ขออนุญาตใช้ภาษาชาวบ้าน เขียนแบบเร็วๆจากใจ

ขออนุญาตใช้ภาษาชาวบ้าน เขียนแบบเร็วๆจากใจ

ถึงวันนี้คนไทยทั้งผองมองเห็นได้ชัดว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงปฏิบัติราชกรณียกิจ ดำเนินรอยตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ผิดเพี้ยน

แม้ในห้วงที่คนไทยทั้งชาติอยู่ในภาวะเศร้าโศกมหาศาล พระองค์ทรงร่วมทุกข์ ร่วมสุขกับพสกนิกร พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรประดุจคนในครอบครัวเดียวกัน

พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ก็มิได้ทรงย่อท้อ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย แทบไม่เห็นวันหยุด ประดุจไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แม้เราจะรู้ว่าภายใจพระราชหฤทัยของทุกพระองค์จะโศกเศร้าทุกข์ระทมหนักกว่าเราซักเพียงไหน

ความสูญเสียอันยิ่งใหญ่นี้ คนไทยทุกคนล้วนทราบเป็นอย่างดี สมควรที่จะถวายกำลังใจให้มากที่สุด เพื่อให้สามารถผ่านพ้นห้วงเวลาแห่งความทุกข์ของแผ่นดินนี้ไปให้ได้ ด้วยการทำงาน “จิตอาสาตามรอยในหลวง”

ถึงเวลานี้เราทำงานแล้วจะเหนื่อย จะท้อ ให้มองพระราชกรณียกิจขององค์พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์เป็นที่ตั้ง

เราจะรู้สึกเลยว่า…เราทำงานไม่ได้เศษเสี้ยวธุลีของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงทำให้แก่ประเทศชาติและพสกนิกรของพระองค์

พระราชภารกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อประเทศชาติสำคัญยิ่งใหญ่ไพศาลยิ่งนัก

ควรที่พวกเรามาทำงานสนองพระราชปณิธานของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วงให้เต็มกำลังความสามารถของตน…สิ่งใดที่ทำได้ ก็หยิบจับช่วยชาติคนละไม้คนละมือและดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริอย่างพอเพียง

ขอเชิญร่วมกันเปล่งคำถวายพระพรชัย…

ทรงพระเจริญ…ทรงพระเจริญ…ทรงพระเจริญ

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็นแชร์

30 ความคิดเห็น
ความคิดเห็น
Tanapan Wattanakal
Tanapan Wattanakal · เป็นเพื่อนกับ นงลักษณ์ ยงค์ตระกูล

ทรงพระเจริญ

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

· ตอบกลับ ·

1

· 16 ชม.

จัดการ

Anantachai Supoparkh
Anantachai Supoparkh ทรงพระเจริญ

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

· ตอบกลับ · 16 ชม.

จัดการ

นายกฤชชัย ทนายน้อง ชื่นสว่าง

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

· ตอบกลับ · 16 ชม.

จัดการ

Jalurnrat Chalongkulwat

แพทย์แนะ “9 ข้อควรทำ” ลดเสี่ยงไข้เลือดออก เมื่อก้าวเข้าหน้าฝน

111

เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการกันไปแล้วเรียบร้อย สภาพอากาศประเทศไทยขณะนี้ก็ดูจะมีสายฝนโปรยไม่ขาดสาย แม้จะทำให้อากาศเย็นสบายแต่ก็เสี่ยงต่อโรคระบาดหลายชนิด โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออกที่สร้างปัญหาไปทั่วโลก เฉพาะต้นปี 2560 นี้ พบผู้ป่วยแล้วรวม 4,465 รายจากจำนวนประชากรทั้งประเทศ และมีแนวโน้มว่าอัตราการเจ็บป่วยด้วยไข้เลือดออกจากสูงขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งเอื้อต่อการแพร่พันธุ์ของยุงลายพาหะของโรค

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงอุษา ทิสยากร นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งเอเชีย จึงได้แนะนำ 9 ข้อควรทำ เพื่อป้องกันไข้เลือดออกที่มาพร้อมฤดูฝน ดังนี้

1.จัดการทิ้งขยะหรือสิ่งของที่น้ำฝนสามารถขังได้ โดยเฉพาะยางรถยนต์เก่า ถังน้ำ สายยาง แจกันดอกไม้ หิ้งพระ หรือภาชนะต่างๆ เพราะยุงลายที่มีเชื้อสามารถมีชีวิตและแพร่พันธุ์ที่ใดก็ได้ที่มีน้ำขัง

2.ใช้ยาทากันยุงที่มีสาร DEET และ ICARIDIN สำหรับผิวหนังหรือเสื้อผ้า หรือยาจุดกันยุง สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่ต้องนอนกลางวัน ควรนอนกางมุ้งหรือเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อช่วยไล่ยุงและป้องกันยุงลายกัด โดยเฉพาะช่วงเช้าและใกล้ค่ำซึ่งเป็นเวลาที่ยุงลายออกหากิน ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ไม่ใช่ช่วงเวลากลางคืนอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจผิด

3.ใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด โดยเฉพาะบริเวณ ขา เข่า คอ หู ยุงลายมักชอบบินมากัดทางด้านหลังข้อเท้าและข้อศอก โดยที่เราไม่รู้ตัว

4.อย่าประมาทและคิดว่าตนเองสุขภาพแข็งแรงแล้วจะไม่เสี่ยง เพราะไข้เลือดออกสามารถเกิดได้ในทุกวัย ทุกสถานะ ทุกสภาพร่างกาย ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นไข้เลือดออกได้โดยเฉพาะในฤดูฝนที่มีการเพาะพันธุ์และระบาดของยุงลาย

5.หมั่นสังเกตอาการต่อไปนี้ซึ่งเป็นอาการไข้เลือดออก ได้แก่ ไข้สูงปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หน้าแดง อาจพบจุดเลือดที่ผิวหนัง หรือเจ็บที่ชายโครงด้านขวา มักไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากไข้เป็นหวัดที่จะมีน้ำมูกร่วมด้วย เว้นแต่จะเป็นไข้ทั้งสองชนิดในเวลาเดียวกันอาจจะมีอาการทั้งไอและมีน้ำมูกด้วย

6.หากรู้สึกไม่สบาย หรือสงสัยว่ามีอาการไข้เลือดออก ควรดื่มน้ำเยอะๆ ดูแลไม่ให้ร่างกายขาดน้ำไว้ก่อน เพื่อเป็นการป้องกันภาวะขาดน้ำไว้ตั้งแต่ในระยะแรกๆ ของการติดเชื้อไข้เลือดออกในกรณีที่ติดเชื้อจริงๆ โดยไม่ต้องรอให้โรคเข้าสู่ระยะวิกฤต ที่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด หรือช็อกแล้วจึงค่อยมาแก้ไขกันทีหลัง จากการศึกษาพบว่าหากได้รับปริมาณน้ำที่พอเพียงก่อนมาพบแพทย์ 24 ชั่วโมง จะช่วยลดความเสียงที่จะต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลลงได้

7.หลีกเลี่ยงการรักษาหรือบรรเทาอาการด้วยตนเอง หรือรับประทานยาเพื่อลดอาการด้วยตนเองโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะยาจำพวกแอสไพริน หรือยาไอบูโพเฟ่น รวมถึงห้ามทานยาฆ่าเชื้อ เพราะไข้เลือดออกเป็นเชื้อไวรัส ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย

8. รีบปรึกษาหรือพบแพทย์ทันทีหากสงสัยว่าเริ่มมีอาการ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง

9. ปรึกษาแพทย์หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 9-45 ปี

112

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงอุษา ทิสยากร

โดยศาสตราจารย์แพทย์หญิงอุษา ทิสยากร เปิดเผยอีกว่า ไวรัสไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์และเราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าสายพันธุ์ใดจะเวียนมาระบาดในแต่ละปี และทุกสายพันธุ์มีความรุนแรงถึงชีวิต เนื่องจากทุกวันนี้ยังไม่มียาที่ใช้รักษาไข้เลือดออกนอกจากการรักษาตามอาการ ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยนอกจากการป้องกันไม่ให้ยุงกัดและการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ขณะนี้ประเทศไทยมีการจดทะเบียนวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันครบทั้ง 4 สายพันธุ์ จากการทำการศึกษาตัววัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันกว่า 65.6% ช่วยป้องกันการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ 80.8% และป้องกันการเกิดไข้เลือดออกแบบร้ายแรงได้ถึงร้อยละ 93.2

“นอกจากเด็กแล้ว ผู้ใหญ่เองก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกด้วยเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร โดยประชากรผู้ใหญ่และผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้นในขณะที่มีเด็กเกิดน้อยลง จึงมีแนวโน้มที่มีผู้เป็นไข้เลือดออกในช่วงอายุที่มากขึ้น เราจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติที่ว่าไข้เลือดออกเป็นโรคของเด็ก เพราะในความเป็นจริงไข้เลือดออกนั้นเป็นโรคที่ติดเชื้อกันได้ทุกวัย อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยอนุมัติให้ใช้วัคซีนไข้เลือดออกได้ในช่วงอายุ 9-45 ปี นอกจากนี้ผลวิจัยพบว่า เมื่อฉีดวัคซีนในผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อนแล้ว วัคซีนกลับยิ่งช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้นอีกด้วย การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ไม่เป็นการทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกและไม่ถือเป็นการติดเชื้อครั้งแรก จึงมีความปลอดภัย และได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและยาของไทยให้สามารถนำมาใช้ป้องกันไข้เลือดออกได้ เพื่อเป็นการป้องกันไข้เลือดออกที่มาพร้อมกับหน้าฝนนี้” ศ.พญ.อุษากล่าวสรุป

ขอขอบคุณ ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

goo.gl/9vL5ZC

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

‘หน้ากากแปปสเมียร์’ ใส่ตอนตรวจมะเร็งปากมดลูก กันเขินไม่ต้องอายหมอ

1


ไม่ใช่หน้ากากนักร้อง แต่เป็นหน้ากากแปปสเมียร์ ไอเดียอบต.สระแก้ว ให้คนไข้กล้ามาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม ที่ รพ.สต.หนองกรด เมื่อคนไข้ไม่เห็นหน้าหมอ หมอไม่เห็นหน้าคนไข้ ลดการเขินอายเชื่อคนจะมาตรวจมากขึ้น…

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้ว อ.เมือง จ.กำแพงเพชร จัดโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านมขึ้น โดยกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับ หรือพื้นที่ อบต.สระแก้ว ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองกรด (รพ.สต.หนองกรด) โดยนายสุวรรรณ ศุภกิจเจริญ นายก อบต.สระแก้ว ประธานคณะกรรมการกองทุนฯ อบต.สระแก้ว พร้อมคณะกรรมการกองทุนฯ ร่วมจัดกิจกรรม “THE MASS Pap smear หน้ากากแปปสเมียร์” “คนไข้ไม่เห็นหน้าหมอ หมอไม่เห็นหน้าคนไข้” ที่เป็นนวัตกรรมในการสร้างความมั่นใจ ในโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม กลุ่มเป้าหมาย เป็นสตรีอายุ 30-70 ปี ในพื้นที่ตำบลสระแก้ว เพื่อไม่ให้เกิดความอายระหว่างหมอ และคนไข้ และกลุ่มเป้าหมายมีความกล้าที่จะมาตรวจคัดกรองมากขึ้น

2


นายสุวรรณ ศุภกิจเจริญ นายก อบต.สระแก้ว เปิดเผยว่า การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมที่ผ่านมา ทุกครั้งตั้งเป้าไว้ 100 ราย แต่ปรากฏว่ามาตรวจกันประมาณ 20 ราย จากการสอบถามผู้ที่ไม่มาตรวจได้ความว่า อายหมอไม่กล้าไปตรวจ ดังนั้นจึงคิดหาวิธีให้มาตรวจกันให้มากขึ้น เนื่องจากโรคดังกล่าวมีอันตราย ถ้าตรวจพบแต่แรกยังสามารถรักษาได้ ดังนั้นจึงคิดนวัตกรรม “THE MASS Papsmear หน้ากากเปปสเมียร์” “คนไข้ไม่เห็นหน้าหมอ หมอไม่เห็นหน้าคนไข้” ขึ้น เมื่อใส่หน้ากากแล้วต่างฝ่ายต่างไม่เห็นหน้ากัน เห็นแต่ลูกตาเท่านั้น ทำให้ผู้ที่มาตรวจคัดกรองเกิดความมั่นใจขึ้น จำนวนผู้มาตรวจคัดกรองก็มากขึ้นด้วย โดยหน้ากากดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนหลักประกันสุขภาพ อบต.สระแก้ว ซึ่งน่าจะเป็นแห่งแรกของประเทศและก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี.

ขอขอบคุณ ไทยรัฐออนไลน์

goo.gl/RtCEUv

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“ต้นตะโก” พรรณไม้หลักประดับพระเมรุมาศ สัญลักษณ์แทนความพอเพียง

1

มาทำความรู้จัก “ต้นตะโก” หนึ่งในพันธุ์ไม้มงคลที่ถูกนำมาประดับพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

หลังจากที่ได้มีการเปิดเผยรายชื่อพรรณไม้ที่สวนนงนุชพัทยาจะเลือกนำมาใช้ประดับพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเน้นใช้ต้นตะโกเป็นหลักแล้ว [อ่าน : เปิดภาพล่าสุด การสร้างพระเมรุมาศ ร.9-เตรียมพรรณไม้กว่า 2 แสนต้นประดับ]

กระปุกดอทคอมเลยจะพาทุกคนมาทำความรู้จักอย่างลึกซึ้งกับต้นตะโก ต้นไม้หน้าตาธรรมดา ๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความหมายแฝงอันทรงคุณค่า รวมไปถึงวิธีการปลูกและสรรพคุณที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายจากต้นไม้ต้นนี้กันค่ะ

2

1. ความสำคัญ

ต้นตะโก เป็นต้ไม้มงคลพันธุ์ไทยแท้ สามารถเจริญเติบโตได้เองตามธรรมชาติ ด้วยคุณสมบัติที่สามารถทนทานได้ทุกสภาพอากาศ จึงทำให้ต้นตะโกถูกยกขึ้นมาเป็นพรรณไม้หลักที่ใช้ประดับพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเสริมให้พระเมรุมาศสง่างามมากที่สุดและสื่อถึงแนวคิดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สมบัติอันล้ำค่าที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานไว้ให้กับคนไทย

2. ลักษณะ

พรรณไม้ทรงคุณค่าชนิดนี้มีชื่อเรียกทั่วไปว่า “ต้นตะโก” มีชื่อท้องถิ่นก็มีหลากหลาย ได้แก่ ตะโกนา นมงัว มะโก มะถ่านไฟผี โก ตองโก และพญาช้างดำ ส่วนชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า Ebony และชื่อวิทยาศาสตร์ Diospyros rhodocalyx Kurz

ต้นตะโกเป็นไม้ต้นยืนเนื้อเหนียวขนาดกลาง ต้นมีลักษณะเป็นทรงพุ่ม ขึ้นตามป่าเขาทั่วไป สูงสุดได้ถึง 15 เมตร ลำต้นเป็นสีดำมีเปลือกหนา ออกใบเดี่ยวสีเขียวเรียงสลับกัน ลักษณะใบคล้ายรูปไข่ ปลายใบแหลมโค้งเว้า ขอบใบเรียบ และกว้างประมาณ 7 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อตามก้านใบ มีผลกลมติดขนน้ำตาลแดงด้านในมียางมาก รสชาติจะออกฝาด

3

3. วิธีปลูกและการดูแลรักษา

การขยายพันธุ์ต้นตะโกสามารถทำได้หลายวิธี อย่างเช่น เพาะเมล็ด ปักชำ และตอนกิ่ง ซึ่งการเพาะเมล็ดอาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อย แต่เป็นวิธีที่สามารถควบคุมคุณภาพของต้นได้ดี โดยการนำเมล็ดตะโมมาปลูกในกระถางเพาะกล้าที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เมื่อกล้าเจริญเติบโตแข็งแรงดีแล้วให้นำมาปลูกลงในหลุมดินร่วนที่ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ย หลุมต้องมีขนาด 50×50x50 เซนติเมตร ดูแลรดน้ำปานกลางให้ดินชื้นแต่อย่าแฉะ เป็นไม้กลางแจ้งที่ต้องการแสงปานกลางถึงจัด หมั่นบำรุงด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักปีละ 4-6 ครั้ง

4. ประโยชน์และสรรพคุณ

เนื่องจากเป็นไม้ที่ทนทุกสภาพอากาศ ปลูกง่าย เลี้ยงง่าย และโตไว คนโบราณจึงนิยมนำมาปลูกประดับไว้ในรั้ว ในวัง และวัดสำคัญหลายแห่ง ทั้งนี้ตะโกยังเป็นไม้เนื้อเหนียวที่นักเล่นบอนไซชื่นชอบ นิยมนำมาดัดเพื่อเลี้ยงเป็นไม้บอนไซให้ความสวยงาม มีสรรพคุณเป็นสมุนไพรช่วยทำให้เจริญอาหาร ใช้เป็นยาแก้กษัย แก้อาการคลื่นไส้ แก้ไข้ แก้พิษผิดสำแดง ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ และอื่น ๆ อีกมามาย แถมเป็นไม้มงคลเหมาะแก่กการนำมาปลูกไว้ทางทิศใต้ ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและความอดทนอดกลั้นให้กับคนในบ้าน

แม้จะเป็นเพียงต้นไม้ธรรมดา ๆ แต่ด้วยคุณค่าและคุณสมบัติที่ดี จึงทำให้ตะโกกลายเป็นสัญลักษณ์แทนความพอเพียงที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย หากใครกำลังมองหาไม้ประดับมามาจัดสวน ก็ลองนำต้นตะโก ต้นไม้ธรรมดา ๆ ที่มาพร้อมความหมายดี ๆ ไปปลูกกันนะคะ

ขอขอบคุณ Kapook ,medthai, Kasetkawna , Gotoknow

goo.gl/SdRDr6

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ผักอะไรปลูกเองได้? รวม 5 ผักปลูกในคอนโด แป๊บเดียวได้กิน

1

แหม่…คนเมืองหลวงเมืองกรุงอย่างเรา ต้นทุนในชีวิตก็สูงเสียจริง ค่าคอนโดฯ ค่าที่พัก ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่าโทรศัพท์ ค่าอาหาร ไหนจะเสื้อผ้า หน้าผม และค่าเข้าสังคมอีก โอ๊ย…สารพัดจะค่า รวมๆ โฮมมี่ เรียกมันว่า “ค่าใช้จ่าย”

วันนี้ โฮมมี่ มีวิธีประหยัดมานำเสนอ กับการปลูกผักเลี้ยงชีพตัวเอง ได้กินดีอยู่ดี ไร้ซึ่งยาฆ่าแมลง มาลองทำตามกันดู เชื่อมั้ย ไม่นานก็ได้กินผักเหล่านี้แล้ว จะเอาไปใส่มาม่า แล้วเติมเครื่องให้เจ๊โอวอายไปเลย หรือจะเอาไปต้มๆ ผัดๆ ได้หมด…ถ้าสดชื่น ไปดู!

2

1. ผักชี

ง่ายมากๆ แค่ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักชีมา 1 ซอง 10 บาทเองค่ะคุณผู้ชม จากนั้นก็จัดหาภาชนะมา จะกระบะหรือกระถางได้หมด ไม่ต้องมากมาย ใส่ดินร่วนลงไป ซื้อมาเป็นถุงๆ ตามตลาดนัดต้นไม้ หรือจะตามร้านต้นไม้นั่นแหละ ได้หมด ก่อนจะใส่บรรจุลงกระถาง และนำเมล็ดผักชี วางลงไป กดให้จมประมาณ 1 นิ้ว ไม่นานคุณได้ผักชีต้นสวยงาม ไปใส่แกงจืด หรือจะเด็ดไปจิ้มน้ำพริก ได้หมดค่ะคุณขา

3

2. ผักบุ้ง

โฮมมี่ชอบมากๆ กับการปลูกผักบุ้งแบบไม่ต้องคิดหวังอะไรมากมาย ขึ้นมาฉันก็กินคุณ ไม่ขึ้นก็ปลูกใหม่ ไม่มีอะไรยากเย็น แค่นำต้นผักบุ้งที่ซื้อมา แล้วเราตัดรากมันทิ้ง เอาส่วนรากนั้นแหละ มาปักใส่ในกระถางใบเล็ก วางไว้ในห้องน้ำ เพราะเจ้าผักบุ้งนี้ นางชอบความชุ่มชื้นมากมาย แต่เช้าเย็นก็เอาออกมาโดนแดดบ้างนะ ไม่งั้น หากผักบุ้งไม่โดนแดดเลย มันจะไม่โตและจะตายลง ปล่อยเวลาผ่านไป 3-4 วัน ก็ได้กินแล้วจ้า

4

3. พริกขี้หนู

อันนี้หลายคนถามว่า จะไปหาต้นจากไหนมาปลูกละ บอกแบบนี้…ง่ายนิดเดียว เดินไปซื้อต้นพริกขี้หนู ที่ฟอร์มสวยๆ จากร้านต้นไม้เลยจ้า เล่นมันง่ายๆ แบบนี้แหละ แป๊บเดียวเดี๋ยวพริกมันก็สุกและแก่ กลายเป็นสีส้มสีแดงเถือก เก็บไปรับประทานและปรุงอาหารได้ เชื่อมั้ยคะ? โฮมมี่ซื้อมาต้นหนึ่ง กินไป 6-7 เดือนทีเดียว เพราะมันจะออกดอกและออกเม็ดใหม่ แต่ขอแค่เราเด็ดมันดีๆ นะ เพื่อให้มันได้งอกงอยมาให้เรากินอีก ไม่งั้นมันจะช้ำมือตาย เพราะต้นมันเล็กเนอะ

5

4. ต้นหอม

ไม่รู้ใครทำแแบบเรามั้ย ก็เอาหัวหอมนั่นแหละ กดจมลงดินไปให้หัวดิ่งลงกระถางใบน้อยไปโล้ด ผ่านเวลาไม่นาน ต้นหอมสีเขียวๆ ก็โผล่มาให้เราชื่นใจ แค่ตอนเลือกหัวหอม คุณเลือกหัวที่มันดีๆ สมบูรณ์หน่อยนะ ต้นหอมจะได้มีคุณภาพ อ้อ…เกือบลืม รังไข่ไก่ ใครมีละก็ นำมาแล้ววางจบเลย อย่าลืมรดน้ำนะคะ

6

5. ถั่วงอก

นำเมล็ดถั่วเขียว มาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นหาผ้ากระสอบ ผ้าขาวบาง หรือจะกระดาษทิชชูแบบแผ่นใหญ่มาวางในภาชนะ ชามใบใหญ่ (ถ้าใช้กระดาษทิชชูควรใช้ 3 แผ่น) ก่อนจะนำถั่วเขียววางเกลี่ยให้ทั่ว แล้วนำผ้ากระสอบ ผ้าขาวบาง หรือกระดาษทิชชู มาวางทับถั่วเขียวอีกทีหนึ่ง จากนั้นรดให้ชุ่ม แต่อย่าให้น้ำขังนะ เก็บในที่มิดชิด 3 วันได้กินถั่วงอกไร้สารพิษค่ะคุณๆ จะนำไปผัด ไปกินกับขนมจีน หรือจะไปขายข้างบ้าน เพื่อนที่ทำงานก็ได้นะจ๊ะ แหม่…ของดี ลองทำกันดูค่ะ

ขอขอบคุณ ไทยรัฐออนไลน์

goo.gl/jqcXxf

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“ไข่ดิบ” มีประโยชน์ หรือให้โทษต่อร่างกายกันแน่?

1

มีเพื่อนที่เป็นคนออกกำลังกายหนักๆ หรือผู้ชายที่กำลังเพาะกล้ามกันไหมคะ พวกเขาเหล่านี้จะบริโภคโปรตีนมากกว่าคนอื่น เพราะเชื่อว่าโปรตีนจะช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ทั้อกไก่ ไข่ต้ม และเนื้อไม่ติดมัน

แต่บางก็ทานไข่ดิบเป็นฟองๆ ซึ่งนอกจากจะมีความเชื่อเรื่องเพาะกล้ามได้ดีขึ้นแล้ว ยังมีความเชื่อว่าจะช่วยโด๊ปให้ร่างกายแข็งแรง เสริมสมรรถภาพทางเพศ

จริงๆ แล้ว ไข่ดิบมีประโยชน์หรือไม่ หรือขะมีโทษอะไรต่อร่างกายหรือเปล่า มาหาคำตอบกันค่ะ

ประโยชน์ของไข่ไก่

ไข่ไก่ เป็นอาหารที่มีโปรตีน และไขมันที่ให้พลังงานและความร้อนราวๆ 70-90 กิโลแคลอรี่ ไข่ไก่ 1 ฟองให้พลังงานเท่ากับการดื่มนม 30 ซีซี หรือเนื้อสัตว์ 42 กรัม

แต่การจะทานไข่ไก่ให้ได้ประโยชน์ ควรต้องทำให้ไข่สุกเสียก่อน เพราะการทานไข่ดิบๆ นอกจากจะไม่ได้คุณค่าทางอาหารอย่างที่ต้องการแล้ว ยังก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายหลายประการอีกด้วย

ไข่ดิบ ให้โทษ?

ไข่ดิบมีความลื่นสูงมาก ทำให้ไข่ดิบไหลผ่านลำไส้เล็กไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ลำไส้เล็กดูดซึมไม่ทัน อีกทั้งเมือกของไข่ขาว ยังเข้าไปขัดขวางการทำงานของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารอีกด้วย

นอกจากนี้ ในไข่ดิบยังมีสารที่มีชื่อว่า สารอะวิดิน ที่อาจส่งผลทำให้ร่างกายขาดไบโอติน เพราะสารอะวิดินในไข่ดิบ จะไปจับกับสารไบโอติน ซึ่งเป็นวิตามินชนิดหนึ่งของร่างกาย ส่งผลทำให้ร่างกายขาดวิตามินชนิดนี้ จนอาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพ

ดังนั้น การรับประทานไข่ดิบ จึงทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน และอาจทำให้เรารับเชื้อโรคเข้าไปอีกด้วย ดังนั้นการรับประทานไข่ดาว จึงควรทำให้ไข่สุกทั้งสองด้าน หรือสุกทั้งไข่แดง และไข่ขาว เพื่อช่วยกำจัดเชื้อโรคทิ้งไป โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก และคนชรา ควรรับประทานไข่ที่สุกแล้วเท่านั้น

หากใครที่ชอบทานเมนูไข่ โปรดทราบเพิ่มเติมเอาไว้ด้วยว่า เราควรทานไข่คู่กับผัก เพราะไฟเบอร์ หรือใยอาหารที่อยู่ในผัก จะช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลในไข่ได้ส่วนหนึ่ง และคนที่มีไขมันในร่างกายสูง ควรรับประทานแต่ไข่ต้ม หรือไข่ตุ๋น แทนไข่เจียว ไข่ดาวที่ทอดในน้ำมันพืช เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากไข่ได้สูงสุด

ขอขอบคุณ Sanook

goo.gl/32IV6W

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ไอเดียสุดเจ๋ง จาก “ขวดพลาสติก”

0000000000000000000000000000000000

ขอขอบคุณ คลิปจาก Thaitrick

https://www.youtube.com/channel/UCobJuNZM0teTrd2YLnDUTzA/videos


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ระวัง..!! ซื้อทอง สอดไส้ผงเหล็ก ได้น้ำหนักทองไม่เต็ม (ชมคลิป)

ระวัง..!! ซื้อทอง สอดไส้ผงเหล็ก ได้น้ำหนักทองไม่เต็ม

ชมคลิป

https://www.facebook.com/clipsak/videos/1669729726656516/

2

ชมคลิป

https://www.facebook.com/clipsak/videos/1669729783323177/

3

ชมคลิป

https://www.facebook.com/clipsak/videos/1669729943323161/

4

ขอขอบคุณ เพจ  คลิปเด็ด คลิปดัง เฟสบุ๊ค

https://www.facebook.com/pg/clipsak/photos/?tab=album&album_id=1669729479989874

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“น้ำมันปลา” ไม่ช่วยให้ทารกฉลาดขึ้น

1

BBC ไทย

ในทางการตลาด น้ำมันปลาถูกโฆษณาให้เป็นอาหารเสริมสำหรับสตรีมีครรภ์ แต่การศึกษาผู้หญิงตั้งครรภ์ 2,500 คน เป็นเวลา 10 ปี นักวิจัยในออสเตรเลียพบว่า น้ำมันปลาไม่ได้ช่วยเพิ่มระดับสติปัญญาของทารก

ดร. แจกเกอลีน กูลด์ หนึ่งในทีมวิจัยบอกบีบีซีว่า หากว่าที่คุณแม่ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบทุกหมู่ การใช้น้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมก็ไม่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการทางสมองของทารก

วิตามินดีอาจช่วยป้องกันหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ได้

งานวิจัยฉบับนี้ของสถาบันวิจัยสุขภาพและการแพทย์แห่งเซาท์ออสเตรเลียติดตามผู้หญิงตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ ไปจนถึงตอนที่ทารกมีอายุ 7 ขวบ โดยแบ่งหญิงตั้งครรภ์ออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับน้ำมันปลาขนาด 800 มิลลิกรัมเป็นอาหารเสริมทุกวัน และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก

2

ในทางการตลาด มีการโฆษณาให้น้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมสำหรับสตรีมีครรภ์

ผลที่ได้ปรากฏว่า การได้รับน้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมไม่มีผลต่อพัฒนาการทางสมองของทารก

ดร. กูลด์ชี้ว่าน้ำมันปลาถูกใช้โฆษณาว่าเป็นอาหารเสริมเพื่อบำรุงพัฒนาการทางสมองของทารก ทว่าผลจากการศึกษาครั้งนี้กลับบ่งชี้ว่าน้ำมันปลาอาจเพิ่มระยะเวลาของการตั้งครรภ์ขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากมีอัตราทารกที่เข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้คลอดก่อนกำหนดเพียงไม่กี่ราย

อย่างไรก็ตามทีมนักวิจัยกำลังพยายามศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่กว่านี้เพื่อยืนยันว่าผลการวิจัยที่ได้ในครั้งนี้มีความเที่ยงตรง

ขอขอบคุณ  BBC ไทย

goo.gl/Znnmno


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ทำไมจึงสำเร็จ! ตามไปดู “เนเธอร์แลนด์” ประเทศเล็กสู่ยักษ์เกษตรเบอร์ 2 ของโลก

1

“เนเธอร์แลนด์” ประเทศแสนสงบในยุโรป แม้จะมีขนาดเล็กด้วยประชากรเพียง 17 ล้านคน แต่ศักยภาพกลับไม่เล็กตามไปด้วย เพราะเป็นประเทศอันดับ 2 ของโลกที่ส่งออกผลผลิตด้านเกษตรกรรม เป็นรองแค่สหรัฐเท่านั้น นอกจากนั้น ยังสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรได้เป็นอันดับ 1 ของโลก

เกษตรกรรมและการส่งออกด้านอาหารของเนเธอร์แลนด์คิดเป็นมูลค่าถึง 91,000 ล้านยูโร เท่ากับ 22% ของการส่งออกทั้งหมด และเป็น 8.8% ของการจ้างงานทั่วประเทศ เบื้องหลังความสำเร็จมาจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ากับการเกษตร

ในการบรรยายพิเศษเรื่อง “The Netherland”s Top Sectors : Policy and Implementation” ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย “ศาสตราจารย์อัลด์ ไดเฮาเซนส์” ประธาน บริษัท “Dutch Topsec-tor Agri & Food” ซึ่งเป็นศูนย์ศึกษาและวิจัยภายใต้ความร่วมมือของรัฐ กล่าวถึงอนาคตในอีก 40 ปีข้างหน้าว่า ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นจำนวนถึง 2-3 พันล้านคน ชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอีก 3,000 ล้านคน ส่งผลให้ความต้องการบริโภคอาหารเพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะโปรตีนคุณภาพสูง

“แม้ว่าจะเป็นความท้าทายของโลกครั้งยิ่งใหญ่ แต่ถือเป็นโอกาสสำคัญในด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรรม และการพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับคนรุ่นใหม่เช่นกัน” ไดเฮาเซนส์กล่าว

ความท้าทายที่ว่า ได้แก่ การเพิ่มผลผลิตการเกษตรและผลผลิตจากสัตว์ การพัฒนาคุณภาพอาหารและความปลอดภัยด้านอาหาร การลดผลกระทบจากการผลิตต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสภาพภูมิอากาศ และการนำผลผลิตที่เหลือมาผลิตซ้ำใหม่

ดูเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะการนำผลผลิตที่เหลือทิ้งมาผลิตซ้ำใหม่ แต่ไดเฮาเซนส์ชี้ว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้หากใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ

อนาคตคือโลกแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งปัจจุบันเนเธอร์แลนด์มีการปรับใช้กับการเกษตรอย่างกว้างขวาง “สมาร์ทเทคโนโลยี” ทั้งระบบเซ็นเซอร์ โดรน และหุ่นยนต์ สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพด้านผลผลิตได้ เช่น ระบบเซ็นเซอร์ช่วยให้อาหารสัตว์หรือใส่ปุ๋ยได้อย่างแม่นยำ รวมถึงช่วยเหลือในระบบจัดการน้ำ โดรนใช้ในการสำรวจผลผลิต หรือหุ่นยนต์ช่วยทุ่นแรง หรือช่วยด้านการขนส่งและจัดเก็บได้

“จีโนมิกส์” การศึกษาด้านจีโนมของสิ่งมีชีวิต ก็สามารถช่วยเหลือในการผสมพันธุ์สัตว์เพื่อขยายพันธุ์ได้เร็วขึ้น ได้สัตว์ในเจเนอเรชั่นถัดไปที่มีกำลังผลิตเพิ่ม เช่น วัวที่รีดน้ำนมได้ไวขึ้น หรือการผลิตผลิตผลที่เหมาะกับบุคคลประเภทต่าง ๆ

เทคโนโลยี “ไบโอรีไฟเนอรี่” หรือการใช้วัตถุดิบธรรมชาติหรือของเสียจากอุตสาหกรรม มาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นผ่านกระบวนการเพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบเหลือเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ทำให้ไม่เหลือของเสียทิ้งอีกเลย (Zero Waste) และเป็นการทำให้เศรษฐกิจเคลื่อนที่เป็นวงกลมอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังรวมถึงเทคโนโลยี “การควบคุมสภาพภูมิอากาศ” เช่น การเลี้ยงมะเขือเทศในเรือนกระจก ใช้ความร้อน คาร์บอนไดออกไซด์ และแสงประดิษฐ์ ซึ่งผลผลิตจะงอกงามโดยไม่กระทบสภาพแวดล้อมโลก เพิ่มผลผลิตจาก 5 กก./ตร.ม.เป็น 75 กก./ตร.ม.

อย่างไรก็ตาม ไดเฮาเซนส์มองว่าโลกยังต้องการเทคโนโลยีด้านอาหารมากกว่านี้เพื่อรองรับอนาคต จึงเสนอแนะว่าการร่วมมือระหว่างกลุ่มธุรกิจ รัฐบาล และเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ นับตั้งแต่วันนี้คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จทั้งมวล

ที่เนเธอร์แลนด์มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยด้านเกษตรและอาหาร “WageningenUniversity” ได้รับการก่อตั้งมาร่วมร้อยปี ท่ามกลางหลายประเทศในยุโรปทยอยปิดประเทศในช่วงเวลานั้น ทำให้เนเธอร์แลนด์ต้องดิ้นรนด้านอาหารด้วยตัวเอง ปัจจุบันมหาวิทยาลัยถือเป็นความสำเร็จระดับนานาชาติ มีนักศึกษาจากทั่วโลกนับหมื่นคน

การก่อตั้งมหาวิทยาลัยดังกล่าว ถือเป็นจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ด้านอาหารของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้รับความร่วมมือของภาคธุรกิจและรัฐบาลมาโดยตลอด โดยเฉพาะนโยบาย “ท็อปเซ็กเตอร์” นโยบายด้านอุตสาหกรรมที่มีมานับตั้งแต่ปี 2010 ให้ความสำคัญกับการให้เงินกองทุนสนับสนุนด้านงานวิจัยด้านเกษตรและอาหาร ซึ่งเงินทุนจะมาจากภาครัฐและเอกชน 50/50 ปัจจุบัน Wageningen University มีโปรเจ็กต์ด้านอาหารกว่า 450 โปรเจ็กต์ ในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก นับเป็นความสำเร็จระดับสากลอย่างยิ่งยวด

ไดเฮาเซนส์ ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการรับมือกับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของโลกอนาคตว่า ความร่วมมือ “ระหว่างประเทศ” คือหัวใจสำคัญ เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งที่ต่างคนต่างมีให้แก่กันและกัน โดยเฉพาะเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ปัจจุบันสามารถคิดค้น และพัฒนาได้จากคนทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย Wageningen University กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถร่วมมือกันในด้านการจัดอบรบบุคลากร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือด้านเทรนนิ่งนักวิจัยรองรับโลกในอนาคตได้เช่นเดียวกัน

ขอขอบคุณ ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

goo.gl/YnLQLy

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment