ล้านคนเชียร์ “ยิ่งลักษณ์” เล่นกฎหมู่มาขู่ถูกกฎหมาย

77

นายปกครอง

โครงการรับจำนำข้าวในอดีตที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้ปรากฏว่า เมื่อมาถึงยุคของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้มีนโยบายให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา กับโครงการนี้ ใครผิดก็ว่ากันไปตามผิด ใครถูกก็ว่ากันไปตามนั้น

บทสรุปของการตรวจสอบเรื่องนี้ ที่สำคัญที่สุดคือนางสาวยิ่งลักษณ์ นั้น ปรากฏว่า มีความผิดในเบื้องต้นที่จำเป็นต้องมีการนำทรัพย์สินมาคืนให้กับรัฐมากมายกว่า 37,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ยิ่งนานวัน ดูเหมือนว่า การพิสูจน์ความจริง จะเป็นไปในทางที่เรียกว่า กระทำการโดยมิชอบ เริ่มปรากฏเห็นได้ชัดมีผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดหลายรายด้วยกัน โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้

แนวทางสำคัญของการต่อสู้ฝ่ายของนางสาวยิ่งลักษณ์ ดูเหมือนว่า ในระยะหลังนี้มีการพยายามที่จะดำเนินการต่อสู้ในรูปแบบต่างๆ

แต่การต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมนั้นดูเหมือนว่า จะไม่ออกไปในทางที่ดีสำหรับนางสาวยิ่งลักษณ์ เท่าไหร่นัก

จนกระทั่งล่าสุดแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคน ได้ออกมาพยายามที่บอกว่า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของความถูกต้องที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้กระทำไป เพื่อที่จะทำให้ชาวนาทั้งประเทศมีความสุข และอยู่ดีกินดีสมกับเป็นกระดูกสันหลังของชาติเลยทีเดียว

หากมองถึงแง่มุมของชาวนา คงไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น ก็คือชาวนาที่ผ่านมาขายข้าวได้ราคาดี เท่านั้นเอง

ซึ่งในปัจจุบันนี้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการให้ข้าวเปลือกของชาวนาสูงได้ถึงตันละ 15,000 บาท

ทั้งหมดนั้นมันก็เป็นกลยุทธ์สำคัญ ที่รัฐบาลในยุคนั้น พยายามที่จะเอาใจชาวนา ทุ่มเทงบประมาณเป็นจำนวนมาก เพื่อซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่สูง ตามนโยบายรัฐบาลของตนเองกำหนดเอาไว้

ไม่ว่าการซื้อข้าวในแต่ละครั้งจะมีการสอดแทรกที่เรียกว่าโควตาลม ไปจนถึงข้าวเน่าผสมปนเปมั่วกันไปหมดแต่ก็จ่ายงบประมาณในราคาตันละ 15,000 บาท การสร้างตัวเลขว่ามีการส่งข้าวออกไปขายต่างประเทศซึ่งมีการกระทำอย่างครบวงจรไปในทางที่มิชอบ

จึงไม่แปลกหากรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ ขยับดำเนินการอะไรไป เพื่อให้เกิดความถูกต้องและคนที่กระทำความผิดในครั้งนี้จะต้องถูกลงโทษ

แต่วิธีการตอบโต้ก็เกิดขึ้นด้วยเหมือนกัน เมื่อมีการนำพยายามที่จะไปกระตุ้นชาวนา ให้มองเห็นการทำงานที่เหมือนกับว่าไม่ได้มีการเอาจ่ายชาวนา โดยกลุ่มแกนนำต่างๆการพยามที่จะเปรียบเทียบให้เห็นกันอย่างชัดเจน

จุดอ่อนในปัจจุบันชาวนาขายข้าวได้ตันละประมาณ 6,000-7,000 บาทเท่านั้น มันก็เป็นเรื่องที่เรียกว่า นำประเด็นนี้ไปพูดแล้ว มันสามารถกระตุ้นให้กับชาวนาได้ก่อขึ้นมาเป็นม็อบได้เหมือนกัน

แต่พลเอกประยุทธ์ ก็พยายามที่จะบอกแล้วว่า อยากจะฝากถึงประชาชนที่เกิดการเข้าใจผิดนั้น ให้นึกถึงความมั่นคงของประเทศ การออกมารวมตัวกันนั้น ก็ต้องถามประชาชนทั้งประเทศว่า รับได้หรือไม่ จะรักใครชอบใครก็รักไป แต่ไม่เห็นว่า ต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน หรือเสียหายเลยเพราะกระบวนการยุติธรรม ของบ้านเราก็มีอยู่ก็ต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่ปลุกระดมให้ประชาชนต่างๆ ต้องคำนึงถึงข้อกฎหมายที่มีอยู่ด้วย รัฐบาลก็คงดำเนินการตามกฎหมายอย่างไม่ยกเว้นกับผู้ที่กระทำผิดด้วย

กฎหมู่ จะต้องอยู่เหนือกฎหมายได้อย่างไร คงต้องพิจารณาดูกันเองแล้วว่า หากกระบวนการยุติธรรม พิจารณาแล้วมีผลทำให้ ฝ่ายถูกกล่าวหาว่า พ้นจากการกระทำความผิด ก็รับกับกระบวนการยุติธรรมที่พิจารณาความผิดตรงนั้นได้

แต่ถ้ากระบวนการยุติธรรมพิจารณาแล้วพบว่าผู้ที่เคยมีอำนาจมีการกระทำความผิด จะต้องถูกลงโทษตามกติกาที่กำหนดเอาไว้ บุคคลที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นอันว่า รับเรื่องนี้กันไม่ได้ หลายคนก็พยายามปลุกระดม ให้ประชาชนมาเป็นเครื่องมือ เขย่าหรือขับไล่รัฐบาลชุดนี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คงไม่แตกต่างอะไรกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กระทำความผิดกรณีที่ดินย่านรัชดา กระบวนการยุติธรรมได้พิจารณาแล้วว่า มีมูลความผิดต้องลงโทษให้จำคุก 2 ปีสุดท้ายก็เป็นเรื่องที่เรียกว่า ยอมรับในกระบวนการยุติธรรมที่ตัดสินไม่ได้ หนีไปอยู่ต่างประเทศ

แนวทางนี้น่าจะคล้ายๆ กัน

นางสาวยิ่งลักษณ์มีความผิดก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ต้องถูก กล่าวหาว่า เป็นฝ่ายที่กลั่นแกล้งกัน จบลงที่ยอมรับกันไม่ได้


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

ตำรวจน่าจะสำนึกนำผู้ต้องหาแถลงละเมิดสิทธิ

69

นายปกครอง

เรื่องของการละเมิดสิทธิ ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า ตำรวจจะกล้าทำ จนเป็นต้นเหตุให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาปรามในลักษณะที่ว่า ห้ามนำถูกกล่าวหามานั่งแถลงข่าว โชว์สื่อมวลชน กันอีก

หลายต่อหลายครั้ง ที่เป็นเรื่องใหญ่ๆ ตำรวจมักจะไม่เข้าใจเรื่องของการละเมิดสิทธิ ด้วยกันนำผู้ถูกกล่าวหา มานั่งแถลงข่าวกันอยู่เป็นประจำ

เหตุผลที่แถลงข่าว มีอยู่เรื่องเดียวคือต้องการสร้างเป็นผลงาน บนความละเมิดสิธิของคนอื่นนั่นเอง

ตำรวจมีความเชื่อว่า การแถลงข่าว จะทำให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงหรือเจ้านาย ได้เห็นผลงานว่าพื้นที่ของตัวเอง หรือบุคคลคนนั้น มีผลงานอย่างชัดเจน เพื่อจะได้มีผลต่อการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งในครั้งต่อไป

แต่ตำรวจไม่ยอมเข้าใจว่าการนำ ผู้ถูกกล่าวหา มาแถลงข่าว เท่ากับ เป็นการประจานว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่กระทำความผิดอย่างชัดเจนแล้ว

แต่นั่นคือการละเมิดสิทธิ อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะผู้ต้องหาที่ยังไม่ถูกศาลตัดสินหรือยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการยุติธรรมพิจารณา เป็นเรื่องที่ยังถือว่า เป็นผู้บริสุทธิ์

ตำรวจตระหนักถึงเรื่องนี้บ้างหรือไม่

หนักไปกว่านั้น ผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นลักษณะที่ว่า ใช่ตัวจริง หรือไม่ใช่ตัวจริงก็ไม่รู้ ก็จะนำมาโชว์ให้กับผู้สื่อข่าวเขียนสุดท้ายกลายเป็นแพะรับบาป ซึ่งคดีต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นเยอะแยะมากมายยังไม่มีใครแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นในลักษณะนี้ได้

วิธีการของตำรวจ เมื่อจับกุมผู้ต้องสงสัยมาได้แล้ว มักจะพยายามรวบรวมหลักฐานได้ในระดับแค่เบื้องต้น

หลังจากนั้นก็จะโทรศัพท์หรือติดต่อกับผู้สื่อข่าว ให้เข้ามาร่วมฟังการแถลงข่าว โดยมีนายตำรวจระดับนายพล บางครั้งมีนายตำรวจระดับพลตำรวจเอกเสียด้วยซ้ำไป ที่ไปชักแถวนำตำรวจที่เป็นผู้ปฏิบัติมายืนร่วมกันแถลงข่าวอย่างไม่เกรงกลัวว่า จะละเมิดสิทธิ เลยทีเดียว

ที่หนักไปกว่านั้นคือ การนำผู้ถูกกล่าวหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ จนทำให้ผู้ถูกกล่าวหาคนนั้น ได้รับอันตรายแทบจะเอาชีวิตไม่รอดก็มี

น่าจะไว้ทุกข์ไว้อะไรให้กับตำรวจเสียเหลือเกิน ที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้เมื่อนำผู้ถูกกล่าวหาไปแต่ละครั้ง ผู้ถูกกล่าวหาถูกรุมประชาทัณฑ์ เพราะความเชื่อตามตำรวจว่า บุคคลผู้นี้เป็นผู้ที่มีความผิดตามข้อกล่าวหาแล้ว

ประชาชนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็คิดว่า นายคนนี้คือโจรอย่างแท้จริง จึงช่วยกันรุมประชาทัณฑ์ พร้อมกับทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ ตำรวจรู้ดีว่า การนำผู้ต้องหาพวกนั้น ไปจุดเกิดเหตุก็ย่อมมีเรื่องที่จะบานปลายขึ้นมาได้

เมื่อพลเอกประยุทธ์ ออกมาปรามหนักๆ ในลักษณะนี้ พร้อมสั่งการให้มีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของการแถลงข่าว

ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นจริงๆโดยตำรวจหลายพื้นที่ก็พยายามที่จะไม่นำ ผู้ถูกกล่าวหามาให้สื่อมวลชนเห็นมีเพียงของกลางบางส่วนเท่านั้น

นี่แหละหาผู้ใหญ่ไม่มีการพูดถึงเรื่องราวทำนองนี้กันก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

ดีใจนายกฯดันเด็กไทยให้รู้ภาษาอังกฤษ

46

นายปกครอง

หลายยุค หลายสมัย ผู้บริหารประเทศ ก็มีความพยายามจะพัฒนาในเรื่องของระบบการศึกษาไทย แต่ดูเหมือนว่า จะ “เกาไม่ค่อยจะถูกที่คัน” กันเสียเท่าไหร่นัก มักจะมีเรื่องคอรัปชั่นเข้ามาสอดแทรกระบบการศึกษาไทยตลอดเวลา

ดูอย่างรัฐบาลก่อนหน้านี้ มีเรื่องเกี่ยวกับแท็บเล็ตบ้าง เรื่องเกี่ยวกับอุปกรณ์การศึกษา เรื่องเกี่ยวกับสนามกีฬาต่างๆ ดำเนินการทุจริตกันแบบเป็นขบวนการ

จึงไม่แปลกที่ทำให้เด็กไทยนั้น ถูกมองว่า ไม่มีการศึกษาที่ดีพอ น่าอายแม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศด้วยกัน โดยเฉพาะคำว่า เด็กไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัดมันเป็นเรื่องที่น่าตลกสิ้นดี

มาในยุคนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงเร่งดำเนินการให้เน้นในเรื่องของระบบการศึกษากันให้มากขึ้น และจะต้องดีขึ้นกว่าการศึกษาที่ผ่านๆ มา

พลเอกประยุทธ์ จะให้เน้นในเรื่องของภาษาต่างประเทศเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งใครจะว่าดัดจริตอะไรท่านก็ยอมแล้วในคราวนี้

นายกรัฐมนตรี ผู้นี้ ยังระบุด้วยว่า จริงๆ แล้วอนาคตไม่อยากให้เด็กไทยไม่รู้ภาษาอังกฤษ และไม่อยากให้โง่แบบตนเองเสียด้วยซ้ำไป

มาตรการที่เข้มไปกว่านั้น คือผู้ที่ต้องการสอบบรรจุเข้ารับราชการ จะต้องมีการสอบภาษาอังกฤษกันด้วย มิฉะนั้น จะทำให้ข้าราชการบ้านเราอับอายหลายๆ ประเทศอย่างแน่นอน เพราะข้าราชการบ้าง เป็นจำนวนมากพูดหรืออ่านภาษาอังกฤษไม่ได้

ในความจริงแล้ว หากเราเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น กัมพูชา ลาว รวมถึงประเทศพม่า บ้านเรานั้นมีจุดด้อยในเรื่องของภาษาอังกฤษอย่างมาก

ภาษาอังกฤษนี้ มีความสำคัญ แม้กระทั่งประเทศกัมพูชาเอง เรายังต้องยอมแพ้ ยกตัวอย่างเรื่องของการประชุม หลายแห่ง ไม่ได้มีการใช้ภาษาถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเอง แต่จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แม้กระทั่งคนขับรถ เป็นจำนวนมาก ที่เก่งภาษาอังกฤษ

ถ้าเป็นกลุ่มธุรกิจด้วยแล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่า จะใช้ภาษาอื่นๆ นอกจากภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่ ใช้ในการติดต่อเป็นหลัก

มันเป็นเรื่องน่าอายจริงๆ หากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หรือคนไทยไปประชุมกับประเทศกัมพูชาแล้ว เกิดการพูดภาษาอังกฤษไม่ได้

แต่เมื่อถามถึงคนในกระทรวงศึกษาก็ได้รับคำตอบอีกเช่นกันว่า การทุจริตคอรัปชั่นนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่จะดึงหรือถ่วงระบบการศึกษาของไทย ไม่ให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้

แต่ประเด็นหนึ่งที่ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดเลย คือภายในกระทรวงฯ เอง ที่มีผู้บริหารจำนวนมากมายนั้น ในความเป็นจริงแล้วหลายคนไม่ได้รับรู้เรื่องระบบของโรงเรียนต่างๆ ที่จะพัฒนาอะไรเท่าไหร่นัก จึงทำให้ “เกาไม่ถูกที่คัน” นั่นเอง

ผู้บริหารสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง บอกว่า ระบบการศึกษาของไทยส่วนหนึ่ง คนที่เข้าไปกำหนดนโยบายในกระทรวงนั้น ไม่ได้มาจากโรงเรียนหรือสถานการศึกษาต่างๆ หลายจะเกษียณอายุราชการในกลุ่มของผู้บริหารโรงเรียนนั้น มักจะจบอายุราชการอยู่ที่ตำแหน่งผู้อำนวยการแต่ละสถาบันเท่านั้น

ส่วนผู้ที่กำหนดนโยบายในระดับกระทรวงนั้น ก็เป็นผู้ที่มาจาก สายงานการบริหารระดับจังหวัดหรือบางคนก็ติดตามนักการเมืองเข้ามาบริหารภายในกระทรวงเท่านั้น

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ควรจะเปิดโอกาสให้ ผู้บริหารแต่ละโรงเรียน หรือบางโรงเรียน ได้เข้ามาร่วมกันกำหนดนโยบายต่างๆ ในกระทรวง ให้ตรงจุดความต้องการของระบบการศึกษาไทยเหมือนกัน

ระบบการศึกษาไทยที่สำคัญที่สุดคือในเรื่องของการรอบรู้ด้านภาษา  ไม่มีการพัฒนาตรงนี้มากมายเท่าไหร่นัก

ตลอดระยะเวลาการศึกษาของเด็กๆ นั้น มักจะไปทุ่มทางด้านวิชาการอื่นๆ เสียมากกว่าเรื่องของภาษา เช่น ระบบการอบรมสัมมนา การเดินทางออกนอกสถานที่ เป็นต้น

เอาง่ายๆ ระบบการศึกษาไทย ที่มีครูสอนภาษาอังกฤษเลยในระดับประถม โดยเฉพาะโรงเรียนในชนบท ค่อนข้างจะหายากเต็มทน

อัตราส่วนถ้าเปรียบเทียบกันแล้วในบางโรงเรียน จะมีครูภาษาอังกฤษเล็กน้อยเท่านั้น หรือบางโรงเรียน อาจจะไม่มีเลยโดยเฉพาะโรงเรียนระดับประถม

หากมองในแง่ของการพัฒนาด้านการภาษาจริงๆ แล้ว ทาง พลเอกประยุทธ์ ควรจะมีการให้ความสำคัญกับบุคลากรที่เข้าไปสอนเด็กๆ ควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ระดับอนุบาล ระดับประถม เพื่อให้เกิดรักการอ่าน โดยเฉพาะ รวมไปถึงการทุ่มเทบุคลากรที่มีความรู้เรื่องของภาษาต่างๆ ที่ทั่วโลกใช้กันโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ

หลังจากนั้น ควรจะมีการทุ่มเทพัฒนาในเรื่องของการรอบรู้เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ ต่อด้วยระบบการพัฒนาด้านจิตใจของมนุษย์ รวมไปถึงให้เด็กนักเรียนมีการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้อย่างไร ให้เกิดความสุขเอื้อเฟื้อไม่ต้องเบียดเบียนผู้อื่น

สุดท้าย ความสำคัญของการตั้งเป้าหมายระบบการศึกษานั้น ควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ เรื่องของการเอาชนะประเทศเพื่อนบ้านกัน ให้ได้เสียก่อน

หลังจากนั้นค่อยพัฒนาเพื่อสู่ระดับทวีปและระดับโลกเป็นลำดับสุดท้ายซึ่งเพียงเท่านี้เอง เชื่อว่า เด็กไทยไม่อายชาวโลกอย่างแน่นอน


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

คุมเข้มแรงงานต่างด้าวส่งผลดีไม่มีส่วย-ค้ามนุษย์

38

นายปกครอง

หากมาพูดกันถึงเรื่องแรงงานต่างด้าวในบ้านเรา ต้องยอมรับกันว่า มีเป็นจำนวนมากที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหลายล้านคน ในบางจังหวัดถึงขนาดขั้นว่า คนไทยเจ้าของประเทศ ไม่กล้าที่จะเข้าไปยุ่งกับแรงงานพวกนี้เลยทีเดียว บางคนทำตัวเหมือนเจ้าของประเทศ ยึดเป็นอาณาจักรของตัวเอง โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรสาคร

จุดนี้เอง จึงทำให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องใช้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว มาบังคับใช้ให้เข้มงวดมากขึ้น

หากปล่อยไว้ให้เป็นเช่นนี้ต่อไป โดยไม่มีการแก้ไข เชื่อว่า ส่งผลกระทบให้กับประเทศอย่างมากมายหลายด้าน

“ความมั่นคง” ปฏิเสธกันไม่ได้เลยทีเดียว เคยได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนบอกว่า จ้างคนมาทาสีตบแต่งอาคาร ที่มีข้อมูลความลับของประเทศไม่ว่า จะเป็นสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือหน่วยงานใดก็ตามที่เกี่ยวกับความมั่นคง ปรากฏว่า ผู้รับเหมารายนั้นไม่มีแรงงานในบ้านเรา ใช้แต่แรงงานประเทศเพื่อนบ้าน

สมมุติว่า เพื่อนบ้านต้องการที่จะหาข่าวความลับเกี่ยวกับยาเสพติด ได้ส่งหน่วยสอดแนม ปลอมตัวเข้ามาเป็นคนงาน มารับทาสีตบแต่งอาคาร หรือทำอะไรก็ได้กลายเป็นว่า มาเจาะล้วงความลับในบ้านเรา ทำให้สั่นคลอนความมั่นคงแน่นอน

“ค้ามนุษย์” เมื่อแรงงานเข้ามาในบ้านเรานั้น เป็นไปอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายเกิดจะสมควรให้กับประเทศที่เจริญแล้วโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามองว่า บ้านเรามีเรื่องการค้าแรงงานเถื่อนเข้ามาเป็นจำนวนมาก พร้อมกับมีเจ้าที่บางคนให้การสนับสนุนเรื่องของการค้ามนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจบางคน และทหารบางคน รวมถึงฝ่ายปกครองบางคนด้วย

การค้าแรงงานเถื่อนนั้น ก็เท่ากับว่านำแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาโดยมีการเอารัดเอาเปรียบจึงทำให้เราถูกขึ้นชื่อว่า เป็นผู้ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษไม่หลุดจากคำว่า “เทียร์2″ ได้เลย

“ส่วย” การลักลอบนำแรงงานเถื่อนมาบ้านเรา ก็ต้องมีการจ่ายผลประโยชน์ให้กับเจ้าหน้าที่บางคนโดยเฉพาะตำรวจ เมื่อมาอยู่ในบ้านเราแบบหลบหลบซ่อนๆ ก็ต้องจ่ายผลประโยชน์ให้กับตำรวจบางคนที่ไปพบแรงงานเถื่อน กลายเป็นวงจรอุบาทว์ ขึ้นมาอีก

ดีแล้วที่ พลเอกประยุทธ์ ตระหนักถึงเรื่องนี้ พร้อมกับกำชับให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างจริงๆจังจัง รวมถึงผู้ที่จะใช้แรงงานต่างด้าวนั้น เกิดต้องทำให้ถูกต้องตามกติกาเหมือนกัน

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดครั้งนี้ เจ้าของกิจการหรือผู้ที่นำแรงงานเถื่อนมาใช้นั้นมีโทษหนักจนทำให้หลายฝ่ายเกิดความเกรงกลัวในเรื่องของการปรับ จะต้องดำเนินการอยู่ระหว่าง 400,000-800,000 บาทเลยทีเดียว หากพบผู้กระทำผิดขึ้น

บรรยากาศในตอนนี้ จะมีแรงงานเป็นจำนวนมาก เริ่มทยอยเดินทางกลับประเทศถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเอง กันเป็นจำนวนมากแล้ว

ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็เชื่อว่า บรรดาผู้ที่ใช้แรงงานต่างด้าวนั้น ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกแน่นอนเพราะต้องมาใช้แรงงานภายในประเทศ

การใช้แรงงานภายในประเทศนี้ ย่อมเกิดผลดีไม่น้อยเหมือนกัน จะได้เพิ่มรายได้ให้กับประเทศที่ไม่ต้องจ้างแรงงานต่างด้าว ที่เข้ามาขุดทองบ้านเราแล้วขนเงินออกจากบ้านเราไป

ดังนั้น นโยบายตรงนี้ ต้องเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า หากมองถึงระยะยาวไม่เกรงอกเกรงใจคนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะบ้าน คนที่มีฐานะและเจ้าของกิจการ ส่งผลดีต่อประเทศบ้านเรายังไม่แน่นอน

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

หยุด “ทักษิณ” กับยุคประชาธิปไตยจอมปลอม

48

นายปกครอง

การบริหารประเทศภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ดูเหมือนว่า จะถูกต่อต้านและเรียกร้องให้เกิดประชาธิปไตยมากขึ้น และต้องรวดเร็วกว่านี้ ยิ่งนานวันก็ยิ่งเพิ่มความถี่ในการเรียกร้องเรื่องนี้มากขึ้น

ตอนนี้การทำงานก็ทำกันอยู่จะรีบเร่ง จะมาเรียกร้องอะไรกันอีก เมื่อเปรียบเทียบในการบริหารประเทศ จากรัฐบาลพวกพ้องของกลุ่มอำนาจที่เรียกว่า ตนเองมาตามครรลองของประชาชน แลตามหลักประชาธิปไตย

ต้องตั้งคำถามย้อนไปกับกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมานี้ว่า ทำไมในสมัยที่นายทักษิณ ชินวัตร หรือเครือข่ายของนายทักษิณ ได้ขึ้นบริหารประเทศ ทำไมจึงไม่ทำตามประชาธิปไตยให้เป็นประชาธิปไตย 100% กันให้ได้

ต้องตั้งคำถามต่อไปกันอีก ว่าประชาธิปไตย ยุค “ทักษิณ” มีอำนาจ จะกระทำอะไรนั้น จะต้องมีการเผาบ้านเผาเมืองกันประกอบฉากที่เรียกว่าประชาธิปไตยยังงั้นหรือ

บ้านเมืองอยู่กันอย่างสงบสุขนั้น ทำกันไม่ได้ แต่ต้องเผาเมือง จึงจะเรียกว่า สงบสุขเป็นประชาธิปไตย 100% อย่างนั้นหรือ

คงต้องถามซ้ำๆ กันทำรองนี้อีก

เมื่อย้อนอดีตไปในครั้งนั้น มันรู้สึกแปลกๆ ขัดกันโดยสิ้นเชิง กับความพยายามเรียกร้องประชาธิปไตยในยุคนี้

ดูเหมือนว่า มันขัดกับความเป็นจริง ในยุคของ “ทักษิณ” บริหารประเทศ ไม่รู้ว่า ไปเรียนมาจากใช้ตำราเล่มไหน

หรือว่าประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้นนั้น มันต้องเริ่มต้นกันด้วยการเผาบ้าน เผาเมือง

ตัวอย่างให้เห็นกันอย่างชัดๆ กรณีนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง พร้อมทีมงานกลุ่มที่เรียกว่า เสื้อแดง ได้ไปทำการปิดล้อมโรงแรมที่เมืองพัทยา จนไม่สามารถที่จะประชุมกันที่เรียกว่า ระดับนานาชาติได้

บรรยากาศในตอนนั้น อยากให้มองถึงว่า หากมีชาวต่างชาติเข้ามาร่วมประชุมได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นมันเป็นเรื่องของความเจริญก้าวหน้าของบ้านเราไม่ใช่หรือ..?

แต่ทำไมผู้ที่เรียกตัวเองว่า เป็นประชาธิปไตยจึงต้องไปล่วงละเมิดมากมายกันขนาดนั้น ด้วยการปิดล้อมโรงแรมโชคดีที่ยังไม่ได้มีการเผาบ้านเผาเมืองเท่านั้นเอง

แต่โชคร้ายคือผู้นำประเทศต่างๆ ไม่สามารถที่จะเดินทางมาร่วมประชุมได้จนต้องยกเลิกการประชุมในครั้งนั้นไป

ต้องตั้งคำถามกันต่อไปอีกว่า มาถึงยุคนี้กลุ่มของนายทักษิณ ที่มองหน้าก็รู้ว่า คนกลุ่มนี้อยู่สีอะไรยังต้องมีหน้าหรือมีบทบาทสำคัญหรือให้ความสำคัญในการเรียกร้องประชาธิปไตยกันอย่างนั้นหรือ ..?

ดูเหมือนว่า ความอดทนของผู้ที่แอบอ้างเป็นประชาธิปไตย 100% อยากได้ระบบการปกครองที่มาจากประชาชนไม่ต้องการทหาร มาเป็นเผด็จการ หรือถือเอาวุธปืนคอยจ้องว่า ใครจะกระทำความผิด

คำตอบที่หากันได้ไม่ยาก คงเป็นเรื่องของบุคคลผู้นี้ ยังจะมีบทบาทสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประชาชนได้อีกอย่างไร

ความไม่รู้จักละอายตัวเอง ยังเกิดเพิ่มมากขึ้น ด้วยการใช้โซเชียลมีเดีย เผยแพร่คำพูดของนายทักษิณ สมัยที่ยังมีอำนาจอยู่พูดออกมาในทำนองที่ว่า หากเขาพัฒนาประเทศก็เชื่อว่า มีความเจริญมากกว่ารัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน

ทำไมตอนที่คุณมีอำนาจ มีสิทธิ์ในการบริหารประเทศ แต่ทำไมถึงไม่ทำ

นอกจากนี้ ยังมีข้อครหาเกี่ยวกับเรื่องการโกงกินบ้านกินเมืองกันทำนองนี้อีก

แม้กระทั่งวันหยุด ยังให้ข้าราชการทำงานกันได้ จะเห็นได้จากกรณี ที่ดินย่านรัชดาก็ยังเปิดให้ทำธุรกรรมกันเพื่อผลประโยชน์ของเครือญาติ มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหรือ

กระบวนการยุติธรรมที่คุณบอกเคารพนับถือ ถ้าตัดสินไปในลักษณะที่ว่า คนอื่นฝ่ายตรงข้ามกระทำความผิดนั้นคุณสรรเสริญเยินยอ

แต่กระบวนการยุติธรรมอีกมุมหนึ่ง ที่ตัดสินให้นายทักษิณ ติดคุกสองปี คุณกลับไม่มีการยอมรับในเรื่องนี้กันมันคืออะไรกันแน่

ในความเป็นจริง แล้วประชาชนอีกเป็นจำนวนมากเชื่อว่า คิดเป็น คิดได้กรณีของนายทักษิณ ไม่ยอมรับกฎกติกาของบ้านเมืองตัดสินให้ตัวเองติดคุก แต่กลับไม่ยอมรับหนีไปอยู่ต่างประเทศ

อย่างนี้หรือคือคนที่เคารพกฎกติกาของบ้านเมือง

อยากจะเปรียบเทียบกับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองเหมือนกัน ถูกศาลสั่งจำคุกสุดท้าย นายชูวิทย์ กล้าพอที่จะเดินหน้าเข้าไปยอมรับโทษตามกฎกติกาบ้านเมือง ได้กำหนดเอาไว้

ในที่สุด นายชูวิทย์ ก็หลุดผลโทษออกมาอยู่ในสังคมได้ตามปกติ

แต่นายทักษิณ นั้น หนีออกไปอยู่ต่างประเทศหากยอมรับโทษเชื่อว่า ปานนี้นายทักษิณ ก็ได้เล่นการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย หรือทหารคงไม่ต้องปฏิวัติกันแล้ว

อยากฝากแง่คิดสำคัญ สำหรับการปกครองประเทศหรือการเรียกร้องใดๆ นั้น ควรจะมีขีดหรือข้อจำกัดและมีความอดทนจะต้องรอคอยกติกาใหม่กันขึ้นมาบ้าง มิฉะนั้นแล้วเชื่อว่าในอนาคตบ้านเรามีเผาบ้านเผาเมืองอีกแน่นอน


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

“ป๋าลอ-เกรียงไกร” จากคุก-วัดบวชเป็นพระ

81

นายปกครอง

บทเรียนครั้งสำคัญของ พลตำรวจโทชลอ เกิดเทศ ที่เคยมีชื่อเสียงระดับประเทศสูงสุดไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่การงานไปจนถึงนายกสมาคมฟุตบอล แห่งประเทศไทย แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นบวชอยู่ที่วัด

เช่นเดียวกับนายเกรียงไกร เตชะโม่ง หากเปรียบเทียบกับคนสู่ชีวิตในชนบทแล้วเค้ามีโอกาสมากที่สุดที่สามารถได้เข้าไปทำงานในพระราชวังของกษัตริย์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ได้ แต่สุดท้ายก็ต้องถูกจับเข้าเรือนจำในก็หาไปโจรกรรมเครื่องเพชรซาอุดีอาระเบียมาโชคชะตาอย่างร้ายแรงไปกว่านั้นสุดท้ายก็ต้องหันหน้าเข้าวัดบวชเป็นพระมานานกว่าหนึ่งปีเช่นกัน

คงต้องชีวิตของ พระเกรียงไกร กันก่อน ในปัจจุบันนี้ได้บวชอยู่ที่วัดท่ามะเกว่น อ.เถิน จ.ลำปาง มาได้หนึ่งปีเศษแล้ว เป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าไปเสี่ยงโชคที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ด้วยการขายแรงงานเหมือนคนไทยคนอื่นด้วยเหมือนกัน

แต่โอกาสดีสำหรับ “เกรียงไกร” นั้น ได้ ได้รับการแจ้งมาว่าในสำนักพระราชวังของกษัตริย์ไฟศาลแห่งประเทศซาอุดีอาระเบียต้องการแรงงานคนไทยหนึ่งคน เข้าไปทำงานในพระราชวังของเจ้าชายไฟซาล

ในระยะแรกของการทำงานคนไทยคนนี้ เป็นคนที่มีความขยันอย่างมากๆ จนเป็นที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปทำความสะอาด ทุกซอก ทุกมุม ของพระราชวัง แม้กระทั่งห้องเก็บเครื่องเพชร

แต่ “เกรียงไกร” ดันไปสร้างความเสื่อมเสียด้วยการ โจรกรรมเครื่องเพชรซาอุฯ กลับมาบ้านเรา เสียอีก

83

จนกระทั่งทางการไทยแต่งตั้งให้พลตำรวจโทชลอเป็นผู้ที่รับผิดชอบไล่ล่าโจรพูดนี้ ซึ่งก็หนีไม่รอด ไปจับตัวมาดำเนินคดีพร้อมกับนำของกลางเครื่องเพชรบางส่วนกลับคืนมาได้

“เกรียงไกร” ติดคุกเพียงสองปีเศษเศษเท่านั้น เมื่อออกจากเรือนจำ มีข่าวพาดพิงมาตลอดอยู่อย่างไม่เป็นสุข แม้กระทั่งเคยยอมไปกราบเท้าอุปทูตที่คนไทยรู้จักกันว่า “โคจา” เรื่องนี้ก็ยังไม่จบ

จนต้องหันหน้าเข้าหาวัดบวชเป็นพระ ในวันที่บวชนั้นปรากฏว่า “ป๋าลอ” เพิ่งพ้นโทษออกมา ได้ไปร่วมงานบวชด้วย คู่นี้ ไม่เคยเจอกันมานานกว่า 20 ปีตั้งแต่ที่ “เกรียงไกร”ถูกจับ จนพ้นโทษออกมา

คำถามแรกที่ “เกรียงไกร” ถามคือ จระเข้ ยังอยู่ไหม อะไรช่างจะตรงกับข่าวลือเหลือเกิน ที่บอกว่า “คุ้มพระลอ” จ.ตาก มีการเลี้ยงสัตว์ดุร้ายเป็นจำนวนมาก ทั้งหมี จระเข้

เมื่อจับคนร้ายมาได้ก็จะนำตัวไปปล่อยอยู่กับสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น เพียงเท่านี้เองก็ยอมรับสารภาพกันเสียหมดสิ้นซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่าเกรียงไกลทำไมต้องเริ่มต้นด้วยคำถามว่าจระเข้ยังมีอยู่หรือไม่

ซึ่งพลตำรวจโทชลอหัวเราะลั่นเลยทีเดียว พร้อมกับบอกว่า ไม่มี ให้ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ ไปหมดแล้ว แต่ถ้าวัด พระเกรียงไกร อยากจะนำมาเลี้ยง ก็พร้อมที่จะนำมาปล่อยให้

84

ทั้งคู่ เหมือนไม่เคยโกรธกัน ถามสารทุกข์สุกดิบ ปะปนไปกับแนวตลกขบขัน อีกด้วย

“เกรียงไกร” ต้องประสบกับมรสุมชีวิตร้ายๆ ก่อนที่จะบวชเป็นพระ ชนิดที่เรียกว่าเฉียดตาย แม้กระทั่งการเข้าไปล่าสัตว์ในป่ากับเพื่อน ก็ยังถูกเพื่อนยิงด้วยปืนแก๊บโชคดีกระสุนนั้นหมดแรงเสียก่อน แค่ทะลุเสื้อผ้าไปเท่านั้นเองจึงรอดมาได้ราวกับปาฏิหาริย์

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของอุบัติเหตุเมื่อซื้อรถคันใหม่มาได้ไม่นานก็ไปชนกับรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้ากลางคันอย่างจังจนทำให้เสียค่าซ่อมรถหลายแสนบาทแต่ชีวิตก็รอดมาได้เฉียดตายด้วยเหมือนกัน

ในฝ่ายของ “ป๋าลอ” สาเหตุที่บวชนั้น ก็คงมีหลายเรื่องร้ายมาเยือนด้วยเหมือนกัน เฉียดตายเหมือนกัน โดยเฉพาะข้อหา บงการฆ่าสองไม่ถูกตระกูล “ศรีธนะขัณฑ์” ในขณะที่มารับผิดชอบให้ติดตามเพชรซาอุบลูไดมอนด์ ศาลพิพากษาให้ประหารชีวิต

แต่ในระหว่างที่จองจำอยู่ทำความดีจึงรถโทษและจำคุกเพียง 18 ปีเศษเท่านั้น

เรื่องร้ายๆ มีอีกเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของมือปราบผู้นี้ แม้กระทั่งบุตรชายคนหนึ่ง ก็ยังถูกจับกดน้ำเสียชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายคนยังมองว่า การป้องกันตัวเองและวิสามัญคนร้ายเป็นจำนวนมาก มันก็เป็นตราบาป ที่ติดตัวอยู่กับมือปราบพระกาฬฉายาว่าสิงห์เหนือผู้นี้แบบชนิดที่เรียกว่าสลัดออกไม่ได้

ส่วนสภาพร่างกายนั้นก็อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ เมื่อพ้นโทษออกมาแล้วร่างกายของ “ป๋าลอ” เอง ก็ย่ำแย่เหมือนกัน เป็นอัมพฤกษ์ไปครึ่งตัวเดินไม่ได้ต้องนั่งบนรถเข็น และมีชายฉกรรจ์คอยช่วยเหลือตลอดเวลา

การตัดสินใจบวชในครั้งนี้ก็หวังว่าจะทำให้ร่างกายของตัวเองดีขึ้นและอโหสิกรรมกับทุกคน

นี่แหละ เป็นเรื่องราวของสองบุคคลที่โดดเด่นในอดีตมีทั้งเรื่องดี และไม่ดีปนกัน แต่เรื่องที่เหมือนกันนั้นคงเป็นอะไรที่ใกล้ความตาย สุดท้ายก็ หนีไม่พ้นการเข้าวัดบวชเป็นพระ น้่นเอง


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

บุหรี่เถื่อน “มาเลฯ” หายนะสู่ประเทศไทย

75

นายปกครอง

ยังไม่มีใครหยิบมาเป็นประเด็นในเรื่องของการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อน มายังประเทศไทย โดยเฉพาะชายแดนไทยมาเลเซียนั้น ยังทะลักแบบมากมาย ทำให้กระบวนการค้าบุหรี่เถื่อนนั้นสร้างความหายนะมาสู่ประเทศไทยเลยทีเดียว

ความหายนะที่สำคัญคือ เรื่องของรายได้ของประเทศ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย ออกมาบอกว่า หลังจากรัฐบาลปรับภาษีบุหรี่ ทำให้ยอดการค้าบุหรี่ที่มีสมาชิกอยู่กว่า 1,200 แห่งลดลงอย่างเห็นได้ชัด

สมาคมการค้ายาสูบไทย บอกถึงผลกระทบที่หนักหนาสาหัสเลยนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนเป็นจำนวนมากตามแนวชายแดน โดยเฉพาะไทยมาเลเซีย ซึ่งในเรื่องนี้ผู้ที่รับผิดชอบเอง ยังไม่สามารถแก้ปัญหาด้านการปราบปรามให้หมดลงไปได้ ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละปีนั้นมีไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการปราบปรามการค้าบุหรี่เถื่อน มีหลายส่วนด้วยกัน ตั้งแต่กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต ตำรวจ และทหาร ก็ยังมีผลงานด้านการปราบปรามจับกุมอยู่บ้าง แต่ไม่มากมายเท่าไหร่นัก

หลายคนก็เชื่อว่า มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานดังกล่าว ไปรับผลประโยชน์กันบ้างจึงปล่อยให้กระบวนการเหล่านี้แทรกซึมเข้ามาในบ้านเราได้

ครั้นจะบอกว่า การแทรกซึมขบวนการค้าบุหรี่เถื่อน ไม่ใช่เป็นแบบเล็กๆ น้อยๆ แต่การลักลอบขนกันแต่ละครั้ง เป็นตู้คอนเทนเนอร์

ไม่แปลกที่ร้านค้าที่ปักหลักขายบุหรี่เถื่อนเหล่านี้ ขายเย้ยกฎหมายได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลางเมืองหาดใหญ่ จับกุมแสดงละครกันตอนเช้า ตอนเย็นขายต่อกันอีกได้เหมือนเดิม แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานของรัฐไม่สามารถดำเนินการอะไรได้

ในขณะที่ฝั่งมาเลเซีย เพียงแค่มีข่าวพาดพิงว่า เป็น “ศูนย์กลางการผลิตบุหรี่เถื่อน” เท่านั้น ได้ตื่นตัวกวาดล้างบุหรี่เถื่อนเป็นจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในการปราบปราม ได้ขยับตรวจยึดบุหรี่เถื่อนพร้อมปิดโรงงานหลายแห่ง ซึ่งแต่ละโรงงานก็ผลิตบุหรี่รูปแบบของการเอาเปรียบผู้บริโภคแบบไม่ได้มาตรฐาน พร้อมมีสิ่งเจือปนอีกเป็นจำนวนมากที่ เชื่อว่า เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างสูงสุด

นอกจากนี้ข้อมูลลับลับจากประเทศมาเลเซียยังเชื่อว่า กระบวนการค้าบุหรี่เถื่อนในบ้านเรานั้นอย่างบุหรี่ 2 ยี่ห้อ ที่ไม่ได้มาตรฐาน มีใบไม้และกระดาษทิชชูพร้อมกับศาลกรุงแต่งรถเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะยี่ห้อ Jhon black และ ยี่ห้อ Astro

72

74

ทางการค้าของมาเลเซียทราบมาว่า ได้มีการส่งนำเข้าบุหรี่ทั้งสองยี่ห้อนี้มาตีตลาดในบ้านเราโดยเฉพาะชายแดนภาคใต้ราคาซองละไม่เกิน 30 บาท ในแต่ละวันนั้น มีมากหลายแสนซอง โดยลักลอบนำเข้ามาเป็นตู้คอนเทนเนอร์

71

73

ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการของมาเลเซียทราบว่า บุหรี่ 2 ยี่ห้อนี้ มีการที่จะส่งเข้ามาในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 200 ตู้คอนเทนเนอร์

มาคำนวณดูปริมาณบุหรี่ ที่เตรียมทะลักมาบ้านเรา แล้วเชื่อว่า ผลกระทบที่เกิดจากการค้าบุหรี่ในบ้านเรามีมากมายมหาศาลแน่นอน ที่มาแย่งตลาดผู้ค้าบุหรี่ในบ้านเรา

อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คงต้องตระหนักถึงตัวเลขการค้าบุรีบ้านเราที่มีการแย่งตลาดโดยบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ที่ไม่ได้มาตรฐาน ต้องกระตุ้นหน่วยงานที่รับผิดชอบให้มากกว่านี้ไม่ฉะนั้นแล้วผลกระทบที่เกิดจากบุหรี่ประเทศมาเลเซียนั้นสร้างความหายนะให้กับบ้านเราจนทำให้จะได้ลดลงอย่างแน่นอน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

แก้ปัญหากีดกันประมูลงาน “สมุทรสงคราม” เรื่องไม่คืบ

11

นายปกครอง

รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มีนโยบายสำคัญอันหนึ่งคือเรื่องของการแก้ปัญหา “การฮั้วการประมูล” หรือ”กีดกันเรื่องของการประมูลงาน” เป็นเรื่องใหญ่เพราะเชื่อว่า มีเรื่องเกี่ยวกับคอรัปชั่นเข้ามาผนวกกันด้วย โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองท้องถิ่น จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ

แต่ในบางครั้ง การเมืองท้องถิ่น ก็มีอิทธิพลมากพอสมควร จนทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เป็นส่วนข้าราชการที่ดูแลสูงสุดในจังหวัด ไม่กล้าพอที่จะขยับดำเนินการลงดาบอะไรลงไปด้วยเหมือนกัน ปล่อยละเลยมานานแสนนาน

จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ที่นักการเมืองท้องถิ่น ถูกกล่าวหาว่า มีส่วนพัวพันกับเรื่องของการกีดกันการประมูลงานภายในจังหวัดด้วยเหมือนกัน พร้อมกับมีภาพเผยแพร่ไปในโซเชียลมีเดียและมีการเสนอข่าวไปเป็นระยะๆ

เหตุการณ์ที่จังหวัดนี้เกิดขึ้นมานาน ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดมาแล้ว เข้ายุคที่สองของผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่

แต่เหตุการณ์นี้ ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือลงโทษ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของการกีดกันการประมูลงานแต่อย่างใด

เหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อมีผู้ที่ต้องการประมูลงานไปยื่นซองกับนักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่ง แต่นักการเมืองท้องถิ่นคนนี้ ได้พยายามพูดเกลี้ยกล่อม โน้มน้าวให้รู้สึกว่า งานนี้ประมูลไปมันก็ไม่คุ้มและไม่สามารถจะทำตามแบบได้

เหตุการณ์ครั้งนี้ได้มีการบันทึกภาพแอบถ่ายเอาไว้ มีทั้งคำพูด และภาพอย่างชัดเจน ที่เชื่อว่าเมื่อดูภาพแล้วก็น่าจะมีการกีดกันกันจริงๆ

นักการเมืองท้องถิ่นคนนี้ จึงพยายามนำเงินให้ผู้ที่ยื่นซองไปจำนวน 2,000 บาท และแถมให้อีก 500 บาท เพื่อแลกกับการไม่ต้องยื่นซองในการประมูลงาน

จนกระทั่งผู้หญิงคนนี้ ต้องล่าถอยกลับไป พร้อมกับนำเงินไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันเอาไว้

ผู้ที่มีอาชีพรับเหมาก่อสร้างครั้งนี้ จึงได้มีการร้องเรียนไปหลายส่วนด้วยกัน โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม คนก่อนหน้านี้ รวมไปถึงข้อมูลต่างๆ ก็ตกทอดมาให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดคนปัจจุบันให้ดำเนินการแก้ไข

ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามความคืบหน้าในเรื่องนี้ แต่ก็ถูกบ่ายเบี่ยงมาตลอด ไม่ชี้แจงต่อสาธารณะชนแต่อย่างใด

ทำให้นายธวัช บุญพัด รองประธานสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ออกมาบอกว่า ไม่เข้าใจเหมือนกันการตรวจสอบเรื่องนี้ ทำไมชักช้าเหลือเกินทั้งๆ ที่เหตุการณ์ผ่านมาถึง 2 ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยังไม่มีความคืบหน้า เพียงแต่ตั้งกรรมการสอบสวนกันไปกันมา ไม่รู้หาข้อสรุปกันไม่ได้

นายธวัช บอกด้วยว่า ยังดีที่มีความคืบหน้าจากสำนักผู้ตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. มีมติให้ดำเนินการทั้งคดีอาญาและวินัยร้ายแรงกับนักการเมืองผู้นี้ แต่การกระทำนั้น ก็ยังไม่มีการดำเนินการอะไรกับนักการเมืองท้องถิ่นคนนี้ได้

หากไม่มีความคืบหน้าไปมากกว่านี้ ก็แสดงให้เห็นว่า นโยบายที่ พลเอกประยุทธ์ มอบหมายมาให้กับข้าราชการประจำแต่ละจังหวัด รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับสูงขึ้นมา คงไม่มีความขลังไปด้วยเหมือนกัน

หรือพลเอกประยุทธ์ สั่งให้ข้าราชการหรือมอบหมายนโยบาย ให้กับผู้ปฏิบัติ จะเป็นแค่เพียงคำพูดลมๆ แล้งๆ เท่านั้น อย่างนั้นหรือ …?

เรื่องนี้อาจจะยังไม่ทราบถึงพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ดูแลผู้ว่าราชการจังหวัดก็อาจจะเป็นไปได้

ดังนั้น พลเอกอนุพงษ์ จงทราบไว้เลยว่า ที่จังหวัดสมุทรสงครามนั้น มีนักการเมืองท้องถิ่น ที่เป็นฝ่ายน้ำดี ได้ทวงถามมาว่า เรื่องนี้ทำล่าช้ากัน ไม่มีความคืบหน้า แม้กระทั่งเอาผิดกับนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง มีทั้งภาพวิดีโอ มีเสียงพูด พร้อมกับการยื่นเงินให้อย่างชัดเจน เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ควรจะดำเนินการอย่างไร กับ ผู้ที่ปฏิบัติด้วยความความล่าช้าในครั้งนี้ดี

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

เชื่อหรือไม่ รถหรูถูกโจรกรรมจากอังกฤษ

75

นายปกครอง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ นำโดย พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก ในการลุยปราบขบวนการโจรกรรมรถยนต์หรูคันละ10-20 ล้านบาท มาจากเมืองผู้ดีประเทศอังกฤษ

หลายคน เมื่อได้ยินเรื่องราวทำนองนี้ จึงตั้งคำถามขึ้นมาว่า ทำไมประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่เจริญแล้ว แต่ทำไมระบบขั้นตอนการตรวจสอบ รถที่มีมูลค่าแพงมหาศาลขนาดนั้น จึงปล่อยให้เข้ามาสู่ประเทศไทยได้ง่ายดายเหลือเกิน

อีกมุมหนึ่งต้องชื่นชมแก๊งค์โจรกรรมรถหรูจากประเทศอังกฤษเหมือนกัน ที่มีความสามารถเหนือชั้น ชนิดที่เรียกว่า น่าจะนำมาสร้างภาพยนตร์ได้เลย ด้วยการตั้งแก๊งค์เป็นขบวนการใหญ่เพื่อทำการโจรกรรมรถยนต์มาจากประเทศอังกฤษได้ง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ

ระบบการตรวจสอบของอังกฤษ ที่จะปล่อยรถที่มีมูลค่ามากมายมหาศาล ออกมาจากประเทศตามกระบวนการศุลกากรของอังกฤษเอง มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ

เป็นคำถามที่หน้าต่างขึ้นมา เพื่อให้หาคำตอบจากดีเอสไอในยุคนี้ด้วยเหมือนกัน

แต่เรื่องนี้ ทำไมเป็นข่าวเงียบจากเมืองผู้ดีจังเลย

ไม่มีการประสานมายังรัฐบาลไทยว่า กระบวนการแก๊งค์พวกนี้โจรกรรมรถจากบ้านเมืองผู้ดีมาได้อย่างไร

และอีกมุมหนึ่งก็ไม่มีข่าวเหมือนกันว่า ประเทศอังกฤษนั้น ได้จับกุมขบวนการนี้เลย ว่ามีใครร่วมกระบวนการอย่างไรบ้างรวมไปถึงนักโจรกรรมฝั่งบ้านเรานั้น มีใครไปเป็นหัวหน้าแก๊งค์ในการโจรกรรมบ้าง

ซึ่งไม่อยากจะเชื่อว่าประเทศอังกฤษ จะยอมปล่อยกระบวนการนี้ลอยนวล เย้ยฟ้าท้าโลกโจรกรรมข้ามทวีปกันได้ขนาดนี้

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มศุลกากรบ้านเราที่จะต้องตรวจสอบระบบการนำเข้าระบบการประเมินภาษีใครคล้ายกับประเทศอังกฤษเหมือนกันโดยเฉพาะ กรมศุลกากร

กรมศุลกากรบ้านเรามีการตรวจสอบกันอย่างละเอียด มีการให้เสียภาษีตามที่ประเทศอังกฤษ ได้ส่งมาหรือผ่านกระบวนการขั้นตอนของศุลกากรที่นั่น

บ้านเรามีกฎหมาย มีการเก็บภาษีจากกลุ่มผู้ประกอบการรถหรูนำมาขายในบ้านเรา ได้ตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนกับว่า ไม่มีการโจรกรรมรถมาจากประเทศอังกฤษเลย

มันน่าตั้งคำถามเหมือนกันว่า กลุ่มผู้ประกอบการรถหรู ที่นำเข้าโดยถูกต้องนั้น ได้มีการเสียภาษีอย่างตรงไปตรงมาได้อย่างไร

กลุ่มผู้ประกอบการรถหรูนั้น คงไม่ได้ฝากรถมอเตอร์ไซต์รับจ้างไปเสียภาษี หรือไปเสียภาษีข้างกรมศุลกากรแน่นอน

นอกจากนี้ ยังมีรถหรูบางคัน เจ้าที่ตำรวจกองปราบปราม ได้มีการควบคุมรถไปตรวจสอบแล้ว หลังจากที่เจ้าของผู้นำเข้า ได้มีการเสียภาษีได้ไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็ไม่สามารถเอาผิดกับผู้ประกอบการรายนี้ได้

หลังจากนั้นเกิดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สุวรรณภูมิ เข้าไปดำเนินการตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง ผลของการดำเนินคดีปรากฏว่า ไม่สามารถจะเอาผิดกับผู้ประกอบการได้อีกเช่นกัน จนต้องปล่อยรถคืนเจ้าของภายใน 3 วัน

เหตุการณ์ล่าสุดทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ก็ได้มีการตรวจยึดรถคันนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยมีการกล่าวหาเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการว่า รถคันนี้เกี่ยวข้องกับการถูกโจรกรรมมาจากประเทศอังกฤษ

จะเห็นได้ว่าการกระทำครั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนในหลายหลายประเด็น โดยเฉพาะคำถามทั้งหมดไม่ว่า จะเป็นเรื่องของการตรวจปล่อยมาจากประเทศอังกฤษ การตรวจปล่อยภายในประเทศไทย ตำรวจก็ยังมีส่วนในการที่จะเข้าไปตรวจสอบ สุดท้ายก็ต้องปล่อยรถทั้งหมด

และครั้งนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ไปดำเนินการซ้ำกันขึ้นมาอีก

คำถามที่ตั้งกันต่อมาในประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการโจรกรรมรถมาจากประเทศอังกฤษนั้น นักกฎหมายหลายคนก็ได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่า ใครคือผู้เสียหายอย่างแท้จริง และมีการแจ้งความดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่

เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

ปชช. ถามเรือดำน้ำ รถถัง เครื่องบิน VIP ทอ. ซื้อทำไม

59

นายปกครอง

ในยุคของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเหล่าทัพ ต่างๆ ปรากฏว่า งานนี้มีการแจกจ่ายกันไปถ้วนหน้า อาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องบินที่ทันสมัย

จนกลายเป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์กันได้ตลอดเวลาทำให้เป็นมลทินถูกครหาภายใต้การนำของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เริ่มต้นจากกองทัพเรือ คือการซื้อเรือดำน้ำ จาก 1 ลำก่อน หลังจากนั้นเกิดจะทยอยมาให้ครบ 3 ลำ ภายในระยะเวลา 11 ปี

ตรงนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก เนื่องจากมีการใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 36,000 ล้านบาท

ไม่มีใครตอบได้ว่า ทั้งหมดนี้ยังรวมไปถึงการสร้างท่าเรือเทียบเรือดำน้ำอีกหรือไม่ เพราะว่าหากไม่รวมแล้วเป็นอันว่า จะต้องใช้งบประมาณอีกเป็นจำนวนมาก ในการก่อสร้างท่าเทียบเรือดำน้ำที่ต้องซื้อมาถึง 3 ลำ

สำหรับเรื่องเรือดำน้ำนี้ มีความพยายามกันอยู่นาน จนกระทั่งมาในยุคของพลเอกประวิตร ก็ไม่ได้คิดที่จะล้มเลิกแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังเดินหน้าจนประสบความสำเร็จ ในการสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ ด้วยการอ้างเหตุผลหลัก ในการป้องกันประเทศ และอ้างถึงเรื่องของความมั่นคงเป็นหลัก

แต่ล่าสุดดูเหมือนว่า จะมีการอ้างเหตุผลเรื่องของการดูแลทรัพยากรทางน้ำใต้ทะเล 200 ไมล์ทะเลกันขึ้นมาอีก ประเด็นหนึ่งเป็นเหตุผลที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้เรือดำน้ำในการดูแล

ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่แพ้กันและหนักนะสาหัสพอสมควรคือการซื้อจากประเทศจีน มีการพูดกันในทำนองที่ว่า ขีดความสามารถหรือเรื่องของความทันสมัยของเทคโนโลยีนั้นจะเป็นอย่างไร

คำถามเดียวประชาชนถามว่าทำไมต้องซื้อเรือดำน้ำ และทำไมต้องซื้อมาจากประเทศจีน

ในขณะที่กองทัพอากาศเองก็เช่นกัน ได้เครื่องบินเป็นลักษณะให้ขายกับวีไอพี จากประเทศรัสเซีย ซื้อมาในจำนวนที่เรียกว่า หลายพันล้านบาท

นับว่าประเทศไทยเป็นลูกค้าที่ดีของประเทศรัสเซีย ที่สามารถจำหน่ายเครื่องบินรุ่นนี้ออกไปขายต่างประเทศได้ โดยบ้านเราเป็นประเทศแรก

ถูกตั้งคำถามขึ้นใหม่เช่นกันว่าซื้อมาทำไมจากรัสเซีย

เสียงเดียวกันคล้ายๆ กับเรื่องเรือดำน้ำ คือผู้นำเหล่าทัพหรือผู้หลักผู้ใหญ่จะออกมาบอกในทำนองเดียวกันว่า ราคาถูกแล้ว ไม่แพง

ไม่มีใครอธิบายต่อได้อีกว่าราคานี้รวมถึงการนำนักบินของกองทัพอากาศไปฝึกให้เกิดความชำนาญและอนาคตนั้นเรื่องของอะไหล่จะเป็นอย่างไร

นอกจากนี้กองทัพบก เองก็ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะรถถังที่ซื้อมาจากประเทศจีนมูลค่าหลายพันล้านบาทอีกเหมือนกัน

ถูกตั้งคำถามเช่นเดียวกันอีกว่า ซื้อมาทำไมจากประเทศจีน

เพราะอดีตนั้นเคยมีข่าวอื้อฉาวในสมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็สั่งรถถังจากประเทศจีนมาแล้วปรากฏว่า ใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้าง กลายเป็นว่า จอดเป็นสุสานไปแล้วหลายคัน

ในเรื่องของความมั่นคง ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเรา ก็อ้างกันได้ในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่า ความมั่นคงนั้นจะดีหรือไม่ดีต่อบ้านเมืองเราอย่างไร

ไม่มีใครอยากรู้ว่า กระบวนการกลั่นกรองซื้อเรือดำน้ำ เครื่องบินวีไอพีจากรัสเซีย และรถถังจากประเทศจีนเป็นอย่างไร

แต่ดูเหมือนผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็พยามตอบเหลือเกินว่า ขั้นตอนการซื้อนั้นโปร่งใส เป็นไปตามกระบวนการจัดซื้อทุกอย่างไม่ได้มีเรื่องคอรัปชั่นอย่างแน่นอน

แต่ที่ประชาชนอยากรู้คือซื้อมาทำไม

ในยุคที่เรียกว่า ยังไม่มีทั้งการทำสงครามกัน มีแต่เรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้ามากขึ้น

การตอบออกมาเช่นนี้ มันเหมือนกับว่า ประเทศไทย ใครขายกับประเทศเกาหลีเหนือที่มีความขัดแย้งกับประเทศมหาอำนาจในเรื่องของการสะสมอาวุธนิวเคลียร์

แต่ไม่แน่เหมือนกัน เราอาจจะมีส่วนเกี่ยวพันในเรื่องของประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังจะต่อสายตรงมายังนายกรัฐมนตรี เพื่อสนทนากันถึงแนวทางการหาแนวร่วมในการแก้ปัญหากันกับเกาหลีเหนือ

เมื่อมีการขอความร่วมมือก็คงจะต้องได้โอกาส ที่จะนำเรือดำน้ำที่ประเทศไทยสั่งซื้อมาจากประเทศจีน มาใช้ในงานนี้เลยก็ได้

คงไม่ต้องคิดไกลไปขนาดนั้นก็ได้ แต่สำคัญที่สุด ปัญหาปากท้องของประชาชนยังต้องการงบประมาณอีกหลายหมื่นล้าน

หากได้งบประมาณที่จัดซื้ออาวุธใกล้ๆ แสนล้านบาทครั้งนี้ มาใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านการเกษตร หรือการพัฒนาเพื่อให้มีผลผลิตจากประเทศไทยเป็นจำนวนมากๆ และส่งออกไปและนำเดินเข้ามาในประเทศสิ่งต่างๆ เหล่านี้นับว่าบ้านเรายังต้องการมากที่สุด

หลายคนตั้งคำถามขึ้นมาอีกเช่นกันว่า ทำไมภาคเกษตรกรรมจึงไม่มีการลงทุนเป็น 10,000 หมื่นล้านบาท เพื่อที่จะมีการพัฒนาด้านนี้กัน

ทั้งหมดนี้ คงเป็นเรื่องของประชาชนที่มีสิทธิ์ ตั้งคำถามขึ้นมาได้ ในฐานะผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วยเหมือนกัน แต่เหตุผลของแต่ละฝ่ายนั้น จะฟังขึ้นหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับผู้ที่ติดตามข่าวทั้งหมดนี้

Posted in นายปกครอง | Leave a comment