ถ้าจะปราบทุจริต !

104

สำเริง   คำพะอุ

ฟังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ที่พยายามหาทางที่จะลดการคอร์รัปชั่น ตามบัญชาของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลพยายาม ที่จะแก้ปัญหา การทุจริต คอร์รัปชั่นอยู่บ้างเหมือนกัน

แต่จะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหาทางแก้ หรือเป็น เจ้าความคิดที่จะแก้  น่าจะไม่ตรงจุด

นี่พูดจากที่ท่านพูดให้นักข่าวฟัง  ท่านเสนอแนวคิดว่า จะเสนอกฎหมายไม่เอาผิดคนให้สินบน  ผมก็ยกคดีป่าเบตงที่ทำให้อดีตรัฐมนตรี ระดับ พลเอก ท่านหนึ่งต้องติดคุก และอัยการสมัยโน้นก็ไม่เอาผิดคนที่ให้สินบน

เป็นการใช้วิจารณญาณที่จะ ฟ้องหรือไม่ฟ้อง ของอัยการ ก็ทำได้

และก็มีหลายราย ที่คนเสนอสินบนถูกตำรวจดีๆ เล่นงาน  เป็นต้นถูกจับยาบ้า ยาเสพติด แล้วเสนอสินบนให้ตำรวจ

บังเอิญไอ้นักค้ายาบ้าคนนั้นมันแยกไม่ออกว่า ตำรวจที่มันเสนอสินบน เป็นตำรวจ  99.99 %   มิใช่ตำรวจประเภท  0.01   % มันก็ถูกตำรวจเล่นงานข้อหาให้สินบนเจ้าพนักงาน

นอกจากจะติดคุกคดียาเสพติดแล้วยังโดนคดีให้สินบนอีก

นายอภิศักด์บอกว่า จะให้กรมบัญชีกลาง สำนักนโยบายรัฐวิสาหกิจไปหาวิธีปฏิบัติที่จะไม่ให้เกิดการทุจริตสนการจัดซื้อจัดจ้าง ไปคิด ไปกำหนดวิธียังไงมันก็ทุจริตครับ

เรามีหน่วยงานที่ดูแลการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน เริ่มตั้งแต่ระเบียบปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักนายกรัฐมนตรี มีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินคอยตรวจสอบ มีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ   แต่ดูเหมือนว่าการทุจริตไม่ได้ลดน้อยเลย

สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบแล้วก็เจออยู่เรื่อยๆ ว่า หน่วยงานนั้น  หน่วยงานนี้ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน ไม่ถูกต้อง  ไม่ชอบตามระเบียบ  แต่ก็ไม่เห็นว่า จะจัดการอันใดกับ หน่วยงานนั้น ได้เลย  เว้นเสียแต่หัวหน้าหน่วย มันอยู่ในสภาพหัวเดียวกระเทียมลีบ  ไม่มีนายเหนือมาคุ้มกบาล ถ้าเป็นญาติพี่น้อง พรรคพวกบริวาร  ของผู้บุญหนักศักดิใหญ่ในวงราชการ  สำนักงานตรวจสอบเงินแผ่นดินก็ดี  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ก็ไม่อาจจะทำอย่างไรได้

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตก็จะได้แต่ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวน ด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ สอบแล้วสอบอีก สอบจนหมดอายุความ หรือสอบแล้วก็แช่ช่องฟรีซไว้เฉยๆ ใครถามก็บอกสอบยังไม่เสร็จ เสร็จแล้วก็ยังไม่ชี้มูล พอจะชี้มูล กรรมการก็หมดอายุ

ถ้า พลเอกประยุทธ์จะปราบปรามการทุจริต ต้องแก้ปัญหาที่ผมว่ามานี้ครับ ไม่ใช่ไปให้รัฐมนตรีคลังหาทางแก้

นายอภิศักดิ์ จะไปแก้ยังไงละครับ  ถ้าหากลูกหลานของท่านบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ไปรับงานของราชการโดยที่ขาดคุณสมบัติ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกาคลังกล้าที่จะไปห้ามเหรอ คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตจะกล้าเหรอ

นอกเสียจากท่านที่มีอำนาจบาตรใหญ่ ห้ามลูกห้ามหลาน อย่ามาหากินทางนี้ ไปทำอย่างอื่นอาจจะร่ำรวยกว่า หรือถึงไม่รวยก็ยังมีศักดิ์ศรีกว่า

ไม่แต่ลูกหลาน บริษัทบริวาร เพื่อนพ้องคนรู้จักก็ไม่ให้ทำมาหากินกับการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ให้ถือเป็นประเพณี เป็นข้อปฏิบัติ

ธรรมาภิบาลก็จะค่อยๆ เกิดขึ้น ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์ ไม่มีการวิ่งเต้น ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่มีค่าคอมมิชชั่น ไม่มีสินบน

คุณจะไปตั้งระเบียบ ตั้งข้อกำหนด ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมา แต่ถึงเวลา มีคนที่มีอภิสิทธิ์ มีคนพิเศษ มีพรรคพวกเพื่อนพ้อง หรือวงศาคณาญาติ  ก็แก้ปัญหาไม่ได้

ระเบียบ กฎเกณฑ์ กฎหมาย มีอยู่แล้ว เพียงแต่ ปฏิบัติ หรือ ไม่ปฏิบัติเท่านั้น

ท่านนายกควรจะขอความร่วมมือ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน  สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น ตำรวจ อัยการ และหัวหน้าแต่ละหน่วยงาน เคารพตัวบทกฎหมาย

ดีไหมครับ

Posted in บ้านนี้เมืองนี้ สำเริง คำพะอุ | Leave a comment

อย่าให้ขยะเป็นปัญหา ขยะคือทองคำ !

123

สำเริง   คำพะอุ

องค์กร  Ocean  Conservancy ซึ่งเป็นองค์กร ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งทำงานด้านทรัพยากรทางทะเล เปิดเผยว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุดในโลก

จีน มากที่สุด  ตามมาด้วย อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม

ขยะส่วนใหญ่จะเป็นขวดพลาสติก ถุงพลาสติก ก้นบุหรี่

นายนิโคลัส  มัลลูส ผู้อำนวยการองค์การ กล่าวว่า ปริมาณขยะที่ทิ้งลงทะเลจะมีประประมาณ 1  ล้านเมตตริกตัน

และพูดให้เห็นภาพว่า ปลา 3 ตัน ก็จะมีขยะ 1 ตัน  และ 95 % ของขยะจมอยู่ในน้ำ และ 5 % จะลอยให้เห็น

เป็นข้อมูลน่าเป็นห่วง เป็นสถิติที่เราไม่อาจจะภูมิใจได้เลย ประเทศอื่นๆอีก 3/4 ประเทศก็เช่นเดียวกัน  และก็จำเพราะมาเป็นประเทศในเอเชียด้วยกัน  นี่ย่อมสะท้อนให้เห็นถึง คุณภาพของประชากรใน 5 ประเทศนี้ด้วย

ต้องยอมรับว่า ปัญหาขยะ เป็นปัญหาที่เราเผชิญอยู่ในขณะนี้ ทุกชุมชน ทุกเมือง ทุกมหานคร  ปัญหาก็คือ ต้องหาที่กำจัด หาที่กลบ หาที่ฝัง

กลบ ฝังแล้วก็ยังเป็นปัญหาต่อไปว่า สภาพแวดล้อมที่กลบฝังจะเป็นอย่างไร จะมีส่วนที่ไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง สร้างความเสียหายหรือไม่ เกาะใหญ่ๆ ในทะเลที่เป็นเมืองท่องเที่ยว มีขยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภูเก็ต  สมุย ฯลฯ หาที่ทิ้ง หาที่กลบฝังที่ไหน

เมื่อไม่นานมานี้ ชาวอำเภอกาญจนดิษฐ์ สุราษฎร์ธานี มีปัญหา ไม่ยอมให้ใช้พื้นที่ของอำเภอเป็นที่กลบฝังขยะจากสมุย

ขยะจากสมุยจะต้องไปทิ้งที่ไหน  ทะเลหรือ ?

ความมักง่าย ทำให้คนที่มักง่ายโยนขยะลงทะเล โดยไม่คิดถึงอนาคต ไม่ได้คิดถึงลูกหลานในวันข้างหน้า ที่สำคัญไม่คิดถึงมนุษยชาติ จะมีปัญหาอะไรตามมาบ้าง คิดแต่เพียงว่า พื้นทะเลกว้าง ไกล ถมไม่เต็ม  ทั้งที่ทุกวันนี้มีวิธีกำจัดขยะ ไม่ยากเลย  ประเทศยุโรป ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้มาแล้ว  และประเทศที่มีพื้นที่ติดทะเลทั้งหลายในยุโรป ไม่มักง่ายทิ้งขยะลงทะเล (นอกเหนือจากคุณภาพของประชากร)

เพราะขยะคือทองคำ  !

ความหมายก็คือ เขาทำให้ขยะมีค่าขึ้นมา โดยที่ไม่เอาไปทิ้ง ไม่เอาไปกลบฝัง แต่เอามาทำประโยชน์

ไม่ใช่เก็บเศษเหล็ก เศษพลาสติก มารีไซเคิลใหม่

เอาไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าครับ

และก็ไม่ใช่เรื่องใหม่  สำหรับประเทศไทย  เรากำลังสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะหลายแห่งครับขณะนี้  แต่อาจจะช้าไปหน่อยด้วยเงื่อนไขของทางราชการ ใครคิดจะทำ ก็เหนื่อยหน่อยเพราะต้องวิ่งเข้าหาราชการหลายหน่วยงาน  ต้องผ่านคณะกรรมการกิจการพลังงาน  ต้องวิ่งหาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตให้รับซื้อกระแสไฟฟ้า ที่คุณผลิตขึ้นมา

ที่สำคัญอย่างหนึ่งต้องทำความเข้าใจกับชุมชนที่คุณจะตั้งโรงไฟฟ้า  !

ทั้งหลายทั้งปวง  ถ้าเราคิดให้ได้เหมือนกันว่า เรามีปัญหาขยะ  ขยะล้นโลก ขยะจะท่วมทะเล ทั้งฝ่ายรัฐ ฝ่ายที่จะลงทุน และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากขยะ  และจะได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าขยะ เราก็น่าจะแก้ปัญหาได้

ทำไมชุมชนในประเทศยุโรป เขายอมให้สร้างโรงไฟฟ้าขยะ นั่นก็น่าจะเพราะ โรงไฟฟ้าเขาจะต้องไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อชุมชน  เขาจะต้องมีเทคโนโลยีที่สูง เขาจะต้องมีวิธีป้องกันปัญหามลพิษ ฯลฯ

ทำไมเราไม่เร่งทำครับ ?

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สินบน 4 ล้าน ระดับพลเอกต้องตายในคุก !

101010

พลเอกสุรจิตร จารุเศรณี

สำเริง   คำพะอุ

ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้วครับที่ บริษัทโรลล์รอยซ์  เปิดปากว่าได้ให้สินบนนักการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐไทย ทั้งการบินไทย  และ  ปตท. แต่ไม่มีอะไรคืบหน้า

ขอประทานโทษ จะบอกว่าไม่คืบเอาเสียเลยก็ดูจะไม่ยุติธรรมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ และการปราบปรามการทุจริตเกินไป

มีความคืบหน้าอยู่บ้างหลายกระเบียดดังนี้

คณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ ปปช. กำลังติดตามข่าวสารอย่างกระชั้นชิด

ส่วน สตง. นั้นได้ตัวอักษรย่อ มาแล้วว่า มี 1 ส. กับ 2 ก. ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นั้นบอกว่า จะเร่งการดำเนินการตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้กระทรวงการคลังปฏิรูปแก้ไขปัญหาทุจริต  โดยจะให้กรมบัญชีกลางซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดราคากลางการจัดซื้อจัดจ้าง  และจะให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจไปเร่งหาแนวทางป้องกัน การทุจริต

แนวคิดที่ฮือฮาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอภิศักดิ์ อย่างหนึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่จะไม่ให้เอาผิดคนให้สินบน   โดยหวังว่าคนให้สินบนจะได้กล้าเปิดเผย จะได้เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่รับสินบนได้

นี่คือความคืบหน้า นับแต่โรลล์รอยซ์ อังกฤษและอเมริกาเปิดเผยเรื่องสินบน

การไม่เอาผิดคนให้สินบนจะแก้ปัญหาอย่างที่ รัฐมนตรีคลังเสนอแนวทางได้ไหม  ?

ชาวบ้านที่ให้สินบนเจ้าหน้าที่ นั้นก็ด้วยหวังจะได้ประโยชน์จากคนที่รับสินบน คือเจ้าหน้าที่รัฐ  ต่างก็สมประโยชน์กันทั้งคนให้และคนรับ  จะเป็นเรื่องที่เปิดเผยออกมาก็คือ เจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนดีซื่อสัตย์ สุจริต  มีใครมาเสนอสินบนให้ ก็จัดการตามกฎหมาย

หรือเปิดเผยออกมาก็โดยหักหลังกันเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือคนที่จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลง  สูญเงินเปล่าก็โวย

การจ่ายสินบนที่โด่งดังที่สุด เห็นจะเป็นกรณีที่นายสมฤกษ์  กิตติสุวรรณ เจ้าของร้านทอง ง่วนเซ้ง จ่ายให้ พลเอก สุรจิต จารุเศรณี  ผ่านคุณหญิง  และภริยา นายทหาร คนหนึ่งในปลายสมัย สฤษดิ์ ธนะรัชต์  และเรื่องมาจบเอาสมัย ถนอม  กิตติขจร

นายสมฤกษ์ พ่อค้าเพชรย่านสะพานหัน  ออกมาร้องว่า ได้จ่ายเงินให้ พลเอก สุรจิต และคุณหญิง เพื่อที่จะได้เช่าที่ป่าสงวนที่เบตง  ยะลา 1  แสนไร่ ในที่สุดก็ไม่ได้  สูญเงินกว่า 3 ล้าน แหวนเพชรอีกวง  เป็นข่าวอึกทึกครึกโครม ทำให้ พลเอกสุรจิตต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร

และอัยการส่งฟ้อง ศาลชั้นต้น ยกฟ้อง อัยการยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ลงโทษ พลเอก สุรจิต และพวก ตามลำดับ 15 ปี 10 ปี

ในที่สุดก็ถึงศาลฎีกา ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์

ข้อที่น่าสังเกตเกี่ยวกับคดีนี้คือ

1 เหตุเกิดช่วงรัฐบาลปฏิวัติ พลเอก สุรจิตนั้นท่านเป็น อาจารย์ จอมพล ถนอมด้วยซ้ำ

2 ถ้าเป็นยุคหลังๆ เป็นต้นยุค ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ อัยการท่านอาจจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง เสียก็ได้ มีหลายคดี ทำให้เห็นมาแล้ว

2 ศาลชั้นต้น ยกฟ้องจำเลย  ถ้าเป็นยุคหลังๆนี้ อัยการท่านอาจจะไม่ติดใจ อุทธรณ์  ฎีกา เสียก็ได้ ดูแต่คดีเลี่ยงภาษี  ฟ้องจะเอาเขาเข้าคุกอยู่ดีๆ พอศาลอุทธรณ์ยก มันไม่ฎีกาเสียยังงั้นแหละ

3 แม้จะอยู่ในยุคที่บ้านเมืองเป็นเผด็จการ  ศาลก็เป็นอิสระ และต้องบันทึกเอาไว้ ศาลอุทธรณ์ เป็นนายประกอบ หุตะสิงห์ และต้องบันทึกเอาไว้ ศาลฎีกา เป็น นายสัญญา ธรรมศักดิ์

คดีนี้อัยการสั่งไม่ฟ้อง นายสมฤกษ์ กิตติสุวรรณ ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าฟ้อง จะมีใครกล้ามาเปิดเผยเรื่องทุจริตให้สินบน

ท่านรัฐมนตรีคลัง ฟังเอาไว้ ไม่ต้องแก้กฎหมายเรื่องนี้ อัยการท่านทำให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้ว

Posted in บ้านนี้เมืองนี้ สำเริง คำพะอุ | Leave a comment

คำพิพากษาศาลฎีกา คดีรถชน คล้ายๆ ครูจอมทรัพย์ !

142

สำเริง  คำพะอุ

คำพิพากษาที่ 2937/ 2545 วันที่ 5 มิถุนายน 2545 คดีระหว่างอัยการแขวงลำปาง โจทก์ นายศรีวรรณ  หงษ์คำ จำเลย  ความผิดต่อร่างกาย  ประมาท ความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก

จำเลยฎีกา ศาลฎีการับวันที่ 27 กันยายน 2544

นี่คือคำพิพากษาศาลฎีกา

โจทก์ห้องว่า เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2540 เวลากลางคืน หลังเที่ยง จำเลยกระทำความผิดต่างต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยขับรถปิคอัพหลายเลขทะเบียน  ป 6167 ลำปาง ไปตามถนนสายลำปาง แม่ทะ มุ่งหน้าไปทางอำเภอ แม่ทะ ด้วยความประมาท ปราศจากความระมัดระวัง ด้วยความเร็วและล้ำเข้าไปในเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถที่กำหนดไว้ในทางเดินรถสวน ซึ่งขณะนั้นมีรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ลำปาง  ฌ 7381 มีนายวัชรพงษ์ อกตัน ผู้เสียหายขับมาในทางเดินรถสวน เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่จำเลยขับชนกับรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับ ทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน และรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย

หลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนี ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัวแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที เหตุเกิดที่ตำบล ชมพู  อำเภอ เมือง  ลำปาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก  พ. ศ. 2522 มาตรา 43  78   157  160  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91  300

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ. ศ. 2522 มาตรา 43   ( 6 )  78 วรรค หนึ่ง  157  160   วรรค หนึ่ง  ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 300  การกรำทำของจำเลยเป็นความผิดต่างกันหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และฐานขับรถโดยประมาทคร่อมเส้นทางเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท  ลงโทษบทที่หนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  300  จำคุก. 3  เดือนฐานหลบหนี ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือ ไม่แสดงตัวแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที  จำคุก 1  เดือน รวมจำคุก  4 เดือน

จำเลย อุทธรณ์   ศาลอุทธรณ์ภาค  5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาแลลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมแล้ว  ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียนลำปาง ฌ 7381 อยู่ในทางเดินรถของตน มีรถยนต์กระบะคันหนึ่งแล่นสวนทางล้ำเข้าไปในทางเดินรถของผู้เสียหาย เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายล้มลงได้รับความเสียหายด้านหน้าและด้านขวาของตัวรถ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย รถยนต์กระบะคันเกิดเหตุแล่นหลบหนีไปโดยผู้ขับขี่มิได้หยุดรถและให้ความช่วยเหลือ  ขณะเกิดเหตุมีนายคึกฤทธิ์ นิวันติ ขับรถแล่นตามหลังรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้ข่าวทะเบียนของรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุไว้ไว้เป็นหมายเลขทะเบียน ป 6167 ลำปาง. ซึ่งต่อมาได้มอบให้ร้อยตำรวจเอก จรูญ ถิ่นอ่วน พนักงานสอบสวนตามหมาย จ.  2  ร้อยตำรวจเอก จรูญ ตรวจสอบแล้ว ทราบว่ารถยนต์กระบะคันดังนี้เป็นของจำเลย จึงเรียกให้จำเลยนำรถไปตรวจสภาพเปรียบเทียบกับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย  แต่ไม่สามารถตรวจเปรียบเทียบร่องรอยการเฉี่ยวชนได้  เมื่อร้อยตำรวจเอกจรูญแจ้งข้อหาแก่จำเลย  จำเลยให้การปฏิเสธ

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยมิได้ขับรถกระบะคันเกิดเหตุมิใช่รถของจำเลยนั้น เห็นว่า  ผู้เสียหายเบิกความว่า  จำสีรถคู่กรณีไม่ได้  และไม่รู้จักจำเลยจนกระทั่งมาเบิกความ  โจทก์คงมีนายคึกฤทธิ์เป็นประจักษ์พยานปากเดียว  โดยนายคึกฤทธิ์เบิกความว่า  เมื่อเห็นเหตุการณ์ได้จดหมายเลขทะเบียนรถยนต์ที่ชนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไว้ในนามบัตรที่พยานพกติดตัว ซึ่งเป็นหมายเลขทะเบียน ป 6167  ลำปาง และเป็นรถสีแดง  จึงมีปัญหาในเบื้องต้นว่านายคึกฤทธิ์ได้เห็นรถยนต์คันเกิดเหตุได้ชัดเจนและจดหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันนี้ได้ถูกต้องหรือไม่   ได้ความว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา  19  นาฬิกา ของวันที่ 31 มกราคม 2540 ซึ่งอยู่ในฤดูหนาว ดวงอาทิตย์ตกแล้ว  หากจะมีแสงสว่างเหลืออยู่ก็เพียงสลัวๆ เท่านั้น   ดังที่นายคึกฤทธ์เบิกความ  แม้จะมีแสงไฟจากรถยนต์นายคึกฤทธิ์ส่องไปด้วยก็ยังน่าสงสัยว่าจะสว่างเพียงพอให้นายคึกฤทธ์เห็นรถยนต์คันที่เกิดเหตุได้ชัดเจนจริงหรือไม่  และจดหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันนี้ไว้อย่างถูกต้องจริงหรือไม่  เพราะนายคึกฤทธ์ก็มิได้เบิกความว่า รถยนต์คันเกิดเหตุเป็นรถชนิดใด  เป็นรถกระบะหรือรถเก๋งก็ไม่ปรากฏ  หมายเลขทะเบียนก็อาจผิดพลาดไปได้ทั้งตัวอักษรและตัวเลข

ร้อยตำรวจโท ฐานันดร วิทยาวุฒิกุล ผู้ตรวจสภาพรถจักรยานยนต์รถผู้เสียหาย และรถกระบะของจำเลยเบิกความประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ร่องรอยการเฉี่ยวชน เอกสาร หมายเลข จ. 3 และภาพถ่ายหมายเลข จ. 4 ว่า พยานได้รับรถทั้งสองคันไว้เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540  และตรวจสภาพในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นเวลาหลังเกิดเหตุเพียง 10 วันเท่านั้น  พยานพบว่า รถยนต์กระบะมีการซ่อมแซมแก้ไขบริเวณมุมด้านหน้าข้างขวา ไม่สามารถตรวจเปรียบเทียบร่องรอยการเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ได้ และพยานก็ไม่สามารถระบุได้ว่ามีการซ่อมแซมแก้ไขมาแล้วนานเท่าใด คราบสีก็ไม่พบที่ตัวรถทั้งสองคัน ดังนี้จึงไม่มีหลักฐานทางวัตถุที่ไหนะรับฟังได้ว่ารถทั้งสองคันนี้เกิดการเฉี่ยวชนกันมาในวันเกิดเหตุ  หากรถยนต์กระบะของจำเลยเป็นคันที่เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายในวันเกิดเหตุแล้วจำเลยนำไปซ่อมแซมเสียก่อนที่จะมีการตรวจสภาพ ร่องรอยที่มีการซ่อมแซมนั้นน่าจะตรวจสอบจนพอทราบได้ว่ามีการซ่อมแซมใหม่ๆ  จึงเป็นข้อที่น่าสงสัยต่อไปว่ารถยนต์กระบะคันเกิดเหตุอาจไม่ใช่รถยนต์กระบะของจำเลยก็ได้

นอกจากนี้พยานโจทก์ทุกปากต่างไม่มีใครรู้เห็นและยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ การที่มีการดำเนินคดีกับจำเลยจึงเป็นเพียงการสันนิษฐานเอาจากหมายเลขทะเบียนรถที่นายคึกฤทธ์จดไว้เท่านั้น ซึ่งอาจผิดพลาดได้ดังกล่าวมาข้างต้น  พยานหลักฐานของโจทก์จึงตกอยู่ในความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่  ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง   กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้ออื่นๆตามฎีกาของจำเลยต่อไป

ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย  ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

อ่านคำพิพากษาแล้ว  รู้สึกเหมือนคุ้นๆ ไหมครับ กับคดีที่มีการรื้อฟื้น และเป็นข่าวกระหึ่มสังคมอยู่ทุกวันนี้

ถ้าใครที่สนใจติดตามข่าวสาร ในแต่ละคดี อ่านคำพิพากษา แต่ละคดี ในแต่ละศาล แต่ละองคณะเราก็จะเห็น มุมมอง เห็นวิจารญาณของบรรดา  ใต้เท้า  แตกต่างกันไปบ้าง

ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่ ประสบการณ์ ความละเอียด รอบคอบ ของบรรดา ใต้เท้า นั่นเอง

ท่านผู้อ่าน ท่านที่เป็นนักกฎหมาย พิจารณากันเองเถอะครับ

ผม ไม่พูดต่อแล้ว

Posted in บ้านนี้เมืองนี้ สำเริง คำพะอุ | Leave a comment

2 ก 1 ส นี่คือผลงานชิ้นเยี่ยมหรือ ?

82

สำเริง   คำพะอุ

อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ปูดเรื่องที่บริษัท โรลล์ รอยซ์ จ่ายสินบนให้นักการเมืองไทย และเจ้าหน้าที่ของรัฐในการบินไทย และ ปตท.  3  สัปดาห์มาแล้วครับ เรื่องก็ยังคงเหมือนเดิม ทั้งที่เมื่อมีข่าวออกมานั้น กระทรวงการต่างประเทศก็เต้น บอกว่าจะรีบประสานขอข้อมูลจากอังกฤษ อเมริกา  ปปช.  หูผึ่ง บอกว่าเรื่องนี้สำคัญ  สตง.  บอกไม่ได้ ต้องเข้าไปตรวจสอบ และเอาความจริงมาบอกประชาชน  กระทรวงยุติธรรมก็ทำท่าว่าจะเต้นกับเขาเหมือนกัน

มาถึงวันนี้ ได้ความคืบหน้ากระจ่างขึ้นมาเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์หลายฉบับครับว่า ได้ตัวคนงาบ โรลล์รอยซ์แล้ว

3 ตัวระยำนั่นคือ   2 ก / 1 ส

เป็นยังไงครับ  ฟังแล้วก็มืดตึ้บไปเลยใช่ไหมครับ นึกไม่ออกเลยว่า ตัวระยำนี่หน้าตา ท่าทางมันเป็นอย่างไร

ลองไปฟังดูครับ

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวว่า  สตง.  ไม่ได้นิ่งนอนใจที่ผ่านมาได้ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศดำเนินการขอหลักฐานไปที่อังกฤษและสหรัฐ เพื่อขอให้ส่งรายละเอียดให้ สตง.  จะได้รู้ว่าใครเป็นคนชง คนเชียร์ คนชิม

ทั้งนี้ข้อมูลเบื้องต้นทราบว่ามีการนัดกินข้าวกันในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2534 ที่โรงแรมดังแห่งหนึ่งในวันลอยกระทง โดยบุคคลที่มีอักษร  ก  2 คน และ ส  1 คน

แค่นี้เองครับที่ สตง.  ได้มา

ในขณะที่  มีนักข่าวไปถาม ปปช.  ได้รับคำยืนยันว่า ปปช.  ยังไม่มีการแต่งตั้ง อนุกรรมการมาติดตามเรื่องนี้แต่อย่างใด

ถ้าตั้งก็คงจะหนีไม่พ้น คุณสุภา อีกนั่นแหละ เพราะไม่ว่าจะเป็น สากกระเบือยันเรือรบ โยนมาที่คุณสุภาหมด (แม้กระทั่ง ทุจริตใน ปตท.  ที่ไปลงทุนปลูกปาล์มที่อินโดนีเซีย ที่ผมเคยเอามาถลกจนถูกฟ้อง  อนุกรรมการชุดเดิมที่ มีพลตำรวจเอก สถาพร หลาวทอง สอบสวนเรื่องนี้อยู่เป็นนานสองนาน  ถูกกดดัน  คืนสำนวน กลับมา แล้วในที่สุดกรรมการ ปปช.  ก็ให้คุณสุภารับผิดชอบ เฮ้อ)

ความจริงการรับสินบนในจัดซื้อจัดจ้าง ที่อังกฤษ และสหรัฐอเมริกาเปิดเผยออกมานั้น เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างกระจ่างพอสมควร และก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาคนผิด การจัดซื้อจัดจ้าง แต่ละครั้ง มีการประชุม มีการขออนุมัติ  หลักฐานเหล่านี้มีทั้งเอกสาร  มีตัวเลขเงินในบัญชีที่ผ่านสถาบันการเงินซึ่งง่ายต่อการตรวจสอบ

และที่สำคัญไอ้ตัวระยำเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้เลยแม้แต่น้อย รัฐบาลซึ่งป่าวประกาศตลอดเวลาว่า จะขจัดคอร์รัปชั่นให้หมดไป หรือให้น้อยลง น่าที่จะใส่ใจ กระฉับกระเฉงยิ่งกว่านี้ ในการที่จะทำความจริงให้ปรากฏ

แน่นอน  ปปช.  เป็นหน่วยงานอิสระ แต่ก็รู้กันอยู่ว่าเป็นเด็กสร้างของใคร  มาจากไหน  ถ้าหากเอาใจใส่ต่อการที่จะปราบปรามคอร์รัปชั่น เหมือนกับการกระตือรือร้นที่จะถอนฟ้อง คดีที่ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตนายตำรวจใหญ่ปล่อยให้ตำรวจทำร้ายประชาชนเมื่อวันที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะเข้าไปแถลงนโยบายให้ได้   ก็จะเป็นเรื่องประเสริฐมิใช่น้อย ทั้งต่อ ปปช.  เอง และต่อรัฐบาล

แต่นี่อะไรกัน ?

จะครบปีแล้วครับ กรรมการ ปปช.   ชุดนี้ มีผลงานใดที่พอจะให้ประชาชนภูมิอกภูมิใจบ้าง  คุ้มกับเงินเดือน และเบี้ยประชุมบ้าง

วัน  เวลา  ของรัฐบาลนี้เหลือน้อยลงทุกวัน  เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว  กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ก็ต้องเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้ง

ไม่ว่า พลเอกประยุทธ์ จะเล่นการเมืองต่อไป หรือจะจบบทบาทเพียงเท่านี้  ก็จะต้องเลือกตั้ง

การปัดกวาดบ้านเมืองให้สะอาด เป็นภาระหน้าที่ เป็นภารกิจอันสำคัญที่จะต้องทำเอาไว้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เสรีภาพของหนังสือพิมพ์ คือเสรีภาพของประชาชน !

167

สำเริง   คำพะอุ

ผมเห็นความพยายามของรัฐบาลหลายรัฐบาลแล้วครับที่พยายามจะเข้ามาครอบงำหนังสือพิมพ์ พยายามจะให้หนังสือพิมพ์อยู่ภายใต้อำนาจของตนให้ได้  แต่ก็ไม่สำเร็จสักรัฐบาล  ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลที่มาจากเผด็จการ ปฏิวัติรัฐประหาร

ดังที่ได้เล่าให้ฟังแล้วคราวก่อน สฤษดิ์ ธนะรัชต์  เผ่า ศรียานนท์  ต่างก็คิดว่า  หนังสือพิมพ์จะช่วยเสริมบารมีตัวเอง  ควักเงินออกมาทำ  ตอนที่ยังไม่มีอำนาจ หนังสือพิมพ์ที่ทำก็เป็นฝ่ายค้าน คอยตรวจสอบรัฐบาล  หนังสือพิมพ์สฤษดิ์ ก็จับตาดูเผ่า  หนังสือพิมพ์เผ่า ก็คอยเล่นงานสฤษดิ์

แต่พอสฤษดิ์ยึดอำนาจ  นักหนังสือพิมพ์ นักข่าวที่ดีๆ ก็เผ่นออกจากสารเสรี ออกจากไทยรายวัน ไม่นาน หนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับก็กลายเป็น กิโลรายวัน เจ๊งไปในที่สุด

ส่วนหนังสือพิมพ์ของเผ่า เมื่อเจ้านายไม่อยู่ก็เฉาลงเรื่อยๆ และก็ต้องหยุดกิจการ

ในช่วงที่ สฤษดิ์ ถนอม ประภาส ครองอำนาจ มีมาตรา 17  ของธรรมนูญการปกครอง ให้อำนาหัวหน้าคณะปฏิวัติ ทำหน้าที่เป็นทั้งฝ่ายบริหาร เป็นศาล เอง มีมาตรา 42 เล่นงานหนังสือพิมพ์  คุมกำเนิดหนังสือพิมพ์ไม่ให้เกิด

คนหนังสือพิมพ์ก็ได้แต่กล้ำกลืนด้วยความเจ็บปวด หาทางออก หาทางเลี่ยง

คนรุ่นผมคงจะจำหนังสือพิมพ์ เสียงอ่างทอง ได้นะครับ

ทำไมเป็น เสียงอ่างทอง ?

เพราะขออนุญาตออกในกรุงเทพฯ ไม่ได้ ก็ต้องไปขอใบอนุญาตเป็น บรรณาธิการหนังสือพิมพ์จากต่างจังหวัด คือจังหวัดอ่างทอง  แต่มาออกที่กรุงเทพฯ (ก่อนที่จะเป็น ไทยรัฐ ทุกวันนี้)

วิพากษ์วิจารณ์การบ้านการเมืองไม่ได้ก็หันไปเสนอข่าวกีฬา ข่าวดารา ข่าวไร้สาระอย่างอื่นแทน เป็นการประชดประชันรัฐบาลเผด็จการไปในที

ส่วนหนังสือพิมพ์ใต้ปีกของ สฤษดิ์ ถนอม  ประภาสก็เฉาลงไปเรื่อยๆ ประชาชนไม่อ่าน ไม่ให้ความสนใจ

นักหนังสือพิมพ์ที่สนับสนุนรัฐบาลอาจจะได้รับเลือก จากสฤษดิ์ ถนอม ประภาส ให้ไปอยู่ใกล้ศูนย์อำนาจด้วยการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ สมาชิกวุฒิสภา  แต่ก็ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีเกียรติยศในสายตาประชาชน

กดหัว ครอบงำ ไม่สำเร็จหรอกครับ

ทหารแก่ ทหารเก่า ไม่มีวันตาย ยังไง  คนหนังสือพิมพ์ก็ไม่มีวันแก่ ไม่มีวันตายเหมือนกัน

ความเป็นอิสระชนจะยังคงอยู่ !

คนเขียนหนังสือไม่มีวันเกษียณ ไม่มีใครมากำหนด กะเกณฑ์ ได้ว่าจะต้องเขียนอย่างนั่นเขียนอย่างนี้ เว้นเสียแต่พวกโสเภณี

ผมบอกแล้วว่า ประชาชนคนอ่านทุกวันนี้จะเป็นผู้กำหนด คุณภาพของนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักข่าวเอง   รัฐบาลไม่ต้องมาคิดที่จะช่วยยกระดับ คุณภาพหรอกครับ

เขียนไม่ดี ไม่รับผิดชอบ ก็มีกฎหมายหมิ่นประมาท มีกฎหมายคอมพิวเตอร์เล่นงานอยู่แล้ว เหตุเกิดกรุงเทพฯ ไปฟ้องมันที่ ปัตตานี ยะลา หรือ แม่ฮ่องสอนโน่นก็ได้  มันไม่แน่จริง มันก็ตายไปเองแหละครับ ไหนจะค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไหนจะค่าทนาย ไหนจะต้องเสียเวลา และไหนจะต้องติดคุก

แถมโจทก์ ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้อีก ถ้าหากเขียนชุ่ยๆ ใส่ความเขา ทำให้เขาได้รับความเสียหายทั้งเกียรติยศชื่อเสียง

ดังได้กล่าวแล้วว่า ประชาชนคนอ่านฉลาดขึ้นทุกวัน เครื่องมือสื่อสาร รวดเร็ว กว้างขวางขึ้นทุกวัน คนเขียนหนังสือบิดเบือน โง่ หรือรับใช้ ทรราช ทุรชน หรือ ศัตรูของประชาชนนั้นอยู่ไม่ได้หรอกครับ มีแต่ที่จะถูกประชาชนถ่มถุย ทั้งไว้ข้างหลังทั้งสิ้น ครับ

จำไว้นะครับ  เสรีภาพของหนังสือพิมพ์นั้นเป็นเสรีภาพของประชาชน

ประชาชนมีเสรีภาพในการพูด การเขียน การชุมนุม

และผู้ที่ใช้เสรีภาพนี้แทนประชาชน (มากที่สุด) คือ หนังสือพิมพ์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

กดหัวหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่ทางออกครับ!

99

สำเริง  คำพะอุ

เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติแหละครับ ที่รัฐบาล กับ  หนังสือพิมพ์ ไม่ค่อยจะเป็นมิตรกันสักเท่าไหร่นัก

เพราะรัฐบาลมีหน้าที่บริหาร ส่วนหนังสือพิมพ์มีหน้าที่ตรวจสอบ มีหน้าที่รายงานการบริหารของรัฐบาลต่อประชาชน เป็นปาก เป็นเสียงแทนประชาชน  ฝ่ายที่ถูกตรวจสอบ กับฝ่ายที่ตรวจสอบ เป็นคนละฝ่าย และมองกันคนละมุมอยู่แล้ว

ยิ่งรัฐบาล คสช.  มาจาการรัฐประหาร  จะให้ สื่อทั้งหลายมาชื่นชอบชื่นชม ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เราจึงได้เห็นอยู่บ่อยครั้งที่ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หงุดหงิดการทำหน้าที่ของนักข่าว และการเขียนวิพากษ์วิจารณ์ของหนังสือพิมพ์

จะด้วยเหตุนี้  หรืออาจจะมีเหตุอื่นอีก จึงทำให้เกิดความคิดที่จะปฏิรูปสื่อ ปฏิรูปหนังสือพิมพ์ แล้วจะออกกฎหมายมาควบคุม

ประเด็นใหญ่ๆ คือ จะให้คนที่ทำหน้าที่นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ เข้าสังกัด สภาวิชาชีพ

เหมือนคนที่เป็นทนายความ ก็ต้องจบวิชากฎหมาย ไปอบรมการเป็นทนาย และตีตั๋วทนาย  ครูก็ต้องผ่านวิชาชีพของการเป็นครู  แพทย์ ก็ต้องจบแพทย์ ได้ใบประกอบวิชาชีพ มาเป็นแพทย์

มองในแง่หนึ่ง ก็ถูกครับ  จะทำอาชีพอะไรก็ต้องมีความรู้  องค์กรที่ดูแลวิชาชีพนั้นน่าจะต้องดูแล

แต่ในความเป็นจริงของอาชีพนี้ เท่าที่ชีวิตผมสัมผัส ค่อนข้างจะเปิดกว้าง จบแพทย์ มาก็มาเป็นนักข่าวนักเขียนได้ และก็มีไม่น้อย เรียนกฎหมายมาก็มาเป็นนักข่าว นักเขียนได้อีกเหมือนกัน และทำได้ดีด้วย

อาชีพนักข่าว นักเขียน ไม่ได้กำหนดเอาไว้เฉพาะคนที่จบวารสารศาสตร์  หรือสื่อสารมวลชน หรือจบวิชาการหนังสือพิมพ์

นักข่าว นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ เก่งๆ ดีๆ ไม่ได้เรียนวิชาชีพด้านการสื่อสารด้วยซ้ำ  (แต่ท่านอ่านมากศึกษามาก และ ครูของท่านสุดยอดมากๆ)

หนังสือพิมพ์ หรือ สื่อทั้งหลายจึงเปิดกว้าง  มีทั้งผู้ดี มีคุณธรรม มีทั้งกุ๊ย ถ่อย สถุล เข้ามาสู่อาชีพนี้ มีทั้งที่ทำตัวเป็นฝ่ายค้าน และมีทั้งฝ่ายประจบประแจง สอพลอรัฐบาล  เป็นปากเป็นเสียงของคนชั่ว ถ่อยสถุล

เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ

สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็เคยเป็นเจ้าของ สารเสรี ไทยรายวัน   นักหนังสือพิมพ์ดีๆ เก่งๆ รักษาผลประโยชน์ของประชาชนก็เคยเข้าไปทำ  แต่พอสฤษดิ์ ยึดอำนาจ ก็ต้องเปลี่ยนกองบรรณาธิการ   เพราะนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ที่รับใช้ประชาชนเขาก็ไม่อยู่ ไม่ทำ ไม่สามารถรับใช้ สฤษดิ์ ในบทของเผด็จการได้

เผ่า ศรียานนท์ ก็มีหนังสือพิมพ์เป็นของตัวเองครับ

ทั้งหลายทั้งปวง  ประชาชน คนอ่านเป็นผู้ตัดสินครับ

บางคนทำหนังสือพิมพ์ โดยหวังว่าจะทำให้ตัวซึ่งเป็นเจ้าของเป็นผู้ทรงอิทธิพล  เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ตำรวจ ทหาร ยำเกรง

บางคนคิดว่าจะสร้างรายได้ ได้จากการจัดจำหน่าย ได้จากเงินโฆษณา ซึ่งมาจากเอกชน ที่โฆษณาสินค้า  กิจการ มาจากหน่วยงานรัฐ ที่จะจัดสรรให้

ดังได้กล่าวแล้วครับว่า คนตัดสินคือ ประชาชน

ทำหนังสือพิมพ์ ไม่มีคนอ่าน มันจะทรงอิทธิพลได้ยังไง ใครเขาจะนับถือ จะยำเกรง โฆษณาที่ไหนเขาจะมาลงหนังสือพิมพ์ที่ขายไม่ได้

ถึงพิมพ์แจก คนเขาก็ไม่อ่าน

ใช้เป็นกระดาษชำระก็ไม่ได้ !

ยิ่งทุกวันนี้ สื่อ ประเภทสิ่งพิมพ์เดินเข้ามาสู่จุด ลำบากแล้ว   เพราะมีสื่อทางเลือกมากมาย ทั้งรวดเร็ว ทั้งกว้างขวาง

ไม่ต้องไปควบคุมหรอกครับ  เพราะสื่อทั้งหลายทั้งปวงควบคุมโดยประชาชนอยู่แล้ว  ใครเขียนบิดเบือน โกหก ตอแหล คนเขาก็ไม่อ่าน อยู่แล้วครับ

สถาปนาตัวเป็นนักวิเคราะห์วิจารณ์ ถ้าไม่มีเหตุผล ไม่มีความจริง  คนอ่านเขาก็ถ่มถุยไปเองแหละครับ

เวลาที่เหลืออยู่สำหรับรัฐบาลขณะนี้ คือทำในสิ่งที่เร่งด่วน ที่จำเป็นที่จะต้องทำ

ชาวบ้านเขาพูดกันถึง ทุจริต คอร์รัปชั่น  ก็ไปลากคอคนที่มันทุจริตคอร์รัปชั่น เข้าคุกเข้าตะรางสีครับ. หาวิธีอุดรอยรั่วรอยโหว่ในการจัดซื้อจัดจ้างซีครับ

ชาวบ้านเขาเอือมระอากับ องค์กรไหน ของรัฐละครับ

ควรจะปฏิรูป ปฏิสังขรณ์ ก็จัดการเสียซีครับ

องค์กรสื่อ  ปล่อยประชาชนเขาจัดการเองเถอะครับ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

อย่าดูดาย ความทุกข์ของประชาชน !

155

สำเริง   คำพะอุ

เพื่อให้เข้ากับ บรรยากาศตรุษจีน ผมหยิบหนังสือ คิดอย่างจีน  ที่  ส. สุวรรณ  เขียนขึ้นมาอ่าน  อ่านแล้วก็วางไม่ลง  อยากให้หนอนหนังสือทั้งหลายไปหามาอ่านบ้าง

เป็นหนังสือเกร็ดประวัติศาสตร์ กล่าวถึงนักคิด นักเขียน เมธี ผู้ยิ่งใหญ่ของจีน คิด  พูด  ทำ สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จากอดีต จนปัจจุบัน

มีตัวอย่าง บทหนึ่ง  บอกว่า “อย่านิ่งดูดาย ความทุกข์ยากของประชาชน” ความว่า

เอี้ยนจื่อ หรือ เอี้ยนอิง เป็นรัฐบุรุษที่มีชื่อเสียงมาก ท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ท่านเป็นคนสมัยชุนชิว เกิดปีใดไม่แจ้ง แต่ก่อน ค. ศ. 500 ปี  ท่านเป็นอัครมหาเสนาบดีเมืองฉี ยาวนานสามรัชกาล  ท่านถือความรักประชาชนเป็นหลักในการปกครอง

“ไม่มีคุณธรรมใดสูงส่งกว่าความรักประชาชน ไม่มีความประพฤติใดดีงามกว่าความรักประชาชน”

นี่เป็นหลักคิดที่ท่านเอี้ยนจื่อยึดมั่น

อยู่มาปีหนึ่ง ฝนตกหนักติดต่อกันยาวนาน 17 วัน น้ำท่วมทั่วเมืองฉี ไร่นาเสียหายย่อยยับ บ้านเรือนถูกกระแสน้ำพัดกระหน่ำเสียหาย  ประชาชนอดอยาก หนาวเหน็บ   แต่ ฉีจิ่งกง เจ้าเมืองฉี เอาแต่เสพย์น้ำจัณฑ์ สนุกสนานอยู่กับความบันเทิงเริงรมย์  สั่งขุนนางให้หาสาวงามมาเต้นระบำรำฟ้อน

เอี้ยนจื่อทุกข์ใจมาก เมื่อเห็นประชาชนเดือดร้อน ท่านสั่งให้เอาข้าว ที่เหลืออยู่ในบ้านของท่านออกแจกจ่ายแล้วไปเข้าเฝ้า เจ้าเมือง ฉีจิ่งกง  ซึ่งกำลังเพลิดเพลินอยู่กับน้ำจัณฑ์  และการร้องรำทำเพลง

“ฝนตกหนักมา 17 วันแล้ว ทำลายบ้านเรือนประชาชนไปมากมาย ประชาชนไม่มีเสื้อใส่กันหนาว ไม่มีแม้กระทั่งรำข้าวจะยาไส้  แต่ฝ่าบาทกลับไม่สงสารประชาชน เอาแต่เสพสุขทั้งวันทั้งคืน  ม้าในวังมีข้าวอย่างดีกิน  หมาในวังกินเนื้ออย่างอิ่มเอม  นี่มิเป็นการแสดงว่าพระองค์รักม้าและหมามากกว่าประชาจกรอกหรือ”

ฉีจิ่งกง เห็นเอี้ยนจื่อ มาขัดขวางความสุข ก็ชักฉุนขึ้นมา

เอี้ยนจื่อกล่าวต่อว่า “ข้าพเจ้าเป็นอัครเสนาบดี อยู่เหนือขุนนางทั้งปวง แต่ไม่สามารถทำให้พระองค์สงสารประชาชนได้  ข้าพเจ้าก็ไม่สมควรที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป จึงขอทูลลาออกดีกว่า”

ฉีจิ่งกงตกระทัย  ลืมความโกรธไปสิ้น สั่งให้ติดตาม เอี้ยนจื่อกลับมา  และยอมเอาข้าวในยุ้งฉาง แจกจ่ายประชาชน เอาเงินในคลังออกแจก สั่งซ่อมแซมบ้านเรือนราษฎร บ้านใดไม่มีฟืนก็แจกฟืน ประชาชนต่างก็พากันสรรเสริญ ฉีจิ่งกง ด้วยความสำนึกในพระคุณ

นั่นเป็นเรื่องก่อน ค. ศ. 500 ปีมาแล้วที่เกิดขึ้นในประเทศจีน

โลกทุกวันนี้ก็ไม่ต่างกัน บางประเทศยังเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์  บางประเทศเป็น เสรีประชาธิปไตย  บางประเทศเป็นคอมมิวนิสต์ และบางประเทศก็เป็นเผด็จการ

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องมีผู้ปกครอง ผู้บริหาร และผู้ถูกปกครอง ซึ่งก็คือประชาชน ทั้งหลายทั้งปวง ถ้าผู้บริหาร ผู้ปกครอง ไม่ห่วงใยประชาชน ไม่รักประชาชน ก็อยู่ไม่ได้  ทำผิดกฎหมายก็ติดคุก ทุจริต เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ครอบครัว ในที่สุดก็จะไม่มีแผ่นดินอยู่

อ้อ ไม่แต่หนอนหนังสือ เท่านั้นนะครับ นักการเมืองท้องถิ่น นักการเมืองระดับชาติ ก็สมควรหามาอ่าน ในหนังสือเล่มนี้ ความคิดของ เอี้ยนจื่อ เป็นเพียงหนึ่งในร้อยในพันเท่านั้น ยังมีแนวคิดดีๆ ของเมธีท่านอื่นอีก

เผื่อท่านจะได้เบ้าหลอมที่ดี เป็นนักการเมืองที่ดี ไม่ถูกประชาชนถ่มถุย เหมือนนักการเมืองระยำบางคนบางตระกูล

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สินบน “โรลล์รอยซ์” ไม่ยากเกินจะหา “คนระยำ” มาลงโทษ

111

โดย  สำเริง  คำพะอุ

พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หงุดหงิดอีกแล้วครับวันนี้ เรื่องที่ท่านหงุดหงิดก็คือ เรื่อง สินบนที่บริษัทโรลล์ รอยซ์ จ่ายให้นักการเมือง และพนักงานการบินไทย  ปตท.  ที่ไทยเราซื้อเครื่องบินบ้าง เครื่องยนต์บ้างของโรลล์ รอยซ์

เมื่อเรื่องเปิดเผยออกมา กระทรวงการต่างประเทศก็ต้องประสานขอข้อมูล กระทรวงยุติธรรมก็ต้องเคลื่อนไหว  สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็ต้องตรวจสอบ  คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบก็ต้องเต้น

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์  ออกมาใหสัมภาษณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพตรวจสอบเรื่องนี้เพื่อหาคนผิด หาคนที่รับสินบนมาให้ได้

ตรงนี้แหละครับที่ นายกรัฐมนตรีท่านหงุดหงิด

คือ คุณองอาจพูดเหมือนกับว่า เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา รัฐบาลอยู่เฉยๆ ทำไม่รู้ไม่ชี้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาเต้นกันทุกหน่วยงาน

สหภาพรัฐวิสาหกิจการบินไทย นายดำรงค์ ไวยคณี  ประธานสหภาพฯ  เตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี   หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ

“ประเด็นที่จะขอให้ตรวจสอบคือ มีใครบ้างในการบินไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะอังกฤษบอกมาแล้วว่ามีการบินไทย ต้องรู้ว่าเป็นใคร  แม้จะเป็นเรื่องนานมาแล้วก็ต้องทำ ไม่เช่นนั้นคนทำผิดก็ลอยนวลจะได้รู้ว่ากรรมตามทันเสมอ”

นายดำรงค์กล่าวว่า ต้องไล่ตรวจตั้งแต่ยุค รสช.  พลเอก สุนทร คงสมพงษ์  เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด  ไล่มาถึง พลอากาศเอก เกษตร โรจนนิล   พลอากาศเอกวรนาถ อภิจารี  ส่วนกรรมการผู้อำนวยการ ตั้งแต่นายฉัตรชัย บุณยะอนันต์ นายธรรมนูญ หวั่งหลี  เรื่อยมา

“ก่อนยุคปัจจุบัน มีนายโชคชัย ปัญญายงค์ รักษาการ ดีดี และนายอำพน  กิตติอำพน เป็นประธานบอร์ดที่ซื้อโบว์อิ้ง 787  และ แอร์บัส เอ 350  จากนั้น ยุคนายปิยสวัสดิ์  อัมระนันท์  เป็น ดีดี  จึงต้องพิจารณาเกี่ยวเนื่องมาหมด  ไม่ได้บอกว่าใครผิด  แต่เป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์ใหม จึงต้องตรวจสอบ”

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวว่าได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปรวบรวมเอกสาร หลักฐาน กรณีที่บริษัท โรลล์ รอยซ์ ออกมายอมรับว่าจ่ายสินบนระหว่างปี 2534 ถึง 2548

นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า การหาหลักฐานให้หา 2 ส่วน คือหลักฐานการซื้อเครื่องยนต์ ที่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เก็บไว้  และหลักฐานจากประเทศอังกฤษ

“สตง. จะเข้าไปดูว่าการจัดซื้อของการบินไทยช่วงนั้นเป็นอย่างไร มีการ์ดั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลหรือไม่ มีการแข่งขันในด้านการจัดซื้อถูกต้องหรือไม่ โดยจะดูถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งพนักงาน ข้าราชการ และนักการเมือง มีใครเกี่ยวข้องบ้าง ” นายพิศิษฐ์ กล่าว

ส่วนที่กระทรวงพลังงาน พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรี  ได้สั่งให ปตท. รายงาน กรณีการสอบสวนของสหรัฐ และอังกฤษ ที่ระบุว่า โรลล์ รอยซ์ ว่าจ้างคนกลางจนมีการติดสินบน ปตท. มากกว่า 11 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงปี 2543  ถึง 2556.  แล้วให้รายงานให้กระทรวงทราบ

พรรคการเมืองที่บริหารประเทศ ในช่วงที่ระบุว่า โรลล์ รอยซ์ จ่ายสินบนให้กับการซื้อเครื่องบิน และเครื่องยนต์  คือ พรรคเพื่อไทย   มีบริษัทบริวาร หรือที่ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า  ขี้ข้า ออกมาอ้าขาผวาปีก  ปฏิเสธแทนทักษิณ แล้วว่า ไม่เกี่ยวกับการงาบสินบนชิ้นนี้

ทั้งที่กระบวนการสืบสวนสอบสวนเพิ่งจะเริ่มทำงาน

คือ นายของมันต้องสะอาด บริสุทธิ์ผุดผ่อง แม้กระทั่งการเผาบ้านเผาเมืองก็ไม่เกี่ยว ทั้งที่พยานหลักฐานบอกอยู่โต้งๆว่า ทักษิณมันสั่งให้ไปรวมกันที่ศาลากลางจังหวัด

แล้วศาลากลางจังหวัดก็วินาศไป 3/4  แห่ง

สินบนโรลล์ รอยซ์นี้ไม่ยากต่อการสืบสวนสอบสวน  การจัดซื้อจัดจ้างมันมีหลักฐานชัดเจนอยู่แล้ว เหตุเกิดขึ้นเมื่อใด ใครรับผิดชอบ

และถ้าจะดูว่า มีสินบนให้ใครบ้างก็ไม่ยาก  เพราะการนำเงินเข้ามันมีหลักฐานในธนาคารชัดเจนอยู่แล้ว นำเข้าบัญชีใคร เท่าไหร่  เมื่อไหร่ หลักฐานมีอยู่แล้ว

บางกรณี อาจจะหมดอายุความไปแล้ว บางกรณี อายุความยังอยู่

เชื่อว่า รัฐบาลจะสามารถลากกลุ่มบุคคลระยำเหล่านี้ออกมาให้สังคมได้รับรู้  และถ้าหากลงโทษมันได้ก็ควรทำอย่างยิ่ง

Posted in บ้านนี้เมืองนี้ สำเริง คำพะอุ | Leave a comment

หรือสังคมมันบ้า และเพี้ยนไปแล้ว

157

สำเริง  คำพะอุ

คำว่า  ปรองดอง กลับมาอีกแล้วครับ  หลังจากเงียบหายไปนาน  ทั้งที่ช่วงที่เงียบหายไปก็ไม่มีใครเป็นอะไร  สังคมก็ดูปกติดี

ที่เคยออกมาคัดค้านรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ เมื่อเกิดการยึดอำนาจการปกครอง 22 พฤษภาคม 2557 ต่างก็แยกย้ายกลับบ้านช่องไปทำมาหากิน  ที่มีคดีติดตัวก็ไปต่อสู้กันในโรงในศาลกันต่อไป เช่นเดียวกัน ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล สนับสนุน ทักษิณ ก็กลับไปทำมาหากิน อาจจะลำบากหน่อยเพราะท่อน้ำเลี้ยงอาจจะไม่สะดวกเหมือนเดิม ซ้ำหลายคนก็มีคดีที่ก่อเอาไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ เรื่อยมาจนรัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือแม้เมื่อเกิดรัฐประหารแล้วก็มีคดีอีก

ก็ต้องเผชิญชะตากรรม

ที่จะให้ชีวิตสะดวกสบายเหมือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่บ้างก็ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี เลขารัฐมนตรี  กินเงินเดือนเป็นหมื่นเป็นแสน ทั้งที่มีคดีติดตัว เป็นไปไม่ได้แล้ว  อนาคตคือ คุก อย่างเดียว

เมื่อมีคนเอ่ยคำว่า ปรองดองขึ้นมาอีก ความหวัง ความฝันก็พลันบรรเจิดขึ้นอีก

ที่จะต้องตายในคุก หรือหมดอนาคตทางการเมือง อาจจะเป็นความหวัง

ยิ่งถ้าหากสามารถเพิ่มคำว่า  นิรโทษกรรม เข้าไปด้วย พวกเขาก็ยิ่งจะเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ทีเดียวแหละ

บ้านเมืองที่มีความสมัครสมานสามัคคี มีความปรองดองกันนั้นเป็นเรื่องดี เรื่องถูกต้อง ครับ  แต่คนที่จะสมัครสมานสามัคคี ปรองดองกันได้ นั้นความคิดความเห็นหลักๆ ต้องไปกันได้

แรกสุดต้องเคารพตัวบทกฎหมาย  คนที่ยิงวัดพระแก้ว คนที่มันเผาบ้านเผาเมือง ถ้าหากตกใจแล้วมันวิ่งเข้าห้าง ขโมยสินค้าแบรนด์เนมเขามาใช้นั้น ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากจะปรองดองด้วยหรอกครับ ต้องให้ตำรวจดำเนินคดี ให้ศาลพิจารณาลงโทษ

อาจจะมีบางคนออกมาโต้แย้งว่าแล้วอีกฝ่ายที่ยึดทำเนียบ  ยึดสนามบินล่ะ ?

ก็ดำเนินคดีไปซีครับ คนที่เขายึดทำเนียบ คนที่เขายึดสนามบิน เขาก็ก้มหน้าก้มตาสู้คดีไป ไม่เห็นเขาโอดครวญ  ในขณะเดียวกันฝ่ายที่ออกมาสนับสนุนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ คัดค้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เขาก็ไม่โอดครวญ และไม่เคยเรียกร้อง หรือตะโกนหาความปรองดอง

ทำตัวให้เป็นพลเมืองดี ทำมาหากินไปตามปกติ  เคารพกฎหมายของบ้านเมือง นี่เป็นหัวใจของการอยู่ร่วมกันในสังคมอยู่แล้ว

ประการต่อมา สังคมจะต้องปลูกฝังให้เกิด จริยธรรม คุณธรรม ขึ้นในสังคม ยกย่องเชิดชูคนที่มีคุณธรรม

ไม่ใช่ยกย่อง ไอ้กุ๊ยคนหนึ่งที่เพิ่งออกจากคุกเพราะความเป็นอันธพาลของมัน แต่พอมันพูดถึงคนในคุกบางคนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นเหยื่อเป็นแพะ กลับยกย่องมันราวกับว่ามันเป็นนักต่อสู้เพื่อสังคมส่วนรวมเสียเลิศลอย

หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่มีรายการโทรทัศน์ถึงกับยกรายการให้

สังคมอย่างนี้มันบ้าไปแล้ว

หรือพอดีพิธีกรรายหนึ่ง โกงค่าเวลาสถานีโทรทัศน์เห็นๆ ยังพยายามยัดเยียดให้สังคมยอมรับมันให้ได้

สังคมอย่างนี้มันเพี้ยนไปแล้ว

ช่วยๆ กันดึงกลับมาหน่อยครับ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment