หนี้ภาคครัวเรือนของไทย

8736

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

หนี้ภาคครัวเรือนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้ว่า ในไตรมาสที่ 2 ปี 2556 หนี้ภาคครัวเรือนไทยอยู่ที่ระดับ 9,276,815 ล้านบาท และขยับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส โดยในไตรมาสที่ 3 ปี 2557 อยู่ที่ระดับ 10,220,463 ล้านบาท หรือเท่ากับ 84% ของ GDP ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในเอเชีย โดยมาเลเซียอยู่ในอันดับสูงสุดที่ 87% ของ GDP ในปี 2013 อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาจากอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือนไทยจะเห็นได้ว่า มีแนวโน้มชะลอตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2557 หนี้ภาคครัวเรือนไทยมียอดคงค้างที่ประมาณ 10.22 ล้านล้านบาท ขยายตัว 7.7%  ซึ่งถือว่าชะลอตัวลงมากเมื่อเทียบกับช่วงที่ขยายตัวสูงสุดคือ ไตรมาสที่ 2 ปี 2555 ซึ่งเพิ่มขึ้น 18.1% อย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากสัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนไทยต่อ GDP ก็ถือว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนที่สูง คือ 84% ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจไทยในช่วง 2 ปีนี้ ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าการขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือนไทย

สาเหตุของการขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือนไทยมีหลายประการด้วยกัน

ประการแรก จะเห็นว่าหนี้ภาคครัวเรือนไทยมีการขยายตัวเร่งมากขึ้นในช่วงปี 2554-2555 โดยประเภทสินเชื่อที่เป็นตัวเร่งมากที่สุดคือ สินเชื่อรถยนต์ซึ่งรัฐมีนโยบายคืนภาษีรถคันแรกและประการหนึ่งคือ ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำจึงเอื้อต่อการเกิดหนี้ อีกประการคือ การกู้ยืมเพื่อซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วมในปี 2554

ประการที่ 2 จะเห็นได้ว่า สาเหตุของการเพิ่มหนี้ภาคครัวเรือนไทยคือ รัฐบาลได้ใช้นโยบายประชานิยมเพื่อเพิ่มฐานเสียงให้ตัวเองโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ นโยบายรถคันแรก นโยบายบ้านหลังแรก และการหาเสียงจากชาวไร่ชาวนา เช่น นโยบายจำนำข้าวจนเกิดวิกฤต ชาวไร่ชาวนาถึงกับฆ่าตัวตาย และภาครัฐต้องเสียหายถึง 6 แสนล้าน

ประการที่ 3 ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้มีส่วนทำให้หนี้ภาคครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาคเกษตร เช่น ยางพาราซึ่งราคาลดลงและกระทบกับเกษตรกรภาคใต้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาจากข้อมูลแล้ว ครัวเรือนภาคใต้มีภาระหนี้ต่ำที่สุดและยังไม่น่ากังวล แต่อนาคตอีก 4-5 ปีน่าเป็นห่วง เพราะราคาพืชผล คือยางพาราและปาล์มน้ำมันยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ ขณะเดียวกัน ครัวเรือนภาคอีสานและภาคเหนือมีภาระหนี้ค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพนอกเกษตรกร เนื่องจากกระแสการบริโภคนิยม ขณะที่ครัวเรือนภาคเกษตรมีหนี้สูงจากรายได้ต่ำ เพราะการผลิตพึ่งพาดินฟ้าอากาศที่ไม่แน่นอน

ประการที่ 4 เนื่องจากธนาคารมีการแข่งขันกันสูง อีกทั้งธุรกิจขนาดใหญ่สามารถที่จะเข้าสู่การลงทุนได้ สถาบันการเงินต่าง ๆ จึงต้องแข่งขันในการให้สินเชื่อต่อธุรกิจขนาดย่อมและภาคครัวเรือน ประกอบกับดอกเบี้ยอยู่ในอัตราต่ำจึงกระตุ้นให้มีการกู้ยืมจากภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหามีดังนี้

ประการแรก รัฐจะต้องหยุดดำเนินนโยบายประชานิยมประเภทที่ส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้น

ประการที่ 2 รัฐควรส่งเสริมเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับภาคครัวเรือนที่อยู่ในภาคเกษตรให้มีผลิตภาพในการผลิตและส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิต ตลอดจนให้ความช่วยเหลือด้านนวัตกรรมและการตลาด อีกทั้งรัฐควรจะบริการและให้คำแนะนำในด้านการพยากรณ์แก่เกษตรกรในเรื่องทิศทางราคาพืชผล รัฐควรจะดูแลให้มีความสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของสินค้าเกษตร เช่น ไม่ปล่อยให้ปลูกจนล้นตลาด เป็นต้น

ประการที่ 3 รัฐควรประชาสัมพันธ์และดำเนินมาตรการให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมประเภทบริโภคนิยมโดยเฉพาะพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการที่จะช่วยแบ่งเบาปัญหา

ประการที่ 4 ควรให้ธนาคารพาณิชย์มีกรอบในการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคครัวเรือน กล่าวคือ ในหลายประเทศมีการกำหนดสัดส่วนที่เรียกว่า ภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt service ratio) ที่ระดับ 60% กล่าวคือ ในการปล่อยสินเชื่อนั้น ถ้าผู้กู้มีรายได้ 100 บาท แล้วมีภาระหนี้ 60 บาท จะต้องหยุดการให้กู้โดยทันที มาตรการนี้มีการใช้ในมาเลเซีย เกาหลีใต้ และประเทศอื่น ๆ

ประการที่ 5 รัฐควรลดภาระหนี้ของภาคครัวเรือนลง เช่น มาตรการนาโนไฟแนนซ์ของรัฐบาล ก็ถือว่าเป็นมาตรการที่ดี ซึ่งช่วยลดหนี้ที่ต้องกู้นอกระบบ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ของภาคครัวเรือนได้ในระดับหนึ่ง

โดยสรุป อาจจะกล่าวได้ว่า เรื่องหนี้ภาคครัวเรือนของไทยอยู่ในเกณฑ์สูงและควรที่จะต้องหามาตรการแก้ไข แม้ว่าในขณะนี้จะมีการขยายตัวชะลอตัวลงก็ตาม แต่ก็ยังคงอยู่ในเกณฑ์สูง อย่างไรก็ตามในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพทางการเงิน หนี้ภาคครัวเรือนไทยยังไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ของธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ อีกทั้ง อัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคารพาณิชย์ก็ยังสูง ที่ระดับ 14-15% ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่สูงที่สุดในโลก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยที่ลดลง ซึ่งจะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และเพิ่มสัดส่วนของหนี้ภาครัวเรือนต่อ GDP มากขึ้น ถ้าจะว่ากันไปแล้ว มาตรการที่ดีที่สุดในการหยุดยั้งภาวะการณ์ดังกล่าวนี้ก็คือ การส่งเสริมแนวพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้ทั่วถึงทั้งประเทศ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สถานการณ์ของประเทศกรีก

8701

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและโดยเฉพาะกลุ่มยูโรโซน นอกจากกำลังเผชิญปัญหา Deflation แล้ว ยังเผชิญกับปัญหาเรื่องกรีก ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันว่า กรีกจะออกจากเงินสกุลยูโรหรือไม่ และถ้าต้องออกจะทำให้เกิดปัญหากระทบกับยุโรปจนถึงขั้นวิกฤตเช่นเดียวกับเมื่อ 3 ปีที่แล้วและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกหรือไม่

กรีกมีการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาและได้พรรคซ้ายจัดคือ พรรค Syriza ขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาล โดยเป็นรัฐบาลผสมกับพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคขวาจัด ซึ่งมีนโยบายเดียวกับพรรค Syriza ในเรื่องการต่อต้านการบีบคั้นจากทรอยก้า (ECB, คณะกรรมาธิการ และ IMF) อีกทั้งมองว่ากรีกกำลังเสียอธิปไตยเพราะต้องตกอยู่ภายใต้เบี้ยล่างการกำกับดูแลของเยอรมันซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสหภาพยุโรป

ในตอนหาเสียงของพรรค Syriza หัวหน้าพรรคคือนาย Tsipras ได้เน้นนโยบายขยายการใช้จ่ายเพื่อจะมีการจ้างงานมากขึ้น ให้ความช่วยเหลือคนยากจน ยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และนโยบายที่สำคัญอีกหนึ่งประการคือ ต้องการที่จะขอเบี้ยวหนี้บางส่วน มีนโยบายที่จะปลดแอกตัวเองจาการควบคุมของทรอยก้าและปฏิเสธการยอมรับเงื่อนไขของทรอยก้า นโยบายดังกล่าวนี้มีความขัดแย้งกับทรอยก้าซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของกรีก และขัดแย้งกับประเทศเจ้าหนี้ในกลุ่มยูโรโซนโดยมีเยอรมันเป็นหัวหอก แนวนโยบายของทรอยก้าที่ตั้งเงื่อนไขกับประเทศที่มาขอความช่วยเหลือนอกจากกรีกแล้วก็มี ไอร์แลนด์ โปรตุเกส รวมทั้งสเปนและอิตาลี โดยมีเงื่อนไข 2 ข้อ ข้อแรกคือ จะต้องลดค่าใช้จ่าย ลดการขาดดุลบประมาณให้เหลือ 3% ต่อ GDP จะต้องเคารพต่อเงื่อนไขและเงื่นเวลาในการชำระหนี้ และห้ามมีการเบี้ยวหนี้โดยเด็ดขาด อีกทั้งจะต้องมีวินัยทางการคลัง ซึ่งจะเห็นได้ว่าท่าทีของรัฐบาลกรีกกับทรอยก้าในช่วงแรกนั้นไม่มีทางประสานกันได้เลยเพราะมีลักษณะตรงกันข้าม อย่างไรก็ตาม รัฐบาล Syriza เมื่อได้รับการเลือกตั้งจริงแล้วก็มีท่าทีอ่อนลงไปในระดับหนึ่ง ท่าทีที่อ่อนลงไปนั้นดูได้จากรัฐมนตรีคลังซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลและเป็นอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ คือนาย Varoufakis หลังจากที่ได้พบปะกับหลายประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปแล้วก็ได้มีท่าทีแข็งกร้าวลงดังต่อไปนี้คือ ประการแรก กรีกจะยอมรับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจตามเงื่อนไขทรอยก้า 70% โดยจะมีการปรับเปลี่ยน 30% ประการที่สอง กรีกจะไม่ขอเจรจาเบี้ยวหนี้ แต่จะขอปรับโครงสร้างหนี้ กรีกยังพร้อมที่จะอยู่กับเงินสกุลยูโร และกรีกจะพยายามทำให้งบประมาณเกินดุล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กรีกต้องการคือ ปลดแอกตัวเองจากทรอยก้าแล้วหาแหล่งเงินทุนที่มีเงื่อนไขต่ำและดอกเบี้ยต่ำมาแทนหนี้ที่เกิดจากทรอยก้า กรีกจะไม่ยอมรับการกำกับดูแลจากทรอยก้า กรีกต้องการเจรจาในระยะสั้น หาเงินทุนเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น อีกทั้งต้องการที่จะยืดอายุหนี้ของทรอยก้า จำนวน 172,000 ล้านยูโรซึ่งจะถึงกำหนดในวันวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ออกไปอีก 6 เดือน โดยในช่วงเวลา 6 เดือนดังกล่าว กรีกจะพยายามหาแหล่งเงินใหม่ซึ่งถือว่าเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ และในระหว่างนี้กรีกคงต้องเสริมสภาพคล่องชั่วคราว โดยการออกตั๋วเงินคลังจำนวน 8,000 ล้านยูโร และต้องการเรียกให้ ECB คืนกำไรจำนวน 1.9 พันล้านยูโรจากการซื้อพันธบัตรของกรีกในช่วงวิกฤต 2012-2013 ในขณะเดียวกัน รัฐบาลกรีกก็ได้มีการจ้างงานเพิ่มโดยให้ข้าราชการที่ถูกให้ออกไปก่อนหน้านี้กลับมาทำงานใหม่ ให้สวัสดิการกับคนจนและผู้รับบำนาญ ยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ กรีกให้คำตอบว่าที่ทำเช่นนี้จะไม่กระทบกับงบประมาณหรือการคลังเพราะค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งจะได้จากการเก็บภาษีคนรวย เอาเงินจากพวกหนีภาษี ตลอดจนกำไรจากเรื่องที่ ECB ซื้อพันธบัตรกรีกเอาไว้

ปรากฏว่าในการประชุมเมื่อวานนี้ ทางด้านทรอยก้าไม่ยอมรับเงื่อนไขของกรีกในการปรับโครงสร้างหนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าปัญหากรีกกับสหภาพยุโรปยังไม่ถึงกับระเบิดในช่วงนี้ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า กรีกโดยตัวเองแล้วเป็นประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจเล็ก โดยมีสัดส่วนเศรษฐกิจเพียง 2% ของ GDP ของสหภาพยุโรป แต่สิ่งที่คนเกรงก็คือ ถ้ากรีกต้องล้มละลาย ความเชื่อมั่นต่อเงินยูโรจะลดลง และอาจมีปัญหาลามปามไปสู่ประเทศสเปนและอิตาลีในเรื่องความเชื่อมั่นที่อาจทำให้เกิดวิฤต ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ผลตอบแทนของพันธบัตร 10 ปี ของทั้ง 2 ประเทศเพิ่มขึ้นสูงและถ้าสูงเกิน 7% ย่อมหมายถึงวิกฤตของเงินยูโร นอกจากนี้ ถ้ากรีกออกจากเงินยูโรอาจทำให้บางประเทศหาทางออกเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะในบางประเทศก็มีการต่อต้านสหภาพยุโรปจากทั้งพรรคฝ่ายซ้ายจัดและพรรคขวาจัด ประเทศที่ใกล้เคียงกับกรีกคือสเปน พรรคซ้ายจัดชื่อพรรค Podemos มีผู้นำอายุไม่เกิน 40 ปี และยังมีบางกระแสในไอร์แลนด์เช่นกัน และถ้ากรีกต้องออกจากเงินสกุลยูโรแล้วลามปามไปถึงประเทศอื่น ก็จะทำให้เศรษฐกิจของสภาพยุโรปซึ่งอ่อนแออยู่แล้วติดลบ กลายเป็นวิกฤตรอบใหม่ที่จะกระทบกับเศรษฐกิจโลกโดยรวม ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ทั้งสองฝ่ายจะต้องหาทางออกแทนที่จะปล่อยให้เกิดการระเบิด นอกจากนั้น อังกฤษและสหรัฐอเมริกาก็มีการเตือนเยอรมันว่าควรจะมีการผ่อนปรนให้กรีกบ้าง เพราะประชาชนเดือดร้อน มิฉะนั้นถ้าเกิดวิกฤตขึ้นมา เศรษฐกิจโลกที่กำลังเริ่มฟื้นตัวก็จะมีปัญหา ผู้เขียนเชื่อว่า ความขัดแย้งของกรีกกับทรอยก้า จะยังไม่ระเบิดในช่วงนี้ แต่จะมีโรดแมปดังต่อไปนี้

1.วันที่ 28 กุมภาพันธ์ จะครบกำหนดหนี้ ถ้าหากทรอยก้าไม่ยอมยืดอายุหนี้ กรีกก็จะล้มละลาย และต้องออกจากเงินยูโร แม้กรีกได้ออกข่าวทำนองว่าจะขอความช่วยเหลือจากจีนและรัสเซีย ความเป็นไปได้ยังมีข้อจำกัดอยู่ เพราะรัสเซียมีเงินสำรอง 5 แสนกว่าล้านดอลลาร์ แต่ก็มีการใช้ปกป้องเงินสกุลรูเบิล ยิ่งกว่านั้น ปีนี้เศรษฐกิจรัสเซียจะติดลบประมาณ 3-5% จีนเองแม้จะมีเงินสำรองมากก็ต้องเอาเงินมาผยุงเศรษฐกิจตัวเองและไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อหา R&D และผลตอบแทน ซึ่งกรีกไม่ใช่ประเทศเป้าหมายสำคัญในด้านนโยบายต่างประเทศของจีน เพราะฉะนั้น ความช่วยเหลือจาก 2 ประเทศอย่างเก่งก็คือ ช่วยรักษาสภาพคล่องชั่วคราวเท่านั้น

2.ผู้เขียนเชื่อว่าจากนี้ ถึง 28 กุมภาพันธ์ ทั้ง 2 ฝ่ายคงจะประนีประนอมกัน กล่าวคือ ทรอยก้าคงจะยืดหนี้ไปอีก 6 เดือน เพื่อใช้ 6 เดือนนั้นเจรจาหาทางออก เพราะฉะนั้นจุดพิจารณาว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะระเบิดหรือไม่ ก็คือ จะมีการยืดหนี้ต่ออายุให้กรีกหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์หรือไม่

3. และแม้จะต่ออายุให้กรีกก็ตาม กรีกกับทรอยก้าคงยังต้องเจรจาหาทางประนีประนอมโดยกรีกจะมีการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ด้วยการออกพันธบัตรจากตลาดการเงินซึ่งดอกเบี้ยต่ำกว่าที่กู้จากทรอยก้า ส่วนจะสำเร็จหรือไม่คงจะต้องดูต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น กรีกจะทำอะไรไม่ได้เลยถ้าทรอยก้าไม่เห็นชอบ เพราะพันธบัตรของกรีกมีมูลค่าเหมือน Junk Bond

โดยสรุป ผู้เขียนเชื่อว่า กรีกกับสหภาพยุโรปยังเป็นปัจจัยปัญหาของเศรษฐกิจโลก และจะสร้างความตื่นเต้นในรูปความผันผวนของตลาดหุ้น ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และตลาดโภคภัณฑ์ อย่างน้อยอีกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ผู้เขียนไม่เชื่อว่า กรีกจะถูกบังคับให้ออกจากเงินสกุลยูโรในเวลาอันสั้น ในด้านระยะกลางต้องมาดูผลการเจรจาผ่อนปรนยืดอายุหนี้หลัง 28 กุมภาพันธ์นี้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ

8641

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในบทความฉบับก่อนได้มีการวิเคราะห์ถึงการเสียความสามารถในการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจไทยซึ่งเป็นผลจากปัจจัยหลายประการ สำหรับบทความฉบับนี้จึงขอเสนอแนวความคิดในการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มและเสริมสร้างขีดความมารถในการแข่งขันดังนี้

ประการแรก เนื่องจากค่าแรงของไทยแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ในกรณี CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) ค่าแรงของประเทศเหล่านี้เฉลี่ยประมาณ 30% ของค่าแรงไทย ในกรณีฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียค่าแรงจะอยู่ที่ประมาณ 50% ของค่าแรงไทย อีกทั้ง การจัดตั้ง AEC ที่เริ่มด้วยการตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 1993 ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย เนื่องจากเรายังผลิตสินค้าที่เน้นแรงงานและมีมูลค่าเพิ่มต่ำ สินค้าไทยจึงถูกเบียดเหมือนกับแซนวิซจาก 2 ด้าน คือ สินค้าจาก CLMV ในด้านหนึ่ง และสินค้าจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งส่งผลกระทบให้การส่งออกสินค้าไทยตกต่ำลงทั้งในระดับภูมิภาคอาเซียนและในระดับโลก ทางออกของไทยคือ จะต้องมีการปรับสินค้าไทยให้มีมูลค่าเพิ่มระดับกลางแบบเดียวกับมาเลเซียที่มีการปฏิรูปตั้งแต่ทศวรรษ 1990 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะต้องมีการกำหนดเป็นรูปธรรมถึงประเภทสินค้าและบริการเป้าหมาย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกำหนดบ้างแล้ว เช่น อุตสาหกรรมรถยนตร์ เกษตรกรรม การท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันกำหนดสินค้าและบริการเป้าหมายให้หลากหลายกว่านี้เพื่อส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ประการที่ 2 ดังที่กล่าวไว้ในบทความที่แล้วว่า หลังยุคสงครามเย็น (ตั้งแต่ปี 1989) ได้เกิดกระแสการรวมกลุ่มในรูปเขตการค้าเสรี สหภาพศุลกากร และตลาดร่วม (ประชาคมเศรษฐกิจ) อย่างมากมายทั่วทุกภูมิภาค ผลกระทบสำหรับสินค้ารไทยคือ ถ้าสินค้าไทยไม่ได้มีแหล่งกำเนิดในประเทศสมาชิกที่มีการรวมกลุ่มก็จะเสียเปรียบสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศสมาชิกที่มีการรวมกลุ่ม ดังนั้นสินค้าไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นการผสมผสานระหว่างการลงทุน (เพื่อให้มีแหล่งกำเนิดสินค้าในประเทศสมาชิกรวมกลุ่ม) และการส่งออกจากประเทศไทย โดยทั้งนี้ ต้องศึกษาว่าแต่ละกลุ่มมีการกำหนดสัดส่วนของแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างไร วิธีการดังกล่าวจะช่วยให้สินค้าไทยไม่เสียเปรียบเพราไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าและไม่มีการกำหนดโควตา ยิ่งกว่านั้นก็เป็นการเปิดทางให้ธุรกิจไทยได้เรียนรู้และขยายการลงทุนไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค

ประการที่ 3 เนื่องจากมีกระแสการรวมกลุ่มทั่วทุกภูมิภาคในโลก ดังนั้นธุรกิจไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบการผลิตเชื่อมโยงแบบสายโซ่แห่งคุณค่า โดยกระจายการผลิตไปหลายประเทศเพื่อจะได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านต้นทุนและคุณภาพ

ประการที่ 4 เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานยของไทยยังเป็นตัวถ่วงด้านต้นทุนเพราะมีการพัฒนาน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านขนส่งหรือโลจิสติกส์ ดังนั้น รัฐจะต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เส้นทางที่มีการเชื่อมโยงในกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) และในกรอบที่เชื่อมโยงกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย (IMT-GT)

ประการที่ 5 นอกจากนั้น ภายใต้กรอบดังกล่าวจะต้องเร่งพัฒนาด้านการค้าระหว่างชายแดนในจุดต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงตามรอยตะเข็บตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยว การขนส่งและโลจิสติกส์

ประการที่ 6 ประเทศไทยจะต้องมีการปฏิรูปการศึกษาในลักษณะการเน้นประสิทธิภาพในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ คำนวณ วิทยาศาสตร์ การอ่าน (Reading) เพื่อจับประเด็น ส่งเสริมการเรียนรู้เชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับปฏิบัติ ส่งเสริมการเรียนรู้ให้รู้จักตนเองเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันที่ตรงกับคนและจะทำให้คนรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งก็จะทำให้คนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ อย่างแท้จริง เพิ่มการเรียนรู้ในลักษณะวิเคราะห์ Critical Mind ไม่ใช่เชื่อคนง่าย ๆ ตลอดจนการเรียรนรู้ต่อยอด (Organic Mindset) ซึ่งจะนำไปสู่ระบบคิดในเชิงนวัตกรรม นอกจากนั้น ควรจะพัฒนาการศึกษาตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับประถม ระดับมัธยม ระดับมหาวิทยาลัยให้เกลียดการคอรัปชั่น และการพัฒนาความรู้ในด้านประชาธิปไตยที่ครบวงจรที่สมบูรณ์ ไม่ใช่เน้นเฉพาะการเลือกตั้ง

ประการที่ 7 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนอย่างมหาศาล เศรษฐกิจหลายประเทศจึงอาจกลายเป็นลูกโป่ง (Bubble) เช่น กรณีวิกฤตปี 1997 ของไทย ดังนั้นจึงควรเน้นนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค สำหรับในระดับมหภาคจะต้องเน้นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความพอเพียงคือ ต้องบริหารรายรับรายจ่ายให้สอดคล้องกัน ไม่ใช่ไปกู้ล่วงหน้าดังที่เคยเกิดกับประเทศไทยมาก่อน ความมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจึงอยู่ที่การเฝ้าระวังด้านหนี้สาธารณะ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลงบประมาณ และเงินเฟ้อ ตลอดจนการเฝ้าระวังในด้านเงินสำรองระหว่างประเทศ ในแง่จุลภาคนั้นทั้งระดับธุรกิจและระดับบุคคลจะต้องยึดเอาพระราชดำรัสด้านเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งก็คือ ความยั่งยืนของทั้งธุรกิจและส่วนตัว ในสิ่งที่จับต้องได้ก็คือความสมดุลระหว่างรายรับและรายจ่าย ความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ ความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม

ประการที่ 8 เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนมาสู่ยุคดิจิตอล การพัฒนาเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญมาก ทั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับความรู้ในเรื่องดิจิอลของคน การปรับธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจ SME (ซึ่งเสียเปรียบในการใช้ระบบ IT) และการปรับโครงสร้างของประเทศที่มีการปรับใช้ IT อย่างเหมาะสมกับสถานภาพของประเทศ อีกทั้งการพัฒนาความเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการนำระบบ IT และดิจิตอลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพคน และเพิ่มนวัตกรรมให้กับสินค้าและบริการ

ประเทศไทยขณะนี้กำลังอยู่ในฐานะต้องปรับโครงสร้างขนาดใหญ่ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ทั้งในระดับมหภาค ระดับธุรกิจ และระดับบุคคล บทความฉบับนี้จึงเป็นเพียง Input ในการมีส่วนร่วมในปฏิรูปประเทศ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

วิเคราะห์..เศรษฐกิจไทย

8605

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เศรษฐกิจไทยในเชิงโครงสร้างในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ปรับตัวไม่ทันกับการแข่งขันของโลก กล่าวคือ ในขณะที่ปัจจัยทางด้านเศราฐกิจ การเมือง และสังคม ทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแผ่กว้างและรุนแรง แต่การปรับตัวของเศรษฐกิจและธุรกิจของไทยยังตามไม่ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ดัชนี้ชี้วัดที่เห็นได้ชัดคือ การส่งออกและอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ส่งออกไทยในช่วงที่มา อัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 4-5% ยิ่งสองปีที่ผ่านมานั้นก็มีการติดลบ และเมื่อเทียบกับในทศวรรตที่ 1980 ถึง 1990 (จนถึงปี 1996) ซึ่งมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 20 % จะเห็นว่าแตกต่างกันมาก ถ้าดูจากอัตาการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเห็นว่าในช่วงปี 1997 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันจะเฉลี่ยอยู่ที่ 4 % ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดของอาเซียน (ยกเว้นบรูไน) และเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วง 1980 – 1995 ซึ่งเฉลี่ยประมาณ 8 – 10 % จะเห็นได้ว่า การเติบโตในระยะหลังจะเป็นเพียงครึ่งหนึ่งหรือต่ำกว่าช่วงก่อนหน้านี้ และดัชนีที่แสดงถึงความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงอีกประการคือ คุณภาพทางการศึกษา ปรากฏว่า Global Economic Forum ได้จัดอันดับการศึกษาไทยอยู่อันดับที่ 8 ของอาเซียน แพ้เวียดนามและกัมพูชา ดัชนีที่ได้กล่าวถึงดังกล่าว ย่อมเป็นภาพฉายถึงปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ปัญหาในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจอาจวิเคราะห์ได้ดังนี้

ประการแรก โลกและภูมิภาคอาเซียนมีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา กล่าวคือ เรามีเขตการค้าเสรี (AFTA) ซึ่งหมายถึง สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในอาเซียนเข้าออกระหว่างประเทศสมาชิกมีการเก็บภาษีนำเข้าเท่ากับ 0 และโควตา (NTB) เท่ากับ 0 สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในอาเซียนนั้นหมายถึง สินค้าที่มีการใช้แรงงานและวัตถุดิบ 40% ของอาเซียนประเทศเดียวหรือสองประเทศก็ได้ ก็ถือว่ามีแหล่งกำเนิดในอาเซียนแล้ว ผลดังกล่าวคือ ไม่ใช่แค่สินค้าอาเซียน แต่สินค้าจากทั่วโลกก็จะมีการแปลงสัญชาติเป็นสินค้าอาเซียน ผลของ AFTA ดังกล่าวก็ทำให้สินค้าไทยซึ่งยังมีลักษณะเน้นการใช้แรงงานและวัตถุดิบเป็นหลัก ไม่สามารถแข่งขันในอาเซียนหรือแม้แต่ในไทยได้ เพราะจะมีสินค้าดังกล่าว เช่น สิ่งทอ ที่ผลิตในกลุ่มประเทศ CLMV หรือชิป (Chip) ที่ผลิตในฟิลิปินส์ อินโดนีเซียเข้ามาแข่งขัน นอกจากนี้ไทยยังไม่สามารถแข่งได้ในตลาดโลกเพราะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น เช่น จีน อินเดีย และอื่น ๆ

ประการที่สอง ในช่วงยุคหลังสงครามเย็น (ปี 1989) เป็นต้นมา ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้มีการรวมกลุ่มในลักษณะเขตการค้าเสรีและตลาดร่วม ดังนั้นประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มก็จะเสียเปรียบ กล่าวคือ สินค้าเข้าออกต้องเสียภาษีเท่ากับประเทศสมาชิก WTO ที่เรียกว่า MFN Rate แต่ถ้ามีแหล่งกำเนิดในประเทศสมาชิกจะเสียภาษีนำเข้าเท่ากับ 0 ผลคือ สินค้าไทยเมื่อส่งไปประเทศดังกล่าวก็จะเสียเปรียบ เนื่องจากเสียภาษีสูงกว่า นอกเสียจากธุรกิจดังกล่าวจะมีการปรับตัวไปลงทุนเพื่อให้มีแหล่งกำเนิดในประเทศกลุ่มนั้น ๆ การส่งออกของไทยจึงเกิดปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ประการที่สาม ระบบการศึกษาของไทยยังอยู่ในสภาพที่สอนให้คนจดจำ แต่ไม่ได้สอนให้เกิดการวิเคราะห์ สอนให้มองแต่ปัจจุบันและอดีต แต่ไม่สอนให้มองไกลไปในอนาคต 5-10 ปี หรือ 10 – 20 ปี ข้างหน้า  อีกทั้งระบบการศึกษาไทยยังไม่ได้เน้นเรื่องคำนวณ ไม่ได้เน้นทาง Reading (การอ่านเพื่อจับประเด็น) ไม่ได้เน้นเรื่องวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และนวัตกรรม มีแต่เน้นจำนวนคนจบปริญญา พูดง่าย ๆ เน้นเรื่องตัวปริญญาแต่ไม่ได้เน้นความรู้จริง ๆ ดังนั้นจึงมีคนเรียนจบปริญญาตรี โท เอก เยอะแยะมากที่เอาเข้าจริงไม่มีความรู้ ประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นจะเน้นเรื่องความรู้ เน้นให้รู้จักตนเอง และการใฝ่หาความรู้จึงจะทำให้เจริญ ตัวอย่างเช่น บิล เกตส์ หรือ สตีฟ จ๊อบ ที่ไม่ได้เรียนจบปริญญา แต่รู้จักตนเอง และทำในสิ่งที่ตัวเองรักจนจะประสบความสำเร็จ ระบบการศึกษาของไทยจึงเป็นเหมือนตัวถ่วงและทำให้ไทยตกมาอยู่ที่อันดับ 8 ของอาเซียน กล่าวคือ เวียดนามและกัมพูชา จะเรียนภาษาอังกฤษเพื่อมาใช้งานและต้องการความรู้จริง ๆ ดังนั้นการเรียนแค่ 5 ปีจึงมีความรู้มากกว่าไทยที่เด็กเรียนกว่า 20 ปีแต่ใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้

ประการที่สี่ เนื่องจากระบบการศึกษาย่ำแย่ก็สามารถสร้างปัญหาทางการเมืองได้ การเรียนรู้ไม่จริง เชื่อคนง่าย เชื่อแต่ว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ไม่ได้ดูให้ถ่องแท้ว่าประชาธิปไตยหมายถึง กระบวนการที่ต้องชอบธรรมตั้งแต่การเลือกตั้งและการดำเนินงานจนถึงตอนจบ ถ้าเริ่มต้นการเลือกตั้งด้วยการโกงก็นับว่าขาดความชอบธรรม และถ้าไม่ได้โกงแต่บริหารงานแย่ก็นับว่าขาดความชอบธรรมเช่นกัน อีกทั้งตอนจบไม่ยอมออกจากตำแหน่ง โดยในบางประเทศถึงกับต่ออายุการทำงานของตัวเองด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ ในประเทศที่มีลักษณะเช่นนี้ ถ้ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งและประชาชนมีการศึกษาดี อย่าว่าแต่โกงเลย ถ้าเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์หรือบริหารงานล้มเหลว ประชาชนก็จะออกมากดดันให้ออก ซึ่งในประวัติศาสตร์ไม่ไกลนักของไทย รัฐบาลโกงแล้วโกงอีก ยังมีกองทัพประชาชนมาช่วย ซึ่งกองทัพประชาชนดังกล่าวก็มาจากการหาเสียง แจกเงิน เน้นนโยบายประชานิยม จนในที่สุดก็จะจบลงที่การทำสงครามกลางเมืองถ้าไม่มีการทำรัฐประหารเสียก่อน

ประการที่ห้า เศรษฐกิจของไทยกำลังเผชิญปัญหางบประมาณลงทุนเหลือ 17 % ส่วนที่เหลือคือ งบประมาณประจำที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งมากจากนโยบายประชานิยม รัฐจะหารายได้มาได้อย่างไร ในเมื่อประเทศกำลังเสียความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้รายจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากโครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนเป็นพีระมิดหัวกลับ หมายถึง คนแก่จะมากขึ้น ภาระของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นมหาศาล รัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร

ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไข จะแก้ไขอย่างไร การจัดตั้งสภาปฏิรูปจะประสบความสำเร็จหรือไม่ยังเป็นปรัศนี ส่วนคำตอบนั้นผู้เขียนจะวิเคราะห์และนำเสนอในบทความครั้งหน้า

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สถานการณ์เศรษฐกิจ

8554

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2 -3 วันที่ผ่านมานี้ IMF ได้มีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจโลกลดลงจากที่เคยวิเคราะห์ไว้ กล่าวคือ โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในปีนี้ 3.5% จากเดิมที่เคยวิเคราะห์ไว้ที่ 3.8% และในปีหน้าจะขยายตัว 3.7% จากเดิมที่เคยวิเคราะห์ไว้ที่ 4% ประเทศที่มีการขยายตัวดีที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วก็คือสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัวในปีนี้ที่ 3.6% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 3.1% สหภาพยุโรปจะขยายตัวได้ 1.2% ญี่ปุ่นจะขยายตัวได้ 0.7% และจีนมีการคาดการณ์ลดลงเหลือ 6.8 ในปีนี้ จากเดิมที่คาดไว้ 7.1% และปีหน้าจะลดลงไปเหลือ 6.4%

แม้ว่า IMF จะมีการลดระดับการคาดการณ์ลงก็ตาม แต่เราจะเห็นได้ชัดว่า IMF ได้วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว แม้จะขยายตัวได้ไม่มานัก และในปีหน้าก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก กล่าวโดยนัยคือ เศรษฐกิจโลกอยู่ในวงจรขาขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งคาดว่าคงจะขยายตัวต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี เนื่องจากวงจรทางเศรษฐกิจมักจะขึ้นลงประมาณ 5-10 ปี โดยส่วนใหญ่

ผลพวงจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของโลกจะเป็นบวกกับเศรษฐกิจไทย โดยทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ว่าบางประเทศคู่ค้าจะมีอัตราเติบโตไม่สูงนักก็ตาม เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน

ในกรณีของสหภาพยุโรปนั้น แม้จะเผชิญกับปัญหา Deflation ถึงขนาดว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนธันวาคมถึงกับติดลบก็ตาม และความเสี่ยงอีกประการหนึ่งของสหภาพยุโรปคือ มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลในกรีกที่จะมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 25 มกราคมนี้จะมีโอกาสที่พรรคซ้ายจัดอย่างพรรค Syriza จะชนะการเลือกตั้งเป็นรัฐบาล แต่ท่าทีของพรรคดังกล่าวนี้มีลักษณะประนีประนอมมากขึ้น ดังคำพังเพยในภาษาอังกฤษซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “เวลาหาเสียงคือร้อยกรอง (Poetry) เวลาเป็นรัฐบาลคือร้อยแก้ว (Prose)” โดยผู้เขียนเชื่อว่าการเลือกตั้งในกรีกอาจจะเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระเพื่อมถึงสหภาพยุโรปบ้าง แต่คงจะไม่นำไปสู่วิกฤตระลอกสองของเงินสกุลยูโร ทั้งนี้ เนื่องจากยังมีช่องทางประนีประนอมได้บ้างระหว่างกรีกกับเจ้านี้ 3 ราย ที่เรียกว่า ทรอยก้า (Troika) อีกทั้งสหภาพยุโรปยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวไม่เหมือนกับ 3 – 4 ปีที่แล้ว ดังนั้นจึงไม่อยู่ในสถานการณ์ที่จะเผชิญกับปัญหาถ้ากรีกต้องออกจากเงินสกุลยูโร อีกทั้งนักลงทุนจะรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกรีกและประเทศอื่น ๆ ในเงินสกุลยูโรมีไม่มาก ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสเปนและอิตาลีจะอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปีที่ 1.5% แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนเริ่มคิดตัดตอนความเชื่อมโยงระหว่างปัญหากรีกกับสเปนและอิตาลี และจะเห็นได้ว่า แม้ IMF จะมีการลดอัตราการเติบโตของสหภาพยุโรปลง แต่ก็อยู่ในระดับที่สูงกว่าปีที่ผ่านมา

ในกรณีของญี่ปุ่น ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะสูงกว่าที่ IMF คาดการณ์ไว้ โดยจะอยู่ในระดับ 1% ทั้งนี้มาจากเหตุผลคือ การมาตรการทางการเงิน (QE) มาตรการทางการคลังที่เพิ่งประกาศเมื่อสองวันที่แล้ว และการเลื่อนการขึ้นภาษี Sales tax ออกไปอีก 15 เดือน

ในกรณีของจีน มีการประเมินอัตราการขยายตัวลดลงต่ำคือลงมาที่ 6.8% ในปีนี้ และ 6.4%ในปีหน้า โดยจีนยังพอที่จะรองรับกับสถานการณ์ทางการเมืองได้ เนื่องจากประชากรของจีนที่อยู่ในวัยทำงานลดลง ถึงแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะลดลง แต่ก็คงไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน และปัญหาทางการเมืองที่จะตามมา อย่างไรก็ตามจีนก็มีความเสี่ยงที่จะต้องจับตามอง เพราะอยู่ในช่วงปรับโครสร้างขนานใหญ่ดังที่เคยวิเคราะห์ไว้ในบทความฉบับก่อน ๆ

จากผลการวิเคราะห์ดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนเชื่อว่า การส่งออกจะดีกว่าที่ผ่านมา โอกาสที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.5-4% มีความเป็นไปได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ความต้องการสินค้าย่อมเพิ่มขึ้นตามมา อีกส่วนมาจากฐานของปีที่แล้วที่ต่ำ และอีกส่วนคือสินค้าการเกษตรที่เคยเป็นตัวถ่วงเมื่อปีที่แล้วเริ่มดีขึ้น เช่น อาหาร ปัญหาโรค EMS ของกุ้งผ่อนคลายลง ความต้องการรถยนต์เพิ่มขึ้น 10% ยางพาราครึ่งปีหลังของปีนี้มีแนวโน้มจะดีขึ้นเนื่องจากสต็อกเดิมลดลงไป เศรษฐกิจที่มีการฟื้นตัวตลอดจนมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล

แม้ปีที่แล้วรัฐบาลจะมีปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณจนกระทบให้การลงทุนและการบริโภคในครึ่งปีหลังไม่กระเตื้องขึ้นเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า รัฐบาลได้เข้ามาบริหารงานกว่าครึ่งปีแล้ว ได้เรียนรู้ปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้การเบิกจ่ายล่าช้าจนนายกรัฐมนตรีถึงกับแต่งตั้งคณะกรรมาการมาดูแลในส่วนนี้ งบประมาณที่จะได้รับการกระตุ้นในปีนี้มีทั้งงบประมาณเก่าปี 2557 งบประมาณปัจจุบันปี 2558 และ 1 ใน 4 ของงบประมาณปี 2559 (ซึ่งมียอดรวมเท่ากับ 2.72 ล้านล้านบาท) ทั้งสามงบประมาณจะช่วยให้มีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเกิน 3 ล้านล้านบาท และ จีนที่จะเข้ามาลงทุนรถไฟเชื่อมโยงระหว่างหนองคาย – มาบตาพุด ซึ่งก็จะเริ่มลงทุนตั้งแต่ปีนี้ อีกทั้งการลงทุนในกรอบของ BOI ผู้เขียนเชื่อว่า การลงทุนของภาครัฐจะเพิ่มขึ้น 10%

การลงทุนและการบริโภคของเอกชนจะขยายตัวขึ้นซึ่งจะเห็นได้อีกครั้งปีหลัง โดยส่วนหนึ่งเอกชนจะเข้าไปรับลูกต่อจากภาครัฐโดยเฉพาะการลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน อีกส่วนจะเกิดจากตัวคูณ (Multiplier) นอกจากนั้นการบริโภคของเอกชนยังจะได้จากการฟื้นตัวของตลาดหุ้น ผู้เขียนเชื่อว่า ตลาดหุ้นในปีนี้น่าจะมีราคาเพิ่มขึ้น 10-15% จากปีที่แล้ว อันเป็นผลจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวระหว่าง 3.5-4.5% ซึ่งจะทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น อีกทั้งกระแสเงินจากต่างประเทศจะไหลเข้ามา ทั้งนี้โดยคำนึงถึงผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยของอเมริกาในครึ่งปีหลัง ดังจะเห็นได้ว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นระหว่าง 32.5-32.8 บาทต่อดอลลาร์ โดยต่างชาติเข้ามาซื้อพันธบัตรระยะยาวและแม้ต่างชาติจะมีการขายหุ้น (ยกเว้นเมื่อวานนี้) ตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงปัจจุบันเป็นยอดขายสุทธิ 17,000 ล้านบาท ผู้เขียนเชื่อว่า ในไม่ช้าต่างชาติก็จะกลับมาซื้อหุ้นซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการออกมาตรการ QE ของสหภาพยุโรป 550,000 ล้านยูโร และมาตรการ QE ของญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ในบางช่วงต่างชาติจะมีการเอาเงินออกไปซื้อสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ตลาดหุ้นไทยแม้จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่จะผันผวนอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเชื่อว่าจะอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 32.75 ถึง 33 บาทต่อดอลลาร์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ดีหรือไม่!! ราคาน้ำมันลง

8492

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกยังมีการเคลื่อนไหวในทางลงอย่างต่อเนื่อง โดยน้ำมัน Brendt มีการลดลงต่ำกว่าระดับ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งก็มีการคาดการณ์ว่า สถานการณ์น้ำมันยังไม่นิ่ง และมีโอกาสลงต่อไปได้อีก การที่ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวลดลงได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกทั้งทางบวกและทางลบ ในแง่ลบคือ กลุ่มประเทศที่พึ่งพาน้ำมันในการส่งออกเป็นสัดส่วนสูง เช่น รัสเซียคิดเป็น 62% เวเนซุเอลาคิดเป็น 94% ย่อมได้ผลกระทบอย่างรุนแรง ทั้งสองประเทศเป็นที่คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตในปีนี้จะติดลบ โดยรัสเซียคาดว่าจะติดลบ -5% ประเทศกลุ่มที่สองที่ถูกกระทบในแง่ลบคือ ประเทศส่งออกโภคภัณฑ์ซึ่งก็มีหลายประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา เช่น บราซิล เปรู ชิลี เป็นต้น กลุ่มประเทศเหล่านี้จะได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่า ประเทศเหล่านี้มีการปฏิรูปและมีเงินสำรองระหว่างประเทศเพียงพอหรือไม่ ซึ่งในสามประเทศนี้ บราซิลมีอาการหนักที่สุด คาดว่าอัตราการเติบโตจะติดลบ ชิลีกับเปรู คาดว่า จะมีความเข้มแข้งเนื่องจากสะสมเงินสำรองระหว่างประเทศไว้มาก อีกทั้งยังมีการปฏิรูป โดยผลกระทบทางลบประการต่อมา คือ ประเทศที่กล่าวถึงนี้ บางประเทศอาจจะต้องมีการเบี้ยวหนี้โดยเฉพาะเวเนซุเอลา

ผลกระทบในทางลบที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันนั้นก็จะส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันมีอัตราการเติบโตชะลอตัวลงซึ่งก็มีผลต่อการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากอุปสงค์ของประเทศเหล่านี้ลดลง ผลกระทบด้านลบอีกประการคือ จะมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลออกจากประเทศเกิดใหม่โดยเฉพาะประเทศที่กล่าวถึงมานี้ รวมทั้งกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่มีปัญหาการขาดดุลงบประมาณสูงซึ่งครอบคลุม อินโดนีเซีย ตุรกี และแอฟริกาใต้ นอกเหนือจากหลายประเทศในละตินอเมริกา การไหลออกดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และอัตราแลกเปลี่ยน ดังจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนพันธบัตรในรอบ 30 ปีของอเมริกาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับกรณีของพันธบัตรรัฐบาลเยอรมัน

ผลกระทบในแง่ลบที่มีนัยสำคัญจากราคาน้ำมันลดลงคือ ทำให้เงินเฟ้อโดยรวมลดลง การที่เงินเฟ้อลดลงก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ในช่วงนี้จะพูดถึงด้านลบไปก่อน คือ ทำให้เกิดสถานการณ์ Deflation โดยเฉพาะกลุ่ม 28 ประเทศในสหภาพยุโรป โดยช่วงเดือนที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อติดลบเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้เกิดการชะลอตัวของการลงทุนและการบริโภค เนื่องจากนักลงทุนและผู้บริโภคคาดหวังว่า ราคาสินค้าจะมีการลดลง นักลงทุนก็ชะลอการลงทุน และผู้บริโภคก็ชะลอการจับจ่ายใช้สอย ผลลัพท์คือ อัตราการเติบโตก็ยิ่งอ่อนแอมากขึ้น และนี้คือ เหตุผลสำคัญที่ผู้นำสหภาพยุโรปและธนาคารกลาง (ECB) จึงต้องระดมมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังที่เคยบรรยายไว้ในบทความฉบับก่อน อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมผู้บริหารธนาคารกลาง (ECB) คาดว่าจะมีการดำเนินมาตรการ QE ชุดใหม่ประมาณ 5 แสนล้านยูโร โดยจะเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสมาชิก ซึ่งก็เป็นมาตรการต่อเนื่องของการใช้มาตรการ QE จากที่ไปซื้อพันธบัตรเอกชนทั้งในรูป covered bond และพันธบัตรที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (asset-backed security)

การที่ราคาน้ำมันลดลงก็มีส่วนดี กล่าวคือ สินค้าและบริการราคาถูกลงโดยเฉพาะด้านขนส่งซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจและทำให้เกิดเงินออมจากต้นทุนที่ลดลง ทั้งนี้ มีการคำนวณว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงทุก ๆ 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะทำให้เกิดการขยายตัวของ GDP บวก 0.2% ซึ่งก็เป็นตัวช่วยการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะที่เกิดจากกลุ่มประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิ เช่น จีน และ ไทย เป็นต้น ข้อดีอีกประการของการที่ราคาน้ำมันลดลงนั้น ทำให้หลายประเทศถือโอกาสปฏิรูปพลังงาน โดยยกเลิกมาตรการอุดหนุน ที่เป็นตัวอย่างได้ดีคือ อินโดนีเซีย ประธานาธิบดีโจโก วีโดโด ก็ได้ถือโอกาสปฏิรูปพลังงานในประเทศ โดยยกเลิกการอุดหนุนและนำเงินจากเดิมที่ใช้ในการอุดหนุนไปพัฒนาการศึกษาและ Infrastructure ตามที่สัญญาไว้กับประชาชนเมื่อตอนหาเสียง

ประเทศที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันลดลงนอกจากทำให้อัตราการเติบโตดีขึ้นก็ส่งผลให้ตลาดหุ้นดีขึ้น และทำให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพ หนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์คือ ประเทศไทย ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดจากราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งก็ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจสามารถเป็นไปได้ตามเป้า โดยล่าสุด IMF มีการปรับตัวเลขทางเศรษฐกิจของอาเซียนในลักษณะที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 4.1%

ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ทั้งจากภาคการส่งออก (ไม่มากนัก) ภาครัฐและภาคเอกชน โดยใน 2 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้วจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นค่อนข้างชัด ไม่ว่า การท่องเที่ยว หรือ ความเชื่อมั่นของเอกชน ดังนั้นจึงเป็นที่คาดการณ์ถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นซึ่งจะเห็นต่อเนื่องในปีนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยง เช่น สถานการณ์ Deflation ในสหภาพยุโรป หรือ ผลการเลือกตั้งในกรีก ตลอดจนปัจจัยที่อาจากการเบี้ยวหนี้ของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่น่าจับตาอย่างรัสเซีย อีกปัจจัยหนึ่งคือ ความสามารถของรัฐบาลที่จะเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณได้รวดเร็วหรือไม่ เพราะในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งที่ทำให้อัตราการเติบโตชะลอตัวลงก็เพราะรัฐบาลไม่สามารถเบิกจ่ายตามเป้าหมายได้ นี่คือ เหตุผลที่รัฐบาลมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนขึ้นมาสด ๆ ร้อน ๆ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ราคาตลาดหุ้นลดลงอย่างฮวบฮาบ

8444

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 3-4 วันที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งไทยได้มีการเคลื่อนไหวลดลงอย่างฮวบฮาบ ดัชนีดาวโจนส์ลดลงในวันเดียวกว่า 300 จุด และในวันต่อมาก็ลดลงอีก 100 กว่าจุด ดัชนีหุ้นทั่วโลกลดลงระหว่าง 0.5 – 2% เช่นเดียวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ราคามีการลดลงอย่าวฮวบฮาบติดต่อกัน 2 วัน และนับตั้งแต่ต้นเดือนของปีใหม่มานี้ ต่างชาติก็มีการเทขายติดต่อกันทุกวันจนยอดในปัจจุบันสำหรับเดือนมกราคมนี้ ต่างชาติมีการขายสุทธิในตลาดหุ้นเท่ากับ ติดลบ 8,470 ล้านบาท

การที่ตลาดหุ้นมีราคาที่ลดลงอย่างฮวบฮาบนั้นเกิดจากปัจจัย 4 ประการคือ ราคาน้ำมันลดลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ตามมาด้วยการเกรงว่าอัตราเติบโตของเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง ปัญหา Deflation ในสหภาพยุโรป และปัญหาการเลือกตั้งในกรีก

ประการแรก ราคาน้ำมันดูได้จาก Brendt ร่วงจากรับ 116 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในกลางปีที่แล้วลงมาที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในขณะนี้ และยังมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่าระดับ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเท่ากับว่า ราคาน้ำมันลดลงประมาณ 60 % ซึ่งการที่ราคาน้ำมันลดลงดังกล่าวส่งผลให้โภคภัณฑ์ตัวอื่น ๆ มีแนวโน้มลดลงด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันยังมีโอกาสที่จะลดลงต่อไปได้ แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งยังคาดว่า ราคาน้ำมันโดยเฉพาะในปีนี้น่าจะอยู่ในระดับ 50-60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ประการที่ 2 การที่มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงก็เนื่องมาจากเหตุผล 3 ประการ ดังต่อไปนี้

1. การที่ราคาโภคภัณฑ์ลดลงย่อมเป็นภาพฉายของการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศต่าง ๆ

2. การที่ราคาน้ำมันและโภคภัณฑ์ลดลงย่อมส่งผลเป็นลูกโซ่ กล่าวคือ ประเทศที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก เช่น รัสเซีย เวเนซูเอล่า และกลุ่มประเทศตะวันออกกลางย่อมมีอัตราการเติบโตลดลง โดยคาดว่า รัสเซียปีนี้จะติดลบ -5%

3. การที่โภคภัณฑ์มีแนวโน้มลดลงก็ย่อมส่งผลกับประเทศในละตินอเมริกาและบางประเทศในเอเชียตลอดจนผลข้างเคียงต่อประเทศอื่น ๆ เนื่องจากความเชื่อมโยงของระบบเศรษฐกิจ

ประการที่ 3 ประเด็นปัญหา Deflation ของสหภาพยุโรปนั้น ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริงโดยเห็นได้ชัดคือ เงินเฟ้อในเยอรมันลดลงเหลือ 0.1% ในสเปนลดลงเหลือ 0.3% อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ตั้งแต่การลดดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในธนาคารกลาง (ECB) ถึงขั้นติดลบ มาตรการ targeted longer-term refinancing operation (TLTRO) มาตรการ QE ในการซื้อพันธบัตรเอกชนและการจัดตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์ (Seed fund) เพื่อระดมทุน 325 ล้านยูโร ที่เรียกว่า European Fund for strategic investment (EFSI) จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และการที่ราคาน้ำมันลดลงอย่างฮวบฮาบซึ่งทำให้ปัญหา Deflation ในยุโรปมีแนวโน้มสูงขึ้นก็มีข้อดีที่ทำให้รัฐบาลเยอรมันเห็นความจำเป็นในการดำเนินมาตรการให้ธนาคารกลางดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น เป็นที่คาดหวังว่า ในเวลาอันใกล้ ธนาคารกลางจะออกมาตรการกระตุ้น QE ระลอกใหม่โดยคราวนี้จะไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรอง

ประการที่ 4 การเลือกตั้งในกรีกที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 มกราคมนี้ได้ส่งผลให้เกิดความหวั่นเกรงว่า ยุโรปจะมีปัญหาโดยเฉพาะความอยู่รอดของเงินสกุลยูโรโดยนักวิเคราะห์คาดว่า พรรคฝ่ายซ้ายจัดอย่างพรรค Syriza ซึ่งมีหัวหน้าพรรคชื่อว่า Alexis Tsipras มีโอกาสที่จะได้เสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาล พรรคดังกล่าวนี้มีนโยบายขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้และดำเนินมตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์จึงเกรงว่า แนวนโยบายใหม่จะทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งกับประเทศสมาชิกที่เป็นเจ้าหนี้ ที่เรียกว่า ทรอยก้า (Troika) และในที่สุดอาจส่งผลให้กรีกต้องถอนตัวจากเงินสกุลยูโร อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า แม้ในอนาคตนี้พรรค Syrizaจะจัดตั้งรัฐบาลได้ (ความไม่แน่นอนยังมีอยู่) แต่แนวนโยบายของพรรคก็เริ่มเปลี่ยนจากซ้ายจัดมาเป็นซ้ายกลาง ๆ เช่น ผู้นำยังตอกย้ำที่จะอยู่ในเงินสกุลยูโรต่อไป นอกจากนั้น ยังตอกย้ำมาตรการใหม่คือ จะเล่นงานนักธุรกิจกรีกที่ผูกขาดอุตสาหกรรมไม่ว่า สื่อมวลชน อสังหาริมทรัพย์ และอื่น ๆ มาตรการเล่นงานกลุ่มเหล่านี้จะทำให้กรีกมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะจะช่วยส่งเสริมในการเปิดอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปสู่การแข่งขันและนำมาซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายที่ตรงกับผู้นำสหภาพยุโรป โดยสรุป เรื่องกรีกแม้จะเป็นความเสี่ยง แต่ผลกระทบที่จะส่งผลให้เกิดวิกฤตเงินยูโรยังถือว่าเป็นเรื่องห่างไกล นักวิเคราะห์ยังพูดว่า ดีไม่ดี นาย Alexis Tsipras จะคล้ายกับนาย Lula da Silva ประธานาธิบดีของบราซิล ซึ่งตอนหาเสียงก็ทำให้นักลงทุนกลัวเพราะมีนโยบายซ้ายจัด แต่พอได้มาเป็นประธานาธิบดีกลับมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและส่งเสริมภาคธุรกิจ

ดูจากปัจจัย 4 ประการ ผู้เขียนเชื่อว่า ยังไม่กระทบต่อการคาดการณ์เศรษฐกิจของโลก ซึ่งในปีนี้ยังมีโอกาสขยายตัวมากกว่าปีที่แล้ว และจะส่งผลต่อการส่งออกของไทยซึ่งในปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว อัตราการเติบโตของการส่งออกในปีนี้ ระกับ 3 – 4% ยังเป็นไปได้ และเมื่อผนวกกับการลงทุนของภาครัฐอีกทั้งการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชนก็น่าจะดีขึ้น ผู้เขียนจึงยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะยังสามารถขยายตัวได้ที่ 3.5 – 4% และส่งผลให้ตลาดหุ้นกลับมาบูมใหม่อีกครั้ง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

8213

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีของไทยก็ได้มีการเจรจาและทำข้อตกลงกับจีน โดยจีนจะเข้ามาลงทุนขยายเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อไทย จีน และลาว นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจจำเพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน 5 แห่ง คือ แม่สอด จังหวัดตากเชื่อมต่อกับพม่า, อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วเชื่อมต่อกัมพูชา, สะเดา จังหวัดสงขลา เชื่อมต่อกับมาเลเซีย, มุกดาหารเชื่อมต่อกับลาว, และตราดเชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งความจริงแล้วสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่นั้นก็อยู่ในกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง Greater Mekong Subregion cooperation (GMS) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่พัฒนามาจาก 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจ เป็นระยะเวลากว่า 20 ปีมาแล้ว

ความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) กำเนิดขึ้นจาก 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจเมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยเชื่อมโยง 6 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งประกอบด้วยทางตอนใต้ของจีนที่ยูนนาน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งได้รับการผลักดันจากนโยบายของรัฐบาลไทยซึ่งในยุคนั้นซึ่งมีรองนายกฯ คือ คุณศุภชัย พานิชภักดิ์ โครงการ 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจซึ่งต่อมากลายเป็นกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) นั้นยังเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากตรรกะของพัฒนาการของเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) กล่าวคือ เขตการค้าเสรีจะนำมาซึ่งความจำเป็นให้ประเทศที่มีชายแดนติดกันต้องร่วมมือกันพัฒนาด้านขนส่งโลจิสติกส์ และตามมาด้วยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจจำเพาะบริเวณชายแดน การเชื่อมโยงดังกล่าวจะเป็นการเชื่อมโยง 6 ประเทศเข้าด้วยกัน

โครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยเฉพาะอยู่ในเป้าหมายที่ 2 คือ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ในโครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จะมีเส้นทางที่เรียกว่า “ระเบียง” อยู่ 3 ระเบียงด้วยกัน คือ ระเบียงเหนือ – ใต้ (North-South), ระเบียงตะวันออก – ตะวันตก (East-West) และระเบียงใต้ – ใต้ (South- South)

ระเบียงเหนือ – ใต้ (North-South) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยจะมีการเชื่อมโยงเส้นทางจากยูนนาน เส้นที่หนึ่งจะเชื่อมจากยูนนานเข้าทางพม่าแล้วเข้าสู่ไทย (เส้นทาง R3W) อีกเส้นจะเชื่อมจากยูนนานผ่านทางลาวแล้วเข้าสู่ไทย (เส้นทาง R3E) อีกหนึ่งเส้นในระเบียงเหนือ – ใต้ที่ไม่ผ่านไทยจะเชื่อมจากยูนนานสู่ไฮฟอง ประเทศเวียดนาม

ระเบียงตะวันออก – ตะวันตก (East-West) จะเริ่มจาก แว้ ดานัง สุวรรณเขต เข้าอีสานที่มุกดาหารเชื่อมต่อพิษณุโลก ไปออกเมืองมะละแหม่ง และเมาะลำไยของพม่า ไปสู่กลุ่ม BIMST-EC (ประกอบด้วยบังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมาร์ เนปาล ศรีลังกา และไทย) ไปออกมหาสมุทรอินเดีย

ระเบียงใต้ – ใต้ (South- South) มี 4 เส้นทาง เส้นที่หนึ่งเริ่มจากกรุงเทพฯ ผ่านเข้าเขมรไปจบที่หวุงเตา เวียดนาม เส้นที่สองผ่านเสียมเรียบไปจบที่กุยยอง เวียดนาม เส้นที่สามผ่านตราดและเกาะกง และเส้นที่สี่เชื่อมโยงสามเส้นแรก และไปเชื่อมต่อกับเส้นตะวันออก – ตะวันตก (East-West)

จึงไม่น่าแปลกใจว่า โครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) นั้นรัฐบาลไทยจะต้องร่วมมือกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านและรัฐบาลประเทศอื่น ๆ ในการพัฒนาด้านคมนาคม ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการสร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมในอนุภูมิภาค โดยเฉพาะการเชื่อมโยงจีน ไทย และลาว โดยจะเริ่มจากรถไฟสายเชียงของ – เด่นชัย – บ้านภาชี และสายหนองคาย – โคราช – มาบตาพุด โดยเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ถ้าไม่ได้พัฒนาต่อก็จำเป็นต้องส่งเสริมเขตเศรษฐกิจจำเพาะนั้นและไม่ได้พัฒนาในประเทศไทยเท่านั้นแต่ต้องคู่ขนานไปกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยเฉพาะประเทศพม่าที่เพิ่งปิดประเทศได้ไม่นาน ก็ยิ่งได้รับความสนใจและมีการขับเคลื่อนที่รวดเร็ว เขตเศรษฐกิจจำเพาะก็มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะที่แม่สายและแม่สอด เขตเศรษฐกิจจำเพาะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดการขยายตัวของการค้าชายแดนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านก็มีสัดส่วนถึง 70 % ของการค้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นและเกิดการขยายตัวของการท่องเที่ยว, อสังหาริมทรัพย์, Banking finance, ประกันภัยประกันสุขภาพ, และการขยายตัวของการลงทุน

ขณะนี้ผู้เขียนอยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่น่าสนใจ กล่าวคือ  แม่สอดนั้นจะเชื่อมกับเมียวดีของเมียนมาร์ โดยมีแม่น้ำเมยซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไม่กว้างมากนักกั้นอยู่ ราคาที่ดินที่แม่สอดเพิ่มขึ้น 8 -10 เท่าในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ห้างสรรพสินค้าโลตัส แมคโคร โรบินสันก็เข้ามาเปิดกิจการในพื้นที่ อีกทั้งที่แม่สอดยังเป็นแหล่งประกอบรถจักรยานโดยชิ้นส่วนจะนำเข้าจากญี่ปุ่นผ่านทางเมียนมาร์ โดยที่แม่สอดจะทำหน้าที่ประกอบชิ้นส่วนรถจักรยานมือสองแล้วส่งขายไปทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ แม่สอดยังมีท่าเรือส่งออกอีก 30 ท่า ซึ่งในอนาคตมีนโยบายจะยุบท่าเรือให้หันไปใช้สะพานเชื่อมระหว่างแม่สอดกับเมียวดีแทน ยิ่งจะทำให้การค้าชายแดนขยายตัวยิ่งขึ้น

โครงการความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จะเป็นตัวกระตุ้นการเชื่อมโยงประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงให้ขยายวงยิ่งขึ้นและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการค้า การลงทุน การเงินในอนุภูมิภาคอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น ประเทศใดที่เตรียมตัวล่วงหน้าได้ดีกว่าก็ย่อมได้เปรียบ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจในช่วงฟื้นตัว

8151

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เศรษฐกิจไทยในปีนี้คงจะตกลงด้วยตัวเลขที่ไม่ค่อยดีนัก กล่าวคือ ส่งออกอาจจะขยายตัวต่ำกว่า 1 % ในขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยซึ่งหลายสำนักก็มีการปรับตัวเลขลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจจะขยายตัวได้ที่ 1 % ทั้งนี้ทั้งนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการส่งออกนั้นต่ำกว่าที่มีการคาดการณ์จากหลายสำนักอย่างต่อเนื่อง โดย 3 ไตรมาสแรกก็มีลักษณะติดลบ ซึ่งนอกจากปัญหาเศรษฐกิจโลกขยายตัวช้าโดยอาจจะมีอัตราเติบโตในปีนี้ที่ 3.2 – 3.3 % (ต่ำกว่าที่ IMF เคยคาดไว้ที่ 3.6 %) แล้ว อีกส่วนยังเป็นเพราะความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยที่ปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง อีกเหตุผลที่ทำให้ขยายตัวช้าก็มาจากการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลที่ช้ากว่าที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ โดยเดิมกำหนดไว้ว่า งบประมาณเก่าที่จบไปเมื่อเดือนกันยายนจะมีการเบิกจ่าย 95 % แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ต่ำกว่าเป้าพอสมควร การท่องเที่ยวก็เพิ่งเริ่มฟื้นตัวบ้างแต่ก็เป็นเหตุผลที่ฉุดเศรษฐกิจไทยมาตลอดระยะเวลา 8 – 9 เดือน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า การลงทุนและการบริโภคของเอกชนในปีนี้จึงยังไม่ดีนัก อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของเอกชนในช่วงนี้เริ่มส่อเค้าดีขึ้นซึ่งจะเป็นผลดีต่อไปในอนาคต

ในปีหน้า มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะไปได้ดี ถึงขนาดมีการมองเป้าหมายที่ 4 – 5 % ซึ่งองค์ประกอบที่สำคัญประการหนึ่งคือ เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้นบ้าง โดย IMF คาดว่าจะเติบโตที่ 3.6 % ในปีหน้า (ต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ที่ 3.8 %) โดยมองว่า เศรษฐกิจของอเมริกาจะขยายตัวจากปีนี้ที่ 2.2 % เป็น 3 % สหภาพยุโรปจะเพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่ 0.8 % เป็น 1.3 % ญี่ปุ่นจะขยายตัวได้ประมาณ 0.8 % และจีนจะขยายตัวได้ประมาณ 7 %

ในบทความฉบับนี้จะวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในกรณีของสหภาพยุโรปโดยเฉพาะกลุ่มยูโรโซน ที่ผ่านมานั้น สหภาพยุโรปกำลังเจอปัญหา Deflation กล่าวคือ จากเงินเฟ้อที่ตั้งเป้าไว้ที่ 2 % ปรากฏว่า อยู่แค่ระดับ 0.4 % และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เท่ากับว่าเป็นการชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของการอ่อนตัวลงของเศรษฐกิจซึ่งเป็นอันตรายหลังจากที่สหภาพยุโรปเพิ่งผ่านพ้นปัญหาเรื่องวิกฤตเงินยูโร ทั้งนี้ ผู้รับผิดชอบทางการเงินและการคลังของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและโดยเฉพาะกลุ่มยูโรโซนจึงได้ดำเนินมาตรการหลายประการ ดังนี้

ในกรณีของธนาคารกลางยุโรป (EBC) ที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือ

ประการแรก มีการลดดอกเบี้ยโดยเฉพาะดอกเบี้ย Benchmark เหลือ 0.05 % และสำหรับเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่อยู่กับ EBC ดอกเบี้ยจะมีลักษณะติดลบ

ประการที่ 2 ได้ดำเนินมาตรการ ที่เรียกว่า TLTRO (targeted longer-term refinancing operation) ซึ่งมีการกำหนดวงเงินไว้ที่ 2 ล้านล้านยูโร เพื่อปล่อยกู้ในระยะเวลา 2 ปี โดยอัตราดอกเบี้ยจะคงที่ที่ 0.05 ไปตลอดระยะเวลา 4 ปี ซึ่งก็มีผู้สนใจไม่มากนัก

ประการที่ 3 มีการใช้ระบบ QE เพื่อที่จะซื้อพันธบัตรที่มีการค้ำประกันจากภาคเอกชน และมีแนวโน้มจะใช้ QE ซื้อพันธบัตรของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากมาตรการดังกล่าวแล้วปรากฏว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาประธานคณะกรรมาธิการยุโรป นายฌอง คล็อด ยุงเกอร์ ก็ได้ออกนวัตกรรมการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กล่าวคือ จะมีการจัดตั้งกองทุนประเภท Seed Fund หรือมีชื่อเต็มว่า European Fund for strategic investment (EFSI) กล่าวคือ จะระดมเงิน 21 พันล้านยูโร ซึ่งในจำนวนเงิน 21 พันล้านยูโรปนั้น 5 พันล้านจะได้จากธนาคารกลางเพื่อการลงทุนของยุโรป (European Invest Bank – EIB) อีก 16 พันล้านจะได้จากงบประมาณของสหภาพยุโรปโดยเฉพาะได้มากจากงบพัฒนา เงินทั้งหมด 21 พันล้านยูโรจะทำหน้าที่เป็นหลักประกันเพื่อที่จะไประดมทุนออกพันธบัตร 320 พันล้านยูโรจากเอกชน โดยเอาเงินดังกล่าวมากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานและลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเอกชนโดยลำพังไม่กล้าลงทุน แต่เมื่อมีกลไลของสหภาพยุโรปเป็นหลักประกันก็คงจะทำได้ แนวคิดนี้ถือว่าเป็นนวัตกรรมซึ่งเป็นส่วนที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในยุโรปจากปัญหา Deflation ขณะนี้ประเทศต่าง ๆ ก็มีท่าทีเห็นด้วย แต่แนวคิดนี้จะเป็นรูปธรรมได้ก็ต้องรอผลในการประชุมสุดยอดในเดือนหน้า ซึ่งต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภายุโรป โดยรัฐบาลฝรั่งเศสถึงกับเสนอว่า ควรเพิ่มจำนวนเงินในกองทุนเป็น 60-80 พันล้านยูโรด้วยซ้ำ

จากมาตราการของสหภาพยุโรปที่กล่าวมา คงเป็นที่หวังได้ว่า สหภาพยุโรปซึ่งกำลังเผชิญปัญหา Deflation ในปีนี้และปีหน้า น่าจะได้รับการเยียวยาจากมาตรการดังกล่าวทั้งจากธนาคารกลางและประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งอาจจะให้ความหวังว่า เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปน่าจะขยายตัวได้ที่ 1.1 – 1.3 % ในปีหน้า

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ยุบสภาญี่ปุ่น ร้ายแรงกว่าที่คิด

8065

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีอาเบะของญี่ปุ่นได้มีการประกาศยุบสภาเพื่อจะให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกลางเดือนหน้า ซึ่งถือเป็นการยุบสภาก่อนกำหนดถึง 2 ปี กล่าวคือ วาระของรัฐบาลอาเบะชุดนี้จะอยู่ได้จนถึงปี 2016 การที่ยุบสภาก่อนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองและเศรษฐกิจไม่ใช่แค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อภูมิภาคในระดับหนึ่งด้วย

เนื่องจากเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในขณะนี้ถือว่ามีการทรุดตัวลงกว่าที่หลายคนคาดไว้จากผลของการขึ้นภาษี Sales Tax เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาจาก 5% เป็น 8% ทำให้กำลังซื้อจับจ่ายใช้สอยหายไปจนทำให้ในไตรมาสที่ 2 ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ -7% ในขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 6 % กว่า ๆ (จากผลของการจับจ่ายใช้สอยก่อนที่ภาษี Sales Tax จะขึ้น) อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการขึ้นภาษี Sales Tax ก็ต่อเนื่องมาสู่ไตรมาสที่ 3 ซึ่งเดิมนักวิเคราะห์คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 0.4 – 0.6% แต่เมื่อมีการประกาศตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจกลายเป็นติดลบ -1.6% เท่ากับว่าประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่สภาพ Technical Recession หมายถึง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส รัฐบาลก็พยายามแก้เกมด้วยการใช้มาตรการ QE อัดฉีดเงินสู่ระบบโดยตั้งเป้าไว้ เจ็ดแสนสองพันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งน่าจะมีผลในแง่บวกในไตรมาสสุดท้ายและในปีหน้าบ้าง อย่างไรก็ตาม ในปีหน้านั้น ถ้าตามกำหนดเดิม รัฐบาลอาเบะจะต้องขึ้นภาษี Sales Tax อีกครั้งจาก 8% เป็น 10% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น นายกรัฐมนตรีอาเบะจึงหาทางชะลอการขึ้นภาษี Sales Tax ดังกล่าวจนถึงเดือนเมษายน 2016 ซึ่งก็คงจะได้รับการต่อต้านจากประชาชนส่วนหนึ่ง ภารกิจอีกประการที่อาเบะต้องทำคือ การหันกลับมาพัฒนาปรมาณูเพื่อใช้ในการพัฒนาไฟฟ้า หลังจากที่มีการระงับโครงการดังกล่าวเมื่อเกิดปัญหาวิกฤติสึนามิที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อนโยบายการพัฒนาไฟฟ้าด้วยปรมาณู

ภารกิจที่สามที่อาเบะตั้งใจจะทำคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะมีกองกำลังทหารญี่ปุ่นที่สามารถไปประจำการในต่างประเทศได้ เป้าหายของรัฐบาลชุดนี้คือ ต้องการที่จะพัฒนาพันธมิตรในด้านความมั่นคงกับกลุ่มประเทศอาเซียนที่กำลังขัดแย้งกับจีนในเรื่องทะเลจีนใต้ ไม่ว่าจะเป็น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม แม้ขณะนี้ญี่ปุ่นจะได้รับการปกป้องในด้านความมั่นคงจากอเมริกาตามข้อตกลงที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็ตาม แต่ด้วยข้อจำกัดในฐานะประเทศผู้แพ้สงครามจึงมีการจำกัดขอบเขตกำลังทหารและอาวุธของญี่ปุ่น และเพื่อเป็นการชดเชย อเมริกาก็จะทำหน้าที่ปกป้องช่วยเหลือญี่ปุ่นถ้ามีภัยคุกคามจากภายนอก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ญี่ปุ่นมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับเกาะเซนกากุ หรือ เกาะเตียวหยูของจีนในทะเลจีนตะวันออก กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นมีไม่พอ อีกทั้งญี่ปุ่นไม่แน่ใจว่าถ้าเกิดการเผชิญหน้ากับจีน อเมริกาจะตัดสินใจเข้าช่วยญี่ปุ่นตามภาระผูกพันได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นก็เห็นท่าทีของประธานาธิบดีโอบามาที่มีต่อซีเรียและรัสเซีย ทำให้เริมเกิดความไม่ไว้ใจในข้อตกลงดังกล่าวที่อเมริกามีต่อญี่ปุ่น

ภารกิจที่สามตามที่กล่าวมาข้างต้นถือเป็นงานหลักที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องอธิบายต่อประชาชน ดังนั้น รัฐบาลอาเบะจึงตัดสินใจยุบสภาก่อนกาลเวลา 2 ปี ด้วยเหตุผลคือ

ประการที่หนึ่ง ขณะนี้ฝ่ายค้านยังอยู่ในสภาพตั้งตัวไม่ติด พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดคือ พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่นมีคะแนนเสียงเพียง 8 % ในขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีเสียงข้างมากทั้งในสภาสูงและสภาล่างเกินพอ การยุบสภาในขณะที่ฝ่ายค้านตั้งตัวไม่ติดจะทำให้รัฐบาลได้คะแนนเสียงกลับเข้ามาอีกครั้ง

ประการที่สอง การยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งเปรียบเสมือนการโยนหินถามทางต่อประชาชนว่านโยบายที่ได้คุยเอาไว้ทั้ง 3 ประการนี้ ประชาชนรู้สึกอย่างไร ถ้าหากรัฐบาลสามารถกลับเข้ามาได้ด้วยเสียงข้างมากอีกครั้ง รัฐบาลญี่ปุ่นก็จะถือว่าเป็นแรงสนับสนุนในการดำเนินภารกิจทั้ง 3 โดยไม่ต้องพะวงกับฝ่ายค้าน

เนื่องจากภารกิจทั้ง 3 จะทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งไม่พอใจ ดังนั้นถ้าไม่ชิงยุบสภาพก่อน แต่ดำเนินนโยบายทั้ง 3 ดังกล่าวเลยก็จะทำให้ได้รับผลกระทบในแง่ลบจากความไม่พอใจของประชาชนส่วนหนึ่งและก็เป็นความเสี่ยงที่จะไม่ได้คะแนนหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งตามกำหนด

การประกาศยุบสภาของญี่ปุ่นจึงนับว่าจะส่งผลกระทบด้านนโยบายที่ไม่จำกัดเฉพาะในญี่ปุ่น แต่จะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชีย ในแง่เศรษฐกิจนั้น ผลจากนโยบายดังกล่าวนี้ก็จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่แข็งแรง แต่อย่างน้อยที่สุด การเลื่อนระยะเวลาการขึ้นภาษี Sales Tax ในปีหน้าออกไปก็คงจะชะลอปัจจัยลบของเศรษฐกิจญี่ปุ่นไปชั่วคราวและแรงหนุนจากการใช้ QE ก็คงจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นในปีหน้ามีการฟื้นตัวบ้างแม้จะไม่มากมายก็ตาม

ในแง่การเมืองระหว่างประเทศนั้น ท่าทีของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า ทิศทางด้านความมั่นคงในภูมิภาคคงจะอยู่ในลักษณะของการแบ่งขั้วระหว่างจีนกับเอเชียแปซิฟิกซึ่งประกอบด้วย อเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีปัญหาด้านทะเลจีนใต้กับจีน ดังนั้น โอกาสที่อาเซียนจะมีเอกภาพด้านความมั่นคงก็คงจะไม่มีทางเป็นไปได้ พัฒนาการของประชาคมความมั่นคงอาเซียนจึงมีขอบเขตจำกัด

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น