สงครามความคิด (2)

12

สำเริง คำพะอุ

บทความ สงครามความคิด  ของผมออกไป สวนกับที่ นายไพจิต ศรีวรขาน  อดีต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนครพนม  ออกมาแสดงความคิดความเห็นพอดี

มันบอกว่า  เสียดายโอกาส ที่ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถบริหารบ้านเมืองให้กับคนไทย

มันเป็นอดีต ส.ส. มันเคยเป็นประธานกลุ่มพัฒนาอีสาน  มันไม่รู้เหรือว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทั้งสองกำลังหนีคุก  มันไม่รู้หรือว่าทักษิณมันยังมีอีกหลายคดีที่ค้างอยู่ในศาล แต่ละเรื่องล้วนเป็นเรื่องการใช้อำนาจ ประพฤติมิชอบ ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์เข้าตัวมันและครอบครัวของมันทั้งสิ้น

มันไม่รู้เหรือว่า นางเอ๋อ ยิ่งลักษณ์ ไม่ประสีประสาทางการเมือง  ตัวมัน ไพจิต อาจจะเก่งกว่าด้วยซ้ำ แต่ที่ต้องมาเป็นนายก เพราะพี่ชายมันให้มาเป็น

ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่ที่เสียงส่วนใหญ่ของพรรคเพื่อไทย  หากอยู่ที่ทักษิณมันสั่งการ

และทำไมไพจิตมันจะไม่รู้ว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพิ่งตัดสินจำคุก นางเอ๋อ ยิ่งลักษณ์ไปหาปี ในขณะที่นางเอ๋อมันหนีหัวซุกหัวซุนอยู่ขณะนี้

ไพจิต มันจะไม่รู้เชียวหรือว่า บุญทรง ติดคุก  คดีทุจริตข้าว มันก็คล้ายๆกันระหว่างนางเอ๋อยิ่งลักษณ์ บุญทรง เพียงแต่ข้อหาต่างกัน

มันออกมาแสดงความอาลัยอาวรณ์ทำไม ?

มันห่วงประเทศชาติขาดคนบริหารคือ ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ หรือ ?

นี่ไงคือส่วนหนึ่งของสงครามทางความคิด  ที่ผมพูดเอาไว้ ในบทความครั้งที่แล้ว  ไม่แต่ไพจิต  ศรีวรขาน ยังมีอีกหลายตัวที่ออกมาก่อนหน้าไพจิต แลเชื่อว่า เสียงเห่าหอนทำนองนี้จะดังขึ้นอีกจนกว่า แผ่นดินจะกลบหน้าทักษิณ หรือยิ่งลักษณ์

ส่วนไพจิต ไม่แน่นัก เพราะก่อนหน้าที่มันก็เคยเชียร์ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ์ มาอย่าสุดลิ่มทิ่มประตูมาแล้ว  เพราะมันอาจจะเชื่อของมันจริงๆก็ได้ว่า พลเอกชวลิต จะทำให้อีสานเขียว  จะแก้ปัญหาความยากจนของคนอีสานได้

เพราะถ้าแก้ปัญหาความยากจนของคนอีสานไม่ได้ พลเอกชวลิต จะไปโดดน้ำโขงตรงท่าแขก นครพนม หรือตรงไหนก็ได้แถวนั้น

สงครามความคิดที่ผมว่านี้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ  เพราะพวกมันเชื่อว่า พูดไปแล้ว พูดทุกวัน ทุกที่ ทั้งสื่อส่วนกลางที่ยอมที่จะเป็นกระบอกเสียงให้มัน สื่อวิทยุทัองถิ่น วิทยุชุมชน   ผู้คนที่อยู่ห่างไกลข่าวสาร.  หรือบางคนอยู่กับข่าวสาร แต่พร้อมที่จะรับใช้ พร้อมเป็นขี้ข้า  ก็ช่วยกันกระพือ กลบความระยำของทักษิณ กลบความโง่

เลือกตั้ง มันก็มาอีก !

เห็นคลิบ การซักถามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถามนายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส. สกลนคร  กรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสียบบัตร แทนกัน ไหมครับ

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถามว่า ทำไมเมื่อแสดงตนในสภา จึงเสียบบัตรหลายใบ ทั้งบัตรจริง บัตร สำรอง

นริศร มันตอบว่ายังไง ?

มันตอบว่า เป็นนิสัยของมัน มันชอบเสียบหลายใบ

ตุลาการย้ำว่า เมื่อเสียบบัตรแสดงตนแล้ว ก็น่าจะพอ

ผมมีนิสัยชอบเสียบหลายใบ

ดูมันตอบซีครับ   ความรับผิดชอบอย่างนี้ สติปัญญาอย่างนี้  กวนส้นตีนได้ดีขนาดนี้  ประชาชนเลือกมาได้อย่างไร

คำตอบคือ มันมากับพรรค  มันมาเพราะมันเอาชนะสงครามความคิด

Posted in บ้านนี้เมืองนี้ สำเริง คำพะอุ | Leave a comment

สงครามความคิด !

12

สำเริง   คำพะอุ

ท่านผู้อ่านทั้งหลายที่สนใจปัญหาบ้านเมือง คงจะได้ยินคำถามที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีถามประชาชน 6 ข้อแล้ว หลังจากที่ท่านเคยตั้งคำถามมาแล้วก่อนหน้านี้

ผมเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีท่านก็ตอบคำถามของท่านได้อยู่แล้ว  แต่ท่านอาจจะอยากรู้ว่า ประชาชนทั้งหลายคิดอย่างไร  เพื่อที่ท่านจะได้แก้ปัญหาชาติบ้านเมืองต่อไป

ซึ่งผมเห็นว่าออกจะช้าไปหน่อย

ไม่ว่าเราจะพอใจ หรือไม่พอใจพรรคการเมืองที่มีอยู่  นักการเมืองที่มีอยู่ และไม่ว่า คุณภาพของพรรคการเมือง นักการเมืองจะเป็นอย่างไร เราก็หนีไม่พ้นการเลือกตั้ง เพราะโลกทุกวันนี้เป็นโลกของประชาธิปไตย

เหตุผลสำคัญที่เกิดเหตุ 22 พฤษภาคม 2557  มาจากการเมือง มาจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่  ขาดจิตสำนึก นิติรัฐ นิติธรรม  คิดเพียงว่า เมื่อได้เสียงข้างมาก ได้จัดตั้งรัฐบาลแล้ว จะนำพาประเทศชาติ เข้าป่าเข้าดง หรือ ลงเหวอย่างไรก็ได้   เสียงข้างมากจะออกกฎหมายอย่างไรก็ได้  ทั้งที่กฎหมายนั้นขาดหลักนิติธรรม  กฎหมายนั้นเอื้อประโยชน์ให้บางคนบางกลุ่ม   และแอบลักหลับเอาตอนตี 2 ตี 3

และเมื่อประชาชนออกมาคัดค้านก็ไม่ละอาย จนเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชน ที่สนับสนุนรัฐบาล และประชาชนที่ไม่เอารัฐบาล

มีบางเสียงบอกว่า ทำไมไม่แก้ปัญหาด้วยวิถีทางของประชาธิปไตย ถ้าเห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนที่เลือกมาไม่ดี สี่ปีก็เลือกใหม่  ไม่ดี สี่ปีก็เลือกใหม่ ไปเรื่อยๆ แล้วก็จะได้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีคุณภาพ ในวันหนึ่งอย่างแน่นอน

เป็นไปได้หรือ ?

