อยู่เฉยๆ ดีกว่าไหม ?

3

สำเริง   คำพะอุ

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นอีกท่านหนึ่งที่ห่วงใยชาติบ้านเมืองตลอดมา เมื่อครั้งที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านยังอยู่ในราชการ แม้ท่านจะเป็นทหารสื่อสาร แต่ในที่สุดท่านก็ได้คุมกำลังในฐานะ ผู้บัญชาการทหารบก

เพราะท่านคือ ผู้จัดการรัฐบาล

ท่านตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ ด้วยวิถีทางของประชาธิปไตย นั่นคือการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ลงสมัครรับเลือกตั้ง และได้เสียงข้างมาก ได้จัดตั้งรัฐบาล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สมความตั้งใจ

ท่านเป็นคนเสนอโครงการอีสานเขียว เพราะที่ผ่านมาอีสานแห้งแล้ง ท่านจะทำให้อีสานเขียวให้ได้ ท่านจะทำให้คนอีสานซึ่งส่วนใหญ่ล้วนมีความเป็นอยู่ลำบากยากจน  พ้นจากความลำบากยากจนให้ได้

ทำไม่ได้ท่านจะไปโดดน้ำโขงตาย !

ท่านรับปากประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่า ท่านจะทำให้ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง พรรคการเมืองที่ท่านจัดตั้งขึ้นมาคือพรรคความหวังใหม่ จะต้องเป็นความหวังของประชาชน

แต่โชคร้าย ปีที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ต้องปรับค่าเงินบาท  คนที่กู้เงินต่างประเทศมาลงทุนหนี้สินเพิ่มขึ้นเท่าตัวในพริบตา มิหนำซ้ำเจ้าหนี้ที่ให้สินเชื่อ 10 ปี 15 ปี เร่งรัดเอาเงินที่ปล่อยกู้คืนในทันทีอีกเหมือนกัน

เจ๊งกันเป็นแถว ธุรกิจล้มระเนระนาด ประเทศชาติต้องกู้เงินกองทุนระหว่างประเทศมาใช้

ขุนคลังคู่บารมีของ พลเอกชวลิต ขณะนั้นคือ นายอำนวย วีรวรรณ ซึ่งเป็นนักการเงินการคลังที่ว่ากันว่า เฉียบ คม มาก มาแล้วตั้งแต่สมัยที่ สฤษดิ์/ถนอม ยึดอำนาจ ตอนนั้น นายอำนวย ถูกวางตัวให้ดูแลหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน เพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ

หลังวิกฤติเศรษฐกิจหนนั้น (2540)  นายอำนวย วีรวรรณ ก็ล้างมือในอ่างทองคำ เลิกยุ่งการเมืองตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

มีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นี่แหละครับ ที่ไม่เข็ด ไม่วางมือ

อาจเพราะท่านถือว่า ภาคกิจอันยิ่งใหญ่ของท่านคือ ทำให้ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง ยังไม่สำเร็จ

อาจเพราะอีสานยังไม่เขียว

อาจเพราะคนอีสานส่วนใหญ่ยังลำบากยากจนอยู่

อาจเพราะรอจังหวะดีๆ ท่านจะไปโดดน้ำโขง

อาจเพราะ โอย เยอะแยะมากมายจาระไนไม่หมด

จากที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านยอมกล้ำกลืน ลดตัวลงมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี รัฐบาล ทักษิณ รัฐบาลสมชาย

ยามบ้านเมืองเกิดปัญหา ท่านก็เสนอตัวเป็นโซ่ข้อกลาง คือขอเป็นตัวเชื่อม

พรรคความหวังใหม่ ที่ท่านบอกว่า เป็นพรรคการเมืองของมวลชน ในที่สุดท่านก็เซ้งให้ ทักษิณ  ตัวท่านเองก็ประกาศเข้าไปเป็นสมาชิกพรรค

วันนี้ท่านประกาศจะกู้วิกฤติชาติบ้านเมือง

ได้ยินแล้วก็หนาวครับ

หนาวเพราะเคยเห็นฝีมือท่านที่ถูกยกย่องว่า เป็นขงเบ้งแห่งกองทัพไทยมาแล้ว

หนาวครับหนาว !


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

รัฐบาลแห่งชาติ เลิกคิดเลยครับ

10

สำเริง คำพะอุ

กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งยังไม่เสร็จเลยครับ  พรรคการเมืองก็ยังเคลื่อนไหวด้านการเมืองยังไม่ได้  ผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรยังไม่มีใครรู้ แต่มีความคิดของคนบางคนออกมาแล้วครับ

เสนอให้มีรัฐบาลแห่งชาติ ต่อรกรัฐบาล คสช. ที่มีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรี ก็คงจะไม่ใช่ใครอื่น  หากคือ พลเอก ประยุทธ์ นั่นเอง

รัฐบาลแห่งชาติ เป็นยังไงครับ ?

รัฐบาลแห่งชาติคือรัฐบาลที่เอาทุกพรรคไปร่วมกันเป็นรัฐบาล โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในสถานการณ์พิเศษ เป็นต้นเกิดภาวะสงคราม  เกิดความขัดแย้งกันอย่างหนัก ต้องร่วมมือกัน ต้องสมัครสมานสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เพื่อเอาชาติให้รอด !

ทุกวันนี้เรายังมีความขัดแย้งกันในชาติบ้านเมืองไหม  ?

เรามีความขัดแย้งกันมายาวนาน นานกว่าทศวรรษ นานตั้งแต่ที่ ทักษิณชนะการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ด้วยนโยบายที่เรียกกันว่า ประชานิยม  คือรัฐบาลพยายามบริหารจัดการให้เป็นที่พออกพอใจของประชาชน  ให้ 30 บาท รักษาทุกโรค ให้กองทุนหมู่บ้าน ให้บ้านเอื้ออาทร  ให้ ฯลฯ

ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ทำมาหากินกับความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชน

นโยบายหลายอย่างนอกจากประชาชนได้ประโยชน์ คนที่บริหารจัดการนโยบายก็ได้ประโยชน์

ขณะเดียวกันประชาชนส่วนหนึ่งก็พอใจ โดยคิดว่า ถึงรัฐบาลมันจะโกง   เรา (ประชาชน) ก็ยังได้ประโยชน์บ้าง ยังมีส่วนได้บ้าง

ก็มันโกงกันทุกรัฐบาลอยู่แล้ว  รัฐบาลไหนบ้างวะ ที่ไม่โกง

ไอ้นี่โกง มันยังแบ่งพวกเรา (ประชาชน) เจือจานพวกเรา (ประชาชน) บ้าง

นี่เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม กลายเป็นพวกเสื้อเหลือง เสื้อแดง กลายเป็นพวก กปปส. กลายเป็นพวกไพร่ พวก นปช. กลายเป็นพวก ทักษิณ พวกยิ่งลักษณ์

และในที่สุดก็เกิดรัฐประหาร

ระหว่างที่เกิดรัฐบาล เกิดรัฐบาล คสช. แทนที่จะแก้ปัญหาของประเทศ ด้วยการเอาข้อกฎหมายมาแก้ปัญหา ก็ใช้กฎหมายบ้าง ยังไม่ได้ใช้บ้าง คดีล่าช้าบ้าง

ทำให้เกิดปัญหาว่ามีสองมาตรฐาน ทำไมคดีฝ่ายนั้นเร็ว ฝ่ายนี้ช้า ทำไมคดีฝ่ายนั้นเงียบ ?

ขณะเดียวกัน ก็มีความพยายามที่จะให้เกิดความปรองดอง สมานฉันท์ ด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหาทางพิจารณาหาลู่ทางปรองดอง

รัฐบาลแห่งชาติ มันก็ไม่ต่างไปจากคณะกรรมการปรองดอง นี่สักเท่าไหร่หรอกครับ เชื่อผมเถอะ คือในที่สุดมันจะเดินหน้าไม่ได้ ไปไม่เป็น

ทางที่เหมาะที่สมที่สุดก็คือ จัดการเลือกตั้ง ใครชนะ สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาได้ก็เป็นรัฐบาล บริหารประเทศไป

เป็นรัฐบาล แล้วก็บริหารประเทศ  อาจจะเป็น พลเอก ประยุทธ์  เป็นนายอภิสิทธิ หรือเป็นคุณหญิงสุดารัตน์ หรือใครก็ตามที่เป็นหัวพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี  หรือ ใครก็ตามที่เป็นหัวหน้าพรรคเสียงข้างมากก็เป็นนายกรัฐมนตรีไป

รัฐบาลข้างหน้าจะเป็นใครไม่รู้ละครับ ต้องศึกษาบทเรียนรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร

ทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย

รักษาผลประโยชน์ของประชาชน

ไม่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องญาติ มิตร

เอาประชาชนเป็นใหญ่  เป็นสำคัญ

ประชาชนอยากเห็นรัฐบาลเช่นว่านี้ครับ !


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

คดีฟอกเงิน ลูกชายทักษิณ “ทุกอย่างชัดเจนแล้ว”

3

สำเริง คำพะอุ

พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวถึงการติดตามทรัพย์สินที่ได้ไปจากการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวว่า ยังมีการติดตามสืบทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ยอดรวมล่าสุดสามารถยึดทรัพย์ได้ 13,000 ล้านบาทแล้ว และจะติดตามสืบทรัพย์ต่อไป ไม่ว่าพบเจอทรัพย์อยู่ที่ไหนก็ต้องยึดให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยที่ผ่านมา ปปง.ยึดทรัพย์เฉพาะของนายอภิชาต จันทร์สกุลพร หรือ เสี่ยเปี๋ยง จำเลยคดีจำนำข้าว เพียงรายเดียว หลังจากนี้จะขยายไปที่บุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่หากประชาชนมีเบาะแสของทรัพย์ในคดีดังกล่าวสามารถแจ้งมาที่ ปปง.ได้ตลอด ซึ่งการพิสูจน์ทรัพย์และการอายัดทรัพย์ไม่มีอายุความ

พล.ต.อ.ชัยยะ กล่าวถึงคดีฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่มีนายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวข้องว่า ปปง.ได้ตรวจสอบข้อมูลทางแพ่งและธุรกรรมทางการเงินเสร็จสิ้นส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาแล้ว พร้อมทั้งเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างมีความชัดเจนตามมติของคณะพนักงานสอบสวนแล้ว ขั้นตอนต่อไปเป็นการดำเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น

คดีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด มหาชน ปล่อยกู้ให้กับกลุ่มกฤษฎานคร นั้น ถูกตรวจสอบมาตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 2549  จนกระทั่งนำมาสู่การฟ้องร้องในอีกหลายปีต่อมา เนื่องจากเกิดความขัดแย้งกันระหว่าง คตส.  ที่ตรวจสอบส่งเรื่องให้อัยการ และเมื่อ คตส.  หมดอายุ ปปช. ก็รับงานต่อมีปัญหาว่าจะฟ้องใครบ้าง ไม่ฟ้องใครบ้าง

และเมื่อเรื่องถึงศาล ในที่สุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตัดสินจำคุกผู้บริหารธนาคารกรุงไทย  เจ้าหน้าที่ด้านสินเชื่อที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ 26 สิงหาคม 2558

ขณะนั้นมีคำถามว่า เส้นทางการเงินที่ คตส.  ตรวจสอบชัดเจนว่า มีเงินกู้ธนาคารกรุงไทย ปล่อยให้กฤษฎานคร จำนวนหนึ่งประมาณ 30 ล้าน เข้าไปอยู่ในบัญชีของนายพานทองแท้ ชินวัตร  เป็นเงินอะไร  ทำไมไม่ฟ้อง หรือดำเนินคดีกับนายพานทองแท้ เช่นเดียวกับที่ดำเนินคดีกับ ทักษิณ ซึ่ง คตส. และ ปปช.  เชื่อว่า เป็นผู้บงการให้การกู้ยืมเงินครั้งนี้สำเร็จ

ได้รับคำตอบว่า เพราะนายพานทองแท้ มิใช่นักการเมือง มิใช่ข้าราชการ  จึงอยู่นอกเหนืออำนาจ ปปช. แต่อย่างไรก็ตาม ก็จะตรวจสอบ และดำเนินคดีกับนายพานทองแท้แน่นอนโดยจะให้กรมนอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ

เวลาผ่านไปเกือบจะสองปีอยู่แล้ว  ผู้บริหารกรมสอบสวนคดีพิเศษเปลี่ยนไปนานแล้ว  ไม่มีวี่แววว่าคดีจะคืบหน้าแต่อย่างใด

มีข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมที่จะแจ้งข้อหา และดำเนินคดีกับนายพานทองแท้แล้ว

ข่าวดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ หนีไปรักษาหู อันเนื่องมาจาก น้ำในหูไม่เท่ากัน ทำให้ไม่สามารถไปฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้  ขณะเดียวกับ จำเลยในคดีใกล้เคียงกัน คือ ทุจริตขายข้าวระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ถูกจำคุก 42 ปีบ้าง 40 ปีบ้าง

การที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษจะแจ้งข้อหาและดำเนินคดีนายพานทองแท้ จึงถูกคนกลุ่มหนึ่งซึ่งก็คือพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ทักษิณ พ่อของนายพานทองแท้ เป็นเจ้าของพรรคออกมาป่าวร้องว่า  รัฐบาลใช้กระบวนการยุติธรรมเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

สมุนหรือขี้ข้าบางรายบอกว่าคดีนี้หมดอายุความแล้ว

คดีจะหมดอายุความหรือไม่ เป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณา ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งจะมาตัดสินชี้ขาดได้เอง แม้ว่าใครคนนั้นจะเคยเป็นอัยการใหญ่แค่ไหนก็ตาม

คดีนี้ว่าไปแล้ว คตส.  ตรวจสอบไว้แล้วอย่างสมบูรณ์  และเป็นเวลาเนินนานมาแล้ว หลักฐาน เส้นทางการเงิน เป็นอย่างไร มาอย่างไร ก็ชัดเจนเช่นเดียวกันว่ามีเงินจำนวนหนึ่งออกจากบัญชีกฤษฎานคร เข้าบัญชีของนายพานทองแท้

ไม่ใช่เรื่องยากของ ปปง. ไม่ใช่เรื่องยากของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

เว้นแต่จะทำเรื่องง่ายๆ ให้เป็นเรื่องยาก

และปล่อยให้เป็นประเด็น ได้ขี้ข้าทั้งหลายของทักษิณ ยกมาเป็นประเด็นว่า การเมืองใช้กระบวนการยุติธรรมรังแก

สวะสังคมเหล่านี้ต้องใช้ความจริงตบปากมัน !


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ตกลงมันซื่อสัตย์สุจริต หรือสุมหัวโกง ?

139

สำเริง คำพะอุ

มีข่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังจะแจ้งข้อหา นายพานทองแท้  ชินวัตร ทายาททักษิณ ชินวัตร   กรณีที่ธนาคารกรุงไทย  ปล่อยกู้แก่เอกชนรายหนึ่ง เป็นเงินก้อนมหาศาล  จนในที่สุดผู้บริหารและฝ่ายสินเชื่อที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยสินเชื่อรายนี้ต้องระเห็จเข้าไปอยู่ในคุก

ในการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบมีเศษเงินจำนวนหนึ่ง (ก็หลายสิบล้านบาท) ไปอยู่ในบัญชีของนายพานทองแท้

มีข้อสงสัยอยู่ว่า  ปปช.  หรือสำนักงานอัยการสูงสุดปล่อยให้หลุดรอดไปได้อย่างไร ?

มีคำอธิบายว่า นายพานทองแท้ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เจ้าพนักงาน จะต้องแยกดำเนินคดีต่างหาก  ซึ่งฟังแล้วก็งงๆ อยู่ว่า แล้วเมื่อไรจะดำเนินคดี เมื่อไรคดีจะคืบหน้า

เปลี่ยนผู้บริหารกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว  วันเวลาผ่านมาเนิ่นนานสมควรแล้ว

วันนี้มีข่าวว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ เตรียมที่จะแจ้งหา นายพานทองแท้  ชินวัตร  แล้ว

ทันที่มีมีข่าวนี้ออกมาเสียงเกรียวดังขึ้นตั้งแต่ต้นซอยยันปลายซอย ทั้งเสียงตัวผู้ยันเสียงตัวเมีย  ทั้งแก่หงำเหงอะจวนหมดแรง  ทั้งที่ยังพอมีแรงอยู่   !

จะดำเนินคดีได้หรือ ?

นี่เป็นเรื่องที่ชวนสงสัย เพราะมีความเห็นของนายชัยเกษม  นิติศิริ  อดีตอัยการ สูงสุดออกมาว่า คดีดังกล่าวนี้หมดอายุความไปแล้ว  โดยนายชัยเกษม ยกเอาเหตุ ที่พันตำรวจโท สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษร้องทุกข์ต่อกระทรวงยุติธรรม ที่ถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจ เพราะอธิบดีสั่งการให้หาหลักฐานกรณีที่นายพานทองแท้ฟอกเงินและรับของโจรซึ่ง พันตำรวจโทสมบูรณ์ เห็นว่าหมดอายุความแล้ว

นายชัยเกษมกล่าวว่า หลักการแจ้งข้อกล่าวหามีอยู่ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การแจ้งข้อหาจะต้องมีหลักฐานตามสมควร

นายชัยเกษมกล่าวว่าคดีหมดอายุความแล้ว ยังจะแจ้งข้อหาอีกหรือ ?

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทย ก็ออกแถลงการณ์ เรียกร้องรัฐบาลมิให้แทรกแซงขบวนการยุติธรรม ซึ่งใครที่อ่านแถลงการณ์ก็ย่อมเข้าใจว่า พรรคเพื่อไทยแสดงอาการเป็นห่วงเป็นใยในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายพานทองแท้

นอกเหนือไปจากนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นแคดิเดตคนสำคัญที่จะนำพรรคเพื่อไทย ก็ออกมาเตือนรัฐบาลเช่นเดียวกัน ไม่ให้ใช้อำนาจแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

เราจะเห็นว่า เสียงเรียกร้องเหล่านี้ออกมาปกป้องนายพานทองแท้ทั้งสิ้น   ปกป้องโดยยกเอาอายุความบ้าง ซึ่งยังไม่มีใครออกมาตัดสินได้ว่า  หมดอายุความหรือยัง   และถ้าหากห่วงเรื่องอายุความ ห่วงผลประโยชน์ของบ้านเมือง ก็ควรจะแหกปากมาตั้งนานแล้วในฐานะ อัยการแผ่นดิน ว่า เฮ้ยเรื่องนี้มันจะหมดอายุความแล้วนะโว้ย  อย่าปล่อยให้โจรมันลอยนวล

มิใช่มาบอกว่า เฮ้ย อย่าเล่นงานเขา มันหมดอายุความแล้ว  !

หรือพรรคเพื่อไทยที่ออกแถลงการณ์

ห่วงใยการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของรัฐบาลจริงๆ หรือ ?

เมื่อไม่นานมานี้ ทนายความนายหนึ่งยุ่มย่ามศาล ทำเป็นเอาถุงขนมที่มี เงิน 2 ล้านไปหล่นไว้ จนในที่สุดทนายคนนั้นก็ถูกศาลลงโทษ  พ้นออกมามันก็มาเป็น ส. ส. ในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย  ตกลงพรรคนี้มันแทรก แซง หรือไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

รัฐมนตรีของพรรคนี้หลายคนมันติดคุก เพราะทุจริต ทำผิดกฎหมาย

ตกลงพรรคนี้มันสนับสนุนคนซื่อสัตย์สุจริตให้เข้าสู่การเมือง  หรือว่า มันสุมหัวโกง

ขอคำอธิบายหน่อย


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สนับสนุนทั้งที่ ทุจริตกันเห็นๆ บ้านนี้เมืองนี้มันบ้าไปแล้ว ?

51

สำเริง   คำพะอุ

มีคนจำนวนไม่น้อยคิดว่า  หลังจากที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ไปฟังคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560  ขณะเดียวกัน ช่วงบ่ายวันนั้นศาลก็ได้อ่านคำพิพากษาอีกคดี จำคุกอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ คนละ 42 ปีบ้าง 40 ปีบ้าง ฯลฯ  จะกระเทือนพรรคเพื่อไทย แน่นอน อาจถึงเกิดแพแตก หมดอนาคตทางการเมืองกันสำหรับพรรคนี้

แต่เอาเข้าจริง  เปล่าเลย

พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้า  คัดสรรค์กันอยู่ว่าจะเป็นใครดีที่จะเป็นคนนำพรรค  สมชาย วงศ์สวัสดิ์ หรือ คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หรือ ใครดี

เรื่องแค่ อดีตหัวขบวนของพรรคคนหนึ่ง ที่เคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ไปฟังคำตัดสินของศาล หรืออดีตรัฐมนตรีของพรรคต้องติดคุก ไม่ทำให้พรรคสะดุ้งสะเทือนเลย

แม้ข้อหาที่ต้องติดคุกนั้นคือการทุจริต และแม้คำพิพากษาจะบอกให้สังคมรู้ว่าการทุจริตนั้นพวกเขาทำกันอย่างไร  เป็นต้นขายข้าวที่รับจำนำไว้ เป็นการขาย รัฐบาลต่อรัฐบาล

ทำไมต้องรัฐบาลต่อรัฐบาล ?

การขายรัฐบาลต่อรัฐบาล กำหนดราคาได้เลย ไม่ต้องประมูล แข่งขัน ไม่ต้องมีการตรวจสอบมาก ที่กำหนดราคาได้เลยนั่นก็อาจจะอ้างว่า เพื่อมิตรภาพ เพื่อเป็นการช่วยเหลือรัฐต่อรัฐ  รับจำนำไว้ 15,000 บาทต่อตัน. ขายไปสัก 8,000 บาทต่อตัน หรือ 9,000 บาทต่อตัน

แต่ไม่มีการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชนจีน

ข้าวนับแสนนับล้านตันที่ว่าขายให้รัฐบาลจีนนั่นแหละ เอามาจำนำใหม่   ตันละ 15,000 บาท

มันเป็นเช่นนี้จริงๆ

พฤติกรรมเช่นนี้มันน่าจะกระทบต่อเกียรติยศชื่อเสียงของพรรค ของนักการเมืองในพรรค

แต่ไม่ แม้แต่น้อย

เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด

เหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ผู้คนลุกขึ้นมาประท้วง ทักษิณ ชินวัตรก็เพราะการขายหุ้นให้กับกองทุนเทมาเส็ก  โดยก่อนขายนั้น ทักษิณไปตั้งบริษัทแอมเพิลริชให้ลูกชาย ลูกสาวถือหุ้น  เพื่อที่จะเลี่ยงภาษีแต่พอขายเสร็จ ทักษิณก็คุยโอ่ว่า อยากเสียภาษีเหมือนกัน แต่บังเอิญว่า ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เขาไม่เก็บภาษี

ต่อมาเมื่อเกิดรัฐประหาร 2549  ทักษิณกับเมียโดนคดีซื้อที่ดินรัชดา

ที่ดินตรงนั้นราคา 2 พันกว่าล้านบาท เมียทักษิณซื้อได้ในราคา 800 กว่าล้านบาท (เมื่อคดีจบที่ดินต้องคืนให้ราชการ ราชการขายใหม่ได้ 2 พันกว่าล้านบาท)  ทักษิณต้องประกาศให้วันที่ 31 ธันวาคม ในปีนั้นเป็นวันทำงาน เพราะเกรงว่าการซื้อขายที่ดินจะไม่เสร็จ  พ้นปีไปแล้วภาษีซื้อขายจะเพิ่มขึ้นอีกนิดหนึ่ง (ตรงนี้เห็นความรักชาติบ้านเมืองของมันรึยัง)

คดีซื้อขายที่ดิน ทำให้ทักษิณหนีคุกจนทุกวันนี้

ยังมีคดีที่ทักษิณถูกศาลตัดสินยึดทรัพย์อีก 4 หมื่นกว่าล้านบาท

นั่นเนื่องจากการใช้อำนาจหน้าที่แก้ไขปัญหากฎหมาย เพื่อแสวงหาประโยชน์ให้ตัวเองและครอบครัว

พรรคไทยรักไทยถูกยุบ  ทักษิณก็ตั้งพรรคพลังประชาชนขึ้นมาแทน ทำให้ สมัคร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้สมชายได้เป็นนายกรัฐมนตรี

และสร้างนางสาวยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี มารับจำนำข้าว สร้างความเสียหายให้ชาติบ้านเมืองไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท

แต่คะแนนเสียงของพรรค ไม่ตก ไม่กระเทือน

การทุจริต การแสวงหาประโยชน์ เข้าพรรค เข้าพวก และตัวเอง

ทุจริต คดโกงเห็นๆ แต่สังคมนี้ก็เฉยๆ ไม่ทุกข์ร้อน  แถมบางส่วนยังไชโยโห่ร้องสนับสนุนด้วย

บ้านนี้เมืองนี้ มันบ้าไปแล้วรึยังไง พี่น้อง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

หนังสือเล่มนั้นของ อาจารย์ คึกฤทธิ์ ปราโมช

52

สำเริง   คำพะอุ

เมื่อครั้งที่อาจารย์ คึกฤทธิ์ ปราโมช  ยังมีชีวิตอยู่  วันที่ 20 เมษายน  ของทุกปี จะมีงานที่บ้านซอยสวนพลู เนื่องเพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดของท่าน จะมีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับท่าน ลูกศิษย์ลูกหา ผู้ที่รู้จักมักคุ้นกับท่าน เดินทางไปอวยพร

อาจารย์จะออกมานั่งเก้าอี้รับแจกันดอกไม้ รับของขวัญ จากผู้ที่มาอวยพร แล้วท่านก็กล่าวคำอวยพร ให้ทุกคนทุกคณะ ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง ท่านก็จะขึ้นเรือน ไปรับประทานอาหาร แล้วก็พักผ่อนสักงีบ

บ่ายสองโมง ก็ลงมานั่งเก้าอี้รับแขก รับของขวัญ รับคำอวยพร แล้วท่านก็ให้พร แล้วก็หยิบหนังสือสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ฉบับพิเศษให้กับแขกแต่ละคณะที่มา

บ่ายวันที่ 20 เมษายน  2531  ผมซึ่งทำงานในกองบรรณาธิการสยามรัฐ ก็ไปกราบขอพรท่านด้วย เสร็จแล้วก็ยืนอยู่ใกล้ๆแถวที่ท่านนั่งรับแขกอยู่

ถึงคิวของ คณะสุภาพสตรีจากธนาคารแห่งหนึ่งแห่งใดนี่แหละครับ เข้าไปอวยพรท่าน เสร็จแล้วท่านก็ให้พรตอบ

แล้วท่านก็หันมาจะหยิบหนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์ ฉบับพิเศษที่ว่านั้นให้ ปรากฏว่า หนังสือหมด

ลูกศิษย์ลูกหาท่านก็หยิบน้ำมันพืช ที่บริษัทในเครือของท่านหรือลูกศิษย์ลูกหาของท่านเตรียมมาส่งให้ท่าน เพื่อให้ท่านส่งให้แขก

“อยากได้หนังสืออะค่ะ”

“เขาอยากได้หนังสือ” อาจารย์หันมาถามเด็ก

“หนังสือหมดครับอาจารย์ กำลังเอามาใหม่ครับ”

อาจารย์ คึกฤทธิ์ ก็บอกต่อตามที่เด็กบอก

สุภาพสตรีกลุ่มนั้นก็นั่งอิดออด บอกอาจารย์ว่า “อยากได้หนังสืออะค่ะ”

ในขณะที่แขกคณะอื่นก็รอคิว

ผมเห็นสีหน้าอาจารย์ชักหงุดหงิด

“อยากได้หนังสืออะค่ะ”

อาจารย์ คึกฤทธิ์  “หนังสือมันหมด เอางี้แล้วกัน จะให้เขาส่งไปให้”

หัวหน้าคณะยืนยันว่า  ”อยากได้วันนี้อะค่ะ”

ผม ซึ่งยืนอยู่บริเวณนั้นแขม่วท้องเสียแทบแย่

“เอาวันนี้ก็ได้ แต่เป็นหนังสือ คิดคึกรวย ! นะ”

สุภาพสตรีกลุ่มนั้นรีรออยู่สักพัก  คงพอจะเข้าใจ หนังสือของอาจารย์แล้ว จึงได้ล่าถอยออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก  ผมก็ไม่รู้จะสงสาร  หรือ สมน้ำหน้าดี ที่เซ้าซี้ ไม่รู้เวล่ำเวลา

ผมเล่าเรื่องที่ผ่านมาเนิ่นนานซึ่งหลายคนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์อาจจะลืมไปแล้ว ก็เนื่องจาก มีศิลปินแห่งชาติท่านหนึ่งเขียนบทกลอน หรือบทกวีนี่แหละ ว่าด้วย นางสาวยิ่งลักษณ์ น้ำในหูไม่เท่ากัน  ไปศาลไม่ได้  (แต่หนีไปได้) เกือบบอกว่า ไปรักษาหู เสียแล้วไหมล่ะ

ศิลปินท่านนี้ก็เลยถูกกลุ่มนักเขียน นักวิชาการส่วนหนึ่งเข้าชื่อกัน ถอดออกจากศิลปินแห่งชาติ

ลำตัด หวังเต๊ะ ศิลปินแห่งชาติ  ท่านหนึ่งที่ล่วงลับไปแล้ว บทลำตัดของท่าน มีทั้งที่ตรงๆ  มีทั้งสองแง่สามง่าม

ลำตัด แม่ประยูรก็เช่นเดียวกัน  นี่ก็ศิลปินแห่งชาติ

หมอลำเคน ดาเหลา ศิลปินแห่งชาติด้านการแสดงพื้นเมือง (หมอลำ) บทกลอนลำของท่านที่ส่งให้ชื่อเสียงของท่านขจรขจาย นอกจากลีลา น้ำเสียง ของท่านแล้ว เนื้อหาของกลอนลำของท่านก็วนๆ เวียนๆ อยู่ในเรื่องพวกนี้ และตรงๆ โต้งๆ เสียด้วย

หมอลำบุญเพ็ง ศิลปินแห่งชาติด้านหมอลำก็ไม่น้อยหน้า

จะแตกต่างอยู่บ้าง ก็หมอลำ ฉวีวรรณ ดำเนิน  เป็น ศิลปินด้านการแสดงพื้นเมือง (หมอลำ) ที่เอาดีทางเสียง บทพรรณาถึงชีวิตชาวไร่ชาวนา คนยากคนจน  มีเกี้ยวพาราสีบ้าง แต่ไม่ได้ลงลึกเรื่องใต้สะดือเหมือนศิลปินแห่งชาติคนอื่นๆ

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็เพื่อจะบอกว่า คณะกรรมการที่พิจารณารางวัลศิลปินแห่งชาติ คงไม่เข้มงวดเรื่องอย่างนี้

หาไม่แล้ว เราคงจะไม่มีศิลปินแห่งชาติที่ชื่อ คึกฤทธิ์  ปราโมช หวังเต๊ะ แม่ประยูร เคน ดาเหลา บุญเพ็ง หรอกนะครับ


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากไปสวี หวี้ วี

118

สำเริง คำพะอุ

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เปลี่ยนจากการอ่านคำพิพากษาคดี ที่นางสาวยิ่งลักษณ์ จำเลยคดีปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ (มาตรา 157 กฎหมายอาญา) เป็นการออกหมายจับแทน เนื่องจากถึงวันนัดอ่านคำพิพากษา นางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่มาศาล โดยให้ทนายมาแจ้งต่อศาลว่า ป่วย น้ำในหูไม่เท่ากัน

ศาลไม่เชื่อ เพราะไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดง จึงได้ออกหมายจับ ริบเงินประกัน 30 ล้านบาท และนัดฟังคำพิพากษาอีกครั้งวันที่ 27 กันยายนนี้

ก่อนถึงวันที่ 25 สิงหาคม บรรดาขี้ข้า บริษัทบริวาร ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ต่างออกมากระพือข่าวว่าจะมีมวลชนที่รัก ศรัทธา นางสาวยิ่งลักษณ์เรียกร้องให้ รัฐบาล อย่าได้ขัดขวาง มวลชนที่จะมาให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ในวันที่จะมีการอ่านคำพิพากษา

และก่อนที่จะถึงวันที่ 25 สิงหาคม  นางสาวยิ่งลักษณ์ซึ่งตระเวนไปไหว้พระในที่ต่างๆ มีทั้งข่าว และภาพ ในหน้าหนังสือพิมพ์  เป็นข่าวและภาพที่หนังสือพิมพ์ให้ความสำคัญจนเบียดเอาข่าวและภาพเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ ตกไป

ก่อนจะถึงวันอ่านคำพิพากษาอีกครั้ง เกิดอะไรขึ้น ?

การที่นางตะแร่ดแต่ดแต๋ไปได้ทั่ว แต่ถึงวันศาลนัด นางกลับป่วย มาไม่ได้ จนทำให้ศาลเห็นว่ามีพฤติกรรมอาจจะหลบหนี ต้องยึดเงินประกัน 30 ล้านบาท และออกหมายจับ ถ้าจับได้ในในเร็ววันนี้ศาลก็อาจจะไม่ให้ประกันตัว เพราะมีพฤติกรรมให้ศาลไม่เชื่อถือแล้ว

แน่นอน ไม่ส่งผลต่อเพียงคดีนี้ นางยังมีคดีอื่นรอการสืบพยาน รอการพิจารณาอยู่อีกมาก ถึงตอนนั้น ก็คงจะขอประกันตัวลำบาก จะสู้คดีก็ต้องสู้ระหว่างถูกคุมขัง

เพราะฉะนั้น การไปของนางครั้งนี้ จึงจะต้องเป็นการจากไปอย่างยาวนาน ชั่วอายุความของแต่ละคดี ขนมจีน น้ำเจี้ยวอาหารโปรดของนางที่นางเคยบอก  ก็ต้องไปหากินที่ต่างแดน จะเป็นสิงคโปร์  ดูไบ นั่นก็ต้องคอยดูกันไป

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าจะหนี ทำไมไม่หนี หลังจากที่ศาลอ่านคำพิพากษา ไม่แน่นัก ศาลอาจจะยกฟ้อง นางก็เป็นอิสระ   ถ้าศาลลงโทษ ก็ยื่นประกันตัว.ระหว่างที่อุทธรณ์คำพิพากษายังมีเวลาหลบหนีได้

นั่นเสี่ยงเกินไป

อย่าลืมว่า คำพิพากษาที่ศาลจะอ่านในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ เป็นคำพิพากษาของศาลฎีกา แม้ว่าจะเปิดช่องให้อุทธรณ์ได้   แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่า จะได้รับการปล่อยตัว (ประกันตัว) สู้คดีหรือไม่ ถ้าศาลตัดสินลงโทษ แล้วไม่ให้ประกันตัว  ถึงตอนนั้นก็จบกัน

คงจำกันได้ ก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะอ่านคำพิพากษาคดี ทักษิณ นั้น ทักษิณก็บอก พร้อมที่จะไปฟังคำพิพากษาของศาล

แต่ทักษิณก็เดินทางไปจีน  ไปดูกีฬาโอลิมปิค และไม่กลับมาอีกเลย แม้กีฬาโอลิมปิคจะเปลี่ยนสนามแข่งหลายหนแล้วก็ตาม  นั่นย่อมเพราะทักษิณเห็นและชัดเจนแล้วว่า จะวิ่ง จะติดต่อ อย่างไรศาลก็ไม่เล่นด้วย ไม่เล่นด้วยคือ ไม่สนใจ ไม่ตอบสนอง ไม่มีปฏิกิริยา จนทักษิณท้อแท้ สิ้นหวัง ต้องตัดสินใจไปดูกีฬาที่จีนดีกว่า

กรณีของยิ่งลักษณ์ก็ไม่น่าจะต่างกันมาก

หูตา เจ้าหน้าที่บ้านเมืองไปไหน  ?

นางสาวยิ่งลักษณ์อาจจะป่วยจริงๆ นอนอยู่ที่บ้านก็ได้ หรืออาจจะเผ่นไปแล้ว เช่นเดียว กับธรรมะชโย

แต่การหายไปของยิ่งลักษณ์  การหายไปของธรรมะชโย ในความรู้สึกของ ทางการบ้านเมือง ก็ดูสงบ ดูดี ไม่มีเหตุของการปลุกผู้คนมาต่อสู้เพื่อนาง ตายเพื่อนาง ให้เห็นอีก

ซึ่งก็ดูดีไปอีกแบบหนึ่ง  มิใช่หรือ ?


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ถ้าจะเล่นการเมืองต่อไป !

18

สำเริง   คำพะอุ

เสียงกระหึ่มที่ นครราชสีมาซึ่งเป็นที่จัดประชุม คณะรัฐมนตรีสัญจรของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ต่อไป  ย่อมสร้างกำลังใจให้แก่ พลเอก ประยุทธ์ รวมถึงกองเชียร์ ทั้งหลายที่เอาใจช่วยอยู่

ปัญหาว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอย่างไร ?

เพราะจากนี้ไปก็จะต้องมีการเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดคร่าวๆ เอาไว้แล้วว่าจะเป็นกลางปีหน้า 2561 หรืออย่างจะล่าออกไปอีกก็ไม่เกินปลายปี

รัฐบาลต่อไปจะต้องมีเสียงข้างมากในรัฐสภา คือสภาผู้แทนราษฎร กับวุฒิสภา

เป็นรัฐบาลคล้ายๆ รัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร หลังการเลือกตั้ง 2512 หรือ รัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ต่อจากรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ปี 2522

รัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร  มีพรรคสหประชาไทย ที่จอมพลถนอม เป็นหัวหน้าพรรค มีพลอากาศเอก ทวี จุลลทรัพย์ เป็นเลขาธิการพรรค ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลงทั่วประเทศ ได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก และเมื่อรวมกับเสียงสนับสนุนจากพรรคเล็กพรรคน้อย ก็ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร บวกกับเสียงวุฒิสภา ซึ่งรัฐบาลจอมพลถนอม แต่งตั้งเอาไว้ ใกล้เคียงกับสภาความมั่นคง หรือสภากลาโหม รัฐบาล จอมพลถนอมก็แข็งปึ้ก

กระนั้น  ถนอม/ประภาส ก็ยังต้องปฏิวัติตัวเองในเดือนพฤศจิกายน 2514  สร้างความไม่พอใจให้กับนักเรียนนิสิตนักศึกษาประชาชนจนกระทั่งเกิดการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในที่สุด

ส่วนรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์  ท่านไม่มีพรรคเอง แต่มีพรรคใหญ่ 2 พรรค สนับสนุน คือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทย สนับสนุน

พรรคที่ได้คะแนนรองๆ ลงมาก็อยากเข้าร่วมรัฐบาล  เคยมีเหตุการณ์ ที่พรรคชาติไทย ได้รับเลือกตั้งมากกว่าพรรคอื่น พลเอก ประมาณ อดิเรกสาร  คาดหวังว่าจะได้เป็นนายกฯ ในที่สุดถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้าน  จึงได้เกิดวาทะอันสำคัญขึ้นจากเลขาธิการพรรคครั้งนั้นว่า  “ต่อไปจะนำพรรคเข้าร่วมรัฐบาลให้ได้ จะไม่พาพรรคเป็นฝ่ายค้านให้เกิดความอดอยากปากแห้งอย่างทุกวันนี้”

ซึ่งนั่น เท่ากับบอกว่า เป็นรัฐบาลแล้ว อิ่มหมีพีมันหนึ่ง และเหน็บ หัวหน้าพรรคขณะนั้น ที่เคลื่อนไหวจะเป็นนายกรัฐมนตรีจนเกิดความหมั่นไส้ จนเขาไม่เอาร่วมรัฐบาลอีกหนึ่ง

คราวนี้ กลับมาที่ นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์  ?

ท่านจะเป็นนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งกลางปี หรือปลายปีหน้า อย่างไร ?

นี่เป็นเรื่องที่จะต้องคิด และลงมือทำ

มีสมาชิก สนช.  พยายามจะจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาสนับสนุน แต่ก็ยังไม่มีท่าทีชัดเจนว่า พลเอก ประยุทธ์ จะเอาด้วยหรือไม่  ซึ่งเรื่องอย่างนี้ต้องมีความชัดเจนนะครับ เพราะการเมือง หลังการเลือกตั้ง แม้การเมืองจะต้องใช้เหลี่ยม ใช้ชั้นเชิง  แต่ในที่สุดก็ต้องเปิดเผย จะต้องนับมือที่ยกขึ้นสนับสนุนในรัฐสภา จะต้องฟังเสียงพูดเสียงอภิปรายในสภา

จะต้องมีความชัดเจน

ถึงตอนนั้น ไม่มีอำนาจพิเศษจากมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจ คสช. มาหนุนช่วย

การประชุมสภา ก็ต้องแยกประชุม แยกกันลงมติ ระหว่าง สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณางบประมาณแผ่นดิน

มีพรรคการเมืองใหญ่อยู่ 2 พรรคขณะนี้ คือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย

จะหวังว่า 2 พรรคนี้จะสนับสนุนเหมือนที่พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคชาติไทย เคยสนับสนุน พลเอกเปรม เมื่อครั้งกระโน้น เป็นไปไม่ได้

พรรคประชาธิปัตย์ ก็มีปัญหาภายในพรรค  ส่วนพรรคเพื่อไทย นั้น แน่นอน เขามุ่งมั่นที่จะเป็นรัฐบาลเอง เขามีภารกิจที่จะต้อง เอาคืนหนึ่ง  สะสางปัญหาที่พวกเขาเพลี่ยงพล้ำที่ต้องติดคุก ติดตะราง โดนคดี หรือที่ยังเป็นสัมภเวสีอยู่ต่างประเทศให้ได้กลับเข้ามาอีกหนึ่ง

เขาไม่ร่วมกับใครหรอกครับ

นี่เป็น การบ้าน ต่อจากนี้ของท่านพลเอกประยุทธ์ครับ  !


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เมื่อสื่อ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ !

122

สำเริง  คำพะอุ

ผมพูดถึง ทุจริตใน ปตท. กรณีใช้เงิน 2 หมื่นล้านบาท ในการลงทุนปลูกปาล์มที่ประเทศอินโดนีเซียว่า เป็นกรณีที่น่าศึกษาสำหรับ สื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อแขนงหนังสือพิมพ์ที่มีเอกชนเป็นเจ้าของ นั่นผมพูดจริงๆ นะครับ

ผมสงสัยว่า บรรดาหนังสือพิมพ์น้อยใหญ่ ระดับยักษ์ใหญ่ ยักษ์เล็ก เขามองกรณีนี้ไม่เป็นข่าวอย่างพร้อมเพรียงกันได้อย่างไร

รัฐวิสาหกิจ ยักษ์ใหญ่ของประเทศ ใช้เงินลงทุนไป 2 หมื่นล้านบาท อย่างน้อยนี่ก็เป็นเงินของกระทรวงการคลัง 50%  ก็หมื่นล้านบาทละครับ

มันไม่เป็นข่าว ไม่เป็นที่สนใจของสังคมได้อย่างไร ก็แค่ ดาราหนังดาราละครเขาทะเลาะกัน หย่ากัน ดาราคนนั้น แย่งแฟนดาราคนนี้ หรือกระทั่ง ประจำเดือนไม่มาตามปกติ ของนักร้องคนนั้น นักแสดงคนนี้ มันยังกระพือข่าวอึกทึกครึกโครม  หมาหรือ แมว บ้านคุณหญิงคนนั้นมันตั้งท้องก็ยังเป็นข่าว

นี่งบประมาณแผ่นดินแท้ๆ ตั้งหมื่นล้าน

จะคิดว่า พวกเขากลัวอำนาจมืด อำนาจเถื่อนอันใดก็ไม่น่าจะใช่ ก็ขนาดกองทัพจะใช้งบประมาณซื้อโน่นซื้อนี่พวกเขายังกล้ากระแหนะกระแหน กล้าขุดคุย  กล้าออกมารักษาผลประโยชน์ของประเทศ เกรงว่าจะทุจริต จะซื้อของที่ไม่มีคุณภาพ

นี่ 2 หมื่นล้านบาทเอาไปลงทุนในอินโดนีเซีย ตอนที่จะใช้เงินก็บอกว่าจะเกิดผลดีอย่างนั้นอย่างนี้ ระหว่างที่ลงทุนก็โฆษณาป่าวร้องว่าจะได้ผลผลิต จะมีกำไรเท่านั้นเท่านี้ แล้วอยู่ก็ขายโครงการทิ้งไป ขายที่ขายทางที่ซื้อไว้

แล้วพูดง่ายๆ ว่า ขาดทุน 2 หมื่นล้านบาท

เอาเถอะ ทำธุรกิจมันต้องมีบ้างกำไรขาดทุน   แต่กรณีนี้มันเห็นชัดว่ามันร้อง ปปช. กันไปมา  มีการนำคดีขึ้นสู่ศาล

แต่ปรากฏว่า  ไม่มีหนังสือพิมพ์สักฉบับสนใจที่จะติดตามข่าว ไม่สนใจที่จะขุดคุ้ย

ไหนว่า ทำหนังสือพิมพ์เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ของประชาชน เงิน 2 หมื่นล้านบาท เป็นของรัฐครึ่ง เป็นของผู้ถือหุ้นอีกครึ่ง  นี่ยังไม่ถือว่าเป็นผลประโยชน์ของประชาชนอีกหรือ

หรือประโยชน์ที่จะได้จากโฆษณา ประชาสัมพันธ์มันสำคัญกว่า  ?

นี่คือเหตุที่ผมเห็นว่า มันน่าจะเป็นกรณีศึกษา   มันเกิดเรื่องอย่างนี้กับวงการหนังสือพิมพ์ได้อย่างไร ?

ไม่เฉลียวใจกันสักนิดหรือครับ โครงการมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมไปเลือกลงทุนที่อินโดนีเซีย เขาซื้อขายกันราคาเท่าไร  ค่านายหน้าในการซื้อขายเท่าไร ค่าพัฒนาที่ดิน เท่าไร และเมื่อ ปตท. ตัดสินใจขายทิ้ง ราคาเท่าไร

มีใครได้ประโยชน์ ?

ให้สำนักข่าวอิศรา สนใจอยู่แห่งเดียวหรือ

ให้ผมไปขึ้นศาลปัตตานี แล้วรอหัวเราะเยาะ ถ้าศาลตัดสินจำคุกผมหรือ ? (ไม่มีวันเสียละ บอกแล้วไง ใครมีปัญหากับผม ผลสุดท้าย ไม่มีวันจบสวย ดูสฤษดิ์ ถนอม ประภาส หรือ ทักษิณซิ สฤษดิ์ม้ามพัง ดับไปขณะมีอำนาจ ถนอม / ประภาส ต้องเผ่นออกนอกประเทศ ทักษิณระเหระหนไม่มีแผ่นดินอยู่

เห็นไหมครับ จบไม่สวยสักราย  !

สิทธิ  เสรีภาพ ที่เรา คนหนังสือพิมพ์ร่ำร้องหา จะเป็นจะตาย จะมีประโยชน์อะไรเล่า ถ้าเราสมัครใจที่จะละเว้นในบางเรื่อง บางกรณี ทำหลับตา ทำเป็นไม่เห็น ทั้งที่ผมแหกปากตะโกนเตือนอยู่อย่างนี้ มันจะต่างไปจาก เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ที่จะต้องติดคุกติดตะราง เพราะละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอาญามาตรา 157 อย่างไรเล่าครับพี่น้อง

จะต่างกันก็ตรงที่เจ้าหน้าที่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่มีโอกาสที่จะติดคุก

สื่อทั้งหลายละเว้นไม่เป็นไร แต่ละวันมีข่าว มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย ทำเป็นไม่เห็น ทำเป็นไม่รู้เสียบ้างก็ได้

แล้วก็หลอกตัวเองว่า สูงศักดิ์ สูงนักสูงหนา   สู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ตายเพื่อสิทธิเสรีภาพ !

เชอะ

คราวนี้มาดูข้อมูลจากสำนักข่าวอิศรา สำนักข่าวเดียวที่เกาะติดเรื่องนี้ครับ

จากกรณีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ส่งข้อมูลลับจากบริษัทที่ปรึกษา HADISUMARTO&PARTNERS ที่ตรวจสอบโครงการปลูกปาล์มน้ำมันที่อินโดนีเซียของบริษัท พีทีที.กรีน เอเนอร์ยี่ฯ หรือ PTT.GE (ในเครือ ปตท.) ให้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนเพิ่มเติม โดยระบุถึงความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อที่ดินของผู้บริหารระดับสูงในช่วงนั้น

ขณะเดียวกันเมื่อเดือน มิ.ย. 2560 บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด (บริษัทลูกของ Deloitte Touche Tohmatsu ผู้สอบบัญชีระดับโลก) รายงานผู้บริหารระดับสูงใน ปตท. ว่า ในการจัดซื้อที่ดินทำโครงการปลูกปาล์มน้ำมันดังกล่าว มีอย่างน้อย 2 โครงการ ได้แก่ PT.Az Zhara และ PT.KPI มีบริษัทนายหน้าคือ Kalimantan Sawit Lestari Ltd. (KSL) จดทะเบียนในสาธารณรัฐโดมินิกัน เข้าไปดำเนินการ โดยมีรายได้จากค่าบริการดังกล่าวประมาณ 34 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับบุคคลสัญชาติไทย บริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย และเครือญาตินักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องตามที่สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานไปแล้วนั้น (อ่านประกอบ : เจาะพฤติการณ์ บ.นายหน้า ปมซื้อที่ดินปลูกปาล์มอินโดฯโยงญาตินักการเมือง-เลขาฯบิ๊ก รมต., เปิดหนังสือลับบ.ที่ปรึกษากม.ร้องเรียนอดีตบิ๊กปตท.! หลักฐานใหม่ป.ป.ช.สอบคดีปาล์มอินโดฯ)

บริษัท ดีลอยท์ฯ พบว่า ในการซื้อขายที่ดินระหว่าง ปตท./PTT.GE กับผู้ขายที่ดิน Mr.Agustiar (เจ้าของโครงการ PT.Az Zhara) และ Mr.Burhan (เจ้าของโครงการ PT.KPI) ที่มี KSL เป็นบริษัทนายหน้านั้น

ปรากฏชื่อของนายธนกฤษณ์ พรหมเดชะ และนายวัชรินทร์ สุทธิประภา เป็นบุคคลสัญชาติไทย ที่มีอำนาจลงนามของ KSL ในสัญญาค่าบริการนายหน้า (Commission Service Agreement) และค่าบริการให้คำปรึกษา (Consultancy Service Agreement) ด้วย

บริษัท ดีลอยท์ฯ ยังตรวจสอบพบอีกว่า นายธนกฤษณ์ และนายวัชรินทร์ เป็นกรรมการบริษัท ปาล์ม บิซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท ปาล์มบิซ แพลนเทชั่น จำกัด ซึ่งบริษัททั้ง 2 แห่งดังกล่าว ปรากฏชื่อของเครือญาติอดีตนักการเมืองรายหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้อง

จากการตรวจสอบข้อมูลบริษัททั้ง 2 แห่งเบื้องต้นจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า บริษัท ปาล์มบิซ แพลนเทชั่น จำกัด ปัจจุบันมีสถานะร้าง แจ้งงบการเงินครั้งล่าสุดเมื่อปี 2549 ส่วนบริษัท ปาล์ม บิซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ปัจจุบันยังดำเนินกิจการอยู่

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ติดต่อไปยังบริษัท ปาล์ม บิซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ตามที่แจ้งกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 02-539-7668 เพื่อขอเรียนสายนายธนกฤษณ์ และนายวัชรินทร์ เพื่อขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงตามรายงานของบริษัท ดีลอยท์ฯ ดังกล่าวหลายครั้ง แต่ไม่มีผู้ใดรับสาย

ผมจะพูดถึงเรื่องนี้อีกในคราวหน้าครับ


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ทุจริตใน ปตท. ถือเป็นกรณีศึกษาของสื่อได้เลย !

17

สำเริง    คำพะอุ

จะเข้าปีที่ 3 แล้วครับ ที่ผมเคยเขียนถึงการทุจริตใน ปตท. อันเนื่องมาจาก นโยบายปลูกปาล์มที่อินโดนีเซีย โดยใช้งบประมาณ 20,000 ล้านบาท แล้วเงินดังกล่าวก็ละลายหายไป โดยอ้างการขาดทุน

ก่อนที่จะเริ่มนโยบายนั้นก็วาดฝันเสียเลิศหรู ว่าเป็นการแสวงหาแหล่งพลังงานที่จะนำมาทดแทนการใช้น้ำมัน

ต้องไปลงทุนปลูกปาล์มน้ำมันที่อินโดนีเซีย ต้องไปซื้อที่ดินสำหรับปลูกปาล์ม เป็นหมื่นเป็นแสนไร่ ต้องพัฒนาที่ดินที่รกร้างว่างเปล่า สร้างถนนหนทาง เข้าไป ลงทุนปลูกปาล์ม

ระหว่างนั้นก็อ้างว่ามีผลผลิตดี จะต้องได้ผลผลิตคุ้มกับการลงทุน ต้องสร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มอีกเป็นร้อยเป็นพันล้านบาท

เผลอแป๊บเดียวบอกต้องขายที่ดินทิ้ง ขายไร่ปาล์มที่ลงทุนไว้แล้วทิ้ง

แล้วก็มีข่าวออกมาว่า ขาดทุน 2 หมื่นล้านบาท

มีข่าวออกมาว่า ปตท. สั่งลงโทษ เจ้าหน้าที่ระดับบริหารบางคน และฟ้องร้องเจ้าหน้าที่บางคน พร้อมกันนั้นก็ร้องต่อ ปปช.  ให้สอบสวนการทุจริต

เจ้าหน้าที่บางคนก็ร้องไปที่ ปปช.  ว่า ผู้บริหารบางคนทุจริต และทำให้เกิดความเสียหายขึ้นในโครงการปลูกปาล์มน้ำมัน

ต้องเข้าใจนะครับว่า โครงการนี้ ปตท. เสียหายไป 2 หมื่นล้านบาท

2 หมื่นล้านบาทไม่ใช่เงินน้อยๆ นะครับพี่น้อง

แต่ปรากฏว่า  ไม่มีสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์  วิทยุ โทรทัศน์ หรือสื่ออื่นใดให้ความสนใจ ไม่เป็นข่าว ไม่มีการขุดคุ้ย

ทั้งๆ ที่อ้างกันนักหนา เรียกร้องหาเสรีภาพกันนักหนา ที่จะรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

แต่เปล่า สื่อแต่ละแขนงพอใจที่ อยากจะได้โฆษณา หรือรายได้จากประชาสัมพันธ์ที่อาจจะได้ หรือวาดหวังว่าจะได้จาก ปตท. เสียมากกว่า

ตรงนี้ผมพูดไว้เลยว่า เป็นความอัปยศอดสูของ สื่อสารมวลชน อย่างหนึ่งในประเทศไทย

อาจารย์ที่สอนวิชาสื่อสารมวลชน การหนังสือพิมพ์ หรือวารสาร ถือเป็น กรณีศึกษา ปรากฏการณ์นี้ได้เลยครับ

ผมไม่ได้พูดด้วยความน้อยอกน้อยใจที่เป็นหนึ่งในจำนวนสื่อไม่กี่คนหรือไม่กี่รายที่เกาะติดเรื่องนี้ จนต้องเสียเวลา ต้องเสียเงินทอง เสี่ยงชีวิต ไปขึ้นโรงขึ้นศาลถึงปัตตานีโน่น เพราะมาเกาะติดเรื่องนี้

เขียนหนังสือมาครึ่งค่อนชีวิต ขึ้นโรงขึ้นศาลมาบ้าง ยังไม่เคยลงจากศาลด้วยความอัปยศ หรือด้วยความพ่ายแพ้เลยครับ

พูดแล้วก็คุยแบบโม้ไว้ตรงนี้เลย คนที่ผมคิดและเชื่อว่ามันเลว หรือมีปัญหากับผมแล้ว  มันจบไม่สวยสักราย ดูสฤษดิ์ ถนอม/ประภาส หรือ ทักษิณทุกวันนี้ซีครับ

ผมเห็นว่า กรณีทุจริตขึ้นใน ปตท. ไม่ว่าจะโดยใครก็ตาม มันควรที่จะมีคนทำความจริงให้ปรากฏ แต่ อุปสรรคมีให้เห็นตลอด

แรกทีเดียว ปปช. ก็สอบสวนโดยมี  พลตำรวจเอก สถาพร หลาวทอง  เป็นเจ้าของสำนวน สอบสวนอยู่นานไม่จบเสียที

ระหว่างสอบสวนก็ถูกกดดัน ในที่สุดถอนตัว สำนวนการสอบสวนกลายเป็น คุณสุภา ปิยะจิตติ เป็นเจ้าของ

มาวันนี้ มีข่าวว่า ปปช. หลายท่าน คุณสมบัติไม่ได้ตามที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนด จะต้องสรรหาใหม่

สรรหาก็ต้องสรรหา !

สำนวนการสอบสวนก็ต้องยืดไปอีก

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ผมก็จะไม่ทิ้งเรื่องนี้ ที่ไม่ได้พูดถึงอีกเลยเป็นเวลาปีกว่า หลังจากที่เดินลงจากศาลปัตตานีเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เพราะยังไม่มีความคืบหน้า

มีรายงานจากสำนักข่าวอิศรา ออกมาว่า ใครเป็นคนลงนามซื้อที่

พรุ่งนี้จะเล่าให้ฟังครับ


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment