บทเรียนที่ “แบงค์กสิกร” ควรแก้ไข

0นายปกครอง

ในปัจจุบันนี้เรื่องของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนับว่า มีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่หลายคนทั่วโลกตื่นตัวรณรงค์ในเรื่องนี้กัน

แต่มีบางองค์กรยักษ์ใหญ่ของบ้านเราหลายองค์กรก็ยังไม่ค่อยจะตระหนักในเรื่องนี้เท่าไหร่นักบางครั้งปล่อยให้ลูกค้ามาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นด้วย

ธนาคารกสิกรไทย ไม่มีใครทราบว่า ระบบเป็นอย่างไร ทำไมลูกค้าของธนาคาร จึงมีการละเมิดสิทธิของคนอื่นได้ โดยมีธนาคารส่งจดหมายมาแจ้งการทำธุรกรรมด้านการเงินแบบผิดพลาด

วันหนึ่งเมื่อกลับถึงบ้านเปิดตู้จดหมายพบว่า มีธนาคารกสิกรไทยส่งหนังสือแจ้งมายังลูกค้าของตนเองที่บ้านเลขที่ของ “นายปกครอง”

จดหมายฉบับนี้แจ้งเป็นฉบับที่สอง เกี่ยวกับเรื่องการทำธุรกรรมโดยระบุชื่อที่ไม่ปรากฏอยู่ในบ้านหลังที่ส่งจดหมายมา

เมื่อตรวจสอบไปยังหมายเลขโทรศัพท์สายด่วนของธนาการกสิกร ก็ได้รับคำตอบเบื้องต้นว่า ไม่ทราบว่าเรื่องลูกค้ารายนี้ เพราะรายละเอียดอยู่ที่ธนาคารกสิกร สาขาเมกาบางนา สำนักงานใหญ่มีหน้าส่งจดหมายตามต้นสังกัดส่งมาให้เท่านั้น

หลังจากนั้นจึงได้โทรศัพท์สอบถามไปยังผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย สาขาเมกาบางนา ก็ได้รับคำตอบว่า กำลังติดต่อลูกค้าอยู่ แต่ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าลูกค้าทำไมจึงแจ้งให้ส่งจดหมายไปยังบ้านเลขที่คุณอีก

เมื่อแจ้งให้ผู้จัดการธนาคารกสิกรไทยสาขาดังกล่าว ให้ทำการยกเลิก แต่ก็ได้รับคำตอบย้อนกลับมาว่า คงยังไม่ได้ในตอนนี้ เพราะจะต้องรอลูกค้าให้มาพบกับธนาคารเสียก่อนจึงจะแจ้งยกเลิกได้

การตอบมาเช่นนี้ของผู้จัดการธนาคารดังกล่าว คงไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่นัก ในเมื่อเจ้าของบ้านโทรไปแจ้งให้กับธนาคาร ทำไมระบบการจัดการของธนาคาร จึงต้องรอลูกค้าเนื่องจากว่า ลูกค้าคนดังกล่าวไปใช้ที่บ้านของคนอื่น ให้ส่งจดหมายมายังบ้านหลังนี้ ซึ่งไม่ใช่บ้านของลูกค้าธนาคารกสิกรเอง

เถียงกันอยู่นานหลังจากนั้นทางผู้จัดการธนาคารดังกล่าวก็ทำการยกเลิกให้

การที่ลูกค้าของธนาคารได้กระทำการเช่นนี้ โดยระบบของธนาคารไม่มีวิธีการตรวจสอบว่า ใช่บ้านเลขที่ของลูกค้าของธนาคารเองหรือไม่ เท่ากับว่าเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนคนหนึ่งอื่น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมด้านการเงินของธนาคารกสิกรอย่างถูกต้อง

สมมุติว่าลูกค้าของธนาคารกสิกร บางคนมีพฤติกรรมส่อไปในลักษณะของการกระทำผิดกฎหมาย เช่น โอนเงินค่าซื้อยาบ้า โอนเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฏหมายต่างๆ

คงนี้ไม่พ้นความเดือดร้อนของเจ้าของบ้าน ที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยกับการแจ้งผิดของลูกค้าธนาคารกสิกรไทย

หนีไม่พ้นที่ผู้รักษากฎหมาย จะต้องเข้ามาดำเนินการสอบสวนหรือตรวจสอบ ตามกระบวนการยุติธรรม

นี้ไม่พ้นความเดือดร้อนต้องมาเยี่ยมเจ้าของบ้านแน่นอน

เมื่อเจ้าของบ้านแจ้งไปยังผู้จัดการธนาคารกสิกร ให้มีจดหมายมาบอกว่า ได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง พร้อมกับให้มีความรู้สึกสำนึกในความผิดพลาดบ้าง

เหตุการณ์นี้ผ่านไปนานกว่าสามเดือนแล้ว ยังไม่ปรากฏ จดหมายของธนาคารแจ้งมายังเจ้าของบ้านเลย

การกระทำในลักษณะนี้ จึงอยากให้ทางธนาคารคิดถึงเรื่องของการแก้ไข หาวิธีอุดช่องว่าง เรื่องการตรวจสอบ ที่อยู่ในการ ทำธุรกรรมด้านการเงินให้ดีกว่านี้

โดยระบบนั้นจะต้องไม่สร้างความเดือดร้อน ให้กับประชาชนคนอื่น ซึ่งเชื่อว่าบ้านหลังนี้ คงไม่ใช่หลังแรก ที่มีการส่งจดหมายผิดจากธนาคารกสิกร หากไม่มีระบบที่แก้ไขและตอบไม่ได้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนว่า ทำไมลูกค้าของธนาคารเอง จึงแจ้งให้ธนาคารส่งจดหมายมาผิดๆแบบนี้ได้

ทั้งหมดนี้เชื่อว่า เป็นบทเรียนที่ธนาคาร น่าจะหาวิธีการแก้ไขกันได้

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

รถตู้มหาภัยแบก 3 ถัง NGV สุดอันตราย

121

นายปกครอง

แทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันอุบัติเหตุ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา เกิดความสูญเสียเป็นจำนวนมากมายมหาศาลทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะรถตู้ชนครั้งเดียวเสียชีวิตถึง 25 ราย ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งทางตำรวจได้สันนิษฐานหลายหลายประการด้วยกันว่า สาเหตุนั้น เกิดมาจากคนขับรถตู้นั้นไม่ได้มีการเบรคพุ่งทะยานข้ามเกาะไปชนรถกระบะอะไรทำนองนี้

สาเหตุอีกส่วนหนึ่งก็เชื่อว่า เกิดมาจากคนขับรถก็พยายามที่จะทำเวลาเพื่อ รับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเบื้องต้นพบว่า ได้ขับรถมานานถึง 31 ชั่วโมง

แต่อุบัติเหตุครั้งนี้ยังไม่มีใครพูดถึงเลยว่า รถที่ติดก๊าซ NGV ซึ่งรถตู้มรณะคันนี้ได้บรรทุกถังก๊าซ NGV มาถึง 3 ถังด้วยกัน

หากเราคำนวณคร่าวๆ แล้วการที่บรรทุกถังก๊าซ NGV มากถึง 3 ถังขนาดใหญ่นั้น ก็เชื่อว่า มีการแบกน้ำหนักเพิ่มไม่น้อยกว่า 350 กิโลกรัมเลยทีเดียว

หากคำนวณรวมไปถึงผู้โดยสารที่รถตู้คันนี้สามารถบรรทุกได้ถึง 15 คนบวกกับน้ำหนักถังก๊าซ NGV อีก 3 ถังหรือประมาณ 350 กิโลกรัมนั้น ก็เท่ากับว่ารถตู้คันนี้บรรทุกผู้โดยสารประมาณเค้าข้าวไม่น้อยกว่า 20 คน

การที่บริษัทรถตู้โตโยต้าสร้างหรือออกแบบรถคันนี้มานั้นเชื่อว่า คงอยู่ในระดับการบรรทุกอยู่ในระหว่างประมาณ 12 คนก็น่าจะหนักพอสมควร และสามารถที่จะพาผู้โดยสารไปได้อย่างปลอดภัยถึงปลายทาง

แล้วกรมการขนส่งทางบกได้อนุมัติมาได้อย่างไร

การบรรทุกผู้โดยสาร นำน้ำหนักมารวมกันกับทาง ก๊าซ NGV แล้วเชื่อว่า น้ำหนักรถบรรทุกที่แบกเข้าไปนั้นคงจะยากในการควบคุมไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้งได้

ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ จะมีใครคิดกันหรือไม่ว่า การที่ใช้รถติดทั้งก๊าซ NGV จำนวน 3 ถังเข้าไปใส่ในรถพร้อมกับผู้โดยสารอีก 15 คนนั้นมันเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

เรื่องนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต้องออกมาพูด กับผู้สื่อข่าวใช้เวลาการพูดไม่น้อยกว่า 6-7 นาที และใช้ความเข้มแข็งที่จะกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการแก้ปัญหาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในครั้งต่อไป จนมีผู้เสียชีวิตมากมายขนาดนี้

แต่พลเอกประยุทธ์ คงลืมพูดในประเด็นเรื่องของการใช้รถตู้มาติดถังก๊าซ NGV นั้น มีอันตรายอย่างไรและต้องแบกน้ำหนักเพิ่มจนตัวรถนั้น ไม่สามารถควบคุมไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในช่วงเวลาฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัย

แม้ว่าพลเอกประยุทธ์ ไม่ได้พูดเรื่องนี้ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม ที่มีกรมการขนส่งทางบก ควรจะมีการเสนอเรื่องนี้ และมีการพิจารณาทบทวนกันถึงอันตรายของถังก๊าซ NGV ที่รถตู้แบกไปพร้อมกับผู้โดยสารอีก 15 คนเป็นไปได้หรือไม่

คำพูดหนึ่งของพลเอกประยุทธ์ บอกในทำนองที่ว่า รถตู้นั้นมีการบรรทุก 12 คนก็แย่แล้วอะไรประมาณขนาดนี้ มันเป็นเรื่องที่ควรจะหยิบยกมาพิจารณาร่วมกันถึงเรื่องของการติดตั้งถังก๊าซ NGV ใหม่

ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรมการขนส่งทางบก ควรจะมีการขยับและพิจารณาเรื่องนี้กัน

อย่างน้อยน้อยต้องคิดถึงว่า ประชาชนอีกเป็นจำนวนมากยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้รถตู้สัญจรไปมาอยู่ เนื่องจากว่าระบบการขนส่งชนในบ้านเรา ยังไม่มีความพร้อม

ดังนั้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควรจะมองเรื่องของความปลอดภัยเป็นพิเศษ กันอย่างเร่งด่วน ได้หรือไม่

ประเด็นสำคัญเรื่องของการบรรทุก 15 คนและการติดตั้งถังก๊าซ NGV คงต้องเร่งด่วน ที่จะทบทวนและเสนอยุติบทบาทรถก๊าซ NGV ที่เป็นรถตู้โดยสารกันอย่างรวดเร็วที่สุด มิฉะนั้นแล้วโศกนาฏกรรมที่จะเกิดขึ้นเชื่อว่ามีอีกมากมายแน่นอน

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

เทียบฟอร์ม”โอบามา”กับผู้นำไทย

101

นายปกครอง

ในช่วงเช้าของวันที่ 11 มกราคม 2560 ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศไทยปรากฏว่า ผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกา อย่าง นายบารัค โอบามา ได้ขึ้นปราศรัยกล่าวสุนทรพจน์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะลงจากตำแหน่ง ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ

สื่อระดับ CNN ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ได้ทำการถ่ายทอดสด เพื่อให้ ประชาชนจากทั่วโลกและสื่ออีกหลายหลายประเทศทั่วโลก ได้นำสุนทรพจน์ของ โอบามา ไปเผยแพร่

บรรยากาศที่น่าตกใจคือประชาชนที่มีความศรัทธา แห่เข้าไปฟัง การกล่าวสุนทรพจน์ เป็นจำนวนมากจนผู้ประกาศบอกว่า นี่คือครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด

ในขณะเดียวกันผู้ที่เข้าไปฟังการพูดครั้งสุดท้ายของ โอบามาในครั้งนี้ ได้มีการซื้อตั๋วราคาสูงพอสมควร เพื่อที่จะไปนั่งฟังคำสุนทรพจน์

แตกต่างกับประชาชนในบ้านเรา หลายคนเมื่อมีผู้นำเข้าไปพูด มักจะไม่เห็น หรือได้ยินข่าวว่า มีการซื้อตั๋วอะไรทำนองนี้เข้าไปดู มีแต่การเสียงเงินราคาสูงเพื่อซื้อตั๋วเข้าไปดูคอนเสิร์ตเสียมากกว่า

ในขณะที่ตรงกันข้าม ก็ยังมีข่าวหรือว่า มีการเกณฑ์คนให้ไปดูหรือไปต้อนรับด้วยค่าจ้างสูงพอสมควร

แต่โอบามา มีบรรยากาศไม่แตกต่างอะไรกับการจัดคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่เหมือนกัน มีประชาชนเป็นจำนวนมากส่งเสียงร้องด้วยความดีใจและปลาบปลื้มกับผู้นำ แสดงความยินดีก่อนที่จะลงจากตำแหน่ง

โอบามา ได้เริ่มต้นพยายามที่จะบอกว่า ให้ประชาชนนั้นฟังเสียงการปราศรัย จึงทำให้เหมือนมีมนต์สะกดประชาชนเป็นจำนวนมากเงียบลง

ผู้นำแห่งสหรัฐผู้นี้ ได้เริ่มต้นปราศรัยด้วยการพูดในทำนองที่ให้เกียรติกับ “ภรรยา” ที่เป็นสตรีหมายเลขหนึ่ง ซึ่งได้ปราศรัยไปก่อนหน้านี้แล้ว

หากเปรียบเทียบกับผู้นำหรืออดีตผู้นำของประเทศไทยดูแล้ว การเริ่มต้นปราศรัยให้เกียรติภรรยาดูเหมือนว่า เรามักจะไม่ค่อยได้ยินเท่าไหร่นัก

อดีตผู้นำบ้านเราเริ่มต้นการปราศรัยนั้น ไม่เคยพูดถึงภรรยา ซ้ำร้ายบางคนที่เคยเป็นผู้นำบ้านเราอย่างนายทักษิณ ชินวัตร ก็ยังหย่าร้างกับภรรยา และยังมีข่าวมัวหมองอีกหลายหลายเรื่องด้วยเหมือนกัน ตามข้อมูลแพร่ในสื่อต่างๆ ของเมืองไทยไปหลายต่อหลายครั้ง

โซเชียลมีเดียได้เผยแพร่ภาพต่างๆ กันอย่างชัดเจน

ในขณะที่ โอบามาเอง ก็พยายามจะบอกถึงเรื่องราวและผลงานต่างๆ ที่ตัวเองที่ได้ทำขึ้นมา โดยเฉพาะการยกกำลังไปตะวันออกกลาง รวมถึงภาวะเศรษฐกิจและความพยายามในการทำงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นในระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง

ก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า โอบามา ได้ลงจากตำแหน่งค่อนข้างจะสง่างาม แม้จะมีเรื่องไม่ดีบ้างโดยเฉพาะเรื่องของการเคารพสิทธิผู้อื่น กับการพยายามที่จะทำให้คนอื่นเคารพสิทธิของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน

แตกต่างกับผู้นำของประเทศไทย อดีตนายกรัฐมนตรีหลายหลายคน ที่ลงจากตำแหน่ง มักจะไม่มีความสง่างามเท่าไหร่นัก

ผู้นำบ้านเก่าหลายคนต้องใช้ปืน ใช้รถถังบังคับให้ลงจากเก้าอี้ผู้นำ และบางคนถึงขนาดว่าอยู่ในประเทศไทยไม่ได้โดยเฉพาะนายทักษิณ อีกเช่นกัน

ก่อนหน้านี้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งถูกปฏิวัติลงไป ก็อยู่ในตำแหน่งแบบไม่สง่างามเท่าไหร่นัก

เมื่อลงไปจากการเป็นผู้นำแล้วปรากฏว่า มีคดีติดตัวอีกมากมายโดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ล่าสุดยังต้องหาเงินมาชดใช้โครงการนี้ไม่น้อยกว่า 35,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วระหว่างผู้นำระดับโลก กับผู้นำบ้านเราดูเหมือนว่า ห่างชั้นกันเยอะ โดยเฉพาะผู้นำบ้านเรา พูดกันง่ายง่ายการลงจากตำแหน่งไม่สง่างาม มักจะถูกปืนจี้ลงและมีคดีตามมาอีกมากมาย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

น้ำท่วมใต้นักการเมืองอาชีพหายไปไหน

93

นายปกครอง

ประชาชนชาวใต้หลายจังหวัด ต้องประสบกับปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมครั้งยิ่งใหญ่ หนักหนาสาหัสมีความรุนแรงจนถึงขนาดชาวบ้านต้องไปรับความเดือดร้อนเป็นพื้นที่วงกว้าง พืชสวนไร่นาสัตว์เลี้ยง ทรัพย์สินภายในบ้าน เสียหายเป็นจำนวนมาก บางคนถึงขนาดต้องสังเวยชีวิตไปกับสายน้ำเลยทีเดียว

ทางรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเอง ก็พยายามที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงไปในพื้นที่ เพื่อดำเนินการแก้ไข บรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างเร่งด่วน

ปัญหาหลักๆ เลยนั้น คงเป็นเรื่องของธรรมชาติในภาคนี้ จะมีฤดูฝนมากกว่าฤดูอื่นๆ จึงทำให้ฝนกระหน่ำลงมาคราวใดประชาชนต้องหวาดเสียวเกรงว่าจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันขึ้นมา

อีกประการหนึ่งเรื่องของความสมดุลทางธรรมชาติจะขาดหายไปจากพื้นที่ บางส่วนที่สามารถอุ้มน้ำให้ชุมชื่นได้แต่กลับกลายเป็นว่าถูกดัดแปลง ให้เป็นแหล่งทำมาหากินของนายทุนโดยเฉพาะการปลูกปาล์ม ปลูกยางพาราเป็นต้น

จะไปโทษภัยธรรมชาติอย่างเดียวคงไม่ได้ สำคัญที่สุดคือ “มนุษย์” ที่ไปดัดแปลงธรรมชาติจนเกิดการขาดความสมดุล

โดยเฉพาะในเรื่องของการก่อสร้างสิ่งต่างๆ ให้ทำการกีดขวางทางน้ำไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโกรธสร้างถนนหนทางต่างๆ ที่ใช้สัญจรไปมา

ไม่ว่าใครขึ้นมามีอำนาจก็มักจะมีการอนุมัติ โครงการการก่อสร้างถนนทำนองนี้มากมายเต็มไปหมด ซึ่งบางโครงการไม่มีสถานที่ระบายน้ำและบางโครงการไม่คิดกันถึงอนาคตว่ามันจะกีดขวางทางน้ำด้วยหรือไม่

มีอำนาจเกิดจะพยายามอนุมัติงบประมาณ

นักการเมืองผู้เห็นแก่ได้บางคน ก็พยามกอบโกยโกงกินงบประมาณอนุมัติกันมั่วไปหมด จนทำให้เป็นต้นเหตุของการก่อสร้างที่กีดขวางทางน้ำกันขึ้นมา

จะไปพูดกันถึงเรื่องอดีตคงไม่มีประโยชน์เท่าไหร่นัก

แต่เวลานี้ ประชาชนตาดำๆ ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ กำลังจะจมน้ำตายอยู่แล้ว

คงจะหวังให้พลเอกประยุทธ์ ระดมภาคส่วนต่างๆ เข้ามาช่วยเหลืออย่างเดียว คงไม่ได้

คราวนี้คงต้องร่วมด้วยช่วยกันหลากหลายองค์กร ที่จะทุ่มกำลังใจกำลังทรัพย์ต่างๆ ลงไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับประชาชนในภาคใต้

หลายคนตั้งคำถามกันขึ้นมาว่า ทำไมนักการเมืองปากดี ระดับแกนนำม็อบ สร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมืองมากมายมหาศาลไม่เห็นมีใครระดมลงไปช่วยเหลือชาวบ้านให้เป็นข่าวเลย

สื่อมวลชนเป็นจำนวนมากเกือบพยายามที่จะจับตามองดูอยู่ว่า จะมีนักการเมืองคนไหนที่เคยพึ่งพาประชาชนด้านต่างๆ รวมไปถึงด้านคะแนนก็หายหัวไปกันหมด

การลงไปช่วยเหลือน้ำท่วมของนักการเมืองมืออาชีพ คงไม่ได้ผิดกติกาบ้านเมืองอะไร ซึ่งเชื่อว่าผู้ที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบันนี้ คงแยกแยะออกว่า นักการเมืองคนนั้นลงไปทุ่มเทช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจากความเดือดร้อน ไม่ใช่ลงไปสร้างความวุ่นวายอะไรแน่นอน

คงแยกแยะกันไม่ยากนัก

สื่อมวลชนเองก็พร้อมที่จะช่วยประชาสัมพันธ์ให้กับนักการเมือง ผู้ที่จะอาสาลงไปช่วยเหลือชาวบ้านยามเดือดร้อนอยู่แล้ว

หากสื่อมวลชนไม่สนใจ ฝ่ายของนักการเมืองเอง ก็สามารถสร้างสื่อขึ้นมาได้เพื่อที่จะบอกกล่าวให้สังคมรู้บ้างว่า นักการเมืองท้องถิ่น แต่ละคนนั้นไม่ทอดทิ้งชาวบ้าน

ในขณะเดียวกัน “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” อดีตพิธีกรชื่อดังของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 แม้ว่าจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีก็ตาม บุคคลผู้นี้ก็ยังลงไปในพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือหรือเป็นกำลังใจให้กับชาวบ้านยามเดือดร้อน

สังคมหลายคนคงมองว่า “สรยุทธ” ลงไปในพื้นที่นั้น คงไปดำเนินการทำหน้าที่ของตัวเองที่อดีตเคยทำมาก่อนคือไม่ทอดทิ้งพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมยามตกยาก

ทำไม นักการเมืองมืออาชีพที่มีฐานคะแนนเสียงเยอะแยะมากมาย จึงไม่ตั้งศูนย์เพื่อรับความช่วยเหลือจากประชาชนทั้งประเทศ เพราะอย่างน้อยๆ มีผู้นำที่เป็นนักการเมืองก็เชื่อว่า แรงศรัทธาที่เคยนำขบวนประชาชนไปเปิดช่วงนั้นก็เชื่อว่า สามารถนำขบวนประชาชนไปช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในน้ำได้อย่างแน่นอน

นี่แหละ นักการเมืองบ้านเรา หวังว่า หลายคนคงไม่ลืมประชาชนที่ถูกน้ำท่วม

Posted in นายปกครอง | Leave a comment

จะยกนิ้วให้หรือประจานความล้มเหลวกรณี “ธัมมชโย”

75

นายปกครอง

ดูๆ แล้วมันเหมือนเป็นเรื่องตลกสิ้นดี กับการจับกุมผู้ที่กระทำความผิดเพียงคนเดียว ในข้อหาฟอกเงินนั้น ยากเย็นแสนเข็ญเสียเหลือเกิน เริ่มต้นจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ ดำเนินการสอบสวน จนรู้แน่ชัดแล้วว่าบุคคลนี้กระทำความผิดจริง แต่ก็ไม่มีวิธีการตามภาษาชาวบ้านเรียกว่า หมดปัญญานำตัวมาสู่กระบวนการยุติธรรมคงไม่ผิดอะไรนัก

จนกระทั่งกระบวนการสอบสวน เริ่มไปสู่ทางตัน สุดท้ายกลายเป็นว่า ต้องไปพึ่งตำรวจเพื่อมาควบคุมตัวไปดำเนินคดี

นายตำรวจระดับพลตำรวจเอก ลงมาจากชั้นประทวน สุดท้ายกับคว้าน้ำเหลวอีกเช่นเคย ไม่สามารถที่จะเข้าไปควบคุมตัวบุคคลผู้นี้มาดำเนินคดีได้

“ธัมมชโย” เจ้าสำนักแห่งวัดพระธรรมกาย ไม่ทราบว่าไปกินเหล็กไหลอะไรที่ไหนมา จึงทำให้คาดแคล้วรอดไปได้จากตำรวจ และดีเอสไอ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ว่า สุดยอดของประเทศไทยแล้ว

ไม่ใช่เรื่องของการควบคุมตัวมาดำเนินคดีไม่ได้เพียงอย่างเดียว ทั้งหมดนี้ ยังเป็นเรื่องที่เรียกว่า คล้ายๆ กับลักษณะของการขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.อีกด้วย

เนื่องจากว่า วัดพระธรรมกายแห่งนี้ ได้มีการรวมประชาชนเป็นจำนวนมาก มาตั้งป้อมในลักษณะของผู้เข้ามาทำบุญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกันนี้ยังใช้ทั้งวิทยุสื่อสารรวมถึงโซเชียลมีเดียสั่งการให้เครื่องกำลังมาจุดโน้น จุดนี้ ครั้ง 2,000-3000 คนก็มี

ต้องชื่นชมวัดแห่งนี้เหมือนกันที่มีความเก่งสามารถรวมคนในรูปแบบของการทำบุญได้มากมายมหาศาลท่ามกลางคำสั่งอันศักดิ์สิทธิ์ของ คสช.

นอกจากนี้ตัวแทนของวัดเอง ก็ใช้สื่อเป็นยิ่งกว่าหน่วยงานของทางราชการเสียอีก โดยตั้งป้อมแถลงข่าวกันเป็นระยะๆ ตอบโต้การทำงานในลักษณะของอารยะขัดขืนกระบวนการยุติธรรม ไม่ยอมที่จะส่งตัวธัมมชโย มามอบให้กับทางการ

กลุ่มธรรมกายนั้น ได้ใช้สื่อไม่ว่า จะเป็นของรัฐเอง รวมไปถึงสื่อของภาคเอกชนทุกแขนงกล่าวโจมตีการทำงานอย่างหน้าอับอายอีกด้วย

ตำรวจเองทำอะไรไม่ได้ ซ้ำยังให้กลุ่มพระที่อยู่ในสาวกของธรรมกาย เข้าไปปักหลักสนทนาธรรม เพื่อต่อต้านกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินการมาจนถึงมีการออกหมายจับให้ควบคุมตัวธัมมชโยมาดำเนินคดี

ในขณะที่องค์กรของรัฐก็พยายามใช้สื่อเป็นลักษณะคล้ายๆ กับขว้างหินถามทางว่า จะจับวันโน้นวันนี้ออกมาในทำนองนี้ไม่รู้ว่าใครต่อใครเป็นผู้ให้ข่าวกันว่าจะจับ “นะจ๊ะนะจ๊ะ”มั่วเหมือนกัน

สุดท้ายตัวของธัมมชโยเอง ไม่มีใครตอบได้ว่า ในขณะนี้ยังอยู่ในวัดพระธรรมกายหรือไม่

แต่มีข่าวลือออกมาเป็นระยะระยะว่า “นะจ๊ะนะจ๊ะ” ผู้นี้ได้หนีออกนอกราชอาณาจักรไปแล้ว แต่บรรดาสาวกก็ยังบอกว่าป่วย

ใครใครก็ทราบดีว่า บุคคลที่ไปทำบุญที่นี่มักจะนำเงินไปถวายให้กันเป็นจำนวนมหาศาล จนขึ้นชื่อว่า วัดแห่งนี้ร่ำรวยจนถึงมีการสอบสวนพบว่ามีการฟอกเงินกัน

กระแสข่าวที่หนี้นั้น คงไม่แปลก ในเมื่อผู้ที่ขึ้นชื่อว่า มีเงิน จะหนีไปอย่างไร ดำเนินการแบบไหนก็เชื่อว่า ทำได้

แต่ยังไม่มีใครออกมายืนยันแน่ชัดว่า ยังปักหลักเพื่อต่อสู้กับดีเอสไอและตำรวจหรือไม่

ผู้ที่ดูแลระดับรัฐมนตรีเองก็ไม่สามารถที่จะพูดอะไรแนะนำอะไรกับกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอมากนัก โดยเฉพาะ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ ถึงการดำเนินคดีต่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายว่า เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติไปตามปกติตามอำนาจหน้าที่ และไม่ได้แนะนำอะไร

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วคงต้องลุ้นกันต่อไปว่าฝ่ายไหนจะเป็นผู้ที่กำชัยชนะกันแน่หากฝ่ายของธรรมชัยโยหนีไปไม่มีการจับกลุ่มงานนี้คงงามหน้า ประจานความล้มเหลวของผู้ที่รับผิดชอบด้วยเหมือนกัน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ญี่ปุ่นต้องซื้อข้าวจากชาวนาไปสีเอง

80

นายปกครอง

หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมชาวนาประเทศญี่ปุ่น จึงมีความเจริญรุ่งเรืองร่ำรวย สามารถขับรถเก่งไปได้เหมือนกับการทำธุรกิจดีดีนี่เอง

ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อก่อน ชาวนาญี่ปุ่นก็คงไม่แตกต่างอะไรกับบ้านเราในปัจจุบันนี้ แต่ต่อมารัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการพัฒนาแบบ “เกาถูกที่คัน” จึงยกระดับความสำคัญของชาวนามาขึ้นมาได้

กลไกการตลาดไม่มีการเอารัดเอาเปรียบชาวนา สรุปง่ายง่ายคือการตัดขั้นตอนวงจรอุบาทว์ของกลุ่มผู้ประกอบการโรงสี และนายทุนที่รับจ้างบรรจุถุงข้าวสารขาย ก็สามารถแก้ปัญหาให้ชาวนาได้รับความเป็นธรรมได้

ในปัจจุบันนี้โรงสีใหญ่ๆ ในญี่ปุ่น คงหายากเต็มทน แต่จะมีโรงสีขนาดเล็กมีไว้สำหรับครัวเรือนเข้ามาแทนที่

ระบบโรงสีในญี่ปุ่นจึงไม่มีโอกาสได้ผูกขาดค้ากำไรจากชาวนา หรือโกงข้าวจากชาวนาได้เลย

การพัฒนาของญี่ปุ่นก้าวไกลถึงขนาดขั้นว่า ประชากรที่ต้องการบริโภคข้าวสาร แต่ละปีจะต้องไปซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา มาสีกันเอง

บางคนถึงขนาดขั้นต้องผูกขาดกับชาวนา ด้วยการซื้อข้าวเปลือกมาเก็บไว้ เมื่อต้องการที่จะรับประทานครั้งหนึ่ง ก็จะนำไปสี่ครั้งหนึ่ง และจะได้ข้าวที่มีคุณภาพตรงตามต้องการที่ผู้บริโภคอยากได้

บ้านเรานั้น มีตู้น้ำหยอดเหรียญ เมื่อประชาชนต้องการที่จะดื่มน้ำก็ต้องใช้เหรียญบาท เหรียญ 5 บาท 10 บาท ไปหยอดเพื่อเอาน้ำออกมาใส่ขวดเก็บเอาไว้

แต่ญี่ปุ่นนั้น จะมีโรงสีข้าวขนาดเล็กหยอดเหรียญ โดยเฉลี่ย 30 กิโลกรัมจะใช้เงินประมาณ 300 เยน ก็จะได้ข้าวสารมารับประทานตามที่ใจตัวเองต้องการ

ระยะเวลาในการสีแต่ละครั้งนั้น ชาวบ้านก็จะไปซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ที่แพ็คเป็นถุง ถุงละโดยประมาณ 30 กิโลกรัมใช้เวลาในการสีไม่เกิน 15 นาทีเท่านั้น

ชาวบ้านที่ต้องการบริโภคข้าวมีสิทธิ์เลือกด้วยว่า ต้องการจะรับประทานข้าวแบบไหน เช่น ข้าวขาว ก็สามารถเลือกกดปุ่มข้าวขาวได้เลย เช่นเดียวกับถ้าต้องการข้าวขาวปานกลางก็สามารถกดปุ่มสั่งงานได้ทันที

ผิดจากบ้านเรา ที่ต้องไปพึ่งพาโรงสี แบบไม่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์หรือตรวจสอบอะไรได้เลยว่า ข้าวของตัวเองนั้น ได้มาครบตามจำนวนหรือไม่หรือข้าวของตัวเองนั้น ต้องการข้าวขาว ข้าวซ้อมมือก็คงกำหนดอะไรไม่ได้

ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่น แกลบ รวมไปถึงรำข้าว รวมถึงปลายข้าวนั้น ชาวบ้านสามารถที่จะเก็บกลับบ้านได้

ผิดจากบ้านเราทุกอย่างต้องเป็นของโรงสีทั้งหมด ยกเว้นข้าวสารที่สีออกมาได้เท่านั้น จึงจะเป็นของผู้บริโภคหรือชาวนา

ทำไมแดนปลาดิบ มีการพัฒนาชาวนาไปก้าวไกลไปมาก แต่ทำไมเราพัฒนาไปให้เหมือนบ้านเขากันไม่ได้

สิ่งที่ดี เป็นประโยชน์กับชาวนา อยากจะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้นำข้อคิดดีดีมาปรับปรุง เพื่อให้ชาวนาบ้านเราลืมตาอ้าปากได้เสียที มิฉะนั้นแล้วชาวนาก็จะต้องประท้วงบ้าง หรือนำข้าวออกมาขายเองตามมีตามเกิดบ้าง

ถึงเวลาแล้วที่บ้านเราควรจะมีการพัฒนายกระดับชาวนาให้กินดีอยู่ดีกันเสียที โดยเฉพาะรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถที่จะใช้กฎอาญาสิทธิ์อย่างไรก็ได้ โดยเฉพาะมาตรา 44 สามารถที่จะให้ข้าราชการเป็นลูกค้าชาวนาก็คงไม่ยากนัก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“ประยุทธ์” ต้องหนุนข้าราชการเป็นลูกค้าซื้อข้าวชาวนา

56

นายปกครอง

เมื่อครั้งที่แล้ว ได้มีการนำเสนอเรื่องวงจรผู้ประกอบการโรงสีข้าว หลายแห่ง มีพฤติกรรมในลักษณะของการฉ้อโกงชาวนา ไม่ซื่อสัตย์โกงได้แม้กระทั่ง การยักยอกข้าวสารไปเป็นของตัวเองและมีอีกหลายๆ แห่ง ที่ไม่ยอมพูดความจริงกันว่า ผลประโยชน์ที่เกิดจากการสีข้าวของชาวนานั้นมีจำนวนมากมายมหาศาลที่สร้างกำไรให้กับกลุ่มผู้ประกอบการโรงสี

ไม่ว่าจะเป็นปลายข้าวราคากิโลกรัมละไม่น้อยกว่า 13 บาท รำข้าวกิโลกรัมละไม่น้อยกว่า 8 บาท สามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี หรือแม้กระทั่งแกลบ ขายได้กิโลกรัมละไม่น้อยกว่า 4 บาท สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นผลประโยชน์ก้อนโตให้กับเจ้าของกิจการด้วยกันทั้งสิ้น

ทางออกที่ดีที่สุดนั้น ชาวนาจะต้องมีโรงสีเป็นของตัวเอง ซึ่งในปัจจุบันนี้โรงสีก็ไม่ได้มีราคาแพงเท่าไหร่นัก หากรัฐบาลควักเงินงบประมาณบางส่วนมาจ่ายให้ เชื่อว่า ชาวนาจะมีความสุขได้มากกว่านี้

นอกจากปัญหาเรื่องของโรงสี ที่ชาวนาไม่สามารถมีเป็นของตัวเองได้แล้ว ก็ยังมีเรื่องสำคัญที่ไม่แพ้กัน

“ลูกค้า” ชาวนาไม่สามารถที่จะไปขายข้าวสารโดยตรงได้ ซึ่งทางออกในปัจจุบันนี้ มีหลายจังหวัดที่ไม่สามารถจะทนต่อภาวะราคาข้าวตกต่ำได้ จึงสีข้าวสาร ไปนั่งขายข้างถนนบ้าง หรือไปขายตามตลาดนัดต่างๆบ้าง เป็นทางออกที่ดี แต่ก็ไม่ยืนยงถาวร เพราะลูกค้าที่มาสนับสนุนข้าวสารนั้นจะเป็นลูกค้าขาจรเสียมากกว่า

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรจะตระหนักถึงเรื่องนี้ พร้อมกับลงมือลงแส้ให้กับข้าราชการที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้โดยตรง ด้วยการเร่งให้ไปดำเนินการแก้ไขอย่างยืนยงถาวรในเรื่องของการหาลูกค้าให้กับชาวนา

ในความเป็นจริงการหาลูกค้า ก็ไม่ได้ยากเย็นเท่าไหร่นัก เพียงแต่สั่งการให้ข้าราชการเป็นลูกค้าโดยตรงกับชาวนา ซื้อขายกันโดยตรงเลยจะดีที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหมที่มีทหารทั่วประเทศ นอกจากนี้หลายหลายกระทรวงก็มีข้าราชการเป็นของตัวเอง รวมไปถึง ตำรวจก็มีอยู่ทั่วประเทศและมีอีกหลากหลายกลุ่มข้าราชการที่สามารถเป็นลูกค้าหลักให้กับชาวนาได้

พูดกันง่ายๆ พลเอกประยุทธ์ ควรจะมีการสั่งให้ข้าราชการเป็นลูกค้ากับชาวนาโดยตรงโดย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปดำเนินการจัดรูปแบบวิธีการนำข้าราชการไปเป็นลูกค้าชาวนาอย่างครบวงจร เชื่อว่าสามารถที่จะทำให้ชาวนาไทยลืมตาอ้าปากได้

เมื่อชาวนามีโรงสี เมื่อชาวนามีลูกค้า มันก็เป็นเรื่องง่ายในการบริหาร โดยให้ชาวนากับลูกค้าได้มีการคุยกันผ่านโซเชียลมีเดีย ถึงเรื่องความต้องการของข้าวสาร

ซื้อขายกันง่ายๆ ให้ชาวนามีโอกาสถามลูกค้าของตัวเองที่เป็นข้าราชการว่า วันนี้ข้าวสารคุณหมดหรือยัง หรือจะให้ส่งข้าวสารครั้งต่อไปเมื่อไหร่

หน้าที่ในการจัดส่งก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรไปรษณีย์ ต้องมีบทบาทสำคัญที่จะสามารถช่วยดำเนินการในเรื่องนี้ได้

ส่วนการควบคุมคุณภาพนั้น เมื่อชาวนาผลิตข้าวสารออกมาได้ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้กับทางจังหวัดจัดการตรวจสอบหรือรับรองคุณภาพในเบื้องต้นกันบ้าง

แต่การควบคุมคุณภาพก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะชาวนาเองก็ต้องการที่จะรักษาลูกค้าของตัวเองเอาไว้ ไม่ให้ไปซื้อจากชาวบ้านที่เป็นชาวนาเจ้าอื่นๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องผลิตข้าวให้ได้มาตรฐานและตรงความต้องการของลูกค้าของตัวเอง หากผลิตออกมาแล้วไม่ได้ตรงตามคุณภาพที่ลูกค้าต้องการ เมื่อถึงเวลานั้นลูกค้าของชาวนาก็จะหายไป มันเป็นกลไกตามธรรมชาติที่บีบบังคับให้ผลิตข้าวอย่างมีคุณภาพนั่นเอง

หากดำเนินการเป็นระบบอย่างนี้ได้เชื่อว่า ชาวนาบ้านเรา สามารถที่จะลืมตาอ้าปากได้อย่างแน่นอน และสิ่งที่จะต้องตามมาคือการผลิตข้าวอย่างมีคุณภาพให้ตรงความต้องการของลูกค้าหรือชาวบ้านด้วยตัวเอง

หากรัฐบาลมองลึกลึกไกลไปกว่านั้น คือการสร้างตลาดต่างประเทศ ให้กับชาวนา เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้ชาวต่างชาติมาดูการผลิตของข้าวในบ้านเรา

หลังจากนั้นก็จะส่งไปให้กับลูกค้าโดยตรงที่ต่างประเทศ ด้วยการใช้ระบบเดียวกัน แต่สร้างเครือข่ายให้ใหญ่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย หรือรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการเองเชื่อว่า ชาวนาบ้านเรารวยขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในตอนต่อไป จะเล่าให้ฟังถึงเรื่องของชาวนาที่ประเทศญี่ปุ่น มีการปลูกข้าวที่ประชาชนคนญี่ปุ่นต้องไปซื้อข้าวเปลือกจากชาวนามาสีเอง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

รัฐบาล”ประยุทธ์”ควรตัดวงจรโรงสีให้ชาวนามีเองได้

51

นายปกครอง

ปัญหาราคาข้าวตกต่ำในตอนที่ผ่านมา ประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่โรงสีข้าว ที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนมีเป็นจำนวนไม่น้อย หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วเชื่อว่า โรงสีข้าวต่างๆ เหล่านั้นได้กำไรมากกว่าชาวนาเสียด้วยซ้ำไป

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแกลบ รำข้าว และปลายข้าว ล้วนแต่เป็นผลประโยชน์ด้วยกันทั้งสิ้นยังไม่รวมถึงเทคนิคต่างๆ ในการโกงชาวนามาเป็นกอบเป็นกำกัน

ในความเป็นจริงแล้วทาง รัฐบาลเองควรจะมีการตัดวงจรกระบวนการที่เอารัดเอาเปรียบชาวนานี้ทิ้งไป จะปล่อยให้กระบวนการเหล่านี้มายืนเคียงคู่กับชาวนาที่สร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติกันไว้ทำไม

การที่โรงสีข้าวนำเข้าสารจากชาวนามาแพ็คใส่ถุงขาย ก็เชื่อว่า มีกำไรมากมายมหาศาลมากกว่าคนทำนา หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน เสียอีก

การตัดวงจรดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพราะในปัจจุบันนี้ วิวัฒนาการในการทำโรงสีข้าวนั้น ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เชื่อราคาหลักหมื่นก็สามารถเป็นเจ้าของโรงสีเองได้

อยากจะยกตัวอย่างที่ประเทศญี่ปุ่นเอง ชาวนาส่วนใหญ่มีโรงสีข้าวเป็นของตนเอง หรือแม้กระทั่งข้างถนน ชาวบ้านก็ยังนำข้าวเปลือกไปใช้บริการโรงสีหยอดเหรียญกันได้

เมื่อเปรียบเทียบกับชาวนาบ้านเราแล้ว พบว่า ระยะหลังนี้เมื่อรัฐบาลไม่สามารถหาทางออกให้กับชาวนาได้ ก็ต้องต่อสู้ด้วยตัวเอง

การดิ้นรนของชาวนาไทยเริ่มคล้ายๆ กับชาวนาประเทศญี่ปุ่นเข้าไปทุกวัน ด้วยการสีข้าวมาขายเอง

ชาวนาหลายคนเริ่มมีโรงสีขนาดเล็กเป็นของตัวเองแล้ว ในขณะที่อีกหลายๆ หมู่บ้านเป็นจำนวนไม่น้อยก็มีโรงสีที่เรียกว่าส่วนกลาง เป็นโรงสีข้าวประจำหมู่บ้านเหมือนกัน

เมื่อสีข้าวได้มาแล้ว ก็จะนำมาวางขายข้างถนนหรือในตลาดนัดต่างๆ กันบ้าง พอที่จะได้กำไรมาดูแลครอบครัวได้หรือใช้หนี้ใช้สินกันบ้าง

โดยเฉลี่ยแล้วชาวนาจะขายข้าวสารได้ประมาณกิโลกรัมละตั้งแต่ 25-40 บาท หรือราคาขายกันจริงแล้วขายได้ประมาณ 25,000-40,000 บาทต่อตันเลยทีเดียว ก็เรียกว่ามีกำไรมากกว่าขายผ่านพ่อค้าคนกลางหรือโรงสีเสียอีก

แนวทางการแก้ไขนั้น ให้เป็นแนวทางของรัฐบาลยุค พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีควรจะมองเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่โดยเฉพาะคำว่า โรงสี

เป็นไปได้หรือไม่ที่ทางรัฐบาลเองจะสนับสนุนหางบประมาณซื้อโรงสีให้กับชาวนา อย่างน้อยๆ มีโรงสีส่วนกลางไว้ประจำหมู่บ้าน

หรือถ้าจะคิดจะพัฒนาให้ก้าวไกล คล้ายๆ กับประเทศญี่ปุ่นแล้ว ควรซื้อไว้ประจำหมู่บ้านแล้วให้ประชาชนที่ต้องการสี่ข้าวเปลือก ให้สามารถไปหยอดเหรียญใช้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยจะเป็นการดีที่สุด

จะมีใครบ้างที่คิดออกมาในทำนองนี้ เพื่อที่จะช่วยให้ชาวนายืนอยู่บนขาของตัวเองได้

หากเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ใช้จ่ายในแต่ละโครงการของประเทศเราแล้ว ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า ชาวนานั้นดูเหมือนว่า จะได้งบประมาณน้อยที่สุดที่จะนำมาพัฒนาการผลิตข้าวในบ้านเรา

ลองไปถามชาวนาแต่ละคน ว่าได้ใช้งบประมาตรงๆ จากรัฐบาลโดยตรงหรือไม่

คงไม่มี

อาจจะได้ในเรื่องของการปรับราคาข้าว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะใช้งบประมาณของประเทศมาตรงๆ ได้

หากมีการเจรจาเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายดังกล่าวกันจริงๆ แล้ว เชื่อว่า นายทุนที่สามารถผลิตโรงสีขนาดเล็กได้เชื่อว่า หลายคนคงพร้อมที่จะให้การสนับสนุนผลิตโรงสีขนาดเล็กมาขายให้กับชาวนาในราคาถูกได้

ดังนั้น การหาโรงสีให้กับชาวบ้านชาวนาเชื่อว่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และหากคิดต่อกันไปอีกคงเป็นเรื่องของลูกค้าที่รัฐบาลควรจะมีการพิจารณาในเรื่องการหาตลาด ให้กับชาวนา ด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นตลาดต่างประเทศ หรือในประเทศเองก็ตาม

ในตอนต่อไปจะพูดกันถึงเรื่องของการหาลูกค้าให้กับชาวนา ซึ่งเชื่อว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ คงสามารถดำเนินการได้ไม่ยากนัก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

อย่าเอาใจโรงสีจนลืมความเดือดร้อนชาวนา

46

นายปกครอง

ในตอนที่แล้ว ได้มีการนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องการให้ความรู้กับชาวนา ในปัจจุบันนี้ ค่อนข้างที่จะมีน้อยเต็มทน จึงทำให้ชาวนาหลงทาง ในการผลิตข้าวจึงผิดเพี้ยนไปบ้าง จนบางครั้งสร้างความเสื่อมเสียมายังประเทศไทยได้

ข้าราชการต่างๆ ควรจะตื่นตัวในเรื่องของการให้ความรู้ อย่ามองข้ามในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปควรจะลงไปในพื้นที่บอกวิธีการปลูกข้าว และมีการสนับสนุนพันธุ์ข้าวที่เป็นที่นิยมกันเสียดีกว่า การปล่อยให้ชาวนาปลูกไปตามมีตามเกิด หรือตามที่ได้ยินข่าวมาปากต่อปากเท่านั้น

เมื่อชาวนาผลิตข้าวออกมาได้ จึงไม่แปลกที่ราคาข้าวจะต้องตกต่ำถูกลงไป เสียหายเป็นจำนวนมากกว่าที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้

หากข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพันธุ์ข้าว บอกให้ชาวนาปลูกอย่างถูกวิธีแล้ว เชื่อว่า จะสร้างรายได้ให้กับชาวนาและประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ปัญหาใหญ่ของชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนนั้น ปฏิเสธกันไม่ได้อีกเช่นกัน ที่เกิดมาจาก โรงสีบางแห่งบางจ้าว เอาเปรียบประชาชน หลากหลายรูปแบบด้วยกัน

คำว่า โรงสีในบ้านเรานั้น แยกออกเป็นหลายขนาด เริ่มจากโรงสีขนาดเล็กซึ่งจะมีไว้ประจำหมู่บ้านบางแห่งเท่านั้น หากเป็นโรงสีประจำตำบลหรือหมู่บ้าน ก็จะเป็นโรงสีขนาดกลาง ถ้าเป็นโรงสีขนาดใหญ่ ก็จะมีพประจำภาคหรือจังหวัด โยงไปกับกลุ่มพ่อค้าคนกลาง และนักการเมืองบางคนที่เข้าไปมีผลประโยชน์ในเรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์กับเจ้าของกิจการก็มี

ในบรรดากลุ่มผู้ประกอบกิจการโรงสีนี้ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า ผู้ประกอบกิจการบางคน ไม่มีความซื่อสัตย์ต่อชาวนา โรงสีหลายแห่งขี้โกง จนชาวนาได้รับความเดือดร้อน

แต่ที่หนักไปกว่านั้น โรงสีขนาดใหญ่ขนาดใหญ่บางแห่ง ขี้โกงเข้ามาเกี่ยวพันโยงไปถึงนักการเมืองระดับชาติด้วยเช่นกัน

โดยวิธีการโกงส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการโกงความชื้นบ้าง เพื่อเอาประเด็นนี้ มากดราคาข้าวชาวนา

ชาวนาไม่ได้มีเครื่องวัดความชื้นเป็นของตัวเองกลายเป็นจุดอ่อนอันสำคัญที่ทำให้ผู้หาข้าวเหล่า เอารัดเอาเปรียบ

ทางโรงสีหลายแห่ง มักจะมีข้ออ้างว่า ต้องลงทุนสูงนำไปทำการก่อสร้างลานตากข้าว เพื่อแก้ปัญหาความชื้นที่รับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา

ต้องตั้งคำถามขึ้นมาว่า เรื่องทำนองนี้กลุ่มผู้ค้าทำการโกง ด้วยการนำความชื้นมาเป็นประเด็นสำคัญ แต่หน่วยงานของทางราชการด้านคุ้มครองผู้บริโภคนั้น เคยลงไปตรวจสอบหรือดูแลทางด้านนี้บ้างหรือไม่

คำตอบที่ได้คือไม่เคยเห็นเป็นข่าวว่า โรงสีถูกดำเนินคดีในทำนองนี้เลย

ปล่อยให้เป็นเรื่องสมยอมระหว่างชาวนากับโรงสีข้าวกันเสียมากกว่า

ส่วนโรงสีขนาดเล็ก ก็มีเรื่องของการขี้โกงชาวนา เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะการนำข้าวของชาวบ้านไปสี ซึ่งมีหลายจังหวัดหลายพื้นที่ใช้วิธีการโกงหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโกงข้าว ที่นำไปสีให้กับชาวนาฟรีๆ

ชาวนาที่ส่งข้าวไปสีนั้น ไม่ได้ไปตามดูทุกขั้นตอนว่า กระบวนการโรงสี แยกแกลบ แยกปลายข้าวรวมถึงลำข้าว ดำเนินการกันอย่างไร เพียงแต่การใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจโรงสีข้าว ที่รู้จักกันเท่านั้น หรือชาวนาบางคนอาจมองว่า เจ้าของโรงสีก็ได้รำข้าว และปลายข้าวไปขาย ก็เพียงพอต่อค่าน้ำมันที่มารับเค้าเกือบจากชาวบ้านไปสีเท่านั้น

ในความเป็นจริงแล้วกลไกการทำงานของโรงสีสามารถโกงข้าวสาร ที่สีออกมาไปจำนวนเท่าไหร่ก็ได้

ต้องตั้งคำถามขึ้นมาด้วยเช่นกันว่า ทำไมโรงสีขนาดกลางที่รับข้าวเปลือกจากชาวบ้านไปสีนั้น จึงไม่คิดค่าบริการใดๆ ทั้งสิ้น มิหนำซ้ำยอมเสียค่าน้ำมันวิ่งมารับข่าวจากชาวบ้านไปสีถึงยุ้งฉางเลยทีเดียว

ปลายข้าว เป็นส่วนที่หักจากเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์ออกมา ซึ่งปลายข้าวนี้หากไปขอซื้อตามโรงสีขนาดกลางหรือโรงสีขนาดไหนก็ได้ จะมีราคาไม่น้อยกว่า 13-15 บาทเลยทีเดียว

ราคาแพงกว่าข้าวชาวนาเสียอีก โรงสีหลายแห่งไม่เคยที่จะยอมรับในเรื่องนี้ว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมาย

เช่นเดียวกับรำข้าว เป็นหัวหารชั้นเยี่ยมของสัตว์เลี้ยงต่างๆ โดยเฉพาะหมู จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เป็นส่วนประกอบอาหารให้กับสัตว์เลี้ยงต่างๆ หากไปซื้อตามโรงสีไม่ว่าจะเป็นขนาดใดก็ตาม ราคานั้นไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 8-10 บาท

แกลบ เมื่อก่อนนั้นต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า เปลือกข้าวหรือแกลบเป็นเรื่องที่ให้กันฟรีๆ แต่ในปัจจุบันนี้มีการซื้อขายกันอยู่ระหว่าง 4-6 บาทเลยทีเดียว

นี่แหละคือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากเจ้าของกิจการโรงสี ไม่ว่า จะเป็นขนาดใดก็ตามในประเด็นต่างๆดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังไม่มีใครเคยพิจารณาเลยว่าเขาได้รับผลประโยชน์กันอย่างไร

ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของปลายข้าว รำข้าว หรือแกลบเท่านั้น ยังมีเรื่องของผลประโยชน์ที่เจ้าของกิจการหลายแห่งก็มักจะใช้กลยุทธ์ขี้โกงชาวนาด้วยเหมือนกัน

นี่แหละ หากกลไกของรัฐบาลดูแลผลประโยชน์ให้กับชาวบ้านอย่างทั่วถึง มากกว่า การเอาใจใส่โรงสี แล้วเชื่อว่าชาวนางคงไม่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำอย่างแน่นอน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เร่งให้ความรู้กับชาวนาเรื่องปลูกข้าว

22

นายปกครอง

ในปัจจุบันนี้ ชาวนา ต้องประสบกับภาวะการขายข้าวไม่ได้ราคา เมื่อเก็บเกี่ยวมาได้แล้วจะขายได้ตันละประมาณ 5,000-7,000 บาทเท่านั้น

เท่านี้ก็เจ๊งแล้ว

เมื่อแลกกับการทำนาทั้งปีแล้วดูเหมือนว่า จะไม่เป็นการคุ้มค่าเหนื่อย ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ค่าน้ำมันที่ใช้ในการสูบน้ำรวมถึงค่าไทนาไปเลยด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ ชาวนาไทย ยังต้องประสบกับปัญหาหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศัตรูพืช รวมไปถึงภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นคือน้ำท่วม ฝนแล้ง โดยไม่สามารถจะเรียกร้องจากใครให้มาร่วมกันแก้ไขได้ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของธรรมชาติทั้งนั้น

น่าสงสารชาวนา ในเรื่องของการจำหน่ายข้าวกันเสียจริงๆ ความบกพร่องนั้น คงจะไปโทษชาวนาฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้

ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปลูกข้าว ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ มีเป็นจำนวนมากแต่ดูเหมือนว่า

แต่ละหน่วยงานนั้นจะไม่ค่อยขยับตัวเข้าถึงชาวนาอย่างแท้จริง

ยกตัวอย่างง่ายๅ เรื่องของพันธุ์ข้าวบ้านเรา จะมีข้าวหอมมะลิจัดว่า เป็นข้าวที่มีชื่อเสียงติดลำดับต้นต้นของโลกเลยทีเดียว

แต่ทำไมหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนชาวนา ดันไปให้การสนับสนุนในการปลูกข้าวชนิดอื่นกัน ทำไมไม่ปลูกจ้าวหอมมะลิกันทั้งประเทศ

แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ให้ความรู้กับชาวนา ในเรื่องของการปลูกข้าวหอมมะลิกันทั่วทั้งประเทศเท่าไหร่นัก

ในเมื่อชาวโลกรับประทานข้าวหอมมะลิเป็นที่ติดอกติดใจ ทำไมบ้านเราจึงไม่มีการพัฒนาหรือทำให้ข้าวหอมมะลิเป็นที่นิยมกับชาวโลก ปลูกกันให้ทั่วประเทศไปเลยมันจะไม่ได้ผลผลิตได้อย่างไรหากมีการวิจัยหรือทำการสนับสนุนอย่างจริงๆจังจัง

นี่แหละ จึงทำให้บ้านเรามีการปลูกข้าวหอมมะลิไม่กี่พื้นที่ นอกนั้นไปสนับสนุนให้มีการปลูกในเรื่องของข้าวธรรมดาเสียมากกว่า

หากย้อนไปถึงอดีตชาวนาบ้านเรา ใช้ความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการปลูกข้าวดูเหมือนว่า จะได้ผลมากยิ่งขึ้น แต่ในปัจจุบันนี้ชาวนานั้น จะไปพึ่งพาเครื่องจักร รวมถึงยาฆ่าแมลงและปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

ปัจจัยตรงนี้นี่เอง จึงทำให้ความเสื่อมเสียมาเยือนชาวนาอีก โดยเฉพาะการส่งข้าวไปจำหน่ายยังต่างประเทศนั้น จะเกิดปัญหาอุปสรรคได้ประเทศไม่ชอบที่จะมารับข้าวเมืองไทยไปใช้บริโภคกันเพราะคุณภาพไม่ได้มาตรฐานนั่นเอง

สิ่งที่ไม่ได้มาตรฐานนั้นจะไปโทษชาวนาอย่างเดียวเอง ก็ไม่ได้เหมือนกัน เนื่องจากทางการควรจะไปให้ความรู้กับชาวนา เพราะข้าราชการกลุ่มนี้ ก็มีอยู่ทั่วทุกอำเภอ ควรจะทำงานด้วยการลงไปในพื้นที่และให้ความรู้กับชาวนาอย่างจริงๆจังจัง

เมื่อชาวนาสามารถรับความรู้จากทางการ เพื่อไปปฏิบัติให้ถูกต้องเชื่อว่า จะส่งผลดีต่อการผลิตข้าวเมื่อส่งออกไปขายต่างประเทศแล้ว จะไม่ได้มีปัญหาตามมาจนทำให้ประเทศไทยนั้น เสียชื่อในภายหลังได้

Posted in นายปกครอง | Leave a comment