การเลือกตั้งมิใช่มีคุณสมบัติสมัครรับเลือกตั้งได้ก็สมัคร  ยังมีพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ยังมีการหาเสียง ยังมีหัวคะแนน ยังมีกรรมวิธีอื่นๆอีกมากมาย เข้ามาเกี่ยวข้อง

พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นมา ล้วนแต่เป็นกลุ่มผลประโยชน์  ไม่ของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ก็เป็นกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

บางพรรคเอาเชิด นางเอ๋อ ที่ไม่ประสีประสาทางการเมืองขึ้นมาเป็น นายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรคซึ่งเป็นตำรวจ ทหารระดับนายพล  หรือข้าราชการบำนาญระดับปลัดกระทรวง ก็ยอมซูฮก   นักเคลื่อนไหวมวลชนที่เคยกอดตำรามาร์ก  เหมาเจ๋อตง ก็ต้องยอมสยบ

แล้วก็พาประเทศชาติเข้ารกเข้าพง

สื่อมวลชนก็หลับหูหลับตาเชียร์   ไม่รู้สึกสักนิดว่า นี่เป็นการดูแคลนตัวเอง

กว่าจะครบสี่ปีของสภาผู้แทนราษฎร ประเทศชาติก็เข้าป่าเข้าดงลงเหว

และก็ไม่ใช่ว่าสี่ปีเลือกอีกทีพวกมันจะไม่กลับมาอีก คราวนี้มันยกโขยง ลูกเมีย ลูกผัวเข้ามาอีก หนักกว่าเดิม ไม่เห็นกันหรือครับที่สุพรรณบุรี  ที่สระแก้ว และอีกหลายๆ จังหวัด

ประชาธิปไตยไม่ดีหรือ เลือกตั้งไม่ดีหรือ    ?

ดีแน่นอนครับ แต่พรรคการเมืองต้องมีคุณภาพ นักการเมืองต้องมีคุณภาพ และประชาชนก็ต้องมีคุณภาพด้วย

พรรคการเมือง นักการเมือง ที่มีคุณภาพนั้น  รัฐบาล คสช. กำหนดไม่ได้หรอกครับ

รัฐบาล หรือ คสช.  จะทำได้ก็คือ เตรียมประชาชน   ให้ความรู้แก่ประชาชน

ทุกวันนี้ยังมีการออกมาเคลื่อนไหว ทักษิณมันดีอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อกลบความระยำบัดซบที่มันทำกับประเทศชาติ

ผมเคยบอกแล้วว่า นี่เป็นสงครามความคิด

แต่ปรากฏว่า รัฐบาล คสช.  ปล่อยเฉย ปล่อยวาง  ทั้งที่อีกไม่นานก็จะต้องเลือกตั้งแล้ว !


Posted in บ้านนี้เมืองนี้ สำเริง คำพะอุ | Leave a comment

งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา

homepageImage_en_USโดย สำเริง คำพะอุ

เสียงเรียกร้องให้รัฐบาล คสช. ปลดล็อคการเมือง ดังขึ้นตั้งแต่ก่อนวันพระราชพิธีสำคัญ  26 ตุลาคมและดังกระหึ่มถี่ขึ้นหลังพระราชพิธีสำคัญ ยิ่งใหญ่ ผ่านพ้นไป

ปลดล็อคการเมือง ก็คือการเปิดช่อง เปิดทางให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นการเตรียมการเลือกตั้งทั่วไปหลังจากที่ คสช.  เข้ามาบริหารจัดการบ้านเมือง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

มีความเห็นที่ขัดแย้งกันอยู่  ฝ่ายหนึ่งอยากให้ พลเอก ประยุทธ์ หรือ คสช. บริหารบ้านเมืองต่อไปอีก  อีกฝ่ายเห็นว่า ต้องเลือกตั้งแล้ว ต้องประชาธิปไตยแล้ว

สำหรับผม  เฉยๆ

อ้าวงั้นก็เท่ากับสนับสนุนเผด็จการสิ

ผมจะไปสนับสนุนเผด็จการได้อย่างไร ในเมื่อผมคัดค้านสฤษดิ์ ที่เป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบ คัดค้านถนอม ประภาส ที่สืบทอดความเป็นเผด็จการ คัดค้านการยึดอำนาจของ พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ พลเอก สุจินดา คราประยูร

แล้วสมองผมกลับหรือจะมาสนับสนุน คสช.  หรือ พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา

เพียงแต่เห็นว่า เมื่อวันที่  22 พฤษภาคม 2557  ไม่มีทางเลือกอื่น   เพราะทั้งสองฝ่ายคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว ตกลงกันไม่ได้แล้ว บ้านเมืองเดินหน้าไม่ได้แล้ว รัฐบาลรักษาการขณะนั้นบริหารไม่ได้แล้ว

หลังการยึดอำนาจของ คสช.  บทความของผมก็เขียนชัดเจนว่า  ต้องเก็บกวาดบ้านเรือนให้สะอาด แล้วก็จัดการเลือกตั้ง  มาเร็ว เคลมเร็ว

งั้นก็เท่ากับสนับสนุน คสช. ?

แล้วยังไง ช่วงเวลานั้น บ้านเมืองไม่มีปัญหาหรือ การชุมนุมคัดค้านรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ดำเนินมาตั้งแต่ 30-31 ตุลาคม 2556  หรือถ้าจะนับที่ลุมพินี ก็ตั้งแต่เดือนสิงหาคมโน่นแล้ว

ทำไมไม่เรียกร้องให้ใช้กฎหมาย หรือแก้ปัญหากันในสภาผู้แทนราษฎร ?

การชุมนุมของประชาชน ที่ต่อมากลายเป็น คลื่นประชามหาชน กกปส. นั้น ต้นเหตุมาจากสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากของรัฐบาลนางสาวเอ๋อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่เรียกกันว่า ฉบับสุดซอย โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของประชาชน

โดยการตระบัตสัตย์ของ นางเอ๋อ ที่เคยถูกนักข่าวถามดักคอว่า การมาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เพื่อที่จะทำหน้าที่เป็นนอมินี่ของพี่ชายใช่หรือไม่  เข้ามาเพื่อที่จะหาทางนิรโทษกรรมให้พี่ชายใช่หรือไม่

นางเอ๋อ ที่ไม่ประสีประสาทางการเมืองตอบว่าอย่างไรจำได้ไหมครับ

นางบอกว่า  “ไม่ใช่ค้า เดี๋ยนมาเพื่อประชาชนค้า ถึงเดี๋ยนอยากจะช่วยพี่ชายก็เชื่อว่า พรรคเพื่อไทยคงจะไม่ยอมหรอกค้า”

สอดคล้องกับ นายยงยุทธ์ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่บอกว่า พรรคไม่เคยมีนโยบาย

แล้วเป็นยังไงครับ  มันตระบัดสัตย์กันทั้งพรรค

ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมผ่านตอนตีสาม มิไยว่าก่อนหน้านั้นพรรคประชาธิปัตย์ที่เชื่อมั่นในระบบรัฐสภาจะคัดค้าน จะทำทุกวิถีทาง  แย่งเก้าอี้ประธานก็แล้ว ปาแฟ้มก็แล้ว

ในที่สุดส่วนหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ต้องออกมานำประชาชนสู้บนทัองถนน

เป็นการต่อสู้ที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยดูถูก ดูแคลน ไม่เห็นด้วยมาแต่ไหนแต่ไร

ถ้าเลือกตั้งแล้ว ได้คุณภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างนี้ ประชาชนส่วนหนึ่งก็เห็นว่า ป่วยการที่จะเลือกตั้ง

แล้วเราจะได้ผู้แทนราษฎรที่มีคุณภาพได้อย่างไร ?

นั่นซีครับ ผมจึงเฉยๆ ผมไม่เห็น คสช.เตรียมการเพื่อการเลือกตั้งมิให้ซ้ำรอยเดิมแต่อย่างใด การมีรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ตัดสิทธิ์ คนชั่วคนเลว คนที่คอร์รัปชั่น มิให้มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง นั่นก็เป็นข้อดีส่วนหนึ่งละครับ แต่ไม่พอหรอกครับ

นักการเมืองบ้านเราส่วนหนึ่ง (ส่วนหนึ่งนะครับ) หน้ามันหนา หน้ามันมึนมาก. มันยังเอาการเมืองเป็นธุรกิจ เอาการเมืองแสวงหาประโยชน์ แสวงหาอำนาจ

ทั้งๆที่ คสช. ก็รู้แต่ยังไม่เห็นเตรียมการเรื่องนี้เลย

Posted in บ้านนี้เมืองนี้ สำเริง คำพะอุ | Leave a comment

ผู้บริหารต้องไม่บ่นว่า เหนื่อย !

11

สำเริง  คำพะอุ

นักข่าวถามถึงโพลความนิยมในตัวพลเอกประยุทธ์ลดลง  พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า “นายกฯ เหนื่อยจะตายโหง ทำงานทุกอย่าง  โพลที่ไหนสำรวจมาให้ไปคิดกันเอาเอง ผมว่า ทุกอย่างดีขึ้นทุกวัน  นายกฯ ทำงานเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว  นายกฯทำงานเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ทำทุกอย่าง แต่ผลสำรวจบอกว่าคะแนนลดลง  20%  ไปถามใครมา?”

นั่นน่ะซีครับ ไปถามใครมา

ผมเคยบอกแล้ว  เรากำลังต่อสู้กันทางความคิด

ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ไม่ว่า  คสช. หรือพลเอก ประยุทธ์ จะทำการณ์อันใดก็เห็นดีเห็นงาม เห็นชอบไปหมด  อีกฝ่ายเห็นว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ถูกต้อง   ไม่ถูกตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557  ตั้งแต่ที่ท่านบอกกับ ทั้ง นปช. และ กกปส. ว่า ถ้าตกลงกันไม่ได้ ผมก็ยึดอำนาจ

แล้วอำนาจรัฐก็ตกอยู่ในมือของ คสช.  ตั้งแต่บัดนั้น

หลังการยึดอำนาจของ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่  ต่อรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร  คณะทหาร ตำรวจ ที่ยึดอำนาจจะยึดอำนาจได้เพียงปีเดียว เป็นปีเดียวสำหรับร่างรัฐธรรมนูญ  เสร็จแล้วก็คืนอำนาจให้ประชาชน

พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ร่วมกับ พลเอกสุจินดา คราประยูร  ก็ยึดอำนาจเพียงปีเดียว แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญ จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งตอนที่บังเละ  พลเอกสนธิ  บุญยะรัตกลิน ยึดอำนาจจาก  ทักษิณ  ชินวัตร

เพราะหลัง 14 ตุลาคม 2516 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519  ใครที่รวมหัวกันยึดอำนาจก็เหมือนก่ออาชญากรรม  ทำร้าย และทำลายประเทศ

ตอนที่ คสช.  ยึดอำนาจคนส่วนหนึ่งก็คิดเช่นนี้

แต่อีกส่วนหนึ่งก็เห็นเป็นความจำเป็น  รัฐบาลขณะนั้นอยู่ในฐานะ รักษาการ  รัฐบาลยุบสภาไปแล้ว มีนางสาวยิ่งลักษณ์ อยู่ในฐานะนายกรักษาการ  ซ้ำต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญชี้ความผิด

จัดการเลือกตั้งไม่สำเร็จตั้งแต่ นางสาวยิ่งลักษณ์อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

รัฐบาลรักษาการอยู่ในสภาพเดินหน้าก็ไม่ได้ ลาออกก็ไม่ลาออก  ประชาชนส่วนหนึ่งชุมนุมขับไล่  ไล่มาหลายเดือนแล้ว (30/31 ตุลาคม 2557)

เหมือนคนไข้หนัก ต้องผ่าตัด

พลเอก ประยุทธ์ กับพวกต้องเหนื่อยตั้งแต่บัดนั้น

พูดอย่างนี้  บางคนก็อาจจะบอกว่า เหนื่อยก็ถอยออกไป สมัครใจมาเหนื่อยเอง แล้วจะบ่นทำไม ?

ทำงานทุกวัน เหนื่อยจะตายแล้ว !

ไม่มีใครปฏิเสธเลยว่า  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำงานหนัก ทำงานเหนื่อย ขยันขันแข็ง

ปัญหามีอยู่ว่า ที่ท่านเหนื่อย ผลของความเหนื่อยของท่านนั้นตกถึงประชาชนไหม

ถ้าพูดถึงความสงบเรียบร้อย ก็มองเห็นชัดเจนว่า ไม่มีปัญหาความขัดแย้งปรากฏให้เห็นบนถนนหนทาง ไม่มีระเบิด ไม่มีกระสุนตก รายวัน

แต่ผลทางเศรษฐกิจ  เมื่อไม่กี่วันมานี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าบอกว่า หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น มากขึ้น ในรอบ 10

และที่เห็นๆ อยู่ก็คือ ราคาพืชผลทางการเกษตรราคาตก

รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจบอกว่า  วิ่งหาตลาด วิ่งขายยางพารา ขายข้าวมา 10 ปี จนอายเขาแล้ว

คิดอย่างนี้ก็ไม่ต้องมาเป็นรัฐมนตรีซีครับ

พืชผลทางการเกษตร ไม่ว่า ข้าว   ข้าวโพด ยางพารา ฯลฯ  มันต้องหาตลาดทุกปีนครับ เพราะนี่คือสินค้าหลักของประเทศ อาชีพหลักๆ ของคนไทย

ประเทศไทยไม่ได้ผลิตเครื่องบิน ไม่ได้ผลิตอาวุธสงครามนี่ครับ

พูดเป็นบ้าไปได้

อีกเรื่องหนึ่ง ที่นายกรัฐมนตรีท่านเหนื่อย ก็คือ ท่านเห็นปัญหา แล้วท่านก็สั่ง สั่ง สั่ง สั่ง

ไม่รู้ว่า ข้าราชการแต่ละกระทรวงรับคำสั่งไปแล้ว เขาเอาไปปฏิบัติหรือไม่

แค่สั่ง ไม่ได้ลงมือทำเองนี่ก็เหนื่อยแล้วครับ


Posted in บ้านนี้เมืองนี้ สำเริง คำพะอุ | Leave a comment

ต้องให้ประชาชนยืนด้วยลำแข้งตัวเอง

10

สำเริง คำพะอุ

ไข่เป็ด ไข่ไก่  ฟองละ 5/6 บาท หมี่สำเร็จรูปซองละ 6/7 บาท  สะตอฝักละ 7/8 บาท ฯลฯ

บัตรสวัสดิการคนจนเดือนละ 200/300 บาท  ซื้อไข่ได้วันละฟอง ซื้อสะตอได้แค่ฝักเดียว จะผัดจะทอดก็ไม่ได้ เพราะมันจะต้องมีเชื้อเพลิง มีน้ำมัน  จะเอาไปจิ้มน้ำพริกก็ไม่ได้ มันต้องหาพริก หามะนาว หากระปิอีก

ซื้อข้าวแกงกินก็ไม่ได้ เดี๋ยวนี้ข้าวแกง  30 บาท/ 40 บาท แล้วครับ

ผมได้ยินเขาคุยว่า  การมีบัตรสวัสดิการคนจน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาทผมถึงได้ขำ

ลองฟังดูซีครับ

ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจได้ศึกษาและวิเคราะห์โครงการประชารัฐสวัสดิการ  46,000 ล้านบาทตามรายชื่อผู้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย  ในจำนวนนี้เป็นเกษตรกร 3,322,214 คน   หรือประมาณ 30  %. ซึ่งจากการวิเคราะห์ด้านการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การลดค่าใช้จ่ายในภาพรวม คาดว่าจะทำให้เกิดมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศ   118,077.82 ล้านบาท (ส่วนหนึ่งของคำแถลงของนายวิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการกระเกษตร   มติชน 14 ตุลาคม 2560)

มันจะเป็นไปได้อย่างไรครับ  ใช้งบประมาณ 4.6 หมื่นล้านบาท แล้วสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถึง 1.1 แสนล้านบาท

รัฐบาลบางรัฐบาล (นางเอ๋อ) ใช้มากกว่า 5 แสนล้านบาทไปช่วยกระตุ้น (ด้วยการรับจำนำข้าวเกินราคาตลาด)   ทำไมมันเจ๊งไปเลย

ประชาชนทั้งประเทศต้องมานั่งแบกหนี้อยู่ทุกวันนี้  จนรัฐมนตรีบางท่านที่รับผิดชอบด้านการเงินการคลังของประเทศถึงกับคิดว่าจะต้องขายรัฐวิสาหกิจหลายแห่งมาใช้หนี้   และประชาชนส่วนหนึ่งก็คัดค้านแนวคิดนี้

รายได้จากสวัสดิการที่รัฐจัดให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อย รายได้ไม่ถึง 3 หมื่นบาท ถึง  1 แสนบาทต่อปี ที่ผมเคยคิดตัวเลขให้ดูแล้วได้เพิ่มขึ้นมาวันละ  7 บาท  10 บาท นั้นมันช่วยให้หายใจคล่องขึ้นมาอีกนิดหนึ่งเท่านั้นเองครับ

ซื้อสะตอได้ฝักเดียว ลูกชิ้นป้ิงได้ไม้เดียว ซื้อไข่ได้ฟองหนึ่ง แค่นั้น มันจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาทนั่น บ้าไปแล้ว เพ้อไปแล้ว

ผมติงเรื่องนี้เอาไว้ เพราะเกรงว่า ท่านพลเอกประยุทธ์ พลเอก ประวิตร จะเคลิ้มตาม  ไม่ต้องทำอย่างอื่น  เพิ่มงบประมาณมากระตุ้นอีก

คนที่ได้ประโยชน์ก็คือนายทุนไม่ก่ีเจ้า ไม่กี่ตระกูลที่ทำมาหากินกับงบประมาณก้อนนี้

ที่รัฐบาลควรที่จะต้องทำที่สุดก็คือ  ทำให้ประชาชนยืนด้วยลำแข้งของตัวเองให้ได้  ไม่ต้องมาคิดหวังพึ่งเงินทองหรือสวัสดิการที่รัฐหยิบยื่นให้

ทำอย่างไร ?

เราก็รู้ว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศคือเกษตรกร คือชาวนาชาวไร่  รัฐก็ต้องหาทางช่วยคนเหล่านี้ ให้พืชผลที่เขาผลิตได้ขายได้  ขายได้ในราคาที่พวกเขาจะยืนอยู่บนโลกนี้ได้อย่างสง่างาม

ราคายางไม่ดี ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการบอกให้เขาโค่นต้นยางทิ้ง

ราคาข้าวไม่ดีไม่ใช่บอกว่า เลิกทำนา หันไปทำอย่างอื่น  เขาปลูกยางพาราไม่ใช่แค่วันสองวัน  หรือเป็นชาวนาก็ไม่ใช่เพิ่งคิด   เขาดำรงชีพเช่นนี้มานานนมแล้ว

บางปีราคายางดี ก็สนับสนุนให้ปลูก ทั้งเหนือ  อีสาน ต ะวันออก

เผลอก็ทำมาหากินกับการสนับสนุนให้ปลูกด้วยการหางบประมาณมาแจกพันธ์ุยาง สร้างโรงเก็บ โรงบ่ม  (คือสักแต่ว่าจะทำมาหากินกับโครงการทั้งหลายได้)

ไม่ได้คิดหาตลาด  ไม่ได้คิดว่า ผลผลิตที่ผลิตออกมาจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง

ยางราคาตก มันก็บอกว่า จะเอาไปทำถนนบ้าง  เอาไปทำที่นอนบ้าง (ซึ่งเสนอโครงการขึ้นมาเพื่อสวาปามกันอีก)

เลิกเสียทีได้ไหมพฤติกรรมอุบาทย์เช่นนี้

ประเทศเราเป็นประเทศการเกษตร คนส่วนใหญ่อยู่กับไร่นาเรือกสวน

ทำประเทศให้เป็นครัวของโลก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเลี้ยงโลก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีราคาสมควรแก่เหตุ

ทำให้เกษตรกรยืนได้ด้วยลำแข้งของเขา  โดยที่ไม่ต้องมาสนใจเงินสวัสดิการที่รัฐหยิบยื่นให้ ซึ่งไม่พอที่จะซื้อข้าวได้ครึ่งจานด้วยซ้ำ

ผมติงเอาไว้ เพราะถ้าเริ่มต้นผิด  มันก็จะผิดไปตลอด.


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โลกของคนมีเงิน !

9

สำเริง คำพะอุ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) – เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ด้านความมั่นคง กล่าวถึงการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาหลบหนีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฐานปล่อยปละละเลย ไม่ระงับยับยั้ง เป็นเหตุให้เกิดการทุจริตในโครงการจำนำข้าว ว่า จนถึงขณะนี้ตำรวจยังคงติดตามเบาะแสของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการสอบถามไปยังตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพล และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้าทุก 7 วัน แต่ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหว โดยขณะนี้ยังไม่มีประเทศใดตอบกลับมาว่าพบเห็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ใด และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลการขอลี้ภัยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วย

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวอีกว่า ส่วนการยกเลิกหนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการต่างประเทศได้ยกเลิกหนังสือเดินทางไปแล้ว 4 เล่ม ประกอบด้วย 1.หนังสือเดินทางทูต เลขที่ CD1000101 , 2.หนังสือเดินทางทูต เลขที่ CD1002731 , 3.หนังสือเดินทางบุคคลทั่วไป เลขที่ AA3085997 และ 4.หนังสือเดินทางบุคคลทั่วไป เลขที่ AA4522382 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ส่วนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ยื่นอุทธรณ์ หรือขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไป หลังครบกำหนด 30 วัน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น ประเด็นนี้เป็นเรื่องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ สำหรับในส่วนของตำรวจได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องไปหมดแล้ว

สิ้นเสียงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติวานนี้

มาวันนี้ 31  ตุลาคม นายดอน ปรมัติวินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการเพิกถอนหนังสือเดินทาง ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 4 เล่ม ประกอบด้วยหนังสือเดินทางการทูต 2 เล่ม และหนังสือเดินทางบุคคล 2 เล่ม ว่า เป็นไปตามที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์วานนี้

ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ การประสานก็จะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งไม่เกี่ยวกับกระทรวงการต่างประเทศ และนายดอน ยังกล่าวว่า ไม่ทราบที่อยู่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามกระแสข่าวคืออยู่ที่ยุโรป หรือประเทศอังกฤษ แต่ไม่ทราบว่าอยู่ส่วนไหน

ขณะที่เรื่องการขอลี้ภัย จะต้องไปถามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์เอง ซึ่งการให้สถานะของผู้ลี้ภัยตามขั้นตอนกฎหมายของประเทศอังกฤษก็สามารถที่จะอยู่ได้ แม้จะถอนหนังเดินทางแล้วก็ตาม ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องแจ้งสถานทูตประเทศอื่นๆ เพราะทุกคนรู้จากข่าวที่ปรากฏออกมาและว่าไปตามความจริง

นั่นเป็นความคืบหน้าข่าวของอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ที่ปัจจุบันก็คือ นักโทษหนีคุก  เช่นเดียวกับพี่ชาย คือ ทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่ระหว่างหนีคุก

ที่เหมือนกันอีกอย่างก็คือ  ยังมีคดีความอีกหลายคดีที่รอการพิจารณาอยู่  เผลอๆ จะต้องมีรัฐมนตรีร่วมคณะติดคุกอีกหลายคน ขณะที่อดีต นายกรัฐมนตรีหนีรอดไปได้ทั้งสองคน

การถูกถอนหนังสือเดินทาง มิใช่เรื่องลำบากของ ทั้งทักษิณและยิ่งลักษณ์  เพราะโลกทุกวันนี้เป็นโลกของนายทุน โลกของคนมีเงิน

สัญชาติ  เชื้อชาติ  ถิ่นฐานที่อยู่ หนังสือเดินทาง หรือหลักฐานใดก็ตาม พูดกันได้ด้วยเงิน

ถ้าหากมีตัวบทกฎหมาย เป็นต้นกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน การขอลี้ภัย  ล้วนสามารถใช้เงิน เพื่อเป็นข้อยกเว้น เป็นเครื่องช่วยอำนวยความสะดวกได้ทั้งสิ้น

เป็นเช่นนี้ทุกประเทศแหละครับ

ไม่เห็นหรือครับกรณี สปก. 4-01  ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง  มีคนมีสตางค์ถือครองที่ดิน (ซึ่งความจริงเขาถือครองอยู่ก่อนแล้ว 10 ปี 20 ก่อนที่จะประกาศเป็นเขต สปก.  รัฐบาลถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องลาออก  จะต้องมีการฟ้องยึดคืน   มาวันนี้ที่ สปก.  มีน้ำมัน  หรืออยู่ในชัยภูมิที่มีกระแสลมพอที่จะปั่นกังหันลมให้มีกระแสไฟฟ้าได้  ก็สามารถที่จะเอื้อประโยชน์ให้ได้ด้วยการแก้กฎหมาย

ลองเป็นคนยากคนจนซีครับ  ให้ร้องจนคอแตกก็ไม่มีใครได้ยิน

ในระดับประเทศ ระดับโลกมันก็ไม่ต่างกันหรอกครับ


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เพื่อเงิน เพื่อตำแหน่ง !

8

สำเริง    คำพะอุ

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี วันที่ 18 ตุลาคม ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีหมายเลขดำ อท.43/2558 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รมช.การคลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร, น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย, น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย, นายกริช วิปุลานุสาสน์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร และ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1-5 ต่อแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญา ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

โดย ป.ป.ช. โจทก์ ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าต่อแผนกคดีทุจริตฯ ในศาลอาญา เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2558 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า จำเลยที่ 1-4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของกรมสรรพากร ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อไม่ให้นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรของนายทักษิณ ต้องเสียภาษีอากรหรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย และได้รับประโยชน์ที่มิควรโดยชอบด้วยกฎหมาย จากการที่นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทาซื้อหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อปี 2549 คนละ 164,600,000 หุ้น ในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ถือได้ว่านายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทาเป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีของส่วนต่างราคาหุ้นคนละ 7,941,950,000 บาท ซึ่งการกระทำนั้นทำให้กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และราชการเสียหาย จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธในการต่อสู้คดี

ขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2559 พิพากษาว่า นางเบญจา, น.ส.จำรัส, น.ส.โมรีรัตน์ และนายกริช จำเลยที่ 1-4 มีความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 83 ให้จำคุกคนละ 3 ปี ส่วน น.ส.ปราณี จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 86 มีโทษ 2 ใน 3 ให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี และเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยทั้งหมด จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

ต่อมาจำเลยทั้งหมดยื่นอุทธรณ์คดี และได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งศาลตีราคาประกันจำเลยคนละ 300,000 บาท โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใดๆ ในการปล่อยชั่วคราว

ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำอุทธรณ์ของจำเลยทุกประเด็น ทั้งเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ และการตอบข้อหารือของจำเลยที่ทำหนังสือสอบถามกรมสรรพากรก่อน ทำให้เกิดความเสียหายแก่กรมสรรพากรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือไม่ กับเหตุสมควรการลงโทษสถานเบาหรือให้รอการลงโทษจำคุกหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ทุกประเด็นในคำอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้านั้นฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าในอัตราโทษดังกล่าวโดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นพ้องด้วย

“โดยสภาพความผิดของจำเลยทั้งห้า เป็นการกระทำโดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายและความน่าเชื่อถือในการจัดเก็บภาษีอากรของประเทศชาติ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จำเลยจะอ้างว่าเรื่องนี้ในที่สุดแล้วก็มิได้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษายึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องไปหมดแล้ว และศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีของกรมสรรพากรไปแล้ว มาเป็นข้ออ้างเพื่อขอให้ศาลรอการลงโทษไม่ได้ จึงพิพากษายืน”

ภายหลังอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อทั้งสองศาลคือศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนคดีในอัตราโทษจำคุกเดียวกัน คดีนั้นต้องห้ามฎีกาในประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง หากจะยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จะต้องให้ผู้พิพากษาที่ได้ร่วมทำสำนวนหรืออัยการสูงสุดเซ็นรับรอง

คดีนี้จะยังไม่ถึงที่สุดในชั้นศาลฎีกา   แต่คดีทำนองนี้มิใช่คดีแรก   มีรัฐมนตรี มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ พนักงานรัฐวิสาหกิจหลายคนแล้วต้องติดคุกทำนองเดียวกันนี้ คล้ายๆ กันนี้ คือรับใช้ ทักษิณ ชินวัตร  และครอบครัวของทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะร่วมกันออกหวย 2 ตัว 3 ตัว  แก้กฎหมายสัมปทาน แก้กฎระเบียบ หรือทำเพิกเฉยต่อกฎระเบียบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ ทักษิณ และครอบครัว

เป็นเรื่อง เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นกันชัดเจน

แต่กระนั้น พวกมันก็ยังเอาไปโฆษณาป่าวร้องว่า   นี่เป็นเรื่องของ อำมาตย์ กับไพร่ หรือเป็นเรื่องของ เผด็จการกับประชาธิปไตย

พวกมันจะตั้งเรื่องว่า การที่ทักษิณมันต้องหนีคุก  นางเอ๋อยิ่งลักษณ์ต้องหนีคุก  อดีตรัฐมนตรีของพวกมันต้องหนีคุกบ้าง ติดคุกบ้าง มาจากอำมาตย์  ไม่พอใจ ทักษิณ กับพวก ที่เป็นตัวแทนของประชาธิปไตย  ทักษิณมันเก่งวิเศษ แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ อำมาตย์อิจฉา เกรงว่า ทักษิณมันจะเด่นจะดังกว่า

เป็นเรื่องที่มันยกขึ้นมากลบความผิด ความชั่วของมันทั้งสิ้น

มันไม่ทุจริต มันไม่ทำผิดกฎหมาย ใครจะเอามันเข้าคุกเข้าตะรางได้

ส่วนขี้ข้าบางตัวก็เอาคำว่า ต่อสู้กับอำนาจเก่า ต่อสู้กับศักดินา ขุนศึก มาปิดบังความเป็นขี้ข้าของตัว ให้ดูดี ดูเด่น ทั้งที่แม่งมันทำเพื่อเงิน เพื่ออำนาจ ทั้งสิ้น  ดูปูมหลังมันเถอะ  เคยได้จับเงินแสนเงินล้านไหม  เพราะความเป็นขี้ข้าดอก ความเป็นอยู่มันจึงดูอัครฐานขึ้น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เรื่องของปลาเน่า

bec0d7337ec4bbe05b9af98521ce9e1d

โดย สำเริง คำพะอุ

ความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสอบสวนทางวินัย พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 (รอง ผบก.น.5) ช่วยราชการ ศปก.น.5 เกี่ยวข้องพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหลบหนีไม่ไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่ต่อมาคณะกรรมาสืบสวนข้อเท็จจริงมีมติให้มีความผิดวินัยร้ายแรง ตามม.78 (1) ประกอบ ม.79 (6) ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 หลังพบมีความผิดด้วยการใช้รถผิดกฎหมาย พานางสาวยิ่งลักษณ์ หลบหนี

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 16 ตุลาคม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เปิดเผยว่า นัดประชุมครั้งที่ 3 ช่วงบ่ายวันนี้ คณะกรรมการสืบสวนคดีเท็จจริงมีมติสรุปชี้มูลความผิด พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ผิดตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ม.78 (1) ประกอบ ม.79 (6) หมายความว่า

ในประเด็นแรกกรณีใช้รถด้วยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีนี้ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ผิดวินัยไม่ร้ายแรงตาม ม.78 (1)

กรณีที่ 2 พาอดีตนายกรัฐมนตรีไปส่งที่ชายแดน ทางคณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ผิดวินัยร้ายแรงเพราะทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรงผิดตาม ม.79 (6)

โดยจะสรุปสำนวนเสนอให้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รรท.ผบช.น. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ กล่าวอีกว่า ทางผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะอุทธรณ์ภายหลังจากที่มีการพิจารณาจากคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยของทาง บช.น.แล้ว ภายหลังจากที่ พล.ต.ท.ชาญเทพ ตั้งแต่งคณะกรรมการสอบสวนวินัยแล้วเสร็จ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จะมีการพิจารณาตั้งคณะกรรมการอีกครั้ง ส่วนของการใช้รถ สน.ปทุมวัน ดำเนินการสอบสวนอยู่ รวมถึงกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้น จากการตรวจสอบล่าสุดในขณะนี้ดีเอ็นเอไม่ตรงกับพยานหลักฐาน อย่างไรก็ตาม ทาง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. สั่งการให้ไล่ติดตามเร่งหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป

ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่น่ารำคาญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมาก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียเวลากับเรื่องนี้มามากและนานแล้ว เสียทั้งเวลา เสียทั้งทรัพยากรกับเรื่องนี้มาพอสมควร  สำหรับประชาชนก็เสียความรู้สึกกับ องค์กรของรัฐแห่งนี้มาก มากตั้งแต่จำเลยในคดีนี้ไม่ไปฟังคำพิพากษา  และเมื่อมีการตรวจสอบซึ่งใช้เวลาไปเป็นเดือน พบว่าตำรวจพาหนีออกไป  และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ออกมาบอกว่า  เรื่องพาหนีไม่มีความผิด เพราะขณะนั้นยังไม่มีหมายจับ

เรื่องจะจบอยู่แล้ว มีผู้คนทักท้วง ให้อ่านกฎหมายอาญามาตรา157  ประกอบกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ให้ดีๆ   เผลอๆจะมีใครติดคุกเพราะความผิดฐานละเลยต่อกาคปฏิบัติหน้าที่

จึงได้มีการ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน และได้ตรวจสอบ ดีเอ็นเอภายในรถที่พา นางสาวยิ่งลักษณ์ไปชายแดน

ผลการตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ไม่ได้ว่า ใช่ดีเอ็นเอของนางสาวยิ่งลักษณ์หรือมิใช่  เพราะเกิดการปนเปื้อน

ประกอบกับตำรวจที่พานางสาวยิ่งลักษณ์หนีไปชายแดนกลับคำให้การที่เคยให้ไว้กับทหารพระธรรมนูญ

เป็นเรื่องที่น่าเห็นอกเห็นใจสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างยิ่งที่จะเอาผิดตำรวจที่พานางสาวยิ่งลักษณ์หนีได้

และที่น่าเห็นใจยิ่งกว่านั้นก็คือคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีตำรวจที่เป็นถึง  พันตำรวจเอก แต่กลับไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็น ลูกเสือ ได้

เพราะลูกเสือนั้นเขาอบรมกันว่า  เสียชีพ อย่าเสียสัตย์

นี่กลับเลอะเลือน วันหนึ่งบอกพา ยิ่งลักษณ์ไปชายแดนด้านอรัญประเทศจริง  วันหนึ่งกลับบอกว่ามิใช่

ไม่แปลกเลยที่มีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจ


ไม่แปลกเลยที่ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เรื่องนี้พอสรุปได้ว่า ตำรวจแย่ๆไม่กี่คน ทำให้ตำรวจดีๆครึ่งค่อนสำนักงานพลอยเสียหายไปด้วย

ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นทั้งข้อง  ด้วยประการฉะนี้

Posted in บ้านนี้เมืองนี้ สำเริง คำพะอุ | Leave a comment

บัตรคนจนดันเศรษฐกิจ 1 แสนล้าน ฝันหวานเกินไปหรือเปล่า ?

52

สำเริง คำพะอุ

รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือคนส่วนหนึ่ง เป็นคนที่มีรายได้น้อย มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี หนึ่ง รายได้ ไม่เกินแสนบาทต่อปีอีกหนึ่ง โดยรัฐแจกบัตรที่เรียกกันว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือพูดกันประสาชาวบ้านว่า บัตรคนจน

รายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี แจกบัตร 300 บาทต่อเดือน รายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทแจกบัตร 200 บาทต่อเดือน

บัตรที่ว่านี้ไปซื้อสินค้าได้ 3 ประเภท จากร้านธงฟ้าประชารัฐ หรือร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่

1 หมวดอาหาร เป็นต้นข้าวสาร กระปิ น้ำปลา เนื้อสัตว์ ยารักษาโรค

2 สินค้าหมวดการศึกษา ชุดนักเรียน หนังสือเรียน ปากกา ดินสอ

3 หมวดการเกษตร ได้แก่ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ เมล็ดพันธ์ุพืช

สวัสดิการสำหรับคนมีรายได้น้อยนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ก็จะเข้า 2/3 สัปดาห์เข้าแล้ว

ทันทีที่เริ่มโครงการ ข้าราชการ นักวิชาการก็ออกมาคาดการณ์กันอึงมี่ ที่สำคัญก็เช่นนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่า ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร ( KOFC) ได้ศึกษาวิเคราะห์โครงการประชารัฐสวัสดิการ 46,000 ล้านบาท ตามรายชื่อผู้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 11,431,681 คน โดยวิเคราะห์ภายใต้สมมติฐานด้านการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางภาพรวม พบว่าจะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ประมาณ 118,077.82 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาเกษตรกรที่มีบัตรฯ 3.32 ล้านคน ใช้งบประมาณ 13,368.59 ล้านบาท จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ 21,215.50 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคมากที่สุด 21,134.27 ล้านบาท รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 70.73 ล้านบาท และส่วนลดในการซื้อก๊าซหุงต้ม 10.50 ล้านบาท

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า โครงการนี้เห็นว่าเกิดประโยชน์ต่อภาคการเกษตร แต่ภาครัฐควรเน้นการแก้ปัญหาไปที่การพัฒนาความรู้ทักษะการประกอบอาชีพให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเพื่อให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เพราะเกรงว่าโครงการบัตรสวัสดิการฯอาจเป็นการสร้างภาระให้ภาครัฐในการบริหารงบประมาณจำนวนมหาศาลในอนาคตได้ ดังนั้น ในระยะต่อไปควรปรับแนวคิดจาก รัฐสวัสดิการให้เป็นการพัฒนาทักษะเพื่อพัฒนาอาชีพ เน้นให้ผู้เดือดร้อนที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาตนเองให้พึ่งตนเองได้ ควรเพิ่มมาตรการตรวจสอบข้อมูลอย่างเข้มงวด รวมถึงกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่แจ้งข้อมูลเท็จโดยเฉพาะกลุ่มคนในระบบภาษี ทั้งนี้ ในอนาคตควรสร้างความหลากหลายในการบริการสวัสดิการเพื่อรองรับทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยต้องหาความต้องการที่แท้จริงในแต่ละกลุ่มเป้าหมายก่อน

นายกัมปนาท เพ็ญสุภา ผู้อำนวยศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เงื่อนไขของโครงการประชารัฐสวัสดิการ กำหนดให้สิทธิ์กับผู้มีรายได้น้อยตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติของผู้ใช้แรงงานที่กำหนดอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งมีอยู่จำนวนมากในต่างจังหวัด คนกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิ์ได้เข้าร่วมและต้องหางานทำ ในขณะที่ผู้มีอายุ 18 ปีส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ผู้ปกครองมีรายได้ ทำให้การช่วยเหลือของโครงการนี้ไม่ตรงกับเป้าหมาย รัฐบาลควรทบทวนกรณีนี้และควรพิจารณาไปถึงรายได้ของผู้ปกครองด้วย นอกจากนี้เกษตรกรเป็นกลุ่มที่มีความชัดเจนว่ามีรายได้น้อยที่สุดในประเทศแต่มีสัดส่วนผู้ลงทะเบียนในโครงการนี้เพียง 30% เท่านั้น เป็นไปได้ว่าเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลไม่สะดวกที่จะเข้ามาลงทะเบียน หรือไม่ทราบข่าวสารเนื่องจากการประชาสัมพันธ์โครงการนี้ผ่านระบบโซเชียลมีเดีย ผู้ที่เข้าถึงส่วนใหญ่จึงเป็นนักศึกษาและผู้ที่อยู่ในเขตเมือง

ผมเห็นว่า การให้สวัสดิกาคแก่ผู้มีรายได้น้อยนั้น เป็นประโยชน์สำหรับผู้มีรายได้น้อย 11/12 ล้านคน ที่ขึ้นทะเบียนไว้จะได้หายใจคล่องขึ้น

คล่องขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง

ดีกว่าไม่ได้ ดีกว่าไม่มี

แต่ที่ออกมาว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าถึง 1.1 แสนล้านบาท อย่างที่นาย วิณะโรจน์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์นั้น.

ผมมีความเห็นว่า เว่อร์ ไป ประจบประแจ่งกันเกินไป

โครงการดังกล่าวนี้ใช้งบประมาณ 46,000 ล้านบาท ก็เท่ากับมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นมาอีก 46,000 ล้านบาท มันจะดันมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นแสนล้านบาทได้อย่างไร

ไม่มีงบตรงนี้ คน 11/12 ล้านคนก็ต้องกิน ได้ต้องใช้อยู่แล้ว เขาต้องกินข้าว กินน้ำพริก กินน้ำปลา กิน หมี่สำเร็จรูปอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเขาไม่กินข้าว ลูกเต้า ไม่ใส่เสื้อผ้าไปโรงเรียน เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ต้องกินหยูกยา ชีวิตเขาดำเนินไปตามปกติแหละครับ

เพียงแต่หายใจคล่องขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง

จากเดือนละ 200/300 บาท และค่ารถเมล์ ค่าโดยสารรถไฟอีกเดือนละ 500 บาท ซึ่งเดิม รถไฟก็มีฟรี รถเมล์ก็ฟรี สำหรับคนจนอยู่แล้ว

ถามว่า สวัสดิการที่รัฐจัดให้เช่นนี้ดีไหม

บอกอีกทีก็ได้ครับว่า ดี

แต่อย่ามีคุยฟุ้งทั้งที่เริ่มไปเพียงสัปดาห์ สองสัปดาห์ เพราะถ้าไม่เป็นไปตามที่คุย เขาไม่ด่าข้าราชการ หรือนักวิชาการ

ชาวบ้านเขาจะด่ารัฐบาลครับ.

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ข่าวคราว หายไปกับสายลม

7

สำเริง คำพะอุ

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมามีข่าวต่างประเทศข่าวหนึ่งครึกโครมมากในประเทศไทย หน่วยงานายหน่วยงานเต้นเป็นเจ้าเข้า ทั้งกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงาน ปปช.

นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็แสดงอาการหงุดหงิดออกมา

ข่าวดังกล่าวคือ ศาลอังกฤษสั่งปรับบริษัทโรลส์รอยซ์ฐานให้สินบนแก่หน่วยงานที่ซื้อสินค้าจากโรลส์ รอยส์

อังกฤษ อเมริกา เขาเข้มงวดในเรื่องนี้ การค้าการขายต้องมีธรรมาภิบาล จะขายสินค้าด้วยการให้สินบนแก่บุคคลที่มีอำนาจในการจัดซื้อไม่ได้ แม้ว่าลูกค้าจะเป็นประเทศอื่น

แล้วประเทศอื่นที่เป็นข่าวนั่นไม่ใช่ประเทศอื่นใดหรอกครับ แต่เป็นประเทศไทย

บริษัทหรือรัฐวิสาหกิจที่ซื้อสินค้าจากบริษัทโรลส์ รอยส์ นั่นก็ระบุชัดเจนเลยครับว่า เป็น บริษัทการบินไทย

ระบุชัดเจนอย่างนี้ ประเทศไทยของเราที่รังเกียจการทุจริตประพฤติมิชอบ ก็เสียหายซีครับ

จำได้ว่า นายองอาจ คล้าม ไพบูลย์ พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้รีบสะสางเรื่องนี้ นิ่ง และเฉยไม่ได้ เล่นเอา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมา

ใครจะไปนิ่ง ใครจะไปเฉยเล่าครับ ?

มีรายงานข่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่าจะเร่งขอข้อมูลจากอังกฤษ กระทรวงยุติธรรมขอข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศ เช่นเดียวกับ ปปช.

สหภาพรัฐวิสาหกิจของการบินไทย เป็นอีกแห่งหนึ่ง นาย ดำรง ไวยคณี ประธานสหภาพ ออกมาทนไม่ได้ ที่จะให้ การบินไทยเสียหาย ใครที่มันรับสินบนจะกระชากหน้ากากมันออกมาให้ได้ (ซึ่งว่าไปแล้ว นี่เป็นหน่วยงานแห่งเดียวที่น่าเชื่อถือว่าจะทำเรื่องนี้ได้ดีที่สุด เพราะ เป็นปากเป็นเสียงให้กับ พนักงาน และองค์กร คือ การบินไทย)

จากต้นเดือนมกราคม มาถึงวันนี้จะสิบเดือนแล้วครับ

ข่าว สินบนโรลส์ รอยส์ หายไปแล้วครับ หายไปกับสายลม สายน้ำ สายฝน ทั้งๆที่ช่วง 4/5 วันแรก ระบุออกมาแล้วว่า ไอ้คนที่มีอำนาจซื้อ ไปกินข้าวกับใครที่ไหนอย่างไร

หนังสือพิมพ์ทั้งหลายก็ไม่ได้ติดตามข่าวดังกล่าว ด้วยเหตุที่ว่า การเสนอข่าวสารทุกวันนี้ ใช้วิธีดูจากเฟซบุ๊ค มีอะไรที่เป็นข่าวแปลก ผู้คนเข้าไปดู ไปชมมากก็หยิบขึ้นมาเป็นข่าว นักอ่านข่าวตามหน้าจอโทรทัศน์ หรือกระจายเสียงทางวิทยุก็เอาไปถ่ายทอดอีกทีหนึ่ง

ถามว่า สินบนโรลส์รอยซ์ เป็นข่าวจริงๆ หรือเป็นเรื่องโคมลอย เพื่อมาทำลายชื่อเสียงของใครบางคน ?

เรื่องนี้จริงแท้แน่นอน เพราะศาลอังกฤษ มีตัวมีตนจริงๆ สั่งปรับบริษัทโรลส์รอยซ์จริงๆ ต้องมีคดีความเกิดขึ้นจริงๆ

ซึ่งเรื่องอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องลำบากยากเย็นเลยที่หน่วยงานที่จะสะสางการทุจริตในเรื่องนี้จะตามให้ได้ เพราะการซื้อขาย ต้องมีหลักฐานการสั่งซื้อ สั่งจ่าย เงินที่จ่ายก็ผ่านธนาคาร ผ่านการตั้งงบประมาณ ผ่านการอนุมัติ

ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก ถ้าจะหาให้พบตัวเจ้าจอมเขมือบ

และที่สำคัญจะจริงจังกับปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ !

ขอแถมอีกสักเรื่องเถอะครับ

จำได้ว่า วันที่มีการเปิดเผยว่ามีบริษัทแห่งหนึ่งรุกที่เขาใหญ่ ทำเป็นรีสอร์ท หรือสนามแข่งรถ จำได้ไหมครับ เจ้าหน้าที่เอาจริงเอาจังมาก ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งป่าไม้ ทั้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ เปิดเผยออกมาว่า รุกไปกี่ไร่กี่ไร่ จะต้องดำเนินคดีกันอย่างไรบ้าง

ถึงวันนี้ เปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาแล้วครับ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติก็คงจะเปลี่ยนเหมือนกัน

แฟ้มคดีนี้คงจะฝุ่นขึ้นหน่เตอะแล้ว

นี่ถ้าเป็นคนยากคนจนรุกป่า รุกที่ มันต้องติดคุกหัวโตไปนานแล้ว

จะไม่ให้คนยากคนจนน้อยใจได้ยังไงครับ !


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment