แก้ปัญหาลดอุบัติเหตุต้องเกาให้ถูกที่คัน

109

นายปกครอง

รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาแถลงในทำนองที่ว่า ห้ามนั่งท้ายกระบะห้ามนั่งในแคป แต่สามารถนำโอ่งหรือถังบรรจุน้ำขึ้นไปเล่นสงกานต์ได้

การเอาจริงเอาจังของรัฐบาลถึงขนาดต้องออกกติกาด้วยการใช้มาตรา 44 บังคับใช้ แต่สุดท้ายก็ต้องมายกเลิก ผ่อนผันให้ประชาชนใช้ความสุขเหมือนเหมือนเดิม

ประชาชนหลายคนเข้าใจความประสงค์ดีของรัฐบาล ที่ไม่อยากให้เทศกาลครั้งหนึ่งต้องมาเสียชีวิตกันเป็นจำนวนมากๆ

แต่การแก้ปัญหาในทำนองนี้คงเป็นเรื่องที่ “เกาไม่ถูกที่คัน” กันเสียมากกว่า

ไม่ว่ารัฐบาลยุคไหนก็ตาม ที่เข้ามาบริหารประเทศ ตัวเลขของการเสียชีวิตในช่วงเทศกาลต่างๆ ก็ออกมาอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า สาเหตุการเสียชีวิตนั้นมาจากการ “เมาแล้วขับ”

แต่การที่รัฐบาลประกาศให้ใช้มาตรา 44 เพื่อบังคับไม่ให้ผู้ที่เล่นสงกานต์นั้น นั่งท้ายกระบะหรือห้ามนั่งที่แคปมันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเท่าไรนัก

เมื่อตัวเลขยืนยันออกมาชัดเจนแล้วว่า การเสียชีวิต เกิดมาจากอาการเมา ก็ควรจะแก้ปัญหาที่การห้ามขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อย่างนี้ไม่ถูกต้องกว่าหรือ..?

รัฐบาลทุกยุค ก็พยามแก้ปัญหาด้วยการห้าม คนขับดื่มเของมึนเมา ดูเหมือนว่า ประเด็นนี้ จะเป็นเรื่องที่ตื่นตัวพอสมควร หลังจากนั้น ก็มีการออกกติกามาว่า ห้ามผู้ที่โดยสารดื่มสุรายาเมาด้วยเหมือนกัน

การแก้ปัญหาทำนองนี้ ก็ไม่ได้ว่า จะตรงประเด็นอะไรมากนัก

ในความเป็นจริงแล้ว เป็นไปได้หรือไม่หรือกล้าพอที่จะออกประกาศว่า ห้ามขายเหล้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์เลย

คำตอบของชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่เคยมีใครปฏิบัติหรือกล้าห้ามขายสุรายาเมากัน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือเทศกาลอื่นๆ อย่างแน่นอน

หลายคนก็คงทราบดีแล้วว่า นายทุนพรรคการเมือง ที่สำคัญที่สุด หนีไม่พ้นคนที่ค้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั่นเอง

จึงไม่แปลกที่ไม่มีใครกล้าออกกติกาออกมาทำนองนี้ ก็ยังมีการปล่อยกันให้ขายสุรากันอย่างอิสรเสรี

แม้ว่าจะมีบางเวลาห้ามปรามบ้างก็ตาม แต่ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองคนไหน กล้าไปจับผู้ที่ฝ่าฝืนกติกาออกมาแถลงข่าวให้เห็นมากเท่าไรนัก

ดังนั้น การเสียชีวิตในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ก็คงแก้ปัญหาการที่ปลายเหตุอีกเหมือนเดิม อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีการแถลงข่าวก่อนว่า จังหวัดนั้น จังหวัดนี้เสียชีวิตมากมาย ก็ได้นับตัวเลขการเสียชีวิตกันได้เท่านั้นเอง

แต่คงจะไปห้ามปรามกันไม่ได้ แม้กระทั่งผู้ที่รักษากติกาเอง โดยเฉพาะตำรวจบางคน หรือเจ้าที่อาสาบางคน ที่ร่วมกับเจ้าที่ฝ่ายปกครองตั้งด่านบางคนและหลายๆ ด่าน ก็มีอาการมึนเมาไปด้วยเหมือนกัน

หากคิดจะหาวิธีการป้องกันไม่ให้มีการเสียชีวิตกันมากๆ จริงๆ แล้ว คงต้องดำเนินการต่อเนื่องกันให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ช่วงเทศกาลครั้งหนึ่ง ก็ตื่นตัวกันรณรงค์กันครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องอีกเช่นกัน

คงต้องคิดกันอย่างเป็นระบบว่า จะเริ่มต้นอย่างไรดี กับการป้องกันอุบัติเหตุไม่ให้มีการเสียชีวิตในช่วงเทศกาลต่างๆ และคงต้องมีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมมือกัน เพื่อที่จะไม่ให้มีการเสียชีวิตตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลจริงๆ

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

เทียบฟอร์มความสุขคนไทยคนเมืองทุกข์ที่สุด

7168_thaihealth_5u4jgly92zob

นายปกครอง

ความสุขของคนไทยนั้น ดูเหมือนว่า จะมีดัชนีชี้วัดกันขึ้นมาได้บ้าง จนสามารรถนำมาเปรียบเทียบกันให้เห็นชัดๆ ว่า ความสุขที่แท้จริงของคนไทยอยู่ตรงไหน และจะต้องมีปัจจัยอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องกันบ้าง

ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน (Academic Network for Community Happiness Observation and Research, ANCHOR) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เรื่อง ผลการจัดอันดับจังหวัด แห่งความสุขของประเทศไทย เคยดำเนินการสำรวจความสุขที่แท้จริงของคนไทยผลปรากฏว่าชีวิตคนที่อยู่ต่างจังหวัดนั้น มีความสุขกว่าชีวิตคนเมืองอย่างแน่นอน

การสำรวจพบว่า ประชาชนที่อยู่ในบ้านเราทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ มีจังหวัดแม่ฮ่องสอน ดัชนีความสุขของประชาชนมีมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วพบว่า มีถึง 60.9 % รองลงมาคือจังหวัดพังงา มีความสุขที่วัดได้ 60.7 % และลำดับที่สามคือจังหวัดชัยภูมิ มีความสุขที่วัดได้ถึง 60 % เลยทีเดียว

ลองมาดูจังหวัดที่เรียกว่า อยู่ในลำดับท้ายสุดของดัชนีชี้วัความสุขคือ กรุงเทพมหานคร มีเพียง 20.8 % เท่านั้น รองลงมาคือสมุทรปราการมี 22 % และลำดับที่สามรองจากสุดท้ายคือภูเก็ต เป็นสังคมเมืองเหมือนกัน มีความสุขที่วัดได้ 24.2 %

หากวิเคราะห์ความต่างระหว่างความสุขกับความทุกข์ คงอธิบายได้ว่า จังหวัดที่มีความสุขมากที่สุดของประเทศไทยนั้น คงเป็นเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติที่ยังมีความเขียวชอุ่มและความเป็นธรรมชาติที่ดีเพียงพอที่จะให้ความสุขกับคนในพื้นที่ได้

คำว่าธรรมชาติ ความเขียวชอุ่มนี้ หลายประเทศให้ความสำคัญอย่างมาก เช่น สิงคโปร์ ประเทศเล็กนี้ ยังมีความเขียวเฉลี่ยประชากร 1 คน มีพื้นที่สีเขียวถึง 60 ตารางเมตร เช่นเดียวกับอังกฤษ มีประมาณ 50 ตารางเมตร นิวยอร์ค สหรัฐฯ ประมาณ 23 ตารางเมตร ส่วนไทยนั้นประมาณ 3 ตารางเมตรต่อประชากรเมืองหลวง 1 คนเท่านั้น

ประการต่อมาคงเป็นเรื่องของ สุขภาพ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสดชื่นนั้น ร่างกายก็ต้องแข็งแรงไม่เจ็บไข้ได้ป่วยมากเหมือนกับคนที่อยู่ในเมืองอย่างแน่นอน

ปัจจัยต่อมาเป็นเรื่องของค่าครองชีพ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดัชนีชี้วัดบอกได้ว่า มีความสุขหรือไม่ คงไม่แปลกในกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และภูเก็ตนั้น ค่าครองชีพต้องแพงริบริ้วอย่างแน่นอน

หากอยู่ในชนบทการใช้ชีวิต ประจำวันนั้น หลายคน ก็สามารถปลูกผักปลูกหญ้าหากินได้ตามธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นเมืองแล้วพื้นที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็ต้องบอกว่าราคาสูง จนไม่สามารถที่จะปลูกผักปลูกหญ้ากินได้เหมือนในต่างจังหวัด

ในขณะที่ความจำเป็นของการใช้ชีวิตคนในเมืองนั้น ก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า ดิ้นรนเพื่อปากท้องและครอบครัว ที่หวังว่าจะมีความสุขในอนาคต คงไม่สามารถเรียกร้องหาธรรมชาติอะไรได้มากมายนัก

ก็จะทำยังไงได้ ชีวิตมันต้องสู้ ถึงแม้ว่า จะอยู่อย่างลำบากนำสุขภาพร่างกายมันเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บมากเพียงใดก็ต้องยอม

แต่หลายคนก็พ่ายแพ้ให้กับชีวิตในเมืองเหมือนกัน สุดท้าย บั้นปลายของชีวิตก็ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในชนบท และหลายคนก็ประสบความสำเร็จตอนบั้นปลายชีวิตเหมือนกัน ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ต้องอยู่กันอย่างพอเพียงจึงจะมีความสุขได้

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

ม.44 ห้ามนั่งท้ายกระบะเละเป็นโจ๊ก

102

นายปกครอง

หลังจากที่พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ได้ออกมาประกาศใช้มาตรา 44 อย่างชัดเจนในเรื่องของการบังคับใช้ผู้ที่ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะรถกระบะในประเด็นที่ว่า ห้ามนั่งท้ายกระบะ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่สามารถนำโอ่งหรือถังน้ำบรรทุกไปได้ ส่วนผู้โดยสารนั้นก็ให้นั่งได้แต่เฉพาะเบาะด้านหน้า แคปด้านหลังก็นั่งไม่ได้

ต้องยอมรับว่า “ถูกด่า” กันทั่วบ้านทั่วเมือง ในประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องความเดือดร้อนกลายเป็นเรื่องความคิดเห็นแตกแยกกันเป็นสองฝ่ายขึ้นมาทันที

แต่ดูเหมือนฝ่ายที่เห็นด้วยกับการใช้มาตรา 44 มีน้อยมาก

ยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ยิ่งทำให้กระแสสื่อต่างๆโดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดีย แสดงความไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้อย่างมากมาย นำภาพต่างๆ มาตัดต่อล้อเลียนกันเป็นจำนวนมากแถมยังด่าทอผู้ที่ใช้อำนาจในลักษณะนี้ด้วย

การใช้มาตรา 44 ดังกล่าว คงจะสร้างความลำบากใจให้กับประชาชนและตำรวจผู้ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไม่ใช่น้อย

ตามปกติแล้วช่วงเทศกาลนั้น ประชาชนจะต้องอาศัยรถตัวเอง เสียเป็นส่วนใหญ่แต่ก็จะต้องบรรทุกเผื่อญาติและเพื่อนฝูงไปในรถด้วย รวมไปถึงการใช้รถประจำทางเพื่อกลับภูมิลำเนาของตัวเอง

เทศกาลที่ผ่านๆ การใช้รถปิกอัพบรรทุกเพื่อนบ้าน ญาติพี่น้อง กลับไปเยี่ยมญาติหาความสุขในชนบท นับว่า เป็นวิถีชีวิตที่ปฏิบัติกันมานานแสนนานโดยไม่มีกติกาอะไรมากีดกัน

แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะลำบากเสียแล้ว

แม้ว่ารัฐบาลเองจะพยายามที่จะหารถประจำทางโดยเฉพาะรถไฟ บ.ข.ส. เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนไปภูมิลำเนาเดิมก็ตาม

คงไม่เพียงพอที่จะรองรับประชาชนที่จะใช้เส้นทางต่างๆ ทั่วประเทศได้

ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่าความสุขความสะดวกตรงนี้ลดน้อยลง ถึงแม้ว่า ผู้ที่ออกกติกาตรงนี้มาต้องการที่จะสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

เสียงประชดประชันที่เกิดขึ้นมากมายนั้น บางเสียงประชดออกมาในทำนองที่ว่าแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะตำรวจและทหาร ก็นั่งท้ายรถกระบะเหมือนกัน

หนักไปกว่านั้นคือทหารที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายคันที่เป็นรถกระบะจำเป็นต้องบรรทุกกำลังไว้ตอนท้าย เพื่อที่จะเตรียมพร้อมที่จะป้องกันตัวหรือปะทะกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายในพื้นที่

เมื่อกติกาออกมาเช่นนี้ ผู้ที่อยู่ในเครื่องแบบ ก็คงต้องลำบากใจเหมือนกัน หากกระทำไปตามกติกา หรือเจ้านายสั่งอะไรลงไป อย่างเคร่งครัดประชาชนก็ด่าทอโดยเฉพาะตำรวจในพื้นที่ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนสุดท้ายต้องมาทะเลาะกับลูกหลานญาติพี่น้องในพื้นที่ตัวเอง

ที่สำคัญหากข้าราชการที่มีความจำเป็นต้องนั่งท้ายกระบะเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่หากผู้ที่รักษากฎหมายโดยเฉพาะตำรวจด้วยกันเองก็ต้องกายเป็นเรื่องลำบากใจขึ้นมาอีก

หากตำรวจไม่ดำเนินการตามคำสั่งมาตรา 44 แล้วมัน ก็เป็นเรื่องที่ อาจจะต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 อีกด้วย

ตำรวจบางคนถึงขนาดยอมว่า ทำงานลำบากโพสต์ข้อความลงในโซเชียลมีเดียยอมแม้กระทั่งว่าให้มีการสอบสวนเลยทีเดียว

แรงด่าแรงเสียดทานดูเหมือนว่า จะได้ผล จนทำให้พลโทสรรเสริญ ได้ออกมาแถลงอีกครั้งหนึ่งว่า ประชาชนสามารถนั่งท้ายรถกระบะได้ นั่งในแคปได้ แต่ต้องไม่เกิน 6 คน แต่ยังเหลือไว้เพียงการห้ามนั่งขอบกระบะเท่านั้นเอง ซึ่งความสุขตรงนี้เท่ากับให้ประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้อีกครั้ง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เสื่อมคุมตลกพูดหยาบคายหน้าจอไม่ได้

62

นายปกครอง

มีหลายหน่วยงานด้วยกัน ที่สามารถสอดส่องดูแลไม่ให้คำพูดหยาบคายต่างๆ จากโทรทัศน์หลายๆ ช่องเพื่อไม่ให้สู่ประชาชนคนดูโดยเฉพาะเด็กไม่ให้รับสื่อต่างๆไปในทางที่มิชอบ

แต่ดูเหมือนหลายหน่วยงานนั้น ไม่เห็นมีใครแสดงพลังอำนาจ ออกมาเอาจริง เอาจังกับคำหยาบคายออกไปสู่หน้าจอเลย โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ช่องบันเทิงที่นำตลกมาเล่นประกอบไปด้วยก่อนบางคนก็พูดจาไปในทางที่ไม่เหมาะสม

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่รับผิดชอบโดยตรง

ต้องตั้งคำถามขึ้นมาว่า หน่วยงานนี้แก้ปัญหาเรื่องคำหยาบคายด้วยหรือเปล่า

อยากจะย้อนถึงการทำงานในสมัยอดีต ที่ไม่มีองค์กรใหญ่โตมารับผิดชอบสถานีโทรทัศน์โดยตรง หน่วยงานนั้นคือ คณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ หรือ กบว. ซึ่งการทำงานต้องยอมรับว่าสามารถควบคุมกันได้มีระเบียบมีจรรยาบรรณมีในเครื่องคำพูดคำจามากกว่านี้

หลายคนอาจจะมองว่า เป็นเรื่องเล็กน้อยกับคำพูดคำจา มีงานอื่นๆ ที่ใหญ่โตมากกว่านี้ ต้องเร่งดำเนินการทำให้ได้เสียก่อน

ฟังผิวเผินแล้วอาจจะมีเหตุผล

หากมองลึกลงไป คำพูดหยาบคายออกสู่หน้าจอนั้น มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะเป็นตัวอย่างไม่ดีให้กับเด็กเยาวชนนำไปพูดต่อๆ กันไปและปลูกฝังสังคมให้มีนิสัยไม่ดีเหมือนกับคนที่เปล่งวาจานี้ออกมา

กลุ่มตลก ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า พูดจาหยาบคาย โดยเฉพาะพูดคำว่า “มึง กู” จะออกมาสู่หน้าจออย่างไม่รู้สึกว่า เกรงอกเกรงใจคนดูเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตามมักจะแสดงคำพูดทำนองนี้ออกมาเป็นประจำ

ไม่มีใครตระหนัก ไม่มีใครสำนึกเรื่องราวทำนองนี้กัน

องค์กรตลกก็มีผลที่เรียกว่าเป็นตัวแทนใจชื่อว่านายกบ้างใช้ชื่อว่าหัวหน้าบ้างแต่ก็ไม่มีการควบคุมเรื่องราวทำนองนี้กัน

ปัญหาตรงนี้นี่เองจึงพอที่จะประเมินผลงานกับ กสทช. ได้ว่าควรจะมีการให้คะแนนการทำงานตรวจสอบนั้น ไม่ผ่านอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่รับผิดชอบเด็กและเยาวชนอีกองค์กรหนึ่งคงนี้ไม่พ้นกระทรวงศึกษาธิการ

แต่ก็ไม่มีใครมาแสดงบทบาทหรือคัดค้านหรือท้วงติงเลยว่าคำพูดหยาบคายจะออกไปหน้าจอนั้น มันเป็นเรื่องไม่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างยิ่ง

จะเห็นได้จาก คดีที่เกี่ยวกับอาชญากรรมที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหนี้ตำรวจดำเนินการจับกุมได้พบว่ามีเด็กหรือเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วย หลายคนเกิดสารภาพออกมาว่า สาเหตุที่ทำผิดไปนั้นเนื่องจากว่า เลียนแบบสื่อโทรทัศน์นั่นเอง

ดังนั้นควรตระหนักถึงเรื่องคำพูดที่เป็นคำหยาบคาย เมื่อสื่อออกไปทุกวันทุกวันมันก็ยอมซึมซับ เข้าไปในสังคมบ้านเราให้พูดจาหยาบคายไปได้ตลอด

กระทรวงวัฒนธรรม เอง ที่มีหน้าที่โดยตรงในการรักษาขนบธรรมเนียมที่ดีของไทยเอาไว้ แต่เรื่องคำหยาบคายของดาราตลกหรือพิธีกรต่างๆ หลายคนได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่าได้แสดงบทบาทอะไรเรื่องนี้บ้าง

ควรจะมีการทักท้วงในเรื่องนี้กันบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เห็นมีหน่วยงานใดออกมาในเรื่องนี้เท่าไหร่นัก

เมื่อมีหลายหน่วยงาน หมางเมินไม่แสดงความรับผิดชอบไม่แสดงอาการกระตุ้นให้องค์กรที่รับผิดชอบโดยตรงได้ตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้

คงถึงเวลาแล้วกระมังที่ประเพณีไทยอันดีงามคำพูดคำจาอ่อนหวานคงต้องเริ่มเสื่อมลงไปพร้อมกับยุคโซเชียลมีเดียที่เกิดขึ้นมาแทนหรือไม่

เมื่อไม่มีการกระตุ้นดาวตลกไทย ไม่มีการห้ามปรามการแสดงอาการพูดจาหยาบคายหน้าจอแล้ว

จึงไม่แปลกที่ตลกต่างประเทศ เมื่อเข้ามาหากินบ้านเรา เขาไม่ได้รู้ประเพณีบ้านเราแบบลึกซึ้งด้วยแล้ว ทำให้เขาต้องพูดจาหยาบคายหนักไปอีก

เช่น ไอ้ทะลึ่ง ไอ้สารพัดสัตว์ ไอ้เลว พ่อ แม่ บุพการี ขุดออกมาเล่นกันเต็มจอไปหมด

รูปแบบที่จะพูดจาในสิ่งที่เรียกว่าไม่เหมาะสมกันทำนองนี้ ผู้รับผิดชอบมองกันไม่ออกเชียวหรือ

การแก้ปัญหานั้น ควรจะมีการลงโทษบุคคลที่พูดจาออกมาในทำนองที่ว่า ไม่เหมาะสม

หลังจากนั้นก็ควรจะมีการลงโทษองค์กรที่รับผิดชอบโดยตรง ที่ปล่อยให้โทรทัศน์เผยแพร่คำหยาบคายออกมา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ไล่บี้แดงจนมุมต้องระวังถูกตอบโต้

111

นายปกครอง

รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พยามสร้างผลงาน ให้ออกสู่สายตาประชาชนในหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ซึ่งขณะนี้ก็ต้องปรบมือให้ความตั้งใจความพยายามที่จะสร้างผลงานออกมาให้กลายเป็นที่รักอยู่ในใจของประชาชน

ที่ชัดเจนที่สุด คงเป็นเรื่องของการตรวจสอบความมิชอบในการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมาด้วยการตรวจสอบกลุ่มที่เคลื่อนไหว รวมไปถึงการทุจริตต่อบ้านเมืองหลากหลายวิธีด้วยกัน

การทำงานผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ก็มีผลงานที่พอจะสรุปได้ดังนี้

เริ่มจากอดีตนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ถูกเล่นงานตรวจสอบในเรื่องการมีส่วนพัวพันทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว จนกระทั่งมีคำสั่งออกมาให้ชดใช้ ค่าเสียหายโครงการนี้ไม่น้อยกว่า 35,000 ล้านบาท

ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการต่อสู้กันตามกระบวนการยุติธรรม จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่งเหมือนกัน สำหรับอนาคตของนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่มีใครตอบได้ว่าจะรอดหรือไม่

ในขนาดเดียวกันก็ยังมีการตรวจสอบเรื่องการเสียภาษี รวมถึงการอำพรางทรัพย์สินของทายาทนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ “โอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ซึ่งมีการเคลื่อนไหวในโซเชียลบ่อยครั้ง แต่ในระยะหลังนี้เงียบหายไป

งานนี้ต้องยอมรับเช่นกันว่า มีการเช็คบิลเรื่องเก่าในอดีต ของการให้กับบุคคลใกล้ชิด ให้ครอบครองทรัพย์สินในลักษณะของการอำพราง เพื่อที่จะเสียภาษีให้น้อยลง ซึ่งล่าสุดในตอนนี้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการอำพรางภาษีปรากฏว่าต้องถูกไปก่อนหน้านี้แล้ว

สุดท้ายก็คงหลีกเลี่ยงกฎกติกาของบ้านเมืองไปไม่พ้น แนวโน้มงานนี้ถูกตรวจสอบและยึดทรัพย์สินเข้ามาเป็นของแผ่นดินอย่างแน่นอน

นอกจากนี้รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ ก็ยังพยายาม ที่จะตรวจสอบภาษีของบุคคลที่ขึ้นชื่อว่า อยู่ในซีกเสื้อแดง หลายคนด้วยกัน

เบื้องต้นมีข่าวออกมาแล้วว่าไม่น้อยกว่า 60 คน ไม่ว่าจะเป็นนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธ์ ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญของการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาด้วยกันทั้งสิ้น

เกมส์ต่อมา เป็นการไล่พี่ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าหรือเข้าข่ายเป็นผู้มีพี่พลในซีกของเสื้อแดง คงจำคำพูดของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้วยการย้อนถามนักข่าวว่า ทำไมตัวเองถูกขู่ฆ่า ทำไมไม่มีใครให้ความสนใจกับเรื่องอย่างนี้

งานนี้ พลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายตำรวจที่เป็นคนใกล้ชิดของพลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ น้องชายของ พลเอกประวิตร ก็ได้โชว์ผลงานด้วยการไปลุยจับขบวนการที่เรียกว่ามีอาวุธสงครามมากมายที่ใช้ชื่อว่า โกตี๋ หรือนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของเสื้อแดงแต่ทางแกนนำเสื้อแดง ได้พยามออกจะบอกว่าไม่เกี่ยวกัน

ผลการตรวจค้นปรากฏว่า พบอาวุธสงครามมากมาย ซึ่งสอดคล้องกันเหลือเกินกับคำพูดของพลเอกประวิตร ที่บอกว่า มีคนพยามส่งสุมอาวุธ และพยามขู่ฆ่าถึงรองนายกรัฐมนตรีเลยทีเดียว

โกตี๋ ไม่สามารถจะอยู่ในเมืองไทยได้ โดยแนวทางการสืบสวนเชื่อว่า อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของเรานี่เองและยังใช้โซเชียลมีเดียทำการตอบโต้ท้าทายรัฐบาลเป็นระยะ

กลุ่มของเสื้อแดงเอง ก็พยามที่จะสะท้อนให้เห็นว่า ขณะนี้แกนนำที่อยู่ใกล้ชิดของพรรคเพื่อไทยนายทักษิณ ชินวัตร นั้น ถูกไล่บี้จนแทบจะจนมุมจนกระดานแล้ว

บางคนตั้งคำถามกลับมาว่า แล้วอีกฝ่ายหนึ่งล่ะ เป็นอย่างไร ทำไมสงบเงียบเหลือเกิน และมีบางคนก็พยามจะออกมาเคลื่อนไหวในทำนองที่ว่า ให้การสนับสนุนรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ในการตรวจสอบและสร้างความโปร่งใสให้กับบ้านเมืองอีกด้วย

“ธัมมชโย” เจ้าสำนักแห่งวัดพระธรรมกาย กลายเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่รัฐบาลสามารถเช็คบิลได้แล้ว แม้ว่า จะไม่มีการจับกุมเจ้าสำนักได้ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถจะอยู่ในประเทศไทยได้เหมือนกัน

สถานที่แห่งนี้แม้ว่าจะมีพระสงฆ์อยู่กันมากมาย แต่ก็ยังถูกมองหรือถูกกล่าวหาพาดพิงไปในลักษณะของกลุ่มที่ให้การสนับสนุนเสื้อแดง ให้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยเหมือนกัน จึงไม่ใช่แต่รัฐบาลชุดนี้ข้อกล่าวหาเท่านั้น รัฐบาลก่อนหน้านี้ก็ยังถูกข้อกล่าวหาทำนองนี้เหมือนกัน

ล่าสุดนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำคนสำคัญของเสื้อแดง ซ้อมพวก ศาลได้พิพากษาให้จำคุกทั้งหมด 4 ปี นับว่าเป็นเรื่องที่เขย่าขวัญคนเสื้อแดงโดยเฉพาะแกนนำได้ไม่น้อย

คงต้องลุ้นกันยาวๆ ว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ฝ่ายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จะพยายามตรวจสอบอะไรให้เป็นผลงานที่ชัดเจนออกมาอีก

ผลงานการรุกไล่อีกครั้งนี้ ถ้าฝ่ายรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ คงต้องหาวิธีการที่จะตั้งป้อมใสกัดแนวทางการเคลื่อนไหวแบบใต้ดินด้วยเหมือนกัน

ขบวนการใต้ดินที่ว่านี้ ต้องมองกันถึงเรื่องความรุนแรงที่อาจจะมีการตอบโต้รัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาในรูปแบบต่างๆมากมายก็ได้

ก่อวินาศกรรม เป็นเรื่องที่น่าจับตามองเหมือนกัน เพราะการเมืองในอดีต ก็เคยมีออกมาทำนองนี้มาแล้ว

ซึ่งสามารถสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมืองเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในรูปแบบของการลอบวางระเบิดสถานที่ต่างๆ เป็นต้น

ลักษณะของการตอบโต้ที่ดีที่สุดคือ การใช้ระเบิดวางตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งตรงนี้ทางรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ คงต้องใช้กำลังทั้งตำรวจ ทหาร เตรียมป้องกันเอาไว้ให้ดี

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการลอบวางเพลิง ซึ่งคงเป็นการกระทำที่ง่ายที่สุด สำหรับผู้ที่จะคิดร้ายต่อบ้านเมือง

วิธีการเช่นนี้ก็เป็นยุทธวิธีของโจร เผาบ้านเผาเมืองก็เคยเกิดขึ้นในบ้านเรามาแล้ว เพื่อให้เป็นการแสดงออกในเชิงตอบโต้

นอกจากนี้ในเรื่องของความปลอดภัยของผู้นำ แต่ละกระทรวง คงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษเหมือนกัน มิฉะนั้นแล้วหากบุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา มันก็เป็นเรื่องที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับรัฐบาลได้เช่นกัน

สำคัญที่สุดต้องระวังระบบวิธีการแบบกองโจร ในการตอบโต้รัฐบาลชุดนี้ เพื่อให้เกิดการเสื่อมเสียดังที่กล่าวมาแล้ว

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

รัฐบาล“ประยุทธ์”ทราบรึยังไข่ซีพี 7-11 ฟองละ 6 บาท

111

นายปกครอง

อยากจะย้อนไปในยุคของรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี มักจะถูกหยิบยกประเด็นเรื่องสินค้าราคาแพง ไม่สามารถควบคุมกันได้ ขึ้นมาเป็นประเด็นการโจมตีที่ไม่สามารถควบคุมราคาสินค้ากันไม่ได้

ดัชนีชี้วัดสินค้าราคาแพงที่เรียกว่า ควบคุมกันไม่ได้ตามประสาชาวบ้านนั้น คงยกประเด็นเรื่องของราคา “ไข่ไก่”

ผู้สื่อข่าวก็ไม่รู้จะไปถ่ายทำอะไรมา มักจะไปถ่ายป้ายที่ปักอยู่บนแผงไข่มาโชว์หรือชี้แนะให้รัฐบาลแก้ไขกันทันที

เช่นเดียวกับรัฐบาลต่อๆ มาไม่ว่า จะเป็นนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงคนอื่นที่เป็นผู้นำประเทศ

มักจะหยิบยกประเด็นเรื่องของไข่ไก่ราคาแพง ขึ้นมาพูดสะท้อนถึงวิธีการทำงานกันเสมอ

ราคาไข่ไก่ในสมัยนั้น 2 บาทก็เรียกว่า แพงหูฉี่ ต่อมา 3 บาทก็แพง ก็ยิ่งกลายเป็นข่าวโด่งดังไปกันใหญ่ ซึ่งผลการแก้ปัญหาของแต่ละยุคก็มักจะไม่ค่อยเหมือนกัน จนกระทั่งมารัฐบาลยุคหนึ่ง ถึงขนาดต้องบอกว่า ชั่งน้ำหนักไข่ขายกันเลยทีเดียว

แต่ภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั้น ดูเหมือนว่า ยังไม่เคยมีใครนำประเด็นเรื่องไข่ไก่ราคาสูงแบบแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ มาเป็นประเด็นเรื่องของการควบคุมสินค้าออกมาให้เห็นตามสื่อต่างๆ เลย

เริ่มกันที่ร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น เมื่อก่อนนั้นมีร้านโชห่วยอยู่ปากซอยข้างบ้าน แต่ตอนนี้มีร้านนี้มาแทนเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด

เมื่อเข้าไปในร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ก็จะพบว่า ติดป้ายราคาขายไข่เอาไว้ดังนี้ หากซื้อ 10 ฟองราคานั้นจะตกอยู่ที่ 60 บาทเฉลี่ยแล้วฟองละ 6 บาท

สมัยอดีตถ้าเป็นป้าเป็นยายเปิดร้านโชห่วย เราก็พอที่จะพูดคุยราคากันได้ ต่อรองราคากันได้ หรือบางครั้งไม่มีเงินติดเอาไว้ก่อนนำไข่มาทอดเป็นอาหารรับประทานก่อนก็ได้

ในร้านสะดวกซื้อนี้ เมื่อมองดูข้างกล่องก็จะพบว่าบริษัทซีพี เป็นคนส่งให้ร้านค้าย่อยคือเซเว่น-อีเลฟเว่นขาย เป็นไข่ขนาดเบอร์ 2 ราคาอยู่ประมาณ 10 ฟองเฉลี่ยแล้ว 60 บาทฟองละ 6 บาท

ไม่มีใครเคยเอาเรื่องนี้ออกมาพูดกันว่า จะแก้ปัญหาหรือจะควบคุมราคาสินค้าตรงนี้ได้อย่างไรในเมื่อซีพียักษ์ใหญ่ เป็นคนผลิตเองสร้างไข่ไก่ขึ้นมาเอง แล้วนำมาแพ็คขายในร้านสะดวกซื้อของตนเอง

แน่นอนที่สุดก็จะต้องพูดกันถึงว่า ต้นทุนราคาแพงอย่างอื่น ก็ต้องราคาสูงตามกันขึ้นมาด้วย

หลายครั้งที่รัฐบาลพูดถึงว่า จะควบคุมราคาสินค้าในท้องตลาดต่างๆ ก็มักจะอ้างกันว่าน้ำมันแพง

แต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ นั้น ก็สามารถควบคุมราคาน้ำมันได้ที่เรียกว่าต่ำกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆ มาเป็นอย่างมาก

ในเมื่อน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งของระบบการขนส่ง เป็นไปได้หรือไม่สินค้าประเภทอื่นๆ รวมถึงไข่จะลดราคาลงมาอีก

คงต้องดูกันว่า มาตรการที่พลเอกประยุทธ์ จะออกมากำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมราคาสินค้าโดยเฉพาะไข่ไก่ ด้วยได้หรือไม่

เช่นเดียวกับไข่ไก่ในท้องตลาดก็ราคาสูงเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ไม่สูงเท่ากับราคาไข่ไก่ในเซเว่น-อีเลฟเว่นอย่างแน่นอน

ประชาชนคงรอคำตอบอยู่ด้วยเหมือนกัน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เจ็ตสกีพัทยา สมุย ภูเก็ต ทำเสียชื่อท่องเที่ยวไทย

62

นายปกครอง

เกิดเรื่องน่าอับอายกันขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมีการประจานประเทศไทยว่า ติดลำดับเรื่องของเอาเปรียบนักท่องเที่ยว เป็นลำดับที่หกของโลกโดยประเทศออสเตรเลียได้มีการนำเรื่องนี้ไปเผยแพร่ เพื่อเตือนนักท่องเที่ยวของประเทศแดนจิงโจ้ เมื่อเข้ามาในประเทศไทยแล้วจะต้องระมัดระวังตัวอย่างไร

ทำให้หน้าอับอายกันขึ้นมาอีก

การประจานครั้งนี้ ได้นำการเอารัดเอาเปรียบของคนไทย ที่ประกอบธุรกิจหลายประการมาบอกกล่าวให้ต้องระวังกัน

“เจ็ตสกี” ถูกขึ้นชื่อเป็นลำดับต้นๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ คือ เมืองพัทยา สมุย ภูเก็ตเอารัดเอาเปรียบรวมถึงการใช้อิทธิพลต่างๆ เพื่อข่มขู่นักท่องเที่ยวให้จ่ายเงินมาในราคาที่เรียกว่ามหาโหด

ลักษณะของการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวนั้น คงเป็นเรื่องของการนำเจ็ตสกีไปขับ ในราคาที่เรียกว่าแพงอยู่แล้ว

แต่เมื่อกลับเข้ามาสู่ฝั่งปรากฏว่า ผู้ประกอบการได้แจ้งไปยังนักท่องเที่ยวใช้บริการว่า ได้นำเจ็ตสกี ไปทำให้เกิดความเสียหาย หลังจากนั้น ทางนักท่องเที่ยวจะต้องจ่ายเงินก้อนโต หากนักท่องเที่ยวคนนั้นพยายามที่จะบ่ายเบี่ยงหรือปฏิเสธการจ่ายเงินกลุ่มผู้ประกอบการก็จะทำทีเป็นว่าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีหรือไม่บางรายถึงขนาดต้องใช้อิทธิพลข่มขู่เลยก็มี

นักท่องเที่ยวหลายคน ต้องตกเป็นเหยื่อแก๊งค์วิชาชีพเหล่านี้และไม่อยากที่จะไปขึ้นโรงพักให้มีเรื่องมีราวเสียเวลาในการท่องเที่ยวจึงยอมจ่ายไป

นี่แหละ เป็นเรื่องของการสร้างความเสื่อมเสียให้กับบ้านเรา

คงไม่ใช่เจ็ตสกีเพียงอย่างเดียว ที่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ยังมีอีกหลากหลายอาชีพโดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าจิวเวลรี่บางราย

คงมีการเอารัดเอาเปรียบในทุกๆ รูปแบบ

เมื่อมีนักท่องเที่ยวสนใจที่จะซื้อเครื่องเพชร ลำดับแรกก็จะมีการชาร์จค่าบริการให้กับผู้ที่พานักท่องเที่ยวไปใช้บริการ หลังจากนั้นก็จะบวกราคาซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่ามาตรฐานราคาจิวเวลรี่ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

กลุ่มผู้ค้าบางคนก็พยามที่จะใช้รูปแบบของเครื่องเพชรนั้น มาหลอกล่อให้นักท่องเที่ยวไปซื้อ เมื่อซื้อได้แล้วก็จะพยามเปลี่ยนแปลงหรือนำเพชรที่ไม่ได้คุณภาพมาหลอกขายให้

ผู้ที่รับผิดชอบโดยเฉพาะตำรวจเอง ก็แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้ ปล่อยให้มีการหลอกลวงกันตั้งแต่สนามบินไปเลยที่เดียว

ด้วยการตั้งสถานที่แบบอลังการ คงต้องมีการตรวจสอบดูกันว่า จิวเวลรี่แห่งนี้ มีจุดประสงค์อย่างไรกับชาวต่างชาติ

เพราะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นนักการเมือง คนมีสี ในอดีตไปพัวพันในสถานที่แห่งนี้ด้วย

ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้ค้าเพชรย่านสีลม ไปจนถึงย่านราชดำเนินก็มีเหมือนกันลักษณะของการร้องเรียนเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการหลอกลวงให้นักท่องเที่ยวใช้บริการทางเรือในลำน้ำเจ้าพระยา มีการเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งในเรื่องนี้ตำรวจท่องเที่ยวทราบเป็นอย่างดี แต่ก็แก้ปัญหากันไม่ได้

พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คงไม่สามารถควบคุมลูกน้องให้ไปปราบปรามขบวนการพวกนี้ได้

คงต้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงมาแก้ไขปัญหากันเสียแล้ว มิฉะนั้นแล้วผู้ที่รับผิดชอบจริงๆคงไม่ขยับดำเนินการอะไร สุดท้ายกลายเป็นความเสื่อมเสียมาเยือนประเทศไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

จัดเวทีปรองดอง ระวังน้ำพริกละลายแม่น้ำ

132

นายปกครอง

ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เริ่มต้นของการบริหารประสบการณ์จะทำให้เกิดความสงบสุข ให้กับประเทศไทยทุกๆ รูปแบบ และไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายกันในอนาคต จึงพยายามที่จะมอบนโยบายหลัก คือ การสร้างเวทีที่เรียกว่า “ปรองดอง”

ในระยะเริ่มต้น ของการปรองดอง กลุ่มผู้สื่อข่าวก็พยายามที่จะไปสอบถามกับแกนนำทั้งตัวจริงและตัวปลอมของแต่ละฝ่าย โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยหรือเสื้อแดง จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเห็นด้วยกับการสร้างเวทีทำนองนี้

เช่นเดียวกับพระประชาธิปัตย์ ก็ดูเหมือนว่า จะตอบรับมาเป็นเสียงเดียวกัน เห็นด้วยกับวิธีปรองดอง

ในเมื่อแนวทางเริ่มต้นเห็นด้วยทำนองนี้ จึงทำให้มีการขับเคลื่อน เพื่อให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของแต่ละฝ่ายที่แสดงความคิดเห็นออกมา

แต่เมื่อขยับขับเคลื่อนกันไปได้ระยะหนึ่งปรากฏว่า แต่ละฝ่ายจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับตรงนี้มากนัก โดยสังเกตได้จากตัวแทนของแต่ละฝ่าย ไม่ได้เป็นแกนนำตัวจริง ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจอะไรได้เลย สุดท้ายแต่ละคนนั้นก็ต้องรับคำสั่งมาจากข้างบนอีกครั้งอยู่ดี

จะเห็นได้จากเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้มีการจัดเวทีปรองดองที่หอประชุมเปรมติณสูลานนท์ ด้านหลังศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา มี นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา เป็นผู้นำดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล

แต่ดูเหมือนว่า นักการเมืองแกนนำสำคัญให้ความสำคัญอะไรมากนัก โดยมีนักการเมืองที่เรียกกันง่ายๆ ตามประสาชาวบ้านว่า “โนเนม” เข้าร่วมประชุมด้วยเท่านั้น

ในความเป็นจริงแล้ว นักการเมืองระดับนี้ คงจะยากยิ่งที่จะมีอำนาจการตัดสินใจ ในรูปแบบของพรรคได้แน่ อย่างดีก็ได้เข้ามารับฟังและแนวทาง หรือท่าทีของแต่ละฝ่ายนั้น จะมีอะไรมาเป็นเครื่องต่อรอง

เช่นเดียวกับอีกหลายเวทีที่เกี่ยวกับการสร้างความปรองดอง มักจะไม่มีนักการเมืองที่โดดเด่นเพียงพอ ที่จะเป็นแกนนำหรือมีพลังพอ ที่จะบอกคนในพรรคเดียวกันได้ว่า มติที่ประชุมต้องการอย่างนี้ ดังนั้น ในพรรคควรจะมีความเห็นในแนวทางเดียวกัน

คงเป็นไปไม่ได้

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ที่จะคาดเดาได้ว่า วิธีการที่สร้างขึ้นมานั้น ไม่น่าจะมีการคาดหวังให้เป็นมติ จนถึงขั้นปรองดองได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ประสงค์ที่ตั้งเอาไว้คงเกิดการผิดเพี้ยนกันขึ้นมาอย่างแน่นอน

สรุปแนวทางการดองของแต่ละฝ่ายนั้น พยามจะเรียกร้องให้มีการช่วยเหลือผู้ที่ขึ้นชื่อว่า เป็นหัวหน้าที่เคารพรักที่สุด จนถึงขนาดขั้นเรียกว่า นายใหญ่

คำว่า นายใหญ่ ในที่นี้หมายถึงบุคคลที่เป็นแกนนำจริงๆ เป็นบุคคลที่เรียกว่า อยู่เบื้องหลังแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีหลายสมัย

บุคคลที่ขึ้นชื่อว่า เข้าไปอยู่ในวิธีปรองดองตามที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เตรียมไว้นั้น ส่วนมากก็เป็นในแนวทางเดียวกัน คือการเรียกร้องให้มีการยกเลิกการเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในวงการการเมืองที่อยู่ในฝ่ายของตัวเองเสียส่วนใหญ่

เช่นเดียวกันกับอีกฝ่ายหนึ่ง ก็พยามที่จะปลดล็อคเรื่องของกลุ่มตนเอง ไม่ให้ถูกดำเนินคดี ด้วยเช่นกัน

แต่สิ่งสำคัญอีกฝ่ายหนึ่ง ยอมกันไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องเสียเปรียบได้เปรียบ คืออีกฝ่ายหนึ่งนั้นถูกดำเนินคดีเสร็จสิ้นและไม่ยอมรับในกติกา

ในประเด็นนี้ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามยอมกันไม่ได้ โดยอ้างความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมในบ้านเรา จะทำให้เสื่อมลง ยังไงก็จะต้องนำอีกฝ่ายหนึ่งด้วยการนำตัวไปเข้าเรือนจำนักโทษกันให้ได้

ดังนั้นวิธีปรองดอง ที่จังหวัดนครราชสีมา ก็คงไม่แปลกที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะเวทีใหญ่ทางการเมืองนั้น มองว่า เป็นเรื่องของความล้มเหลว

เกี่ยวกับไรหลายวิธีที่เปิดขึ้นมาทำนองนี้ก็จะถูกมองว่า เป็นเรื่องที่ล้มเหลวอีกเช่นกัน เพราะจุดประสงค์จริงๆ แล้ว นักการเมืองสองฝ่าย จะต้องหาจุดลงตัว เป็นแนวทางที่เรียกว่า ยุติสงบไม่เกิดความวุ่นวาย

เมื่อเป็นเช่นนี้ คงไม่แตกต่างอะไรกับการละลายแม่น้ำนั่นเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

คนไม่อยากอยู่แผ่นดินไทย “ทักษิณ-ธัมมชโย” คล้ายกัน

126

นายปกครอง

ยังไม่จบกันง่ายๆ ระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ กับ “ธัมมชโย” เจ้าสำนักแห่งวัดพระธรรมกาย แม้จะมีการตั้งข้อหามากกว่า 300 ข้อหาด้วยกัน แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะจับกุมตัวบุคคลผู้นี้มาดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงินได้

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดเรื่องบานปลายขึ้นมา กลายเป็นว่าสถานที่ที่ไม่แตกต่างอะไรกับถนนราชดำเนิน เมื่อเกิดสถานการณ์วุ่นวายขึ้นมาสถานที่บริเวณถนนเส้นนี้ จะไม่แตกต่างอะไรกับสมรภูมิเลือดเท่าไหร่นัก เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจต้องมาปะทะกับประชาชน

แต่วัดพระธรรมกายนี้กลายเป็นว่า พระเป็นจำนวนมากและญาติโยมของสถานที่แห่งนี้ ต้องปะทะกับกองกำลังทหารและดีเอสไอ แต่ยังไม่ถึงขนาดที่เรียกว่าสมรภูมิเลือดเท่านั้นเอง มีเพียง บาดเจ็บได้เลือดไปคนละเล็กละน้อยเท่านั้น

ทั้งตำรวจทหารและมาตรา 44 ก็นำเข้าไปใช้ในสถานที่แห่งนี้ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดแล้วก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหากันได้

หลายคนโดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดีย ได้มีการกระหน่ำซ้ำเติมความล้มเหลวไปด้วยกันหลายฝ่ายที่มีส่วนเข้ามาร่วมรับผิดชอบในองค์กรของสงฆ์ รวมไปถึงทหาร รวมไปถึงพระสงฆ์หลายรูปเกือบทั่วประเทศก็ถูกเหมารวมว่า มีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีด้วยเหมือนกัน

จึงเกิดคำถามขึ้นมากมายโดยเฉพาะคำพูดที่ออกมาจากสื่อต่างๆในทำนองที่ว่า เป็นเพราะ “ธัมมชโย” คนเดียวแท้ๆ หากออกมามอบตัวเพื่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมแล้ว เชื่อว่าเรื่องทั้งหมดไม่มีการบานปลายจบลงได้แต่โดยดี

ก็ทำยังไงได้ ในเมื่อประเทศไทย มีกติกาทุกอย่าง แต่ทำไมผู้ที่อยู่ในบ้านเมืองเรา เมื่อมีอำนาจมีบารมีมีกำลังภายนอกภายใน ก็ไม่ยอมรับกติกาอันเดียวกัน ซึ่งมีหลายคนสามารถยอมรับจนทำให้กระบวนการยุติธรรมศักดิ์สิทธิ์ได้

แต่ทำไม “ธัมมชโย” ผู้นี้ไม่มีการยอมรับกัน มิหนำซ้ำยังใช้กำลังออกมา แสดงออกในลักษณะที่ว่านัดกับทางการอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายโดยเฉพาะมาตรา 44

พระสงฆ์ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เดินสายกลาง แต่ก็ต้องห่มเหลืองมาปะทะกับทหารและดีเอสไอรวมไปถึงตำรวจด้วย

ในประเด็นนี้คงไม่แตกต่างอะไรกับอดีตผู้นำประเทศอย่าง นายทักษิณ ชินวัตร ในปัจจุบันนี้ไม่ยอมรับกติกาของบ้านเมืองเรา หลังจากที่ศาลได้ทำการตัดสินให้จำคุกทั้งหมด 2 ปีก็หลบหนีไปอยู่ต่างประเทศจนถึงทุกวันนี้

พูดง่ายๆ หากว่ากระบวนการยุติธรรมตัดสินว่า บุคคลอื่นผิด ดูเหมือนว่านายทักษิณ หรือ “ธัมมชโย” คงไม่แตกต่างอะไรกันเห็นดีเห็นงามด้วย

แต่ถ้าตัวเองนั้น ถูกกล่าวหากระทำผิดกติกาแล้ว ข้อนี้ก็พยายามใช้กำลังมางัดกับองค์กรของรัฐให้ได้รับการยกเว้น

รับกันไม่ได้

หนีไปอยู่ต่างประเทศ ในประเด็นนี้น่าคิดเหมือนกัน เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครตอบได้ว่า “ธัมมชโย” อยู่ไหน ซึ่งในประเด็นนี้ เจ้าสำนักแห่งวัดพระธรรมกาย คงไม่แตกต่างอะไรกันแนวทางที่จะหนีไปต่างประเทศ หากอยู่ในเมืองไทยแล้วเชื่อว่า ไม่รอดที่จะต้องเปลี่ยนสถานที่นอนใหม่ ด้วยการเข้าไปอยู่ในคุก

คนมีเงินจะทำอะไรอย่างไรก็ได้ อยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ในใจแล้วเชื่อว่า คงไม่สบายเหมือนถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเอง

“ธัมมชโย” เป็นผู้ที่มีเงินมากมายมหาศาล ไม่คงไม่ต้องตอบอะไรมาก เพราะที่ผ่านมาก็ปรากฏเรื่องของสาวกหรือญาติโยมต่างๆ คนร่ำรวยมหาเศรษฐีก็เข้าไปช่วยกันทำบุญในวัดแห่งนี้

วัดแห่งนี้จึงเกิดมีความร่ำรวยมหาศาล หากเปรียบเทียบกับวัดในประเทศไทยแล้วเชื่อว่าสถานแห่งที่แห่งนี้คงเป็นหนึ่ง

เจ้าสำนักอย่างธรรมชัยอยู่จะยอมไปใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำอย่างนั้นหรือ

เช่นเดียวกับนายทักษิณ หากย้อนไปดูแล้วเป็นบุคคลที่เรียกว่า ร่ำรวยเป็นลำดับหนึ่งของประเทศไทยติดลำดับต้นต้นของโลกเลยทีเดียว

บทเรียนสำคัญของนายทักษิณเอง ก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า ไม่มีแผ่นดินที่จะอยู่ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า “ธัมมชโย” จะเดินรอยตามบุคคลผู้นี้หรือไม่

คนรวยนอนคุกแค่ชั่วโมงเดียวก็คงเป็นเรื่องใหญ่

ดังนั้นบุคคลที่ขึ้นชื่อว่า เป็นมหาเศรษฐี เป็นนักการเมืองผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ก็ไม่ยอมให้ชีวิตของตัวเองเปลี่ยนสถานที่นอนไปอยู่ในคุกแคบๆ เป็นแน่

“ธัมมชโย” จะยอมหรือ เพราะบุคคลผู้นี้ไปสร้างวัดวาอารามหลายประเทศด้วยกัน โดยเฉพาะประเทศที่เจริญแล้ว จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้บุคคลผู้นี้ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ตนเองสร้างเอาไว้

สุดท้ายก็ทำเรื่องขอลี้ภัย ด้วยการอ้างเหตุผลว่า เป็นเรื่องของการเมือง ที่พยายามทำลายศาสนาในขณะเดียวกัน เมื่อทางออกเป็นเช่นนี้บ้านเราก็น่าห่วงเหมือนกัน เพราะเชื่อว่า “ธัมมชโย” อยู่คงนำประเด็นนี้ไปป่าวประกาศให้ชาวโลกได้รู้อย่างแน่นอน

แต่คงไม่ดีสำหรับ “ธัมมชโย” เองเท่าไหร่นัก อย่างน้อยต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า เป็นผู้ที่ทำผิดกติกาบ้านเมืองในข้อหาฟอกเงิน คงจะไปประกาศว่าเป็นการทำลายกันและเป็นเกมการเมืองคงฟังไม่ขึ้นเหมือนกัน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เผยกลยุทธ์ “ธัมมชโย” ทำลายทหาร ระยะยาวอันตราย

68

นายปกครอง

กำลังทหาร ตำรวจ เข้าไปปิดล้อมวัดพระธรรมกาย ยังไม่มีใครตอบเลยว่า เรื่องนี้จะจบอย่างไร หรือจะจับกลุ่มเจ้าสำนักคือ “ธัมมชโย” ได้เมื่อไหร่

แต่ที่แน่ๆ สื่อได้โหมกระหน่ำข่าวทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่นำกำลังเข้าไปปิดล้อม และฝ่ายของวัดพระธรรมกายเอง จนทำให้เสื่อมเสียทั้งสองฝ่าย และยังรามไปอีกหลายองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะองค์กรพระสงฆ์ เสื่อมเสียกันไปหมด

ยุทธศาสตร์การต่อสู้ของ”ธัมมชโย”นั้น ได้พยามตอบโจทย์ทุกรูปแบบ ในขณะเดียวกันยังมีการรวบรวมกำลังจากผู้ที่ขึ้นชื่อว่า เป็นพระสงฆ์หลายวัดทั่วประเทศ เพื่อที่จะมาสมทบนำกำลังมารวมกันที่วัดธรรมกาย

ภาพของพระสงฆ์รวมตัวกันนั้น หากมองดีๆ แล้วคงไม่แตกต่างอะไรกับม็อบประชาชน พี่เข้ามาต่อสู้โดยอ้างว่า เป็นเรื่องของสงฆ์ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการถูกกล่าวหาตามอาญาแผ่นดินมาก 300 กว่าคดีที่เกิดขึ้นในสถานที่แห่งนี้

“ธัมมชโย” เป็นเป้าหมายหลักของการรวมตัวตั้งกำแพง ชนกับทางกองกำลังทหาร ตำรวจ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการติดตามตัวมาดำเนินคดี

คงต้องมาวิเคราะห์กันว่า กลยุทธ์ในการต่อสู้ของสาวกนั้น ได้ดำเนินการอย่างไรบ้างจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา

ใช้สื่อหลักเป็นกระบอกเสียง เป็นกลยุทธ์สำคัญสุดบางครั้งกลุ่ม “ธัมมชโย” นั้น ก็พยามที่จะทำเป็นไม่ชอบสื่อบางสำนัก ก็มีการประกาศปิดป้ายประจานเขาไว้ แต่นั่นหมายความว่า เขาต้องการที่จะแสดงออกให้เห็นเป็นข่าวมากกว่า แสดงออกในเรื่องของการโกรธแค้น

แต่ก็มีสื่อหลายสำนัก ที่ทาง”ธัมมชโย” ยังเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน

การใช้สื่อเป็นเครื่องมือนับว่า เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการตอบโต้หน่วยงานของรัฐ

ประเด็นหลักของการตอบโต้เจ้าหน้าที่ของรัฐ คงเป็นเรื่องของการทำลายชื่อเสียง ด้วยการแสดงภาพให้เห็นว่า ทหาร ตำรวจ ดีเอสไอ นั้น กระทำการที่เรียกว่า เกินไปกับพระสงฆ์เสียมากกว่า

ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรา 44 ทางสาวก “ธัมมชโย” ก็พยายามสะท้อนให้เห็นหลากหลายรูปแบบว่าเป็นการกระทำที่เกินไป

การใช้กำลังปะทะกับผู้ที่ขึ้นชื่อว่า พระสงฆ์ในสถานที่ของธรรมกาย ก็ยังต้องอาศัยสื่อเพื่อเป็นกระบอกเสียงทำลายว่า ทหาร ตำรวจ ทำเกินไปอีกเช่นกัน

ภาพที่แสดงออกมานั้น เป็นพระสงฆ์ได้รับบาดเจ็บจากการประทะกันเสียเป็นส่วนใหญ่

นอกจากการใช้สื่อหลักของ “ธัมมชโย” แล้ว ยังมีการใช้สื่อย่อยอย่างโซเชียลมีเดียทุกแขนง เพื่อสื่อสารไปยังประชาชนทั่วโลกว่า การกระทำของทหาร ตำรวจและดีเอสไอนั้น ไม่เหมาะสมและรุนแรงมากเกินไปกับพระ

นอกจากนี้ยังสื่อให้ชาวโลกได้รู้ว่า ทั้งหมดนี้เป็นการทำลายพุทธศาสนาไม่ได้เป็นการส่งเสริมตามที่นโยบายของรัฐบาลประกาศเอาไว้

กลยุทธ์สำคัญอีกประการหนึ่งคือการระดมพระสงฆ์จากวัดต่างๆ ทั่วประเทศให้เขามารวมตัวกันที่วัดแห่งนี้

ทางการเอง ก็พยายามตอบโต้ด้วยการแถลงข่าว ชี้แจงได้เพียงบางประเด็นเท่านั้นโดยเฉพาะเรื่องที่เป็นกระแสหลักใหญ่ๆ

แต่ในขณะเดียวกันตามโซเชียลมีเดียที่เป็นประเด็นยิบย่อยอีกมากมาย คงไม่สามารถไปติดตามแก้ข่าวได้ทันท่วงที

เด่นประเด็นหยิบย่อยนั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งเพราะมันเหมือนกับว่า หลายประเด็นรวมกันแล้วมันก็มีพลังที่จะทำลายรัฐให้เสื่อมเสียชื่อเสียงได้ไม่น้อยเหมือนกัน

การระดมพระสงฆ์จากต่างจังหวัดเข้ามาในวัดธรรมกายนั้น เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทหารได้ข่าวมาจึงได้มีการตั้งด่านสกัด แต่เมื่อตรวจสอบพบว่า รถที่ไปรับประสงค์นั้นบอกว่า จะมาวัดธรรมกายก็จะสกัดไว้ทันที แต่ถ้าพระสงฆ์ในรถอ้างว่า มาด้วยเหตุผลอื่นทหารก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้เหมือนกัน

ข่าวเชิงลึกของทหารยังแจ้งด้วยว่า พระสงฆ์ที่สามารถเข้ามารวมตัวกันที่วัดธรรมกายนั้น ก็จะมีญาติโยมที่ศรัทธาบางคน ถวายเป็นค่ารถให้วัดละไม่น้อยกว่า 100,000 บาท

สรุปโดยรวมจะเห็นได้ว่า อดีตทหารนั้นต้องใช้กำลังเพื่อที่จะปราบปรามประชาชน เป็นผู้ที่ก่อความไม่สงบในบ้านเรา

แต่ปัจจุบันนี้กลายเป็นว่า ภาพลักษณ์ของทหาร ต้องมาปะทะกับพระสงฆ์หลากหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลัง การประทะกันผ่านโซเชียลมีเดีย

หากประเมินดูแล้วน่าเป็นห่วงเหมือนกันสถานการณ์หากยืดเยื้อต่อไปอีกเชื่อว่า จะส่งผลเสียต่อ ทหาร ตำรวจและดีเอสไออย่างแน่นอน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment