วัดธรรมกายเขตปกครองพิเศษใช้ม.44 ยังแก้ไม่ได้

122

นายปกครอง

ก่อนหน้านี้เคยเกิดขึ้นมาหลายยก มาครั้งนี้เอากันอีกยกใหญ่ ระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ปะทะกับสาวกวัดธรรมกาย เพื่อที่จะเข้าจับกุมเจ้าสำนักคือธรรมชัยอยู่แต่งานนี้เรียกว่าระดมกันมาเป็นกองทัพ ไม่ใช่กองทัพเดียว มากันหลายกองทัพไม่ว่าจะเป็นกองทัพบก กองทัพตำรวจและเจ้าภาพคือกองทัพดีเอสไอ

ไปทำการปิดล้อมกันอยู่หลายวัน เตรียมกำลังกันอยู่หลายคืน แต่สุดท้ายก็ยังคว้าน้ำเหลวไม่สามารถที่จะจับกุมเจ้าสำนักคือ “ธัมมชโย” ได้

การจับกุมผู้กระทำผิดเพียงรายเดียวดูเหมือนว่า จะทุ่มเทกำลังใช้งบประมาณกันมากมายเป็นล้าน อาจทะลุถึงสิบๆ ล้าน

งานนี้ต้องเรียกว่าเสียชื่อกันไปทั้งคู่

ฝ่ายที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้ใช้มาตรการสูงสุดให้มีการออกคำสั่งว่าด้วยมาตรา 44 เพื่อที่จะควบคุมสถานที่แห่งนี้ และจับกุมตัว “ธัมมชโย”

เมื่อจับกุมกันไม่ได้อย่างนี้ เรื่องของความเสื่อมเสียชื่อเสียงก็ต้องเข้ามาเยือนทันที

ต้องระวังดาบสองด้วยเหมือนกัน ความเสื่อมเสียชื่อเสียงในเรื่องของการหาตัว “ธัมมชโย” ไม่พบหลังจากที่มีการปิดล้อมพื้นที่ หรือควบคุมพื้นที่ได้ทุกตารางเมตรแล้ว

คราวนี้ต้องดูก่อนว่าตำรวจทหารและดีเอสไอจะเสื่อมเสียชื่อเสียงกันขนาดไหนคงไม่ต้องถามถึงเรื่องของความอับอายกันขึ้นมาอีกแล้ว

เพราะกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า ตัวเจ้าสำนักไม่ได้อยู่ในสถานที่แห่งนี้แล้ว หลบไปตั้งแต่วันแรกที่มีการออกหมายจับด้วยซ้ำไป

หลังจากนั้นก็ออกมาให้สาวกใช้สื่อบางส่วน เป็นกระบอกเสียง ตอบโต้กับเจ้าที่ของรัฐอย่างสม่ำเสมอ

แต่นั่นก็เป็นเพียงข่าวลือยังไม่มีใครตอบได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ฝ่ายของวัด ก็เสื่อมเสียไม่ใช่น้อยเหมือนกัน ซึ่งคงไม่ใช่แค่วัดอย่างเดียวยังส่งผลเสียมายัง พระสงฆ์ทั่วประเทศด้วยเช่นกัน

บางคนตั้งคำถามขึ้นมาว่าบุคคลที่หัวล้านผมผ้าเหลือง ใช้ผ้าปิดจมูก แล้วไปปะทะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอันนี้เรียกพวกพระสงฆ์หรือไม่

บางคนทำตัวเหมือนกองโจรเสียด้วยซ้ำไป เพราะอาสาเป็นฉากหน้าเดินลุยปะทะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปะทะกับนักข่าวยังไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์ หน้าพรหมเลยทีเดียว

ในความจริงแล้วความเสื่อมเสียชื่อเสียงตรงนี้ คงจะไปโทษเฉพาะสามหน่วยงานคงไม่ได้ ยังมีเจ้าที่ของรัฐโดยเฉพาะสำนักพุทธศาสนาหรืออีกหลายหน่วยงาน ที่มีอำนาจควบคุมปกครองพระด้วยกันเอง

ทำไมจึงดำเนินการอะไรไม่ได้ ผู้ที่รับผิดชอบเหล่านี้ ต้องออกมาร่วมกันรับผิดชอบถึงความบกพร่องผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วยเหมือนกัน

ย้อนกลับมาถึงเรื่องการใช้มาตรา 44 ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า เป็นอำนาจอย่างมหาศาลที่เจ้าที่ของรัฐสามารถดำเนินการอย่างไรก็ได้แต่ก็ยังไม่ได้ผล

ปัญหาในที่นี้หากมองภาพรวมแล้ว ภาวะในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ ไม่แตกต่างอะไรกับเขตปกครองพิเศษ ผู้สื่อข่าวเข้าไม่ได้ เจ้าที่ของรัฐเข้าไม่ได้ คนที่จะไปทำบุญหากไม่ใช่สาวกก็เข้าลำบากเหมือนกัน

ทำไมวัดแห่งนี้จึงสร้างกติกาขึ้นมาปกครองกันเอง

เหมือนแบ่งแยกออกเป็นอีกประเทศหนึ่ง คงไม่ผิดเท่าไหร่นัก

ดังนั้น หากจะให้องค์กรของรัฐศักดิ์สิทธิ์จริงๆ แล้วต้องเร่งแก้ไขกันให้เร็วเร็วกว่านี้ มิฉะนั้นแล้วทหารตำรวจดีเอสไอและผู้ที่ดูแลพระสงฆ์เสื่อมเสียไปตามๆ กัน และที่สำคัญ ยังสร้างความเสื่อมเสีย หมายถึงกติกาของบ้านเมืองก็จะไม่ศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

ลุงวิศวะยิงม.4 กลายเป็นบทเรียนสอนคนมีปืน

28

นายปกครอง

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า สื่อโซเชียลมีเดีย สื่อมวลชนแขนงต่างๆ ทั่วประเทศ ปลุกกระแส “ทอล์คออฟเดอะทาวน์” กันขึ้นมาเลยทีเดียว ชนิดที่เรียกว่า ประเด็นอื่นไม่ต้องมาแซงหน้ากันแล้ว

“ลุงวิศวะ” ยิง “เด็ก ม.4″กลายเป็นเรื่องกันขึ้นมาชนิดที่ว่า ใครก็โพสต์ใครก็อยากแสดงความคิดเห็น ใครใครก็อยากแชร์ในเรื่องนี้กันอย่างไม่เกรงกลัว หน้าอินทร์หน้าพรหม บางคนไม่เกรงกลัวต่อความรู้สึกอันจะมึผลกระทบต่อผู้ที่สูญเสียบุตรชายอันเป็นสุดที่รักเลยทีเดียว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรี เพียงแค่เรื่องของการจอดรถขวางกันเท่านั้น ก็กลายเป็นเรื่องที่เรียกว่าเอากันถึงตายเลยทีเดียว

งานนี้แทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่ากระแสถูกแยกเป็น 3 ฝ่ายดังต่อไปนี้

ฝ่ายแรก ผู้สูญเสียลูกชายสุดที่รักไปปรากฏว่า ในตอนแรกมีผู้เห็นอกเห็นใจเป็นจำนวนมากเนื่องจากว่า เป็นฝ่ายที่สูญเสีย และฝ่ายที่อายุน้อยกว่าเป็นนักเรียนแค่ชั้นมัธยมปีที่ 4 เท่านั้น

ฝ่ายนี้ได้รับคะแนนความเห็นใจ ในเรื่องของผู้ที่พกปืนนั้นทำไมต้องใช้ความรุนแรงกับเด็ก ม.4 ด้วย

และในขณะเดียวกันผู้ที่พกปืนนั้น ทำไมต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่อยู่ถึงขนาดต้องใช้อาวุธปืนมาตัดสินกันเชียวหรือ..?

ฝ่ายที่ต่อมา “ลุงวิศวะ”แทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า ในตอนแรกมีคนด่าทอโจมตีกันอย่างรุนแรงเหมือนกัน

แต่ตอนหลังนั้น เมื่อมีคลิปวิดีโอออกมาเผยแพร่ กลายเป็นหลายฝ่ายก็พยายามที่จะออกมาแสดงความคิดเห็น ในทำนองที่ว่า ถ้าหากเขามีปืนเขาก็ต้องยิงเหมือนกัน

บางคนแสดงความคิดเห็นรุนแรงไปถึงขนาดขั้นที่ว่า ถ้าเป็นตนเองต้องประสบกับเหตุการณ์ทำนองนี้ เด็กนักเรียนชั้น ม.4 ยกขบวนลงมาจากรถตู้ จะเอาเป็นเอาตาย กันขนาดนี้ คงต้องซัดกันให้หมดแมกกาซีนเลยทีเดียว

กลายเป็นกระแสที่ทำให้ฝ่ายของเด็กถูกโจมตีกันอย่างรุนแรงเหมือนกัน

ประเด็นที่โจมตีนั้น คงเป็นเรื่องของความคึกคะนองของเด็กวัยรุ่นในปัจจุบันนี้ ไม่เกรงกลัวไม่เคารพผู้ใหญ่ กล้าลงมาชกต่อยได้แม้กระทั่งคนที่อายุมากกว่า ที่นั่งอยู่ในรถพร้อมลูกเมียและแม่

ฝ่ายสุดท้าย เป็นฝ่ายที่แสดงความคิดเห็นทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าข้างเด็ก ม.4 หรือแม้กระทั่ง การแสดงความคิดเห็นเข้าข้างลุงวิศวะที่ใช้อาวุธปืนยิงเด็กนักเรียน

ไม่ว่าใครจะแสดงความคิดเห็นอะไรออกไปทั้งสองฝ่าย ก็มีการด่าทอโจมตีกันหมดทุกฝ่าย

บางคนแสดงความคิดเห็น ด้วยว่า คนที่นำอาวุธปืนติดรถ ควรจะมีการควบคุมอารมณ์ไว้ให้ถึงที่สุด

ในขณะเดียวกันอีกฝ่ายหนึ่งก็มองว่า ความคึกคะนองของเด็กนักเรียนนั้น เป็นเรื่องที่น่าจะควบอารมณ์ความประพฤติให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ใช้ความคึกคะนองยกกันไปเป็นฝูงเพื่อที่จะรุมสกรัมลุงวิศวะ

ก็ว่ากันไป คงต้องรอตำรวจในจังหวัดชลบุรีนั้น จะสรุปออกมาเป็นเช่นไร ซึ่งไม่มีใครรู้แต่หลักฐานต่างๆ พอที่จะฟังได้ทั้งสองฝ่ายต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผล

แต่การต่อสู้คดีทำนองนี้ คงต้องพยายามที่จะชี้แจงให้กระบวนการยุติธรรมทราบให้ได้ว่าเป็นการใช้อาวุธปืนนั้น สมควรแก่เหตุหรือไม่ หลังจากนั้นค่อยมาพิจารณากันว่าเข้าข่ายฆ่าคนตายโดยเจตนาหรือเป็นการป้องกันตัวสมควรแก่เหตุ

กระแสที่ทุกคนมองข้ามกันไม่ได้ คงเป็นเรื่องของการกระตุ้นเตือนให้กับคนที่ชอบพกพาอาวุธปืนติดตัวติดรถไป

ที่ผ่านมายังไม่มีใครบอกได้ว่า การกระทำด้วยการใช้อาวุธปืนยิงฝ่ายตรงข้าม เป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุหรือสมควรแก่เหตุ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ผ่านมามักจะใช้อาวุธปืนตัดสินเป็นในลักษณะของความคึกคะนอง ขาดการยั้งคิด ด้วยกันทั้งสิ้น

งานนี้ คงเป็นเครื่องเตือนสติที่ทำให้หลายคน ไม่มีใครอยากนำอาวุธปืนติดรถไปอีกอย่างแน่นอน เชื่อว่าลดจำนวนคนที่พกพาอาวุธได้ไปไม่น้อย

กระแสต่อมาคงเป็นการกระตุ้นเตือนให้สำหรับคนที่พกพาอาวุธปืน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในเครื่องแบบ หรือนอกเครื่องแบบ หรือไม่มีเครื่องแบบก็ตาม คงต้องกระตุ้นความรู้สึกกันต่อไปว่าตั้งแต่นี้หากจะจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนแก้ปัญหา คงต้องนับหนึ่งถึง 100 กันก่อน

เมื่อกระสุนตูมตามออกไปแล้วเชื่อว่า จะมีผลกระทบตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของครอบครัว เรื่องของการเสียเวลาการทำงาน พร้อมกับใช้เวลาไปในการต่อสู้คดี และที่สำคัญที่สุดเรื่องของการเสื่อมเสียชื่อเสียง

บทเรียนของ “ลุงวิศวะ” ใช้อาวุธปืนยิงนักเรียนชั้นม.4 ครั้งนี้ ยังมีเรื่องของการใช้รถใช้ถนนต้องรู้จักที่จะควบคุมสติ ให้อภัยกันได้ก็ควรจะให้อภัยกัน บางครั้งหากไม่มีความรู้สึกว่า จะให้อภัยกันก็เป็นเรื่องที่อาจจะต้องเสียเวล่ำเวลาไปจนถึงเสียอนาคตและเสียชีวิตเลยก็มี

เหตุการณ์ลุงวิศวะยิ่งเด็ก ม.4 ครั้งนี้ มีต้นเหตุจากการจอดรถขวางหน้ากันเท่านั้นเอง ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด และบทสรุปสุดท้ายคือการสูญเสียชีวิต

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โวย!! โครงการทหารผ่านศึกขุดคลองแล้วไม่ได้เงิน

2323

นายปกครอง

ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดูเหมือนว่าจะมีการอนุมัติโครงการต่างๆ มากมาย เพื่อขับเคลื่อนประเทศชาติให้เดินไปข้างหน้า

ท่ามกลางโครงการมากมายนี้ จึงกลายเป็นช่องว่าง ที่ทำให้ถูกครหาขึ้นมาได้จนบางครั้งเกิดการเคลื่อนไหวกันเล็กๆ ขึ้นมาเลยทีเดียว

แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีฝ่ายค้าน แต่กลไกของบ้านเมือง ก็ยังมีหน่วยงานหลักหลายส่วนที่ช่วยกันตรวจสอบว่า แต่ละโครงการที่อนุมัติไปนั้น เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลหรือไม่หรือมีเรื่องครหาตามมาหรือไม่โดยเฉพาะการคอรัปชั่น

เช่นเดียวกับโครงการให้ ขององค์การทหารผ่านศึก รับผิดชอบในเรื่องของการขุดคูลอกคลองต่างๆ ทั่วประเทศ จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย ของกระทรวงมหาดไทย

คงไม่ต้องไปตั้งคำถามว่า องค์การทหารผ่านศึกมีความชำนาญเรื่องของการขุดลอกคูคลองแหล่งน้ำหรือไม่หรือ ไปได้โครงการนี้มาอย่างไร เพราะมันเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว

มาพูดกันถึงเรื่องการขุดคลองตามโครงการนี้ปรากฏว่ามีชาวบ้านผู้รับเหมารายย่อยไปโวยในที่ว่าไม่ได้เงินกันดีกว่า

ดูเหมือนว่าโครงการนี้จะเกิดเรื่องอื้อฉาว มาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะความมิชอบในหลายหลายเรื่องที่สื่อโซเชียลมีเดียพร้อมกับสำนักข่าวอิศราได้ตีแผ่เรื่องนี้ออกไป

หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองที่ว่า เป็นเรื่องแปลกที่องค์การทหารผ่านศึก จะมามีเครื่องไม้ เครื่องมือขนาดใหญ่ ขนาดเล็กหรือขนาดกลาง เพื่อที่จะดำเนินการขุดลอกคูคลองแหล่งน้ำต่างๆได้ทั่วประเทศได้อย่างไร

ที่ว่าแปลกนั้นคือเหมือนมีมนต์อาถรรพ์ต่างๆ ที่ดลบันดาลให้องค์กรนี้ เข้าไปรับสัมปทานโครงการขุดลอกคูคลองนี้ได้อย่างสบาย

วิธีการดำเนินการคือเมื่อได้รับสัมปทานมาแล้ว องค์การทานผ่านศึก ก็จะให้มีการซับคอนแทคต่อไปอีก

โดยให้บริษัทเอกชนเข้ามายื่นเรื่องเสนอดำเนินการที่จะให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลคือการลอกคูคลองแหล่งน้ำต่างๆ

โครงการนี้ดำเนินการกันมานานพอสมควร

จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาปรากฏว่า ได้มีผู้รับเหมาช่วงไม่มีใครตอบได้ว่า เป็นช่วงที่เท่าไหร่ออกมาโวยวายว่า ไม่ได้รับเงินในการขุดลอกคูคลองแหล่งน้ำเป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท ทั้งทั้งที่ทำงานเสร็จไปแล้ว

ผู้รับเหมารายนี้ ได้มาร้องเรียนกับสื่อมวลชน หลังจากนั้นก็จะมุ่งหน้าไปที่นายกรัฐมนตรีคือทำเนียบรัฐบาลเพื่อที่จะขอความเป็นธรรมหรือทวงเงินจากโครงการนี้

เรื่องอื้อฉาวโครงการนี้ ก็ยังมีอีกว่า ผู้รับเหมาคนหนึ่งเป็นผู้หญิงรายใหญ่พอสมควร ที่ได้มีโอกาสเข้าไปคลุกวงในกับองค์การทหารผ่านศึก จึงได้รับเหมาช่วงมาหลายส่วนด้วยกัน

แต่เค้าบอกผู้หญิงรายนี้ก็ไม่ได้มี เครื่องไม้ เครื่องมือ มากพอที่จะขุดลอกคูคลองแหล่งน้ำ ได้ทั่วประเทศเหมือนกัน

ความอื้อฉาวของผู้หญิงคนนี้ก็ไม่เบาเหมือนกันปรากฏว่า ไปมีความสัมพันธ์อะไรกันกับผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน จนกระทั่งถูกตีแผ่มา ซึ่งข้าราชการผู้นี้ก็ไป ติดร่างแหในแง่ลบไปด้วย

หากตรวจสอบกันดีดีแล้วพบว่า มีเรื่องอื้อฉาวอีกจำนวนมากมาย โดยเฉพาะการรับช่วงเหมาไปดำเนินการก่อสร้าง

การกระทำเช่นนี้ก็เท่ากับว่า มีการค้ากำไรกันมากมาย

ซึ่งการกระทำดังกล่าวปล่อยให้มีการรับเหมาช่วงนั้น ก็เท่ากับว่า แบ่งแบ่งผลกำไรกันเป็นทอดๆอีกครั้งหนึ่ง เงินที่จะส่งไปยังโครงการให้มีการ ขุดลอกคูคลองและแหล่งน้ำไม่น่าจะนำเงินทั้งหมดไปดำเนินการได้ 100%

จนกระทั่งไปถึงผู้ที่รับเหมาดำเนินการก่อสร้างจริงๆ หรือดำเนินการขุดลอกคลองจริงๆก็ไม่สามารถที่จะได้ตามงบประมาณทั้งหมดที่รัฐบาลอนุมัติมาได้

เป็นเรื่องปกติที่ผู้รับเหมาก่อสร้างต่างๆ ก็ต้องการที่จะค้ากำไรกันอยู่แล้ว เมื่อได้โครงการมาก็จะนำไปซับต่อๆ กันไป

ไม่มีใครตอบได้ว่าโครงการนี้ทุจริตกันอย่างไรหรือไม่ แต่การที่ให้เอกชนเข้ามารับเหมาช่วงต่อต่อต่อกันไปนั้น ก็เป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้วว่างบประมาณที่จะใช้ในการก่อสร้างจริงๆ นั้นคงไม่ไปถึงผู้ที่ดำเนินการขุดลอกคลองจริงๆด้วยเช่นกัน

เพื่อความโปร่งใสในเรื่องนี้คงจะต้องมีการตรวจสอบ มิฉะนั้นแล้วอาจจะส่งผลเสียมาถึงรัฐบาลชุดนี้ก็ได้

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

เป็นห่วงเรื่องภาษาสากลที่ตามก้นไม่ทันชาวโลก

143

นายปกครอง

ก่อนอื่นคงต้องแสดงความยินดีกับน้องน้ำตาล หรือ นางสาวชลิดา สวนเสน่ห์ ที่สามารถโชว์ความสวยงามบนเวทีโลกหรือเป็นที่รู้จักกันในนามของมิสยูนิเวิร์ส ทั้งความสามารถ ความสวยงามทำให้น้องน้ำตาล เข้าไปติดหนึ่งในหก ของนางงามจักรวาลที่สุดสวยงดงามไม่แพ้สาวงามใดใดจากทั่วโลก

การประกวดครั้งนี้นับว่า เป็นการสร้างประวัติศาสตร์ที่ต้องบันทึกเอาไว้ ในรอบ 29 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเพิ่งจะมีน้องน้ำตาล คนนี้ที่สร้างชื่อเสียงติดลำดับโลกจนกลายเป็นขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ

โดยเฉพาะประโยคสำคัญที่น้องน้ำตาล ได้พูดบนเวทีประกวด แม้จะเป็นการพูดผ่านล่ามแปลก็ตาม

จุดหนึ่งที่ไม่เรียกว่า เป็นความบกพร่อง เป็นเรื่องของระบบการศึกษาบ้านเรา ยังไม่มีการพัฒนาด้านภาษาสากลให้ทันหลายๆ ประเทศทั่วโลก

ภาษาอังกฤษนั้นต้องยอมรับว่า เป็นภาษาสากลที่หลายคนเกือบทั่วโลก แม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ หรือแม้แต่เวียดนาม ก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่าแซงเราไปไกลแล้ว

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า การศึกษาของบ้านเรานั้นยังด้อยพัฒนาอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียนรู้ ค้นคว้าด้านต่างๆ แต่ที่สำคัญที่สุดคงต้องนึกถึงภาษาที่คนทั้งโลกเค้าใช้กันต้องเป็นพื้นฐานที่ทำให้เราต้องเร่งเครื่องตามคนอื่นไม่ทัน

การทุ่มเทของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ก็อย่างที่รู้รู้กัน ทุ่มเทงบประมาณด้านการศึกษาไม่ใช่น้อย แต่ทำไมจึงต้องมาพร้อมๆ กับคำว่าทุจริตคอรัปชั่นกันด้วย

ถ้าไม่มีคำนี้เดินควบคู่มากับการศึกษาของไทยเชื่อว่า เด็กบ้านเราน่าจะมีการเรียนรู้ได้วิชาการรวมถึงภาษาต่างๆ มากขึ้นอย่างแน่นอน

หลายคนก็พูดถึงเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาปฏิรูปกระทรวงศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังไม่มีใครดำเนินการให้แล้วเสร็จแบบบูรณาการกันได้เลย

ซึ่งการปฏิรูปการศึกษานั้น ดูเหมือนว่า จะคล้ายๆ กับการปฏิรูปตำรวจ ที่พูดกันมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีใครดำเนินการได้

ความสามารถของเด็กไทย ที่จะก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลก สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยนั้น มีเป็นจำนวนมาก เพราะฝีมือความสวยรวมไปถึงการพัฒนาด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประกวดหุ่นยนต์ เราก็เคยคว้ารางวัลระดับโลกมาแล้ว รวมไปถึงการสร้างสิ่งแปลกแปลกใหม่ใหม่ที่จะมา มีบทบาทสำคัญให้ชาวโลกได้รู้ก็เยอะแยะมากมาย

แต่จุดอ่อน ไม่สามารถจะตอบโต้เป็นภาษาสากลเหมือนที่ชาติอื่นพูดสื่อสารกันได้ ตรงนี้มีความสำคัญไม่น้อย

เมื่อภาษาเป็นสิ่งสำคัญ ทำไมกระทรวงศึกษาจึงไม่มีความพยายามที่จะแก้ปัญหาหรือสร้างความแข็งของระบบการศึกษา ในตรงนี้ให้ชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

หลายคนที่เก่งภาษานั้น ก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า ไม่ได้เกิดมาจากระบบของกระทรวงศึกษาที่มอบให้กับเด็ก 100%

แต่เป็นเพราะความขวนขวายค้นคว้าหามาได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องของการเรียนเสริมภาษาอังกฤษนั้นดูเหมือนว่าจะมีสถาบันที่เป็นของเอกชนตั้งติวให้กับเด็กๆ ทั่วไปมากมาย

นี่แหละเป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องภาษานั้น อยู่ได้ แต่ระบบของการศึกษาทำไมจึงไม่มีการคิดค้นพัฒนาให้เท่าทันกับสถาบันที่เด็กเด็กต้องไปเรียนพิเศษเหล่านี้

คิดกันเอาเองก็แล้วกัน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เงียบอีกแล้ว ขรก.งามหน้าลักทรัพย์ในแดนปลาดิบ

222

นายปกครอง

เกิดเรื่องงามหน้ากันขึ้นมา เมื่อนายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ของกระทรวงพาณิชย์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจากประเทศญี่ปุ่นดำเนินการจับกุม เนื่องจากไปขโมยภาพภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง ในระหว่างที่เข้าพัก หลังจากเช็คเอาท์ออกมาแล้วปรากฏว่า นำภาพของโรงแรมม้วนใส่กระเป๋ามาด้วย

ภาพวาดดังกล่าวมีมูลค่าไม่ได้มากมายเท่าไรนัก คิดเป็นเงินแล้วมีอยู่ประมาณ 15,000 เยนหรือประมาณ 4000 บาทเท่านั้น

เสียชื่อจริงๆ กับข้าราชการไทย

หากมองดูแล้วตำแหน่งนี้เป็นรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา คงไม่ต้องตีความอะไรมากมายเท่าไหร่นัก เมื่อผู้มีหน้าที่ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาให้กับคนอื่น แต่ดันไปมีข่าวมัวหมองเรื่องของการขโมยทรัพย์สินของคนอื่น อย่างนี้จะให้คิดหรือตีความไปในสิ่งที่ดีดีได้อย่างไร

ไม่เข้าใจเหมือนกัน การถูกกล่าวหาในก็หาลักขโมยภาพดังกล่าว มันร้ายแรงยิ่งกว่าการละเมิดลิขสิทธิ์หรือละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหรือไม่

และคิดอีกมุมหนึ่ง เมื่อทางอัยการของประเทศญี่ปุ่น ไม่ดำเนินการฟ้องร้องอะไรปล่อยตัวกลับมาประเทศไทย ปรากฏว่า ต้นสังกัดดำเนินการได้แค่ย้ายแทนการให้ออกจากราชการเอาไว้ก่อนเพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงภายในสองสามวัน

ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมผู้บังคับบัญชาระดับสูง จึงดำเนินการในเบื้องต้นด้วยการให้ย้ายสถานที่ทำงานเท่านั้น

เรื่องราวทำนองนี้ไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงได้ แต่มันน่าอายหรือไม่หากผู้ใต้บังคับบัญชาถามหรือคนอื่นๆ เห็นหน้ากันแล้วถามว่า ท่านฯ ไปขโมยภาพมาจริงๆหรือ

แค่นี้ก็คงอับอายไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

ระบบการลงโทษข้าราชการในบ้านเราดูเหมือนว่า เมื่อสร้างความเสื่อมเสียขึ้นมาแล้ว จะดำเนินการในเบื้องต้นเลือกไปทางที่เรียกว่าย้ายเอาไว้ก่อน แทนการให้ออกเอาไว้ก่อน

ซึ่งการลงโทษทำนองนี้ในความเป็นจริงแล้วมันเหมือนจะเบาไม่เหมาะสมกับการไปสร้างความเสื่อมเสีย

ทำไมจึงไม่ลงโทษไปในลักษณะที่เรียกว่า ให้ออกเอาไว้ก่อน ซึ่งอำนาจของผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็มี และก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากมายเท่าไหร่นัก

หากสอบสวนตรงไปตรงมาแล้วพบว่าบุคคลผู้นี้ไม่ได้กระทำความผิด ก็ควรจะมีการชดเชยหรือแถลงข่าวออกมาให้ชัดชัดเลยว่า บุคคลผู้นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

อย่างน้อยน้อยต้องแสดงให้เห็นว่า การดำเนินการลงโทษข้าราชการที่ทำงานแบบผิดพลาดนั้น มีความรุนแรง ที่จะทำให้เป็นตัวอย่างให้กับคนอื่น ไม่ต้องกระทำตามความคิดของใครการผู้อื่นที่เคยทำที่ผ่านผ่านมา

พูดง่ายๆ ข้าราชการคนอื่นๆ อีกหลายคนจะได้เข็ดหลาบ ไม่กล้าที่จะทำในลักษณะที่เรียกว่าเลวร้ายที่สุดในชีวิต จนทำให้องค์กรเสื่อมเสียไปด้วย

นอกจากจะไม่ให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว เมื่อการสอบสวนไปได้ระดับหนึ่ง สื่อมวลชนไม่ได้ติดตามปรากฏว่า เรื่องก็เงียบหายไปเช่นเดียวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทำนองนี้ มีเกิดขึ้นเป็นประจำในวงการราชการ

หากพบว่าข้าราชการที่กระทำความผิดนั้น มีการลงโทษกันหนึ่งแรงแล้วเชื่อว่าจะเป็นบทเรียนสำคัญที่จะทำให้องค์กรหรือข้าราชการอื่นนั้น ได้ทำงานสมกับภาษีของประชาชนที่กินกันอยู่ทุกเดือน

ระบบข้าราชการนั้น คงต้องมีการตรวจสอบ และเอาจริงเอาจังกันเสียที เพราะกลไกเล็กๆ น้อย ๆเหล่านี้ เป็นกระบวนการขับเคลื่อนชิ้นงานให้ออกมารูปแบบของการพัฒนาประเทศที่ดีที่สุด

แต่ถ้าฟันเฟืองหรือกลไกเล็กๆ กลายเป็นเรื่องที่ทำให้องค์กรใหญ่ๆ เครื่องจักรใหญ่ๆ เกิดความเสียหาย ตรงนี้ก็คงต้องเลือกซ่อมแซมกันใหม่ด้วยการนำชิ้นส่วนเก่าออกไป นำชิ้นส่วนใหม่เข้ามาแทนเชื่อว่า องค์กรนั้น จะทำให้ผลงานเป็นไปอย่าง โดดเด่นไม่มีใครเทียบเท่าอย่างแน่นอน

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

ปฏิรูปตำรวจอย่าใจแคบ

18

นายปกครอง

นักการเมืองหลายยุค หลายสมัย เมื่อขึ้นมามีอำนาจก็มักจะพูดกันถึงเรื่องของการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อ้างว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ตำรวจไปมีผลประโยชน์ เพื่อป้องกันหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงป้องกันไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย และไม่ให้มีการวิ่งเต้น

นักการเมืองส่วนมากก็ได้แต่พูด เมื่อมีอำนาจกันจริงๆ แล้ว ก็ไม่เห็นที่จะแก้ไขดำเนินการตามที่พูดได้

ภาพลักษณ์อันไม่ดีเกิดขึ้นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งหมดนี้คงไม่ใช่เป็นเพราะองค์กรเสื่อม แต่เป็นเพราะข้าราชการตำรวจด้วยกันเอง ไปสร้างความเสื่อมเสียให้กับองค์กร ที่ไม่มีใครไปทำให้เกิดความเสื่อมเสียดังกล่าว

ตำรวจหลายคนได้สร้างความเสื่อมเสียมาให้องค์กรตั้งแต่ชั้นประทวนยันนายพลเลยทีเดียว

มาในยุคพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็นำเรื่องนี้ขึ้นมาพูดใหม่กันอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่า จะเป็นจริงเป็นจังที่สุด มีการพูดกันถึงเรื่องของการใช้มาตรา 44 ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

คงต้องใจกว้างกันบ้าง เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ของผู้ที่มีความรู้หรือของผู้ที่อยู่ในแวดวงตำรวจ โดยเฉพาะคำถามที่ตั้งขึ้นมาว่าเมื่อภาพลักษณ์ของตำรวจย่ำแย่กันขนาดนี้ จะมีตำรวจเอาไว้ทำอะไร

ฉุนขาด พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดูเหมือนว่า จะมีอาการไม่ค่อยจะพอใจเท่าไรนัก โดยเฉพาะกับผู้ที่แสดงความคิดเห็นในเรื่ององค์กรตำรวจในแง่ลบ

ในความเป็นจริงสังคมโดยรวมทั่วๆ ไป มีหลายองค์กรที่มีทั้งคนดี และคนไม่ดี อยู่ในองค์กรเดียวกัน ก็เช่นกันแต่บุคคลที่มาแสดงความคิดเห็น คงต้องนึกถึงศักดิ์ศรีของตำรวจบ้าง ไม่ใช่องค์กร ไม่ดีไปเสียทั้งหมด พวกที่มาแสดงความคิดเห็น โดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีเช่นนี้ คงต้องเรียกว่านักวิชาเกิน

คำพูดของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่อ้างถึงเรื่องศักดิ์ศรี ในระหว่างที่มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ปรับปรุงตำรวจให้ดีขึ้น สมกับเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง

ดังนั้น การปฏิรูปตำรวจคงจะหวังอะไรกันไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่นัก ในเมื่อมาพูดกันถึงเรื่องศักดิ์ศรี

ผู้ที่แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ไม่ใช่มีนักวิชาการอย่างเดียว แต่มีหลายองค์กร รวมไปถึงตำรวจอดีตตำรวจ แม้กระทั่งพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร เคยเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกรมตำรวจในสมัยนั้น ก็มาร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อชี้แนะหาแนวทางการแก้ไขความล้มเหลวที่เกิดขึ้นของตำรวจ

ทำไมจึงเรียกว่า ความล้มเหลว จะมองไปทางไหนจุดไหน ก็เรียกว่ามีเรื่องความเสียหายเข้ามาสู่องค์กรมากมาย

ถ้าจะบอกไม่ล้มเหลวมันก็คงจะผิดอย่างชัดเจน

องค์กรตำรวจก็มีหน่วยงานที่สามารถออกมาแถลงข่าว เพื่อบอกว่า การทำดีของตำรวจมีอะไรบ้าง

แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า องค์กรตำรวจเอง ก็ไม่ได้มีการกระตุ้น ให้บุคคลที่มีหน้าที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตำรวจ ออกมาแสดงผลงานให้เด่นชัดมากมายเท่าไหร่นัก

หากมีผลงานที่ชัดเจนเชื่อว่า ภาพลักษณ์ของตำรวจคงดีกว่านี้แน่นอน เพราะมีตำรวจเป็นจำนวนมาก ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า ทำดี แต่ไม่มีใครมองเห็น

หากการดำเนินการแก้ไขให้ภาพลักษณ์ของตำรวจไทยให้ดีขึ้นมา หลายคนก็คงลุ้นในประเด็นสำคัญเลยคงนี้ไม่พ้นการป้องกันดังต่อไปนี้

การแทรกแซงของนักการเมือง ทุกคนก็ลุ้นกันมากมายเหลือเกินว่า ระบบใหม่ที่จะมีการปฏิรูปตำรวจนี้ ยังไม่มีใครบอกออกมาชัดเจนว่า จะป้องกันไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงหรืออยากคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อตัวเองเป็นใหญ่ได้อย่างไร

การกวาดบ้านของตัวเอง คงปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า ตำรวจหลายคนก็พยายามวิ่งเต้นเข้าหาผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะนักการเมืองจึงไม่แปลกในแต่ละยุคแต่ละสมัย ก็มักจะมีการวิ่งก็เพื่อที่จะดันตัวเองให้ไต่ระดับสูงขึ้นหรือไปอยู่ในกองที่มีผลประโยชน์มากๆ

ตำรวจหลายคนยอมทิ้งงานเข้าไปเฝ้าบ้านนักการเมือง เข้าหานักการเมือง เข้าหาภรรยานักการเมืองกันให้วุ่นไปหมด งานการไม่เป็นหูเป็นตาทำงานก็เยอะแยะมากมาย

ควรจะแก้ที่จิตสำนึกของตำรวจรอบนี้ให้มากๆ มิฉะนั้น การทำงานก็ล้มเหลวแม้ว่า จะเป็นตำรวจบางคนก็ตาม แต่ความเสียหายย่อมนำมาสู่องค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ต้องดูเรื่องรายได้ของตำรวจก็เช่นกันปัจจุบันนี้ การทำงานของตำรวจ มักมีการเข้าไปสัมผัสกับกลุ่มผลประโยชน์ที่เกิดจากคนร้ายนำมายัดเหยียดให้ บางคนจึงไม่สามารถที่จะทนต่อการยั่วยุให้น้ำลายไหล ด้วยผลประโยชน์ก้อนโตได้ จึงทำให้ตำรวจหลายคนไร้จิตสำนึก

ดังนั้นต้องแก้ไขกันถึงเรื่องรายได้ของตำรวจว่า จะให้อยู่ในระดับที่เรียกว่า เท่าไรจึงจะทำให้ครอบครัวเขานั้น อยู่ได้อย่างมีความสุข

เชื่อว่า มีหลายคนคงลุ้นในประเด็นที่จะปฏิรูปตำรวจให้ทำงานกันได้เต็มที่ในประเด็นนี้แน่นอน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

บทเรียนที่ “แบงค์กสิกร” ควรแก้ไข

0นายปกครอง

ในปัจจุบันนี้เรื่องของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนับว่า มีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่หลายคนทั่วโลกตื่นตัวรณรงค์ในเรื่องนี้กัน

แต่มีบางองค์กรยักษ์ใหญ่ของบ้านเราหลายองค์กรก็ยังไม่ค่อยจะตระหนักในเรื่องนี้เท่าไหร่นักบางครั้งปล่อยให้ลูกค้ามาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นด้วย

ธนาคารกสิกรไทย ไม่มีใครทราบว่า ระบบเป็นอย่างไร ทำไมลูกค้าของธนาคาร จึงมีการละเมิดสิทธิของคนอื่นได้ โดยมีธนาคารส่งจดหมายมาแจ้งการทำธุรกรรมด้านการเงินแบบผิดพลาด

วันหนึ่งเมื่อกลับถึงบ้านเปิดตู้จดหมายพบว่า มีธนาคารกสิกรไทยส่งหนังสือแจ้งมายังลูกค้าของตนเองที่บ้านเลขที่ของ “นายปกครอง”

จดหมายฉบับนี้แจ้งเป็นฉบับที่สอง เกี่ยวกับเรื่องการทำธุรกรรมโดยระบุชื่อที่ไม่ปรากฏอยู่ในบ้านหลังที่ส่งจดหมายมา

เมื่อตรวจสอบไปยังหมายเลขโทรศัพท์สายด่วนของธนาการกสิกร ก็ได้รับคำตอบเบื้องต้นว่า ไม่ทราบว่าเรื่องลูกค้ารายนี้ เพราะรายละเอียดอยู่ที่ธนาคารกสิกร สาขาเมกาบางนา สำนักงานใหญ่มีหน้าส่งจดหมายตามต้นสังกัดส่งมาให้เท่านั้น

หลังจากนั้นจึงได้โทรศัพท์สอบถามไปยังผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย สาขาเมกาบางนา ก็ได้รับคำตอบว่า กำลังติดต่อลูกค้าอยู่ แต่ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าลูกค้าทำไมจึงแจ้งให้ส่งจดหมายไปยังบ้านเลขที่คุณอีก

เมื่อแจ้งให้ผู้จัดการธนาคารกสิกรไทยสาขาดังกล่าว ให้ทำการยกเลิก แต่ก็ได้รับคำตอบย้อนกลับมาว่า คงยังไม่ได้ในตอนนี้ เพราะจะต้องรอลูกค้าให้มาพบกับธนาคารเสียก่อนจึงจะแจ้งยกเลิกได้

การตอบมาเช่นนี้ของผู้จัดการธนาคารดังกล่าว คงไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่นัก ในเมื่อเจ้าของบ้านโทรไปแจ้งให้กับธนาคาร ทำไมระบบการจัดการของธนาคาร จึงต้องรอลูกค้าเนื่องจากว่า ลูกค้าคนดังกล่าวไปใช้ที่บ้านของคนอื่น ให้ส่งจดหมายมายังบ้านหลังนี้ ซึ่งไม่ใช่บ้านของลูกค้าธนาคารกสิกรเอง

เถียงกันอยู่นานหลังจากนั้นทางผู้จัดการธนาคารดังกล่าวก็ทำการยกเลิกให้

การที่ลูกค้าของธนาคารได้กระทำการเช่นนี้ โดยระบบของธนาคารไม่มีวิธีการตรวจสอบว่า ใช่บ้านเลขที่ของลูกค้าของธนาคารเองหรือไม่ เท่ากับว่าเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนคนหนึ่งอื่น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมด้านการเงินของธนาคารกสิกรอย่างถูกต้อง

สมมุติว่าลูกค้าของธนาคารกสิกร บางคนมีพฤติกรรมส่อไปในลักษณะของการกระทำผิดกฎหมาย เช่น โอนเงินค่าซื้อยาบ้า โอนเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฏหมายต่างๆ

คงนี้ไม่พ้นความเดือดร้อนของเจ้าของบ้าน ที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยกับการแจ้งผิดของลูกค้าธนาคารกสิกรไทย

หนีไม่พ้นที่ผู้รักษากฎหมาย จะต้องเข้ามาดำเนินการสอบสวนหรือตรวจสอบ ตามกระบวนการยุติธรรม

นี้ไม่พ้นความเดือดร้อนต้องมาเยี่ยมเจ้าของบ้านแน่นอน

เมื่อเจ้าของบ้านแจ้งไปยังผู้จัดการธนาคารกสิกร ให้มีจดหมายมาบอกว่า ได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง พร้อมกับให้มีความรู้สึกสำนึกในความผิดพลาดบ้าง

เหตุการณ์นี้ผ่านไปนานกว่าสามเดือนแล้ว ยังไม่ปรากฏ จดหมายของธนาคารแจ้งมายังเจ้าของบ้านเลย

การกระทำในลักษณะนี้ จึงอยากให้ทางธนาคารคิดถึงเรื่องของการแก้ไข หาวิธีอุดช่องว่าง เรื่องการตรวจสอบ ที่อยู่ในการ ทำธุรกรรมด้านการเงินให้ดีกว่านี้

โดยระบบนั้นจะต้องไม่สร้างความเดือดร้อน ให้กับประชาชนคนอื่น ซึ่งเชื่อว่าบ้านหลังนี้ คงไม่ใช่หลังแรก ที่มีการส่งจดหมายผิดจากธนาคารกสิกร หากไม่มีระบบที่แก้ไขและตอบไม่ได้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนว่า ทำไมลูกค้าของธนาคารเอง จึงแจ้งให้ธนาคารส่งจดหมายมาผิดๆแบบนี้ได้

ทั้งหมดนี้เชื่อว่า เป็นบทเรียนที่ธนาคาร น่าจะหาวิธีการแก้ไขกันได้

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

รถตู้มหาภัยแบก 3 ถัง NGV สุดอันตราย

121

นายปกครอง

แทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันอุบัติเหตุ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา เกิดความสูญเสียเป็นจำนวนมากมายมหาศาลทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะรถตู้ชนครั้งเดียวเสียชีวิตถึง 25 ราย ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งทางตำรวจได้สันนิษฐานหลายหลายประการด้วยกันว่า สาเหตุนั้น เกิดมาจากคนขับรถตู้นั้นไม่ได้มีการเบรคพุ่งทะยานข้ามเกาะไปชนรถกระบะอะไรทำนองนี้

สาเหตุอีกส่วนหนึ่งก็เชื่อว่า เกิดมาจากคนขับรถก็พยายามที่จะทำเวลาเพื่อ รับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเบื้องต้นพบว่า ได้ขับรถมานานถึง 31 ชั่วโมง

แต่อุบัติเหตุครั้งนี้ยังไม่มีใครพูดถึงเลยว่า รถที่ติดก๊าซ NGV ซึ่งรถตู้มรณะคันนี้ได้บรรทุกถังก๊าซ NGV มาถึง 3 ถังด้วยกัน

หากเราคำนวณคร่าวๆ แล้วการที่บรรทุกถังก๊าซ NGV มากถึง 3 ถังขนาดใหญ่นั้น ก็เชื่อว่า มีการแบกน้ำหนักเพิ่มไม่น้อยกว่า 350 กิโลกรัมเลยทีเดียว

หากคำนวณรวมไปถึงผู้โดยสารที่รถตู้คันนี้สามารถบรรทุกได้ถึง 15 คนบวกกับน้ำหนักถังก๊าซ NGV อีก 3 ถังหรือประมาณ 350 กิโลกรัมนั้น ก็เท่ากับว่ารถตู้คันนี้บรรทุกผู้โดยสารประมาณเค้าข้าวไม่น้อยกว่า 20 คน

การที่บริษัทรถตู้โตโยต้าสร้างหรือออกแบบรถคันนี้มานั้นเชื่อว่า คงอยู่ในระดับการบรรทุกอยู่ในระหว่างประมาณ 12 คนก็น่าจะหนักพอสมควร และสามารถที่จะพาผู้โดยสารไปได้อย่างปลอดภัยถึงปลายทาง

แล้วกรมการขนส่งทางบกได้อนุมัติมาได้อย่างไร

การบรรทุกผู้โดยสาร นำน้ำหนักมารวมกันกับทาง ก๊าซ NGV แล้วเชื่อว่า น้ำหนักรถบรรทุกที่แบกเข้าไปนั้นคงจะยากในการควบคุมไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้งได้

ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ จะมีใครคิดกันหรือไม่ว่า การที่ใช้รถติดทั้งก๊าซ NGV จำนวน 3 ถังเข้าไปใส่ในรถพร้อมกับผู้โดยสารอีก 15 คนนั้นมันเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

เรื่องนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต้องออกมาพูด กับผู้สื่อข่าวใช้เวลาการพูดไม่น้อยกว่า 6-7 นาที และใช้ความเข้มแข็งที่จะกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการแก้ปัญหาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในครั้งต่อไป จนมีผู้เสียชีวิตมากมายขนาดนี้

แต่พลเอกประยุทธ์ คงลืมพูดในประเด็นเรื่องของการใช้รถตู้มาติดถังก๊าซ NGV นั้น มีอันตรายอย่างไรและต้องแบกน้ำหนักเพิ่มจนตัวรถนั้น ไม่สามารถควบคุมไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในช่วงเวลาฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัย

แม้ว่าพลเอกประยุทธ์ ไม่ได้พูดเรื่องนี้ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม ที่มีกรมการขนส่งทางบก ควรจะมีการเสนอเรื่องนี้ และมีการพิจารณาทบทวนกันถึงอันตรายของถังก๊าซ NGV ที่รถตู้แบกไปพร้อมกับผู้โดยสารอีก 15 คนเป็นไปได้หรือไม่

คำพูดหนึ่งของพลเอกประยุทธ์ บอกในทำนองที่ว่า รถตู้นั้นมีการบรรทุก 12 คนก็แย่แล้วอะไรประมาณขนาดนี้ มันเป็นเรื่องที่ควรจะหยิบยกมาพิจารณาร่วมกันถึงเรื่องของการติดตั้งถังก๊าซ NGV ใหม่

ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรมการขนส่งทางบก ควรจะมีการขยับและพิจารณาเรื่องนี้กัน

อย่างน้อยน้อยต้องคิดถึงว่า ประชาชนอีกเป็นจำนวนมากยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้รถตู้สัญจรไปมาอยู่ เนื่องจากว่าระบบการขนส่งชนในบ้านเรา ยังไม่มีความพร้อม

ดังนั้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควรจะมองเรื่องของความปลอดภัยเป็นพิเศษ กันอย่างเร่งด่วน ได้หรือไม่

ประเด็นสำคัญเรื่องของการบรรทุก 15 คนและการติดตั้งถังก๊าซ NGV คงต้องเร่งด่วน ที่จะทบทวนและเสนอยุติบทบาทรถก๊าซ NGV ที่เป็นรถตู้โดยสารกันอย่างรวดเร็วที่สุด มิฉะนั้นแล้วโศกนาฏกรรมที่จะเกิดขึ้นเชื่อว่ามีอีกมากมายแน่นอน

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

เทียบฟอร์ม”โอบามา”กับผู้นำไทย

101

นายปกครอง

ในช่วงเช้าของวันที่ 11 มกราคม 2560 ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศไทยปรากฏว่า ผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกา อย่าง นายบารัค โอบามา ได้ขึ้นปราศรัยกล่าวสุนทรพจน์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะลงจากตำแหน่ง ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ

สื่อระดับ CNN ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ได้ทำการถ่ายทอดสด เพื่อให้ ประชาชนจากทั่วโลกและสื่ออีกหลายหลายประเทศทั่วโลก ได้นำสุนทรพจน์ของ โอบามา ไปเผยแพร่

บรรยากาศที่น่าตกใจคือประชาชนที่มีความศรัทธา แห่เข้าไปฟัง การกล่าวสุนทรพจน์ เป็นจำนวนมากจนผู้ประกาศบอกว่า นี่คือครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด

ในขณะเดียวกันผู้ที่เข้าไปฟังการพูดครั้งสุดท้ายของ โอบามาในครั้งนี้ ได้มีการซื้อตั๋วราคาสูงพอสมควร เพื่อที่จะไปนั่งฟังคำสุนทรพจน์

แตกต่างกับประชาชนในบ้านเรา หลายคนเมื่อมีผู้นำเข้าไปพูด มักจะไม่เห็น หรือได้ยินข่าวว่า มีการซื้อตั๋วอะไรทำนองนี้เข้าไปดู มีแต่การเสียงเงินราคาสูงเพื่อซื้อตั๋วเข้าไปดูคอนเสิร์ตเสียมากกว่า

ในขณะที่ตรงกันข้าม ก็ยังมีข่าวหรือว่า มีการเกณฑ์คนให้ไปดูหรือไปต้อนรับด้วยค่าจ้างสูงพอสมควร

แต่โอบามา มีบรรยากาศไม่แตกต่างอะไรกับการจัดคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่เหมือนกัน มีประชาชนเป็นจำนวนมากส่งเสียงร้องด้วยความดีใจและปลาบปลื้มกับผู้นำ แสดงความยินดีก่อนที่จะลงจากตำแหน่ง

โอบามา ได้เริ่มต้นพยายามที่จะบอกว่า ให้ประชาชนนั้นฟังเสียงการปราศรัย จึงทำให้เหมือนมีมนต์สะกดประชาชนเป็นจำนวนมากเงียบลง

ผู้นำแห่งสหรัฐผู้นี้ ได้เริ่มต้นปราศรัยด้วยการพูดในทำนองที่ให้เกียรติกับ “ภรรยา” ที่เป็นสตรีหมายเลขหนึ่ง ซึ่งได้ปราศรัยไปก่อนหน้านี้แล้ว

หากเปรียบเทียบกับผู้นำหรืออดีตผู้นำของประเทศไทยดูแล้ว การเริ่มต้นปราศรัยให้เกียรติภรรยาดูเหมือนว่า เรามักจะไม่ค่อยได้ยินเท่าไหร่นัก

อดีตผู้นำบ้านเราเริ่มต้นการปราศรัยนั้น ไม่เคยพูดถึงภรรยา ซ้ำร้ายบางคนที่เคยเป็นผู้นำบ้านเราอย่างนายทักษิณ ชินวัตร ก็ยังหย่าร้างกับภรรยา และยังมีข่าวมัวหมองอีกหลายหลายเรื่องด้วยเหมือนกัน ตามข้อมูลแพร่ในสื่อต่างๆ ของเมืองไทยไปหลายต่อหลายครั้ง

โซเชียลมีเดียได้เผยแพร่ภาพต่างๆ กันอย่างชัดเจน

ในขณะที่ โอบามาเอง ก็พยายามจะบอกถึงเรื่องราวและผลงานต่างๆ ที่ตัวเองที่ได้ทำขึ้นมา โดยเฉพาะการยกกำลังไปตะวันออกกลาง รวมถึงภาวะเศรษฐกิจและความพยายามในการทำงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นในระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง

ก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า โอบามา ได้ลงจากตำแหน่งค่อนข้างจะสง่างาม แม้จะมีเรื่องไม่ดีบ้างโดยเฉพาะเรื่องของการเคารพสิทธิผู้อื่น กับการพยายามที่จะทำให้คนอื่นเคารพสิทธิของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน

แตกต่างกับผู้นำของประเทศไทย อดีตนายกรัฐมนตรีหลายหลายคน ที่ลงจากตำแหน่ง มักจะไม่มีความสง่างามเท่าไหร่นัก

ผู้นำบ้านเก่าหลายคนต้องใช้ปืน ใช้รถถังบังคับให้ลงจากเก้าอี้ผู้นำ และบางคนถึงขนาดว่าอยู่ในประเทศไทยไม่ได้โดยเฉพาะนายทักษิณ อีกเช่นกัน

ก่อนหน้านี้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งถูกปฏิวัติลงไป ก็อยู่ในตำแหน่งแบบไม่สง่างามเท่าไหร่นัก

เมื่อลงไปจากการเป็นผู้นำแล้วปรากฏว่า มีคดีติดตัวอีกมากมายโดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ล่าสุดยังต้องหาเงินมาชดใช้โครงการนี้ไม่น้อยกว่า 35,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วระหว่างผู้นำระดับโลก กับผู้นำบ้านเราดูเหมือนว่า ห่างชั้นกันเยอะ โดยเฉพาะผู้นำบ้านเรา พูดกันง่ายง่ายการลงจากตำแหน่งไม่สง่างาม มักจะถูกปืนจี้ลงและมีคดีตามมาอีกมากมาย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

น้ำท่วมใต้นักการเมืองอาชีพหายไปไหน

93

นายปกครอง

ประชาชนชาวใต้หลายจังหวัด ต้องประสบกับปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมครั้งยิ่งใหญ่ หนักหนาสาหัสมีความรุนแรงจนถึงขนาดชาวบ้านต้องไปรับความเดือดร้อนเป็นพื้นที่วงกว้าง พืชสวนไร่นาสัตว์เลี้ยง ทรัพย์สินภายในบ้าน เสียหายเป็นจำนวนมาก บางคนถึงขนาดต้องสังเวยชีวิตไปกับสายน้ำเลยทีเดียว

ทางรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเอง ก็พยายามที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงไปในพื้นที่ เพื่อดำเนินการแก้ไข บรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างเร่งด่วน

ปัญหาหลักๆ เลยนั้น คงเป็นเรื่องของธรรมชาติในภาคนี้ จะมีฤดูฝนมากกว่าฤดูอื่นๆ จึงทำให้ฝนกระหน่ำลงมาคราวใดประชาชนต้องหวาดเสียวเกรงว่าจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันขึ้นมา

อีกประการหนึ่งเรื่องของความสมดุลทางธรรมชาติจะขาดหายไปจากพื้นที่ บางส่วนที่สามารถอุ้มน้ำให้ชุมชื่นได้แต่กลับกลายเป็นว่าถูกดัดแปลง ให้เป็นแหล่งทำมาหากินของนายทุนโดยเฉพาะการปลูกปาล์ม ปลูกยางพาราเป็นต้น

จะไปโทษภัยธรรมชาติอย่างเดียวคงไม่ได้ สำคัญที่สุดคือ “มนุษย์” ที่ไปดัดแปลงธรรมชาติจนเกิดการขาดความสมดุล

โดยเฉพาะในเรื่องของการก่อสร้างสิ่งต่างๆ ให้ทำการกีดขวางทางน้ำไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโกรธสร้างถนนหนทางต่างๆ ที่ใช้สัญจรไปมา

ไม่ว่าใครขึ้นมามีอำนาจก็มักจะมีการอนุมัติ โครงการการก่อสร้างถนนทำนองนี้มากมายเต็มไปหมด ซึ่งบางโครงการไม่มีสถานที่ระบายน้ำและบางโครงการไม่คิดกันถึงอนาคตว่ามันจะกีดขวางทางน้ำด้วยหรือไม่

มีอำนาจเกิดจะพยายามอนุมัติงบประมาณ

นักการเมืองผู้เห็นแก่ได้บางคน ก็พยามกอบโกยโกงกินงบประมาณอนุมัติกันมั่วไปหมด จนทำให้เป็นต้นเหตุของการก่อสร้างที่กีดขวางทางน้ำกันขึ้นมา

จะไปพูดกันถึงเรื่องอดีตคงไม่มีประโยชน์เท่าไหร่นัก

แต่เวลานี้ ประชาชนตาดำๆ ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ กำลังจะจมน้ำตายอยู่แล้ว

คงจะหวังให้พลเอกประยุทธ์ ระดมภาคส่วนต่างๆ เข้ามาช่วยเหลืออย่างเดียว คงไม่ได้

คราวนี้คงต้องร่วมด้วยช่วยกันหลากหลายองค์กร ที่จะทุ่มกำลังใจกำลังทรัพย์ต่างๆ ลงไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับประชาชนในภาคใต้

หลายคนตั้งคำถามกันขึ้นมาว่า ทำไมนักการเมืองปากดี ระดับแกนนำม็อบ สร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมืองมากมายมหาศาลไม่เห็นมีใครระดมลงไปช่วยเหลือชาวบ้านให้เป็นข่าวเลย

สื่อมวลชนเป็นจำนวนมากเกือบพยายามที่จะจับตามองดูอยู่ว่า จะมีนักการเมืองคนไหนที่เคยพึ่งพาประชาชนด้านต่างๆ รวมไปถึงด้านคะแนนก็หายหัวไปกันหมด

การลงไปช่วยเหลือน้ำท่วมของนักการเมืองมืออาชีพ คงไม่ได้ผิดกติกาบ้านเมืองอะไร ซึ่งเชื่อว่าผู้ที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบันนี้ คงแยกแยะออกว่า นักการเมืองคนนั้นลงไปทุ่มเทช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจากความเดือดร้อน ไม่ใช่ลงไปสร้างความวุ่นวายอะไรแน่นอน

คงแยกแยะกันไม่ยากนัก

สื่อมวลชนเองก็พร้อมที่จะช่วยประชาสัมพันธ์ให้กับนักการเมือง ผู้ที่จะอาสาลงไปช่วยเหลือชาวบ้านยามเดือดร้อนอยู่แล้ว

หากสื่อมวลชนไม่สนใจ ฝ่ายของนักการเมืองเอง ก็สามารถสร้างสื่อขึ้นมาได้เพื่อที่จะบอกกล่าวให้สังคมรู้บ้างว่า นักการเมืองท้องถิ่น แต่ละคนนั้นไม่ทอดทิ้งชาวบ้าน

ในขณะเดียวกัน “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” อดีตพิธีกรชื่อดังของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 แม้ว่าจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีก็ตาม บุคคลผู้นี้ก็ยังลงไปในพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือหรือเป็นกำลังใจให้กับชาวบ้านยามเดือดร้อน

สังคมหลายคนคงมองว่า “สรยุทธ” ลงไปในพื้นที่นั้น คงไปดำเนินการทำหน้าที่ของตัวเองที่อดีตเคยทำมาก่อนคือไม่ทอดทิ้งพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมยามตกยาก

ทำไม นักการเมืองมืออาชีพที่มีฐานคะแนนเสียงเยอะแยะมากมาย จึงไม่ตั้งศูนย์เพื่อรับความช่วยเหลือจากประชาชนทั้งประเทศ เพราะอย่างน้อยๆ มีผู้นำที่เป็นนักการเมืองก็เชื่อว่า แรงศรัทธาที่เคยนำขบวนประชาชนไปเปิดช่วงนั้นก็เชื่อว่า สามารถนำขบวนประชาชนไปช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในน้ำได้อย่างแน่นอน

นี่แหละ นักการเมืองบ้านเรา หวังว่า หลายคนคงไม่ลืมประชาชนที่ถูกน้ำท่วม

Posted in นายปกครอง | Leave a comment