บัตรคนจนดันเศรษฐกิจ 1 แสนล้าน ฝันหวานเกินไปหรือเปล่า ?

52

สำเริง คำพะอุ

รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือคนส่วนหนึ่ง เป็นคนที่มีรายได้น้อย มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี หนึ่ง รายได้ ไม่เกินแสนบาทต่อปีอีกหนึ่ง โดยรัฐแจกบัตรที่เรียกกันว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือพูดกันประสาชาวบ้านว่า บัตรคนจน

รายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี แจกบัตร 300 บาทต่อเดือน รายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทแจกบัตร 200 บาทต่อเดือน

บัตรที่ว่านี้ไปซื้อสินค้าได้ 3 ประเภท จากร้านธงฟ้าประชารัฐ หรือร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่

1 หมวดอาหาร เป็นต้นข้าวสาร กระปิ น้ำปลา เนื้อสัตว์ ยารักษาโรค

2 สินค้าหมวดการศึกษา ชุดนักเรียน หนังสือเรียน ปากกา ดินสอ

3 หมวดการเกษตร ได้แก่ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ เมล็ดพันธ์ุพืช

สวัสดิการสำหรับคนมีรายได้น้อยนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ก็จะเข้า 2/3 สัปดาห์เข้าแล้ว

ทันทีที่เริ่มโครงการ ข้าราชการ นักวิชาการก็ออกมาคาดการณ์กันอึงมี่ ที่สำคัญก็เช่นนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่า ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร ( KOFC) ได้ศึกษาวิเคราะห์โครงการประชารัฐสวัสดิการ 46,000 ล้านบาท ตามรายชื่อผู้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 11,431,681 คน โดยวิเคราะห์ภายใต้สมมติฐานด้านการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางภาพรวม พบว่าจะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ประมาณ 118,077.82 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาเกษตรกรที่มีบัตรฯ 3.32 ล้านคน ใช้งบประมาณ 13,368.59 ล้านบาท จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ 21,215.50 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคมากที่สุด 21,134.27 ล้านบาท รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 70.73 ล้านบาท และส่วนลดในการซื้อก๊าซหุงต้ม 10.50 ล้านบาท

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า โครงการนี้เห็นว่าเกิดประโยชน์ต่อภาคการเกษตร แต่ภาครัฐควรเน้นการแก้ปัญหาไปที่การพัฒนาความรู้ทักษะการประกอบอาชีพให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเพื่อให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เพราะเกรงว่าโครงการบัตรสวัสดิการฯอาจเป็นการสร้างภาระให้ภาครัฐในการบริหารงบประมาณจำนวนมหาศาลในอนาคตได้ ดังนั้น ในระยะต่อไปควรปรับแนวคิดจาก รัฐสวัสดิการให้เป็นการพัฒนาทักษะเพื่อพัฒนาอาชีพ เน้นให้ผู้เดือดร้อนที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาตนเองให้พึ่งตนเองได้ ควรเพิ่มมาตรการตรวจสอบข้อมูลอย่างเข้มงวด รวมถึงกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่แจ้งข้อมูลเท็จโดยเฉพาะกลุ่มคนในระบบภาษี ทั้งนี้ ในอนาคตควรสร้างความหลากหลายในการบริการสวัสดิการเพื่อรองรับทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยต้องหาความต้องการที่แท้จริงในแต่ละกลุ่มเป้าหมายก่อน

นายกัมปนาท เพ็ญสุภา ผู้อำนวยศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เงื่อนไขของโครงการประชารัฐสวัสดิการ กำหนดให้สิทธิ์กับผู้มีรายได้น้อยตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติของผู้ใช้แรงงานที่กำหนดอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งมีอยู่จำนวนมากในต่างจังหวัด คนกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิ์ได้เข้าร่วมและต้องหางานทำ ในขณะที่ผู้มีอายุ 18 ปีส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ผู้ปกครองมีรายได้ ทำให้การช่วยเหลือของโครงการนี้ไม่ตรงกับเป้าหมาย รัฐบาลควรทบทวนกรณีนี้และควรพิจารณาไปถึงรายได้ของผู้ปกครองด้วย นอกจากนี้เกษตรกรเป็นกลุ่มที่มีความชัดเจนว่ามีรายได้น้อยที่สุดในประเทศแต่มีสัดส่วนผู้ลงทะเบียนในโครงการนี้เพียง 30% เท่านั้น เป็นไปได้ว่าเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลไม่สะดวกที่จะเข้ามาลงทะเบียน หรือไม่ทราบข่าวสารเนื่องจากการประชาสัมพันธ์โครงการนี้ผ่านระบบโซเชียลมีเดีย ผู้ที่เข้าถึงส่วนใหญ่จึงเป็นนักศึกษาและผู้ที่อยู่ในเขตเมือง

ผมเห็นว่า การให้สวัสดิกาคแก่ผู้มีรายได้น้อยนั้น เป็นประโยชน์สำหรับผู้มีรายได้น้อย 11/12 ล้านคน ที่ขึ้นทะเบียนไว้จะได้หายใจคล่องขึ้น

คล่องขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง

ดีกว่าไม่ได้ ดีกว่าไม่มี

แต่ที่ออกมาว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าถึง 1.1 แสนล้านบาท อย่างที่นาย วิณะโรจน์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์นั้น.

ผมมีความเห็นว่า เว่อร์ ไป ประจบประแจ่งกันเกินไป

โครงการดังกล่าวนี้ใช้งบประมาณ 46,000 ล้านบาท ก็เท่ากับมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นมาอีก 46,000 ล้านบาท มันจะดันมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นแสนล้านบาทได้อย่างไร

ไม่มีงบตรงนี้ คน 11/12 ล้านคนก็ต้องกิน ได้ต้องใช้อยู่แล้ว เขาต้องกินข้าว กินน้ำพริก กินน้ำปลา กิน หมี่สำเร็จรูปอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเขาไม่กินข้าว ลูกเต้า ไม่ใส่เสื้อผ้าไปโรงเรียน เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ต้องกินหยูกยา ชีวิตเขาดำเนินไปตามปกติแหละครับ

เพียงแต่หายใจคล่องขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง

จากเดือนละ 200/300 บาท และค่ารถเมล์ ค่าโดยสารรถไฟอีกเดือนละ 500 บาท ซึ่งเดิม รถไฟก็มีฟรี รถเมล์ก็ฟรี สำหรับคนจนอยู่แล้ว

ถามว่า สวัสดิการที่รัฐจัดให้เช่นนี้ดีไหม

บอกอีกทีก็ได้ครับว่า ดี

แต่อย่ามีคุยฟุ้งทั้งที่เริ่มไปเพียงสัปดาห์ สองสัปดาห์ เพราะถ้าไม่เป็นไปตามที่คุย เขาไม่ด่าข้าราชการ หรือนักวิชาการ

ชาวบ้านเขาจะด่ารัฐบาลครับ.

About blogger

สำนักข่าวเจ้าพระยา

Leave a Reply





พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com