Illiberal Democracy vs. Liberal Democracy

0โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

คำว่า “Illiberal Democracy” อาจแปลเป็นไทยได้ว่า “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรีนิยม” เป็นคำซึ่งนักวิชาการคือนาย Fareed Zakaria เขียนไว้ในหนังสือ Post American World ซึ่งหมายถึง กลุ่มประเทศซึ่งผู้นำมาจากการเลือกตั้ง ในขณะเดียวกัน การปกครองกลับไม่มีระบบถ่วงดุลหรือมีการรวบอำนาจหรือเป็นเผด็จการ กล่าวอีกแง่หนึ่งคือ Illiberal Democracy จึงมีความหมายเท่ากับระบบเผด็จการเสียงข้างมาก

ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) หมายถึง ระบบที่มีการถ่วงดุล เป็นระบบที่มีความชอบธรรมในกระบวนการทางการเมือง โดยเริ่มต้นจากการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ (ไม่มีการโกง) บริหารอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นระบบการเมืองที่ผู้บริหารจะเข้ามาบริหารตามเงื่อนเวลาและเงื่อนไขที่มีการกำหนดในรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ไม่พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อต่ออายุหรือใช้วิธีการหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือตีความกฎหมายเพื่อยืดอายุ ในระบบประชาธิปไตยเสรีนิยมดังกล่าว จะเป็นระบบที่มีการถ่วงดุล แม้รัฐบาลจะมีความชอบธรรมจากการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ แต่ถ้ามีปัญหาเรื่องการโกงหรือไม่โกงแต่บริหารประเทศไม่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลจะถูกกดดันให้ลาออก หรือรู้มารยาทในการที่จะลาออกเพื่อเปิดหนทางให้ผู้อื่นเข้ามาบริหารแทน

ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) เป็นระบบการเมืองที่พัฒนามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ซึ่งแยกเป็นรูปแบบที่แตกต่างกัน 3 รูปแบบ แต่อยู่ภายใต้ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยมเหมือนกัน โดยรูปแบบดังกล่าว 3 รูปแบบ ได้แก่

1. ระบบรัฐสภา เช่น ในประเทศอังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น หรือไทยก่อนหน้านี้

2. ระบบประธานาธิบดี เช่น สหรัฐอเมริกา

3. ระบบกึ่งประธานาธิบดี เช่น ระบบการเมืองของฝรั่งเศสในปัจจุบัน ซึ่งพัฒนามาจากรัฐธรรมนูญปี 1958

ทั้ง 3 ระบบแม้จะมีความแตกต่างกันในหลายประเด็นแต่มีองค์ประกอบที่เหมือนกันซึ่งเป็นองค์ประกอบที่กำหนดว่า ประเทศนั้น ๆ อยู่ภายใต้ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) เหมือนกัน โดยองค์ประกอบดังกล่าว ได้แก่

องค์ประกอบที่ 1 เป็นระบบการเมืองที่มีการแบ่งแยกอำนาจตามระบบของ Montesquieu กล่าวคือ อำนาจในทางการเมืองซึ่งประกอบด้วย อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ในกรณีที่แบ่งแยกอำนาจนั่นก็หมายความว่า อำนาจแต่ละอำนาจมีองค์กรในการบริหารที่แตกต่างกันออกไป ไม่ใช่คน ๆ เดียวหรือกลุ่มคนกลุ่มเดียวรวบอำนาจทั้ง 3 ไว้ด้วยกัน เราเรียกระบบนี้ว่า การแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers)

องค์ประกอบที่ 2 มีการถ่วงดุลอำนาจ กล่าวคือ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งรวบอำนาจทั้ง 3 เข้าด้วยกัน ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) จึงมีการถ่วงดุลอำนาจ (Balance of Powers) กล่าวคือ ในระบบรัฐสภา (Parliamentarism) นายกรัฐมนตรีสามารถยุบสภาได้ ในขณะเดียวกัน สภาโดยเฉพาะสภาที่มาจากการเลือกตั้ง (สภาล่าง) ก็สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ แต่ในระบบประธานาธิบดี (Presidentialism) เนื่องจากประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง มิได้มาจากระบบเสียงข้างมากในสภาดั่งเช่นระบบรัฐสภา องค์กรบริหารและนิติบัญญัติจึงเป็นอิสระต่อกัน แต่ระบบนี้ก็ต้องมีการถ่วงดุล กล่าวคือ ในกรณีที่ประธานาธิบดีมีปัญหา จะใช้ระบบการถ่วงดุลคือ ระบบ Impeachment  ซึ่งหมายถึงให้สภาล่างทำหน้าที่เป็นอัยการฟ้องประธานาธิบดี แล้วให้สภาบน (วุฒิสภา) เป็นศาลตัดสิน กล่าวคือ เป็นการถ่วงดุลฝ่ายบริหารด้วยอำนาจตุลาการ ในกรณีดังกล่าวสภาล่างและสภาบนจึงทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมหรือตุลาการนั่นเอง ในระบบรัฐสภา ระบบการถ่วงดุลนั้นตั้งอยู่บนหลักของความรับผิดชอบทางการเมือง (Political Responsibility) แต่ในกรณีของระบบประธานาธิบดี การถ่วงดุลตั้งอยู่บนหลักการความรับผิดชอบทางอาญา (Criminal Responsibility)

องค์ประกอบที่ 3 ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) จะต้องเน้นหลักการที่ว่าด้วยเสรีภาพ (Freedom) โดยเสรีภาพนี้มี 2 ลักษณะ คือ

3.1 เสรีภาพอัตวิสัย (Subjective Freedom) หมายถึง หลักการเคารพสิทธิปัจเจกบุคคล โดยถือว่าสิทธิส่วนบุคคลเกิดขึ้นมาพร้อมกับความเป็นคน สิทธินี้ไม่มีใครละเมิดได้ และสามารถจำแนกได้เป็นสิทธิทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สิทธิทางการเมืองคือ การมีสิทธิในการเลือกตั้ง การวิจารณ์รัฐบาล สิทธิทางเศรษฐกิจคือสิทธิในการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต สิทธิในทางสังคมคือสิทธิในการมีครอบครัวและการนับถือศาสนา

3.2 เสรีภาพวัตถุวิสัย (Objective Freedom) การมีสิทธิในทางการเมือง เช่น สิทธิในการเลือกพรรคการเมืองที่ตัวเองชอบ สิทธิในการเข้าร่วมรวมกลุ่ม เช่น สหพันธ์แรงงาน สิทธิดังกล่าวยังไม่ได้ประกันหลักเสรีภาพถ้าหากว่ากฎหมายมีการกำหนดให้มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว หรือสหพันธ์แรงงานเพียงแห่งเดียวดั่งเช่นระบบคอมมิวนิสต์ ดังนั้นระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) จึงวางอยู่บนหลักการพหุนิยม (Pluralism) คือให้มีพรรคการเมืองหลายพรรค สหพันธ์แรงงานที่หลากหลาย ทำให้ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) แตกต่างจากระบบคอมมิวนิสต์อย่างสิ้นเชิง

องค์ประกอบที่ 4 หลักการความเท่าเทียม (Equality) หมายถึง มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันทางกฎหมาย หลักการดังกล่าวอาจนำไปสู่ความแตกต่างด้านเศรษฐกิจ รวย จน ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของปัจเจกบุคคล ต่างจากคอมมิวนิสต์ที่เน้นหลักการเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ โดยผิวเผินคือการกระจายรายได้และลดความแตกต่างทางชนชั้น แต่ในทางปฏิบัติกลายมาเป็นการกระจายความจน ในที่สุดจึงล่มสลายในปี 1989

องค์ประกอบที่ 5 หลักการที่ว่าด้วยการเลือกตั้งทั่วไป (Universal suffrage) หมายความว่า ประชาชนไม่ว่าหญิงหรือชาย ถ้าอายุถึงกำหนดก็มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน ซึ่งผิดกับประเทศเผด็จการคอมมิวนิสต์ที่จะกำหนดรายชื่อเพื่อให้ประชาชนเลือกตามรายชื่อที่กำหนดไว้

องค์ประกอบที่ 6 ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) ต้องคู่กับทุนนิยม หลักการดังกล่าวหมายถึง ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) จะละเมิดสิทธิของปัจเจกบุคคลไม่ได้ หนึ่งในนั้นคือ สิทธิการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ดังนั้น ประเทศประชาธิปไตยจึงมีเอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เพียงแต่ในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียจะมีการผสม (Mixed) กับระบบสังคมนิยม หรือที่เราเรียกว่า ประชาธิปไตยสังคมนิยม (Social democracy)

องค์ประกอบที่ 7 ในระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) หลักการแห่งการถ่วงดุลยังหมายถึง การมีองค์กรอิสระไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง, ผู้ตรวจการรัฐสภา (Ombudsman) และครอบคลุมถึงการถ่วงดุลผ่านสื่อมวลชน กล่าวคือ ต้องมีความเป็นอิสระ ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ดังตัวอย่าง BBC ในอังกฤษ ที่วิจารณ์รัฐบาลได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นสื่อของรัฐ

เวลาเราพูดถึงระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) ที่แท้จริง ความหมายจึงหมายถึง ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) ที่มีองค์ประกอบทั้ง 7 ข้อ หลายประเทศอาจมีการเขียนรัฐธรรมนูญครอบคลุม 7 ข้อดังที่ได้กล่าวมา แต่ในทางปฏิบัติก็มีการบิดเบือน เช่น อาศัยเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งแล้วเข้าไปครอบงำนิติบัญญัติและตุลาการ ดั่งเช่นในประเทศเวเนซุเอลา หรือกรณีประเทศไทยก่อนการรัฐประหารโดยคสช. ในประเทศเหล่านี้ สื่อมวลชนแทนที่จะทำหน้าที่อิสระเพื่อถ่วงดุลก็มาทำหน้าที่ให้พรรคการเมือง ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากเรื่องเศรษฐกิจ และส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบอุปถัมภ์ หรืออาจเป็นเพราะการไม่เข้าใจบทบาทอย่างแท้จริงของฐานันดรที่ 4 ในระบบที่บิดเบือนดังกล่าวนี้ ฝ่ายบริหารอาจจะเข้าไปครอบคลุมองค์กรอิสระและนำไปสู่ปัญหาการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ ในระบบดังกล่าวนี้ ผู้นำจะสามารถสืบทอดอำนาจให้ตัวเองหรือญาติมิตรติดต่อกันได้ ในบางประเทศคน ๆ เดียวช่วงหนึ่งอาจเป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงหนึ่งก็เป็นประธานาธิบดี และอยู่ในอำนาจเกิน 10 ปี เช่น รัสเซีย หรือตุรกีในขณะนี้ ระบบดังกล่าวที่ได้กล่าวถึงในแง่กฎหมายเป็นระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) แต่ในทางปฏิบัติคือระบบ Illiberal Democracy (เผด็จการเสียงข้างมาก)

ในปัจจุบันจะเห็นว่า ประเทศต่าง ๆ ในโลกได้ชื่อว่าเป็น ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) มากมาย แต่ในจำนวนกว่า 60-70% แท้จริงแล้วเป็นระบบ Illiberal Democracy (เผด็จการเสียงข้างมาก) โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ภาคประชาสังคม (Civil society) ยังไม่เข้มแข็ง หรือแม้แต่ในกรณีประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรป ยังมีการขยายตัวของกลุ่มขวาจัดและซ้ายจัด และการขึ้นมาของ Donald Trump ก็เป็นภาพฉายของ Illiberal Democracy

การขยายตัวของ Illiberal Democracy ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานี้ ส่วนสำคัญเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก และปัญหาสังคมคือ การก่อการร้ายและการอพยพซึ่งสร้างปัญหาให้ประเทศต่าง ๆ จนกระทั่งประชาชนในประเทศเหล่านี้ต้องการผู้นำที่มีความเข้มแข้ง เอาจริงเอาจริง จะเป็นเผด็จการหรืออยู่นานไม่ว่า แต่ขอแค่แก้ปัญหาในประเด็นเหล่านี้ ปัญหาโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีที่ทำให้คนตกงานจำนวนมากก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการขยายตัวของ Illiberal Democracy

ระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) ที่พัฒนามากว่า 200 ปี และเชื่อกันว่าเป็นหลักการของระบบการเมืองที่ดีที่สุดหรือระบบการเมืองที่เลวน้อยที่สุดกำลังถูกท้าทายจากระบบ Illiberal Democracy อย่างเข้มข้นและทั่วทุกภูมิภาคในโลก กลายเป็น Model ใหม่ในการต่อสู่กับรูปแบบเก่า เป็นรูปแบบที่อ้างประชาชนเป็นใหญ่เช่นเดียวกัน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2017

123โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วง 2 วันปีใหม่ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 30 จุด ซึ่งก็เป็นการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์สุดท้ายของปีที่แล้ว นอกจากนี้ปริมาณการซื้อขายสุทธิของต่างชาติยังเปลี่ยนแปลงมาเป็นบวกในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปีที่แล้ว โดยเฉพาะในช่วง 3 วันสุดท้าย การซื้อสุทธิของต่างประเทศสูงกว่า 6,000 ล้านบาท และถ้ามองจากการซื้อขายในตลาดดัชนีตลาดหลักทรัพย์ล่วงหน้าก็ปรากฏว่ามียอดเป็น Long (ซื้อ) สุทธิ 5,289 สัญญา เมื่อวานนี้เพียงวันเดียวมีการซื้อสุทธิล่วงหน้า 3,088 สัญญา ดัชนีดังกล่าวของตลาดหลักทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ การซื้อขายของต่างประเทศในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมานี้เป็นเสมือนสัญญาณของแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2017 ว่าน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

ในส่วนของเศรษฐกิจโลกนั้น กองทุนระหว่างประเทศ (IMF) ได้มีการทำนายไว้ว่า เศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัวในปี 2017 อยู่ที่ 3.4% เทียบกับปีที่แล้วอยู่ที่ 3.1% เป็นการเพิ่มขึ้น 0.3% ซึ่งถ้าดูในรายละเอียดจะพบว่า กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อัตราการเติบโตในปี 2017 จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.8% เทียบกับปีที่แล้วที่ 1.6% เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายประเทศจะพบว่า สหรัฐอเมริกาจะมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นจาก 1.6% ในปีที่แล้วเป็น 2.2% ในปีนี้ กลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรจะมีอัตราเติบโตลดลงเล็กน้อยคือจาก 1.5% ในปีนี้เมื่อเทียบกับ 1.7% ในปีที่แล้ว อังกฤษเป็นประเทศเดียวที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.8% ในปีที่แล้วเป็น 1.1% ในปีนี้ และญี่ปุ่นจะเพิ่มจาก 0.5% ในปีที่แล้วเป็น 0.6% ในปีนี้

ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา การคาดการณ์อัตราเติบโตในปี 2017 จะเท่ากับ 4.6% ซึ่งสูงกว่าระดับ 4.2% ในปี 2016 ในกลุ่มประเทศเหล่านี้ จีนจะเป็นประเทศที่มีการขยายตัวลดลงจาก 6.6% ในปีที่แล้วเป็น 6.2% ในปีนี้ อินเดียจะอยู่ที่ระดับ 7.6% ซึ่งเท่ากับปีที่แล้ว กลุ่มประเทศอาเซียนจะเพิ่มจาก 4.8% ในปีที่แล้วเป็น 5.1% ในปีนี้ ในกลุ่มประเทศเหล่านี้ อัตราการเติบโตของกลุ่มประเทศละตินอเมริกาจะขยายตัวในอัตราต่ำคือ 1.6% ในปี 2017 เมื่อเทียบกับปีที่แล้วคือ -0.6% ในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ประเทศบราซิลซึ่งเผชิญปัญหาเศรษฐกิจถอดถอยติดต่อกัน 2 ปี ในปี 2017จะฟื้นตัวเป็น 0.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ -3.3% เม็กซิโกจะขยายตัวจาก 2.1% ในปีที่แล้วเป็น 2.3% ในปีนี้

การค้าระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก 2.3% ในปี 2016 เป็น 3.8% ในปี 2017 โดยเฉพาะการส่งออกของกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาจะเพิ่มจาก 2.9% เป็น 3.6% ในปี 2017

ราคาโภคภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 17.9% ในปี 2017 เมื่อเทียบกับ -15.4% ในปีที่แล้ว ส่วนราคาโภคภัณฑ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่น้ำมันจะขยายตัวในปีนี้ 0.9% เมื่อเทียบกับ -2.7% ในปีที่แล้ว

เงินเฟ้อในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะเพิ่มจาก 0.8% ในปีที่แล้วเป็น 1.7% ในปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อในประเทศเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาอยู่ที่ 4.4% ในปีนี้เมื่อเทียบกับ 4.5% ในปีที่ผ่านมา

การที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการขยายตัวที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของสหรัฐอเมริกา โดยบางส่วนเป็นผลมาจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ Donald Trump อันประกอบด้วยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา การขยายการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการผ่อนคลายด้านกฎหมายและอุปสรรคในการทำธุรกิจ (Deregulation)

ในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร เศรษฐกิจเริ่มมีการฟื้นตัวในลักษณะที่มีความมั่นคงมากขึ้นจนเป็นที่คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางจะไม่ลดดอกเบี้ยต่อไปอีก แต่ก็คงจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยและเริ่มชะลอการใช้มาตรการ QE

ในส่วนของประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีการขยายตัวในไตรมาสสุดท้ายอย่างมีนัยสำคัญจนถึงกับมีการคาดการณ์ว่า ญี่ปุ่นจะเริ่มฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาซึ่งติดต่อกันมาหลายปี ส่วนสำคัญมากจากนโยบายที่เรียกว่าลูกศร 3 ดอกของนาย Abe คือ นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และการปรับโครงสร้างการแข่งขัน

ในส่วนของจีน ซึ่งยังอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างขนานใหญ่ซึ่งจะส่งผลให้จีนขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอเมริกามีลักษณะขาขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2015 ซึ่งก็มีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจนถึงปัจจุบันถึง 2 ครั้ง โดยเพิ่มครั้งละ 0.25% การที่เศรษฐกิจของอเมริกามีการฟื้นตัวผนวกกับเงินเฟ้อขยายตัวใกล้ระดับ 2% จึงเป็นที่คาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยของอเมริกาคงจะมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่ำสองครั้งในปีนี้และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2018 อัตราดอกเบี้ยของอเมริกาจะสูงกว่า 2% อย่างไรก็ตามอัตราดอกเบี้ยในยุโรป ญี่ปุ่น จีน และไทยจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับเดิม

เป็นที่คาดการณ์ว่า จากการที่เศรษฐกิจอเมริกาฟื้นตัวอย่างแข็งแรงผนวกกับดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้นจะส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น ๆ รวมทั้งบาทไทยด้วย เป็นที่คาดการณ์ว่า ภายในครึ่งปีแรกของปีนี้ ค่าเงินยูโรจะอ่อนตัวลงต่ำกว่าดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา ค่าเงินหยวนจะอ่อนตัวลงมากกว่า 7 หยวนต่อดอลลาร์ สำหรับบาทไทยจะอ่อนตัวลงจากค่าเฉลี่ยของปีที่แล้วประมาณ 1 บาท

ผลจากเศรษฐกิจโลกที่มีการฟื้นตัวดังกล่าวจะส่งผลให้การส่งออกของไทยน่าจะขยายตัวเป็นบวกที่ 2-3% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบห้าปี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวผนวกกับราคาพืชผล เช่น ยางพารามีแนวโน้มดีขึ้น การท่องเที่ยวของไทยยังคงเป็นพระเอกเช่นที่ผ่านมาโดยคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 10% อย่างไรก็ตาม ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่แท้จริงในปีนี้จะมาจากการลงทุนของภาครัฐในด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานซึ่งมียอดสูงกว่า 9 แสนล้านบาท การขยายตัวการลงทุนดังกล่าวจะส่งผลให้การลงทุนของภาคเอกชนดีขึ้นบ้าง อย่างไรก็ตามส่วนของการบริโภคในภาคเอกชนคงจะเพิ่มในอัตราที่ไม่มากนัก เนื่องจากราคาพืชผลแม้จะดีกว่าปีที่แล้วแต่ก็อยู่ในระดับไม่สูงมากนัก หนี้ครัวเรือนมีอัตราสูงถึง 90% ของ GDP ถือเป็นอัตราที่สูงรองจากมาเลเซียในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน

เป็นที่คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2016 คาดว่าจะอยู่ในระดับ 3.4-3.6% ในปี 2017 เมื่อเทียบกับระดับ 3.2-3.3% ในปี 2016 การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยดังกล่าวจะเป็นอานิสงส์สำหรับตลาดหุ้นไทยในปี 2017

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงไนด้านความเสี่ยงคือ

ประการแรก เศรษฐกิจจีนยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากผลของหนี้ที่สูงกว่า 260% ของ GDP และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระบบธนาคารที่สูงถึง 15% (ตามการคาดการณ์ของ IMF)

ประการที่ 2 ยังมีความไม่แน่นอนจากผลของการดำเนินนโยบายของ Donald Trump

ประการที่ 3 ความเสี่ยงของ Brexit ซึ่งยังไม่ได้เริ่มต้นการเจรจา แต่ก็เริ่มปรากฏข้อขัดแย้งระหว่างอังกฤษกับประเทศในสหภาพยุโรป โดยเฉพาะความเสี่ยงในทางการเมืองจากแนวโน้มการขยายตัวของพรรคขวาจัดและซ้ายจัดในยุโรปซึ่งมีนโยบายต่อต้านเงินยูโรและบางกลุ่มต้องการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปด้วยซ้ำ

โดยสรุป เศรษฐกิจโลกและไทยในปี 2017 น่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น ยกเว้นว่า ความเสี่ยงประการใดประการหนึ่งในสามประการจะระเบิดขึ้นเท่านั้น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

โลกยุค 3.5

1โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในหนังสือ The 4th Industrial Revolution ซึ่งได้แบ่งยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมออกเป็น 4 ยุค คือ ยุคที่ 1 คือยุคที่มีการพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำเมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว ยุคที่ 2 คือยุคของการพัฒนาไฟฟ้า เมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว ยุคที่ 3 คือยุคการสร้างคอมพิวเตอร์ เมื่อทศวรรษ 1960 และยุคที่ 4 ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ไกลนัก ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างระบบดิจิตอล นาโนเทคโนโลยี และไบโอเทค ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างมากมายมหาศาล

เมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา โลกอยู่ในระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ซึ่งเราอาจจะเรียกยุคนี้ว่า ยุค 3.5 หรอยุคดิจิตอล อันเป็นการผสมผสานระหว่างคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม ยุคดังกล่าวนี้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมหาศาลทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค ในบทความฉบับนี้จะวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงในเชิงมหภาคเท่านั้นและแนวทางในการวิเคราะห์จะใช้ระบบทฤษฎีเกมแบบ Organic Tree อันเป็นแนวทางในการวิเคราะห์เชื่อมโยงแบบต้นไม้มีชีวิต โดยวิเคราะห์เริ่มตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ซึ่งจากจุกนี้จะทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในอนาคตของทั้งลำต้น ใบ และผล กล่าวคือ การวิเคราะห์ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์เป็นการวิเคราะห์ถึงการจุดพลุความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ (Strategic Change Driver) เราก็จะสามารถวิเคราะห์ทำนายองค์ประกอบของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามลำดับได้ (Logical sequence)

โลกยุค 3.5 หรือที่เราเรียกว่า โลกยุคดิจิตอล อันเป็นยุคของการผสมผสานระหว่างคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ได้สร้างมิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลก มิติที่ 1 ความลึกของข้อมูล กล่าวคือ คอมพิวเตอร์สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นเป็นล้าน ๆ ข้อมูล โดยเก็บไว้ในเครื่องเล็ก ๆ ผลที่ตามมาคือ ความได้เปรียบ ซึ่งเกิดจากการบริหารความจุ (Economy of scope) เช่น ร้านหนังสือดวงกมลในอดีตมี 3 ห้อง จุหนังสือได้หลายหมื่นเล่ม แต่วันนี้ลูกค้าหันมาซื้อ Amazon.com ซึ่งมีร้านหนังสือเป็นพันธมิตรทำให้ไม่ต้องบริหารเนื้อที่ แต่ตัว Amazom.com ทำหน้าที่เพียงบริหารความจุ ทำให้มีหนังสือขายได้เป็นล้านเล่ม ผลก็คือทำให้เกิด Disruptive innovation นั่นคือ Amazom.com ทำให้ร้านหนังสือค่อย ๆ หายไป คอมพิวเตอร์ยังสร้างมิติที่ 2 คือมิติความเร็ว (Economy of speed) และมิติที่ 3 คือ Multimedia ส่วนโทรคมนาคมสร้างมิติความเชื่อมโยง (Connectivity) ทั้งในองค์กร (Intranet) ระหว่างองค์กร (Extranet) และระหว่างอื่น ๆ (Internet) องค์ประกอบของยุคดิจิตอลซึ่งคือยุคที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคมจึงนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ นั่นคือ โลกาภิวัตน์ (Globalization)

โลกาภิวัตน์ หมายถึง การแผ่ไปสู่ทุกจุดของโลก ในระยะแรกเป็นการแผ่ของข้อมูลข่าวสาร จากผลดังกล่าวนี่เองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอันเป็นองค์ประกอบที่ 3 นั่นคือ การสิ้นสุดของโลกยุคสงครามเย็น (Cold war system) ปี 1989-1991 ซึ่งหมายถึงการล่มสลายของประเทศคอมมิวนิสต์ ยุโรปตะวันออก และสหภาพโซเวียต

การล่มสลายของยุคสงครามเย็นมีส่วนทำให้ประเทศคอมมิวนิสต์แตกเป็นหลายประเทศเช่น สหภาพโซเวียตแตกเป็น 15 ประเทศ ยูโกสลาเวีย แตกเป็น 7 ประเทศ เชคโกสโลวาเกีย แตกเป็น 2 ประเทศ นำไปสู่ปรากฏการณ์การขยายตัวของประเทศเกิดใหม่ (Emerging economy) กลุ่มประเทศเหล่านี้ยังรวมถึงประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ที่เริ่มเข้าสู่วงจรการแข่งขันในยุคโลกไร้พรมแดน การเกิดและขยายตัวของประเทศเกิดใหม่ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาและค่าแรงต่ำจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดวิกฤตในประเทศไทยจนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997

การล่มสลายของระบบคอมมิวนิสต์นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญลำดับต่อมาคือ การขยายตัวของโลกาภิวัตน์ในทางการเมือง เศรษฐกิจ และค่านิยม ในทางการเมือง หมายถึง การสิ้นสุดของระบบเผด็จการ การแผ่ขยายของระบบประชาธิปไตยเสรีนิยมไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในยุคสงครามเย็นมีเพียง 30 ประเทศเท่านั้นทีมีระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม แต่ในปัจจุบันมีกว่า 80 ประเทศในโลกที่เป็นประชาธิปไตยเสรีนิยม โลกาภิวัตน์ในทางการเมืองยังครอบคลุมถึงการแผ่ขยายของค่านิยมการเคารพสิทธิมนุษยชน ดังจะเห็นว่าประเทศไทยก็เจอปัญหาการค้ามนุษย์ โดยถูกเล่นงานจากอเมริกาและสหภาพยุโรป เช่น เรื่องประมง เป็นต้น

โลกาภิวัตน์ในทางเศรษฐกิจ หมายถึง การแผ่ขยายของการค้า การลงทุน การบริการไปสู่ทั่วโลก ดังจะเห็นได้ว่า ตลาดการเงินไทยมีนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาอย่างมากมายซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทุกทวีป ทุกวันนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่า คนที่อยู่ในวงการการเงินไทยต้องให้ความสำคัญกับข่าวสารการเงิน เศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ

โลกาภิวัตน์ในทางวัฒนธรรม แสดงออกในรูปการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ดังจะเห็นว่า คนไทยทุกวันนี้มีโอกาสกินเชอร์รี่ ปลาทูน่า ปลาแซลมอน เกิดการขยายตัวของอาหารญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป ในขณะที่อาหารไทย มวยไทย สปาไทยก็มีการขยายตัวไปสู่ประเทศต่าง ๆ

จากโลกาภิวัตน์ก็นำไปสู่การขยายตัวการเปิดเสรี (Liberalization) ใน 4 มิติ คือ การค้า บริการ เงินทุน และแรงงาน จะเห็นได้ว่า เป็นครั้งแรกในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการเปิดเสรีในด้านการบริการและสิทธิทางปัญญา อันเป็นเนื้อหาข้อตกลงรอบอุรุกวัย ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการเปิดเสรี เพราะ 7 รอบแรกของการประชุม GATT (ก่อนรอบอุรุกวัย) จะมีการเปิดเสรีการค้าด้านอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ มีการเปิดเสรีการเกษตรบ้าง ดังนั้นการเปิดเสรีการบริการ เช่น ทางการเงินและสิทธิทางปัญญาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในยุคดิจิตอลก็กลายเป็นเนื้อหาข้อตกลงรอบอุรุกวัย

จากการเปิดเสรีทั้ง 4 มิติที่กล่าวมาก็นำไปสู่การแข่งขันด้านเศรษฐกิจ ในยุคสงครามเย็น บรรยากาศที่ครอบงำโลกคือภัยคุกคามทางการเมืองและความมั่นคงโดยเฉพาะจากระบบคอมมิวนิสต์ แต่ยุคหลังสงครามเย็น โลกเปลี่ยนจาก “สนามรบเป็นสนามการค้า” จึงไม่น่าแปลกใจว่า โลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีได้สร้างแรงกดดันในประเทศต่าง ๆ ให้รวมกลุ่มกันอย่างลึกซึ้งขึ้นตั้งแต่เขตการค้าเสรีจนถึงตลาดร่วม หลังปี 1989 (หลังสงครามเย็น) การรวมกลุ่มแบบเขตการค้าเสรี สหภาพศุลกากร ตลาดร่วม มีการแผ่ขายไปทั่วทุกทวีป จึงไม่น่าแปลกใจว่า AFTA จึงเกิดขึ้นในปี 1993 และมีการจัดตั้งประชาคม Asean ซึ่งมี AEC เป็นองค์ประกอบในปี 2003 จากการประชุมสุดยอดบาหลี หรือที่เรียกว่า ปฏิญญาบาหลี

ทฤษฏีเกมสามารถทำนายปรากฏการณ์ของการรวมกลุ่มของโลกยุคหลังสงครามเย็นได้อย่างดี เพราะตามทฤษฎีเกมแล้ว คนฉลาด (Rational) จะหลีกเลี่ยงเกมศูนย์ (Zero sum game) ซึ่งเป็นเกมที่มีผู้แพ้และผู้ชนะ หลังสงครามเย็น อเมริกาถูกมองว่ามีอำนาจเพียงผู้เดียวเพราะไม่มีสหภาพโซเวียตมาคานอำนาจ และยุโรปก็พัฒนาไปสู่สหภาพยุโรป ในบริบทดังกล่าวปลาใหญ่จะกินปลาเล็ก ถ้าไม่ทำอะไรเลย ประเทศต่าง ๆ จะกลายเป็นผู้แพ้ในทฤษฎีเกมศูนย์ จากตรรกะดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศต่าง ๆ จะรวมตัวกันเพื่อไม่ให้เป็นผู้แพ้ในทฤษฎีเกมนั่นเอง

การขยายตัวของโลกาภิวัตน์ได้นำมาซึ่งปรากฏการณ์การต่อต้านโลกาภิวัตน์ (Anti-Globalization) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งเรียกว่า Global paradox การต่อต้านโลกาภิวัตน์ออกมาในรูปปรากฏการณ์ประการแรกในรูปการก่อการร้าย โลกาภิวัตน์ที่นำมาซึ่งการขยายตัวของวัฒนธรรมตะวันตก และระบบเสรีนิยม จึงไม่น่าแปลกใจที่กลุ่มอิสลามบางกลุ่มซึ่งต้องการรักษาวิถีชีวิตเก่าแก่จึงเกิดการต่อต้านและพร้อมที่จะตายในการรักษาวิถีชีวิตแบบเก่าแก่ไว้ กล่าวคือ เป็นการปะทะทางวัฒนธรรม เปรียบเสมือนสงครามครูเสดครั้งที่ 2

โลกาภิวัตน์นำมาซึ่งด้านลบอีกมากมาย และนำมาซึ่งการขยายตัวของทุนนิยม โดยมีคำเรียกที่ไม่สุภาพว่า “ทุนนิยมสามานย์” กล่าวคือ เป็นการขยายตัวแบบผิดกฎหมายและผิดจริยธรรม การต่อต้านโลกาภิวัตน์จะปรากฏในรูปของธรรมาภิบาลและการต่อต้านการคอรัปชั่น นอกจากนี้ยังนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงถูกต่อต้านด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการรักษาสิ่งแวดล้อม

การต่อต้านโลกาภิวัตน์และทุนนิยมอีกประการคือ การเรียกร้องสิทธิสตรีและสิทธิมนุษยชน เนื่องจากด้านลบของทุนนิยมได้มีการใช้แรงงานสตรีจึงนำมาซึ่งการต่อต้านผ่านการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน

การต่อต้านโลกาภิวัตน์และทุนนิยมอีกประการคือ การต่อต้านการขยายตัวของค่านิยมตะวันตก นำมาซึ่งการขยายตัวของค่านิยมตะวันออก ดังจะเห็นว่า ในตะวันตกก็มีวิถีชีวิตการกินแบบตะวันออก เช่น จีน เกาหลี ส่วนไทยเองก็มีวิถีชีวิตแบบตะวันตกดังทีได้กล่าวไว้ข้างต้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดปรากฏการณ์ hybrid เช่น ลาบปลาทูน่า หรือสปาเก็ตตี้ใบโหรพาและปลาเค็ม หรือปรากฏการณ์ทางดนตรี เช่น วงฟองน้ำ ซึ่งผสมผสานระหว่างตะวันตกกับไทย เป็นต้น

การขยายตัวของประเทศเกิดใหม่จากการเปลี่ยนแปลงจากระบบคอมมิวนิสต์เป็นประชาธิปไตยเสรีนิยมทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของชุมชนเมืองทำให้เกิดการขยายตัวของการบริโภคคาร์บอนไดออกไซด์ ปัญหาเรือนกระจก ปัญหาโลกร้อน น้ำแข็งทั้งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ละลาย ทำให้เกิดน้ำท่วม และเกิดการเปลี่ยนแปลงของแผ่นเปลือกโลกทำให้เกิดสึนามิ

ในขณะที่เกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมเพิ่มขึ้น แต่พื้นที่ทำกินมีน้อยลงโดยมีประชากรอาศัย 7,300 ล้านคน และทุก ๆ 20 ปี จะเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านคน ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้มนุษย์อยู่ใกล้กับสัตว์มากขึ้น จึงทำให้เกิดโรคใหม่ ๆ จากสัตว์ เช่น AIDs Ebola หรือไข้หวัดนก จึงทำให้เกรงกันว่าจะเกิด Pandemic ซึ่งอาจทำให้มีคนตายเป็นพันล้านคนในระยะเวลาในไม่กี่เดือน

อาจจะกล่าวได้ว่าในช่วง 20 -30 ปีนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยทั้งหมดนี้มีจุดกำเนิดจากเมล็ดพันธุ์คือ ยุคดิจิตอล อันเป็นการผสมผสานระหว่างคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม

2

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

“ระบบเสรีนิยม” กำลังเผชิญหน้ากับการท้าทายของ “ระบบต่อต้านเสรีนิยม”

whatisliberalism2โดย  รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในช่วงหลังการสิ้นสุดสงครามเย็นเมื่อปี 1989 นักวิชาการทางรัฐศาสตร์ที่สำคัญท่านหนึ่งคือ Francis Fukuyama ได้เขียนหนังสือชื่อ The End of History จุดจบทางประวัติศาสตร์ โดยเห็นว่ารูปแบบการปกครองทางเศรษฐกิจและการเมืองโดยมีสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปเป็นผู้นำถือเป็นรูปแบบซึ่งกำลังสร้างค่านิยมและได้เปลี่ยนแปลงโลกมาโดยตลอด โดยเฉพาะยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

รูปแบบดังกล่าวคือ การขยายตัวของอุดมการณ์เสรีนิยม (Liberal Model) ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ในทางเศรษฐกิจคือ ชัยชนะของทุนนิยมและการแผ่ขยายตัวของการค้าเสรีตลอดจนการขยายตัวของการรวมกลุ่มในกรอบของเขตการค้าเสรีและตลาดร่วม ในด้านการเมือง หมายถึง การขยายตัวของระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) จุดจบของระบบคอมมิวนิสต์ปี 1989 – 1991 อันหมายถึงการสิ้นสุดของกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ยุโรปตะวันออกและสหภาพโซเวียตเป็นเครื่องยืนยันชัยชนะของรูปแบบเสรีนิยมได้เป็นอย่างดี โดยนาย Francis Fukuyama ยังได้พยากรณ์ว่า รูปแบบดังกล่าวจะขยายตัวในวงกว้างและลึกมากขึ้นไปสู่ทั่วโลก

รูปแบบเสรีนิยมทางเศรษฐกิจนั้น ดัชนีชี้วัดก็คือ ระบบ Bretton Woods ซึ่งมีเสาหลักซึ่งหลงเหลืออยู่และคงอิทธิพลจนถึงทุกวันนี้คือ World Bank, IMF และ GATT ซึ่งเปลี่ยนเป็น WTO ในปี 1995 องค์การและกลไกเหล่านี้ถือเป็นตัวขับเคลื่อนที่สร้างรูปแบบ Liberal Model ทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในกรอบเขตการค้าเสรีและตลาดร่วม ซึ่งก็มีในทุกภูมิภาคในยุคหลังสงครามเย็นสิ้นสุด เช่น AEC, NAFTA, EU, Gulf Cooperation Council, MERCOSUR และล่าสุดประชาคมเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union) และเขตการค้าเสรีแคนาดาและสหภาพยุโรป (CETA) ในมิติทางการเมืองมีการแผ่ขยายตัวของประชาธิปไตยไปสู่ประเทศต่าง ๆ ในทุกภูมิภาคทั่วโลก ในยุคปี 1970 ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเสรีนิยมมีเพียง 30 ประเทศ ยุคหลังสงครามเย็นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนกว่า 70 ประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันการขยายตัวของเสรีนิยมในมิติทางการเมือง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 2-3 ปีที่ผ่านมา รูปแบบเสรีนิยม (Liberal Model) กำลังเผชิญปัญหาและความท้าทายอย่างไม่เคยมีมาก่อน ชัยชนะของนาย Donald Trump ในอเมริกา และ Brexit ในอังกฤษ รวมทั้งการขยายตัวของพรรคการเมืองทั้งฝ่ายขวาจัดและซ้ายจัดที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ การรวมกลุ่ม ต่อต้านการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี ตลอดจนการขยายตัวทางอำนาจของจีนซึ่งมีลักษณะเป็นคอมมิวนิสต์ทางการเมือง การขยายตัวของปูตินในรัสเซีย เออร์โดแกนของตุรกี ดูแตร์เตของฟิลิปปินส์ และระบบเผด็จการในอียิปต์และซีเรีย ส่วนหนึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาพฉายการต่อต้านรูปแบบเสรีนิยมอันเป็นอารยธรรมตะวันตก ปรากฏการณ์ดังกล่าวแสดงออกถึงการขยายตัวของรูปแบบไม่เสรีนิยม ซึ่งนาย Fareed Zakaria เรียกว่า Illiberal democracy ในหนังสือ The Post-American World ซึ่งเกิดการขยายตัวของการต่อต้านการเป็นเสรีนิยมและต่อต้านการขยายตัวของโลกาภิวัตน์

อาจกล่าวได้ว่า โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ รูปแบบเสรีนิยมทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีอิทธิพลครอบงำระบบโลกนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังเผชิญกับการท้าทายของระบบใหม่ซึ่งมีลักษณะร่วมกันคือ ต่อต้านระบบเสรีนิยมทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบต่อต้านดังกล่าวจะขยายตัวทั้งมิติกว้างและลึกก็ตาม สิ่งที่พอสรุปได้ก็คือ ระบบเสรีนิยมที่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์มนุษยนิยม (Humanism) ซึ่งเน้นเสรีภาพทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองของคนยังสอดคล้องกับการให้คุณค่ากับเสรีภาพของมนุษย์นั้น ผู้เขียนเชื่อว่า ระบบเสรีนิยมจะยังคงอยู่ แต่จะเผชิญกับแรงต้านที่มีความถี่มากขึ้น แรงต้านนี้ไม่ได้มีเอกภาพด้านอุดมการณ์แต่มีจุดร่วมกันคือ การไม่เห็นด้วยและต่อต้านระบบเสรีนิยมเท่านั้น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปีหน้า

1

โดย  รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ในที่สุด ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็มีมติเอกฉันท์ในการขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในปีนี้ และถือเป็นครั้งที่ 2 เมื่อรวมการขึ้นดอกเบี้ยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นไปตามที่นักวิชาการทั่วโลกร้อยละ 90 มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีของธนาคารกลาง (Fed) ที่ว่าอาจจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% ซึ่งอาจจะหมายถึงการขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปีหน้า นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งทำนายล่วงหน้าไว้ว่าในปี 2018 ดอกเบี้ยของสหรัฐฯ (Fed fund rate) จะสูงกว่า 2%

ท่าทีดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงอีกทั้งส่งผลให้อัตราการแลกเปลี่ยนมีการผันผวน ค่าเงินดอลลาร์ขึ้นมาสูงสุดในรอบ 11 ปี ค่าเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์ลดลง 6% นับตั้งแต่ต้นปีทีผ่านมา

อาจกล่าวได้ว่า ดอกเบี้ยในสหรัฐฯกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดพันธบัตรทั่วโลก ซึ่งจะมีผลตอบแทนสูงขึ้น อันหมายถึงราคาพันธบัตรอยู่ในช่วงแนวโน้มขาลง ค่าเงินของประเทศต่าง ๆ โดยทั่วไป เมื่อเทียบกับดอลลาร์จะมีแนวโน้มลดลง รวมทั้งไทย ซึ่งขณะนี้ก็อ่อนตัวลงมาที่ 35.70 บาท และมีโอกาสที่จะอ่อนตัวลงไปสู่ 36 บาท ในปีหน้า

ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากดอลลาร์ที่แข็งขึ้นคือ ประเทศที่ผูกติดค่าเงินกับดอลลาร์ บางประเทศ เช่น ไนจีเรียถึงกับปล่อยให้ค่าเงินลอยตัว ฮ่องกงซึ่งผูกติดกับดอลลาร์มานานกว่า 2 ทศวรรษและสามารถฝ่าฟันวิกฤติปี 1997 โดยสามารถรักษาค่าเงินที่ผูกติดกับดอลลาร์ (Currency board)

แต่ในอนาคต นักวิเคราะห์บางกลุ่มเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า ค่าเงินฮ่องกงจะรักษาเสถียรภาพโดยผูกติดกับดอลลาร์ต่อไปได้หรือไม่ ทั้งนี้เพราะการผูกติดดอลลาร์จะทำให้ค่าเงินฮ่องกงเเข็งตัวขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นซึ่งส่งผลกระทบกับการส่งออกและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกง ดังนั้นจึงไม่น่าสงสัยว่า ตลาดหุ้นฮ่องกงในช่วงนี้จึงมีการลดลงในขอบเขตที่แรงกว่าประเทศอื่น

ในกรณีประเทศไทย เนื่องจากเศรษฐกิจในปีหน้ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะจากมาตรการภาครัฐที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งนี้ยังไม่รวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 1 แสนล้านที่ให้จังหวัดละ 4-5 พันล้านบาท เป็นที่คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะขยายตัวอยู่ในระดับเฉลี่ย 3.5% ซึ่งน่าจะสูงกว่าปีนี้ประมาณ 0.2-0.3% ทิศทางเศรษฐกิจดังกล่าวจึงมีส่วนช่วยให้ตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ดังจะเห็นว่า ในปีนี้ ตลาดหุ้นไทยขึ้นมาในอัตราที่สูงในระดับ 1 ใน 3 ของโลก

สิ่งที่เป็นตัวแปรของเศรษฐกิจโลกในปีหน้านั้น ในด้านบวกคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ Donald Trump ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 15% มาตรการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานจำนวนกว่า 5 แสนล้านและมาตรการในการลดกฎเกณฑ์หรือการเปิดเสรีอันจะช่วยส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น มาตรการดังกล่าวของ Trump ทำให้องค์การ OECD ถึงกับทำนายว่า เศรษฐกิจของอเมริกาซึ่งขยายตัว 1.7% ในปีนี้จะขยายตัวเพิ่มเป็น 2.2-2.5% ในปีหน้าและปีต่อไป และมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการของ Trump คือ มาตรการของ Trump จะทำได้ขนาดไหน ทั้งนี้ยังต้องอาศัยการสนับสนุนของสภาคองเกรส และแม้พรรค Republican จะมีเสียงข้างมากในสองสภา แต่คนในพรรค Republican ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รุนแรงอย่างที่ Trump ต้องการ

สิ่งที่ไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลกอีกประการคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่มีอยู่แล้วบวกกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ Trump อาจทำให้เกิดเงินเฟ้อและกระทบเศรษฐกิจโลกโดยรวม ดังนั้น ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จึงส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ย (Fed Fund rate) ในอัตราเร่ง

ตัวแปรอีกประการคือ ปัญหาการกีดกันทางการค้าที่ Trump จะเล่นงานจีนซึ่งจะส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศของโลก ดังจะเห็นว่าในไม่กี่ปีที่ผ่านมาการค้าโลกมีอัตราการเติบโตที่ต่ำ ในอดีต การค้าโลกจะสูงกว่า GDP โลกหนึ่งเท่าตัว แต่ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา การค้าโลกเพิ่มขึ้นแค่ครึ่งหนึ่งของ GDP ซึ่งเป็นผลสำคัญจากการกีดกันทางการค้า

ในการประชุม APEC กรุงลิมา ประเทศเปรู ประเทศสมาชิกประกาศว่า จะไม่เพิ่มมาตรการการกีดกันทางการค้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม Trump ก็มีแนวคิดที่แตกต่างในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการกีดกันทางการค้าของ Trump คงจะไม่รุนแรงดังที่เขาได้ข่มขู่ไว้ Trump เพียงแต่ใช้วิธีข่มขู่เพื่อผลักดันให้จีนยอมอ่อนข้อในระดับหนึ่ง การข่มขู่นั้นจึงเป็นเพียงยุทธวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการเจรจาต่อรองเท่านั้น นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว สหภาพยุโรป บราซิล และอินเดีย ต่างต้องการสร้างแรงกดดันให้จีนลดมาตรการอุดหนุนทางการค้าและการทุ่มตลาด (โดยถูกกล่าวหาจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป)

โดยสรุป บรรยากาศของการค้าระหว่างประเทศในปีหน้ายังจะมีความอึมครึมจากการกีดกันทางการค้าซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในภาพรวมได้ในระดับหนึ่ง

โดยภาพรวม ผู้เขียนเชื่อว่า เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงดีขึ้นกว่าปีนี้ เพียงแต่มีปัจจัยที่ต้องติดตามและวิเคราะห์ใกล้ชิดคือ เรื่องปัญหาการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สาเหตุที่ชาวอิตาลีลุกขึ้นมา “ปฏิเสธ” การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

0000

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการทำประชามติในประเทศอิตาลีเพื่อให้ประชาชนตัดสินว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเทศอิตาลีหรือไม่ ผลที่ออกมาคือ ประชาชนปฏิเสธเกือบ 60% และส่งผลให้นายกรัฐมนตรี Matteo Renzi ประกาศลาออกจากตำแหน่งส่งผลให้ตลาดการเงินโดยเฉพาะในยุโรปเกิดการปั่นป่วน ค่าเงินยูโรอ่อนตัวลงจนเกือบจะเท่าดอลลาร์ก่อนจะตีกลับแข็งตัวขึ้นในวันต่อมา พันธบัตรผลตอบแทน 10 ปีของอิตาลีเมื่อเทียบกับพันธบัตรผลตอบแทนของเยอรมันก็ขยับช่องว่างสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ปี 2014 ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นที่สนใจและกลายเป็นพาดหัวข่าวไปทั่วโลก

ความจริงนั้น ข่าวคราวดังกล่าวเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศอิตาลี แต่เป็นที่จับตามองทั่วโลกเพราะว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวแสดงออกถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงในด้านการเมืองในยุโรปและในอเมริกาซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองโลกได้ในอนาคต

ในการทำประชามตินั้น นาย Renzi ได้เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยลดอำนาจของวุฒิสภาลง

กล่าวคือ ในประเทศอิตาลีนั้น ระบบการเมืองขาดเสถียรภาพมาโดยตลอดนับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 1946 เป็นต้นมา ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจนถึงปัจจุบัน 63 ชุด ส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการขาดเสถียรภาพของรัฐบาลคือ การจะผ่านกฎหมายแต่ละฉบับนั้นยากเย็น เพราะต้องผ่านการเห็นชอบจากทั้งสภาล่างและสภาบน เมื่อกฎหมายไม่ผ่านก็ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลทางออกที่นายกรัฐมนตรีต้องการคือ ลดอำนาจของวุฒิสภาลงและให้วุฒิสภานั้นมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม ทั้งนี้เพื่อให้สภาล่างมีอำนาจได้เต็มที่และเป็นตัวช่วยรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลได้

ปรากฏว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นมิได้หมายความว่า ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยนายกรัฐมนตรีต้องลาออก เพียงแต่นาย Renzi มีความมั่นใจจนเกินไป เพราะช่วงที่มีการประกาศแก้รัฐธรรมนูญนั้นเขามีคะแนนนิยมสูงมากจึงประกาศว่าถ้าผลประชามติไม่ผ่านเขาจะลาออก ผลที่ตามมาคือ พรรคฝ่ายค้านเห็นโอกาสที่จะไล่นาย Renzi ออกจึงรวมตัวกันคัดค้าน ขนาดพรรค PD ของนาย Renzi เองก็มีคนไม่เห็นด้วย การลงประชามติจึงกลายเป็นการแสดงออกถึงความไม่ไว้วางใจที่มีต่อนายก

อย่างไรก็ตาม การคัดค้านของพรรคการเมืองต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งมาจากเหตุผลที่ว่า การลดอำนาจวุฒิสภาลงทำให้การถ่วงดุลหายไป นักการเมืองจากพรรคตรงข้ามได้โจมตีนาย Renzi ว่า ต้องการเป็นกึ่งเผด็จการและรักษาอำนาจ ทั้ง ๆ ที่นาย Renzi เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (นาย Renzi ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค PD แทนอดีตนายกรัฐมนตรี Enrico Letta การเปลี่ยนหัวหน้าพรรคซึ่งมีคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในสภาเปิดโอกาสให้นาย Renzi ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี) อีกหนึ่งเหตุผลคือ การคัดค้านเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น เพราะถ้าตามวาระต้องรอถึงปี 2018

การที่ประชาชนมีผลประชามติไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญส่วนสำคัญมีสาเหตุมาจากประชาชนส่วนใหญ่เหล่านี้ไม่พอใจเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปเริ่มดีขึ้น เศรษฐกิจอิตาลียังย่ำแย่ คนว่างงานกว่า 10% หนี้สาธารณะ 120% ต่อ GDP นอกจากนี้อิตาลียังมีปัญหาเรื่องของระบบธนาคารพาณิชย์โดยมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงถึง 360,000 ล้านยูโร สิ่งที่ประชาชนไม่พอใจในภาพรวมคือ ประชาชนมองไม่เห็นประโยชน์ของการใช้เงินยูโร เนื่องจากมองว่า มีการครอบงำเศรษฐกิจโดยรัฐบาลเยอรมัน ประชาชนเหล่านี้ไม่พอใจการขยายตัวของผู้ลี้ภัยและการก่อการร้าย

โดยสรุป การที่ประชาชนลุกขึ้นมาปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้น โดยเนื้อหาเป็นการแสดงออกถึงทิศทางการต่อต้านโลกาภิวัตน์ การรวมกลุ่มและการใช้เงินยูโร และต่อต้านการลี้ภัยซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาจนทำให้นาย Donald Trump ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี

ทิศทางดังกล่าวกำลังแพร่ในยุโรปไม่ว่าจะเป็นออสเตรีย ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน สเปน กรีก เนเธอร์แลนด์ และรวมทั้งประเทศยุโรปตะวันออก ทิศทางดังกล่าวกำลังแสดงออกในรูปของพรรคขวาจัดหรือซ้ายจัดในยุโรป ในปีหน้าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในฝรั่งเศส เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และอาจจะรวมถึงอิตาลีด้วย

ประเทศที่น่าจับตามองมากที่สุดคือ ฝรั่งเศส อาจจะกล่าวได้ว่า คะแนนนิยมของพรรคขวาจัดคือพรรค Front National ซึ่งเน้นการถอนตัวจากเงินสกุลยูโร ถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปและการต่อต้านผู้ลี้ภัยมีมากขึ้น การเลือกตั้งของฝรั่งเศสจะมีในเดือนพฤษภาคม ทั่วโลกจึงจับตาดูว่าพรรค Front National และนาง Marine Le Pen จะได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีหรือไม่ ถ้าหากว่าขึ้นมาได้ จะสร้างความปั่นป่วนให้เงินสกุลยูโรและสหภาพยุโรปอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า โอกาสที่นาง Marine Le Pen และพรรค Front National จะได้ขึ้นมานั้นมีไม่มากนัก เนื่องจาก การเลือกตั้งของฝรั่งเศสมี 2 รอบรอบแรกนาง Marine Le Pen อาจจะมีคะแนนสูงสุดแต่ถ้าไม่ถึง 50% ก็ต้องมีการเลือกตั้งรอบสอง ซึ่งปกติก็เป็นเช่นนั้น ซึ่งพรรคขวากลางคือพรรค LR และพรรคซ้ายกลางคือพรรคสังคมนิยม คงจะร่วมมือกันส่งผู้สมัครเพียงคนเดียวเหมือนกับที่เคยทำในอดีต ซึ่งจะทำให้โอกาสที่นาง Marine Le Pen จะขึ้นมานั้นลำบาก

ในกรณีของเยอรมัน พรรค Alternative für Deutschland ที่อาจจะขึ้นมาลำบากเพราะมีคะแนนนิยมเพียง 15% เท่านั้น ดังนั้นนาง Angela Merkel ของพรรค CDU น่าจะยังมีโอกาสได้รับชัยชนะ แต่ถ้าไม่ได้รับชัยชนะ พรรค SPD ก็คงจะขึ้นมาแทน เพราะฉะนั้นอันตรายที่แท้จริงที่จะเกิดกับเงินสกุลยูโรจะมาจากอิตาลี ซึ่งถ้ามีการเลือกตั้งก่อนกำหนดในปีหน้า โอกาสที่พรรคขวาจัดอย่างพรรค Cinque Stella และพรรค Liga del norte ซึ่งต่อต้านเงินสกุลยูโรและต้องการใช้เงินของตัวเองก็มีโอกาสชนะสูง ขณะที่พรรค Cinque Stella มีคะแนนนิยมใกล้เคียงกับพรรครัฐบาลคือพรรค PD ซึ่งถ้าชนะการเลือกตั้ง ก็จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจและการเมืองไปทั่วโลก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การถึงแก่อสัญกรรมของ”นาย ฟิเดล คาสโตร” ถือเป็นการปิดฉากประวัติศาสตร์ทางการเมืองในยุคศตวรรษที่ 20

Fidel-Castro-Cuba-Flag-Cuban-Flag-jpg_659105_ver1.0_1280_720

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นาย Fidel Castro อดีตผู้นำคิวบาถึงแก่อสัญกรรมปรากฏเป็นข่าวใหญ่มีการพาดหัวข่าวตามสื่อทั่วโลก ซึ่งก็เป็นที่ประหลาดใจว่า ผู้นำประเทศเล็ก ๆ อย่างคิวบาซึ่งมีประชากรเพียง 11 ล้านคนกลับได้รับความสนใจจากทั่วโลกอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ดูทั้งจากชีวิตทางการเมืองและชีวิตส่วนตัวของนาย Fidel Castro ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไม ผู้นำท่านนี้ถึงได้รับความสนใจขนาดนี้

นาย Fidel Castro เป็นลูกของคนสเปนที่เข้ามาอยู่ในคิวบาเพื่อต่อสู้กับอเมริกาในช่วงสงครามสเปนกับอเมริกาเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 หลังจากนั้นก็ได้ตั้งรกรากในคิวบาและมีลูก 7 คน รวมทั้งนาย Fidel Castro

นาย Fidel Castroในช่วงที่เป็นนักศึกษาก็เป็นคนหัวรุนแรงและเป็นผู้นำนักศึกษาในการต่อต้านรัฐบาล นาย Fidel Castro เรียนจบปริญญาเอกทางด้านกฎหมาย และในช่วงหลังจากจบมหาวิทยาลัย แม้จะมีการทำอาชีพเป็นนักกฎหมายอยู่ช่วงหนึ่งก็ตามแต่ก็มีบทบาทในการเป็นผู้นำต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ Batista ซึ่งทำให้เขาผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชนในการต่อสู้และถูกนาย Batista จำคุกเป็นเวลา 1 ปี ก่อนจะออกมาต่อสู้ทางการเมืองในลักษณะสงครามกองโจรโดยตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่เทือกเขา Sierra Maestra โดยมีคนสนิทหัวรุนแรงอีก 2 คน คือ น้องชาย นาย Raúl Castro และ Che Guevara ซึ่งเป็นชาวอาเจนตินา

นาย Fidel Castro ได้ทำการต่อสู้และประสบความสำเร็จในปี 1958 และขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1959 จนถึงปี 1976 ระหว่างปี 1976 -2008 นาย Fidel Castroได้เป็นประธานาธิบดีคิวบา ในปี 2006 นาย Fidel Castro ไม่สบายโดยเข้าว่าเป็นมะเร็งที่ลำไส้จึงผ่องถ่ายอำนาจให้นาย  Raúl Castro น้องชาย และให้นาย Raúl Castro ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 2008 อย่างไรก็ตาม นาย Fidel Castro ได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ไปจนถึงปี 2012 ก่อนจะให้น้องชายขึ้นมาแทนในปีดังกล่าว

ในช่วงที่นาย Fidel Castro เป็นผู้นำตรงกับช่วงสงครามเย็น (ปี 1945-1989) นาย Fidel Castroในระยะแรกนั้นทำตัวในลักษณะยึดอุดมการณ์สังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democrat) ทั้ง ๆ ที่เนื้อแท้เขาเป็นพวกนิยมมาร์กซิสต์ เลนินิสต์ และเมื่อขึ้นเป็นประธานาธิบดีจึงเปิดเผยตัวตน นาย Fidel Castro จึงเป็นหนามยอกอกของอเมริกา เนื่องจากนาย Fidel Castro มีอุดมการณ์ต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกัน ในยุคนั้น คนคิวบากว่าล้านคนอพยพไปอเมริการวมทั้งพี่สาวของ Fidel Castro คือนาง Juanita Castro ซึ่งขัดแย้งกับน้องจึงลี้ภัยไปอยู่ที่ไมอามี่ อีกทั้งได้ร่วมมือกับ CIA ในช่วงที่นาย Fidel Castro เป็นผู้นำ

ช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญ 2 ประการคือ ประการแรกปี 1961 ผู้ลี้ภัยคิวบาในไมอามี่ได้ยกกำลังบุกเข้าไปคิวบาในยุคของประธานาธิบดี Kennedyเพื่อช่วงชิงอำนาจแต่ล้มเหลว เรียกเหตุการณ์นี้ว่า Bay of Pig อีกเหตุการณ์คือ ปี 1962 ได้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า วิกฤตการณ์ขีปนาวุธ ในช่วงนั้น สหภาพโซเวียตภายใต้เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ นาย Khrushchev ได้แอบส่งขีปนาวุธนิวเคลียร์ไปคิวบา

ต่อมาอเมริกาจับได้และเกิดการเผชิญหน้าระหว่างอเมริกาในยุค Kennedy กับนาย Khrushchev ของโซเวียต เหตุการณ์ดังกล่าวคลี่คลายลงโดยอเมริกาได้ใช้ทฤษฎีเกม win – win (เกมบวก) แทนที่จะใช้ Ultimatum ซึ่งเป็นทฤษฎีเกมศูนย์ (Zero sum game) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างอภิมหาอำนาจ 2 ฝ่าย แนวทาง win –win ที่อเมริกาใช้คือ อเมริกาประกาศว่าจะถอนขีปนาวุธออกจากตุรกีและจะไม่โจมตีคิวบาเพื่อแลกกับการที่สหภาพโซเวียตจะถอนขีปนาวุธออกจากคิวบาซึ่งในที่สุดทำให้การเผชิญหน้าและความตึงเครียดค่อย ๆ หายไป

สิ่งที่น่าสนใจของบทบาทของนาย Fidel Castro คือ นาย Fidel Castro ในยุคสงครามเย็นถือเป็นหัวหอกในการต่อต้านจักรวรรดิอเมริกาและถือเป็นผู้นำในการปฏิวัติในละตินอเมริกา เป็นหอกข้างแคร่ของอเมริกา สามารถยืนหยัดต่อสู้กับอภิมหาอำนาจอย่างอเมริกาตั้งแต่ปี 1959 และแม้สงครามเย็นจะสิ้นสุดลง คอมมิวนิสต์ล่มสลาย สหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย คิวบาในช่วงหลังสงครามเย็นจึงอยู่ในฐานะลำบากทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่นาย Hugo Chávez ได้ขึ้นเป็นผู้นำเวเนซุเอลานับตั้งแต่ปี 1998 – 2012 คิวบาก็ได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากเวเนซุเอลาโดยนาย Hugo Chávez ได้ชื่นชมนาย Fidel Castro มาก ในช่วงที่นาย Hugo Chávez เป็นประธานาธิบดีก็ร่วมมือกับนาย Fidel Castro ของคิวบาจัดตั้งกระบวนการต่อต้านจักรวรรดิอเมริกาที่เรียกว่า กระแสสีชมพู (Pink tide) และมีการจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า Bolivariana ซึ่งมาจากชื่อผู้นำชาตินิยมที่เป็นที่เคารพของคนละตินอเมริกาคือ นาย Simon Bolivar

ในยุคหลังสงครามเย็นอันเป็นยุคของการล่มสลายของสหภาพโซเวียตจึงเหลือคิวบาและเกาหลีเหนือ 2 ประเทศที่เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ส่วนอีก 3 ประเทศคือ จีน ลาว และเวียดนาม ก็เปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมมาเป็นทุนนิยม ในช่วงการเปลี่ยนอำนาจให้นาย Raúl Castro เศรษฐกิจโลกกำลังมีปัญหา คิวบาเองก็กำลังลำบากเพราะสหภาพโซเวียตล่มสลาย ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจที่เคยได้รับก็หมดลง อีกทั้งความช่วยเหลือจากเวเนซุเอลาก็มีปัญหาเนื่องจากราคาน้ำมันลดลงจนเวเนซุเอลาอยู่ในฐานะลำบาก

ในช่วงดังกล่าว นาย Raúl Castro ได้ผ่อนปรนยอมให้มีธุรกิจเอกชนบ้าง เช่น ร้านอาหาร โรงแรม และเป็นช่วงประธานาธิบดี Obama ต้องการฟื้นความสัมพันธ์กับคิวบา จนทำให้มีการฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการและลดการ sanction อย่างไรก็ตาม การขึ้นเป็นประธานาธิบดีของนาย Trump ซึ่งไม่เห็นด้วยกับ Obama อาจนำไปสู่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอเมริกากับคิวบาอีกครั้ง

การถึงแก่อสัญกรรมของนาย Fidel Castro ถือว่ามีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์โลกและละตินอเมริกา ซึ่งถือเป็นจุดจบของการต่อต้านจักรวรรดิอเมริกา จุดจบของการปฏิวัติสังคมนิยมในละตินอเมริกา และถือเป็นการปิดฉากประวัติศาสตร์ทางการเมืองในยุคศตวรรษที่ 20 อันเป็นยุคแห่งการเผชิญหน้าของอภิมหาอำนาจภายใต้ระบบสงครามเย็น

อย่างไรก็ตาม นาย Fidel Castro ถือเป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ว่าจะชั่วดีอย่างไร แต่ก็ถือว่ามีบทบาทอย่างมากในประวัติศาสตร์โดยเฉพาะในละตินอเมริกา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ผลการประชุม APEC เป็นภาพฉายทางการดำเนินมาตรการทางการเมืองและเศรษฐกิจของมหาอำนาจ

maxresdefault

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

การประชุมสุดยอดที่เมืองลิมา ประเทศเปรู เมื่อวันที่ 19-20 พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น มีข่าวที่น่าสนใจหลายประการซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคและระดับโลก

โดยปกติ การประชุมสุดยอด APEC จะมีเนื้อหาในการประชุมประจำ 3 เรื่อง คือ

1. การเปิดเสรีทางการค้า

2. การอำนวยความสะดวกทางการค้า และ

3. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีรายสาขา

นอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว ผู้นำ APEC 21 ประเทศก็จะปรึกษาหารือในประเด็นร้อนทางเศรษฐกิจการเมืองในช่วงนั้น โดยในปีนี้ ประเด็นร้อนที่อยู่ในแนวคิดของผู้นำ APEC คือ ผลการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาที่นาย Donald Trump มีชัยชนะ นโยบายหลายประการที่ Trump ได้ประกาศตอนหาเสียงได้สร้างความแตกตื่นและเป็นห่วงกันในกลุ่มผู้นำ APEC ดังนั้น การประชุม APEC ครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญในการตอบโต้ท่าทีของ Trump นั่นเอง ซึ่งเนื้อหาบางส่วนจะปรากฏอยู่ในคำแถลงการณ์สุดท้ายของ APEC

ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ผู้นำ APEC ได้แสดงท่าทีถึงความเป็นห่วงในเรื่องการขยายตัวการกีดกันทางการค้า อีกทั้งได้แสดงเจตนารมณ์ว่า ประเทศสมาชิกจะรักษาสถานภาพเดิมของการค้าระหว่างประเทศ

กล่าวคือ จะไม่เพิ่มมาตรการการกีดกันทางการค้าจากที่มีอยู่และจะไม่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบ (Competitive Evaluation) นอกจากนั้นผู้นำ APEC ยังมีเจตนารมณ์ในการผลักดันให้ APEC เป็นเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP)

แถลงการณ์ที่เกิดขึ้นในเอเชียครั้งนี้ถือได้ว่าจีนได้ทำหน้าที่เป็นโต้โผในการผลักดันให้มีการขยายตัวเขตการค้าเสรี เมื่อ 2 ปีที่แล้ว การประชุมที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนเป็นเจ้าภาพในการประชุม APEC จีนได้ผลักดันให้มีการพัฒนาไปสู่เขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) และได้ตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งที่การประชุมที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อปีที่แล้ว

การที่นาย Trump ประกาศนโยบายว่าจะไม่เอา TPP จึงเป็นการเปิดโอกาสให้จีนกลายมาเป็นผู้นำด้านการผลักดันการเปิดเสรีทางการค้าและการรวมกลุ่ม ความจริงนั้น จีนใช้เวที APEC เพื่อที่จะแก้เกมจากการที่อเมริกาผลักดัน TPP ซึ่งประกอบไปด้วย 12 ประเทศใน APEC โดยไม่มีจีน ไทย และอินเดีย เพื่อลดความเสียเปรียบจากการที่จีนไม่ได้เข้า TPP อันเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิก TPP ซึ่งประกอบด้วย ญี่ปุ่น อเมริกา แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

กล่าวคือ สินค้าจากญี่ปุ่นที่อยู่ใน TPP ส่งเข้าประเทศสมาชิก TPP โดยเฉพาะอเมริกา นอกจากจะไม่เสียภาษีนำเข้าแล้ว ประเทศสมาชิก TPP ยังต้องปรับมาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และกฎเกณฑ์สิทธิทางปัญญา (มาตรการดังกล่าวทำให้จีนไม่ยอมเข้าร่วม TPP) ประเทศสมาชิกจึงมีความได้เปรียบประเทศอื่น ๆ ใน APEC ที่ไม่ได้เข้า TPP ในประเด็นที่ว่า สินค้าจากประเทศดังกล่าวจะเข้าออกโดยมีการกำหนดกำแพงภาษีเป็นศูนย์ และยึดมั่นมาตรฐานเดียวกัน หมายความว่า การที่ญี่ปุ่นจะส่งสินค้าเข้าอเมริกานอกจากจะไม่เสียภาษีนำเข้าแล้วยังไม่มีการกีดกันทางมาตรฐานสินค้า ในขณะที่ไทย และจีน ที่ไม่ได้อยู่ใน TPP ถ้าจะส่งสินค้าไปอเมริกาจะต้องเสียภาษีนำเข้าและถูกกีดกันจากการอ้างมาตรฐานสินค้า

นอกจากนั้น แม้จีนและไทยจะอยู่ใน RCEP ซึ่งประกอบด้วย 10 ประเทศอาเซียน ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แต่ภายใต้กรอบ RCEP การส่งสินค้าไปญี่ปุ่นแม้ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า แต่ถึงจุดหนึ่งญี่ปุ่นจะนำมาตรฐานเดียวกันกับ TPP มาใช้แทนมาตรฐาน RCEP ที่ต่ำกว่า ในทางหนึ่ง อเมริกาใช้ TPP เป็นมาตรฐานถ่วงดุลจีน และญี่ปุ่นจำเป็นต้องเข้า TPP (ประเทศสุดท้าย) เพื่อชิงความได้เปรียบ จีนจึงหาทางออกโดย 1.ทำให้ APEC เป็นเขตการค้าเสรี 2.เร่งผลักดันการรวมกลุ่ม 16 ประเทศ RCEP ซึ่งไม่ใช่แค่เขตการค้าเสรี แต่จะขยายไปถึงเงินทุน แรงงาน แต่จะต่างจาก TPP คือไม่กำหนดมาตรฐานแรงงานและสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มข้นเท่า

นโยบายของ Trump จึงเป็นการเปิดโอกาสให้จีนเข้ามาสวมบทในการเป็นผู้นำการเปิดเสรีและการรวมกลุ่ม และบางประเทศ เช่น ชิลี และเปรูก็แสดงเจตจำนงในการเข้าร่วม RCER

ผลการประชุม APEC จึงเป็นภาพฉายทางการดำเนินมาตรการทางการเมืองและเศรษฐกิจของมหาอำนาจระหว่างจีนกับอเมริกา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

นโยบายเศรษฐกิจของ”ทรัมป์”และผลกระทบ

1556

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

แม้ Trump จะยังไม่ได้เข้ามาเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการซึ่งจะต้องรอถึงวันที่ 20 มกราคม 2017 อย่างไรก็ตาม Trump ก็มีการเตรียมการให้การตั้งที่ปรึกษาและตั้งทีมที่ต้องสรรหารัฐมนตรีและตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ เป็นพันตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พอวิเคราะห์จากแนวนโยบายของ Trump แม้จะเป็นเพียงแนวนโยบายลาง ๆ แต่ก็พอสรุปหลักการได้ว่า Trump ในฐานะประธานาธิบดี Trump จะเป็นคนที่มีเหตุมีผล (Rational) มากขึ้น เป็น Trump ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์และสภาพข้อเท็จจริงของสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน Trump ก็ต้องซื่อสัตย์กับแนวนโยบายในการหาเสียง มิฉะนั้นจะทำให้ผู้เลือกเขาเข้ามาไม่พอใจ แนวนโยบายที่จะออกมานั้นจะมีบางส่วนโดยเฉพาะส่วนสำคัญที่อาจจะต้องทำ 100% และบางนโยบายอาจต้องหารสองหารสามเพื่อสอดคล้องกับโลกความเป็นจริง นโยบายของ Trump จะมีลักษณะเป็นดุลยภาพระหว่างลักษณะที่ใช้ในการหาเสียงและการปรับให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและประโยชน์ของอเมริกา ไม่ใช่แค่ประโยชน์ของคนที่เลือกเขาเข้ามา นโยบายของ Trump นั้นมีทั้งนโยบายเศรษฐกิจ สังคม การเมือง แต่บทความนี้จะวิเคราะห์เพียงนโยบายเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อโลก ภูมิภาคและต่อไทย

นโยบายทางเศรษฐกิจที่ Trump ต้องทำตามสัญญาคือ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา อัตราการลดต้องมีการลดแบบมีนัยสำคัญซึ่งอาจจะตรงหรือแตกต่างจากที่สัญญาไว้บ้าง อีกนโยบายที่ Trump ต้องทำแน่คือ การใช้จ่ายเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งตอนหาเสียงกำหนดไว้พันล้านล้านดอลลาร์ โดยหวังว่ารัฐจะไม่ต้องใช้งบประมาณเลยเพราะจะให้เอกชนดำเนินการ สมมติฐานของ Trump คือ เอกชนเป็นผู้ลงทุนและเอกชนจะได้ Tax credit ในอัตราสูงเพื่อจูงใจ และ Trump หวังจะเก็บภาษีทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่มาจากบริษัทก่อสร้างและอื่น ๆ ที่ปรึกษาบอกว่า โครงการแบบนี้รัฐบาล Trump ไม่ต้องใช้งบประมาณเลย อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงนั้น การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานหนึ่งพันล้านล้านดอลลาร์นั้น เอกชนอาจแบกรับไม่ไหว จำนวนเงินดังกล่าวเอกชนอาจไปไม่ถึง ที่ปรึกษาของ Trump จึงออกมาพูดในทำนองว่าจะสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานในวงเงินประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์

การลดภาษีเงินได้บวกกับการขยายการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นนโยบายที่ Trump ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจของอเมริกา ดัวยเหตุผลนี้เองจึงทำให้ตลาดหุ้นดาวโจนส์ หลังจากที่ตกลงไปอย่างหนักเมื่อรู้ข่าวว่า Trump ชนะการเลือกตั้ง แต่ในวันต่อมาก็ดีดกลับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ นักวิชาการเชื่อว่า เศรษฐกิจของอเมริกาจะฟื้นตัวขึ้นซึ่งคาดว่าอาจจะสูงประมาณ 2.2 – 2.4% และเงินเฟ้อจะสูงขึ้นเกิน 2% ในขณะเดียวกันก็มีการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยในอเมริกาจะสูงขึ้นเนื่องจากธนาคารกลางของสหรัฐ ฯ จำเป็นต้องดำเนินนโยบายป้องปรามเงินเฟ้อด้วยการขึ้นดอกเบี้ย ผลจากแนวคิดนี้ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกหันมาซื้อดอลลาร์แลมีการทิ้งหุ้นและพันธบัตรในประเทศกำลังพัฒนา ดังจะเห็นได้ในกรณีของไทย 2-3 เดือนที่ผ่านมา ต่างชาติขายสุทธิประมาณ 35,000 ล้านบาท (ความจริงมีการขายมาก่อนการเลือกตั้งหนึ่งถึงสองเดือน) และมีแนวโน้มขายต่อไปในอนาคต เนื่องจาก 7 เดือนแรก ต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิประมาณ 105,000 ล้านบาท ผลกระทบดังกล่าวทำให้เกิดความผันผวนของตลาดหุ้น พันธบัตร อัตราแลกเปลี่ยน โภคภัณฑ์ โดยเฉพาะโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง เช่น ทองแดง นิกเกิล เพราะเชื่อว่า การลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานจะทำให้เกิดอุสงค์ของโภคภัณฑ์ดังกล่าว

Trump มีนโยบายยกเลิกข้อตกลงปารีสและให้ความสำคัญกับพลังงานฟอสซิล เนื่องจากข้อตกลงปารีสนั้น Trump เห็นว่าเป็นแค่การหลอกลวงของจีนที่ต้องการให้อเมริกาลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและหันมาใช้พลังงานทดแทนซึ่งนั่นหมายถึงจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลของอเมริกาซึ่งมีวัตถุดิบมากมาย และส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกาด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังไม่เชื่อว่า Trump จะยกเลิกข้อตกลงปารีสซึ่งอเมริกาได้ให้สัตยาบันไปแล้ว ทั้งนี้เพราะจะส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ เกือบ 200 ประเทศที่ร่วมตกลง และจะส่งผลต่อปัญหา Climate change อย่างไรก็ตาม Trump คงจะมีการให้ความสำคัญและเปิดเสรีให้กับธุรกิจที่ใช้พลังงานแบบเดิมทั้งถ่านหินและน้ำมัน ผลที่ตามมาคือ ถ่านหินราคาเพิ่มขึ้น ส่งผลดีกับประเทศที่ส่งออกพลังงานประเภทนี้ โดยเฉพาะในอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย เป็นต้น

นโยบายทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของ Trump ที่มีผลกระทบต่อโลกคือ การที่ Trump จะเก็บภาษีนำเข้าจากจีนในอัตรา 45% ความจริงนั้นผู้เขียนเชื่อว่า Trump คงจะไม่กล้าทำถึงขนาดนั้นเพราะจะทำให้เกิดสงครามด้านการค้าโดยจีนสามารถตอบโต้ได้เช่นกัน จีนนั้นมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากอเมริกา อเมริกาเองก็ลงทุนในจีนเยอะจึงมีการพูดเปรย ๆ ว่า ถ้าทำเช่นนั้นจะไม่มีการสั่งชื้อ Boeing และสินค้า IT ของอเมริกา และจีนสามารถแก้เผ็ดด้วยการ sanction อเมริกาเช่นกัน

มีการประเมินว่า ทุก ๆ 15% ของการขึ้นภาษีมีผลทำให้ GDP ของจีนลดลง 1% และเนื่องจากอาเซียนมีความสัมพันธ์ทั้งทางการค้าและการลงทุนกันจีนจะส่งผลให้ GDP ของไทยลดลง 0.5% มาเลเซียลดลง 0.3% เกาหลีใต้และญี่ปุ่นลดลง 0.3% ดังนั้นถ้ามีเพิ่มภาษีนำเข้า 45% เศรษฐกิจจีนก็คงเผชิญปัญหาวิกฤตซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อเอเชีย ต่อโลก และต่ออเมริกาด้วย ผู้เขียนเชื่อว่า Trump คงจะสร้างเงื่อนไขต่อรองระดับสูงไว้ แต่เอาเข้าจริงจะมีมาตรการผ่อนปรนโดยในที่สุดอาจมีการเล่นงานจีนโดยเรียกจากภาคธุรกิจที่มีการอุดหนุนทางการค้า การทุ่มตลาดและขอให้จีนอย่าเอาผลผลิตที่มีเหลือ เช่น เหล็ก ออกขายไปยังประเทศต่าง ๆ ซึ่งก็ทำให้ธุรกิจประเภทนี้ในประเทศต่าง ๆ มีปัญหาและล้มละลายก็มี กล่าวอีกนัยหนึ่งแม้ Trump จะไม่ได้ทำกับจีนเต็มที่ตามที่เคยกล่าวไว้ แต่การขยายตัวของการกีดกันทางการค้าจะสูงขึ้น รวมกับการยกเลิก TPP และการปรับ NAFTA ใหม่ การขยายตัวการกีดกันทางการค้าอาจทำให้เศรษฐกิจโลกทรุดลง เศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นซึ่งยังต้องใช้มาตรการช่วยไม่ว่าจะเป็น QE หรือดอกเบี้ยติดลบ อีกทั้งจีนก็มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำ การกีดกันทางการค้าก็คงทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและกระทบกับการท่องเที่ยวรวมทั้งไทยด้วย

ในระยะกลาง ถ้านโยบายของ Trump ในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดารวมทั้งการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานหลายแสนล้านดอลลาร์นั้นเกิดไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ นั่นคือ เกิดการขยายตัวของหนี้สาธารณะ (ขณะนี้สูงถึง 75% ของ GDP) และเงินเฟ้อ เศรษฐกิจอเมริกาที่กำลังฟื้นก็อาจเผชิญการกลับมาของเศรษฐกิจที่ถดถอยลง (Recession) ในกรณีดังกล่าว จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ภาพฉายดังกล่าวนี้ยังเป็นเพียงการดาดเดาเท่านั้น ความชัดเจนจะมีมากขึ้นหลังจากที่ Trump ดำเนินมาตรการในอนาคต

โดยสรุป นโยบายของ Trump ในระยะสั้นจะส่งผลในเรื่องความผันผวนของตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร อัตราแลกเปลี่ยน ตลาดโภคภัณฑ์ และในระยะกลางอาจสร้างปัญหาการกีดกันทางการค้าที่ขยายตัวมากขึ้นซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะผลกระทบต่อจีนและภูมิภาคเอเชีย อาเซียน และรวมทั้งไทยด้วย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

GMS Economic Community: Challenges and Opportunities

experience-exchange-meeting-of-thailand-9-638

Assoc. Prof. Dr. Somjai Phagaphasvivat

The GMS is one of the most successful subregional economic integration among developing countries.  It comprises of six countries:- Cambodia, the People’s Republic of China (Yunnan Province), Laos, Myanmar, Thailand and Vietnam, with more than 300 million people and over 2.5 square kilometers.  All its members have enjoyed strong rate of economic growth of over 6%  since 1990, fueled by increased trade and FDI, resulting in marked improvements in living standards and human development outcomes and dramatic poverty reduction.

It was established in 1992 with the assistance from the Asian Development Bank (ADB).  Its initial objectives were to facilitate substantial economic growth, reduce poverty in its member countries by strengthening the economic linkages, enhance development opportunities, encourage trade and investment, streamline cross-border arrangement and meet common resource and policy needs.

The GMS achievement is also attributed to countries policy reforms and enhanced economic cooperation which helped raise positive trade growth.  It has also been fueled by AEC, WTO and ASEAN plus three and six.

The GMS program has focused on three main corridors:- the North South Corridor, the East West Corridor and the Southern Corridor.  With its more than two decades of development within the context of globalization and dynamic regionalism, particularly AFTA and AEC, the GMS has expanded enormously to cover new areas of cooperation.  In its last summit meeting in Bangkok, Thailand in December 2014, a new milestone has been achieved with the adoption of the Regional Investment Framework Implementation Plan (RIF IP).  RIF covers 10 fields:- transportation, energy, agriculture, environment, human resource development, urban development, tourism, trade and transport facilitation, ICT and others, with a total of 215 projects to be distributed among member countries.

Despite the achievements, there still are a number of critical challenges that limit the GMS potential.  In general terms, we can group them into two different causes:-
1.  The trade policy agenda remains incomplete.  The biggest challenges facing GMS countries in improving their trade performance relate to accelerating trade facilitation reforms and dealing with a wide range of non-tariff barriers.  As such, rationalization of tariff structure is urgently needed.  In fact, GMS trade has been greatly enhanced with zero tariff rate achieved (with few exceptions) in 2015 with the approach of AEC.

2.  The GMS countries have been subject to several external shocks in recent decades:- the so-called Tomyam Koong crisis, the Hamberger crisis and the Euro zone crisis, not to mention China’ s economic slow-down.  To reduce and to preempt future vulnerability to external shocks, diversification of both export commodities and markets are called for, including intra-sectoral diversification of export commodities.  In addition, intra-trade among ASEAN countries, including cross-border trade among GMS countries should be enhanced.  Cross-border trade in services and FDI should also be promoted.

In fact, challenges and opportunities are two sides of the same coin.  Any challenge, if properly diagnosed and managed, automatically becomes opportunities. They are closely interwined.  The followings will be challenges and opportunities grouped into subject matters, which GMS countries have to identify and address.

HRD

GMS makes up of six member countries which are geographically contiguous and are increasingly linked among several corridors that provide huge opportunities for economic cooperation ranging from agriculture, energy, transport, cross-investment, tourism and particularly HRD.

In fact, the GMS countries have already adopted the so-called “GMS HRD Strategic Framework and Action Plan (2009-2012) to help accelerate economic growth, enhance productivity, connectivity and equitable distribution.  In the context, there are areas that provide increasing opportunities for cooperation, provided certain challenges being addressed:-

1. Harmonization
One of the barriers or challenges that needs to be tackled is the different national HRD regulations, standards, policies and procedures.  To rid of these barriers, harmonization is urgently called for.  The subregional harmonization can assist cross-border flow of investment, goods and services, workers and students.  For example, food and drug regulations, cross-border migration regulations and procedures, minimum conditions of employment and regulations on child labor and so on.

2.  Cross-border issues

Cross-border issues comprise of control of infectious diseases such as HIV, tuberculosis, malaria and dengue fever.  Other issues are:- cross-border trade in fake drugs, illegal drug trade, trafficking of women and children and cross-border travel to obtain medical care.  To address these issues, national, subregional and regional cooperation is desperately needed.

3.  Additional value through subregional cooperation

Some HRD activities involve various types of specialized training, information and technology initiatives in education and health, quality testing of pharmaceuticals and etc.  The highly successful program, the so-called Phnom Penh Plan foe Development Management is a good example of the additional value obtained through subregional activities.  The value derived from developing a common GMS approach to problem solving and developing foreign language skills.

4.  Exchange of information and experience

GMS countries face common challenges such as the need to strengthen priority public health and basic education services.  It is thus imperative that GMS countries share their experiences and approaches to address the problems, by way of improving access to education and health in remote areas, developing social security system, good practices and enhancing institutional links.

Another GMS Strategic Framework 2012-2022 has been adopted with focusing on activities that contribute to meeting the HRD goals through subregional programs on education and skills development and labor and health issues.  One major accomplishment has been the Phnom Penh Plan for Development Management as mentioned earlier with the aim of capacity building among GMS government officials.

Economic development and environmental protection are complex and interconnected issues.  Protecting the environment alone is not sufficient, development is necessary to lift the subregion out of poverty.  Thus, sustainable development is the core and key of GMS success to ensure that development is equitable and benefits all segments of the society.

As GDP of GMS countries have grown rapidly in the past decades, real income per capita has more than tripled during the same period.  Presently, income per capita in the GMS countries ranged from US$1,094 to US$5,977, enormous differences.  In fact, these should provide a strong rationale for subregional cooperation, if not it could also create risk of unequal distribution of benefits of GMS HRD cooperation.

While poverty has been substantially reduced, balancing economic growth with environmental sustainability is still a major challenge for the GMS countries.  As a consequence, along with accelerating economic growth, it is also imperative that conservation of the natural capital base for sustaining ecosystem services to maintain water flows for food production and energy security, health and general well-being are addressed.

In conclusion, the Strategic Framework for 2012 to2022 aims at increasing economic growth, reducing poverty and enhancing environmental sustainability across GMS.  Its program will continue to focus on a broad range of sector and multi-sectoral priorities including support to HRD initiative, thus helping GMS integration while taking into account its potentially negative impact.

Economic Corridors

Economic corridors are important feature of the GMS economic cooperation program and also part of the AEC infrastructure cooperation.  It is the development of economic corridors that pass through two or more countries in order to stimulate growth of investment and production facilities in various areas.  The corridors, centered on a number of transport corridors, are planned to contribute to improving agriculture, industry, service and trade.  For each corridor, there is a need for carefully planned investment in urban development, logistics and also taking into account of food and energy security and climate change concerns.  This will require scaling up natural resource management including biodiversity and integrated water resource management.

GMS countries have identified three priority issues for cooperation:-

1.  Biodiversity conservation and poverty and alleviation

2.  Climate change adaptation

3. Capacity development:- greater knowledge, skills and awareness in environmental matters are needed throughout the GMS.

Characteristics of economic corridors:-

1.  Create links to major markets

2.  Extend the benefits of improved transport linkages to remote location and integrates them with more prosperous areas.

3.  Open up investment opportunities

4.  Promote synergies through clustering of projects

5.  Provide demonstration effects

6.  Facilitate prioritization of regional projects and coordination of national projects with regional implications

Agriculture

Under the GMS Core Agriculture Support Program, GMS countries have agreed to address the emerging regional challenges to agriculture development including trade liberalization, changing market demand, degradation of natural resources, the contribution of agriculture to climate change and etc.

Transport

Transport is one of the core program of GMS.  Its strategy focuses on the development of priority roads, transport specifically by promoting the economic corridor, improving road safety, encouraging multimodal systems, particularly road and rail.

Energy

Pressured by geo-political uncertainties of energy supply and interdependence of global energy markets, GMS countries desperately need an integrated approach to delivering sustainable, secure and competitively priced energy.  As such, GMS “Energy Road Map” has been adopted, with the aim of promoting environmentally, sustainable regional power trade planning, improving energy efficiency and promoting the renewable energy resources such as biogas, solar, wind, hydro, geothermal and clean fuels such as natural gas and promoting policies toward renewable energy development and energy efficiency.

Tourism

The aim of GMS tourism cooperation is to develop and promote the Mekong as a single destination, offering the diversity of quality and high yielding subregional products that help to distribute the benefits more widely and equally and also contribute to poverty reduction, gender equality and empowerment of women and sustainable development while minimizing the adverse impact.  To that purpose, the GMS Tourism Working Group was created to review its implementation.

More Challenges

-  Transform the GMS connectivity or transport corridors into genuine economic corridors, institutional and policy reform and private sector engagement.

-  Exploring emerging opportunities in a resurgent and dynamic Asia:- linking with China and India.

-  Addressing global warming and climate change:- low carbon development path; mitigation and adaptation.

Conclusion

The strategic aim of GMS is to enhance competitiveness through various aspects of cooperation:-

1.  Economic corridors

2.  Transport and trade facilitation:- the GMS Cross-Border Transport Agreement

3.  Core Environment Program (CEP)

4.  Promoting GMS as a single tourist destination

5.  Core Agriculture Support Program

6.  Building capacity for development management and comprehensive HRD Strategy.

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น