หยุด “ทักษิณ” กับยุคประชาธิปไตยจอมปลอม

48

นายปกครอง

การบริหารประเทศภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ดูเหมือนว่า จะถูกต่อต้านและเรียกร้องให้เกิดประชาธิปไตยมากขึ้น และต้องรวดเร็วกว่านี้ ยิ่งนานวันก็ยิ่งเพิ่มความถี่ในการเรียกร้องเรื่องนี้มากขึ้น

ตอนนี้การทำงานก็ทำกันอยู่จะรีบเร่ง จะมาเรียกร้องอะไรกันอีก เมื่อเปรียบเทียบในการบริหารประเทศ จากรัฐบาลพวกพ้องของกลุ่มอำนาจที่เรียกว่า ตนเองมาตามครรลองของประชาชน แลตามหลักประชาธิปไตย

ต้องตั้งคำถามย้อนไปกับกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมานี้ว่า ทำไมในสมัยที่นายทักษิณ ชินวัตร หรือเครือข่ายของนายทักษิณ ได้ขึ้นบริหารประเทศ ทำไมจึงไม่ทำตามประชาธิปไตยให้เป็นประชาธิปไตย 100% กันให้ได้

ต้องตั้งคำถามต่อไปกันอีก ว่าประชาธิปไตย ยุค “ทักษิณ” มีอำนาจ จะกระทำอะไรนั้น จะต้องมีการเผาบ้านเผาเมืองกันประกอบฉากที่เรียกว่าประชาธิปไตยยังงั้นหรือ

บ้านเมืองอยู่กันอย่างสงบสุขนั้น ทำกันไม่ได้ แต่ต้องเผาเมือง จึงจะเรียกว่า สงบสุขเป็นประชาธิปไตย 100% อย่างนั้นหรือ

คงต้องถามซ้ำๆ กันทำรองนี้อีก

เมื่อย้อนอดีตไปในครั้งนั้น มันรู้สึกแปลกๆ ขัดกันโดยสิ้นเชิง กับความพยายามเรียกร้องประชาธิปไตยในยุคนี้

ดูเหมือนว่า มันขัดกับความเป็นจริง ในยุคของ “ทักษิณ” บริหารประเทศ ไม่รู้ว่า ไปเรียนมาจากใช้ตำราเล่มไหน

หรือว่าประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้นนั้น มันต้องเริ่มต้นกันด้วยการเผาบ้าน เผาเมือง

ตัวอย่างให้เห็นกันอย่างชัดๆ กรณีนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง พร้อมทีมงานกลุ่มที่เรียกว่า เสื้อแดง ได้ไปทำการปิดล้อมโรงแรมที่เมืองพัทยา จนไม่สามารถที่จะประชุมกันที่เรียกว่า ระดับนานาชาติได้

บรรยากาศในตอนนั้น อยากให้มองถึงว่า หากมีชาวต่างชาติเข้ามาร่วมประชุมได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นมันเป็นเรื่องของความเจริญก้าวหน้าของบ้านเราไม่ใช่หรือ..?

แต่ทำไมผู้ที่เรียกตัวเองว่า เป็นประชาธิปไตยจึงต้องไปล่วงละเมิดมากมายกันขนาดนั้น ด้วยการปิดล้อมโรงแรมโชคดีที่ยังไม่ได้มีการเผาบ้านเผาเมืองเท่านั้นเอง

แต่โชคร้ายคือผู้นำประเทศต่างๆ ไม่สามารถที่จะเดินทางมาร่วมประชุมได้จนต้องยกเลิกการประชุมในครั้งนั้นไป

ต้องตั้งคำถามกันต่อไปอีกว่า มาถึงยุคนี้กลุ่มของนายทักษิณ ที่มองหน้าก็รู้ว่า คนกลุ่มนี้อยู่สีอะไรยังต้องมีหน้าหรือมีบทบาทสำคัญหรือให้ความสำคัญในการเรียกร้องประชาธิปไตยกันอย่างนั้นหรือ ..?

ดูเหมือนว่า ความอดทนของผู้ที่แอบอ้างเป็นประชาธิปไตย 100% อยากได้ระบบการปกครองที่มาจากประชาชนไม่ต้องการทหาร มาเป็นเผด็จการ หรือถือเอาวุธปืนคอยจ้องว่า ใครจะกระทำความผิด

คำตอบที่หากันได้ไม่ยาก คงเป็นเรื่องของบุคคลผู้นี้ ยังจะมีบทบาทสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประชาชนได้อีกอย่างไร

ความไม่รู้จักละอายตัวเอง ยังเกิดเพิ่มมากขึ้น ด้วยการใช้โซเชียลมีเดีย เผยแพร่คำพูดของนายทักษิณ สมัยที่ยังมีอำนาจอยู่พูดออกมาในทำนองที่ว่า หากเขาพัฒนาประเทศก็เชื่อว่า มีความเจริญมากกว่ารัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน

ทำไมตอนที่คุณมีอำนาจ มีสิทธิ์ในการบริหารประเทศ แต่ทำไมถึงไม่ทำ

นอกจากนี้ ยังมีข้อครหาเกี่ยวกับเรื่องการโกงกินบ้านกินเมืองกันทำนองนี้อีก

แม้กระทั่งวันหยุด ยังให้ข้าราชการทำงานกันได้ จะเห็นได้จากกรณี ที่ดินย่านรัชดาก็ยังเปิดให้ทำธุรกรรมกันเพื่อผลประโยชน์ของเครือญาติ มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหรือ

กระบวนการยุติธรรมที่คุณบอกเคารพนับถือ ถ้าตัดสินไปในลักษณะที่ว่า คนอื่นฝ่ายตรงข้ามกระทำความผิดนั้นคุณสรรเสริญเยินยอ

แต่กระบวนการยุติธรรมอีกมุมหนึ่ง ที่ตัดสินให้นายทักษิณ ติดคุกสองปี คุณกลับไม่มีการยอมรับในเรื่องนี้กันมันคืออะไรกันแน่

ในความเป็นจริง แล้วประชาชนอีกเป็นจำนวนมากเชื่อว่า คิดเป็น คิดได้กรณีของนายทักษิณ ไม่ยอมรับกฎกติกาของบ้านเมืองตัดสินให้ตัวเองติดคุก แต่กลับไม่ยอมรับหนีไปอยู่ต่างประเทศ

อย่างนี้หรือคือคนที่เคารพกฎกติกาของบ้านเมือง

อยากจะเปรียบเทียบกับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองเหมือนกัน ถูกศาลสั่งจำคุกสุดท้าย นายชูวิทย์ กล้าพอที่จะเดินหน้าเข้าไปยอมรับโทษตามกฎกติกาบ้านเมือง ได้กำหนดเอาไว้

ในที่สุด นายชูวิทย์ ก็หลุดผลโทษออกมาอยู่ในสังคมได้ตามปกติ

แต่นายทักษิณ นั้น หนีออกไปอยู่ต่างประเทศหากยอมรับโทษเชื่อว่า ปานนี้นายทักษิณ ก็ได้เล่นการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย หรือทหารคงไม่ต้องปฏิวัติกันแล้ว

อยากฝากแง่คิดสำคัญ สำหรับการปกครองประเทศหรือการเรียกร้องใดๆ นั้น ควรจะมีขีดหรือข้อจำกัดและมีความอดทนจะต้องรอคอยกติกาใหม่กันขึ้นมาบ้าง มิฉะนั้นแล้วเชื่อว่าในอนาคตบ้านเรามีเผาบ้านเผาเมืองอีกแน่นอน


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

“ป๋าลอ-เกรียงไกร” จากคุก-วัดบวชเป็นพระ

81

นายปกครอง

บทเรียนครั้งสำคัญของ พลตำรวจโทชลอ เกิดเทศ ที่เคยมีชื่อเสียงระดับประเทศสูงสุดไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่การงานไปจนถึงนายกสมาคมฟุตบอล แห่งประเทศไทย แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นบวชอยู่ที่วัด

เช่นเดียวกับนายเกรียงไกร เตชะโม่ง หากเปรียบเทียบกับคนสู่ชีวิตในชนบทแล้วเค้ามีโอกาสมากที่สุดที่สามารถได้เข้าไปทำงานในพระราชวังของกษัตริย์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ได้ แต่สุดท้ายก็ต้องถูกจับเข้าเรือนจำในก็หาไปโจรกรรมเครื่องเพชรซาอุดีอาระเบียมาโชคชะตาอย่างร้ายแรงไปกว่านั้นสุดท้ายก็ต้องหันหน้าเข้าวัดบวชเป็นพระมานานกว่าหนึ่งปีเช่นกัน

คงต้องชีวิตของ พระเกรียงไกร กันก่อน ในปัจจุบันนี้ได้บวชอยู่ที่วัดท่ามะเกว่น อ.เถิน จ.ลำปาง มาได้หนึ่งปีเศษแล้ว เป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าไปเสี่ยงโชคที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ด้วยการขายแรงงานเหมือนคนไทยคนอื่นด้วยเหมือนกัน

แต่โอกาสดีสำหรับ “เกรียงไกร” นั้น ได้ ได้รับการแจ้งมาว่าในสำนักพระราชวังของกษัตริย์ไฟศาลแห่งประเทศซาอุดีอาระเบียต้องการแรงงานคนไทยหนึ่งคน เข้าไปทำงานในพระราชวังของเจ้าชายไฟซาล

ในระยะแรกของการทำงานคนไทยคนนี้ เป็นคนที่มีความขยันอย่างมากๆ จนเป็นที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปทำความสะอาด ทุกซอก ทุกมุม ของพระราชวัง แม้กระทั่งห้องเก็บเครื่องเพชร

แต่ “เกรียงไกร” ดันไปสร้างความเสื่อมเสียด้วยการ โจรกรรมเครื่องเพชรซาอุฯ กลับมาบ้านเรา เสียอีก

83

จนกระทั่งทางการไทยแต่งตั้งให้พลตำรวจโทชลอเป็นผู้ที่รับผิดชอบไล่ล่าโจรพูดนี้ ซึ่งก็หนีไม่รอด ไปจับตัวมาดำเนินคดีพร้อมกับนำของกลางเครื่องเพชรบางส่วนกลับคืนมาได้

“เกรียงไกร” ติดคุกเพียงสองปีเศษเศษเท่านั้น เมื่อออกจากเรือนจำ มีข่าวพาดพิงมาตลอดอยู่อย่างไม่เป็นสุข แม้กระทั่งเคยยอมไปกราบเท้าอุปทูตที่คนไทยรู้จักกันว่า “โคจา” เรื่องนี้ก็ยังไม่จบ

จนต้องหันหน้าเข้าหาวัดบวชเป็นพระ ในวันที่บวชนั้นปรากฏว่า “ป๋าลอ” เพิ่งพ้นโทษออกมา ได้ไปร่วมงานบวชด้วย คู่นี้ ไม่เคยเจอกันมานานกว่า 20 ปีตั้งแต่ที่ “เกรียงไกร”ถูกจับ จนพ้นโทษออกมา

คำถามแรกที่ “เกรียงไกร” ถามคือ จระเข้ ยังอยู่ไหม อะไรช่างจะตรงกับข่าวลือเหลือเกิน ที่บอกว่า “คุ้มพระลอ” จ.ตาก มีการเลี้ยงสัตว์ดุร้ายเป็นจำนวนมาก ทั้งหมี จระเข้

เมื่อจับคนร้ายมาได้ก็จะนำตัวไปปล่อยอยู่กับสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น เพียงเท่านี้เองก็ยอมรับสารภาพกันเสียหมดสิ้นซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่าเกรียงไกลทำไมต้องเริ่มต้นด้วยคำถามว่าจระเข้ยังมีอยู่หรือไม่

ซึ่งพลตำรวจโทชลอหัวเราะลั่นเลยทีเดียว พร้อมกับบอกว่า ไม่มี ให้ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ ไปหมดแล้ว แต่ถ้าวัด พระเกรียงไกร อยากจะนำมาเลี้ยง ก็พร้อมที่จะนำมาปล่อยให้

84

ทั้งคู่ เหมือนไม่เคยโกรธกัน ถามสารทุกข์สุกดิบ ปะปนไปกับแนวตลกขบขัน อีกด้วย

“เกรียงไกร” ต้องประสบกับมรสุมชีวิตร้ายๆ ก่อนที่จะบวชเป็นพระ ชนิดที่เรียกว่าเฉียดตาย แม้กระทั่งการเข้าไปล่าสัตว์ในป่ากับเพื่อน ก็ยังถูกเพื่อนยิงด้วยปืนแก๊บโชคดีกระสุนนั้นหมดแรงเสียก่อน แค่ทะลุเสื้อผ้าไปเท่านั้นเองจึงรอดมาได้ราวกับปาฏิหาริย์

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของอุบัติเหตุเมื่อซื้อรถคันใหม่มาได้ไม่นานก็ไปชนกับรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้ากลางคันอย่างจังจนทำให้เสียค่าซ่อมรถหลายแสนบาทแต่ชีวิตก็รอดมาได้เฉียดตายด้วยเหมือนกัน

ในฝ่ายของ “ป๋าลอ” สาเหตุที่บวชนั้น ก็คงมีหลายเรื่องร้ายมาเยือนด้วยเหมือนกัน เฉียดตายเหมือนกัน โดยเฉพาะข้อหา บงการฆ่าสองไม่ถูกตระกูล “ศรีธนะขัณฑ์” ในขณะที่มารับผิดชอบให้ติดตามเพชรซาอุบลูไดมอนด์ ศาลพิพากษาให้ประหารชีวิต

แต่ในระหว่างที่จองจำอยู่ทำความดีจึงรถโทษและจำคุกเพียง 18 ปีเศษเท่านั้น

เรื่องร้ายๆ มีอีกเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของมือปราบผู้นี้ แม้กระทั่งบุตรชายคนหนึ่ง ก็ยังถูกจับกดน้ำเสียชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายคนยังมองว่า การป้องกันตัวเองและวิสามัญคนร้ายเป็นจำนวนมาก มันก็เป็นตราบาป ที่ติดตัวอยู่กับมือปราบพระกาฬฉายาว่าสิงห์เหนือผู้นี้แบบชนิดที่เรียกว่าสลัดออกไม่ได้

ส่วนสภาพร่างกายนั้นก็อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ เมื่อพ้นโทษออกมาแล้วร่างกายของ “ป๋าลอ” เอง ก็ย่ำแย่เหมือนกัน เป็นอัมพฤกษ์ไปครึ่งตัวเดินไม่ได้ต้องนั่งบนรถเข็น และมีชายฉกรรจ์คอยช่วยเหลือตลอดเวลา

การตัดสินใจบวชในครั้งนี้ก็หวังว่าจะทำให้ร่างกายของตัวเองดีขึ้นและอโหสิกรรมกับทุกคน

นี่แหละ เป็นเรื่องราวของสองบุคคลที่โดดเด่นในอดีตมีทั้งเรื่องดี และไม่ดีปนกัน แต่เรื่องที่เหมือนกันนั้นคงเป็นอะไรที่ใกล้ความตาย สุดท้ายก็ หนีไม่พ้นการเข้าวัดบวชเป็นพระ น้่นเอง


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

บุหรี่เถื่อน “มาเลฯ” หายนะสู่ประเทศไทย

75

นายปกครอง

ยังไม่มีใครหยิบมาเป็นประเด็นในเรื่องของการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อน มายังประเทศไทย โดยเฉพาะชายแดนไทยมาเลเซียนั้น ยังทะลักแบบมากมาย ทำให้กระบวนการค้าบุหรี่เถื่อนนั้นสร้างความหายนะมาสู่ประเทศไทยเลยทีเดียว

ความหายนะที่สำคัญคือ เรื่องของรายได้ของประเทศ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย ออกมาบอกว่า หลังจากรัฐบาลปรับภาษีบุหรี่ ทำให้ยอดการค้าบุหรี่ที่มีสมาชิกอยู่กว่า 1,200 แห่งลดลงอย่างเห็นได้ชัด

สมาคมการค้ายาสูบไทย บอกถึงผลกระทบที่หนักหนาสาหัสเลยนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนเป็นจำนวนมากตามแนวชายแดน โดยเฉพาะไทยมาเลเซีย ซึ่งในเรื่องนี้ผู้ที่รับผิดชอบเอง ยังไม่สามารถแก้ปัญหาด้านการปราบปรามให้หมดลงไปได้ ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละปีนั้นมีไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการปราบปรามการค้าบุหรี่เถื่อน มีหลายส่วนด้วยกัน ตั้งแต่กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต ตำรวจ และทหาร ก็ยังมีผลงานด้านการปราบปรามจับกุมอยู่บ้าง แต่ไม่มากมายเท่าไหร่นัก

หลายคนก็เชื่อว่า มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานดังกล่าว ไปรับผลประโยชน์กันบ้างจึงปล่อยให้กระบวนการเหล่านี้แทรกซึมเข้ามาในบ้านเราได้

ครั้นจะบอกว่า การแทรกซึมขบวนการค้าบุหรี่เถื่อน ไม่ใช่เป็นแบบเล็กๆ น้อยๆ แต่การลักลอบขนกันแต่ละครั้ง เป็นตู้คอนเทนเนอร์

ไม่แปลกที่ร้านค้าที่ปักหลักขายบุหรี่เถื่อนเหล่านี้ ขายเย้ยกฎหมายได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลางเมืองหาดใหญ่ จับกุมแสดงละครกันตอนเช้า ตอนเย็นขายต่อกันอีกได้เหมือนเดิม แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานของรัฐไม่สามารถดำเนินการอะไรได้

ในขณะที่ฝั่งมาเลเซีย เพียงแค่มีข่าวพาดพิงว่า เป็น “ศูนย์กลางการผลิตบุหรี่เถื่อน” เท่านั้น ได้ตื่นตัวกวาดล้างบุหรี่เถื่อนเป็นจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในการปราบปราม ได้ขยับตรวจยึดบุหรี่เถื่อนพร้อมปิดโรงงานหลายแห่ง ซึ่งแต่ละโรงงานก็ผลิตบุหรี่รูปแบบของการเอาเปรียบผู้บริโภคแบบไม่ได้มาตรฐาน พร้อมมีสิ่งเจือปนอีกเป็นจำนวนมากที่ เชื่อว่า เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างสูงสุด

นอกจากนี้ข้อมูลลับลับจากประเทศมาเลเซียยังเชื่อว่า กระบวนการค้าบุหรี่เถื่อนในบ้านเรานั้นอย่างบุหรี่ 2 ยี่ห้อ ที่ไม่ได้มาตรฐาน มีใบไม้และกระดาษทิชชูพร้อมกับศาลกรุงแต่งรถเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะยี่ห้อ Jhon black และ ยี่ห้อ Astro

72

74

ทางการค้าของมาเลเซียทราบมาว่า ได้มีการส่งนำเข้าบุหรี่ทั้งสองยี่ห้อนี้มาตีตลาดในบ้านเราโดยเฉพาะชายแดนภาคใต้ราคาซองละไม่เกิน 30 บาท ในแต่ละวันนั้น มีมากหลายแสนซอง โดยลักลอบนำเข้ามาเป็นตู้คอนเทนเนอร์

71

73

ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการของมาเลเซียทราบว่า บุหรี่ 2 ยี่ห้อนี้ มีการที่จะส่งเข้ามาในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 200 ตู้คอนเทนเนอร์

มาคำนวณดูปริมาณบุหรี่ ที่เตรียมทะลักมาบ้านเรา แล้วเชื่อว่า ผลกระทบที่เกิดจากการค้าบุหรี่ในบ้านเรามีมากมายมหาศาลแน่นอน ที่มาแย่งตลาดผู้ค้าบุหรี่ในบ้านเรา

อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คงต้องตระหนักถึงตัวเลขการค้าบุรีบ้านเราที่มีการแย่งตลาดโดยบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ที่ไม่ได้มาตรฐาน ต้องกระตุ้นหน่วยงานที่รับผิดชอบให้มากกว่านี้ไม่ฉะนั้นแล้วผลกระทบที่เกิดจากบุหรี่ประเทศมาเลเซียนั้นสร้างความหายนะให้กับบ้านเราจนทำให้จะได้ลดลงอย่างแน่นอน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

แก้ปัญหากีดกันประมูลงาน “สมุทรสงคราม” เรื่องไม่คืบ

11

นายปกครอง

รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มีนโยบายสำคัญอันหนึ่งคือเรื่องของการแก้ปัญหา “การฮั้วการประมูล” หรือ”กีดกันเรื่องของการประมูลงาน” เป็นเรื่องใหญ่เพราะเชื่อว่า มีเรื่องเกี่ยวกับคอรัปชั่นเข้ามาผนวกกันด้วย โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองท้องถิ่น จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ

แต่ในบางครั้ง การเมืองท้องถิ่น ก็มีอิทธิพลมากพอสมควร จนทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เป็นส่วนข้าราชการที่ดูแลสูงสุดในจังหวัด ไม่กล้าพอที่จะขยับดำเนินการลงดาบอะไรลงไปด้วยเหมือนกัน ปล่อยละเลยมานานแสนนาน

จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ที่นักการเมืองท้องถิ่น ถูกกล่าวหาว่า มีส่วนพัวพันกับเรื่องของการกีดกันการประมูลงานภายในจังหวัดด้วยเหมือนกัน พร้อมกับมีภาพเผยแพร่ไปในโซเชียลมีเดียและมีการเสนอข่าวไปเป็นระยะๆ

เหตุการณ์ที่จังหวัดนี้เกิดขึ้นมานาน ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดมาแล้ว เข้ายุคที่สองของผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่

แต่เหตุการณ์นี้ ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือลงโทษ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของการกีดกันการประมูลงานแต่อย่างใด

เหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อมีผู้ที่ต้องการประมูลงานไปยื่นซองกับนักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่ง แต่นักการเมืองท้องถิ่นคนนี้ ได้พยายามพูดเกลี้ยกล่อม โน้มน้าวให้รู้สึกว่า งานนี้ประมูลไปมันก็ไม่คุ้มและไม่สามารถจะทำตามแบบได้

เหตุการณ์ครั้งนี้ได้มีการบันทึกภาพแอบถ่ายเอาไว้ มีทั้งคำพูด และภาพอย่างชัดเจน ที่เชื่อว่าเมื่อดูภาพแล้วก็น่าจะมีการกีดกันกันจริงๆ

นักการเมืองท้องถิ่นคนนี้ จึงพยายามนำเงินให้ผู้ที่ยื่นซองไปจำนวน 2,000 บาท และแถมให้อีก 500 บาท เพื่อแลกกับการไม่ต้องยื่นซองในการประมูลงาน

จนกระทั่งผู้หญิงคนนี้ ต้องล่าถอยกลับไป พร้อมกับนำเงินไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันเอาไว้

ผู้ที่มีอาชีพรับเหมาก่อสร้างครั้งนี้ จึงได้มีการร้องเรียนไปหลายส่วนด้วยกัน โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม คนก่อนหน้านี้ รวมไปถึงข้อมูลต่างๆ ก็ตกทอดมาให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดคนปัจจุบันให้ดำเนินการแก้ไข

ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามความคืบหน้าในเรื่องนี้ แต่ก็ถูกบ่ายเบี่ยงมาตลอด ไม่ชี้แจงต่อสาธารณะชนแต่อย่างใด

ทำให้นายธวัช บุญพัด รองประธานสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ออกมาบอกว่า ไม่เข้าใจเหมือนกันการตรวจสอบเรื่องนี้ ทำไมชักช้าเหลือเกินทั้งๆ ที่เหตุการณ์ผ่านมาถึง 2 ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยังไม่มีความคืบหน้า เพียงแต่ตั้งกรรมการสอบสวนกันไปกันมา ไม่รู้หาข้อสรุปกันไม่ได้

นายธวัช บอกด้วยว่า ยังดีที่มีความคืบหน้าจากสำนักผู้ตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. มีมติให้ดำเนินการทั้งคดีอาญาและวินัยร้ายแรงกับนักการเมืองผู้นี้ แต่การกระทำนั้น ก็ยังไม่มีการดำเนินการอะไรกับนักการเมืองท้องถิ่นคนนี้ได้

หากไม่มีความคืบหน้าไปมากกว่านี้ ก็แสดงให้เห็นว่า นโยบายที่ พลเอกประยุทธ์ มอบหมายมาให้กับข้าราชการประจำแต่ละจังหวัด รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับสูงขึ้นมา คงไม่มีความขลังไปด้วยเหมือนกัน

หรือพลเอกประยุทธ์ สั่งให้ข้าราชการหรือมอบหมายนโยบาย ให้กับผู้ปฏิบัติ จะเป็นแค่เพียงคำพูดลมๆ แล้งๆ เท่านั้น อย่างนั้นหรือ …?

เรื่องนี้อาจจะยังไม่ทราบถึงพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ดูแลผู้ว่าราชการจังหวัดก็อาจจะเป็นไปได้

ดังนั้น พลเอกอนุพงษ์ จงทราบไว้เลยว่า ที่จังหวัดสมุทรสงครามนั้น มีนักการเมืองท้องถิ่น ที่เป็นฝ่ายน้ำดี ได้ทวงถามมาว่า เรื่องนี้ทำล่าช้ากัน ไม่มีความคืบหน้า แม้กระทั่งเอาผิดกับนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง มีทั้งภาพวิดีโอ มีเสียงพูด พร้อมกับการยื่นเงินให้อย่างชัดเจน เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ควรจะดำเนินการอย่างไร กับ ผู้ที่ปฏิบัติด้วยความความล่าช้าในครั้งนี้ดี

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

เชื่อหรือไม่ รถหรูถูกโจรกรรมจากอังกฤษ

75

นายปกครอง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ นำโดย พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก ในการลุยปราบขบวนการโจรกรรมรถยนต์หรูคันละ10-20 ล้านบาท มาจากเมืองผู้ดีประเทศอังกฤษ

หลายคน เมื่อได้ยินเรื่องราวทำนองนี้ จึงตั้งคำถามขึ้นมาว่า ทำไมประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่เจริญแล้ว แต่ทำไมระบบขั้นตอนการตรวจสอบ รถที่มีมูลค่าแพงมหาศาลขนาดนั้น จึงปล่อยให้เข้ามาสู่ประเทศไทยได้ง่ายดายเหลือเกิน

อีกมุมหนึ่งต้องชื่นชมแก๊งค์โจรกรรมรถหรูจากประเทศอังกฤษเหมือนกัน ที่มีความสามารถเหนือชั้น ชนิดที่เรียกว่า น่าจะนำมาสร้างภาพยนตร์ได้เลย ด้วยการตั้งแก๊งค์เป็นขบวนการใหญ่เพื่อทำการโจรกรรมรถยนต์มาจากประเทศอังกฤษได้ง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ

ระบบการตรวจสอบของอังกฤษ ที่จะปล่อยรถที่มีมูลค่ามากมายมหาศาล ออกมาจากประเทศตามกระบวนการศุลกากรของอังกฤษเอง มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ

เป็นคำถามที่หน้าต่างขึ้นมา เพื่อให้หาคำตอบจากดีเอสไอในยุคนี้ด้วยเหมือนกัน

แต่เรื่องนี้ ทำไมเป็นข่าวเงียบจากเมืองผู้ดีจังเลย

ไม่มีการประสานมายังรัฐบาลไทยว่า กระบวนการแก๊งค์พวกนี้โจรกรรมรถจากบ้านเมืองผู้ดีมาได้อย่างไร

และอีกมุมหนึ่งก็ไม่มีข่าวเหมือนกันว่า ประเทศอังกฤษนั้น ได้จับกุมขบวนการนี้เลย ว่ามีใครร่วมกระบวนการอย่างไรบ้างรวมไปถึงนักโจรกรรมฝั่งบ้านเรานั้น มีใครไปเป็นหัวหน้าแก๊งค์ในการโจรกรรมบ้าง

ซึ่งไม่อยากจะเชื่อว่าประเทศอังกฤษ จะยอมปล่อยกระบวนการนี้ลอยนวล เย้ยฟ้าท้าโลกโจรกรรมข้ามทวีปกันได้ขนาดนี้

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มศุลกากรบ้านเราที่จะต้องตรวจสอบระบบการนำเข้าระบบการประเมินภาษีใครคล้ายกับประเทศอังกฤษเหมือนกันโดยเฉพาะ กรมศุลกากร

กรมศุลกากรบ้านเรามีการตรวจสอบกันอย่างละเอียด มีการให้เสียภาษีตามที่ประเทศอังกฤษ ได้ส่งมาหรือผ่านกระบวนการขั้นตอนของศุลกากรที่นั่น

บ้านเรามีกฎหมาย มีการเก็บภาษีจากกลุ่มผู้ประกอบการรถหรูนำมาขายในบ้านเรา ได้ตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนกับว่า ไม่มีการโจรกรรมรถมาจากประเทศอังกฤษเลย

มันน่าตั้งคำถามเหมือนกันว่า กลุ่มผู้ประกอบการรถหรู ที่นำเข้าโดยถูกต้องนั้น ได้มีการเสียภาษีอย่างตรงไปตรงมาได้อย่างไร

กลุ่มผู้ประกอบการรถหรูนั้น คงไม่ได้ฝากรถมอเตอร์ไซต์รับจ้างไปเสียภาษี หรือไปเสียภาษีข้างกรมศุลกากรแน่นอน

นอกจากนี้ ยังมีรถหรูบางคัน เจ้าที่ตำรวจกองปราบปราม ได้มีการควบคุมรถไปตรวจสอบแล้ว หลังจากที่เจ้าของผู้นำเข้า ได้มีการเสียภาษีได้ไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็ไม่สามารถเอาผิดกับผู้ประกอบการรายนี้ได้

หลังจากนั้นเกิดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สุวรรณภูมิ เข้าไปดำเนินการตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง ผลของการดำเนินคดีปรากฏว่า ไม่สามารถจะเอาผิดกับผู้ประกอบการได้อีกเช่นกัน จนต้องปล่อยรถคืนเจ้าของภายใน 3 วัน

เหตุการณ์ล่าสุดทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ก็ได้มีการตรวจยึดรถคันนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยมีการกล่าวหาเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการว่า รถคันนี้เกี่ยวข้องกับการถูกโจรกรรมมาจากประเทศอังกฤษ

จะเห็นได้ว่าการกระทำครั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนในหลายหลายประเด็น โดยเฉพาะคำถามทั้งหมดไม่ว่า จะเป็นเรื่องของการตรวจปล่อยมาจากประเทศอังกฤษ การตรวจปล่อยภายในประเทศไทย ตำรวจก็ยังมีส่วนในการที่จะเข้าไปตรวจสอบ สุดท้ายก็ต้องปล่อยรถทั้งหมด

และครั้งนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ไปดำเนินการซ้ำกันขึ้นมาอีก

คำถามที่ตั้งกันต่อมาในประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการโจรกรรมรถมาจากประเทศอังกฤษนั้น นักกฎหมายหลายคนก็ได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่า ใครคือผู้เสียหายอย่างแท้จริง และมีการแจ้งความดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่

เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

ปชช. ถามเรือดำน้ำ รถถัง เครื่องบิน VIP ทอ. ซื้อทำไม

59

นายปกครอง

ในยุคของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเหล่าทัพ ต่างๆ ปรากฏว่า งานนี้มีการแจกจ่ายกันไปถ้วนหน้า อาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องบินที่ทันสมัย

จนกลายเป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์กันได้ตลอดเวลาทำให้เป็นมลทินถูกครหาภายใต้การนำของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เริ่มต้นจากกองทัพเรือ คือการซื้อเรือดำน้ำ จาก 1 ลำก่อน หลังจากนั้นเกิดจะทยอยมาให้ครบ 3 ลำ ภายในระยะเวลา 11 ปี

ตรงนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก เนื่องจากมีการใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 36,000 ล้านบาท

ไม่มีใครตอบได้ว่า ทั้งหมดนี้ยังรวมไปถึงการสร้างท่าเรือเทียบเรือดำน้ำอีกหรือไม่ เพราะว่าหากไม่รวมแล้วเป็นอันว่า จะต้องใช้งบประมาณอีกเป็นจำนวนมาก ในการก่อสร้างท่าเทียบเรือดำน้ำที่ต้องซื้อมาถึง 3 ลำ

สำหรับเรื่องเรือดำน้ำนี้ มีความพยายามกันอยู่นาน จนกระทั่งมาในยุคของพลเอกประวิตร ก็ไม่ได้คิดที่จะล้มเลิกแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังเดินหน้าจนประสบความสำเร็จ ในการสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ ด้วยการอ้างเหตุผลหลัก ในการป้องกันประเทศ และอ้างถึงเรื่องของความมั่นคงเป็นหลัก

แต่ล่าสุดดูเหมือนว่า จะมีการอ้างเหตุผลเรื่องของการดูแลทรัพยากรทางน้ำใต้ทะเล 200 ไมล์ทะเลกันขึ้นมาอีก ประเด็นหนึ่งเป็นเหตุผลที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้เรือดำน้ำในการดูแล

ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่แพ้กันและหนักนะสาหัสพอสมควรคือการซื้อจากประเทศจีน มีการพูดกันในทำนองที่ว่า ขีดความสามารถหรือเรื่องของความทันสมัยของเทคโนโลยีนั้นจะเป็นอย่างไร

คำถามเดียวประชาชนถามว่าทำไมต้องซื้อเรือดำน้ำ และทำไมต้องซื้อมาจากประเทศจีน

ในขณะที่กองทัพอากาศเองก็เช่นกัน ได้เครื่องบินเป็นลักษณะให้ขายกับวีไอพี จากประเทศรัสเซีย ซื้อมาในจำนวนที่เรียกว่า หลายพันล้านบาท

นับว่าประเทศไทยเป็นลูกค้าที่ดีของประเทศรัสเซีย ที่สามารถจำหน่ายเครื่องบินรุ่นนี้ออกไปขายต่างประเทศได้ โดยบ้านเราเป็นประเทศแรก

ถูกตั้งคำถามขึ้นใหม่เช่นกันว่าซื้อมาทำไมจากรัสเซีย

เสียงเดียวกันคล้ายๆ กับเรื่องเรือดำน้ำ คือผู้นำเหล่าทัพหรือผู้หลักผู้ใหญ่จะออกมาบอกในทำนองเดียวกันว่า ราคาถูกแล้ว ไม่แพง

ไม่มีใครอธิบายต่อได้อีกว่าราคานี้รวมถึงการนำนักบินของกองทัพอากาศไปฝึกให้เกิดความชำนาญและอนาคตนั้นเรื่องของอะไหล่จะเป็นอย่างไร

นอกจากนี้กองทัพบก เองก็ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะรถถังที่ซื้อมาจากประเทศจีนมูลค่าหลายพันล้านบาทอีกเหมือนกัน

ถูกตั้งคำถามเช่นเดียวกันอีกว่า ซื้อมาทำไมจากประเทศจีน

เพราะอดีตนั้นเคยมีข่าวอื้อฉาวในสมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็สั่งรถถังจากประเทศจีนมาแล้วปรากฏว่า ใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้าง กลายเป็นว่า จอดเป็นสุสานไปแล้วหลายคัน

ในเรื่องของความมั่นคง ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเรา ก็อ้างกันได้ในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่า ความมั่นคงนั้นจะดีหรือไม่ดีต่อบ้านเมืองเราอย่างไร

ไม่มีใครอยากรู้ว่า กระบวนการกลั่นกรองซื้อเรือดำน้ำ เครื่องบินวีไอพีจากรัสเซีย และรถถังจากประเทศจีนเป็นอย่างไร

แต่ดูเหมือนผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็พยามตอบเหลือเกินว่า ขั้นตอนการซื้อนั้นโปร่งใส เป็นไปตามกระบวนการจัดซื้อทุกอย่างไม่ได้มีเรื่องคอรัปชั่นอย่างแน่นอน

แต่ที่ประชาชนอยากรู้คือซื้อมาทำไม

ในยุคที่เรียกว่า ยังไม่มีทั้งการทำสงครามกัน มีแต่เรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้ามากขึ้น

การตอบออกมาเช่นนี้ มันเหมือนกับว่า ประเทศไทย ใครขายกับประเทศเกาหลีเหนือที่มีความขัดแย้งกับประเทศมหาอำนาจในเรื่องของการสะสมอาวุธนิวเคลียร์

แต่ไม่แน่เหมือนกัน เราอาจจะมีส่วนเกี่ยวพันในเรื่องของประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังจะต่อสายตรงมายังนายกรัฐมนตรี เพื่อสนทนากันถึงแนวทางการหาแนวร่วมในการแก้ปัญหากันกับเกาหลีเหนือ

เมื่อมีการขอความร่วมมือก็คงจะต้องได้โอกาส ที่จะนำเรือดำน้ำที่ประเทศไทยสั่งซื้อมาจากประเทศจีน มาใช้ในงานนี้เลยก็ได้

คงไม่ต้องคิดไกลไปขนาดนั้นก็ได้ แต่สำคัญที่สุด ปัญหาปากท้องของประชาชนยังต้องการงบประมาณอีกหลายหมื่นล้าน

หากได้งบประมาณที่จัดซื้ออาวุธใกล้ๆ แสนล้านบาทครั้งนี้ มาใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านการเกษตร หรือการพัฒนาเพื่อให้มีผลผลิตจากประเทศไทยเป็นจำนวนมากๆ และส่งออกไปและนำเดินเข้ามาในประเทศสิ่งต่างๆ เหล่านี้นับว่าบ้านเรายังต้องการมากที่สุด

หลายคนตั้งคำถามขึ้นมาอีกเช่นกันว่า ทำไมภาคเกษตรกรรมจึงไม่มีการลงทุนเป็น 10,000 หมื่นล้านบาท เพื่อที่จะมีการพัฒนาด้านนี้กัน

ทั้งหมดนี้ คงเป็นเรื่องของประชาชนที่มีสิทธิ์ ตั้งคำถามขึ้นมาได้ ในฐานะผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วยเหมือนกัน แต่เหตุผลของแต่ละฝ่ายนั้น จะฟังขึ้นหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับผู้ที่ติดตามข่าวทั้งหมดนี้

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

แก้ปัญหาลดอุบัติเหตุต้องเกาให้ถูกที่คัน

109

นายปกครอง

รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาแถลงในทำนองที่ว่า ห้ามนั่งท้ายกระบะห้ามนั่งในแคป แต่สามารถนำโอ่งหรือถังบรรจุน้ำขึ้นไปเล่นสงกานต์ได้

การเอาจริงเอาจังของรัฐบาลถึงขนาดต้องออกกติกาด้วยการใช้มาตรา 44 บังคับใช้ แต่สุดท้ายก็ต้องมายกเลิก ผ่อนผันให้ประชาชนใช้ความสุขเหมือนเหมือนเดิม

ประชาชนหลายคนเข้าใจความประสงค์ดีของรัฐบาล ที่ไม่อยากให้เทศกาลครั้งหนึ่งต้องมาเสียชีวิตกันเป็นจำนวนมากๆ

แต่การแก้ปัญหาในทำนองนี้คงเป็นเรื่องที่ “เกาไม่ถูกที่คัน” กันเสียมากกว่า

ไม่ว่ารัฐบาลยุคไหนก็ตาม ที่เข้ามาบริหารประเทศ ตัวเลขของการเสียชีวิตในช่วงเทศกาลต่างๆ ก็ออกมาอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า สาเหตุการเสียชีวิตนั้นมาจากการ “เมาแล้วขับ”

แต่การที่รัฐบาลประกาศให้ใช้มาตรา 44 เพื่อบังคับไม่ให้ผู้ที่เล่นสงกานต์นั้น นั่งท้ายกระบะหรือห้ามนั่งที่แคปมันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเท่าไรนัก

เมื่อตัวเลขยืนยันออกมาชัดเจนแล้วว่า การเสียชีวิต เกิดมาจากอาการเมา ก็ควรจะแก้ปัญหาที่การห้ามขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อย่างนี้ไม่ถูกต้องกว่าหรือ..?

รัฐบาลทุกยุค ก็พยามแก้ปัญหาด้วยการห้าม คนขับดื่มเของมึนเมา ดูเหมือนว่า ประเด็นนี้ จะเป็นเรื่องที่ตื่นตัวพอสมควร หลังจากนั้น ก็มีการออกกติกามาว่า ห้ามผู้ที่โดยสารดื่มสุรายาเมาด้วยเหมือนกัน

การแก้ปัญหาทำนองนี้ ก็ไม่ได้ว่า จะตรงประเด็นอะไรมากนัก

ในความเป็นจริงแล้ว เป็นไปได้หรือไม่หรือกล้าพอที่จะออกประกาศว่า ห้ามขายเหล้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์เลย

คำตอบของชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่เคยมีใครปฏิบัติหรือกล้าห้ามขายสุรายาเมากัน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือเทศกาลอื่นๆ อย่างแน่นอน

หลายคนก็คงทราบดีแล้วว่า นายทุนพรรคการเมือง ที่สำคัญที่สุด หนีไม่พ้นคนที่ค้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั่นเอง

จึงไม่แปลกที่ไม่มีใครกล้าออกกติกาออกมาทำนองนี้ ก็ยังมีการปล่อยกันให้ขายสุรากันอย่างอิสรเสรี

แม้ว่าจะมีบางเวลาห้ามปรามบ้างก็ตาม แต่ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองคนไหน กล้าไปจับผู้ที่ฝ่าฝืนกติกาออกมาแถลงข่าวให้เห็นมากเท่าไรนัก

ดังนั้น การเสียชีวิตในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ก็คงแก้ปัญหาการที่ปลายเหตุอีกเหมือนเดิม อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีการแถลงข่าวก่อนว่า จังหวัดนั้น จังหวัดนี้เสียชีวิตมากมาย ก็ได้นับตัวเลขการเสียชีวิตกันได้เท่านั้นเอง

แต่คงจะไปห้ามปรามกันไม่ได้ แม้กระทั่งผู้ที่รักษากติกาเอง โดยเฉพาะตำรวจบางคน หรือเจ้าที่อาสาบางคน ที่ร่วมกับเจ้าที่ฝ่ายปกครองตั้งด่านบางคนและหลายๆ ด่าน ก็มีอาการมึนเมาไปด้วยเหมือนกัน

หากคิดจะหาวิธีการป้องกันไม่ให้มีการเสียชีวิตกันมากๆ จริงๆ แล้ว คงต้องดำเนินการต่อเนื่องกันให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ช่วงเทศกาลครั้งหนึ่ง ก็ตื่นตัวกันรณรงค์กันครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องอีกเช่นกัน

คงต้องคิดกันอย่างเป็นระบบว่า จะเริ่มต้นอย่างไรดี กับการป้องกันอุบัติเหตุไม่ให้มีการเสียชีวิตในช่วงเทศกาลต่างๆ และคงต้องมีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมมือกัน เพื่อที่จะไม่ให้มีการเสียชีวิตตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลจริงๆ

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

เทียบฟอร์มความสุขคนไทยคนเมืองทุกข์ที่สุด

7168_thaihealth_5u4jgly92zob

นายปกครอง

ความสุขของคนไทยนั้น ดูเหมือนว่า จะมีดัชนีชี้วัดกันขึ้นมาได้บ้าง จนสามารรถนำมาเปรียบเทียบกันให้เห็นชัดๆ ว่า ความสุขที่แท้จริงของคนไทยอยู่ตรงไหน และจะต้องมีปัจจัยอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องกันบ้าง

ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน (Academic Network for Community Happiness Observation and Research, ANCHOR) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เรื่อง ผลการจัดอันดับจังหวัด แห่งความสุขของประเทศไทย เคยดำเนินการสำรวจความสุขที่แท้จริงของคนไทยผลปรากฏว่าชีวิตคนที่อยู่ต่างจังหวัดนั้น มีความสุขกว่าชีวิตคนเมืองอย่างแน่นอน

การสำรวจพบว่า ประชาชนที่อยู่ในบ้านเราทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ มีจังหวัดแม่ฮ่องสอน ดัชนีความสุขของประชาชนมีมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วพบว่า มีถึง 60.9 % รองลงมาคือจังหวัดพังงา มีความสุขที่วัดได้ 60.7 % และลำดับที่สามคือจังหวัดชัยภูมิ มีความสุขที่วัดได้ถึง 60 % เลยทีเดียว

ลองมาดูจังหวัดที่เรียกว่า อยู่ในลำดับท้ายสุดของดัชนีชี้วัความสุขคือ กรุงเทพมหานคร มีเพียง 20.8 % เท่านั้น รองลงมาคือสมุทรปราการมี 22 % และลำดับที่สามรองจากสุดท้ายคือภูเก็ต เป็นสังคมเมืองเหมือนกัน มีความสุขที่วัดได้ 24.2 %

หากวิเคราะห์ความต่างระหว่างความสุขกับความทุกข์ คงอธิบายได้ว่า จังหวัดที่มีความสุขมากที่สุดของประเทศไทยนั้น คงเป็นเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติที่ยังมีความเขียวชอุ่มและความเป็นธรรมชาติที่ดีเพียงพอที่จะให้ความสุขกับคนในพื้นที่ได้

คำว่าธรรมชาติ ความเขียวชอุ่มนี้ หลายประเทศให้ความสำคัญอย่างมาก เช่น สิงคโปร์ ประเทศเล็กนี้ ยังมีความเขียวเฉลี่ยประชากร 1 คน มีพื้นที่สีเขียวถึง 60 ตารางเมตร เช่นเดียวกับอังกฤษ มีประมาณ 50 ตารางเมตร นิวยอร์ค สหรัฐฯ ประมาณ 23 ตารางเมตร ส่วนไทยนั้นประมาณ 3 ตารางเมตรต่อประชากรเมืองหลวง 1 คนเท่านั้น

ประการต่อมาคงเป็นเรื่องของ สุขภาพ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสดชื่นนั้น ร่างกายก็ต้องแข็งแรงไม่เจ็บไข้ได้ป่วยมากเหมือนกับคนที่อยู่ในเมืองอย่างแน่นอน

ปัจจัยต่อมาเป็นเรื่องของค่าครองชีพ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดัชนีชี้วัดบอกได้ว่า มีความสุขหรือไม่ คงไม่แปลกในกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และภูเก็ตนั้น ค่าครองชีพต้องแพงริบริ้วอย่างแน่นอน

หากอยู่ในชนบทการใช้ชีวิต ประจำวันนั้น หลายคน ก็สามารถปลูกผักปลูกหญ้าหากินได้ตามธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นเมืองแล้วพื้นที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็ต้องบอกว่าราคาสูง จนไม่สามารถที่จะปลูกผักปลูกหญ้ากินได้เหมือนในต่างจังหวัด

ในขณะที่ความจำเป็นของการใช้ชีวิตคนในเมืองนั้น ก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า ดิ้นรนเพื่อปากท้องและครอบครัว ที่หวังว่าจะมีความสุขในอนาคต คงไม่สามารถเรียกร้องหาธรรมชาติอะไรได้มากมายนัก

ก็จะทำยังไงได้ ชีวิตมันต้องสู้ ถึงแม้ว่า จะอยู่อย่างลำบากนำสุขภาพร่างกายมันเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บมากเพียงใดก็ต้องยอม

แต่หลายคนก็พ่ายแพ้ให้กับชีวิตในเมืองเหมือนกัน สุดท้าย บั้นปลายของชีวิตก็ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในชนบท และหลายคนก็ประสบความสำเร็จตอนบั้นปลายชีวิตเหมือนกัน ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ต้องอยู่กันอย่างพอเพียงจึงจะมีความสุขได้

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

ม.44 ห้ามนั่งท้ายกระบะเละเป็นโจ๊ก

102

นายปกครอง

หลังจากที่พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ได้ออกมาประกาศใช้มาตรา 44 อย่างชัดเจนในเรื่องของการบังคับใช้ผู้ที่ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะรถกระบะในประเด็นที่ว่า ห้ามนั่งท้ายกระบะ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่สามารถนำโอ่งหรือถังน้ำบรรทุกไปได้ ส่วนผู้โดยสารนั้นก็ให้นั่งได้แต่เฉพาะเบาะด้านหน้า แคปด้านหลังก็นั่งไม่ได้

ต้องยอมรับว่า “ถูกด่า” กันทั่วบ้านทั่วเมือง ในประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องความเดือดร้อนกลายเป็นเรื่องความคิดเห็นแตกแยกกันเป็นสองฝ่ายขึ้นมาทันที

แต่ดูเหมือนฝ่ายที่เห็นด้วยกับการใช้มาตรา 44 มีน้อยมาก

ยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ยิ่งทำให้กระแสสื่อต่างๆโดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดีย แสดงความไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้อย่างมากมาย นำภาพต่างๆ มาตัดต่อล้อเลียนกันเป็นจำนวนมากแถมยังด่าทอผู้ที่ใช้อำนาจในลักษณะนี้ด้วย

การใช้มาตรา 44 ดังกล่าว คงจะสร้างความลำบากใจให้กับประชาชนและตำรวจผู้ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไม่ใช่น้อย

ตามปกติแล้วช่วงเทศกาลนั้น ประชาชนจะต้องอาศัยรถตัวเอง เสียเป็นส่วนใหญ่แต่ก็จะต้องบรรทุกเผื่อญาติและเพื่อนฝูงไปในรถด้วย รวมไปถึงการใช้รถประจำทางเพื่อกลับภูมิลำเนาของตัวเอง

เทศกาลที่ผ่านๆ การใช้รถปิกอัพบรรทุกเพื่อนบ้าน ญาติพี่น้อง กลับไปเยี่ยมญาติหาความสุขในชนบท นับว่า เป็นวิถีชีวิตที่ปฏิบัติกันมานานแสนนานโดยไม่มีกติกาอะไรมากีดกัน

แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะลำบากเสียแล้ว

แม้ว่ารัฐบาลเองจะพยายามที่จะหารถประจำทางโดยเฉพาะรถไฟ บ.ข.ส. เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนไปภูมิลำเนาเดิมก็ตาม

คงไม่เพียงพอที่จะรองรับประชาชนที่จะใช้เส้นทางต่างๆ ทั่วประเทศได้

ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่าความสุขความสะดวกตรงนี้ลดน้อยลง ถึงแม้ว่า ผู้ที่ออกกติกาตรงนี้มาต้องการที่จะสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

เสียงประชดประชันที่เกิดขึ้นมากมายนั้น บางเสียงประชดออกมาในทำนองที่ว่าแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะตำรวจและทหาร ก็นั่งท้ายรถกระบะเหมือนกัน

หนักไปกว่านั้นคือทหารที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายคันที่เป็นรถกระบะจำเป็นต้องบรรทุกกำลังไว้ตอนท้าย เพื่อที่จะเตรียมพร้อมที่จะป้องกันตัวหรือปะทะกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายในพื้นที่

เมื่อกติกาออกมาเช่นนี้ ผู้ที่อยู่ในเครื่องแบบ ก็คงต้องลำบากใจเหมือนกัน หากกระทำไปตามกติกา หรือเจ้านายสั่งอะไรลงไป อย่างเคร่งครัดประชาชนก็ด่าทอโดยเฉพาะตำรวจในพื้นที่ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนสุดท้ายต้องมาทะเลาะกับลูกหลานญาติพี่น้องในพื้นที่ตัวเอง

ที่สำคัญหากข้าราชการที่มีความจำเป็นต้องนั่งท้ายกระบะเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่หากผู้ที่รักษากฎหมายโดยเฉพาะตำรวจด้วยกันเองก็ต้องกายเป็นเรื่องลำบากใจขึ้นมาอีก

หากตำรวจไม่ดำเนินการตามคำสั่งมาตรา 44 แล้วมัน ก็เป็นเรื่องที่ อาจจะต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 อีกด้วย

ตำรวจบางคนถึงขนาดยอมว่า ทำงานลำบากโพสต์ข้อความลงในโซเชียลมีเดียยอมแม้กระทั่งว่าให้มีการสอบสวนเลยทีเดียว

แรงด่าแรงเสียดทานดูเหมือนว่า จะได้ผล จนทำให้พลโทสรรเสริญ ได้ออกมาแถลงอีกครั้งหนึ่งว่า ประชาชนสามารถนั่งท้ายรถกระบะได้ นั่งในแคปได้ แต่ต้องไม่เกิน 6 คน แต่ยังเหลือไว้เพียงการห้ามนั่งขอบกระบะเท่านั้นเอง ซึ่งความสุขตรงนี้เท่ากับให้ประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้อีกครั้ง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เสื่อมคุมตลกพูดหยาบคายหน้าจอไม่ได้

62

นายปกครอง

มีหลายหน่วยงานด้วยกัน ที่สามารถสอดส่องดูแลไม่ให้คำพูดหยาบคายต่างๆ จากโทรทัศน์หลายๆ ช่องเพื่อไม่ให้สู่ประชาชนคนดูโดยเฉพาะเด็กไม่ให้รับสื่อต่างๆไปในทางที่มิชอบ

แต่ดูเหมือนหลายหน่วยงานนั้น ไม่เห็นมีใครแสดงพลังอำนาจ ออกมาเอาจริง เอาจังกับคำหยาบคายออกไปสู่หน้าจอเลย โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ช่องบันเทิงที่นำตลกมาเล่นประกอบไปด้วยก่อนบางคนก็พูดจาไปในทางที่ไม่เหมาะสม

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่รับผิดชอบโดยตรง

ต้องตั้งคำถามขึ้นมาว่า หน่วยงานนี้แก้ปัญหาเรื่องคำหยาบคายด้วยหรือเปล่า

อยากจะย้อนถึงการทำงานในสมัยอดีต ที่ไม่มีองค์กรใหญ่โตมารับผิดชอบสถานีโทรทัศน์โดยตรง หน่วยงานนั้นคือ คณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ หรือ กบว. ซึ่งการทำงานต้องยอมรับว่าสามารถควบคุมกันได้มีระเบียบมีจรรยาบรรณมีในเครื่องคำพูดคำจามากกว่านี้

หลายคนอาจจะมองว่า เป็นเรื่องเล็กน้อยกับคำพูดคำจา มีงานอื่นๆ ที่ใหญ่โตมากกว่านี้ ต้องเร่งดำเนินการทำให้ได้เสียก่อน

ฟังผิวเผินแล้วอาจจะมีเหตุผล

หากมองลึกลงไป คำพูดหยาบคายออกสู่หน้าจอนั้น มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะเป็นตัวอย่างไม่ดีให้กับเด็กเยาวชนนำไปพูดต่อๆ กันไปและปลูกฝังสังคมให้มีนิสัยไม่ดีเหมือนกับคนที่เปล่งวาจานี้ออกมา

กลุ่มตลก ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า พูดจาหยาบคาย โดยเฉพาะพูดคำว่า “มึง กู” จะออกมาสู่หน้าจออย่างไม่รู้สึกว่า เกรงอกเกรงใจคนดูเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตามมักจะแสดงคำพูดทำนองนี้ออกมาเป็นประจำ

ไม่มีใครตระหนัก ไม่มีใครสำนึกเรื่องราวทำนองนี้กัน

องค์กรตลกก็มีผลที่เรียกว่าเป็นตัวแทนใจชื่อว่านายกบ้างใช้ชื่อว่าหัวหน้าบ้างแต่ก็ไม่มีการควบคุมเรื่องราวทำนองนี้กัน

ปัญหาตรงนี้นี่เองจึงพอที่จะประเมินผลงานกับ กสทช. ได้ว่าควรจะมีการให้คะแนนการทำงานตรวจสอบนั้น ไม่ผ่านอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่รับผิดชอบเด็กและเยาวชนอีกองค์กรหนึ่งคงนี้ไม่พ้นกระทรวงศึกษาธิการ

แต่ก็ไม่มีใครมาแสดงบทบาทหรือคัดค้านหรือท้วงติงเลยว่าคำพูดหยาบคายจะออกไปหน้าจอนั้น มันเป็นเรื่องไม่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างยิ่ง

จะเห็นได้จาก คดีที่เกี่ยวกับอาชญากรรมที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหนี้ตำรวจดำเนินการจับกุมได้พบว่ามีเด็กหรือเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วย หลายคนเกิดสารภาพออกมาว่า สาเหตุที่ทำผิดไปนั้นเนื่องจากว่า เลียนแบบสื่อโทรทัศน์นั่นเอง

ดังนั้นควรตระหนักถึงเรื่องคำพูดที่เป็นคำหยาบคาย เมื่อสื่อออกไปทุกวันทุกวันมันก็ยอมซึมซับ เข้าไปในสังคมบ้านเราให้พูดจาหยาบคายไปได้ตลอด

กระทรวงวัฒนธรรม เอง ที่มีหน้าที่โดยตรงในการรักษาขนบธรรมเนียมที่ดีของไทยเอาไว้ แต่เรื่องคำหยาบคายของดาราตลกหรือพิธีกรต่างๆ หลายคนได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่าได้แสดงบทบาทอะไรเรื่องนี้บ้าง

ควรจะมีการทักท้วงในเรื่องนี้กันบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เห็นมีหน่วยงานใดออกมาในเรื่องนี้เท่าไหร่นัก

เมื่อมีหลายหน่วยงาน หมางเมินไม่แสดงความรับผิดชอบไม่แสดงอาการกระตุ้นให้องค์กรที่รับผิดชอบโดยตรงได้ตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้

คงถึงเวลาแล้วกระมังที่ประเพณีไทยอันดีงามคำพูดคำจาอ่อนหวานคงต้องเริ่มเสื่อมลงไปพร้อมกับยุคโซเชียลมีเดียที่เกิดขึ้นมาแทนหรือไม่

เมื่อไม่มีการกระตุ้นดาวตลกไทย ไม่มีการห้ามปรามการแสดงอาการพูดจาหยาบคายหน้าจอแล้ว

จึงไม่แปลกที่ตลกต่างประเทศ เมื่อเข้ามาหากินบ้านเรา เขาไม่ได้รู้ประเพณีบ้านเราแบบลึกซึ้งด้วยแล้ว ทำให้เขาต้องพูดจาหยาบคายหนักไปอีก

เช่น ไอ้ทะลึ่ง ไอ้สารพัดสัตว์ ไอ้เลว พ่อ แม่ บุพการี ขุดออกมาเล่นกันเต็มจอไปหมด

รูปแบบที่จะพูดจาในสิ่งที่เรียกว่าไม่เหมาะสมกันทำนองนี้ ผู้รับผิดชอบมองกันไม่ออกเชียวหรือ

การแก้ปัญหานั้น ควรจะมีการลงโทษบุคคลที่พูดจาออกมาในทำนองที่ว่า ไม่เหมาะสม

หลังจากนั้นก็ควรจะมีการลงโทษองค์กรที่รับผิดชอบโดยตรง ที่ปล่อยให้โทรทัศน์เผยแพร่คำหยาบคายออกมา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment