ปัญหา ไทย กัมพูชา จะให้ประชาชนเข้าใจอย่างไร ?

ปัญหา   ไทย   กัมพูชา   จะให้ประชาชนเข้าใจอย่างไร   ?

 

  สำเริง     คำพะอุ     

      เป็นเวลา   ๕/๖   ทศวรรษแล้วครับที่เรากับกัมพูชามีปัญหาระหองระแหงกัน    ถ้าหากจะลากยาวไปไกลกว่านี้ก็เป็นสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชยกกองทัพจากกรุงศรีอยุธยาไปปราบพระยาละแวกโน่นก็ยังได้      

       ความขัดแย้งในปัจจุบันก็คือข้อพิพาทปราสาทพระวิหารที่ตั้งอยู่ชายแดนไทย กับ กัมพูชา    จนกระทั่งเรื่องถึงศาลโลก   และในที่สุด    ศาลโลกก็ตัสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา   

       เป็นคำตัดสินที่สร้างความขมขื่นให้แก่ประชาชนคนไทยเป็นอย่างยิ่ง     ยิ่งผู้นำประเทศขณะนั้นคือ   สฤษดิ์   ธนะรัชต์   ประกาศเสียงร้าวว่า    ในวันหนึ่งข้างหน้าจะเอาปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นของไทยให้จงได้      ก็ยิ่งเพิ่มความคั่งแค้นให้แก่คนไทยเป็นอย่างยิ่ง

      รัฐบาลไทย     และคนไทยยอมรับคำตัดสินของศาลโลก     แต่สงวนสิทธิเอาไว้ว่าวันหนึ่งข้างหน้า   ถ้ามีหลักฐานใหม่ก็จะนำเรื่องนี้ให้ศาลโลกพิจารณาอีกครั้ง   แต่ระหว่างรอหลักฐานใหม่ไทยก็กั้นลวดหนามเอาไว้    ถือว่าพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารเป็นของไทย   

      ฝ่ายกัมพูชาเมื่อได้ปราสาทพระวิหารไปแล้วก็ไม่ได้จัดการอย่างใด     เพราะขึ้นไปปราสาทพระวิหารไม่ได้    เพราะทางขึ้นปราสาทอยู่ฝั่งไทย    กัมพูชาจะขึ้นไปปราสาทพระวิหารได้ก็แต่ไต่หน้าผาขึ้นไปเท่านั้นอย่างหนึ่ง   และอีกอย่างหนึ่งกัมพูชาก็มีปัญหาการเมืองภายในประเทศ   และนอกประเทศ    ในประเทศต้องสู้กันเองกับเขมรแดง    นอกประเทศต้องสู้กับสหรัฐอเมริการ่วมกับเวียดนาม  ลาว     จึงไม่ได้มาสนใจปราสาทพระวิหาร

      เมื่อประเทศอินโดจีน    (เวียดนาม    ลาว   กัมพูชา)     ไล่อเมริกาออกไปแล้ว     เขมรแดง     พลพต   เขียวสัมพัน   เอียงซารี   ได้บริหารประเทศ    ก็วุ่นอยู่กับการบริหารประเทศ

      และเมื่อ   พลพต   เขียวสัมพัน   เอียงซารี   หมดอำนาจกลับเข้าป่า    สู้รบกันเองกับเขมรฝ่าย   เฮงสัมริน  ที่มีเวียดนามหนุนหลัง    ก็ไม่มีเวลาที่จะมาสนใจปราสาทพระวิหาร

      เฮงสัมรินหมดอำนาจ    ก็เป็นยุคของ   ฮุนเซน

      เมื่อฮุนเซนมีอำนาจ   แกก็ยังพินอบพิเทารับบาลไทยอยู่     เรียกพลเอกชวลิต    ยงใจยุทธ  ว่า    พี่ชายที่แสนดี    ลงจากเครื่องบินก็พนมมือแต้มาตั้งแต่ประตูเครื่องจนถึงพื้นก็ยังไม่ลดมือลง

      แต่ครั้นครองอำนาจในกัมพูชานานเข้า    ก็มีเวลาจัดการปัญหาอื่นๆในประเทศ    รวมทั้งปราสาทพระวิหาร

      ที่เห็นกันแน่ๆและชัดเจนก็คือการตัดถนนหนทางมายังปราสาทพระวิหาร      บริเวรโดยรอบปราสาทที่ไทยเคยประกาศว่าเป็นของไทย    กัมพูชาก็รุกล้ำเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน     สร้างวัดวาอารามขึ้น

      โดยที่ไทยได้แต่มองดูอยู่เฉยๆ

      ที่มองดูอยู่เฉยๆก็เพราะ    ไม่อยากมีปัญหาทะเลาะเบาแว้งกับกัมพูชา    ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน    กัมพูชาเป็นประเทศเล็กนิดเดียว   เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้นชาวโลกอาจจะมองว่า     เราเป็นประเทศใหญ่    รังแกประเทศเล็ก

      ซึ่งเป็นความคิดที่แตกต่างจากประเทศใหญ่อื่นๆ   เช่น    จีนต้องทำสงครามสั่งสอนเวียดนาม   เพราะมีปัญหาชายแดนจีน   เวียดนาม     อังกฤษต้องส่งทหารไปกำหราบอาร์เจนตินาปัญหาเกาะฟลอคแลนด์    ถึงอเมริกาใต้โน่น     อเมริกา   ถล่มประเทศอินโดจีน    เวียดนาม   ลาว   กัมพูชา     ล่าสุดเป็น   อีรัก    อัฟกานิสถาน

      ก็ประเทศใหญ่    มีปัญหากับประเทศเล็กทั้งสิ้น

      อีกประการหนึ่งก็คือ    ผลประโยชน์ส่วนตัวของนักธุรกิจ     มีนักลงทุนไทยไม่น้อยที่ไปทำมาหากินที่กัมพูชา    ไปลงทุนตั้งโรงงาน    โรงแรม    บ่อน     ส่วนชายแดนไทยกัมพูชาก็มีการค้าขาย    วงเงินเป็นพันๆหมื่นๆล้านบาทต่อเดือน    หากเกิดการขัดแย้ง    ธุรกิจก็อาจจะชงัก    ดังจะเห็นว่า    พอมีปัญหากันขึ้นระหว่างไทย   กัมพูชา    นักธุรกิจไทยก็จะออกมาโวยวายว่า    สูญเสียรายได้ไปพันล้านหมื่นล้านที่   ตราด   จันทรบุรี    บุรีรัมย์   ศรีสะเกษ 

      นี่เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ปัญหาความขัดแย้งไทยกัมพูชาที่บริเวณปราสาทพระวิหารไม่จบ

       และยิ่งขัดแย้งหนักขึ้น    เมื่อ  ฮุนเซน    ผู้นำกัมพูชา     นำเอา   ปราสาทพระวิหาร  ไปขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลก

      การจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ก็ต้องไม่มีความขัดแย้งระหว่างไทย   กัมพูชา

      กัมพูชาฉลาดสามารถเจรจาให้ไทยยินยอม    รับรอง   ให้เขานำปราสาทพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก     โดยอาจจะคิดว่า   ไทยก็จะได้ประโยชน์     เพราะทางขึ้นพระวิหารอยู่ทางเรา    พื้นที่โดยรอบเป็นของเรา

      ผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นก็ต้องเป็นของเรา

      ส่วนกัมพูชานั้นคิดคนละอย่างกับเรา    ดังจะเห็นจากการสร้างถนนหนทาง     สร้างวัดวาอาราม     รุกเข้ามายังที่ที่ไทยเชื่อและประกาศตลอดมาว่าเป็นของไทย

      ความจริงแล้ว    ถ้าหากทั้งสองประเทศอยู่ร่วมกันด้วยความรู้สึกที่เป็นบ้านพี่เมืองน้อง     ซื่อสัตย์   จริงใจต่อกัน    ประโยชน์ก็จะได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย     ทั้งสองฝ่ายน่าที่จะนั่งโต๊ะเจรจากัน    เส้นเขตแดนระหว่างทั้งสองประเทศอยู่ตรงไหนและจะร่วมมือกันอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย    อย่างที่   เจ้าศรีสวัสดิ์   โธมิโก   หลานเจ้านโรดม   สีหนุ    ร่อนจดหมายถึงไทยว่า

      ชาวเขมรไม่มีปรารถนาอื่นใดนอกเหนือจากการเยียวยาบาดแผลในอดีตและดำรงชีวิตอย่างสันติ    ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของประชาคมนานาชาติประชาคมโลก   และสมาชิกขององค์กรต่างๆในระดับภูมิภาค    กัมพูชาปรารถนาที่จะบรรลุถึงพัฒนาการต่างๆอย่างสมานฉันท์กับทุกประเทศ   เพื่อทำนุบำรุงให้เกิดความสัมพันธ์ฉันท์มิตร

      ช่างเป็นวาจาที่ไพเราะเพราะพริ้งอะไรอย่างนั้น

      เจ้าศรีสวัสดิ์   มีอำนาจบริหารจัดการ   นำพากัมพูชา   ให้ดำเนินไปอย่างที่พูดนี้ได้หรือ    ?

      ฮุนเซน   มิใช่หรือที่มีอำนาจอย่างแท้จริง      ฮุนเซนที่จัดงาน    วันแค้นประเทศไทย    ฮุนเซนที่รับรองทักษิณตั้ง ทักษิณเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ  ปกป้องทักษิณที่หนีคุกประเทศไทย    คุ้มครองคนไทยที่เผาบ้านเผาเมืองในเหตุการณ์เดือนเมษายนปี   ๒๕๕๒ และ  ๒๕๕๓

      ประเทศที่ปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติเขาทำกันอย่างนี้หรือ      ?

      สำหรับประเทศไทย    สำหรับรัฐบาลไทย     ถึงเวลาที่จะบอกกล่าวกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาได้หรือยังว่า   ปัญหาระหว่างไทย   กัมพูชา    จะเอาอย่างไร    ที่รอบปราสาทพระวิหารเป็นของใครกันแน่    เพราะเมื่อพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน   อภิปรายไม่ไว้วางใจรับบาลนายสมัคร   สุนทรเวช   ปัญหาชายแดนไทย กัมพูชา    โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาปราสาทพระวิหารนั้น   พูดคนละเรื่องกับที่รัฐบาลทำอยู่ขณะนี้อย่างสิ้นเชิง     นายอภิสิทธิ์   เวชชาชีวะ    นายพีระพันธ์   สาลีรัฐวิภาส    และอีกหลายๆนายของพรรคประชาธิปัตย์ลองเอาสิ่งที่ได้พูด   ได้ชำแหละรับบาลสมัคร    สุนทรเวช   มาดูใหม่  ก็จะเห็นว่า     ทำในวันนี้และพูดกับวันโน้นตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

      บอกกล่าวกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น    ?

      จะได้ไม่สับสน      ประชาชนจะได้ทำตัวถูก    เดี๋ยวจะกลายเป็นคนไม่รักชาติ    เดี๋ยวก็จะกลายเป็นคนคลั่งชาติ

      เออ    มันยังไงกันหว่า

 

 

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

 

  

 

Leave a Reply





พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com