่นคงให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นของกลุ่มประเทศยุโรป

สำหรับนาวแมร์เคิล เขาเห็นด้วยโดยภาพรวมกับข้อเสนอของนายมาครงแต่จะมีความต่างกันด้านรายละเอียด เช่น ในการจัดตั้งกองทุนสิ่งที่เขาต้องการคือผลประโยชน์ที่มีต่อประชาชนยุโรปที่เป็นรูปธรรม เช่นมีการส่งเสริมการจ้างงาน เป็นต้น อีกประการคือนางแมร์เคิลจะมีวัฒนธรรมที่มาจากวัฒนธรรมของเยอรมนีคือไม่ต้องการให้ผู้เสียภาษีเยอรมนีไปช่วยเหลือประเทศอื่น ดังนั้นข้อเสนอของนายมาครงที่มีหลักการ mutualization ซึ่งหมายถึงออกพันธบัตรของกลุ่มประเทศยูโรโซนแทนพันธบัตรของประเทศสมาชิกเพื่อเลี่ยงวิกฤติเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมา เช่น กรีกไม่สามารถออกพันธบัตรเพราะผู้ลงทุนไม่วางใจ แต้ถ้าออกพันธบัตรโดยกลุ่มประเทศยูโรโซนก็จะมีความน่าเชื่อถือและมีดอกเบี้ยต่ำ แต่นางแมร์เคิลไม่ยอมเพราะขัดกับวัฒนธรรมของเยอรมนี อีกข้อคือประธานกรรมาธิการยุโรปต้องการให้รองประธานกรรมาธิการยุโรปเป็นผู้ดูแลกองทุนดังกล่าว แต่นางแมร์เคิลไม่ยอมเพราะไม่อยากให้องค์กรเหนือชาติเข้ามาดูแลต้องการให้กองทุนดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลมากกว่า อย่างไรก็ตามในด้านความมั่นคงทั้งนายมาครงและนางแมร์เคิลต่างก็เห็นว่าสหภาพยุโรปสามารถพึ่งพาตัวเองได้แล้ว และภายใต้ทรัมป์ทำให้สหภาพยุโรปเห็นคามจำเป็นในการพึ่งตัวเอง นโยบายของทั้งสองจึงสอดคล้องกันในการประสานนโยบายด้านความมั่นคงให้แน่นแฟ้นมากขึ้นและยิ่งอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปทำให้ตัวถ่วงตรงนี้หมดไป

โดยสรุปถ้านางแมร์เคิลได้เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 4 นางก็จะร่วมมือกับนายมาครงในการปฏิรูปสหภาพยุโรปในอนาคต

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ประเทศสเปนกับการแยกตัวของแคว้น Catalonia

558000000545003

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้จะมีการลงประชามติของประชาชนในแคว้น Catalonia หรือที่ภาษาสเปนเรียกว่า Cataluña และหากผลการลงประชามติออกมาว่าประชาชนต้องการแยกแผ่นดินนั่นหมายความว่าภายใน 24 ชั่วโมงรัฐบาลของแคว้น Catalonia ก็จะประกาศจัดตั้งรัฐ Catalonia อย่างเป็นทางการโดยมีเมืองบาร์เซโลน่าเป็นเมืองหลวง สิ่งที่เกิดขึ้นในสเปนขณะนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศที่ไม่เคยปรากฏการแยกแผ่นดินแบบนี้มาก่อน ในกรณีของสก็อตแลนด์การลงประชามติเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายกล่าวคือรัฐบาลของนายเดวิด คาเมรอนที่มีเสียงข้างมากได้อนุมัติในกรอบของกฎหมายจากรัฐสภาของอังกฤษในการลงประชามติแยกตัวของสก็อตแลนด์ แต่ในกรณีของแคว้น Catalonia เป็นการทำประชามติที่ผิดกฎหมาย กฎหมายรัฐธรรมนูญของสเปนปี ค.ศ. 1978 กำหนดไว้ชัดว่าสเปนเป็นรัฐเดี่ยวและแม้สเปนจะมีการปกครองที่ให้มีการกระจายอำนาจค่อนข้างมากก็ตามและรัฐสภาสเปนก็ไม่ได้อนุมัติให้มี referendum ของแคว้น Catalonia และมีการประกาศชัดว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญก็ประกาศชัดว่าการกระทำดังกล่าวละเมิดรัฐธรรมนูญของสเปน พูดง่าย ๆ ก็คือการกระทำของแคว้น Catalonia ถือเป็นการก่อกบฏ บางคนอาจเปรียบเทียบการกระทำของแคว้น Catalonia กับการแยกประเทศของโคโซโวออกจากเซอร์เบีย ในกรณีของเซอร์เบียนั้นรัฐบาลได้มีการใช้ความรุนแรงจนถูกกล่าวหาว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ซึ่งถือเป็นการผิดกฎหมายระหว่างประเทศจนทำให้โคโซโวแยกตัวและได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่าง ๆ ในกรณีของแคว้น Catalonia ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือใช้ความรุนแรงเล่นงานชนกลุ่มน้อยดังกรณีของโคโซโวและการกระทำของแคว้น Catalonia ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของประเทศต่าง ๆ และการทำ referendum ดังกล่าวก็ทำกันอย่างมีเลศนัย ไม่โปร่งใสและไม่เปิดให้มีการหาเสียงหรือประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสตัดสินใจอย่างเต็มที่และรอบด้าน หลักการในการทำประชามติดังกล่าวจึงขัดกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยคณะมนตรีแห่งยุโรป (Council of Europe)

รัฐบาลของแคว้น Catalonia ได้ใช้วิธีการทำประชามติด้วยขั้นตอนแรกคือในช่วงการเลือกตั้งรัฐสภาของแคว้น Catalonia ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้สรุปว่าถ้าพรรคการเมืองที่สนับสนุนการแยกแผ่นดินได้เสียงข้างมากในสภาก็จะถือว่าประชาชน Catalonia ให้การสนับสนุนกระบวนการแบ่งแยกแผ่นดิน ผลจากการเลือกตั้งดังกล่าวเสียงข้างมาในสภาตกเป็นของพรรคการเมืองที่ต้องการแยกแผ่นดินซึ่งมีการรวมตัวจัดตั้งรัฐบาลผสมโดยผู้นำรัฐบาลหรือในภาษาสเปนเรียกว่า  presidente คือนาย Puigdemont  หลังจากนั้นรัฐบาล Catalonia ก็ท้าทายรัฐบาลกลางและรัฐธรรมนูญของสเปนโดยประกาศว่าความชอบธรรมในทางการเมืองจะต้องมาจากรัฐสภาของแคว้น Catalonia เท่านั้นและความชอบธรรมจะมาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในแคว้น Catalonia  ไม่ใช่มาจากรัฐบาลกลางของสเปน ดังนั้นรัฐสภาของแคว้น Catalonia เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงใช้เสียงข้างมากอนุมัติให้มีการทำประชามติแยกแผ่นดินในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ในขณะเดียวที่รัฐบาลกลางถือว่าการกระทำดังกล่าวของรัฐสภาและรัฐบาลท้องถิ่นของแคว้น Catalonia เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญดังนั้นรัฐบาลกลางจึงประกาศดำเนินการทางกฎหมายเอาผิดรัฐบาลท้องถิ่นและใครก็ตามที่ร่วมมือสนับสนุนการทำประชามติ รัฐบาลได้เดินเรื่องไปยังเทศบาลท้องถิ่น 900 กว่าแห่งในแคว้น Catalonia เพื่อไม่ให้ร่วมมือในการทำประชามติ แต่ผลที่ออกมานั้นคือเทศมนตรีประมาณ 60% จะให้ความร่วมมือในการทำประชามติซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขู่ของรัฐบาลท้องถิ่นว่าเมื่อมีการแบ่งแยกแผ่นดินเทศบาลไหนที่ไม่ให้ความร่วมมือจะถือว่าทำผิดกฎหมายและจะถูกเล่นงาน รัฐบาลกลางได้ใช้กลไกทางกฎหมายโดยให้ตำรวจเข้าไปตรวจค้นองค์กรที่ร่วมมือในการทำประชามติ เช่น พิมพ์บัตรหรือมีการดำเนินการร่วมมือ ทั้งเข้าไปดูแลในท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อไม่ให้มีการดำเนินการทำประชามติซึ่งจะได้ผลแค่ขนาดไหนคงต้องรอดูกันต่อไป แต่ที่น่าสนใจขณะนี้คือการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นกับรัฐบาลกลางและเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับแรงกดดันจากทั้งสองฝ่าย

จากการสำรวจความเห็นหรือโพลของหนังสือพิมพ์ El Pais ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่ได้รับความนิยมและมียอดจำหน่ายสูงที่สุดในสเปนผลออกมาว่าประชาชนในแคว้น Catalonia ส่วนใหญ่ยังไม่ต้องการแยกตัวออกจากสเปน คะแนนเสียงของคนที่ยังต้องการอยู่กับสเปนสูงกว่าคนที่ต้องการแยกตัวกว่า 10 จุด อย่างไรก็ผลโพลดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่าทำไมเสียงส่วนใหญ่ไม่ออกมาต่อต้านการแยกแผ่นดิน ข้อสรุปคือโพลที่ทำอาจผิดพลาดหรือเสียงส่วนใหญ่ไม่ต้องการแสดงออกว่าต่อต้านเพราะกลุ่มที่ต้องการแยกแผ่นดินเป็นกลุ่มหัวรุนแรงและมีการเล่นงานกลุ่มอื่นว่าเป็นผู้ทรยศ เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมารัฐบาลท้องถิ่นได้จัดฉลองวันชาติของแคว้น Catalonia หรือที่เรียกว่า Diana  ทุกครั้งที่รัฐบาลท้องถิ่นจัดงานฉลองวันชาติเป้าหมายคือต้องการกระตุ้นให้คนเกิดความรู้สึกรักชาติและสนับสนุนการแยกแผ่นดินและครั้งนี้ถือเป็นครั้งสุดท้ายก่อนลงประชามติ จำนวนคนที่เข้าร่วมงานฉลองมีถึง 5 แสนคนแต่เมื่อเทียบกับช่วง 2-3 ปีก่อนถือว่าลดลงซึ่งสอดคล้องกับผลโพล ในช่วงวิกฤตเงินสกุลยูโรผลโพลออกมาว่าประชาชนส่วนใหญ่ในแคว้น Catalonia ต้องการแยกแผ่นดิน แต่เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นโดยสเปนมีอัตราการเติบโตสูงกว่าประเทศอื่นคือมีการเติบโตประมาณ 3% ติดต่อกัน 3 ปี ผลโพลจึงออกมาว่าคนที่ต้องการแยกแผ่นดินลดลง อย่างไรก็ตามการลงประชามติในวันที่ 1 ตุลาตมนี้สิ่งที่น่ากังวลคือรัฐบาลท้องถิ่นอาจใช้เทคนิคบิดเบือนผลได้ไม่ยากเพราะเป็นการลงประชามติที่ไม่โปร่งใสและไม่เปิดกว้าง

เกิดอะไรขึ้นกับสเปนที่แคว้น Catalonia ที่มีประชากรเกือบ 10 ล้านคนและเป็นแคว้นที่มีความเจริญมากในสเปนจึงเรียกร้องแบ่งแยกแผ่นดิน เหตุผลดังกล่าวมีหลายประการได้แก่

ประการแรกสเปนเป็นการรวมตัวของแคว้นต่าง ๆ ในศตวรรษที่ 15 เป็นการรวมแคว้นที่มีวัฒนธรรมและภาษาที่ต่างกันโดยมีแคว้น Castilla ที่มีเมืองหลวงคือมาดริดและใช้ภาษา Castellano ซึ่งเป็นภาษาสเปนในทุกวันนี้ แคว้น Catalonia ที่ใช้ภาษา Catalan แคว้น Vasco ที่ใช้ภาษา Vasconic แคว้น Galicia และแคว้น Andalucia ดังนั้นประเทศสเปนจึงมีแนวโน้มในการเรียกร้องอิสระมาตลอดโดนเฉพาะแคว้น Vasco และแคว้น Catalonia อันเป็นผลมาจากการรวมชาติที่มาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภาษา ในบางช่วงประวัติศาสตร์กลุ่มแยกแผ่นดินต้องหนีไปต่างประเทศเช่นในยุคที่สเปนอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการของนายพลฟรังโก เป็นต้น

ประการที่สองความจริงแล้วแคว้น Catalonia ระยะหลังไม่ได้เรียกร้องการแยกตัวเข้มข้นเท่าแคว้น Vasco วิกฤติการเงินสกุลยูโรที่ส่งผลต่อสเปนอย่างมาก โดยมีอัตราการเติบโตติดลบติดต่อกันหลายปี มีอัตราการว่างงานถึง 25% ส่งผลให้รัฐบาลมีมาตรการรัดเข็มขัดทำให้แคว้นต่างๆ ลำบาก Catalonia เป็นแคว้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของสเปน ในช่วงที่ลำบากรัฐบาลท้องถิ่นต้องการให้รัฐบาลกลางผ่อนคลายมาตรการทางการคลังและต้องการแก้รัฐธรรมนูญให้แคว้นมีอิสระทางการคลัง แต่รัฐบาลกลางไม่ตอบรับซึ่งเป็นรัฐบาลเดียวกับรัฐบาลชุดปัจจุบันของพรรค Partido Popular โดยมีนาย Mariano Rajoy เป็นนายกรัฐมนตรี

ประการที่สามการที่รัฐบาลของนาย Rajoy ดำเนินนโยบายแข็งกร้าวไม่ยืดหยุ่นสร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลท้องถิ่นผนวกกับศาลรัฐธรรมนูญสเปนมีมติที่นอกจากจะไม่ยอมผ่อนปรนหรือยืดหยุ่นจากข้อเรียกร้องของรัฐบาล Catalonia ในการปกครองท้องถิ่นอย่างอิสระ ทัศนะดังกล่าวสร้างความไม่พอใจ ส่งผลให้เกิดการเรียกร้องการแยกตัวจากสเปน

ประการที่สี่ แคว้น Catalonia คงเห็นตัวอย่างการลงประชามติของสก็อตแลนด์จึงเรียกร้องสิ่งเดียวกันจากรัฐบาลสเปน

ประการที่ห้า รัฐบาล Catalonia คงเห็นว่าใน 28 ประเทศของสหภาพยุโรปประเทศเล็กเช่น มอลตา ไซปรัส ลัตเวีย ลิทัวเนียและเอสโตเนียต่างก็มีประชากรประมาณเรือนแสนหรือเรือนล้านต้นๆ ต่างจาก Catalonia ที่มีประชากรประมาณ 8-9 ล้านคนดังนั้น Catalonia จึงสามารถอยู่ได้ในฐานะประเทศหนึ่งในสหภาพยุโรปได้ (ประธานกรรมาธิการของสหภาพยุโรปเตือน Catalonia ว่าออกจากสเปนจะถือว่า Catalonia  ไม่ได้อยู่ในสหภาพยุโรป ส่วนจะเข้ามาใหม่ได้หรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง)

โดยสรุปการแยก Catalonia ออกจากสเปนเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเพราะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถ้าทำสำเร็จจะส่งผลต่อสก็อตแลนด์ แคว้นทางเหนือของอิตาลีและขบวนการแยกตัวในเบลเยียมซึ่งมีเชื้อความขัดแย้งระหว่างแคว้น Wallonia ที่พูดภาษาฝรั่งเศสและมีเมืองหลวงคือกรุงบรัสเซลส์ และแคว้น Flanders ที่พูดภาษาคล้ายกับเนเธอร์แลนด์ ปรากฏการณ์ในสเปนเป็นส่วนหนึ่งของภาพฉายของ Global transformation ซึ่งมีความเข้มข้นนับตั้งแต่การสิ้นสุดระเบียบโลกเก่าในกรอบของสงครามเย็นและเป็นภาพฉายของ “New World Order in the Making” ในยุคหลังสงครามเย็น (Post-Cold War)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การประชุมสุดยอด BRICS

W020170713368166223585

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวันที่ 3-5 กันยายนที่ผ่านมาได้มีการประชุมสุดยอดประเทศสมาชิก BRICS ครั้งที่ 9 ที่เมืองเชี้ยเหมิน แคว้นฟูเจี้ยน ประเทศจีน BRICS ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 5 ประเทศคือ บราซิล แอฟริกาใต้ รัสเซีย อินเดียและจีน โดยมีต้นกำเนิดมาจากบทความของนักเศรษฐศาสตร์คือนาย Jim O’Neill ที่ทำงานในวาณิชธนกิจ Goldman Sachs ในปี ค.ศ. 2001 เขาได้แนะนำประเทศที่น่าลงทุน 4 ประเทศที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มในการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงและน่าลงทุนในตลาดการเงิน เขาเรียกประเทศเหล่านี้ว่า BRIC ซึงประกอบด้วย 4 ประเทศดังกล่าว คือ บราซิล รัสเซีย อินเดียและจีน โดยในระยะแรกแอฟริกาใต้ยังไม่ได้เข้ามาเป็นสมาชิก ในปี ค.ศ. 2006 รัฐบาลของประเทศทั้ง 4 เห็นแนวโน้มที่ดีในการร่วมมือกันจัดตั้ง BRIC ในปี ค.ศ. 2009 จึงได้มีการประชุมสุดยอด BRIC ครั้งแรกขึ้น และในปีค.ศ. 2011 แอฟริกาใต้ได้เข้ามาเป็นประเทศสมาชิกดังนั้นประเทศสมาชิก BRICS จึงได้มี 5 ประเทศ

BRICS เป็นการรวมตัวแบบหลวม ๆ เพื่อเชื่อมความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและสังคม และเพื่อต่อรองกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นการรวมตัวของประเทศเกิดใหม่โดยมี 5 ประเทศดังกล่าวเป็นหัวหอก ในระยะแรก BRICS ถือเป็นประเทศเกิดใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูงและเป็นตลาดที่น่าสนใจในการลงทุน อย่างไรก็ตามในระยะหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และวิกฤตสกุลเงินยูโรส่งผลให้ประเทศดังกล่าวเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตามไปด้วย บราซิลและรัสเซียมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบและพึ่งฟื้นตัวอย่างอ่อน ๆ ในปีนี้ แอฟริกาใต้ก็เจอปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ จีนก็มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงจากระดับเฉลี่ย 10% ต่อปีตลอด 30 ปีมานี้จนกระทั้งลดลงเหลือประมาณ 6.7% ในปีปัจจุบัน ประเทศเดียวที่มีอัตราการเติบโตดีคืออินเดียซึ่งได้แซงหน้าจีนไปแล้ว นักวิชาการต่างเห็นว่าการรวมกลุ่ม BRICS ให้แน่นแฟ้นเป็นไปได้ยากเพราะระบบของแต่ละประเทศมีความต่างกันและเป็นคู่แข่งทางการค้าและการเมืองเช่นจีนกับอินเดียมีปัญหาปะทะด้านชายแดนกันอยู่และต่างก็ไม่ไว้ใจกันและกัน รัสเซียกับจีนในอดีตก็เคยเป็นศัตรูกันมาก่อนและทุกวันนี้ความร่วมมือด้านการค้าและด้านต่าง ๆ ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่จำกัด บราซิลและแอฟริกาใต้ก็มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีบางส่วนแข่งขันกันกับประเทศ BRICS และอยู่ไกลกันคนละทวีปทำให้ความร่วมมือใกล้ชิดลำบาก ความแตกต่างของประเทศสมาชิกของ BRICS กับวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศสมาชิก BRICS ต้องเผชิญในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้มีการวิเคราะห์ว่า BRICS คงจะมีปัญหาในอนาคต อย่างไรก็ตามก่อนการประชุมสุดยอดครั้งที่ 9 ที่เมืองเชี้ยเหมินของจีน อาจกล่าวได้ว่า BRICS ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแม้จะไม่มากนักแต่ก็ถือเป็นสิ่งที่ต้องพูดถึงนั่นคือกลุ่มประเทศ BRICS สามารถกดดันและนำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างที่เสียเปรียบของของประเทศเกิดใหม่ที่อยู่ในกรอบ IMF นั่นคือในช่วงสองปีที่ผ่านมาเงินหยวนได้กลายเป็นสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบตะกร้าเงินตราที่เป็นตัวกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของ Special Drawing Right ซึ่งเดิมจะมีเงินสกุลดอลลาร์ ปอนด์ ยูโรและเยนเท่านั้น ความสำเร็จอีกประการของ BRICS คือการจัดตั้งธนาคารของ BRICS ที่เรียกว่า New Development Bank ขณะนี้ได้มีการปล่อยเงินกู้เพื่อการพัฒนาไปแล้ว 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 9 ที่เมืองเชี้ยเหมิน จีนเป็นเจ้าภาพและประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในฐานะเจ้าภาพต้องการพัฒนา BRICS ให้มีการรวมตัวลึกซึ้งและกว้างขวางมากขึ้นและถือเป็น new chapter หรือทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของการเปลี่ยนแปลงมีดังนี้คือ

ประการที่หนึ่ง จีนและประเทศเล็กอื่น ๆ ประกาศเป็นผู้นำในการต่อสู้กับแนวทางการกีดกันทางการค้าและต่อสู้กับการต่อต้านโลกาภิวัตน์และการรวมกลุ่มอันเป็นนโยบายของนายโดนัล ทรัมป์

ประการที่สอง กลุ่มประเทศ BRICS จะส่งเสริมการค้า การลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกมากขึ้นและร่วมกันต่อสู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ climate change ตามข้อตกลงปารีสซึ่งเป็นนโยบายที่ตรงข้ามกับนโยบายของทรัมป์

ประการที่สาม จะมีการพัฒนา Credit-rating agency ขึ้นมาใหม่เนื่องจาก Credit-rating agency เช่น S&P และ Moody’s เดิมเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายของตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

ประการที่สี่ จีนเป็นหัวหอกในการพัฒนาความเชื่อมโยงในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกทั้งการค้า การขนส่งและโลจิสติกส์ในกรอบของ One Belt One Road (OBOR)

ประการที่ห้า BRICSมีนโยบายขยายประเทศสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างอำนาจต่อรองประเทศที่พัฒนาแล้วดังจะเห็นได้ว่าในการประชุมครั้งนี้มี 5 ประเทศตัวแทนภูมิภาคต่าง ๆ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมด้วย ได้แก่ เม็กซิโก กินี ทาจิกิสถาน อียิปต์และไทย

ในการประชุมนี้นายกรัฐมนตรีของไทยได้รับเชิญร่วมประชุมด้วยเป็นโอกาสที่ไทยจะได้เชิญชวนให้ประเทศสมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโดยเฉพาะในระเบียงตะวันออกอีกทั้งกระชับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากขึ้นทั้งด้านการค้าและการลงทุนกับกลุ่มประเทศ BRICS และโดยเฉพาะกับเจ้าภาพซึ่งไทยและจีนมีกรอบความร่วมมือทั้งในกรอบของ RCEP และอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

การประชุมสุดยอดครั้งที่ 9 ที่เมืองเชี้ยเหมินประเทศจีนครั้งนี้อาจถือได้ว่าเป็นการกำเนิดทิศทางใหม่ในทศวรรษใหม่ของ  BRICS นั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การกระจายรายได้และระบบรัฐสวัสดิการ

act01010759p1

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

หนึ่งในเป้าหมายของรัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วโลกคือการกระจายรายได้และการลดความเหลื่อมล้ำ แต่ในความเป็นจริงแล้วประเทศที่ประสบความสำเร็จในเป้าหมายดังกล่าวมีน้อยมากที่พอจะบอกได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งคือกลุ่มประเทศ Nordic หรือที่รู้จักกันว่ากลุ่มประเทศ Scandinavia กลุ่มประเทศ Nordic หรือ Scandinavia นี้บางครั้งก็ใช้ในลักษณะเหมือนกันแต่ถ้าวิเคราะห์จากพัฒนาการในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและค่านิยมแล้วทั้งสองกลุ่มนี้มีความต่างกัน กลุ่มประเทศ Scandinavia มี 3 ประเทศได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดนและเดนมาร์ก ส่วนกลุ่มประเทศ Nordic นั้นนอกจาก 3 ประเทศดังกล่าวแล้วยังได้เพิ่มฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ กรีนแลนด์ หมู่เกาะ Faroe Islands และ the Åland Islands

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกระจายรายได้และการลดความเหลื่อมล้ำมีความเชื่อมโยงกับระบบสวัสดิการและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและสังคมนิยม

ในระบบคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมโดยรัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต รัฐทำหน้าที่ดูแลสวัสดิการทางสังคมซึ่งครอบคลุมการกระจายรายได้แต่ในทางปฏิบัติระบบคอมมิวนิสต์ไม่ได้ส่งเสริมการแข่งขันจากเป้าหมายการกระจายรายได้กลายเป็นการกระจายความยากจนและถึงจุดสิ้นสุดของระบบในปีค.ศ. 1989 เมื่อกลุ่มประเทศในยุโรปตะวันออกที่อยู่ภายใต้การปกครองของระบบคอมมิวนิสต์ลุกขึ้นมาต่อต้านและเปลี่ยนจากระบบสังคมนิยมมาเป็นระบบทุนนิยม เช่นเดียวกับในประเทศจีน เวียดนามและลาวที่แม้จะเป็นคอมมิวนิสต์ในทางการเมือง แม้รัฐจะมีบทบาทในทางเศรษฐกิจสูงแต่ก็มีการรับเอาระบบทุนนิยมเข้ามาผสมผสานและนับวันสัดส่วนจะสูงขึ้น

ในกลุ่มประเทศทุนนิยมจะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นระบบเศรษฐกิจแบบผสม (mixed economy) ซึ่งภาครัฐมีสัดส่วนสูงในระบบเศรษฐกิจแต่ก็เปิดกว้างในด้านทุนนิยม กลุ่มประเทศดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่พรรค Social Democratic เข้ามามีอำนาจจัดตั้งรัฐบาล ตัวอย่างประเทศเหล่านี้ได้แก่ กลุ่มประเทศ Scandinavia กับอีกกลุ่มที่แม้ภาครัฐจะมีบทบาทในทางเศรษฐกิจแต่ก็มีสัดส่วนทุนนิยมสูง ประเทศเหล่านี้ได้แก่ประเทศยุโรปตะวันตก สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

ระบบรัฐสวัสดิการในกรอบของประเทศทุนนิยมนั้นอาจจะแบ่งออกโดยพื้นฐานเป็น 2 ระบบคือ

ระบบแรกเรียกว่า residual welfare state ซึ่งเป็นลักษณะรัฐสวัสดิการที่ให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มคนยากจนที่สุดในประเทศเป็นระบบที่เรียกว่า basic safety net

ระบบรัฐที่สองเรียกว่า Institutional or universal welfare state หรือ ระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าเป็นการให้สวัสดิการที่ครอบคลุมประเด็นในวงกว้างและกลุ่มสังคมในวงกว้าง

อย่างไรก็ตามการแบ่งแยกประเทศในกลุ่มประเทศทุนนิยม วิธีการแบ่งที่ได้รับความนิยมที่สุดคือการแบ่งตามที่ศาตราจารย์ Gosta Esping-Andersen ได้แบ่งไว้ซึ่งเรียกว่า Three worlds of welfare capitalism (3 โลกของระบบสวัสดิการทุนนิยม)

แบบที่หนึ่งคือระบบสวัสดิการเสรีนิยม (Liberal welfare regime) ซึ่งเป็นระบบที่เป็นอยู่ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย เป็นระบบที่รัฐจะให้สวัสดิการเฉพาะประชาชนที่จนที่สุดเท่านั้น (basic safety net)  ระบบนี้ไม่เน้นการกระจายรายได้ ในระบบนี้ผู้ได้รับผลประโยชน์เป็นกลุ่มคนเฉพาะที่ได้ระบุกฎเกณฑ์ไว้อย่างเข้มข้น ในกลุ่มประเทศเหล่านี้ประชาชนที่เกี่ยวข้องจะมีสองกลุ่มคือ ประชาชนส่วนใหญ่จะอาศัยระบบตลาดในการพึ่งพาสวัสดิการกล่าวคือเป็นสวัสดิการโดยเอกชน เช่น พนักงานของบริษัท เป็นต้น ในขณะที่ประชาชนส่วนน้อยที่ยากจนจะได้รับสวัสดิการจากรัฐเพราะไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการจากเอกชนได้

ระบบที่สองคือ Corporative หรือ Conservative welfare regime เป็นระบบที่ใช้ในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันตก เป็นระบบที่สวัสดิการขึ้นอยู่กับสถานภาพของบุคคลในตลาดแรงงาน ในระบบดังกล่าวสหภาพแรงงานจะมีบทบาทและมีอิทธิพลในการกำหนดรูปแบบสวัสดิการให้กับสมาชิก รัฐสวัสดิการในลักษณะนี้นอกจากการให้สวัสดิการแก่ปัจเจกแล้วยังรวมถึงครอบครัวด้วย เป็นระบบสวัสดิการที่พัฒนามาจากอิทธิพลของศาสนาคริสต์ที่เน้นการสร้างเสถียรภาพของครอบครัว

ระบบที่สามคือ Social democrat welfare regime เป็นระบบที่ใช้ในกลุ่มประเทศ Nordic และ Scandinavia มีเป้าหมายในการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมทางเพศ แนวทางการสร้างความเท่าเทียมคือการสร้างผลประโยชน์ถ้วนหน้า (universal benefit) ให้สวัสดิการโดยไม่คำนึงว่ารวยหรือจน สวัสดิการนี้ครอบคลุมสวัสดิการด้านการแพทย์ สาธารณสุข การศึกษา การว่างงาน การเกษียณ การให้รัฐสวัสดิการดังกล่าวย่อมหมายถึงความจำเป็นในการเก็บภาษีที่สูงมากถึงร้อยละ 50 ของ GDP เช่น เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1980 แม้ทุกวันนี้อาจจะถูกแรงกดดันจากบริบททางเศรษฐกิจมีการลดไปบ้างแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สูง เป้าหมายของการเก็บภาษีดังกล่าวไม่ใช่เพื่อหารายได้มาครอบคลุมรายจ่ายแต่รัฐบาลมีเป้าหมายในการลดความเหลื่อมล้ำ ในกลุ่ม Scandinavia ยังส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ โดยไม่ได้ให้สวัสดิการผู้หญิงในฐานะที่เป็นแม่หรือภรรยา แต่ให้สวัสดิการผู้หญิงในฐานะของคนที่ทำงานเช่นเดียวกับผู้ชาย สามารถทำงานได้เหมือนผู้ชายและมีฐานะเท่าเทียมกับผู้ชาย ดังนั้นถ้าไม่ได้ทำงานก็จะไม่ได้รับสวัสดิการเหล่านี้ การให้สวัสดิการจึงมุ่งเป้าให้เพศหญิงทำงานและเพิ่มการขยายตัวและเพิ่มประสิทธิภาพในทางเศรษฐกิจ

อาจกล่าวได้ว่าระบบรัฐสวัสดิการในประเทศทุนนิยมอาจแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่งเน้นรัฐสวัสดิการเพียงเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากข้อเสียของระบบทุนนิยมที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย รัฐสวัสดิการนี้จึงมุ่งช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ยากไร้เท่านั้นหรืออาจครอบคลุมในวงกว้างคือครอบครัวกับอีกระบบที่เน้นสวัสดิการถ้วนหน้าในกลุ่มประเทศ Nordic รัฐสวัสดิการเป็นระบบสวัสดิการถ้วนหน้าที่ครอบคลุมการให้สวัสดิการตั้งแต่ด้านการแพทย์ สาธารณสุข การศึกษาและการว่างงาน ระบบดังกล่าวนี้ยังเน้นการกระจายรายได้โดยมุ่งเน้นการลดช่องว่างของกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

โครงการ one belt one road (OBOR)

OBOR-Cover

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

โครงการ one belt one road  (OBOR) เป็นโครงการส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของจีนภายใต้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงซึ่งมีการประกาศอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนและตุลาคมปี ค.ศ. 2013

One Belt One Road  (OBOR) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Belt and Road Initiative หรือเรียกว่า Belt and Road (B&R) ซึ่งเป็นการฟื้นฟูเส้นทางสายไหมเดิมให้กลายเป็นยุทธศาสตร์ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคง one belt one road  (OBOR)

ประกอบด้วย 4 belt หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่า 4 ระเบียงได้แก่

1. ระเบียงเหนือ (north belt) เป็นทางสายที่เชื่อมโยงจากจีนไปรัสเซียและยุโรป เป็นทางสายไหมเก่า

2. ระเบียงกลาง (central belt) เชื่อมจีนกับเอเชียตะวันออกไปสู่อ่าวเปอร์เซียและทะเลเมดิเตอเรเนียนซึ่งเป็นทางสายไหมเก่า

3. ระเบียงใต้ (south belt) เชื่อมโยงระหว่างจีนไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เชื่อมโยงกับกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง) ต่อไปยังเอเชียใต้และมหาสมุทรอินเดียวผ่านปากีสถาน เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางสายไหมใหม่

4. ระเบียงใต้ซึ่งเป็นระเบียงทางน้ำที่เชื่อมระหว่างทะเลจีนใต้ไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ มหาสมุทรอินเดีย เมือง Zanzibar ประเทศแทนซาเนียไปยังเกาะมาร์การิตาประเทศปานามา

มีการประเมินว่าในการพัฒนา OBOR แต่ละปีจะใช้เงินประมาณ 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ไม่รวมเงินลงทุนของจีน) เป็นระยะเวลา 10 ปี จีนจึงต้องขอความร่วมมือจากทั่วโลกกว่า 60 ประเทศซึ่งเป็นที่มาของการประชุมเมื่อสองเดือนที่แล้ว ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของ Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) ที่มีจีนเป็นหัวหอก

ในการดำเนินการตามกรอบของ OBOR จีนได้มีการซื้อท่าเรือที่เกาะ Piraeus ของกรีซโดยจีนเป็นถือครองกรรมสิทธิ์กว่า 60% และท่าเรือที่ใกล้กับเมืองมิลานของอิตาลี โดยการเข้าซื้อท่าเรือดังกล่าวของจีนเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตเงินสกุลยูโรและต้องการหาเงินโดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

นอกจากนั้นจีนยังมีบทบาทในการสร้างทางรถไฟเชื่อมโยงระหว่างเมืองมอมบาซาและกรุงไนโรบีประเทศเคนยา และเชื่อมเมืองจิบูติ (Djibouti) กับเมืองอัดดิสอาบาบา (Addis Ababa) เมืองที่สำคัญในกรอบของ OBOR ที่เป็นจุดเชื่อมโยงคือเมืองตงชิงของจีนซึ่งเป็นจุดเชื่อมทางรถไฟระหว่างยุโรปกับเอเชียโดยมีสถานีขนส่งเชื่อมโยงระหว่างตงชิง ชินเจียงและยุโรป เส้นทางดังกล่าวผ่านคาซัคสถาน รัสเซีย เบลารุสและโปแลนด์และเมืองดุยส์บูร์กของเยอรมนี เป็นระยะทาง 11,179 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 12-16 วันและจะมีรถไฟ 9 ขบวนต่อสัปดาห์ ในปีที่แล้วมีรถไฟ 432 เที่ยวในปีนี้ได้เพิ่มเป็น 2,500 เที่ยว

OBOR ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของจีน โดยในยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจมีความสำคัญดังนี้

1.  ลดช่องว่างในด้านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) เพื่อเชื่อมเอเชียไปยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก

2. ลดต้นทุนในการขนส่งและโลจิสติกส์

3. ประเทศจีนต้องการเป็นมหาอำนาจในด้านการค้าทางทะเล

4. จีนต้องการเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจและพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน

5. จีนต้องการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่มีลักษณะนุ่มนวลในขณะที่ประเทศอื่นๆ กำลังมองว่าจีนกำลังขยายแสนยานุภาพคุกคามประเทศต่างๆ จีนได้มีการประชาสัมพันธ์ว่าโรงการ OBOR มีลักษณะเหมือนแผนมาแชลที่สหรัฐอเมริกาได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือประเทศยุโรปตะวันตก ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ในด้านยุทธศาสตร์ทางการทหารจีนต้องการเป็นมหาอำนาจทางทะเลจีนได้สร้างเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่และตั้งฐานทัพเรือในเมืองจิบูติและได้ขีดวงไนดัส (Nidus zone) โซนในทะเลจีนใต้โดยระบุว่า 80% ของทะเลจีนใต้อยู่ภายใต้อธิปไตยของจีน

โดยสรุปจีนกำลังพัฒนาตัวเป็นอภิมหาอำนาจเหมือนสหรัฐอเมริกาทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร ในขณะที่ด้านการทหารก็ไปกระทบกับประเทศต่างๆ รวมทั้งอาเซียนที่มีเกาะแก่งในทะเลจีนใต้

ดังนั้นเพื่อปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวจีนได้ใช้แสนยานุภาพด้านเศรษฐกิจในการพัฒนาและโลจิสติกส์เพื่อดึงประเทศเหล่านี้ให้เข้ามาใกล้ชิดกับจีนมากขึ้นซึ่งก็ได้ผลดังจะเห็นได้ว่าไทยได้ซื้อเรือดำน้ำและรถไฟความเร็วสูงจากจีน ส่วนฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของดูเตร์เตก็เริ่มออกห่างจากสหรัฐอเมริกาและหันมาเข้าใกล้จีนมากขึ้น

อาจกล่าวได้ว่าองค์ประกอบของยุทธศาสตร์ของจีนในการเป็นอภิมหาอำนาจคือ One Belt One Road (OBOR) ของจีน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

วิกฤติการณ์คาบสมุทรเกาหลี

NjpUs24nCQKx5e1BbCws8rsBm8SPZBTpqrLpTuJruJb

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าอุณหภูมิของความร้อนแรงที่เกิดจากความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีได้พุ่งขึ้นสูงมากส่วนสำคัญมาจากการที่สหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการลงมติในกรอบของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในการลงโทษ (sanction) เกาหลีเหนือโดยข้อมติดังกล่าวได้ผ่านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติด้วยมติ 15 ต่อ 0 ซึ่งโดยปกติหากมีการลงมติใด ๆ ถ้ามีมติ 2 ใน 3 โดยปราศจากการโต้แย้ง (veto) จากสมาชิกถาวร 5 ประเทศ ข้อมติดังกล่าวถือว่าผ่านและมีผลบังคับใช้กับประเทศสมาชิกของสหประชาชาติทั้งหมด ในการลงมติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าทั้งจีนและรัสเซียไม่ได้ทักท้วงกล่าวคือเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว ข้อมตินี้ถือว่าเป็นข้อมติที่มีความรุนแรงกว่าที่ผ่านมา ข้อมตินี้มีมาตรการตั้งเป้าลดรายได้ของเกาหลีเหนือลง 1 ใน 3 หรือคิดเป็นมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยประกอบด้วยมาตรการห้ามประเทศสมาชิกของสหประชาชาติทำการค้าขายกับเกาหลีเหนือในเรื่องถ่านหิน เหล็ก ตะกั่วและอาหารทะเล อีกมาตรการคือห้ามมีการลุงทุนกับเกาหลีเหนือ (joint venture) อีกมาตรการคือห้ามประเทศสมาชิกรับคนงานเกาหลีเหนือเข้าทำงาน สิ่งที่สหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จคือการสามารถชักจูงให้ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศร่วมออกแถลงการณ์ประณามเกาหลีเหนือซึ่งถือเป็นการประณามที่รุนแรงและชัดเจนที่สุด คำแถลงการณ์ดังกล่าวได้ขอให้เกาหลีเหนือเคารพมติของสหประชาชาติยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ในคำแถลงการณ์ดังกล่าอาเซียนยังได้ขอให้ประเทศต่าง ๆ เข้าสู่การเจรจาเพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว นอกจากนั้นสหรัฐอเมริกาโดยรัฐมนตรีการต่างประเทศคือนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน นอกจากการเข้าร่วมประชุมในกรอบ ARS ที่กรุงมะนิลาแล้วยังมีการเยี่ยมเยือนประเทศไทยและมาเลเซีย ในกรณีของไทยถือเป็นการเยี่ยมเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงครั้งแรกนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี ค.ศ. 2014 เป้าหมายของการเยือนคือต้องการให้อาเซียนได้มีการปฏิบัติตามมาตรการของข้อมติอย่างจริงจัง ทั้งนี้ทั้งนั้นไทยและมาเลเซียต่างเป็นคู่ค้าที่สำคัญของเกาหลีเหนือและมาเซียและสิงคโปร์ยังอนุญาตให้คนเกาหลีเหนือเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องมีวีซา

แรงกดดันดังกล่าวทำให้เกาหลีเหนือตอบโต้ในลักษณะค่อนข้างรุนแรงต่อสหรัฐอเมริกา โดยได้มีการประกาศความสามารถและแนวนโยบายของเกาหลีเหนือว่าเกาหลีเหนือสามารถที่จะตอบโต้ด้วยขีปนาวุธวิสัยกลางทำลายเกาะกวมของสหรัฐอเมริกาได้ นอกจากนั้นอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังมาจากวาทกรรมของนายโดนัล ทรัมป์ที่ประกาศว่าสหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะเล่นงานเกาหลีเหนืออย่างรุนแรงและดุเดือดอย่างไม่เคยมีมาก่อน คำพูดของทรัมป์นักวิเคราะห์ได้นำมาเปรียบเทียบกับคำพูดของอดีตประธานาธิบดีทรูแมนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีต่อญี่ปุ่นว่าถ้าญี่ปุ่นไม่ยอมแพ้จะตอบโต้อย่างถึงพริกถึงขิงจนนำไปสู่การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ

สถานการณ์ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีหลายคนมองว่าจะทำให้เกิดสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ ถ้าวิเคราะห์แล้วสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ดุเดือดถึงจุดที่หลายคนเกรงกัน ถ้าพิจารณาจากท่าทีนโยบายของผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายเราอาจกล่าวได้ว่าในแง่ส่วนตัวแม้พฤติกรรมจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ในฐานะที่ทั้งสองเป็นผู้นำของประเทศบทบาทดังกล่าวจะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายดำเนินนโยบายในกรอบ rational หากพิจารณากรอบดังกล่าวด้วยทฤษฏีเกมจะช่วยวิเคราะห์ได้ว่าในกรณีที่ถ้าสู้กันแล้วแพ้ทั้งคู่หรือเรียกว่าเกมลบ (negative sum game) ต่างฝ่ายต่างจะหลีกเลี่ยงการเล่นงานกันและกัน ถ้ามองแสนยานุภาพด้านอาวุธแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะมีความได้เปรียบเกาหลีเหนือหลายขุม การที่สหรัฐอเมริกาจะทำสงครามกับเกาหลีเหนือแม้ว่าจะชนะได้ไม่ยากแต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือผลกระทบที่มีต่อพลเมืองของสหรัฐอเมริกาในเมืองที่อาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือไปถึง ที่สำคัญคือผลกระทบต่อพลเมืองในภูมิภาค เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้นำเกาหลีเหนือกล้าท้าทายทรัมป์เพราะรู้ว่าสหรัฐอเมริกามีต้นทุนสูงที่จะสร้างความเสียหายต่อพันธมิตรและพันธมิตรเองก็คงไม่ยอมให้สหรัฐอเมริกาประกาศทำสงคราม ในขณะเดียวกันเกาหลีเหนือก็ไม่กล้าเปิดสงครามกับสหรัฐอเมริกาเพราะนั่นเท่ากับว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

แม้ความตึงเครียดจะสูงแต่ยังไม่ถึงขั้นเกิดสงคราม สิ่งที่จะเกิดคือคือแรงกดดันที่มีต่อเกาหลีเหนือจากมาตรการของคณะมนตรีความมั่นคงจะเพียงพอให้ส่งผลทางเศรษฐกิจเพื่อบีบให้เกาหลีเหนือยุติ (แต่ไม่ถึงกับยกเลิก) หรือชะลอการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้หรือไม่ ความจริงเป้าหมายของสหรัฐอเมริกาและอาจรวมถึงจีนด้วยคือสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกาหลีเหนือเข้าสู่การเจรจาทางการทูตและแน่นอนว่าสหรัฐอเมริกาก็คงจะต้องทำให้เกมดังกล่าวมีลักษณะ win-win คือผลประโยชน์ที่เกาหลีเหนือจะได้ในทางเศรษฐกิจเพื่อแลกกับการลดภัยคุกคามอาวุธนิวเคลียร์ ผู้เขียนเชื่อว่ายังมีทางออกทางการทูตโดยเฉพาะบทบาทของจีนที่จะช่วยลดอุณหภูมิเพื่อดึงเข้าสู่โต๊ะเจรจา 6 ฝ่ายในอนาคต แต่ในขณะนี้และในอนาคตอันใกล้สภาพความตึงเครียดยังสูง สิ่งที่ควรจับตามองคือมาตรการคว่ำบาตรเพียงพอที่จะทำให้เกาหลีเหนือเห็นความจำเป็นในการเข้าสู่โต๊ะเจรจาหรือไม่และขึ้นอยู่กับการรับรู้ของผู้นำเกาหลีเหนือว่าจะได้อะไรตอบแทนจากสหรัฐอเมริกาในการลดความตึงเครียดดังกล่าว

ในอดีตการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือมองในเชิงว่าเป็นเพียงนโยบายในลักษณะ Defensive คือมุ่งเป้าเพื่อรักษาตัวเองให้อยู่รอดอีกนัยคือนโยบายของเกาหลีเหนือในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์เป็นการทำเพื่อป้องกันภัยคุกคามให้ตัวเองโดยรักษา “สถานภาพ (status quo)” ในทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในปีที่ผ่านมาเกาหลีเหนือได้พัฒนาขีปนาวุธวิสัยกลางและวิสัยไกล (intercontinental ballistic missile: ICBM) ทำให้เชื่อว่านโยบายต่างประเทศของเกาหลีเหนือกำลังขยายแสนยานุภาพไปสู่ภูมิภาคและอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง “สถานภาพเดิม (status quo)” ของตัวเองในภูมิภาคและในอนาคตและนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

รัฐล้มเหลวในยุคดิจิตัล (Failed state in digital era)

00

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาจะเห็นการพาดหัวข่าวในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศเกี่ยวกับสภาพสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของประเทศเวเนซุเอล่าซึ่งเคยเป็นประเทศที่เคยร่ำรวยที่สุดในละตินอเมริกาเพราะมีปริมาณน้ำมันสำรองสูงที่สุดในโลก

ทุกวันนี้ประเทศเวเนซุเอล่าถือว่าเป็นประเทศที่ย่ำแย่ที่สุดทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมดังจะเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบกว่า 20% ติดต่อกัน 4-5 ปี อัตราเงินเฟ้อในปีนี้อยู่ที่ 750% และจะเพิ่มเป็น 2,000% ในปีหน้า เงินสำรองร่อยหรอจนไม่สามารถที่จะซื้อสินค้าไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภคและยาประเภทต่างๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสินค้าประเภทอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภคและยา ผู้คนอดอยากและล้มตายเป็นจำนวนมาก การซื้อของใช้จำเป็นและอาหารอาจต้องเข้าคิวรอนานเป็นชั่วโมงกว่าได้จะของที่มีจำกัด

ในแง่การเมืองก็เกิดการประท้วงเป็นประจำรายวันติดต่อกันเป็นปี นักการเมืองฝ่ายค้านถูกจับกุม สื่อถูกปิดยกเว้นสื่อของรัฐ แม้พรรคฝ่ายค้านจะได้คะแนนเสียงข้างมากในสภาก็ไม่สามารถที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายเล่นงานรัฐบาลได้ ส่วนหนึ่งเพราะเวเนซุเอล่าเป็นประเทศที่ใช้ระบบการเมืองแบบประธานาธิบดี ประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งโดยตรง รัฐสภามาจากการเลือกตั้งดังนั้นรัฐบาลจึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อสภาเช่นในกรณีของการเมืองแบบรัฐสภา

กล่าวคือสภาไม่สามารถที่จะจัดอภิปรายไม่ไว้วางใจประธานาธิบดีได้ อย่างไรก็ตามฝ่ายค้านซึ่งมีเสียงข้างมากในสภาได้รวมตัวในองค์กร MUD (Mesa de Unidad Democrática) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองหลายพรรค พรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงข้างมากในสภาจึงพยายามใช้กลไกของรัฐธรรมนูญเพื่อขับไล่รัฐบาลตามระบบ Impeachment ซึ่งถูกขัดขวางโดยศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับรัฐบาล

ฝ่ายค้านจึงพยายามใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญทางอื่น เช่น มีการทำประชามติเพื่อขับไล่รัฐบาลที่สร้างความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าแต่ก็ไม่ได้ผลเพราะถูกขัดขวางโดยศาลรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางการต่อต้านอย่างหนักของประชาชน รัฐบาลที่นำโดยประธานาธิบดี Nicolas Maduro ยังรักษาอำนาจของตนไว้ได้โดยพึ่งบารมีจากกลุ่มประชาชนที่เป็นฐานเสียง อำนาจที่เป็นกองทัพประชาชนนอกจากนั้นยังสามารถกุมอำนาจกลไกของรัฐทั้งทหาร ตำรวจและศาล ในระยะแรกยังมีกลไกด้านอัยการสูงสุดแต่ภายหลังอัยการสูงสุดเห็นสถานการณ์ที่เลยเถิดเกินไปจึงเปลี่ยนท่าทีมาต่อต้านรัฐบาล

ไม้เด็ดสุดท้ายที่รัฐบาลใช้เพื่อปกป้องตนเองคือการทำ referendum เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงจากระบบประชาธิปไตยมาสู่ระบบเผด็จการคอมมิวนิสต์แบบเดียวกับคิวบา ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลสามารถใช้ระบบเผด็จการรวมอำนาจไว้อย่างเบ็ดเสร็จเท่ากับเป็นการล้มรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้ในระบบ Chavismo อันเป็นระบบเผด็จการเสียงข้างมากภายใต้ประธานาธิบดี Hugo Chavez ซึ่งประธานาธิบดีคนปัจจุบันนาย Nicolas Maduro เคยเป็นมือขวาของ Chavez มาก่อน

อาจกล่าวได้ว่าประเทศเวเนซุเอล่ามีลักษณะเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed state) ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในทุกมิติซึ่งเกิดขึ้นในโลกเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการล้มเหลวดังกล่าวเกิดขึ้นในยุคดิจิตัลซึ่งในทางทฤษฏีแล้วมักจะมีการกล่าวว่าเป็นยุคที่ประชาชนทรงอำนาจ (empowerment) และเป็นยุคที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน

ความจริงนั้นเป็นที่เข้าใจผิดว่าในยุคดิจิตัลจะเป็นยุคที่ประชาชนมีอำนาจ (empowerment) ในการตรวจสอบเอาเข้าจริงปรากฏว่ามีการขยายตัวของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า disempowerment (การลดหรือการขาดอำนาจของประชาชน) นาย Karl Schwab ได้เคยวิเคราะห์เอาไว้ว่าระบบดิจิตัลส่งผลได้ทั้งทางบวกและทางลบกล่าวคือด้านหนึ่งมีการให้อำนาจประชาชน (empowerment) ในอีกด้านหนึ่งทำให้เกิดการลดอำนาจของประชาชน (disempowerment) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของระบบการเมืองและคุณภาพของระบบประชาสังคม

ในกรณีที่คุณภาพของระบบการเมืองดี รัฐบาลคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและมีการเปิดกว้างในด้านของการใช้ social media อันจะทำให้เกิดระบบตรวจสอบ (check and balance) ที่ดีขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้าระบบการเมืองไม่ดีกลไกด้าน social media ก็จะเกิดการควบคุมและผูกขาดด้านข้อมูลข่าวสารโดยรัฐ ระบบดังกล่าวแทนที่ประชาชนจะมีอำนาจมากขึ้นกลับมีอำนาจน้อยลงทั้งที่อยู่ในยุคดิจิตัลซึ่งในทางทฤษฏีถือเป็นยุคระบบเปิด

องค์ประกอบสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดว่าประชาชนจะมีอำนาจมาก (empowerment) หรือมีอำนาจน้อย (disempowerment) จะอยู่ที่คุณภาพของประชาสังคม (civil society) ในสังคมที่ประชาสังคมมีคุณภาพ มีการศึกษาที่ดี social media จะเป็นเครื่องมือที่ให้อำนาจแก่ประชาชนในการตรวจสอบ (check and balance) ซึ่งจะช่วยพัฒนาการเมืองที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ในประเทศที่ประชาสังคมอ่อนแอและไม่มีการศึกษาที่ดี ไม่รู้จักคิด วิเคราะห์แยกแยะ ประชาชนจะถูกบิดเบือนจากข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในประชาสังคมแบบนี้อำนาจจะอยู่ที่นักการเมืองที่สามารถที่จะใช้วาทกรรมโน้มน้าว บิดเบือน ประชาสังคมแบบนี้คือต้นเหตุที่นำไปสู่ระบบเผด็จการเสียงข้างมากและเกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน ประเทศไทยในอดีตก็เคยมีลักษณะดังกล่าวจนถึงขั้นอาจเกิดสงครามกลางเมืองได้ ประเทศเวเนซุเอล่าในวันนี้จึงเป็นภาพฉายของรัฐที่ล้มเหลว  (failed state) ประเภทที่สองที่อยู่ในยุคดิจิตัล

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจเปรียบเทียบของกลุ่มประเทศอาเซียน

jd5hicbd7hakd9k958bag

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

กลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งมีสมาชิก 10 ประเทศนั้นมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีลักษณะต่างกันบางส่วนและคล้ายกันในบางส่วน

ในช่วงสงครามเย็น (ปี ค.ศ. 1945-4989) ประเทศสมาชิกจะมีทั้งหมด 6 ประเทศอันประกอบไปด้วยประเทศก่อตั้งได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และประเทศที่เข้ามาทีหลังคือบรูไนในปี ค.ศ. 1984 ภายหลังสิ้นสุดสงครามเย็นในปี ค.ศ. 1989 ก็มีประเทศเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่อันประกอบไปด้วยเวียดนามในปี ค.ศ. 1995 พม่าและลาวในปี ค.ศ. 1997 และกัมพูชาในปี ค.ศ. 1999

ในช่วงสงครามเย็นกลุ่มประเทศก่อตั้งและกลุ่มประเทศอินโดจีน (เวียดนาม ลาวและกัมพูชา) จะมีการปกครองและเศรษฐกิจที่ต่างกันกล่าวคือประเทศก่อตั้งจะมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและเป็นพันธมิตรกับค่ายตะวันตกที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ 3 ประเทศอินโดจีนจะมีลักษณะเป็นประเทศสังคมนิยมในทางเศรษฐกิจและเป็นระบอบการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ ส่วนพม่านั้นจะมีลักษณะเป็นระบบสังคมนิยมภายใต้รัฐบาลทหารและเป็นกลางในช่วงสงครามเย็น

ภายหลังยุคสงครามเย็นศัตรูก็ได้กลายเป็นมิตร อาเซียนได้ขยายประเทศสมาชิกจาก 6 เป็น 10 ประเทศและมีการรวมตัวภายใต้กรอบประชามคมอาเซียนซึ่งประกอบด้วยประชาคมความมั่นคง ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมและประชาคมเศรษฐกิจ

ในบทความฉบับนี้จะเป็นการวิเคราะห์ทิศทางและแนวโน้มของเศรษฐกิจของทั้ง 10 ประเทศและปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดความแตกต่างของพัฒนาการของประเทศในเอเชียอาคเนย์

3

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งในปี ค.ศ. 1997 ทิศทางและแนวโน้มทางเศรษฐกิจของ 10 ประเทศอาเซียนจะมีลักษณะที่อาจจะเปรียบเทียบได้ดังต่อไปนี้คือตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000-2015 (อาจรวมปี ค.ศ. 2016 เข้าไปด้วย) จะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศ CLMV มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงโดยเฉลี่ยประมาณ 6.5-9% โดยเวียดนามจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีประมาณ 6.7% ลาวและกัมพูชาจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 7% กว่า และพม่ามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงที่สุดกว่า 9% ในปี ค.ศ. 2017 มีการคาดการณ์ว่าเวียดนามเศรษฐกิจจะมีการขยายตัวประมาณ 6.2% ลาวอยู่ที่ 6.8% กัมพูชาและพม่าจะมีการขยายตัวอยู่ที่ 6.9% และ 7.4% ตามลำดับซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่สุดในอาเซียน

ในกลุ่มที่ 2 จะประกอบด้วยสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000-2015 (รวมถึงปี ค.ศ. 2016 ด้วย) ประเทศทั้ง 4 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5.5% ในปี ค.ศ. 2017 มีการคาดการณ์ว่าสิงคโปร์เศรษฐกิจจะมีการขยายตัวเพียง 2.3% ในขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซียจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 5.2% และ 4.9% ตามลำดับ ส่วนฟิลิปปินส์จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 6.4%

ในกลุ่มที่ 3 ได้แก่ไทยและบรูไนซึ่งมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดอัตราการเติบโตเฉลี่ยของบรูไนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000-2016 จะอยู่ที่ 1.9% ส่วนไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ที่ 3.8% และในปีนี้มีการคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของบรูไนจะอยู่ที่ 1.1% ส่วนไทยคาดว่าจะมีการขยายตัวได้ 3.6%

อาจกล่าวได้ว่าช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมาประเทศสมาชิกอาเซียนถ้ามองพัฒนาการด้านการเมืองและเศรษฐกิจอาจกำหนดได้ 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงได้แก่กลุ่มประเทศ CLMV กลุ่มที่ 2 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยกลาง ๆ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย และกลุ่มที่ 3 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ต่ำคือไทยและบรูไน

2

การที่กลุ่มประเทศ CLMV มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงเกิดจากเหตุผลที่ว่า 4 ประเทศดังกล่าวเป็นประเทศเปิดใหม่มีต้นทุนแรงงานต่ำจึงเป็นแรงดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนที่ใช้แรงงานผลิตเพื่อการส่งออก อีกส่วนเป็นการลงทุนเพื่อช่วงชิงตลาดภายในที่เปิดใหม่ซึ่งมีโอกาสทางธุรกิจสูงไม่ว่าจะเป็นด้านการก่อสร้างโรงแรม โรงพยาบาล ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ด้านอุปโภค ด้านการบริโภคและโอกาสด้านการค้าและการเงิน

ประเทศทั้ง 4 จึงเปรียบเสมือนไทยในช่วงปี ค.ศ. 1970-1980 ที่ต่างประเทศมาขยายการลงทุนเพื่อการส่งออกเนื่องจากยุคนั้นไทยมีค่าแรงที่ต่ำ และช่วงนั้นไทยยังไม่มีคู่แข่ง กลุ่มที่ 2 ประเทศที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปานกลาง ที่น่าสังเกตคือสิงคโปร์จะมีการเติบโตประมาณ 5% ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาแต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาลดลงเหลือ 2-3% เหตุผลคือสิงคโปร์กำลังเจอปัญหาความสามารถในการแข่งขันที่ถูกไล่ตามจากประเทศอื่น สิงคโปร์จะต้องพัฒนาผลิตภาพของแรงงานให้สูงขึ้นเพื่อรองรับค่าแรงที่สูงกว่าประเทศอื่น สิงคโปร์มีประชากรประมาณ 6 ล้านคนกำลังซื้อภายในประเทศจึงมีจำกัดยิ่งไปกว่านั้นโครงสร้างประชากรเริ่มมีอายุมากขึ้น สิงคโปร์จำเป็นต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่

ส่วนหนึ่งคือความจำเป็นในการขยายธุรกิจไปต่างประเทศมากขึ้น พัฒนาเทคโนโลยีให้สูงขึ้น พัฒนาผลิตภาพของแรงงานให้สูงขึ้นซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทายรัฐบาลสิงคโปร์อย่างมาก ในกรณีของมาเลเซียนั้นได้มีการปรับโครงสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 เมื่อมีการทำแผน Vavason (vision) ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากประเทศเกษตรกรรมและพึ่งพาแรงงานต่ำหันมาสู่การย้ายฐานการผลิตและปรับปรุงแรงงานในประเทศให้สูงขึ้นหันมาพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและการบริการ มีการเน้น telecom มาเลเซียจึงถือว่าสามารถหลุดออกจากกับดักในการต่อสู้กับประเทศค่าแรงต่ำอย่าง CLMV ได้ในระดับหนึ่ง

ในกรณีของอินโดนีเซียมีความได้เปรียบในแง่ค่าแรงต่ำและการเมืองที่มีเสถียรภาพเป็นแรงดึงดูดการลงทุน แต่ข้อเสียเปรียบของเศรษฐกิจอินโดนีเซียคือการผลิตยังไม่กระจาย (diversification) ยังพึ่งพาการส่งออกแรงงานและการเกษตรในอัตราที่สูง ในกรณีของฟิลิปปินส์นอกจากการเมืองที่มีเสถียรภาพแล้วยังได้มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและมีการกระจายการผลิต (diversification) ฟิลิปปินส์จึงเป็นดาวเด่นสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศและเป็นเหตุให้อัตราการเติบโตเฉลี่ยขยายตัวกว่า 6%

ในกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตต่ำคือไทยและบรูไน บรูไนมีจุดอ่อนคือพึ่งพาสินค้าประเภทพลังงาน เมื่อราคาน้ำมันตกต่ำทำให้อัตราการเติบโตติดลบหลายปี แม้ปีนี้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นอัตราการเติบโตเฉลี่ยอาจอยู่ที่ 1.1%

ในกรณีของไทยที่มีการเติบโตต่ำมาตลอดเกือบ 20 ปีเพราะไทยไม่มีการปรับโครงสร้าง ไทยยังพึ่งพาแรงงานซึ่งเสียเปรียบกลุ่มประเทศ CLMV ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย และพัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้มีความต้องการใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสูงขึ้น ไทยจึงไม่สามารถผลิตสินค้าให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป หลังสงครามเย็นมีรวมกลุ่มเศรษฐกิจที่ขยายตัวทั่วภูมิภาคในรูปของเขตการค้าเสรีและตลาดร่วม ไทยไม่ได้เข้าร่วมกลุ่มเหล่านี้จึงเสียเปรียบประเทศที่ทำข้อตกลงทวิภาคีกับภูมิภาคต่าง ๆ เนื่องจากสินค้าจะเข้าไปโดยไม่เสียภาษีนำเข้าและไม่มีโควตา ส่วนไทยยังต้องเสียภาษีนำเข้าในระดับเดียวกับ WTO ที่เรียกว่า MFN rate

จะเห็นได้ว่าหลังสงครามเย็นการแข่งขันของประเทศทั่วโลกขยายตัวอย่างมาก พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป กลุ่มประเทศที่ปรับตัวทันก็จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง ประเทศที่ปรับตัวไม่ทันก็จะมีอัตราการเติบโตที่ต่ำ

ภาพรวมเศรษฐกิจเปรียบเทียบของอาเซียนแสดงให้เห็นความจำเป็นของไทยที่จะต้องปรับปรุงขีดความสามารถการแข่งขันให้ทันกับโลกการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมากขึ้นภายใต้การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

50 ปีอาเซียน

1

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

อาเซียนกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1967 อันเป็นผลมาจากการประชุมระหว่างประเทศสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ จากการแถลงการณ์ปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) อันเป็นการริเริ่มและเสนอโดยอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายถนัด คอมันตร์ เป้าหมายในการจัดตั้งอาเซียนคือการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองตลอดจนการแก้ไขข้อขัดแย้งและส่งเสริมสันติภาพระหว่างประเทศสมาชิกและในภูมิภาค ในปี ค.ศ. 1984 บรูไนซึ่งเพิ่งประกาศเอกราชได้เข้ามาเป็นประเทศสมาชิกประเทศที่ 6 ของอาเซียน หลังการสิ้นสุดสงครามเย็นมี 4 ประเทศเข้ามาเป็นสมาชิกของอาเซียนอันประกอบด้วย เวียดนามได้เข้ามาเป็นสมาชิกในปี ค.ศ. 1995 พม่าและลาวได้เข้ามาเป็นสมาชิกในปี ค.ศ. 1997 และกัมพูชาได้เข้ามาเป็นสมาชิกในปี ค.ศ. 1999 ในปัจจุบันประเทศสมาชิกของอาเซียนมีทั้งหมด 10 ประเทศ

พัฒนาการของอาเซียนจนถึงปัจจุบันอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ยุค ยุคแรกคือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967-1992 และยุคที่ 2 คือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 อันเป็นปีของการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนจนถึงปัจจุบัน

ในยุคแรกนั้นความสัมพันธ์ในทางเศรษฐกิจระหว่าประเทศอาเซียนจะเป็นไปอย่างหลวม ๆ ภายใต้กรอบ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (economic cooperation)” ตามคำนิยามของ Paul Reuter กล่าวคือเป็นความสัมพันธ์ที่แต่ละประเทศยังคงรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ความร่วมมือดังกล่าวจะมีลักษณะที่ประเทศสมาชิกมีสถานภาพเหมือนประเทศสมาชิก GAT ในสมัยนั้นคือเสียภาษีนำเข้าเท่ากับอัตราภาษีของประเทศซึ่งได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (MFN rate) อย่างไรก็ตามในปลายทศวรรษ 1980s อาเซียนมีความร่วมมือกันมากขึ้นภายใต้กรอบเขตลดอัตราภาษีศุลกากร (preferential zone) (ลักษณะนี้นับตั้งแต่รอบอุรุกวัยมีผลบังคับจะทำไม่ได้อีกต่อไปเนื่องจากขัดกับหลักการ MFN) นั่นหมายความว่าในช่วงทศวรรษ 1980s ประเทศอาเซียนจะเสียภาษีต่ำกว่า MFN rate ในด้านการเมือง

ในยุคแรกจะมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับการกำหนดท่าทีร่วมกันโดยเฉพาะในเวทีสหประชาชาติเพื่อต่อสู้และถ่วงดุลประเทศคอมมิวนิสต์โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเวียดนาม

ในยุคที่ 2 อันเป็นยุคหลังสงครามเย็น (Post-Cold War) ซึ่งเป็นยุคที่คอมมิวนิสต์ล่มสลาย นำไปสู่การรวมกลุ่มในทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้น ในกรอบของเศรษฐกิจนั้นจากการริเริ่มและข้อเสนอของอดีตนายกนายอานันท์ ปันยารชุนนำไปสู่ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนในปี ค.ศ. 1992 และมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี ค.ศ. 1993 การเกิดข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนจึงเป็นการรวมกลุ่มที่เข้มข้นอันดับแรกในกรอบ “การบูรณาการทางเศรษฐกิจ (Economic Integrations)” ภายใต้กรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรีหมายความว่าประเทศสมาชิกจะเสียอธิปไตยในการเก็บภาษีนำเข้าและโควตา เพราะจะไม่มีภาษีนำเข้าและโควตา ผลพวงของการขยายตัวของอาเซียนจึงนำไปสู่การประชุมสุดยอด 10 ประเทศอาเซียนในปี ค.ศ. 2003 ที่บาหลีภายใต้กรอบปฏิญญาบาหลี (Bali Concord) อันนำไปสู่การจัดตั้งประชาคมอาเซียน (Asean communities) ซึ่งประกอบด้วย 3 ประชาคมคือประชาคมความมั่นคง ประชาคมสังคมและวัฒนธรรม และประชาคมเศรษฐกิจ (AEC) โดยได้มีการกำหนดเงื่อนไขเวลาบรรลุทั้งสามประชาคมไว้ที่ปี ค.ศ. 2020 ในปี ค.ศ. 2007 จากการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ด้วยปฏิญญาเซบู ผู้นำ 10 ประเทศได้ตกลงให้ย่นเวลาจากปี ค.ศ. 2020 มาเป็นปี ค.ศ. 2015 อันเป็นที่มาของ AEC 2015 นั่นเอง

ในกรอบของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2015 หมายความว่าประเทศสมาชิก 10 ประเทศจะเข้าสู่การเป็นเขตการค้าเสรีอย่างเต็มที่ในลักษณะไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าและโควตา ในกรณีของไทยมีการทำข้อสงวนสำหรับสินค้า 4 ประเภทคือ กาแฟ ไม้ดอก มันสำปะหลังและมะพร้าวแห้ง มาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์สงวนข้าวและมาเลเซียเพิ่มน้ำตาลด้วย ในกรอบของ AEC 2015 บริการ 5 ประเภทจะให้ประเทศสมาชิกถือความเป็นเจ้าของ 70% ภายใต้เสรีการบริการได้แก่ ไอที ท่องเที่ยว สุขภาพ การบินและโลจิสติก กรอบเสรีแรงงานมี 8 ประเภทได้แก่ หมอ พยาบาล ทันตแพทย์ การสำรวจ วิศวกร สถาปนิก บัญชีและท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีเสรีการลงทุนคือให้บริษัทประเทศสมาชิกถือครองได้ 70% ของการลงทุนในด้านเกษตรและอุตสาหกรรมรวม 7 ประเภทและเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุนภายใต้กรอบ AEC 2015 ยังหมายถึงความร่วมมือในด้าน E-Asean ในด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานอันนำไปสู่สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (IMT-GT) และกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) กรอบ AEC 2015 ยังนำไปสู่การบูรณาการกับต่างประเทศภายใต้กรอบ Asean+3 และ Asean+6 และพัฒนาเป็น RCEP อย่างไรก็ตามในปลายปี ค.ศ. 2015 ในการประชุมสุดยอดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ผู้นำ 10 ประเทศได้กำหนดวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2025 ซึ่งครอบคลุม 3 ประชาคม ในกรณีของ ประชาคมเศรษฐกิจ (AEC) ทิศทางในปี ค.ศ. 2025 คือการเปิดเสรีสินค้าและบริการให้ลุ่มลึกมากขึ้นโดยขจัดอุปสรรค (NTB) ด้วยการปรับมาตรฐานสินค้าให้ใกล้เคียงกัน ปรับกฎระเบียบเพื่อให้การเคลื่อนย้ายรวดเร็วขึ้น ภายใต้ AEC 2025 ก็จะมีการเป็นเสรีการลงทุนและบริการที่หลากหลายมากขึ้น

ในส่วนความร่วมมือในกรอบความมั่นคง อาเซียนคงจะทำได้ในขอบเขตหนึ่ง แต่การที่ 10 ประเทศจะร่วมมือเป็นเอกภาพและมั่นคงนั้นคงจะทำได้ยาก ถ้าพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า 4 ประเทศอาเซียนอันประกอบไปด้วย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและบรูไนซึ่งขัดแย้งกับจีนเรื่องหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ ประเทศเหล่านี้คงจะไม่ไว้ใจจีน ความจำเป็นในการพึ่งญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาจึงเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าในกรอบของประชาคมความมั่นคงอาเซียนคงจะขยายความร่วมมือในขอบเขตที่จำกัด ในกรอบของประชาคมวัฒนธรรมและสังคมเป็นความร่วมมือในด้านการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านอุทกภัยและอื่น ๆ

โดยสรุป 50 ปีอาเซียนนั้น 10 ประเทศสมาชิกได้มีการพัฒนาความเข้มข้นในการรวมกลุ่มเศรษฐกิจจนถึงระดับตลาดร่วมหรือระดับประชาคมเศรษฐกิจ แต่ยังไม่สมบูรณ์ซึ่งจะต้องพัฒนาต่อไปหลัง 2025 แต่ในด้านการเมือง ความร่วมมือจะจำกัดทั้งการประสานนโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ นอกจากนี้ในกรอบของโครงสร้างองค์กร อาเซียนยังมีความร่วมมืออย่างหลวมในกรอบของความร่วมมือระหว่างรัฐ (intergovernmental organization) ซึ่งต่างจากในยุโรปที่รวมตัวกันในกรอบขององค์การเหนือชาติ (Supranational organization)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปรัชญากับการเมือง

1

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ชัยชนะของประธานาธิบดีมาครงของฝรั่งเศสทั้งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งทั่วไปที่ทำให้พรรค en march ซึ่งเพิ่งก่อตั้งได้ประมาณ 1 ปีสามารถคว้าชัยชนะมีเสียงข้างมากในรัฐสภาของฝรั่งเศสซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 อันเป็นยุคของสาธารณรัฐที่ 5 ในปัจจุบัน ชัยชนะทางการเมืองของนายมาครงซึ่งเป็นประธานาธิบดีที่มีอายุเพียง 39 ปีและเป็นประธานาธิบดีที่มีอายุน้อยที่สุดในรอบ 200 ปี มีสิ่งที่น่าสนใจและน่าศึกษาคือนายมาครงได้นำวิชาปรัชญามาใช้ในการหาเสียงและสร้างความนิยมให้ตนเองในทางการเมือง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือนายมาครงได้เชื่อมโยงแนวคิดด้านปรัชญาเข้ามาเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการเมืองจนประสบความสำเร็จจึงเป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงอย่างน่าสนใจระห่างปรัชญากับการเมือง

นายมาครงในอดีตตอนเรียนมหาวิทยาลัย Science Pol ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความโดดเด่นด้านรัฐศาสตร์และในช่วงนั้นเขาได้มีโอกาสเรียนปรัชญากับศาสตราจารย์ที่โด่งดังระดับโลกคือ Paul Ricoeur และเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิที่ผูกพันและติดตาม Paul Ricour อย่างใกล้ชิด

2

Paul Ricoeur

Paul Ricoeur เป็นนักปรัชญาที่เน้นหลักปรัชญา “Hermeneutics” ซึ่งหมายถึงศาสตร์แห่งการตีความเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับภาษาศาสตร์และเชื่อมโยงกับด้านศาสนาและหลักปรัชญาแห่งชีวิต

ปรัชญา Hermeneutics ในระยะแรกเป็นการตีความศาสนากล่าวคือเป็นการตีความไบเบิลหรือเอกสารคำสอนของศาสนาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ จูดายหรืออิสลาม แต่ต่อมาศาสตร์นี้ได้ขยายไปสู่การตีความวรรณคดีและศาสตร์แห่งฆารวาสซึ่งเรียกว่า secular hermeneutics โดยผู้จุดประกายในศาสตร์นี้คือ Martin Heidegger และ Paul Ricoeur ถือเป็นหนึ่งในนักปราชญ์ที่อยู่ในสายนี้

แนวคิดทางปรัชญาที่สำคัญของ Paul Ricoeur ส่วนหนึ่งจะศึกษาได้จากหนังสือของเขาชื่อ Soi-même comme un autre ซึ่งแปลว่าตัวเราและคนอื่น แนวคิดที่สำคัญของ Paul Ricoeur คือตัวเราเอง (oneself) ความสัมพันธ์ของ self คือไม่มีอัตลักษณ์ อัตลักษณ์ของเรามาจากคนอื่น

พูดง่าย ๆ คือ นาย ก. รูปร่างเตี้ยและนิสัยดีซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของ นาย ก. สิ่งที่ต้องคิดคือถ้าไม่มีคนอื่นที่สูงหรือนิสัยไม่ดี คำว่าเตี้ยและนิสัยดีย่อมไม่ปรากฏ ดังนั้นเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ของแต่ละคนจึงเกิดขึ้นมาจากคนอื่นโดยแท้ แนวคิดความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนอื่นนำไปสู่การสร้างสัญลักษณ์ (symbol) และสัญลักษณ์จะนำไปสู่การสร้างเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของแต่ละคน คำว่าเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของเรานอกจากมาจากคนอื่นดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วยังเป็นส่วนหนึ่งซึ่งทำให้คนอื่นรับรู้ (perception) ในความเป็นอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของเราเอง


เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของเราที่คนอื่นรับรู้จึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์ซึ่งจะมีผลต่อพฤติกรรมความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนอื่น เช่น การที่คนคิดว่าเราดี คนส่วนหนึ่งก็จะมองเราว่าน่าคบ ดังนั้นการสร้างอัตลักษณ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกของอัตลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับคนอื่นจึงมีผลต่อการพัฒนาแนวคิดของคนอื่นและจากจุดนี้เองนายมาครงก็ใช้การสร้างเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ดังกล่าวเพื่อสร้างกระแสความนิยมจนได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งในรัฐสภาในเดือนต่อมา

ในการแข่งขันชิงชัยทางการเมืองของนายมาครง เขารู้ว่าจุดอ่อนของเขาคืออายุน้อยและไม่มีประสบการณ์ที่ยาวนาน (เขาเป็นรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจอยู่ประมาณ 2 ปีภายใต้ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลอง) ขณะเดียวกันสิ่งที่เขาเป็นว่าเป็นโอกาสทางการเมืองคือประชาชนฝรั่งเศสกำลังเบื่อหน่ายกับระบบการเมืองแบบเก่าและพรรคการเมืองแบบเก่า ประชาชนกำลังมองว่าฝรั่งเศสกำลังตกต่ำทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ส่งผลให้คะแนนนิยมของฝ่ายขวาจัดเพิ่มขึ้นอย่างน่าเกรงขาม ฝรั่งเศสเผชิญกับการก่อการร้ายและผู้ลี้ภัย อีกทั้งสหภาพยุโรปกำลังเผชิญกับการท้าทาย ส่วนหนึ่งคือ Brexit และอีกส่วนหนึ่งคือการขึ้นมาของพรรคขวาจัดและซ้ายจัดที่ต้องการออกจากสกุลเงินยูโรหรือต้องการออกจากสหภาพยุโรป

สัญลักษณ์ทางการเมืองแรกที่นายมาครงสร้างขึ้นมาให้เกิดการรับรู้ต่อประชาชนฝรั่งเศสคือการประกาศชัดว่าเขาไมได้อยู่ในพรรคการเมืองใดไม่ว่าขวากลางหรือซ้ายกลาง แม้เขาจะเป็นรัฐมนตรีของนายออลองผู้นำพรรคสังคมนิยมแต่เขาก็ทำตัวนอกคอก เช่น เน้นนโยบายทางขวาทั้ง ๆ ที่พรรคสังคมนิยมเป็นพรรคซ้าย เน้นเรื่องของการปรับปรุงระบบกฎหมายแรงงานเพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของกิจการมีความคล่องตัวในการรับคนและไล่คนออกได้สะดวกขึ้น มาจาการนี้มีเป้าหมายสำคัญคือเสริมสร้างศักยภาพของการแข่งขันโดยการปรับปรุงประสบการณ์ของแรงงาน นายมาครงยังได้ปรับปรุงอีกด้านคือเพิ่มสวัสดิการแรงงานซึ่งเป็นนโยบายฝ่ายซ้าย

สัญลักษณ์ที่สองที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนฝรั่งเศสตีความและเข้าใจถึงอัตลักษณ์ของนายมาครงคือการเน้นการปฏิรูปขนานใหญ่ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม วิธีการสร้างสัญลักษณ์ดังกล่าวคือเขาได้เขียนหนังสือชื่อ La Revolution ซึ่งอธิบายประวัติที่ไม่เหมือนใครของเขาและแนวนโยบายในการปฏิรูปฝรั่งเศสทุกมิติชนิดที่เรียกว่าการปฏิวัติคามที่เขาได้ตั้งชื่อหนังสือไว้

สัญลักษณ์ประการที่สามคือการตั้งพรรค La République En Marche ซึ่งแปลว่าการเดินหน้าต่อไปเป็นการส่งสัญลักษณ์แสดงตัวตนของนายมาครงว่าจะสร้างฝรั่งเศสให้รุกคืบไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

สัญลักษณ์ทั้งสามประการคือการสื่อถึงคนฝรั่งเศสว่าคนๆ นี้เป็นคนนอกคอก จริงจังและต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเพื่อสร้างชาติฝรั่งเศสให้รุ่งเรือง ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผลคือนายมาครงได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่งนาง Le Pen จากพรรคขวาจัดอย่างทิ้งห่าง อย่างไรก็ตามนายมาครงรู้ดีว่าเขาต้องเผชิญกับศึกหนักเพราะจะต้องมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนมิถุนายน พรรคที่เขาเพิ่งตั้งคือพรรค LR En Marche จำเป็นต้องได้ที่นั่งเสียงข้างมากในสภาล่างซึ่งเป็นสิ่งที่ยากเย็นเพราะยังไม่เคยปรากฏในการเมืองฝรั่งเศสมาก่อนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 เป็นต้นมา ช่วงเวลาประมาณหนึ่งเดือนหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีถึงการเลือกตั้งทั่วไป นายมาครงได้เพิ่มสัญลักษณ์ทางการเมืองสามประการ ประการแรกคือการเข้าไปพบนายกรัฐมนตรีแมร์เคิลซึ่งมีอายุและประสบการณ์ทางการเมืองมากกว่าและเป็นผู้นำของสหภาพยุโรป การพบกันครั้งนี้สาระสำคัญคือนางแมร์เคิลยอมรับการเป็นผู้นำของนายมาครงโดยจะมีการร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเยอรมนีกับฝรั่งเศสในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับสหภาพยุโรป

ประการที่สองคือเขาได้แสดงความเป็นผู้นำในการประชุมสุดยอด NATO ที่กรุงบรัสเซิล สัญลักษณ์คือการจับมือกับประธานาธิบดีทรัมป์ เขาบีบมือทรัมป์และจับมือเหนือมือของทรัมป์เพื่อแสดงว่านี่คือผู้นำของฝรั่งเศสซึ่งยิ่งใหญ่และอยู่เหนือสหรัฐอเมริกาของทรัมป์

ประการที่สามคือเขาได้เชิญประธานาธิบดีปูตินมาพบกันที่พระราชวังแวร์ซาย การเลือกพระราชวังแวร์ซายเป็นที่พบกันเพราะพระราชวังแวร์ซายเป็นที่ที่พระเจ้าหลุยส์ของฝรั่งเศสและพระเจ้าปีเตอร์มหาราชของรัสเซียเคยพบกันมาก่อนอันเป็นการแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศสและรัสเซียและสันติภาพระหว่างสองประเทศ การจัดการประชุมดังกล่าวนายมาครงต้องการแสดงสัญลักษณ์ถึงปูตินว่าถึงเวลาสร้างสันติภาพระหว่างฝรั่งเศสกับรัสเซียอีกครั้ง

การสร้างสัญลักษณ์สามประการทำให้คนอื่น (autres) ซึ่งก็คือประชาชนฝรั่งเศสได้เข้าใจว่าอัตลักษณ์ของนายมาครงในทำนองว่าเป็นคนฉลาด มีวุฒิภาวะมีความแน่วแน่และสามารถที่จะเผชิญหน้ากับนักการเมืองที่มีประสบการณ์และประเทศที่ยิ่งใหญ่ระดับเดียวกันได้ ผลของการส่งสัญลักษณ์ดังกล่าวทำให้คนฝรั่งเศสมองข้ามจุดอ่อนด้านอายุและประสบการณ์และเชื่อว่านี่คือคนที่ฉลาด มีความแน่วแน่และมีความสง่าในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับฝรั่งเศสอีกครั้ง อาจกล่าวได้ว่านายมาครงได้ใช้ปรัชญา hermeneutic ในการสร้างแบรนด์ให้กับตัวเองได้สำเร็จหรือเรียกให้ตรงกับบริบทในตอนนี้ก็คือความสำเร็จของนายมาครงคือความสำเร็จของ startup ในตลาดการเมืองนั่นเอง

ปรัชญาเป็นสาขาวิชาที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นการสร้างความรู้ลอย ๆ แต่จริง ๆ แล้วมีประโยชน์มหาศาลเพราะสามารถเอามาปรับใช้กับชีวิตทุกมิติ นายมาครงเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำเอาปรัชญาการตีความ (hermeneutics) มาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรมทางการเมือง ความจริงการปฏิรูปการศึกษาไทยควรจะให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนปรัชญาด้วยเข่นกัน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น