หน้าด้าน ใจดำ

12

สำเริง  คำพะอุ

หลังจากที่บทความที่ผมเขียนถึงข้อเสนอของนายพิชัย รัตตกุล  อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอให้พรรคการเมืองสมัครสมานสามัคคีกัน  เพื่อต่อสู้กับ คสช. เพื่อที่จะให้บ้านเมืองมีการเลือกตั้ง   ซึ่งผมให้ความเห็นไปว่า  เป็นไปไม่ได้หนึ่ง  เป็นข้อเสนอที่ช้าไปอีกหนึ่ง

มิตรสหายท่านหนึ่ง ส่งความเห็นมาว่า

“การเมืองของนักการเมือง(น้ำเน่า) คือ เรื่องของศาสตร์แห่งความหน้าด้านใจดำ เพราะนักการเมืองบอก ในทางการเมือง ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวรนั่นคือ อุดมการณ์เพื่อสังคมธรรม เพื่อความสุขความเจริญก้าวหน้า เพื่อประชาชนอย่างแท้จริงนั้น มันไม่มีกันเลยในจิตสำนึกของนักการเมืองน้ำเน่าเหล่านี้ “

ผมตอบกลับไปว่า  เออใช่  และต้องขยายความ

ก่อนที่ คสช.  ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557  พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคเพื่อไทย ต่อสู้กันชนิดเอาเป็นเอาตาย  เหมือนจะอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกัน โลกเดียวกัน ไม่ได้ด้วยซ้ำ  ยิ่ง เมื่อนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ ต้องพ้นจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี  หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช  ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง  ต้องยุบพรรคพลังประชาชน   ทำให้พรรคพลังประชาชนเปลี่ยนเป็นพรรคเพื่อไทย

และทำให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มหนึ่งแยกตัวออกมาตั้งพรรคภูมิใจไทย

นายเนวิน ชิดชอบ ที่เคยกอด ทักษิณ ชินวัตร  โผเข้ากอดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แทน แล้วบอกทักษิณว่า “หมดเวลาแล้วนาย”

และเมื่อนายอภิสิทธิ์ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำก็โดนถล่ม  เป็นรัฐบาลโจร เป็นรัฐบาลที่ตั้งในค่ายทหาร

เป็นรัฐบาลที่ทักษิณมันตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะต้องเอาออกไปให้เร็วที่สุด มันจะต้องมีรัฐบาลที่เป็นนอมินีของมัน เพื่อแก้ปัญหาให้มัน นิรโทษกรรมให้มันกลับประเทศ ให้คดีความทั้งหลายหายไปจากสารบบศาล

ปฏิบัติการของสุนัขรับใช้ของมันในช่วงเดือนเมษายน  2552 และ 2553 นั่นชัดเจนที่สุด

การล้มการประชุมผู้นำอาเซี่ยน การไล่ล่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ การเผาบ้านเผาเมือง เผาศาลากลางจังหวัดวอดไปหลายหลัง นั่นชัดเจนที่สุด

แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่รู้สึก  เมื่อผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมืองขอประกันตัว ก็ยังส่งคนไปเป็นพยานในศาล ให้ศาลกรุณาปราณี เพื่อมันจะได้ออกจาก คุก ในที่สุดมันก็มาเป็น  ส.ส มาเป็นรัฐมนตรี และมาเล่นงานประชาธิปัตย์

แต่นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ก็ไม่รู้ พยายามจะรอมชอม

จนมาวันนี้ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายพิชัย รัตตกุล ออกมาเสนอให้พรรคการเมือง ซึ่งก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย (ของทักษิณ) สามัคคีกัน จับมือกัน สู้กับ คชส.

ออกจะหน้าด้าน ใจดำกันไปหน่อยไหมครับ ?

ตอนที่พรรคเพื่อไทยออกจะออกร่าง พรบ. นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ผมไม่เห็น นายพิชัย รัตตกุล ออกมาค้านสักคำ

และก็ตอนที่พรรคประชาธิปัตย์ คัดค้านในสภา ก็ไม่เห็นบอกให้พรรคประชาธิปัตย์อยู่นิ่งๆ

ครั้นเมื่อคนของพรรคประชาธิปัตย์สู้ในสภาไม่ชนะ ต้องออกมานำประชาชนริมถนนก็เห็น นายพิชัย นิ่งเฉย

คสช. ไม่ได้วิเศษวิโสที่จะต้องเห็นด้วย  หรือยอมเขาทุกอย่างหรอกครับ  อะไรที่ไม่ถูกไม่ต้องก็ต้องค้าน ไม่เห็นเหรอครับ  ญาติพี่น้อง ไม่เข้าประชุมเขาก็ตำหนิ ญาติพี่น้องมาซื้อมาขาย ทำมาหากินกับราชการ เขาก็ว่ากล่าว   มีนายตำรวจอ้างผู้หลักผู้ใหญ่ใน คสช.   มาทำกร่าง เขาก็เปิดโปง

เลือกตั้ง น่ะ มันหนีไม่พ้นหรอกครับ  มันอยู่ในโรดแม้ปอยู่แล้ว

และไม่ว่าเลือกตั้ง หรือไม่เลือกตั้ง  ประชาชน ก็อยู่เป็นประชาชนอย่างนี้แหละครับ

เลือกตั้งทีก็เห็นที่เป็นใหญ่ก็ ศิลปอาชา  ลิปตพัลลภ เทียนทอง  ชิดชอบ ชินวัตร ผลัดกันขึ้นมา

ไม่เลือกตั้ง ก็ ขุนทหาร เป็นใหญ่

ประชาชน ได้แต่รองรับ  (เขายกย่องให้เป็นใหญ่แค่ 1/2 นาทีตอนหย่อนบัตรเท่านั้นเอง)

หรือไม่จริง  ?

About blogger

สำนักข่าวเจ้าพระยา

Leave a Reply





พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com