แมลงวันตอมแมลงวัน จดหมายเปิดผนึก จากสมจิตต์ นวเครือสุนทร ถึงสรยุทธ สุทัศนะจินดา

จดหมายเปิดผนึกถึง คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา

เราต่างรักในวิชาชีพสื่อสารมวลชนใช่ไหม?

ดิฉัน สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวการเมือง (เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับสังกัด) ในฐานะสื่อมวลชน แม้จะไม่เคยรู้จักคุณสรยุทธ เป็นการส่วนตัว แต่สิ่งที่ได้เห็นคุณสรยุทธ แสดงออกเสมอมาคือความรักในวิชาชีพสื่อสารมวลชน ไม่ว่าวันนี้จะยังเป็นกรรมกรข่าวหรือเศรษฐีค้าข่าว แต่จิตวิญญาณแห่งวิชาชีพน่าจะยังคงอยู่ นอกจากว่าที่ผ่านมาสิ่งที่ทำทั้งหมดเป็นเพียงแค่การเสแสร้งสร้างภาพ ซึ่งดิฉันคิดว่าคุณสรยุทธ ย่อมมีความซื่อสัตย์ต่อประชาชนที่ศรัทธาและโอบอุ้มคุณสรยุทธ โดยไม่ควรแม้แต่จะคิดทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน

การที่คุณสรยุทธ ตอบโต้แถลงการณ์ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ด้วยการลาออกจากการเป็นสมาชิก หลังจากถูกทวงถามด้านจริยธรรมกรณีถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่ายักยอกเงินค่าโฆษณาอสมท. 138 ล้านบาท ด้วยการให้พิจารณาตัวเองจากการทำหน้าที่พิธีกรเล่าข่าวนั้น ถือเป็นการทำร้ายวิชาชีพสื่อสารมวลชนอย่างเลือดเย็นยิ่ง เพราะเท่ากับว่า คุณสรยุทธ ซึ่งมีอิทธิพลต่อสังคมไทยอย่างมากกำลังทำให้คนเข้าใจว่า คนวงการสื่อไม่ยอมรับการตรวจสอบ ไร้ซึ่งจริยธรรมที่จะแสดงตนเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคมไทย

ถามคุณสรยุทธง่าย ๆ ว่า นักเล่าข่าวที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่าทุจริต จะตรวจสอบนักการเมืองที่ทุจริตได้อย่างไร

นักเล่าข่าวที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่าทุจริต จะกล้าเรียกร้องให้นักการเมืองที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่าทุจริตแสดงสปิริตด้วยการหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือไม่

นักเล่าข่าวที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่าทุจริต แต่ยังคงมีสถานะทางสังคมโดยไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบ ใด ๆ จะสร้างค่านิยมแบบไหนให้กับประเทศชาติของเรา?

ค่านิยมที่สังคมยอมรับการโกงว่าเป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็ทำ และยังได้ดิบได้ดีไม่ถูกลงโทษจากสังคมจึงไม่จำเป็นต้องมีความละอายต่อบาป เพราะทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไปอย่างนั้นหรือ?

หน้าที่ของสื่อมวลชนส่วนหนึ่ง คือ การชี้นำสังคมให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ถ้าวันนี้คุณสรยุทธ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนที่คนไทยให้การยอมรับอย่างมาก ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชน ก็เท่ากับกำลังบ่มเพาะความไม่ละอายต่อบาปให้เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมนี้ จนเห็นการทำความผิดเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เรื่องที่ต้องประนาม

แม้คดีนี้จะยังไม่มีบทสรุปในชั้นศาล แต่องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช.ได้ชี้มูลแล้ว การแสดงออกให้เห็นว่า “จริยธรรมอยู่เหนือกฎหมาย” จะทำให้คุณสรยุทธ “เป็นเรื่องเล่าระดับตำนานให้คนในแวดวงสื่อสารมวลชนได้กล่าวขานถึงว่า เป็นสื่อมวลชนที่มีความรับผิดชอบต่อวิชาชีพของตัวเองและไม่ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน”

จดหมายเปิดผนึกจากนักข่าวตัวเล็ก ๆ อาจไม่มีความหมายอะไรเลยต่อการตัดสินใจของคุณสรยุทธ แต่ดิฉันเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยหวังว่าจะจุดประกายเล็ก ๆ ให้เพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงสื่อสารมวลชนได้ช่วยกันไตร่ตรองดูว่า เราจะไม่ทำอะไรเพื่อรักษาวิชาชีพที่เรารักเลยหรือ?

เราต่างรักในวิชาชีพสื่อสารมวลชนใช่ไหม?

และอย่าจำนนกับความคิดที่ว่า “เราทำไม่ได้ ถ้าเรายังไม่ได้ทำ”

สมจิตต์ นวเครือสุนทร
ผู้สื่อข่าวสายการเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ศึกใหญ่เมืองชุมพร เลือกสว. NGO หรือ เครือข่ายนักการเมือง?

ไม่ค่อยได้เขียน “การเมือง” ในบล็อคห้วงนี้เพราะรู้สึกว่าความเห็นตนเอง “เลือกข้างไปแล้ว” เลยไปอิ๊บข้อเขียนจากเพื่อนๆในโซเชียล เรื่อง ๆร้อนๆ ช่วงนี้นอกจากการต่อต้านระบอบทักษิณของกปปส. ก็มีเรื่อง “เลือกตั้งสว.” ที่เลือกตั้งล่วงหน้าอย่างหงอยๆ ไปแล้ว

ที่ว่า “ร้อน” เดือดที่ชุมพร เพราะคุณพงศา ชูแนม ได้เขียนข้อความฝากถึงกำนันสุเทพว่า…

เรียน กำนันสุเทพที่เคารพ..

ผมได้ยินกับหูตัวเองเมื่อเช้าจากชาวบ้านถ้ำธงคนหนึ่งว่า.

“กำนันสุเทพสั่งชาวชุมพรไม่ให้เลือกพงศา”

ผมไม่มีวันเชื่อว่าท่านกำนันจะพูดเช่นนั้น..

แต่ความจริงคือนักการเมืองในชุมพรบางคน แอบอ้างแต้มเติมให้กำนันเสียหายและกปปส.ของพวกเราก็เสียหาย

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบครับ

ด้วยจิตคารวะ.. พงศา ชูแนม

ลองอ่านความเห็นหลายๆท่านดูละกันครับ แม้ไม่เกี่ยวกับเราคนจังหวัดอื่น แต่การได้รับรู้เรื่องเบื้องหน้าเบื้องหลัง ก็สนุกไปอีกแบบ

แคน ไทเมือง

เรียน กำนันสุเทพที่เคารพ..
ผมได้ยินกับหูตัวเองเมื่อเช้าจากชาวบ้านถ้ำธงคนหนึ่งว่า.
“กำนันสุเทพสั่งชาวชุมพรไม่ให้เลือกพงศา”
ผมไม่มีวันเชื่อว่สท่ายกำนันจะพูดเช่นนั้น..แต่ความจริงคือนักการเมืองในชุมพรบางคน แอบอ้างแต้มเติมให้กำนันเสียหายและกปปส.ของพวกเราก็เสียหาย
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบครับ
ด้วยจิตคารวะ..แคน ไทเมือง

0000

อึดอัดมาหลายวันแล้ว กรณีอดีต สส.ชุมพร ลูกหมีกับกรณี พงศา ชูแนม ผู้สมัคร สว.ชุมพร และว่าจะเขียนถึงเรื่องนี้เพื่อแสดงความคิดเห็น แต่ก็พอดีไปเจอข้อเขียนของ ปู จิตกร บุษบา ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า คอลัมน์ เส้นใต้บรรทัด จึงอยากนำมาแชร์ให้บล็อกเกอร์ทั้งหลายที่ติดตามเรื่องนี้ได้อ่านและแสดงความคิดเห็นกัน

กรณี“ชุมพล จุลใส”กับ“พงศา ชูแนม”

ผมค่อนข้างตกใจที่ได้ยินเสียงยามเที่ยงของ “ลูกหมี-ชุมพล จุลใส” หนึ่งในแกนนำรุ่นหนุ่มของ กปปส. ที่พูดเป็นนัยๆ ถึงใครที่มาขึ้นเวที กปปส. แล้วไปลงสมัครรับเลือกตั้ง สว. ในทำนองว่า มาหาโอกาส

น้ำเสียงก็ไม่น่ารักอย่างที่เคยน่ารัก เนื้อหาก็เปิดช่องให้ถูกโจมตีได้ง่ายๆ และเรื่องนี้ก็ถูก “ฉวยใช้”ทำลาย กปปส.ว่า “คับแคบ-หมกหมุ่น-เป็นสันดานประชาธิปัตย์” มาวันสองวันแล้ว

แต่“ลุงกำนัน”หายไปไหน ปล่อยให้ชุมพล จุลใส พูดเรื่องนี้ บนเวทีสวนลุมพินี และออกอากาศช่องบลูสกายไปทั่วโลก ตอนเที่ยงๆ ของวันอังคารที่ 11 มีนาคม 2557

ไม่ต้องสงสัย ว่าคนที่ลูกหมีพูดถึงจะเป็นใครไปได้ นอกจาก “พงศา ชูแนม”คนที่มีทั้งคนโจษขานว่าดีมาก และบางพวกก็ตั้งคำถามถึงนิสัยส่วนตัวบางอย่าง โดยเฉพาะครั้งที่มาร่วมเคลื่อนไหวกับ กปปส. เช่น อยากดัง? อีโก้สูง และที่หนักหน่อยคือ ฉวยโอกาส

“คมชัดลึก”นำเสนอบทความสั้นๆ ชื่อ “ศึกคนกันเอง ‘ลูกหมีVSพงศา’ บนสมรภูมิสว.ชุมพร” ได้ประเด็นครบถ้วนและน่าสนใจมาก ขออนุญาตยกมาอ้างอิงอย่างครบถ้วนทั้งหมดว่า

……………………..

“ส่วนกรณีมีคนลงสมัครรับเลือกตั้งวุฒิสภาแล้วบอกว่า กปปส.ส่งมา อย่าหลงเชื่อ อย่าไปเลือก ให้เลือกคู่แข่งแทน เพราะนั่นโกหก กปปส.ไม่ยุ่งกับการสมัคร สว.จังหวัดไหนทั้งสิ้น”

สุเทพ เทือกสุบรรณ ลั่นคำเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา บนเวที กปปส.สวนลุมพินี ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่า กปปส.ไม่ขวางเลือกตั้ง เพราะส่งคนลงสมัคร สว. โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้

ก่อนหน้านั้น เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส.แถลงถึงกรณีที่ พงศา ชูแนม นักอนุรักษ์แห่งเมืองชุมพร ซึ่งเคยขึ้นเวที กปปส.ไปลงรับสมัครเลือกตั้ง สว.ชุมพร ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล และการลงสมัครดังกล่าว ไม่ใช่เป็นเพราะ กปปส.พิจารณาส่งลงสมัคร

ที่สำคัญ คืนวันศุกร์ (7 มี.ค.) “ลูกหมี” ชุมพล จุลใส ฝากข้อความให้โฆษกเวที กปปส.ประกาศผ่านช่องบลูสกายว่า ใครที่เคยขึ้นเวที กปปส. แล้วไปลงสมัครรับเลือกตั้ง สว. ผู้ลงคะแนนโปรดใช้วิจารณญาณ เพราะจุดยืนของ กปปส.ต้องการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง

ทำไมการตัดสินใจของ พงศา ชูแนม ลงสนามเลือกตั้ง สว.ชุมพร จึงมีแกนนำ กปปส.ดาหน้าขึ้นมาชี้แจง ราวกับว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย จริงๆ แล้ว “พงศา” ก็เป็นแนวร่วมของ กปปส. และเคยมาขึ้นเวทีพูดจาปราศรัยหลายหน และมวลมหาประชาชนต่างชื่นชม

สรุปการเปิดรับสมัครสมาชิกวุฒิสภา(สว.) จ.ชุมพร มีผู้ยื่นใบสมัคร 5 คน ได้แก่ พ.ต.อ.นรินทร์ บุษยวิทย์ อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร, วรรณา แซ่ติ้ง แม่ค้าสวนยางพารา, สุทรรศ พะลัง น้องชาย สุวโรช พะลัง อดีต สส.ปชป., พงศา ชูแนม อดีตเจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน สำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานฯ และ พ.ต.อ.เอกวัฒน์ โพธิ์เย็นญาติ ข้าราชการบำนาญ

ที่น่าจับตามีเพียง 2 คน คือ พ.ต.อ.นรินทร์ บุษยวิทย์ กับ พงศา ชูแนม!

กว่า 2 ทศวรรษแล้ว ที่ “พงศา” หนุ่มใหญ่ชาว อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เดินไปบนถนนสายอนุรักษ์ โดยปัจจุบัน พงศาเป็นหัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ ส่วนจัดการทรัพยากรต้นน้ำ สำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ด้วยความทุ่มเททั้งกายและใจ ทำให้เขาได้รับรางวัลจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) เมื่อปี 2533 ซึ่งเขายังเดินหน้าต่อสู้กับผู้ที่หวังจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากธรรมชาติ

“พงศา” ไม่ได้เป็นเพียงนักอนุรักษ์ต้นน้ำ แต่ยังมีแนวคิดปลูกต้นไม้ในใจคน จัดทำโครงการธนาคารต้นไม้ เพื่อให้คนช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และยังได้รับเลือกเป็นบุคคลหนึ่งในโครงการ “ค้นฅนดี” ของรายการ “คนค้นฅน” ประจำปี 2550 รวมทั้งยังรับรางวัลอีกมากมาย

ชาวชุมพรเรียกเขาว่า “นายหัวพงศา” และสื่อหลายสำนักเรียกขานพงศาว่า “สืบ นาคะเสถียร แห่งต้นน้ำพะโต๊ะ “ข้าราชการหัวใจประชาชนแบบ พงศา ชูแนม ไม่เป็นนักการเมือง ผมต้องการ…ปฏิรูปประเทศ อาสาเอาธรรมะชนะอธรรม” นี่คือคำประกาศของนักอนุรักษ์ผ่านเฟซบุ๊ก

กล่าวสำหรับ “ลูกหมี” ชุมพล จุลใส อดีต สส.ชุมพร ที่ประกาศกร้าวว่า ผู้สมัคร สว.ชุมพร อย่าใช้เวที กปปส.เป็นเครื่องมือหาเสียง

“ลูกหมี” ชุมพล ชาวนาสัก อ.สวี จบปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง จบแล้วก็สอบข้าราชการตำรวจ สวมเครื่องแบบสีกากีอยู่ 11 ปี ยศจ่าสิบตำรวจ ก็ลาออก เพื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้งท้องถิ่น และได้รับเลือกให้ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร

ก่อนเข้าสู่เวทีการเมืองระดับชาติ ในปี 2550 “ลูกหมี” ได้เข้าบริหารสัมปทาน “รังนกนางแอ่น” ตามถ้ำบนเกาะแก่งต่างๆ จึงทำให้เขาแผ่บารมีไปในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ รวมถึงทะลุทะลวงสร้อยสนกลในหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

ด้วยเหตุนี้ “ลูกหมี” สส.ชุมพร เขต 1 สมัยแรก จึงเป็นกลายดาวรุ่งพุ่งแรงแซงรุ่นพี่อย่าง ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย และสุวโรช พะลัง (เสียชีวิตแล้ว) และเหนืออื่นใด เขาเป็นคนสนิทของ “กำนันสุเทพ”

ปี 2555 “ลูกหมี” สำแดงพลังทางการเมืองครั้งสำคัญ ด้วยการส่งพี่ชาย “ลูกช้าง” สุพล จุลใส อดีตนายก อบต.นาสัก ลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.ชุมพร โดยมีคู่แข่งคือ ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย หรือ “พรมาลัย” อดีต สส.ชุมพร 8 สมัย “ลูกช้าง” สุพล ประสบชัยชนะด้วยคะแนนท่วมท้น ทุบสถิติเป็นนายก อบต.คนแรก ที่ขยับขึ้น “นายก อบจ.” โดยไม่ต้องผ่านการเป็น สจ.มาก่อน มันเป็นที่มาของคำว่า “จุลใสแฟมิลี่” หรือ “บ้านใหญ่ชุมพร” !!

ส่วน พ.ต.อ.นรินทร์ บุษยวิทย์ อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ที่ตัดสินใจลงสมัคร สว. ก็มีความสนิทชิดเชื้อกับสองพี่น้อง “จุลใสแฟมิลี่” ทั้ง “ลูกหมี” ชุมพล และ “ลูกช้าง” สุพล ซึ่งคนชุมพรทราบดีว่า งานกิจกรรมเพื่อสังคมในเครือข่ายสองพี่น้อง พ.ต.อ.นรินทร์ ก็จะไปเป็นประธานเปิดการแข่งขันทุกครั้ง

ว่ากันว่า พ.ต.ท.นรินทร์ ออกเดินสายแนะนำตัวต่อชาวชุมพรมานานแล้ว รวมทั้งหิ้วกระเช้าดอกไม้ไปอวยพรวันเกิด “ลูกช้าง” สุพล

คนชุมพรรู้ผ่านสื่อว่า กปปส.ไม่สนับสนุนใครลงสมัคร สว. แต่ “จุลใสแฟมิลี่” จะหนุนผู้สมัครรายใด เชื่อว่าคนชุมพรอีกนั่นแหละจะรู้ดีที่สุด

……………………………………

ผมภาวนาว่า เรื่องนี้อย่ากลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่สร้างปัญหาให้แก่มวลมหาประชาชนและ กปปส. กำนันสุเทพควรจบปัญหาท่าทีนี้ของลูกหมีอย่างเงียบๆ แล้วดึงประเด็นการปฏิรูปขึ้นมา “นำทาง-สร้างศรัทธา” กันต่อไป วาระสุดท้ายของการก้าวสู่ชัยชนะของประเทศชาติและประชาชน

ต้องไม่ลืมว่า ในเนื้อหาของการปฏิรูป ก็จะต้องเจอกับบางกลุ่มบางคนโจมตีอีก ว่ามีเรื่องนี้ ไม่มีเรื่องนั้น ทำไมไม่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปพลังงาน เป็นต้น

คุณไพศาล พืชมงคล เขียนไว้ในเฟซบุ๊ค Paisal Puechmongkol น่าคิดมากว่า…

@@การตีจากภายนอกด้วยข้อหาสารพัด ปืน ระเบิด ที่ว่าหนักยังระวังไม่ยากและมีทหารมาช่วยดูแล แต่ตีจากภายในก็หนักไม่แพ้กัน และทหารก็มาช่วยไม่ได้ นอกจากสติปัญญารู้เท่าทัน เรื่องใดที่ทำให้ทะเลาะกันเอง เรื่องนั้นคือปรากฏการณ์ที่ตีมาจากภายใน ใครทำให้ตีกันเอง คนนั้นคือข้าศึกที่แฝงมาตีจากภายใน ดูกันเองก็เห็นได้กระจ่าง จะยอมเป็นเหยื่อไหมโยม

@@แต่ละเวทีย่อมมีภารกิจของตน เวทีไหนมีภารกิจใดก็ว่าไป จะเคลื่อนไปไหนก็เคลื่อนไป เขาคงประสานกันดีแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องถามว่าทำไมเวทีนี้ไม่พูดเรื่องนี้ เวทีนั้นไม่พูดเรื่องนั้น ซึ่งทำให้เกิดความระแวงกันเปล่าๆ ระวังอย่าตกเป็นเหยื่อในเรื่องนี้

@@เวทีที่เน้นย้ำเรื่องพลังงานมากคือ เวทีแจ้งวัฒนะ และ กปท. ท่านใดสนใจก็ไปร่วมได้ นั่นก็เป็น กปปส. จะว่า กปปส. ไม่พูดเรื่องพลังงานได้ไง

ดังนั้น ผมขอให้ กปปส. ประกาศให้ชัดไปเสียเลยว่า กปปส. ไม่มีแนวทางขัดขวางการเลือกตั้ง สว. ส่วนใครจะเลือกใคร กปปส. ยิ่งไม่ยุ่งใหญ่เลย เพราะมีภารกิจเรื่อง “ขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณ” และนำประเทศไปไปสู่การปฏิรูป และกรณี “ลูกหมี-พงศา” นี้ ในมุมมองของผม

1.คุณพงศามีสิทธิล้านเปอร์เซ็นต์ที่จะลงสมัคร สว. การขึ้นเวที กปปส. ไม่ใช่ข้อผูกมัดว่าคุณพงศาจะลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ ส่วนจะมีสัญญาใจอะไรต่อกัน แล้วละเมิดสัญญานั้นหรือไม่ ผมไม่ทราบ

2.เข้าใจว่า ที่ชุมพรไม่มีการเลือกตั้ง สส. (คือจัดการเลือกตั้งไม่ได้) ดังนั้น คุณพงศาคงไม่ได้หนีมวลมหาประชาชนไปเลือกตั้ง และยังไม่เข้าข่าย ไม่ได้ไปเลือกตั้ง เพราะ กกต. จัดการเลือกตั้งที่ชุมพรไม่ได้ จึงไม่ขาดคุณสมบัติในข้อนี้

3.การลงสมัคร สว. ไม่ใช่เรื่องชั่วร้าย ส่วนตัวคุณพงศา ใช่คนเลวร้ายหรือไม่ ผมตอบไม่ได้ แต่คนชุมพรตอบได้ และจะเลือกหรือไม่เลือก ผมก็เชื่อในวิจารณญาณของคนชุมพร ที่เขารู้จักกันมานานกว่าพวกเรา

4.เราต้องการ สว.ดีๆ ไปช่วยกันตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาลมิใช่หรือ เห็นว่าใครดีก็เลือกไปเถอะ มันเป็นสิทธิของผู้เลือกน่ะ

5.เมื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปแล้ว หลังจากนั้น สภาพของ สว.จะเป็นอย่างไรก็ยังไม่ทราบเลย ดังนั้น ใครมีหน้าที่ปฏิรูปก็ผลักดันการปฏิรูปให้สำเร็จ ใครเห็นว่าขอแยกทางไปสนับสนุนในบทบาทอื่น ก็ต้องเคารพกัน ถ้าเขาตั้งใจจะไปเป็น สว.ที่ดี ก็ไม่มีอะไรเสียหาย

6.ตอนคุณพงศาเขามาขึ้นเวที มาแสดงตนสนับสนุน เราต้อนรับด้วยอัธยาศัย เมื่อเขาจะก้าวต่อไปในหนทางที่เขาสนใจ เราก็ควรจะยินดี เพียงแต่เราประกาศแนวทางของเราให้ชัดเจน ว่าเราขอปฏิรูปบ้านเมืองให้สำเร็จก่อน

7.คุณลูกหมี จึงควรหยุดพูดถึงเรื่องนี้ได้แล้ว โดยเฉพาะเมื่อโฆษก กปปส. เคยแถลงข่าวแล้ว ว่า กปปส. ไม่เคยส่งใครไปสมัคร สว. เพราะ กปปส. มีบทบาทเดียว คือ ผลักดันการปฏิรุป และลุงกำนันก็พูดประเด็นเดียวกับโฆษก ผมถือว่าเราเข้าใจตรงกันหมด จบ และเดินหน้าภารกิจของเราอย่างแข็งขันต่อไปด้วยใจชื่นบาน

8.สมมติว่า หากคุณพงศาหรือใครก็ตาม ไปแอบอ้าง กปปส. ประชาชนเขาก็จะรู้เอง ว่าไม่ใช่ เขาก็จะตำหนิหรือลงโทษกันเอง ดังนั้น วางเรื่องเล็ก ไปทำเรื่องใหญ่กันดีกว่า

9.การพูดของคุณลูกหมีจะเข้าทางพวกที่จ้องโจมตี กปปส. ซึ่งมีทั้งพวกแดงและไม่แดง จะทำให้เกิดประเด็น ว่าตระกูลจุลใส ก็ได้หมายตาที่จะสนับสนุนผู้สมัครบางรายอยู่แล้ว ลูกหมีถึงได้ฉุนเฉียวขนาดนี้ ทำให้ลูกหมีซึ่งจะคิดอย่างนั้นอยู่หรือไม่ก็ไม่รู้ ถูกตีตราและน่าเคลือบแคลงใจ

10.หยุด และอย่าเอาตัวเองไปเป็นเหยื่ออันโอชะของใคร ซึ่งจะลุกลามมาทำลาย กปปส. และมวลมหาประชาชน

12.เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องจบลงที่ “ฉันรักลูกหมี เกลียดพงศา” หรือ “ฉันรักพงศา เกลียดลูกหมี” มองผ่านเรื่องนี้ ยิ้มๆ และยกให้พี่น้องจังหวัดชุมพรเขาตัดสินใจกันเถอะครับ นี่คือความงดงามของสังคมประชาธิปไตย ถ้าเรายังสร้างความงดงามนี้ให้เกิดขึ้นไม่ได้ ใครเขาจะมาศรัทธาการปฏิรูปของเรา

ก้าวเข้าไป อย่าได้ถอย มวลชนคอยเอาใจช่วยอยู่!!

แนวทางในการมีวุฒิสภา ตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญทุกฉบับ มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านมาจากสภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และอื่นๆ วุฒิสภาจึงควรได้สมาชิกที่ปลอดจากการชักนำของพรรคการเมือง หากอ่านจากบทความข้างต้นอย่างละเอียด ระหว่างตัวเต็ง 2 คนที่มีโอกาสได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาของจังหวัดชุมพร พงศา ชูแนม สมควรได้รับเลือกมาเป็น สว.มากกว่า เพราะไม่เกี่ยวโยงกับพรรคการเมืองใด น่าจะทำหน้าที่ สว.ได้ดีกว่าคนของ ลูกหมี ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ทางการเมือง แม้ว่าทั้งสองคนเมื่อได้เป็น สว. จะไม่รับเงินเดือนพิเศษจาก ทักษิณ ชินวัตร ก็ตาม

ที่มา : บล็อคเกอร์ “จ่าแป๊ะ”

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เรื่องที่อยากเล่า…

40 ปีที่แล้วเรียนจบใหม่ๆ มีโอกาสได้ทำงานที่นิตยสารสกุลไทยเป็นนักข่าว เป็นลูกน้อง พี่สุภัทร สวัสดิรักษ์ เรื่องราวของ “ข่าวในวัง” มีให้ทำไม่ขาดทุกวัน ทั้งทำข่าวและถ่ายภาพในงานเสด็จฯในที่ต่างๆ ในกรุงเทพ แบกนิคอน F พ่วงแฟล็ชที่มีแบ็ตเตอรี่มีน้ำกรดให้รดเสื้อนอกขาดไปหลายตัว ข่าวในพระราชสำนักของ “สกุลไทย” ถือเป็นเอกลักษณ์มาจนทุกวันนี้

ปัจจุบันยิ่งมีพระราชกรณีกิจให้ติดตามมากขึ้นกว่าเมื่อ 40 ปีที่แล้วหลายเท่า เนื่องเพราะสมัยนั้น พระราชโอรสและพระราชธิดายังทรงศึกษาในสถานศึกษาต่าง ๆ ข่าวในพระราชสำนักจึงยังเน้นหนักที่พระราชการณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จย่า สมเด็จพระพี่นาง ฯ ในท่ามกลาง “สงครามทางความคิด” ไม่ผิดกับสมัยนี้

หลุดจากสกุลไทยเข้าไปไทยรัฐก็ได้ทำข่าวสตรี หนีไม่พ้นข่าวพระราชสำนัก

บัดนี้พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสนอง “ตามรอยเท้าพ่อ” เข้มแข็งเสมอมา

โลกเปลี่ยนไป พระราชกรณียกิจยิ่งมากมาย ในหลวงของเราทรงมีพระชนมายุมากแค่ไหน แต่พระองค์ไม่เคยทรงหยุดปฏิบัติพระราชกรณียกิจ แม้ในวัยที่สมควรได้พักผ่อน

แล้วลองมองที่ตัวเราสิ อย่าท้อถอยและห้ามบ่นว่า “แก่แล้ว” เป็นอันขาด

เมื่อใดที่รู้สึกเหนื่อย ท้อ หมดกำลังใจให้มองไปที่พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน

เช้าวันจันทร์ปลุกปลอบใจตัวเองให้ลุกขึ้น ไปทำงาน สู้ชีวิต…( ฮา )

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ปฏิรูปประเทศไทย ดีใจที่มีเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง”

กระบวนการต่อสู้ทางการเมืองของไทยยังคงเดินหน้าเข้มข้นด้วยสโลแกน “โค่นล้มระบอบทักษิณให้สิ้นไปจากผืนแผ่นดินไทย” ชูประเด็นปฏิรูปประเทศในทุกด้านทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม จากการปฏิรูป 6 ด้าน กำลังขยายออกไปอีกเป็น 9 ด้าน ถือเป็นการชำระล้างล้างประเทศกันเลยทีเดียว
ต้นเหตุที่แท้จริงก็เรื่องเดียวที่เกาะกินประเทศจนจะเหลือแต่โครงกระดูก นั่นคือ “การทุจริตคอรัปชั่น” ต้นธารของระบอบทุนสามานย์ อันชั่วร้าย
ส่วนผลสุดท้ายบ้านเมืองจะเดินไปทางไหน ยังทำนายอนาคตไม่ได้ ก็ต้องสู้ๆ ดูๆ กันไป ถ้าไม่นองเลือดได้ก็ยังว่าโชคดีของประเทศไทย
ในท่ามกลางเวทีปฏิรูปที่จัดเสวนาที่สวนลุมพินี เมื่อวานนี้ มีช่วงที่ดีๆซึ่งมวลมหาประชาชนและ กปปส.แกนนำจัดเวทีให้ชาวบ้านได้เสนอความต้องการช่วยคิดช่วยทำ
บนเวที คุณอานิก อัมระนันทน์เป็นผู้ดำเนินรายการมีผู้ร่วมเสวนามากจาก นครศรีฯ ชุมพร นครปฐม อุบลฯ กทม. ซึ่งมีอาชีพสวนยาง ขายแกง ส่งออกข้าว กระทั่งครรูสอนเต้นบัลเล่ย์-แจ๊ส

ทสรุปสั้นๆ จากเวทีนี้มีข้อเสนอหลากหลายมากมาย ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เช่นตั้งสภา-องค์กรเชิดชูคนดีจากภาคส่วนต่างๆ แล้วให้ผลตอบแทน เช่น สวัสดิการรักษาพยาบาลเพื่อให้เขาอยู่ได้สบายขึ้นเพื่อทำดีได้มากขึ้น ในด้านครอบครัว-พ่อแม่ต้องให้เวลากับลูกให้อบอุ่น เรื่องการศึกษา ควรปลูกฝังจริยธรรมและวัฒนธรรมความดีแบบไทยๆ   ต้องรณรงค์ให้คนไทยปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกันมากๆ , ปฏิรูปที่ดิน ให้เกษตรกรที่ยากจนมีที่ทำกัน แต่ควรตรวจสอบว่าจนจริง อยากให้เอกสารสิทธิ์แบบต่างๆเสมอภาคขึ้น การให้เอกสารสิทธ์ตามกระบวนการที่โปร่งใส การช่วยเหลือของรัฐต้องเสมอภาค
ด้านเลือกตั้งต้องเพิ่มประสิทธิภาพ กกต.ให้ตรวจสอบนโยบายว่าทำได้จริงและไม่กระทบเสียหาย
สื่อมวลชน ต้องเสนอข่าวรอบด้าน และยึดหลักความถูกต้องในการเสนอด้วย ฯลฯ
ก็ดีใจเป็นพิเศษที่ชาวบ้านแท้ๆ นำเสนอหัวข้อ “น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นธงนำชีวิตในทุกอาชีพ”
ก็ได้แต่เอาใจช่วย ขอให้สำเร็จและบรรจุให้เป็นวาระสำคัญของโครงการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นคนจัดก็ตาม
พูดถึงงาน”จิตอาสา” เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเอกชนหลายฝ่ายดำเนินการเผยแพร่สร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ทั้งด้านชมรมคนรักในหลวงและมูลนิธิต่างๆแล้ว
วันนี้ ( 19 มี.ค. ) ที่คณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ มีกิจกรรมอบรม “สร้างสรรค์สื่อให้ย่อยง่าย” เกี่ยวกับ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โดยนัดหมายนิสิตนิเทศศาสตร์จุฬาฯและนักศึกษาวารสารศาสตร์ธรรมศาสตร์ เข้ารับการอบรมกว่า 50 คน ขนวิทยากรระดับมือพระกาฬของวงการไปติวเข้ม ถึง 3 วัน
วันพรุ่งนี้ลงสนามจริงที่บางกระเจ้า ผลิตสื่อจูงใจทันสมัยและเข้าใจง่ายที่เรียกว่า Info graphic ซึ่งเป็น “สื่อยุคใหม่” ให้นิสิตนักศึกษาได้เพิ่มพูนประสพการณ์ ก่อนออกไปทำงานรับใช้ประเทศชาติในสื่อต่างๆ ตามวิชาชีพซึ่งตนร่ำเรียนมา
หวังว่าเราจะได้คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องพอเพียงประดับวงการสื่อสารมวลชนอย่างมีคุณภาพ
ผมตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมน้องๆ หลานๆเค้าหน่อย เพราะเค้าเชิญไปร่วมเป็นกรรมการตัดสินผลงานนิสิตนักศึกษาชุดนี้ด้วย
ช่วงบ่ายวานนี้ กลุ่ม “รู้สู้ฟลัด” ที่เป็นจิตอาสาทำ Info graphic ตอนน้ำท่วมปี 2554 มาเป็นวิทยากร
วันนี้ยิ่งน่าสนใจ กลุ่ม Big tree และเจ้าหน้าที่จาก TDRI มาเป็นวิทยากร แอบอิจฉาเด็กๆ ได้ครูดีๆ
แต่เราคิดว่าจะไปแอบครูพักลักจำอยู่หลังห้อง อิ อิ
ก็ตอนเราเรียนไม่มีเทคนิคพวกนี้ เลยต้องไปเรียนจากเด็ก ๆ จะว่าไปไม่อายนะถ้าต้องถามเด็กๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ
ก็สมัยเรามันไม่มีนี่หว่า ( ฮา )
ลืมบอกไปว่า “มูลนิธิบุคคลพอเพียง” เป็นผู้สนับสนุนโครงการครับ
แคน ไทเมือง

กระบวนการต่อสู้ทางการเมืองของไทยยังคงเดินหน้าเข้มข้นด้วยสโลแกน “โค่นล้มระบอบทักษิณให้สิ้นไปจากผืนแผ่นดินไทย” ชูประเด็นปฏิรูปประเทศในทุกด้านทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม จากการปฏิรูป 6 ด้าน กำลังขยายออกไปอีกเป็น 9 ด้าน ถือเป็นการชำระล้างล้างประเทศกันเลยทีเดียว

ต้นเหตุที่แท้จริงก็เรื่องเดียวที่เกาะกินประเทศจนจะเหลือแต่โครงกระดูก นั่นคือ “การทุจริตคอรัปชั่น” ต้นธารของระบอบทุนสามานย์ อันชั่วร้าย

ส่วนผลสุดท้ายบ้านเมืองจะเดินไปทางไหน ยังทำนายอนาคตไม่ได้ ก็ต้องสู้ๆ ดูๆ กันไป ถ้าไม่นองเลือดได้ก็ยังว่าโชคดีของประเทศไทย

ในท่ามกลางเวทีปฏิรูปที่จัดเสวนาที่สวนลุมพินี เมื่อวานนี้ มีช่วงที่ดีๆซึ่งมวลมหาประชาชนและ กปปส.แกนนำจัดเวทีให้ชาวบ้านได้เสนอความต้องการช่วยคิดช่วยทำ

บนเวที คุณอานิก อัมระนันทน์เป็นผู้ดำเนินรายการมีผู้ร่วมเสวนามากจาก นครศรีฯ ชุมพร นครปฐม อุบลฯ กทม. ซึ่งมีอาชีพสวนยาง ขายแกง ส่งออกข้าว กระทั่งครรูสอนเต้นบัลเล่ย์-แจ๊ส หลากหลายอาชีพ

บทสรุปสั้นๆ จากเวทีนี้มีข้อเสนอหลากหลายมากมาย ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เช่นตั้งสภา-องค์กรเชิดชูคนดีจากภาคส่วนต่างๆ แล้วให้ผลตอบแทน เช่น สวัสดิการรักษาพยาบาลเพื่อให้เขาอยู่ได้สบายขึ้นเพื่อทำดีได้มากขึ้น ในด้านครอบครัว-พ่อแม่ต้องให้เวลากับลูกให้อบอุ่น เรื่องการศึกษา ควรปลูกฝังจริยธรรมและวัฒนธรรมความดีแบบไทยๆ   ต้องรณรงค์ให้คนไทยปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกันมากๆ , ปฏิรูปที่ดิน ให้เกษตรกรที่ยากจนมีที่ทำกัน แต่ควรตรวจสอบว่าจนจริง อยากให้เอกสารสิทธิ์แบบต่างๆเสมอภาคขึ้น การให้เอกสารสิทธ์ตามกระบวนการที่โปร่งใส การช่วยเหลือของรัฐต้องเสมอภาค

ด้านเลือกตั้งต้องเพิ่มประสิทธิภาพ กกต.ให้ตรวจสอบนโยบายว่าทำได้จริงและไม่กระทบเสียหาย

สื่อมวลชน ต้องเสนอข่าวรอบด้าน และยึดหลักความถูกต้องในการเสนอด้วย ฯลฯ

0000

ก็ดีใจเป็นพิเศษที่ชาวบ้านแท้ๆ นำเสนอหัวข้อ “น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นธงนำชีวิตในทุกอาชีพ”

ก็ได้แต่เอาใจช่วย ขอให้สำเร็จและบรรจุให้เป็นวาระสำคัญของโครงการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นคนจัดก็ตาม

พูดถึงงาน”จิตอาสา” เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเอกชนหลายฝ่ายดำเนินการเผยแพร่สร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ทั้งด้านชมรมคนรักในหลวงและมูลนิธิต่างๆแล้ว

วันนี้ ( 19 มี.ค. ) ที่คณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ มีกิจกรรมอบรม “สร้างสรรค์สื่อให้ย่อยง่าย” เกี่ยวกับ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โดยนัดหมายนิสิตนิเทศศาสตร์จุฬาฯและนักศึกษาวารสารศาสตร์ธรรมศาสตร์ เข้ารับการอบรมกว่า 50 คน ขนวิทยากรระดับมือพระกาฬของวงการไปติวเข้ม ถึง 3 วัน

วันพรุ่งนี้ลงสนามจริงที่บางกระเจ้า ผลิตสื่อจูงใจทันสมัยและเข้าใจง่ายที่เรียกว่า Info graphic ซึ่งเป็น “สื่อยุคใหม่” ให้นิสิตนักศึกษาได้เพิ่มพูนประสพการณ์ ก่อนออกไปทำงานรับใช้ประเทศชาติในสื่อต่างๆ ตามวิชาชีพซึ่งตนร่ำเรียนมา

หวังว่าเราจะได้คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องพอเพียงประดับวงการสื่อสารมวลชนอย่างมีคุณภาพ

ผมตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมน้องๆ หลานๆเค้าหน่อย เพราะเค้าเชิญไปร่วมเป็นกรรมการตัดสินผลงานนิสิตนักศึกษาชุดนี้ด้วย

ช่วงบ่ายวานนี้ กลุ่ม “รู้สู้ฟลัด” ที่เป็นจิตอาสาทำ Info graphic ตอนน้ำท่วมปี 2554 มาเป็นวิทยากร

วันนี้ยิ่งน่าสนใจ กลุ่ม Big tree และเจ้าหน้าที่จาก TDRI มาเป็นวิทยากร แอบอิจฉาเด็กๆ ได้ครูดีๆ

แต่เราคิดว่าจะไปแอบครูพักลักจำอยู่หลังห้อง อิ อิ

ก็ตอนเราเรียนไม่มีเทคนิคพวกนี้ เลยต้องไปเรียนจากเด็ก ๆ จะว่าไปไม่อายนะถ้าต้องถามเด็กๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ

ก็สมัยเรามันไม่มีนี่หว่า ( ฮา )

ลืมบอกไปว่า “มูลนิธิบุคคลพอเพียง” เป็นผู้สนับสนุนโครงการครับ

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

การเมืองกำลังยุ่ง การมุ้งดันมาเกี่ยวเลยต้องฟ้องแก้เกี้ยวกันซักหน่อย

ท่ามกลางข่าวร้อนๆ เรื่องศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ พรบ.เงินกู้ 2,2 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลตกกระป๋อง ช่วยให้ประชาชนคนไทยไม่ต้องเป็นหนี้ไปถึงชาติหน้า ก็ถือว่านับเป็น “ข่าวดี” ที่รอคอยมานาน ส่วนรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบอะไรหรือไม่เราไม่อยากจะหวัง

เคยด้านยังไงก็คงยังด้านต่อไป รัฐบาลบ่นว่า “เสียดาย” ที่ศาลไม่มองเจตนารมณ์ แต่เราก็ “เสียดาย” ที่ประเทศชาติเสียโอกาสใช้งบประมาณที่ควรเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย งบประมาณคมนาคมอีกหลายโครงการต้องโดนแช่แข็งเพราะถูกพ่วงเข้าไปในพรบ.นี้ ทั้งๆที่หากแยออกมาใช้ตามงบประมาณปกติก็ย่อมทำได้ เช่นกรณีรถไฟรางคู่เป็นต้น

แต่เอาเถอะยังไงก็ทำให้สบายใจไปเปลาะหนึ่ง มาทึ่งกับข่าวเบาๆ การเมืองกันบ้างดีกว่า

ประสาคนเคยทำข่าวบันเทิงสตรีมาก่อนทำข่าวการบ้านการเมือง เห็นข่าวการเมืองมาปนการมุ้งเห็นเรื่องยุ่งๆ เลยทำให้แอบอมยิ้ม…

ก็ถือซะว่าเป็น “สีสันการเมือง” อย่าไปคิดอะไรมากมาก พระเอกก็หล่อ นางเอกก็สวย แถมมีอุดมการณ์ตรงกันจะรักกันชอบกันมันไม่ใช่เรื่องแปลก ข่าวเค้าบอกว่า…

“นิติธร ล้ำเหลือ” ปัด หมั้น “จอย ศิริลักษณ์” เตรียมฟ้องสื่อกลับ ฐานหมิ่นประมาท เชื่อหวังทำให้เป็นประเด็นการเมือง

นายนิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษาเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ได้แถลงข่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวในสื่อออนไลน์ ว่า ตนเอง และ จอย ศิริลักษณ์ ผ่องโชค หมั้นหมายกันแล้วนั้นไม่เป็นความจริง เพราะตนเองไม่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องส่วนตัว ซึ่งจากการตรวจสอบก็ได้ทราบแล้วว่า ข่าวเริ่มต้นมาจากสำนักสื่อใดโดยในขณะนี้ได้มอบหมายให้ทางทีมทนายความ เตรียมดำเนินการฟ้องคดีกับสื่อดังกล่าวในฐานเข้าข่ายหมิ่นประมาททั้งนี้ นายนิติธร ได้ยอมรับว่า สนิทสนมและรู้จักเป็นการส่วนตัวกับ จอย เพราะจอยเคยมาร่วมชุมนุมด้วยตั้งแต่สมัยพันธมิตรฯ และคดีความของจอย ตนเองก็ได้เป็นทนายความในการดำเนินการ ส่วนเรื่องที่จะถูกมองว่า ไม่เป็นสุภาพบุรุษจากการออกมาแถลงข่าวก่อนจอยนั้น นายนิติธร กล่าวว่า การที่ตนเองออกมาแถลงข่าวครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงการเป็นสุภาพบุรุษ เพราะข่าวนั้นไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม นายนิติธร ยังได้กล่าวว่าสาเหตุของการเสนอข่าวนี้ อาจจะต้องการทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง

0000

ที่จริงข่าวนี้ไม่น่าจะซีเรียสมาก เค้าแค่บอกว่าจะหมั้นกันก็นับว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ใช่ก็ไม่น่าจะถึงกับเสียหาย

เอาแค่”แก้ข่าว” เหมือนชาวบันเทิงทั้งหลายก็สบายๆ นะครับ “ทนายนกเขา”

ถือเป็นเรื่อง “เบาๆ” เป็น รักระหว่างรบก็ไม่แปลกอะไรน่า…อย่าซีเรียส…

ถ้ามีคนมาบอกว่าผมเป็นข่าวกับนางเอกสุดฮ็อต ผมคงแอบปลื้มไปหลายวัน แถมก็บเป็นประวัติชีวิตรัอันแสนหวานไว้คิดถึงตอนแก่ๆ

เท่…ฝุดฝุด !

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

การเนรเทศคนต่างด้าวที่ไม่มีความผิดทำไม่ง่ายนักหรอก

เฝ้าติดตามการดำเนินการตามคำสั่ง ศรส. ที่ให้เนรเทศนายสาธิต เซกัล ผู้อาศัยอยู่ในเมืองไทยกว่า 50 ปี ผู้ซึ่งเปิดตัวในการขึ้นเวที กปปส. ตั้งแต่อยูที่เวทีสามเสน โดยโฆษกบนเวทีสังเกตเห็นผู้ชายหน้าตาเหมือนชาวอินเดียยืนแจกภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงและริบบิ้นธงชาติแก่ผู้ไปร่วมชุมนุม ด้วยทุนทรัพย์ของตนเอง และสังคมก็ได้รู้จักตัวตนของนายสาธิต เซกัล คนอินเดียผู้ “รักในหลวง” เป็นชีวิตจิตใจ เวลาขึ้นเวที กปปส. ก็จะเล่าเรื่องความประทับใจในพระราชกรณียกิจ และพระมหากรุณาธิคุณในด้านต่างๆ ที่หาได้ยากจากพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลก เท่าที่สังเกตุไม่เคยได้ยินว่านายสาธิ เซกัล พูดประเด็นการเมืองอื่น ๆ

ผมไม่แน่ใจว่าคุณสาธิต เซกัล ได้เป็น “แกนนำ” ของกปปส.ที่จัดการชุมนุมหรือไม่ แต่เมื่อใดที่มีการเคลื่อนไหว ก็มักจะเห็นคุณสาธิต เซกัล ไปร่วมงานอยู่เสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มนักธุรกิจสีลม เนื่องจากนายสาธิต เซกัล มีตำแหน่งแห่งที่ในกลุ่มนักธุรกิจสีลม

เมื่อถูกคำสั่ง “เนรเทศ” โดยตำสั่งจาก ศรส.มีไปถึงตำรวจตรวจคนเข้าเมืองให้ดำเนินการต่อ ขณะเดียวกัน มวลมหาประชาชนก็ได้จัดทีมช่วยเหลือโดยครั้งแรกมีข่าวว่าจะเดินเท้าจากกทม.ไปถึงหัวหิน เพื่อเข้าถวายฎีกาจาก แต่เมื่อมีเสียงติติงจากสังคม ทีมงานช่วยเหลือจึงได้ให้น้องชายของนายสาธิต เซกัล ทำหนังสือถวายฎีกาแทนตนเอง

อีกทางหนึ่งแกนนำ กปปส.ได้ให้นายถาวร เสนเนียมดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้ ศรส.ระงับคำสั่งดังกล่าว

ข่าวดีก็ออกมาว่า…ศาลแพ่งรับไต่สวนปมเนรเทศ ‘สาธิต เซกัล’ 25 มี.ค.นี้แล้ว จะได้ผลหรือไม่อย่างไรก็เป็นดุลพินิจของศาล

นายถาวร เสนเนียม แกนนำกปปส. แถลงถึงความคืบหน้ากรณีที่ยื่นเรื่องต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ดำเนินการกับร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผอ.ศรส.จากกรณีลงนามในคำสั่งเนรเทศนายสาธิต เซกัล นายกสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการละเมิดคำสั่งศาลแพ่ง ซึ่งหลังจากที่ตนได้ยื่นคำร้อง ศาลได้รับคำร้องและมีการนัดไต่สวน วันที่ 25 มี.ค.นี้ ศาลจะเรียกโจทย์และจำเลยมาไต่สวนพร้อมกัน

นายถาวร กล่าวต่อถึงกรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษชนเเห่งชาติ ได้มีข้อสรุปและมีหนังสือไปถึงร.ต.อ.เฉลิม, พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว ผบ.ตร.และนายสาธิต โดยระบุใน 5ประเด็นคือ

1. นายสาธิตมีถิ่นที่อยู่ถาวรในราชอาณาจักรมาแล้วกว่า 50 ปี และมีชื่ออยู่ในเอกสารทร.14 ( ทะเบียนบ้าน) ดังนั้นจึงสามารถอยู่ในประเทศได้โดยไม่ต้องขอเอกสารอนุมัติ

2.การใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา11 ในการเนรเทศนั้นต้องคำนึงถึงการถูกแทรกแซงสิทธิในการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวตามกติการะหว่างประเทศซึ่งไทยได้เป็นภาคีสมาชิกอยู่ในขณะนี้

3.การใช้อำนาจต้องระมัดระวัง และต้องอยู่บนพื้นฐานสุจริตไม่เลือกปฏิบัติ โดยในกรณีของนายสาธิต ซึ่งมีหมายจับในข้อหากบฏอยู่ ดังนั้นจึงต้องอยู่ในประเทศจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ซึ่งหากมีการสั่งเนรเทศก็เท่ากับว่า เป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาออกนอกประเทศโดยไม่ต้องการรับโทษ

4.การพิจารณาของคณะกรรมการตรวจคนเข้าเมืองเป็นการพิจารณาที่ขัดหลักธรรมมาภิบาลและ

5. ศาลแพ่งได้ให้การคุ้มครอง ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถใช้ข้อบังคับตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินได้ ดังนั้นการเนรเทศจึงไม่สามารถเนินการได้เช่นกัน

นายถาวร เสนเนียมจึงขอให้ ศรส. มีการทบทวนเรื่องนี้ เพราะถือเป็นการดำเนินการที่ผิดกฎหมายซ้ำซึ่งอาจนำมาซึ่งการดำเนินคดีอาญา อีกทั้งยังกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและอินเดีย ซึ่งอาจมีการมองว่ารัฐบาลใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงกระบวนการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามในส่วนของกปปส.นั้น เราจะพยายามดำเนินการให้รัฐบาลพ้นสภาพโดยเร็วที่สุด

เห็นการทำงานของ กปปส.กับเรื่องที่อ่อนไหวเช่นนี้ก็ค่อนข้างสบายใจที่ใช้เส้นทางศาลดำเนินการตามกฎหมาย แทนที่จะนำเรื่องไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาทแม้มีสิทธิ์จะทำก็ตาม

กปปส.และทีมงานช่วยเหลือเดินเกมต่อสู้กันในทางกฎหมายให้ศาลตัดสินกันไปเลยดีกว่า ฝ่ายประสงค์ร้ายจะได้ไม่มีการกล่าวหาว่าสถาบันอยู่เบื้องหลังในทุกเรื่อง

เพราะพวกล้มเจ้าถือเป็นสูตรสำเร็จของการกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงเช่นเดียวกับเรื่องอื่น ๆ ที่ฝ่าย “ล้มเจ้า” สร้างเรื่องขึ้นมาให้สังคมสับสนเสมอมา

และเชื่อมั่นว่า “คนรักในหลวง” ล้วนทำแต่สิ่งดีๆต่อสังคมและประเทศชาติ มีผลงานให้เห็นเป็นประจักษ์ หวังว่าคงได้รับความเมตตาจากศาลในที่สุด

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ข้าราชการสมช.ผู้จักรักภักดีออกแถลงการณ์ต้าน “ภราดร” เชื่อประชาชนใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ

ต้องขอยกย่องข้าราชการสมช.ที่กล้าออกแถลงการณ์ต้าน เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ( สมช.) ที่ไปสนับสนุนพรก.ฉุกเฉิน อันจะนำไปสู่ความแตกแยกรุนแรงและให้เหตุผลว่า “รัฐต้องคุ้มครองประชาชน”

นอกจากนั้นยังมั่นใจ “ถวิล เปลี่ยนศรี ” อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติจะได้คืนเก้าอี้เบอร์หนึ่ง “สมช.” ซึ่งศาลปกครองสูงสุดจะตัดสินในวันนี้จากการโยกย้ายไม่เป็นธรรม

สำนักข่าวอิศราเสนอข่าวว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2557 มีการเผยแพร่เอกสารแถลงการณ์ของข้าราชการในสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่จงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน โดยระบุถึงความอัดอั้นที่มีต่อการทำงานของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. ที่รับใช้ฝ่ายการเมือง และเห็นด้วยกับที่ศูนย์อำนาจการรักษาความสงบ (ศรส.) ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

โดยแถลงการณ์ดังกล่าว ระบุว่า สำนักงาน สมช. พิจารณาเห็นว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างในสังคมประชาธิปไตย เป็นเรื่องปกติที่สามารถกระทำได้ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่สิ่งสำคัญขณะนี้เนื่องจากฝ่ายการเมืองได้พยายามใช้อำนาจภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เข้าไปสกัด ขัดขวาง การแสดงความคิดเห็นที่ศาลรัฐธรรมนูญ และมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่จะปกป้องประชาชนที่ชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง จากการใช้ความรุนแรงของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ประกอบกับดึงตำรวจเข้ามาเป็นผู้ขัดแย้งกับประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุม

“สมช. มีความห่วงใยอย่างยิ่งที่ความขัดแย้งดังกล่าวถูกฝ่ายการเมือง และภาคประชาชน นำเอาเรื่องความอยู่รอดปลอดภัย ความเป็นเอกราช ความเป็นรัฐชาติที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้โดยเด็ดขาด มาเป็นประเด็นในการต่อสู้ จึงขอเรียกร้องให้บุคคล หรือกลุ่มบุคคล ยุติความเคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่ความแตกแยก ยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ และเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเข้าคุ้มครองประชาชนทุกกลุ่มให้มีความปลอดภัย พร้อมทั้งดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจังต่อผู้ใช้ความรุนแรง” แถลงการณ์ดังกล่าว ระบุ

เอกสารฉบับเต็ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นความเห็นชอบของเหล่ารองเลขาธิการ สมช. เช่น นายพรชาติ บุนนาค และนายอนุสิทธิ์ คุณากร โดยนอกจากต่อต้านกรณีที่พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาฯสมาความมั่นคงแห่งชาติ ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้ว ยังมั่นใจว่านายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ ชนะคดีกรณีที่ถูกปลดอย่างไม่เป็นธรรม และกลับคืนสู่ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. อีกครั้ง จึงเป็นที่มาให้ออกแถลงการณ์ดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษา กรณีนายถวิล เปลี่ยนศรี ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม โยกย้ายตำแหน่งอย่างไม่เป็นธรรม ในวันที่ 7 มีนาคม นี้

ภาพประกอบ : www.posttoday.com

0000

ข้าราชการที่ดี ๆ ได้ออกมายืนเคียงข้างมวลมหาประชาชนกันหลายกระทรวงแล้ว ข่าวนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งเป็นข่าวดีของ กปปส. ที่สามารถปลุกให้ข้าราชการตื่นจากการรับใช้นักการเมือง ก็ต้องถือว่าเป็นข่าวร้ายของรัฐบาลรักษาการ ที่กำลังต่อสู้ช่วงชิงความชอบธรรมกันอยู่ในขณะนี้

การต่อสู้ด้วยสันติวิธี เป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ ยาวนาน สำคัญว่าใครจะอึดกว่ากัน เมื่อศาลรับประกันการใช้สิทธิ์ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลโดยสันติวิธีตามรัฐธรรมนูญแม้ฝ่ายรัฐบาลจะยัดเยียดข้อหาใดๆ ออกหมายจับใด ๆ ก็ไม่น่าจะมีความหมาย ในเมื่อ “มีหมายจับ” ก็ “ไม่กล้าเข้าไปจับ” จึงดูเหมือนการสร้างข่าวปลอบใจกันไปวัน ๆ

นาทีนี้ผลชี้ขาด “แพ้-ชนะ” หากทหารไม่ทำปฏิวัติก็ต้องรอผลชี้ขาดจาก ปปช. ที่กำลังดำเนินการเรือง “โกงจำนำข้าว”

หากปปช.ชี้มูลฟันเปรี้ยงลงไป ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลก็ถึงกาลอวสานต์ทันที

ส่วนเรื่องของกฎหมายจะไปเข้ามาตราไหนในรัฐธรรมนูญ เอาไว้ให้เกิด “สูญญากาศ” ค่อยมาดูกัน

พูดกันไปมากๆ ก็เลี่ยนนักกฎหมายข้างสนามเต็มที ตอนนี้ก็ต้องร้องเพลง “รอ” กันไปพลาง ๆ

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โซเชียลเน็ตเวิร์ครวมตัวถล่มเพจล้มเจ้า…หมิ่นสถาบัน

ในท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองที่กำลังสู้กันฝุ่นตลบข้ามปี ข้ามมาหลายเทศกาล

นักรบหน้าจอต่างพบเจอ “เพจหมิ่นฯ เว็บหมิ่นฯสถาบัน” มากมาย แต่อึดอัดขัดใจจะนำมาแชร์ต่อเพื่อด่า ชี้แจงหรือเรียกเพื่อนไปถล่มก็เข้าข่ายเผยแพร่ซ้ำ โดนข้อหาตามป.อาญา112

แม้แต่ตอนขึ้นโรงพักแจ้งความก็ทำได้เพียงเปิดคอมพ์ให้ตำรวจดู …

ดังนั้นนักรบหน้าจอจึงติดต่อหลังไมค์ หรือช่องทางส่งข้อความกันเพื่อความปลอดภัย เรียกร้องให้เข้าไปช่วยกันอธิบาย การ”ใส่ความให้ร้ายสถาบันฯ” หากรุนแรงมากก็รายงานทางเฟซบุ๊คให้ปิดเพจนั้น ๆ ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ตามแต่ว่าประเด็นที่กล่าวหาสถาบันรุนแรงและร้อนแรงมากน้อยแค่ไหน

เท่าที่ติดตามเพจ”ล้มเจ้า” ที่มีกันอยู่บ้างประปรายไม่มากนัก ( เพราะถูกต่อต้านจากเครือข่ายในโซเชียลมากขึ้น )  มักจะเล่นประเด็น “ความขัดแย้งในหมู่พระประยูรญาติ” หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า ความขัดแย้งในพระราชววงศ์ชั้นสูง

จะว่าไปเรื่องนี้คนไทยที่มีสามัญสำนึกมองภาพพระราชกรณียกิจที่ทรงงานผ่านสื่อต่าง ย่อมซาบซึ้งดีว่า พระจริยาวัตรของทุกพระองค์นั้น มีความกลมเกลียวอย่างมาก ให้เห็นอยู่เนือง ๆ แต่ก็นั่นแหละปากหอยปากปูพยายามดึงเบื้องสูงลงมาเป็นเครื่องต่อสู้ทางการเมืองอย่างไร้เหตุผล ไม่คิดถึงจิตใจของพสกนิกรผู้จงรักภักดีแม้แต่น้อย

และเมื่อพสกนิกรทนไม่ไหวก็เข้าไปด่าทอ สาดเสียเทเสีย บางท่านถึงกับนำเรื่องไปร้องทุกข์กล่าวโทษถึงสถานีตำรวจ ติดตามคดีความอย่างไม่ลดละ

บางเรื่องก็พยายามสร้างเรื่องว่าสถาบันสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

สถาบันหลักของชาติล้วนเป็นกลางทางการเมือง ไม่ว่ารัฐบาลไหนขอเข้าเฝ้าเพื่อขอพระราชานแนวพระราชดำริ เราก็จะได้เห็นในทุกรัฐบาล ไม่มีฝัก ไม่มีฝ่าย ส่วนรัฐบาลใดจะรับใส่เกล้าฯไปปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด นั่นก็แล้วแต่ความสามารถของรัฐบาลนั้น ๆ ไม่เคยเห็นข่าวจากคนผู้รู้จริงผู้ใกล้ชิดว่ามีการสนับสนุนในทางการเมืองแต่อย่างใด

แม้แต่เรื่องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ก็ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณมาโดยตลอดในทุกเหตุการณ์รุนแรง ทั้งเหยื่อผู้เสียชีวิต หรือแม้พระราชทานเพลิงศพก็เป้นไปตามระเบียบแบบแผนที่ำกันมาตลอดทุกยุค ทุกสมัย ตั้งแต่ 14 ตุลา 16 มาแล้ว

พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯชาวไทยนั้นไม่เคยเหือดแห้ง เปรียบประดุจสายน้ำฝนอันเย็นชื่นใจ ท่วมใจพสกนิกเสมอมามิได้ขาด

ในฐานะคนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และเคลื่อนไหวในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค ได้พบ ได้เห็นการกระทำอันเป็นการทำร้ายน้ำใจคนไทยกรณีหมิ่นฯเบื้องสูงและการกระทำอันเป็นการระคายเคืองอยู่บ่อยๆ ก็ได้แต่คอยว่าเมื่อไหร่หนา…”ผู้มีหน้าที่” จะทำหน้าที่ของตนอย่างสุดกำลังกันเสียที

แม้จะไม่หมดไปจนเกลี้ยงแต่อย่างน้อยก็ให้ลดน้อยถอยลง…ทำจริงๆ จังๆ ซักที จะขอบพระคุณยิ่ง

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สนธิญาณ เปิดช็อตเด็ด ผบ.ตร.เปลี่ยนข้างเพราะข้อมูลล้มล้างพระมหากษัตริย์

“สนธิญาณ”แย้ม! ถ้อยคำเด็ดคุย 2 ชั่วโมงครึ่งในวันโดนจับ-ผบ.ตร.บอก” ขอบคุณมากต้อยที่ทำให้พี่เข้าใจอะไรมากขึ้น”-ชี้ศรส.ไร้น้ำยาสั่ง สตช.-ขุดหลุมฝังศพระบอบทักษิณได้เลย ชี้กองทัพส่อ”อัยการศึก”ลุย
รายการคืนรังข่าวประจำคืนวันที่ 26 ก.พ.2557 ดำเนินรายการโดยคุณฉัตรชัย ภู่โคกหวาย(อุ๋ย) และ คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) โดยสนทนาในประเด็น เปิดปมลึกผบตร.จุดจบระบอบทักษิณ
ฉัตรชัย : ก็ต้องเรียกว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น จากเดิมไปเพื่อไปปราศรัยกดดัน วันนี้ไม่มี ไปเพื่อมิตรไมตรี ไปมอบดอกไม้ยื่นหนังสือ ยื่นหนังสือให้สตช.ดำเนินคดีผู้กระทำความผิดฆ่าเด็ก จับตัวมาให้ได้ ทางผบ.ตร.มารับหนังสือด้วยตัวเอง และรับปากจัดตั้งทีมชุดพิเศษขึ้นมา บรรยากาศถือว่าดีมาก ทีนี้ทั้งหมดทั้งมวลต้องตั้งคำถามกลับไปจากท่าทีทั้งหมด วันนี้ทำไม ผบ.ตร.ถึงได้เปลี่ยนไป ถามพี่ต้อย ประเด็นวันนี้ที่สำคัญที่สุด จะมาเปิดปมเบื้องลึกว่าท่าทีของ ผบ.ตร.เปลี่ยนไปเนี่ยเป็นจุดจบของทักษิณอยากถามพี่ต้อย? เพราะผมคิดว่าส่วนหนึ่งเองตอนที่ไปถูกควบคุมตัวที่ตชด.ภาค 1 กระแสข่าวแพร่สะพัดว่า ผบ.ตร.ไปพบพี่ต้อย
สนธิญาณ : ยังไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง
ฉัตรชัย : แต่ผมยืนยันได้ว่าจริงเพราะอยู่ในเหตุการณ์ด้วย
สนธิญาณ : มันเป็นเรื่องที่ท่านผู้ชมอยากรู้ วันนั้นเนี่ยน้องๆนักข่าวก็อยากรู้มาก
ฉัตรชัย : โดนจับวันที่ 10 นอน 1 คืน เช้าวันที่ 11 สายๆ
สนธิญาณ : พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว พร้อมด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ 2-3 ท่าน เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ วันนั้นก็ได้ไปกินข้าวกัน และประเด็นที่พูดกันสงสัยกันมากคงสงสัยว่าคุยอะไรกัน?? 2 ชั่วโมงครึ่ง นี่น้องนักข่าวทุกสำนักก็พยายามจะถามผมไม่ใช่เฉพาะ Tnews นะ ยืนยันไม่เคยตอบใคร และวันนี้ก็ยังจะไม่ตอบ
ฉัตรชัย : มันเกี่ยวกับท่าทีที่เปลี่ยนไปมั้ย
สนธิญาณ : ไม่ได้ ผมพูดแบบนั้นเพราะมันสำคัญ เพราะคุยกัน 2 ชั่วโมงครึ่งมันต้องมีประเด็นอะไรบ้างถึงคุยนานขนาดนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปในทางสร้างสรรค์
ฉัตรชัย : ก่อนที่พี่ต้อยจะพูดต่อขอผมเบรกเล็กน้อย คือตอนก่อนเข้ารายการระหว่างที่คุณสุเทพ ปราศรัย จากเดิมตำรวจถือเป็นที่เกลียดชังของพี่น้องประชาชนกปปส. คือคนที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลต้องเกลียดตำรวจไปด้วย แต่วันนี้หลังจากเมื่อวานพร้อมที่จะขอโทษ วันนี้ก็ขอโทษไปแล้ว ขอโทษ 2 ครั้งด้วย ท่าทีของคนที่ดูทีนิวส์ ส่ง SMS มา แบบชื่นชมตำรวจเป็นอย่างมาก
สนธิญาณ : ก็ต้องเป็นแบบนี้แหละอุ๋ย สิ่งที่ไปประสบและพบกับตัวเอง ต้องเรียนแบบนี้นะครับว่าท่านผู้ชม อุ๋ยไปอยู่กับผมทุกวันที่ ตชด.ภาค 1 ผมวันมาขึ้นศาลมีคนหมั่นไส้ผมเยอะ เพราะออกมาถึงสิ่งแรกที่ผมพูดคือขอบคุณพี่น้องตำรวจตชด.ภาค 1 ที่ดูแล ก็พูดโดยทั่วไปคือ 1.ทำตามหน้าที่ไม่แยกฝ่าย อีกฝั่งก็เคยไป ณัฐวุฒิ จตุพร วีระ ก็ไม่เคยแยกฝ่าย แต่สิ่งที่ผมได้พบคือมีหลายคน ได้เอานกหวีดธงชาติให้ผมดู มีอยู่หลายคนที่สามารถพูดเรื่องที่ผมพูด และมาขอหนังสือ ขอลายเซ็น โดยเฉพาะเรื่องอันเกี่ยวเนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้ผมไปอยู่ในบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นพิเศษ สิ่งแรกที่อุ๋ยได้เห็น และจะมาพูดให้ท่านผู้ชมได้ฟัง ผมเรียนว่าตำรวจร้อยละ 90 ไม่เอาระบอบทักษิณ ไม่เอากระบวนการการบริหารของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มันมีหลักที่ต้องทำความเข้าใจกันนิดนึงว่า ผู้กำกับมีทั่วประเทศ 1,000 กว่าคน แต่อย่าลืมว่ามีรองผู้กำกับอีก 10,000 กว่าคน ไอ้รองผู้กำกับเนี่ยแหละจะไปรับใช้ระบอบทักษิณทำไม เมื่อตัวเค้าต้องหวานอมขมกลืนไม่ใช่พวกพ้อง ไม่มีเงินทองไปซื้อตำแหน่ง ในระบบที่เอาไปให้กับนักการเมืองชั่ว คนเหล่านี้มีแต่ความเจ็บช้ำน้ำใจ นี่แหละ
ฉัตรชัย : อย่างเช่นที่อุดรขวัญชัยเป็นคนตั้ง
สนธิญาณ : ก็ขวัญชัยพูดเปิดเผยคนนั้นก็น้องคนนี้ผมก็ฝาก แล้วตำรวจคนอื่นฟังจะรู้สึกอย่างไร ว่าเมื่อคนระดับขวัญชัย ซึ่งผมไม่ได้ดูถูกว่าต่ำหรือสูงนะครับ แต่ขวัญชัยเป็นคนธรรมดาไปพูดใหญ่พูดโต ใหญ่กว่าผู้คนในสตช.มันมีความเจ็บช้ำน้ำใจ สิ่งเหล่านี้เมื่อเราไปพูดไปคุยสัมผัสเรารู้สึกได้อันนี้ข้อที่ 1 ข้อ 2 จากตำแหน่งผู้กำกับมาเป็นผู้การ ผู้การนะครับมี 100 กว่าคน มีรองผู้การอีกเกือบ 1,000 คน อุ๋ยลองคิดดูไอเกือบ 1,000 คน ที่ขึ้นไม่ได้หลายคนเนี่ยนะครับก็จบจากเตรียมทหาร หลายคนก็จบจากนายร้อยตำรวจสามพราน แต่ก็ถูกระบบเหล่านี้บีบคั้น มันขึ้นมาเป็นคอขวด ทีนี้ต้องกลับมาพูดเรื่องที่ท่านผู้ชมอยากรู้ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นว่าคุยอะไรกันมันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ ต้องติดตาม
ฉัตรชัย : มากไปกว่านั้นนะพี่ต้อยหลังจากได้กินข้าวกับพี่ต้อย ผมตามข่าวอีกว่า ผบ.ตร.เนี่ย เดินทางไปพบ ผบ.ทบ. แต่ไปเนี่ยภายใต้เงื่อนไขที่เป็นคดีความของขวัญชัย ไพรพนา ก็อาจเป็นเรื่องขวัญชัย
สนธิญาณ : แต่ก็มีคนพยายามไปตีความว่า คุยกะผมเสร็จแล้วคุย ผบ.ทบ.ต่อ เอะ… ผมเรียนแบบนี้ เรียนท่านผู้ชมด้วย ผมไม่ใช่บุคคลสำคัญอะไรหนักหนาอย่าไปเชื่อสิ่งที่ธาริตว่า แต่วันนั้นสิ่งหนึ่งที่หลังจากพูดคุยกันเสร็จนะครับ ถ้อยคำคำพูดที่ผมเปิดเผยได้ท่านผบ.ตร. ท่านบอกแบบนี้ว่า ขอบคุณมากต้อยที่ทำให้พี่เข้าใจอะไรมากขึ้น ทั้งสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และกับตัวต้อยเองซึ่งข่าวสารมาเป็นคนที่รุนแรง เตรียมการ อย่างนู้นอย่างนี้ มันเป็นเรื่องที่ผิดหมด เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนี่คือสิ่งที่ ผบ.ตร.พูดกับผมนะครับ สิ่งที่ผมเปิดเผยได้เพราะเป็นเรื่องที่เป็นภาษาที่ผมชอบใช้ และรู้สึกดีที่ได้ใช้ คือเป็นเรื่องที่ลูกผู้ชายพูดถึงลูกผู้ชายด้วยกัน เพราะฉะนั้นวันนั้นมันต้องพูดเรื่องเหตุการณ์บ้างเมือง สถานการณ์ทางการเมือง ความเป็นไปของกปปส. ความเป็นไปของสตช. ความเป็นไปของประเทศชาติบ้านเมือง ว่าจะเป็นไปอย่างไร แต่ก็ขออนุญาตไม่เล่า แต่ก็มีบางเรื่องนะที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ท่านผู้ชมก็ควรที่จะใคร่ครวญนะครับว่า ผมคิดว่าวันหนึ่งนะครับเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันสวรรคตของสมเด็จย่า ของพวกเราทุกคน ผมจะเรียนนะครับว่า ก่อนการสวรรคตของสมเด็จย่าตอนทรงพระประชวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เข้าเฝ้าสมเด็จย่าทุกวัน เพราะจะเห็นความผูกพันความรักของสมเด็จพระพี่นาง สมเด็จย่า และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความรักความผูกพัน แม่พาไปอยู่ต่างประเทศหนีภัยทางการเมือง 3 คนพี่น้อง วันดีคืนดีรัฐบาลที่มาจากการเมืองอยากจะให้ลูกขึ้นเป็นกษัตริย์ สมเด็จย่าก็ไม่อยากให้ขึ้น จนลูกคนโตขึ้นเป็นกษัตริย์ และถูกลอบปลงพระชนม์ ความรักความผูกพันที่เหลืออยู่ สำหรับลูก 2 คน แม่และพระพี่นาง นี่แหละครับความผูกพัน ??
ผมพูดถึงเรื่องความรักของครอบครัวนี้ และความรักความกตัญญูที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีต่อสมเด็จย่า เมื่อพลันที่สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์ มีพระราชดำรัสอันหนึ่งที่ผมคิดว่าพี่น้องตำรวจทั้งประเทศ พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว เองก็จะจารึกและประทับอยู่ในใจ พระราชดำรัสอันนั้นคือ ได้บอกกับข้าราชการตำรวจทั้งหลายว่า สมเด็จย่ารักตำรวจมากนะ ผมคิดว่านี่เป็นพระราชดำรัสที่ตำรวจทุกคนรู้สึกได้อยู่ในใจ ย้อนกลับไปดูพระราชกรณียกิจของสมเด็จย่า พี่น้องตำรวจตระเวนชายแดนที่ก่อกำเนิดขึ้น และมีความผูกพันในการทำงานร่วมกับสมเด็จย่า ในการบุกป่าฝ่าดงพัฒนาพื้นที่ชนบทบริเวณชายแดน เปลี่ยนสถานการณ์พื้นที่การสู้รบ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีแต่ความสงบสุข นี่คือสิ่งที่เป็นหัวใจที่เกิดความรู้สึกในการเชื่อมโยงระหว่างพี่น้องตำรวจกับสมเด็จย่า ดังภาพที่ปรากฏ
กลับมาครับ กลับมาว่าความหมายหรือพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพูด ณ วันที่สมเด็จย่าสวรรคต มันเป็นความรู้สึกที่ออกจากพระราชหฤทัยข้างใน เชื่อมโยง พระองค์ท่านไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูดอะไรเพื่อให้ตำรวจมารักพระองค์ท่าน เพราะความจงรักภักดีมีอยู่แล้ว แต่เป็นสิ่งลึกที่อยู่ในพระราชหฤทัยที่สื่อออกมา?? ผมคิดว่าพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว และตำรวจทั้ง ประเทศรับรู้ เพราะฉะนั้นในสิ่งหนึ่งไม่ว่าผมจะพูดที่ไหนก็ตามแต่ หรือจะมีโอกาสได้พูดกับ ผบ.ตร.วันนั้นหรือไม่ก็แล้วแต่จะวินิจฉัย แต่เรื่องหนึ่งที่ผมพูดอยู่เสมอทุกที่ทุกเวลาหากมีโอกาสพูดเพราะมันเป็นเรื่องสำคัญก็คือว่า มันมีขบวนการล้มเจ้าอยู่จริง ถ้าประเทศนี้ยังมีความเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ยังเป็นสถาบันที่สำคัญของประเทศนะครับ ก็ต้องรู้สึกได้ว่าไอสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นมันเป็นภัยต่อประเทศชาติ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจเป็นสิ่งที่ทำให้เราคนไทยทั้งหลายผูกพันและมีชาติมาถึงปัจจุบัน ผมพูดอยู่เรื่อยว่าชนชาติมอญมีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อน ใหญ่กว่าพม่า มีภาษาของตัวเอง แต่วันนี้ไม่มีชาติ เพราะในยุคสมัยนั้น ยุคสมัยที่ทุกประเทศปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ประเทศแต่ละประเทศชนเผ่าแต่ละชนเผ่า ก่อสงครามตีกันมาเป็นเมืองขึ้น เพราะกษัตริย์มอญไม่มีความเข้มแข็ง จึงต้องสูญเสียเอกราชมาจนถึงปัจจุบัน วันนั้นประเทศไทยเราก็โดนพม่าคุกคามแบบนั้น พูดไม่ได้มาโกรธกันเพราะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ในอดีต แต่สิ่งที่เราผูกพันหล่อหลอมรวมใจกันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กับคนไทยสร้างชาติสร้างประเทศมาจนถึงวันนี้ นี่คือสิ่งที่เรารู้สึกร่วมกันได้ ผมคิดว่าตำรวจทุกคนหรือท่านผบ.ตร. ก็ต้องรู้สึกเหมือนกับที่ผมรู้สึก
ฉัตรชัย : ได้พูดเรื่องนี้กับทาง ผบ.ตร.มั้ย
สนธิญาณ : ก็บอกแล้วว่าขอไม่เปิดเผยเพราะเป็นเรื่องที่พูดกันภายใน แต่ว่าก็ถ้ามีโอกาสจะพูดกับใครที่ไหนเรื่องแบบนี้ก็พูดไปเรื่อยแหละให้เข้าใจ แต่อย่ามาถามคาดคั้นว่าพูดหรือไม่พูด ทีนี้เนี่ยใครก็ตาม แต่ที่เมื่อคุยกันเสร็จและต่างก็รู้ว่าข้อเท็จจริงมันคืออะไร ความเป็นจริงมันคืออะไร และความเป็นจริงทั้งหลายมาจนถึงวันนี้ทั้งระบอบทักษิณ และคนที่เกี่ยวข้องหรือแม้แต่เฉลิม อยู่บำรุง สื่อสารถึงเฉลิม
ฉัตรชัย : กลับตัวทันไหม เฉลิม วันนี้
สนธิญาณ : ผมคิดว่ายังกลับตัวทันนะท่านผู้ชมอย่านั่น เพราะว่าก่อนหน้านี้เนี่ยผมอยากจะบอกว่า บทบาทพี่เหลิมตอนที่แดงล้มเจ้าต้องการแก้มาตรา 112 นะ และไปล้อมทำเนียบทำนู้นทำนี่ พี่เหลิมได้พูดชัดเจนว่า ไม่เอากับพวกล้มเจ้า ประเทศนี้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่มีความดี ความงาม เป็นศูนย์รวมใจของชาติ นี่พี่เหลิมพูด .. คือถ้าผมไปพูดเรื่องอื่นเอาหลักฐานว่าทักษิณพูดนู้นพูดนี่ มีที่ผมเป็นกุรุสนะ ทักษิณพูดจาละเมิด จาบจ้วง องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว .. แต่พี่เหลิมไปดูคำให้สัมภาษณ์ของสุรชัย แซ่ด่าน สุรชัยที่แสดงชัดเจนว่าตัวกูนี่ยืนตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เหลิมเอ้ย!! สุรชัยบอกว่า ติดคุกอยู่สบายเพราะทักษิณดูแล มีเงินให้ มันมีคำถามพี่เหลิมว่าถ้าทักษิณไม่เห็นด้วยกับสุรชัยจะไปให้เงินเลี้ยงดูสุรชัยทำไม นี่แหละคำถามตรรกะง่ายๆ วันนี้ยังกลับตัวทันนะ ผมเรียนอย่างนี้ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะพูดกันที่ไหน เมื่อความจริงเหล่านี้มาอยู่ตรงหน้า มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนักเรียนเตรียมทหาร เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นนายกรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณทำแบบนี้ได้ ผมถามว่าถ้าอุ๋ยจบโรงเรียนนายร้อยเหมือนกัน อุ๋ยจะตอบผมอย่างไร เราไม่ต้องขยายความต่อเพราะฉะนั้นในหลายๆ เรื่องที่มีโอกาสได้พูดคุยกับท่าน ผบ.ตร.ในวันนั้น มันก็ทำให้เราสามารถที่จะแลกเปลี่ยน และผมก็เชื่อ และพูดกับท่านอย่างตรงไปตรงมาบอกว่า… พี่อดุลย์ด้วยความสัตย์จริงผมเนี่ยนะ แม้จะรัฐบาลทักษิณเนี่ยนะ เลือกให้พี่มาเป็นผบ.ตร.นะ ผมยังศรัทธาพี่ในฐานะ ผบ.ตร.มากกว่า ผบ.ตร.คนก่อนๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์เลือก เช่นเลือกไปแล้ววันหนึ่งกลัวถูกเตะโด่ง เลยย้ายมานั่งเป็นเลขาสมช. เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่จะเตะพี่ถวิล เปลี่ยนศรี ออก วันดีคืนดีเค้าจะเอา พลโทภราดร มานั่งที่เลขาสมช. ลุกออกจากเลขาสมช. ไปนั่งเป็นปลัดคมนาคม นี่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งมาเอง ไปคิดดูว่าศักดิ์ศรีมีไม่มีหรือไม่ แต่ผมบอกพี่อดุลย์เป็นคนมีศักดิ์ศรี การไปทำงานอยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ พี่ถาวร ยืนยันชัดเจนในการร่วมมือรัฐบาลร่วมมือกับปชป. ในการร่วมมือคลี่คลายปัญหาภาคใต้อย่างมีสติ ไม่ใช่ไปฆ่าไปล้างเค้าทำให้สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ดีขึ้น ก็อยู่ในยุคสมัยที่พี่ถาวรและพรรคประชาธิปัตย์นี่ร่วมมือกับพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว เพราะฉะนั้นเนี่ยในฐานะของตำรวจมืออาชีพเนี่ย ก็คิดได้ว่าอะไรเป็นอะไร หลักจากเราแลกเปลี่ยน ส่วนบินไปพบ ผบ.ทบ.จะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พูดคุยหรือไม่ขอเป็นความลับต่อไป คุยกันนาน 2 ชั่วโมงครึ่ง จำไม่ได้
ฉัตรชัย : พี่ต้อยลองเล่า ถ้าประเมินจากแง่มุมข่าวเข้าไป ความสัมพันธ์ระหว่าง ผบ.ทบ. และผบ.ตร.ที่เป็นไป กับข่าวที่ออกมา
สนธิญาณ : ผมเรียนแบบนี้ว่า ท่าทีของกำนันสุเทพ เรื่องแบบนี้ถ้าผมออกมาพูด กำนันสุเทพนะท่านผู้ชมอาจจะสงสัย เอ๊ะใครล้างสมองใคร ตำรวจล้างสมองสนธิญาณออกมาหัวปั่นหรือเปล่า?? แต่คนเค้าจะสงสัยมากกว่าว่าผมจะไปล้างสมองใคร .. ทีนี้เนี่ยมันเป็นแบบนี้ วันนี้ผมบอกได้เลยขุดหลุมฝังศพระบอบทักษิณจากประเทศไทยได้เลย เรื่องจริง!! เรียนท่านผู้ชมนะ ผมยังไม่เคยมีคำปลอบใจเราพูดความจริงเท่านั้น ที่จะนำไปสู่ชัยชนะที่เราคาดหวัง ที่บอกว่าขุดหลุมฝังศพได้เลยเนี่ย เพราะไอ้เสาค้ำรัฐบาลนี้เหลืออยู่เสาเดียว คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เค้าต้องทำงานไปตามสายบังคับบัญชา เหมือนกองทัพบก หรือ สามเหล่าทัพ คือเค้ากระดุกกระดิกอะไรไม่ได้ เค้าอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ผมเรียนนะครับทำไมเราต้องอยู่ใต้กรอบกฎหมาย ก็เพราะว่ามันมีเรื่องนานาชาติมีเรื่องต่างๆที่เกี่ยวพันกันเยอะ ถึงเมื่อคืนก็พูดไปแล้วว่า ผมกราบขอร้องอย่าโจมตีผู้บัญชาการทหารบก ถ้าเราไม่ได้มีกองทัพ.. เมื่อคืนเนี่ยมันเอามอเตอร์ไซค์ 500 คัน ติดอาวุธ เพ่นพ่านทั่วกรุงเทพ ถ้าไม่มีทหารคอยดูแลอะไรจะเกิดขึ้น นี่คือข้อเท็จจริง ทีนี้เนี่ยที่บอกว่าขุดหลุมฝังศพมันเป็นแบบนี้ เวลายึดอำนาจ ผมไม่ได้บอกว่าเค้าจะมายึดอำนาจกันนะ
ฉัตรชัย : เวลาที่จะเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ เปลี่ยนได้ 2 ทาง
สนธิญาณ : คือตามกฎหมายกับการยึดอำนาจ เวลายึดอำนาจเนี่ยสังเกตไหมทุกที ต้องใช้คำว่า 4 เหล่าทัพ ตอนยึดอำนาจครั้งที่แล้ว ผบ.ตร.ชื่ออะไร ผบ.ตร.เนี่ยก็มาจากตำรวจตระเวนชายแดนเหมือนกัน ขึ้นเป็น ผบ.ตร. พลตำรวจเอกโกวิท …พลตำรวจเอกโกวิท เป็น ผบ.ตร. และก็ร่วมยึดอำนาจกับ 4 เหล่าทัพ ต่อมาเป็นรองนายกฯ กับรัฐบาลสมัคร เข้ามาพัวพันกับฝากฝั่งซีกนี้ หลายคนอาจจะด่าท่าน คือมันมีมุมของคนหลายคนที่เข้ามาอยู่ในบางที่บางจุด แบบคุณสมัครเนี่ยแบบเดียวกัน เพราะคิดว่าจะคลี่คลายสถานการณ์ สายตาของคุณสมัครในตอนนั้นก็มองเพียงแต่ว่าพรรคปชป. เป็นศัตรู และคิดว่าตัวเองจะช่วยคลี่คลายได้ ทักษิณก็อยากใช้คุณสมัครเพราะคิดว่าสื่อสารกับกองทัพได้ และต้องการเชื่อมโยงไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ท้ายสุดพอคุณสมัครไม่ทำตามทักษิณว่า ทักษิณถีบหัวส่ง เสียชีวิตไปยังค้างคาใจกันอยู่เลย ตระกูลสุนทรเวช ยังค้างคาใจกับทักษิณ เพราะบรรดาผู้ที่เคยทำงานรับใช้คุณสมัครทุกคน ติดอกติดใจทักษิณหมดด้วยความไม่จริงใจ ทีนี้เนี่ยผมมาพูดว่าวันนั้นเนี่ย 4 เหล่าทัพ พลตำรวจเอกโกวิท จะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย แต่ทันทีที่มันเกิดวิกฤตทางการเมืองที่ถึงจุดต้องเปลี่ยน 4 เหล่าทัพเค้าจะผนึกกำลังเข้าหากัน มันถึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
วันนี้นะครับ อยู่ๆท่าทีของกำนันเปลี่ยนไป ท่าทีของผบ.ตร.เปลี่ยนไป คำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาขยายความกันต่อว่า ท่านสั่งออกไปชัดเจน ไอ้คำสั่งออกไปแบบนี้ วันนี้ ศรส.ไม่มีน้ำยาไปสั่ง สตช.นะ ยังไม่รู้จะอยู่ยังไง ยังไม่รู้เลยพี่เหลิมจะทำอะไรต่อไป ตอนนี้ก็คิดกลัดกลุ้มระทมใจกัน ทีนี้เมื่อท่าทีมันเป็นแบบนี้ผมเรียนได้ว่า นี่คือท่าทีของการผนึกกำลังระหว่างเหล่าทัพ ท่าทีของ 3 เหล่าทัพ ไม่ได้สนับสนุน ผมย้ำนะกปปส. ไม่ได้สนับสนุนรัฐบาล แต่เพียงแต่จุดของ 3 เหล่าทัพเนี่ยมีรัฐธรรมนูญคุ้มครอง มีกฎหมายเฉพาะคุ้มครองในบางประการอยู่ ที่ทำให้รัฐบาลเนี่ยก้าวล่วงลงล้วงลึกแบบสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้ ไอ้นี่เป็นเรื่องของทุกประเทศนะที่ต้องสร้างกฎเกณฑ์เหล่านี้ขึ้น เพราะการเชื่อมโยงของเหล่าทัพการสืบทอดอย่างต่อเนื่องคือความมั่นคงของชาติในการที่จะรักษา นักการเมืองผ่านมาแล้วก็เลยผ่านไป ผู้ปกครองผ่านมาก็ผ่านไป แต่กองทัพนี่สืบเนื่อง เพราะฉะนั้นเนี่ยกองทัพเค้าถึงแสดงท่าทีได้ชัดเจนกว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงพูดได้ว่าถ้าเกิดเหตุอะไรขึ้นกองทัพจะออกมาภายใต้กรอบของกฎหมาย คือกรอบของกฎอัยการศึก ทีนี้เรามีดูต่อคือว่าการที่กองทัพออกมาปกป้องเพราะมันมี ย้ำมันมีกองกำลังติดอาวุธออกมา ท่าทีที่ ผบ.ตร.ไม่เคยพูดมาก่อน แต่ขยายความได้ชัดเจนว่าไอ้กลุ่มติดอาวุธที่ออกมามันเกี่ยวพันกับพฤษา 53 นั้นแสดงว่าชัดเจนละ ว่าแนวทางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพุ่งเป้าไปที่กลุ่มกองกำลังนั้นแล้ว และได้ประกาศสิ่งนี้ต่อสาธารณะชนแล้ว และกองกำลังปี 53 เป็นกองกำลังของใครก็เป็นของกำลังที่สนับสนุนทักษิณ ชินวัตร เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนว่าขุดหลุมฝังศพทักษิณได้
ฉัตรชัย : เป็นไปได้ไหมพี่ต้อย สมมุติว่ามีโอกาสที่จะปลดผบ.ตร.กลางอากาศมั้ย
สนธิญาณ : ก็ปลดสิ ปลดก็ต้องตั้งคนอื่นขึ้นมา แต่ระหว่างปลดไปรัฐบาลยิ่งขุดหลุมฝังตัวเอง มันจะเกิดความพ่ายแพ้ทางการเมืองหนักเข้าไป และผมเรียนนะครับว่า คิดว่าตำรวจทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีเหตุผลอะไรที่จะไปสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งวันนี้ทำท่าจะใกล้เป็นรัฐบาลที่ร่วมมือกับพวกกบฏเข้าไปทุกวัน ผมไม่ได้กล่าวหายุยงให้แตกแยกนะ ก็ไอ้ที่ขึ้นจะแบ่งแยกประเทศนั้นเป็นคนเสื้อแดง คุณยิ่งลักษณ์ก่อนที่จะมาเป็นเบอร์ 1 ปาร์ตี้ลิสต์ ได้เป็นนายกฯรัฐมนตรี เคยใส่เสื้อแดงชุมนุมกับเสื้อแดงมั้ย
ฉัตรชัย : ก็ไปชุมนุม ไปหาเสียง ไปทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง
สนธิญาณ : วันนี้ขึ้นมาพูดนะ จะประกาศจัดตั้งกองกำลังอาวุธยันโน่นยันนี่ ปัดโถ่เอ้ยผมก็เรียนเหมือนพี่บอกเมื่อคืน … มันโง่
ฉัตรชัย : พี่ต้อยถ้าแบบนี้ก่อนที่เราจะลากันไป ผมมีคลิปรูปแบบการฝึกฝนที่อุดรให้ดู ในเมื่อพี่ต้อยบอกว่าวันนี้เนี่ย ผบ.ตร.มีท่าทีแบบนี้ละ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ท่าจะไปไม่รอด เค้าบอกว่าไปจัดตั้งกองกำลัง ไปฝึกฝนคนมามีคลิปมาให้ดูว่าไปฝึกกันอย่างไร
สนธิญาณ : ผมจะบอกนะอุ๋ยมันมีการฝึกที่ลึกลับกว่านั้นฝึกใช้อาวุธ แต่ผมเรียนนะไอ้สิ่งที่ยกมาพูดวันนี้มีเอกสารหลั่งไหลออกมา ต่อไปเราจะจัดตั้ง 9 กองทัพขึ้นมา ตำรวจจากกองบัญชาการ ภาค 1 2 3 4 – 9 เพ้อกันไป คุณคิดจะแบ่งแยกดินแดน โค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมถามว่าตำรวจส่วนใหญ่ซึ่งเป็นตำรวจดีๆ ใครจะเอากับคุณ ใครจะไปร่วมกับกบฏ บ้าเหรอ เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ เป็นการฝันเฟื่องที่พูดแล้วว่าทำขึ้นมาเพื่อที่จะเอาเงินจากทักษิณ เอาประโยชน์จากทักษิณเท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้นเนี่ยนะถึงเวลานี้นะ พวกที่หลอกทักษิณก็หลอกให้ฝันเฟื่องไปขุดหลุมฝังศพไป สิ่งที่น่ากลัวคือความรุนแรง เพราะไอ้พวกกองกำลังอาวุธไอ้พวกทำรับจ้าง มันใช้ไม่กี่ร้อยคน 3-4 ร้อยคนมันก็ก่อความวุ่นวายได้ ซึ่งผมเชื่อว่าฝ่ายทหารเค้าก็เกาะติดติดตามอยู่
ฉัตรชัย : บทพิสูจน์อีกบทหนึ่งที่จะพิสูจน์ ผบ.ตร. คือการจับกุมกองกำลังให้ได้ซัก 1-2 คน เป็นเรื่องที่ท้าทาย
สนธิญาณ : แน่นอนท้าทายครับ ท่านพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว จับมาให้ดูหน่อย พิสูจน์ให้เห็นว่าท่านเป็นตำรวจของประชาชน นะครับพี่อดลุย์ ขอแสดงความสนิทสนมหน่อย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

จอน แครี่ รมต.ต่างประเทศสหรัฐ : ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เลือกตั้ง

ท่ามกลางการต่อสู้ทางวาทกรรมของเมืองไทย ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างหลักการ “ประชาธิปไตย” ในทิศทางแตกต่างกัน วันนี้มีมุมมองดีๆ จากต้นแบบประชาธิปไตยที่ฝ่ายเสื้อแดงใฝ่ฝัน คนในระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีเค้ามีความเชื่อแบบไหน

“ประชาธิปไตยมิใช่แค่เลือกตั้ง ประชาธิปไตยต้องรับฟังเสียงฝ่ายค้าน ประชาธิปไตยต้องปฏิรูป”

รมต.ต่างประเทศสหรัฐ ระบุว่าการเลือกตั้งไม่นำไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง หากยังขาดการปฏิรูป

จอน แครี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวแก่สื่อมวลชนวันนี้ว่า ประชาชาธิปไตยไม่ได้จำกัดความหมายอยู่ที่แค่การเลือกตั้งแต่อย่างเดียว และการเลือกตั้งไม่ใช่หนทางเดียวในการเข้าถึงประชาธิปไตยที่แท้จริง

“เราอาจมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามรูปแบบประชาธิปไตย แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการปฏิรูปสถาบันต่างๆ ประชาชนจะไม่สามารถเข้าถึงไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

รัฐมนตรีต่างประเทศที่มาจากประเทศประชาธิปไตยต้นแบบรายนี้ยังระบุต่อไปว่า ในปัจจุบันมีหลายประเทศที่มีการเลือกตั้งทั่วไป การเลือกตั้งโดยประชาชน ทว่าไม่มีการปฏิรูปอย่างแท้จริง

ในทางกลับกันการทุจริตและการเล่นพรรคเล่นพวกกลับมีอยู่อย่างดาษดื่น

ทั้งนี้สหรัฐเคยสนับสนุนการลุกฮือของประชาชนโค่นล้มเผด็จการทั่วโลกอาหรับ ในปี 2011 ทว่าผลของการมีประเทศเหล่านั้นกลับยังตกอยู่ในวงเวียนแห่งความวุ่นวายทางการเมือง จนส่งผลให้การการสร้างระบอบประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์

สำหรับระบอบประชาธิปไตยในยูเครนนายแครี่กล่าวว่า ถึงแม้ว่า อดีตประธานาธิบดี วิกเตอร์ ยานูโควิช จะเข้าสู่อำนาจจากการเลือกตั้งก็ตาม ทว่าการปกครองของอดีตประธานาธิบดีผู้นี้กลับไม่เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย

“ระบอบขโมยาธิปไตยกำลังดำเนินต่อไปในยูเครนที่ไม่มีผู้แทนที่แท้จริง ไม่มีเสียงฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลก็ไม่คิดจะฟังเสียงฝ่ายค้านเช่นกัน ในความเป็นจริงฝ่ายค้านจะถูกส่งเข้าคุกแทน” นายแครีรัฐมนตรีสหรัฐกล่าว

น่าเสียดาย นายแครี่ไม่เอ่ยอ้างชื่อประเทศไทยที่กำลังต่อสู้กันในเรื่อง “นิยามของประชาธิปไตย”

อะไรคือประชาธิปไตยที่แท้จริง อะไรคือประชาธิปไตยอันสมบูรณ์

แม้ไม่กล่าวถึงไทยแต่หากแนวคิดนี้สหรัฐอเมริกานำไปใช้ในทุกประเทศก็จะดีไม่น้อย

สำคัญว่าอย่าแกล้งๆหลับตาข้างหนึ่ง มองยูเครนอย่างหนึ่งแล้วมองประเทศไทยอีกด้าน

แบบนั้นเค้าเรียก”หลายมาตรฐาน” อย่าได้ทำ

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment