ห่วงบิดาขี้โกงนักหรือ ?

101

สำเริง คำพะอุ

สมาชิกพรรคเพื่อไทยต่างดาหน้าออกมาคัดค้านร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยเหตุผลที่ว่า กฎหมายดังกล่าวนี้ขัดหลักนิติธรรมหนึ่ง นานาอารยประเทศเขาไม่ทำกันหนึ่ง  ไม่เป็นธรรมกับจำเลยหนึ่ง การนำคดีมาว่ากันเมื่อใดก็ได้เช่น 20/30 ปี พยานหลักฐานต่างๆ อาจจะสูญหายไปแล้ว ฯลฯ

ฟังเผินๆ แล้วเหมือนพวกเขาเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิของพลเมือง เป็นนักต่อสู้เพื่อความทัดเทียมของมนุษย์ น่ายกย่องนับถืออย่างยิ่ง

แต่มองให้ลึก ดูพฤติกรรมของคนเหล่านี้ให้ละเอียด ทะลุปรุโปร่ง ก็จะเห็นความน่าขยะแขยง น่าสะอิดสะเอียนเป็นอย่างยิ่ง

ก็ประดาคนเหล่านี้มิใช่หรือที่ใช้เสียงข้างมากผ่านร่าง พรบ. นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยเพื่อให้ ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคุกพ้นผิด  รวมทั้งผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายอาญาเผาบ้านเผาเมืองในเหตุการณ์เมษายน/ พฤษภาคม 2553 พ้นผิด

และก็ประดาคนเหล่านี้แหละที่สุมหัวกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะปูทางครองอำนาจต่อไป จนในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็พิจารณาว่า  การกระทำนั้นขัดกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม

พวกเขาออกมาคัดค้านว่าการพิจารณาคดีลับหลังจำเลย เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมกับจำเลย ไม่มีที่ไหนเขาทำกัน

ฟังแล้วคล้ายดังคนร่างกฎหมายจะป่าเถื่อน

แต่จริงๆ แล้วการพิจารณาคดีลับหลังก็เป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันอยู่ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์ของโลกแต่อย่างใด

ร่างกฎหมายนี้  เจตนารมณ์ก็เพื่อที่จะปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบของนักการเมือง

นักการเมืองนั้นเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษกว่าชาวบ้านทั่วไป เป็นผู้ที่เสนอตัวรับใช้ชาติบ้านเมือง เป็นผู้ที่ประกาศให้สาธารณะรับรู้ว่า  เขาเป็นคนดี เป็นคนเสียสละ

มีบ้างที่เป็นคนดี เป็นคนที่ทำอย่างที่เขาประกาศ และทำให้บ้านเมืองพัฒนามาจนถึงทุกวันนี้

แต่ก็มีไม่น้อย ที่นักการเมืองบางคน ผมใช้คำว่า บางคนนะครับ เอาความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนมาสู่อำนาจ และทุจริต สร้างความเสียหายให้กับชาติบ้านเมือง

ความเสียหายตรงนี้ ทุกคนก็เห็น ทุกคนก็รู้ และหาทางที่จะป้องกัน หาทางที่จะปราบปราม และหาทางที่จะเอาทรัพย์สินที่เขาโกงไปคืน  มีการจัดการจัดตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตขึ้นมา มีการจัดตั้งแผนก คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกาขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีโดยเฉพาะ

แต่การทุจริต ประพฤติมิชอบของนักการเมืองก็ยังอยู่ ซ้ำร้ายจะหนักหนาสาหัสกว่าเดิม

บางรายหนีคดี  นำตัวมาฟ้องร้องไม่ได้ บางรายมีคำตัดสินแล้วก็หนีคุก

การร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีที่ว่าก็เพื่อจะปราบปรามการทุจริต

คนที่จะได้รับผลกระทบกับกฎหมายนี้คือ นักการเมือง

ไม่ใช่นักการเมืองทุกคน แต่จะกระทบเฉพาะนักการเมืองที่มันทุจริต กอบโกย โกงกิน

นักการเมืองระยำที่ว่านี้มีสิทธิสู้คดี มีสิทธิเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกอย่าง ทุกประการ  แต่มันหนี เขาเลยจะไม่นับอายุความ

แต่นักการเมืองพรรคเพื่อไทยกลับเป็นห่วงมันว่า อีก 20/30 ปี พยานหลักฐานอาจสูญหาย ไม่เป็นธรรมกับจำเลย

สรุปก็คือ เป็นห่วงไอ้นักการเมืองที่มันโกงกินประเทศแล้วหนีคดี  หวังจะหนีให้พ้นอายุความ

พวกเขาไม่ได้ห่วงชาติบ้านเมือง ที่ถูกแทะ ถูกเขมือบ  แต่ทะลึ่งไปห่วงไอ้คนขี้โกง

อดีตนายตำรวจคนหนึ่งเตือนบรรดาผู้ที่เสนอกฎหมายนี้ว่า ระวังดาบจะคืนสนอง

มันจะคืนสนองใครครับ บอกแล้วว่าคนที่จะเดือดร้อนคือนักการเมือง และต้องเป็นนักการเมืองขี้ฉ้อ

และขี้ฉ้อแล้วแม่งยังหนีคดีอีก ช่างมันซีครับ

และว่าไปแล้วก็ทำอะไรไอ้พวกนี้ไม่ได้ เพราะมันหนีไปแล้ว

เพียงแต่มันต้องหนีไปชั่วชีวิต ไม่มีวันกลับมาตายบนแผ่นดินแม่

ไปห่วงคนเลวพรรค์นั้นทำไมครับ


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

หยิกเล็บ ก็เจ็บเนื้อ

1

โดย สำเริง คำพะอุ

ในที่สุด นายศิริชัย วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งพลาดตำแหน่ง ประธานศาลฎีกา  ก็ตัดสินใจลาออกจากราชการ

จบชีวิต ตุลาการ ที่ท่านรักถึง 6-7 ปี เพราะแม้ถึงวันเกษียณก็ยังเป็น ตุลาการอาวุโส ได้อีก ถึงอายุ 70  ปี

การพลาดตำแหน่งประธานศาลฎีกา ท่านยังพอรับได้ แต่ให้ไปนั่งในตำแหน่งที่ปรึกษาประธานศาลฎีกา ท่านรับไม่ได้

แต่ กต. เห็นว่า การนั่งทำงานในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ ของท่าน ทำให้ สายตาของ  อนุ กต. และ กต.  เห็นว่าท่านไม่เหมาะสมที่จะไปเป็นประธานศาลฎีกา

และพลอยทำให้ไม่เหมาะสมที่จะนั่งเก้าอี้ตัวเดิม

อนุ กต. ก็ดี กต.  ก็ดีพยายามที่จะปิดปากให้สนิท ไม่พูดถึงเหตุของความไม่เหมาะสม ซึ่งน่าะมาจากสาเหตุ “หยิกเล็บ ก็เจ็บเนื้อ”

ด้วยเหตุนี้เองผู้คนทั้งหลายจึงประเมินเอาจากคำชี้แจงของท่าน อดีตประธานศาลอุทธรณ์

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 18 กรฏาคม 2560 ที่ห้องประชุมชั้น 7 ศาลอุทธรณ์ ถ.รัชดาภิเษก นายศิริชัย วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ แถลงข่าวเปิดใจต่อสื่อมวลชนโดยระบุว่า จะแถลงข่าวครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และยืนยันว่าได้ลาออกจากตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์แล้ว ซึ่งประธานศาลฎีกาก็ได้ลงนามเรียบร้อยแล้ว โดยมีผลตั้งแต่เมื่อวาน (17 ก.ค.) ที่ผ่านมา

ส่วนสาเหตุที่ลาออกเนื่องจากเห็นว่า ตำแหน่งที่ปรึกษาประธานศาลฎีกาที่ตั้งขึ้นใหม่ โดยให้ตนไปดำรงตำแหน่งนั้นมิชอบด้วยกฎหมายอาจเกิดปัญหาขึ้นภายหลังและตามการปฎิบัติตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่อาวุโสสูงสุดควรได้ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา แต่หากไม่ได้รับตำแหน่งนี้ก็จะได้อยู่ตำแหน่งเดิม ไม่เคยมีการโยกย้ายให้ไปอยู่ตำแหน่งที่สร้างขึ้นมาใหม่เหมือนกรณีนี้

ส่วนที่คณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อ.ต.ก.) และคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตนอีกนั่น จึงรู้สึกว่า ตนถอยจนไม่รู้จะถอยอย่างไรแล้ว รู้สึกเจ็บปวดมาก ไม่เคยคิดว่าที่ผ่านมาตัวเองที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ให้ความยุติธรรมกับคนอื่นมาตลอดชีวิต แต่สุดท้ายกลับมาเป็นเช่นนี้

“ก็จะยอมกลืนเลือดกลืนเนื้อตัวเอง และได้ยอมอดทนมาโดยตลอด จึงมีทางเดียวที่จะได้พักผ่อนนอนหลับอย่างสบายเลิกนอนสะดุ้งเสียที คือการลาออกจากตำแหน่ง และยืนยันไม่เคยฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด แต่ก็มีเพื่อนทั้งสองฝ่าย และเลือกที่จะไม่ติดต่อไปหาฝ่ายใดเลย” นายศิริชัย กล่าว

ยันโอนสำนวนคดียาเสพติดถูกต้อง

นายศิริชัย ระบุอีกว่า ที่ผ่านมาตัวเองไม่เคยเห็นคำให้การของพยานจึงได้ขอความเมตตาไปที่ ก.ต.เพื่อต่อสู้แต่ตัวเองก็ไม่ได้รับโอกาสใดๆเลย ส่วนคดีความที่ก.ต.ได้นำมาพิจารณาว่ามีการโอนสำนวน มีจำนวน 3 สำนวนคดี ซึ่งเป็นคดียาเสพติดที่ตรวจพบว่ามีความผิดปกติ จนยืนยันว่าการโอนสำนวนกระทำอย่างถูกต้องมีการลงลายลักษณ์อักษรถึงเหตุผลต่างๆ ชัดเจนว่ามีหลักฐานลงโทษจำเลยได้และเมื่ออ่านคำพิพากษาให้จำเลยทั้ง 3 คดีฟัง จำเลยก็ได้ยอมรับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ยื่นฎีกาคดีจึงถึงที่สุด

ประธานศาลอุทธรณ์ ระบุอีกว่า ทุกคดีที่เกิดขึ้นเป็นไปไม่ได้ว่าตัวเองจะต้องการลงโทษจำเลย แต่ได้มีการตรวจสอบจากหลายบุคคลพบว่าร่างคำพิพากษามีบางส่วนกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม จึงมีการตรวจสอบอย่างละเอียด และตัวเองไม่มีอำนาจสั่งให้ผู้พิพากษาดำเนินการใดๆได้ ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

กระทุ้งคสช.ถึงเวลาต้องปฏิรูปศาล

“ผมจึงอยากฝากกรณีนี้ไปถึงผู้บริหารบ้านเมือง โดยเฉพาะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาตรวจสอบหรือปฏิรูปศาล ที่ผ่านมาตนก็ดำรงตำแหน่งด้วยความยุติธรรมมาตลอด แต่เหตุใดได้รับผลแบบนี้ ก็คิดเพียงว่าคงถึงเวลาของตัวเองที่ต้องไปพักผ่อน เนื่องจากตัวเองไม่มีที่ยืน ทั้งชีวิตตัวเองทำงานตามที่ถวายสัตยาบรรณไว้ และถึงแม้หากจำเลยจะเป็นบิดามารดา ตัวเองก็ต้องลงโทษตามความผิด” นายศิริชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ทั้งนี้ภายหลังแถลงข่าวเสร็จ บรรยากาศในห้องแถลงข่าวซึ่งมีผู้พิพากษา และเจ้าหน้าที่ศาลจำนวนมาก เดินทางมาร่วมฟังการแถลงข่าวจนเต็มห้อง จากนั้นทุกคนได้มอบดอกกุหลาบให้กำลังใจกับนายศิริชัย ซึ่งบางคนถึงกับร่ำไห้ออกมา

คำชี้แจงของ นายศิริชัยนี้เอง ผู้คนทั้งหลายจึงได้รู้ว่ามาจากการโอนสำนวนคดี  ซึ่งนายศิริชัยยกมา 3 คดี

คำชี้แจงนี้เองเป็นที่มาของคำถามในหน้าหนังสือพิมพ์ออกมาแล้วว่า มี 3 คดีเท่านั้นหรือ หรือมีอีก  ?

ไม่มีใครสงสัยในความซื่อสัตย์ สุจริตของท่าน  ความขยันขันแข็งของท่าน  ความเอาจริงเอาจังของท่าน

แต่ก็อย่างที่ผมพูดไว้วันก่อน ท่านอยู่สูงเกินไปจนไม่มีใครกล้าสกิดท่าน หรือไม่ก็มั่นใจเกินไปจนไม่ฟังใคร

ท้ายนี้ ผมอยากจะพูดกับท่านตุลาการทั้งหลายว่า

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว(เกือบ 20 ปี) ผมเคยได้รับเชิญจากศาลอาญาไป อภิปรายร่วมกับท่านผู้รู้ 4-5 ท่าน ผมบอกว่า ที่ผมกลัวที่สุดก็คือ วิจารณญาณของท่าน เพราะนอกเหนือจากตัวบทกฎหมาย พยานหลักฐานแล้ว ท่านต้องใช้ดุลยพินิจของท่านในการตัดสิน  ถ้าท่านจะเอาผมเข้าคุก  ท่านก็บอกว่า  นายสำเริง  มีความสามารถ มีความรู้ แต่ยังทำความผิดอีก สมควรจำคุก  กี่ปีท่านก็ว่าไป

แต่ถ้าจะปล่อยผม ก็บอกว่า  จำเลย มีความรู้ มีความสามารถ สมควรให้โอกาส กลับเนื้อกลับตัว ได้ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองต่อไป

ตรงนี้ ผมกลัวจริงขอรับใต้เท้า!

Posted in บ้านนี้เมืองนี้ สำเริง คำพะอุ | Leave a comment

อยู่สูงเกินไปก็ไม่มีใครสะกิดหรือมั่นใจเกินไปก็ไม่ฟังใคร

00

สำเริง   คำพะอุ

เรื่องที่กำลังเขียนขณะนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เขียนด้วยความยากลำบากที่ต้องเขียนก็เพราะดูจากหนังสือพิมพ์ และสื่ออื่นๆแล้ว ไม่มีใครเขียนถึง

นั่นก็คือการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นตำแหน่ง สูงสุดในฝ่ายตุลาการ

ปีนี้ “ท่านศิริชัย วัฒนโยธิน”  ประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นเบอร์ 1  ไม่ผ่านการพิจารณาของ อนุ กต.

ไม่ผ่านอนุ กต.  แล้วยังไม่ผ่านคณะกรรมการ กต.(ซึ่งเป็นคณะกรรมการใหญ่สุด สูงสุด )อีกด้วย

และเสียงที่ไม่ผ่านนั้นเป็นเอกภาพเสียด้วย  ไม่ใช่ก้ำกึ่ง สูสี

ถ้า อนุ กต. ซึ่งทำความเห็นมาว่าสำนักงานศาลยุติธรรม เสนอรายชื่อมาคือ ท่านศิริชัย และ อนุ กต. พิจารณาแล้ว มีความเห็นไม่ผ่าน พร้อมกับเสนอความเห็น รายงานต่างๆไปให้ คณกรรมการ กต.  คณะกรรมการ กต.  มีความเห็น ต่างไปจากอนุกรรมการ กต.  คือเห็นชอบให้ท่านศิริชัย ขึ้นเป็น ประธานศาลฎีกา ก็ไม่ต้องสรรหาใหม่

แต่นี่ คณะรกรมการ กต.  เห็นด้วยกับ อนุกรรมการ กต.   จึงต้องมีการสรรหาใหม่  และจึงเป็น ท่านชีพ จุลมนต์

2

ชีพ จุลมนต์

ปกติ คนที่เป็นเบอร์2  รอขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง จะเตรียมเนื้อเตรียมตัวอย่างดียิ่ง ท่านศิริชัย ท่านก็เตรียมตัวอย่างดียิ่ง ฟังจากคำชี้แจงของท่านก็จะเห็นความจริงดังกล่าวนี้  เป็นต้นว่า

1 ท่านพยายามอย่างยิ่งในการสะสางคดีที่คั่งค้าง ในศาลอุทธรณ์ให้ลดน้อยลง เปลี่ยนระบบการทำงานให้ลื่นไหล

2 ท่านขอความร่วมมือในการประหยัดไฟ

นักข่าวพยายามถามจะโยงไปคดีการเมือง เป็นต้นคดีจำนำข้าวกำลังจะตัดสิน ท่านก็บอกว่า ไม่เกี่ยว  ซึ่งก็ไม่เกี่ยวข้อง  คดีการเมืองไม่มีหรอกครับในศาล  มีแต่คดีทุจริตของนักการเมือง ซึ่งแต่ละคดีก็มีองค์คณะพิจารณา

การแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ไม่มีผลต่อคดี ประธานศาลฎีกาไม่มีอำนาจถึงขนาดจะสั่งให้ตัดสินคดีนี้อย่างนั้น คดีนี้อย่างนี้ตามอำเภอใจได้

ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ท่านศิริชัย เติบโตในตำแหน่งหน้าที่การงานมาโดยตลอด ไม่มีเรื่องด่างพร้อย

ไม่มีใครเขาสงสัยในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตของท่าน อีกก้าวเดียวท่านก็ถึงตำแหน่งสูงสุด

ก่อนมานั่งตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ ท่านยังมีความเหมาะสม  ทำไมมาสะดุดตรงนี้ ?

ก็แสดงว่า  ระหว่างที่ท่านนั่งในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์นี้เอง

ก็ต้องกลับไปดูรายงานที่เป็นความเห็นของอนุกต.  ที่ส่งไปถึง กต.  ซึ่ง ประชาชนทั้งหลายดูไม่ได้ ไม่เห็น เพราะเป็นความลับของราชการ เขาไม่พูดกัน ไม่เปิดเผยกัน นอกจากพยายามแกะเอาจากที่ท่านศิริชัยแถลงเอง  นั่นก็คือ ความพยายามในการสะสางคดีต่างๆที่ค้างอยู่ในศาลอุทธรณ์   และความพยายามที่จะประหยัดไฟฟ้า (ด้วยการขอความร่วมมือข้าราชการ)

การเร่งรัดคดีของท่านเป็นเหตุให้มีการร้องเรียนหรือไม่  เป็นเหตุให้มองว่า เป็นการโอนสำนวนให้ นาย ก นาย ข หรือไม่. นาย ก ช้า นาย ข ช้า ต้องให้นาย ค นาย ค ไม่ทำ ท่านต้องโอนให้คนอื่นทำ. ตรงนี้แหละครับ นาย ก นาย ข ทำไมช้า นาย ค  ทำไมไม่ทำ

นี่ท่านศิริชัยได้คิดหรือไม่ ?

ยิ่งบางคดีจบลงด้วยศาลอุทธรณ์ !

นโยบายประหยัดไฟของท่าน ที่พอเที่ยงปั๊บ ท่านก็สั่งปิดแอร์ทั้งตึก  ข้าราชการคนอื่นที่เขานั่งทำงานอยู่เขาทำงานได้หรือไม่ และมันประหยัดไฟได้จริงๆหรือ เมื่อบ่ายโมง เครื่องปรับอากาศต้องเริ่มทำงานใหม่

เรื่องอย่างนี้อาจจะเป็นเรื่องหยุมหยิม เล็กน้อย แต่ผู้บริหารระดับเบ้งๆอย่างท่านอาจจะไม่รู้ ไม่นึก เพราะไม่มีใครกล้าสะกิดท่าน

เรื่องหยุมหยิมบางทีมันก็ลามไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ได้

ท่านอยู่สูงเกินไป  บางทีก็ตายน้ำตื้นได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เสน่ห์ จามริก แบบอย่างของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

58

สำเริง   คำพะอุ

วานนี้ (11 กรกฎาคม ) อาจารย์ เสน่ห์ จามริก  มีอายุครบ 90 ปี

โรงพิมพ์ เดือนตุลา โดย คุณ สถาพร ลิ้มมณี ส่งหนังสือเล่มหนึ่ง  90 ปี ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก มาให้ผม

ผมเรียกท่าน  อาจารย์ โดยที่ไม่เคยเข้าห้องฟังท่านเลคเชอร์ เพราะไม่ได้เรียนคณะรัฐศาสตร์ แต่ก็หาหนังสือที่ท่านเขียนเกี่ยวกับวิชารัฐศาสตร์  เรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน  ที่ท่านเขียน มาอ่านอยู่เสมอ หรือฟัง ที่ท่านพูด ท่านแสดงความคิดเห็นบ้าง (ซึ่งอย่างหลังนี้น้อยครั้ง เพราะท่านไม่ใช่นักพูด)

เคยคุยกับเพื่อนรัฐศาสตร์ถึงอาจารย์ว่า อาจารย์มีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งคือ ท่านพูด หรือเขียนเรื่องง่าย ให้คนฟัง หรือคนอ่าน เข้าใจยาก

สารภาพตามตรงเลยว่า อ่านหนังสือ อ่านตำราของอาจารย์ต้องอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก (ซึ่งอาจจะเป็นเพราะสมองผมแย่เอง)

อย่างที่พูดกันว่า  อาจารย์เสนห์ไม่ได้มองรัฐธรรมนูญว่า เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศอย่างที่มักเชื่อกัน   แต่ท่านเห็นรัฐธรรมนูญเป็นภาพสะท้อนของสัมพันธภาพเชิงอำนาจที่เป็นจริงในสังคม

ก็ต้องมาทำความเข้าใจว่า ภาพสะท้อนของสัมพันธภาพเชิงอำนาจที่เป็นจริงในสังคม มันคืออะไร ยังไง  ชาวบ้านอย่างผมเข้าใจยากจริงๆ ครับ

แต่ความโดดเด่นของอาจารย์ก็คือ การเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ทำตัวให้เด่นดัง ไม่แสวงหาอำนาจ ไม่เข้าหาศูนย์อำนาจ นอกจากสอนหนังสือ ก็เขียนตำรับตำราวิชาการ ด้านรัฐศาสตร์ ด้านสิทธิมนุษยชน และทำงานให้องค์กรเพื่อพัฒนาสังคมต่างๆ

“ชีวิตผมมีแต่ล้มเหลว”

อาจารย์เสน่ห์ พูดถึงตัวท่านเองให้ลูกศิษย์ท่านฟังเมื่อนานมาแล้ว

ที่ท่านคิดว่า ชีวิตของท่านล้มเหลว นั่นหมายถึงงานด้านสิทธิมนุษยชนที่ท่านทำมาตลอดชีวิตของท่าน ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้ล้มเหลวเลย

สังคมของเรา เป็นสังคมของการกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ แม้ด้านหนึ่งจะมี ศาสนา ช่วยทำให้ผู้คนในสังคมของเราเอื้ออาทรต่อกัน แต่ทางหนึ่งก็ปลาใหญ่ก็กินปลาเล็ก คนแข็งแรงก็เอาเปรียบคนที่อ่อนแอ ไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจจะสะสมอำนาจ สะสมความมั่งคั่ง หรือโภคทรัพย์ต่างๆ ได้

แต่ทุกวันนี้ เราพูดถึงความเท่าเทียม พูดถึงความเสมอภาพ พูดถึงอิสรเสรี กันมากขึ้น

นั่นก็มาจากผลงานส่วนหนึ่งที่อาจารย์เสน่ห์ทำเอาไว้ในช่วง 30/40  ปีนี้เอง   จะล้มเหลวได้อย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับกาลเวลาที่มีการกดขี่ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบ กันมาเป็นร้อยๆ พันๆ ปี

ที่สำคัญยิ่งก็คือ  อาจารย์ท่านเป็นนักวิชาการ การต่อสู้ หรืองานของท่านคือ ให้ผู้คนทั้งหลายทั้งปวง เข้าใจ สิทธิหน้าที่ รู้อะไรเป็นธรรม ไม่เป็นธรรม อะไรถูกต้อง ไม่ถูกต้อง

ท่านไม่ใช่นักเรียกร้อง นักเคลื่อนไหว  เอาเด่น เอาดัง หรือแสวงหาประโยชน์ อย่างที่ท่านพูด หนังสือที่ท่านเขียนใครจะอ่านหรือไม่อ่าน “นั่นไม่ใช่ปัญหาของผม”

เหมือนท่านจะบอกลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายว่า ปัญหาของท่าน  ภาระของท่าน คือ  ทำงาน ทำให้กับสังคม ทำให้กับชาติบ้านเมือง  นั่นเอง

ท่านทำให้ดู ทำให้เห็นแล้ว


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ว่าด้วยการ ข้ามอาวุโส

130

สำเริง   คำพะอุ

มีคำถามว่า จะเกิดวิกฤติตุลาการขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่ หลังจากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงปี 2534/2535  ?

ผมไม่เชื่อว่าจะเกิดวิกฤติ หรือเกิดความขัดแย้งอันใด

วิกฤติทั้งหลายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีความขัดแย้ง  มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แล้วเกิดการต่อสู้ห้ำหั่นกันชนิดเอาเป็นเอาตาย

การแต่งตั้งประธานศาลฎีกาหนนี้ เขาก็ทำตามระบบระเบียบ มีกฎมีเกณฑ์  ทุกอย่างเป็นไปตามข้อบังคับ กฎระเบียบ ไม่ได้แหกกฎ แหกกติกา  นั่นก็คือ สำนักงานศาลยุติธรรม เสนอชื่อให้ อนุ ก.ต. พิจารณา (อนุ ก.ต. มี 21 คน มาจาก ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ศาลละ 7 คน)

อนุ ก.ต. ทั้ง 21 ท่านพิจารณาแล้ว เสนอให้ ก.ต. 16 ท่านพิจารณา

อนุ ก.ต. พิจารณาท่านแรกคือ  นายศิริชัย วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งอาวุโสสูงสุด  เสียง19 ต่อ 1 ไม่ผ่าน   แต่ก็ต้องส่งความเห็นให้ ก.ต. พิจารณา

ก.ต. พิจารณาแล้วก็ไม่ผ่านเช่นเดียวกัน

เมื่อไม่ผ่านก็ต้องพิจารณารายชื่อลำดับรองต่อจากนายศิริชัย

ในอดีตก็เคยมาแล้ว เมื่อนายบัญญัติ  สุชีวะ  ประธานศาลฎีกาจะเกษียณในวันที่ 30 กันยายน 2527  ก. ต. สมัยนั้นพิจารณาบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นประธานศาลฎีกา

ขณะนั้น อาวุโสอันดับ 1 คือ นายสรรเสริญ ไกรจิตติ อธิบดีศาลอุทธรณ์  อันดับ 2 ประภาศน์ อวยชัย รองประธานศาลฎีกาคนที่ 1  อันดับ 3 นายปรีชา  สุมาวงศ์ รองประธานศาลฎีกาคนที่ 2

ปรากฏว่า  ก.ต. สมัยนั้นพิจารณาถึงความเหมาะสมแล้ว ข้ามอาวุโสมาเลือกเอาคนที่ 6  คือ นายภิญโญ  ธีรนิติ อธิบดีศาลอาญาเฉยเลย

ทั้งที่ นายภิญโญ อยู่ลำดับอ่อนกว่าเยอะมากๆ

ครั้งนั้น นอกจากเกิดเหตุการณ์ธรรมชาติ ฟ้าผ่าศาลฎีกาแล้ว ก็ไม่ได้เกิดความขัดแย้ง ไม่ได้เกิดวิกฤติใดๆ

เพราะบรรดาตุลาการทั้งหลาย เห็นว่า  ก. ต.  ยุคนั้น สมัยนั้นต้องตัดสินใจอย่างนั้น เพื่อรักษาเกียรติภูมิของ ตุลาการโดยรวมเอาไว้

คนที่พลาดตำแหน่งครั้งนั้นก็ไม่กล้าเอะอะโวยวาย   เพราะรู้ดีว่า  ก. ต. รวมทั้งบรรดาตุลาการน้อยใหญ่ทั้งหลายเขาเห็นไส้เห็นพุงอะไรของตัวบ้าง

ขืนเอะอะโวยวายชาวบ้านร้านตลาดก็จะได้เห็นข้ออ่อน ข้อบกพร่องของตัว

และเมื่อปี 2544  ก.ต. ก็พิจารณาให้ นายธวัชชัย  พิทักษ์พล ซึ่ง อาวุโสอ่อนกว่า นายสะสม  สิริเจริญสุข   ขึ้นเป็นประธานศาลฎีกา  ด้วยเหตุผลของความเหมาะสม

วิกฤติตุลาการ ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2534  นั่น เพราะ นายประภาศน์ อวยชัย  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  สมัยนั้นใช้ชั้นเชิง เข้าไป แทรกแซง ก.ต. เพราะประเมินเสียง ก.ต. แล้ว จะเลือกนายประวิทย์ ขัมภรัตน์ ซึ่งอาวุโสอ่อนกว่า  นายสวัสดิ์ โชติพานิช  เป็นประธานศาลฎีกา

ทำให้ตุลาการแบ่งเป็น 2 ฝ่าย

ฝ่ายที่เอากับ ก.ต.  และฝ่ายที่สนับสนุน นายสวัสดิ์ โดยมีฝ่ายการเมืองคือ นายประภาศน์ อวยชัย รัฐมนตรีสนับสนุน

การแต่งตั้งหนนี้ ไม่เกิดวิกฤติ  เพราะฝ่ายการเมืองไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่มายุ่ง

เป็นเรื่องของตุลาการล้วนๆ

มติของ อนุ ก.ต. และ ก.ต. ก็เป็นเอกภาพ  หนักแน่น

นายศิริชัย  ประธานศาลอุทธรณ์ ที่พลาดตำแหน่ง ก็ออกมายอมรับ  โดยไม่คิดจะฟ้องร้อง อนุ ก.ต. และ ก.ต. ดังที่มีข่าวลือกระเซ็นกระสายออกมา

ต้องชม อนุ ก.ต. และ ก.ต. ในเรื่องที่ ไม่ปริปาก สักคำ เรื่อง การพิจารณาถึง ความเหมาะสม  ไม่เหมาะสม  ไม่ว่า นักข่าวจะพยายามแคะคุ้ยอย่างไร

ก็เพิ่งได้ยินจากปากของท่านประธานศาลอุทธรณ์ เอง  เรื่องการโอนสำนวนซึ่งท่านบอกว่า

เมื่อได้รับสำนวนมาก็จะจ่ายสำนวนให้ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาก็จะไปประชุมกันแล้วเขียนคำพิพากษาออกมา แล้วมีผู้ช่วยผู้พิพากษาคอยช่วยตรวจตามที่มีการอุทธรณ์คดีขึ้นมา แล้วยังมีผู้ช่วยใหญ่คอยตรวจสอบอีก เมื่อตรวจแล้วพบว่ามีข้อบกพร่องก็อาจจะมีการทักท้วง ถ้าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็ส่งให้ผู้บริหารพิจารณาอีกที

นักข่าวถามว่า ยังยืนยันว่าการสั่งโอนสำนวนเป็นไปตามระเบียบขั้นตอนตามกฎหมายหรือไม่ นายศิริชัยตอบว่า  เป็นไปตามระเบียบ แต่มีบางครั้งโอนสำนวนไปให้นาย ก. แล้วล่าช้า ก็โอนไปให้นาย ข. ทำ แต่นาย ข.  บอกว่าไม่สะดวกใจก็ไม่อาจบังคับเขา  ก็จ่ายไปให้นาย ค.  ตามลำดับไป

ตรงนี้แหละครับ น่าคิด  น่าคิดตรงที่ ทำไมให้นาย ก. นาย ก. ช้า และเมื่อให้นาย ข. นาย ข. ไม่สะดวกใจ  ต้องมาลงที่นาย ค.

ทำไมละครับ ?

มีหลายคดีนะครับที่จบลงที่ศาลอุทธรณ์  เป็นต้น คดียาเสพติด  คดีที่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ตัดสินไปทางเดียวกัน  หรือต่างกันไม่มาก  คดีที่จะฎีกาได้เฉพาะข้อกฎหมาย

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร  ความไม่เหมาะสม หรือ ความเหมาะสม  ในปี  2560  นี้ยังไม่ระทึกใจ เท่ากับ ปีที่ นายภิญโญ  ต้องข้ามอาวุโสมาถึง  5  คน ในปี 2527

แต่ละคนที่ถูกข้ามล้วนมีชื่อเสียงในยุทธจักร ทั้งสิ้น


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

อีกก้าวเดียวแท้ๆ

74

สำเริง  คำพะอุ

มีข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ และทางโซเซียลมีเดียถึงการประชุมของอนุกรรมการ ก.ต.  เพื่อพิจารณาบุคคลที่เหมาะสมเสนอให้ คณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) แต่งตั้ง เป็นประธานศาลฎีกาคนใหม่แทนคนเก่าที่จะเกษียณในวันที่ 30 กันยายนนี้

อนุกรรมการ ก.ต.  มี 21 ท่าน มาจาการการเลือกตั้งของตุลาการของทั้งสามชั้นศาล  คือศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

ปกตินั้นบุคคลที่เป็นประธานศาลอุทธรณ์ ถือว่า อาวุโสสูงสุด รองลงมาก็ รองประธานศาลฎีกาคนที่ 1

การที่กฎหมายเขียนเอาไว้ให้ อนุ ก.ต.  เป็นผู้พิจารณาเสนอชื่อ นั้นก็หมายความว่า  บุคคลที่จะขึ้นเป็นประธานศาลฎีกานั้น นอกจากอาวุโสแล้ว จะต้องมีความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสม

เพราะถ้าพิจารณาตรงอาวุโส ก็ไม่ต้องมานั่งประชุมถกเถียง พิจารณา เพราะเห็นอยู่แล้วว่าท่านใดอาวุโสสูงสุด

การพิจารณาของ อนุ ก.ต.  ปรากฎว่า

นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อนุ ก.ต.) ครั้งที่ 4 ในการพิจารณาผู้พิพากษาที่มีคุณสมบัติ สมควรเสนอชื่อเป็นประธานศาลฎีกาคนใหม่ ลำดับที่ 44 ต่อจากนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกาคนที่ 43 ซึ่งจะเกษียณราชการ ‪30 กันยายนนี้ว่า ตามที่มีการเสนอชื่อ นายศิริชัย วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ ที่มีอาวุโสสูงสุดนั้น วันนี้ การประชุมของ คณะอนุ ก.ต. รวม 3 ชั้นได้พิจารณากลั่นกรองความเห็นที่มีการเสนอชื่อนายศิริชัยลงในบัญชีเสร็จเรียบร้อยเเล้ว ซึ่งจะนำความเห็นที่ได้กลั่นกรองส่งไปให้ ก.ต. ขึ้นประกอบการพิจารณา ซึ่งความเห็นประกอบการพิจารณายังเป็นความลับที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยในวันนี้มีคณะอนุ ก.ต. เข้าประชุม20คนโดยมีอนุ ก.ต. ลา1คน เเต่ก็ยังถือว่าครบองค์ประชุมไม่มีผลในการพิจารณา โดยในวันนี้มีการประชุมตั้งเเต่ช่วงเช้าเเละเเล้วเสร็จตอนช่วง 16.00

อย่างไรก็ตามมีรายงานข่าวว่า ในการประชุมของคณะทำงาน อนุ ก.ต. มีการส่งความเห็นพิจารณาคุณสมบัติว่านายศิริชัย ไม่เหมาะสมขึ้นดำรงตำเเหน่งประธานศาลฎีกาคนต่อไป 19 เสียง เเละเห็นว่านายศิริชัยเหมาะสมเพียง1เสียง ซึ่งตามขั้นตอน เเม้อนุ ก.ต.จะไม่เห็นชอบในคุณสมบัตินายศิริชัยถึง19 เสียง เเต่ก็จะต้องส่งให้ ก.ต. พิจารณาลงมติเห็นชอบให้นายศิริชัยขึ้นเป็นประธานศาลฎีกาคนที่ 44หรือไม่ ซึ่งความเห็นทุกความเห็นถ้าหากมีการเสนอไปย่อมมีผลในการพิจารณาของ ก.ต.เพราะเป็นการกลั่นกรองมาเเล้วเเละเป็นความเห็นเบื้องต้นที่ ก.ต.จะต้องนำไปพิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับขั้นตอนต่อไปจะมีการนำความเห็นการกลั่นกรองคุณสมบัติของอนุ ก.ต. เพื่อเสนอให้ที่ประชุม ก.ต. พิจารณาเห็นชอบ นายศิริชัยขึ้นดำรงตำเเหน่งประธานศาลฎีกาคนต่อไปหรือไม่ในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้

การพิจารณาของ  ก.ต.  ในวันที่ 3 กรกฎาคม  ปรากฏว่า ก.ต.  ไม่เห็นชอบให้ นายศิริชัย เป็นประธานศาลฎีกา

รายงานข่าวว่า ที่ไม่เห็นชอบนั้น   อนุ ก.ต.   และ ก.ต.  พิจารณาที่ความเหมาะสม

ตรงนี้ น่าคิดนะครับ

ปกตินั้น ตุลาการ เขามีลำดับความอาวุโส ตั้งแต่สอบเป็น ผู้ช่วยผู้พิพากษาแล้วครับ  ลำดับอาวุโสนี้จะไม่ข้ามกัน เว้นแต่จะมีข้อบกพร่อง  มีความผิด  หรือไม่ก็มีบุคคลที่ค่อนข้างพิเศษพิสดารสามารถข้ามอาวุโสคนอื่น

ซึ่งในวงตุลาการ นานๆ จะมีสักครั้ง   และคนที่พิเศษพิสดารอย่างนี้ก็ไม่ค่อยจะได้รับการยอมรับจากตุลาการด้วยกันสักเท่าไหร่หรอกครับ

การที่ท่าน ศิริชัย ก้าวมาถึง ประธานศาลอุทธรณ์จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา

ไม่มีข้อด่างพร้อยตั้งแต่เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา  เป็นหัวหน้าศาล เป็นอธิบดีภาค ฯลฯ จนมาถึง ประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งก็ต้องผ่านการพิจารณาจา ก.ต.

พูดกันตรงๆ ก็คือ มาสะดุดเอาตรง จากตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ ไปสู่ตำแหน่ง ประธานศาลฎีกานี่เอง

และสะดุดด้วยความเห็นของ อนุ ก.ต.   และคณะกรรมการ ก.ต.

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

บทเรียนจากประวัติศาสตร์

169

สำเริง คำพะอุ

มีเสียงเรียกร้องให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปนานๆ 3 ปี 5 ปี

มีเสียงเรียกร้องให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งพรรคการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

มีผู้ที่จะจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา เพื่อสนับสนุน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  ให้เล่นการเมืองต่อไป

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ยังไม่ตัดสินใจใดๆ เพียงแต่ กำลังจะพาประเทศไทย เดินไปตาม โรดแม้ป ที่วางไว้ คือ เลือกตั้งทั่วไปปี 2561

ยังไม่รู้ว่า ต้นปี  กลางปี หรือ ปลายปี  !

ขณะเดียวกัน ผู้สันทัดกรณีย์บางท่านบอกว่า ปี 2561 อย่าคิดว่าจะมีเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน นักวิชาการบางท่านคาดการณ์ว่า  ทหารจะอยู่ยาวเป็น 10 ปี

การเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป ?

ประวัติศาสตร์การเมือง  มีนายทหารที่เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในอำนาจได้นานอยู่ไม่กี่ท่าน  หนึ่งจอมพลถนอม กิตติขจร  สอง จอมพล ป. พิบูลสงคราม สาม พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

จอมพลถนอม อยู่เป็นเบอร์สอง ให้จอมพลสฤษดิ์  และมาเป็นเบอร์หนึ่งเอง เมื่อจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อนิจกรรม

จอมพลถนอม หมดอำนาจลงอย่างเจ็บปวดที่สุด ด้วยการลุกขึ้นของนักเรียนนิสิตนักศึกษาประชาชน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516

ลำพังนักเรียนนิสิตนักศึกษาประชาชนโค่น  จอมพลถนอมท่านไม่ลงหรอกครับ เพราะท่านอยู่กับอำนาจ ในฐานะ ผบ. ราบ 11  ช่วยจอมพลสฤษดิ์ ปราบกบถวังหลวงจนกระทั่งมาถึงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก  นั่นเป็นการอยู่ในอำนาจที่แข็งแกร่งในกองทัพ  และในทางการเมืองก็เป็น รองนายกรัฐมนตรี เป็น นายกรัฐมนตรี อีกยาวนาน

หากเพราะสนิมเกิดแต่เนื้อในตน

จอมพล ป. พิบูลสงคราม อยู่ในตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี 14 ปี เกือบ 15 ปี  แต่ก็ต้องเป็นถึง 8 สมัย ไม่ได้อยู่ยาวรวดเดียวเลย

บางสมัยก็มาแบบพระเอก บางสมัยก็จากไปด้วยความหดหู่รันทด ต้องขึ้นศาลในฐานะอาชญากรสงครามก็เคย

บางสมัย มี ส. ส. สนับสนุนบอกให้ท่านเป็นผู้นำตลอดกาล ก็เคย

แต่ก็สูญเสียอำนาจไปด้วยการยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ที่ท่านจอมพล ป. ถือว่าเป็นมือขวาของท่าน (มือซ้ายคือ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อดีต อธิบดีกรมตำรวจ ที่เคยถูกจัดอันดับ มหาเศรษฐี 1 ใน 10 ของโลก  ทั้งที่ไม่มีธุรกิจอย่างอื่น นอกจาก เป็น อธิบดีกรมตำรวจ เท่านั้นเอง)

นายทหารที่อยู่ในตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีได้นานท่านที่สามคือ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์  ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจาก พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ท่านไม่มีพรรคการเมืองของตัวเอง แต่พรรคการเมือง สนับสนุนให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี

และเมื่อมีเสียงเรียกร้องว่า นายกรัฐมนตรี ต้องเป็นคนใน  ต้องมาจากการเลือกตั้ง  ท่านก็บอกว่า

“พอแล้ว”

เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ลงจากตำแหน่ง ลงจากอำนาจได้สวยงามที่สุด

ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ ทั้งจอมพล ป พิบูลสงคราม ทั้งจอมพล ถนอม กิตติขจร ต่างก็มีโอกาส ที่จะลงจากอำนาจได้อย่างสวยงาม  แต่เพราะ

คิดว่า ถ้าลงจากอำนาจแล้ว ประเทศจะแย่ ไม่มีท่านเสียแล้ว ประเทศไปไม่ได้ ไปไม่เป็นหนึ่ง

เพราะแวดล้อม ด้วยคนประจบ สอพลอ เนื่องจาก บริษัทบริวารที่แวดล้อมอยู่อยากให้อยู่ต่อ มันจะได้มีที่พึ่งพิง อาศัยเติบใหญ่ไปด้วย  มันก็จะมีเหตุผลต่างๆ มาแวดล้อม จูงใจ  เป็นต้นว่า ไม่ได้นะครับ ประเทศชาติขาดท่านไม่ได้  ท่านน่ะสุดยอด ท่านเสมือนขงเบ้ง

ในที่สุดก็เคลิ้มตาม ในที่สุดก็ลงไม่ได้

และในที่สุดก็จะจบลงด้วย ศพไม่สวย  !

นี่คือความเป็นจริงในประวัติศาสตร์  เป็นโศกนาฏกรรมที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ซึ่งคิดผิด


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ชาวพุทธฟังเอาไว้

99

สำเริง   คำพะอุ

พลตำรวจตรีกมล  เหรียญราชา ผบก. ปปป.  กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีเครือข่ายทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัด ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ)   ปปป. ขยายผลสืบสวนสอบสวนตั้งแต่ปี 2554-2559   จนพบว่า มีวัดเข้าข่ายกระทำความผิดทั่วประเทศอีก 476 วัด

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริตได้ร่วมประชุมยุทธศาสตร์การปราบโกง “มีการทุจริตกับวัดในกรุงเทพฯและทั่วทุกภาค มีทั้งข้าราชการ ฆราวาส เข้าร่วม จะกี่คน อยู่ในขั้นสอบสวน ตอบไม่ได้”

ขณะที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายสมศักดิ์ โตรักษา ที่ปรึกษากฎหมายวัดพนัญเชิง แถลงว่า  ปี 2555 วัดก่อสร้างกุฏิทรงไทย 9 หลัง ปี 2556 วัดก่อสร้างทางเดินรอบวิหารหลวงพ่อโต โดยนำรายได้จากการทำบุญและเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธามาดำเนินการ

ต่อมา นางสาวประนอม คงพิกุล ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน ในขณะนั้น ซึ่งรู้จักพระธรรมรัตนมงคล เจ้าอาวาส โทรศัพท์มาหาเจ้าอาวาส ว่า ทาง พศ.  จะให้เงินอุดหนุนวัด 10 ล้านบาท เป็นเงินอุดหนุนในปีงบประมาณ 2557  เพื่อให้วัดบูรณปฏิสังขรณ์วัด  2 ล้านบาท  ส่วนอีก 8 ล้านจะนำไปให้วัดที่ยากจนขาดแคลนทุนทรัพย์

เจ้าอาวาสฟังแล้วก็สงสารวัดอื่นที่ขาดงบประมาณและยากจน จึงโอนเงินกลับไปให้  8 ล้านบาทผ่านบัญชีนางชมพูนุช จันลือชัย ซึ่งเจ้าอาวาสไม่รู้จัก  แต่รู้จักนางสาวประนอม มานาน  และเงิน 2 ล้านที่เหลือก็นำไปบูรณะวัด

ปีต่อมาก็ให้อีก 10 ล้าน แต่ให้วัดจริง 5 ล้านบาท ที่เหลือก็คืนกลับไป

เจ้าอาวาสถาม นางสาวประนอมว่า ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า ถูกต้องตามกฎหมาย

แต่ ปี 2560 พนักงาน ปปป.  เดินทางมาที่วัดสอบถามเรื่องนี้ วัดก็ชี้แจงพร้อมพยานหลักฐานต่างๆ และเมื่อ ปปป.  แจ้งข้อกล่าวหาเงิน 13 ล้านบาท  วัดจึงเชื่อว่า นางสาวประนอม ไม่ได้นำไปให้วัดที่ยากจน  จึงได้แจ้งข้อกล่าวหานางสาวประนอม

ข่าวดังกล่าวนี้นำมาจาก มติชน 29 มิถุนายน 2560

ทั่วประเทศไทยมีวัดอยู่ประมาณ 34,000  แห่งเห็นจะได้  มีวัดที่ค่อนข้างมีฐานะ เพราะมีประชาชนไปทำบุญค่อนข้างมาก สม่ำเสมออยู่นับจำนวนได้ และก็มีวัดดังๆ อย่างวัดพนัญเชิงวรวิหารไม่มากนักที่ไม่จำเป็นต้องของบประมาณสำนักพุทธศาสนาก็จัดสรรให้

และก็น่าจะมีเป็นพันเป็นหมื่นวัดที่ไม่ได้รับงบประมาณอุดหนุน

เหตุผลที่ท่านเจ้าอาวาสวัดพนัญเชิง ได้รับจากนางสาวประนอม จึงเป็นเหตุผลที่ท่านเจ้าอาวาสจะต้องเกิดความสงสาร เห็นใจวัดอื่นๆ ที่ยากจนกว่าแน่นอน

ไม่แปลกที่ท่านจะคืนเงินไปให้ จากปีแรกที่ได้มา 10 ล้านคืนไป 8 ล้าน

ไม่แปลกที่ท่านจะคืนเงินไปให้ในปีต่อมาอีก 5 ล้าน จากที่ได้รับมา 10 ล้าน

แปลกตรงที่ นางสาวประนอม ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ใน พศ.  ที่ให้ท่านเจ้าอาวาสคืนในชื่อ นางชมพูนุช ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้

แปลกที่ นางสาวประนอมซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  ถ้าอยากส่งเสริมพระพุทธศาสนาเห็นอกเห็นใจวัดวาต่างๆ ที่ลำบากยากจน ทำไมไม่ของบประมาณให้กับวัดต่างๆ นั้นโดยตรง ทำไมต้องให้ผ่านวัดดังๆ เช่นวัดพนัญเชิง

ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับผู้อำนวยการกอง น่าจะรู้ว่า นี่มันไม่ชอบด้วยตัวบทกฎหมาย

จะเอาความหวังดี ปรารถนาดีต่อวัดที่ยากจนขึ้นมาอ้าง ยังไงก็ฟังไม่ขึ้น

ถ้าให้ท่านเจ้าอาวาสส่งเงินไปให้วัดเล็กๆ ที่ยากจน ก็ผิดวิธีการงบประมาณอยู่ดี นี่ให้คืนไปที่นางชมพูนุช ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้  ยิ่งผิดใหญ่

ไม่ว่า นางสาวประนอมจะหวังดี หรือ ปรารถนาดีอย่างไรก็ตาม

นี่เฉพาะที่เกิดขึ้นกับวัดพนัญเชิงนะครับ  วัดอื่นๆ อีก  400 กว่าวัด จะมีนางสาวประนอมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ยังไม่เป็นที่เปิดเผย

ถึงจะปรารถนาดีต่อวัด อยากทำนุบำรุงพระพุทธศาสนายังไง ก็หนีคุกไปลำบากครับ


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เจ้าของทรัพย์มันเอาขาหนีบไว้หรือ ?

147

สำเริง  คำพะอุ

มีรายงานข่าวว่า รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม บอกว่า การยึดทรัพย์ นางสาวยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี  นายบุญทรง เตยาภิรมย์   อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นั้นต้องยุติไว้ก่อน  เนื่องจาก เจ้าหน้าที่หาทรัพย์ของทั้งสองคนนี้ไม่เจอ

เออ  มันช่างง่ายดีจัง   !

ผมเชื่อว่าหลายคนก็คงจะอุทานเหมือนผม

กว่าจะมาถึงจุดที่รัฐบาลใช้อำนาจทางปกครอง สั่งยึดทรัพย์ นางสาวยิ่งลักษณ์ รัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหลายคนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เริ่มตั้งแต่จะต้องมีคนไปร้องเรียนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจากนโยบายจำนำข้าว สร้างความเสียหายให้แก่ชาติบ้านเมือง

ปปช.  เมื่อรับคำร้องแล้วก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนหาข้อเท็จจริง (ตั้งแต่สมัยที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่โน่นแล้วครับ)  คณะกรรมการสอบสวนเสร็จก็ส่งให้กรรมการ ปปช. ชุดใหญ่พิจารณา   ยื้อกันอยู่เป็นปีนะครับกว่าจะลงมติว่า  “มันปล่อยให้มีการทุจริตจริงๆ เกิดความเสียหายจริงๆ”

ระหว่างนั้นยังเป็นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ บรรดาขี้ข้าม้าใช้ของ ทักษิณ /ยิ่งลักษณ์ก็ออกมาเคลื่อนไหว ปิดล้อมสำนักงาน ปปช.  ข่มขู่ คุกคาม กรรมการ ปปช.   นายวิชา มหาคุณ

ขี้ข้าบางคนเรียกร้องไม่ให้ยิ่งลักษณ์ยอมรับทราบข้อกล่าวหา เพราะถ้า ปปช.  ชี้มูล ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

บรรดารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง ก็ถูก ปปช.  สอบสวน และชี้มูลความผิดเช่นเดียวกัน

ความผิดอาญานั้น ปปช.  ส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาฟ้อง ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ฝ่ายอัยการก็พิจารณาด้วยความสุขุมรอบคอบ เป็นเวลานานพอสมควรโยนกันไปโยนกันมาในที่สุดก็ฟ้อง

คดีใกล้จะจบแล้วครับ ในอีกเดือนหรือสองเดือนนี้ก็คงจะตัดสินได้

ทั้งนี้ดูจากการเคลื่อนไหวของบรรดาขี้ข้ามาใช้ในคอกทักษิณ ดูได้จากอากัปกริยาของนางสาวยิ่งลักษณ์ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะ

ความเสียหายทางแพ่งนั้น รัฐบาล คสช.  คิดอยู่นานจะฟ้องเรียกค่าเสียหาย หรือยังไงดี  ในที่สุดก็ตัดสินใจใช้คำสั่งทางปกครองให้ยึดทรัพย์

ซึ่งผู้ที่ถูกคำสั่งปกครองให้ยึดทรัพย์ ก็มีสิทธิร้องต่อศาลปกครองได้   และนางสาวยิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรีที่ถูกคำสั่งทางปกครองสั่งยึดทรัพย์ ก็ร้องไปยังศาลปกครองแล้ว

ศาลปกครองยังไม่ได้ตัดสิน

ระหว่างที่ศาลปกครองยังไม่ตัดสิน นางสาวยิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีเหล่านี้ก็ร้องศาลปกครองขอคุ้มครองชั่วคราว   “อย่าเพิ่งยึดทรัพย์ในขณะนี้”

ศาลปกครอง ยกคำร้องของนางสาวยิ่งลักษณ์และพวกที่ขอคุ้มครองชั่วคราว  เหมือนกับบอกว่า  เฮ้ย เขายังไม่ได้ยึด  จะมาขอคุ้มครองทำไม ?

ด้วยเหตุนี้  ที่รองนายกรัฐมนตรีสั่งให้ยุติเพราะหาทรัพย์ของนางสาวยิ่งลักษณ์  หาทรัพย์ของนายบุญทรงไม่เจอ   นั่นเท่ากับช่วยคุ้มครองชั่วคราวไปแล้วละครับ

คือ ยังไม่ต้องยึด   จนกว่าจะหาเจอ

ทรัพย์สมบัติ นางสาวยิ่งลักษณ์ ทรัพย์สมบัติของ นายบุญทรง หรือรัฐมนตรี  ที่ถูกคำสั่งทางปกครองให้ยึดทรัพย์นั่น ต้องใช้แว่นขยายหาจึงจะเจอหรือยังไงครับ  พวกเขาหนีบไว้ที่ซอกจักกะแร้  หรือใช้ขาหนีบเอาไว้จึงไม่เห็น

มันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลยครับ  เพราะ นางสาวยิ่งลักษณ์ก็ดี  นายบุญทรงก็ดี หรือคนอื่นๆ อีกก็ดี  พวกมันไม่ใช่คนไร้ซื่อไร้สกุล ไม่มีหัวนอนปลายเท้าเสียที่ไหน เป็นถึงนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว  ทรัพย์สมบัติพวกมันไม่ว่า  ที่ดิน รถยนต์ แก้ว แหวน เงินทอง ล้วนต้องแจ้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทั้งสิ้น

มันหายากนักหรือ ?

มันอยู่ที่ว่า  จะ เอา หรือ ไม่เอา เท่านั้น

เหมือนที่ดิน สปก.  ที่นายทุนมันไปขุดเจาะ น้ำมัน นั่นแหละครับ ศาลตัดสินแล้วว่า  ไปขุดเจาะไม่ได้ เพราะต้องให้เกษตรกร เป็นที่เกษตรกรรม  มันก็จะใช้ ม 44 ช่วยนายทุน

นี่ศาลปกครอง ไม่คุ้มครอง  มันก็สั่งยุติไว้ก่อน หาทรัพย์ไม่เจอ

เป็นเหตุเป็นผลที่ บัดซบมากครับ  บัดซบจริงๆ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ไม่มีใครอยู่ได้ถึง “10ปี” หรอกครับ!!

1

สำเริง คำพะอุ

ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 29 คน  ผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง  นายกรัฐมนตรี นานที่สุดก็คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม  อยู่ในตำแหน่งถึง 4,625 วัน

แต่ก็ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีถึง  8 สมัย  การปรับคณะรัฐมนตรี เป็นป 1 ป 2 ป 3 ไม่นับนะครับ

คนที่ 2 ก็พลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์  เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2523  แล้วก็อยู่จนสิงหาคม 2531  ต่อเนื่อง โดยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี 3 สมัย  แต่ละสมัยไม่ครบเทอม

คนที่ 3 ก็จอมพล  ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ ปี 2501  (ขณะเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ยศ พลโท) แล้วก็ลาออก เปิดทางให้ จอมพลสฤษดิ์ เมื่อสฤษดิ์ ตาย จึงเป็นนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องจนเกิดเหตุการ์ 14 ตุลาคม 2516

นายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ที่อยู่ในตำแหน่งนานก็คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นสมัยเดียว แต่ยาวนาน 1,763 วัน  จาก 2501  จนถึงวันที่อสัญกรรมในปี ในวันที่  8 ธันวาคม 2506

ยังไม่มีใครที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ถึง 10 ปี

แต่ถ้าจะมองว่าทหารครองอำนาจบริหารได้นาน ก็เห็นจะเป็น ยุค สฤษดิ์ ถนอม ประภาส ที่สามารถครองอำนาจได้ นับตั้งแต่ยึดอำนาจไปจากจอมพล ป.  16 กันยายน 2501 แล้วให้ นายพจน์ สารสิน มาเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว  จนกระทั่ง ยึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จอีกครั้ง จาก นายกรัฐมนตรีที่ชื่อถนอม

และนายกรัฐมนตรีที่ถูกยึดอำนาจชื่อถนอม  เป็นรองหัวหน้าคณะปฏิวัติ ( รองจาก สฤษดิ์)

อำนาจที่ว่านี้ครองได้ถึง กว่า 10 ปี

ถ้านับตัวบุคคล ก็ต้องนับจอมพล ถนอมแหละครับ อยู่ในศูนย์อำนาจได้อย่างยาวนานที่สุด ในสมัยสฤษดิ์ ก็เล่นบทพระรอง ทั้งทางทหาร ทั้งการบริหาร ครั้นสฤษดิ์ถึงแก่อนิจกรรม ก็เป็น นายกรัฐมนตรี  เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ครั้นเกษียณอายุในตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็ให้สภานิติบัญญัติเสนอให้ต่ออายุราชการให้

อ้างความจำเป็นของชาติบ้านเมือง อ้างความมั่นคงของชาติบ้านเมือง

ทุกวันนี้ใครทำได้อย่างนั้นหรือ?

ผมไม่เชื่อว่าจะมีเผด็จการหน้าไหนจะทำได้อย่าง สฤษดิ์ ถนอม ประภาส อีกแล้วเป็นคณะที่ 2

เหตุที่ผมไม่เชื่อ เพราะ โลกในปี 2500/2516  ต่างไปแล้วอย่างสิ้นเชิงในปี 2560  ไม่แต่โลกเท่านั้น ประเทศไทยก็เปลี่ยนไปด้วย

เอาเฉพาะประเทศไทย  เมื่อจอมพล สฤษดิ์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพียงเสนอคำขวัญ กรอกหูชาวบ้านทุกเช้าว่า “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ”  ก็ได้ใจชาวบ้านซึ่งตอนนั้นทั่วประเทศยังไม่ถึง 30 ล้านคน  น้ำประปา ไหลกระปริดกระปรอย   ไฟฟ้าให้แสงสว่างหริบรี่ ถนนหนทาง การคมนาคมไม่สะดวก  อุดรราชธานี มานครราชสีมา เป็นทางลูกรัง

ทุกวันนี้เกิดอะไรขึ้นที่กรุงเทพฯ คนที่นิวยอร์ค มอสควา  ปารีส. โตเกียว ฯลฯ  ก็จะรู้ทันทีในเวลาไม่เกินนาที/สองนาที

มีใครหน้าไหน  คณะไหนละครับที่จะอยู่ในอำนาจได้เป็น 10 ปี

คนที่มีศักยภาพ (มากกว่าใครเพื่อนขณะนี้) พอที่จะทำได้ คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ ท่านก็ประกาศชัดเจนแล้วครับว่า เลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นแน่ในปี 2561 ซึ่งก็คือ อีก 6 เดือนข้างหน้า จะเป็นต้นปี กลางปี หรือปลายปี ยังไม่ชัด

แต่เลือกตั้ง 2561  แน่นอน !

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ  พูดชัดเจนแล้วครับ การปฏิวัตินั้น ประชาชนไม่เอาด้วย ก็ทำไม่ได้

ทุกวันนี้มีเสียงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี  พลเอก ประยุทธ์ อยู่ต่อ  อยู่นานๆ อย่าเพิ่งเลือกตั้ง ความหมายของเสียงเรียกร้องนี้ก็คือให้ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ให้รีบแก้ไข ให้รีบปฏิรูป สิ่งสกปรกโสมมให้พ้นไป หมดไป

ให้พ้นจากสภาพปฏิกูล  แล้วก็เดินไปสู่การเลือกตั้ง

ว่าอย่างนั้นเถอะ !

Posted in บ้านนี้เมืองนี้ สำเริง คำพะอุ | Leave a comment