อำนาจเงิน !

137

สำเริง  คำพะอุ

ย้ำให้ฟังกันอีกทีนะครับว่า เมื่อถูกจับได้ และถูกฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญช่วงที่เพิ่งชนะเลือกตั้ง และเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น  ทักษิณ ชินวัตร บอกต่อศาลรัฐธรรมนูญ บอกต่อประชาชนคนไทยว่า เขาไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้คิดไม่ซื่อ

เขาบกพร่องโดยสุจริต

มันจงใจ มันคิดไม่ซื่อเลยแหละครับ เพราะถ้าเรื่องที่มันซุกหุ้นไว้กับคนใช้  รปภ.  ไม่ตั้งใจที่จะใช้เล่ห์เหลี่ยม ใช้ชั้นเชิง เลี่ยงรัฐธรรมนูญ  และหาทางหลบเลี่ยงภาษี   เสร็จจากคดีซุกหุ้นมันจะไปตั้งบริษัท แอมเพิลริช ที่เกาะบริทิช เวอร์จิ้น ในวันที่ 11 มิถุนายน 2542  ทำไม

หรือว่า นี่ก็บกพร่องโดยสุจริตอีก  !

ไม่เลยครับ  ความคดในข้อ งอในกระดูกของมัน เห็นได้จาก มันเที่ยวได้ให้คำแนะนำนักธุรกิจไทยให้รักชาติบ้านเมือง ไม่ควรไปจัดตั้งบริษัทที่หมูเกาะต่างๆ เพื่อเลี่ยงภาษี

มันคงไม่ได้นึก ไม่ได้คิดว่า ความจริงจะปรากฏขึ้น

ปรากฏขึ้นเมื่อมันแก้ไขกฎหมายการเปลี่ยนแปลงการถือครอง หรือเปลี่ยนแปลงสัดส่วนหุ้น แล้ว แอมเพิลริช  ก็ขายหุ้น ชินคอร์ปอเรชั่นให้ลูกชาย ลูกสาวของมัน หุ้นละ 1  บาท

แล้วลูกมันก็มาขายให้เทมาเส็กในตลาด หุ้นละ 49 บาท

แล้ว มันก็เที่ยวคุยโวว่า อยากเสียภาษี อยากเสียภาษี แต่การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ต้องเสียภาษี  ทำไงได้

ช่วงที่เกิดเหตุ ทักษิณ ยังเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีเสียงสนับสนุนพรรคเดียวก็เกินครึ่งค่อนสภา  (สมัยที่ 2)

แม้จะมีหลายเรื่องที่สร้างความคลางแคลงใจในความซื่อสัตย์ แต่ประชาชนส่วนข้างมากก็ยังวางใจ ยังชื่นชมนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค  ยังชื่นชมกองทุนหมู่บ้าน

มีเสียงคัดค้านในความไม่ซื่อสัตย์  ผู้คนก็จะออกมาโต้แย้งว่า  ก็ยังดี ที่แบ่งให้ชาวบ้าน  ก็ยังดี ที่ให้คนยากคนจน ก็ยังดีกว่า หลายๆ รัฐบาลที่ไม่ดูดำดูแดง ประชาชนคนยากคนจนเลย

แต่เมื่อขายหุ้น ชินคอร์ปอเรชั่น ให้เทมาเส็ก โดยที่ไม่เสียภาษีสักบาท (เพราะใช้กรรมวิธีเลี่ยงภาษี) ประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มไม่พอใจ นำไปสู่การชุมนุมคัดค้าน และนำไปสู่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดย  นายสนธิ ลิ้มทองกุล พลตรีจำลอง ศรีเมือง  นายพิภพ ธงไชย  นายสมศักดิ์  โกศัยสุข และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์

กล่าวสำหรับ พลตรีจำลอง ศรีเมือง แล้ว เป็นผู้ที่ชักนำ ทักษิณให้เข้าสู่การเมืองทีเดียว เข้ามาปั้บ ก็ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ  ต่อมาก็ยกพรรคพลังธรรมให้

แม้เมื่อทักษิณ ทิ้งพรรคพลังธรรม  พลตรีจำลองก็ยังคงให้การสนับสนุน  เมื่อทักษิณต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ ท่านพลตรีจำลองก็ไปลุ้นหน้าบัลลังก์การพิจารณาคดีทุกนัด

เพราะท่านเชื่อของท่านว่า ทักษิณมันบกพร่องโดยสุจริต

พลตรีจำลองต้องแยกทางมาจับมือกับ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ยืนซดทักษิณตลอดมานับแต่รายการ ทีวีช่อง 9 ที่จัดกับ สโรชา ถูกปลด ก็ตอนที่ ทักษิณ ขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่นให้เทมาเส็ก แล้ว พลตรีจำลอง มีจดหมายน้อยไปแนะนำให้ทักษิณควักเงินส่วนหนึ่งจ่ายภาษีให้รัฐบ้าง จะได้ไม่น่าเกลียด  แต่ทักษิณไม่ได้สนใจคำแนะนำนั้นเลยสักนิด นั่นเอง

ท่านพลตรีจำลอง ศรีเมือง ให้พฤติกรรมเช่นนี้แล้วเลยรับไม่ได้

เชื่อว่า ที่เคยเชื่อ ที่เคยคิด ว่า ทักษิณมันบกพร่องโดยสุจริตนั้น คงจะเลิกคิดไปแล้วแต่บัดนั้น

แต่กระนั้นก็มีคนโง่ คนที่ยังยินดีที่จะยังเชื่อว่า ทักษิณเป็นคนดี เป็นคนที่ถูกกระทำ อยู่อีก เพราะเชื่ออย่างนั้นไปแล้ว หลงอย่างนั้นไปแล้ว

เมื่อปี 2552 ปี 2553  ทักษิณ ชักชวนให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยออกมาสู้เพื่อเขา  อย่ากลับบ้านมือเปล่า หรือ พี่น้องครับ ช่วยพาผมกลับบ้านด้วย

และบางครั้ง ทักษิณก็ปลุกเร้าด้วยความฮึกห้ามเหิมหาญ เป็นต้นว่า  ถ้าเสียงปืนแตก ผมจะมาเดินนำพี่น้องเข้ากรุงเทพฯ

แต่เมื่อเสียงปืนแตก นอกจากไม่เห็นเงาหัวทักษิณแล้ว  ระหว่างนั้นมันจะให้ลูกเต้าออกนอกประเทศหมด

บรรดาขี้ข้าทักษิณก็ไม่เคยถือสา

ปี  2555  ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์  มีสัญญาณบอกว่า อาจจะเจรจาปรองดอง อาจจะนิรโทษได้ ทักษิณ มันพูดกับคนเสื้อแดงเลยว่า  พี่น้องส่งผมถึงฝั่งแล้ว  ผมจะขึ้นรถแล้ว ไม่ต้องตามผม

ความหมายก็คือ มันจะเอาตัวรอดของมันคนเดียว แกนนำเสื้อแดงบางคนน้อยใจ  แต่ก็ไม่ถือสาหาความ

เงินตกใส่หิน หินแตก  ตกใส่ดิน ดินทรุด

มีส่วนจริงอยู่บ้าง (กับบรรดาขี้ข้าบริษัทบริวารทักษิณมัน)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เห็นธาตุแท้ของ บกพร่องโดยสุจริตหรือยัง?

1

สำเริง   คำพะอุ

การขายหุ้นชินตอร์ปะเรชั่นให้ เทมาเส็ก เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549  ผ่านมาแล้ว 10 ปี ยังเถียงกันไม่จบว่า จะต้องเสียภาษีหรือไม่เสีย เพราะอะไร ?

เพราะ รัฐไม่เคยจริงจังกับคนมีอำนาจ ไม่เอาจริงเอาจังกับคนมีเงิน และเจ้าหน้าที่รัฐได้ประโยชน์ เห็นได้อย่างชัดเจนว่า นางเบญจา หลุยเจริญ  ข้าราชการในกรมสรรพากร ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี ที่มีความเห็นว่า  การซื้อขายรายนี้ไม่ต้องเสียภาษี ส่งผลให้ครอบครัวชินวัตร ได้ประโยชน์จากภาระภาษี ไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท

2

นางเบญจา หลุยเจริญ

และนี่เองส่งผลให้ ครอบครัวชินวัตร เห็นความรู้ความสามารถของนางเบญจา หลุยเจริญ  ส่งผลให้นางได้เป็น อธิบดีกรมสรรพสามิตร และอธิบดีกรมศุลกากร

และเมื่อ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชนะเลือกตั้งก็ทำให้ นางเบญจา หลุยเจริญ ได้รับเลือกให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

จากปี 2549  ที่ ทักษิณ ชินวัตร ขายหุ้น ชินคอร์ปะเรชั่นให้ เทมาเส็ก  ทำให้ประชาชนไม่พอใจ ต่อ ทักษิณ ชินวัตร  เพราะประชาชนมองเห็นชัดเจนว่า รัฐบาล ทักษิณ แก้ไขกฎหมายเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถิอหุ้น ก็เพื่อตัวเอง  แก้ไขเสร็จก็ขายให้กับเทมาเส็กในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

ประชาชนเริ่มมองเห็นความเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัวของ ทักษิณชัดเจนขึ้น รู้ทัน ทักษิณ เพิ่มขึ้น จนนำไปสู่การประท้วง การชุมนุมคัดค้าน และนำไปสู่การยึดอำนาจ ทักษิณ โดย พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ในที่สุด

ความเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว ทักษิณ เห็นได้จากอะไร ?

เมื่อทักษิณ ชนะเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศต่อจากรัฐบาลนายชวน หลีกภัยนั้น ทักษิณดูเหมือนจะเป็นความหวังใหม่ของประชาชน ที่จะมาแก้ไขปัญหาของประเทศ  ทางหนึ่งเขาประสบความสำเร็จมาแล้วทางธุรกิจ  จากนักธุรกิจเล็ก วิ่งแลกเช็ค วิ่งผลัดหนี้ กลายมาเป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ เป็นพันล้านหมื่นล้าน  พรรคการเมืองต่างๆ ต่างก็อ้าแขนรับ ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์ ความหวังใหม่

แต่ ทักษิณก็เลือกพรรคพลังธรรม ซึ่งเป็นพรรคที่มีภาพลักษณ์สวยงาม มี พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้นำพรรค

ในที่สุด ทักษิณก็กลายมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม

และในที่สุดก็ทิ้งพรรคพลังธรรมมาตั้งพรรคใหม่  เพราะพรรคพลังธรรม มีข้อจำกัดเยอะ เป็นต้นคัดเลือกนักการเมือง (ที่คิดว่า น้ำดี) เข้าพรรค  สมาชิกต้องไม่โลภ ไม่เห็นแก่ได้  ไม่เห็นแก่ตัว ฯลฯ

เมื่อ ทักษิณ จัดตั้งพรรคไทยรักไทยด้วยการรวบรวมสารพัดนักการเมืองเข้าพรรคนั้น ทักษิณเป็นความหวังใหม่ที่ประชาชนคิดว่าจะมาแก้ปัญหาของประเทศ

แต่ทักษิณก็สะดุดปัญหา  ทักษิณ นำหุ้นซึ่งก็คือ สมบัติมหาศาลของเขานั้นไปซุกไว้กับ  รปภ.  คนใช้ !

เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ  ทักษิณต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ

ระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา  ทักษิณบอกว่า   เป็นข้อบกพร่องโดยสุจริต

หลายต่อหลายคนออกมาแก้ตัวแทนทักษิณว่า  สมบัติ หรือ ทรัพย์สินของเขาเอง เขาจะฝากไว้ที่ไหนก็เป็นเรื่องของเขา   เขาไม่ได้ ทุจริต ไม่ได้โกงก็แล้วกัน

มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเอาใจช่วยเขาให้รอดพ้นคดี  เพราะอยากให้เขาบริหารประเทศ เพราะเชื่อในความรู้ความสามารถของเขา

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ มั่นใจว่า  คนที่ร่ำรวยเป็นพันล้านหมื่นล้านอย่างเขาต้องไม่โกง ต้องทำให้ชาติเจริญก้าวหน้าได้อย่างแน่นอน

ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้เขาชนะ

เป็นชัยชนะที่ประชาชนไม่เคลือบแคลงสงสัย   ทั้งที่มติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  7 เสียงตัดสินว่า ทักษิณทำผิดรัฐธรรมนูญ    4 เสียงบอกว่า ไม่รับพิจารณา มาตรา 295 รัฐธรรมนูญ 2540  และอีก 4 เสียงบอกไม่จงใจ

แต่ประชาชนก็ไม่สนใจในมติ  ไม่สนใจการตั้งประเด็นของศาลรัฐธรรมนูญสมัยนั้น

ทักษิณ รอดคดี และบริหารประเทศด้วยความเชื่อของประชาชนว่า  ทักษิณบกพร่องโดยสุจริต

แต่คนที่มันบอกว่า บกพร่องโดยสุจริต  คนที่มันบอกว่า รวยแล้วไม่โกง   และคนที่มันบอกนักธุรกิจไทยว่า  ควรที่จะมีความรักชาติ ไม่ควรไปตั้งบริษัทที่เกาะเคย์แมน หรือเกาะใดๆ เพื่อเลี่ยงภาษี หรือฟอกเงิน อีก 2 /3 ปีต่อมาเรื่องก็ปรากฏขึ้นว่า มันไปตั้งบริษัทแอมเพิลริช ที่เกาะบริทิชเวอร์จิ้น  เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542

และบริษัทแอมเพิลริชนี้  ถือหุ้นอยู่ 32. 92 ล้านหุ้น ในราคาพาร์ 10  บาท แล้วหุ้นก็กลายเป็น 329. 2 ล้านหุ้น เมื่อแตกพาร์มาเป็น 1 บาท  แล้วแอมเพิลริชก็ ขายหุ้นให้แก่ลูกชาย ลูกสาวทักษิณ หุ้นละบาท

เป็นการขายนอกตลาดหลักทรัพย์

ลูกชายลูกสาวเอามาขายในตลาดหุ้นละ 49. 25 บาทให้เทมาเส็ก

พอพูดเรื่องภาษีมันบอกว่าขายในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ต้องเสียภาษี

ตามกับลูกชายลูกสาว มันบอกว่า หุ้นของพ่อ

พอตามกับพ่อ มันบอกว่ายึดไปแล้ว 4 หมื่นล้านบาท

และบรรดาขี้ข้าของมันก็ออกมาเห่ากันเกรียวว่า  เป็นอภินิหารของกฎหมาย  !

ฟังเอาเถอะครับพี่น้อง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

คุกรอ ครม. ยิ่งลักษณ์อยู่

125

สำเริง   คำพะอุ

กรรมการ ป.ป.ช. ยืนยัน ‘สุรพงษ์’ มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในการออกหนังสือเดินทางให้ ‘ทักษิณ’

นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. แถลงเปิดสำนวนคดีว่า ในขณะนั้น นายทักษิณ อยู่ในสถานะของผู้หลบหนีคดี ตามที่ศาลออกหมายจับ ซึ่งการออกหนังสือเดินทาง จึงเป็นการขัดกับระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ส่งผลต่อกระบวนการยุติธรรม และไม่ได้มีการตรวจสอบความถูกต้องอย่างละเอียด โดยทุกอย่างดำเนินการเสร็จสิ้นภายในวันเดียว ดังนั้น ป.ป.ช.จึงเห็นว่า นาย สุรพงษ์ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และใช้อำนาจจนทำให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งขัดต่อจริยธรรมข้าราชการการเมือง

นั่นเป็นการเปิดสำนวนถอดถอน นายสุรพงษ์  โตวิจักษ์ชัยกุล  รองนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์

เมื่อทักษิณ ส่งน้องสาวมาเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาล นอมินี ของทักษิณ ก็เริ่มรับใช้เขาทันที  คงจะจำกันได้ว่า งานแรกของ สุรพงษ์ โดยที่ยังไม่ได้เข้าไปนั่งในกระทรวง  ยังไม่ทันได้ถวายสัตย์เสียด้วยซ้ำก็คือ เจรจากับ ทูตญี่ปุ่น เพื่อหาทางให้ทักษิณ เดินทางไปญี่ปุ่นจนสำเร็จ

แล้วต่อมากอีกไม่นานนัก ขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งสาละวนอยู่กับปัญหาน้ำท่วม  สุรพงษ์ ก็คาบหนังสือเดินทางไปให้ทักษิณถึงดูไบ

การทำหนังสือเดินทางเป็นเรื่องของข้าราชการประจำ แน่นอน เรื่องนี้ ทุกคนรู้   และข้าราชการประจำทั้งหลาย ไม่แต่กรมการกงสุล  ข้าราชการกระทรวง ทบวงไหนต่างก็รู้ว่า ทักษิณ เป็นนักโทษหนีคุก เป็นบุคคลที่อยู่ในสาระบบที่ถูกฟ้องร้องหลายคดี และก่อนหน้ารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ กระทรวงการต่างประเทศก็ถอนหนังสือเดินทางของ ทักษิณเรียบร้อยไปแล้ว

ไม่มีข้าราชการคนไหนหรอกที่จะกล้าทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย

นอกไปเสียจาก นักการเมือง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะสั่งให้ทำ บอกให้ทำ หรือบังคับขืนใจให้ทำ

ไม่ทำก็จะถูกย้าย ไม่ย้ายมึงก็ไม่ต้องโต

และก็เห็นกันอย่างชัดเจนแล้วว่า  ทำเสร็จแล้ว มันก็กุลีกุจอ คาบไปเอาหน้า

ความผิดของ  สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล  จึงไม่ใช่เพียงถอดถอนออกจากตำแหน่ง เพื่อมิให้มันไม่มีโอกาสเล่นการเมืองได้อีก 5  ปี 10 ปีเท่านั้น

แต่ต้องดำเนินคดีอาญากับมันด้วย  เพื่อให้เป็นตัวอย่าง ให้นักการเมืองทั้งหลายมันได้คิดว่า ไม่ควรเหิมเกริม ชนะเลือกตั้งแล้วจะทำอย่างไรก็ได้โดยที่ไม่คำนึงถึงกฎ ระเบียบ หรือตัวบทกฎหมาย

ยังมีอีก  รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้จ่ายเงิน ที่เรียกว่าเงินเยียวยา  3 ถึง 7 ล้านบาท (เป็นจำนวนเงินที่มากกว่า ตำรวจ ทหาร หรือเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองได้รับในการปฏิบัติหน้าที่เสียด้วยซ้ำ) ให้กับบุคคลที่ ขายชีวิตเพื่อทักษิณ ในเหตุการณ์ เดือนเมษายน/ พฤษภาคม ปี 2552 และ 2553

เป็นการใช้จ่ายเงินโดยที่ไม่มีกฎหมายรองรับ  เป็นความผิดแน่นอน

เรื่องนี้มีคนร้องเรียน  ปปช.  นานนับเดือนนับปีแล้ว เช่นเดียวกับการร้องเรียนกรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล   การพิจารณาเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากซับซ้อน  สมควรที่จะพิจารณาเสร็จนานแล้ว เช่นเดียวกัน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ทำไมปล่อยเวลามาถึง 10ปี

111

โดย สำเริง  คำพะอุ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ หลังการประชุม คณะรัฐมนตรี กรณี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมหารือ ความคืบหน้า เพื่อเรียกเก็บภาษี นายทักษิณ ชินวัตร  กรณีขายหุ้น ชินคอร์ป ให้เทมาเส็ก เมื่อปี 2549  ว่า  ไม่ได้นิ่งนอนใจตั้งแต่วันแรกที่ได้ยินเรื่องนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้ให้แนวคิดและหลักการไปว่า  รัฐบาลต้องไม่ทำขัดกับหลักยุติธรรม และจะไม่ใช้มาตรา 44  แก้ปัญหาเรื่องนี้

พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่าได้ให้ที่ประชุร่วมกันของคณะใหญ่ทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย  สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ข้อยุติให้ใช้กฎหมายปกติดำเนินการ

“กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรจะดำเนินการเรียกภาษี จะได้หรือไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายโต้แย้งทางศาล  “ทำไมเรื่องนี้จึงปล่อยมาถึง 10 ปี  ?

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ทันทีที่ได้ยินเรื่องนี้ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ  แสดงว่า ท่านเพิ่งจะรับรู้เรื่องนี้ ทั้งที่เรื่องนี้เกิดมานานแล้ว 10 ปี

แต่ละเรื่องจะให้ท่านมารับรู้ นั้นเป็นไปไม่ได้ มีเรื่องมากมายที่เกิดขึ้นในประเทศนี้  เรื่องเก็บ หรือไม่เก็บภาษีเป็นเรื่องของกรมสรรพากร  ทักษิณ มันรู้ก่อนที่มันจะเข้าสู่อำนาจ  หรือตั้งแต่ที่มันทำธุรกิจจนกระทั่งร่ำรวย  มีหน่วยงานที่มันจะต้องสนิทสนมเอาไว้ นอกเหนือจากสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มันจะต้องเอาเทคไทร์ ไปฝากรัฐมนตรีเป็ประจำ เพราะมันทำธุรกิจโทรทัศน์ ก็คือ ตำรวจ  เอาไว้อำนวยความสะดวกระดับต้นๆ  มันเป็นตำรวจ พ่อตามันเป็นตำรวจ  มันจึงรู้ดี  หน่วยงานต่อมาก็คือ สรรพากร เมื่อมันลาออกจากตำรวจ มาทำธุรกิจโทรศัพท์ ธุรกิจการสื่อสาร มันต้องคบหาเจ้าหน้าที่สรรพากร เพื่อที่จะช่วยให้มันหลบ มันเลี่ยงภาษี

และหน่วยงานอีกแห่งก็คือ สำนักงานอัยการ

จะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องก็หน่วยงานนี้

และเราก็เห็นแล้วเกือบ 10 ปีที่มันมีอำนาจโดยตรงคือเป็นนายกรัฐมนตรี  และอีกช่วงที่มันสามารถชักใยอยู่เบื้องหลัง 3 นายกรัฐมนตรี  สมัคร  สมชาย และ ยิ่งลักษณ์  มันได้ปฏิบัติการตอบแทนบุคลากรทั้งสามหน่วยงานนี้อย่างไรบ้าง   ให้ตำแหน่งแก่ ผัว เมีย ในรัฐวิสาหกิจ  ให้ตำแหน่งสำคัญๆในหน่วยงานนั้นๆ

พ้นมาแล้ว มันก็ให้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการช่วยว่าการ

มันตอบแทนขี้ข้า บริษัทบริวารของมันด้วยตำแหน่งทางราชการ ตำแหน่งทางการเมือง โดยที่มันไม่ต้องควักเงินเองเสียด้วยซ้ำ  เผลอๆถ้ามีผลประโยชน์  มีคอมมิชชั่น หรือเงินที่ได้จากการทุจริต ส่วนหนึ่งก็ต้องส่งให้มัน หรือเป็นค่าใช้จ่ายของพรรค (ซึ่งก็ทำให้มันสามารถประหยัดเงินส่วนตัวของมัน)

ด้วยเหตุนี้ บริษัทบริวาร ขี้ข้าทั้งหลายทั้งปวงของมันจึงจงรักภักดีต่อมัน

และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เรื่องนี้ยืดเยื้อมาถึง 10  ปี จนเกิดความวิตกกังวลว่า มันจะหมดอายุความหรือยังไม่หมด. จะเก็บภาษีมันทันหรือไม่ทัน

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีย่อมประจักษ์ ด้วยตนเองแล้วว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีข้าราชการในกรมสรรพากร บางคนมันรวยผิดปกติ กำลังถูกฟ้องให้ศาลยึดทรัพย์ จำนวนมหาศาลอยู่ขณะนี้ก็มี   ที่ได้ดิบได้ดี เป็นอธิบดีหลายกรม เป็นรัฐมนตรี ให้เห็นมาแล้วก็มี

และกำลังจะเข้าคุกในวาระสุดท้ายของชีวิต ก็มีให้เห็น

นอกจากจะต้องเก็บภาษี ทักษิณให้ได้แล้ว  รัฐบาล สมควรสั่งให้กระทรวงการคลังล้างกรมสรรพากรให้สะอาดด้วย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ถ้าจะปราบทุจริต

1

สำเริง  คำพะอุ

กระทรวงศึกษาธิการเป็นห่วงความปลอดภัย ครู นักเรียนที่อยู่ชายแดนภาคใต้ จึงให้จัดตั้งระบบกล้องวงจรปิดใน 10 พื้นที่ตั้งแต่ปี 2557 ใช้งบประมาณ  577  ล้านบาท

มาถึงวันนี้กล้อง ซีซีทีวี  จำนวนหนึ่งไม่สามารใช้งานได้

ที่ใช้การไม่ได้ก็เพราะมีการทุจริต

เหตุที่สังคมรู้ว่ากล้องสัปปะรังเคนั้นใช้ไม่ได้ก็เพราะมีการร้องเรียนกันขึ้นมา  ตรวจสอบกันแล้ว สเปกไม่ตรงกับ ทีโออาร์  มีปัญหาก็ยังเบิกจ่ายกันได้

เมื่อกล้องใช้ไม่ได้  ความหวังดีของกระทรวงศึกษาธิการ ที่อยากเห็นความปลอดภัยของบุคคลากรทางการศึกษาก็ไม่เกิดขึ้น

ถามว่าคนที่มันซื้อมันไม่ห่วงหรือ ?

คนที่มันทุจริต มันไม่ห่วงปัญหาอื่นที่ตามมาหรอกครับ  มันนึกอย่างเดียว มันต้องได้ มันต้องมีฐานะมั่งคั่ง ร่ำรวยขึ้นเท่านั้นเอง  เช่นเดียวกับ  ไอ้คนที่ใช้งบซื้อพันธ์ุพืช พันธ์ุผัก ที่หมดอายุแล้วแจกชาวบ้าน  หรือซื้อกล้ากล้ายาง ที่ไม่มีคุณภาพ ซื้อปุ๋ยปลอม แจกเกษตรกร

มันไม่นึกห่วงเกษตรกรว่าจะลงทุนลงแรงสูญเปล่า

มันนึกอย่างเดียว มันต้องได้ มันต้องรวย

ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพื่อที่จะบอกกล่าวว่า  การจัดซื้อจัดจ้าง ที่นำไปสู่การทุจริตนั้นมันมีทุกหน่วยงาน

ทุกหน่วยงานจริงๆครับ

ใครมาเป็นรัฐมนตรี ใครมาเป็นหัวหน้าหน่วยงาน ต่างแย่งกันเสนอโครงการ เสนอแนวคิดที่จะให้มีการจัดซื้อจัดจ้าง  เพราะการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้ได้ใข้เงิน ใช้งบประมาณ และทำให้ได้คอมมิชชั่น ได้สินบน

บางทีรัฐมนตรี หรือหัวหน้าหน่วยงานนั้นยังไม่ทันได้คิดหรอกครับ  พ่อค้า จะเสนอขายสินค้า หรือเสนอแนวคิดให้กับนักการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้างนั้นเสียเอง

ยิ่งหน่วยงานที่เกิดขึ้นใหม่ที่จะต้องซื้อตั้งแต่โต๊ะนั่งทำงาน เครื่องใช้ในสำนักงาน ไปจนกระทั่งคอมพิวเตอร์ ยิ่งวิเศษ

พ่อค้านักธุรกิจมันก็เก่ง  ใครมีอำนาจในการที่จะอนุมัติให้มีการจัดซื้อจัดจ้าง มันสืบรู้หมด จะติดต่อยังไง ผ่านใคร  มีนิสัยใจคออย่างไร ชอบอะไรเป็นพิเศษ มันสืบรู้หมด แล้วมันก็เข้าหาจนได้ และได้ งาน ในที่สุด

เป็นอย่างนี้มานานแล้วครับ นานจนเป็นประเพณีปฏิบัติแล้วว่า การจัดซื้อจัดจ้างนั้น มีค่าคอมมิชชั่น  20 %

นี่อย่างปกตินะครับ  ที่ไม่ปกติก็คือ การจัดซื้อจัดจ้างที่ราคาสูงๆ เช่นสร้างถนนสายยาวๆ  หรือโครงการพิเศษ ใหญ่ๆ งบประมาณมากๆ

เห็นสนามเด็กเล่น  หรือสนามออกกำลังกาย ตามชุมชน ตามหมูบ้านไหมละครับ

รวยกันเป็นล่ำเป็นสันกันทั้งผูมีอำนาจในการซื้อ และรวยทั้งคนขาย

ถามว่าคนดี คนซื่อ ที่ไม่ทำมาหากินอย่างนี้มีไหม มี แต่เป็นส่วนน้อย

ส่วนน้อยที่ว่านี้  20% ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติก็ไม่เอา  บอกกล่าวเพื่อนพ้อง หรือแม้กระทั่งญาติพี่น้อง ไม่ให้มาทำมาหากิน ไม่ให้มาประมูลงาน หรือไม่ให้มาทำมาหากินในหน่วยงานที่เขามีอำนาจอยู่เสียด้วยซ้ำ

ต่างกับคนที่คิดทุจริต  จะเปิดช่องเปิดทาง ให้บริษัทบริวาร เข้ามาทำมาหากินกับหน่วยงานของรัฐ

ผมว่า  ท่านพลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีของท่าน ควรจะเอาอย่างคนประเภทที่ไม่เอาพรรคเอาพวก เอาญาติพี่น้อง มาทำมาหากินกับหน่วยงานของรัฐ  แนะให้เขาไปทำมาหากินที่สุจริตอย่างอื่นเป็นดีที่สุด

จะได้ไม่ถูกใครครหานินทาได้

และก็เป็นทางหนึ่งที่ทำให้การทุจริตน้อยลง

คนที่มีอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้างเขาก็จะทำงานได้ง่าย ตรงไปตรงมา ไม่ใช่ต้องซื้อด้วยความเกรงอกเกรงใจ เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องซื้อ ก็ต้องซื้อ  ข้าวของไม่ตรงสเปกก็ต้องยอมรับ คนตรวจสอบก็ไม่กล้าตรวจสอบ ไม่กล้าเข้มงวด

หรือ กระทั่ง ปปข.  ก็ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจ  (มีนะครับ บางคดี บางกรณีที่ ปปช. เกรงอกเกรงใจ ไม่อยากตรวจสอบ ไม่กล้ายกเรื่องนั้นเรื่องนี้มาพิจารณา  เก็บเรื่องเข้าตู้แช่ไว้)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

แจงที่ไปที่มาของทรัพย์สินด้วยดีไหม?

111สำเริง คำพะอุ

กฎหมาย ปปช.  บังคับให้นักการเมืองข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ต้องแจงบัญชีทรัพย์สินต่อ ปปช.  ทั้งตอนที่เข้าสู่ตำแหน่ง และตอนที่พ้นตำแหน่ง

ทั้งนี้เพื่อให้รู้ว่าตอนที่เข้ารับตำแหน่งมีทรัพย์สินสักเท่าไร พ้นจากตำแหน่งแล้วเป็นอย่างไร ร่ำรวย อู้ฟูขึ้น  หรือจนลง  ถ้ารวย รวยเพราะอะไร  จนลง จนเพราะอะไร

ป้องกันการทุจริตได้ไหม ?

พอได้บ้าง อย่างน้อยก็ทำให้ใครบางคนที่จะเป็นนักการเมือง  หรือเติบโตในวงราชการ เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ ต้องระมัดระวังตัว ถ้าจะทุจริต ประพฤติมิชอบ ก็ต้องทำให้เนียน เป็นต้น ยักย้ายถ่ายเท ทรัพย์สมบัติไว้กับญาติพี่น้อง คนรู้จัก ที่คิดว่าเขาจะไม่อม  เสียแต่เนิ่นๆ   มีตัวอย่างให้เห็นมรแล้ว บางคนเอาไปซุกไว้กับคนใช้   รปภ.   เลขาฯ คนเลี้ยงลูก

การแสดงบัญชีทรัพย์สิน นั้นเพียงแต่ ส่งบัญชีให้  ปปช. ดูว่า มีทรัพย์สินอะไรบ้าง  เงินสด เท่าไร เงินฝากกี่บัญชี  บัญชีละเท่าไร รถยนต์กี่คัน ราคาประมาณเท่าไร ที่ดินกี่ผืน  ที่ไหนบ้าง

การแสดงบัญชีทรัพย์สินนั้นเพียงแต่แจงทรัพย์สินที่มี   ไม่ต้องแจงที่ไปที่มาของทรัพย์สินว่า ทำไมมีเป็นร้อยล้านพันล้าน

บางคนเพียงแสดงบัญชีทรัพย์สิน  สังคมก็รู้แล้วละครับว่า  ไอ้หมอนี่ หรือ นางคนนี้มันโกงหรือไม่โกง

ยกตัวอย่างเช่นนายทหารคนหนึ่ง แจงทรัพย์สิน เมื่อเป็นรัฐมนตรีว่ามีเงินเป็นร้อยล้านบาท มีรถยนต์ มีที่ดิน คู่สมรสก็มีเงินเป็นร้อยล้านบาท  มีทองหยอง มีนาฬิการาคาเรือนละล้าน 2/3 เรือน ฯลฯ

สังคมรู้แล้วก็ได้แต่ยิ้มๆ

เพื่อนฝูงทั้งที่สนิท ไม่สนิทนั้นยิ้มเยาะทีเดียว เพราะเห็นกำพืดกันมาตั้งแต่เรียนชั้น ประถม มัธยม เตรียมทหาร จนกระทั่งโรงเรียนนายร้อย

พวกที่เรียนสวนกุหลาบฯ เทพศิรินทร์  อำนวยศิลป์  แล้วก็จุฬา ธรรมศาสตร์ หรือเกษตรฯ ก็เหมือนๆกัน

คือเห็นกำพืดกันตั้งแต่ตอนนั้นว่า มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย หรือระดับกลางๆ หรือแม้กระทั่งยากจน

เห็นบัญชีทรัพย์สินแล้ว เพื่อนฝูงต้องถามกันว่า ไอ้นี่ หรือ นางคนนี้มันไปรวยตอนไหนวะ  ?

ในอดีต นายกรัฐมนตรีที่ฐานะมั่งคั่ง ร่ำรวย อย่าง นายพจน์ สารสิน ผู้คนจะไม่แปลกใจ เพราะครอบครัวท่านทำธุรกิจ ร่ำรวยอยู่แล้ว   แต่สฤษดิ์  ถนอม หรือ เผ่า ศรียานนท์  นี่ผู้คนสงสัยแน่ แม้คนเหล่านี้จะไม่เคยแสดงบัญชีทรัพย์สินก็ตาม

การที่ทายาทฟ้องร้องแย่งสมบัติกันก็ดี  หรือที่ทางการไปยึดกลับคืนมาเป็นของรัฐ มันชัดเจนอยู่แล้ว  ว่าสมบัติมากมายก่ายกองขนาดนั้น น่าจะมาจากไหน  ทุจริต หรือ ไม่ทุจริต

เพราะฉะนั้น ถ้าหากจะมีการแก้ไขกฎหมาย ปปช.   นอกจากให้แสดงบัญชีทรัพย์สินแล้ว  ถ้ามีเหตุอันชวนให้น่าสงสัยก็ควรที่จะต้องแจงที่ไปที่มาของทรัพย์สินนั้นด้วยว่าได้มาอย่างไร  เป็นต้น นาฬิกาเมียเรือนละล้านบาทได้มาจากไหน เงินสดที่ว่ามีเป็นร้อยล้านบาทนั่นได้มาอย่างไร ในเมื่อเงินเดือนตั้งแต่เรียนจบ จนมาตำแหน่งใหญ่โตขนาดนี้เก็บไว้ทุกเดือน ไม่ใช้เลย ยังไม่มีทางที่จะได้มากมายขนาดนี้

อาจจะมีบางคนบอกว่า เขาก็ต้องซุกเงินสดเก็บไว้ ไม่ฝากธนาคารให้ตรวจสอบได้ นั่นก็อาจจะเป็นไปได้  แต่ก็อาจจะเสี่ยงกับการถูกปล้น เสี่ยงต่อการสูญหาย หรือ ฝากคนอื่น ฝากญาติพี่น้องก็เสี่ยงต่อการถูกโกง

ทำให้คนที่มันจะโกง คนที่มันคิดจะทุจริต ยุ่งยากขึ้นไปอีก

คนที่มันทุจริต มันพยายามหาทางของมันจนได้ละครับ  แต่ทำให้มันยุ่งยากขึ้นมาอีกหน่อย

ขณะเดียวกัน  สังคมโดยรวมก็อย่าละเลยต่อการตรวจสอบ ช่วยกันดู ช่วยกันเป็นหูเป็นตา

คนโกง คนทุจริตมันจะได้น้อยลง

Posted in บ้านนี้เมืองนี้ สำเริง คำพะอุ | Leave a comment

เงินค่าที่ปรึกษาไทยเบฟ ไม่ใครก็ใครล่ะ บ้าไปแล้ว !

122

สำเริง  คำพะอุ

พลตำรวจโทศานิตย์  มหถาวร  ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล  ท่านเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่  ตำแหน่งของท่านทำให้ท่านต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  (ปปช. )

ซึ่งท่านก็ยื่น เหมือนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลายที่ยื่น  ถูกต้อง ทุกอย่าง ทุกประการ

ผู้คนก็ไม่ได้ติดในสงสัยอะไรหรอกครับกับ ทรัพย์สมบัติที่ท่านและคู่สมรสของท่านมีอยู่

ในรายการบอกว่ามีบัญชีเงินสดอยู่  3.2 ล้านบาท ไว้ดูแลผู้หลักผู้ใหญ่ และใช้จ่ายให้ลูกน้องทำงาน. นี่ก็ไม่มีใครติดใจ เพราะตำแหน่งอย่างท่าน ฐานะอย่างท่านก็ต้องมีเงินสำรองไว้รับรอง ในวงสังคม และการทำงาน

ที่ผู้คนเขาสงสัยติดใจก็คือ รายได้จากการเป็นที่ปรึกษาบริษัท ไทยเบฟ เดือนละ 50,000 บาท

ในรายการที่ยื่นต่อ ปปช. นั้นบอกด้วยว่าได้รับมาตั้งแต่ปี 2558  ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่ท่านมารักษาการในตำแหน่ง  ผบชน.  นั่นละกระมัง

ผู้คนเขาสงสัยว่า  ท่านไปรับเงินค่าที่ปรึกษาบริษัทเอกชน โดยเฉพาะ บริษัทผลิตเหล้าผลิตเบียร์ได้ยังไง  ท่านก็บอกว่า ไม่ได้มีกฎหมายห้ามนี่

ผู้คนในสังคมก็ร้องถามไปที่ ปปช.  ว่า เรื่องนี้  ปปช.   ว่ายังไง

ผมตามเรื่องนี้มาตลอด  ปปช.  เงียบเป็นเป่าสากสากกระเบือ  น่ะครับ

จนในที่สุด  มาถึง ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะต้องเป็นฝ่ายพิจารณาว่า ผิด จริยธรรมหรือไม่ผิด

ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาอยู่หลายวันก็มีหนังสือให้ ท่าน ผบ ชน. ชี้แจง  ท่านขอเวลา  1  เดือน แล้วท่านก็ชี้แจงไป

ข้างล่างนี้เป็นคำแถลงของ เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน  หลังจากที่ได้รับคำชี้แจงแล้ว

” เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาหนังสือชี้แจงของ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กรณีถูกกล่าวหาว่ารับเงินเดือนที่ปรึกษาจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เดือนละ 50,000 บาท ว่าเข้าข่ายความผิดต่อจริยธรรม และกฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่ พร้อมกับพิจารณาหนังสือชี้แจงของบริษัทไทยเบฟฯ โดย พล.ต.ท.ศานิตย์ชี้แจงว่าไม่ได้เป็นที่ปรึกษา จึงไม่มีการรับเงินในตำแหน่งดังกล่าว ส่วนที่ถูกระบุว่ามีการแจ้งว่าได้รับเงินดังกล่าวไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. อาจจะมีความผิดพลาด เพราะได้ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเตรียมเอกสารและยื่นให้ โดยไม่ได้ทำด้วยตัวเอง จึงอาจมีความเข้าใจผิด

นายรักษเกชากล่าวว่า ขณะที่บริษัทไทยเบฟฯได้ชี้แจงว่า ไม่ได้จ้าง พล.ต.ท.ศานิตย์เป็นที่ปรึกษาของบริษัท ส่วนทาง ป.ป.ช.ยังไม่ได้ส่งสำเนาหนังสือรายละเอียดชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.ท.ศานิตย์ที่ทางผู้ตรวจการฯได้ขอไป โดยทราบว่าทาง ป.ป.ช.จะมีการนำเข้าที่ประชุมในวันที่ 2 มีนาคมนี้ และหากผู้ตรวจฯได้รับหนังสือดังกล่าวก็จะนำเข้าที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อพิจารณาโดยเร็ว ก่อนที่รัฐธรรมนูญใหม่จะประกาศใช้

“แม้ก่อนหน้านี้จะมีหนังสือรายละเอียดชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.ท.ศานิตย์ในรายการรับเงินที่ปรึกษาบริษัทไทยเบฟฯปรากฏทางสื่อ แต่ผู้ตรวจฯก็ต้องรอดูเอกสารจากหน่วยงานที่เป็นเจ้าของเอกสาร คือ ป.ป.ช. ซึ่งจะมีการเซ็นรับรองเอกสาร ดังนั้นขณะนี้จึงบอกไม่ได้ว่า พล.ต.ท.ศานิตย์ผิดหรือถูก เพราะถ้าเอกสารของ ป.ป.ช.ยืนยันว่า พล.ต.ท.ศานิตย์มีการแจ้งรับเงินที่ปรึกษาดังกล่าว ทางผู้ตรวจฯก็ต้องถาม พล.ต.ท.ศานิตย์อีกรอบ เพื่อให้ยืนยันว่าได้มีการตรวจสอบก่อนที่จะเซ็นรับรองการแจ้งบัญชีทรัพย์สินก่อนหรือไม่ เพราะผู้ที่เซ็นรับรองถือว่าต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” นายรักษเกชากล่าว และว่า ส่วนจะเป็นการตกลงกันระหว่าง พล.ต.ท.ศานิตย์กับบริษัทไทยเบฟฯหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และการระบุไม่ตรงข้อเท็จจริงจะเป็นการให้ข้อมูลเท็จกับ ป.ป.ช.หรือไม่ เป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ต้องพิสูจน์ เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย  “

ฟังคำชี้แจงของ เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว มาฟังความเห็นของ ประธาน ปปช.   ดูบ้างครับ

พลตำรวจเอก วัชรพล ประสานราชกิจ ประธาน ปปช. ท่านพูดถึงเรื่องนี้ว่า  เป็นไปได้ที่ พลตำรวจโทศนิตย์ มหถาวร อาจจะแจ้งบัญชีทรัพย์สินคลาดเคลื่อนได้ ในกรณีที่แจ้งว่า รับเงินค่าที่ปรึกษาบริษัทไทยเบฟ  โดยที่ความเป็นจริงไม่ได้รับครับ

ผมก็หมดคำจะพูด  หมดความคิด  หมดสติปัญญา  อยู่ในสภาพที่เรียกว่า   อับจน  มองไม่เห็นอนาคต ที่ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะคืนความสุขให้คนไทย  จะกวาดบ้านเรือนให้สะอาด จะปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ จะสร้างความถูกต้องเป็นธรรมให้สังคมไทย

เรื่องนี้มันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย  ถ้าคนระดับ ผบชน. ท่านจะรอบคอบสักนิด ก่อนจะเซ็นชื่อในใบรายการที่ชี้แจงทรัพย์สินต่อ ปปช.   ก็ต้องเห็นว่า  ไอ้บริษัทไทยเบฟนี่กูเป็นที่ปรึกษาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ เงินเดือนๆละ 50,000 บาท นี่เอ็งเอาที่ไหนมาเขียนวะ  ไปลอกมาจากไหนวะ. หรือ ถ้าเผลอไม่ได้อ่าน  พอเป็นข่าวขึ้นมาก็ต้อง  ชี้แจงให้ชัด ตั้งแต่วันแรกแล้วว่า ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เคยรับ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ชี้แจงก็ไม่ต้องขอเวลาเป็นเดือน  เพราะไม่ได้เป็นที่ปรึกษา ไม่ได้รับเงินเดือนก็ชี้แจงได้เลย  บอกได้เคย

ไม่ใช่ใช้เวลาเป็นสัปดาห์เป็นเดือนค่อยนึกได้

เออ  สังคมทุกวันนี้ต้องปรับความคิดเสียใหม่. คิดให้ได้ คิดให้เป็นเหมือนท่าน ผบชน.  คิดให้ได้คิดให้เป็นอย่างท่านประธาน ปปช.  ถึงจะอยู่ได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

12 คดีสินบนดำเนินไปอย่างอืดอาด คงจะรอให้คนผิดตายไปซะก่อน?

9891โดย สำเริง  คำพะอุ

มีคดีสินบนระหว่างประเทศที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของ  ปปช. คือ

1 คดีสินบน โรลล์-รอยซ์

2 คดีบริษัท เจเนอรัล เคเบิล ผู้ผลิตสายเคเบิลและสายไฟ จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐ  ทั้งการไฟฟ้านครหลวง  การไฟฟ้าภูมิภาค และบริษัท ทีโอที

คดีนี้อยู่ในขั้นหาข้อเท็จจริง

3 บริษัท ไบโอราด แลบอราทอรี่ส์ ให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้เป็นคู่สัญญาผลิตภัณฑ์ซื้อขาย ตรวจวินิจฉัยโรค

อยู่ในขั้นหาข้อเท็จจริง

4 กรณีสินบนโรงงานยาสูบ ในการจัดซื้อใบยาสูบ  /  อยู่ในขั้นอนุกรรมการไต่สวน

5 บริษัท  ดีอาร์จีโอ พีแอลซี ให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้ช่วยเหลือคดีภาษีสุรา  /  อยู่ในขั้นอนุกรรมการไต่สวน

6  เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร  เรียกรับสินบนเอกชนผู้นำเข้ารถหรู   /  อยู่ในขั้นอนกรรมการไต่สวน

7  กรณีบริษัท ปตท.  กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จัดหาที่ดินปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศอินโดเนเชียโดยมิชอบ

8 คดีสร้างสนามฟุตซอลบางกอกอารีนา  / อยู่ในขั้นอนุกรรมการไต่สวน

9 กรณีก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ คลองแสนแสบ   คลองลาดพร้าว  ซึ่งมีหน่วยงานในประเทศญี่ปุ่นเกี่ยวข้องด้วย

10  กรณีบริษัท คิงส์เกต สำรวจและทำเหมืองแร่โดยมิชอบ  / อยู่ในขั้นอนุกรรมการไต่สวน

11  กรณีสินบนเทศกาลภาพยนต์นานาชาติกรุงเทพฯ  และ

12 กรณีอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งในวันที่ 29 มีนาคมนี้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษา

ทั้ง  12  คดีนี้ผมเชื่อว่ามีมูลค่าความเสียหายหลายหมื่นล้านบาท เฉพาะคดีที่ 7  คือกรณีที่ บริษัท  ปตท.  ไปลงทุนปลูกปาล์มที่อินโดเนเชีย ก็  2 หมื่นล้านบาทแล้วครับ

ทั้ง 12  คดี เป็นคดีที่ต่างชาติให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ไทย

เรียกว่าหันไปที่หน่วยงานไหนที่มีการจัดซื้อจัดจ้างกับต่างประเทศแล้ว เป็นต้องมี  สินบน เกือบจะทั้งสิ้น  จนกระทั่งเป็นเรื่องลำบากที่จะหาหน่วยงานที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง

มีหน่วยงานไหนบ้าง ที่สะอาด บริสุทธิ์ในการจัดซื้อจัดจ้าง กรุณายกมือขึ้น หรือป่าวประกาศ ให้ประชาชนทั้งหลายทราบบ้างนะครับ จะได้มีความรู้สึกดีๆกับหน่วยงานนั้น

ตอนที่มีข่าวว่า โรลล์ รอยซ์ จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่การบินไทยนั้น  ร. อ. กนก ทองเผือก รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายทรัพยากรบุคคลและกำกับกิจกรรมองค์กร บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการจัดซื้อ  และคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง การติดสินบนของโรลล์ รอยซ์แล้ว  ทั้งนี้ในทางธุรกิจได้พิจารณาขั้นต้นจากหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในสื่อว่ามีการจ่ายสินบนหรือค่าตอบแทนพิเศษ  แสดงว่าการบินไทยจัดหาเครื่องยนต์สูงกว่าราคาที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจต้องดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย  ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ

ร. อ. กนก พูดมาตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมแล้วครับ  ไม่รู้เหมือนกันว่า มาถึงวันนี้  คณะกรรมการตรวจสอบ หรือสอบสวนข้อเท็จจริง  ตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว  ได้ข้อเท็จจริงเป็นประการใดบ้าง

และจะดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัท โรลล์  รอยซ์  เพราะขายเครื่องยนต์ให้การบินไทยในราคาที่สูงไปถึงไหนแล้ว  อยากให้ฟ้องจริงๆ  ความจริงจะได้ปรากฏแก่สาธารณะ

และว่ากันจริงๆแล้ว บุคคลระดับ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย จะไม่รู้ความจริงที่ว่าการจัดซื้อจัดจ้าง ของหน่วยงานของรัฐก็ดี  ของรัฐวิสาหกิจ ทั้งหลายทั้งปวงก็ดี มันแพงกว่า ราคาในท้องตลาด หรือแพงกว่าที่เอกชนซื้อขายกันอยู่แล้ว

และถ้าหากเป็นของ ราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ  ขายออกไป เพื่อโละ เพื่อจำหน่าย มันก็จะถูกกว่าท้องตลาด  แต่ก็จะซื้อกันได้เฉพาะคนที่มีเส้นสายเท่านั้น

ประชาชนคนธรรมดา อย่าสะเออะเข้าไป  ไม่มีทาง

12 คดีที่ ประธาน ปปช.  แถลงมานี้ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า อืดอาด  คดีทุจริต ปตท.  ที่ไปลงทุนปลูกปาล์มอินโดเนเชีย 2 ปีแล้วครับยังไม่คืบหน้า

ท่าทางจะให้คนผิด ตายไปซะก่อนแน่ๆเลย

Posted in บ้านนี้เมืองนี้ สำเริง คำพะอุ | Leave a comment

ถ้าจะปราบทุจริต !

104

สำเริง   คำพะอุ

ฟังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ที่พยายามหาทางที่จะลดการคอร์รัปชั่น ตามบัญชาของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลพยายาม ที่จะแก้ปัญหา การทุจริต คอร์รัปชั่นอยู่บ้างเหมือนกัน

แต่จะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหาทางแก้ หรือเป็น เจ้าความคิดที่จะแก้  น่าจะไม่ตรงจุด

นี่พูดจากที่ท่านพูดให้นักข่าวฟัง  ท่านเสนอแนวคิดว่า จะเสนอกฎหมายไม่เอาผิดคนให้สินบน  ผมก็ยกคดีป่าเบตงที่ทำให้อดีตรัฐมนตรี ระดับ พลเอก ท่านหนึ่งต้องติดคุก และอัยการสมัยโน้นก็ไม่เอาผิดคนที่ให้สินบน

เป็นการใช้วิจารณญาณที่จะ ฟ้องหรือไม่ฟ้อง ของอัยการ ก็ทำได้

และก็มีหลายราย ที่คนเสนอสินบนถูกตำรวจดีๆ เล่นงาน  เป็นต้นถูกจับยาบ้า ยาเสพติด แล้วเสนอสินบนให้ตำรวจ

บังเอิญไอ้นักค้ายาบ้าคนนั้นมันแยกไม่ออกว่า ตำรวจที่มันเสนอสินบน เป็นตำรวจ  99.99 %   มิใช่ตำรวจประเภท  0.01   % มันก็ถูกตำรวจเล่นงานข้อหาให้สินบนเจ้าพนักงาน

นอกจากจะติดคุกคดียาเสพติดแล้วยังโดนคดีให้สินบนอีก

นายอภิศักด์บอกว่า จะให้กรมบัญชีกลาง สำนักนโยบายรัฐวิสาหกิจไปหาวิธีปฏิบัติที่จะไม่ให้เกิดการทุจริตสนการจัดซื้อจัดจ้าง ไปคิด ไปกำหนดวิธียังไงมันก็ทุจริตครับ

เรามีหน่วยงานที่ดูแลการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน เริ่มตั้งแต่ระเบียบปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักนายกรัฐมนตรี มีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินคอยตรวจสอบ มีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ   แต่ดูเหมือนว่าการทุจริตไม่ได้ลดน้อยเลย

สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบแล้วก็เจออยู่เรื่อยๆ ว่า หน่วยงานนั้น  หน่วยงานนี้ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน ไม่ถูกต้อง  ไม่ชอบตามระเบียบ  แต่ก็ไม่เห็นว่า จะจัดการอันใดกับ หน่วยงานนั้น ได้เลย  เว้นเสียแต่หัวหน้าหน่วย มันอยู่ในสภาพหัวเดียวกระเทียมลีบ  ไม่มีนายเหนือมาคุ้มกบาล ถ้าเป็นญาติพี่น้อง พรรคพวกบริวาร  ของผู้บุญหนักศักดิใหญ่ในวงราชการ  สำนักงานตรวจสอบเงินแผ่นดินก็ดี  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ก็ไม่อาจจะทำอย่างไรได้

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตก็จะได้แต่ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวน ด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ สอบแล้วสอบอีก สอบจนหมดอายุความ หรือสอบแล้วก็แช่ช่องฟรีซไว้เฉยๆ ใครถามก็บอกสอบยังไม่เสร็จ เสร็จแล้วก็ยังไม่ชี้มูล พอจะชี้มูล กรรมการก็หมดอายุ

ถ้า พลเอกประยุทธ์จะปราบปรามการทุจริต ต้องแก้ปัญหาที่ผมว่ามานี้ครับ ไม่ใช่ไปให้รัฐมนตรีคลังหาทางแก้

นายอภิศักดิ์ จะไปแก้ยังไงละครับ  ถ้าหากลูกหลานของท่านบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ไปรับงานของราชการโดยที่ขาดคุณสมบัติ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกาคลังกล้าที่จะไปห้ามเหรอ คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตจะกล้าเหรอ

นอกเสียจากท่านที่มีอำนาจบาตรใหญ่ ห้ามลูกห้ามหลาน อย่ามาหากินทางนี้ ไปทำอย่างอื่นอาจจะร่ำรวยกว่า หรือถึงไม่รวยก็ยังมีศักดิ์ศรีกว่า

ไม่แต่ลูกหลาน บริษัทบริวาร เพื่อนพ้องคนรู้จักก็ไม่ให้ทำมาหากินกับการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ให้ถือเป็นประเพณี เป็นข้อปฏิบัติ

ธรรมาภิบาลก็จะค่อยๆ เกิดขึ้น ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์ ไม่มีการวิ่งเต้น ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่มีค่าคอมมิชชั่น ไม่มีสินบน

คุณจะไปตั้งระเบียบ ตั้งข้อกำหนด ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมา แต่ถึงเวลา มีคนที่มีอภิสิทธิ์ มีคนพิเศษ มีพรรคพวกเพื่อนพ้อง หรือวงศาคณาญาติ  ก็แก้ปัญหาไม่ได้

ระเบียบ กฎเกณฑ์ กฎหมาย มีอยู่แล้ว เพียงแต่ ปฏิบัติ หรือ ไม่ปฏิบัติเท่านั้น

ท่านนายกควรจะขอความร่วมมือ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน  สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น ตำรวจ อัยการ และหัวหน้าแต่ละหน่วยงาน เคารพตัวบทกฎหมาย

ดีไหมครับ

Posted in บ้านนี้เมืองนี้ สำเริง คำพะอุ | Leave a comment

อย่าให้ขยะเป็นปัญหา ขยะคือทองคำ !

123

สำเริง   คำพะอุ

องค์กร  Ocean  Conservancy ซึ่งเป็นองค์กร ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งทำงานด้านทรัพยากรทางทะเล เปิดเผยว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุดในโลก

จีน มากที่สุด  ตามมาด้วย อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม

ขยะส่วนใหญ่จะเป็นขวดพลาสติก ถุงพลาสติก ก้นบุหรี่

นายนิโคลัส  มัลลูส ผู้อำนวยการองค์การ กล่าวว่า ปริมาณขยะที่ทิ้งลงทะเลจะมีประประมาณ 1  ล้านเมตตริกตัน

และพูดให้เห็นภาพว่า ปลา 3 ตัน ก็จะมีขยะ 1 ตัน  และ 95 % ของขยะจมอยู่ในน้ำ และ 5 % จะลอยให้เห็น

เป็นข้อมูลน่าเป็นห่วง เป็นสถิติที่เราไม่อาจจะภูมิใจได้เลย ประเทศอื่นๆอีก 3/4 ประเทศก็เช่นเดียวกัน  และก็จำเพราะมาเป็นประเทศในเอเชียด้วยกัน  นี่ย่อมสะท้อนให้เห็นถึง คุณภาพของประชากรใน 5 ประเทศนี้ด้วย

ต้องยอมรับว่า ปัญหาขยะ เป็นปัญหาที่เราเผชิญอยู่ในขณะนี้ ทุกชุมชน ทุกเมือง ทุกมหานคร  ปัญหาก็คือ ต้องหาที่กำจัด หาที่กลบ หาที่ฝัง

กลบ ฝังแล้วก็ยังเป็นปัญหาต่อไปว่า สภาพแวดล้อมที่กลบฝังจะเป็นอย่างไร จะมีส่วนที่ไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง สร้างความเสียหายหรือไม่ เกาะใหญ่ๆ ในทะเลที่เป็นเมืองท่องเที่ยว มีขยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภูเก็ต  สมุย ฯลฯ หาที่ทิ้ง หาที่กลบฝังที่ไหน

เมื่อไม่นานมานี้ ชาวอำเภอกาญจนดิษฐ์ สุราษฎร์ธานี มีปัญหา ไม่ยอมให้ใช้พื้นที่ของอำเภอเป็นที่กลบฝังขยะจากสมุย

ขยะจากสมุยจะต้องไปทิ้งที่ไหน  ทะเลหรือ ?

ความมักง่าย ทำให้คนที่มักง่ายโยนขยะลงทะเล โดยไม่คิดถึงอนาคต ไม่ได้คิดถึงลูกหลานในวันข้างหน้า ที่สำคัญไม่คิดถึงมนุษยชาติ จะมีปัญหาอะไรตามมาบ้าง คิดแต่เพียงว่า พื้นทะเลกว้าง ไกล ถมไม่เต็ม  ทั้งที่ทุกวันนี้มีวิธีกำจัดขยะ ไม่ยากเลย  ประเทศยุโรป ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้มาแล้ว  และประเทศที่มีพื้นที่ติดทะเลทั้งหลายในยุโรป ไม่มักง่ายทิ้งขยะลงทะเล (นอกเหนือจากคุณภาพของประชากร)

เพราะขยะคือทองคำ  !

ความหมายก็คือ เขาทำให้ขยะมีค่าขึ้นมา โดยที่ไม่เอาไปทิ้ง ไม่เอาไปกลบฝัง แต่เอามาทำประโยชน์

ไม่ใช่เก็บเศษเหล็ก เศษพลาสติก มารีไซเคิลใหม่

เอาไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าครับ

และก็ไม่ใช่เรื่องใหม่  สำหรับประเทศไทย  เรากำลังสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะหลายแห่งครับขณะนี้  แต่อาจจะช้าไปหน่อยด้วยเงื่อนไขของทางราชการ ใครคิดจะทำ ก็เหนื่อยหน่อยเพราะต้องวิ่งเข้าหาราชการหลายหน่วยงาน  ต้องผ่านคณะกรรมการกิจการพลังงาน  ต้องวิ่งหาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตให้รับซื้อกระแสไฟฟ้า ที่คุณผลิตขึ้นมา

ที่สำคัญอย่างหนึ่งต้องทำความเข้าใจกับชุมชนที่คุณจะตั้งโรงไฟฟ้า  !

ทั้งหลายทั้งปวง  ถ้าเราคิดให้ได้เหมือนกันว่า เรามีปัญหาขยะ  ขยะล้นโลก ขยะจะท่วมทะเล ทั้งฝ่ายรัฐ ฝ่ายที่จะลงทุน และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากขยะ  และจะได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าขยะ เราก็น่าจะแก้ปัญหาได้

ทำไมชุมชนในประเทศยุโรป เขายอมให้สร้างโรงไฟฟ้าขยะ นั่นก็น่าจะเพราะ โรงไฟฟ้าเขาจะต้องไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อชุมชน  เขาจะต้องมีเทคโนโลยีที่สูง เขาจะต้องมีวิธีป้องกันปัญหามลพิษ ฯลฯ

ทำไมเราไม่เร่งทำครับ ?

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment