น่าอาย..! กลางเมืองหลวงยังมีค้ามนุษย์

5

นายปกครอง

แทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า ในกรุงเทพมหานคร ยังมีเรื่องของการค้ามนุษย์ ในรูปแบบของอาบอบนวด ด้วยการนำทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ มาให้บริการทางเพศ กันอย่างชนิดที่เรียกว่า สุขสำราญกับผู้มีเงินกันอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย

โชคดีที่ยังมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอเข้าไปทลายขบวนการค้ามนุษย์ได้ ด้วยการจับกุม สถานบริการอาบนวดที่เรียกว่า “วิคตอเรียซีเครท” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาพบว่ามีผู้หญิงที่ให้บริการทางเพศมากถึง 113 คน มีทั้งชาวไทย ลาว พม่า กัมพูชา

ดีเอสไอ ดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 6 ข้อกล่าวหาด้วยกัน ข้อหาที่หนักที่สุดและสร้างความเสื่อมเสียคงเป็นเรื่องของการค้ามนุษย์

อย่าไปแปลกใจ กับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาเลย ที่ต้องขึ้นบัญชีดำของเราว่า เป็นประเทศที่แย่ที่สุดเกี่ยวกับเรื่องการตื่นตัวในเรื่องของการปราบปรามการค้ามนุษย์ จนต้องให้อยู่ในระดับที่แย่ที่สุดคือ เทีย 3 แต่เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งได้รับความปราณีลดเหลือสองครึ่ง

ไม่ว่าจะลดลงมาอย่างไรก็น่าอับอายกันอยู่ดี

อยากจะย้อนอดีตไปเมื่อไม่นานมานี้ ประเทศไทยดำเนินการจับกุมขบวนการที่เรียกว่า ค้ามนุษย์อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ นำกระบวนการที่เรียกว่า โรฮิงญา เข้าข่ายองค์ประกอบของการค้ามนุษย์ในครั้งนั้น

แต่ประเทศไทย ก็กู้หน้าด้วยการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องมีทั้งตำรวจ ทหาร ที่คาดว่าเข้าไปเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ยศพลตำรวจตรี รวมไปถึงทหารยศพลโท ก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วยยังไม่ละเว้นและไม่ปราณี

แต่การจับกลุ่มวิคตอเรียซีเครท ในครั้งนี้ ไม่มีใครตอบได้ว่า ตำรวจ ทหาร นายใดบ้างที่เข้าไปมีผลประโยชน์ในเรื่องนี้

มันน่าประณามการทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้องกันเสียจริงๆ แม้กระทั่งตำรวจท้องที่ สน. วังทองหลาง ก็ยังไม่มีใครทราบว่าเป็นแหล่งค้ามนุษย์ จนกระทั่งดีเอสไอ เข้าไปดำเนินการจับกุม จึงรู้ว่าสถานที่นี้มีเรื่องการค้ามนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง

ซึ่งในเรื่องนี้ พล.ต.ท. ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. ออกมายืนยันอย่างชัดเจนในทำนองที่ว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นแล้ว จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบเด็กอายุ ต่ำกว่า 18 ปี การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจากคดีเก่าที่อนุมัติหมายจับ 7 คน โดย 1 ใน 7 คน เป็นพนักงานอยู่ในสถานบริการวิคตอเรีย ซีเครท จึงจับกุมและตรวจสอบว่ามีส่วนในการ ค้ามนุษย์หรือไม่ ต้องรอผลสรุปจากดีเอสไอผู้รับผิดชอบ จึงจะพิจารณาอีกครั้งว่า เข้ากับคำสั่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 234 เรื่องการพิจารณาตำรวจที่บกพร่องในการป้องกันและปราบปรามอบายมุขหรือไม่ ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดไว้

การตั้งข้อกล่าวหาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า มีการค้ามนุษย์ แต่ทำไมผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จึงออกมาพูดทำนองนี้

ประเทศไทย หากจะดำเนินการให้พ้นข้อกล่าวหาว่าเป็นแหล่งค้ามนุษย์ ก็คงต้องกวาดล้างเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปมีผลประโยชน์กันให้ได้เสียก่อน ทำกันแบบเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่เป็นแบบผักชีโรยหน้า หรือลูบหน้าปะจมูก อย่างนี้ ต้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงมาดำเนินการกันหรืออย่างไร

ถ้าทุกเรื่องต้องให้พลเอกประยุทธ์ เข้ามาดำเนินการกันเสียหมด ปัญหาประเทศชาติแก้กันจนถึงชาติหน้า คงไม่สามารถแก้ได้สำเร็จ


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

อวสานตำนาน“สุทธิชัย หยุ่น”ค่ายเนชั่น

4

นายปกครอง

ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ก็เล่นเอาสื่อหลายๆ แขนงก็ต้องปิดตัวเองไป โดยเฉพาะกลุ่มหนังสือพิมพ์ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็เป็นคล้ายๆ กันหมด รวมถึงเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วย ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างถ้วนหน้า

แต่ที่จะพูดถึงในครั้งนี้ เรื่องของการปิดตัว การติดตำนานของ สุทธิชัย หยุ่น แกนนำคนสำคัญของค่ายสื่อในเครือเนชั่น

เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา นายสุทธิชัย ได้ขึ้นไปกล่าวอำลา กับพนักงานในเครือเนชั่น ตอนหนึ่งหรือเนื้อหาใจความสรุปง่ายๆ ว่า การต่อสู้ในวงการสื่อนั้น นับว่าเนชั่น เป็นผู้ที่บุกเบิกอะไรหลายหลายอย่าง โดยเฉพาะการสร้างสื่อ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษเพื่อแข่งกับชาวต่างชาติ การสร้างหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเพื่อรายงานความคืบหน้าไหวในแวดวงธุรกิจทุกวัน

นอกจากนี้ยังพูดถึงเรื่องการบุกเบิกนำเทคโนโลยีใหม่ใหม่ มาใช้ประกอบในการรายงานข่าว ไม่ว่าการใช้โทรศัพท์ที่เรียกว่าโฟนอิน การใช้ คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า โน๊ตบุ๊ค นำไปเป็นอุปกรณ์ในการส่งข่าวภาคสนาม

นอกจากนี้ยังมีอีกหลากหลายรูปแบบ ที่ สุทธิชัย ออกมาบอกในทำนองที่ว่าเป็นผู้นำ ผู้นำในทุกๆ ด้าน

แต่ต้องถามต่อไปว่า จุดจบของการเป็นผู้นำ คือการต้องการอำลากับพนักงานเป็นไปในลักษณะคล้ายๆ กับว่า เป็นการปิดตำนานของเนชั่น ปิดตำนานของสุทธิชัย หยุ่น กันอย่างนั้นหรือ

หากเป็นได้แค่นี้ก็เท่ากับว่า คุณคือผู้เริ่มต้น แต่การปิดหรือการจบอย่างสง่างามนั้น เคยเกิดขึ้นกับเครือเนชั่นบ้างหรือไม่..?

มันก็มีหลายเรื่องที่เนชั่นนั้น ดำเนินธุรกิจด้านสื่อชนิดที่เรียกว่า ผิดพลาด โดยเฉพาะการสร้างคนข่าว จากนักหนังสือพิมพ์ ให้กลายเป็นคนของทีวี มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นลำดับต้นต้นของเมืองไทย ยกตัวอย่างเช่น คุณสร้าง นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรชื่อดัง โตมาจากค่ายเนชั่น

ในสมัยที่นายสรยุทธ อยู่กับเนชั่น ทำไมจึงไม่สร้างเขาให้ถึงจุดจบ ช่วยกันปั้นให้เป็นรูปแบบของธุรกิจ ที่จะสร้างรายได้กอบโกยผลประโยชน์ให้กับเครือเนชั่น

แต่คุณกลับลดบทบาทของบุคคลผู้นี้ จนบุคคลผู้นี้ไม่สามารถจะอยู่ในค่ายนี้ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะโดดเด่นมากมายขนาดไหนใหญ่โตประจำค่ายก็ตาม พูดกันง่ายๆ ว่า โดดเด่นในวงการทีวี โด่งดัง เป็นแม่เหล็กได้มากกว่า สุทธิชัย หยุ่น เสียอีก

แต่ ค่ายเนชั่น กลับต้องปล่อยให้นายสรยุทธ หลุดมือไป ไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับเนชั่นอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังทำให้เนชั่นขาดรายได้จากนายสรยุทธ ในครั้งนั้น ไปอีกหลาย 10 ล้านบาท

นายสรยุทธ ไปสร้างความโดดเด่นให้กับตัวเอง และสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 จนทำให้มีการขยายธุรกิจเติบโตเป็นอย่างมาก สร้างรายได้ให้แต่ละเดือนนั้นนับ 1,000 ล้านบาท เลยทีเดียว

นอกจากนี้ ค่ายบางกอกโพสต์ ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของค่ายเนชั่น ก็ยังมีการดึงดูดคนจากเนชั่น สร้างระบบการแข่งขันจนกลายเป็นชัยชนะของค่าย บางกอกโพสต์อย่างเห็นได้ชัด

แล้วนายสุทธิชัย หยุ่น ทำไมไม่สามารถคว้าชัยชนะมาให้กับค่ายของตนเองได้

ทั้งหมดนี้คงเป็นเรื่องของ การเปิดประเด็น แต่การปิดประเด็นนั้นเป็นเรื่องของคู่แข่งให้คนอื่นได้รับชัยชนะไป

จึงถึงเวลาที่ สุทธิชัย หยุ่น ผู้นำทัพของค่ายเนชั่น ต้องมาประกาศอำลาวงการกันที่เรียกว่าขึ้นอย่างสุดสวย แต่ปิดท้ายให้คิดกันเอาเองก็แล้วกัน

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

แค่ลมปากตำรวจนำตัว“ยิ่งลักษณ์”ติดคุก

3

นายปกครอง

คงจะไปหวังอะไรกับตำรวจ บ้านเรา ที่คุยไปวันวันว่า จะสามารถนำตัวนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปัจจุบัน ต้องกลายเป็นผู้กระทำความผิด หลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ ที่ไม่แตกต่างอะไรกับผู้เป็นพี่ชาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันนี้โทษศาลสั่งจำคุกสองปี ไปอยู่ต่างประเทศเหมือนกัน

ตำรวจไทยเพียงแต่ ออกมาพูดผ่านสื่อว่า พบภาพในโซเชียลมีเดีย เผยแพร่ว่านางสาวยิ่งลักษณ์ อยู่ที่ประเทศอังกฤษ โดยการถ่ายรูปคู่กับคนไทยคนหนึ่ง ด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนไม่มีความทุกข์หรือเดือดร้อนกับการหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ

มันก็แค่นั้นสำหรับตำรวจไทย

การรับรู้ผ่านสื่อนั้น เหมือนไม่ได้ใช้ฝีมือในการสืบสวนสอบสวนแต่อย่างใด มิหนำซ้ำตำรวจที่เกี่ยวข้องบางคน ยังออกมาบอกในทำนองที่ว่า ได้ประสานกับตำรวจสากลเอาไว้แล้ว แต่เมื่อติดต่อไปปรากฏว่า ตำรวจสากลประเทศอังกฤษไม่มีการตอบเรื่องนี้มาแต่อย่างใด

ทำได้แค่นี้เองหรือสำหรับตำรวจไทย

ในเมื่อตำรวจสากลประเทศอังกฤษไม่ตอบมา ก็คงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้อีก จึงต้องปล่อยไปให้เหมือนกรณีของนายทักษิณ ที่ตอบมาว่า มันเป็นเรื่องการเมืองไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ ทั้งหมดนี้ประเทศอังกฤษทำไปตามกติกาสากลทุกอย่าง

อะไรแต่ตำรวจที่ยึดอาชีพอยู่ในปัจจุบันนี้ แม้กระทั่งตำรวจที่ติดตามนางสาวยิ่งลักษณ์ ต้องตั้งคำถามว่า เป็นตำรวจมืออาชีพหรือไม่ ที่ติดตามตัวอยู่ตลอดเวลา กลับกลายเป็นว่า ปล่อยให้หลบหนีไปอย่างได้ลอยนวล

อะไรก็เล่นกับกระแสไปได้วันวัน มีกระแสออกมาถามไปยังตำรวจ ตอบได้เสียทุกเรื่อง แต่ทำไมไม่ไปตามตัวมาติดคุกให้ได้

ในสายตาของประชาชนแล้ว ต้องการเห็นว่า ตำรวจไทยน่าจะทำงานได้ดีกว่านี้ โดยแนวทางแก้ไข คือการไปประสานงาน เพื่อนำตัวทั้งนายทักษิณ พร้อมกับนำตัวนางสาวยิ่งลักษณ์ มาดำเนินคดีให้ได้

หากวงการสีกากี มีใครดำเนินการได้เช่นนี้ เชื่อว่า กู้ภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรตนเองกลับมาได้ จนทำให้ประชาชนเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาได้อีกเป็นจำนวนมาก

มุมหนึ่ง หากเหลือบากกว่าแรง ไม่สามารถเข้าไปล่าตัวทั้งสองคนมาติดคุกได้ ก็ควรจะมีความพยายามที่สัมผัสได้เป็นรูปธรรม ให้ดีกว่านี้ ไม่ใช่ตอบออกมาว่า ประสานกับตำรวจสากลแล้ว แต่ตำรวจสากลของประเทศอังกฤษไม่ยอมตอบอะไรมาเลย

อยากย้อนให้ดูถึงภาพลักษณ์ที่ดีมุมหนึ่ง ที่พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำกำลังบุกเข้าจับ เสก โลโซ ศิลปินนักร้องชื่อดัง แต่สร้างความเสื่อมเสียให้กับตนเอง ยิงปืนขึ้นฟ้าบ้าง ฉี่สีม่วงบ้าง

หาผู้นำตำรวจ เตรียมกำลังไล่ล่าทำนองนี้ ไปประสานงานด้วยตนเอง ถึงประเทศปลายทาง ด้วยการอาศัยความสัมพันธ์ที่ดี ประเทศมหาอำนาจ ประสานอะไรมาเราก็ดำเนินการให้

ถ้าภาพลักษณ์ที่ออกไปผ่านสื่อในลักษณะนี้ เชื่อว่า โลกโซเชียลหรือสื่อทั่วโลก คงต้องสรรเสริญเอาจริงเอาจัง สนับสนุนตำรวจไทย เชียร์ให้โด่งดังถึงการส่งหน่วยไล่ล่าไปประเทศต่างๆ เพื่อนำตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้

มุมหนึ่งเชื่อว่า เป็นการกดดันกับประเทศมหาอำนาจให้รู้สึกว่าการโอบอุ้มคนร้าย เอาไว้ในอ้อมกอดนั้น มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง

นี่แหละ คือจุดอ่อนที่ไม่เอาจริงเอาจังของผู้ที่รับผิดชอบในบ้านเรา จึงต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบออกมาให้เห็นกันเสมอ

ควรแก้ไขได้แล้ว ทำได้ป่าว


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

10 ปัญหาที่น่าห่วงปีจอ

3

นายปกครอง

ในแต่ละประเทศนั้นกำลังมุ่งมั่นที่จะพัฒนา เพื่อหวังว่าจะต้องเป็นผู้นำในแต่ละโซน เกี่ยวกับประเทศไทย หวังว่า ในโซนเอเซียใต้ แต่ละส่วนแต่ละประเทศที่มีการพัฒนา ก็มีปัญหาคล้ายๆ กัน จนทำให้กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาดังกล่าว

เช่นเดียวกับประเทศไทย ในปีจอนี้ ก็เรียกว่าต้องเผชิญปัญหาอีกหลากหลายรูปแบบ “นายปกครอง” ขอยกตัวอย่างมาสัก 10 ปัญหา

เริ่มจาก “การเมือง” มีปัญหาขึ้นมาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะแรงกดดันที่เกิดมาจากระบบประชาธิปไตย คือในปีนี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม จะต้องออกมากดดันรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มีการเลือกตั้งให้ได้

แต่ด้วยความล่าช้า ไม่ทันใจคอการเมือง จึงต้องออกมาเป็นระยะๆ เพื่อเขย่ารัฐบาลให้เกิดปัญหาให้ได้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องย่อยๆ เกี่ยวกับการเมือง เช่นนาฬิกาสุดหรู เรื่องความไม่โปร่งใสในโครงการต่างๆ เป็นต้น

“ปัญหาอาชญากรรม” ในภาวะเศรษฐกิจขาลงนี้ ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า บริษัทหลายแห่งไม่มีกำลังจ้างพนักงาน ไม่มีกำลังในการขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงาน แม้กระทั่งสื่อยักษ์ใหญ่อย่างเช่นสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ก็ยังไม่มีโบนัสหรือ ขึ้นเงินเดือน ซึ่งเป็นอย่างนี้กับอีกหลายหลายบริษัท

จึงทำให้ผู้ที่ตกงานหรือผู้ที่มีงานทำหารายได้มาเลี้ยงชีพอย่างเพียงพอ ก็ต้องไปหารายได้พิเศษ แต่บางคนไม่รู้จะทำอะไรก็ไปลักเล็ก ขโมยน้อย ทำให้โจรบ้านเมืองเราชุกชุมมากขึ้น

“ปัญหาราคายาง” พลเอกประยุทธ์ ได้ใช้ความพยายามมาระดับหนึ่ง หลังจากที่ให้ชาวสวนยางไปขายยางพารา ที่ดาวอังคาร แต่การแก้ไขก็พยายามที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยผู้ประกอบอาชีพสวนอย่างนั้น จะต้องมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การรณรงค์ให้นำยางมาใช้ในการผลิตสิ่งต่างๆ มากขึ้น รวมถึงการหาตลาดให้เพิ่มมากกว่านี้ และรวมไปถึงการให้ตัดต้นยางเพื่อปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน เป็นต้น

แต่การแก้ไขก็ยังไม่เห็นผลทันตานัก จึงเชื่อว่าในปีจอนี้ มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องอีก

“ปัญหาสื่อโซเชียลมีเดีย” บางคนอาจมองว่า ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคอะไรสำหรับผู้ที่กระทำคุณงามความดี แต่อีกมุมหนึ่งต้องมองว่า กระแสโซเชียลมีเดียนั้น ปลุกขึ้นมาง่ายและเป็นอุปสรรคต่อการทำงานอย่างยิ่ง ซึ่งกลไกของรัฐบาลปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า ควบคุมสื่อโซเชียลเหล่านี้ไม่ได้อย่างแน่นอน กลไกบางอย่างยังตามไม่ทันอีกด้วย

“ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ” ประชาชนเป็นจำนวนมาก ยังยึดอาชีพการทำนาอยู่ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น การทำงานแล้วไม่คุ้มทุน และยังมีการเปรียบเทียบกับรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ทำราคาคาไว้สูงถึง 15,000 บาทต่อตัน ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้ก็พยามแก้ปัญหาคงคล้ายๆ กับปัญหาราคายางพาราตกต่ำ จะแก้อย่างไรคงไม่ทันอกทันใจเหมือนกัน

“ปัญหาการถอนการลงทุนในประเทศไทย” เป็นเรื่องใหญ่เหมือนกันเพราะมีหลายประเทศ ไม่กล้าที่จะลงทุนในบ้านเรา เพราะอ้างว่าสถานการณ์บ้านเมือง ยังไม่ปกติ และอีกปัญหาหนึ่งอ้างว่า ค่าแรงงานบ้านเรานั้น สูงมากเกินไป เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้กลุ่มนักลงทุนนั้น หันไปใช้พื้นที่ของเพื่อนบ้าน เป็นหลัก

“ปัญหายาเสพติด” ยังคงแก้ไขกันไม่หมดเพราะหลายคนยังบอกว่า ทุกหมู่บ้านก็ยังมีเรื่องของยาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องของแนวชายแดน ในระยะหลัง การปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดรายใหญ่ จะจางหายไป ทำให้ยาเสพติดมาแพร่ระบาดในทุกทุกหมู่บ้าน

“ปัญหาการศึกษา” บ้านเรานั้นนับว่าตกต่ำค่อนข้างมาก ในรัฐบาลก่อนหน้านี้ที่มาบริหารประเทศ ปรากฏว่า เด็กไทยน่าอายเสียจริงๆ ทำสถิติการอ่านหนังสือเพียงปีละ 8 บรรทัดเท่านั้น ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เด็กทำสถิติดีขึ้นมาหรือยังในเรื่องของการอ่าน แต่อยากจะเปรียบเทียบง่ายๆ กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่า จะเป็น พม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย สามารถใช้ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาที่คนยอมรับกันเกือบทั่วโลกได้ดีกว่าบ้านเรามากมาย

“ปัญหาหนี้นอกระบบ” ความยากจนของประชาชนยังไม่สามารถแก้ไขกันได้ หากมีคนตกงาน ก็จะต้องมีการกู้หนี้ยืมสินกันมากมายขึ้น ซึ่งคนตกงานนั้นองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะสถาบันการเงินต่างๆ ก็ไม่สามารถที่จะปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ที่ตกงานเหล่านั้นได้ สุดท้าย กลายเป็นเรื่องของการเข้าไปกู้หนี้สินกับเงินนอกระบบ ประชาชนแทบจะทุกหมู่บ้านต้องใช้บริการกับหนี้นอกระบบตรงนี้เหมือนกัน ซึ่งปัญหานี้ยังส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาอีกเช่นกัน เช่นอาชญากรรม การทวงหนี้ด้วยวิธีการรุนแรง เป็นต้น

“ปัญหาหวยรัฐบาลขายเกินราคา” แก้กันไม่ตกทั้งทั้งที่เป็นสินค้าของรัฐบาล ประชาชนผู้บริโภคก็ยังต้องซื้อสินค้านี้ในราคาที่แพงเกินจริง อย่าไปถามความรับผิดชอบว่าของใครเลย ไม่มีใครยอมรับในเรื่องนี้กัน ถามแม่ค้ารายย่อย ก็อ้างมาว่า รับจากนายทุน ที่เป็นพวกอีแอบ เป็นปลิงเกาะกินกับกองสลาก เป็นมาเฟียอยู่รอบๆ กองสลาก โดยเฉพาะ 5 กลุ่มใหญ่ ไม่ได้รับการแก้ไข ประชาชนก็ต้องใช้ของรัฐบาลที่ขายเกินราคาอยู่เหมือนเดิม

ทั้งหมดนี้ คงต้องวัดฝีมือกันว่า ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คุมทีมผู้บริหารประเทศ ดำเนินการแก้ไข และรับมือกันอย่างไร จึงจะทำให้ประเทศได้อย่างชนิดที่เรียกว่า คืนความสุขให้ประชาชนอย่างแท้จริง


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

“เลือกตั้งเมื่อไหร่”นายกฯต้องทนถูกถามไปกับปากปีจอ

2

นายปกครอง

เป็นเวลานานแล้วที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถูกตั้งคำถามในลักษณะที่ว่า “เมื่อไหร่จะมีการเลือกตั้งกันได้เสียที”

เช่นเดียวกับปีใหม่นี้ ซึ่งตรงกับปีจอ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนามของปีสุนัข นายกรัฐมนตรีที่กำลังบริหารประเทศอย่างตั้งอกตั้งใจ ก็ต้องถูกตั้งคำถามขึ้นมา นับตั้งแต่วันปีใหม่ ด้วยคำถามทำนองนี้เหมือนกันคือ เมื่อไหร่จะมีเลือกตั้งเสียที

หากคำตอบโดยรวม พลเอกประยุทธ์ ก็เคยตอบผ่านสื่อ ทุกแขนง ไปหลายครั้งแล้วว่า ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับกระบวนการของ สนช. ที่พิจารณาเรื่องกติกามาให้นักการเมืองหรือผู้ที่จะเล่นการเมืองในอนาคต ได้เดินไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีความขัดแย้งกันรุนแรงเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา

แต่ก็มีหลายคนที่พยายามตั้งคำถาม ซ้ำแล้วซ้ำอีกขึ้นมา

ในปี 2561 นี้ คงต้องถูกตั้งคำถามมากขึ้นเหมือนเดิม เพราะก่อนหน้ามีการปล่อยข่าวไปตลอดเวลาว่า ภายในปีนี้จะต้องมีการเลือกตั้งให้ได้

ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้จะต้องถูกตั้งคำถามขึ้นมา เชื่อว่า เป็นแรงกดดัน ประการสำคัญที่จะให้มีการเลือกตั้งให้ได้ และเชื่อว่าต้องเป็นแรงกดดันที่ใหญ่หลวงที่สุดตลอดทั้งปีนี้เลยทีเดียว

พรรคการเมืองที่เพิ่งพ้นจากการเป็นรัฐบาล ในนามของพรรคเพื่อไทย หรืออีกพรรคหนึ่งในนามของพรรคที่เรียกว่า ฝ่ายค้าน คือ ประชาธิปัตย์ ก็พยามที่จะออกมาช่วยกันตั้งคำถามกดดันด้วยเหมือนกัน

จนบางครั้งมีข่าวว่า ทางพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ไปจูบปากกัน เพื่อที่จะช่วยกันเขย่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ กดดันให้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งกันให้ได้เลยทีเดียว

แต่พรรคประชาธิปัตย์นั้น ก็ส่งคนออกมาปฏิเสธแล้ว ว่าไม่มีเรื่องราวอย่างนี้เกิดขึ้น จะให้ไปจับมือกันได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมานั้นทั้งสองพรรคนี้มีความขัดแย้งกันอย่างหนัก จนกลายเป็นชนวนเหตุให้ทหาร ต้องมาโค่นล้มรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เหตุผลที่นายกรัฐมนตรีออกมายืนยันตลอดเวลาว่า การที่ยังไม่มีการประกาศให้มีการเลือกตั้งในครั้งนี้ เพราะเกรงว่าจะเกิดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอนาคต แม้ว่าจะมีกระแสข่าวออกมาทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ภาพออกมาไม่เคยขัดแย้งกันแล้วก็ตาม

แต่วิธีการเมืองไม่ว่า จะเป็นที่ไหนก็ตาม จะต้องถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายที่ได้รับชัยชนะ เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ก็จะต้องบริหารประเทศให้มีความก้าวหน้า ไปตามที่ตนเองหาเสียงหรือสัญญากับประชาชนเอาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

ฝ่ายที่พ่ายแพ้ ก็เป็นเรื่องปกติเหมือนกัน ที่จะต้องออกมาใช้สื่อเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบว่า ความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นนั้น มันเป็นความไม่ชอบธรรมที่ไม่สามารถจะยอมรับในกติกาประชาธิปไตยได้

บางครั้งจะสื่อออกมาเป็นลักษณะที่ว่า ผิดผิดเอาไว้ก่อน หลังจากนั้นก็แก้ต่างผ่านสื่อด้วยเช่นกันโดยฝ่ายที่ได้รับชัยชนะจะต้องบอก กับประชาชนว่า มันเป็นเรื่องของความไม่จริง มันเป็นเรื่องที่นำมาใส่ร้ายกัน

ทั้งหมดนี้ มันเป็นเรื่องของชนวนทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้อย่างแน่นอน หากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ได้กำหนดมาให้มีการร่างกติกา แล้วกติกานั้นออกมาไม่รอบครอบดีเพียงพอ ความขัดแย้งต่างๆ ก็ต้องเกิดขึ้นมา ในที่สุดบานปลายจนถึง ทหารการแก้ไขเรื่องนี้โดยการค้นหาอาวุธออกมา แก้ปัญหาอีกเหมือนเดิม

ดังนั้น เลือกตั้งออกมาช้าหน่อยแต่เกิดการสุขุมรอบครอบ เชื่อว่า ต้องเกิดผลดีในอนาคตอย่างแน่นอน

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

อย่าเทียบฟอร์ม“เสกโลโซ”กับ“ตูนบอดี้สแลม”

1

นายปกครอง

กลายเป็นเรื่องใหญ่ชนิดที่ว่า พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องคุมกำลังหน่วยรบพิเศษ เพื่อที่จะเข้าไปทำการจับกุม นักร้องชื่อดัง เสก โลโซ เนื่องจากน้อาวุธปืนออกมายิงในงานวัดนับได้ 10 นัด

อย่าไปตั้งคำถามนะว่า เหตุการณ์ผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดใช้แดนภาคใต้ ตำรวจระดับผู้ปฏิบัติเสียชีวิตไปแล้วหลายคน ตำรวจระดับสูงชั้นผู้ใหญ่ยังไม่เคยลงไปคุมกำลัง ปฏิบัติการณ์เช่นนี้เลย

ในเรื่องของเสก โลโซ นักร้องชื่อดังรายนี้ อะไรจะห้าวหาญกันขนาดนี้ คนทั้งประเทศเขารณรงค์กัน ไม่ให้ในการยิงปืนขึ้นฟ้า แต่นักร้องดังเสก โลโซ ก็ยังกล้าที่จะนำปืนออกมายิง เหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแปร เพราะมันจะเป็นอันตรายต่อประชาชนที่อยู่บริเวณรอบรอบตรงนั้น

ดังนั้นจึงไม่แปลก กลุ่มโซเชียลมีเดีย ตั้งฉายาให้นักร้องดังคนนี้ จากเสก โลโซ กายมาเป็น เสก 10 นัด ไปเสียแล้ว

การจับกุมครั้งนี้เชื่อมเหมือนกันว่า จะมีพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ต้องลงไปบัญชาการเสียเอง โดยก่อนหน้านี้ มีนายตำรวจระดับผู้ใหญ่คนหนึ่ง คือพลตำรวจตรีสมพงษ์ ชิงดวง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เข้าไปดำเนินการเจรจาแล้ว ปรากฏว่า มีคลิปวิดีโอออกมาในทำนองที่เรียกว่าเสก 10 นัดไม่ยอม พร้อมกับท้าทายได้ว่า “มึงอย่าเข้ามานะ พี่อู๊ดด้วย กูมีปืน เข้ามากูยิง”

แทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันพลตำรวจตรีสมพงษ์ ที่เป็นคนจับกุม อดีตนายทหารชื่อดัง เคยมีผลงานอย่างชัดเจนคือการบุกเข้าจับกุม พันตรีเฉลิมชัย มัจฉากล่ำ หรือที่รู้จักกันในนามผู้กว้างขวางว่า ผู้พันตึ๋ง ปะทะคารมกันในลักษณะนี้ในระหว่างที่มีการจับกุมและมีภาพเผยแพร่ทางสื่อออกไป

แต่งงานนี้พลตำรวจตรีสมพงษ์ ปฏิบัติการ จับกุมนายเสก 10 นัด ไม่สำเร็จ ทำให้เดือดร้อนถึงลูกพี่ใหญ่พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ลงมาจัดการด้วยตัวเอง

งานนี้เรียกว่า สามารถจับกุม เสก 10 นัด สวมกุญแจมือออกมาโชว์นักข่าวได้เป็นผลสำเร็จ

แต่ไม่รู้ว่างานนี้จะชื่นชมใครดี ระหว่างพลตำรวจเอกจักรทิพย์ กับ พลตำรวจตรีสมพงษ์ ที่ใช้ความสามารถสูงสุดควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ โดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ

ไม่เข็ดจริงๆ สำหรับ เสก 10 นัด มีแต่เรื่องไม่ดีทำให้ตัวเองมัวหมองออกมาทั้งนั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยถูกตั้งข้อหาเรื่องของการเสพยาเสพติดมาแล้ว คราวนี้มาก่อเรื่องขึ้นมาอีก แต่โชคดีที่กระบวนการยุติธรรมให้ประกันตัวออกมาได้

มันช่างตรงข้ามกับผู้ที่กระทำความดีอันทำให้คนทั้งประเทศสรรเสริญเสียจริงๆ

ไม่อยากให้มีการเปรียบเทียบกับ นักร้องชื่อดังอีกคนหนึ่งคือ ตูน บอดี้สแลม ที่เสียสละวิ่งตั้งแต่ใต้สุดของสยามคืออำเภอเบตง ใช้ระยะทาง 2,215 กิโลเมตรไปยังเหนือสุดของประเทศไทยคืออำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ตูน มีความมุ่งหวังที่จะหาเงินช่วยเหลือบริจาคให้กับโรงพยาบาลทั้งหมด 11 แห่ง จะได้เป็นการช่วยชีวิตคนอีกเป็นจำนวนมากที่เข้ามารักษา แล้วเครื่องมือแพทย์ หรือความไม่พร้อมของโรงพยาบาล

การวิ่งด้วยระยะทางดังกล่าว ทำให้ประชาชนทั้งประเทศสรรเสริญ โดยมียอดบริจาคทะลุกว่า 1,289 ล้านบาท

นี่แหละ คือบุคคลที่ควรจะปรบมือให้ ส่วนเสก 10 นัด ประชาชนทั้งประเทศอยากให้อะไรก็คิดและให้กันเอาเอง ก็แล้วกัน

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

ตกใจ รูปปั้นอุทยานราชภักดิ์ผุพังรั่วเสียแล้ว

19

นายปกครอง

นานๆ จะมีโอกาสได้คุยกับนักธุรกิจครั้งหนึ่ง ซึ่งมีอะไรหลายๆ เรื่อง มาระบายกันให้ฟัง คงไม่ได้คุยกันเรื่องความย่ำแย่ในภาวะเศรษฐกิจขาลงเพียงอย่างเดียวที่ทำให้กลุ่มนักธุรกิจไม่กล้าที่จะลงทุน แต่สภาพเศรษฐกิจทุกคนก็ทำใจแล้วว่าย่ำแย่ไปกันทั่วโลก คงไม่ใช่เพียงแต่บ้านเราเท่านั้น

เรื่องหนึ่งที่ได้คุยกันคือ อุทยานราชภักดิ์ ซึ่งดำเนินการโดย พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีการทุจริตในหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นเงินที่ไปรับบริจาคมาจากเอกชนหลายราย, ค่าสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ แต่ละองค์ซึ่งตั้งงบเอาไว้องค์ละ 50 ล้านบาท แต่กลับมีการเปิดเผยจากโรงหล่อว่าต้นทุนที่แท้จริงเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องต้นปาล์มที่ใช้ประดับในบริเวณอุทยานที่ตั้งงบเอาไว้ต้นละ 1 แสนบาท แต่ทางเอกชนผู้เพาะปลูกต้นปาล์มระบุว่า บริจาคให้กับโครงการฯ โดยไม่ได้คิดเงินแต่อย่างใด

เรื่องต่างๆ เหล่านี้ประชาชนไม่ควรรู้ ไม่ควรหรือฟื้น มันเป็นเรื่องที่จบไปแล้วก็ขอให้มันแล้วแล้วกันไป

แต่เรื่องที่นักธุรกิจคนนี้ ได้เล่าให้ฟังเป็นเรื่องใหม่ กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ พูดขึ้นมาแล้วตกใจและใจหายวูบ

พระบรมราชานุสาวรีย์ เกิดการชำรุดขึ้นมาเสียแล้ว…!!!

เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง มีการเปิดให้ประชาชนเข้าไปใช้บริการยังไม่ทันถึง 2 ปี พระบรมราชานุสาวรีย์เกิดอาการรั่วเป็นรู บางองค์ ถึงขนาดที่เรียกว่า ผุกร่อน จนต้องมีการซ่อมแซมกันครั้งยิ่งใหญ่

นักธุรกิจผู้นี้ได้บอกด้วยว่า หากไม่มีการปรับปรุงหรือดำเนินการแก้ปัญหา เรื่องของการชำรุดในครั้งนี้เค้ามีความเชื่อว่า สักวันหนึ่งเมื่อประชาชนเข้าไปเที่ยวหรือไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ เกิดการหักโค่นขึ้นมามันก็อาจจะเป็นไปได้ทำให้ประชาชนบาดเจ็บ ล้มตายก็ได้

ฟังแล้วรู้สึกน่าเสียดายจริงๆ กลับงบประมาณจำนวนมหาศาลที่ทุ่มเทลงไป คุ้มหรือไม่กับการเปิดอุทยานในครั้งนี้

ความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นนั้น มันก็คงเป็นเรื่องที่ต้องสาวกันอีกยาว

ทางที่ดี จะเป็นไปได้หรือไม่ ควรจะมีการพูดถึงเรื่องของการซ่อมแซม สิ่งที่มันเกิดการชำรุดกันเสียก่อน เพื่อที่จะให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชื่นชมพระบารมี จะได้รับความปลอดภัย

หลังจากนั้น คำตอบที่ประชาชนอยากได้ คงเป็นเรื่องของความจริงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเนื้อโลหะที่ทำการหล่อมานั้น เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่เรียกว่า ความปลอดภัยหรือไม่ มีความหนาเพียงพอที่จะยืนสู้ลมสู้แดดได้หรือไม่

ไม่มีใครตอบได้เหมือนกันว่า โรงหล่อพระบรมราชานุสาวรีย์นั้น ยังรับประกัน กันอยู่หรือไม่ ถ้ายังอยู่ในเวลาที่รับประกัน ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้คงมีอาการโล่งอก โล่งใจ กันขึ้นมาบ้าง

ถ้าหมดการประกันไปแล้ว คงเป็นเรื่องที่เรียกว่า ทางรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คงต้องหางบประมาณมาดำเนินการจัดการซ่อมกันขึ้นมาครั้งใหญ่

แต่รัฐบาลชุดนี้ คงไม่ต้องหาผู้ที่รับผิดชอบไปมากกว่านี้ เพียงแค่จัดสรรงบประมาณมาดูแลกันด้านบูรณาการให้มีสภาพปลอดภัยเท่านั้น

ไม่อยากให้ประชาชนเข้าใจอะไรลึกซึ้งไปมากมายกว่านี้ อยากให้เข้าใจเพียงว่า สรรพสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมมีการผุกร่อน มันเป็นเรื่องธรรมดา แม้กระทั่งก้อนหิน ภูเขา เมื่อถูกแรงลม แรงน้ำ ความร้อน ก็ย่อมทำให้ผุพัง หรือย่อยสลายลงไปได้

นี่แหละ เป็นการพูดแบบทำใจของนักธุรกิจผู้นี้ ที่มีความรักต่อประเทศชาติ มีความรักและผูกพันงบประมาณแผ่นดิน และมีความรักความสามัคคี เขาจึงไม่อยากอธิบายไปมากกว่านี้โดยเฉพาะผมร้าวที่เกิดขึ้นในอุทยานราชภักดิ์

นักธุรกิจผู้นี้ พูดในทำนองที่ว่า เรื่องไหนที่มันผ่านไปแล้วก็ขอให้มันผ่านไป อย่านำมาพูดอีกเลย เพราะมันเป็นเรื่องที่ ไร้ประโยชน์ และไร้คำตอบคงไม่มีใครที่จะหาคำตอบ แบบสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ออกมาได้

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

ตูน บอดี้สแลม ตัวอย่างกระตุ้นสำนึกสังคม

15

นายปกครอง

“ตูน บอดี้สแลม” ศิลปินนักร้องชื่อดังผู้นี้ ต้องบอกว่า เป็นผู้ที่มีน้ำใจเสียสละอย่างใหญ่หลวง ด้วยการนำร่างกายของตัวเอง วิ่งจากอำเภอเบตงใต้สุดของประเทศ มุ่งหน้าไปอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระยะทางทั้งหมด 2,191 กิโลเมตร เค้าตั้งใจว่าจะใช้เวลาวิ่งทั้งหมด 55 วัน

เป้าประสงค์คือการนำรายได้จากประชาชน ที่มาบริจาคข้างถนน ไปช่วยเหลือโรงพยาบาลทั้งหมดไม่น้อยกว่า 11 แห่งทั่วประเทศ ให้ได้รับการพัฒนาด้านการรักษาและการให้บริการอย่างสมบูรณ์ที่สุด และประชาชนก็จะได้ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย หรือช่วยชีวิตเอาไว้ ให้ใช้ชีวิตบนโลกนี้กันอีกยาวนานนั่นเอง

การวิ่งยิ่งนานวันดูเหมือนว่า จะเป็นการกระตุ้นสังคมในหลายหลายด้าน พร้อมกับเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่า สังคมบ้านเรานั้น ยังเรียกว่า รัก สมัครสมาน สามัคคี ปรองดองของคนในชาติ ยังมีให้เห็นอยู่ตลอดเวลา

รอยยิ้ม” กระแสตอบรับที่ทำให้ ตูน มีกำลังใจ อย่างชัดเจน จะเห็นได้ว่า ตลอดระยะทางที่วิ่งผ่านมา ทีมวิ่งก้าวคนละก้าว ก็จะได้รับรอยยิ้ม แม้จะผ่านดินแดนที่เรียกว่ามีการลอบวางระเบิดกันอยู่เป็นประจำก็ตาม

สามัคคี” การวิ่งของตูน บอดี้สแลม ในระยะแรก ดูเหมือนว่า จะไม่มีเสียงตอบรับเท่าไหร่นัก

แต่ตอนหลังได้มีแนวร่วมสารพัดรูปแบบ แนวร่วมของประชาชนสองข้างทาง แนวร่วมของภาคธุรกิจ แนวร่วมของกลุ่มศิลปิน พ่อค้าประชาชน

แนวร่วมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มีความรักสามัคคีกันโดยไม่ต้องนัดหมาย มีนัดอย่างเดียวคือ การรวมตัวกัน ที่จะต้องนำเงินที่ได้จากการบริจาค มาสมทบกับ ตูน บอดี้สแลม เท่านั้นเอง

“ผู้สูงอายุได้รู้จัก ตูน บอดี้สแลม” ประชาชนสองข้างทางตั้งแต่อำเภอเบตงเป็นต้นมา จะมีผู้สูงอายุมากมาย ตื่นตัวกับกระแสที่ตูน ออกมาวิ่งเพื่อการกุศลครั้งนี้เป็นอย่างมาก แต่หลายคนได้สอบถามลูกลูกหลานหลานวัยรุ่น ทั่วๆ ไปหรือเป็นเสียงเดียวกันว่า ตูน เป็นใครร้องเพลงอะไร มาทำงานใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร

16

อีกสารพัดคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมา จากบรรดาผู้สูงอายุ สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องที่ว่า บรรดาผู้สูงอายุนั้น ต้องรู้จักคำว่าตูน บอดี้สแลม และอีกหลายคนก็พยายามที่จะไป หาผลงานของศิลปินผู้นี้มาฟังกัน

ถนนแห่งรอยยิ้ม” มันเป็นเรื่องที่คืนความสุขให้ประชาชนอย่างแท้จริงปลาบปลื้มจนน้ำหูน้ำตาไหล ในระหว่างที่ขบวนของตูนวิ่งผ่านไป ประชาชนก็ปรบมือให้พร้อมใบหน้านั้น เอิบอิ่มไปด้วยรอยยิ้ม

บรรยากาศสองฝั่งข้างทาง แม้ว่าประชาชนเป็นจำนวนมาก ต้องเสียงเงินเพื่อบริจาคร่วมทำบุญกับตูน บอดี้สแลม ก็ตาม แต่ทุกคนเต็มใจให้ บางคนยอมจ่ายมากถึง 16 ล้านบาท แต่ก็เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มที่ใบหน้า

คำอวยพรท่วมท้นถนน” ไม่ว่าตูนจะผ่านบ้านผู้สูงอายุรายใด ก็จะมีคำอวยพรดีดีให้กับนักวิ่งผู้นี้ตลอดเวลา ไม่ว่าตูนจะเข้าไปทักทายหรือไม่ทักทายก็ตาม โดยเฉพาะคำอวยพรที่ขอให้มีความเจริญก้าวหน้ามีความสุข พร้อมกับยกมือพนมท่วมหัวก็มี

นอกจากนี้ยังมีอีกสารพัดรูปแบบ ที่แสดงให้เห็นถึงว่า คนไทยมีความข้างขายต่อกระแสการทำดีครั้งนี้เป็นอย่างมาก

ภาพที่น่าประทับใจในโซเชียลมีเดีย ประการสำคัญเลยนะ มีอยู่ภาพหนึ่ง ตูน บอดี้สแลม แวะลงไปข้างทาง พร้อมกับไปยกมือไหว้ขอบคุณและรับคำอวยพรกลับมาด้วย ก่อนที่นักร้องผู้นี้จะหันหลังจากหญิงชราคนนี้ เพื่อเดินหน้าวิ่งต่อไป ได้โอบกอดอย่างหญิงสูงอายุอย่างตั้งอกตั้งใจ

17

ภาพนี้ได้เผยแพร่ออกไปในโซเชียลมีเดีย ปรากฏว่า มีการนำภาพนี้ไปตัดต่อใหม่ พร้อมเขียนข้อความลงบนภาพว่า ขอบคุณพี่ตูน ที่กอดแม่แทนด้วย

มันเป็นเรื่องอะไรที่ ตูน ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่วิ่ง เพื่อหาเงินมาช่วยเหลือโรงพยาบาลทั้ง 11 แห่งเท่านั้น แต่ภาระที่ตูนรับเพิ่มขึ้นมาคือ การสร้างความสุขให้กับคนในครอบครัว

คงไม่แค่สร้างความสุขให้กับบางครอบครัวเท่านั้น แต่ ได้ทำมากไปกว่านั้นด้วยการสร้างความสุขให้คนทั้งสองข้างถนน และที่ปฏิเสธไม่ได้คือการสร้างความสุขให้กับคนทั้งประเทศ ได้เกิดความรักความสามัคคีกันและรวบรวมเงินเพื่อจุดประสงค์เดียวกันคือการช่วยเหลือสังคมครั้งยิ่งใหญ่

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

แก้กันยังไงหวยรัฐโคตรแพง

14

โดย นายปกครอง

คนที่พูดว่า การแก้ปัญหาเรื่องขายสลากกินแบ่งรัฐบาล สามารถควบคุมราคาได้ ไม่มีใครขายเกินราคากันอีกแล้ว แถมยังบอกด้วยว่า เป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

คนที่พูดออกมาเช่นนี้ “ปัญญาอ่อน” สิ้นดี

พูดไม่รู้จักคิด มีปากก็พูดกันออกมาได้ เหมือนสติไม่สมประกอบอะไรทำนองนั้น

ลองไปสำรวจกันดูกันบ้าง แผงขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ทั่วประเทศ ขายเกินราคากันเกือบทั้งนั้น

จริงอยู่ สลากย่อย เป็นใบๆ ผู้ค้าสามารถขายได้ใบละ 80 บาทจริง

แต่ถ้าประชาชนซื้อสลากที่เรียกว่า เลขชุด นำมารวมกันได้ตั้งแต่ 3 ใบขึ้นไป นั่นแหละ .. “โคตรแพง” ใบละไม่ต่ำกว่า 100-130 บาท ถ้าเป็นเลขดังๆ ราคายิ่งไปกันใหญ่

ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ลงไปถ่างตากันดูบ้าง

โดยเฉพาะ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีหมายเลขโทรศัพท์สายด่วน เพื่อรับแจ้งการขายสลากเกินราคา

เมื่อประชาชนแจ้งเข้าไป ให้ตายเหอะ เจ้าหน้าที่จะบอกว่า เดี๋ยวรับเรื่องเอาไว้ตรวจสอบค่ะ หรือหากชาวบ้านอยากให้ไปจับแบบเร่งด่วน ก็จะอ้างว่า ไปไม่ได้ เจ้าหน้าที่ด้านนี้มีน้อยบ้าง ไม่เพียงพอที่จะเข้าไปตรวจสอบสารพัดอย่างที่จะนำมาอ้าง

นอกจากนี้ เมื่อวันก่อนหวยออก 1 วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรคลองหลวง ปทุมธานี สามารถนำกำลังฝ่ายสืบสวนไปจับกุมผู้ค้าสลากเกินราคาได้ 3 คน

แปลกใจกันบ้างหรือไม่…?

ตำรวจทั้งประเทศ มีตำรวจคลองหลวง มีความสามารถได้แค่โรงพักเดียว จับกุมผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล เกินราคา ได้แค่ 3 คน

ผู้ค้าสลาก ขายเกินราคากันทั่วบ้าน ทั่วเมือง จับกันได้แค่นั้น

อันนี้ยังไม่พูดถึงหวยใต้ดินที่มีอยู่เต็มบ้าน เต็มเมือง สามารถแทงผ่านโซเชียลมีเดีย ตำรวจแก้ปัญหาไม่ได้อีกเช่นกัน และหลายคนก็ไปหาผลประโยชน์กับหวยใต้ดิน

ในส่วนผู้ค้าสลากเกินราคา ก็มักจะมีข้ออ้างให้ได้ยินอยู่ตลอดเวลา ข้อความที่ตอบมาคือการรับมาจากผู้ค้าสลากรายใหญ่ ยี่ปั้ว ซาปั้ว อะไรมั่วไปหมดในราคาที่เรียกว่าแพงมหาโหดอยู่แล้ว จึงไม่สามารถที่จะขายตามที่รัฐบาลกำหนดได้

ปัญหาเรื่องนี้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล คงทราบกันเป็นอย่างดี แต่ไม่สามารถที่จะล้มผู้มีอิทธิพล ที่ใช้ความสามารถและอิทธิพลด้านการเงินของตนเอง เข้าไปมีผลประโยชน์ และมีผู้ที่เกี่ยวข้องบางคน ก็ร่วมรับผลประโยชน์กันด้วย

มันเป็นเรื่องที่แก้กันไม่ได้จริงๆ ในความจริงแล้ว มันต้องแก้ปัญหากันที่กลุ่มผู้มีอิทธิพลดังกล่าว

อย่ามาปฏิเสธเรื่องนี้กันดีกว่า ช่วยแก้ปัญหากันอย่างจริงๆ จังๆ เสียที

รัฐบาลก็พยายามดำเนินการแก้ไขอยู่ แต่ดูเหมือนว่า จะอยู่ห่างกับปัญหานี้เกินไป ทางที่ดี จะต้องให้ความสำคัญกับลูกค้า ซึ่งลูกค้าก็เป็นใครอื่นคือประชาชนตาดำๆ นั่นเอง  ต้องซื้อสลากของรัฐบาลเอง ในราคาที่ไม่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดเอาไว้

พูดกันง่ายๆ สินค้าของรัฐบาล ก็ยังปล่อยให้มีการค้าขายกันเกินราคา นับประสาอะไรกับ สินค้าของเอกชน ตามร้านสะดวกซื้อต่างๆ จะหาวิธีการควบคุมราคากันให้เบล็ดเสร็จ

มันก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลแก้ปัญหากันไม่ได้

บรรยากาศตอนที่รัฐบาลเริ่มแก้ปัญหากันใหม่ๆ ทำการควบคุมไม่ให้มีการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ก็จะเห็นได้ว่ามีประชาชนเป็นจำนวนมาก ที่ต้องการที่จะค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล ก็จะไปนอนรออยู่ที่หน้าตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย เพื่อที่จะกดบัตรคิวจองสลากเอามาขายกันให้ได้

ตอนนี้ไม่มีภาพบรรยากาศแบบนั้นอีกแล้ว

อย่าไปมองว่า รัฐบาลแก้ปัญหาให้กับผู้ค้าสลากได้แบบลงตัวนะ ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ ผู้มีอิทธิพลในกองสลาก ได้เข้าไปผูกขาดเอามาเป็นโควต้าของตนเองอีก

ทั้งหมดจึงเป็นคำตอบที่กลุ่มผู้ค้าสลากรายย่อยบอกว่า ไปรับมาในราคาที่แพงกว่ารัฐบาลกำหนดนั่นเอง


Posted in นายปกครอง | Leave a comment

ไขปมคำถามนายกฯทำไมคนเกลียดทหาร

13

นายปกครอง

เป็นคำถามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งขึ้นมาถามลอยๆ ทำนองที่ว่า ”ทำไมคนเกลียดทหาร”

คำนี้มีที่มาที่ไปในทำนองที่ว่า จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกในการทำงาน และหาผู้ที่เหมาะสม แต่กระแสข่าวที่ออกมาในทำนองที่ว่า กระทรวงสำคัญๆ ทหารเข้าไปทำหน้าที่ในการบริหารกันเกือบหมด

หากย้อนไปในอดีตแล้วจะไปบอกว่า ประชาชนเกลียดทหาร คงไม่ถูกต้องเสียทีเดียว

เพราะก่อนหน้านี้ก็มีประชาชนเป็นจำนวนมาก เชียร์ทหารกันอย่างออกนอกหน้านอกตา เพื่อให้เข้ามาแก้ปัญหาความวุ่นวาย ในเมืองหลวง โดยเฉพาะกลุ่มม็อบต่างๆ สารพัดหลากสี จนส่งผลให้การพัฒนาประเทศด้อยลงและเดินตามเพื่อนบ้าน อีกหลายประเทศด้วยเหมือนกัน

แต่สาเหตุที่คนเกลียดทหารในระยะหลังนี้ คงต้องยอมรับผิดเหมือนกันว่า การทำงานภายใต้ของพลเอกประยุทธ์ นั้น ซึ่งเป็นไปโดยธรรมชาติ ยิ่งอยู่นานยิ่งมีแผลเยอะ ยิ่งอยู่นานยิ่งทำให้มีการจ้องจับผิดกันถึงการทำงานมากขึ้น

หากเปรียบเทียบกันกับคนที่ไม่ทำงานแล้ว ก็ไม่มีจุดบกพร่องที่จะต่อว่า คำว่าไม่ทำงานในที่นี้คงหมายถึง การลงจากอำนาจนั่นเอง

แม้ว่าตั้งรัฐบาลเองจะพยายามกำหนดกฎเกณฑ์ ในเรื่องไม่ให้นักการเมืองเคลื่อนไหว แต่โลกยุคปัจจุบันนี้ มีเครื่องหมายเครื่องมือที่จะสื่อสารสารพัดรูปแบบ จึงทำให้ความเครียดนั้น ผุดโผล่มาได้อยู่ตลอดเวลา

แม้ว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการควบคุมสื่อไม่ว่า จะเป็นโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จก็ตามแต่สื่อโซเชียลนั้นไม่สามารถที่จะควบคุมได้

ยิ่งทำงานนาน ยิ่งทำให้คนเกลียดและมีจุดอ่อนให้คนตำหนิมากมาย ซึ่งไม่แตกต่างอะไรกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในระยะแรกก็โปรดปรานกับประชาชน แต่พอต่อมาระยะหลังก็เริ่มเกลียดชัง มีอาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการปรับคณะรัฐมนตรี และสุดท้ายก็อยู่ไม่ได้เลือกตั้งกันใหม่

แนวทางลักษณะนี้เป็นไปตามธรรมชาติ

ความเกลียดที่มีต่อทหารบางคนนั้น จะไปเหมารวมว่าเกลียดทหารทุกคน คงเป็นไปไม่ได้ เพราะทหารเป็นจำนวนมากยังกายเป็นที่ยกย่องเชิดชู กับประชาชนคนไทยอีกเหมือนเดิม โดยเฉพาะทหารที่ปกป้องความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และรวมไปถึง ทหารที่อยู่ตามแนวชายแดนด้านต่างๆ

ปมประเด็นสำคัญอันหนึ่งคือ ทหารที่เข้ามาใกล้ชิดประชาชน มาดูความสงบเรียบร้อยภายใน โดยเฉพาะทหารบางกลุ่มมาทำหน้าที่แทนตำรวจที่มีอำนาจมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเลยทีเดียว

หากจะเปรียบเทียบกันกับตำรวจในอดีต ก็ไม่มีใครเกลียดช่างตำรวจมากมายเท่าไหร่นัก จะเลือกเกลียดเอาบางคน บางนายเท่านั้น

แต่ต่อมาระยะหลัง ความใกล้ชิดของประชาชนเริ่มมีมากขึ้น จึงทำให้ตำรวจเป็นจำนวนมากถูกประชาชนเกลียดชังเหมือนกัน

เช่นเดียวกับทหารบางคนก็อยู่ในระเบียบวินัยดี เมื่อมาอยู่ใกล้ชิดประชาชน ก็ทำให้เกิดความรักใคร่ตอบแทนกลับมา แต่ทหารบางคนประพฤติตัวไม่เหมาะสม ก็ทำให้ประชาชนเกลียดชังอย่างเห็นได้ชัด

ตัวอย่างล่าสุด มีทหารนายหนึ่ง ลงจากรถไปด่าทอผู้หญิงในรถอีกคันหนึ่ง พูดจาในทำนองที่ว่า อยากจะต่อยผู้หญิงคนนี้ เพราะมีความโมโหที่ผู้หญิงคนนี้ขับรถทางตรง ไม่จอดให้ลดทหาร เลี้ยวซ้ายปาดหน้าเข้าไป

เพียงเท่านี้แหละ นายทหารที่อายุมากหน่อย ก็สร้างความเสื่อมเสียให้กับองค์กรอย่างใหญ่หลวงแล้ว

เมื่อคลิปนี้ปรากฏในโลกโซเชียลมีเดียเท่านั้น ก็ได้มีการแชร์ๆ ต่อๆ กันไปเรื่อยๆ จึงไม่แปลกที่ทหารคนเดียวต้องถูกเหมารวมไปทั้งองค์กร

ก่อนหน้านี้ก็มีคลิปในทำนองที่ว่าทหารนายหนึ่ง ถูกควบคุมตัวอยู่บนโรงพัก มีลักษณะคล้ายอาการของคนเมา พูดจากับตำรวจบนโรงพักไม่รู้เรื่อง แถมยังมีการท้าต่อยกับตำรวจบนโรงพักอีกด้วย

คลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไป อยากจะถามกลับมาอีกนิดหนึ่งว่า พฤติกรรมในลักษณะที่ ให้ชาวบ้านถ่ายรูปเป็นคลิปวิดีโอเผยแพร่ไปนั้น มันจะทำให้ประชาชนโดยทั่วไป เกิดความรักต่อทหารได้อย่างไร

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย เป็นไปในลักษณะของแง่ลบ เผยแพร่ต่อๆ กันไป มันจึงทำให้คำว่าเกลียดเข้ามาแทนคำว่า รัก ทันที

นอกจากนี้ ยังมีความเกลียดชังที่เข้ามาอยู่ในระดับ รัฐมนตรีที่บริหารงานต่างๆ แต่ละกระทรวง บางคนก็ทำดีจนไปที่รักใคร่ แต่บางคนก็มีพฤติกรรมย่ำแย่ โดยเฉพาะมีปัญหาในเรื่องของข้อครหาว่า มีคนใกล้ชิดนั้นเข้าไปตักตวงผลประโยชน์

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในเรื่องของ พลังงานทดแทนพลังงานไฟฟ้าปรากฏว่า มีคนใกล้ชิดมากๆ ของรัฐมนตรีท่านหนึ่ง เข้าไปผูกขาดกับเรื่องนี้

พูดง่ายๆ การที่ใครอยากจะดำเนินธุรกิจด้านนี้ จะต้องผ่านบุคคลใกล้ชิดของรัฐมนตรีท่านนี้ก่อน

ข่าวที่ออกมาทำนองนี้ ไม่มีใครตอบได้ว่าจริงหรือไม่ แต่ในเมื่อมีข่าวก็ต้องมีการแก้ข่าว หากไม่จริงก็ต้องรีบอธิบายให้กับสาธารณะชนฟัง มิฉะนั้นแล้ว ข่าวสารที่ไม่จริงนั้นก็จะเผยแพร่ออกไปแล้วทำให้เกิดความเสียหายรวมไปถึงความเกลียดชังที่มีต่อทหารตามมาด้วยเช่นกัน


Posted in นายปกครอง | Leave a comment