ต้องให้ประชาชนยืนด้วยลำแข้งตัวเอง

10

สำเริง คำพะอุ

ไข่เป็ด ไข่ไก่  ฟองละ 5/6 บาท หมี่สำเร็จรูปซองละ 6/7 บาท  สะตอฝักละ 7/8 บาท ฯลฯ

บัตรสวัสดิการคนจนเดือนละ 200/300 บาท  ซื้อไข่ได้วันละฟอง ซื้อสะตอได้แค่ฝักเดียว จะผัดจะทอดก็ไม่ได้ เพราะมันจะต้องมีเชื้อเพลิง มีน้ำมัน  จะเอาไปจิ้มน้ำพริกก็ไม่ได้ มันต้องหาพริก หามะนาว หากระปิอีก

ซื้อข้าวแกงกินก็ไม่ได้ เดี๋ยวนี้ข้าวแกง  30 บาท/ 40 บาท แล้วครับ

ผมได้ยินเขาคุยว่า  การมีบัตรสวัสดิการคนจน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาทผมถึงได้ขำ

ลองฟังดูซีครับ

ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจได้ศึกษาและวิเคราะห์โครงการประชารัฐสวัสดิการ  46,000 ล้านบาทตามรายชื่อผู้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย  ในจำนวนนี้เป็นเกษตรกร 3,322,214 คน   หรือประมาณ 30  %. ซึ่งจากการวิเคราะห์ด้านการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การลดค่าใช้จ่ายในภาพรวม คาดว่าจะทำให้เกิดมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศ   118,077.82 ล้านบาท (ส่วนหนึ่งของคำแถลงของนายวิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการกระเกษตร   มติชน 14 ตุลาคม 2560)

มันจะเป็นไปได้อย่างไรครับ  ใช้งบประมาณ 4.6 หมื่นล้านบาท แล้วสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถึง 1.1 แสนล้านบาท

รัฐบาลบางรัฐบาล (นางเอ๋อ) ใช้มากกว่า 5 แสนล้านบาทไปช่วยกระตุ้น (ด้วยการรับจำนำข้าวเกินราคาตลาด)   ทำไมมันเจ๊งไปเลย

ประชาชนทั้งประเทศต้องมานั่งแบกหนี้อยู่ทุกวันนี้  จนรัฐมนตรีบางท่านที่รับผิดชอบด้านการเงินการคลังของประเทศถึงกับคิดว่าจะต้องขายรัฐวิสาหกิจหลายแห่งมาใช้หนี้   และประชาชนส่วนหนึ่งก็คัดค้านแนวคิดนี้

รายได้จากสวัสดิการที่รัฐจัดให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อย รายได้ไม่ถึง 3 หมื่นบาท ถึง  1 แสนบาทต่อปี ที่ผมเคยคิดตัวเลขให้ดูแล้วได้เพิ่มขึ้นมาวันละ  7 บาท  10 บาท นั้นมันช่วยให้หายใจคล่องขึ้นมาอีกนิดหนึ่งเท่านั้นเองครับ

ซื้อสะตอได้ฝักเดียว ลูกชิ้นป้ิงได้ไม้เดียว ซื้อไข่ได้ฟองหนึ่ง แค่นั้น มันจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาทนั่น บ้าไปแล้ว เพ้อไปแล้ว

ผมติงเรื่องนี้เอาไว้ เพราะเกรงว่า ท่านพลเอกประยุทธ์ พลเอก ประวิตร จะเคลิ้มตาม  ไม่ต้องทำอย่างอื่น  เพิ่มงบประมาณมากระตุ้นอีก

คนที่ได้ประโยชน์ก็คือนายทุนไม่ก่ีเจ้า ไม่กี่ตระกูลที่ทำมาหากินกับงบประมาณก้อนนี้

ที่รัฐบาลควรที่จะต้องทำที่สุดก็คือ  ทำให้ประชาชนยืนด้วยลำแข้งของตัวเองให้ได้  ไม่ต้องมาคิดหวังพึ่งเงินทองหรือสวัสดิการที่รัฐหยิบยื่นให้

ทำอย่างไร ?

เราก็รู้ว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศคือเกษตรกร คือชาวนาชาวไร่  รัฐก็ต้องหาทางช่วยคนเหล่านี้ ให้พืชผลที่เขาผลิตได้ขายได้  ขายได้ในราคาที่พวกเขาจะยืนอยู่บนโลกนี้ได้อย่างสง่างาม

ราคายางไม่ดี ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการบอกให้เขาโค่นต้นยางทิ้ง

ราคาข้าวไม่ดีไม่ใช่บอกว่า เลิกทำนา หันไปทำอย่างอื่น  เขาปลูกยางพาราไม่ใช่แค่วันสองวัน  หรือเป็นชาวนาก็ไม่ใช่เพิ่งคิด   เขาดำรงชีพเช่นนี้มานานนมแล้ว

บางปีราคายางดี ก็สนับสนุนให้ปลูก ทั้งเหนือ  อีสาน ต ะวันออก

เผลอก็ทำมาหากินกับการสนับสนุนให้ปลูกด้วยการหางบประมาณมาแจกพันธ์ุยาง สร้างโรงเก็บ โรงบ่ม  (คือสักแต่ว่าจะทำมาหากินกับโครงการทั้งหลายได้)

ไม่ได้คิดหาตลาด  ไม่ได้คิดว่า ผลผลิตที่ผลิตออกมาจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง

ยางราคาตก มันก็บอกว่า จะเอาไปทำถนนบ้าง  เอาไปทำที่นอนบ้าง (ซึ่งเสนอโครงการขึ้นมาเพื่อสวาปามกันอีก)

เลิกเสียทีได้ไหมพฤติกรรมอุบาทย์เช่นนี้

ประเทศเราเป็นประเทศการเกษตร คนส่วนใหญ่อยู่กับไร่นาเรือกสวน

ทำประเทศให้เป็นครัวของโลก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเลี้ยงโลก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีราคาสมควรแก่เหตุ

ทำให้เกษตรกรยืนได้ด้วยลำแข้งของเขา  โดยที่ไม่ต้องมาสนใจเงินสวัสดิการที่รัฐหยิบยื่นให้ ซึ่งไม่พอที่จะซื้อข้าวได้ครึ่งจานด้วยซ้ำ

ผมติงเอาไว้ เพราะถ้าเริ่มต้นผิด  มันก็จะผิดไปตลอด.


About blogger

สำนักข่าวเจ้าพระยา

Leave a Reply





พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com