วิกฤตของกรีกและกรณีศึกษาของทฤษฎีเกม

9558

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

วิกฤตของประเทศกรีกโดยเฉพาะในช่วงการเจรจาต่อรองของรัฐบาลใหม่ซ้ายจัดพรรค Syriza ภายใต้นายกรัฐมนตรี Tsipras ซึ่งมีอายุราว 40 ปี และถือว่าเป็นนายกฯ ที่หนุ่มที่สุดของกรีก อดีตเคยนิยมคอมมิวนิสต์และเป็นผู้นำนักศึกษา ตอนชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้ เขาขึ้นมาเป็นผู้นำทางการเมืองโดยไม่เคยมีประสบการณ์การบริหารประเทศมาก่อนเลย อีกทั้งพรรค Syriza ซึ่งมีจำนวนสมาชิก 149 คน และเป็นพันธมิตรกับพรรคขวาจัดชื่อว่า Independent Greeks อีก 13 คน จึงถือว่าเป็นรัฐบาลผสม 162 คน เกินเสียงข้างมาก 150 คน จากจำนวนของสภาล่าง 300 คน ภายในพรรค Syriza จะประกอบด้วยกลุ่มการเมืองหัวรุนแรงซ้ายจัดซึ่งมีจำนวนประมาณ 30-40 คน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์ อีกส่วนหนึ่งเป็นซ้ายกลางแต่ไม่กลางมาก นายกฯ Tsipras ถือว่าอยู่ในกลุ่มที่สอง ขณะที่อดีตรัฐมนตรีคลัง นาย Varoufakis อยู่ในกลุ่มซ้ายจัดนิยมคอมมิวนิสต์ พรรค Syriza ชนะการเลือกตั้งในเดือนมกราคมในช่วงที่ประชาชนกรีกต้องทนทุกข์ทรมานกับเงื่อนไขข้อตกลงในฐานะลูกหนี้กับเจ้าหนี้ 3 ฝ่าย ที่เรียกว่าทรอยก้า (Toika) ประกอบด้วย สหภาพยุโรป ยูโรโซน (ซึ่งให้เงินกู้มากที่สุดโดยเฉพาะเยอรมัน) และ IMF กรีกนั้นได้รับความช่วยเหลือจากข้อตกลง 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นการขอกู้ยืมเงิน 110,000 ล้านยูโรในปี 2010 และฉบับที่สอง 130,000 ล้านยูโร ในปี 2012 ภายใต้รัฐบาลเก่าของกรีกยังประกอบด้วยพรรคขวากลางคือ พรรค New Democracy และพรรคซ้ายกลางคือ พรรคสังคมนิยม (PASOK) โดยรวมรัฐบาลรับเงินกู้รวม 240,000 ล้านยูโรจากทรอยก้า เงื่อนไขนั้นถือว่าสุดโหด ทำให้คนกรีกตกงาน 28 % อัตราการเติบโตติดลบ 4-5 ปี สวัสดิการลดลง ธุรกิจซบเซา แถมยังต้องขายทรัพย์สินของรัฐภายใต้กรอบการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ภายใต้บรรยากาศดังกล่าว เมื่อมีการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม อันสืบเนื่องจากแรงกดดันรัฐบาลผสมขวากลางและซ้ายกลางซึ่งลาออกให้มีการเลือกตั้ง ปรากกฎว่า พรรค Syriza ได้ชนะการเลือกตั้งมาจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากได้อาศัยความรู้สึกที่ไม่พอใจของประชาชนต่อทรอยก้าและความเดือดร้อนของประชาชนเป็นตัวตั้ง แนวทางการหาเสียงคือ การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้และแก้ไขข้อตกลงทาสซึ่งบีบคั้นจากเจ้าหนี้ และเน้นศักดิ์ศรีของประเทศกรีก นโยบายดังกล่าวจึงทำให้พรรค Syriza ได้มาจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ปรากฏว่า ตลอดเวลา 5 เดือนจนถึงปลายมิถุนายน รัฐบาลใหม่ภายใต้นายกหนุ่มที่มีอุดมการณ์ซ้ายกลางซึ่งขาดประสบการณ์ในการบริหารประเทศ ไม่สามารถต่อรองกับเจ้าหน้าหนี้ 3 ฝ่ายได้ ความจริงแล้วการเจรจาจนถึงวันที่ 30 มิถุนายนก็เกือบสำเร็จ เพียงแต่มีข้อแตกต่างระหว่างกรีกกับทรอยก้าบ้าง ส่วนใหญ่ข้อตกลงจะสะท้อนถึงเงื่อนไขของทรอยก้ามากกว่าที่กรีกจะสามารถผ่อนปรนได้ พูดง่าย ๆ คือ ข้อตกลงที่จบในวันที่ 30 มิถุนายนนั้น เจ้าหนี้ยังรักษาเงื่อนไขเดิมได้ถึง 80% และผ่อนปรนให้กรีกเล็กน้อยราว 20% (รายละเอียดเคยวิเคราะห์ไว้ในบทความก่อนหน้านี้) ปรากฏว่า ก่อนจะถึงกำหนดของการทำข้อตกลง รัฐบาลกรีกกลับประกาศให้มีการลงประชามติเพื่อให้ประชาชนเลือกว่าจะรับเงื่อนไขของเจ้าหนี้หรือไม่ แน่นอนว่ารัฐบาลก็ต้องแนะให้ประชาชนไม่ยอมรับโดยอ้างว่า ถ้าหากไม่ยอมรับเงื่อนไข อำนาจต่อรองในการเจรจาประนีประนอมหนี้กับทรอยก้าจะสูงขึ้น อีกทั้งแม้ไม่ยอมรับเงื่อนไขก็ยังคงอยู่ในยูโรโซนได้ต่อไป

4500

ในวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผลการลงประชามติก็เป็นตามที่รัฐบาลต้องการ คะแนนเสียงไม่ยอมรับเงื่อนไขของทรอยก้าสูงถึง 61% รัฐบาลกรีกและประชาชนจึงโห่ร้องยินดีโดยคาดว่า จะเป็นอำนาจในการปรับเงื่อนไขข้อตกลงตามที่กรีกต้องการระดับหนึ่ง ผลก็คือ ในข้อเท็จจริง ทรอยก้ากลับเพิ่มเงื่อนไขบังคับกรีกรุนแรงกว่าเดิมจากที่เคยจะตกลงกันเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และในที่สุดรัฐบาลกรีกภายใต้นาย Tsipras ก็ถูกสถานการณ์บีบให้ยอมรับเงื่อนไขใหม่ที่สุดโดหดจากทรอยก้า และนำไปสู่การเกิดกบฏในพรรค Syriza ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้กว่า 30 คน

เงื่อนไขสุดโหดที่รัฐบาลกรีกต้องยอมรับก็เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือรอบที่ 3 จำนวน 86,000 ล้านยูโร ในช่วงระยะเวลา 3 ปี บวกกับการได้เงินช่วยเหลือระยะสั้นด้านสภาพคล่องอีก 900 ล้านยูโรภายในกรอบ Emergency Liquidity Assistance (ELA) ซึ่งมียอดรวมก่อนหน้านี้ 89,000 ล้านยูโร ผนวกกับขอเงินช่วยเหลือระยะสั้น 7,200 ล้านยูโรเพื่อไม่ให้กรีกเบี้ยวหนี้ต่อ IMF ที่ถึงกำหนดกว่า 2,000 ล้านยูโร และหนี้ที่ถึงกำหนดวันที่ 20 กรกฎาคม ของ ECB อีก 3,500 ล้านยูโร โดยเงื่อนไขที่กรีกจะต้องทำตามข้อตกลงรับความช่วยเหลือประกอบด้วย

1. กรีกจะต้องดำรงการเกินดุลงบประมาณ Primary Surplus โดยไม่รวมดอกเบี้ย 1% ในปีนี้ 2% ในปีหน้า 3% ในปี 2017 และ 3.5% ในปี 2018

2. กรีกจะต้องขึ้นภาษี VAT โดยแบ่งเป็นสามระดับ 6%, 13%, 23%

3. กรีกจะต้องเก็บภาษีในเกาะที่เดิมไม่เคยเก็บภาษีมาก่อนโดยกรีกอ้างว่าเป็นเกาะที่อยู่ห่างไกล

4. กรีกต้องลดรายจ่ายโดยเฉพาะรายจ่ายสวัสดิการเรื่องเงินบำนาญและต้องให้คนเกษียณเพิ่มอายุจาก 57 ปี เป็น 67 ปี และตัดเงินช่วยเหลือพิเศษกลุ่มคนจนอีกทั้งลดรายจ่ายด้านทหาร

5. กรีกจะต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจและต้องตั้งกองทุนในการแปรรูปโดยเอามาจากสินทรัพท์ของรัฐวิสาหกิจรวมกัน 50,000 ล้านยูโร โดยเงินจำนวนนี้จะถูกนำมาใช้ 1. จ่ายหนี้ 2. ช่วยสภาพคล่องธนาคาร 3. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ กล่าวอีกนัยคือเป็นหลักประกันเจ้าหนี้นั่นเอง

1MAY-GREECE-FEATURE-009

เงื่อนไขสุดโหดนี้หมายความว่าคนกรีกต้องทนทุกข์ทรมานจากการว่างงานที่เพิ่มขึ้นสูงซึ่งปัจจุบันสูงถึง 28% อยู่แล้ว หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นจาก 177% เป็น 200% ของ GDP ในอีกสองปีข้างหน้า เศรษฐกิจจะทรุดตัวลงอีก 2-3 ปี จากที่ทรุดต่อเนื่องมา 5 ปีแล้ว คิดเป็นตัวเลขติดลบรวม 30% ของ GDP แล้ว

การที่รัฐบาลกรีกต้องยอมรับเงื่อนไขและนำไปสู่การแตกแยกกับพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้รับความช่วยเหลือและอยู่ในเงินยูโรต่อไป พูดง่าย ๆ มีทางเลือก 2 ทางคือ ทางที่เลว และทางที่เลวสุดสุด ซึ่งกรีกก็ต้องเลือกทางที่เลวเพื่อหลีกเลี่ยงทางเลือกที่เลวกว่านั้น เหตุผลที่สำคัญในการอธิบายสถานการณ์กรีกอาจจะอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเกม

ทฤษฎีเกมที่นำมาใช้กับกรีกก็คือ Chicken game เป็นเกมที่เปรียบเหมือนผู้ขับรถสองคันเกลียดกันมาก จะขับรถชนกันให้ตายไปข้างหนึ่ง แต่แท้จริงแล้ว เกมนี้จะไม่มีใครตาย เพียงแต่ว่าจะสร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้ชมและคนขับเพื่อดูว่าใครจะขี้ขลาด (Chicken) มากกว่ากัน คนที่ขี้ขลาดกว่าจะยอมรับเงื่อนไขของอีกฝ่าย ดังนั้นกรีกจึงต่อรอง สร้างเงื่อนเวลา เพื่อหาทางต่อรองกับทรอยก้า เพื่อให้ทรอยก้ากลัวว่า เหตุการณ์ของกรีกจะลามปามไปยังประเทศอื่นจนเกิดวิกฤตเงินยูโร อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีเกมได้อธิบายว่า อำนาจการต่อรองของกรีกกับทรอยก้าไม่เท่ากัน คุณเป็นลูกหนี้หมดเนื้อหมดตัว จะสู้อะไรกับเจ้าหนี้ซึ่งมีอำนาจต่อรองมากกว่า โดยเฉพาะรัฐบาลเยอรมันถึงกลับขู่ให้กรีกออกไปเลย ในภาวะที่คู่ต่อกรอำนาจต่างกันมาก คนที่เป็น Chicken จะยอมหักรถออกไปก่อน คนที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าซึ่งในกรณีนี้หมายถึงกรีกต้องยอมหักรถออก คือยอมรับเงื่อนไขของเจ้าหนี้ซึ่งรุนแรงกว่าเดิม กรณีศึกษาของทฤษฎีเกมนี้กำลังอธิบายถึงความผิดพลาดของกรีกได้ต่อไปนี้

1. กรีกประเมินสถานการณ์ผิดนึกว่าการทำประชามติและต่อรองเวลานานจะเพิ่มอำนาจต่อรอง แต่ผลกลับตรงกันข้าม

2. รัฐบาลกรีกซึ่งอ่อนหัดประเมินสถานการณ์ผิดว่าประชามติจะต่อรองได้ สุดท้ายแพ้ราบคราบ

วิกฤตของกรีกจึงสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเกมได้เป็นอย่างดี

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การพัฒนาความคิดในเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking)

chess2 รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

1. ความสำคัญของระบบคิด

ในโลกซึ่งการแข่งขันดำเนินไปด้วยความเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นในมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ ธุรกิจ หรือส่วนตัว อันเป็นลักษณะของโลกยุคโลกาภิวัตน์(Globalization) กลยุทธ์ในการบริหารจึงมีการพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เครื่องมือใหม่ๆในการบริหารการจัดการมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นและมีลักษณะที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจกับเครื่องมือและแนวทางการบริหารแผนใหม่ เป็นสิ่งซึ่งสามารถเรียนรู้กันได้ทั่วทุกคนด้วยการอ่านหนังสือ ฝึกอบรม หรือ การสะสมจากประสบการณ์จากการทำงานโดยตรง(On the job training) เครื่องมือในการบริหาร(management tools) เปรียบเสมือนอาวุธ แต่ความสำเร็จในการใช้อาวุธ มิได้ขึ้นอยู่กับประเภทหรือลักษณะของอาวุธที่มีอยู่ แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้อาวุธนั้นๆ คนบางคนอาจมีก้อนหินเพียงก้อนเดียว แต่สามารถเอาชนะคนที่มีปืน หรือ คนบางกลุ่มอาจจะใช้เครื่องมือเพียงแค่มีด(cutter) และวางแผนจี้เครื่องบินและยอมตาย ก็สามารถทำความเสียหายให้กับประเทศที่ทรงพลังด้วยอาวุธมหาประลัยมากมาย ดังในกรณีเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน ปี ค.ศ.2001 ฉันใดก็ฉันนั้น การเรียนรู้เครื่องมือหรือวิธีการในการบริหาร  ซึ่งเปรียบเสมือนอาวุธจึงมิใช่หลักประกันสู่ความสำเร็จในการบริหารการจัดการสู่ชัยชนะในโลกที่เข้มข้นด้วยการแข่งขัน องค์ประกอบหรือปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการบริหารการจัดการสู่ความสำเร็จ ทั้งในระดับมหภาค ระดับธุรกิจ หรือระดับส่วนตัว ย่อมขึ้นอยู่กับระบบคิดของบุคคล คนใดมีระบบคิดที่ฉลาดกว่า ลึกซึ้งมากกว่า ย่อมได้เปรียบผู้ที่มีระบบคิดที่ตื้นเขินกว่าแม้ว่าอาวุธที่มีจะน้อยกว่าก็ตาม ระบบคิดจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญอยางยิ่งในโลกยุคปัจจุบันที่จะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จและความล้มเหลวในการปกครอง ในระดับมหภาค หรือการบริหารการจัดการในระดับธุรกิจและส่วนตัว

2. กระบวนทัศน์ในการคิด(Thinking Paradigm)

ระบบคิดหรืออาจจะเรียกว่ากระบวนทัศน์ในการคิด(Thinking Paradigm) อาจสามารถจำแนกออกเป็น 4 ระบบตามระดับความซับซ้อน(Sophistication) ระบบดังกล่าวอาจจำแนกเป็น

ความคิดในเชิงบวก(Positive Thinking)

ความคิดในเชิงสร้างสรรค์(CreativeThinking)

ความคิดในเชิงกลยุทธ์(Strategic Thinking)

ความคิดในเชิงจริยธรรม(Ethical Thinking)

2.1 ความคิดในเชิงบวก(Positive Thinking)

คนสองคนพบกันในถ้ำ ซึ่งบรรยากาศของถ้ำก็ปกคลุมด้วยความมืด แต่ว่าไกลสุดหูสุดตาจะมีแสงสว่างอยู่นิดหน่อย คนแรกมองความมืดรอบข้างแล้วก็เกิดท้อแท้ใจ สิ้นหวัง เอามือก่ายหน้าผากและนั่งหมดอาลัยตายอยาก ในขณะที่คนที่สองกลับจ้องสายตาไปสู่แสงสว่างเรืองรองที่อยู่ไกลสุดหูสุดตาแทนที่จะมองความมืดรอบข้าง การที่คนที่สองหันไปมองความสว่างแทนความมืดเพราะเขารู้ว่าโลกนี้ไม่มีขาวกับดำเต็มร้อย กล่าวคือ ในที่ที่มีความมืดคือสีดำ ย่อมมีความสว่างหรือสีขาวเจือปนอยู่ และในมีที่ทีมีความสว่างหรือสีขาว ก็ย่อมมีสีดำปนอยู่ หรือความมืดปนอยู่ ลักษณะความคิดดังกล่าวของบุคคลที่สอง อาจเรียกว่ามีระบบคิดเป็นสีเทา(Grey Thinking)  คนที่มีระบบคิดแบบนี้ย่อมมีจิตสำนึกอยู่เสมอว่าข้อเท็จจริงในโลกนี้มองได้สองแง่ แง่หนึ่งก็คือสีดำ อีกแง่หนึ่งก็คือสีขาว แง่หนึ่งก็คือ ความสว่าง อีกแง่หนึ่งก็คือความมืด แง่หนึ่งก็คือความทุกข์ อีกแง่หนึ่งก็คือความสุข แง่หนึ่งก็คือความรุ่งโรจน์ อีกแง่หนึ่งก็คือความโศกศัลย์ แง่หนึ่งก็คือโอกาส(Opportunity) ในอีกแง่หนึ่งก็คือภยันตราย(Threat) วิธีการคิดของคนประเภทนี้(Grey Thinker) จะทำให้เขามีการตระหนักอยู่เสมอว่า ภายใต้ความมืดยังมีความสว่างรออยู่ข้างหน้า ดังนั้นจึงไม่ต้องท้อแท้ ทำตัวให้เข้มแข็งและอดทนต่อสู้กับความมืดสักพักใหญ่ก็จะได้เห็นแสงสว่าง ในขณะเดียวกัน ภายใต้ความสว่าง ก็อย่าชะล่าใจ เพราะจะมีความมืดรออยู่ข้างหน้า ดังนั้นจึงต้องมีการะวังระไว อย่ามองโลกในแง่ดีจนเกินไป เผื่อมาตรการในการรองรับเมื่อความมืดในชีวิตเข้ามาถึง

คนที่มีระบบคิดเป็นสีเทา(Grey Thinking) จะเป็นผู้ที่เข้าใจถึงกฎข้อเท็จจริงของธรรมชาติที่มีวงจร(Cycle) เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา หากบุคคลประเภทนี้ทำธุรกิจและมีสายผลิตภัณฑ์ที่ขายดีมาก เขาจะไม่ชะล่าใจ และหาทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่เพื่อรองรับข้อเท็จจริงว่า เมื่อผลิตภัณฑ์ตัวเก่าหมดความนิยมลง ตัวใหม่ที่พัฒนามาหลายตัว ขอให้บางตัวประสบความสำเร็จก็ช่วยชดเชยทดแทนผลิตภัณฑ์ที่กลายเป็นดาวร่วง นักคิดสีเทา(Grey Thinker) ถ้าหากเป็นนักการเมือง ในขณะที่กำลังมีชีวิตรุ่งโรจน์ จะทำตัวอ่อนน้อมและไม่โอหัง เพราะรู้ว่าสักวันหนึ่ง วงจรแห่งความตกต่ำย่อมมาถึง และเมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆเขาก็มิได้ตกต่ำ เพราะประชาชนจะยังเคารพและรักด้วยความจริงใจ ในขณะเดียวกัน นักการเมืองประเภทมองด้านเดียว(Black & White Thinking) ซึ่งมีความเชื่อมั่นว่าความรุ่งโรจน์จะอยู่กับตนตลอดไปและยึดเอาความโอหังเป็นที่ตั้ง วันที่หนาวเย็นที่สุดคือวันที่ความมืดในชีวิตคืบคลานเข้ามา เพราะในวันนั้น นอกจากจะไม่มีคนกราบไหว้แล้ว ยังมีแต่คนสมน้ำหน้าและดูถูก บุคคลที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่จริงๆนั้น ก็คือ เป็นบุคคลประเภทไม่มีตำแหน่งใดๆ กล่าวคือ ไม่มีหัวโขนที่สวมไว้ เดินไปไหนคนยกมือไหว้ด้วยความเคารพรักบริสุทธิ์ แต่บุคคลประเภทที่มีตำแหน่งรองรับ จะเดินไปไหนแม้จะมีคนยกมือไหว้ ก็มิใช่บุคคลผู้ยิ่งใหญ่จริง เพราะคนที่ไหว้เหล่านั้นอาจจะนึกด่าและดูถูกอยู่ในใจ

คนที่มีลักษณะเป็นนักคิดสีเทา(Grey Thinker) ย่อมตระหนักได้ว่าทุกอย่างในโลกนี้มีสองด้านของเหรียญ ขึ้นอยู่กับเราว่าจะมองด้านไหน จะหันไปมองด้านบวกก็ได้ จะหันไปมองด้านลบก็ได้ จะหันไปมองด้านมืดหรือด้านสว่างก็ได้ ถ้าจะเปรียบไปแล้วก็คือ ลักษณะการมองกุหลาบ กุหลาบมีสองด้านของเหรียญ ในด้านหนึ่งคือหนาม อีกด้านหนึ่งก็คือกลิ่นหอมและความงาม คนบางคน อาจจะเจาะจงมองเฉพาะด้านหนาม ก็เห็นแต่ภยันตรายหรือด้านมืดด้านเดียว แต่บางคนกลับมองอีกด้านหนึ่ง นั่นคือด้านของความงามและกลิ่นหอม หรือด้านสว่างนั่นเอง

ดังได้กล่าวในตอนต้น คนสองคนอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คืออยู่ภายใต้ถ้ำที่มืดมน และมีแสงสว่างริบหรี่อยู่ไกลโพ้น บุคคลแรกมองแต่เพียงด้านเดียวก็เกิดความท้อแท้และหมดอาลัยตายอยาก เพราะบุคคลประเภทนี้จัดอยู่ในประเภท นักคิดในเชิงลบ(Negative Thinker) บุคคลประเภทนี้ ยังไม่ได้ทันได้สู้ก็ยอมแพ้แล้ว องค์ประกอบที่สำคัญของบุคคลประเภทนี้ ส่วนหนึ่งคือ ลักษณะการมองอะไรในโลกเพียงด้านเดียว ไม่ด้านขาวก็ด้านดำ(Black & White Thinking) บางคนอาจจะมองด้านมืดเพียงด้านเดียว หรือบางคนอาจจะมองความสว่างเพียงด้านเดียว ทั้งสองกรณี แสดงให้เห็นถึงอคติทั้งในทางบวกและในทางลบ บุคคลประเภทนี้ย่อมขาดความยุติธรรมอยู่ในดวงใจ มองคนในลักษณะถ้าไม่เป็นมิตรก็เป็นศัตรู ไม่เป็นพวกข้าก็พวกมัน ถ้าคนใดเป็นพวกก็ดูดีหมด ถ้าคนใดเป็นคนละพวกก็ดูเลวหมด คนเหล่านี้จะไม่มีวันได้รับความรักและความเคารพอย่างจริงจังและถาวร หรือจากคนโดยทั่วไป ยกเว้นคนในกลุ่มซึ่งได้รับประโยชน์เท่านั้นเอง ในขณะที่บุคคลแรกส่ายสายตาดูเฉพาะด้านมืดของถ้ำและเกิดความหดหู่สิ้นหวัง บุคคลที่สองซึ่งอยู่ในสภาพการณ์เดียวกัน กลับใช้สายตาเล็งไปที่ความสว่างปลายอุโมงค์และเกิดความหวังในชีวิต จิตใจมีความสดชื่นและมีกำลังใจและมีความบากบั่นลุกเดินไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ไปถึงปากถ้ำที่มีแสงสว่าง และก่อนจะเดินออกไปจากถ้ำเขาก็มองกลับมาที่บุคคลแรกซึงยังนั่งซึมอยู่กับความมืดของอุโมงค์ดังเดิม

จากตัวอย่างดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า คนสองคนซึ่งอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คือ ภายใต้ความมืดของอุโมงค์ บุคคลหนึ่งกลับประสบความสำเร็จบรรลุสู่แสงสว่างปลายอุโมงค์ ในขณะที่อีกคนหนึ่งยังจมปลักอยู่กับความมืดและความสิ้นหวังของชีวิต คนทั้งสองนั้นแม้อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คนหนึ่งรอดอีกคนหนึ่งไม่รอด ก็ด้วยเหตุผลของระบบคิดที่ต่างกัน คนที่ไม่รอดเพราะมีระบบคิดมองโลกในแง่ลบ(Negative Thinking) และยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น ในขณะที่คนที่สองซึ่งประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น มีระบบคิดมองโลกในแง่บวก(Positive Thinking) องค์ประกอบประการหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดแนวคิดในเชิงบวกได้นั้น ก็คือ การมีระบบคิดสีเทา(Grey Thinking) กล่าวคือ ทุกอย่างมีสองด้านของเหรียญ ในความมืดย่อมมีความสว่าง ซึ่งจะทำให้ไม่ท้อแท้และเกิดความหวัง ในขณะที่ยามสว่างก็เกิดความตระหนักความมืด ซึ่งจะทำเกิดความไม่ประมาท ผลกระทบต่อชีวิตย่อมลดลงและทำให้บุคคลดังกล่าวสามารถมองโลกในแง่บวกมากขึ้น

2.2 ความคิดในเชิงสร้างสรรค์(Creative Thinking)

องค์ประกอบประการหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมความคิดในเชิงสร้างสรรค์(Creative Thinking) ก็คือ การมีความคิดในเชิงบวก(Positive Thinking)  คนที่มองโลกในแง่ลบย่อมไม่มีสมองที่ปลอดโปร่งเพียงพอ จะทำให้เกิดประกายแห่งความคิดสร้างสรรค์ได้ดี ถ้าจะว่ากันตามวิชาแพทย์ ก็คือ ถ้าตราบใดจะมีสารทุกข์ที่เรียกว่าอะเดรนาลินหลั่งอยู่ ย่อมมีแต่ความเครียดและไม่ช่วยในการพัฒนาความคิดใหม่ๆ(Innovation) คนที่จะมีความคิดในเชิงสร้างสรรค์ได้นั้นควรจะต้องมีความคิดในเชิงบวกหรือมีสารสุขที่เรียกว่าเอนโดฟีน เพราะเมื่อมีกำลังใจ สมองปลอดโปร่งก็ย่อมจะมีพลังในด้านที่จะคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆได้ อย่างไรก็ตาม การที่จะพัฒนาความคิดในเชิงสร้างสรรค์ได้นั้น ยังจะต้องอาศัยองค์ประกอบและเทคนิคอื่นๆ ซึ่งจะกล่าวถึงในบทต่อๆไป

2.3 ความคิดในเชิงกลยุทธ์(Strategic Thinking)

การพัฒนาความคิดเมื่อมาถึงจุดๆหนึ่งจะเกิดความลุ่มลึกและมีระบบและนำไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพในระดับสูง ระบบคิดในลักษณะที่ลุ่มลึกเช่นนี้ ก็คือ ความคิดในเชิงกลยุทธ์(Strategic Thinking) การพัฒนาความคิดในเชิงสร้างสรรค์(Creative Thinking) อาจจะเป็นปัจจัยขั้นหนึ่งสู่การพัฒนาความคิดในเชิงกลยุทธ์(Strategic Thinking) คนที่มีความคิดในเชิงสร้างสรรค์ซึ่งในระยะแรกอาจจะมีแนวคิดใหม่ๆ “นวัตกรรม(Innovative)” ซึ่งอาจจะใช้งานได้หรืออาจจะใช้งานไม่ได้ การพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เมื่อสะสมนานเข้า บุคคลดังกล่าวย่อมเกิดประสบการณ์และเข้าถึงนวัตกรรมหรือแนวคิดที่ตรงประเด็นและใช้ประโยชน์ได้ ความลุ่มลึกของระบบคิดที่เกิดขึ้นคือองค์ประกอบสำคัญของระบบคิดในเชิงกลยุทธ์(Strategic Thinking)

ระบบคิดในเชิงกลยุทธ์(Strategic Thinking) เป็นเสมือนกลไกในการพัฒนาขีดความสามารถหรือศักยภาพแห่งการแข่งขันของบุคคล คนที่มีระบบคิดที่ลุ่มลึกและทันเกมอันเป็นลักษณะสำคัญของนักคิดในเชิงกลยุทธ์(Strategic Thinker) ย่อมมีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน(Competitive Edge)

มีการพูดถึงความคิดในเชิงกลยุทธ์(Strategic Thinking)บ่อยมาก แต่จะเห็นได้ว่ามีน้อยคนนักที่สามารถให้คำจำกัดความหรือนิยามของ “ความคิดในเชิงกลยุทธ์(Strategic Thinking)” ความจริงนั้นคนที่มีลักษณะเป็นนักคิดในเชิงกลยุทธ์(Strategic Thinker) ถ้าจะให้มีการเปรียบเปรยก็คือ การมีคุณสมบัติของความเป็นนักปราชญ์จีนที่ชื่อซุนวู ที่กล่าวไว้ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”  นักคิดในเชิงกลยุทธ์จึงเปรียบเสมือนผู้ที่ทันต่อเกมการแข่งขันและมักจะอยู่หน้าคู่แข่งหลายสิบหลายร้อยก้าวเสมอ(ahead of your competitors)

ถ้าจะให้นิยามอย่างเข้าใจง่าย คนที่มีลักษณะความคิดในเชิงกลยุทธ์(Strategic Thinker) จะต้องมีลักษณะครอบคลุมเนื้อหาของสองประโยค ดังนี้คือ

“Not only did I know what you did last summer but I also know what you are going to do next…next….next…summer” (ไม่เพียงแต่ผมรู้ว่าคุณแอบไปทำไรในฤดูร้อนที่แล้ว แต่ผมยังรู้ว่า ฤดูร้อนในอนาคตข้างหน้า คุณจะไปทำอะไร”

You หรือ คุณในที่นี้ ถ้าใช้ในทางธุรกิจ ย่อมหมายถึงคู่แข่งหรือลูกค้า ลักษณะดังกล่าวของนักคิดในเชิงกลยุทธ์ จึงหมายความว่า “ไม่เพียงแต่ผมรู้ว่าในอดีต คุณแอบไปทำอะไร แต่ผมยังสามารถรู้ว่าคุณคิดจะทำอะไร” บุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ย่อมหมายถึง ไม่เพียงแต่ทันเกมทันเหตุการณ์เท่านั้น แต่ยังมีระบบคิดที่ก้าวก่อนผู้อื่น บุคคลดังกล่าว ถ้าเป็นนักธุรกิจย่อมหมายถึงความสามารถในการที่จะวางตำแหน่งสินค้าสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและชนะคู่แข่ง เพราะสามารถวิเคราะห์แนวโน้มแห่งการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันและพฤติกรรมการบริโภคได้ถูกต้องล่วงหน้านั่นเอง

2.4  ความคิดในเชิงจริยธรรม(Ethical Thinking)

ความคิดในเชิงจริยธรรมถือเป็นระบบความคิดที่อยู่ในระดับสูงสุดของระบบความคิด การจะพัฒนามาสู่การมีความคิดเชิงจริยธรรมนั้น ย่อมหมายถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในองค์ประกอบของ “จริยธรรม(Ethics)” และสามารถที่จะปฏิบัติไปตามกรอบแห่งจริยธรรมได้ คนเป็นจำนวนมากมักจะอ้างถึงจริยธรรม ทั้งๆที่ในทางความเป็นจริงยังไม่มีความเข้าใจว่าเป็นอย่างไร ในวงการธุรกิจและในวงการเมืองมักจะพูดถึง “ธรรมรัฐ(Good Governance)” และ“บรรษัทภิบาล(Good Corporate Governance)” โดยเข้าใจเพียงว่ามีความหมายจำกัดเพียงหลักการแห่งความโปร่งใส หลักการแห่งความรับผิดชอบ หลักการควบคุมและตรวจสอบ(Check and Balance) หลักการนิติธรรม(Rule of Law) และหลักการอื่นๆ ซึ่งก็ยึดเอาตามที่ทางการกำหนดไว้ ความจริงนั้น แนวความคิดลึกๆของธรรมรัฐ(Good Governance) และบรรษัทภิบาล(Good Corporate Governance) เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับแนวคิดที่ว่าด้วยจริยธรรม(Ethical Thinking) โดยตรง การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในส่วนที่เกี่ยวกับธรรมรัฐและบรรษัทภิบาล จึงต้องอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องของ  “จริยธรรม(Ethics)”

แนวความคิดในเรื่องของธรรมรัฐและบรรษัทภิบาลนั้น ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากตะวันตก โดยเฉพาะจะเห็นได้ว่าการผลักดันในเรื่องดังกล่าวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ไทยประสบกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในปี ค.ศ.1997 ซึ่งทำให้ไทยจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศโดยเฉพาะกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(International Monetary Fund : IMF) เงื่อนไขข้อหนึ่งของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ก็คือการพัฒนาในเรื่องของธรรมรัฐและบรรษัทภิบาล ซึ่งทั้งนี้เหตุผลที่นำไปสู่วิกฤตที่เกิดขึ้นก็มาจากปัญหาดังกล่าว ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อรายได้และนำไปสู่วิกฤตของตลาดการเงินอันนำไปสู่การล่มสลายของสถาบันการเงินจำนวนมาก ก็เป็นผลมาจากปัญหาการปล่อยสินเชื่อให้กับเพื่อนพ้อง(Cronyism) ญาติมิตร และการหาผลประโยชน์ ซึ่งถือเป็นการคอรัปชั่น จนกระทบกับระบบเศรษฐกิจการเงินในประเทศ นอกจากนั้นปัญหาอีกส่วนหนึ่งก็คือการปั่นตลาดหุ้น โดยอาศัยข้อมูลภายในและพฤติกรรมซ่อนเร้น ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันสถานการณ์ดังกล่าวในอนาคต เงื่อนไขข้อหนึ่งของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ก็คือการพัฒนาระบบธรรมรัฐ(Good Governance) และบรรษัทภิบาล(Good Corporate Governance) จากจุดนี้เอง ภาครัฐจึงได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบธรรมรัฐและบรรษัทภิบาล

แม้ว่าภาครัฐจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบธรรมรัฐ(Good Governance)และบรรษัทภิบาล(Good Corporate Governance)มากมายแค่ไหนก็ตาม ประสิทธิภาพดังกล่าวย่อมขึ้นอยู่กับพื้นฐานของระบบความคิดที่ว่าด้วยจริยธรรมของคนในประเทศ โครงสร้าง องค์กร และกฎหมายจะนำไปสู่พัฒนาการและจรรโลงระบบธรรมรัฐและบรรษัทภิบาลได้แค่ไหน ย่อมขึ้นอยู่กับบุคลากรในองค์กรที่ดูแลระบบดังกล่าว เมื่อใดก็ตาม ผู้ที่ดูแลนั้นขาดความเป็นกลางและขาดความเป็นอิสระ และยังมีวัฒนธรรมแบบระบบอุปถัมภ์ การจะรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของระบบธรรมรัฐและบรรษัทภิบาลจึงเป็นเรื่องที่ยาก พื้นฐานระบบความคิดในเชิงจริยธรรมจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากในการอธิบายคุณค่าที่แท้จริงของระบบธรรมรัฐและบรรษัทภิบาล

แนวความคิดในด้านจริยธรรมที่สำคัญของตะวันตก อันเป็นรากฐานของพัฒนาการที่ว่าด้วยธรรมรัฐและบรรษัทภิบาลนั้น ก็คือแนวคิดในด้านจริยธรรมของนักปราชญ์กรีกคนสำคัญคืออริสโตเติล(Aristotle) จริยธรรมในแนวความคิดของอริสโตเติลนั้น จะมีความสัมพันธ์กับแนวคิดที่ว่าด้วยความยุติธรรม(Justice) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ จริยธรรมอันหมายถึงความประพฤติอันดีงาม เป็นความประพฤติที่คำนึงถึงความยุติธรรมอยู่ภายใน ความดี(Good)และความยุติธรรม(Justice) จึงเป็นเรื่องเดียวกัน เช่นตัวอย่าง ถ้าเราแกล้งคนโดยเขาไม่ได้ทำผิดหรือหาเรื่องใส่ร้ายเขา หรือการเล่นพรรคเล่นพวก ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี และที่ไม่ดีก็เพราะมันไม่ยุติธรรม เพราะฉะนั้น ความดีและความยุติธรรมจึงถือเป็นเรื่องเดียวกัน

ความดีและความยุติธรรมในแนวความคิดของอริสโตเติลก็คือ  “จงทำกับคนอื่นในสิ่งที่เราต้องการให้คนอื่นทำกับเรา” และ “จงหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆกับคนอื่นในสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นทำกับเรา” กล่าวคือ สิ่งที่ดีและถูกต้องจึงหมายถึง อะไรที่ดีสำหรับเราต้องดีสำหรับคนอื่นด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผลประโยชน์ส่วนตน(Individual Interest) ต้องสอดคล้องกับผลประโยชนส่วนสังคม(Social Interest) จริยธรรม ความดีงาม ความยุติธรรม จึงหมายถึงความสอดคล้องระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนสังคมนั่นเอง สังคมกรอบที่ใกล้ที่สุดที่ห้อมล้อมเราหมายถึงครอบครัว กรอบที่กว้างกว่านั้นคือที่ทำงานของเรา กรอบที่กว้างกว่านั้นคือชุมชนที่เราอยู่ กรอบที่กว้างกว่านั้นคือประเทศที่เราอยู่ และกรอบที่กว้างที่สุดคือโลกที่เราอยู่ ความสอดคล้องระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับส่วนสังคมจึงย่อมหมายถึง สิ่งที่ดีสำหรับเราต้องดีสำหรับครอบครัวเพราะเป็นสังคมรอบแรก ต้องดีสำหรับที่ทำงานเพราะเป็นสังคมรอบที่สอง ต้องดีสำหรับชุมชนเพราะเป็นสังคมรอบที่สาม ต้องดีสำหรับประเทศเพราะเป็นสังคมรอบที่สี่ และดีสำหรับโลกเพราะเป็นสังคมรอบที่ห้า พ่อที่ไม่ดูแลลูกย่อมถือว่าผิดหลักจริยธรรม เพราะถ้าเราเป็นลูกก็คงไม่อยากให้พ่อทำกับเราเช่นนี้ ฉันใดฉันนั้น เจ้านายที่เล่นพรรคเล่นพวกก็เท่ากับขาดจริยธรรม เพราะถ้าเราเป็นลูกน้องก็คงไม่อยากให้เจ้านายทำเช่นนี้ โรงงานที่ปล่อยน้ำเสียก็ขาดหลักจริยธรรม เพราะถ้าเราเป็นชุมชนก็คงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น คนที่ตัดไม้ทำลายป่าหรือละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ถือว่าขาดหลักจริยธรรม  เพราะการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของโลก และกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

คนเรานั้นอาจจะแบ่งออกมาเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือคนซึ่งยึดเอาเป้าหมายในชีวิตเป็นสรณะโดยไม่คำนึงถึงวิธีการที่จะได้มาซึ่งเป้าหมายดังกล่าว บุคคลประเภทนี้ก็คือ ยึดเอา “The end justifies the means”(จุดหมายปลายทางอธิบายความถูกต้องของแนวทาง) อันเป็นหลักปรัชญาของนักปราชญ์ที่ชื่อว่า มาเคียเวลลี่(Machiavelli) คนประเภทนี้จะไม่คำนึงถึงวิธีการในการบรรลุจุดมุ่งหมายว่าจะถูกต้องตามทำนองคลองธรรมหรือกฎหมายหรือไม่ เราเรียกบุคคลประเภทนี้ว่าเป็นพวกมาเคียเวลลี่หรือเป็นบุคคลประเภที่ขาดจริยธรรม บุคคลอีกประเภทหนึ่งนั้นเป็นบุคคลประเภทซึ่งคำนึงถึงความยุติธรรมหรือความดีเป็นสรณะ บุคคลประเภทนี้จะให้ความสำคัญของแนวทางและเป้าหมาย  การได้มาซึ่งเป้าหมายในชีวิตจะต้องได้มาด้วยวิธีการที่ถูกต้องและสง่างาม

การพัฒนาสู่การมีแนวคิดในเชิงจริยธรรมจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความเข้าใจอย่างแท้จริง คนจำนวนหนึ่งนึกว่าตัวเองมีจริยธรรม ทั้งๆที่ในทางปฏิบัตินั้นตรงกันข้ามอยู่ตลอดเวลา สาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะขาดความเข้าใจ หรือแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ หรือพยายามที่จะอธิบายเหตุผลสนับสนุนตัวเอง สังคมที่เข้มแข็งในทางจริยธรรมจะมีส่วนช่วยลดการแพร่ขยายของบุคคลประเภทนี้ ในสังคมที่ไม่เข้มแข็งในทางจริยธรรม คุณลักษณะของคนประเภทนี้จะมีอย่างแพร่หลาย

การพัฒนาสู่แนวความคิดในเชิงจริยธรรมจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยากและถือว่าเป็นพัฒนาการระดับสูงสุดของความเป็นมนุษย์เพราะบุคคลประเภทนี้จะยึดมั่นคุณความดีและการเข้าใจผู้อื่นเป็นประการสำคัญ

กระบวนทัศน์ในการคิด(Thinking Paradigm) ซึ่งหากยึดการจำแนกตามระดับความซับซ้อนอาจแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ความคิดในเชิงบวก(Positive Thinking)  ความคิดในเชิงสร้างสรรค์(Creative Thinking) ความคิดในเชิงกลยุทธ์(Strategic Thinking) และความคิดในเชิงจริยธรรม(Ethical Thinking) อย่างไรก็ตามแม้ระบบความคิดทั้งสี่ประการจะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงซึ่งกันและกันในระดับใดก็ตาม ในทางข้อเท็จจริง แต่ละแนวความคิดก็มีความเป็นอิสระต่อกัน  คนบางคนอาจจะเป็นนักคิดในเชิงกลยุทธ์แต่ก็อาจมองโลกในแง่ลบ และคนจำนวนมากอาจจะเป็นนักคิดในเชิงจริยธรรมโดยที่ขาดความซับซ้อนของการเป็นนักคิดในเชิงกลยุทธ์ หรือแม้กระทั่งอาจจะขาดแนวคิดในเชิงสร้างสรรค์ ระบบคิดทั้งสี่ประการ ในหลายกรณีจึงอาจเป็นอิสระต่อกันได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาถึงพัฒนาการของระบบความคิดทั้งสี่นั้น จะเห็นความเชื่อมโยงเป็นขั้นบันไดในลักษณะเอื้ออำนวยและสนับสนุนต่อกัน แน่นอนคนบางคนอาจจะเดินก้าวข้ามโดยไม่จำเป็นที่ต้องผ่านแต่ละขั้นก็ได้ เช่น คนบางคนอาจจะก้าวข้ามจากแนวความคิดในเชิงบวก กลายเป็นคนที่มีลักษณะความคิดในเชิงจริยธรรม ทั้งๆที่ขาดสมรรถภาพในด้านของความคิดในเชิงสร้างสรรค์และขาดความซับซ้อนของระบบคิดในเชิงกลยุทธ์



Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

กรีกกว่าจะมาถึงจุดนี้ และจากจุดนี้จะไปอย่างไร

9449

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าปัญหากรีกจะเป็นปัญหาพาดหัวข่าวในสื่อมวลชนทั่วโลกและขณะนี้ เรื่องของกรีกก็เป็นเรื่องที่ทั่วโลกจับตาว่า ในที่สุดจะลงเอยอย่างไร ในบทความฉบับนี้จะสรุปจุดเริ่มต้นและพัฒนาการของปัญหากรีกจนถึงขณะนี้และแนวโน้มในอนาคต

ปัญหากรีกมีจุดเริ่มต้นที่สัมพันธ์กับปัญหาเรื่องวิกฤตแฮมเบอเกอร์(Hamburger Crisis)ในปี 2007-2008 ซึ่งส่งผลให้สหภาพยุโรปและทั่วโลกถูกกระทบ อัตราการเติบโตของประเทศต่าง ๆ ในสหภาพยุโรปลดลงฮวบฮาบ ในกรณีของกรีกนั้น ปัญหาได้เกิดขึ้นจากช่วงก่อนหน้านี้ กล่าวคือ กรีกได้เข้าเป็นสมาชิกยูโรโซนในปี 2001 ทั้ง ๆที่ความจริงนั้นกรีกไม่มีสิทธิเข้ามาเป็นสมาชิกได้เลย ทั้งนี้เพราะตามเกณฑ์ที่กำหนดจากสนธิสัญญามาสทริชท์ (Maastricht Treaty) ซึ่งมีconvergence criteria หลายข้อ

โดยหนึ่งในนั้นกำหนดว่า ประเทศที่จะเข้าเป็นสมาชิกยูโรโซนได้จะต้องขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของ GDP และมีหนี้สาธารณะไม่เกิน 60% ของ GDP ปรากฏว่ากรีกไม่สามารถทำได้ กรีกจึงมีวิธีการคือ การเปลี่ยนแปลงสถิติตัวเลข กล่าวคือ ขณะที่กรีกขาดดุลงบประมาณที่ 4.5% เจ้าหน้าที่ของกรีกก็ปรับเป็น 2.5% หนี้สาธารณะของกรีกเกิน 100% ของ GDP เจ้าหน้าที่ของกรีกก็ปรับเป็น ต่ำกว่า 60% ของ GDP พูดง่าย ๆ คือ โกงตัวเลขเพื่อจะได้เข้าเป็นสมาชิกยูโรโซน เมื่อเข้ามาแล้วในช่วงแรกนั้น เศรษฐกิจยูโรโซนกำลังเฟื่องฟู กรีกก็ได้รับอานิสงส์ดังกล่าว ซึ่งก็ส่งผลทำให้เกิดการขยายตัวของภาคธุรกิจการเงิน

โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อขนานใหญ่ ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูง ขณะเดียวกัน ประเทศกรีกก็มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสวัสดิการสูงจากนโยบายประชานิยม ดังจะเห็นได้ว่า ผู้ที่มีอายุ 50 ปีก็สามารถเกษียณได้แล้วในระดับหนึ่ง นอกจากนั้น ยังได้บำเหน็จบำนาญในบางรายการเกือบเท่าเงินเดือนสุดท้ายด้วยซ้ำ อีกทั้งประเทศกรีกเป็นประเทศที่ประชาชนเลี่ยงภาษีมโหฬาร ตอนเฟื่องฟูปัญหาจึงยังไม่เกิด แต่พอเศรษฐกิจตกต่ำจากปัญหาวิกฤตแฮมเบอเกอร์ของอเมริกา ช่วงนี้จึงเริ่มปรากฏสัญญาณของปัญหา สัญญาณมาระเบิดขึ้นในปี 2010 ทั้งนี้เพราะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจากพรรคขวากลางคือ พรรค New Democracy มาเป็นพรรคซ้ายกลางคือพรรค Pasokปรากฏว่า รัฐบาลใหม่เพิ่งได้ข้อเท็จจริงว่ามีการเปลี่ยนแปลงตัวเลขเพื่อเข้ายูโรโซน ข้อเท็จจริงคือ หนี้สาธารณะของกรีกไม่ได้อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 60% แต่กลายเป็นเกิน 100% ข่าวดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้หมดความเชื่อมั่นและผลตอบแทนพันธบัตรของกรีกก็พุ่งสูงนั่นคือ นำไปสู่การล้มละลายทางเศรษฐกิจและปัญหาวิกฤตของสถาบันทางการเงินในกรีกกรีกจึงต้องขอความช่วยเหลือจากทรอยก้า (Troika)

อันประกอบด้วย IMF สหภาพยุโรป (ซึ่งมีผู้รับผิดชอบคือ คณะกรรมาธิการ) และยูโรโซน (ซึ่งมีผู้รับผิดชอบคือ ECB-ธนาคารกลางและประธานคณะมนตรีคลังในยูโรโซน) ปรากฏว่ากรีกได้รับการช่วยเหลือครั้งนี้ในวงเงิน 110,000 ล้านยูโรภายใต้เงื่อนไขที่ต้องปรับโครงสร้างขนานใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดรายจ่ายภาครัฐ ลดสวัสดิการ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ขายทรัพย์สิน และปรับโครงสร้างตลาดแรงงานให้ยืดหยุ่น (flexible labor) เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถต่อรองและให้แรงงานออก อันเป็นนโยบายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างงาน อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่ากรีกไม่สามารถทำตามเงื่อนไขของทรอยก้าได้ ในขณะที่อัตราการเติบโตอยู่ในภาวะติดลบ ดังนั้นในปี 2012 รัฐบาลกรีกจึงขอความช่วยเหลือจากทรอยก้าซึ่งถือเป็นโปรแกรม 2 ซึ่งกรีกได้รับความช่วยเหลือในวงเงิน 130,000 ล้านยูโร โดยสิ้นสุดในเดือนมกราคม 2015

อย่างไรก็ตาม กรีกต้องเผชิญกับข้อกำหนดสุดโหดของเจ้าหนี้ซึ่งมีเงื่อนไขให้ลดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการ โดยเฉพาะผู้ที่รับบำนาญซึ่งก่อนหน้านี้ก็ลดลงมากแล้วให้ลดลงต่อไป บังคับให้ขึ้นค่า VAT ซึ่งมี 3 ระดับ คือ 6% 13% และ 23% โดยเฉพาะให้เก็บ VAT 23% สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งสร้างแรงกดดันและความไม่พอใจของประชาชนและคนในวงการท่องเที่ยวเพราะนั่นหมายถึงธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งสำคัญมากต้องเสียเปรียบธุรกิจท่องเที่ยวของสเปนและโปรตุเกส ซึ่งเสีย VAT เพียง 12% ในเงื่อนไขดังกล่าว ถ้ามีการผลักภาระให้ผู้บริโภค ธุรกิจก็จะซบเซา แต่ถ้าเจ้าของกิจการแบกรับภาระเองก็ต้องพบกับต้นทุนที่สูงขึ้น นอกจากนั้น ตามข้อตกลง กรีกต้องคงการเกินดุลงบประมาณ (โดยไม่รวมการคืนหนี้ซึ่งเรียกว่า Primary surplus) ไว้ที่ 3.5% ของ GDP ในปี 2015 และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 4.5% ในปี 2018 เงื่อนไขดังกล่าวของทรอยก้าจึงสร้างความไม่พอใจให้ประชาชน โดยเฉพาะในระดับล่าง อีกทั้งการว่างงานยังเพิ่มสูงถึง 28%

ผลจากแรงกดดันดังกล่าวจึงนำไปสู่การแตกแยกของพรรคร่วมรัฐบาลและทำให้มีการเลือกตั้งในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผลจากการเลือกตั้งดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดยุคเผด็จการทศวรรษ 1980 พรรคเล็กซ้ายจัดอย่างพรรคSyriza ภายใต้การนำของนายกฯ หนุ่ม อายุ 40 ปี คือ นาย Alexis Tsiprasขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคขวาจัดซึ่งมีแนวคิดต่อต้านทรอยก้า และยังพร้อมที่จะออกจากเงินสกุลยูโร การขึ้นมาของรัฐบาลใหม่นั้นเป็นผลพวงจากแนวนโยบายหาเสียงว่าจะขอเจรจาเงื่อนไขใหม่กับเจ้าหนี้และจะขอปรับโครงสร้างหนี้ ผลพวงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงโปรแกรมที่ 2 กำลังหมดอายุ ดังนั้นรัฐบาลกรีกภายใต้พรรค Syriza ซึ่งได้ตกลงกับทรอยก้าว่าในขณะที่เจรจาไปนั้น โปรแกรม2 ดังกล่าวยังถือว่าขยายไปอีก 6 เดือน

โดยสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ผลการเจรจาระหว่างรัฐบาลและทรอยก้าไม่สามารถหาข้อยุติได้จนถึงเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นเดือนที่สำคัญมากเพราะจะสิ้นสุดโปรแกรม 2 ที่ขยายมาและรัฐบาลกรีกต้องเจรจากับทรอยก้าในเรื่องโปรแกรม 3 อีกทั้งในเดือนมิถุนายนนี้จะมีเงินที่รัฐบาลกรีกต้องจ่ายให้ IMF สองส่วน ซึ่งส่วนแรก 350 ล้านยูโร ซึ่งถึงกำหนดในวันที่ 5 มิถุนายน และอีกส่วนคือ 1,200 ล้านยูโรซึ่งถึงกำหนดในวันที่ 30 มิถุนายน ปรากฏว่า รัฐบาลกรีกขอเลื่อนจ่าย 350 ล้านยูโรในวันที่ 5 มิถุนายนไปรวมกับ 1,200 ล้านยูโร ในวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งทำให้ยอดรวมที่ต้องชำระ IMF เท่ากับ 1,550 ล้านยูโร

ตามโปรแกรม 2 นั้น มีวงเงิน 172,000 ล้านยูโร (รวมกับโปรแกรม 1 ที่ค้างมา) ยอดเงินที่รัฐบาลกรีกยังสามารถเบิกจ่ายได้ยังมีจำนวนถึง 7,200 ล้านยูโร ซึ่งปรากฏว่าทางด้านเจ้าหนี้ไม่ยอมอนุมัติจนกว่ารัฐบาลซ้ายจัดของกรีกจะหาข้อยุติและยอมรับเงื่อนไขที่ทรอยก้าได้ทำกับรัฐบาลเก่าไปเรียบร้อยแล้ว กรีกจึงอยู่ในสถานะที่ถูกแรงกดดันไม่สามารถที่จะหาเงินมาชำระหนี้และหาเงินมาจ่ายในด้านสวัสดิการและอื่น ๆ ซึ่งแต่ละวันที่ผ่านไปย่อมหมายถึงสภาพคล่องที่ลดลงของกรีก เศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวเมื่อปลายปีที่แล้วก็กลายเป็นหดตัว ในช่วงก่อนถึงวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันสำคัญเพราะโปรแกรม 2 จะสิ้นสุดและกรีกต้องหาเงินมาชำระหนี้ IMF 1,550 ล้านยูโร การจะทำอย่างนั้นได้กรีกจะต้องสามารถเบิกเงิน 7,200 ล้านยูโรที่เหลือจากวงเงินแต่ก็ไม่สามารถเบิกได้ เพราะทรอยก้าไม่ยอมปล่อย ความจริงมีเงินอีกกองที่กรีกจะต้องได้รับซึ่งมีเงินเท่ากับ 3,000 ล้านยูโรซึ่งเป็นกำไรจากการที่ยูโรโซนตั้งกองทุน European Financial Stability Facility (EFSF)ซึ่งเข้าไปซื้อพันธบัตรของรัฐบาลกรีกในช่วงที่เกิดวิกฤต

ซึ่งขณะนั้นดอกเบี้ยสูงมากและทำให้ผลตอบแทนจากพันธบัตรสูงตามไปด้วย ราคาพันธบัตรจึงลดลงอย่างมาก แต่เมื่ออีก 2-3 ปีต่อมา สถานการณ์ดีขึ้น ผลตอบแทนลดลง ราคาพันธบัตรสูงขึ้น ซึ่งทำให้กองทุน EFSF ซึ่งกรีกเป็นเจ้าของด้วยมีกำไรดังนั้นกรีกจึงมีส่วนในกำไรของกองทุนเป็นจำนวน 3,000 ล้านยูโร ซึ่งปรากฏว่ายูโรโซนไม่ยอมปล่อยทั้งนี้ก่อนถึง 30 มิถุนายน กรีกยังได้รับความช่วยเหลือที่เรียกว่าEmergency liquidity assistance(ELA )กล่าวคือ ธนาคารกลางยุโรปสามารถอัดฉีดเงินช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ในกรีก เนื่องจากประชาชนมีการถอนเงินเป็นจำนวนมหาศาล ถ้าไม่ช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ของกรีกก็จะเจอปัญหาสภาพคล่องและมีอันที่จะเกิดวิกฤตธนาคารพาณิชย์ในกรีกอีกรอบได้ ดังนั้น ธนาคารกลางยุโรปจึงให้ความช่วยเหลือต่อเนื่องแต่ก็ตั้งวงเงินไว้สูงถึง 89,000 ล้านยูโร ซึ่งทั้งนี้ ตอนแรกก็เพิ่มวงเงินขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเห็นท่าทีของรัฐบาลกรีกจึงมีการกำหนดวงเงินสูงสุดเพื่อจะสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลกรีกยอมประนีประนอมในเงื่อนไข ความจริงแล้วทั้งรัฐบาลกรีกและทรอยก้าต่างฝ่ายต่างก็เอนเอียงเข้าหากันโดยเฉพาะก่อนหน้านี้หนึ่งสัปดาห์ จะเห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็พอเห็นแสงสว่างว่าจะพอยุติได้ก่อน 30 มิถุนายน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์กลับตาลปัตร เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รัฐบาลกรีกได้เปิดเกมใหม่ให้มีการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนเลือกว่าจะยอมรับเงื่อนไขของทรอยก้าหรือไม่ โดยประชามติจะกำหนดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคมนี้

ความจริงนั้นทั้ง 2 ฝ่ายเกือบจะได้ข้อยุติเพราะประเด็นแห่งความขัดแย้งและประเด็นต่าง ๆ ก็คลี่คลายโดยประเด็นหลัก ๆ มีอยู่ 3 ประเด็น คือ

เงื่อนไขที่ 1 เรื่องการดำเนินงบประมาณเกินดุล (Primary surplus) ทางทรอยก้าก็อ่อนข้อให้เหลือ 1% ในปี 2015,2% ในปี 2016, 3% ในปี 2017, 3.5% ในปี 2018

เงื่อนไขที่ 2 ในเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม ทางทรอยก้าก็ยอมที่จะลดค่า VAT ของด้านการท่องเที่ยวจาก 23% ให้เหลือ 13%

อย่างไรก็ตาม ตัวที่เป็นปัญหามากที่สุดคือ เงื่อนไขที่ 3 กล่าวคือ ทรอยก้าต้องการให้ลดค่าใช้จ่ายสวัสดิการลง1% ของ GDP อีกทั้งยืดอายุเกษียณจาก 50 กว่า ๆ เป็น 67 ปี รวมทั้งให้มีการลดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการเพิ่มเติมที่กับให้คนยากจน

เงื่อนไขข้อ 3 จึงเป็นจุดระเบิด เพราะทางด้านรัฐบาลมองว่าประชาชนที่รับบำนาญซึ่งเป็นฐานเสียงของเขาจะต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามต่อสู้เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงในด้านงบประมาณสวัสดิการ นั่นคือที่มาของการติดสินใจของรัฐบาลให้มีประชามติในวันที่ 5 กรกฎาคม

ถ้าจะวิเคราะห์ว่าทำไมต้องทำประชามติ สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้

1. รัฐบาลประสบความล้มเหลวที่สัญญาไว้ว่าจะต่อสู้เพื่อแก้ไขข้อตกลง ซึ่งปรากฏว่าทำได้ในขอบเขตที่จำกัดมาก ดังนั้นทางออกของรัฐบาลก็คือ ยอมรับ หรือ ไม่ยอมรับเงื่อนไข ถ้ารัฐบาลยอมรับ ฐานเสียงที่เลือกเขามาโดยเฉพาะคนจนซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชาชนจะไม่พอใจแน่นอน แต่ถ้าหากไม่ยอมรับ เขาก็รู้ว่าจะเจอกับวิกฤตไม่มีเงินมาช่วยเหลือ การทำประชามติจึงเป็นการป้องกันตัวเองทางการเมืองของรัฐบาล ถ้าผลประชามติออกมาเป็นยอมรับ เขาก็จะสามารถอ้างได้ว่า ตัวเขาเองไม่ยอมรับแต่ประชานส่วนใหญ่ให้สัญญาณว่ายอมรับ ถ้าผลประชามติออกมาเป็นไม่ยอมรับแล้วจะเกิดวิกฤตรุนแรงขึ้น เขาก็จะอ้างได้ว่า “ผมปรึกษาคุณแล้ว เราอยู่ในเรือลำเดียวกัน” และใช้ผลประชามติเป็นเครื่องมือในการปกป้องตัวเอง

2. รัฐบาลได้เสนอแนะให้ประชาชนไม่ยอมรับเงื่อนไขของทรอยก้าในการทำประชามติเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกกล่าวหาว่าเสียสัจจะ อีกส่วนก็เพื่อป้องกันการแตกแยกของพรรค Syriza ที่มีทั้งพวกซ้ายจัดที่ไม่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวและป้องกันการแตกแยกของพรรคร่วมรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ได้บอกประชาชนว่า การทำประชามติจะเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองกับทรอยก้าและได้พูดในทำนองว่า แม้ไม่ยอมรับเงื่อนไขของทรอยก้า แต่กรีกก็ยังอยู่ในยูโรโซน สิ่งที่อยู่ลึก ๆ ในใจของรัฐบาลกรีกก็คือต้องป้องกันตนเองทางการเมือง แต่ก็หวังว่า ก่อนทำประชามติจะเกิดการแตกตื่นและส่งผลเป็นโรคติดต่อไปยังสเปนและอิตาลี ถ้าเป็นเช่นนั้น อำนาจการต่อรองของกรีกก็จะสูงขึ้น เพราะกรีกจะไม่พังแค่ประเทศเดียวแต่จะพังกันเป็นแถบ ผลหลังจากการประกาศทำประชามติปรากฏว่า นักลงทุนยังไม่แตกตื่น สำหรับสเปนและอิตาลี ผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นเพียง 2.3% ภาพฉายนี้ทำให้เห็นอำนาจการต่อรองของทรอยก้าสูงขึ้น เพราะรู้ว่า ประเด็นของกรีกอาจจำกัดขอบเขตได้ ในเงื่อนเวลาดังกล่าวทรอยก้าก็ได้ตัดทุกช่องทางความช่วยเหลือหลังจากที่กรีกไม่สามารถจ่ายหนี้ให้กับ IMF (ในวันที่ 30 มิถุนายน)กรีกจึงต้องใช้วิธีปิดธนาคารและควบคุมการไหลของเงินควบคุมไม่ให้เบิกเกิน 60 ยูโรต่อคนต่อวัน แรงกดดันต่อกรีกจึงเพิ่มสูงขึ้นทุกวันเพราะรัฐบาลอยู่ในฐานะลำบากในการหาเงินมาใช้จ่าย รวมทั้งจ่ายให้กับผู้ได้รับบำเหน็จบำนาญ เมื่อวานนี้รัฐบาลกรีกจึงได้พูดในทำนองว่าจะยอมรับเงื่อนไขของทรอยก้าแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอให้มีการเจรจาเพื่อที่จะให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งนี้จะต้องไม่มีตัวแทนจาก IMF มาร่วมด้วย รัฐบาลกรีกยอมอ่อนข้อให้เรื่องขยายเวลาเกษียณมาเป็น 67 ปี เพียงขอให้มีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม ไม่ใช่กรกฎาคม และตัดเงินช่วยเหลือคนยากจน รวมทั้งขอให้ยูโรโซนให้ความช่วยเหลือทางการเงินกรีกจำนวน 29,000 ล้านยูโรเพื่อเพียงพอที่จะประคองเศรษฐกิจและจ่ายหนี้ที่ถึงกำหนดในช่วงสองปี อย่างไรก็ตาม เมื่อตอนเย็นของเมื่อวาน นายกฯของกรีกกลับแข็งกร้าวด้วยการประณามทรอยก้าว่ากำลังข่มขู่ให้ประชาชนรับรู้ว่าถ้าไม่ยอมรับเงื่อนไขเท่ากับต้องออกจากเงินยูโร นาย Tsipras ยังบอกให้ประชาชนไม่ยอมรับ ถ้าไม่รับและยังอยู่ในยูโรโซนจะทำให้อำนาจการต่อรองสูงขึ้น ข้อเสนอของกรีกนั้นทรอยก้าไม่ยอมรับโดยเฉพาะรัฐบาลเยอรมันบอกว่า ตอนนี้ไม่ต้องพูดอะไรจนกว่าจะรู้ผลในวันที่ 5 กรกฎาคม ถ้ากรีกยอมรับก็ต้องมาคุยกันใหม่ ถ้ากรีกไม่ยอมรับก็ต้องออกจากเงินสกุลยูโร อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อบังคับว่า ถ้าเกิดการเบี้ยวหนี้จะต้องออกจากเงินสกุลยูโร รัฐบาลกรีกจะเอาเรื่องนี้มาใช้ต่อสู้ในแง่นิตินัย ว่าจะยังอยู่ในสกุลเงินยูโร แต่ในทางพฤตินัยนั้น ในวันที่ 20 กรกฎาคม ถ้ากรีกยังไม่จ่ายหนี้ 3,500 ล้านให้กับธนาคารกลางยุโรป (ECB)ถึงจุดนี้ก็จะเท่ากับว่า กรีกเบี้ยวหนี้กับกลุ่มยูโรโซน ทั้งนี้ ในแง่กฎหมายยังไม่สามารถไล่กรีกให้ออกจากเงินสกุลยูโรได้ แต่ในทางปฏิบัติ กรีกถูกตัดความช่วยเหลือทุกทางซึ่งจะทำให้รัฐบาลกรีกไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าสวัสดิการ ไม่สามารถหาเงินมารักษาสภาพคล่อง ไม่สามารถหาเงินมาช่วยธนาคารพาณิชย์ได้ อีกทั้งสภาพเศรษฐกิจก็ทรุดลงทุกวัน ถึงตอนนั้นกรีก็คงต้องหันมาใช้เงินสกุลแดรกมาและในตอนระยะแรกค่าเงินคงจะอ่อนตัวมาก ถึงตอนนั้นทางด้านพฤตินัยก็ไม่สามารถใช้เงินสกุลยูโรได้อีกต่อไป

ทิศทางในอนาคตของกรีกมีภาพฉาย 3 ทิศทาง

1. ประชาชนไม่ยอมรับ กรีกเบี้ยวหนี้เต็มรูปแบบ และถึงจุดหนึ่งต้องออกจากเงินสกุลยูโร แต่ไม่ใช่ออกจากสหภาพยุโรป

2. ประชาชนยอมรับ จะเกิดกระบวนการเจรจาใหม่ซึ่งถือเป็นโปรแกรมใหม่ซึ่งต้องใช้เวลาและมีปัญหาไม่ไว้วางใจระหว่างเจ้าหนี้กับรัฐบาลซ้ายจัดซึ่งจะมีประเด็นให้ตื่นเต้นเรื่อย ๆ ยกเว้นจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

3. รัฐบาลยอมยกเลิกการทำประชามติเหมือนรัฐบาลกรีกที่เคยทำมาแล้วในปี 2011 และเปิดทางสู่การเจรจา

4. เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเนื่องจากแรงกดดันจากประชาชนซึ่งจะนำไปสู่การหาทางเจรจากับเจ้าหนี้ในโปรแกรม 3 ต่อไป

โดยสรุป ไม่ว่ากรีกจะยอมรับหรือไม่ ประชาชนคงต้องทนทุกข์ทรมานกับความยากลำบากต่อไปอีกหลายปี และบทเรียนที่น่าสนใจจากกรีกก็คือ ประชาชนนึกว่ามีทางเลือก 2 ทาง คือ ทางเลือกที่ดี และทางเลือกที่เลว ปรากฏว่าประชาชนเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่คิดว่าเลว มาสู่พรรคซ้ายจัดที่คิดว่าดี ปรากฏว่าเลวกว่าเก่า เป็นบทเรียนในการเรียนรู้ต่อไป

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ACMECS ความร่วมมือลุ่มแม่น้ำอิระวดี เจ้าพระยา แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy)

9412

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในสองวันที่ผ่านมามีการประชุมสุดยอด ACMECS ครั้งที่ 6 ของผู้นำในกลุ่มประเทศ ACMECS ซึ่งประกอบด้วย พม่า (ซึ่งปีนี้เป็นเจ้าภาพ) กัมพูชา ลาว เวียดนาม และไทย ซึ่งเป็นการประชุมทุก ๆ 2 ปี โดยใน 2 ปีข้างหน้าไทยจะเป็นเจ้าภาพ ความจริงนั้น ACMECS เป็นโครงการที่มีความริเริ่มจากไทยซึ่งเป็นโครงการที่ต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ ของประเทศที่มีชายแดนดินกันบนกรอบของลุ่มแม่น้ำที่ติดกัน ACMECS ถือเป็น subset ของอาเซียน กล่าวคือ เป็นความร่วมมือระหว่าง 5 ประเทศของ 10 ประเทศอาเซียน นอกจากนั้น ACMECS ยังมีความเกี่ยวข้องและเป็นส่วนเสริมกับกรอบความร่วมมือ 6 ประเทศที่เรียกว่า อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง – GMS (Greater Mekong Subregion)

กรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำอิระวดี เจ้าพระยา แม่โขง (ACMECS) ซึ่งเป็น 5 ประเทศที่มีชายแดนติดกันของอาเซียน ส่วนหนึ่งเป็นการกระชับความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งและรวดเร็วยิ่งขึ้นทั้งในทางมิติเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และแน่นอนในกรอบดังกล่าวจะมีภาพใหญ่ของ AEC เป็นเสมือน Background ดังจะเห็นได้ว่า ภายใต้กรอบ AEC ซึ่งมี 4 ข้อใหญ่ ๆ คือ

1. เป็นตลาดร่วมและฐานการผลิตร่วมซึ่งหมายถึง การเปิดเสรีสินค้า (AFTA) เงินทุน บริการ แรงงาน

2. พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันมี 6 องค์ประกอบ โดย 1 ในองค์ประกอบที่สำคัญคือ ความร่วมมือด้าน Infrastructure ระหว่างประเทศสมาชิก

3. การพัฒนาที่เท่าเทียมกันคือ 6 ประเทศเก่าต้องช่วยพัฒนาประเทศเข้าใหม่ (CLMV)

4. บูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะการพัฒนา Asean+3 และ +6, RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership)

9413

ในการประชุมครั้งนี้ ACMECS ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนซึ่งเป็นกรอบที่อยู่ในข้อที่ 1 ของ AEC การส่งเสริมการเดินทาง เช่น การพูดคุยกันเรื่อง single visa ก็เป็นกรอบภายใต้นัยยะของตลาดร่วม ซึ่งมีความหมายว่า การเปิดเสรีแรงงานมีฝีมือ 8 ประเภท ตามที่ระบุไว้ใน AEC ปัจจุบัน และเนื่องจากอุปสรรคในรูปแบบภาษีศุลกากรของ 5 ประเทศอาจกล่าวได้ว่าเกือบจะเหลือ 0 หมดแล้ว ดังนั้น การพูดคุยกันจึงเป็นการพูดถึง การขจัดอุปสรรคที่มิใช่กำแพงภาษี (NTB) มากกว่า ในการประชุมครั้งนี้จึงมีการพูดถึงเรื่องความร่วมมือทางสังคม เช่น เรื่อง HR, Training ก็เป็นส่วนหนึ่งของกรอบประชาคมอาเซียนทางสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงความร่วมมือด้านสาธารณสุข นอกจากนั้น ประเด็นสำคัญคือ การส่งเสริมให้ขยายและเร่งความเชื่อมโยง Infrastructure ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขนส่ง Logistic การพัฒนาเศรษฐกิจจำเพาะของชายแดนที่ติดต่อกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ AEC แล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในกรอบของ GMS ด้วย การประชุมสุดยอด ACMECS จึงมีความสำคัญ เพราะเป็นส่วนเสริมของอนุภูมิภาค (GMS) ซึ่งนอกจากจะประกอบด้วย 5 ประเทศ แล้ว ยังประกอบด้วยแคว้นยูนนาน ประเทศจีน การเชื่อมโยง 6 ประเทศย่อมหมายถึง 5 ประเทศใน ACMECS จะต้องร่วมมือและเร่งพัฒนาความเชื่อมโยงทางด้านคมนาคมทั้งทางน้ำ ทางบก ทางอากาศ เพื่อที่จะเชื่อมโยงต่อไปถึงยุโรปที่เราเรียกว่า “One Belt, One Road” หรือเส้นทางสายไหม (ซึ่งรัฐบาลจีนกำลังพัฒนาอยู่) โดยประกอบด้วย 4 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางเรือไปถึงกรีซ เส้นทางถนนและรถไฟผ่านไซบีเรียไปถึงยุโรปตะวันออก และเส้นทางท่อก๊าซจากจีนไปยุโรป จีนเองก็ได้จัดตั้ง Asia Infrastructure Investment Bank (AIIB) เพื่อรองรับการลงทุนในภูมิภาค ดังนั้นการประชุมสุดยอด ACMECS จึงเป็นส่วนเน้นและเป็นตัวเร่งภายใต้กรอบใหญ่ของ GMS นั่นเอง

ถ้าจะวิเคราะห์ถึงความเชื่อมโยงของ ACMECS กับภาพที่ใหญ่กว่าจะสามารถอธิบายได้ว่า ACMECS เป็นความร่วมมือในระดับ subset เป็นระดับอนุภูมิภาค, AEC เป็นความร่วมมือระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ Asean+3 เป็นความร่วมมือระดับเอเชียนั่นเอง จากทั้ง 3 กรอบที่กล่าวถึง จึงไม่น่าแปลกใจเลยถ้าใน 10 ปีข้างหน้า Asean+3 จะพัฒนาสู่ประชาคมเอเชียตะวันออก ซึ่งหมายถึงจะแน่นแฟ้นในตลาดร่วม ซึ่งจะเปิดเสรีทางด้านสินค้า เงินทุน บริการ ส่วนแรงงานอาจจะเปิดเสรีในขอบเขตที่จำกัด

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

นับถอยหลัง 10 วันปัญหากรีกกับยูโรโซน

55585555

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วง 10 วันจากนี้ถือเป็นช่วงระยะเวลาที่น่าตื่นเต้นในยูโรปและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก นั่นก็คือ ประเด็นปัญหากรีกจะอยู่ในสภาพล้มละลายเบี้ยวหนี้และต้องออกจากยูโรโซนหรือไม่ และถ้าออกจะเกิดผลกระทบต่อสหภาพยุโรปและเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง ในช่วง 10 วันจากนี้นั้นจะถึงกำหนดที่กรีกต้องชำระหนี้ 2 กองให้แก่ IMF กองแรก 350 ล้านยูโรซึ่งถึงกำหนดวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่กรีกขอจ่ายรวมในปลายเดือนซึ่งจะมีอีกกองหนึ่งประมาณ 1,200 ล้านยูโร ซึ่งถ้ากรีกไม่สามารถหาเงินมาชำระได้ก็ถือว่า กรีกอยู่ในสภาพเบี้ยวหนี้และถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่เกิดกับประเทศพัฒนา นอกจากนี้ ในปลายเดือนนี้จะถึงกำหนดเงื่อนเวลาของหนี้ที่กรีกเคยขอไว้เป็นครั้งที่ 2 ในวงเงิน 172,000 ล้านยูโร ซึ่งความจริงแล้วหมดอายุตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกรีกซึ่งเป็นฝ่ายซ้ายจัด ทั้งกรีกและทรอยก้า (Troika) จึงมีการตกลงกันในการขยายระยะเวลาไปถึง 30 มิถุนายน ดังนั้นภายในเงื่อนเวลาดังกล่าว กรีกนอกจากต้องหาเงินมาชำระกับ IMF แล้ว กรีกยังต้องเจรจาทำข้อตกลงการกู้เงินเป็นครั้งที่ 3 เนื่องจากจะมีหนี้ถึงกำหนดกับทรอยก้าเข้ามาเรื่อย ๆ

ขณะนี้ทางฝ่ายทรอยก้าก็ได้มีการเตือนรัฐบาลกรีกว่าจะต้องทำข้อตกลงในการปฏิรูปเศรษฐกิจตามเงื่อนไขของทรอยก้าให้แล้วเสร็จภานใน 1-2 วัน เนื่องจากจะมีการประชุมรัฐมนตรีคลัง 19 ประเทศเพื่อที่จะได้นำข้อตกลงไปผ่านรัฐสภา ซึ่งต้องใช้เวลา และต้องตกลงก่อนวันที่ 30 มิถุนายน อย่างไรก็ตาม คาดว่าภายใน 1-2 วันจะยังไม่มีข้อตกลงเพราะรัฐบาลซ้ายจัดออกมาท้าทายด้วยการโจมตีว่า เงื่อนไขของเจ้าหนี้ทั้ง 3 รายมันโหดเกินไป และกล่าวโจมตี IMF ว่าเป็นอาชญากร อย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากลักษณะโดยทั่วไปก็คงจะมีการคาดการณ์ในทำนองว่า โอกาสที่กรีกจะเบี้ยวหนี้เนื่องจากไม่สามารถตกลงกันได้จะสูงมาก บางคนถึงขนาดบอกว่า เกิดขึ้นแน่นอน แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ละเอียดขึ้น ความเสี่ยงที่กรีกจะล้มละลายและออกจากยูโรโซนอาจจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 30% เป็น 50% ในขณะนี้ แต่ไม่ใช่ 100% อย่างที่มีการวิเคราะห์กันในบางกลุ่ม เหตุผลที่มีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นแต่ก็ยังมีโอกาสตกลงกันได้ 50-50 นั้นจะมาจากกรอบในการวิเคราะห์ ดังต่อไปนี้

ประการแรก กรีกกับทรอยก้ามี 3 ประเด็นหลักที่ยังตกลงกันไม่ได้ ประเด็นแรกคือ เรื่องของทรอยก้าต้องการให้กรีกดำรงงบประมาณเกินดุลเพิ่มขึ้นถึง 4.5% ของ GDP ในปี 2018 (ต้องเกินดุลงบประมาณโดยไม่รวมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ – Primary Surplus) โดยเริ่มที่เพิ่มอัตราก้าวหน้าจากปี 2015 เป็นต้นไป ซึ่งกรีกมองว่าโหดเกินไป ประเด็นนี้ยังพอตกลงกันได้ เนื่องจากข้อขัดแย้งจะลดลงไป ล่าสุดเงื่อนไขของทรอยก้าก็คือ ให้ดำรงงบประมาณเกินดุล 1% ในปีนี้, 2% ในปี 2016, 3% ในปี 2017, 3.5% ในปี 2018 ซึ่งต่ำกว่าที่เคยเรียกร้อง รัฐบาลกรีกเจรจาขอให้ดำรงงบประมาณขาดดุลในปีนี้ที่ 0.7% และอัตราการเพิ่มขึ้นจนถึงปี 2018 ก็อาจแตกต่างกันไม่มาก เรื่องนี้น่าจะหาจุดลงตัวได้ในที่สุด

2. เงื่อนไขของทรอยก้าก็คือ ให้รัฐบาลกรีกลดค่าใช้จ่ายเรื่องสวัสดิการให้กับผู้เกษียณอายุซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลกรีกไม่ยอม เพราะว่าก่อนหน้านี้ รัฐบาลกรีกก็ได้ลดค่าใช้จ่ายของผู้เกษียณอายุลงโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือคนที่มีเงินเกษียณอายุ 3,000 ยูโรได้ถูกหั่น 40% และคนที่มีเงินเกษียณอายุต่ำกว่า 700 ยูโรได้ถูกหั่น 25% เงื่อนไขที่ทรอยก้าต้องการคือ ให้หั่นต่อไปอีก ซึ่งรัฐบาลกรีกถือว่าโหดเกินไป และกระทบกับฐานเสียงโดยผู้ที่อยู่ในกลุ่มเกษียณอายุมีจำนวนประมาณ 1 ใน 4 ของประชากร หรือเท่ากับ 21%

3. ข้อตกลงที่ยากที่สุดก็คือ กรีกถูกขอให้ขึ้น VAT ที่สูงถึง 23% โดยข้อตกลงใหม่ที่ทรอยก้าต้องการคือ ให้ขึ้น VAT เป็น 25% สำหรับค่าไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลกรีกไม่ยอมเพราะจะสร้างความเจ็บปวดให้กับประชาชนของเขา

โดยสรุป ถ้าดูจากภาพนี้จะตกลงได้ยากมาก โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการผู้เกษียณอายุและเรื่อง VAT หากมองจากมุมของกรีกก็คือ จะกระทบต่อคำมั่นสัญญาต่อประชาชนที่เลือกเขาและฐานเสียง หากมองจากมุมของทรอยก้าก็คือ ประชาชนที่เป็นเจ้าหนี้ที่ต้องมาเสียภาษีเพื่อช่วยกรีกที่เกิดจากความเกียจคร้านผนวกกับสวัสดิการที่ดีเกินไป ซึ่งถ้ายอมกรีกก็จะไม่สามารถผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และประชาชนก็จะต่อต้าน นั่นหมายถึงกระทบฐานเสียงของรัฐบาลเจ้าหนี้

อย่างไรก็ตาม โอกาสประนีประนอมยังไม่หมดไป โอกาสเป็นไปได้ในนาทีสุดท้ายยังอยู่ที่ 50% โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้

ประการแรก ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้กันว่าหากตกลงกันไม่ได้ทั้งกรีกและเจ้าหนี้ก็จะถูกกระทบ ต้องยอมรับว่า ปัญหาที่กรีกจะออกจากยูโรโซนนั้นอาจมีปัญหาลามปามไปสู่สเปนและอิตาลี แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรี Merkel กังวลก็คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวคือ ถ้ากรีกออกจากยูโรโซนและสามารถที่จะใช้ Model แบบเดียวกับอาร์เจนตินาและไซปรัส ซึ่งก็เท่ากับลดความเจ็บปวดลงเพราะนั่นหมายความว่า ใช้วิธีการควบคุมเงินไหลออกและหันมาใช้ค่าเงินดรักมาร์ของกรีกตามเดิมและปล่อยให้ค่าเงินอ่อนตัวลง ในช่วงรอยต่ออาจลดความเจ็บปวดจากการขอความช่วยเหลือจากจีนและรัสเซีย และเมื่อถึงจุดที่มูลค่าการส่งออกและรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น กรีกจะสามารถต่อรองกับเจ้าหนี้ซึ่งจะได้เงื่อนไขดีขึ้น สภาพดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ ในยุโรปโดยเฉพาะสเปน โดยในขณะนี้พรรคฝ่ายซ้ายจัดที่ต่อต้านยูโรก็มากขึ้นนำมาซึ่งผลกระทบต่อยูโรโซนและสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังเป็นการผลักไสให้กรีกใกล้ชิดกับจีนและรัสเซียในภาวะที่สหภาพยุโรปและ NATO ต้องการความเป็นเอกภาพและถ่วงดุลกับจีนและรัสเซีย กรีกก็รู้ถึงภัยอันตรายต่อสหภาพยุโรปจากการที่กรีกต้องออกจากเงินสกุลยูโร ดังนั้นรัฐบาลกรีกก็คิดว่าเขามีอำนาจต่อรองมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลกรีกต้องการก็คือ ขอยืดเวลาต่อไปจนได้เงื่อนไขที่ดีที่สุดในนาทีสุดท้าย

ประการที่ 2 ที่ผ่านมาทรอยก้าก็แสดงท่าทีที่อ่อนลงจนล่าสุดได้บอกกับกรีกว่า กรีกอาจไม่ต้องลดสวัสดิการเกษียณอายุและขึ้น VAT แต่ให้ไปลดค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ เช่น ด้านค่าทหาร ให้มีตัวเลขสมดุลกับค่าใช้จ่ายที่ได้พูดถึง นอกจากนี้ ธนาคารกลงยุโรป (ECB) ซึ่งเดิมมีการปิดก๊อกในการช่วยเหลือกรีกในด้านเงินทุนสภาพคล่องในภาวะจำเป็น (emergency fund) กรีกขณะนี้ก็ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนดังกล่าวเพื่อชดเชยกับเงินไหลออกจากเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ของกรีก นายกรัฐมนตรีกรีก นาย Tsipras เองก็เคยพูดกับคนใกล้ชิดว่า เขาต้องหาข้อยุติ เนื่องจากรู้ว่าการออกจากเงิสกุลยูโร ประชาชนจะได้รับความเจ็บปวดมากขึ้นอีก

ภายใต้กรอบดังกล่าว โอกาสที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะประนีประนอมในช่วง 10 วันนี้จนถึงนาทีสุดท้ายก็ยังมีอยู่ นอกจากนั้น อาจใช้วิธียืดการเจรจาออกไปหลังวันที่ 30 มิถุนายน แต่ว่าให้ความช่วยเหลือกับกรีกด้วยการอนุญาตให้เบิกเงินตามหนี้ที่ต้องชำระคือ 1,500 ล้านยูโร จาก 7,200 ล้านยูโรที่กรีกจะได้รับถ้าตกลงสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ตกลงกันไม่ได้และกรีกต้องออกจากเงินยูโร นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อว่า จะยังไม่ลามปามจนเกิดวิกฤตกับสเปนและอิตาลี แต่อาจจะเกิดความสั่นสะเทือนชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากสเปนกำลังมีความเข้มแข็ง อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของสเปนสูงกว่า 3% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มยูโรโซน และถือว่าดีที่สุดในกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ในกลุ่มยูโรโซน

ปัจจัยกรีกยังเป็นเรื่องที่น่าติดตาม เพราะมีผละกระทบต่อเศรษฐกิจโลกไม่มากก็น้อย 10 วันจากนี้จึงเท่ากับ 10 วันอันตรายที่จะได้รู้ดำรู้แดงจากเรื่องของปัญหากรีกกับยูโรโซน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปัญหา “กรีก” ยังไม่จบ

9382

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วง 10 วันจากนี้ถือเป็นช่วงระยะเวลาที่น่าตื่นเต้นในยุโรปและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก นั่นก็คือ ประเด็นปัญหากรีกจะอยู่ในสภาพล้มละลายเบี้ยวหนี้และต้องออกจากยูโรโซนหรือไม่ และถ้าออกจะเกิดผลกระทบต่อสหภาพยุโรปและเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง ในช่วง 10 วันจากนี้นั้นจะถึงกำหนดที่กรีกต้องชำระหนี้ 2 กองให้แก่ IMF กองแรก 350 ล้านยูโรซึ่งถึงกำหนดวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่กรีกขอจ่ายรวมในปลายเดือนซึ่งจะมีอีกกองหนึ่งประมาณ 1,200 ล้านยูโร ซึ่งถ้ากรีกไม่สามารถหาเงินมาชำระได้ก็ถือว่า กรีกอยู่ในสภาพเบี้ยวหนี้และถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่เกิดกับประเทศพัฒนา นอกจากนี้ ในปลายเดือนนี้จะถึงกำหนดเงื่อนเวลาของหนี้ที่กรีกเคยขอไว้เป็นครั้งที่ 2 ในวงเงิน 172,000 ล้านยูโร ซึ่งความจริงแล้วหมดอายุตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกรีกซึ่งเป็นฝ่ายซ้ายจัด ทั้งกรีกและทรอยก้า (Troika) จึงมีการตกลงกันในการขยายระยะเวลาไปถึง 30 มิถุนายน ดังนั้นภายในเงื่อนเวลาดังกล่าว กรีกนอกจากต้องหาเงินมาชำระกับ IMF แล้ว กรีกยังต้องเจรจาทำข้อตกลงการกู้เงินเป็นครั้งที่ 3 เนื่องจากจะมีหนี้ถึงกำหนดกับทรอยก้าเข้ามาเรื่อย ๆ

ขณะนี้ทางฝ่ายทรอยก้าก็ได้มีการเตือนรัฐบาลกรีกว่าจะต้องทำข้อตกลงในการปฏิรูปเศรษฐกิจตามเงื่อนไขของทรอยก้าให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วัน เนื่องจากจะมีการประชุมรัฐมนตรีคลัง 19 ประเทศเพื่อที่จะได้นำข้อตกลงไปผ่านรัฐสภา ซึ่งต้องใช้เวลา และต้องตกลงก่อนวันที่ 30 มิถุนายน อย่างไรก็ตาม คาดว่าภายใน 1-2 วันจะยังไม่มีข้อตกลงเพราะรัฐบาลซ้ายจัดออกมาท้าทายด้วยการโจมตีว่า เงื่อนไขของเจ้าหนี้ทั้ง 3 รายมันโหดเกินไป และกล่าวโจมตี IMF ว่าเป็นอาชญากร อย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากลักษณะโดยทั่วไปก็คงจะมีการคาดการณ์ในทำนองว่า โอกาสที่กรีกจะเบี้ยวหนี้เนื่องจากไม่สามารถตกลงกันได้จะสูงมาก บางคนถึงขนาดบอกว่า เกิดขึ้นแน่นอน แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ละเอียดขึ้น ความเสี่ยงที่กรีกจะล้มละลายและออกจากยูโรโซนอาจจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 30% เป็น 50% ในขณะนี้ แต่ไม่ใช่ 100% อย่างที่มีการวิเคราะห์กันในบางกลุ่ม เหตุผลที่มีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นแต่ก็ยังมีโอกาสตกลงกันได้ 50-50 นั้นจะมาจากกรอบในการวิเคราะห์ ดังต่อไปนี้

ประการแรก กรีกกับทรอยก้ามี 3 ประเด็นหลักที่ยังตกลงกันไม่ได้ ประเด็นแรกคือ เรื่องของทรอยก้าต้องการให้กรีกดำรงงบประมาณเกินดุลเพิ่มขึ้นถึง 4.5% ของ GDP ในปี 2018 (ต้องเกินดุลงบประมาณโดยไม่รวมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ – Primary Surplus) โดยเริ่มที่เพิ่มอัตราก้าวหน้าจากปี 2015 เป็นต้นไป ซึ่งกรีกมองว่าโหดเกินไป ประเด็นนี้ยังพอตกลงกันได้ เนื่องจากข้อขัดแย้งจะลดลงไป ล่าสุดเงื่อนไขของทรอยก้าก็คือ ให้ดำรงงบประมาณเกินดุล 1% ในปีนี้, 2% ในปี 2016, 3% ในปี 2017, 3.5% ในปี 2018 ซึ่งต่ำกว่าที่เคยเรียกร้อง รัฐบาลกรีกเจรจาขอให้ดำรงงบประมาณขาดดุลในปีนี้ที่ 0.7% และอัตราการเพิ่มขึ้นจนถึงปี 2018 ก็อาจแตกต่างกันไม่มาก เรื่องนี้น่าจะหาจุดลงตัวได้ในที่สุด

2. เงื่อนไขของทรอยก้าก็คือ ให้รัฐบาลกรีกลดค่าใช้จ่ายเรื่องสวัสดิการให้กับผู้เกษียณอายุซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลกรีกไม่ยอม เพราะว่าก่อนหน้านี้ รัฐบาลกรีกก็ได้ลดค่าใช้จ่ายของผู้เกษียณอายุลงโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือคนที่มีเงินเกษียณอายุ 3,000 ยูโรได้ถูกหั่น 40% และคนที่มีเงินเกษียณอายุต่ำกว่า 700 ยูโรได้ถูกหั่น 25% เงื่อนไขที่ทรอยก้าต้องการคือ ให้หั่นต่อไปอีก ซึ่งรัฐบาลกรีกถือว่าโหดเกินไป และกระทบกับฐานเสียงโดยผู้ที่อยู่ในกลุ่มเกษียณอายุมีจำนวนประมาณ 1 ใน 4 ของประชากร หรือเท่ากับ 21%

3. ข้อตกลงที่ยากที่สุดก็คือ กรีกถูกขอให้ขึ้น VAT ที่สูงถึง 23% โดยข้อตกลงใหม่ที่ทรอยก้าต้องการคือ ให้ขึ้น VAT เป็น 25% สำหรับค่าไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลกรีกไม่ยอมเพราะจะสร้างความเจ็บปวดให้กับประชาชนของเขา

โดยสรุป ถ้าดูจากภาพนี้จะตกลงได้ยากมาก โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการผู้เกษียณอายุและเรื่อง VAT หากมองจากมุมของกรีกก็คือ จะกระทบต่อคำมั่นสัญญาต่อประชาชนที่เลือกเขาและฐานเสียง หากมองจากมุมของทรอยก้าก็คือ ประชาชนที่เป็นเจ้าหนี้ที่ต้องมาเสียภาษีเพื่อช่วยกรีกที่เกิดจากความเกียจคร้านผนวกกับสวัสดิการที่ดีเกินไป ซึ่งถ้ายอมกรีกก็จะไม่สามารถผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และประชาชนก็จะต่อต้าน นั่นหมายถึงกระทบฐานเสียงของรัฐบาลเจ้าหนี้

อย่างไรก็ตาม โอกาสประนีประนอมยังไม่หมดไป โอกาสเป็นไปได้ในนาทีสุดท้ายยังอยู่ที่ 50% โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้

ประการแรก ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้กันว่าหากตกลงกันไม่ได้ทั้งกรีกและเจ้าหนี้ก็จะถูกกระทบ ต้องยอมรับว่า ปัญหาที่กรีกจะออกจากยูโรโซนนั้นอาจมีปัญหาลามปามไปสู่สเปนและอิตาลี แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรี Merkel กังวลก็คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวคือ ถ้ากรีกออกจากยูโรโซนและสามารถที่จะใช้ Model แบบเดียวกับอาร์เจนตินาและไซปรัส ซึ่งก็เท่ากับลดความเจ็บปวดลงเพราะนั่นหมายความว่า ใช้วิธีการควบคุมเงินไหลออกและหันมาใช้ค่าเงินดรักมาร์ของกรีกตามเดิมและปล่อยให้ค่าเงินอ่อนตัวลง ในช่วงรอยต่ออาจลดความเจ็บปวดจากการขอความช่วยเหลือจากจีนและรัสเซีย และเมื่อถึงจุดที่มูลค่าการส่งออกและรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น กรีกจะสามารถต่อรองกับเจ้าหนี้ซึ่งจะได้เงื่อนไขดีขึ้น สภาพดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ ในยุโรปโดยเฉพาะสเปน โดยในขณะนี้พรรคฝ่ายซ้ายจัดที่ต่อต้านยูโรก็มากขึ้นนำมาซึ่งผลกระทบต่อยูโรโซนและสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังเป็นการผลักไสให้กรีกใกล้ชิดกับจีนและรัสเซียในภาวะที่สหภาพยุโรปและ NATO ต้องการความเป็นเอกภาพและถ่วงดุลกับจีนและรัสเซีย กรีกก็รู้ถึงภัยอันตรายต่อสหภาพยุโรปจากการที่กรีกต้องออกจากเงินสกุลยูโร ดังนั้นรัฐบาลกรีกก็คิดว่าเขามีอำนาจต่อรองมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลกรีกต้องการก็คือ ขอยืดเวลาต่อไปจนได้เงื่อนไขที่ดีที่สุดในนาทีสุดท้าย

ประการที่ 2 ที่ผ่านมาทรอยก้าก็แสดงท่าทีที่อ่อนลงจนล่าสุดได้บอกกับกรีกว่า กรีกอาจไม่ต้องลดสวัสดิการเกษียณอายุและขึ้น VAT แต่ให้ไปลดค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ เช่น ด้านค่าทหาร ให้มีตัวเลขสมดุลกับค่าใช้จ่ายที่ได้พูดถึง นอกจากนี้ ธนาคารกลงยุโรป (ECB) ซึ่งเดิมมีการปิดก๊อกในการช่วยเหลือกรีกในด้านเงินทุนสภาพคล่องในภาวะจำเป็น (emergency fund) กรีกขณะนี้ก็ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนดังกล่าวเพื่อชดเชยกับเงินไหลออกจากเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ของกรีก นายกรัฐมนตรีกรีก นาย Tsipras เองก็เคยพูดกับคนใกล้ชิดว่า เขาต้องหาข้อยุติ เนื่องจากรู้ว่าการออกจากเงิสกุลยูโร ประชาชนจะได้รับความเจ็บปวดมากขึ้นอีก

ภายใต้กรอบดังกล่าว โอกาสที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะประนีประนอมในช่วง 10 วันนี้จนถึงนาทีสุดท้ายก็ยังมีอยู่ นอกจากนั้น อาจใช้วิธียืดการเจรจาออกไปหลังวันที่ 30 มิถุนายน แต่ว่าให้ความช่วยเหลือกับกรีกด้วยการอนุญาตให้เบิกเงินตามหนี้ที่ต้องชำระคือ 1,500 ล้านยูโร จาก 7,200 ล้านยูโรที่กรีกจะได้รับถ้าตกลงสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ตกลงกันไม่ได้และกรีกต้องออกจากเงินยูโร นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อว่า จะยังไม่ลามปามจนเกิดวิกฤตกับสเปนและอิตาลี แต่อาจจะเกิดความสั่นสะเทือนชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากสเปนกำลังมีความเข้มแข็ง อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของสเปนสูงกว่า 3% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มยูโรโซน และถือว่าดีที่สุดในกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ในกลุ่มยูโรโซน

ปัจจัยกรีกยังเป็นเรื่องที่น่าติดตาม เพราะมีผละกระทบต่อเศรษฐกิจโลกไม่มากก็น้อย 10 วันจากนี้จึงเท่ากับ 10 วันอันตรายที่จะได้รู้ดำรู้แดงจากเรื่องของปัญหากรีกกับยูโรโซน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ส่งผลอย่างไรต่อการเมืองไทย ?

9340

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวานนี้รัฐบาลได้ประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 7 ประเด็น ซึ่งจะส่งผลต่อการเมืองไทยในอนาคตดังต่อไปนี้คือ

ประการแรก รัฐบาลได้มีการแก้ไขและเปิดช่องให้นักการเมืองที่ติดอยู่ในรายชื่อซึ่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองซึ่งมีจำนวนกว่าร้อยคนให้สามารถกลับมาเข้าสู่กิจกรรมทางการเมืองไม่ว่าจะในฐานะ รัฐมนตรี หรือ สมาชิกสภาฯ หากว่ากันไปแล้ว การแก้ไขดังกล่าวนี้มีลักษณะขัดแย้งกับแนวคิดในด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณที่คสช.ได้มีการวางไว้ในตอนต้น ดังจะเห็นได้ว่า ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวมีการห้ามคนเหล่านี้ทำกิจกรรมทางการเมือง ทั้งนี้เพราะถือว่ามีพฤติกรรมในอดีตที่มีลักษณะขัดกับการเป็นนักการเมืองที่ดี อย่างไรก็ตาม การแก้ไขบัญญัติรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้คนเหล่านี้สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองได้นั้นก็คงจะมีเป้าหมายทางการเมืองคือ ดึงเอาบุคลากรที่เป็นพันธมิตรกับรัฐบาลให้สามารถมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภา อีกทั้ง ดึงเอาบุคคลเหล่านี้บางส่วนเพื่อมาเป็นพันธมิตรในทางการเมืองเมื่อมีการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้แนบแน่นกับพรรคเพื่อไทย อีกทั้ง รัฐบาลมองว่าคนเหล่านี้มีประสบการณ์และมีฐานเสียงซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการช่วยด้านเสถียรภาพของรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งในอนาคต นอกจากนั้น การแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าวยังช่วยลดแรงกระเพื่อมของกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาล เพราะเท่ากับเป็นการเปิดให้มีลมหายใจทางการเมือง มิฉะนั้น แรงกระเพื่อมจากบุคคลเหล่านี้ซึ่งมีฐานเสียงจะเพิ่มขึ้น

ประการที่ 2 การแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้จะปิดทางให้สมาชิกสภาปฏิรูปที่เห็นแตกต่างในประเด็นต่าง ๆ ของร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถที่จะแก้ไขปรับปรุงได้ เนื่องจากถูกจำกัดเพียงเพื่อจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นปัญหาเพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากในหมู่สมาชิกสภาปฏิรูปและบุคคลภายนอกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสื่อมวลชน พลังอำนาจของคสช. และรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ที่เลือกสมาชิกสภาปฏิรูปจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญสามารถผ่านสภาโดยไม่ต้องมีการแก้ไข ทั้งนี้เพราะสมาชิกสภาฯ ถูกจำกัดเพียงเพื่อจะเอาหรือไม่เอา อีกทั้ง ความเกรงใจที่มีผลต่อคสช. ผนวกกับการมองอนาคตของตัวเองหลังการเลือกตั้ง ย่อมนำไปสู่ความจำเป็นในการที่จะยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ แม้จะไม่เต็มใจนักก็ตาม

ประการที่ 3 ในการแก้ไขเพื่อให้มีประชามติในการยอมรับร่างรัฐธรรมนูญนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ถ้ายอมรับร่างรัฐธรรมนูญก็จะนำไปสู่การเลือกตั้งในปีหน้า แต่ถ้าไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็จะทำให้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งน่าจะเป็นชุดเดิมแต่ลดจำนวนลงจาก 36 เหลือ 24 คน ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งล่าช้าไปอีกหลายเดือนหรือเป็นปี ซึ่งทำให้รัฐบาลยังคงอยู่ การกำหนดแนวทางดังกล่าวนั้นเท่ากับเป็นการสร้างแรงกดดันให้ประชาชนต้องยอมรับรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งให้เร็วขึ้น เพราะมิฉะนั้นก็จะทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องคงอยู่ต่อไปซึ่งอาจสร้างปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองจากแรงกระเพื่อมซึ่งจะเพิ่มขึ้น แน่นอนประชาชนบางส่วนต้องการให้รัฐบาลชุดนี้คงอยู่ต่อไป โดยชะลอการเลือกตั้งออกไปอีก การคงอยู่ของรัฐบาลยิ่งนานขึ้นย่อมสร้างแรงกดดันต่อแรงกระเพื่อมที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาล นอกจากกลุ่มเก่าที่เสียผลประโยชน์แล้วยังมีกลุ่มใหม่ที่สนับสนุนคสช.และรัฐบาล แต่ต้องการเห็นคสช.และรัฐบาลเพียงชั่วระยะเวลาเพื่อส่งผ่านสู่การเลือกตั้งตามโรดแม๊ปที่รัฐบาลกำหนดไว้ ถ้ารัฐบาลยังยืดเวลาออกไปแม้ด้วยเหตุเพราะอะไรก็ตาม ก็จะทำให้คนกลุ่มนี้เริ่มไม่พอใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า เมื่อมีการประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะผ่าน ทั้งนี้เนื่องจากแรงกดดันดังกล่าวผนวกกับรัฐบาลซึ่งคุมสื่อมวลชนก็สามารถที่จะใช้ประโยชน์เพื่อจูงใจให้ประชาชนยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ

ประการที่ 4 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะมีการกำหนดให้มีสภาปฏิรูปจำนวน 200 คน ภายหลังการเลือกตั้งซึ่งมองในแง่เจตนาของรัฐบาลคือ ต้องการให้การปฏิรูปไม่เกิดการเสียของ แต่ถ้ามองในแง่ของการเมืองแล้วก็คงจะต้องมีผู้วิจารณ์ว่าเป็นการต่ออายุอำนาจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม มองในแง่หลักการทางการเมืองแล้ว การจะมีสภาปฏิรูปหรือไม่ น่าจะขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนั้น แม้จะมีสภาปฏิรูปโดยถูกบังคับด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ รัฐบาลใหม่อาจจะไม่รับฟังก็ได้ เพราะรัฐบาลใหม่ถ้ามีคะแนนเสียงข้างมากก็สามารถนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เช่นกัน นอกจากนั้น ในแง่ทางการเมือง ทิศทางด้านเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่กำหนดโดยนโยบายของพรรคที่เป็นรัฐบาล ไม่ใช่กำหนดโดยองค์กร และที่สำคัญคือ จะแน่ใจได้อย่างไรว่า แผนปฏิรูปที่มาจากสภาปฏิรูปเป็นสิ่งที่ดี ประเด็นดังกล่าวจะกลายเป็นปัญหาทางการเมืองในอนาคต

ประการที่ 5 ระบบการเลือกตั้งในร่างรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่พรรคการเมืองเป็นจำนวนมากและรัฐบาลจะประกอบด้วยรัฐบาลผสมจำนวนมากเช่นเดียวกับการเมืองไทยก่อนยุคทักษิณนั่นคือ การขาดเสถียรภาพของรัฐบาล แต่แน่นอนถ้ามองจากมุมมองผู้ร่างรัฐธรรมนูญ การขาดเสถียรภาพก็ดีกว่าการมีรัฐบาลที่กลายพันธุ์เป็นเผด็จการเสียงข้างมากจนกระทั่งเกือบนำไปสู่สงครามทางการเมือง นอกจากนั้น จากบริบททางการเมืองของร่างรัฐธรรมนูญผนวกกับข้อเท็จจริงทางการเมืองจะมีพรรคการเมืองใหม่ ๆ ซึ่งก็คือ พันธมิตรของรัฐบาลและคสช.ในปัจจุบันทั้งทางตรงและทางอ้อมเพิ่มขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งทางภูมิรัฐศาสตร์ทางการเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง (อาจชั่วคราว) เพื่อรักษาเสถียรภาพการคงอยู่ของอำนาจและเพื่อไม่ให้เสียของแต่สำหรับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็คงจะวิจารณ์ในทำนองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจนั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

“จอห์น แนช” อัจฉริยะการคำนวณ

9271

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อ 3 วันที่แล้ว มีข่าวการเสียชีวิตของอัจฉริยะทางด้านคำนวณของโลกคือ นายจอห์น แนช (John Nash) ซึ่งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์และเสียชีวิตพร้อมกับภรรยาคู่ชีวิต นายจอห์น แนชเป็นอัจฉริยะด้านคำนวณที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงทางด้านวิชาการเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และจิตวิทยาของโลก เนื่องจากเขาได้ใช้การคำนวณหรือคณิตศาสตร์มาพัฒนาระบบคิดโดยพัฒนาต่อเนื่องมากนายจอห์น ฟอน นอยมันน์ (John von Neumann) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาทฤษฎีเกม (game theory) ขึ้นมาในโลก นายจอห์น ฟอน นอยมันน์ เป็นชาวฮังการี เป็นนักคณิตศาสตร์ขั้นอัจฉริยะของโลกที่ได้พัฒนาทฤษฎีเกมที่ว่าด้วย zero-sum game (เกมศูนย์) ซึ่งเป็นการนำเอาตรรกะทางคำนวณมาผนวกกับระบบคิดการเล่นหมากรุก (เนื่องจากนายจอห์น ฟอน นอยมันน์เป็นนักหมากรุกชั้นเซียน) การผสมผสานดังกล่าวกลายเป็นทฤษฎีทางวิชาการที่เรียกว่า ทฤษฎีเกม (game theory) เนื่องจากนายจอห์น ฟอน นอยมันน์เป็นยิวจึงต้องย้ายถิ่นฐานจากยุโรปมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ข้าง ๆ ห้องของเขาก็มีอาจารย์ที่เป็นยิวอัจฉริยะที่ย้ายมาจากเยอรมันซึ่งก็คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตล์ (Albert Einstein) นายจอห์น ฟอน นอยมันน์ได้มาสอนคำนวณและทฤษฎีเกมในปี 1944 เขาก็ได้เขียนหนังสือกับอาจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์คือออสการ์ มอร์เกินสเติร์น (Oskar Morgenstern) โดยได้ปรับทฤษฎีเกมเข้ากับทฤษฎีทางด้านเศรษฐศาสตร์ให้เป็นหนังสือชื่อว่า Theory of Games and Economic Behavior ซึ่งก็สร้างความฮือฮาให้วงวิชาการในสมัยนั้น

นายจอห์น แนช เป็นยิวที่เกิดในอเมริกาและเป็นอัจฉริยะด้านคำนวณ เขาสนใจมาเรียนทฤษฎีเกมที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และได้ทำดุษฎีนิพนธ์พัฒนาทฤษฎีเกมไปอีกขั้นหนึ่ง ในขณะที่นายจอห์น ฟอน นอยมันน์ พัฒนา zero-sum game (เกมศูนย์) นายจอห์น แนชก็ได้พัฒนา non-zero-sum games (เกมไม่ศูนย์) ซึ่งประกอบด้วยเกมบวก (win-win) positive sum game และเกมลบ (lose-lose) negative sum game

ดุษฎีนิพนธ์ของเขามีเพียง 31 หน้าแต่กลับเต็มไปด้วยคุณค่าทางวิชาการ ก่อนที่นายจอห์น แนชจะจบปริญญาเอก เขาก็ได้ใช้ทฤษฎีเกมที่พัฒนาขึ้นมาจีบผู้หญิงและประสบความสำเร็จ หลังจากที่จอน แนช จบปริญญาเอกแล้วก็มาสอนหนังสือที่ MIT อันเป็นสถาบันชั้นนำของโลก นายจอห์น แนชและนายจอห์น ฟอน นอยมันน์ ได้กลายเป็นที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของอเมริกา นั่นแปลว่า ทฤษฎีเกมได้ขยายขอบเขตการใช้มาสู่ด้านรัฐศาสตร์และการต่างประเทศ นอกจากนั้น แนวคิดของนายจอห์น แนชและนายจอห์น ฟอน นอยมันน์ยังถูกนำมาใช้ในการแก้ปัญหาและเจรจาต่อรอง โดยนายโอเบิร์นและนายแซลลี่ได้พัฒนาทฤษฎีเกมไปสู่ศาสตร์ของการแก้ไขปัญหา นอกจากนั้น ทฤษฎีเกมก็ถูกพัฒนาต่อเนื่องและทำให้นักทฤษฎีเกมหลายคนได้ Nobel Prize นาย Jean Tyrol จากมหาวิทยาลัย Toulouse ประเทศฝรั่งเศส ก็ได้ Nobel Prize จากการพัฒนาทฤษฎีเกม

การพัฒนาทฤษฎีเกมถือว่ามีความสำคัญมากในการปรับระบบคิดของคิด ช่วยให้คนสามารถตัดสินใจอย่างชาญฉลาด (แบบมนุษย์) รู้เท่าทันคนอื่น รู้เท่าทันโลก รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง โดยผู้เขียนจะสรุปสาระสำคัญดังนี้

หลักการในทฤษฎีเกมที่พัฒนาโดยนายจอห์น ฟอน นอยมันน์ และนายจอห์น แนช คือ

1. คนที่ฉลาดอย่างมีเหตุผล (rational) จะต้องหลีกเลี่ยงทฤษฎีเกมศูนย์ (zero–sum game) ทั้งนี้เนื่องจาก เกมศูนย์หมายถึง เกมที่มีผู้ชนะและผู้แพ้ (win-lose) ดังนั้น ถ้าเราไม่รู้ว่าเราอยู่ในข้างแพ้หรือข้างชนะ ในกรณีนี้ต้องหลีกเลี่ยง นอกจากเราจะมีระบบคิดแบบนักพนัน เกมศูนย์จะเล่นได้โดยมีข้อยกเว้นดังต่อไปนี้

1.1 ได้เปรียบทางการแข่งขัน มีอำนาจต่อรองมากกว่า ประเมินแล้วมีโอกาสชนะสูงกว่าจึงเล่นได้ แต่ถ้าชนะแบบเลือดตาแทบกระเด็น ไม่ควรเล่น

1.2 หลังพิงฝา กล่าวคือ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าแพ้ก็ต้องเล่น เพราะไม่มีทางเลือกอื่น

2. คนที่ฉลาดอย่างมีเหตุผล (rational) ต้องหลีกเลี่ยงทฤษฎีเกมลบ (negative sum game) กล่าวคือ สู้กันเมื่อไหร่จะแพ้ทั้งคู่ (lose-lose)

3. คนที่ฉลาดอย่างมีเหตุผล (rational) ควรเล่น ทฤษฎีเกมบวก (win-win) positive sum game แต่คนที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่า ต้องได้มากกว่า

ทฤษฎี zero-sum game เป็นการพัฒนาของนายจอห์น ฟอน นอยมันน์ แต่ negative sum game และ positive sum game เป็นการพัฒนาของนายจอห์น แนช ที่เรียกกว่า non- zero–sum game

จากหลักการทั้ง 3 ประการ เราสามารถเอามา apply ได้กับการประเมินพฤติกรรมของฝ่ายตรงข้ามและใช้ได้ทั้งทางด้านเศรษฐศาสตร์ การเมือง สังคม และชีวิตส่วนตัว โดยจะขอยกตัวอย่างในการนำทฤษฎีเกมมาใช้ในการทำนายนโยบายต่างประเทศดังนี้

ในยุคสงครามเย็น โลกแบ่งเป็น 2 ค่าย ซึ่งเผชิญหน้ากันทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ค่ายหนึ่งเป็นทุนนิยมและประชาธิปไตยเสรีนิยม มีอเมริกาเป็นผู้นำ อีกค่ายเป็นคอมมิวนิสต์เผด็จการเบ็ดเสร็จ และมีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเป็นประธานาธิบดีอเมริกาหรือเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จะดำเนินนโยบายต่างประเทศเหมือนกัน เพราะโลกทัศน์ในการมองจะสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎี zero-sum game กล่าวคือ ทั้งผู้นำของอเมริกาและผู้นำของสหภาพโซเวียตจะต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะและทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้แพ้ ในกรณีนี้ นโยบายต่างประเทศจะออกมาในลักษณะเหมือนกันดังนี้คือ

1. ต่างฝ่ายต่างต้องหาพันธมิตร

2. ต่างฝ่ายต่างต้องป้องกันไม่ให้พันธมิตรทรยศ

3.ต่างฝ่ายต่างต้องสร้างอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อต่างฝ่ายต่างสร้างอาวุธนิวเคลียร์ โอกาสที่จะเกิดสงครามระหว่างกันจะลดลงหรือไม่เกิดสงครามเลย เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่า สู้กันเมื่อไหร่ จะเสียหายทั้งคู่ (lose-lose) ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วย negative sum game ทั้งนายจอห์น ฟอน นอยมันน์และนายจอห์น แนช ได้เป็นที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศและสนับสนุนการสร้างอาวุธนิวเคลียร์เพื่อสันติ เพราะถ้าไม่สร้างแล้วอีกฝ่ายสร้างจะทำให้เกิดเกมศูนย์ (zero–sum game) แต่ถ้าสร้างจะทำให้ต่างคนต่างไม่กล้าก่อสงคราม ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ทฤษฎีเกมจะสามารถอธิบายได้ว่า ต่างคนต่างทำอาวุธขึ้นมาประหัดประหารกันก็กลายเป็นการร่วมมือกัน หรือที่เรียกว่า Nash Equilibrium

ทฤษฎีเกมจึงถือว่าเป็นเครื่องมือในการช่วยในการวิเคราะห์พฤติกรรมของฝ่ายตรงข้ามและพฤติกรรมของตัวเราได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในศาสตร์ต่าง ๆ และเกิดการแพร่หลายพัฒนาจนขณะนี้เกือบ 100 ปีแล้ว

ภายหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง โลกเปลี่ยนจากบริบทการเผชิญหน้าด้านความมั่นคงกลายเป็นบริบทใหม่ เป็นการแข่งขันทางการค้า ซึ่งมีอเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจและสามารถอธิบายพฤติกรรมของประเทศต่าง ๆ ตามทฤษฎีเกมได้คือ ในภาวะที่อเมริกายิ่งใหญ่ที่สุดหลังจากสงครามเย็น อเมริกาจะอยู่ในฐานะที่สามารถเล่นเกมศูนย์ได้เพราะเขาจะชนะ หรือเล่นเกมบวกก็ได้เพราะเขาจะต้องบวกมากกว่า ดังนั้นรัฐบาลของประเทศอื่น ๆ ต้องเล่นเกมไม่ให้ตัวเองต้องเป็นผู้แพ้ จึงสามารถทำนายได้ว่า ประเทศต่าง ๆ จะมีการรวมกลุ่มกันเป็นเขตการค้าเสรี และพัฒนากลายมาเป็นตลาดร่วม ดังนั้นในปี 1992 จึงมีข้อตกลง AFTA (ASEAN Free Trade Area) และพัฒนามาเป็น AEC ในที่สุด การรวมกลุ่มในลักษณะดังกล่าวได้ขยายไปทุกภูมิภาคของโลก นี่คือประโยชน์ของทฤษฎีเกมที่มีความยิ่งใหญ่เพราะทำให้สามารถที่จะทำนายพฤติกรรมของคนได้ล่วงหน้าและเป็นเหตุที่ทำให้มีคนได้ Nobel Prize ถึง 4 ครั้ง และนำมาปรับใช้ได้ในสาขาต่าง ๆ

โดยสรุปแล้ว ประเทศที่การศึกษาที่มีคุณภาพย่อมมีความเจริญมากกว่าประเทศที่มีการศึกษาขาดคุณภาพ การศึกษาทฤษฎีเกมจึงเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพการศึกษา ดังนั้นถ้าจะปฏิรูปการศึกษาต้องปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่นามธรรม คือต้องไม่สอนว่า ต้องเก่งอย่างไร แต่ต้องสอนว่า ทำอย่างไรจึงเก่ง ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยมีความพยายามในการปฏิรูปการศึกษาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเราพูดแต่นามธรรมและยังไม่ได้แตะเครื่องมือที่เป็นรูปธรรมที่แท้จริง การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงแค่การเพิ่มปริมาณคนจบปริญญาตรี โท เอก แต่คุณภาพแย่ลงด้วยซ้ำ ถ้าจะปฏิรูปในอนาคตต้องตอบคำถาม How-to (ทำอย่างไร) เท่านั้น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

แผนงานที่โดดเด่นของรัฐบาล “บิ๊กตู่”

9226

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาที่มีลักษณะโดดเด่นประการหนึ่งก็คือ การดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างพื้นฐานในด้านสาธารณูปโภค ด้านคมนาคมและพัฒนาความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน แม้ว่าแนวนโยบายดังกล่าวนั้นจะมีการดำเนินการมาก่อนรัฐบาลชุดนี้และเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ภายใต้กรอบ AEC ก็ตาม แต่รัฐบาลชุดนี้ได้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ตลอดจนมีกรอบเงื่อนไขเวลาที่ชัดขึ้น

แผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่รัฐบาลชุดนี้กำหนดขึ้นจะมาจากงบประมาณปี 2558-2565 มีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี โดยทั้งนี้ทั้งนั้น ได้ขยายวงเงินจาก 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งกำหนดไว้แต่เดิม เป็นกว่า 3 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม กรอบการดำเนินงานก็ยังประกอบด้วย 5 แผนงานดังต่อไปนี้

แผนงานที่ 1 การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง วงเงินประมาณ 6.7 แสนล้านบาท

โครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการในการดำเนินการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เช่น โครงการรถไฟทางคู่ 17 เส้นทางวงเงินรวมกว่า 4.7 แสนล้านบาท โครงการปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณทั่วประเทศ โครงการซ่อมบำรุงรถจักร และรถจักรดีเซลไฟฟ้า โครงการจัดหารถโบกี้บรรทุกสินค้า และโครงการจัดหารถโดยสารรุ่นใหม่ เป็นต้น

แผนงานที่ 2 การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจร ใน กทม.และปริมณฑล วงเงินรวมประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท

โครงการในแผนงานนี้ คือ โครงการรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูง โดยโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพและปริมณฑล หรือโครงการรถไฟฟ้า 10 สาย โดยจะมีการประกวดราคาเพิ่มเติมอีก 112 กิโลเมตร หรืออีก 5 โครงการในระหว่างปี 2557 – 2558

โครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 3,183 คัน วงเงิน 13,416 ล้านบาท ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์สั่งให้มีการดำเนินการให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2558

โครงการก่อสร้างถนนและสะพานในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ขยายตัว ได้แก่ โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อถนนราชพฤกษ์ – ถนนกาญจนาภิเษก แนวเหนือ-ใต้ และโครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย

แผนงานที่ 3 การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศสู่ประชาคมอาเซียน วงเงินประมาณ 6.4 แสนล้านบาท

ส่วนใหญ่เป็นโครงการสร้างโครงข่ายทางหลวงชนบทสนับสนุนการเกษตรและการท่องเที่ยว การสร้างโครงข่ายเชื่อมโยงระหว่างเมืองหลักและระหว่างฐานการผลิตหลักของประเทศ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) บางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา , บางใหญ่ – บ้านโป่ง- กาญจนบุรี และสายพัทยา – มาบตาพุด

รวมทั้งโครงการเชื่อมโยงประตูการขนส่งระหว่างประเทศ เช่น โครงการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงทางหลวงระหว่างประเทศ โครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงชนบท แหล่งผลิตและประตูการค้า และโครงการในกลุ่มการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งถนนและองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อให้เกิดการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เช่น โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของจังหวัดเชียงราย โครงการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้า 15 แห่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางถนนด้วยรถบรรทุก เป็นต้น

แผนงานที่ 4 การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำเพื่อเพิ่มการขนส่งทางน้ำเพิ่มขึ้น 20% วงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท

โครงการพัฒนาท่าเรือปากบารา โครงการพัฒนาท่าเรือสำราญขนาดใหญ่ โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งสินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง โครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าในแม่น้ำป่าสัก โดยการก่อสร้างระบบป้องกันตลิ่งเพื่อพัฒนาร่องน้ำทางเดินเรือ เป็นต้น

แผนงานที่ 5 การพัฒนาท่าอากาศยาน วงเงินรวมประมาณ 8.9 หมื่นล้านบาท

แผนพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 วงเงิน 6.2 หมื่นล้านบาท การพัฒนาท่าอากาศดอนเมืองระยะที่ 2 – 3 (2561 – 2565) แผนพัฒนาท่าอากาศยานท่าอากาศยานภูเก็ต โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานเบตง จ.ยะลา โครงการปรับปรุงท่าอากาศยานแม่สอด จ.ตาก และแผนงานเตรียมความพร้อมสู่โครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมอากาศยานในประเทศไทยเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

จากแผนงานดังกล่าว บางโครงการได้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ตุลาคมนี้ ก็คือ การขยายฐานเชื่องโยงหนองคายมาสู่แก่งคอยและมาบตาพุด ระยะทาง 700 กว่ากิโลเมตร ในขณะเดียวกันก็มีการทำข้อตกลงกับทางด้านพม่าและญี่ปุ่นเพื่อเชื่อมโยงทวายกับแหลมฉบัง ซึ่งจะมีการลงนามใน SPV (Special Purpose Vehicle) ในเดือนกรกฎาคมนี้ นอกจากนั้นก็มีการดำเนินการในการที่จะขยายรถไฟไฮสปรีดจากกรุงเทพฯ ไปหัวหินและจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ และยังมีแผนงานที่จะขยายจากน้ำพุร้อน จังหวัดกาญจนบุรี มาสู่กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา แหลมฉบัง และอีกเส้นทางหนึ่งไปหนองคาย

การปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมดังกล่าวนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งไทยและภูมิภาคในแง่บวก กล่าวคือ จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งระหว่างภูมิภาคอาเซียนไปสู่จีน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ เกิดการขยายของชุมชนเมือง พัฒนาการค้าชายแดน พัฒนาความเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจจำเพาะซึ่งจะเชื่อมโยงไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ตลอดจนการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว

รัฐบาลภายใต้คสช. มีผลงานทางด้านเศรษฐกิจทั้งทางบวกและทางลบ ภาพด้านบวกที่เด่นชัดคือ การปูทางไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่ไม่ใช่แค่เชื่อมโยงในประเทศเท่านั้น แต่ขยายสู่ภูมิภาคเอเชีย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ปัญหาที่ค้างคาระหว่าง “กรีก” กับ “ทรอยก้า”

9171

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

การเผชิญหน้าของกรีกกับทรอยก้า (Troika) ยังเป็นประเด็นปัญหาที่กระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคยุโรปและต่อโลก เนื่องจากนักลงทุนต่างก็เกรงว่า ถ้าถึงจุดหนึ่งกรีกไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ก็จะทำให้กรีกต้องออกจากสกุลเงินยูโร ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเกิดวิกฤตลามปามไปสู่สเปนและอิตาลี ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 และอันดับ 3 ในกลุ่มยูโรโซน

หลังจากที่รัฐบาลฝ่ายซ้ายจัดของกรีกชนะการเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลกรีกได้ดำเนินนโยบายซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและการเผชิญหน้าระหว่ารัฐบาลกรีกกับทรอยก้าหรือเจ้าหนี้ ซึ่งประกอบด้วย IMF สหภาพยุโรป (โดยมีคณะกรรมาธิการรับผิดชอบทางเศรษฐกิจเป็นตัวแทน) และยูโรโซน ซึ่งมีประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) และประธานคณะมนตรีทางการคลังของกลุ่มยูโรโซน เป็นตัวแทน

เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รัฐบาลกรีกซึ่งชนะการเลือกตั้งจากแนวการหาเสียงที่จะขอเจรจาประนีประนอมหนี้ และจะดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการขยายสวัสดิการ ยกเลิกการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อีกทั้งไม่ยอมรับอำนาจการตรวจสอบของทรอยก้า ท่าทีของรัฐบาลกรีกในตอนระยะต้นนั้นถือเป็นการฉีกเงื่อนไขข้อตกลงที่รัฐบาลเก่าของกรีกทำไว้กับทรอยก้าเพื่อขอรับความช่วยเหลือครั้งที่ 2 ในวงเงิน 172,000 ล้านยูโร ซึ่งตอนที่รัฐบาลซ้ายจัดขึ้นมาเป็นรัฐบาลนั้น ยังมีวงเงินที่รัฐบาลกรีกจะเบิกได้อีก 7,200 ล้านยูโร

จากท่าทีอันแข็งกร้าวของรัฐบาลกรีก ตลอดจนลักษณะหยิ่งยโสและอวดรู้ของรัฐมนตรีคลังกรีกคนใหม่คือนาย Yanis Varoufakis ซึ่งอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์และเป็นพันธมิตรกับพรรครัฐบาล Syriza ทรอยก้าจึงไม่ยอมให้กรีกเบิกเงินส่วนที่เหลือนี้ อีกทั้งปิดช่องทางในการให้ความช่วยเหลทอฉุกเฉิน (Emergency Fund) จนกว่ารัฐบาลกรีกจะยอมทำตามเงื่อนไขที่ตกลงโดยรัฐบาลเก่า นั่นก็คือ ปฏิรูปทางด้านแรงงาน และทางด้านสวัสดิการสุขภาพ ตลอดจนสวัสดิการในด้านเกษียรอายุ คือ บำเหน็จบำนาญ อีกทั้งให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้มีการเกินดุลงบประมาณ

รัฐบาลกรีกต้องเผชิญกับสภาพข้อเท็จจริงที่แข็งกร้าวของทรอยก้าผนวกกับมีการถอนเงินของคนกรีกซึ่งสามารถนำไปสู่ปัญหาสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ อีกทั้งตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงจากที่คาดการณ์ว่าจะเป็น 2.5% ซึ่งก็เหลือเพียง 0.5 หรือ 0% การเกินดุลงบประมาณ 3% ก่อนหน้านี้ก็กลายเป็นการขาดดุล 1.7% อีกทั้งหนี้สินที่ถึงกำหนดชำระก็ทยอยกันมา ซึ่งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็คือ หนี้สินที่ถึงกำหนดชำระจำนวน 750 ล้านยูโรปที่ค้างกับ IMF ในสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงมีข่าวออกมาในทำนองว่า กรีกอาจจะไม่สามารถชำระหนี้และอาจนำไปสู่ปัญหาล้มละลายและเบี้ยวหนี้ซึ่งจะนำไปสู่ความจำเป็นที่กรีกต้องออกจากเงินสกุลยูโร และอาจก่อปัญหาลามปามเป็นวิกฤติโดมิโนไปสู่สเปนและอิตาลี อย่างไรก็ตามสถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น กรีกยังมีวิธีการชนิดขูดเงินก็ว่าได้ เพื่อชำระหนี้วิธีการของกรีกคือ ถอนเงินที่มีอยู่กับ IMF ในรูปของ SDR (Special Drawing Rights) มาจ่ายให้กับ IMF พูดง่าย ๆ คือ เอาเงินจากกระเป๋าซ้ายไปจ่ายกระเป๋าขวา ซึ่งโดยปกติไม่มีใครทำ แต่วิธีการนี้ก็ช่วยให้กรีกรอดพ้นจากการล้มละลายได้ชั่วคราว

การเผชิญหน้าระหว่างกรีกกับทรอยก้ายังคงดำเนินอยู่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการประนีประนอมก็คือ เงื่อนไขในการบังคับให้กรีกต้องปฏิรูปสวัสดิการหลังเกษียณอายุ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนถึง 2.3 ล้านคน ซึ่งเป็นการเกษียณอายุอย่างเป็นทางการ โดยในจำนวนนี้ 1 ล้านคน อายุต่ำกว่า 65 ปี จำนวนคนเกษียณอายุจึงเท่ากับ 1 ใน 4 ของประชากร ในประเทศกรีกนั้นระบบการเกษียณอายุอนุญาตให้หลายกรณีที่จะเกษียณอายุก่อนเวลา โดยได้รับค่าบำเหน็จบำนาญจำนวนเต็มและเป็นเหตุผลข้อหนึ่งของค่าใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ทรอยก้าจึงตั้งเงื่อนไขให้แก้ไขระบบดังกล่าวเพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งรัฐบาลก็ไม่กล้าทำ เนื่องจากจะกระทบกับฐานเสียงซึ่งสนับสนุนการขึ้นมาของฝ่ายซ้ายจัด

ทิศทางของการเผชิญหน้าระหว่างกรีกกับทรอยก้าจะเป็นอย่างไรนั้น ผู้เขียนวิเคราะห์ได้ดังนี้

ปัญหาของกรีกนั้นยังไม่ระเบิด ทั้งนี้แม้กรีกจะแย่ลงทุกวัน แม้ว่าจะหาเงินถึงขั้นขูดออกมาก็ตาม แต่กรีกยังสามารถประคองและจ่ายหนี้เมื่อถึงกำหนดบางส่วนได้บ้าง อย่างน้อยก็ถึงเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า เมื่อถึงจุดเข้าตาจน รัฐบาลกรีกก็คงจะยอมประนีประนอมระดับหนึ่ง เพราะถ้าปล่อยให้กรีกล้มละลายก็จะส่งผลกระทบต่อประชาชนกรีกมหาศาล อย่างไรก็ตาม การที่กรีกจะประนีประนอมได้นั้น ฝ่ายทรอยก้าคงต้องยอมผ่อนปรนเงื่อนไขที่บีบบังคับกรีกลดลงเล็กน้อย ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ จะเห็นได้ชัดว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การประชุมระดับรัฐมนตรีคลังของยูโรโซนได้ยอมอ่อนข้อและให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดช่องทางช่วยเหลือสภาพคล่องกรีกจากกองทุนฉุกเฉิน

ต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า ทรอยก้าก็รู้ว่า แม้กรีกดูผิวเผินเหมือนความสำคัญน้อยมาก ขนาดเศรษฐกิจเท่ากับ 2% ของ GDP ของสหภาพยุโรป อีกทั้งคิดว่ากลุ่มยูโรโซนเริ่มฟื้นแล้ว แม้กรีกจะล้มละลายก็คงจะไม่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ไม่เหมือนกับเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ลึก ๆ ผู้นำของสหภาพยุโรปต่างก็หาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้กรีกล้มละลาย และออกจากเงินสกุลยูโร เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่ส่งผลต่อสหภาพยุโรป เรียกได้ว่า การป้องปรามดีกว่าการแก้ไข แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทรอยก้าอาจจะประนีประนอมได้บ้างแต่มี Red line กล่าวคือ ประนีประนอมได้เพียงระดับเดียวเท่านั้น มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่เพราะเป็นการสร้างตัวอย่างนำร่องไปถึงลูกหนี้อื่น ๆ

ผู้เขียนเชื่อว่า ปัญหากรีกยังจะประนีประนอมได้ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่กรีกจะล้มละลายและออกจากเงินยูโรยังคงมีอยู่ 20% โดยเฉพาะถ้าเกิดการขยายตัวของการต่อต้านของประชาชนที่ไม่ยอมรับเงื่อนไขและนำไปสู่การแตกแยกของพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งนี้เนื่องจาก ภายในพรรค Syriza ก็ยังมีพวกซ้ายจัดที่ต่อต้านสหภาพยุโรปและพรรคร่วมรัฐบาลทั้งขวาจัดและซ้ายจัดที่ต่อต้านสหภาพยุโรปเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การประนีประนอมมีก็ความเป็นไปได้มากว่า

โดยสรุป ผู้เขียนเชื่อว่า กรีกจะเผชิญหน้ากับทรอยก้าอีกสักพัก และในที่สุดก็จะเกิดการประนีประนอมในนาทีสุดท้าย ดังนั้น เดือนมิถุนายนจึงถือว่ามีความสำคัญ เพราะจะมีหนี้ที่ถึงกำหนดชำระมากขึ้น และตามข้อตกลงข้อที่ 2 ในการยืดอายุชำระหนี้ถึงเดือนมิถุนายน เป็นจำนวน 172,000 ล้านยูโร รัฐบาลกรีกจึงอาจต้องขอกู้เป็นงวดที่ 3

และแม้ในกรีณีที่กรีกต้องออกจากเงินยูโรก็มิได้หมายความว่าจะเกิดวิกฤตกับยูโรโซน ดัชนีที่จะบอกได้ว่า ถ้ากรีกออกจากเงินสกุลยูโรแล้วจะลามปามไปถึงสเปนและอิตาลีได้หรือไม่ ก็สามารถดูได้จากผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสเปนและอิตาลี ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.7-1.8% ว่าจะขยับสูงถึง 7-8% ได้หรือไม่ และจะยืนระดับอยู่ตรงนั้นได้หรือไม่ ถ้าไม่มีปรากฎการณ์การปรับขึ้นนี้ ปัญหากรีกก็จะไม่ส่งผลลูกโซ่ต่อยูโรโซน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged | ไม่ให้ใส่ความเห็น