การก่อการร้าย

1

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2 วันที่ผ่านได้เกิดการก่อร้ายขึ้น 2 ที่คือที่เมือง Manchester ประเทศอังกฤษและที่หมู่เกาะมินดาเนาและที่เมืองมาราวี ประเทศฟิลิปปินส์ การก่อการร้ายของทั้ง 2 กรณีมีความสัมพันธ์กันในระดับหนึ่ง โดยทั้ง 2 กรณีมีความเชื่อมโยงไปสู่กลุ่มก่อการร้าย ISIS

การก่อการร้ายในลักษณะใหม่ที่เกิดขึ้นในยุโรปและหลายประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมีความถี่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป การก่อการร้ายในรูปแบบใหม่นี้อาจจะกล่าวได้ว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์ 9/11ซึ่งเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้าย Al Qaeda โดยมีผู้นำคือนายบินลาเดน ภายหลังที่สหรัฐอเมริกาบุกอิรักในปีค.ศ. 2003 สมาชิกของกลุ่ม Al Qaeda หัวรุนแรงกลุ่มหนึ่งได้แยกตัวออกมา ผู้ก่อการร้ายเหล่านี้รวมทั้ง Al Qaeda จะเป็นกลุ่มที่นับถืออิสลามซุนนีอย่างเคร่งครัด กลุ่มที่แยกตัวออกจาก Al Qaeda ได้เริ่มขยายอิทธิพลมากขึ้นและได้ประโยชน์จากการเกิดสงครามในอิรักและซีเรีย กลุ่มเหล่านี้ได้เข้าไปช่วยเหลือกลุ่มกบฏซุนนีในอิรักและซีเรีย เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มชีอะฮ์ การเข้าไปให้การช่วยเหลือดังกล่าวทำให้กลุ่มเหล่านี้สามารถขยายอิทธิพลและเข้าถึงอาวุธได้ง่ายขึ้น ภายหลังจากที่สหรัฐอเมริกามีการดำเนินนโยบายถอนตัวออกจากอิรักในยุคของประธานาธิบดี Obama จึงเปิดช่องทางให้กับกลุ่มก่อการร้ายดังกล่าวขยายอิทธิพลและสามารถเข้ายึดเมืองโมซุลอันเป็นเมืองใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของอิรักในปี 2013 และในปีต่อมาก็สามารถยึดเมือง Raqqa ในซีเรีย การยึดเมืองของ 2 ประเทศดังกล่าวทำให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายจัดตั้งรัฐอิสลาม หรือเรียกว่า Caliphate

Caliphate ดังกล่าวเคยเกิดและขยายอิทธิพลมากมานในยุโรปในศตวรรษที่ 8 ผู้นำของ caliphate ดังกล่าวได้เข้ายืดดินแดนในยุโรปหลายแห่งและทำให้พื้นที่ของสเปนหลายแห่งอยู่ภายใต้การครอบครองของมุสลิมตั้งแต่ปี ค.ศ. 711 จนถึง ปีค.ศ.1492 อิทธิพลของ caliphate ในยุคนั้นนำไปสู่การทำสงครามครูเสดอันเป็นสงครามในการเผยแพร่ศาสนาและถือว่าเป็นลักษณะของสงครามอารยธรรม (civilizational war) หรือที่ศาสตราจารย์ Huntington เรียกว่า Clash of Civilizations

กลุ่ม ISIS จึงมีแนวคิดของการจัดตั้งรัฐอิสลาม (Caliphate) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่ประเทศอิรักและซีเรีย หลังจากจากยึดพื้นที่บางส่วนได้ อย่างไรก็ตามภายหลังกลุ่ม ISIS เรียกตัวเองว่า IS ( ตัด I และ S ซึ่งหมายถึงอิรักและซีเรียออกไป) ทั้งเป็นการประกาศว่ารัฐอิสลามจะไม่จำกัดแค่อิรักกับซีเรียแต่ครอบคลุมทั้งโลก

ความสำเร็จของ ISIS ในยุค Social media   นำไปสู่การขยายอิทธิพลทั้งด้านอุดมการณ์และวิธีการไปสู่คนมุสลิมบางส่วนในประเทศต่างๆ คนเหล่านี้บางส่วนเห็นด้วยกับอุดมการณ์หรือแนวคิด บางส่วนอาจจะมีความไม่พอใจในประเทศที่ตนอยู่จึงมีแนวคิดสอดคล้องกับ ISIS และอาจจะนำเอาวิธีการของ ISIS มาใช้ บางส่วนอาจจะเป็น lone wolf ที่ไม่พอใจสถานภาพของตนในประเทศที่ตนอยู่และได้ใช้วิธีการของ ISIS เพื่อเป็นการระบายความคับแค้นและไม่พอใจ อีกทั้งอาจจะเห็นด้วยกับแนวคิดของการต่อต้านตะวันตกของ ISIS

การก่อการร้ายทุกวันนี้ในหลายครั้งและหลายประเทศจะผูกพันกับ ISIS ทั้งนี้เนื่องจากความสัมพันธ์กับ ISIS สามารถมีได้หลายระดับ ระดับแรกผู้ก่อการร้ายเป็นสมาชิกของกลุ่ม ISIS และร่วมรบในอิรักและซีเรีย ระดับที่สองอาจหมายถึงสมาชิกของ ISIS ที่อยู่นอกอิรักและซีเรีย ระดับที่สามอาจหมายถึงคนต่างๆ ที่เห็นด้วยกับหลักการและวิธีการของ ISIS บางคนก็เดินทางไปฝึกกับ ISIS โดยตรง บางคนอาจไม่ได้รับการฝึกแต่ดำเนินการในประเทศที่ตนอาศัยอยู่ อีกระดับความสัมพันธ์กับ ISIS คือคนที่ไม่ได้สัมพันธ์กับ ISIS แต่นำเอาวิธีการของ ISIS  ไปใช้

คนเหล่านี้กลุ่ม ISIS ถือว่าเป็นเครือข่ายของ ISIS อีกทั้งยังรวมถึงกลุ่มบุคคลซึ่งอาจดำเนินการโดยคนๆ เดียวที่ก่อการร้ายในประเทศของตน คนเหล่านี้อาจจะไม่สัมพันธ์กับกลุ่ม ISIS  แต่กลุ่ม ISIS  อ้างว่านั่นคือส่วนหนึ่งของ ISIS  ทั้งนี้เพราะยิ่งสามารถเชื่อมโยงการก่อการร้ายได้มากขึ้นและถี่ขึ้นยิ่งขยายอิทธิพลของ ISIS ในฟิลิปปินส์กลุ่มก่อการร้ายนี้เรียกว่าเมาเต้ (Maute) เป็นกลุ่มใหม่ที่เริ่มจัดตั้งใน 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยมีผู้นำคือนายอับดุลลา เมาเต้ซึ่งเคยเป็นสมาชิกของกลุ่มโมโร (Moro Islamic Liberation Front) ผู้นำดังกล่าวได้มีการจัดตั้งรัฐอิสลามที่เมือง Lanao (islamic state of lanao) ซึ่งอยู่ในหมู่เกาะมินดาเนาซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการประกาศขบวนการของตนเพื่อจัดตั้งรัฐอิสลาม กลุ่มเหล่านี้จึงมีความสัมพันธ์กับกลุ่ม ISIS  ในด้านอุดมการณ์และอาจมีความสัมพันธ์ในด้านเครือข่ายเชื่อมโยง กลุ่มเหล่านี้ได้ยึดตึกและสะพานในในมาราวีเพราะมีเป้าหมายในการจัดตั้งรัฐอิสลามในลักษณะเหมือน ISIS ยึดอิรักและซีเรีย กลุ่มเหล่านี้เป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มโมโรที่ต้องการแยกแผ่นดิน ในทางปฏิบัติ จะเห็นว่าสมาชิกบางคนก็แยกตัวออกมาจากกลุ่มโมโร แม้เป้าหมายจะต่างกันกล่าวคือกลุ่มโมโรต้องการแยกแผ่นดิน แต่กลุ่มเมาเต้ (Maute) ต้องการจัดตั้งรัฐอิสลาม แต่จริงๆ แล้วเป้าหมายสุดท้ายคือตั้งรัฐอิสระใน ฟิลิปปินส์

นอกจากนั้นกลุ่มก่อการร้ายชื่ออาบูไซยาฟในฟิลิปปินส์ซึ่งมีความโดดเด่น โดยเฉพาะในปี 2014 ที่ทำให้คนตายกว่า 150 คนและเริ่มถูกรัฐบาลฟิลิปปินส์โดยการช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาในการฝึก กลุ่ม อาบูไซยาฟจึงลดลงจากราว 1,400-1,500 เหลือ 300-400 กว่าคน ปรากฏว่าในกลุ่มเมาเต้ (Maute) มีผู้นำของอาบูไซยาฟร่วมอยู่ด้วย

การก่อการร้ายถือเป็นภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21 และเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ลำบากเพราะไม่ใช่สงครามที่เผชิญหน้าที่รู้ตัวตนแน่ชัด แต่เป็นสงครามที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน อาจจะเป็นภัยที่มาจากคนที่ไม่พอใจ สถานะของตนเองในสังคมที่ตัวเองอยู่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่อาจจะสรุปได้ก็คือการก่อการร้ายที่มีจุดกำเนิดจาก 9/11 จนถึงทุกวันนี้เป็นภาพฉายของคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการต่อสู้และคัดค้านการขยายตัวของอารยธรรมตะวันตกที่มาพร้อมโลกาภิวัตน์ คนกลุ่มนี้ต่อต้านประชาธิปไตย ต่อต้านสิทธิมนุษยชน ต่อต้านทุนนิยม คนเหล่านี้เชื่อมั่นศาสนาและต้องการรักษาอารยธรรมของตน  ความเชื่อมั่นดังกล่าวทำให้คนเหล่านี้ยอมตายเพื่อปกป้องความเชื่อซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมของ caliphate สำหรับคนเหล่านี้การก่อการร้ายคือการปกป้องอารยธรรมของตนจากการเผยแพร่อารยธรรมของตะวันตก การก่อการร้ายของคนเหล่านี้ถือว่าเป็น civilizational war หรือที่ Huntington เรียกว่าการประทะกันทางอารยธรรม (Clash of Civilizations)

อย่างไรก็ตามยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่พอใจประเทศที่ตนอยู่เนื่องมีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสังคมดังกล่าวหรือไม่ประสบความสำเร็จในการปรับตัว คนเหล่านี้มักจะมาจากอารยธรรมที่ต่างจากประเทศที่ตนอยู่ ปรากฎการณ์ดังกล่าวก็เรียกได้ว่าเป็นการประทะกันทางอารยธรรม (Clash of Civilizations)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มนุษย์กับการปฏิวัติเทคโนโลยี (History of Humankind and Scientific Revolution)

11

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

บทความนี้พยายามวิเคราะห์พัฒนาการของมนุษย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของความรู้อันนำไปสู่การปฏิวัติเทคโนโลยีที่เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 จนถึงขณะนี้และกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยในครั้งนี้จะเน้นให้เห็นถึงองค์ประกอบที่สำคัญที่เป็นปัจจัยอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

มนุษย์ (homo sapiens) เริ่มกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 200,000 ปีที่แล้วโดยถิ่นกำเนิดอยู่ที่แอฟริกาและค่อยๆเคลื่อนย้ายไปสู่ทวีปต่างๆ ทั่วโลกโดยใช้เวลาเป็นหมื่นเป็นแสนปี

12

มนุษย์ (homo sapiens) อยู่ในกลุ่มสายพันธ์ที่เรียกว่า hominids ซึ่งแยกตัวออกจากสายพันธุ์ลิงชิมแปนซีเมื่อ 4 ล้านปีที่ผ่านมา กลุ่ม hominids ที่เก่าแก่คือ homo habilis และ homo erectus กล่าวคือยืนหลังตรงเหมือนคนแต่สมองยังเล็กเหมือนสัตว์   บางตำราบอกว่า  homo habilis อยู่ก่อน homo erectus เมื่อประมาน 3-4 ล้านปี    บางตำราก็กล่าวว่า homo habilis อยู่ร่วมสมัยกับ homo erectus ( ครึ่งคนครึ่งสัตว์  ครึ่งคนคือมีหลังตรง และครึ่งสัตว์คือสมองยังเล็ก)  สายพันธุ์ที่สืบทอดต่อมาจาก homo erectus คือ  neanderthal และ homo sapiens  สองสายพันธ์นี้เคยอยู่ร่วมกันเป็นเวลาหลายหมื่นปีก่อนเมื่อประมาน 3 หมื่นปีที่แล้ว Neanderthal ก็สูญพันธุ์  บางตำรากล่าวว่าที่สูญพันธ์เพราะถูก homo sapiens ฆ่าตาย ซึ่งถ้าเป็นจริงก็ถือได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide)       ครั้งแรกในประวัติศาสตร์  บางตำราก็กล่าวว่า neanderthal ปรับตัวไม่ทันกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปดังนั้น homo sapiens จึงเป็นเผ่าที่คงอยู่ และครองโลกเหนือสัตว์อื่นทั้งปวงจนถึงขณะนี้  ปัจจัยที่ทำให้ homo sapiens คงอยู่และครอบงำโลกได้ก็เพราะปัจจัยระบบคิด ความฉลาด การสื่อสาร ปัจจัยทั้ง 3 คือองค์ประกอบที่เรียกว่า sapiens อันหมายถึง ความฉลาด

พัฒนาการจากลิงชิมแปนซีมาสู่ homo erectus และ homo sapiens ต้องใช้เวลาหลายล้านปี โดยครั้งแรกเป็นการปรับเปลี่ยนในส่วนขององค์ประกอบทางสรีระจากยืนหลังตรง (Homo erectus)   มาสู่กะโหลกศีรษะที่ใหญ่ขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลมาจากการกินอาหาร โดยเริ่มจากการกินผักผลไม้มาสู่การกินซากสัตว์  กินไขสัตว์และกินปลา สรีระที่เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะสมองที่โตขึ้นทำให้ homo sapiens สามารถที่จะคิดได้ลึกกว่า มีความสามารถในการออกเสียงได้คล่องกว่าและหลากหลายกว่าอันนำไปสู่ภาษาพูด และมือที่ว่างจากการยืนตัวตรงทำให้สามารถใช้ความฉลาดในการผลิตของเพื่อช่วยตัวเองและป้องกันชีวิตจากภัยอันตรายของสัตว์ต่างๆ ความฉลาดทำให้ homo sapiens  สามารถสร้างอาวุธและฆ่าสัตว์ใหญ่เพื่อป้องกันภัยและหาอาหาร ความฉลาดทำให้เห็นถึงวิธีการเอาหินใบไม้แห้งมาขัดกันเพื่อผลิตไฟ พัฒนาการของไฟนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมากมายของมนุษย์เริ่มตั้งแต่การใช้ไฟหาอาหาร และใช้ไฟในเทคโนโลยีต่างๆ

13

อย่างไรก็ตามการปฏิวัติครั้งสำคัญของมนุษย์เริ่มครั้งแรกเมื่อ 7 หมื่นปีที่แล้วเราเรียกว่า การปฏิวัติการรับรู้  (cognitive evolution)  การปฏิวัติดังกล่าวหมายความว่ามนุษย์ใช้ความสามารถในการคิดและการพูดและสื่อสารไปยัง คนอื่นๆ ด้วยความลึกซึ้งและขยายวงได้กว้างขึ้น เช่น ถ้าลิงชิมแปนซี ตัวใดเห็นนกอินทรีก็อาจจะร้องให้ลิงตัวอื่นรู้และลิงตัวอื่นก็จะแหงนหน้าขึ้นฟ้าเพื่อดูนกอินทรีย์ แต่หากลิงตัวใดเห็นสิงโตก็อาจจะส่งสัญญาณให้รู้ถึงอันตรายจากสิงโต ลิงตัวอื่นๆ ก็จะรีบปีนขึ้นต้นไม้เพื่อหนีภัย

ในกรณีของ homo sapiens ความสามารถในการสื่อสาร การพูดและการเขียนตลอดถึงความฉลาดทำให้การสื่อสารมีความลึกซึ้งและขยายวงได้กว้าง เช่น มีคนๆ หนึ่งใช้ภาษาพูดอธิบายว่ามีสิงโตและสัตว์ใหญ่อื่นๆ อยู่ในหนองน้ำที่คนมักจะไปดื่มและยังบอกต่อว่าสัตว์เหล่านี้กำลังมา homo sapiens ก็จะรู้ถึงอันตรายร่วมกันซึ่งอาจจะมีการอพยพย้ายถิ่นฐานเป็นการป้องกันตัวเอง การสื่อสารแบบนี้ทำได้เฉพาะ homo sapiens ลักษณะของการสื่อสารดังกล่าวนำไปสู่ความจำเป็นในการรวมตัวจึงเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” เป็นการรวมตัวเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยและเป็นการรวมตัวเพื่อวิถีชีวิตที่ดีขึ้นอันเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ความเป็นสัตว์ของมนุษย์ (homo) อาจจะนำเอาส่วนประเสริฐหรือความฉลาดมาฆ่าทำลายล้างมนุษย์ด้วยกัน เช่น  อาจมีการสร้างอาวุธมาทำลายล้างกัน

14

ในยุคของการปฏิวัติการรับรู้ (cognitive evolution)  การสื่อสารจะออกมาในรูปของการพูดคุยและการซุบซิบนินทา (gossip) ผลจากการพูดคุยและการซุบซิบนินทานั้นด้านหนึ่งนำไปสู่การพัฒนาในเรื่องของการกิน เช่น บางคนบอกว่าสิ่งนั้นอร่อย สิ่งนี้อร่อย สัตว์นั้นกินได้ พืชชนิดนี้กินไม่ได้ เป็นต้น ถ้าจะกินให้อร่อยต้องใช้ไฟก็กลายเป็นตำราสเต๊กและหมูหันในปัจจุบันนี้นั่นเอง การซุบซิบนินทาอาจนำไปสู่พัฒนาการของศาสนา บางคนอาจเป็นห่วงเรื่องน้ำท่วมหรือฝนแล้งมีการพูดคุยกันจึงจำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งเหนือธรรมชาติ เกิดเป็นศาสนาในขั้นต้นอาจมีการไหว้พระจันทร์ ไหว้ต้นไม้จนนำไปสู่การเคารพบูชาพระเจ้าและกลายเป็นศาสนา การอยากมีชีวิตหลังความตาย การพูดคุยกันเรื่องนี้นำไปสู่การสร้างปิรามิดและการปลอบใจเรื่องชีวิตนิรันดร์

การซุบซิบนินทานำไปสู่การกำเนิดของปรัชญาและรัฐศาสตร์ อาจเป็นการซุบซิบนินทาระบบการเมืองที่เป็นอยู่จึงเกิดการพัฒนาระบบการเมืองแบบใหม่ เพลโตเห็นความตายของโสเครติสที่ถูกเสียงส่วนใหญ่บังคับให้ดื่มยาพิษเพราะพูดไม่เข้าหูคนส่วนใหญ่ เพลโตจึงสื่อสารกับคนอื่นๆ ว่าเสียงข้างมากเป็นอันตรายนำไปสู่เผด็จการ อริสโตเติลใช้การเขียนนำแนวคิดของเพลโตมาถ่ายทอด การซุบซิบนินทาอาจนำไปสู่การเกิดจริยธรรม เช่น เมื่อมีคนที่แต่งงานแล้วไปมีชู้กับคนอื่นก็ถูกซุบซิบนินทาว่าไม่ดีจนเกิดเป็นจริยธรรมขึ้น การซุบซิบนินทายังนำไปสู่การเกิดกฎหมาย เช่น เมื่อมีการขโมยของกันคนก็จะมองไม่ดีและมีการซุบซิบนินทาจนมีการสร้างกฎหมายขึ้น อาจกล่าวได้ว่าการปฏิวัติการรับรู้เป็นยุคที่อธิบายถึงจุดเริ่มต้นของพัฒนาการความรู้ของชาติพันธุ์มนุษย์

15

การปฏิวัติครั้งที่ 2 ซึ่งสำคัญมากก็คือการปฏิวัติเกษตรกรรม (agricultural revolution) ที่เกิดขึ้นเมื่อ 12,000 ปีที่แล้วทำให้มนุษย์หยุดเร่ร่อนและรวมตัวกันเพื่อพัฒนาอาหารและก็จะมีการต่อสู้แย่งชิงอาหารกันจึงเกิดการรวมตัวเป็นชุมชนและมีการต่อสู้แย่งชิงกัน ฝ่ายที่แพ้ก็จะตกเป็นทาส เกิดระบบทาสขึ้นมาและเกิดเป็นอาณาจักร เกิดอาณาจักรเมโสโปเตเมีย อียิปต์และจีนเมื่อประมาณ 4-5 พันปีที่แล้ว และเมื่อ 4-5 ร้อยปีก่อนคริสตกาลก็เกิดอาณาจักรกรีกและตามมาด้วยโรมัน ระบบทาสได้กลายมาเป็นระบบศักดินาและเป็นต้นกำเนิดของรัฐชาติ การปฏิวัติเกษตรกรรมใช้เวลาหลายพันปีและองค์ประกอบบางส่วนยังอยู่ถึงทุกวันนี้

การปฏิวัติของ homo sapiens ครั้งสำคัญที่สุดคือการปฏิวัติด้านเทคโนโลยี (scientific revolution) ซึ่งเริ่มต้นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 16 homo sapiens พันธุ์หนึ่งคือพวกชนชั้นกลางไม่พอใจสถานะของตนทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจเพราะสมัยนั้นเป็นยุคที่ชนชั้นกลางไม่มีอำนาจแสดงความเห็น เพราะถูกครอบงำโดยศาสนาในสเปนและตระกูล Habsbourg มีการประหารผู้คิดต่างโดยการเผาทั้งทั้งเป็น กาลิเลโอถูกคุมขังเพราะเห็นต่างว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาลและเชื่อว่าโลกกลมซึ่งขัดกับหลักคำสอนของศาสนาคริสต์คาทอลิค homo sapiens กลุ่มนี้เป็นผู้เห็นต่างจึงต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดและรักษาศักดิ์ศรีของตน homo sapiens เหล่านี้ได้เรียนรู้จาก homo sapiens ในสมัยกรีกและโรมันและนำมาปรับใช้ในศตวรรษที่ 16 เรียกว่า ยุคเรเนซองส์ (renaissance ) homo sapiens กลุ่มนี้มีแนวคิดว่ามนุษย์มีความฉลาด (sapiens) มาจากปรัชญามนุษย์นิยม (humanism) ของกรีกที่ว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลาง มนุษย์จึงควรมีอิสระทางความคิด homo sapiens กลุ่มนี้นำแนวคิดดังกล่าวมาสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง ในขณะที่มีอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่ามนุษย์มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา (religious liberism)  มนุษย์ไม่จำเป็นต้องพึ่งพระสันตปาปา มนุษย์สามารถสื่อสารกับพระเจ้าได้เอง Homo sapiens นี้คือ    มาร์ติน ลูเธอร์ ซึ่งนำไปสู่การแบ่งแยกศาสนาคริสต์ออกมาเป็นคริสตังและคริสเตียน

Homo sapiens กลุ่มเดียวกันมองว่ามนุษย์ควรมีเสรีภาพในการจัดการเพราะฉะนั้น Homo sapiens กลุ่มนี้ได้สื่อสารให้เห็นถึงความสำคัญของเสรีภาพทางเศรษฐกิจ homo sapiens นี้ได้แก่ อดัม สมิธและเดวิด ริคาโด แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่ระบอบทุนนิยมและเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ มนุษย์กลุ่มเดียวกันสื่อสารให้เห็นถึงความสำคัญของเสรีภาพทางการเมือง อันนำไปสู่ประชาธิปไตยเสรีนิยมอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยเสรีนิยมในปี ค.ศ. 1789 ที่ฝรั่งเศส homo sapiens นี้คือ ฌอง ฌาค รุสโซ homo sapiens ที่มองนอกกรอบนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านศาสนา เศรษฐกิจและการเมือง และยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอันได้แก่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 ที่มีการใช้เครื่องจักรไอน้ำเมื่อประมาณ 200 กว่าปีที่แล้ว การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ที่มีการประดิษฐ์ไฟฟ้าเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 คือระบบคอมพิวเตอร์เมื่อ 60 ปีที่แล้วและการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3.5 คือระบบดิจิตัลที่เกิดขึ้นเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว และการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นการผสานระหว่างดิจิตัล ชีวภาพ  physical และนาโนซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมหาศาล การปฏิวัติทั้ง 4 ครั้งล้วนมาจาก homo sapiens ที่มาจากตะวันตกจากยุโรปถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันและยังได้แพร่อารยธรรมไปสู่ทุกจุดของโลกและครองโลกในทุกวันนี้ Homo sapiens อื่นๆ เริ่มเลียนแบบและเรียนรู้จาก homo sapiens เหล่านี้

ประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์มนุษย์มีพัฒนาการมากว่า 7 หมื่นปี สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้อยู่ในขั้นตอนของการปฏิวัติเทคโนโลยีซึ่งเกิดเมื่อประมาณ 500 ปีโดย homo sapiens ในยุโรปและอเมริกา homo sapiens เหล่านี้เป็นผู้ครอบงำอารยธรรมของโลกจนถึงทุกวันนี้ หลายคนอาจแปลกใจว่าทำไม  homo sapiens ในยุโรปจึงมีอิทธิพลต่อทั่งโลก อาจกล่าวได้ว่าไม่ได้มาจากสรีระที่แตกต่างกันเพราะมนุษย์ขนาดของกะโหลกศีรษะที่เท่ากัน แต่มาจากกระบวนการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน กระบวนการเรียนรู้แบบให้มองนอกกรอบทำให้ homo sapiens เหล่านี้มีความคิดที่ลึกซึ้งและซับซ้อน ในขณะที่ homo sapiens ที่ใช้ตาและหูก็จะมีระบบคิดแบบตื้นเขิน ระบบคิดที่ลึกซึ้งนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมที่ลึกซึ้ง การที่ประเทศใดจะเจริญได้นั้นข้อสำคัญไม่ใช่การปฏิรูปการศึกษา แต่เป็นการพัฒนาการศึกษาที่นำไปสู่ homo sapiens ที่คิดนอกกรอบ ประเทศจะพัฒนาได้หรือไม่คำตอบจึงอยู่ที่คุณภาพของการศึกษาที่เราจะปฏิรูป

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ไทยกับเส้นทางสายไหมของจีน

000

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2-3 วันก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์ได้พาดหัวข่าวในเรื่องของการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับฮ่องกงและเน้นความสำคัญของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (Eastern Economic corridor) ของไทยอันประกอบไปด้วยชลบุรี ระยองและฉะเชิงเทราซึ่งจะเป็นเขตพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนอันเป็นองค์ประกอบของ Thailand 4.0 ในกรอบความสัมพันธ์กับฮ่องกงนั้นไทยต้องการเป็นฮับในการเชื่อมโยงอาเซียนและฮ่องกงเป็นจุดเชื่อมต่อกับจีนแผ่นดินใหญ่ ความสัมพันธ์ดังกล่าวเกี่ยวพันกับยุทธศาสตร์ของจีนกับอาเซียนในกรอบของเส้นทางสายไหม one belt, one road ส่วนในอาเซียนเป็นกรอบความสัมพันธ์ของ AEC 2015 และการร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion หรือ GMS) ในบริบทของความร่วมมือดังกล่าวนี้ไทยหวังว่าโดยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์บวกกับการดำเนินนโยบาย ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคที่ไม่ได้ครอบคลุมแค่ในอาเซียนแต่ยังรวมถึงเอเชียทั้งในทางบกและทางทะเลอีกด้วย

ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมของจีนซึ่งมีชื่อเต็มว่า “The Silk Road Economic Belt and the 21st century Maritime Silk Road” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “one belt, one road (OBOR)” ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเริ่มเป็นที่เปิดเผยและมีการพูดถึงครั้งแรกโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในเดือนกันยายนและเดือนตุลาคมปีค.ศ. 2013 ในช่วงที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเยี่ยมเยือนประเทศในเอเชียกลางและอาเซียน โดยได้เสนอให้ประเทศดังกล่าวร่วมมือกันสร้างเส้นทางสายไหมทั้งทางบกและทางทะเล ความร่วมมือดังกล่าวนี้อยู่ในกรอบที่เรียกว่า Belt อันประกอบด้วยกลุ่มประเทศที่อยู่ในเส้นทางสายไหมทางบกเก่าคือครอบคลุมเอเชียกลาง เอเชียตะวันตก ตะวันออกกลางและยุโรป อย่างไรก็ตามได้มีการเพิ่มกลุ่มประเทศให้เข้าอยู่ใน Belt ดังกล่าวคือกลุ่มประเทศในเอเชียใต้และอาเซียน สิ่งที่น่าสังเกตคือกลุ่มประเทศที่อยู่ใน Belt จะเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นสมาชิกของธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank หรือ AIIB) ซึ่งเป็นการริเริ่มและนำโดยประเทศจีน

เส้นทางสายไหมทางบกที่กล่าวถึงนี้มีทั้งหมด 3 เส้นทางด้วยกันคือ ระเบียงทางเหนือ (north belt) เชื่อมจีนไปยังเอเชียกลาง รัสเซียและยุโรป ระเบียงกลาง (central belt) เชื่อมโยงไปยังเอเชียกลาง เอเชียตะวันตก ตะวันออกกลาง อ่าวเปอร์เซียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ระเบียงใต้ (south corridor) จะเชื่อมจีนไปยังอาเซียน เอเชียใต้และมหาสมุทรอินเดีย เส้นทางสายไหมทางทะเลที่เรียกว่า “Maritime Silk Road” หรือ “21st century Maritime Silk Road” ซึ่งจะเชื่อมระหว่างจีน อาเซียน โอเชียเนีย แอฟริกาตอนเหนือ ทะเลจีนใต้ มหาสมุทรแปซิฟิกใต้และมหาสมุทรอินเดีย หลังจากการประกาศนโยบายดังกล่าวผู้นำของจีนทั้งประธานาธิบดีสี จิ้นผิงและนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงต่างก็ได้ไปเยือนประเทศต่างๆ เพื่อหาความร่วมมือในการพัฒนาความเชื่อมโยงดังกล่าว


โครงการ one belt, one road คือการสร้าง connectivity ที่เชื่อมโยง 3 ทวีปคือเอเชีย ยุโรปและแอฟริกา โดยครอบคลุมกลุ่มประเทศที่เรียกว่าโอเชียเนียด้วย การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อขยายไปสู่การค้า การลงทุน การท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ส่วนหนึ่งเป็นการส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน อีกส่วนหนึ่งเป็นการแสดงแสนยานุภาพด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของจีน ยุทธศาสตร์ของจีนในส่วนนี้คือพัฒนาแสนยานุภาพทั้งในด้านการค้า การลงทุนและความมั่นคงและเป็นการถ่วงดุลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงนโยบายต่างประเทศที่สำคัญของจีนคือการประกาศตัวเป็นประเทศมหาอำนาจโลก (global power)

ในส่วนของอาเซียนนั้นก็กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาความแน่นแฟ้นสู่ประชาคมอาเซียน 2025 ซึ่งครอบคลุมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมความมั่นคงอาเซียนและประชาคมวัฒนธรรมอาเซียน อีกทั้งพัฒนาอาเซียน +3 และอาเซียน +6 ไปสู่ Regional Comprehensive Economic Partnership ซึ่งในที่สุดจะเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก” หรือตลาดร่วมเอเชียตะวันออก ในบริบทที่เล็กลงก็เกิดการรวมกลุ่มในระดับอนุภูมิภาค ในส่วนของไทยมี 2 โครงการคือสามเหลี่ยมตอนใต้ (IMTGT) ที่เชื่อมโยงไทย         อินโดนีเชียและมาเลเซียและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ในส่วนนี้จะมีการเชื่อม 5 ประเทศที่ติดแม่น้ำโขงกับตอนใต้ของจีนคือมณฑลยูนนาน ภายใต้กรอบของ GMS ก็มีการเชื่อมโยงในรูปของระเบียงเศรษฐกิจ 3 ระเบียงคือเหนือ-ใต้ ตะวันออก-ตะวันตกและใต้-ใต้ ทั้ง 3 ระเบียงนอกจากเชื่อมโยงในกลุ่ม 5 ประเทศอาเซียนแล้วยังเชื่อมโยงกับ OBOR ของจีนและ IMTGT อีกด้วย

ภายใต้กรอบของ GMS และภายใต้บริบทของ 3 ระเบียงจะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกันข้ามประเทศ เช่น ในระเบียงตะวันออก-ตะวันตกจะมีเว้ ดานัง สุวรรณเขต มุกดาหาร ขอนแก่น พิษณุโลก แม่สอดข้ามไปเมียวดีจนไปถึงมะละแหม่ง เส้นทางดังกล่าวยังไปเชื่อมโยงกับระเบียงเหนือ-ใต้และระเบียงใต้-ใต้ ดังนั้นถ้ามองจากบริบทของภูมิรัฐศาสตร์และกรอบความร่วมมือ ไทยจะมีความได้เปรียบในการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การค้าและการลงทุนและจึงไม่น่าแปลกใจว่าความจำเป็นในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ เช่น ความเชื่อมโยงระหว่างทวายมาแหลมฉบัง และจากแหลมฉบังก็จะสามารถเชื่อมไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านผ่านระเบียงใต้-ใต้ไปสู่เขมรและเวียดนาม ระเบียงเหนือ-ใต้ เชื่อมไปสู่ลาวและเชื่อมกับ OBOR ของจีน พลวัตรของการเชื่อมโยงภายใต้กรอบของ OBOR ประชาคมอาเซียนและ GMS

ซึ่งเมื่อประติดประต่อเป็นจิ๊กซอว์เข้าด้วยกันในอนาคตภูมิภาคอาเซียนทั้งหมดจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์มากมายและเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของภูมิภาค แม้ไทยจะได้เปรียบในเชิงที่ตั้งซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ แต่ไทยจะสามารถเป็นฮับในด้านต่างๆ ได้หรือไม่ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการพัฒนายุทธศาสตร์ของรัฐบาลทั้งในปัจจุบันและในอนาคต อย่างไรก็ตามในเชิงของที่ตั้งและพลวัตรของการเปลี่ยนแปลงของทุกประเทศ ไทยมีความได้เปรียบประเทศอื่นๆ ในอาเซียนในการเป็นฮับ โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์

จึงไม่น่าแปลกใจว่าในบริบทที่กล่าวถึงนี้ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาไทยให้เป็นฮับจึงไม่ได้เกิดขึ้นมาในรัฐบาลนี้แต่มีการดำเนินการมาก่อนหน้านี้นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 ที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ได้เข้ามาช่วยเหลือ กรอบ 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจในเวลานั้นและกลายเป็น GMS ในปัจจุบัน แต่ที่ผ่านมามีอุปสรรคที่สำคัญคือพม่า  เนื่องจากพม่ายังมีปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ นับตั้งแต่พม่าเปิดประเทศ โดยเฉพาะตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปีค.ศ. 2008 อุปสรรคดังกล่าวจึงคลี่คลายไป การเปิดประเทศของพม่าจึงเป็นพลวัตรของการเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่ใช่แค่ในอาเซียนแต่ยังเป็นอาเซียน +6 ซึงเชื่อมโยงไปสู่ OBOR

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การเลือกตั้งฝรั่งเศสอีกครั้ง

111

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

จากผลการเลือกตั้งรอบแรกของฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมาปรากฏว่านาย Macron และนาง Le Pen ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งและสองโดยนาย Macron ได้คะแนนเสียง 24.01% และนาง Le Pen ได้คะแนนเสียง 21.3%

ในวันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคมนี้ก็จะมีการเลือกตั้งรอบสองเพื่อที่จะได้ประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศส เมื่อคืนนี้ได้มีการโต้วาทีระหว่างนาย Macron กับนาง Le Pen คู่ชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีการโต้วาทีดังกล่าวถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกตั้งแต่ปีค.ศ. 1974 ผลครั้งนั้นเป็นการโต้วาทีระหว่างนาย Giscard d’Estaing และนาย François Mitterrand หลังจากนั้นก็ไม่มีการโต้วาทีระหว่างผู้เข้ารอบชิงชัยประธานาธิบดีอีก

การโต้วาทีทางโทรทัศน์เมื่อคืนนี้ระหว่างนาย Macron ผู้นำพรรค En Marche และนาง Le Pen ผู้นำพรรค National Front จึงเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจของฝรั่งเศส ขณะที่นาง Le Pen ใช้เวทีดังกล่าวโจมตีนาย Macron เพื่อเพิ่มคะแนนนิยมให้ตัวเองซึ่งในขณะนี้ถูกทิ้งห่างอยู่ 18-20% (การหยั่งเสียงล่าสุดนาย Macron มีคะแนนนิยม 59% และนาง Le Pen มีคะแนนนิยม 41%) การโต้วาทีดังกล่าวจึงเป็นโอกาสสุดท้ายที่นาง Le Pen ต้องการตีตื้น นาย Macron ก็จำเป็นต้องร่วมรายการ แม้ว่าเขาจะอายุเพียง 39 ปี และไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน (ยกเว้นตอนเป็นรัฐมนตรีทางเศรษฐกิจในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา) สิ่งที่เขาต้องการพิสูจน์คือความรู้ความสามารถของเขาให้คนฝรั่งเศสเห็นว่าเขาพร้อมที่จะเป็นประธานาธิบดีได้ จากผลการหยั่งเสียงของการโต้วาทีเมื่อคืนนาย Macron ได้ 63% นาง Le Pen ได้ 34%

แนวนโยบายของนาย Macron และนาง Le Pen นั้นจะมีความแตกต่างกันทั้งสองคนได้เน้นนโยบายเร่งด่วน 5 ประการ

สำหรับนาย Macron นโยบายเร่งด่วนประกอบด้วย

1. ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบในด้านตลาดแรงงานด้วยการออกมาเป็นรูปของกฤษฎีกาเพื่อเป็นการให้จ้างงานและเลิกจ้างงานง่ายขึ้น เพื่อลดต้นทุนของการจ้างงานและด้านสวัสดิการแรงงาน

2. มีการปรับปรุงด้านธรรมาภิบาลที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการและนักการเมือง

3. จะพัฒนาความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและเสริมสร้างความเข้มแข็ง โดยเน้นความร่วมมือกับเยอรมนีเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของสหภาพยุโรป

4. จะมีการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของธุรกิจ

5. จะปรับปรุงการศึกษาในชั้นประถมศึกษาโดยการแบ่งกลุ่มนักเรียน 8 คนต่ออาจารย์ 1 คน

ในด้านนโยบายเร่งด่วนของนาง Le Pen ประกอบด้วย

1. จะมีการเจรจาในเรื่องของการปรับปรุงเงื่อนไขของการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปโดยเน้นการคืนอำนาจให้กับประเทศสมาชิกและถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะออกจากสหภาพยุโรป

2. จะมีการชะลอในด้านการรับผู้อพยพ กล่าวคือจะให้วีซ่าเฉพาะระยะสั้นกับนักท่องเที่ยว แต่จะชลอการให้วีซ่าระยะยาว อีกทั้งมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น

3. จะมีการควบคุมอย่างเข้มข้นในด้านชายแดนและจะออกจาก Schengen

4. จะขับไล่ผู้ที่ต้องสงสัยหรือมีประวัติเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายออกนอกประเทศ

5. มีการลดภาษีโดยโดนเฉพาะภาษาเงินได้บุคคลธรรมดาลง 10% สำหรับช่วงของผู้ที่มีรายได้ต่ำที่สุดสองช่วงแรก

ในการหาเสียงโค้งสุดท้ายนาง Le Pen ซึ่งรู้ตัวว่าเสียเปรียบโดยเฉพาะจากการหยั่งคะแนนเสียงติดต่อกันเป็นเวลาสองเดือน คะแนนนิยมของนาง Le Pen และนาย Macron ในกรณีที่แข่งกันก็จะอยู่ระหว่าง 40% สำหรับนาง Le Pen และอีก 60% สำหรับนาย Macron โดยคลาดเคลื่อนไม่เกินบวกลบ 2 % ดังนั้นโอกาสที่นาง Le Pen จะได้ชัยชนะมีจำกัดมาก นาง Le Pen มีคะแนนเสียงที่มั่นคงอยู่ที่ 20-23% โอกาสที่จะขยายฐานให้มากกว่านี้อาจทำได้บ้างแต่อยู่ในขอบเขตจำกัด

ที่เป็นเช่นนี้เพราะภาพลักษณ์ของพรรค National Front ซึ่งมีนโยบายขวาจัดถือเป็นภาพลบมาโดยตลอด ยิ่งกว่านั้นแม้คนจะพอใจนโยบายของนาง Le Pen ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้นโยบายเข้มข้นต่อต้านการลี้ภัย แต่ประชาชนกว่า 60% ของฝรั่งเศสยังต้องการใช้เงินสกุลยูโรและเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปต่อไป แนวนโยบายของนาง Le Pen ซึ่งจะออกจากสหภาพยุโรปเพื่อมาใช้เงินฟรังจะทำให้คนจำนวนมากไม่กล้าเลือกพรรคของนาง Le Pen เพื่อแก้ไขภาพลักษณ์ดังกล่าว นาง Le Pen จึงได้ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค National Front ชั่วคราวเพื่อประกาศว่าเขาเป็นตัวแทนของกลุ่มประชาชนที่มีวงกว้างมากขึ้นและไม่ได้ขวาจัดอย่างที่คนคิด หนึ่งในวิธีการคือพยายามเลี่ยงที่จะพูดถึงนโยบายที่จะออกจากสหภาพยุโรป แต่บอกประชาชนว่าการออกจากสหภาพยุโรปเป็นเรื่องระยะยาวซึ่งต้องอาจใช้เวลาเป็นปี และถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องออก นอกจากนั้นพรรค National Front ซึ่งเดิมต่อต้านยิวโดยเฉพาะพ่อของนาง Le Pen นาง Le Penเลยใช้วิธีไล่พ่อออกจากพรรคและประกาศตัวว่าไม่ได้ต่อต้านยิว

ในการโต้วาทีเมื่อเย็นวานนี้สิ่งที่เป็นความได้เปรียบเสียเปรียบคือประโยคโต้ตอบสุดท้ายระหว่างนาง Le Pen และนาย Macron นาง Le Pen กล่าวโจมตีนาย Macron ว่าเป็นทายาทของประธานาธิบดี François  Hollande ซึ่งคือตัวแทนของนายทุน ในขณะที่นาย Macron ตอบกลับว่า “คุณยังคิดว่าเรากำลังอยู่ในรายการโทรทัศน์ ในขณะที่คุณยังหมกมุ่นอยู่กับการแสดงออกในโทรทัศน์ สำหรับเขากำลังเตรียมการเพื่อเป็นประธานาธิบดีแล้ว” สรุปคือนาย Macron บอกต่อประชาชนว่านาง Le Pen ยังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องซ้ำๆ ซากๆ ไม่มีการวางตัววางนโยบายเพื่อเป็นประธานาธิบดี สำหรับเขาได้เตรียมการไว้แล้ว จากคะแนนนิยมที่ห่างกันกว่า 20% กับคะแนนโหวตในโทรทัศน์จะเห็นว่าโอกาสที่จะพลิกล็อคเป็นไปได้ยากและนาย Macron มีโอกาสสูงที่จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี สิ่งที่ต้องจับตามองคือในการเลือกตั้งจะมีผู้ไม่ไปออกเสียงหรือ vote blank ยิ่งมีมากก็จะทำให้คะแนนของนาย Macron ลดลงซึ่งเป็นแผนที่นาง Le Pen เชิญชวนให้คนไม่ไปออกเสียงถ้าไม่เลือกเขา ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งก็คือถ้าคะแนนเสียงของนาง Le Pen ในการเลือกตั้งครั้งที่สองมีจำนวนมากแม้จะนาย Macron แต่ก็จะทำให้การบริหารงานของนาย Macron ในอนาคตมีความลำบากเพราะประชาชนจำนวนมากยังทีความคิดไปทางขวาซึ่งจะช่วยนาง Le Pen ในอนาคตถ้านาย Macron ล้มเหลวในการเป็นประธานาธิบดี

การเลือกตั้งประธานาธิบดีของฝรั่งเศสในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้แม้นาย Macron จะได้ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะหมดไป เพราะในการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 11และ 18 มิถุนายนนี้ถ้าพรรคของนาย Macron ไม่ได้เสียงข้างมากก็จะเกิดปรากฎการณ์ cohabitation คือนายกรัฐมนตรีมาจากพรรคหนึ่งและประธานาธิบดีมาจากอีกพรรคหนึ่งซึ่งอาจจะมีนโยบายไม่เหมือนกัน การบริหารงานก็จะเป็นปัญหาซึ่งจะส่งเสริมให้พรรคของนาง Le Pen ได้ประโยชน์มากขึ้นจากความขัดแย้งของการบริหาร สรุปคือปัญหาการเมืองของฝรั่งเศสไม่ได้จบลงในวันอาทิตย์นี้ แต่ต้องติดตามการเมืองของฝรั่งเศสในการเลือกตั้งในเดือนมิถุนายนนี้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การเลือกตั้ง “ประธานาธิบดีฝรั่งเศส” เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

1

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ผลที่ออกมาเป็นไปตามที่มีการคาดการณ์ไว้คือนาย Emmanuel Macron ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่ 1 โดยได้คะแนนเสียง 24.1% อันดับที่ 2 คือนาง Marine Le Pen ได้คะแนนเสียง 21.30% อันดับที่ 3 และ 4 ได้คะแนนเสียงใกล้เคียงกันคือนาย François Fillon จากพรรคขวากลาง (The Republicans หรือ LR) ได้คะแนนเสียง 19.9% และนาย Jean-Luc Mélenchon จากพรรคซ้ายจัด (La France insoumise) ได้คะแนนเสียง 19.6% และสุดท้ายคือนาย Benoît Hamon จากพรรคสังคมนิยม (Socialist Party) ได้คะแนนเสียง 6.3%

จากผลการเลือกตั้งครั้งนี้เนื่องจากไม่มีใครได้คะแนนเสียงเกิน 50% ผู้ที่ได้อันดับ 1 และ 2 คือนาย Emmanuel Macron และนาง Marine Le Pen จะต้องแข่งขันกันใหม่ในการเลือกตั้งในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้

การเลือกตั้งของฝรั่งเศสครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. 1958 ซึ่งมีการตั้งระบบสาธารณะรัฐที่ 5 อันเป็นระบบกึ่งประธานาธิบดีซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่กล่าวมานี้คือ

1. เป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปีที่พรรคใหญ่ 2 พรรคคือพรรคขวากลาง (LS) และพรรคสังคมนิยมแพ้พร้อมกันในการเลือกตั้งรอบแรก

2. พรรคใหม่คือพรรค En Marche ของนาย Macron ซึ่งก่อตั้งมาได้ประมาณ 1 ปีสามารถได้รับคะแนนเสียงสูงสุดในรอบแรก อีกทั้งนาย Macron มีอายุเพียง 39 ปีซึ่งเป็นผู้ชิงชัยประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งในรอบแรกที่อายุน้อยที่สุดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

3. พรรคขวาจัดคือพรรค National Front (FN) ของนาง Le Pen ได้รับคะแนนเสียงเกิน 20% เป็นครั้งแรก

ในการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ที่จะชี้ชะตาว่าใครเป็นประธานาธิบดีนั้นมีการวิเคราะห์ไว้ว่าจะมีโอกาสสูงที่นาย Macron จะได้เป็นประธานาธิบดี กล่าวคือที่มีการวิเคราะห์ในเชิงคณิตศาสตร์โดยคำนวณว่านาย Macron ซึ่งได้คะแนนเสียง 24.1% ในการเลือกตั้งรอบสองสมาชิกพรรคกว่า 60-70% ของพรรค LR และพรรคสังคมนิยมจะเลือก นาย Macron และบางส่วนที่ไม่เลือกนาย Macron ก็จะไม่เลือกใครเลย

ส่วนพรรค La France insoumise นั้น 9% (จาก 19.6%) จากพรรคดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเลือกนาง Le Pen อีก 22% (จาก 19.6%) จะไม่เลือกใครเลย นั่นหมายความว่า 60% ที่จะไม่เลือกนาง Le Pen ส่วนใหญ่ก็จะเลือกนาย Macron ข้อสรุปจากตัวเลขดังกล่าวจะสรุปได้ว่านาย Macron จะได้คะแนนเสียงเกิน 60% นาง Le Pen จะได้ประมาณ 30% ซึ่งทิ้งห่างกันกว่า 20% เพราะฉะนั้นโอกาสที่นาย Macron จะชนะมีสูงมาก

การที่นาย Macron จะได้คะแนนเสียงจากพรรคต่างๆ ที่พ่ายแพ้เขาส่วนสำคัญจะมาจากพรรคเหล่านี้จำเป็นต้องเลือกนาย Macron เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคขวาจัดของนาง Le Pen ได้รับเลือกเพราะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนแผ่นดินถล่มเพราะนาง Le Pen ประกาศว่าจะถอนตัวออกจากสกุลเงินยูโร ทำประชามติออกจากสหภาพยุโรป ถอนตัวออกจากกองบัญชาการสูงสุดของ Nato (ไม่ใช่การออกจากการเป็นสมาชิก Nato เช่นที่นาย Charles de Gaulle เคยทำในปีค.ศ. 1966) จะใกล้ชิดกับรัสเซียมากขึ้นและยกเลิกการ sanction รัสเซีย ยกเลิก Schengen ปิดพรมแดนป้องกันการเคลื่อนย้ายและยกเลิกกฎหมายที่อนุญาตให้คนที่เกิดในฝรั่งเศสถือสัญชาติฝรั่งเศสซึ่งจะกระทบกับคนต่างชาติที่อยู่ในฝรั่งเศส

การเลือกตั้งครั้งที่ 2 นี้มีความเป็นไปได้ที่จะมีลักษณะเหมือนกับการเลือกตั้งในปีค.ศ. 2002 ที่พรรคต่างๆ ที่สนับสนุนพรรคขวากลางซึ่งผู้นำในขณะนั้นคือนาย Jacques Chirac เพื่อปิดกั้นไม่ให้นาย Le Pen ผู้พ่อขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี

ถ้านาย Macron ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแนวนโยบายที่จะเกิดขึ้นคือ

1. นโยบายด้านสหภาพยุโรป คือยังมีการสนับสนุนเงินยูโรแต่จะเพิ่มหลักการในการบริหารให้มีประสิทธิภาพ (governance) สร้างความแข็งแกร่งให้สหภาพยุโรปมากขึ้น

2. แนวนโยบายกับ Nato คือไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของฝรั่งเศสใน Nato ยังสนับสนุน Nato แต่ไม่ต้องการให้ Nato รับสมาชิกใหม่เพิ่ม

3. นโยบายด้านผู้ลี้ภัย แม้ว่าจะไม่ปิดพรมแดนแต่ก็จะมีการควบคุมมากขึ้น ไม่มีการกำหนดโควตาผู้ลี้ภัย และยังสนับสนุน Schengen

4. ปรับปรุงประสิทธิภาพของเศรษฐกิจด้วยการลดจำนวนข้าราชการจำนวน 110,000 คน ลดภาษีบุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล ลดรายจ่ายของภาครัฐเมื่อเทียบกับ GDP ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีการเรียน 2 ภาษาและกลับมาเรียนภาษากรีกและละตินดังที่เคยทำในอดีต ปรับปุรงแรงงานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น กล่าวคือองค์กรสามารถรับและไล่แรงงานออกได้ง่ายขึ้น

อาจกล่าวได้ว่าภายใต้นาย Macron นโยบายทั้งหมดคือรักษาสภาพเดิมแต่จะมีการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือง

แม้นาย Macron จะได้รับการเลือกตั้งแต่ปัญหาที่จะตามมาซึ่งจะเกิดจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนในวันที่ 11 และ 18 พฤษภาคม (2 รอบ) คือถ้าพรรค En Marche ของนาย Macron ซึ่งเป็นพรรคใหม่ไม่สามารถมีคะแนนเสียงข้างมากในสภาซึ่งมีทั้งหมด 577 เสียงได้จะเป็นปัญหาในทางบริหารและจะเกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Cohabitation กล่าวคือประธานาธิบดีมาจากพรรคหนึ่ง ในขณะเดียวกันคะแนนเสียงในสภาซึ่งจะเลือกนายกรัฐมนตรีมาจากอีกพรรคหนึ่งซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้งเช่นในสมัยของประธานาธิบดี François Hollande จากพรรคสังคมนิยมนายกรัฐมนตรี Jacques Chirac จากพรรคขวากลางเป็นต้น กฎหมายรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสซึ่งมีลักษณะกึ่งประธานาธิบดีให้อำนาจกับประธานาธิบดีซึ่งเป็นประมุขของประเทศและมีอำนาจในการบริหารร่วมกับรัฐบาลด้วย และจะเป็นปัญหาในเรื่องเอกภาพของการบริหาร

ความจริงการเลือกตั้งฝรั่งเศสยังไม่น่าตื่นเต้นเท่าการเลือกตั้งในอิตาลีในปี 2018 หรืออาจรุ่นมากอย่างเร็วในปีนี้ ขณะนี้พรรคที่ต้องการออกจะสหภาพยุโรป 2 พรรคคือพรรค Five Star Movement หรือพรรค 5 ดาวและพรรค Liga del Norte  พรรค 5 ดาวมีคะแนนสูสีกับรัฐบาลในขณะนี้ ถ้าพรรค 5 ดาวได้ที่ 1 และคะแนนเกิน 30% ตามรัฐธรรมนูญของอิตาลีจะปรับให้มีคะแนนเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนเกิน 50% และตั้งรัฐบาลได้ จะส่งผลต่อสหภาพยุโรปเพราะพรรคดังกล่าวต้องการจะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปและอิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศก่อตั้งสหภาพยุโรปเช่นเดียวกับฝรั่งเศส

สิ่งที่น่าติดตามคือการทำ Referendum ออกจากสหภาพยุโรปของฝรั่งเศสและอิตาลี ไม่ใช่การออกจากสหภาพยุโรปโดยอัตโนมัติเพราะประชาชนยังต้องการอยู่กับสหภาพยุโรป ถ้าพรรคขวาจัดของทั้ง 2 ประเทศได้เป็นรัฐบาลก็ไม่ได้หมายความว่าสหภาพยุโรปจะพังเพราะ referendum ออกจากสหภาพยุโรปอาจจะไม่ผ่านก็ได้ อย่างไรก็ตามถ้าพรรคขวาจัดได้เป็นรัฐบาลจะเกิดความแตกตื่นในกลุ่มนักลงทุนและส่งผลต่อลูกโซ่ไปยังประเทศอื่นซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในสหภาพยุโรปและทั่วโลกได้

ถ้านาย Macron ชนะในการเลือกตั้งอย่างน้อยจะแสดงให้เห็นว่าความนิยมในพรรคขวาจัดลดลงและโลกก็จะสบายใจไปได้อีกระยะคือจะไม่มีการเปลี่ยนแปลแบบถล่มทลาย สถานะทางเศรษฐกิจและการเมืองจะยังคงอยู่

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

วิกฤตการณ์เกาหลี

1

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทั่วโลกจะตื่นเต้นกับความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี บ้างเกรงว่าจะเกิดสงคราม ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ได้รับผลกระทบโดยราคาหุ้นมีการลดลงกันอย่างทั่วหน้า ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรเกาหลีดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งแต่โอกาสที่จะนำไปสู่การเกิดสงครามยังมีขอบเขตจำกัด โอกาสที่จะเกิดสงครามอาจจะยังไม่พูดถึงในขณะนี้ กล่าวคือความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามยังมีน้อยมาก

ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีมีตัวแสดงที่สำคัญประกอบด้วยเกาหลีเหนือ สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ความตึงเครียดดังกล่าวมีมายาวนานนับ 10 ปีมาจากการที่เกาหลีเหนือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์โดยในระยะ 4-5 ปีให้หลังมีความก้าวหน้าและต่อเนื่องจนถึงขั้นพัฒนาขีปนาวุธพิสัยกลางได้สำเร็จซึ่งสามารถที่จะยิงไปสู่เป้าหมายเกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเกิดจากผู้นำไม่ว่าจะเป็นคิม จอง อิลหรือคิม จอง อึนต่างตระหนักว่าในยุคหลังสงครามเย็นและยุคของ Social media จะนำไปสู่จุดจบของระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งในขณะนี้เหลือประเทศที่ยังเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจคือคิวบาและเกาหลีเหนือเท่านั้น จีน ลาว และเวียดนามนั้นอาจเป็นคอมมิวนิสต์ในทางการเมืองคือเป็นเผด็จการในทางการเมือง แต่ทางเศรษฐกิจเริ่มพัฒนาไปสู่ทุนนิยม ในขณะเดียวกันคิวบาก็กำลังพัฒนาไปสู่ทุนนิยมด้วย จึงเหลือเกาหลีเหนือเพียงประเทศเดียวที่ยังเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง

ในยุคดิจิตัลผู้นำคอมมิวนิสต์รู้ดีว่าระบบจะถูกบ่อนทำลายได้ทั้งจากภายในและภายนอก ด้านภายในสิ่งที่รัฐบาลทำคือการปิดหูปิดตาประชาชนและใช้สื่อของรัฐโฆษณาชวนเชื่อ เน้นชาตินิยมและอาศัยความตึงเครียดภายนอกเพื่อเบนความสนใจของคนจากปัญหาทางเศรษฐกิจไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการเผชิญหน้ากับศัตรูภายนอกซึ่งในที่นี้หมายถึงสหรัฐอเมริกา

การสร้างปรมาณูของผู้นำเกาหลีเหนือจึงมีไว้เพื่อป้องกันความอยู่รอดของตัวเอง กล่าวคือถ้าเกาหลีเหนือไม่มีปรมาณูถึงจุดหนึ่งระบอบคอมมิวนิสต์ของเกาหลีเหนือต้องถูกทำลายทั้งจากทางตรงและทางอ้อมโดยสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ เกมก็จะจบลงเป็นเกมศูนย์ (zero-sum game) กล่าวคือเกาหลีเหนือแพ้ สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นชนะ เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ดังกล่าวเกาหลีเหนือจึงต้องสร้างปรมาณูเพื่อเปลี่ยนเกมเป็น “เกมลบ (negative sum game)”

กล่าวคือถ้าเกิดสงครามแม้สหรัฐอเมริกาจะชนะแต่ผลกระทบจากปรมาณูของเกาหลีเหนือจะทำให้เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเสียหายอย่างมากเช่นกัน การสร้างปรมาณูของเกาหลีเหนือจึงเป็นการป้องกันความอยู่รอดของตัวเองและป้องปรามไม่ให้สหรัฐอเมริกาดำเนินนโยบายทำลายล้างระบอบคอมมิวนิสต์ของเกาหลีเหนือ ผู้นำเกาหลีเหนือรู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงจากระบอบคอมมิวนิสต์ไปเป็นระบอบทุนนิยมและประชาธิปไตยนั้น โอกาสที่ผู้นำจะถูกทำลายมีสูง โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างราบรื่นมีน้อยมาก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเกาหลีเหนือสร้างระเบิดปรมาณูเพื่อรักษาความอยู่รอดของตัวเองจากภัยคุกคามจากภายในทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งเป็นการสร้างอำนาจต่อรองเพื่อจะได้รับเงื่อนไขในการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากต่างประเทศ

ในขณะที่สหรัฐอเมริการวมทั้งจีน เกาหลีใต้และญี่ปุ่นต่างก็ไม่พอใจการสร้างปรมาณูของเกาหลีเหนือ สิ่งที่ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาต้องการคือการควบคุมและหยุดยั้งพัฒนาการในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ในอดีตสหรัฐอเมริกาก็ได้ใช้วิธีที่จะให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจกับเกาหลีเหนือเพื่อแลกกับการที่เกาหลีเหนือจะเข้าเป็นสมาชิกในสนธิสัญญาว่าด้วยการไม่แผ่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (The Treaty of Non-Proliferation of Nuclear Weapons) ซึ่งเกาหลีเหนือก็ยอมรับแต่ในท้ายที่สุดก็ไม่ยอมรับสนธิสัญญาดังกล่าวและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป

ในแง่นโยบายการต่างประเทศของจีนส่วนหนึ่งไม่ต้องการให้เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งตรงกับสหรัฐอเมริกา แต่จีนต้องปกป้องเกาหลีเหนือเพื่อเป็นเครื่องมือถ่วงดุลสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร กล่าวคือถ้าเกาหลีเหนือพังทลายและมีการรวมเกาหลีภายใต้เกาหลีใต้ จีนจะต้องถูกโอบล้อมโดยสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรคือญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ซึ่งจีนรับไม่ได้ แม้จีนจะไม่พอใจนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ แต่จีนก็ร่วมมือ sanction เกาหลีเหนือในขอบเขตจำกัด ดังนั้นจึงเปิดโอกาสให้เกาหลีเหนือภายใต้คิม จอง อึน พัฒนาแสนยานุภาพอาวุธนิวเคลียร์ก้าวหน้าไปอีกระดับ

ในขณะนี้อาจกล่าวได้ว่าความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีมีความทวีตัวสูงขึ้นและอาจกำลังเข้าสู่จุดอันตรายเมื่อเกาหลีเหนือสามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ระยะไกล (Intercontinental Ballistic Missile หรือ icbm) ได้ซึ่งจะสามารถส่งไปถึงฮอนโนลูลูและแคลิฟอร์เนียได้ ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา อาจจะกล่าวได้ว่าการพัฒนาอาวุธ icbm จะหมายถึงการฝ่าไฟแดงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา นั่นหมายถึงโอการที่จะเกิดสงครามจะมีสูงขึ้น เหตุผลดังกล่าวสหรัฐอเมริกาอาจจะมีความความจำเป็นเล่นงานเกาหลีเหนือเพื่อเป็นการป้องปรามภัยอันตรายที่จะกระทบกับความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาในอนาคต สิ่งที่อันตรายคือถ้าการถล่มเกาหลีเหนือไม่สามารถราบคาบได้ จะเปิดโอกาสให้เกาหลีเหนือโต้ตอบ (second strike) ประเทศที่จะได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงคือเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ทั้งสองประเทศจะต้องพยายามที่จะหยุดยั้งโอกาสที่เกิดสงครามในบริบทดังกล่าว

เพื่อป้องกันไม่ให้เกาหลีเหนือพัฒนาแสนยานุภาพถึงขั้นผลิตจรวดขีปนาวุธพิสัยไกล (icbm) ได้นั้นสหรัฐอเมริกาจึงได้ดำเนินแนวทางดังต่อไปนี้

1. มีการประกาศชัดถึงท่าที่ที่จะเอาจริงเอาจังในการตอบโต้กับเกาหลีเหนือซึ่งในกรณีของประธานาธิบดีนายโดนัล ทรัมป์ ถึงกับบอกชัดว่าสหรัฐอเมริกาจะใช้ทุกทางเลือกรวมทั้งการทำสงคราม พูดง่ายๆ จะเล่นงานเกาหลีเหนือถ้ามีการพัฒนาแสนยานุภาพที่จะกระทบกับเสถียรภาพและความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา ทรัมป์ได้ข่มขู่ด้วยวิธีการแสดงให้เห็นถึงการเอาจริงเอาจังในกรณีของการถล่มซีเรียและ     อัฟกันนิสถานเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาพร้อมที่จะดำเนินมาตรการรวมทั้งการทำสงคราม

2. ขอให้จีนช่วยสร้างแรงกดดันด้วยการ sanction ทางด้านการค้า จีนเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของเกาหลีเหนือโดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 90 สินค้าสำคัญคือถ่านหิน ในการพบกันระหว่าทรัมป์กับสีจิ้นผิงเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาทรัมป์ได้ขอให้สีจิ้นผิงเพิ่มแรงกดดันต่อเกาหลีเหนือ ถ้ามิฉะนั้นอาจต้องเล่นงานฝ่ายเดียวและเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน สหรัฐอเมริกาจะผ่อนคลายแรงกดดันด้านการค้าต่อจีน

การบลัฟและท่าทีที่เอาจริงเอาจังของทรัมป์เริ่มเห็นผลบ้างคือจีนเริ่มกดดันเกาหลีเหนือมากขึ้นโดยหยุดยั้งการสั่งซื้อถ่านหินจากเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาที่อยู่คือ

1. ผู้นำเกาหลีเหนือจะเชื่อหรือไม่ว่าสหรัฐอเมริกาจะเอาจริงเอาจังถึงขั้นใช้สงคราม ในกรณีที่เกาหลีเหนือดำเนินการพัฒนา icbm ต่อไป โดยเฉพาะอยางยิ่งข่าวที่ออกมาว่ากองเรือของสหรัฐอเมริกาซึ่งทรัมป์ให้ข่าว่ามุ่งไปสู่คาบสมุทรเกาหลีแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงการบลัฟ

2. การทดลองขีปนาวุธที่ล้มเหลวของเกาหลีเหนือซึ่งอาจจะมาจากความจงใจของเกาหลีเหนือ หรือการทำลายของสหรัฐอเมริกา หรือเกิดจากความผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีลดลง

ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีจะขึ้นๆลงๆไปอีกนาน แต่โอกาสที่จะเกิดสงครามในขณะนี้หรือในอนาคตอันใกล้ยังเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากเนื่องจากเกาหลีเหนือจะใช้เวลาในการพัฒนา icbm อย่างน้อยอีก 3-4 ปี ช่วงที่อันตรายและนำไปสู่ความตึงเครียดที่สูงขึ้นคือเมื่อเกาหลีเหนือยังคงพัฒนาแสนยานุภาพเพื่อนำไปสู่การผลิต icbm ในอนาคตโดยไม่ฟังคำเตือนหรือคำข่มขู่จากสหรัฐอเมริกา และอันตรายจะเกิดมากขึ้นถ้าผู้นำเกาหลีเหนือยังไม่ปักใจเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาจะใช้ทางเลือกในการทำสงครามเพราะจะกระทบต่อพันธมิตรคือเกาหลีใต้และญี่ปุ่น และอันตรายจะเกิดขึ้นถ้าผู้นำเกาหลีเหนือยังคิดรุกคืบต่อไปในการสร้างแสนยานุภาพด้านขีปนาวุธและปรมาณูโดยคิดว่าแม้จะฝ่าไฟแดงไปนิดๆ สหรัฐอเมริกาอาจจะยังไม่กล้าตัดสินใจทำสงครามเพราะจะกระทบกับพันธมิตรคือญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ซึ่งทั้ง 2 ประเทศก็คงต่อต้านการใช้อาวุธของสหรัฐอเมริกา จุดดังกล่าวจะเป็นจุดอันตรายซึ่งจะนำไปสู่การเกิดสงครามจำกัดเขตอันเป็นผลมาจาก miscalculation

โดยสรุปความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีนั้นแม้ว่าจะมีอยู่ต่อเนื่องในอนาคตแต่โอกาสที่จะเกิดสงครามในช่วงนี้และในอนาคตอันใกล้ยังยาก จุดที่อันตรายคือเมื่อเกาหลีเหนือพัฒนาแสนยานุภาพที่ใกล้สำเร็จในการสร้าง icbm

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

นโยบายของทรัมป์กับผลกระทบต่อไทย

1111

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกา นาย Wilbur Ross ได้แถลงถึงมาตรการที่รัฐบาลของทรัมป์จะใช้แก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าด้วยการศึกษาเป็นรายประเทศและรายสินค้าว่าประเทศดังกล่าวนั้นมีการดำเนินการทางการค้าในลักษณะที่จะเปิดโอกาสให้สหรัฐอเมริกาสามารถใช้เล่นงานในการแก้ไขการขาดดุลการค้าได้อย่างไร สหรัฐอเมริกานั้นมีการขาดดุลการค้ากว่า 5 แสนล้านเหรียญ โดยกว่าสามแสนล้านเหรียญเป็นการขาดดุลจากประเทศจีนเพียงประเทศเดียว ในขณะที่กลุ่มสหภาพยุโรปมีการเกินดุลกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญ เยอรมนีเกินดุลกว่าหกหมื่นล้านเหรียญ ในกรณีของไทยมีดุลการค้าเกินดุลประมาณหนึ่งหมื่นแปดพันล้านเหรียญและเป็นหนึ่งในประเทศที่อาจถูกมาตรการตอบโต้จากสหรัฐอเมริกาได้

ความจริงนั้นแนวนโยบายทางการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เข้มข้นน้อยลงและผ่อนปรนมากขึ้นทั้งนี้เนื่องมาจากทรัมป์ตอนหาเสียงจะแตกต่างจากทรัมป์ตอนเป็นประธานาธิบดี ทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีจึงมีลักษณะที่มีเหตุมีผลมากขึ้นและคำนึงถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ดังจะเห็นได้ว่าในตอนหาเสียงนั้นเขามองประเทศจีนเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งและประกาศว่าจะเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศจีนถึงร้อยละ 45 (across-the-board) และประกาศว่าอาจจะยกเลิก NAFTA แต่เอาเข้าจริงทรัมป์ก็มีลักษณะผ่อนปรนอย่างเห็นได้ชัด เช่น ไม่ได้พูดถึงการจัดเก็บภาษีกับจีนในลักษณะดังกล่าวแถมยังได้แสดงความชื่นชมต่อจีนและประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ในเรื่อง NAFTA ก็มีนโยบายแก้ไขเพียงบางจุดเท่านั้นเอง เช่น ในเรื่องของการจัดซื้อโดยรัฐเปิดโอกาสให้ธุรกิจในสหรัฐอเมริกามีโอกาสที่จะได้งานมากขึ้น หรืออาจจะแก้ปัญหากับเม็กซิโกด้วยการปรับปรุงแหล่งกำเนิดสินค้าให้เข้มข้นขึ้น จากท่าทีดังกล่าวเราอาจจะกล่าวได้ว่านโยบายของทรัมป์ในด้านการค้านั้นก็คงจะทำอยู่ในกรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) แม้ว่าทรัมป์จะมีการโยนก้อนหินถามทางในทำนองว่าอาจจะไม่ยอมรับ WTO แต่เอาเข้าจริงทรัมป์คงไม่กล้าเพราะถ้าไม่ยอมรับ WTO การค้าโลกจะวุ่นวายเพราะจะไม่มีเกณฑ์ในการควบคุม ระบบการค้าโลกก็จะไม่มีขื่อมีแปและจะส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศรวมทั้งสหรัฐอเมริกาด้วย

มาตรการต่างๆ ที่ทรัมป์จะใช้เล่นงานประเทศต่างๆ ดำเนินไปในลักษณะที่อ้างว่าประเทศดังกล่าวนั้นมีการดำเนินการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair trade) ซึ่งเปิดโอกาสให้สหรัฐอเมริกาตอบโต้ได้ตามกติกาของ WTO มาตรการที่สหรัฐอเมริกาจะใช้ในการตอบโต้คือการเก็บภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด (AD) ต่อต้านการอุดหนุน (CVD) การใช้มาตรการตอบโต้บนพื้นฐานว่าประเทศดังกล่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น การค้าทาส เล่นงานในเรื่องของการที่สินค้าไม่ได้มาตรฐานสุขอนามัยหรือมาตรฐานต่างๆ โดยอ้างอิงหลักการที่ว่าด้วยการปฏิบัติเยี่ยงอย่างชาติ (National Treatment) หรืออาจจะตอบโต้ในกรณีของการที่ไม่เคารพทรัพย์สินทางปัญญาหรืออาจจะเล่นงานในเรื่องของ GSP กับประเทศที่กำลังพัฒนา นอกจากนั้นสหรัฐอเมริกาอาจอ้างข้อยกเว้นของ WTO บนพื้นฐานของ Safeguard Clause โดยสรุปทรัมป์คงจะมีการดำเนินมาตรการทางการค้ากับประเทศที่เกินดุลการค้า แต่คงจะไม่เลยเถิดไปถึงสงครามการค้าโลก ประเทศที่จะโดนหนักคือประเทศที่เกินดุลการค้าจำนวนมาก เช่น จีน ซึ่งจะโดนเล่นงานบนพื้นฐานของการค้าที่ไม่เป็นธรรม มีการอุดหนุนและมีการทุ่มตลาด อย่างไรก็ตามประเทศไทยก็จะโดนด้วยส่วนหนึ่งโดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาหรือประเด็นการค้ามนุษย์

โดยสรุปผู้เขียนเชื่อว่าการดำเนินมาตรการของทรัมป์จะอยู่ในขอบเขตหนึ่งแต่ไม่รุนแรงถึงขั้นสงครามการค้าและในกรณีของไทยอาจจะกระทบบ้างแต่ไม่น่ารุนแรง แต่อย่างไรก็ตามผลทางอ้อมคือมาตรการต่อจีนจะส่งผลให้การค้าของจีนลดลง ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะส่งผลต่ออาเซียนและไทยเพราะจีนเป็นตลาดส่งออกของอาเซียนและไทยลำดับต้นๆ ดังนั้นสิ่งที่เราไม่ประมาทคือต้องเตรียมตัวรับมือกับมาตรการของทรัมป์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 เราสามารถปรับตัวให้ทันกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่4 หรือไม่ ?

Thailand-4.0-

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2 วันที่แล้วธนาคารโลก (World Bank) ได้มีการทำรายงานเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไทย ในรายงานดังกล่าวเขาได้พูดถึงเศรษฐกิจไทยว่ามีการเติบโตโดยเฉลี่ยต่ำกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน อีกทั้งประเทศไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน

ความจริงนั้นการที่ประเทศไทยมีปัญหาในเรื่องของความสามารถการแข่งขันที่ถดถอย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาติดต่อกันเป็นเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ ดังจะเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตของประเทศไทยซึ่งเดิมในช่วงทศวรรษ 1980 และครึ่งแรกของทศวรรษ 1990 มีการเติบโตสูงมาก เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยต่อปีเคยอยู่ที่ 8-9% ในยุคดังกล่าวการส่งออกเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยต่อปี (คิดเป็นดอลลาร์) ประมาณ 20%ในยุคนั้นการส่งออกมีมูลค่า 70-80% ของ GDP จึงไม่แปลกใจว่าการเติบโตในยุคนั้นถึงได้โตถึง 8-9%

ดังที่กล่าวมา เศรษฐกิจไทยเริ่มแย่ลง เริ่มปรากฏสัญญาณขึ้นในปีค.ศ. 1996 ในปีนั้นการส่งออกติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ในช่วงดังกล่าวประเทศไทยขาดทุนบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7-9% ของ GDP (ติดต่อกันมา 3 ปี) ในขณะเดียวกันเงินสำรองอยู่ในระดับ 38,000 ล้านเหรียญ หนี้ต่างประเทศสูงประมาณ 1 แสนล้านเหรียญ หนี้ต่างประเทศระยะสั้นสูงถึง 5 หมื่นล้านเหรียญ ในปีค.ศ. 1997 จึงเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเงินสำรองมีไม่เพียงพอครอบคลุมหนี้ระยะสั้น

นับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน ยกเว้นบรูไน ระหว่าปีค.ศ. 2000-2015 GDP ของไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.8% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน ยกเว้นบรูไนที่อยู่ที่ 1.8% กลุ่ม CLMV จะเฉลี่อยู่ที่ 7.8% ในขณะที่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และมาเลเซียจะเฉลี่ยอยู่ที่ 5.3%

ในช่วงดังกล่าวการส่งออกของไทยโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 6-7% และโดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาการส่งออกของไทยมีลักษณะติดลบ ยกเว้นปีที่แล้วที่เป็นบวกเล็กน้อย ในปีนี้ที่ภาครัฐคาดว่าการส่งออกเป็นบวก 3-4% ซึ่งดีขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ต่ำกว่าเฉลี่ยในปีที่ผ่านมา ในขณะที่อัตราการเติบโตปีที่แล้ว 3.2 % และในปีนี้คาดว่าจะเป็น 3.5% ซึ่งดูเหมือนดีแต่ยังน้อยกว่าช่วง 15 ปีที่ผ่านมาที่เฉลี่ยอยู่ที่ 3.8% อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและการส่งออกที่ลดน้อยลงมีผลมาจากความสามารถการแข่งขันที่ถดถอย หรืออีกนัยหนึ่งการปรับตัวของเราช้าไม่ทันการเปลี่ยนแปลง

ความจริงนั้นการที่เศรษฐกิจและการส่งออกของประเทศไทยถดถอย ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจโลกที่เกิดวิกฤติ เช่น วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤติสกุลเงินยูโร ตามมาด้วยปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน แต่ส่วนสำคัญมาจากขีดความสามารถการแข่งขันของไทยแย่ลง อันมีส่วนสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงยุคดิจิตอล สาเหตุที่เกิดปัญหาคือ

1. ยุคดิจิตอลส่งผลให้สังคมโลกเปลี่ยนจากระบบสงครามเย็นมาเป็นหลังสงครามเย็นซึ่งมีประเทศเกิดใหม่ที่มีต้นทุนค่าแรงที่ต่ำกว่าเราทั้งหมด เช่น จีน อินเดียหรือประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่ง CLMV มีค่าแรงต่ำกว่าไทย 3 เท่า ทำให้เผชิญกับปัญหาคู่แข่งค่าแรงถูกกว่าในประเทศกลุ่มอาเซียนและทั่วโลก

2. ยุคดิจิตอลเป็นยุคการแข่งขันการค้าปลาใหญ่กินปลาเล็ก ดังนั้นประเทศต่างๆ รวมตัวเป็นเขตการค้าเสรี สหภาพศุลกากรและตลาดร่วม เช่น สินค้าที่มีต้นทุนต่ำจาก CLMV ก็สามารถเข้ามาสูประเทศไทยหรือประเทศอื่นภายใต้กำแพงภาษี 0% ประเทศเหล่านี้มีค่าแรงต่ำกว่าประเทศไทย รวมทั้งฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย สินค้าไทยถูกแซนวิชด้วยสินค้าจาก CLMV อีกด้านหนึ่งจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

3. ยุคดิจิตอลมีการขยายตัวของเขตการค้าเสรีและตลาดร่วมอยู่ในทุกภูมิภาค ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมกับเขตการค้าเสรีจะไม่เสียภาษีนำเข้าและไม่มีการจำกัดโควต้าย่อมได้เปรียบประเทศที่ไม่เข้ารวมกลุ่ม ในกรณีดังกล่าวสิงคโปร์ได้เข้าร่วมกลุ่มประเทศต่างๆ ทั่วโลก มาเลเซียก็มีลักษณะคล้ายกัน (แต่มีอัตราที่น้อยกว่า) แต่ไทยมีการรวมกับประเทศต่างๆ ในระดับที่น้อยมาก สินค้าไทยจึงเสียเปรียบสินค้าจากประเทศเหล่านี้

4.ในยุคดิจิตอลมีสินค้าใหม่ๆ อันนำไปสู่การขยายตัวของการบริการและสิทธิทางปัญญา ในประเทศที่มีการผลิตสินค้าดังกล่าวต้องมีระดับการศึกษาที่สูง มีผู้จบวิศกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อีกทั้งมีความได้เปรียบด้านภาษา ด้านการศึกษา ไทยมีความเสียเปรียบในการผลิตสินค้าดังกล่าว ในขณะที่ประชากรโลกมีสัดส่วนการใช้สินค้าเทคโนโลยีและบริการมากขึ้น สินค้าไทยจึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของโลก ดังจะเห็นได้ว่าสินค้าอย่างไอโฟน ราคา 3 หมื่นบาท อย่างเก่งจะมีชิปที่ผลิตจากไทยที่มีมูลค่าต่ำมาก ในขณะที่ไทยเสียเงินต่อเครื่อง 3 หมื่นบาท แต่ได้เงินจากการส่งออกชิปไม่กี่บาท ตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสินค้าไทยปรับไม่ทันการเปลี่ยนแปลง

จึงไม่น่าแปลกใจว่าในบริบทดังกล่าวไทยจึงเสียเปรียบในเรื่องการแข่งขันกับประเทศอื่นโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน ขณะที่โลกกำลังวิ่งจากยุคดิจิตอลไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นยุคการผสมผสานดิจิตอล Bio-tech และ Physical จึงเป็นคำถามว่า ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 เราสามารถปรับตัวให้ทันกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือไม่

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ซ้ายกับขวา:ใหม่กับเก่าในทางการเมืองและเศรษฐกิจ

1111

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในอดีตเป็นเวลากว่าหลายทศวรรษ เศรษฐกิจการเมืองของโลกจะถูกแบ่งออกเป็นฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา

ฝ่ายซ้ายคือ พรรคหรือกลุ่มการเมืองที่เน้นความสำคัญของภาครัฐ ฝ่ายขวาคือ พรรคหรือกลุ่มการเมืองที่เน้นความสำคัญของภาคเอกชน พรรคการเมืองประเภทซ้ายจัดคือ พรรคที่สนับสนุนให้ปัจจัยการผลิตเป็นของรัฐ ที่เห็นได้ชัดคือพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งสนับสนุนอุดมการณ์มาร์กซิส พรรคสังคมนิยมในเยอรมนีก่อนปี 1959 พรรคซ้ายกลางคือ พรรคที่ต้องการยึดกิจการบางส่วนเป็นของรัฐ (Nationalize) เช่น ไฟฟ้า ประปา ขนส่ง กลุ่มพรรคการเมืองเหล่านี้คือ พรรคแรงงานของอังกฤษในอดีต พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย พรรคซ้ายกลางอย่างอ่อนคือ กลุ่มที่ให้บทบาทของรัฐ โดยอาจจะไม่ให้เข้าไปมีส่วนในการยึดกิจการเป็นของรัฐ เพียงแต่ให้รัฐมีบทบาททางเศรษฐกิจ เช่น การศึกษา การประกันสุขภาพ และสนับสนุนรัฐสวัสดิการ (Welfare state)

ในทางตรงข้าม พรรคขวาจัดคือ พรรคที่เน้นให้เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เน้น Privatization ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อังกฤษในสมัยของ Margaret Teacher และอเมริกาในสมัยของ Ronald Reagan พรรคขวากลางคือ พรรคที่ยอมรับบทบาทของภาครัฐบางส่วน แต่เน้นน้ำหนักที่ภาคเอกชน พรรคขวากลางอย่างอ่อนจะใกล้เคียงกับพรรคขวากลาง กล่าวคือ เป็นพรรคที่เน้นการผมผสานระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพียงแต่ซ้ายกลางอย่างอ่อนกับขวากลางอย่างอ่อนจะใกล้เคียงกันมาก ในกรณีที่เป็นขวามักจะเน้นเรื่องการลดภาษี ลดสวัสดิการโดยรัฐ ส่งเสริมการลงทุนโดยภาคเอกชน ขณะที่ทางด้านซ้ายอ่อนจะเน้นการลงทุนโดยภาครัฐ และเน้นการเก็บภาษี โดยเฉพาะอัตราภาษีก้าวหน้าสำหรับภาษีบุคคลธรรมดา โดยมีเป้าหมายในการลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย

ในอดีต ฝ่ายขวาอาจถูกเรียกเป็นฝายอนุรักษ์นิยม (Conservative) ฝ่ายซ้ายในอเมริกาจะถูกเรียกว่า เสรีนิยม ในอเมริกาพรรคขวาคือพรรค Republican พรรคซ้ายคือ Democrat ในอังกฤษ พรรคขวาคือพรรค Conservative พรรคซ้ายคือ Labour ในเยอรมนี พรรคขวาคือพรรค Christian Democratic Union (CDU) พรรคซ้ายคือ สังคมนิยม (SPD) ในฝรั่งเศส พรรคขวาคือพรรคที่สืบทอดมาจากประธานาธิบดี Charles de Gaulle ได้แก่ Les Républicains (LR) พรรคซ้ายคือ พรรคสังคมนิยม ในสเปน พรรคขวาคือพรรค Popular Party พรรคซ้ายคือ พรรคสังคมนิยม

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ภูมิรัฐศาสตร์ทางการเมืองในยุโรปและอเมริการวมทั้งในภูมิภาคอื่น ๆ การแยกขั้วทางการเมืองได้มีการเปลี่ยนแปลงจากขวาและซ้ายมาเป็นใหม่และเก่า กล่าวคือ การแยกขั้วทางการเมืองเริ่มเป็นลักษณะของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างพรรคเก่าที่มีอายุยาวนานกับพรรคใหม่ซึ่งอาจมีอายุเพียงไม่กี่เดือน ในกรณีของยุโรปในประเทศเนเธอร์แลนด์มีพรรคใหม่ที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2 – 3 ปีกว่า 40 พรรค ซึ่งกำลังแข่งขันในการเลือกตั้งเดือนมีนาคมนี้ ในประเทศอังกฤษ พรรคใหม่ที่เกิดขึ้นคือ พรรค United Kingdom for Independence ในเยอรมันคือพรรค Alternative für Deutschland ในอิตาลีคือ พรรค Cinque Stella ในสเปนคือ พรรค Podemos ในกรีซคือพรรค Syriza พรรคเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่เริ่มได้รับความนิยมในช่วงปีที่ผ่านมานี้เอง พรรคบางพรรคแม้ว่าจะเป็นพรรคเก่าแต่กำลังได้รับความนิยมแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน สามารถต่อกรกับพรรคเก่า ๆ ถึงขนาดว่ามีคะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งในการหยั่งเสียงขณะนี้คือ พรรค Front National ของนาง Marine Le Pen ในฝรั่งเศส เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่พรรคดังกล่าวคะแนนนิยมอย่างมีนัยสำคัญ พรรคใหม่ในยุโรปจะมีอุดมการณ์แบบจัดๆ ไม่ซ้ายจัดก็ขวาจัด สิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา ปรากฏการณ์ของ Donald Trump ซึ่งแม้จะอยู่ในพรรค Republican ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่เพราะเขาอยู่ในประเภทนอกคอก และต่อต้านผู้นำในพรรคของตัวเองด้วยซ้ำ

ในอดีต การต่อสู้ทางการเมืองจะจำกัดแค่ซ้ายกลางและขวากลางทั้งในยุโรปและอเมริกา แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาเกิดการต่อสู้ระหว่างพรรคใหม่กับพรรคเก่า ซึ่งพรรคเก่าไม่ว่าขวากลางหรือซ้ายกลางต่างสนับสนุนเขตการค้าเสรี ตลาดร่วม โลกาภิวัตน์ ในยุโรปต่างสนับสนุนสหภาพยุโรปและ NATO อีกทั้งยังสนับสนุนสิทธิเสรีภาพการเคลื่อนย้ายแรงงาน ขณะที่พรรคใหม่ทั้งซ้ายจัดและขวาจัดต่อต้านโลกาภิวัตน์ การร่วมกลุ่มทางเศรษฐกิจ บางพรรคต้องการออกจากสหภาพยุโรป บางพรรคต้องการออกจาก NATO เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ของ Trump ในอเมริกาที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ การรวมกลุ่ม การเคลื่อนย้ายคน พรรคเก่าไม่ว่าซ้ายกลางหรือขวากลางสนับสนุนสถานภาพเดิมทั้งนี้เพราะพรรค 2 พรรคดังกล่าวผลัดกันขึ้นมาเป็นรัฐบาลในยุโรปและในอเมริกา ในขณะที่พรรคใหม่ไม่ว่าซ้ายจัดหรือขวาจัดต่อต้านสถานภาพเดิม ต้องการความเปลี่ยนแปลงซึ่งสอดคล้องกับปรากฏการณ์ของ Trump ในอเมริกา

การได้รับความนิยมจากประชาชนของพรรคใหม่ไม่ว่าซ้ายจัดหรือขวาจัดในยุโรปและอเมริกาเกิดจาก

ประการที่ 1 วิกฤตเศรษฐกิจ Hamburger และวิกฤตเงินสกุลยูโร ทำให้ประชาชนเริ่มไม่พอใจผู้นำพรรคเก่า

ประการที่ 2 โลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีทำให้คนในประเทศส่วนหนึ่งตกงาน

ประการที่ 3 การเคลื่อนย้ายคนจากนอกประเทศทำให้คนตกงานและส่วนหนึ่งกลายเป็นผู้ก่อการร้าย

ประการที่ 4 ความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวยที่เพิ่มขึ้น คนรวย 10% มีทรัพย์สินเท่ากับ 50% ของ GDP

เหตุผลทั้ง 4 ประการจึงนำไปสู่การขยายตัวของคะแนนนิยมของพรรคซ้ายจัดและขวาจัดซึ่งเป็นพรรคใหม่ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการเมืองทั้งในยุโรปและอเมริกาในขณะนี้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้

128191834_14412440302331nโดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 2-3 วันนี้ทางการได้ประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมาซึ่งมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการส่งออก โดยเดือนมกราคม มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 8.8% ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อตั้งแต่พฤศจิกายนปลายปีที่แล้ว

โดยปัจจัยที่ทำให้การส่งออกดีขึ้นเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว โดย IMF คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวที่ 3.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 3.1% ซึ่งถือว่าดีขึ้น ขณะเดียวกันการค้าระหว่างประเทศคาดว่าจะขยายตัว 3.8% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบหลายปี

ในช่วงที่ผ่านมา การค้าระหว่างประเทศจะขยายตัวต่ำกว่า GDP ดังนั้น ถ้าการค้าระหว่างประเทศขยายตัวได้ 3.8% จะถือว่าเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา ถ้าพิจารณาจากประเทศที่สำคัญ สหรัฐอเมริกาคาดว่าอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 2.2 – 2.3% เทียบกับปีที่แล้ว 1.6% ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สหภาพยุโรปคงจะทรงตัวอยู่ที่ 1.6-1.7% ญี่ปุ่นคาดว่าจะขยายตัวรักษาระดับที่ 0.6-0.7% ประเทศที่มีแนวโน้มลดลงคือประเทศจีน ซึ่ง IMF คาดว่าจะขยายตัว 6.2%

การขยายตัวของเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศดังที่กล่าวมาข้างต้นมีส่วนช่วยให้การส่งออกของไทยขยายตัวเป็นบวก อีกปัจจัยที่ช่วยด้านการส่งออกของไทยคือ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากผลความร่วมมือระหว่างซาอุดิอาระเบีย ผู้นำ OPEC กับ รัสเซีย ผู้นำนอก OPEC โดยเชื่อว่า ราคาน้ำมันปีนี้จะอยู่ที่ 55-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนอกจากนั้น ราคาพืชผลที่ดีขึ้น โดยเฉพาะยางพาราจะมีส่วนช่วยให้การส่งออกทางเกษตรของไทยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะยางพารามีส่วนช่วยทำให้การส่งออกของไทยปีนี้โดยเดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 9%

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าการส่งออกของไทยในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 3-5% ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบหลายปี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจของโลกที่ดีขึ้นยังทำให้การท่องเที่ยวของไทยในปีนี้มีโอกาสเพิ่มขึ้นกว่า 10% และจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 33 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปีนี้ที่สำคัญที่สุดจะมาจากการลงทุนของภาครัฐ โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินหลายแสนล้านเข้าสู่ระบบจากนโยบายการขยายสาธารณูปโภคพื้นฐาน ดังจะเห็นว่ารัฐบาลมีการโหมในด้านนี้อย่างหนักและมีการเน้นด้านเขตเศรษฐกิจตะวันออกที่เชื่อมโยงระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา การลงทุนของภาคเอกชนจะดีขึ้นบ้างจากผลต่อเนื่องของการลงทุนภาครัฐ อย่างไรก็ตาม การบริโภคของภาคเอกชนยังคงอยู่ในลักษณะไม่แข็งแรง โดยส่วนสำคัญเกิดจากหนี้ครัวเรือนของไทยซึ่งอยู่ที่ระดับ 88% ต่อ GDP ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดของอาเซียน โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ดีในกรอบ 3.3-3.5%

ปัจจัยความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่อาจจะทำให้ตัวเลขที่คาดการณ์นั้นเปลี่ยนไปประกอบด้วย

ประการที่ 1 ความไม่แน่นอนของแนวนโยบายทางเศรษฐกิจของ Donald Trump นโยบายทางเศรษฐกิจของ Donald Trump 3 ประการคือ 1. การพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน 2. การปรับการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา และ 3. การผ่อนคลายกฎระเบียบทางธุรกิจ มีผลให้หุ้นดาวโจนส์ของสหรัฐอเมริกาพุ่งขึ้นในระดับสูงสุดต่อกันหลายวัน และทำให้ IMF เพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามตัวเลขที่กล่าวมานั้นยังเป็นแค่ตัวเลขคาดการณ์ สิ่งที่ไม่แน่นนอนคือ แนวนโยบายของ Trump จะประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจแค่ไหน อีกประการคือ นโยบายดังกล่าวต้องผ่านรัฐสภา ซึ่งแม้ว่าสมาชิกส่วนใหญ่จะเป็น Republican ก็ตาม แต่ความไม่แน่นนอนยังคงมีอยู่สูง สิ่งที่นักการเมือง Democrat และ Republican เกรงก็คือ นโยบายของ Trump อาจจะเพิ่มหนี้สาธารณะซึ่งขณะนี้สูง 75% ของ GDP เพราะนโยบายของ Donald Trump ด้านหนึ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายแต่ไปลดรายได้ในรูปภาษี ทางออกเชิงนโยบายของ Donald Trump จะต้องทำยังไงในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ประการที่ 2 ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและทางการเมืองของยุโรป อังกฤษจะเริ่มกระบวนการ Brexit หลังเดือนมีนาคมนี้ ผลที่ออกมาจึงยังมีความไม่แน่นอนอยู่ว่าจะออกมาในลักษณะไหน แต่สิ่งที่สำคัญคือ ในยุโรปปีนี้จะมีการเลือกตั้งในเนเธอร์แลนด์ ในฝรั่งเศส ในเยอรมัน และอาจจะรวมถึงในอิตาลีซึ่งถ้าพรรคฝ่ายขวาได้รับชัยชนะตั้งรัฐบาลได้ก็จะเกิดวิกฤตความอยู่รอดของสหภาพยุโรป เพราะพรรคเหล่านี้ต้องการมีประชามติออกจากสหภาพยุโรป

โดยสรุป ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยและของโลกยังคงมีอยู่ทั้ง ๆ ที่ดูแล้วเหมือนจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นก็ตาม

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น