กระหึ่มเนต :แชร์ประวัติพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม

16406491_1039895746115421_4510172685888239822_n16473507_1039895732782089_3755393752422196321_n16426088_1039895796115416_1390186227885066936_n

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม

เกิดปีเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช. แต่แก่เดือนกว่า 3 เดือน

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) นามเดิม: อัมพร ประสัตถพงศ์ ป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกายปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม และแม่กองงานพระธรรมทูต

เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2470 ณ ตำบลบางป่า อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โยมบิดาชื่อนายนับ ประสัตถพงศ์ โยมมารดาชื่อนางตาล ประสัตถพงศ์ ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ 4 ตำบลโคกกระเทียม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อพ.ศ. 2480 ณ วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดยมีพระธรรมเสนานี (เงิน นนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์

ต่อมาได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2491 ณ พัทธสีมาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระจินดากรมุนี (ทองเจือ จินฺตากโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

สามเณรอัมพร ประสัตถพงศ์ เคยไปอยู่จำพรรษาที่วัดตรีญาติ ต.พงสวาย เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2483 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี จากนั้น พ.ศ. 2484 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นโทและ พ.ศ. 2486 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก และสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค เมื่อพ.ศ. 2488 สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค

เมื่อ พ.ศ. 2490 ได้ย้ายมาอยู่จำพรรษา ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี นำมาฝากกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) สกลมหาสังฆปริณายก

ภายหลังอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. 2491 ศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักเรียนวัดราชบพิธฯ จน พ.ศ. 2491 สามารถสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค และ พ.ศ. ๒๔๙๓ สามารถสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค

ต่อมา เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นนักศึกษารุ่นที่ 5 จบศาสนศาสตรบัณฑิต เมื่อปี พ.ศ. 2500 และได้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี (Banaras Hindu University) ประเทศอินเดีย จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2512 ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

ปี พ.ศ. 2552 สภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ถวายศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์

ปี พ.ศ. 2553 สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาธรรมนิเทศ

ปัจจุบัน พ.ศ. 2560 เจ้าประคุณสมเด็จมีอายุ 89 ปี 68 พรรษา

หมายเหตุ:

ท่านสมเด็จองค์นี้เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกในออสเตรเลีย ที่วัดพุทธรังษี ใน Sydney ที่สมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อน และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน เสด็จมาเปิด สมัยที่ท่านทรงศึกษาที่ดันทรูน ครับ ขอเพิ่มเติมมาเพื่อทราบเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยครับ

ข้อมูล Sirisak Borisutsawat

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โซเชียลกระหึ่ม! สุดกลั้นน้ำตา ชาวเลราไวย์ใช้ภาพในหลวงเสด็จฯ สู้ในศาลจนชนะคดีนายทุน (มีคลิป )

ดรามา

สุดท้ายก็ไปสู้คดีกันในศาลเพือพิสูจน์ว่าคำกล่าวอ้างของแต่ละฝ่ายเป็นจริงไหม โดยเป็นการไต่สวนที่ เอาหลักฐานทางประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์สังคมแทบทุกสิ่งทุกอย่าง มาพิสูจน์ว่า ชาวไทยใหม่อยู่ตรงนี้มาเนิ่นนานแล้วจริงหรือไม่

มีตั้งแต่การเอาชาวบ้านแถวนั้นมาตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นเครือญาติ

ขุดเอาโครงกระดูกในพื้นที่พิพาท มาตรวจ DNA หาความสัมพันธ์กับกลุ่มชาวไทยใหม่ เอาทะเบียนนักเรียนเล่มแรกของโรงเรียนใกล้ๆแถวนั้นเมื่อหกสิบปีก่อน มาพิสูจน์ว่ามีชาวไทยใหม่จากพื้นที่นี้เข้าเรียนตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว หูยยยยย มีกระทั่งเอาต้นมะพร้าวที่ฝั่งผู้ถือครองโฉนดอ้างว่าปลูกเมื่อประมาณสิบปีก่อน มาตรวจหาอายุกันด้วยว่าเป็นจริงตามนั้นมั้ย ได้ความว่าไม่เพราะต้นมะพร้าวที่ว่าอายุประมาณสามสิบปี

และหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ฝั่งชาวไทยใหม่นำมายืนยันต่อศาล คือภาพเมื่อครั้งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านนี้เมื่อ 58 ปีก่อน ดังจะเห็นได้ว่า แม้พระองค์ท่านจะจากไปแล้ว แต่รอยเสด็จที่พระองค์หลงเหลือไว้ ยังคงสร้างประโยชน์ให้แก่ผองชนชาวไทยจนถึงปัจจุบัน

สุดท้ายศาลก็ตัดสินให้ชาวไทยใหม่ เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินผืนนี้ และตัดสินให้การออกโฉนดแก่ผู้ถือครองเป็นการออกไม่ชอบด้วยกฏหมาย ซึ่งนี่จะมีผลอย่างใหญ่หลวงต่ออีกหลายคดีๆที่เจ้าของโฉนดกำลังมีคดีความกับชาวไทยใหม่อีกหลายคนในพื้นที่นั้น

ik

คลิกที่ภาพชมคลิป

0

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ใช้ภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพยานช่วยชาวเลหาดราไวย์ ศาลชี้ชาวเลเป็นผู้ใช้ประโยชน์ที่ดินยกฟ้องนายทุน

1
ต้นมะพร้าวอายุ 30 ปี ช่วย “ชาวเลราไวย์” ศาลภูเก็ตยกฟ้องโจทย์พบข้อขัดแย้งและข้อพิรุธหลายอย่าง ชี้ชาวเลเป็นผู้ถือผู้ใช้ประโยชน์ที่ดิน พร้อมกันนี้ก็เป็นเพราะพระมหากรุณาและพระบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านเสด็จมาเยือนชาวเลเมื่อปี 2502 ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญ

738478_1_1485844687

เวลา 09.30 น.(31 มกราคม 2560) ที่ศาลจังหวัดภูเก็ต นายพีระพงษ์ เภรีฤกษ์ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ต ได้ออกบัลลังก์ อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณีโจทก์นางบุญศรี ตันติวัฒนวัลลภ กับพวก 2 คน ทายาทของนายทัน มุกดี ผู้แจ้ง ส.ค.1 และต่อมามีการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8324 เนื้อที่ 12 ไร่ หมู่ 2 บ้านราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ยื่นฟ้องขับไล่ จำเลย ประกอบด้วย นายแอ่ว หาดทรายทอง นายวรณัน หาดทรายทอง นายบัญชา หาดทรายทอง และนายนิรันดร์ หยังปาน ชาวเลราไวย์ หมู่ที่ 2 ต.ราไวย์ จ.ภูเก็ต รวม 4 คดี โดยมีกลุ่มชาวเลมาร่วมให้กำลังใจอยู่บริเวณด้านหน้าศาลจังหวัดภูเก็ตจำนวน 100 คน นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชนทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นสนใจร่วมทำข่าวเป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยใช้เวลาร่วม 1 ชั่วโมง และเมื่อทางนายนิรันดร์ หยังปาน ได้เข้ามาแจ้งกับชาวเลราไวย์ที่มารออยู่ทราบ ต่างร้องไห้ด้วยความยินดี

นายนิรันดร์ หยังปาน แกนนำชาวเลราไวย์ และเป็นหนึ่งในผู้ที่ฟ้องขับไล่ กล่าวภายหลังฟังการอ่านคำพิพากษาแล้วเสร็จ ว่า ในการวินิจฉัยนั้นศาลได้พิจารณาในหลายประเด็น โดยเฉพาะภาพการเสด็จประพาสหมู่บ้านชาวเลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี 2502 ซึ่งมีภาพของต้นมะพร้าวปรากฏอยู่ด้วย ซึ่งโจทย์แจ้งว่าต้นมะพร้าวมีอายุ 10 ปี แต่จากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญพบว่า ต้นมะพร้าวดังกล่าวมีอายุกว่า 30 ปี จึงเป็นข้อขัดแย้งและข้อพิรุธ ประกอบกับการพิจารณาของศาลพบว่า หลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธหลายอย่าง จึงพิจารณายกฟ้อง เพราะชาวเลเป็นผู้ถือผู้ใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งทางโจทก์ถือหลักฐานโฉนด

“รู้สึกดีใจที่ศาลมองเห็นว่าวิถีชีวิตและชาติพันธุ์ของชาวเล มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมทั้งยังมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ ซึ่งนับตั้งแต่การตัดสินคดี เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2559 ในคดีที่นายจำเริญ มุกดี ทายาทนายทัน มุขดี เจ้าของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 8342 ฟ้องขับไล่ นายจรูญ หาดทรายทอง และนางแต๋ว เซ่งบุตร ซึ่งศาลพิจารณายกฟ้อง และในวันนี้ (31ม.ค.) ก่อนที่ชาวบ้านจะมาฟังคำการอ่านคำพิพากษาก็ค่อนข้างกังวล และตื่นเต้นว่า จะยกฟ้องเหมือนคดีก่อนหน้านี้หรือไม่ แต่เมื่อศาลอ่านคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากหลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธ ส่วนการเตรียมการหลังจากนี้เนื่องจากเชื่อว่าทางโจทก์จะต้องมีการอุทธรณ์นั้น เนื่องจากเราไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย แต่เชื่อว่าศาลอุทธรณ์ก็จะมีการนำข้อมูลจากศาลชั้นต้นไปพิจารณาร่วมด้วย”

นายนิรันดร์ กล่าวด้วยว่า แนวทางการสู้จะเน้นในเชิงวัฒนธรรม เอาความจริงมาต่อสู้กัน เพราะขณะนี้ถือว่าคดียังไม่สิ้นสุด ภาพรวมมีคดีที่ชาวเลถูกฟ้องจำนวน 117 ราย ขณะนี้มีทั้งการพิจารณายกฟ้อง และชาวเลแพ้ โดยการยกฟ้องมี 6 ราย ในส่วนของรายที่แพ้คดีนั้นก็ยังคงอยู่ที่เดิม เนื่องจากไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน เพราะพื้นที่ที่อยู่ถือเป็นที่ของบรรพบุรุษ แม้ว่าโจทก์จะมารื้อก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน

อย่างไรก็ตามนายนิรันดร์ กล่าวด้วยน้ำตานองหน้า ว่า ในการต่อสู้ครั้งนี้ต้องขอบคุณทางกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ กระทรวงยุติธรรม หน่วยนิติวิทยาศาสตร์และหน่วยเกี่ยวข้อง ที่รวบรวมพยานหลักฐานจนทำให้ศาลมองเห็นว่าทางชาวเลเป็นผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน รวมทั้งไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายใดๆ กับชาวเล แต่อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายคดีที่รอการพิจารณา ซึ่งไม่ทราบว่าศาลจะยกประเด็นเหล่านี้มาพิจารณาหรือไม่ แต่ในส่วนของตนก็เบาใจไประดับหนึ่ง พร้อมกันนี้ก็เป็นเพราะพระมหากรุณาและพระบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านเสด็จมาเยือนชาวเลเมื่อปี 2502 ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญ

ขณะที่นางสมศรี ดำรงเกษตร หรือป้าแจ่ม อายุ 60 ปีหนึ่งในชาวเลที่มาร่วมรับฟังการคำพิพากษา กล่าวทั้งน้ำตาว่า เมื่อรู้ว่าศาลยกฟ้องก็รู้สึกตื้นตันใจอย่างมาก พูดอะไรออก รู้แต่ว่าสบายใจกว่าอดีตที่ผ่านมา เพราะรอมานาน บอกได้อย่างเดียวว่าดีใจมากๆ กับการต่อสู้ในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ เพราะสู้คดีไปทุกครั้งมีแต่แพ้ ไม่เคยมีคำตัดสินว่าชาวเลจะได้ตรงนี้

สำหรับความเป็นมาของคดีนี้ สืบเนื่องจากชาวเลราไวย์ได้ถูกเจ้าของโฉนดที่ดินที่ออกทับที่อยู่อาศัยของชาวเลทำการฟ้องขับไล่ ซึ่งปัจจุบันมีประชากรชาวเลประมาน 2,067 ครัวเรือน เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ และอาศัยกันอย่างหนาแน่น โดยชาวเลอ้างว่าได้อยู่อาศัยและทำมาหากินในพื้นที่พิพาทต่อเนื่องมากว่า 7 ชั่วอายุคน มีการตั้งบ้านเรือน มีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แต่ด้วยไม่รู้กฎหมาย จึงถูกบุคคลภายนอกที่เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ภายหลังแจ้งการครอบครอง ทำประโยชน์และออกเอกสารสิทธิในที่ดิน แล้วนำเอกสารสิทธิดังกล่าวมาฟ้องขับไล่ ในเบื้องต้นศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ราษฎรชาวเลราไวย์ออกจากพื้นที่แล้ว 9 ราย และมีคดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์คำพิพากษา

ในการพิจารณาคดีนั้น ฝ่ายชาวเลราไวย์ไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาหักล้างเอกสารสิทธิของฝ่ายโจทก์ซึ่งออกมาจากหลักฐาน ส.ค.1 ที่มีผู้ไปแจ้งการครอบครองที่ดินของชาวราไวย์ เมื่อปี 2498 ได้ประกอบเจ้าหน้าที่ที่ดินได้ยืนยันว่า การออกโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นไปโดยถูกต้องตามระเบียบของกรมที่ดินแล้ว ศาลจึงพิพากษาว่าเอกสารสิทธิของฝ่ายโจทก์เป็นเอกสารมหาชนที่ออกโดยรัฐ เมื่อไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาโต้แย้งสิทธิได้ สิทธิของโจทก์จึงได้มาโดยชอบและมีคำสั่งให้ชาวเลราไวย์ ออกจากพื้นที่พิพาท ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำการสอบสวนเรื่องนี้เพื่อหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์สิ่งที่ชาวเล กล่าวอ้าง แนะนำ พยานหลักฐานเข้าสู่การ การพิจารณาของศาล ซึ่งจากการรวบรวมพยานหลักฐานได้พบหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ชาวเลราไวย์ได้อาศัยอยู่ก่อนการออก ส.ค.1 และโฉนดที่ดินของโจทก์ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายทางอากาศย้อนอดีต โครงกระดูกที่ขุดค้นพบที่พื้นที่พิพาทซึ่งตรวจ DNA แล้วมีความสัมพันธ์กับบุคคลในชุมชนในลักษณะเครือญาติโดยเฉพาะเจ้าของบ้านที่ทำการขุดค้น นอกจากนี้ยังพบว่าทะเบียนนักเรียนเล่มแรกของโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ ต.ราไวย์ อ.เมืองภูเก็ต พบรายชื่อชาวเลราไวย์เข้ามาศึกษา เมื่อปี 2497 (ก่อนออกส.ค.1) ซึ่งพบว่าชาวเลกลุ่มนั้นยังมีชีวิตอยู่บางส่วนและพยานหลักฐานอื่นๆ ซึ่งได้นำพยานหลักฐานดังกล่าวมาเสนอต่อศาลจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้ศาลได้พิจารณาให้ความเป็นธรรมโดยชาวเลราไวย์ได้ขอรับการสนับสนุนทนายความจาก กองทุนยุติธรรมผ่านยุติธรรมจังหวัดภูเก็ต

ขอบคุณกรุงเทพธุรกิจ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

บันทึกประวัติศาสตร์สาวงามไทยให้สัมภาษณ์ ในหลวงทรงเป็นที่หนึ่งดวงใจ

มง

สมัยทำข่าวเรื่องสาวๆ นี่คืองานถนัด ประเทศไทยไปประกวดเวทีสากลมักจะได้ “มิสปิ๋ว” หมายถึงไม่ติดอันดับมานาน

มาปีนี้น่าจะเข้าใกล้ความจริงมากที่สุด และยังมีโอกาสโปรโมทภาพลักษณ์เมืองไทยได้เป็นอย่างดี

ทั้งการแต่งกายและแนวคคิดแบบคนไทย ที่ไม่อายคนทั้งโลก

คนไทยเอาใจช่วย โหวตช่วยกว่า 11 ล้านคน นับเป็นปรากฎการณ์รวมใจอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนมาก่อน

ยิ่งเมื่อได้เห็นการสัมภาษณ์ เธอตอบด้วยภาษาไทยผ่านล่าม แสดงความมีเอกลักษณ์ที่ดีอย่างไม่สะทกสะท้าน

แม้ข่าวว่าได้ “อันดับ 4″ แต่ผลงานที่ยิ่งกว่าคือได้เทิดพระเกียรติในหลวงให้ชาวโลกหลายร้อยหลายพันล้านคนได้รับรู้

แค่นี้เธอก็เป็น “ขวัญใจชาวไทย” ที่แท้จริงทันที

แม้จะมีเสียงแขวะจากกลุ่มล้มเจ้าบ้าง 2-3 คน แต่ก็โดนกระแสสังคมตีกลับไปในทันทีเช่นกัน…

“งาช้างย่อมไม่งอกจากปากสุนัข”

นอกจากนั้นข่าวล่าสุดบอกว่าเธอได้ตำแหน่งขวัญใจช่างภาพ นางงามมิตรภาพ แค่นี้ก็ปลื้มแล้ว

ผมขอนำข่าวดีๆ มาบันทึกไว้ครับ

แคน ไทเมือง

พูด1

@@@@

ใกล้มงที่สุดในรอบ 28 ปี! “น้ำตาล” ร่ำไห้ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ จุกวินาทีพูดถึง “ในหลวง ร.๙”

จบอย่างงดงาม “น้ำตาล ชลิตา” คะแนนลิ่วคว้าอันดับ 4 เกือบเข้ารอบ 3 คนสุดท้าย เฉียดมงที่สุดในรอบ 28 ปีประกวดเวทีมิสยูนิเวิร์ส ยอมรับร่ำไห้หลังประกวด เสียใจอยากสร้างประวัติศาสตร์ให้คนไทย เสียดายไปไม่ถึงนางงามจักรวาล แต่ดีใจสามารถคืนความสุขให้คนไทย รับจุกวินาทีเอ่ยถึง “ในหลวง ร.๙” กราบเวทีขอพ่อหลวง อยากให้เมืองไทยดังไปทั่วโลก

แม้จะจบไปแล้วสำหรับการประกวดชิงมงกุฎ มิสยูนิเวิร์ส 2016 จัดที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยสาวงามจากประเทศฝรั่งเศสสามารถคว้าชัยชนะ ซิวมงกุฎไปครอง ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์กว่า 6 ทศวรรษของฝรั่งเศสเลยก็ว่าได้

สำหรับ “น้ำตาล ชลิตา ส่วนเสน่ห์” สาวงามตัวแทนประเทศไทยนั้นแม้จะไม่ติดรอบ 3 คนสุดท้าย แต่ก็ถือว่าสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับเมืองไทย เพราะเข้ารอบลึกที่สุดในรอบ 28 ปี สำหรับการประกวดเวทีนี้ ซึ่งภายหลังการประกวดเสร็จสิ้น ได้มีการเผยแพร่ผลคะแนนโหวตอย่างเป็นทางการจากกองประกวด ซึ่งระบุว่าน้ำตาลคว้าคะแนนอันดับที่ 4 หรือ 3rd runner up ซึ่งถือว่าเกือบจะได้เข้ารอบ 3 คนสุดท้ายไปอย่างฉิวเฉียด

หลังจากที่การประกวดเสร็จสิ้นลง ในเพจ Miss Universe Thailand ได้ไลฟ์สดพูดคุยกับสาวน้ำตาลที่ห้องพักพร้อมเหล่าบรรดาพี่เลี้ยง ถึงบรรยากาศการประกวดและความรู้สึกของสาวน้ำตาลในวันนี้ ซึ่งเจ้าตัวเล่าให้ฟังว่าลุ้นเกร็งมากตั้งแต่ประกาศผู้เข้ารอบ 13 คนแล้ว

“ตอนลุ้นเข้ารอบ 13 คนสุดท้ายเอามือประสานไขว้หลังไว้ ประสานมือกำลุ้นมาก ตื่นเต้นมาก ไม่ตื่นเต้นได้ไงตัวเต็งยังไม่เข้าเยอะมาก ตอนนั้นโคลัมเบียก็ยังไม่เข้า เวเนซุเอลา โดมินิกันก็ยังไม่เข้า มันยิ่งทำให้เราตื่นเต้นมากๆ วันนี้มีความสุขปนความเสียดายค่ะ อยากให้ได้ใจคนทั้งโลกมากกว่านี้ น้ำตาลอยากเป็นประวัติศาสตร์ให้กับคนทั้งประเทศไทย”

พูด

เผยความรู้สึกรอบตอบคำถามที่ตนเงียบน้ำตาคลอนั้นเป็นเพราะตนรู้สึกจุกที่ใจ เมื่อต้องบรรยายความรู้สึกที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ ๙

“ตอนรอบตอบคำถามก็ภาวนาในใจว่าขอให้เจอคำถามที่ดี ขอให้เจอคำถามที่ดี พอต้องตอบคำถามจริงๆ เรารู้สึกจุกข้างในใจ เราพูดไม่ออก กลัวน้ำตาจะร่วงออกมา มันเป็นความรู้สึกที่พูดไม่ออกมากกว่า น้ำตาลคิดว่าเราไม่ได้มาในตัวแทนของชลิตา ส่วนเสน่ห์ แต่เรามาในนามตัวแทนคำว่าประเทศไทย จริงๆ ก็เป็นความโชคดีของเราด้วยที่ได้คำถามนี้ ได้พูดชื่อในหลวงออกไป ได้พูดเกี่ยวกับพระองค์ท่าน อย่างที่เรามาเก็บตัว พอรู้ว่าเรามาจากประเทศไทยทุกคนก็ให้ความสนใจ ถามว่าเราเป็นยังไงกันบ้าง ทำไมเราและทีมงานถึงใส่ชุดดำกันทุกวัน ขนาดตอนเราเข้าไปสัมภาษณ์กับคณะกรรมการ เขาก็ยังถามถึงในหลวงของเราเลย คือน้ำตาลกราบเวทีเลยนึกถึงพระองค์ขอให้หนูนำชื่อเสียงกลับมาให้ประเทศไทย ขอให้ชื่อเสียงประเทศไทยเราดังไปทั่วโลกให้ได้รับรู้”

“ตอนที่เขาประกาศเข้ารอบ 3 คนในใจเราก็หวังว่าจะมีชื่อไทยแลนด์ หน้าเรานี่ลอยมากเลย (ทำหน้าลอยพร้อมหัวเราะ) ในใจก็คิดขอให้เป็นฉันเถอะ ก็คิดว่าคนสุดท้ายจะเป็นไทยแลนด์ อ้าว…ไม่ใช่เหรอ ฉันฟังผิดรึเปล่า พอลงมาหลังเวที ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออกเลย เดินมาแบบมึนๆ เซๆ คิดว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนวะ เอ๊ะ…แล้วต้องไปตรงไหนต่อ แล้วต้องไปทำอะไร พอดีพี่แจ๊ส (พี่เลี้ยงนางงาม) มาคว้าแขนไว้ ก็กอดพี่เขาร้องไห้ ที่ร้องเพราะใจหนึ่งเราเสียดาย ใจหนึ่งก็ดีใจที่มาได้ขนาดนี้ แต่ตอนนั้นรู้สึกเสียดายมากกว่า แต่พอทุกอย่างผ่านไปแล้วรู้สึกดีใจที่เราได้คืนความสุขให้กับทุกๆ คน ดีใจที่ทุกคนมีความสุขกับการประกวดครั้งนี้ นานมากแล้วตั้ง 28 ปีที่คนไทยได้เข้ารอบลึกๆ มาตอบคำถาม ได้เข้าใกล้มงเยอะที่สุดในรอบ 28 ปี แต่เราก็เสียดายมันอีกนิดเดียวเองนะ”

รู้ทุกคนคาดหวังว่าตนจะคว้ามงกุฎในปีนี้ ซึ่งตนเองก็ไม่อยากให้จบลงแบบนี้เช่นกัน

“ทุกคนก็พูดอย่างนั้นแล้วก็พากันมาถ่ายรูปเรากันเต็มเลย บอกไม่ได้ๆ มีข่าวออกมาแล้วว่าเราจะมงลง เลยรีบขอถ่ายรูปไว้ก่อน(หัวเราะ) น้ำตาลมีความสุขมากกับการประกวดครั้งนี้ เราคุยกับทีมงานทุกวันในกองประกวดว่าเราจะทำทุกๆ วันให้มีความสุขที่สุด เพราะสำหรับน้ำตาลทุกอย่างมันจะไม่หวนกลับมาแล้ว เราจะไม่มีวันไม่สนุก เพราะความสนุกจะทำให้เราทำทุกอย่างได้ดี ตั้งแต่วันแรกที่มาที่นี่น้ำตาลไม่เคยรู้สึกเหนื่อยเลย น้ำตาลได้รับพลังจากคนรอบข้าง จากเพื่อนๆ จากทีมงาน ก็ไม่อยากให้มันจบลงเลย(ร้องไห้)”

รับเดินประกวดในชุดประจำชาติตนน้ำตาไหลกลางเวทีจริง โชว์สปิริตยอมพม่า ยกให้ในความครีเอทีฟ

“เรื่องจริงค่ะ ตอนนั้นมันเป็นอะไรที่กดดันมากด้วยเวลา ตอนนั้นเปลี่ยนผมประมาณ 3 รอบ เขามาบอกต้องไปแล้ว เราก็กลัวว่าจะไม่ทัน พอคนมาเร่ง ช่างก็รีบทำให้ พอใส่เสร็จเข้าที่ก็มีคนจูงมือเราออกไปเลย ถึงเวลาก้าวขึ้นบันได 3 ก้าวก็ประกาศชื่อไทยแลนด์ มันเป็นช่วงที่กดดันมาก oh my god! ทันพอดี แต่ก็ยอมชุดของประเทศพม่าในความครีเอทีฟเขาจริงๆ ค่ะ”

ลั่นที่ผ่านมาเตรียมตัวฝึกฝนอย่างหนักทุกวัน ในวันประกวดก็บอกกับตัวเองว่าจะได้ตำแหน่งหรือไมได้ตำแหน่งก็จะไม่เสียใจเพราะได้ทำเต็มที่อย่างตั้งใจมาตลอด 4 เดือนเต็ม

“ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ตัวเราหมด ถ้าเรามัวแต่คิดว่าพรุ่งนี้เราจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้มันทำให้เรากดดันตัวเองมากกว่า สู้เราทำทุกวันให้ดี ตื่นขึ้นมาก็คิดแต่สิ่งดีๆ วันนี้เราจะทำอะไรบ้าง เราจะทำให้ดีแค่ไหน เราจะทำดีมากกว่าเมื่อวานนี้มั้ยแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว พยายามคิดบวก ให้กำลังใจตัวเอง อย่าดูถูกตัวเองว่าทำไม่ได้ อย่างน้ำตาลเองโชคดีที่มีเวลาเตรียมตัวถึง 4 เดือน เราตั้งใจในทุกวันเตรียมตัวหนักมากจริงๆ วันที่มาเหยียบประเทศนี้เราไม่มีกังวลอะไรแล้วเพราะที่ผ่านมาเราได้เตรียมตัวมาอย่างเต็มที่ เตรียมตัวมาอย่างหนัก ฝึกฝนทุกวัน น้ำตาลคิดว่าถ้าเราทำเต็มที่แล้วจะได้หรือไม่ได้เราจะไม่เสียใจ เพราะเรารู้ว่าเราทำเต็มที่แล้ว ภาษาเราก็พัฒนาขึ้นสื่อสารได้มากกว่าเดิมแล้ว มียากมากก็จะให้พี่เลี้ยงนางงามช่วย”

ขอบคุณแฟนนางงามทุกคำติชม น้ำตาซึมบอกแม้จะไม่คว้าตำแหน่งนางงามจักวาลแต่ได้ทำเต็มที่ที่สุดในชีวิตตนแล้ว
“ขอบคุณทุกๆ กำลังใจ ทุกๆ คำติ คำชมมาตั้งแต่แรก น้ำตาลเองพยายามปรับปรุงตัวเอง พยายามทำตัวให้เหมาะสมกับการเป็นมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ พยายามทำทุกอย่าง (ร้องไห้) ตอนนี้น้ำตาลอาจจะไม่ได้ไปถึงที่สุดของจักรวาลจริงๆ แต่ในชีวิตนี้ ครั้งนี้ก็เต็มที่ที่สุดในชีวิตแล้วค่ะ”

ทั้งนี้สาวน้ำตาลจะกลับถึงเมืองไทยในวันพรุ่งนี้ 31 ม.ค. โดยระบุว่าจะเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 621 เวลา 13.10-15.25 น. ซึ่งคาดว่าจะมีแฟนคลับไปรอรับเจ้าตัวกลับบ้านเป็นจำนวนมาก

ขอบคุณผู้จัดการออนไลน์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ทรงดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาท

16265351_1182383705208235_4917481608919662393_n

เวลา 16.45 น. วานนี้ (27 ม.ค.60) ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จไปยังศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง ตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทรงเยี่ยมราษฎร และสมาชิกทูบีนัมเบอร์วันที่ประสบอุทกภัย โดยเมื่อวานนี้ยังคงมีฝนตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันหลายครั้ง

จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ประสบภัย รวม 23 อำเภอ ราษฎร�ได้รับผลกระทบกว่า 795,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 14 คน ขณะนี้ยังมีน้ำท่วมขังบางส่วนในพื้นที่ 8 อำเภอ ซึ่งอำเภอเชียรใหญ่เป็นอำเภอหนึ่ง เนื่องจากเป็นที่ราบลุ่ม รับน้ำจากอำเภออื่น เช่น อำเภอชะอวด และร่อนพิบูลย์ ก่อนจะไหลผ่านไปยังอำเภอปากพนังออกสู่ทะเล ในการนี้ พระราชทานพระดำรัสแสดงความเป็นห่วงราษฎรและสมาชิกทูบีนัมเบอร์วัน เนื่องจากทรงถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันกับพระองค์

จากนั้น พระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และถุงยังชีพแก่ราษฎร โดยตำบลแม่เจ้าอยู่หัว มีหมู่บ้านที่ได้รับความเดือดร้อน รวม 10 หมู่บ้าน โดยเฉพาะหมู่ที่ 1, 2, 5 และ 6 ที่เดือดร้อนอย่างหนัก และยังมีน้ำท่วมขัง ซึ่งเมื่อวานนี้ กรมสุขภาพจิต ได้นำสมาชิกทูบีนัมเบอร์วันไอดอล พร้อมด้วยศิลปินนักร้อง และตลก ไปพูดคุยสร้างความบันเทิงคลายความเครียด นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการรักษาผู้ประสบภัยทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตด้วย

ในการนี้ เสด็จไปทรงเยี่ยมบ้านราษฎรหมู่ที่ 5 ซึ่งประสบกับน้ำท่วมขังหลายครั้งแล้ว สภาพบ้านเรือน พื้นที่การเกษตร เช่น สวนปาล์ม ได้รับความเสียหาย หลายครอบครัวต้องอพยพสัตว์เลี้ยงไว้ริมถนน พร้อมกันนี้ ทรงเยี่ยมบ้านนางจินตนา สุขแก้ว ผู้พิการขาขาดเนื่องจากเป็นโรคเบาหวาน อาศัยอยู่กับสามีป่วยเป็นโรคไทรอยด์ กำลังรอการผ่าตัด และหลาน เนื่องจากลูกไปทำงานต่างถิ่น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปช่วยเหลือด้วยการใส่ขาเทียมให้กับนางจินตนา

16298948_1182383728541566_4202199402239628737_n

16387074_1182383701874902_874930875152340231_n

Cr:http://www.jobkhao.com/contents/39438/

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โปรดเกล้าฯ”พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล” ดูแลทรัพย์สินส่วนพระองค์…

หน้าแรก ข่าวเดลินิวส์ ข่าวพระราชสำนัก
โปรดเกล้าฯ”พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล” ดูแลทรัพย์สินส่วนพระองค์
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง “พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล”เป็นผู้ดูแลรักษา-จัดการผลประโยชน์ทรัพย์สิน ส่วนพระองค์
เสาร์ที่ 28 มกราคม 2560 เวลา 17.17 น.
เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศแต่งตั้งผู้ดูแลรักษาและจัดการผลประโยชน์ทรัพย์สินส่วนพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า ทรงพระราชดําริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งผู้ดูแลรักษาและจัดการผลประโยชน์ทรัพย์สิน ส่วนพระองค์ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบทรัพย์สิน ฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479 ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2491 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เป็นผู้ดูแลรักษาและจัดการผลประโยชน์ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 27 ม.ค.พ.ศ.2560 เป็นปีที่ 2 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี…. อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/royalnews/551968โปรดเกล้าฯ”พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล” ดูแลทรัพย์สินส่วนพระองค์

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง “พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล”เป็นผู้ดูแลรักษา-จัดการผลประโยชน์ทรัพย์สิน ส่วนพระองค์

เสาร์ที่ 28 มกราคม 2560 เวลา 17.17 น.

โปรดเกล้า

เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศแต่งตั้งผู้ดูแลรักษาและจัดการผลประโยชน์ทรัพย์สินส่วนพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า ทรงพระราชดําริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งผู้ดูแลรักษาและจัดการผลประโยชน์ทรัพย์สิน ส่วนพระองค์ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบทรัพย์สิน ฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479 ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2491 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เป็นผู้ดูแลรักษาและจัดการผลประโยชน์ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 27 ม.ค.พ.ศ.2560 เป็นปีที่ 2 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

สามารถติดตามรายละเอียดได้ ที่นี่… คลิก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เจ้าฟ้าของประชาชน : ภาพประทับใจหาชมได้ยาก “สมเด็จพระเทพฯ” ทรงเชิดสิงโตและทรงวาดภาพอวยพร

สมเด็จพระเทพรัตนฯทรงวาดการ์ดอวยพรตรุษจีน ประกอบด้วยไก่มงคลและดอกโบตั๋นร่ำรวย

16387062_10158185841360154_1306503213502252736_n

16266148_1402792989731780_1061970181244139523_n

เมื่อวันที่ 27 มกราคม ผศ.ดร.ภาธร ศรีกรานนท์ สมาชิกวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ ได้โพสต์ภาพประทับใจลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว Pathorn Srikaranonda de Sequeira อันเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพระอิริยาบททรงเชิดสิงโต ในโอกาสวันปีใหม่จีน สร้างความประทับใจให้กับชาวไทยจำนวนมาก

(@MatichonOnline)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ปรองดองคือต้องทำตามกฎหมาย…จบนะ!

xiv
ปรองดองคือต้องทำตามกฏหมาย จบนะ


66/23 เป็นแนวคิดพระราชทานจากในหลวง ร.9 ทรงใช้ความเย็นเข้าแก้ความร้อน ทรงเปรียบคนบนเขาเป็นเตาอั้งโล่มีแต่ความร้อน

พระองค์ทรงใช้น้ำเข้าดับไฟ  เช่นสร้างเขื่อน สร้างฝายให้ประชาชนมีที่ทำกินไม่ฝืดเคือง พวกบนเขารู้ว่ามีที่ทำกิน มีอาชีพที่ดี เขาก็ลงมา ทำมาหากินเลิกเป็นผู้ก่อการร้ายมาร่วมเป็นผู้พัฒนาชาติไทยพระบรมราโชบายไม่ให้เอาผิดผู้มีแนวคิดแตกต่าง  ”วางปืนต้องอภัย”  ทำมาตั้งแต่ปี 2516 กองทัพภาค2 คือ “แม่ทัพเปรม” รับสนองฯมาทำ แล้วกลายมาเป็นนโยบาย 66/23 ยุคสุดท้ายในสมัยนายกเปรม ติณสูลานนท์

คนรุ่น 14 ตุลา 16 รู้ดีทุกคน

อยากรู้ลึกต้องถาม ทหารของพระราชา….พลเอกสนั่น มะเริงสิทธิ์ อดีตแม่ทัพภาค 2 ทหารผู้ถวายงานใกล้ชิดในหลวงรัชกาลที่ 9 ตามเสด็จทุกถิ่นทุรกันดารยาวนานกว่า 30 ปี

คอมมูนิสต์คือกลุ่มผู้คิดเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือเปลี่ยนระบอบการปกครองตามอุดมการณ์ที่ตนเชื่อเป็นพลังบริสุทธิ์ย่อมอภัยกันได้

นี่คือความผิดทางการเมืองโดยแท้

แต่พวกนักการเมืองสามานย์ระบอบทักษิณ ขี้ข้าสู้แล้วรวยเป็นโทษทุจริตโกงบ้านโกงเมืองเป็นขบวนการ ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ตนผ่านคูหาเลือกตั้งที่ไม่สุจริต เป็นประชาธิปไตยสามานย์อภัยไม่ได้เด็ดขาด เพราะเป็นแนวคิดแสวงหาอำนาจโกงชาติบ้านเมือง สร้างความชิบหายวายป่วงแก่ประเทศชาติมานานนับ 15 ปี


เราอยู่ตรงนี้นานเกินไป ต้องปฏิรูป ใครโกงต้องติดคุกไม่มีนิรโทษเด็ดขาด


เราอภัยให้นิสิตนักศึกษา ชาวไร่ชาวนาเพราะเราเชื่อว่าเขาหลงผิดหนีเข้าป่าเพราะความเกรงกลัวอำนาจรัฐ และเชื่อมั่นในแนวคิดระดับอุดมการณ์


แต่คอมมูนิสต์เก่าพวกขี้ข้าทักษิณไม่คิดเช่นนั้น อภัยโทษแล้ว กินบ้านกินเมืองแล้ว ยังไม่เลิกรารู้สึกนึก นังเข้ามาเกาะเกี่ยวอำนาจจะล้มระบอบ


คอมมูนิสต์เก่าที่ดีๆ เขาก็ทนคนพวกนี้ไม่ได้
ประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็ทนไม่ได้จึงร่วมกันต่อสู้


รัฐบาลทหารมาได้เพราะคนไทยส่วนใหญ่ให้อำนาจโดยฉันทามติ การยึดอำนาจจึงราบรื่นไม่มีปัญหา


รัฐบาลทหารต้องทำตามวัตถุประสงค์แรกคือ “ปฎิรูปการเมือง”


เอาผิดคนทำชั่ว ไม่ใช่นิรโทษ ลดโทษ ไม่เอาโทษ

ถ้าไม่ทำโกรธกัน!!

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ศรัทธานำปัญญาเป็นอามิสบูชาดีแล้ว…ต้องปฏิบัติบูชาต่อไป

img036

“ปิดทองข้างหลังพระไปเรื่อยๆ แล้วทองจะล้นออกมาที่หน้าพระเอง…….”.

ศรัทธา ความเชื่อ กุศโลบายสร้างเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ…เครื่องหมายบอกฝ่าย

ศรัทธานำปัญญาในสังคมเป็นเรื่องปกติเพราะบัวนั้นมีสี่เหล่า การโน้มน้าวให้ทำตามจึงต้องมีกุศโลบาย ทั้งศรัทธานำปัญญา และ ปัญญานำศรัทธา

เมื่อวัฒนธรรมยุโรปกับเอเชีย เอเชียกับเอเชียปะทะกัน ต่างฝ่ายต่างก็อ้างสิ่งเคารพบูชา ยึดเหนี่ยวจิตใจคนแย่งชิงผู้คนหรือสาวก ไม่ให้แตกแถวออกนอกทาง

ดังนั้นความเชื่อในการสร้างสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจจึงตกทอดกันมาแต่โบราณ

ในแผ่นดินแหลมทองนี้มีมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมา เริ่มจากทางภาคใต้ของประเทศไทย
กระจายขึ้นเหนือส่วนหนึ่ง มาทางตะวันตกจากอินเดียผ่านพม่าอีกส่วนหนึ่ง การเผยแผ่พระพุทธศาสนาทำกันมาตั้งแต่หลังพุทธกาลยุคพระเจ้าอโศกมหาราช และปักหลักแน่นที่สุดคือประเทศไทย ทั้งฝ่ายปริยัติและปฏิบัติ ทั้งทางศิลปกรรม พุทธศิลป์เกี่ยวเนื่องทุกแขนง กลายเป็นแหล่งอารยธรรมของโลก ทั้งวัดในวัง วัดบ้าน วัดป่า แหล่งรวมผู้คนที่แสวงหาทางหลุดพ้นของคนทั้งโลก สมญานาม” แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง” จึงจริงแท้แน่นอน ไม่รอการพิสูจน์

16178955_1417631754938179_1486572773256852365_o

เครดิตภาพAmnart Ruangturakit

00000

“ศาสตร์พระราชา” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ล้วนมีพื้นฐานจากการทรงศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ่ง จนตกผลึกสร้าง”ทฤษฎีใหม่” ให้ทั้งโลกต้องเดินตาม

นี่คือศาสตร์แห่งการพึ่งพาตนเอง “อัตตาหิ อัตโน นาโถ” ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

“เศรษฐกิจพอเพียง” เศรษฐกิจคุ้มครองโลก ให้หลุดพ้นทุนนิยมเสรีสามานย์อย่างไม่เบียดเบียนกัน ทางใครทางมัน อยู่ด้วยกันได้อย่างสมดุล กลายเป็น “ทุนคุณธรรม”

เชื่อในหลวง เดินตามในหลวง ศรัทธานำปัญญา ปฏิบัติตามแล้วได้มรรคได้ผล เห็นความจริง มีความสุขตามอัตภาพ

เมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพาน สิ่งที่เหลือไว้คือพระธรรมคำสอนให้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ สร้างความสุขให้ทั้งตนเองและสังคมเป็นสุข

ในหลวงภูมิพลมหาราช เสด็จสู่สวรรคาลัย ทรงทิ้งพระราชมรดกอันยิ่งใหญ่ให้แก่ชาวไทยและชาวโลกคือ “ศาสตร์พระราชา” ที่มีแต่มหาบุรุษเท่านั้นจะทำได้

สิ่งใดตกยุค ก็จะหายไป สิ่งใดจริงแท้ก็จะคงอยู่

เหตุผลง่ายๆ คนไทยยังกราบพระพุทธรูป มีสร้างวัด สร้างโบสถ์วิหาร

การตอบแทนศรัทธาจากฝ่ายวัดก็คือสร้างของที่ระลึกให้เป็นเรื่องปกติ ทั้งทางวัด ทางวัง มันคือความเป็นไปของวัฒนธรรมที่แม้นไม่ยอมรับ แต่มันก็เป็นไป

สิ่งใดทำเพื่อความสุขความเจริญทั้งทางใจและวัตถุ แม้ไม่เห็นด้วยก็ไม่ควรคัดค้าน

เพราะนั่นคือการหลอมรวมจิตใจของผู้คนในสังคมให้ยึดมั่นความดี คนดี

นี่คือสัจธรรม ประวัติศาสตร์ ศาสนา ความเขื่อ สืบต่อมาแต่โบราณ

ค้านเขายากครับ เว้นแต่คนขวางโลก

เมื่ออามิสบูชาด้วยการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณกันแล้วขาดไม่ได้คือปฏิบัติบูชา “ตามรอยพ่อ”

ทั้งทางศาสนาและศาสตร์พระราชา

จึงจะถือว่าเป็นการบูชาที่นำประโยชน์สุขมาสู่มหาชนชาวสยามและชาวโลก

และนี่จะเป็นการใช้ปัญญานำมาสู่ศรัทธาอันไม่มีใครลบล้างได้ดุจพระธรรมคำสอนอันเป็นสัจธรรมขององค์พระบรมศาสดานั่นเอง

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ประชาชนควรอ่าน ! : คดีครูจอมทรัพย์ในความเห็นอดีตผู้พิพากษา ชูชาติ ศรีแสง

1

…..ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาลงโทษจำคุกนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร มีกำหนด 3 ปี 2 เดือน ที่กำลังมีการกล่าวขานกันอยู่ในขณะนี้แล้ว มีข้อสังเกตหลายประการ ถ้าเขียนให้จบในครั้งเดียวคงยืดยาวมากอาจจะอ่านกันไม่ละเอียดก่อให้เกิดการเข้าใจผิดได้ จึงจะขอเขียนแบบหลายตอนจบ
…..ข้อสังเกตประการแรก คือ
……..คดีนี้มีพยานที่รู้เห็นการณ์ขณะเกิดเหตุคือนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ มาเบิกความต่อศาลว่า รถยนต์กระบะแล่นแซงหน้ารถจักรยานยนต์ที่พยานขับขี่ล้ำเข้าไปชนรถจักรยานที่ผู้ตายขี่สวนมา แล้วคนขับรถยนต์กระบะหยุดรถ คนขับเป็นผู้ชายเปิดประตูลงมาไปดูผู้ตาย
……..นายทวีเลิศและนายสว่างซึ่งเป็นน้องชายของผู้ตายต่างเบิกความว่า นางทัศนีย์มาเล่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้นายทวีเลิศฟังและบอกด้วยว่า ผู้ที่ขับขี่รถยนต์กระบะชนรถจักรยานที่ผู้ตายขี่สวนมาเป็นผู้ชายและนายทวีเลิศก็มาเล่าให้นายสว่างฟังอีกต่อหนึ่ง
……..แต่ในคำให้การชั้นสอบของนางทัศนีย์และนายทวีเลิศไม่มีข้อความระบุไว้ว่า ผู้ขับรถยนต์กระบะเป็นผู้ชาย โดยนางทัศนีย์เบิกความได้บอกเรื่องนี้แก่พนักงานสอบสวนแล้ว
……..องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาที่พิจารณาพิพากษาคดีนี้ เชื่อคำเบิกความของนางทัศนีย์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่เชื่อเฉพาะคำเบิกความของนางทัศนีย์และนายทวีเลิศในส่วนที่ว่า คนขับรถยนต์กระบะเป็นผู้ชายเนื่องจากไม่มีระบุไว้ในคำให้การชั้นสอบสวนของนางทัศนีย์กับนายทวีเลิศ และไม่เชื่อว่านางทัศนีย์ได้บอกพนักงานสอบสวนว่า ผู้ขับรถยนต์กระบะเป็นผู้ชาย โดยเห็นว่าถ้านางทัศนีย์บอกก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่พนักงานสอบสวนไม่บันทึกไว้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือองค์คณะผู้พิพากษาเชื่อถือพนักงานสอบสวนมากกว่านางทัศนีย์นั่นเอง

……..ในวันที่นางจอมทรัพย์ไปออกรายการโทรทัศน์ได้บอกผู้ดำเนินรายการว่าตนเองเห็นพนักงานสอบสวนลบคำให้การของพยานที่ระบุว่า ผู้ขับรถยนต์กระบะเป็นผู้ชายออกไป

…..ขอเล่าประสบการณ์ของผม
……….1 ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ศาลจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคใต้มีคดีอาญาคดีหนึ่ง อัยการโจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า ชั้นสอบสวนจำให้การรับสารภาพ ในชั้นศาลจำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์ส่งคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยซึ่งพนักงานสอบสวนพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด เพราะในขณะนั้นยังไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ ปรากฎว่าคำให้การของจำเลยมีการขีดฆ่าตัวอักษรที่พิมพ์แล้วจำนวนมาก อ่านแล้วก็เป็นไปในทำนองว่าจำเลยให้การรับสารภาพ แต่ข้อความไม่สอดคล้องกันเลย เมื่อพลิกดูจากด้านหลังที่สามารถอ่านตัวอักษรที่ถูกขีดฆ่าได้ทุกตัวรวมกับตัวอักษรที่ไม่ถูกขีดฆ่าก็จะอ่านได้ความชัดเจนว่า จำเลยให้การปฏิเสธ

……….2 ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ศาลจังหวัดอีกแห่งหนึ่งในภาคกลาง มีคนร้ายขึ้นลักโทรทัศน์ที่บ้านพัก เมื่อไปแจ้งความและให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวน โดยเล่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟังแล้วพนักงานสอบสวนก็พิมพ์คำให้ถ้อยคำของผม แต่เมื่อพิมพ์เสร็จปรากฎว่า ไม่ได้เป็นไปตามที่ผมให้ถ้อยคำ เมื่อผมทักท้วงเขาบอกว่า ไม่เป็นไรไม่ใช่สาระสำคัญ

……….3 เมื่อปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ศาลฎีกา มีคดีฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ ในชั้นศาลให้การปฏิเสธและนำสืบว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยไม่ได้ให้การรับสารภาพ แต่พนักงานสอบสวนพิมพ์คำให้จำเลยเองแล้วให้จำเลยลงชื่อโดยไม่ได้อ่านให้ฟัง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เชื่อว่า จำเลยรับสารภาพในชั้นสอบสวน จึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 33 ปี 4 เดือน แต่ชั้นศาลฎีกาผมและองค์คณะไม่เชื่อว่า จำเลยรับสารภาพและเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระความผิด จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1762/2539 ( เรื่องนี้เคยนำมาเขียนโดยละเอียดครั้งหนึ่งแล้ว )

…..ขอจบตอนแรกเพียงเท่านี้ ขอความกรุณาว่า ถ้าจะแสดงความคิดเห็นขอให้อยู่ในขอบเขตที่เขียนมาและโปรดอย่าใช้คำหยาบนะครับ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment