ยังไม่ลืมคำคม“ทักษิณ”คาใจต้องเคลียร์

8

โดย นายปกครอง

ในความเป็นจริงแล้ว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยมียศเป็น พันตำรวจโท แต่ถูกถอดออก เนื่องจากปัจจุบันนี้เป็นเหมือนผู้ต้องโทษ หรือนักโทษหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ หลังจากที่ศาลสั่งจำคุก 2 ปี แต่ก็ไม่ยอมรับ ในคำพิพากษาของศาลตรงนี้ จึงกลายเป็นคนที่ท่องอยู่ในแดนต่างประเทศตลอดไม่มีโอกาสเข้ามาสยามประเทศ อันเป็นถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเองได้

ทุกคนต้องยอมรับว่า บุคคลผู้นี้ยังมีความสำคัญกับนักการเมืองบ้านเราหลายคน ที่เทิดทูนยกย่องให้เป็นเจ้านาย

บางคนถึงขนาดยอมติดคุก บางคนถึงขนาดเรียกว่ายอมตายแทนเครือญาติได้เลยทีเดียว

ก็จะทำยังไงได้ บุคคลผู้นี้ ได้ขึ้นชื่อว่าเคย เป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมือง สูงสุดในเมืองไทยก็ว่าได้ ทั้งนี้เป็นเพราะเป็นผู้บริหารปกครองประเทศ ซึ่งสามารถให้ผลประโยชน์กับพรรคพวกที่มีทั้งนักการเมืองและนักธุรกิจ  แต่อีกแง่มุมหนึ่งก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่า กล้าได้ กล้าเสีย แม้กระทั่งเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย กล้าพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด กล้าทำในเรื่องที่ไม่ควรทำ

บุคคลเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่ต้องขัดแย้งกับบุคคลสำคัญภายในประเทศ รวมถึงแกนนำนักการเมืองสำคัญๆ ต่างๆ มากมาย

คำพูดที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง หากเป็นการก้าวล่วงสถาบันที่คนไทยเคารพรักอย่างยิ่งยวด

“หาก….. มากระซิบข้างหู จะกราบ ….. ลาออกทันที”

คงไม่ต้องอธิบายคำเต็มเต็มว่า “ทักษิณ”เคยพูดอย่างไร

คำพูดที่ไม่น่าฟังไม่มีการเคารพ เป็นการก้าวล่วงสถาบันที่ไม่ควรจะนำมาพูด ประชาชนหลายคนคงจำเรื่องนี้กันได้ดี

ในระหว่างที่มีการขับไล่ให้นายทักษิณ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตอนนั้น นายทักษิณจึงพยายามประกาศในลักษณะของการต่อสู้ ไม่มีการถอนตัวหรือลาออกแต่อย่างใด ทั้งๆ ถูกขับไล่เต็มบ้านเต็มเมือง

แม้ว่า จะมองดูเป็นเกมการเมืองก็ตาม ควรจะนำคำพูดอื่นๆ มาใช้จะดีกว่าหรือไม่

ความคิดของนายทักษิณที่จบระดับ “ด๊อกเตอร์” มา คิดได้อยู่แค่นี้และจึงพูดออกไป

ในความเป็นจริงของนักการเมืองมืออาชีพนั้น ควรจะต้องแยกกันให้ออก ระหว่างอันไหนสมควร ไม่ควรก้าวล่วง

สิ่งที่พูดออกไปนั้น หลายคนยังติดอกติดใจอยู่ แต่หลายคนอาจลืมไปบ้างแล้ว และเรื่องทำนองนี้ มันเป็นเรื่องที่อดีตผู้นำพูดออกไป ในบางคำพูดคำเพียงคำเดียวนั้น ยังต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ หรือบางครั้งคำคำเดียวก็กลายเป็นเรื่องที่บานปลายใหญ่โต ขึ้นมาได้

หากประเด็นนี้นำหยิบยกขึ้นมาพูดกันใหม่มันก็คงต้องเป็นเรื่องที่เรียกว่า ทำไมไม่มีการอธิบายกันให้ชัดเจนในยุคนั้นสมัยนั้น

เช่นเดียวกับเรื่องนี้หากมีการนำมาพูดถึงอีก ปรากฏว่า มีผู้ใดผู้หนึ่งเกิดความเสียหาย ก็เชื่อว่า สามารถที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายได้

แต่บางครั้งเรื่องของการเมืองก็ไม่ได้คิดว่า จะต้องเอาเป็น เอาตาย เอาผิดตามกฎกติกากันทั้งหมด

อยากจะยกตัวอย่างให้เหมือนกับโจรผู้หนึ่ง เคยทำเรื่องเลวร้ายมาสารพัดอย่าง จนสังคมไม่น่าจะให้อภัยได้ แต่การทำสมัยนั้นมันก็ย่อมมีสิ่งที่จะสามารถชดเชยกันได้บ้าง โจรผู้นั้นกลับใจเป็นคนดี เมื่อได้รับการลงโทษก็ให้อภัยกันและกัน

เช่นเดียวกับเรื่องของนายทักษิณนี้ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของ การไปเยี่ยมเยียนประชาชน แล้วมีการโบกธงทรงพระเจริญ

หรือเรื่องคำพูดที่ว่า “จะกราบบังคมทูลลาออก” นี้ก็เช่นกัน เรื่องนี้ก็ยังไม่มีการเคลียร์ให้ชัดเจนขึ้นมาเลย

หากทั้งหมดนี้ ได้รับการชี้แจง ต่อสาธารณชน มีการขอโทษขอโพยสิ่งที่ได้กระทำลงไป ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่มากกว่านี้ เชื่อว่าความคลางแคลงใจของประชาชน คงจะลดกระแสความเกลียดชังหรือความเข้าใจผิดลงได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็สามารถดำเนินการอะไรซักอย่างหนึ่งเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน รวมไปถึงการเคลียร์ปัญหาในรูปแบบต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้เกิดความรักสามัคคีกันอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นส่วนรวม

ก็คงจะต้องมีการคลี่ปมปัญหาคาใจตรงนี้ก่อนด้วยเหมือนกัน ซึ่งจะเป็นผลดีทั้งสองฝ่าย ไม่ว่า จะเป็นตัวของนายทักษิณเอง ประชาชนที่เกิดความเข้าใจหรือไม่ก็ตาม ทั้งหมดนี้เหมือนเป็นการหยิบยกเรื่องเก่า นำมาเป็นประเด็นการสร้างความชัดเจนให้ดียิ่งขึ้น

มิฉะนั้น ในอนาคตหากมีการเลือกตั้ง แล้วกลุ่มนายทักษิณ ได้ขึ้นมามีเสียงข้างมาก เรื่องอดีตเหล่านี้ก็จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมา กลายเป็นปมขัดแย้งที่ต้องใช้กำลังเข้ามาแก้ปัญหากันอีก

ดังนั้น ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามของทั้งสองฝ่ายควรจะมีการดำเนินการหาจุดจบกันให้ได้ และก็จะส่งผลต่อความสงบสุขของบ้านเมืองด้วยเช่นกัน

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

ย้อนเรื่องเลวร้าย “ทักษิณ” ให้โบกธงทรงพระเจริญต้อนรับ

9

โดย นายปกครอง

มนุษย์เรานี้ร่ำรวยมหาเศรษฐีเพียงไร ดูเหมือนว่า ความไม่รู้จักพอ ก็มาสะสมในสมองมากขึ้น มิหนำซ้ำ ยังพยายามที่จะสร้างบารมีในทางที่ผิดให้กับตนเองขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่า การกระทำของคนมีสตางค์นั้น ทำอะไรก็ได้ไม่ผิด

มันเป็นความคิดที่ผิดและเลวร้ายเสียจริงๆ

บางคนคิดว่า ไม่ผิดทั้งกฎหมายบ้านเมือง ไม่ผิดแม้กระทั่งสังคมที่จะมองอย่างไรก็ตาม แต่อย่าลืมนะว่าในปัจจุบันนี้ เวรกรรมมันเป็นเรื่องของออนไลน์ ที่โตขึ้นมาพร้อมพร้อมกับความเจริญนี้เหมือนกัน

ไม่อยากให้คนไทยลืมคนชื่อ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ยอมรับความผิดที่ตัวเองสร้างเอาไว้ หลังจากที่ศาลตัดสินให้จำคุก 2 ปี

“ทักษิณ” คิดว่า สิ่งที่ตนเองกระทำไปนั้นไม่ได้เรื่องผิดกฎหมาย และอีกมุมหนึ่ง “ทักษิณ” ก็คิดว่าหากผู้อื่นกระทำความผิดนั่นแหละต้องถูกลงโทษ

ภาพประการสำคัญอันหนึ่ง ที่นายทักษิณ ได้กระทำเอาไว้ ด้วยการเกณฑ์คนเป็นจำนวนมากแห่ไปต้อนรับ ประชาชนที่ถูกเกณฑ์ไปนั้น ในมือถือธงชาติไปมา ในผืนธงชาติยังระบุข้อความที่ไม่รู้จักเกรงอกเกรงใจสถาบันชั้นสูงเลยว่า “ทรงพระเจริญ”

ไม่ว่า จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่วัยกลางคนอย่างไรก็ตาม ที่แห่มาต้อนรับนายทักษิณ ต่างก็ถือธงทำนองนี้กันหมด

ต้องเรียกว่า จัดฉากครั้งใหญ่ให้นายทักษิณ เลยทีเดียว ประชาชนหลายคนเฉพาะแค่เรื่องธงอย่างเดียว ชาวบ้านเป็นจำนวนมากมายมหาศาล ก็คงไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อมาจากที่ไหน

ทีมงานนายทักษิณ จัดฉากมาให้ทั้งนั้น

สมมุติว่า มีชาวบ้านคนหนึ่ง ตั้งใจจะนำธงชาติทรงพระเจริญ มาต้อนรับนายทักษิณ คงต้องมีการลงทุนกันน่าดู อย่างน้อยหากระดาษสามสีมาได้แล้วยังต้องประกอบกันและเขียนคำว่าทรงพระเจริญ

มันคงเป็นเรื่องยากสำหรับชาวบ้านชนบทเป็นอย่างมาก และชาวบ้านคนนั้น คงรู้อยู่แก่ใจ มิบังอาจก้าวล่วงละเมิดไปได้ขนาดนั้น โดยไม่รู้ที่ต่ำที่สูง

นายทักษิณ สูงส่งขนาดไหนเชียว ที่จำเป็นต้องนำธงชาติทรงพระเจริญไปต้อนรับกันขนาดนั้น

แต่เรื่องนี้ก็เงียบหายไป โดยผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตำรวจ ดูเหมือนว่า จะแสดงบทบาทเก่งเหลือเกินในเรื่องของ การไล่จับก็ดีเล็กคดีน้อย มีความโดดเด่นกันมากมายเหลือเกิน โดยที่ไม่มองถึงเรื่องความสะเทือนใจที่นายทักษิณ ได้ก่อไว้

จะมีนายตำรวจซักกี่คน ที่มีความสำนึกนำเรื่องนี้มาประกอบกันเป็นคดี ด้วยการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง ปรึกษาฝ่ายกฎหมายด้านต่างๆ ประมวลเรื่องให้เป็นสำนวนเพื่อส่งขบวนการยุติธรรมระดับต่อไปคืออัยการเป็นผู้พิจารณา

อยากรู้ความคืบหน้าในเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน

เมื่อดำเนินการเป็นสำนวนส่งไปให้อัยการได้แล้ว หากมีความบกพร่องผิดพลาดตรงไหน สามารถย้อนมาให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีนายพลเป็นจำนวนมากหลายคนวันๆ หนึ่งไม่รู้ว่า ไปทำอะไรกันบ้าง มานั่งพิจารณา กันดูว่าจะมีความผิดเข้าข้อกฎหมายข้อใดบ้าง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติในยุคของ พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา เป็นหมายเลขหนึ่ง จะมีใครบ้างที่คิดออกมาได้ทำนองนี้

ถ้ามีเราคงต้องปรบมือให้ เพราะทั้งหมดนี้บุคคลที่ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี ได้ดิบได้ดีบนอำนาจบริหารประเทศทุกอย่าง จะได้มีการเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดี และที่สำคัญคงต้องดำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันชั้นสูงต่อไปอีก

ทั้งหมดนี้แม้ว่า เหตุการณ์ผ่านไปหลายปีแล้วแต่หากว่า ยังไม่มีการดำเนินการอะไรที่ชัดเจน ก็ยังไม่สายที่จะย้อนนำเรื่องราวทำนองนี้ออกมาตอกย้ำความผิดหรือความไม่เหมาะสม ของคนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ให้ชาวโลกได้รู้และเข้าใจกันถึง การกระทำอันเรียกว่าเลวร้าย กันให้กระจ่างเสียที


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

บุหรี่เถื่อนหาดใหญ่ขายกัน24ชม.

7

นายปกครอง

ตอนนี้ต้องยอมรับว่า บรรดาผู้ค้าบุหรี่เถื่อน แถบแนวชายแดนทุกด้านของประเทศไทย กำลังจับจ้องมองบ้านเราว่า ทำอย่างไรจึงจะโกยรายได้ให้กับธุรกิจเถื่อนเถื่อนของตนเอง

ไม่ให้เป็นอย่างนี้ได้อย่างไรในเมื่อบ้านเราเล่นขึ้นภาษีกันบุหรี่ซองละเกือบ 100 บาท เท่ากับเปิดประตูให้ของเถื่อนทะลักเข้ามาบ้านเรามากมีชิ่งขึ้น

ในขณะที่บุหรี่เถื่อนโดยเฉลี่ยแล้วขายกันอยู่ซองละประมาณ 20 บาท จึงทำให้บรรดาสิงห์อมควันต่างๆ ก็ย่อมหาของที่ถูกถูกมาย้อมปอดกันอย่างแน่นอน

นโยบายของรัฐบาลผู้ปฏิบัติย่อมทราบดีแล้วว่า จะต้องดำเนินการปราบปรามกันอย่างไร จุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่คาดการณ์ว่าจะต้องมีบุหรี่เถื่อนทะลักเข้ามามากที่สุดนั้นคงหนีไม่พ้นชายแดนไทยมาเลเซีย

ซึ่งปกติบริเวณด้านนี้หากภาษีใหม่เพิ่มบุหรี่เถื่อนก็ทะลักมากมายอยู่แล้ว

แม้ว่าสองประเทศนี้ พยายามที่จะทำรั้วกั้นแต่บรรดาผู้ที่คนบุหรี่นั้น ก็พยายามที่จะโยนข้ามกำแพงรั้วบ้าง บางคนเย้ยหยันประเทศไทยและมาเลเซียด้วยการเจาะรั้ว ส่งบุหรี่ข้ามชายแดนกันอย่างหน้าตาเฉย

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ผู้ปฏิบัติไม่ว่า จะเป็นกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต ตำรวจ ทหารย่อมรู้ดีว่ามีการลักลอบนำบุหรี่เถื่อนเข้ามาบ้านเรา

รู้มั้ยกระทั่งว่า หัวโจกสำคัญนั้นคือ ใครที่อยู่ฝั่งประเทศมาเลเซีย เช่น Tony ที่ลักลอบบุหรี่ยี่ห้อ Jhonblack และ Astro เข้ามา ให้กลุ่มนายทุนที่เป็นทั้งเมียตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ทหารนอกราชการบางคน ปักหลักขายกันในพื้นที่หาดใหญ่และจังหวัดสตูล

ผู้ปฏิบัติทราบดีว่าวิธีการดำเนินการนั้นควรจะทำอย่างไร

ในเมื่อผู้ปฏิบัติ ทำเหมือนลิงหลอกเจ้านาย ให้ดำเนินการแถลงข่าว โดยเฉพาะกรมศุลกากรมันเป็นเรื่องที่น่าตลกสิ้นดี จับกุมบุหรี่มาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว จึงมีการแถลงข่าว โดยอธิบดีกรมศุลกากรเป็นผู้ดำเนินการแถลงด้วยตัวเอง

แต่หากย้อนไปดูแล้วก็จะพบว่า นั่นแหละคือการหลอกเจ้านาย อย่างชัดเจน สำหรับผู้ปฏิบัติในกรมศุลกากร

เหตุผลที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า เมื่อเจ้าที่ควบคุมสินค้าเข้าส่วนกลางเพื่อให้เจ้านายแถลงข่าวปรากฏว่า ในกลางเมืองหาดใหญ่ ก็ยังมีการค้าขายบุหรี่เถื่อนกันได้เหมือนเดิม โดยเฉพาะร้านค้าที่กรมศุลกากรไปดำเนินการจับกุม แค่เจ้าหน้าที่หันหลังกลับเท่านั้น ก็ยังมีการเปิดขายบริการกันได้ตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนเดิม

ในขณะที่เจ้าที่ตำรวจท้องที่เอง ก็พยายามที่จะดำเนินการจับกุม ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เห็นมีความพยายามหรือกระตือรือร้นอะไรมากนัก

ถ้าถามย้อนกลับไปว่า ตำรวจเหล่านี้ไม่รู้หรือว่าร้านค้าบุหรี่เถื่อนขายกันได้ 24 ชั่วโมง ขนาดชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงยังเอือมระอากับพฤติกรรมการค้าของเถื่อนในลักษณะนี้

ดังนั้น การแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อน ที่ไม่ให้เข้ามาขายแข่งกับบุรีที่ถูกกฎหมายในบ้านเรานั้น หากการทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นเช่นนี้ คงเป็นเรื่องที่ยากที่จะกวาดล้างให้ขบวนการนี้หมดลงไปได้

การแก้ปัญหาที่ถาวรนั้น ผู้ปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นกรมศุลกากร ตำรวจ ทหาร สรรพสามิต จะต้องมีการบูรณาการปฏิบัติงานร่วมกันแบบถาวรตลอดไป เพื่อที่จะจับกุมบุหรี่เถื่อนเหล่านี้ให้ได้

เพราะการปฏิบัติการขนบุหรี่เถื่อนของกลุ่มนักค้าเหล่านี้ ก็ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไร ขนผ่านด่านกรมศุลกากร เข้ามายังประเทศไทยก็มีด่านความมั่นคง วิ่งบนท้องถนนก็มีตำรวจสามารถตั้งด่านสกัดได้

นอกจากนี้การแก้ปัญหาภาพรวมนั้น ประเทศไทยเองควรจะสร้างความเข้าใจกับประเทศมาเลเซีย ที่ฝ่ายเรามองว่าประเทศเพื่อนบ้านนี้มีแหล่งผลิตบุหรี่เถื่อน แต่ในบ้านเขาก็มองย้อนกลับมาว่า บุรีที่รักรอบขายในประเทศไทยนั้นไม่ได้ผิดกฎหมายของมาเลเซีย จึงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้

ผลประโยชน์จำนวนมหาศาล จ่ายให้ในแต่ละเดือนนั้น คงมากมายเพียงพอที่จะหยุดยั้งไม่ให้ผู้ที่รับผิดชอบหลายคน มาเป็นก้างขวางคอในการทำธุรกิจเถื่อนๆ ตรงนี้ได้

หากไม่สามารถแก้ปัญหากันได้ ผู้ประกอบการธุรกิจถูกกฎหมายในบ้านเรา มีการยืนยันออกมาอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีเป็น 1,000 ล้านบาทต่อเดือน และเชื่อว่า ผู้ประกอบกิจการอีกหลายหลายคนคงไม่สามารถที่จะนำบุหรี่ถูกกฎหมาย ขายให้กับสิงห์อมควันในบ้านเราได้อย่างถูกต้องแน่นอน

ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้เท่ากับว่า ประเทศไทยนั้น ต้องเสียเปรียบกับขบวนการค้าบุหรี่เถื่อนกับประเทศเพื่อนบ้าน และขนเงินออกไปจากบ้านเราปีละจำนวนมหาศาลอย่างแน่นอน


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

กรณีทัวร์ศูนย์เหรียญยังไม่มีคำตอบ“เลือกปฏิบัติ..?”

6

นายปกครอง

ระบบการสอบสวนมีการเรียกร้องกันมากเหลือเกินว่า ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกันใหม่ มิฉะนั้นแล้วคำว่า “ดับเบิ้ลสแตนดาร์ด” หรือถ้าเรียกไทยไทยเป็นอันว่ารู้กันในลักษณะของการเลือกปฏิบัติ การวางตัวไม่เป็นกลางของกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นย่อมถูกครหาขึ้นมา ในทางที่รพอย่างแน่นอน

คำว่าดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะต้องย้อนไปดูคุณธรรมจริยธรรมนั้น แต่ละคนมีเต็ม 100 % กันหรือยัง

ในกรณีที่บริษัท โอเอทรานสปอร์ต จำกัด พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยวในขณะนั้น ปัจจุบันขึ้นมาเป็น ว่าที่รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้คุมทีมการสอบสวน ตั้งข้อหาบริษัทนี้ว่า เป็นอั้งยี่ ซ่องโจร

เมื่อขึ้นศาลปรากฏว่า ศาลได้พิจารณาแล้วไม่มีหลักฐานตามข้อกล่าวหา จึงยกฟ้อง

แสดงให้เห็นว่า การสอบสวนในเบื้องต้นนั้น มีความบกพร่องอย่างมาก จนเกิดคำถามขึ้นมาว่า เมื่อพนักงานสอบสวนเห็นว่า ไม่มีหลักฐานแล้วทำไมจึงต้องตั้งข้อกล่าวหาและดำเนินการส่งฟ้องในข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจรด้วย

เมื่อมีการสอบถามไปยังพนักงานสอบสวนในเรื่องนี้ปรากฏว่า ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน อ้างว่าเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับสำนวนไม่สามารถจะนำออกมาเปิดเผยได้

มันเป็นข้ออ้างที่ครอบจักรวาลอีกเช่นกัน ทำไมตอนที่ดำเนินการตรวจค้นจึงยกกองทัพนักข่าวไปได้เป็นจำนวนมากมายขนาดนั้น แต่เมื่อเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมาแล้วปรากฏว่า ออกมาบอกเหตุผลต่างๆ ไม่ได้

การตั้งข้อหา อั้งยี่ ซ่องโจรนั้น ตามกระบวนการของกฎหมายแล้วถือว่าครบองค์ประกอบที่ ปปง. จะต้องเข้ามาตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งก็เป็นจริงตามคาด ทำให้ธุรกิจของบริษัทนี้ต้องหยุดชะงักลงทันที

รถทัวร์ที่เป็นปัจจัยหลักของการขับเคลื่อนธุรกิจ จำนวนมากกว่า 2,000 คัน ถูกอายัดเอาไว้อย่างไม่มีกำหนดที่จะปล่อยให้ออกมาทำธุรกิจ พนักงานเป็นจำนวนมากได้รับผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งทั้งที่ข้อกล่าวหาไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนจนศาลต้องยกฟ้อง

เครือญาติของบริษัทโอเอ นั้น ได้ออกมาตอบโต้ พร้อมกับตั้งคำถามขึ้นมาว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นใครจะต้องออกมารับผิดชอบกันบ้าง

ข้อกล่าวหาประการสำคัญ ในเรื่องของการประกอบธุรกิจที่เงินนั้น ไม่อยู่ในประเทศไทย แต่ผู้บริหารเป็นคนของประเทศจีน จึงกอบโกยเงินออกนอกประเทศ กลายเป็นเงินของประเทศจีนไปเสียทั้งหมด ทำให้เกิดการเข้าใจได้ว่า นี่แหละคือทัวร์ 0 เหรียญ

แต่หลายคนก็ออกมายืนยันในเรื่องนี้แล้วว่า มันเป็นกลยุทธ์ในการประกอบธุรกิจ ซึ่งมีอีกหลายบริษัทด้วยกันที่ทำในลักษณะนี้ และเงินคงไม่ได้ไหลออกนอกประเทศไปเสียทั้งหมด จนกลายเป็น 0 เหรียญ

บริษัทหลายแห่งก็ดำเนินธุรกิจในลักษณะคล้ายๆ กับโอเอทรานสปอร์ต ทั้งหมดไม่ได้ถูกตั้งข้อกล่าวหาเป็นอั้งยี่ ซ่องโจรจนทำให้ ปปง. ต้องเข้าไปตรวจสอบ และอายัดทรัพย์สินของบริษัทเอาไว้

การกระทำของตำรวจบางคนในชุดนี้ ได้พยายามออกมาแก้ต่างในทำนองที่ว่า บริษัทอื่นๆ ที่ประกอบธุรกิจคล้ายๆ กันก็ดำเนินการตรวจสอบเหมือนกัน แต่สำคัญที่สุดไม่มีใครตอบเลยว่าทำไมไม่มีข้อหา จนทำให้ ปปง. ต้องเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สิน

ลึกๆ ไปกว่านั้น การกระทำเช่นนี้เท่ากับ เป็นการช่วยเหลือกลุ่มที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะผู้ประกอบการรายสำคัญนั้นที่เป็นคู่แข่งกับโอเอทรานสปอร์ต มีเลือดเนื้อเชื้อไขมาจาก กลุ่มที่เรียกว่าเสื้อแดง หากล้มบริษัทโอเอได้ ก็เท่ากับว่าหมดคู่แข่งรายสำคัญที่มีรถทัวร์สองสามพันคันเลยทีเดียว

นี่แหละเป็นระบบการสอบสวนที่จะต้องทำการแก้ไข มิฉะนั้นแล้วก็จะถูกครหา ในสิ่งที่ไม่ดีตามมาอย่างแน่นอน

ทั้งหมดมันเป็นเรื่องที่หาคำตอบกันไม่ได้ แต่ใจทุกคนที่ปฏิบัติงาน ไม่เป็นกลางนั้น ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

คุกขังคนรวยทายาทกระทิงแดงไม่ได้ต้องแก้ที่ตำรวจ

5

นายปกครอง

พูดกันมามากมายเหลือเกินว่า จะมีการปรับโครงสร้างตำรวจ เพราะมีจุดอ่อนมากมายในการทำงานจนกลายเป็นข้อครหา ภาพลักษณ์ติดลบกันหลายยุคหลายสมัยมาแล้ว

เมื่อใครมาดูตำรวจก็จะต้องบอกว่า ปรับโครงสร้างกันเสียทุกครั้งไป แต่แล้วนักการเมืองเมื่อได้มาคุมอำนาจตำรวจจริงๆ ก็เงียบหายไปกันหมด

แง่มุมหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการปรับโครงสร้างเลย คือการปรับพฤติกรรมของตำรวจบางคน ที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น

ในสายงานสอบสวนที่ทำให้หลายคนต้องติดคุกกลายเป็นแพะรับบาป และอีกหลายคนก็ยังบอกไม่ได้ว่าที่ค้างอยู่ในคุกนั้นกลายเป็นแพะรับบาปอีกกี่คน

เรื่องราวทำนองนี้มีการร้องเรียนกันบ่อยครั้ง แต่ก็ยังไม่มีใครที่จะขยับปรับให้มันยุติธรรมได้ดียิ่งขึ้น

แม้กระทั่งผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวเองเสียชีวิตไป ก็ยังมีตำรวจบางคนมีพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมไปเข้าข้างคนร้ายหรือละเลย จนคนร้ายลอยนวลเชิดหน้าชูตาในสังคมบ้านเรา และเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศได้ อย่างมีความสุข

ยกตัวอย่างคดีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทเครื่องดื่มกระทิงแดงที่เป็นมหาเศรษฐี ติดลำดับเศรษฐีโลก ร่ำรวยมหาศาล ขับรถเก๋งหรูไปชนตำรวจ สน.ทองหล่อ ลากไปไกลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ในการสอบสวนครั้งแรกก็เชื่อว่า ตำรวจชั้นผู้ใหญ่น่าจะต้องเอาผิดอย่างจริงๆ จังๆ เพราะคนที่เสียชีวิตนั้น เป็นคนในเครื่องแบบสีเดียวกันและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง

ตั้งข้อหาหนักเมาขับขับรถ ทับคนตาย และเป็นเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่ เอาเป็นว่า ต้องสู้คดีกันหนักหนาสาหัสพอสมควร

แต่เรื่องราวต่างๆ ก็ดูจะเงียบหายไป หลังจากที่มีการทำศพของตำรวจที่เสียชีวิตไป

ผิดหวังกับการทำงานของตำรวจเหล่านี้เสียจริงๆ

เรื่องราวที่น่าเกลียดน่าชังมาก คงเป็นการปล่อยให้บางคดีหมดอายุความ แทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าระบบกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ทำไมจึงปล่อยให้คนรวยมหาศาลอยู่เหนือผู้ที่ดูแลกฎหมายบางคน

หากเป็นคดีคนจนๆ การสอบสวนคงเสร็จสิ้นไปนานแล้ว

โลกนี้มันประหลาดจริงหนอ หากเป็นคนรวยแล้วดูเหมือนว่า จะนำตัวมาติดคุกยากเย็นกันเสียเหลือเกิน

เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับนักข่าวซึ่งมีทั้งนักข่าวต่างประเทศ และนักข่าวที่อยู่ในประเทศไทยเอง ได้พยายามนำภาพและเนื้อหาข่าวออกมาตีแผ่ ถึงความล้มเหลวในการทำงานของตำรวจ

ซึ่งไม่ได้ตีแผ่หรือโจมตีตำรวจโดยตรง แต่เป็นการตั้งคำถามในลักษณะที่ว่า ทำไมคนที่ขับรถชนคนตายซึ่งคนตายก็เป็นตำรวจ ยังสามารถเดินทางไปเที่ยวหรือไปพักผ่อนในต่างประเทศได้อย่างสุขสบายเหมือนไม่เคยกระทำความผิดอะไรทำนองนั้น

เมื่อเป็นข่าวขึ้นมาทำให้ กลไกของรัฐเริ่มตรวจสอบ จึงพบว่าตำรวจไม่น้อยกว่า 7 คน ได้มีส่วน ในการกระทำสอบไปในทางมิชอบ

จนกระทั่งล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 นาย ขึ้นมา

นายตำรวจทั้ง 7 ถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม สอบสวนช่วยเหลือ นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ผู้ต้องหา ไม่ให้ถูกดำเนินคดีฐานขับรถขณะเมาสุรา ขับรถเร็วเกินกว่าอัตรากฎหมายกำหนด และความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และไม่ดำเนินการออกหมายจับผู้ต้องหา เพื่อให้ได้ตัวมาส่งพนักงานอัยการฟ้องร้องดำเนินคดี เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาหลบหนีและไม่ได้ตัวมาฟ้องภายในอายุความ พูดง่ายๆ คือหมดอายุความนั่นเอง

หน้าอับอายแทนผู้ที่ดูแลตำรวจกันเสียเหลือเกิน เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวเอง 7 นาย มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ก็ยังไม่รู้จักที่จะลงโทษกันให้เด็ดขาดไปเสียอีก จนกระทั่งหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องต้องขยับ มาลงโทษตำรวจ แล้วคนที่ดูแลตำรวจจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

ทั้งหมดนี้ควรจะมีการพิจารณากันได้แล้วว่า การปรับปรุงโครงสร้างไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ เพราะจะต้องลงทุนอีกมากมาย

แต่การปรับจิตสำนึกให้ตำรวจที่รับผิดชอบงานด้านนี้ สามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องลงทุน เพียงแต่กล้าที่จะรู้ต้องลงโทษบุคคลที่มีความประพฤติไม่เหมาะสม จนทำให้กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นเกิดความเสื่อมเสีย และคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเสื่อมเสียมายังองค์กร รวมถึงทำให้ผู้ที่ดูแลตำรวจพลอยเสื่อมไปด้วย

เร่งปรับปรุงตั้งแต่ตอนนี้เชื่อว่า อนาคตตำรวจไทยที่ดำรงความยุติธรรมเบื้องต้น ประชาชนเกิดความรักให้กับสีกากีอีกมากมายแน่นอน


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

ขบวนการค้าบุหรี่เถื่อนไม่จับ แต่ขยับขึ้นบุหรี่มวนละ 5 บาท

4

นายปกครอง

มติคณะรัฐมนตรีล่าสุด ได้มีผลออกมาแล้วว่า ให้ขยับขึ้นราคาบุหรี่ อยากให้เข้าใจกันได้ง่ายๆ ตามประสาชาวบ้านเรียกว่ามวนละ 5 บาทจากเดิม 3 บาท ขึ้นแบบที่เรียกว่า สุดที่จะชนเพดานกันจริงๆ

บรรดาสิงห์อมควัน จะต้องซื้อบุหรี่มาพ่นควัน ย้อมปอดกันถึงซองละ 100 บาท มันอะไรกันนี่บ้านเรา

อีกแง่มุมนับว่า เป็นเรื่องที่ดี หากจะมองกันถึงเรื่องสนับสนุนส่งเสริมให้คนไทยเกิดการรักสุขภาพ  ไม่ต้องเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดหรือระบบทางเดินหายใจอะไรทำนองนี้

การขึ้นบุหรี่ในลักษณะนี้เชื่อว่า จะส่งผลให้บรรดาสิงห์อมควันต่างๆ ลดการสูบบุหรี่ให้น้อยลง หรือบางคนก็เลิกไปเลย

แต่นั่นคงเป็นส่วนน้อย

เพราะลองไปถามผู้ที่สูบบุหรี่กันดูเถอะว่า จะยอมเลิกหรือรถน้อยลงหรือไม่

คำตอบที่ได้คงยาก หรืออาจจะเลิกได้ระยะหนึ่ง แต่สุดท้าย ก็ทำใจไม่ได้หันมาซื้อบุหรี่สูบอีกเหมือนเดิม โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อนสูบบุหรี่

แต่หากบรรดาผู้ที่อยากสูบบุหรี่จริงๆ จะเลือกเอาเป็นลักษณะคล้ายๆ กับการขอเพื่อนมาสูบ มันก็คงเป็นไปได้ยากเพราะความเกรงใจคงเกิดขึ้นบ้าง สุดท้ายจะกลายเป็นว่า ต้องซื้อมาสูบเหมือนเดิม

สิ่งสำคัญที่รัฐบาลมองข้ามไปคือ ทางเลือกของประชาชนที่จะหาบุหรี่ยี่ห้ออื่น บุหรี่ที่ราคาถูก บุหรี่ไฟฟ้า มาทดแทนการสูบบุหรี่แพงๆ ในบ้านเรา นี้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะตำรวจ สรรพสามิต ศุลกากร รวมถึงทหารบางหน่วย ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการปราบปรามบุหรี่เถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้าน

หน่วยงานดังกล่าวได้ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างเต็มที่หรือยัง…?

โดยเฉพาะชายแดนไทย มาเลเซีย หลายด่านยังมีช่องว่าง ทำให้ขบวนการนี้ลักลอบนำบุหรี่เถื่อนมาขายในบ้านเราได้ เป็นจำนวนมาก

หากหน่วยงานดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่กันอย่างเต็มที่แล้วเชื่อว่า การลักลอบนำบุหรี่เข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะชายแดนจังหวัดสตูล ที่มีทหาร นอกราชการที่ใช้ชื่อว่า จ่าชัย มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการนี้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีด่านปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลาก็มีขบวนการลักลอบโดยมีภรรยาของตำรวจบางคนที่เกี่ยวพันกับกระบวนการค้าบุหรี่เถื่อน จนสามารถสร้างบ้านได้ไม่น้อยกว่าหลังละ 50 ล้านบาท และยังมีส่วนพัวพันกับ กระบวนการหวยใต้ดินรายใหญ่อีกด้วย

โดยกระบวนการนี้ยังมีสองพี่น้อง ชาวมาเลเซีย เป็นผู้ลำเลียงบุหรี่เถื่อนมาส่งให้

ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ทางการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นหลายคนก็ทราบเป็นอย่างดีว่า มีการลักลอบนำบุหรี่เถื่อนเข้ามาแต่ด้วยผลประโยชน์ก้อนโต จนทำให้ปิดหู ปิดตา เจ้าหน้าที่หลายคนมองไม่เห็น ปล่อยให้กระบวนการเหล่านี้ลักลอบ นำเข้ามากันได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ดังนั้น ในเมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี คงต้องคิดแก้ปัญหาเรื่องนี้แบบบูรณาการ โดยเฉพาะการหวดก้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลยให้กลุ่มผู้ค้าบุหรี่เถื่อน ลักลอบนำเข้ามา ทำให้ผลประโยชน์ของประเทศชาตินั้นเสียหายเป็นจำนวนมาก

และการขึ้นบุหรี่มวนละ 5 บาทก็เท่ากับว่า ทำให้ขบวนการค้าบุหรี่ต่างประเทศ เริ่มทะลักเข้ามามากขึ้นและขายดิบขายดีอย่างแน่นอน หากพลเอกประยุทธ์ ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขในเรื่องนี้แบบบูรณาการ


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

อย่าโทษ“ประยุทธ์”แต่ข่าวสงครามทำต่างชาติไม่กล้าลงทุน

15

นายปกครอง

ในตอนนี้ประเทศมหาอำนาจ จดๆ จ้องๆ ที่จะแสดงแสนยานุภาพ ในเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์ ด้วยการทดลองยิง ข้ามหัวประเทศนั้นที ประเทศนี้ที เยาะเย้ยกันไปวันๆ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา จะยอมให้มีการยิงเยาะเย้ยกันขนาดนี้ไปอีกนานขนาดไหน

จากสถานการณ์ปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่า ประเทศเกาหลีเหนือ จะเป็นฝ่ายที่ พยายามเริ่มต้นยั่วยุกันก่อนตลอดเวลา

แต่เดิมเป็นประเทศแถบอิสราเอล อะไรประมาณขนาดนี้ ที่มีการยั่วยุประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา และยุโรปบางประเทศ

แต่การยั่วยุของประเทศเกาหลีเหนือนั้นดูเหมือนว่า จะเริ่มแรงมากขึ้น และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการใช้อาวุธเคมี ที่ประเทศนี้ยังไม่ออกมาเปิดเผยอะไรมากนักแต่เชื่อว่า ข่าวกรองหลายๆ ประเทศน่าจะ มีความเห็นไปในแนวทางที่เรียกว่า “เกาหลีเหนือมีของจริง” ไม่ได้แค่ออกมาข่มขู่ให้เป็นข่าวเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นประเทศเกาหลีเหนือ หรือประเทศแทบไอเอส ล้วนแล้วแต่ถูกประเมินไปในทำนองที่ว่า โลกเราในปัจจุบันนี้ ใกล้ภาวะที่เรียกว่า “สงคราม” เข้าไปเต็มทน

ประกอบกับยุคโซเชียลมีเดีย กำลังกลายเป็นสงครามข่าวสาร ที่ทำให้ประชาชนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ก็ยิ่งทำให้มีการประเมินการใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น

หากเกาหลีเหนือ บรรจุกระสุนเคมีอะไรไปสักลูก เป็นเหตุให้ประชาชนเป็นจำนวนมากต้องบาดเจ็บล้มตาย

งานนี้คงไม่ต้องคาดเดาอะไรกันมาก สงครามเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ประเทศมหาอำนาจโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ก็คงต้องแสดงแสนยานุภาพ ด้วยการถล่มเกาหลีเหนือให้ย่อยยับไป อย่างแน่นอน

เมื่อชาวบ้านอย่างเราๆ ประเมินออกมาได้ทำนองนี้ ก็ยิ่งเชื่อว่า ผู้ที่มีศักยภาพเป็นระดับมหาเศรษฐีของโลก ลงมาจนถึงชนชั้นกลาง ก็เชื่อว่า สามารถประเมินออกมาได้ในทำนองนี้อย่างแน่นอน

ทั้งหมด คงไม่ต้องอธิบายถึงเรื่องของการลงทุนอะไรอย่าง มิหนำซ้ำยังส่งผลไม่ให้ภาคธุรกิจต่างๆ ไม่มีโอกาสได้ขยับตัวเพื่อเข้ามาลงทุนในประเทศนั้นประเทศนี้อย่างแน่นอน

ภาวะที่ไม่รู้ว่า โลกเราจะเกิดอะไรขึ้นสงครามจะมีหรือไม่ มันจึงไม่แปลกที่กลุ่มนักลงทุนต่างๆ จึงไม่กล้าพอ ในการควักเงินจำนวนมหาศาล เพื่อมาจ่ายในการทำธุรกิจ กับประเทศต่างๆอย่าง พร้อมกับพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า เก็บเงินเอาไว้ดีกว่า

เช่นเดียวกับประเทศไทย คงไม่ต้องไปพูดถึงเรื่อง การเมืองภายในประเทศเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชาวต่างชาติไม่กล้ามาลงทุน

ในความเป็นจริงแล้วก็ต้องยอมรับว่า มีส่วนด้วยเหมือนกันกับการเมืองที่ถูกมองว่า ไม่ได้มาจากประชาธิปไตย

แต่สำหรับชาวต่างชาติที่เป็นนักลงทุนนั้นก็เชื่อว่า ประเด็นการเมืองบ้านเราผ่านมานานหลายปีแล้ว คงไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับการทำธุรกิจ จนทำให้กลุ่มผู้ลงทุนต่างๆ เรานั้นไม่กล้าควักเงินแน่นอน

ซึ่งจากการยืนยันของรัฐบาลที่ผ่านมา ได้มีการสำรวจพร้อมกับบอกข้อมูลในทำนองที่ว่า ความเชื่อมั่นของรัฐบาลชุดนี้ก็มีไม่น้อย

โดยเฉพาะเรื่องการทำงานที่ผ่านมา ดำเนินการเอาจริงเอาจังทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น จึงทำให้หลายชาติเกิดความเชื่อมั่นในประเด็นการเมืองที่กำลังจะก้าวหน้าไปสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ เพียงแต่ยังติดอยู่ในเรื่องของการร่างกติกาเพื่อมาควบคุมนักการเมืองในอนาคตเท่านั้น

ดังนั้น ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลายชาติก็มีความเชื่อมั่นว่า ทุ่มเทการทำงานอย่างเต็มที่

ทั้งหมดนี้ ความเชื่อมั่นของกลุ่มนานาประเทศนั้น ก็ต้องมีความเชื่อว่าสถานการณ์ก่อนที่พลเอกประยุทธ์ จะโค่นล้มอำนาจภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศเหล่านั้นมีข้อเปรียบเทียบว่า บ้านเมืองเราอยู่ในความวุ่นวาย ไม่แตกต่างอะไรกับสงครามกลางเมือง นำอาวุธสงครามร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นระเบิด หรือปืน ที่สู้กันในสนามรบ มาเข่นฆ่ากันเกือบทุกวัน

ในเมื่อพลเอกประยุทธ์ ลงไปแก้ปัญหา บุคคลผู้นี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องอยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศ ไปจนกว่า จะสร้างกติกาใหม่ได้สำเร็จ

ทั้งหมดนี้หากจะโทษว่าพลเอกประยุทธ์ ไม่ลงจากอำนาจไม่คืนประชาธิปไตยให้บ้านเมืองเรา จึงไม่มีใครกล้าที่จะมาลงทุน

คงมองกันอย่างผิดถนัด

เพราะนักธุรกิจที่อยู่ในต่างประเทศนั้น คงไม่นำเรื่องการเมืองบ้านเรามาเป็นประเด็นหลักในการตัดสินใจในการลงทุน แต่คงเป็นเพราะภาวะที่เรียกว่า จะเข้าสู่สงครามหรือไม่ ประเด็นนี้น่าจะเป็นเรื่องหลักสำหรับการตัดสินใจในการลงทุนเสียมากกว่า


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

ด่า“สรยุทธ”แต่ก็ต้องดู จับตาหลังพ้นคุกแล้วดัง

59

นายปกครอง

ในที่สุดนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรชื่อดังของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ต้องเข้าไปนอนในเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพ หลังจากที่ศาลอุทธรณ์ ไม่ให้มีการประกันตัวเพราะเกรงว่า จะเกิดการหลบหนีขึ้นมา

แต่การต่อสู้คดี ตามกระบวนการยุติธรรมนั้น ยังไม่จบยังเหลือศาลฎีกา จะต้องเป็นผู้ตัดสินว่านายสรยุทธ จะต้องได้รับโทษเป็นเวลา 13 ปี 4 เดือน ตามที่ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นหรือไม่

แม้ว่า เจ้าตัวจะติดคุกไปแล้วก็ตาม แต่ทั้งนี้ก็ยังมีคนอีกหลายคนด่าทอ โดยเฉพาะดีเจ. คนหนึ่ง ที่ไปถอยรถกระบะของตัวเองชนรถของชาวบ้าน แต่ ในคลิปวิดีโอ ที่ปรากฏอยู่ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ นั้นปรากฏว่า เป็นไปในทางทิศตรงกันข้าม

ดีเจคนนี้โพสต์ในทำนองที่ว่าอโหสิกรรมให้

คงไม่แตกต่างอะไรกับอีกหลายหลายคน ที่มองนายสรยุทธ เป็นบุคคลที่เรียกว่า ใช้ความเป็นข่าวนั้น ทำร้ายคนอื่น หรือเป็นการตัดสินอนาคตของคนบางคนไปเลยทีเดียว ทั้งทั้งที่กระบวนการยุติธรรมยังไม่ได้มีการตัดสิน

แต่แง่มุมดีๆ ของนายสรยุทธ คงปฏิเสธไม่ได้เหมือนกัน ที่วงการทีวีในเรื่องของการเล่าข่าวนั้น  นายสรยุทธสร้างความต่าง ให้กับบรรดาสื่อมวลชนต่างๆ อย่างเห็นได้ชัด แม้กระทั่งค่ายของเนชั่น ที่เป็นสำนักเก่าของนายสรยุทธ ได้ผุดได้เกิดจากที่นั่นมา ดำเนินรอยตามนายสุทธิชัย หยุ่น จนสามารถเอาชนะเจ้านายเก่าของตัวเองได้อย่างเหนือชั้น

ค่ายเนชั่นเอง พยายามที่จะเอาชนะนายสรยุทธ ทุกรูปแบบ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะลูกน้องเก่าของตัวเองได้

ไม่ว่าจะซื้อฟรีทีวีมาเป็นของตนเอง พยายามสร้างข่าวให้เอาชนะนายสรยุทธ แต่สุดท้ายก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้

จริงอยู่นายสรยุทธ ถูกตราหน้าว่า ไปเบียดเบียนเวลาหรือโกงเวลาของช่อง 9 มาเป็นประโยชน์ของตนเอง ซึ่งเป็นการกระทำผิดที่ชัดเจน แต่ นายสรยุทธ นำเงินไปคืน ซึ่งมันเป็นเรื่องของความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

ถือว่าเป็นความพ่ายแพ้ของนายสรยุทธ เอง

แต่ฝีไม้ลายมือการเล่าข่าวนั้น คงไม่มีใครเทียบชั้นได้อย่างแน่นอน ค่ายเนชั่นเองก็พยามที่จะนำคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่ามาบวกผนวกกันแล้ว ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ ถ้าวัดตามเรทติ้ง ของประชาชนทั้งประเทศ

ความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่จนทำให้นายสรยุทธ เข้าไปเปลี่ยนที่นอนใหม่นั้น หลักฐานสำคัญคือเรื่องของการใช้เช็ค เพื่อจ่ายเป็นผลประโยชน์ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการจ่ายเช็คนั้นเท่ากับเป็นหลักฐานที่ชัดเจนและปฏิเสธกันไม่ได้

หลักฐานประเด็นต่อมาคือ เรื่องของการนำเงินไปคืน ซึ่งลักษณะนี้เท่ากับเป็นการยอมรับแล้วว่าได้มีการกระทำความผิดจริง

จึงไม่แปลกที่นายสรยุทธ คงจะดิ้นหลุดกันยาก กับความจริงและหลักฐานที่เกิดขึ้น

การรับเวรรับกรรมของนายสรายุทธ คงต้องใช้ชีวิตเหมือนกับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองที่ถูกศาลสั่งจำคุก 2 ปี เมื่อได้รับโทษตามกติกาของบ้านเมืองแล้วผลปรากฏว่า ออกมาทำรายการโทรทัศน์ เรียกคะแนนนิยมจากคนดูได้เป็นจำนวนมากมายมหาศาลเลยทีเดียว

นายชูวิทย์ กลับมาเป็นคนกลางอีกครั้ง ในตอนนี้วงการสื่อเองก็พยายามที่จะทาบทามไปทำรายการที่มากกว่าสถานีโทรทัศน์ที่ตนเองทำอยู่

คงไม่ใช่แต่ประเทศไทยอย่างเดียว

พิธีกรชื่อดัง ของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ประเทศเกาหลี ถูกศาลสั่งจำคุกเรื่องเกี่ยวกับการกระทำโดยมิชอบ ในการเสียภาษี เมื่อมีการจับตัวได้ก็เลยต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 1 ปี

แต่เมื่อพ้นโทษออกมาแล้วปรากฏว่า พิธีกรดำเนินรายการพวกนี้กลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีรายได้มากกว่าเดิมเสียอีก ซึ่งไม่แตกต่างอะไรกับนายชูวิทย์ เลยทีเดียว

คงไม่มีอะไรมากไปกว่าทั้ง 2 คน ที่ก่อนนี้ให้กลายเป็นคติเตือนใจ และเชื่อว่า ในอนาคตหากนายสรยุทธ พ้นโทษออกมา ก็คงสามารถดำเนินอาชีพของตนเองได้เหมือนเดิม และขอทำนายได้ว่า จะเป็นผู้ที่โด่งดังไม่แพ้กันเลยทีเดียว


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

เชื่อ“บิ๊กป้อม”นะ“ยิ่งลักษณ์”ไม่ได้แจ้งใครตอนเผ่นหนี

15

นายปกครอง

ตอนนี้เกิดการสับสนอลหม่าน หรือแกล้งสับสนอลหม่านอะไรยังไง ก็ไม่ทราบ และไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนในเมื่อสื่อโซเชียลมีเดียรายงานไปอีกอย่างหนึ่ง แต่ทางผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ก็บอกกับสื่อมวลชนไปอีกทางหนึ่ง กรณีที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หายตัวไปไม่มาฟังคำพิพากษาของศาล

ในความเป็นจริงก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ผู้สื่อข่าวไม่จำเป็นต้องไปถามผู้ที่เกี่ยวข้องก็ได้ เพราะตามโลกโซเชียลมีเดียรวมถึงสื่อต่างๆ ก็เป็นอันว่า ทราบดีกว่า หน่วยงานข่าวกรองสารพัดข่าวทั้งตำรวจ ทหาร เสียอีก

แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน จะได้รู้ว่า การกระทำหรือพฤติกรรมของผู้ที่รับผิดชอบนั้น จะตอบมาให้ประชาชนเข้าใจกันไปในทางที่ถูกต้อง หรือเข้าใจได้ว่าเป็นไปในทางที่ผิดเพี้ยนกันอย่างไร

การตอบคำถามของผู้สื่อข่าวแต่ละครั้ง ประชาชนก็เข้าใจอีกว่า เป็นความจริงหรือไม่ความจริงสามารถตัดสินใจง่ายกันได้นิดเดียว

เช่น โซเชียลมีเดียเผยแพร่ภาพออกไป เห็นนางสาวยิ่งลักษณ์ กอดกันกับ นายทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชาย อดีตนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันนี้หนีคดีศาลสั่งจำคุก 2 ปีไปอยู่ต่างประเทศ แต่คำตอบที่ได้จากทางการ เกิดความขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง

แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเชื่อกลับทางการ

แม้กระทั่งคำตอบของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่ได้กำชับให้คิดตามเรื่องนี้แล้ว ยังไม่มีรายงานที่แน่ชัด เพราะยังไม่ได้มีการรายงานเข้ามาเป็นลายลักษณ์อักษร

ระดับรองนายกรัฐมนตรีแล้ว การที่จะตอบอะไรออกมา โดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ไม่มีลายลักษณ์อักษรมันก็เป็นเรื่องที่แปลกเหมือนกัน

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ยังบอกถึงการสอบสวนบุคคลใกล้ชิด 14 คนด้วยว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้บอกข้อมูลใดๆ เอาไว้เลย ก่อนหายตัวไป ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนเพราะเจ้าหน้าที่กำลังตามหาอยู่ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศได้ออกหนังสือแจ้งประสานสถานทูตไทยในประเทศต่างๆ ให้รับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

ในขณะที่ พล.อ.ประวิตร ก็ไม่ได้รู้สึกว่าการตอบคำถามในลักษณะนี้จะเกิดความคลางแคลงใจกับประชาชนหรือสังคมหรือไม่ โดยท่านทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ไม่คลางแคลง เพราะรู้กันอยู่แล้วว่า ไปแล้ว

รวมไปถึงข้อครหาวิพากษ์วิจารณ์กันในแง่ลบกรณีที่ คสช. เป็นผู้ปล่อยไป พล.อ.ประวิตร ได้อธิบายว่า หน้าบ้านพักก็มีตำรวจเฝ้าอยู่ พร้อม ยืนยันว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือหลบหนีแน่นอน และตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 (บกน.4) ก็รายงานชัดเจนว่า ไม่มีใครที่ช่วยหลบหนี และก็ไม่ได้มีการตรวจรถและเปิดรถตามที่ปรากฏเป็นข่าว

ไม่เป็นไร ในเรื่องนี้ ในเมื่อมีข้อครหามากมายโดยเฉพาะตำรวจรู้เห็นเป็นใจ แต่ตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 ก็รายงานมาให้กับรองนายกฯแล้วว่า ไม่ได้มีการช่วยเหลือ ผู้ต้องหาให้หลบหนีไปต่างประเทศ

ประชาชนควรหยุดตั้งคำถามกันได้แล้วว่า นางสาวยิ่งลักษณ์หนีกันไปได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้คงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เพราะที่ผ่านมาผู้ต้องหาดังๆ หากว่า ไม่มีการควบคุมตัวกันอยู่ในชั้นศาล นำตัวไปเข้าเรือนจำเหมือนนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรชื่อดัง แล้วก็เชื่อว่า ใครๆ ก็หลบหนีไปได้ ถ้าบุคคลผู้นั้น เป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังและมีเงินมากเพียงพอ

บุคคลที่โด่งดังคงไม่ต้องยกตัวอย่างอะไรมากมาย แม้กระทั่งลูกชายมหาเศรษฐีแห่งค่ายกระทิงแดง ก็ยังสามารถหลบหนี คดีขับรถหรูชนตำรวจเสียชีวิต ไปได้อย่างลอยนวล

ดังนั้น การที่พล.อ.ประวิตร ออกมาพูดอะไร เกิดความผิดพลาดในบางประเด็นไปบ้าง ก็คงไม่ใช่ความผิดของรองนายกรัฐมนตรีผู้นี้

แต่ทั้งนี้ย่อมสะท้อนให้เห็นได้ว่า หน่วยงานที่เป็นส่วนของราชการ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ หรือทหาร ทำไมต้องมารายงานเท็จหรือ ให้ข้อมูลที่ผิดเพี้ยนไม่ตรงกับความเป็นจริง ที่สังคมเชื่อถือกันบ้าง

อย่างนี้ก็เท่ากับว่าผู้ที่นำรายงานมาชี้แจงให้กับผู้ที่เป็นนายนั้น ไม่นึกถึงหน้าของเจ้านายบ้างเลยว่า ผู้เป็นนายจะอับอายขายหน้าขนาดไหน


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

“ยิ่งลักษณ์”หนีได้อย่าโยนคสช.“ตำรวจ”นั่นแหละ

104

นายปกครอง

ในที่สุดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หนีออกไปนอกประเทศจนได้ ซึ่งไม่แปลกที่บุคคลดังดังไม่ต้องคดีศาลสั่งจำคุกแล้ว มักจะหนีรอดการจับกุมของตำรวจไปได้เสียทุกครั้ง

กระแสข่าวอันหนึ่งที่ออกมาก็ดูเหมือนว่า จะโยนความผิดไปให้คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือ คสช. ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันถึงขนาดว่า มีการปล่อยไปหรือช่วยเหลือหรือส่งออกไป อะไรทำนองนี้

เสียหายหมด

โดยเส้นทางการหลบหนีก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ตั้งแต่ออกไปทาง ประเทศกัมพูชาเพื่อนบ้านเรา หลังจากนั้นก็ไปประเทศสิงคโปร์ โดยข่าวในโซเชียลยังบอกหรือว่า มีป้ายต้อนรับนางสาวยิ่งลักษณ์ กับนายทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชายอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ปัจจุบันนี้ เป็นนักโทษหนีคดีกรณีศาลสั่งจำคุก 2 ปีไปอยู่ต่างประเทศด้วยเหมือนกัน

หากเรามาวิเคราะห์กันดูดีดีแล้ว คงไม่ต้องมองอื่นไกลสำหรับความบกพร่องที่ปล่อยให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ไปต่างประเทศ จนมีภาพในโซเชียลเหมือนกันพี่ชายคือนายทักษิณ มากอดต้อนรับกันเหมือนแสดงความดีอก ดีใจ

ต้องตั้งคำถามว่านางสาวยิ่งลักษณ์ นั้น อยู่ใกล้ชิดสีใดมากที่สุด

“ตำรวจ” คงปฏิเสธในเรื่องนี้ไม่ได้

ก่อนหน้าที่จะมีคำตัดสินของศาลนั้น ปรากฏว่า มีตำรวจชั้นผู้ใหญ่บางคน ออกมาพูดโชว์ผ่านสื่อมวลชนหลายต่อหลายรอบว่า มีการเตรียมกำลังเตรียมพร้อมที่จะรับมือทุกอย่าง สำหรับการที่จะเดินทางมาฟังคำพิพากษาของนางสาวยิ่งลักษณ์

กองร้อยตำรวจขยับ เตรียมพร้อมรับมือกันเต็มไปหมด

นั่นหมายความว่า ทางด้านการข่าวของตำรวจ ก็ต้องทราบดีแล้วว่า สถานการณ์นั้นจะเป็นอย่างไร

ทั้งนี้คงต้องเตรียมรับมือเชิงลึกไปกว่านั้น ตั้งแต่ในเรื่องของการรักษาความปลอดภัย ให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี เพิ่มมากขึ้น เพียงแต่ตั้งคำถามว่าหากเกิดได้รับอันตรายขึ้นมา ก็แสดงว่าความเสื่อมเสียก็มายืนสำนักงานตำรวจแห่งชาติในยุค พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา เป็นเบอร์หนึ่งด้วยเหมือนกัน

แต่กระแสข่าวล่าสุดดูเหมือนว่า จะไม่มีใครออกมาพูดถึงความบกพร่องของตำรวจเลย

มีการลงโทษไปหรือยังสำหรับตำรวจที่อยู่ใกล้ชิดนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่ปล่อยให้บุคคลผู้นี้ต้องหนีออกนอกประเทศไปได้

คงไม่ใช่แต่เฉพาะตำรวจที่อยู่ใกล้ชิดเท่านั้น หน่วยงานหลักหลักใหญ่ๆ ก็มีเหมือนกันโดยเฉพาะสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรือเป็นที่รู้จักกันในนามของ ตม. จะบอกว่า ไม่มีส่วนบกพร่องในเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ

ไม่ต้องเอาหลักการหลักเกณฑ์อะไรมากำหนดกันมาก เพียงแต่กระแสข่าวที่ออกไป ก็น่าจะรู้แล้วว่าบุคคลผู้นี้เป็นนักการเมืองสำคัญที่สุด ที่ไม่ควรให้ออกนอกประเทศ เพราะยังอยู่ในระหว่างการต่อสู้คดี

สมมุติว่า ขั้นตอนที่ตม. ทราบดีว่า บุคคลผู้นี้เป็นคนต้องห้าม ในกรณีที่ไม่ใช่นางสาวยิ่งลักษณ์ทำไมจึงมีการควบคุมตัวเอาไว้ได้เพื่อทำการตรวจสอบอะไรทำนองนี้

แต่อดีตนายกผู้มีปัญหาเรื่องโครงการรับจำนำข้าว รู้เห็นเป็นใจให้มีการทุจริต จนทางการบ้านเราจะต้องเรียกเงินชดเชยความเสียหายไม่น้อยกว่า 35,000 ล้านบาท ทำไมจึงต้องปล่อยให้ออกไปกันได้

แต่คงไม่ใช่นางสาวยิ่งลักษณ์ เพียงคนเดียว

ก่อนหน้านี้ก็มีกรณีของ ธัมมชโย เจ้าสำนักใหญ่แห่งวัดพระธรรมกาย ตำรวจหลายกองร้อยไปปิดล้อมวัดแห่งนี้เอาไว้ เสียเงินเสียทองเสียงบประมาณกันไปเป็นจำนวนมาก แต่พอจะดำเนินการจับกุมกันจริงๆ ทหารเข้าไปช่วยปรากฏว่า บุคคลผู้นี้หนีออกนอกประเทศไปได้

มันก็คงเข้ารูปแบบเดิมคือตำรวจที่ล้อมวัดธรรมกายหลายร้อยนาย ในขณะที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองก็ไม่ได้วี่แววว่าพระธัมมชโยนั้น หมีออกไปช่องทางไหน

แต่คงมีคนดังๆ อีกเป็นจำนวนมาก ตำรวจนั้น ไม่สามารถสกัดไม่ให้ออกนอกประเทศ ได้ไม่ว่าจะเป็นนายวัฒนา อัศวเหม นักการเมืองอดีตรัฐมนตรี ชื่อดังถูกศาลตัดสินให้จำคุกเหมือนกันสุดท้ายก็ออกไปได้อย่างสบาย

ยันตระ อดีตพระชื่อดังก็ล่องหนไปอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้อย่างสบาย ในขณะที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือตำรวจที่ใกล้ชิด ก็ไม่มีใครถูกลงโทษ ในฐานะที่ปล่อยประละเลยจนบุคคลเหล่านี้ออกนอกประเทศไปได้

ไม่ต้องตั้งคำถามแล้วว่า ใครที่ปล่อยให้กับบุคคลดังต้องคดีได้มีโอกาสหลบหนีไป ขึ้นอยู่กับตำรวจนั่นแหละเอาจริงเอาจังกันขนาดไหน


Posted in นายปกครอง | Leave a comment