สงครามความคิด !

72

สำเริง  คำพะอุ

“อย่าไปบิดเบือนว่ารัฐบาลนี้เป็นคนทำเอง ไม่มีรัฐบาลบ้าที่ไหนทำแบบนั้น  เว้นแต่คนที่อยากเป็นรัฐบาลแล้วคิดจะทำ ผมไม่เคยคิดแบบนั้น” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าว

เป็นหนึ่งในการตอบคำถามนักข่าว ถึงเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ในรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ที่ผมอ่านคือ หนังสือพิมพ์ข่าวสด (25 พฤษภาคม)  ไม่ได้เขียนถึงคำถามของนักข่าว ถามยังไง นายกรัฐมนตรีจึงได้ตอบอย่างนี้

แต่ถ้านักข่าวคนที่ถามได้ฟังคลิปของ สุนัย จุลพงศธร อดีต สมาชิกสภาผู้แทนนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ที่ระเห็จอยู่ที่อเมริกา ก็คงจะไม่ถามคำถามดังกล่าว

พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ในโลกใบนี้ไม่มีใครทำ จริงๆ  คนที่ทำถือว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และเป็นการกระทำที่ให้อภัยไม่ได้

ปรากฏการณ์ที่นายกรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงนี้  นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นกรรมการสิทธิ  นักเคลื่อนไหว นักต่อสู้ที่เคยแหกปากตะโกนเรียกร้องสิทธิ หากมีการจับกุมคนร้าย หากทหาร  ตำรวจยิงต่อสู้ คนร้าย   หรือเมื่อมีเสียงเรียกร้องให้ลงโทษคนร้ายหนัก พวกนี้ก็จะแสดงบทสงสาร เห็นอกเห็นใจ เห็นแก่ความเป็นมนุษย์

มันคงไม่คิดว่าคนที่ได้รับบาดเจ็บจากระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นมนุษย์ หรือเป็น แต่คนละเผ่าคนละพวกกับที่พวกมันให้ความเคารพนับถือ

ไม่แปลกที่ สุนัย จุลพงศธร ออกมาระบุว่า  ระเบิดที่ดังขึ้นที่ห้อง วงษ์สุวรรณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นระเบิดไล่ คสช.  และจะดังขึ้นอีก   เช่นเดียวกับที่ผู้คนในไฟลั่มเดียวกันนี้เคยยกพวกไปบุกโรงพยาบาลจุฬาฯ เพื่อค้นหาตำรวจทหาร เมื่อปี 2553 ในสงครามไพร่โค่นอำมาตย์  และไม่แปลกที่นักสิทธิมนุษยชนปิดปากเงียบ

สื่อมวลชนหลายฉบับปิดปากเงียบ

นี่เป็นการต่อสู้ทางความคิดอย่างชัดเจน

เป็นสงครามทางความคิดอย่างชัดเจน

และเป็นสงครามที่ไม่มีทางที่จะประนีประนอมได้  ต้องแตกหักกันไปข้างหนึ่ง

ขณะที่ฝ่ายหนึ่งเรียกร้องให้จับ ทักษิณมาลงโทษ และดำเนินคดีที่ค้างคาอยู่ในสารบบศาลอีกหลายคดี  ยังมีคนเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มันกลับมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

ขณะที่ศาลกำลังดำเนินคดีนางน้องสาวของมัน สื่อหนังสือพิมพ์หลายฉบับยังเสนอข่าวเสนอภาพ ไม่ว่ามันจะเดินตลาด ไปวัด ยังเหลือแต่เวลามันขี้มันเยี่ยวเท่านั้นที่ยังไม่รายงาน

มันต้องสู้กันตาต่อตา ฟันต่อฟันแล้วครับ

ไม่ใช่เวลาที่จะมาประนีประนอม

ห้องประชุมเพื่อการปรองดองปิดได้แล้วครับ !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ว่าด้วย น้ำร้อน น้ำชา

124

สำเริง คำพะอุ

เมื่อต้นสัปดาห์นี้  ได้มีการจับกุมนายช่างโยธาสาวรายหนึ่ง   ของกรมชลประทาน และลูกจ้างชาย ในหน่วยงานเดียวกัน  พร้อมหลักฐานเงินสดกว่า 4  แสนบาท

หน่วยงานชลประทานดังกล่าวว่าจ้างเอกชนรายหนึ่ง  เป็นเงินทั้งสิ้น 1 ,345,705 บาท  ให้ส่งมอบหินลูกรัง เพื่อที่จะก่อสร้างคลองส่งน้ำ  ส่งมอบงวดแรก  ก็เยี่ยมมาก  ไม่รับเงินแต่อย่างใด พอมางวดที่ 2 ที่ 3 เรียกรับเงิน งวดละ 69,000 บาท

ส่วนงวดที่ 4 ที่ 5  ไม่ต้องส่งหินลูกรัง   แต่มีใบตรวจรับของเรียบร้อย พร้อมทั้งมีเช็คสั่งจ่ายให้กับบริษัทเอกชนอีก 530,310 บาท

เออ  ! ดีแฮะ  ไม่ต้องส่งของ  แถมได้เงินอีกต่างหาก

เปล่า  ไม่ได้ให้ทั้งหมดหรอก   ให้บริษัทเอกชนรายนี้ทอนมา  420,000 บาท

และนี่แหละคือ หลักฐานของการจับกุม

เป็นอย่างนี้ทุกหน่วยงานแหละครับ ไม่เฉพาะที่เกิดกับสำนักงานชลประทานลำพูนนี่หรอกครับ  จะต่างกันก็แต่ จำนวนการทุจริต หรือเปอร์เซ็นต์ การทุจริตมากน้อยเท่านั้นเอง

ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เป็นที่รู้กันทั่วไปก็คือ  20 %  ของบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้าง

ตั้งงบประมาณไว้เท่าไร ก็คำนวณได้เลยว่า จะได้ ปริมาณงาน คุณภาพงาน  80 % เท่านั้นเอง  ที่เหลือ เป็นค่าธรรมเนียม เป็นค่าน้ำร้อนน้ำชา

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าหากขับรถไปตามถนนหลวงบางสายที่เพิ่งสร้างเสร็จ  ก็จะเห็นรอยปะ รอยซ่อม

เส้นทางลงใต้จาก ประจวบคีรีขันธ์ ลงไป ชุมพร  สุราษฎร์  หรือชุมพร ระนอง พังงา  จะเห็นชัดเจนที่สุด  (หรือจะเป็นเพราะฝนตกชุก  ทำให้ถนนชำรุดง่าย ?)

กรณี ชลประทานลำพูน ทำคือ ไม่ต้องส่งของ (หินลูกรัง)  แต่เซ็นรับเรียบร้อย จ่ายเงินเรียบร้อย อาจจะมีคนสงสัยว่า ทำไมต้องจ่าย   ถ้าไม่จ่ายจะเรียก 4 แสนกว่าได้เหรอ จ่ายไปแล้ว เหลือแสนกว่าบาท ก็ให้เอกชนได้บ้าง  เหลือไปจ่ายภาษีบ้าง ไม่เช่นนั้นจะทำเรื่องเบิกจ่าย เอางบประมาณมาได้อย่างไร

กรณีนี้เอามากไปหน่อยถึง 80  %  จึงเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา

อาจจะมีคนสงสัยว่า ถ้าไม่ต้องส่งหินลูกรังงวดที่ 4 ที่ 5 แล้วจะสร้างคลองส่งน้ำเสร็จหรือ ?

มองได้ว่า  เจ้าหน้าที่ นายช่างคนนี้อาจจะคำนวณไว้แล้วว่า ที่ส่งมาแล้วพอ  แค่คำนวณให้เกินเอาไว้เผื่อจะได้ 4 แสนบาท (งินทอน)  ถ้าไม่พอก็สร้างมันไปอย่างนั้นแหละ  ไม่ใช่สร้างบ้านตัวเอง  มันพัง ปีต่อไปก็ของบประมาณสร้างใหม่  มีข้ออ้างให้อ้างได้มากมาย เช่น กระแสน้ำแรง  ฝนตกหนัก  น้ำท่วม น้ำเซาะ

ผมบอกแล้วไงครับ เป็นอย่างนี้ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน

หวังว่า  รัฐบาล คสช. ท่านจะมาแก้  ก็แทบจะหมดหวัง  ท่านไม่ได้มาทุจริตเองหรอกครับ แต่หลายกระทรวง ทบวงกรมก็เห็นหน้าเห็นตากันอยู่ว่าลูกหลานใครมาประมูลงาน

กรณีนายช่างกรมชลประทานนี้ยังกล้าขนาดนี้  ถ้ามีเส้นมีสาย มีพรรคมีพวก มีกำแพงหลัง บ้านเมือง เราจะเป็นอย่างไร

ดีนะครับ เมืองไทย เราใหญ่อุดมดินดีสมเป็นนาสวน ผู้คนทำมาหาได้ โดนน้ำร้อนน้ำชาไป 20 % ยังพัฒนามาได้ขนาดนี้

ลองไม่มี น้ำร้อนน้ำชาสิครับ เราจะโชติช่วงชัชวาลขนาดไหน ครับ พี่น้อง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โกงหรือไม่โกงต้องดูที่พฤติกรรม !

84

สำเริง   คำพะอุ

กรณีจัดซื้อจัดจ้าง ที่ ปปช. ชี้มูลความผิดไปที่นายตำรวจระดับ  นายพลตำรวจ  โดยที่ประธานคณะกรรมการ ปปช.  เป็น อดีตนายตำรวจ  แถม กรรมการ ปปช.  ก็ยังมีอดีต นายตำรวจหลายนาย  แสดงให้เห็นว่า คณะกรรมการ ปปช.  ชุดนี้ ไม่ได้เห็นแก่หน้าใคร  ไม่เห็นแก่พวกใคร  มอง ความถูกต้อง เป็นธรรม เป็นที่ตั้ง อย่างนั้นหรือไม่  ?

เป็นได้  อย่างน้อยก็ทำให้ภาพลักษณ์ของคณะกรรมการ ปปช.  ที่เมื่อแรกเข้ามาก็พยายามที่จะพิจารณาถอนฟ้อง กรณีที่ อดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสูงสุด  พลตำรวจเอก พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ที่ตกเป็นผู้ต้องหา กรณีที่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายประชาชนในวันที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีจะเข้าสภาไปแถลงนโยบายก่อนที่จะบริหารประเทศ

หลังจากที่ สมัคร สุนทรเวช  ตกเก้าอี้ไป เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แท้ๆ ยังไปรับจ้างแสดงรายการทีวี  ทำอาหาร

นั่นทำให้ผู้คนทั้งหลายมองไปว่า ปปช. ชุดนี้ท่านรับงานใครมาหรือเปล่า  นั่นอย่างหนึ่ง  หรือความคิดของท่านเอง เป็นเอกภาพเอง

การฟ้องร้องอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตผู้บัญชาการตำรวจสูงสุด นั้น เป็นผลงานของคณะกรรมการชุดก่อน  ซึ่งผ่านกรรมวิธี  หรือกระบวนการมากมาย เริ่มตั้งแต่ตั้งอนุคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน  ผลสอบสวนเอาเข้าสู่การพิจารณาคณะกรรมการ ปปช. ชุดใหญ่  มีความเห็นแล้วส่งอัยการสูงสุด

อัยการสูงสุดพิจารณาว่าสมควรฟ้องหรือไม่ฟ้อง  ไม่เห็นด้วยก็ตั้งกรรมการร่วมมาพิจารณา

และในที่สุด คณะกรรมการ ปปช.  ชุดนั้นก็ตัดสินใจฟ้องเอง

การที่คณะกรรมการ ปปช.  ตัดสินใจฟ้องเอง  ก็ใช่ว่าจะเป็นคดี อยู่ที่ศาลจะรับฟ้อง หรือไม่รับฟ้อง คดีมีมูล หรือไม่มีมูล

แล้วพอเปลี่ยนกรรมการ ปปช.  ก็จะถอนฟ้อง จะไม่ให้ชาวบ้านชาวเมืองเขาคิดได้ยังไง

อีกเรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นไม่นานมานี้ คณะกรรมการ ปปช. ท่านพิจารณาชี้มูลความผิด นายตำรวจคนหนึ่ง  ยศพันตำรวจเอก

กรรมการ ปปช.  ท่านหนึ่ง คือ พลตำรวจเอก สถาพร หลาวทอง  ขอถอนตัว เพราะสมัยที่ท่านเป็นจเรตำรวจ เคยพิจารณา และมีมติมาแล้วว่า  มีความผิด จะมานั่งพิจารณาอีกครั้งตอนที่เป็นกรรมการ ปปช. ก็กระไรอยู่

คณะกรรมการ ปปช. จึงประชุมกัน  8  ท่าน  มติออกมา 7 ต่อ 1 ว่าไม่ผิด

เหตุผลที่หลุดง่ายๆ แค่ ตำรวจระดับ  พันตำรวจเอก มีเงินหมุนเวียนในบัญชี 7/8  ล้าน เป็นเรื่อง ปกติ

งง ไหมครับพี่น้อง

เอาจำนวนเงิน 7/8 ล้านสำหรับ ยศพันตำรวจเอก เป็นเรื่องปกติ  ไม่น่าจะเป็นเหตุเป็นผลนะครับ  ใช่ บางคน อาจจะมีเป็นร้อยล้าน พันล้าน เป็นเรื่องปกติ นั่นขึ้นอยู่กับฐานะดั้งเดิมของเขา   บางคน เป็น พลเอก ซื้อนาฬิกา ปาเต็กฟิลลิป ให้เมีย เพื่อนฝูงก็ยังงง ว่า มันไปร่ำรวยมาจากไหน   สมัยเรียนมัธยม เรียนโรงเรียนนายร้อย ก็เห็นกำพืดกันอยู่

ต้องดูพฤติกรรมแห่งคดีครับ

คนมันมีเป็นสิบล้านร้อยล้าน ถ้าทุจริต ก็ต้องเล่นงานมันครับ ไม่เห็นเหรอ อดีตนายกรัฐมนตรีบางคนมันมีเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน มันก็ยังโกง

ขณะเดียวกันคนที่เขาทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  เขาอาจจะไม่มีเงิน หมื่น เงินแสนเลยก็ได้

ก็เงินเดือนข้าราชการทุกวันนี้ไม่ทำให้ใครเป็นเจ้าสัว  หรือมีเงินเป็นแสนเป็นล้านได้หรอกครับ ท่าน ปปช.

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ต้องทำเป็นแบบฉบับที่ดีให้เห็น

640_7g8aaacc6ig7fhc59fjab

โดย  สำเริง  คำพะอุ

เมื่อไม่นานมานี้   ประธานคณะกรรมการ  ปปช.   มีหนังสือถึง ผู้บัญชาการตำรวจให้พิจารณาลงโทษนายตำรวจ  4  นาย

ตำรวจ  4  นายนี้ มีทั้งที่เกษียณราชการไปแล้ว และที่ยังอยู่

เหตุมาจาก ตำรวจทั้ง 4 นายนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อรถจักรยานยนต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สถานีตำรวจทั่วประเทศต้องการรถจักรยานยนต์เพื่อให้ตำรวจสายตรวจใช้  ตระเวนท้องที่บ้าง ตามจับคนร้ายบ้าง ไล่กวดคนร้ายบ้าง ทั่วประเทศ คิดแล้ว 19,147  คัน  ใช้งบประมาณ 1,300  ล้านบาท

ใครเห็นโครงการนี้ก็ต้องตาลุกวาว

วาวทั้งคนที่มีอำนาจซื้อ และพ่อค้าที่อยากจะขายว่าอย่างนั้นเถอะ

ในที่สุดก็ซื้อสำเร็จ. เซ็นสัญญาซื้อขายกันวันที่ 27 สิงหาคม 2550  มาถึงวันนี้จะ 10 ปีแล้ว   รถเกือบ  2  หมื่นคันมีสภาพไม่ต่างกับเศษเหล็ก

ไม่ใช่เพราะตำรวจใช้อย่างสมบุกสมบันในการปฏิบัติหน้าที่ พิทักษ์สันติราษฎร์ ให้ประชาชนทั้งหลายอุ่นใจ   หากเพราะ รถที่แจกจ่ายไปตามโรงพักต่างๆนั้นตำรวจที่ได้รับแจกจอดทิ้งไว้เฉย เพราะมันไม่มีประสิทธิภาพที่จะเอาไปใช้งานได้  อะไหล่ก็ไม่มี  ศูนย์ซ่อมก็ไม่มี

การจัดซื้อจัดจ้างทั้งหลายทั้งปวงของ  ราชการ  ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอย่างกรณีการซื้อรถจักรการยนต์แจกโรงพักเกือบ  2 พันคันนี้  คือ  มักจะได้ข้าวของที่ราคาสูงกว่าปกติ  กรณีนี้รถก็ราคากว่าคันละ  6 หมื่นบาท แต่ใช้การไม่ได้  คุณภาพชุ่ย  ใช้งบประมาณเยอะ

แต่ที่หน่วยงานอื่น ยังไม่ถูก ปปช.  ชี้มูลความผิด เพราะ ไม่มีใครร้องเรียน

และที่สำคัญมันไม่มีประจักษ์พยานให้เห็นชัดเจนเหมือนรถจักรยานยนต์ที่ใช้การไม่ได้เหมือนกรณีนี้ หรือกรณีที่ นายสมัคร สุนทรเวช ก่อนจะพ้นจากเก้าอี้ผู้ว่า กทม. ซื้อรถ และเรือดับเพลิง นั่นก็มีเหตุให้ศาลต้องตัดสินให้ทายาทนายสมัคร ชดใช้สิ่งที่นายสมัครทำเอาไว้  รวมทั้งทำให้อดีตรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย นายประชา มาลีนนท์  ที่ร่วมทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง รถและเรือดับเพลิง  กทม.    ต้องหนีคุกหัวซุกหัวซุนอยู่ทุกวันนี้

เมื่อ พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา ยึดอำนาจการปกครอง และมาเป็น นายกรัฐมนตรี  สิ่งที่ประชาชนคาดหวังในระดับต้นๆก็คือ การปราบปรามการทุจริต ในวงราชการ เพราะมันเป็นพฤติกรรมที่หมักหมมมานาย และเป็นสิ่งสำคัญที่เซาะกร่อนความเจริญก้าวหน้าของชาติบ้านเมือง

และก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายนักการเมือง

ประชาชนไม่อยากเห็น ชนะเลือกตั้ง มาจัดตั้งรัฐบาล แล้วก็มาทุจริต แล้วก็ถูกยึดอำนาจ แล้วร่างรัฐธรรมนูญ จัดการเลือกตั้ง เข้ามาทุจริต แล้วก็ยึดอำนาจ

ประชาชนอยากเห็นรัฐบาลที่ซื่อสัตย์ สุจริต

ประชาชนไม่อยากจะเห็นวงศาคณาญาติของผู้มีอำนาจ  ( ไม่ว่าอำนาจ

อย่ามาพูดว่า  ใครเขาก็ทำกัน

รัฐบาลนี้มีอำนาจพิเศษ  อำนาจของ คสช.   ต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

ต้องทำแบบฉบับที่ดีให้เห็น !

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เป็นที่ สื่อ เราเองนี่แหละครับ !

126

สำเริง  คำพะอุ

เมื่อไม่นานมานี่ พลเอก ประวิตร  วงศ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี และหนึ่งในคณะที่ร่วมกันยึดอำนาจเมื่อปี เดือนพฤษภาคม 2557  กล่าวว่า  การยึดอำนานั้น ถ้าประชาชนไม่เอาด้วย ก็ไม่สำเร็จ

นั่นเป็นคำกล่าวที่ถูกที่สุด  ยึดอำนาจ ไม่เพียงแต่มีทหาร มีอาวุธ หากประชาชนไม่เอาด้วย ก็จบ  ไม่มีทางสำเร็จ

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 คือหลังการลุกขึ้นสู้ของนักเรียนนิสิตนักศึกษาประชาชน ต่อเผด็จการถนอม /ประภาส ไม่มีใครคิดว่า การปฏิวัติรัฐประหารจะเกิดขึ้นได้อีก  แต่ก็เกิดเหตุการณ์ การยึดอำนาจขึ้นอีกหลายครั้ง มีทั้งที่สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง

ที่สำเร็จ นั่นอยู่ที่ความเป็นเอกภาพของทหาร  ที่ไม่สำเร็จนั่นเพราะความไม่เป็นเอกภาพของทหาร โดย มีปัจจัยของประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ความเป็นเอกภาพของทหารนั่นก็เพราะ  มีผู้นำ มีสถานการณ์ที่เอื้อให้เกิดผู้นำ และมีสถานการณ์ที่ทำให้ประชาชนต้องยอมรับ

ประชาชนเคยเบื่อหน่าย สถานการณ์ที่บ้านเมืองอยู่ใต้อำนาจเผด็จการทหาร  (เป็นเวลายาวนาน) ในยุคสมัยสฤษดิ์ ถนอม ประภาส เห็นการเล่นพรรคเล่นพวก เห็นความเจริญเติบโตความร่ำรวย ความมีอภิสิทธ์ในกลุ่มที่สนับสนุนเป็นมือเป็นไม้ให้ถนอม/ประภาส

เห็นทายาทสฤษดิ์ฟ้องร้องแย่งมรดกกันเป็นสิบเป็นร้อยล้าน

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ล้วนทำให้เกิดความเกลียดชังเผด็จการ

แต่เมื่อสามารถไล่เผด็จการทหารไปได้แล้ว บ้านเมืองเข้าสู่การเลือกตั้ง  มีผู้แทนราษฎร มีความเป็นประชาธิปไตย เราก็เห็นอิทธิพลของนักการเมือง นักเลือกตั้ง เห็นในแต่ละจังหวัด เห็นแต่ละตระกูลเติบโตขึ้น  หลายตระกูลที่เป็นนักเลือกตั้ง ร่ำรวยขึ้น มีอำนาจ มีบารมีมากขึ้น เอาลูก เอาหลาน เอาเมีย เอาผัว มามีอำนาจในสภา ในทำเนียบ ในกระทรวง

บางตระกูลมันสามารถขายที่ดินวัดแล้วมันซื้อไว้เอง บางตระกูลมันรับเหมาก่อสร้าง กินทั่วประเทศ บางตระกูลมันสามารถสร้างคนให้เป็นนายกรัฐมนตรี 2/3 คน แล้วยังมีนอมินี่ มีตัวแทนของมันรอคอยคิวเป็นอีก

เออ  จะทำยังไงดีครับพี่น้อง !

เผด็จการทหาร เราก็เห็นกันมาแล้วตั้งแต่สฤษดิ์ ถนอม ประภาส  เห็นการใช้อำนาจสั่งการเด็ดขาด เฉียบพลันแล้ว  เผด็จการสภา เราก็เห็นกันแล้ว มันออกกฎหมายตามอำเภอใจมัน เพื่อรักษาอำนาจมัน เพื่อประโยชน์ของพวกมัน ตระกูลของพวกมัน  โดยอ้างว่า  ประชาชนเลือกมันมาแล้ว มันมีเสียงข้างมากแล้ว

มันจะเอา ไอ้ อีโง่ขนาดไหน เป็นนายกรัฐมนตรีก็เรื่องของมัน เพราะมันมีเสียงข้างมาก

เออ  แล้วจะทำอย่างไรครับ พี่น้อง  !

แล้วผมก็มาสะดุดตรงที่ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ พูด  ยึดอำนาจไม่สำเร็จ ถ้าประชาชนไม่เอาด้วย

ผมเชื่อว่า เผด็จการรัฐสภา ก็ไม่สำเร็จ ถ้าประชาชนไม่เอาด้วย

ไอ้โง่ อีโง่ ก็มาเป็นรัฐมนตรี มาเป็นนายกไม่ได้  ถ้าประชาชนไม่เอาด้วย

ประชาชน เป็นใครละครับ ?

ตัวแทนประชาชนที่ชัดที่สุดก็คือ สื่อ สื่อมวลชน หนังสือพิมพ์ หรือ สื่อต่างๆ ที่จะเป็นจะตายกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพนี่แหละครับ

ทุกวันนี้ตัวแทน ที่ใช้สิทธิ ในการพูด การเขียน การแสดงความคิดความเห็น ยังไม่สามารถแยกถูก แยกผิด แยกชั่วแยกดีได้ ประชาชนก็สับสนซีครับ

บางสื่อ ก็บอกว่า จำนำข้าวดี  นังเอ๋อมันดี หมดอำนาจแล้วถูกดำเนินคดีก็มีพื้นที่ให้มันได้เป็นข่าวทุกวัน. ทักษิณมันหนีคุก บางสื่อก็ยังเชียร์มันว่ามันดี มันถูกกลั่นแกล้ง ไม่เป็นธรรมกับมัน ศาลแกล้งมัน

แล้วจะให้ประชาชนทำยังไงครับ พี่น้อง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ปัญหา ไม่ได้อยู่ที่ตีตราหรือไม่ตีตรา !

66

สำเริง   คำพะอุ

มีคำถามว่า แพทย์ วิศวกร ทนายความ ครู ต่างต้องตีทะเบียน คือ มีอนุญาตกันทั้งนั้น  สื่อมวลชนมันวิเศษหรือพิเศษอย่างไรหรือที่จะต้องไม่จดทะเบียน

สื่อไม่ได้วิเศษอย่างไรหรอกครับ  ก็เหมือนอาชีพอื่นๆ ซ้ำเปิดกว้างให้ทุกสาขาอาชีพเข้ามาทำอาชีพนี้ได้ เป็นต้น แพทย์ก็มาทำหน้าที่สื่อได้ มาทำหน้าที่ด้านสาธารณสุขในสื่อได้ จบอักษรศาสตร์  รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ มาทำงานด้านสื่อมีถมไปครับ

แต่เห็นว่าเป็นการซ้ำซ้อน องค์กรสื่อแห่งใดแห่งหนึ่ง มีบรรณาธิการ รับผิดชอบ ต้องไปแจ้งจดทะเบียนขอเป็นบรรณาธิการ รับผิดชอบข่าว รับผิดชอบบทความข้อเขียนทุกอย่างอยู่แล้ว

ส่วนนักข่าวเอง ผมก็บอกแล้วว่า เขาก็ต้องเอาหลักฐานการเป็นนักข่าว หนังสือรับรองจากบรรณาธิการ  ใบอนุญาตแจ้งจดบรรณาธิการไปยื่นกรมประชาสัมพันธ์ ทำบัตรนักข่าว

แหล่งข่าวต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นสำนักนายกรัฐมนตรี  กระทรวง ทบวงต่างๆ  เขาก็มีระเบียบของเขาอยู่แล้ว

เห็นไหมละครับ คุณยุวดี ทำข่าวมาตั้งแต่ยังไม่ทันจบวารสารศาสตร์  ก็ยังเข้าทำข่าวทำเนียบไม่ได้ เมื่อไม่ได้ทำบัตรทำเนียบ

อย่างนี้ไม่เรียกว่าตีทะเบียนหรือ ?

เอาละ ถ้าจะเพิ่มความยุ่งยากขึ้นมาอีกหน่อย  คือต้องมาตีทะเบียนกับสภาวิชาชีพหนังสือพิมพ์  !

นี่ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหานัก แต่ก็เป็น เป็นเพราะองค์ประกอบในสภาวิชาชีพ อีก 7/8 ท่านนั้นคนหนังสือพิมพ์เขาไม่วางใจ

อย่าว่าแต่คนหนังสือพิมพ์ทั่วไปเลย

คนหนังสือพิมพ์ที่มีตำแหน่งแห่งที่ในสภาวิชาชีพหนังสือพิมพ์เขาก็ไม่เอา (มีเลือกตั้ง ท่านเหล่านี้ก็คงได้รับเลือกตั้งอีก แต่ท่านทั้งหลายก็ไม่ประสงค์ที่จะเป็นกรรมการในสภาวิชาชีพร่วมกับอีก 7/8  ท่าน ที่ กรรมาธิการที่ปรารถนาดีต่อกิจการสื่อมวลชนของแระเทศไทยร่างเอาไว้  เพราะท่านระแวงแคลงใจว่าจะมาแทรกแซง กิจการสื่อมวลชน)

ซึ่งตรงนี้ต้องยกย่องบรรดาท่านที่มีตำแหน่งหน้าที่ในองค์กรต่างๆ ของสื่อด้วย

ขณะเดียวกันก็ขอแสดงความคิดเห็นไว้ให้เป็นที่ปรากฏว่า  สื่อทั้งหลาย ทั้งที่มีตำแหน่งแห่งที่ ในองค์กร  และไม่มี อย่าได้ดิ้นรนเข้าไปสู่ศูนย์อำนาจ ไม่ว่าจะในฐานะใดๆ ก็ตาม  ไม่อยากให้เขาแทรกแซง ก็อย่าได้เฉียดกรายไปใกล้ ไปหวังตำแหน่งแห่งที่

ทำหน้าที่สื่อให้มีเกียรติยศศักดิ์ศรี  อย่างเช่นท่าน กุหลาบ สายประดิษฐ์  อิศรา อมันตกุล  ทวี เกตะวันดี ฯลฯ ดีกว่าครับ

ลองย้อนไปดูนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ที่ไปร่วมเสพสมพรมพรกับรัฐบาลซีครับ (ย้อนไปดูเองเถอะ  ผมไม่อยากเอ่ยชื่อ)

มีเกียรติยศมีศักดิ์ศรีอะไรให้เราได้พูดถึงบ้าง ?

มีคำถามว่า  ไหนสื่อบอกควบคุมกันเองได้ เกิดเรื่องอะไรก็ลาออกจากสมาคม เกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ลาออกจากสภาวิชาชีพ ?

นั่นซีครับ ก็ต้องแก้ที่ตรงนี้  แก้ตรงจะต้องยอมรับ องค์กรสภาวิชาชีพ

ถ้ายอมรับไม่ได้ก็แจ้งจดทะเบียนไม่ได้

ในสภาวิชาชีพต้องเป็นที่ยอมรับของบรรดาหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ หรือสื่อทั้งหลาย

และที่สำคัญ 7/8 คนในสภาวิชาชีพ ไม่มาจากรัฐบาล  ไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ ก็ตาม

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ต้องเดินไปสู่โหมดประชาธิปไตย !

149

สำเริง คำพะอุ

มีคำถามว่าทำไมผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชนยอมรับการตีทะเบียนไม่ได้ ?

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ยอมรับได้ หรือไม่ได้   ปัญหาอยู่ที่ว่าจะต้องไปตีทะเบียน หรือต้องไปขออนุญาตประกอบอาชีพนี้ให้ซ้ำซ้อน ยุ่งยากทำไมละครับ ในเมื่อ ปฏิบัติการจริงๆ ก็  ขออนุญาต หรือตีทะเบียนกันอยู่แล้ว

คุณจะทำหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ก็ต้องไปจดทะเบียน ขอใบอนุญาตเป็น บรรณาธิการ อยู่แล้วตาม  พรบ. การพิมพ์  2484  ก่อนนี้ต้องไปขออนุญาตจากตำรวจ  ทุกวันนี้ไปที่หอสมุดแห่งชาติ แต่ก็ต้องผ่านตำรวจเหมือนกันว่า มีประวัติอาชญากรรม หรือไม่อย่างไร

คนที่รับผิดชอบหนังสือพิมพ์ หรือ สื่อสิ่งพิมพ์ คือ บรรณาธิการ ครับ

เมื่อมีกองบรรณาธิการ ก็ต้อง มีนักข่าว มีนักเขียน มีช่างภาพ ฯลฯ   นักข่าวก็ต้องไปทำบัตรนักข่าวกับกรมประชาสัมพันธ์ อยู่แล้วครับ

นี่ก็เป็นการขออนุญาต หรือ ตีทะเบียนอีกหน

นักข่าว มีบัตรนักข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์แล้ว  ถ้าหากหัวหน้าสั่งให้ไปประจำที่ทำเนียบรัฐบาล หรือกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง  ถ้าหน่วยงานนั้นๆ เขามีระเบียบของเขา  เป็นต้นบัตรเข้าทำเนียบ  บัตรเข้ากระทรวงกลาโหม  มหาดไทย  ฯลฯ ก็ต้องไปตีทะเบียน หรือทำบัตรหน่วยงานนั้นๆ อีกทั้งนั้นแหละครับ จะเข้าสนามมวย สนามกีฬา ก็ต้องมีบัตรอีกต่างหาก

จะมาพูดเรื่องตีทะเบียนให้ซ้ำซ้อน เกะกะ รุงรังอะไรอีก

จะให้สภาวิชาชีพหนังสือพิมพ์มาออกใบอนุญาตให้อีก  ก็ได้  ถ้าอยากจะให้มันยุ่งยากขึ้น แต่ถามกลับหน่อยว่า  สภาวิชาชีพหนังสือพิมพ์ออกให้แล้ว มันจะทำให้คุณภาพการเขียนข่าว การวินิจฉัยข่าว คุณภาพของนักข่าว มันจะวิเศษเลิศเลอขึ้นมาหรืออย่างไร  มันจะทำให้ภาษาไทยของหนังสือพิมพ์ไทย ดีเลิศประเสริฐศรีขึ้นมากว่าที่เป็นอยู่  มันจะทำให้  ข่าวที่ตีพิมพ์ ไปสู่สายตาประชาชน มีคุณภาพ

ข่าวไร้สาระประเภทดาราคนนั้น ไปได้กับดาราคนนี้ ดาราคนนี้ มันมีลูกมีผัวแล้ว

ต้องยอมรับสิครับว่า ไม่ว่าจะอย่างไร เราก็ต้องเดินไปสู่เส้นทางของประชาธิปไตย เส้นทางของการเลือกตั้ง

เพราะนี่เป็นเรื่องของโลก เรื่องของสากล

ประชาธิปไตยก็คือ ส่งเสริม สิทธิ เสรีภาพ ของประชาชน

และผู้ที่ใช้สิทธิ การพูด การเขียน การแสดงความคิดเห็น แทนประชาชนก็คือ หนังสือพิมพ์

สฤษดิ์ ถนอม  ปิดกั้นมาแล้วครับใช้ประกาศคณะปฏิวัติโดยตรงเลย  แถมมีนโยบายกำหนดไว้ด้วย ไม่ให้กองเอกสาร ไม่ให้ตำรวจสันติบาลออกใบอนุญาตให้แก่หนังสือพิมพ์

หนังสือพิมพ์ ยักษ์ใหญ่ ไทยรัฐ ขณะนี้  ก็ยังเคยเป็น หนังสือพิมพ์ เสียงอ่างทอง มาก่อน (ใช้ใบอนุญาตหนังสือพิมพ์จากจังหวัดอ่างทอง)

หนังสือพิมพ์ เขาไม่ก้มหน้านิ่ง รอให้กดหัวหรอกครับ

ดังได้กล่าวแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไร เราก็ต้องเดินไปสู่ประชาธิปไตย

รัฐบาล  คสช.   ต้องใช้ ประโยชน์จากทุกองคาพยพไปสู่เป้าหมาย คือประชาธิปไตยสิครับ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เชิญลงมายำเลยครับ ถ้าคิดว่าทำได้ !

86

สำเริง   คำพะอุ

ขณะที่มีเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปด้านโน้น ด้านนี้  ปรากฏว่า ถึงคราวที่บรรดา สื่อมวลชน จะต้องถูกปฏิรูปแล้วครับ

เขาร่าง พรบ. เสร็จแล้ว เรียกว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน  พ. ศ. เรียบร้อยแล้ว

ร่าง พรบ.  ดังกล่าวนี้มี 100 มาตรา  หลักการสำคัญคือ ให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีกรรมการ 15 คน ประกอบด้วยผู้แทนสภาวิชาชีพ  7  คน  ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค   ผู้แทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  คณะกรรมการอื่นๆ อีก 4 คน  ซึ่งกำหนดคุณสมบัติคือ ต้องเป็นตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และภาคประชาช

พลอากาศเอก คณิต  สุวรรณเนตร  ประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนแระเทศด้านการสื่อสาร กล่าวว่า  ทราบว่าสื่อมวลชนรู้สึกอึดอัด ต่อกรณีที่เป็นข้าราชการในส่วนของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  ดังนั้นในการประชุม สปท.  วันที่ 9 พฤษภาคมนี้ จะเสนอให้เขียนไว้ในบทเฉพาะกาลเพิ่มเติม คือให้ปลัดสำนักนายก และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปฏิบัติหน้าที่ในช่วง  5 ปีหลังการก่อตั้ง และเมื่อครบเวลาให้ 2 ปลัดพ้นไป

พลอากาศเอก คณิต กล่าวด้วยว่า สำหรับการกำกับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น  ยังกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพนั้นต้องมีใบอนุญาต และหากผู้ใดกระทำผิดตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพกำหนดไว้จะมีโทษตามลำดับชั้น และสูงสุดคือเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งหมายถึงไม่สามารถประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้

ผมอยู่ในวงการสื่อมวลชนมาครึ่งค่อนชีวิต  ผ่านมาตั้งแต่ตรวจปรู๊ฟ นักข่าวอาชญากรรม  นักข่าวการเมือง นักเขียน หัวหน้าข่าว บรรณาธิการ   จนทุกวันนี้มาเป็นนักเขียนอิสระ  มองไม่เห็นเลยว่า ร่างกฎหมายนี้จะช่วยส่งเสริมให้หนังสือพิมพ์เกิดมีเสรีภาพได้อย่างไร คุณภาพจะดีขึ้นได้อย่างไร และจริยธรรมจะสูงส่งขึ้นมาได้อย่างไร

ร่าง พรบ.  ฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อไหร่ สื่อสารมวลชนด้านหนังสือพิมพ์ซึ่งกำลังฝ่ออยู่แล้วก็จะยืนตายซาก

เหลือแต่หนังสือพิมพ์ที่เป็นพวกรัฐบาล หรือคนของรัฐบาลให้การสนับสนุนเท่านั้น

ไม่แต่รัฐบาล คสช.  นี่ดอกครับ รัฐบาลไหนก็เหมือนกัน

ผมบอกแล้วว่า ทุกวันนี้หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ ยืนฝ่อกันหมดแล้ว  ต่างดิ้นรนเอาตัวรอดกันทั้งนั้น เพราะจำนวนคนอ่านน้อยลง น้อยลง

น้อยลงเพราะคนไม่ค่อยอ่านหนังสือหนึ่ง  น้อยลงเพราะมีสื่อดิจิตอลมารองรับอีกหนึ่ง

คราวนี้คนที่คิดปฏิรูปกลับจะเอา สื่อมาอยู่ในซอกแขนอีก

หนังสือพิมพ์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์นั้นถูก พรบ.  การพิมพ์ 2484 กำกับอยู่แล้ว ยังมีกฎหมายอาญา  มีกฎหมายหมิ่นประมาทคอยเล่นงานอยู่อีก   ถ้าลงในสื่อดิจิตอลก็มีกฎหมายคอมพิวเตอร์ตามไปเล่นงานได้อีก

รัฐบาลนี้ หรือรัฐบาลไหน ไม่ต้องวิตกกังวลเลย

แต่เมื่ออยากจะคุม อยากจะมีกฎหมายก็ออกมา !

เชิญเลยครับ  ผมไม่ค้านแล้ว เพราะค้านก็ไม่ชนะ  ค้านแล้วก็เหนื่อยเปล่า

ผมบอกไว้เลยว่า ถ้าร่าง พรบ. ด้วยหลักการเช่นนี้ จะไม่มีผลในทางปฏิบัติ และยิ่งจะทำให้ สื่อ เละเทะหนักขึ้นไปอีก

ใครจะประกอบอาชีพวิชาชีพสื่อต้อง มีคุณสมบัติอย่างไรละครับ ต้องจบอย่างน้อยปริญญาตรีในสาขาสื่อสารมวลชน  วารสาร หรืออะไรบ้าง เจ้าของ  นักข่าว นักเขียน รีไรเตอร์ บรรณาธิการ ต้องไปขออนุญาตประกอบวิชาชีพนี้อย่างไร

นักเขียนล่ะ  ?

จริยธรรม ความรับผิดชอบ จะเอายังไง  หัวหน้าข่าว หัวหน้ากอง บรรณาธิการ กำกับดูแลแล้วยังไม่พอ   ต้องสภาวิชาชีพไปดูแลอีกเหรอครับ

สภาวิชาชีพที่มีคนจากหนังสือพิมพ์ 7 ใน 15 คนนี่นะครับ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย

127

สำเริง   คำพะอุ

มีรายงานว่า  ศาลพัทยา  อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่นาย อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง  หนึ่งใน  แกนนำ นปช. ที่ส่งไปให้ศาลพัทยาอ่านแล้วตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2560 เนื่องจาก นายอริสมันต์ ยังอยู่ในคุกโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่ พาพวกบุกการประชุมอาเซียนที่พัทยา สมัยที่นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะรอฎีกา

คดีที่นายอริสมันต์ รอฎีกา ที่ว่านั้น  นายอริสมันต์ จะฎีกาได้หรือไม่ได้นั้น ขึ้นอยู่กับ

1 ผู้พิพากษาที่เคยนั่งพิจารณาคดี หรือผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาคดีของนายอริสมันต์ หรือ

2 อัยการสูงสุด เป็นผู้เซ็นรับรอง  ในหนังสือที่นายอริสมันต์จะต้องชี้แจงแสดงเหตุผล ข้อกฎหมาย ที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ที่พิพากษาลงโทษจำคุก นายอริสมันต์ และพวกอย่างไร

นอกจากจะยื่นฎีกาแล้ว มีรายงานว่า  ทนายความของนายอริสมันต์ จะยื่นขอให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวนายอริสมันต์ระหว่างที่ยื่นฎีกา และรอการพิจารณาของศาลฎีกาด้วย

ปัญหามีอยู่ว่า ขณะนี้มีคำพิพากษาอีกคดีหนึ่ง คือ คดีที่นายอริสมันต์หมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ออกมาแล้ว เป็นคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งก็คือ ถึงที่สุดแล้ว ให้จำคุกนายอริสมันต์ 12 เดือน

และแม้จะจำคุกเพียง 12 เดือน ศาลก็ไม่รอลงอาญา

นายอริสมันต์ก็ต้องอยู่ในคุก 12  เดือนในคดีนี้ (คดีหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์)  ระหว่างนี้ ถ้าหากไม่ได้รับการลดหย่อน  นายอริสมันต์ก็ต้องเล่นสงกรานต์ในคุกแน่นอนถึงวันที่ 14 เมษายน 2561  ไม่ว่าจะมีผู้พิพากษาท่านใดท่านหนึ่ง หรืออัยการสูงสุดเซ็นรับรองในคำร้องขอฎีกาคดี บุกที่ประชุมผู้นำอาเซียนของนายอริสมันต์หรือไม่ก็ตาม

แต่ถ้าไม่มีท่านใดท่านหนึ่งเซ็น นายอริสมันต์ก็ต้องอยู่ในคุก 4  ปี ตั้งแต่วันที่ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษา

จะนับรวม 12 เดือนในคดีหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ไปด้วยอีกหรือไม่ ก็ต้องดูคำขอในคำฟ้อง และดูคำพิพากษาของศาลด้วยว่า  ให้หรือไม่ให้ตามคำขอ

ส่วนใหญ่แล้วในคำฟ้อง มักจะขอ

และถ้าหากมีการลงโทษจริงๆ คือ ไม่รอลงอาญา ศาลท่านก็มักจะรวมให้  เพราะถือว่า ไม่เข็ด ไม่หลาบ

เราจึงเห็นอยู่บ่อยๆว่า คนที่ติดคุกไปแล้ว 10 เดือน 11 เดือน  ออกจากคุกมามักจะเสงี่ยมเจียมตัว ที่ร้องเอะอะโวยวาย หรือโกหกคำโตให้ร้ายคนโน้นคนนี้  ไม่เกรงอาญาแผ่นดิน ก็จะเปลี่ยนไป

ว่าไปแล้ว ตัวบทกฎหมายนี่แหละครับ  คือการประนีประนอมอย่างดีที่สุด

การไม่เอาโทษ หรือ การนิรโทษกรรม จะทำให้คนส่วนหนึ่งมันไม่เกรงกลัวกฎหมาย  กล้าทำผิด ทำชั่ว ด้วยคิดว่า เดี๋ยว ถ้ามีเลือกตั้ง  นายกูเอาชนะเลือกตั้งได้ นายกูส่งใครก็ได้มาเป็นนายก เดี๋ยวก็นิรโทษกรรมให้ เดี๋ยวก็ไม่เอาผิด เดี๋ยวกูก็กลับมาเป็นรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี เดี๋ยวก็กร่างได้อีก

มันถึงกล้ายุให้เอาขวดเปล่ามาคนละขวด น้ำมันไปหาข้างหน้า  หรือ เผาไปเลยครับพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง

กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ต้องเข้มแข็งครับ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

บันทึกการเดินทาง ผ่าน ชะนะได

57

สำเริง  คำพะอุ

ดังได้กล่าวแล้วว่า ผมตั้งใจจะล่องโขง โดยจะเริ่มที่จังหวัดเลย แล้วเลียบมาตามเส้นทาง 2112 เรื่อยไปจนถึงโขงเจียม อุบลราชธานี  แต่เมื่อออกเดินทางจากกรุงเทพฯยังไม่พ้นสระบุรี ก็ต้องกลับรถ ออกนครนายก ไปพนมสารคาม ด้วยเหตุที่มีธุระด่วนที่ระยอง ครั้นเสร็จธุระจะกลับมาสระบุรี มุ่งเพชรบูรณ์ ไปจังหวัดเลย  ดูเส้นทางจากแผนที่แล้วเห็นว่า ถ้าไปเริ่มที่จังหวัดเลยจะใช้เวลามากไป จึงเปลี่ยนเส้นทาง จากระยองไปจันทร์บุรี แล้วไปสระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ  แล้วเริ่มทวนโขงจากจุดแม่น้ำสองสี โขงเจียม

สำหรับประเทศไทย แม่น้ำโขงเริ่มที่เชียงแสน เชียงราย ทำไมผมไม่เริ่มที่เชียงแสน  หรือทวนจากโขงเจียมไปเชียงแสนโน่น ?

นี่ก็เป็นความตั้งใจเหมือนกัน  แต่ที่เริ่มที่จังหวัดเลย  หรือจากอุบลราชธานีมาเลย เพราะจะใช้เวลาในภาคอีสานก่อน ส่วนเชียงแสน เลาะเรื่อยลงมาจนถึงจังหวัดเลย นั่นจะเป็นภาคหนึ่งอีกต่างหากของการเดินทาง

ผมไปเชียงแสนทุกปี และทุกครั้งที่ไปหลงเข้าใจว่าอยู่มุกดาหาร  หนองคาย ทุกทีไป เพราะทิวทัศน์เหมือนๆ กัน อาหารการกินไม่ต่างกัน

และถ้าจะว่าไปแล้วผมล่องโขงเส้นทางที่ยาวกว่า  ศิลปินแห่งชาติ เคน ดาเหลา  ฉวีวรรณ  ดำเนิน พรรณนา เป็นกลอนลำเสียอีก ด้วยเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว ได้รับเชิญจาก เขตการปกครองพิเศษทิเบต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ให้ไปเยือนทิเบต ร่วมกับนักข่าวอีก 8 คน  ได้ไปเห็นแม่น้ำโขง ซึ่งช่วงที่ไหลผ่านจีนเรียก แม่น้ำล้านช้าง (ผ่านลาว พม่า เรียกแม่น้ำของ) มาแล้ว

ช่วงที่แม่น้ำโขง ผ่านหลวงพระบางมาแขวงไชยะบุรี  ก็ได้เห็น  ที่กำลังสร้างเขื่อนทำโรงไฟฟ้า ไชยะบุรี ก็ไปดูมาแล้ว

ความคิดเรื่องการ ที่จะล่องโขง แต่ได้ทำจริงๆ คือ นั่งรถทวนเส้นทางที่เลียบแม่น้ำโขงจากจุดสุดท้ายที่แม่น้ำโขงไหลผ่านประเทศไทยที่อำเภอโขงเจียม ไปโพธิ์ไทร เขมราฐ  มุกดาหาร นครพนม หนองคาย  เส้นทาง 2112 นั้น มีป้ายบอกเส้นทางว่าจะต้องผ่าน  ผาชะนะได

ใครที่ฟังวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จะต้องคุ้นชื่อ ผาชะนะได กับ แหลมพรหมเทพ

ผาชะนะได  เป็นจุดที่เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในประเทศ และแหลมพรหมเทพ ที่ภูเก็ต ก็จะเป็นจุด ที่กรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่า ดวงอาทิตย์ จะตกเวลาเท่าใด  ด้วยเหตุนี้ผมจึง อยากจะไปยืนที่ผาชะนะไดสักหน ไหนๆ รถก็ผ่าน  แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ผ่านไปเสียยังงั้นแหละครับ  เพราะตอนที่เราผ่านผาชะนะไดนั้น ไม่มีป้ายบอกให้รู้เลย  ถามชาวบ้านข้างทางเขาบอกว่า  เลยมาแล้วเกือบ 20 กิโลเมตร  ถามว่า มีที่พักไหม

“มีแต่ป่าครับ  ไม่มีอะไรกินด้วย”

เมื่อผมไปถึง  สามพันโบก เด็กหนุ่มที่ชวนผมกางเต้นท์ บนลานหินสามพันโบก  เล่าถึง ผาชะนะได ว่า  มีชื่อ เพราะ เราได้ยินวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประกาศแทบจะทุกเช้าเท่านั้นเอง เจ้าหน้าที่ก็ไม่มี  เขาคงจะใช้ความรู้ทางภูมิศาสตร์คำนวณเอาว่า ดวงอาทิตย์จะโผล่มาให้เห็นตอนเวลาเท่าใด เท่านั้นเอง

ที่ลานหิน สามพันโบก ที่เรากางเต้นท์  ยัยแหม่มจากเมือง ลิยง ฝรั่งเศสมาร่วมวงด้วย  เกือบสองทุ่ม  นางถามว่า จะเป็นไรไหม ถ้าหากนางจะขอมานอนที่ลานนี้ด้วย

ไม่มีใครขัดข้อง  เพราะเราต่างก็ไม่ใช่เจ้าของ สามพันโบก  แต่ก็อดถามนางไม่ได้ว่า นางจะนอนอย่างไร  ทำไมไม่นอนรีสอร์ทที่นางเปิดไว้  นางบอกว่า มีถุงนอน เดี๋ยวจะขึ้นไปเอา  ส่วนห้องน้ำห้องท่า ไม่ต้องห่วง  นางเอาตัวรอดได้

แล้ว นางแหม่ม อมารี ก็เดินไปเดินไปเอาถุงนอนใช้เวลาไปกลับไม่น่าจะเกิน 20 นาที ทั้งที่มืดก็มืด  จะให้เด็กหนุ่มไปเป็นเพื่อน นางก็บอกว่า ไม่ต้อง

นี่เป็นครั้งแรกในการเดินทางของนางมาเอเชีย  ก่อนมาถึง สามพันโบก อมารี ย่ำ กัมพูชา มาแล้ว 7 วัน

นางตั้งใจว่าจากอีสาน จะไปเชียงใหม่ เชียงราย

ผมเข้าเต้นท์ พร้อมๆกับคนอื่นตอนที่เหล้าหมด โซดาหมด  นางแหม่มเลือกทำเลไปไกลจากพวกเรานักปูถุงนอน

สองหนุ่มจากอำนาจเจริญบอกทุกคนว่าควรตื่นเช้า  ตอนที่ดวงจันทร์ส่องแสงมาทาบโขดหิน และตอนเช้าที่ตะวันเริ่มทอแสง จะสวยมาก

เช้านั้นมีผมคนเดียวที่ไม่ได้เห็นแสงสีอันใด เพราะตื่นเป็นคนสุดท้าย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment