ในหลวงทรงเข้าใจมุสลิมที่สุด ฟังจากปากเขาเอง

Vasit Dejkunjorn และ Lamyai Poldee ได้แชร์โพสต์ของ ศอลาฮุดดีน ไอแอมมุสลิม
ศอลาฮุดดีน ไอแอมมุสลิม รู้สึกเป็นงานเป็นการ กับ Arisa Thinkohyao และคนอื่นๆ อีก 10 คนที่  จะบังติกอซิตี้

” ขออนุญาตชี้แจงเพื่อนในเฟสบุ๊ค โปรดทำความเข้าใจ “

สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับสาเหตุและเหตุการณ์ความไม่สงบใน จชต. นะครับ ผมเขียนเพียงแค่จะบอกเหตุผลว่าทำไมผมถึงแชร์เรื่องราวของในหลวงภูมิพล และพระบรมวงศานุวงศ์ มากมาย เนื่องจากมีบางคนสงสัยในตัวผม เท่านั้นครับ

เฟสบุ๊คนี้ ผมตั้งค่าเป็นสาธารณะ (public) เพื่อเปิดกว้างสำหรับ “ทุกคน” ที่จะเข้ามาพูดคุย หรือเสพย์ความรู้ (ถ้าคิดว่ามี)

เฟสบุ๊คนี้ เป็นเฟสส่วนตัวของผม ผมยอมรับว่าเฟสบุ๊คไม่ใช่พื้นที่สงวนส่วนตัว แต่ทุกอย่างต้องมีขอบเขต และที่สำคัญต้องมีมารยาทในการใช้งานในการปฏิสัมพันธ์กัน (ตามระดับความสัมพันธ์) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เราเข้ามาในบ้านใคร เราต้องให้เกียรติเจ้าของบ้าน ถึงแม้ว่าเจ้าของบ้านจะเปิดประตูรั้วให้คุณเข้ามานั่งเล่นในบ้านได้ ก็ตามที มารยาท และการให้เกียรติ นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์ผู้เข้าสังคม จะต้องมีติดตัว

ช่วงนี้การใช้งานแอพลิเคชั่นในโซเชียลของผม จะเน้นหนักในการลงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวของในหลวงภูมิพล และพระบรมวงศานุวงศ์ เนื่องด้วยอยู่ในช่วงอาลัยต่อการจากไป (สวรรคต) ของพระองค์ ดังเช่นพสกนิกร “ส่วนมาก” ของประเทศ
ด้วยสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างทิ้งไว้ให้แก่ประเทศชาติ และราษฎรของพระองค์ อย่างมากมาย ชนิดที่ว่าถ้านำเรื่องราวของพระองค์มานั่งพูด 3 วัน 3 คืน ผมคิดว่าก็คงพูดไม่หมด ซึ่งเรื่องนี้ “คนไทยทราบดี”
ประกอบกับด้วยส่วนตัว ครอบครัวผม มีความผูกพัน บิดาของผมรับราชการตำรวจ อยู่ สภ.บาเจาะ จ.นราธิวาส (เสียชีวิต ปี 2544) ท่านได้มีโอกาสรับเสด็จ พระองค์ท่าน และพระบรมวงศานุวงศ์ มาตลอดเมื่อสมัยยังมีชีวิต ผมเองก็มีภาพติดตาตอนตามพ่อไปอารักขาริมทางอยู่บ้าง และโดยส่วนตัวเมื่อโตมาก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน และพระบรมวงศานุวงศ์ มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อครั้นสมัยที่เรียนระดับชั้นประถมศึกษาที่ โรงเรียนวรคามินอนุสรณ์ (ว.อ.) ที่ผมศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนในจังหวัดปัตตานีที่ขึ้นชื่อมากในสมัยนั้น สมเด็จพระเทพฯ จะเสด็จมาที่โรงเรียนทุกๆ 2 ปี เด็ก วอ. รุ่นๆผมน่าจะจำได้ และผมก็เคยมีโอกาสบรรเลงดนตรีอังกะลุง ถวายต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเทพฯ เมื่อศึกษาจบปริญญาตรี ที่ ม.ราชภัฏยะลา (มรย.) ก็ได้รับพระราชทานปริญญาจากพระหัตถ์ของเจ้าฟ้าชายฯ (รัชกาลที่ 10)

หลังจากบิดาผมถูกโจรลอบยิงเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 เวลาประมาณ 20.45 น. มารดาผมซึ่งเป็นแม่บ้านมาตลอด ไม่เคยทำงานนอกบ้าน ต้องออกมาทำงานหาเงินเอง โดยที่ ลูกๆ 5 คน (ผมมี 7 พี่น้อง แม่เดียวกัน 5 คน และคนละแม่อีก 2 คน ผมเป็นลูกชายคนเดียวจาก 7 พี่น้อง) ยังเรียนหนังสือทุกคน น้องสาว 2 คน คนละแม่ยังเล็ก ยังไม่เข้าเรียนทั้ง 2 คน
ตอนนั้นผมเพิ่งจบ ม.6 สดๆร้อนๆ จากโรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล (ช.ป.น.) ยังไม่รับใบ รบ. เลยด้วยซ้ำ ไม่อยากเรียนต่อ อยากแก้แค้นคนที่ทำพ่อ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเรียนต่อ เพราะพ่อเคยพูดกับผมเสมอว่า “ความฝันของพ่อ ลูกๆ ทุกคนต้องจบปริญญาตรี เป็นอย่างต่ำ” ตอนนั้นในตระกูลผมยังไม่เคยมีใครเรียนจบปริญญา เพราะตระกูลผมเป็นตระกูลค้าขาย คุณย่าเปิดร้านอาหารตามสั่งที่ตลาดโต้รุ่ง ปัจจุบันลูกหลานแยกมาเปิดอีกหลายร้าน

หลังจากพ่อเสียชีวิต แม่ผมต้องออกมาขายของตามตลาดนัด ผมตัดสินใจไปศึกษาต่อในระดับอนุปริญญา ที่ ร.ร.หาดใหญ่บริหารธุรกิจนานาชาติ (H.I.) ผมจะกลับบ้านทุกเสาร์-อาทิตย์ มาช่วยแม่ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง (โชเลย์) ไปตลาดนัด เห็นแม่ทำงานตอนนั้น ผมแอบร้องไห้ตลอด อยากเรียนจบเร็วๆ แม่จะได้ไม่ต้องทำงานเหนื่อยๆแบบนี้ ที่บ้านจะส่งเงินมาให้ใช้สัปดาห์ละครั้ง บางสัปดาห์เงินหมดเกลี้ยง ผมไม่เคยโทรไปขอเพิ่ม ไม่ยืมเงินเพื่อน (ถ้าไม่เข้าตาจนจริงๆ) อาหารที่ประทังชีวิตผมได้ดีที่สุดตอนนั้น คือ ข้าวเหนียว 1 ห่อ กับหนังไก่ทอด 1 ห่อ รวมกัน 10 บาท (ผมพักอยู่หาดใหญ่ใน รถเข็นขายไก่ทอดมีเพียบ)
มีครั้งหนึ่งผมไม่มีเงินเลย ติดสุดสัปดาห์ ศุกร์ – อาทิตย์ ผมกินแต่น้ำก๊อกประปา จนถึงวันจันทร์ ที่บ้านก็โอนเงินมาให้ปกติ ผมเล่าเรื่องนี้ให้บางคนฟัง บางคนไม่เชื่อว่ามนุษย์จะทำได้ แต่ถ้าคุณเคยถือศีลอด คุณทำได้ครับ (มนุษย์ขาดอาหารได้หลายวัน แต่จะขาดน้ำได้ไม่เกิน 3 วัน)

หลังจากที่แม่ทำงานหนักในตอนนั้น น้องสาวผมคนเล็ก ตอนนั้นเรียนอยู่ระดับชั้นประถม ที่โรงเรียนอามานะศักดิ์ ด้วยความเป็นเด็ก สงสารแม่ เห็นแม่เหนื่อย ไม่รู้จะช่วยยังไง น้องเลยเขียนจดหมายถึงในหลวงภูมิพล บอกเล่าเรื่องราวความลำบากของแม่ หลังจากที่พ่อเสียชีวิต โดยระบุผู้รับหลังจดหมาย “ถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” แค่นี้เองครับ แล้วไปหยอดตู้ไปรษณีย์ โดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย…

จนมาวันหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่จากศาลากลางจังหวัดปัตตานี มาพบแม่ที่บ้าน (มาตามที่อยู่จดหมาย) บอกว่าให้ไปพบนิติกรจังหวัด ที่ศาลากลาง และให้นำตัวลูกสาวคนเล็ก (แจ้งชื่อน้องที่เขียนจดหมาย) ไปพบด้วย แม่เลยโทรหาผมชวนผมไปเป็นเพื่อนด้วย พอไปถึงศาลากลาง เจ้าหน้าที่หยิบจดหมายออกมา ผมกับแม่ก็งงว่าคือจดหมายอะไร? จากนั้นเจ้าหน้าที่หันไปถามน้องสาวผมว่า “นี่ใช่จดหมายที่หนูเขียนถึงในหลวงไหม?” น้องสาวผมผงกหัว แล้วตอบ “ค่ะ”
เจ้าหน้าที่ตอบว่า “ในหลวงทรงทราบ และทางสำนักราชเลขาได้แจ้งเรื่องนี้กลับมายังจังหวัด”
แม่ผมหันไปมองหน้าน้องสาว แล้วร้องไห้ตรงนั้นทันที

และพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้รับส่วนตัวไม่อาจลืมได้เลยในวันที่ชีวิตผมถูกบททดสอบที่ยากลำบากที่สุด ผมก็ได้รับโอกาสจากในหลวงภูมิพล อีกครั้ง และไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะมีโอกาสมาทำงานรับใช้ประเทศชาติ เหมือนบิดาของผม ถึงผมจะไม่ได้รับราชการเป็นตำรวจเหมือนพ่อ แต่เครื่องแบบของผม ก็เป็นเครื่องแบบพระราชทานจากในหลวงภูมิพล
และเรื่องอุดมการณ์ในการทำงาน ถึงผมจะทำงานคนละสายอาชีพกับพ่อ แต่ผมมั่นใจว่าผมมีอุดมการณ์ไม่น้อยไปกว่าพ่อแน่นอน

บางคนบอกผมว่า คุณเป็นมุสลิม ทำไมต้องรักกษัตริย์ที่ไม่ใช่มุสลิมมากมายขนาดนี้ แล้วคุณรักกษัตริย์มุสลิมไหม ?
- ประเด็นการที่ผมรักและอาลัยต่อการจากไปของท่าน มันไม่เกี่ยวว่าผมนับถือศาสนาอะไร มันไม่เกี่ยวว่าท่านนับถือศาสนาอะไร ผมเคารพรักท่านในฐานะที่ท่านเป็นกษัตริย์ที่ทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมือง และราษฎรมากมาย ท่านรักราษฎรทุกคน ท่านช่วยราษฎรทุกคนที่เดือดร้อน ที่เข้าหาท่าน แม้แต่นักโทษในเรือนจำท่านก็พระราชทานอภัยโทษให้โดยไม่แบ่งแยก ถ้าไปจำคุกในต่างประเทศจะได้โอกาสได้สิทธิแบบนี้ไหม ?
ในหลวงภูมิพลท่านไม่เคยแบ่งแยกราษฎรว่าใครนับถือศาสนาอะไร ใครชาติพันธุ์อะไร ท่านช่วยหมดทุกคน เพราะทุกคนคือราษฎรของท่าน ในส่วนความศรัทธาของท่านนั่น ไม่เกี่ยวกับผม อันนี้คนละเรื่องกันต้องแยกให้ออก และผมเกิดมาในแผ่นดินนี้ เกิดมาก็มีแต่ ร.9 ที่ทำอะไรให้ตั้งมากมาย จะให้ผมไปรักกษัตริย์ประเทศอื่น ให้ผมเอาความรักความผูกพันตรงไหนไปรักเขาล่ะครับ ? ในเมื่อเขาไม่เคยทำอะไรให้ผมเลย มองแบบในฐานะมนุษย์ด้วยกันนะครับ อย่าเอาเรื่องความเชื่อเข้ามาเป็นข้ออ้าง เพราะเวลาในหลวงช่วยราษฎร ท่านก็ไม่ได้มองเรื่องใครนับถืออะไร ตอนผมเดือดร้อน ไม่มีกษัตริย์องค์ไหนมายื่นมือช่วยเหลือ ทุนต่าง ๆ สวัสดิการต่าง ๆ ตอนน้ำท่วมก็มีแค่ถุงพระราชทานจากในหลวง เท่านั้น ไม่มีจากกษัตริย์องค์ไหนเช่นกัน แล้วคุณจะให้ผมไปรักกษัตริย์ประเทศอื่นได้ไง ?

ในหลวงให้ความยุติธรรมกับทุกศาสนา ให้ทำตามศรัทธาและความเชื่อ ประกอบศาสนกิจได้เต็มที่ ตราบใดที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมืองคุณจะสร้างมัสยิดที่ไหนก็ได้ท่านไม่เคยว่าไม่เคยห้าม คุณจะละหมาดกี่เวลาท่านก็ไม่ว่า คุณจะถือศีลอดท่านก็ไม่ห้าม คุณจะจัดงานเมาลิดท่านก็สนับสนุน คุณจะไปทำฮัจญ์ท่านก็ให้รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ คุณจะออกดะวะห์ทั่วทั้ง 77 จังหวัดของประเทศ ท่านก็ไม่ได้ห้ามเลย ฯลฯ

ในบางประเทศที่เป็นประเทศมุสลิมเองแท้ๆ ยังไม่ได้สิทธิมากมายขนาดนี้เลย คุณรู้มั้ย ? แต่บางคนไม่รู้อะไรเลย อยู่แค่ในรั้ว ฟังคนไม่กี่คนพูดแล้วก็เชื่ออะไรเป็นตุเป็นตะ ชอบฟังข่าวลือ ตัดสินคนอื่นจากข่าวลือ ติดอยู่กับวังวนในอดีต ถูกปลูกฝังให้มีแต่ความเกลียดชัง ความอคติ แยกแยะไม่ได้กับเรื่องในปัจจุบัน มองปัญหาแบบยกเข่ง เหมารวม

ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้คือผมผ่านจุดนั้นมาแล้ว บางคนบอกว่า ใช่สิคุณทำงานในหน่วยงานราชการ ผมถึงคิดแบบนี้ ขอตอบว่าไม่เกี่ยวเลย คนของรัฐ (บางคน) ที่มีความคิดแบบที่กล่าวมาข้างต้นก็เยอะครับ และกลับกันราษฎรที่คิดแบบผมก็มีเยอะครับ เพราะอะไร ? เพราะศาสนาอิสลามมีเหตุและผล แต่ที่ไม่มีเหตุและผลคือตัวศาสนิกตะหาก ถ้าเรามีความยุติธรรม ดำเนินตามคำสอนศาสนา โดยปราศจากเรื่องการเมือง ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ก็ไม่มีปัญหา
แบบอย่างจากท่านนบี ที่ปฏิบัติต่อผู้ไม่ใช่มุสลิมก็มีให้เห็น
บางคนมีความเชื่อที่ว่า มุสลิมสามารถเอาเปรียบคนต่างศาสนิกได้ ถือว่าไม่เป็นไร ฆ่าคนต่างศาสนิกได้ ถือว่าไม่บาป ถามจริงๆนะคำสอนแบบนี้เอามาจากไหน ? มันไม่มีนะครับที่ศาสนาอิสลามสอนแบบนี้ ศาสนาอิสลามสอนให้มีความยุติธรรม ความเมตตา การให้อภัย ความสามัคคี การให้ความช่วยเหลือต่อเพื่อนมนุษย์ เพราะมนุษย์ทุกคนก็มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน เป็นลูกหลานนบีอาดัม กันทั้งนั้น คำสอนและความเชื่อที่ให้จงเกลียดจงชังคนต่างศาสนา คิดว่ามันยุติธรรมไหม ? เขาเลือกเองหรอครับว่าจะเกิดมาเป็นคนต่างศาสนา ? แล้วตัวคุณ คุณเลือกเองหรือเปล่าว่าจะเกิดมาเป็นมุสลิม ? ทั้งเราและเขาไม่มีใครเลือกได้ อัลลอฮฺ เป็นผู้เลือก อัลลอฮฺเป็นผู้กำหนด ทุกอย่างคือบททดสอบ ถ้าอัลลอฮฺ กำหนดให้คุณเกิดมาเป็นคนต่างศาสนา แล้วคนมุสลิมบอกว่ามีความชอบธรรมที่จะเอาเปรียบคุณได้ และฆ่าคุณได้โดยตัวเขาไม่บาป คุณจะรู้สึกอย่างไร ? คุณจะมองศาสนาอิสลามอย่างไร ? ลองเอาไปคิดดูครับ

แล้วสำหรับคนอีกประเภทที่ไม่ภูมิใจในความเป็นราษฎรไทย ประเภทปากว่าตาขยิบ คนแบบนี้นิสัยไม่น่ารัก นิสัยไม่ดี ถ้าเอามาเป็นเพื่อนสนิท ถือว่าคบไม่ได้ เพราะมีจิตใจคด บูดเบี้ยว ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง ถ้าเป็นผมนะ ผมมีความรู้สึกแบบคนประเภทนี้นะ ผมไม่ถือสัญชาติไทยแล้วครับ ผมเอาบัตรประชาชนของผมไปคืนที่ว่าการอำเภอที่ออกบัตรให้ผมแล้ว และไปขอสัญชาติประเทศที่ผมพอใจจะเป็นประชากรของเค้า อยากจะถามจริงๆคุณไม่กระดากใจคุณมั่งหรอ คุณด่าสัญชาติไทย อย่างนั้น อย่างนี้ แต่ตัวคุณถือบัตรประชาชนไทย ถือพาสปอร์ตไทย ฯลฯ คุณไม่ละอายใจตัวเองเลยหรือ ? มันจะเข้าสุภาษิตที่ว่า “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง ”
แต่ถ้าคนที่ด่าแล้วถือสัญชาติอื่นไปแล้วผมโอเคนะ อันนี้เต็มที่ไปเลยครับ

ทั้งหมดนี้เป็นแค่บางช่วงของชีวิตที่ผมนำมาเล่าให้ฟังเท่านั้น เพื่อคนที่สงสัยในตัวผม สำหรับบางคนคุณจะตาบอดใจบอด หรือไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับประเทศนี้ กับกษัตริย์ นั่นคือในส่วนของคุณ ต่อในส่วนของผมมีความผูกพัน และผมแยกแยะได้ ผมมีเหตุและผลในสิ่งที่ผมทำและในสิ่งที่ผมเลือก ผมใช้ข้อเท็จจริงในการนำมาเป็นเหตุผลในการเลือก และทำ ไม่ได้ใช้อคติมาเป็นเหตุและผลในการเลือก และทำ

บางคนบอกว่าผมเสียอุดมการณ์เดิม เปลี่ยนจุดยืน ไม่เลยครับผมไม่ได้เสียอุดมการณ์และเปลี่ยนจุดยืน ผมยังมั่นคง ยืนหยัดเหมือนเดิม เพียงแต่ผมใช้เหตุผลมากขึ้น และเน้นเรื่องความยุติธรรมมากขึ้น
บางคนชอบเรียกร้องความยุติธรรม ต้องการความยุติธรรม แต่ตัวเองไม่เคยมอบความยุติธรรมให้ผู้อื่นเลย ด่าว่าเขาอย่างไร แต่ตัวเองก็ทำอย่างเขา ผมงงกับคนแบบนี้จริง ๆ

ท้ายนี้ ทั้งหมดนี้คือในมุมส่วนตัวของผม เพื่อนคนอื่นอาจมีมากกว่าผม หรือบางคนอาจมีน้อยกว่า หรือบางคนแทบจะไม่มีความผูกพันใดๆ เลย นั่นก็อยู่ที่ประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน คุณจะเอาตัวคุณความคิดคุณมาเป็นที่ตั้งให้คนอื่นคิดและทำเหมือนกับคุณไม่ได้
ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้หากมีข้อโต้แย้ง สามารถคอมเมนท์ได้ แต่ขอให้คอมเมนท์โต้แย้งกับผมด้วยเหตุและผล และแยกแยะเรื่องที่จะโต้แย้งให้ได้ด้วยนะครับ ถ้ามาแย้งแบบเอาอคติเป็นเหตุผล ผมขอนุญาตลบคอมเมนท์ทันที เพราะผมถือว่าเสียเวลาคุยด้วย ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า แต่ถ้ามาแย้งด้วยการนำข้อเท็จจริงมาเป็นเหตุผลผมยินดีเสวนาแลกเปลี่ยนครับ อย่างที่บอกเฟสบุคผมเปิดรับทุกคนผมตั้งค่าเป็นสาธารณะ (public) แต่กระนั้นผู้ที่เข้ามาร่วมวงสนทนาก็ต้องทำตามกฎ เงื่อนไขของเจ้าบ้านด้วยนะครับ ถ้ารับไม่ได้ก็บ้านใครบ้านมันครับ

#สุดท้าย
ต้องขออภัยด้วยหากช่วงนี้ใครรำคาญการโพสของผม หรือถ้าเห็นว่าขัดหู ขัดตา ขัดใจ ก็อย่าลังเลครับ กดเลิกติดตาม กดลบเพื่อน หรือกดบล็อคเพื่อน ได้เลยครับ ไม่ว่ากันครับ อย่าให้ผมต้องตอบโต้กลับเลย ช่วงนี้ผมไม่อยากด่าว่าใคร เข้าใจกันตามนี้นะ
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ…

*****************************************************************

” ประเทศไทยได้ถือเป็นนโยบายเสมอมาในการให้ประชาชนพลเมืองมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา ชาวไทยทุกคนมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการเลือกนับถือศาสนาใด ๆ ตลอดทั้งการปฏิบัติ บูชา ตามความเชื่อของตน โดยเหตุนี้ผู้นับถือศาสนาต่าง ๆ กันในประเทศไทย จึงมีชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก”

(พระราชดำรัสในโอกาสที่เอกอัครชาชฑูตแห่งวาติกัน เข้าเฝ้าฯ ถวายพระราชสาสน์ตราตั้ง ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท 16 ตุลาคม 2512)

*****************************************************************

ท่านอาจารย์วันมุฮัมมัดนอร์ มะทา สมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา เมื่อครั้งเหตุการณ์ที่ได้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย พระองค์ท่านทรงตรัสกับท่านวันนอร์ อย่างนี้ครับ

“อะไรที่ทำได้ก็ทำ อะไรที่ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ”

นั้นหมายความว่าพระองค์ทรงทราบว่า มุสลิมนั้นกราบผู้ใดไม่ได้เลย จะทำให้ตกศาสนา(มุรตัด) จึงทรงตรัสเพื่อให้ท่านวันนอร์ ไม่ต้องเกร็ง ทำตามหลักศรัทธาที่ตัวเองยึดถือ

นี่ไงที่ผมบอกว่าพระองค์เข้าพระทัยคนมุสลิมมากที่สุด แล้วมีเหตุผลอะไรที่ผมไม่รัก “ในหลวง”

“ #เข้าใจ_เข้าถึง_พัฒนา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

น่าชมเชย “เด็กประถม ท่องบทอาขยานไทยรวมกำลังตั้งมั่น” ไพเพราะมาก

2763

ด.ช.ชนาธิป ประโคน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียน วัดมหาสอน (ไคยฤทธิ์วิทยานุสรณ์) จ.ลพบุรี กำลังท่องบทอาขยาน “ไทยร่วมกำลังตั้งมั่น” ต่อหน้าคณะกรรมการ ภายในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับชาติ ครั้งที่ 64 ประจำปีการศึกษา 2557 ซึ่งจัดขึ้นที่อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2558 โดยในการประกวดครั้งนี้ ด.ช.ชนาธิป ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศด้วย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ขออนุญาตใช้ภาษาชาวบ้าน เขียนแบบเร็วๆจากใจ

ขออนุญาตใช้ภาษาชาวบ้าน เขียนแบบเร็วๆจากใจ

ถึงวันนี้คนไทยทั้งผองมองเห็นได้ชัดว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงปฏิบัติราชกรณียกิจ ดำเนินรอยตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ผิดเพี้ยน

แม้ในห้วงที่คนไทยทั้งชาติอยู่ในภาวะเศร้าโศกมหาศาล พระองค์ทรงร่วมทุกข์ ร่วมสุขกับพสกนิกร พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรประดุจคนในครอบครัวเดียวกัน

พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ก็มิได้ทรงย่อท้อ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย แทบไม่เห็นวันหยุด ประดุจไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แม้เราจะรู้ว่าภายใจพระราชหฤทัยของทุกพระองค์จะโศกเศร้าทุกข์ระทมหนักกว่าเราซักเพียงไหน

ความสูญเสียอันยิ่งใหญ่นี้ คนไทยทุกคนล้วนทราบเป็นอย่างดี สมควรที่จะถวายกำลังใจให้มากที่สุด เพื่อให้สามารถผ่านพ้นห้วงเวลาแห่งความทุกข์ของแผ่นดินนี้ไปให้ได้ ด้วยการทำงาน “จิตอาสาตามรอยในหลวง”

ถึงเวลานี้เราทำงานแล้วจะเหนื่อย จะท้อ ให้มองพระราชกรณียกิจขององค์พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์เป็นที่ตั้ง

เราจะรู้สึกเลยว่า…เราทำงานไม่ได้เศษเสี้ยวธุลีของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงทำให้แก่ประเทศชาติและพสกนิกรของพระองค์

พระราชภารกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อประเทศชาติสำคัญยิ่งใหญ่ไพศาลยิ่งนัก

ควรที่พวกเรามาทำงานสนองพระราชปณิธานของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วงให้เต็มกำลังความสามารถของตน…สิ่งใดที่ทำได้ ก็หยิบจับช่วยชาติคนละไม้คนละมือและดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริอย่างพอเพียง

ขอเชิญร่วมกันเปล่งคำถวายพระพรชัย…

ทรงพระเจริญ…ทรงพระเจริญ…ทรงพระเจริญ

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็นแชร์

30 ความคิดเห็น
ความคิดเห็น
Tanapan Wattanakal
Tanapan Wattanakal · เป็นเพื่อนกับ นงลักษณ์ ยงค์ตระกูล

ทรงพระเจริญ

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

· ตอบกลับ ·

1

· 16 ชม.

จัดการ

Anantachai Supoparkh
Anantachai Supoparkh ทรงพระเจริญ

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

· ตอบกลับ · 16 ชม.

จัดการ

นายกฤชชัย ทนายน้อง ชื่นสว่าง

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

· ตอบกลับ · 16 ชม.

จัดการ

Jalurnrat Chalongkulwat

แพทย์แนะ “9 ข้อควรทำ” ลดเสี่ยงไข้เลือดออก เมื่อก้าวเข้าหน้าฝน

111

เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการกันไปแล้วเรียบร้อย สภาพอากาศประเทศไทยขณะนี้ก็ดูจะมีสายฝนโปรยไม่ขาดสาย แม้จะทำให้อากาศเย็นสบายแต่ก็เสี่ยงต่อโรคระบาดหลายชนิด โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออกที่สร้างปัญหาไปทั่วโลก เฉพาะต้นปี 2560 นี้ พบผู้ป่วยแล้วรวม 4,465 รายจากจำนวนประชากรทั้งประเทศ และมีแนวโน้มว่าอัตราการเจ็บป่วยด้วยไข้เลือดออกจากสูงขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งเอื้อต่อการแพร่พันธุ์ของยุงลายพาหะของโรค

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงอุษา ทิสยากร นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งเอเชีย จึงได้แนะนำ 9 ข้อควรทำ เพื่อป้องกันไข้เลือดออกที่มาพร้อมฤดูฝน ดังนี้

1.จัดการทิ้งขยะหรือสิ่งของที่น้ำฝนสามารถขังได้ โดยเฉพาะยางรถยนต์เก่า ถังน้ำ สายยาง แจกันดอกไม้ หิ้งพระ หรือภาชนะต่างๆ เพราะยุงลายที่มีเชื้อสามารถมีชีวิตและแพร่พันธุ์ที่ใดก็ได้ที่มีน้ำขัง

2.ใช้ยาทากันยุงที่มีสาร DEET และ ICARIDIN สำหรับผิวหนังหรือเสื้อผ้า หรือยาจุดกันยุง สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่ต้องนอนกลางวัน ควรนอนกางมุ้งหรือเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อช่วยไล่ยุงและป้องกันยุงลายกัด โดยเฉพาะช่วงเช้าและใกล้ค่ำซึ่งเป็นเวลาที่ยุงลายออกหากิน ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ไม่ใช่ช่วงเวลากลางคืนอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจผิด

3.ใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด โดยเฉพาะบริเวณ ขา เข่า คอ หู ยุงลายมักชอบบินมากัดทางด้านหลังข้อเท้าและข้อศอก โดยที่เราไม่รู้ตัว

4.อย่าประมาทและคิดว่าตนเองสุขภาพแข็งแรงแล้วจะไม่เสี่ยง เพราะไข้เลือดออกสามารถเกิดได้ในทุกวัย ทุกสถานะ ทุกสภาพร่างกาย ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นไข้เลือดออกได้โดยเฉพาะในฤดูฝนที่มีการเพาะพันธุ์และระบาดของยุงลาย

5.หมั่นสังเกตอาการต่อไปนี้ซึ่งเป็นอาการไข้เลือดออก ได้แก่ ไข้สูงปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หน้าแดง อาจพบจุดเลือดที่ผิวหนัง หรือเจ็บที่ชายโครงด้านขวา มักไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากไข้เป็นหวัดที่จะมีน้ำมูกร่วมด้วย เว้นแต่จะเป็นไข้ทั้งสองชนิดในเวลาเดียวกันอาจจะมีอาการทั้งไอและมีน้ำมูกด้วย

6.หากรู้สึกไม่สบาย หรือสงสัยว่ามีอาการไข้เลือดออก ควรดื่มน้ำเยอะๆ ดูแลไม่ให้ร่างกายขาดน้ำไว้ก่อน เพื่อเป็นการป้องกันภาวะขาดน้ำไว้ตั้งแต่ในระยะแรกๆ ของการติดเชื้อไข้เลือดออกในกรณีที่ติดเชื้อจริงๆ โดยไม่ต้องรอให้โรคเข้าสู่ระยะวิกฤต ที่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด หรือช็อกแล้วจึงค่อยมาแก้ไขกันทีหลัง จากการศึกษาพบว่าหากได้รับปริมาณน้ำที่พอเพียงก่อนมาพบแพทย์ 24 ชั่วโมง จะช่วยลดความเสียงที่จะต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลลงได้

7.หลีกเลี่ยงการรักษาหรือบรรเทาอาการด้วยตนเอง หรือรับประทานยาเพื่อลดอาการด้วยตนเองโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะยาจำพวกแอสไพริน หรือยาไอบูโพเฟ่น รวมถึงห้ามทานยาฆ่าเชื้อ เพราะไข้เลือดออกเป็นเชื้อไวรัส ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย

8. รีบปรึกษาหรือพบแพทย์ทันทีหากสงสัยว่าเริ่มมีอาการ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง

9. ปรึกษาแพทย์หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 9-45 ปี

112

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงอุษา ทิสยากร

โดยศาสตราจารย์แพทย์หญิงอุษา ทิสยากร เปิดเผยอีกว่า ไวรัสไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์และเราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าสายพันธุ์ใดจะเวียนมาระบาดในแต่ละปี และทุกสายพันธุ์มีความรุนแรงถึงชีวิต เนื่องจากทุกวันนี้ยังไม่มียาที่ใช้รักษาไข้เลือดออกนอกจากการรักษาตามอาการ ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยนอกจากการป้องกันไม่ให้ยุงกัดและการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ขณะนี้ประเทศไทยมีการจดทะเบียนวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันครบทั้ง 4 สายพันธุ์ จากการทำการศึกษาตัววัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันกว่า 65.6% ช่วยป้องกันการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ 80.8% และป้องกันการเกิดไข้เลือดออกแบบร้ายแรงได้ถึงร้อยละ 93.2

“นอกจากเด็กแล้ว ผู้ใหญ่เองก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกด้วยเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร โดยประชากรผู้ใหญ่และผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้นในขณะที่มีเด็กเกิดน้อยลง จึงมีแนวโน้มที่มีผู้เป็นไข้เลือดออกในช่วงอายุที่มากขึ้น เราจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติที่ว่าไข้เลือดออกเป็นโรคของเด็ก เพราะในความเป็นจริงไข้เลือดออกนั้นเป็นโรคที่ติดเชื้อกันได้ทุกวัย อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยอนุมัติให้ใช้วัคซีนไข้เลือดออกได้ในช่วงอายุ 9-45 ปี นอกจากนี้ผลวิจัยพบว่า เมื่อฉีดวัคซีนในผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อนแล้ว วัคซีนกลับยิ่งช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้นอีกด้วย การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ไม่เป็นการทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกและไม่ถือเป็นการติดเชื้อครั้งแรก จึงมีความปลอดภัย และได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและยาของไทยให้สามารถนำมาใช้ป้องกันไข้เลือดออกได้ เพื่อเป็นการป้องกันไข้เลือดออกที่มาพร้อมกับหน้าฝนนี้” ศ.พญ.อุษากล่าวสรุป

ขอขอบคุณ ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

goo.gl/9vL5ZC

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

‘หน้ากากแปปสเมียร์’ ใส่ตอนตรวจมะเร็งปากมดลูก กันเขินไม่ต้องอายหมอ

1


ไม่ใช่หน้ากากนักร้อง แต่เป็นหน้ากากแปปสเมียร์ ไอเดียอบต.สระแก้ว ให้คนไข้กล้ามาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม ที่ รพ.สต.หนองกรด เมื่อคนไข้ไม่เห็นหน้าหมอ หมอไม่เห็นหน้าคนไข้ ลดการเขินอายเชื่อคนจะมาตรวจมากขึ้น…

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้ว อ.เมือง จ.กำแพงเพชร จัดโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านมขึ้น โดยกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับ หรือพื้นที่ อบต.สระแก้ว ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองกรด (รพ.สต.หนองกรด) โดยนายสุวรรรณ ศุภกิจเจริญ นายก อบต.สระแก้ว ประธานคณะกรรมการกองทุนฯ อบต.สระแก้ว พร้อมคณะกรรมการกองทุนฯ ร่วมจัดกิจกรรม “THE MASS Pap smear หน้ากากแปปสเมียร์” “คนไข้ไม่เห็นหน้าหมอ หมอไม่เห็นหน้าคนไข้” ที่เป็นนวัตกรรมในการสร้างความมั่นใจ ในโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม กลุ่มเป้าหมาย เป็นสตรีอายุ 30-70 ปี ในพื้นที่ตำบลสระแก้ว เพื่อไม่ให้เกิดความอายระหว่างหมอ และคนไข้ และกลุ่มเป้าหมายมีความกล้าที่จะมาตรวจคัดกรองมากขึ้น

2


นายสุวรรณ ศุภกิจเจริญ นายก อบต.สระแก้ว เปิดเผยว่า การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมที่ผ่านมา ทุกครั้งตั้งเป้าไว้ 100 ราย แต่ปรากฏว่ามาตรวจกันประมาณ 20 ราย จากการสอบถามผู้ที่ไม่มาตรวจได้ความว่า อายหมอไม่กล้าไปตรวจ ดังนั้นจึงคิดหาวิธีให้มาตรวจกันให้มากขึ้น เนื่องจากโรคดังกล่าวมีอันตราย ถ้าตรวจพบแต่แรกยังสามารถรักษาได้ ดังนั้นจึงคิดนวัตกรรม “THE MASS Papsmear หน้ากากเปปสเมียร์” “คนไข้ไม่เห็นหน้าหมอ หมอไม่เห็นหน้าคนไข้” ขึ้น เมื่อใส่หน้ากากแล้วต่างฝ่ายต่างไม่เห็นหน้ากัน เห็นแต่ลูกตาเท่านั้น ทำให้ผู้ที่มาตรวจคัดกรองเกิดความมั่นใจขึ้น จำนวนผู้มาตรวจคัดกรองก็มากขึ้นด้วย โดยหน้ากากดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนหลักประกันสุขภาพ อบต.สระแก้ว ซึ่งน่าจะเป็นแห่งแรกของประเทศและก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี.

ขอขอบคุณ ไทยรัฐออนไลน์

goo.gl/RtCEUv

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“ต้นตะโก” พรรณไม้หลักประดับพระเมรุมาศ สัญลักษณ์แทนความพอเพียง

1

มาทำความรู้จัก “ต้นตะโก” หนึ่งในพันธุ์ไม้มงคลที่ถูกนำมาประดับพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

หลังจากที่ได้มีการเปิดเผยรายชื่อพรรณไม้ที่สวนนงนุชพัทยาจะเลือกนำมาใช้ประดับพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเน้นใช้ต้นตะโกเป็นหลักแล้ว [อ่าน : เปิดภาพล่าสุด การสร้างพระเมรุมาศ ร.9-เตรียมพรรณไม้กว่า 2 แสนต้นประดับ]

กระปุกดอทคอมเลยจะพาทุกคนมาทำความรู้จักอย่างลึกซึ้งกับต้นตะโก ต้นไม้หน้าตาธรรมดา ๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความหมายแฝงอันทรงคุณค่า รวมไปถึงวิธีการปลูกและสรรพคุณที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายจากต้นไม้ต้นนี้กันค่ะ

2

1. ความสำคัญ

ต้นตะโก เป็นต้ไม้มงคลพันธุ์ไทยแท้ สามารถเจริญเติบโตได้เองตามธรรมชาติ ด้วยคุณสมบัติที่สามารถทนทานได้ทุกสภาพอากาศ จึงทำให้ต้นตะโกถูกยกขึ้นมาเป็นพรรณไม้หลักที่ใช้ประดับพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเสริมให้พระเมรุมาศสง่างามมากที่สุดและสื่อถึงแนวคิดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สมบัติอันล้ำค่าที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานไว้ให้กับคนไทย

2. ลักษณะ

พรรณไม้ทรงคุณค่าชนิดนี้มีชื่อเรียกทั่วไปว่า “ต้นตะโก” มีชื่อท้องถิ่นก็มีหลากหลาย ได้แก่ ตะโกนา นมงัว มะโก มะถ่านไฟผี โก ตองโก และพญาช้างดำ ส่วนชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า Ebony และชื่อวิทยาศาสตร์ Diospyros rhodocalyx Kurz

ต้นตะโกเป็นไม้ต้นยืนเนื้อเหนียวขนาดกลาง ต้นมีลักษณะเป็นทรงพุ่ม ขึ้นตามป่าเขาทั่วไป สูงสุดได้ถึง 15 เมตร ลำต้นเป็นสีดำมีเปลือกหนา ออกใบเดี่ยวสีเขียวเรียงสลับกัน ลักษณะใบคล้ายรูปไข่ ปลายใบแหลมโค้งเว้า ขอบใบเรียบ และกว้างประมาณ 7 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อตามก้านใบ มีผลกลมติดขนน้ำตาลแดงด้านในมียางมาก รสชาติจะออกฝาด

3

3. วิธีปลูกและการดูแลรักษา

การขยายพันธุ์ต้นตะโกสามารถทำได้หลายวิธี อย่างเช่น เพาะเมล็ด ปักชำ และตอนกิ่ง ซึ่งการเพาะเมล็ดอาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อย แต่เป็นวิธีที่สามารถควบคุมคุณภาพของต้นได้ดี โดยการนำเมล็ดตะโมมาปลูกในกระถางเพาะกล้าที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เมื่อกล้าเจริญเติบโตแข็งแรงดีแล้วให้นำมาปลูกลงในหลุมดินร่วนที่ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ย หลุมต้องมีขนาด 50×50x50 เซนติเมตร ดูแลรดน้ำปานกลางให้ดินชื้นแต่อย่าแฉะ เป็นไม้กลางแจ้งที่ต้องการแสงปานกลางถึงจัด หมั่นบำรุงด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักปีละ 4-6 ครั้ง

4. ประโยชน์และสรรพคุณ

เนื่องจากเป็นไม้ที่ทนทุกสภาพอากาศ ปลูกง่าย เลี้ยงง่าย และโตไว คนโบราณจึงนิยมนำมาปลูกประดับไว้ในรั้ว ในวัง และวัดสำคัญหลายแห่ง ทั้งนี้ตะโกยังเป็นไม้เนื้อเหนียวที่นักเล่นบอนไซชื่นชอบ นิยมนำมาดัดเพื่อเลี้ยงเป็นไม้บอนไซให้ความสวยงาม มีสรรพคุณเป็นสมุนไพรช่วยทำให้เจริญอาหาร ใช้เป็นยาแก้กษัย แก้อาการคลื่นไส้ แก้ไข้ แก้พิษผิดสำแดง ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ และอื่น ๆ อีกมามาย แถมเป็นไม้มงคลเหมาะแก่กการนำมาปลูกไว้ทางทิศใต้ ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและความอดทนอดกลั้นให้กับคนในบ้าน

แม้จะเป็นเพียงต้นไม้ธรรมดา ๆ แต่ด้วยคุณค่าและคุณสมบัติที่ดี จึงทำให้ตะโกกลายเป็นสัญลักษณ์แทนความพอเพียงที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย หากใครกำลังมองหาไม้ประดับมามาจัดสวน ก็ลองนำต้นตะโก ต้นไม้ธรรมดา ๆ ที่มาพร้อมความหมายดี ๆ ไปปลูกกันนะคะ

ขอขอบคุณ Kapook ,medthai, Kasetkawna , Gotoknow

goo.gl/SdRDr6

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ผักอะไรปลูกเองได้? รวม 5 ผักปลูกในคอนโด แป๊บเดียวได้กิน

1

แหม่…คนเมืองหลวงเมืองกรุงอย่างเรา ต้นทุนในชีวิตก็สูงเสียจริง ค่าคอนโดฯ ค่าที่พัก ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่าโทรศัพท์ ค่าอาหาร ไหนจะเสื้อผ้า หน้าผม และค่าเข้าสังคมอีก โอ๊ย…สารพัดจะค่า รวมๆ โฮมมี่ เรียกมันว่า “ค่าใช้จ่าย”

วันนี้ โฮมมี่ มีวิธีประหยัดมานำเสนอ กับการปลูกผักเลี้ยงชีพตัวเอง ได้กินดีอยู่ดี ไร้ซึ่งยาฆ่าแมลง มาลองทำตามกันดู เชื่อมั้ย ไม่นานก็ได้กินผักเหล่านี้แล้ว จะเอาไปใส่มาม่า แล้วเติมเครื่องให้เจ๊โอวอายไปเลย หรือจะเอาไปต้มๆ ผัดๆ ได้หมด…ถ้าสดชื่น ไปดู!

2

1. ผักชี

ง่ายมากๆ แค่ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักชีมา 1 ซอง 10 บาทเองค่ะคุณผู้ชม จากนั้นก็จัดหาภาชนะมา จะกระบะหรือกระถางได้หมด ไม่ต้องมากมาย ใส่ดินร่วนลงไป ซื้อมาเป็นถุงๆ ตามตลาดนัดต้นไม้ หรือจะตามร้านต้นไม้นั่นแหละ ได้หมด ก่อนจะใส่บรรจุลงกระถาง และนำเมล็ดผักชี วางลงไป กดให้จมประมาณ 1 นิ้ว ไม่นานคุณได้ผักชีต้นสวยงาม ไปใส่แกงจืด หรือจะเด็ดไปจิ้มน้ำพริก ได้หมดค่ะคุณขา

3

2. ผักบุ้ง

โฮมมี่ชอบมากๆ กับการปลูกผักบุ้งแบบไม่ต้องคิดหวังอะไรมากมาย ขึ้นมาฉันก็กินคุณ ไม่ขึ้นก็ปลูกใหม่ ไม่มีอะไรยากเย็น แค่นำต้นผักบุ้งที่ซื้อมา แล้วเราตัดรากมันทิ้ง เอาส่วนรากนั้นแหละ มาปักใส่ในกระถางใบเล็ก วางไว้ในห้องน้ำ เพราะเจ้าผักบุ้งนี้ นางชอบความชุ่มชื้นมากมาย แต่เช้าเย็นก็เอาออกมาโดนแดดบ้างนะ ไม่งั้น หากผักบุ้งไม่โดนแดดเลย มันจะไม่โตและจะตายลง ปล่อยเวลาผ่านไป 3-4 วัน ก็ได้กินแล้วจ้า

4

3. พริกขี้หนู

อันนี้หลายคนถามว่า จะไปหาต้นจากไหนมาปลูกละ บอกแบบนี้…ง่ายนิดเดียว เดินไปซื้อต้นพริกขี้หนู ที่ฟอร์มสวยๆ จากร้านต้นไม้เลยจ้า เล่นมันง่ายๆ แบบนี้แหละ แป๊บเดียวเดี๋ยวพริกมันก็สุกและแก่ กลายเป็นสีส้มสีแดงเถือก เก็บไปรับประทานและปรุงอาหารได้ เชื่อมั้ยคะ? โฮมมี่ซื้อมาต้นหนึ่ง กินไป 6-7 เดือนทีเดียว เพราะมันจะออกดอกและออกเม็ดใหม่ แต่ขอแค่เราเด็ดมันดีๆ นะ เพื่อให้มันได้งอกงอยมาให้เรากินอีก ไม่งั้นมันจะช้ำมือตาย เพราะต้นมันเล็กเนอะ

5

4. ต้นหอม

ไม่รู้ใครทำแแบบเรามั้ย ก็เอาหัวหอมนั่นแหละ กดจมลงดินไปให้หัวดิ่งลงกระถางใบน้อยไปโล้ด ผ่านเวลาไม่นาน ต้นหอมสีเขียวๆ ก็โผล่มาให้เราชื่นใจ แค่ตอนเลือกหัวหอม คุณเลือกหัวที่มันดีๆ สมบูรณ์หน่อยนะ ต้นหอมจะได้มีคุณภาพ อ้อ…เกือบลืม รังไข่ไก่ ใครมีละก็ นำมาแล้ววางจบเลย อย่าลืมรดน้ำนะคะ

6

5. ถั่วงอก

นำเมล็ดถั่วเขียว มาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นหาผ้ากระสอบ ผ้าขาวบาง หรือจะกระดาษทิชชูแบบแผ่นใหญ่มาวางในภาชนะ ชามใบใหญ่ (ถ้าใช้กระดาษทิชชูควรใช้ 3 แผ่น) ก่อนจะนำถั่วเขียววางเกลี่ยให้ทั่ว แล้วนำผ้ากระสอบ ผ้าขาวบาง หรือกระดาษทิชชู มาวางทับถั่วเขียวอีกทีหนึ่ง จากนั้นรดให้ชุ่ม แต่อย่าให้น้ำขังนะ เก็บในที่มิดชิด 3 วันได้กินถั่วงอกไร้สารพิษค่ะคุณๆ จะนำไปผัด ไปกินกับขนมจีน หรือจะไปขายข้างบ้าน เพื่อนที่ทำงานก็ได้นะจ๊ะ แหม่…ของดี ลองทำกันดูค่ะ

ขอขอบคุณ ไทยรัฐออนไลน์

goo.gl/jqcXxf

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“ไข่ดิบ” มีประโยชน์ หรือให้โทษต่อร่างกายกันแน่?

1

มีเพื่อนที่เป็นคนออกกำลังกายหนักๆ หรือผู้ชายที่กำลังเพาะกล้ามกันไหมคะ พวกเขาเหล่านี้จะบริโภคโปรตีนมากกว่าคนอื่น เพราะเชื่อว่าโปรตีนจะช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ทั้อกไก่ ไข่ต้ม และเนื้อไม่ติดมัน

แต่บางก็ทานไข่ดิบเป็นฟองๆ ซึ่งนอกจากจะมีความเชื่อเรื่องเพาะกล้ามได้ดีขึ้นแล้ว ยังมีความเชื่อว่าจะช่วยโด๊ปให้ร่างกายแข็งแรง เสริมสมรรถภาพทางเพศ

จริงๆ แล้ว ไข่ดิบมีประโยชน์หรือไม่ หรือขะมีโทษอะไรต่อร่างกายหรือเปล่า มาหาคำตอบกันค่ะ

ประโยชน์ของไข่ไก่

ไข่ไก่ เป็นอาหารที่มีโปรตีน และไขมันที่ให้พลังงานและความร้อนราวๆ 70-90 กิโลแคลอรี่ ไข่ไก่ 1 ฟองให้พลังงานเท่ากับการดื่มนม 30 ซีซี หรือเนื้อสัตว์ 42 กรัม

แต่การจะทานไข่ไก่ให้ได้ประโยชน์ ควรต้องทำให้ไข่สุกเสียก่อน เพราะการทานไข่ดิบๆ นอกจากจะไม่ได้คุณค่าทางอาหารอย่างที่ต้องการแล้ว ยังก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายหลายประการอีกด้วย

ไข่ดิบ ให้โทษ?

ไข่ดิบมีความลื่นสูงมาก ทำให้ไข่ดิบไหลผ่านลำไส้เล็กไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ลำไส้เล็กดูดซึมไม่ทัน อีกทั้งเมือกของไข่ขาว ยังเข้าไปขัดขวางการทำงานของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารอีกด้วย

นอกจากนี้ ในไข่ดิบยังมีสารที่มีชื่อว่า สารอะวิดิน ที่อาจส่งผลทำให้ร่างกายขาดไบโอติน เพราะสารอะวิดินในไข่ดิบ จะไปจับกับสารไบโอติน ซึ่งเป็นวิตามินชนิดหนึ่งของร่างกาย ส่งผลทำให้ร่างกายขาดวิตามินชนิดนี้ จนอาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพ

ดังนั้น การรับประทานไข่ดิบ จึงทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน และอาจทำให้เรารับเชื้อโรคเข้าไปอีกด้วย ดังนั้นการรับประทานไข่ดาว จึงควรทำให้ไข่สุกทั้งสองด้าน หรือสุกทั้งไข่แดง และไข่ขาว เพื่อช่วยกำจัดเชื้อโรคทิ้งไป โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก และคนชรา ควรรับประทานไข่ที่สุกแล้วเท่านั้น

หากใครที่ชอบทานเมนูไข่ โปรดทราบเพิ่มเติมเอาไว้ด้วยว่า เราควรทานไข่คู่กับผัก เพราะไฟเบอร์ หรือใยอาหารที่อยู่ในผัก จะช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลในไข่ได้ส่วนหนึ่ง และคนที่มีไขมันในร่างกายสูง ควรรับประทานแต่ไข่ต้ม หรือไข่ตุ๋น แทนไข่เจียว ไข่ดาวที่ทอดในน้ำมันพืช เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากไข่ได้สูงสุด

ขอขอบคุณ Sanook

goo.gl/32IV6W

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ไอเดียสุดเจ๋ง จาก “ขวดพลาสติก”

0000000000000000000000000000000000

ขอขอบคุณ คลิปจาก Thaitrick

https://www.youtube.com/channel/UCobJuNZM0teTrd2YLnDUTzA/videos


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ระวัง..!! ซื้อทอง สอดไส้ผงเหล็ก ได้น้ำหนักทองไม่เต็ม (ชมคลิป)

ระวัง..!! ซื้อทอง สอดไส้ผงเหล็ก ได้น้ำหนักทองไม่เต็ม

ชมคลิป

https://www.facebook.com/clipsak/videos/1669729726656516/

2

ชมคลิป

https://www.facebook.com/clipsak/videos/1669729783323177/

3

ชมคลิป

https://www.facebook.com/clipsak/videos/1669729943323161/

4

ขอขอบคุณ เพจ  คลิปเด็ด คลิปดัง เฟสบุ๊ค

https://www.facebook.com/pg/clipsak/photos/?tab=album&album_id=1669729479989874

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment