25 รหัสผ่านยอดนิยมประจำปี 2016 ใครใช้อยู่ควรรีบเปลี่ยน

1

เผย 25 อันดับรหัสผ่านยอดนิยมประจำปี 2016 รหัสผ่านที่เสี่ยงโดนแฮกมากที่สุด ใครใช้อยู่ควรรีบเปลี่ยน

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2560 Keeper Security ได้เปิดเผย 25 อันดับที่มีคนใช้มากที่สุดในปี 2016 โดยอ้างอิงจาก 10 ล้านรหัสผ่านที่หลุดออกมา ซึ่งพบว่ามีผู้ใช้ถึง 17% ที่ใช้รหัสผ่านยอดฮิตอันดับ 1 อย่าง “123456″ ส่วนบางรหัสผ่านที่เดายากแต่กลับติดอันดับอย่าง “18atcskd2w” นั้นเนื่องมาจากเป็นรผัสผ่านที่ถูกสร้างขึ้นโดยบอทเพื่อโพสต์สแปมตามเว็บไซต์ต่าง ๆ สำหรับรหัสผ่านที่ติดอันดับทั้ง 25 อันดับมีดังนี้

1. 123456

2. 123456789

3. qwerty

4. 12345678

5. 111111

6. 1234567890

7. 1234567

8. password

9. 123123

10. 987654321

11. qwertyuiop

12. mynoob

13. 123321

14. 666666

15. 18atcskd2w

16. 7777777

17. 1q2w3e4r

18. 654321

19. 555555

20. 3rjs1la7qe

21. google

22. 1q2w3e4r5t

23. 123qwe

24. zxcvbnm

25. 1q2w3e

สรุปโดยรวมแล้วถือว่าอันดับไม่ค่อยต่างจากปีก่อน ๆ ที่ผ่านมาสักเท่าไร สำหรับใครที่ใช้รหัสผ่านเหล่านี้อยู่ก็ควรรีบเปลี่ยนรหัสผ่านโดยด่วน

ภาพจาก keepersecurity

ขอขอบคุณ Kapook

goo.gl/6mXazS

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

1ใน3 คนไทยเชื่อผิดๆคนท้อง ออกกำลังกายไม่ได้ เผยการออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์ช่วยแม่และลูกแข็งแรง

1

เผยผลสำรวจความเชื่อคนไทย พบว่าร้อยละ 31 ยังเชื่อแบบผิดๆว่าออกกำลังกายตอนตั้งครรภ์ไม่ได้ เผยการออกกำลังกาย ขณะตั้งครรภ์จะมีผลดี ช่วยให้สุขภาพแม่และลูกแข็งแรง คลอดง่าย และน้ำหนักลูกปกติ นอกจากนี้ยังช่วยให้สุขภาพจิตแม่ดีขึ้นด้วย

นายแพทย์ภัทรพล จึงสมเจตไพศาล รองโฆษกกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง เหลือ 679,502 คน ในปี 2558 จากเดิม 780,975 คน ในปี 2555 กรม สบส.จึงร่วมกับ อสม.ทั่วประเทศ รณรงค์ให้หญิงตั้งครรภ์ฝากครรภ์ให้ครบถ้วนตามเกณฑ์มาตรฐาน ตั้งแต่อายุครรภ์ก่อน 12 สัปดาห์ และเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว อย่างน้อย 6 เดือน อย่างไรก็ดี หญิงตั้งครรภ์ ควรมีกิจกรรมทางกาย หรือการออกกำลังกาย ให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ร่างกายพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์และคลอดด้วย

นายแพทย์ภัทรพล กล่าวว่า กรมสบส.ได้สำรวจความเชื่อของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปทั้ง 4 ภาค รวมทั้งเขตกทม.และปริมณฑล ในเดือนตุลาคม 2559 รวมกลุ่มตัวอย่าง 501 คน ผลปรากฏว่า บางส่วนยังเข้าใจเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง  โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 31 มีความเชื่อว่าขณะตั้งครรภ์ไม่สามารถออกกำลังกายได้ โดยกลุ่มอายุ 15-20 ปีเชื่อไม่ถูกต้องมากที่สุด ร้อยละ 46 และภาคกลางมีความเชื่อไม่ถูกต้องสูงที่สุด ร้อยละ 54 รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กทม.และปริมณฑล และภาคเหนือ ส่วนภาคใต้เชื่อไม่ถูกต้องต่ำที่สุด ร้อยละ 17

นายแพทย์ภัทรพล กล่าวต่อว่า  การออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์ จะมีผลดีทั้งแม่และเด็กในครรภ์ เนื่องจากระหว่างตั้งครรภ์ร่างกายและระบบต่างๆจะมีการเปลี่ยนแปลงมาก  การออกกำลังกายจะช่วยลดอาการไม่สบายต่างๆที่เกิดจากการตั้งครรภ์ เช่น อาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ กล้ามเนื้อเป็นตะคริว ลดอาการปวดหลัง ท้องผูก ท้องอืด อีกทั้งยังทำให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดท่างานได้ดีขึ้น   ท่าให้ทารกได้รับสารอาหารจากแม่มากขึ้น นอนหลับได้ดี กล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการคลอดแข็งแรงขึ้น ท่าให้คลอดได้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์ ทำให้ทารกมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม และลดอาการปวดในแม่ได้

ด้าน นายแพทย์กิตติ ลาภสมบัติศิริ ผู้อำนวยการกองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กล่าวว่า หญิงตั้งครรภ์สามารถมีกิจกรรมทางกายได้เหมือนคนปกติทั่วไป โดยไม่มีอันตรายใดๆ ทั้งในการทำงาน เช่น การเดินขึ้นลงบันได การทำเกษตรกรรม การทำงานในโรงงาน หรือในการเดินทาง เช่น เดิน หรือปั่นจักรยาน ไปสถานที่ต่างๆ หรือการออกกำลังกายในเวลาว่าง เช่น การว่ายน้ำ หรือการทำโยคะ ยิ่งเป็นแม่ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอก่อนตั้งครรภ์ สามารถทำต่อเนื่องขณะตั้งครรภ์ได้เลย ทั้งนี้ควรมีกิจกรรมทางกาย อย่างน้อย วันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ โดยค่อยๆเริ่มเพิ่มระดับความหนัก และระยะเวลา ซึ่งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ลูกแข็งแรง แม่ปลอดภัย

ประโยชน์ของการออกกำลังกายของคนท้อง

1.การออกกำลังกายที่ไม่หักโหมมากนักจะทำให้คุณแม่รู้สึกปลอดโปร่ง สดชื่นสบายตัว มีท่าทางกระฉับกระเฉง เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ช่วยลดอาการปวดเมื่อยที่หลัง และลดอาการเป็นตะคริวได้

2.ช่วยให้คุณแม่นอนหลับสบายและผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงาน รวมถึงความวิตกกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการคลอด

3.คุณแม่จะมีเรี่ยวแรงและพลังในการใช้ชีวิตในแต่ละวันเพิ่มขึ้น เพราะการออกกำลังกายจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดี รวมทั้งทำให้กล้ามเนื้อบริเวณเชิงกรานแข็งแรงยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มพลังและความอดทนเมื่อต้องเจ็บครรภ์เป็นเวลานานและตอนเบ่งคลอด

4.การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น การขับถ่ายเป็นปกติ ท้องไม่ผูกหรือมีอาการท้องผูกลดน้อยลง

5.การออกกำลังช่วยให้ร่างกายสามารถเผาผลาญอาหารส่วนเกิน ไขมันจึงไม่สะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมากนัก จึงช่วยควบคุมน้ำหนักของคุณแม่มิให้เพิ่มมากขึ้นจนเกินไป และทำให้คุณแม่สามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้นโดยไม่อ้วน แต่ได้ประโยชน์กับลูกน้อย

6.คุณแม่ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในระหว่างการตั้งครรภ์จะส่งผลดีต่อลูกน้อยอย่างมาก เพราะในขณะที่ออกกำลังกาย ระบบการไหลเวียนของเลือดจะดีขึ้น การถ่ายเทออกซิเจนไปสู่ลูกจึงดีขึ้น ทำให้เจ้าตัวน้อยในท้องเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่และแข็งแรง ในช่วงต้นของการออกกำลังกาย ฮอร์โมนอะดรีนาลินที่หลั่งออกมาจะผ่านไปยังมดลูกในท้อง ทำให้เจ้าตัวน้อยรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเหมือนได้ออกกำลังกายไปพร้อม ๆ คุณแม่ ส่วนสารแห่งความสุข (Endorphin) ที่ได้รับจากการออกกำลังกายจะทำให้คุณแม่มีความสุขอยู่นานกว่า 8 ชั่วโมง ลูกจึงมีความสุขไปพร้อมกับแม่ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ลูกน้อยยังสามารถทนต่อสภาพความเครียดที่เกิดขึ้นในระหว่างที่อยู่ในครรภ์และในระหว่างการคลอดได้ดี ไขมันจะสะสมที่ตัวลูกไม่มาก แม้น้ำหนักแรกคลอดของลูกอาจน้อยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับผิดปกติ แต่จะส่งผลดีในระยะยาว คือ ช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะเด็กอ้วนในระยะ 5 ขวบแรกได้ ซึ่งผลดีนี้อาจจะมีไปถึงช่วงที่โตเป็นผู้ใหญ่ด้วย

7.คุณแม่สามารถปรับตัวได้ดียิ่งขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระหว่างการตั้งครรภ์

8. คุณแม่จะมีความพร้อมในการคลอดมากขึ้น ถ้ามีการบริหารร่างกายตลอดเวลาการตั้งครรภ์

9.คุณแม่ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมักจะคลอดบุตรง่าย เพราะจากการศึกษาพบว่า คุณแม่ที่เป็นนักกีฬาจะคลอดบุตรได้ง่ายและสะดวกมากกว่าคุณแม่ทั่วไปที่ไม่ได้ออกกำลังกาย

10.    หลังคลอดร่างกายของคุณแม่จะฟื้นตัวกลับคืนสู่สภาพปกติได้เร็ว ยิ่งถ้าคุณแม่สามารถบริหารร่างกายหลังคลอดด้วยแล้วรูปร่างก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้เร็วยิ่งขึ้น

การออกกำลังกายประเภทไหนที่ปลอดภัยในช่วงตั้งครรภ์

1.โยคะ –เน้นที่การยืดกล้ามเนื้อเพื่อผ่อนคลายและการฝึกหายใจ ควรเลี่ยงท่าที่อันตราย

2.การเดินและวิ่งเหยาะๆ

3.การว่ายน้ำ

4.การออกกำลังกายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ หรือการออกกำลังกายในน้ำเพื่อเตรียมคลอด (คล้ายๆกับแอโรบิกในน้ำ แต่ออกแบบมาสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์โดยเฉพาะ)

5.การเต้นรำเบาๆ

6.การขี่จักรยาน – ขณะตั้งครรภ์คุณแม่สามารถขี่จักรยานได้อย่างปลอดภัยเพียงแค่เลือกเส้นทางที่ไม่ขรุขระเกินไป และควรเลือกเบาะนั่งนุ่มๆหรือมีที่กันกระแทกแต่เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นควรขี่จักรยานออกกำลังกายแบบอยู่กับที่จะปลอดภัยกว่าเพื่อป้องกันการล้ม

ขอขอบคุณ ไทยทริบูน

goo.gl/DxuPB2

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ผลวิจัยชี้ลดเกลือ 10% ช่วยชีวิตได้นับล้านคน

1

ผลวิจัยชี้ว่าการลดกินเค็มเพียง 10% สามารถช่วยชีวิตคนได้หลายล้านคนทั่วโลก

นักวิจัยจาก สถาบันวิทยาศาสตร์และนโยบายโภชนาการ“ทัฟต์ส ฟรีดแมน” เปิดเผยงานวิจัยผ่านนิตยสารการแพทย์ “บีเอ็มเจ” ว่า ทีมงานพบว่า การสนับสนุนจากรัฐบาล นโยบายระดับชาติที่มุ่งลดการบริโภคโซเดียม 10% ภายใน 10 ปี จะเป็นโครงการที่ได้ผลอย่างดี โดยไม่นับรวมกับการดูแลสุขภาพอย่างอื่น ส่วนโครงการรณรงค์ที่นำโดยรัฐบาลอาจช่วยลดการเสียชีวิตและการพิการเนื่องจากบริโภคเค็มจนหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดโดยใช้ต้นเพียง 10 เซนต์ต่อคนต่อปี

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ผู้ใหญ่ส่วนมากบริโภคเกลือเกินวันละ 2 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณจำกัดสำหรับผู้ใหญ่ เป็นผลให้ใน 1 ปี จะมีคนเสียชีวิต 1.65 ล้านคน จากโรคหัวใจ

งานวิจัยชี้ว่านโยบายระดับชาติที่มุ่งลดการบริโภคเกลือสามารถลดจำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิต และโรคหัวใจ ที่เกิดจากการบริโภค แต่ยังไม่เพียงไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่มีการใช้งบประมาณเพื่อการรณรงค์ จากการสำรวจ 183 ประเทศ โดยแบ่งทั้งอายุ และเพศ ในแต่ละประเทศ ในการประเมินทั้งค่าใช้จ่ายและผลกระทบด้านสุขภาพ

ขอขอบคุณ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

goo.gl/7SZweO

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เตือนให้รู้ไว้ครับ ! ใครชอบนอนกระตุก คล้ายตกเหว เสี่ยงตายได้นะครับ เพราะสะเหตุแบบนี้…

1เวลาเรากำลังนอนหลับพักผ่อน เคยรู้สึกตัวหรือไม่ว่า ตอนเรานอนนั้นร่างกายของเราเกิดการกระตุก เช่น ขากระตุก แขนกระตุก บางครั้งเราก็รู้ตัว บางครั้งก็ไม่รู้ตัว

โดยอาการนี้เรียกว่า hypnic jeks หรือ คือ อาการกระตุกขณะนอนหลับ อาการกระตุกขณะนอนหลับนั้นเกิดจาก การทำงานของกล้ามเนื้อเป็นระยะขณะนอนหลับ มีระดับความรุนแรงต่างกัน

โดยบางคนแค่กระดิกเท้า หรือบางคนรุนแรงถีบผ้าห่มก็มี ส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัว หรือรู้สึกตัวเพียงเล็กน้อยแล้วหลับต่อ หรือหากกระตุกบ่อยครั้งต่อคืน อาจทำให้เกิดการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอได้

ซึ่งอวัยวะที่เกิดอาการกระตุกบ่อยๆ ได้แก่ ขา จึงมีชื่อเรียกเฉพาะทางว่า โรคภาวะขากระตุกขณะนอนหลับส่วนใหญ่สันนิษฐานว่าอาการนี้เกิดจากความเครียดก่อนจะนอนหลับ หรือเกิดจากโรคบางชนิด เช่น โรคเส้นเลือดในสมองตีบ โรคไต โรคเบาหวาน

และยังสันนิษฐานอีกว่าเกิดจากปฏิกิริยาที่สับสนของสมอง ระบบการทำงานของร่างกายปรับตัวน้อยลงในขณะนอนหลับ กล้ามเนื้อต่างๆในร่างกายก็ปรับตัวช้าลงเช่นกัน

เมื่อสมองสับสน เพราะกล้ามเนื้อคลายตัวพร้อมกัน ทำให้รู้สึกเหมือนตกจากที่สูง สมองจึงตอบสนองให้กล้ามเนื้อเกร็งกระตุกอย่างรวดเร็ว

ยังมีโรคที่คล้ายกันกับอาการกระตุกขณะนอนหลับคือ อาการขาอยู่ไม่สึก จะรู้สึกเหมือนอะไรคลานอยู่ที่ขา ทำให้ต้องขยับขาอยู่บ่อยๆ มักเป็นในเวลาเข้านอน

อาการกระตุกขณะนอนหลับไม่ใช่สิ่งที่ร้ายแรง และพบได้ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ต้องกังวล เพียงแค่สังเกตตัวเองว่ามีอาการกระตุกรุนแรงหรือไม่

หากรุนแรงสามารถพบแพทย์เพื่อขอยามาทาน เพื่อให้การนอนพักผ่อนมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป

ขอขอบคุณ www.naarn.com

http://www.naarn.com/12353/

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

‘เต้าหู้’อาหารสุขภาพ ข้ามศตวรรษ ข้ามทวีป! ที่มีงานวิจัยรองรับ

1

นานกว่าสามพันปีที่มีหลักฐานว่าคนจีนรู้จักการปลูกถั่วเหลือง และใช้ถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ ประมาณ 200 ปีก่อนคริสต์กาลที่คนจีนรู้จักการกินเต้าหู้ ต่อมาคนญี่ปุ่นได้รับเอาวัฒนธรรมการกินถั่วเหลืองและการทำเต้าหู้

ประมาณกลางศตวรรษที่ 18 ถั่วเหลืองได้แพร่เข้าไปในยุโรป และได้แพร่เข้าไปในอเมริกามาไม่นานคือในช่วงที่มีการอพยพของชาวจีนในปี ค.ศ.1880 จากนั้นถั่วเหลืองได้กลายมาเป็นพืชเศรษฐกิจของอเมริกา อย่างรวดเร็วเพื่อเป็นอาหารในการปศุสัตว์ และส่งเป็นสินค้าออกไปสู่เอเชีย ปัจจุบันอเมริกาผลิตถั่วเหลือง 49% ของทั่วโลก

ประมาณเมื่อปี ค.ศ.1960 เต้าหู้ได้เข้าไปแพร่หลายในอเมริกาในร้านภัตตาคารจีนและประกอบเป็นอาหารตามบ้านของคนเอเชีย-อเมริกัน หลังจากนั้นเต้าหู้กลายเป็นอาหารสุขภาพยอดนิยมของคนอเมริกัน มีการศึกษาพบว่าในเต้าหู้มีสารที่มีประโยชน์กับสุขภาพชื่อ isoflavone

สารนี้จัดว่าเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนจากพืช แต่มีฤทธิ์อ่อนกว่าออร์โมนเอสโตรเจนโดยทั่วไปมาก จึงทำให้ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็งเต้านม

ปัจจุบันเป็นที่รู้กันดีว่าสาร isoflavone จากถั่วเหลืองมีสารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย อาทิ

การควบคุมคอเลสเตอรอล เป็นที่ทราบกันดีว่าเทื่อเปรียบเทียบกับคนเอเชีย คนอเมริกันเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่ามาก เนื่องจากคนเอเชียใช้แรงงานมากกว่า รับประทานอาหารที่มีไขมันน้อยกว่า และยังมีชีวิตชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนั้น คนเอเชียยังนิยมรับประทานเต้าหู้ ซึ่งมีการศึกษาวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าสารในเต้าหู้มีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น ในปี ค.ศ.1999 คณะกรรมการอาหารและยา (เอฟดีเอ, FDA)ของอเมริกาได้ยินยอมให้อาหารที่มีโปรตีนของถั่วเหลืองอย่างน้อย 6.25 กรัม สามารถอ้างสรรพคุณบนฉลากได้ว่าอาหารนั้นมีสรรพคุณลดคอเลสเตอรอลและป้องกันโรคหัวใจ

ป้องกันกระดูกพรุน

โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะรับประทานยาฮอร์โมนเอสโตรเจนเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้ทำการวิจัยพบว่าสตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีการรับประทานอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองสูงมีปัญหาเรื่องกระดูกพรุนน้อยกว่าสตรีวัยหมดประจำเดือนที่รับประทานอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองน้อย และยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่ยืนยันว่าการรับประทานอาหารอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกแม้แต่ในวัยทำงานทั่วๆ ไป

ป้องกันอาการผิดปกติจากวัยหมดประจำเดือน

ประมาณร้อยละ 85 ของสตรีอเมริกันวัยหมดประจำเดือนจะมีอาการร้อนวูบวาบ ในขณะที่อาการนี้จะเกิดกับสตรีวัยหมดประจำเดือนของคนเอเชียเพียงร้อยละ 25 แม้ว่าอาการเหล่านี้จะสามารถใช้ยาฮอร์โมนเอสโตรเจนในการรักษาได้ แต่ยาดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม ดังนั้น จึงมีสตรีอเมริกันจำนวนน้อยที่ใช้ยาตัวนี้ ปัญหาที่ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้สตรีอเมริกันมีการอาการผิดปกติจากวัยหมดประจำเดือนมากกว่าสตรีชาวเอเชีย มีการทดลองให้สตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีอาการร้อนวูบวาบตามตัวรับประทานอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองพบว่าสามารถลดอาการผิดปกติ เช่น อาการร้อนวูบวาบตามตัว เหงื่ออกเวลากลางคืน

มะเร็งเต้านม

มีรายงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าเมื่อเปรียบเทียบผู้หญิงเอเชียกับผู้หญิงอเมริกัน พบว่าผู้หญิงเอเชียมีอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งเต้านมน้อยกว่า ซึ่งอาจเนื่องจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ และอาหารที่สำคัญคือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง โดยปกติแล้วฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งเต้านม จากการไปกระตุ้นการเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม แต่การที่ถั่วเหลืองมีฮอร์โมนเอสโตรเจนอ่อนๆ จึงไปแย่งจับกับรีเซพเตอร์ของฮอร์โมนเอสโตรเจนจึงยับยั้งการกระตุ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจน ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองจึงสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมได้ มีงานวิจัยมากมายในการสนับสนุนแนวคิดนี้ นอกจากนี้แล้วผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองยังสามารถยับยั้งมะเร็งต่อมลูกหมากได้เช่นเดียวกัน

ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองยังมีอีกมากมายตั้งแต่การยับยั้งมะเร็งบางชนิด การกำจัดพิษโลหะหนัก ดังนั้น เราคนเอเชียแท้ๆ เกิดมากับเต้าหู้ กินเต้าทอด น้ำเต้าหู้ เต้าหู้ผัด เต้าหู้ต้มจืด ฟองเต้าหู้ผัดหน่อไม้จีน ใครจะรู้เรื่องเต้าหู้ดีไปกว่าเรา

ขอขอบคุณ มติชนสุดสัปดาห์

goo.gl/2bkKYl

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นักข่าวสมัครเล่น เจ้ากรมข่าวลือจงฟัง…กดไลค์ กดแชร์…ไม่ดูให้ดีระวัง…คุก!

คุก

เพื่อเร่งสร้างความรู้แก่ ประชาชน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจึงได้ดำเนินการจัดกิจกรรม โพสต์ต้องคิด…คลิกเสี่ยงคุก! รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี ในฐานะผู้รับผิดชอบและดูแลการกระทำความผิดเกี่ยวเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ ลุยเข้มขจัดการกระทำผิดกฎหมายบนโลกออนไลน์ หลังจำนวนผู้กระทำผิดเพิ่มขึ้น ย้ำชัดหมดเวลาอ้างว่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จากนี้หากทำผิด จับแน่ ปรับแน่ คุกแน่ๆ
โซเชียล
ภายใต้ โครงการออนไลน์ใสสะอาด เรารักในหลวง เพื่อรณรงค์ให้ความรู้ใน 2 ประเด็นคือ
1. ให้ประชาชนเข้าใจกฎหมายในการใช้สื่อออนไลน์อย่างปลอดภัยและ
2. เพื่อให้ประชาชนรู้ทันกลอุบายต่างๆเพื่อสามารถป้องกันตนเองและไม่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต่อไป
โดย หลังจากนี้เป็นต้นไป จะดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวอย่างจริงจัง หมดเวลาจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย ดังนั้นประชาชนต้องรู้กฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายหมิ่นประมาทซึ่งมีประชาชนเข้ามาแจ้งความเพื่อดำเนินคดีเป็น จำนวนมากในแต่ละวันประชาชนต้องหันมาสนใจกฎหมาย และ พรบ.คอมพิวเตอร์อย่างจริงจัง เนื่องจากการกระทำผิดด้วยการ กดไลค์ คอมเม้นท์ แชร์ โพสต์ เพียงครั้งเดียว ก็สามารถทำให้ท่านติดคุกได้ ต่างจากในอดีตซึ่งประชาชนต้องทำความผิดอาญาร้ายแรงถึงจะติดคุก
สำหรับ ข้อมูล 10 พฤติกรรมเสี่ยงคุก ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ รวบรวมไว้ให้ประชาชนมีดังนี้

1.Upload รูปลามกอนาจารทั้งหลายทั้งปวงในสากลโลก ไม่ว่าจะรูปตัวเองหรือรูปคนอื่น/ คุกเน้นๆได้ถึงห้าปี หรือปรับได้ถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2.ตั้ง ตัวเป็นเจ้ากรมข่าวลือ ที่ชอบปล่อยข่าวให้บ้านเมืองเกิดความชุลมุนวุ่นวาย/ มีโอกาสได้ไปนอนคิดทบทวนพฤติกรรมตัวเองอย่างเงียบๆในคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3.พวกที่ชอบใช้วิทยายุทธ เฉพาะตัว ตัดต่อภาพคนโน้นคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งภาพวีดีโอ แล้วนำมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ทำให้เจ้าของภาพเสียหาย อับอาย / ถูกฟ้องขึ้นมาอาจต้องไปสงบสติอารมณ์ในคุกได้ถึงสามปี หรือเจอปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
4.แอบ Save ขโมยข้อมูลของคนอื่น แล้วเอาไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวเอง เพื่อการหากำไร เพื่อนำไปใช้กลั่นแกล้ง/ ถ้าถูกจับได้มีหวังถูกดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ รวมทั้งตามกฎหมายลิขสิทธิ์ และพรบ. คอมพิวเตอร์แน่นอน
5.พวก ชอบใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น กุเรื่องต่างๆนานา ให้คนอื่นเสียหาย อับอาย ขายหน้า / อาจต้องไปนั่งสลดในคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับได้ถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
6.มีความอยากรู้อยากเห็นสูง เรื่องชาวบ้านคืองานของเรา ชอบแอบเอา ID หรือ Password ผู้อื่นไปแอบดูข้อมูลต่างๆนานาของบุคคลอื่น / เจอฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย มีสิทธิ์เจอทั้งคุกทั้งปรับแลกกับความอยากรู้อยากเห็นกันไปเลย
7.เห็น File งานของคนอื่นไม่ได้ มักมือบอนไปลบ เพิ่มเติม หรือแก้ไขเนื้อหาใน File นั้น จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ แต่สุดท้ายเกิดความเสียหายแก่เจ้าของไฟล์นั้น / แบบนี้เจอคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแน่นอน
8.ชอบส่งอีเม ลลูกโซ่โดยไม่บอกที่มา ประเภทว่าถ้าไม่ทำตาม ไม่ส่งต่อ ชีวิตท่านจะต้องตกทุกข์ได้ยากไปชั่วกัลปาวสาน การส่งอีเมลโฆษณาขายของต่างๆนานาที่ผู้รับไม่ต้องการ สร้างความน่าเบื่อหน่าย สุดแสนรำคาญแก่ผู้ได้รับ / นอกจากจะถูกสาปแช่งจากผู้รับแล้ว ถ้าถูกจับได้ จัดไปถึงหนึ่งแสนบาท
9.ชอบ ตั้งสำนักข่าวเป็นของตัวเอง เจออะไรทั้งใน Line, Facebook , Twitter เป็นขอกดแชร์ไว้ก่อน เรื่องจริงไม่จริงไม่เคยคิดเช็ค ซึ่งถ้าเกิดดันไปส่งต่อข้อความที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่มีอะไรมาก / เจอคุกพอๆกับคนเริ่มข้อความเหล่านั้น รับโทษไปด้วยกันทั้งคนทำคนส่งต่อพร้อมๆกันไปเลย
10.การโพสต์ข้อความ ใดๆที่เป็นการหมิ่นเบื้องสูง หรือทำเว็บไซต์หมิ่นสถาบันเบื้องสูงซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชนชาวไทยให้ได้ รับความเสื่อมเสียแห่งเกียรติยศอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร /ถือเป็นความผิดร้ายแรงทั้งกฎหมายอาญา และ พรบ.คอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกสูงสุดได้ถึง สิบห้าปี

ที่มา:ohochill

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

พระพุทธรูปประจำพระชนมวารพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

0

พระพุทธรูปประจำพระชนมวารพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พุทธศักราช ๒๕๓๐

ขนาดสูงเฉพาะองค์พระ ๒๖.๓๐ เซนติเมตร สูงจากฐานถึงพระรัศมี ๓๑.๙๕ เซนติเมตร

วัสดุเงินกะไหล่ทอง

ประดิษฐานภายในหอสุลาลัยพิมาน ในหมู่พระมหามณเฑียร

พุทธลักษณะ

พระพุทธรูปประจำพระชนมวารพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระพุทธรูปประทับยืนแบบสมภังค์ แสดงปางห้ามญาติหรืออภัยมุทราด้วยพระหัตถ์ขวาเพียงเดียว ส่วนพระหัตถ์ซ้ายทอดลงข้างพระวรกาย พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะคล้ายพระพุทธรูปแบบสุโขทัย โดยมีพระพักตร์เป็นวงรี พระนลาฏค่อนข้างแคบ พระขนงโก่ง พระนาสิกดด่ง พระโอษฐ์อมยิ้ม และมีพระกรรณยาว พระเศียรประดับด้วยขมวดพระเกศาเป็นก้นหอย มีเกตุมาลาและรัศมีรูปเปลวไฟอยู่เบื้องบน องค์พระพุทธรูปมีพระอังสาใหญ่บั้นพระองค์เล็กโดยครองอุตราสงค์เรียบห่มคลุมพระอังสา ปล่อยชายอุตราสงค์ให้ห้อยตกลงมาเป็นเส้นอ่อนโค้งด้านข้างพระวรกายทั้งสองข้าง อันตรวาสกที่ทรงเรียบเช่นเดียวกับอุตราสงค์คงปรากฏขอบสองชั้นที่บั้นพระองค์และจีบทบห้อยลงมาเบื้องหน้ายาวเกือบจรดข้อพระบาท

พระพุทธรู)ประทับยืนบนปัทมาสน์ประกอบด้วยกลีบบัวหงายและกลีบบัวคว่ำมีเกสรบัวประดับ ปัทมาสน์นี้วางซ้อนอยู่เหนือฐานเขียงรูปแปดเหลี่ยมเบื้องล่าง

ประวัติ

ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ เป็นต้นมานั้น ยังมิได้มีการสร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมวารขึ้น ครั้นถึงโอกาสมหามงคลเแ,ิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ ในพุทธสักราช ๒๕๓๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการสร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ปางห้ามญาติ อันเป็นพระพุทธรูปประจำวันจันทร์ อันเป็นวันพระบรมราชสมภพ

พระพุทธรูปประจำพระชนมวารนี้ นายแก้ว หนองบัว เป็นผู้ปั้นหล่อ และเมื่อได้ทอดพระเนตรหุ่นปั้นและโปรดให้แก้ไขตามพระราชประสงค์แล้ว ได้เสด็จฯ ไปทรงเททองหล่อพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๐ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการฉลองสมโภชพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พุทธสักราช ๒๕๓๐ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อเสร็จการฉลองสมโภชแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปประจำพระชนมวารไปปริษฐานไว้กับพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาล ณ หอพระสุลาลัยพิมาน ในหมู่พระมหามณเฑียร

ข้อมูลจากหนังสือพระพุทธปฏิมาในพระบรมมหาราชวัง สำนักราชเลขาธิการ จัดพิมพ์

12345

ขอขอบคุณ เพจ Royal Archives of OHM

goo.gl/Fg27dT

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

การตั้งโต๊ะหมู่สำหรับประดิษฐานพระบรมรูปและพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช

0

การตั้งโต๊ะหมู่สำหรับประดิษฐานพระบรมรูปและพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช

อ้างอิงจากหนังสือ

แนวทางการจัดกิจกรรม

ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์

คณะกรรมการจัดงานสมโภช

กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี

จัดพิมพ์เป็นที่ระลึก

เนื่องในโอกาสสมโภช

กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี

พุทธศักราช ๒๕๒๕

1

23456

ขอขอบคุณ เพจ Royal Archives of OHM

goo.gl/oIjHNU

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

4 โรคที่ต้องระวัง เมื่อต้องเดินลุยน้ำรอการระบาย

215

น้ำท่วม หรือน้ำรอการระบายจากฝนที่ถล่มลงมาอย่างหนัก นอกจากจะทำให้ชีวิตการเดินทางลำบากแล้ว ยังนำพาสารพัดความเจ็บป่วยมาให้เราอีกต่างหาก เพราะเวลาฝนถล่มทีไร ถนนสายต่าง ๆ จะกลายเป็นคลองขนาดย่อม ๆ สกัดกั้นรถที่สัญจรผ่านไป-มาให้กลายเป็นอัมพาต ทีนี้ล่ะจะขับรถฝ่าไปก็ไม่ได้ จะเดินเข้าบ้านก็ต้องลุยน้ำท่วม เพิ่มความลำบากให้กับชีวิตทุกทิศทุกทาง นี่ยังไม่นับว่าตัวเองก็มีสิทธิ์เจ็บป่วยจากโรคหลายชนิดที่เกิดจากการลุยน้ำท่วมขังอีกนะ อย่างเช่นโรคที่เกิดจากน้ำท่วมเหล่านี้

โรคผิวหนัง

เท้าของเราต้องสัมผัสน้ำเต็ม ๆ จากการเดินลุยน้ำที่ท่วมขัง เสี่ยงต่อการเกิดโรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา ซึ่งเกิดจากการย่ำน้ำหรือแช่น้ำที่มีเชื้อโรค หรือความอับชื้นจากเสื้อผ้าเป็นเวลานาน ทำให้เท้าเปื่อย คันตามซอกนิ้วเท้า ผิวตามซอกนิ้วเท้าลอกเป็นขุยขาว ๆ หรือเปียกยุ่ย หรืออาจถึงขั้นเป็นแผล

หากมีอาการดังที่ว่ามา ให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและซับให้แห้ง และควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยก่อนว่า เป็นลักษณะอาการของน้ำกัดเท้าจริงหรือไม่ เพราะหากผู้ป่วยเข้าใจผิดว่า เป็นอาการที่เกิดจากการติดเชื้อรา และซื้อยามาทาเอง ก็จะทำให้อาการของโรคลุกลามมากขึ้น เนื่องจากยาแก้เชื้อราบางตัวมีฤทธิ์กัดลอกผิว ซึ่งจะทำให้อาการของโรคน้ำกัดเท้ามีความรุนแรงมากขึ้นด้วย

วิธีป้องกันคือ ถ้าต้องเดินย่ำน้ำให้สวมใส่รองเท้าบูท เพื่อป้องกันเท้าสัมผัสกับน้ำสกปรกโดยตรง แต่หากเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องเดินลุยน้ำจริง ๆ เมื่อถึงที่หมายแล้วให้รีบล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่แล้วเช็ดให้แห้ง หากมีบาดแผลควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผลแล้วทาด้วยยาฆ่าเชื้อ

โรคตาแดง

หากมือไปสัมผัสสิ่งสกปรกแล้วมาสัมผัสดวงตา หรือเชื้อโรคในน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตาก็ทำให้เกิดอาการตาแดงได้เช่นกัน โดยบางคนอาจมีอาการคันตามาก ต้องขยี้ตาบ่อย ๆ แต่บางคนอาจแค่เคืองตาเฉย ๆ แต่มีขี้ตามากกว่าปกติ มีลักษณะเป็นหนองและมีสะเก็ดปิดตาตอนเช้า และมองเห็นได้ไม่ชัดเจน ตามัว หรืออาจปวดตา ซึ่งถ้ามีอาการนี้ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะตาแดงเป็นโรคที่สามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้

วิธีป้องกันคือ ควรล้างมือให้สะอาด ไม่ใช้เครื่องสำอาง ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับคนอื่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาในทุกกรณี และอย่าใช้ยาหยอดตาร่วมกับคนอื่น หากเริ่มเคืองตาหรือคันตา ให้รีบปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์

บาดแผลติดเชื้อ-บาดทะยัก

เมื่อเดินในพื้นที่น้ำท่วมขังก็เสี่ยงถูกของมีคมทิ่ม ตำ ทำให้เกิดบาดแผลและติดเชื้อโรคต่าง ๆ ตามมาได้ รวมทั้งเชื้อบาดทะยัก ดังนั้นหากพบว่าตัวเองมีบาดแผลจากการถูกของมีคมตำ ให้ใช้แอลกอฮอล์เช็ดรอบบาดแผล แล้วใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น ทิงเจอร์เบตาดีน แต่ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวด-เกร็งกล้ามเนื้อ ให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจติดเชื้อบาดทะยักก็เป็นได้

โรคฉี่หนู

ฉี่หนูเป็นโรคระบาดในคนที่ติดต่อมาจากสัตว์ มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า เลปโตสไปรา (Leptospira sp.) ที่อยู่ในปัสสาวะของสัตว์ ตั้งแต่หนู วัว ควาย ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวเลยทีเดียว โดยคนจะสามารถรับเชื้อฉี่หนูนี้เข้าไปทางบาดแผล หรือผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานาน ๆ รวมถึงเยื่อเมือกอย่างตาและปาก

อาการของโรคฉี่หนู มี 2 แบบ คือแบบไม่รุนแรงจะมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา ปวดหัว ตัวร้อน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้หากรู้ตัวและรีบไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ กับกลุ่มที่มีอาการรุนแรงที่จะทำให้ตาอักเสบแดง น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ และเมื่อเชื้อเข้าไปอยู่ในสมองจะทำให้เกิดอาการเพ้อ ไม่รู้สึกตัว และยิ่งไปกว่านั้นหากติดเชื้อทั่วร่างกายจะทำให้เลือดออกในร่างกายจนเสียชีวิต

หากจะป้องกันโรคนี้ต้องหลีกเลี่ยงการเดินอยู่ในบริเวณน้ำท่วมขัง แต่หากจำเป็นต้องเดินผ่านบริเวณน้ำท่วมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ให้รีบเดิน อย่าแช่น้ำจนผิวหนังเปื่อยเพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และควรใส่รองเท้าบูททุกครั้งเมื่อเดินลุยน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผลที่เท้า และป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่บาดแผลที่เท้าหรือน่อง ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้สัตว์ที่หนีน้ำกัดได้ ส่วนในผู้ที่เริ่มมีอาการปวดหัว ตัวร้อน ให้รีบไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน อย่ารอให้อาการหนักเพราะอาจจะรักษาไม่หายและเสียชีวิต

ทั้งนี้ยังมีข้อแนะนำในการดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองให้ห่างจากโรคดังกล่าวเมื่อจำเป็นต้องเดินลุยน้ำท่วมในช่วงฝนตก

1. หลีกเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำนาน ๆ

2. หากจำเป็นต้องลุยน้ำให้สวมรองเท้าบูทกันน้ำ เพื่อป้องกันของมีคมในน้ำทิ่ม ตำ เท้า

3. เมื่อกลับถึงบ้าน ให้ล้างทำความสะอาดร่างกายด้วยการฟอกสบู่ และเช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า

4. หากใส่รองเท้าบูทยาง หลังจากใส่เดินลุยน้ำแล้วต้องเทน้ำในรองเท้าออก ล้างทำความสะอาดให้ดี ผึ่งแดดให้แห้ง ก่อนนำมาใช้ใหม่

5. หากมีบาดแผลตามผิวหนังไม่ควรสัมผัสน้ำสกปรก

6. เมื่อมีแผล ผื่นที่ผิวหนัง ให้ไปพบแพทย์ และทายาหรือรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

7. ระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าตา เพื่อป้องกันโรคตาแดง


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

รู้ไหมว่า การกินเจ มังสวิรัติ มีทั้งข้อดี ข้อเสียนะเธอ!

1

เข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจแบบนี้ หลายๆ คนอาจจะเคยกินเจหรือมังสวิรัติเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าใครไม่เคยกิน วันนี้ไทยรัฐออนไลน์ นำข้อดี ข้อเสีย และเคล็ดลับการกินเจจากกูรูมาฝากกัน…

กลับ มาพบกันอีกครั้งกับ นนท์ อัลภาชน์ หรือมิกกี้ เจ้าของเพจ Getawayhealthy ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยโอเรกอน สเตท ของสหรัฐฯ สาขาฟิตเนส แอนด์ นิวทรีชั่น และปริญญาโทจากมหาวิทยาลัย ECU Edith Cowan University สาขา Strength and Conditioning จากประเทศออสเตรเลีย พูดถึงเรื่องข้อดีข้อเสียและเคล็ดลับการกินเจ มังสวิรัติ ผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า

การกินเจโดยทั่วไปก็คล้ายกับการรับประทานมังสวิรัติ ซึ่งสามารถแบ่งออกมาได้เป็น 4 ประเภท

2

  1. Vegan – ไม่บริโภคอาหารที่มาจากผลิตผลของสัตว์เลย และรวมถึง น้ำผึ้ง กินแต่พวกธัญพืช, ถั่ว, เมล็ดพืชต่างๆ, ผลไม้, ผัก และพืชตระกูลถั่ว
  2. Lacto vegetarian – ไม่กินพวกเนื้อสัตว์, สัตว์ปีก, ไข่, ปลา, รับประทานแต่พวกธัญพืช, ถั่ว, เมล็ดต่างๆ, ผลไม้, ผัก และพืชตระกูลถั่ว, นม, ชีส, โยเกิร์ต และเนย
  3. Lacto ovo vegetarian – ไม่กินพวกเนื้อสัตว์, สัตว์ปีก, ปลา, แต่รับประทานไข่, ธัญพืช, ถั่ว, เมล็ดพืชต่างๆ, ผลไม้, ผัก และพืชตระกูลถั่ว, นม, ชีส, โยเกิร์ต และเนย

4. Vegetarian – ไม่บริโภคสัตว์เนื้อแดง (เนื้อ, หมู, แกะ), แต่ที่เหลือรับประทานหมด สัตว์ปีก, ปลา, ไข่, ธัญพืช, ถั่ว, เมล็ดพืชต่างๆ, ผลไม้, ผัก และพืชตระกูลถั่ว, นม, ชีส, โยเกิร์ต และเนย

ผู้ เชี่ยวชาญบอกว่า การกินเจหรือมังสวิรัติก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่สิ่งที่ควรดูก็คือการรับประทานโปรตีนให้เพียงพอ และคุณภาพของโปรตีนที่ได้รับ เพราะคนที่ทานเจหรือมังสวิรัติจะได้โปรตีนส่วนมากจากพวกถั่วและธัญพืช ซึ่งโปรตีนจากอาหารประเภทนี้จะไม่มีกรดอะมิโนที่ร่างกายเราต้องการ (essential amino acid) ครบ หรือเรียกว่า “incomplete protein” เพราะโปรตีนที่มีคุณภาพดี และกรดอะมิโนที่ร่างกายเราต้องการครบ หรือเรียกว่า “complete protein” ส่วนมากจะมาจากพวกเนื้อสัตว์ เช่น ไก่, เนื้อ, หมู, ปลา

แต่ อย่างไรก็ตาม การกินโปรตีนจากถั่วและธัญพืชที่หลากหลาย สามารถให้ปริมาณกรดอะมิโนที่เพียงพอต่อเราได้ หรือเอาง่ายๆ รับประทานโปรตีน incomplete หลายๆ อย่างรวมกัน ซึ่งเรียกว่า “complementary protein” เช่น กินถั่วเหลืองอาจได้กรดอะมิโนตัวนี้เยอะ แต่อีกตัวน้อย แต่พอรับประทานธัญพืชอีกอันอาจมีกรดอะมิโนอีกอันเยอะ และอีกอันน้อย จึงพอมาทานรวมๆ กันก็เพียงพอ

3

ข้อดีการกินเจ มังสวิรัติ

1. ไฟเบอร์ที่ได้จากผัก และผลไม้เยอะ

2.ไขมันอิ่มตัวน้อย เพราะไม่กินเนื้อ

3. มีสาร phytochemical จากผักและผลไม้มาก

4.  ลดปริมาณไขมันที่กิน จึงมีผลช่วยให้ปริมาณแคลอรี่ที่รับเข้าไปน้อยลง

5.  ช่วยลดความดัน เพราะกินผักกับผลไม้เยอะ

6.  ช่วยลดการท้องผูก เพราะผักกับผลไม้ที่รับประทาน

7.  ลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง และได้สารต้านอนุมูลอิสระจากอาหารที่รับประทาน

ข้อเสียการกินเจ มังสวิรัติ

1. ปริมาณ และคุณภาพของโปรตีนอาจไม่เพียงพอ

2.ไฟเบอร์เยอะอาจดี แต่บางทีอาจไม่ย่อยและทำให้อยู่ในท้องเรานานจนเกินไป

3. อาจไม่ได้รับ วิตามิน B12, D, zinc, iron, และ โอเมกา 3 ที่เพียงพอ (vit B12 หาได้จากการรับประทานซีเรียล/อาหารที่มีถั่วเหลือง/ยีสต์/อาหารเสริม, vit D หาได้จากการทาน ซีเรียล/อาหารที่ทำจากถั่วเหลือง/อาหารเสริม/ออกไปตากแดด, Riboflavin หาได้จากธัญพืช/ผักสีเขียว/เห็ด/ถั่ว, Iron หาได้จากธัญพืช/ลูกพรุน/ผลไม้แห้ง/ถั่ว/ผักโขม, Calcium หาได้จาก นมถั่วเหลือง/เต้าหู้/ถั่ว/ผัก/น้ำผลไม้ที่ใส่แคลเซียมเพิ่ม, Zinc หาได้จาก ธัญพืช/จมูกข้าวสาลี/ถั่ว)

4.  อาจส่งผลให้เกิดโรค “amenorrhea” ได้ในสตรี ซึ่งจะทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ

4

6 เคล็ดลับการกินเจและมังสวิรัติ

1. รับประทานพวกถั่ว เช่น ถั่วเหลือง, ถั่วดำ, ถั่วแดง, ถั่วเขียว, เนยถั่ว, เต้าหู้, และพวกถั่วอัลมอนด์, ถั่วลิสง

2.  พยายามกินให้หลากหลายเพื่อให้ได้รับกรดอะมิโนที่เพียงพอ

3.  สามารถ รับประทานโปรตีนเสริม จากผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองได้ (soy protein) แต่ถ้าคนไหนรับประทานไข่ได้ก็จะดี เพราะไข่เป็น complete protein

4. เราสามารถเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ถึงแม้จะรับประทานเจหรือมังสวิรัติ แต่อาจจะยากกว่า เพราะต้องคอยหาอาหารและเตรียมการเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน แต่อย่างไรก็ตาม รับประทานเจหรือมังสวิรัติก็ทำให้อ้วนได้อยู่ดี ถ้าปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับเข้าไปมากกว่าการเผาผลาญ

5. คน ที่พอช่วงกินเจแล้วผอมก็มี เพราะด้วยความที่ทานอาหารเจ จะมีแต่ผัก ซึ่งแคลอรี่น้อยและยังทานอาหารได้น้อยชนิดลง เพราะตัดพวกเนื้อสัตว์ ก็จะทำให้ปริมาณแคลอรี่ที่รับประทานต่อวันน้อยลงไปโดยอัตโนมัติ

6. แต่คนที่อ้วนขึ้นช่วงกินเจก็มี จริงๆ ไม่ใช่เพราะอาหารเจให้เรากินพวกแป้งแล้วอ้วน แต่เพราะเรากินเยอะเองนี่แหละ และไม่เลือกอาหารที่กิน เพราะอาหารเจก็เยอะอยู่ที่เป็นทอดๆ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าอาหารพวกแป้งๆ กินง่าย และยิ่งของทอดที่อร่อยๆ เยอะอีก คนกินเจก็สามารถอ้วนได้ เอาเป็นว่าจะเจหรือมังสวิรัติ ก็รับประทานปริมาณแคลอรี่ให้พอดีและโปรตีนให้เพียงพอนะครับ

ขอขอบคุณ  ไทยรัฐออนไลน์

https://goo.gl/0dND0I

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment