จับผิด “พุทธะอิสระ” : ย้อนรอย…จะจับธัมมชโยสึก วัดชนะสงครามโดนระเบิดลงจริงหรือ…???

เมื่อผู้สื่อข่าววอชิงตันโพสต์มาสัมภาษณ์ “พุทธะอิสระ เมื่อ วันที่ 31 มีนาคม 2558 บางส่วนกล่าวถึงเรื่องราวในอดีตว่า…

“ตอนจะทำเรื่องวัดธรรมกาย จับธัมมชโยสึก วัดบวรก็โดนระเบิด วัดชนะสงครามก็โดนระเบิด”

นักข่าว: ช่วยเล่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ให้ฟังหน่อยค่ะ (คนร้ายขับรถมา บนถนนหลักหน้าวัด แล้วใช้ปืนยิงใส่ประตูวัดเข้ามาด้านใน)

หลวงปู่: ตอนที่สมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จวัดชนะสงคราม จะทำเรื่องวัดพระธรรมกาย จะจับ ธัมมชโย สึกเนี่ย วัดชนะฯ ก็โดนวางระเบิด ทางสมเด็จพระสังฆราช ก็โดนวางระเบิดแต่ไม่ระเบิด วัดชนะฯ ระเบิด (ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ประมาณ ๑๕ ปี มาแล้ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็เลยไม่มีใครอยากเข้ามายุ่งเรื่องนี้อีก) เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีคนโทรฯ มาบอก ว่าจะมีกำลังไม่ทราบฝ่ายมาอุ้ม

นักข่าว: ท่านทราบข่าวนี้มาจากไหนคะ
หลวงปู่: ลูกศิษย์ต่างโทรฯ มา ทุกคนโทรมาถามว่าฉันโดนอุ้มไปแล้วหรือยัง

๐๐๐๐๐๐๐

เพื่อเป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงจึงต้องสืบค้นจากสื่อกระแสหลักพบว่า หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เสนอข่าวเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2542 ดังนี้…

ศิษย์ธรรมกายระเบิดวัดชนะฯตร.ใหญ่ชี้ชัด ระบุใช้เอ็ม 61
โยนเข้าใต้ท้องรถ ‘พระสังฆราช’เสด็จประทานพร

    • รอง ผบ.ตร.ยืนยันระเบิดวัดชนะสงครามเกี่ยวข้องสาวกคลั่งธรรมกาย ระดมตำรวจคุ้มกันพระผู้ใหญ่-ผู้เกี่ยวข้อง กับการเล่นงาน”ไชยบูลย์” พบมือระเบิดใจ นรกเข้าขั้นพระกาฬใช้ระเบิดสังหาร เอ็ม 61 ปาเข้าใต้รถ ศิษย์วัดฉาวปั้นหลักฐานเท็จอ้างมือที่ 3 ก่อกวนแถม ยังป้ายสีสื่อมวลชน สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นห่วงสมเด็จวัดชนะฯ เสด็จไปประทานพระไพรีพินาศพร้อมกำลังใจ “ชำนิ” เชื่อปลด พระปลอมเมื่อไหร่ทุกอย่างจะสงบ “วาสนา” ลั่นคำถ้าเกี่ยวกับเจ้าลัทธิจานบินต้องเจอไม้แข็ง เจ้าคณะตำบลคลอง 1 ยืนยันฟันแน่ ศาลสั่งเลื่อนสอบคดีฉ้อโกง ให้รวบเป็นคดีเดียว

      เหตุการณ์สะท้านหัวใจชาวพุทธด้วยการโยนระเบิดข่มขู่เข้าไปยังวัดชนะสงครามเมื่อคืนวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่มีม็อบสาวกธรรมกาย ยกพลมาประท้วงหน้าวัด และยื่น 3 เงื่อนไขถึงสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง โดยเงื่อนไขสำคัญ คือให้ยับยั้งคำสั่งการปลดพระครูปทุมกิจโกศล เจ้าคณะตำบลคลองหนึ่ง เพราะการปลดพระครูปทุมกิจโกศล จะนำไปสู่การปลดนายไชยบูลย์ สุทธิผล เจ้าลัทธิธรรมกายออกจากตำแหน่งอย่างแน่นอนนั้น ปรากฏว่าเหตุการณ์นี้ได้มีเสียงตำหนิติเตียนสาปแช่งกันทั้งเมืองเนื่องจากได้ทำให้ศาสนามัวหมอง

      เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สมชาย วาณิชเสนี ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ ผบช.น. พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ นิลคูหา ผู้ช่วย ผบช.น. พล.ต.ต.วงกต มณีรินทร์ ผู้ช่วย ผบช.น. พ.ต.อ.ชัยทัศน์ รัตนพันธุ์ ผกก.สน. ชนะสงคราม เจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่สรรพาวุธตำรวจ เดินทางมาตรวจที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อเร่งหามือระเบิดใจนรกรายนี้

      เจ้าหน้าที่พยายามค้นหาสะเก็ดระเบิดที่ติดอยู่ใต้ท้องรถเก๋งโตโยต้า ทะเบียน ภข-5026 กท.ของนายไกรสร บาลมงคล วิศวกรไฟฟ้าบริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ ปรากฏว่ายางรถทั้ง 4 ล้อถูกระเบิดทำให้รถทรุดตัวลงติดกับพื้นการค้นหาจึงเป“นไปด้วยความยากลำบาก แต่ก็ยังสามารถเก็บ สะเก็ดได้จำนวนหนึ่ง จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ยกรถไปค้นหาสะเก็ดระเบิดต่อที่ป’šมน้ำมันข้างสน. ชนะสงคราม

      ระบุเหตุจากคดีธรรมกาย

      พล.ต.อ.พรศักดิ์ เปิดเผยว่า สาเหตุที่เกิดขึ้น เนื่องมาจากคดีวัดพระธรรมกาย ตอนนี้ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมรับมือกับม็อบของวัดพระธรรมกาย พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่ไปดูแลรักษาความปลอดภัยทั้งที่วัดและศาลอาญารัชดาฯ เนื่องมาจากในช่วงเช้าจะมีการนัดสืบพยานโจทก์คดีวัดพระธรรมกาย โดยให้ตำรวจท้องที่ประสานงานกับตำรวจสันติบาล และกองบัญชาการภาค 1 เข้าร่วมคลี่คลายคดี พร้อมทั้งให้สืบดูพฤติกรรม บรรดาสาวกธรรมกายอย่างใกล้ชิด เพราะกลัวเหตุการณ์จะเกิดรุนแรงขึ้นอีก โดยติดตามผู้เกี่ยวข้อง 2-3 กลุ่ม

      “น่าสันนิษฐานว่าจะเป็นผู้เกี่ยวข้องกับผู้ที่มาชุมนุมประท้วง และคงเกี่ยวกับศิษย์ธรรมกาย พวกเราเป็นชาวพุทธจึงขอให้ผู้กระทำการหยุดการกระทำเสียที ส่วนสม เด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ท่านก็ได้บอกว่า ไม่รู‰สึกกังวลและกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะได้ให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายอยู่แล้ว หลังจากให้สัมภาษณ์ รอง ผบ.ตร.จึงพาคณะเข้านมัสการสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ที่คณะ 1″

      ตำรวจจะระดมกำลังจากตำรวจสันติบาล,ตำรวจภูธรภาค 1 และตำรวจสันติบาลเข้ามาทำงานนี้ และต้องติดตามความเคลื่อนไหวของศิษย์ธรรมกายอย่างใกล้ชิด

      เอ็ม 61 ถล่มวัดชนะฯ

      ทางด้าน พล.ต.ต.จักรทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา ผู้ช่วย ผบช.น. เปิดเผยหลังการตรวจหาสะเก็ดระเบิดว่า ได้ตรวจสอบรถที่เกิดเหตุเพื่อหากระเดื่องลูกระเบิด หาก พบก็จะสามารถ สันนิษฐานได้วˆาเป็นการผูกหรือขว้าง เพราะเป็นหลักฐานที่สำคัญจะทำให้สามารถสันนิษฐานได้หลายทาง เบื้องต้นทราบว่าเป็นระเบิดชนิด เอ็ม 61 เนื่องจากเก็บชิ้นส่วนได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งระเบิดชนิดนี้จะใช้ขว้างหรือโยน เบื้องต้นคาดว่าคนร้ายใช้วิธีโยนเข้าไปใต้ท้องรถ

      สำหรับเจ้าของรถนั้นได้สอบสวนทราบว่าเป็นลูกศิษย์วัดและมีบ้านอยู่ย่านนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคดี ส่วนกลุ่มม็อบธรรมกายกำลังตรวจสอบเหตุ ที่เกิดขึ้นเพราะอะไร ขณะนี้ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจ 191 และสายตรวจท้องที่จำนวนหนึ่งมาอารักขาสมเด็จพระมหาธีราจารย์แล้ว ซึ่งตำรวจ สอบพยานไปแล้วหลายปาก แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ และพบว่าวันเกิดเหตุประตูทางเข้าวัดปิดตั้งแต่ 20.00 น. แต่เหตุเกิดเวลาเกือบ 21.00 น. จะสืบสวนต่อไปว่าคนร้ายเข้ามาทางใด

      สมเด็จวัดชนะฯ ให้เงินช่วย

      ด้านพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ได้เชิญนายไกรสร บาลมงคล อายุ 31 ปี เจ้าของรถเก๋งโตโยต้า ทะเบียน ภข-5026 กท. ที่ถูกระเบิดถล่มจนพัง มาสอบ สวน เพิ่ม เติมอีกเล็กน้อย เนื่องจากในวันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำไปแล้ว จากนั้น นายไกรสร กล่าวว่า ไม่เคยมีเรื่องกับใคร และรถก็เป็นของบริษัทฯ ในวันเกิดเหตุได้นำรถมาจอดตั้งแต่เย็นวันที่ 16 พ.ย. จนเช้าวันที่ 17 พ.ย. ก็มีม็อบวัดพระธรรมกายมาชุมนุม รถก็ยังอยู่ปกติ แต่ขับออกไปทำงานไม่ได้ จึงนั่งรถแท็กซี่ไปทำงาน เมื่อกลับจากทำงานก็มาดูรถก็ยังอยู่ปกติ จนกระทั่งเกิดเหตุระเบิดขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใครแน่

      ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับกรณีรถเฟี๊ยตของ จ.อ.แฟง แย้มภักดี ที่ได้รับความเสียหายไม่มากนัก สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ได้มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 2,800 บาท

      “ชำนิ”เชื่อปลดไชยบูลย์สงบแน่

      นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าได้รับรายงานเรื่องระเบิดแล้ว และเป็นหน้าที่ของตำรวจต้องสืบสวนว่ามาจากกลุ่มใด มีเจตนาสร้างสถานการณ์หรือสร้างความวุ่นวายหรือไม่ โดยสมเด็จพระมหาธีราจารย์เป็นพระที่เคารพรักของคนทั่วไปคงไม่มีปัญหา ส่วนคดีนายไชยบูลย์ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

      ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้รับรายงานทันทีหลังเกิดเหตุจึงมอบหมายให้ พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ รอง ผบ.ตร. เร่งทำการสืบสวนสอบ สวนเพื่อจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็วต่อไป

      ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชำนิ ศักดิเศรษฐŒ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า การวางระเบิด วัดชนะ สงครามนั้น สถานที่ดังกล่าว เคยใช้พบปะ ระหว่างตำรวจกับนายไชยบูลย์ และการประท้วงที่เกิดขึ้นก่อนระเบิด ก็เหมือนกับการประท้วงการใช้อำนาจ ตัดสินใจแก้ปัญหาธรรมกาย ตำรวจสนใจติดตามอยู่แล้ว ที่จริงเป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่ความขัดแย้งที่มากขึ้นเรื่อย ๆ

      “หากเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี สั่งการหรือมีคำสั่งที่แน่นอนออกมา คงยุติปัญหาได้ในเบื้องต้น ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ที่วัดชนะ สงคราม เพราะสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลางกรุณามากแล้วที่ให้สถานที่พบปะระหว่างตำรวจกับผู้ถูกกล่าวหา ตำรวจจะเอาจริงในการดูแลต่อไปเพราะวัดอยู่หน้าโรงพัก”

      ขอเวลาสอบให้ชัดเจน

      พล.ต.อ.พรศักดิ์ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ขณะนี้ได้ระดมกำลังตำรวจทำการสืบสวนสอบ สวนกันอยู่ ในขั้นต้นสันนิษฐาน ผู้ที่มาเกี่ยวข้องกับการชุมนุมประท้วงที่ฝักใฝ่กลุ่มต่าง ๆ ผู้สื่อข่าวถามว่าหากการสืบสวนพบว่า มีลูกศิษย์ วัดพระธรรมกายเข้ามาเกี่ยวข้องจะมีผลต่อการประกันตัวในคดีหรือไม่ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ต้องให้ผลออกมาชัดเจนก่อน ถ้าสมมุติอย่างโน้นอย่างนี้ประเดี๋ยวจะมีปัญหาภายหลัง เมื่อผลปรากฏออกมาชัดเจนแล้วจะพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

      “ตามที่ได้ชี้แจงไปแล้วว่าเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่เสียหายมาก ไม่น่าจะเกิดในสังคมชาวพุทธ การกระทำเหตุรุนแรงในวัดที่เคารพนับถือเราทุกคนต้องประณาม ในการดำเนินการไม่ว่าทางสงฆ์หรือทางบ้านเมืองก็ตาม จะต้องมีกฎระเบียบ จะต้องมีการบังคับใช้ตามครรลอง การคัดค้าน หรือให้เหตุผลควรจะเป็นไปตามเหตุผลรองรับ ไม่ใช่ใช้อารมณ์มาตัดสินกันซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม ประเทศชาติอย่างมาก”

      “ชวน” สั่งสมศักดิ์รายงานทุกระยะ

      นายวิชัย ตันศิริ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่าในช่วงเช้าวันนี้ตนได้ไปกราบนมัสการสมด็จพระมหาธีราจารย์ และระเบิดที่เกิดขึ้นเหมือนกับการสร้างสถานการณ์ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ไม่ได้หวั่นเกรง แต่ท่านทรงเป็นห่วงวัดมูลจินดารามและวัดเขียนเขต ขอให้กรมการศาสนาประสานกับตำรวจขอกำลังอารักขาพระ และดูแลความปลอดภัย

      ด้านนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว. ศึกษาธิการ เดินทางเข้ากราบนมัสการสมเด็จพระมหาธีราจารย์ในเวลา 13.00 น. นายสมศักดิ์ เปิดเผย ว่าได้มาให้กำลังใจและแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียนให้ทราบว่าจะประสานกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผบ.ตร. ขอกำลังมา อารักขาพร้อมกับพระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี พระมหาปัญญา จิตติ ธัมโม รักษาการเจ้าคณะอำเภอและพระปริยัติวโรปการ รักษาการ เจ้าคณะตำบลคลองหนึ่ง ให้เข้มแข็ง และสั่งการให้อธิบดีกรมการศาสนารายงานแล้ว และจะรายงานนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีต่อไป เพราะนายกฯห่วงเรื่องนี้มากให้ตนติดตามอย่างใกล้ชิด

      “สมเด็จพระมหาธีราจารย์ไม่ได้หวั่นไหว กลับให้แง่คิดว่าทุกเรื่องถ้ามองเป็นเรื่องดีก็ดีทั้งนั้น แม้เหตุการณ์นี้ ก็เป็นผลดีกับตัวท่าน และไม่กระทบต่อการดำเนินการตามกฎนิคหกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องมาดำเนินการ เพราะเป็นการกระทำที่อุกอาจ กระเทือนขวัญ สะเทือนความรู้สึกของประชาชนโดยเฉพาะชาวพุทธ”

      ส่วนข้อเรียกร้องของสาวกธรรมกายที่ยื่นคำขาดไม่ให้ปลดเจ้าคณะตำบลคลองหนึ่ง นั้นนายสมศักดิ์กล่าวว่า สมเด็จ พระมหาธีราจารย์บอกว่าทุกอย่างทำไปตามมติมหาเถรสมาคม(มส.)ทั้งสิ้น ไม่ทำผิด ผู้มีอำนาจทุกคนต้องปฏิบัติตาม

      นายสมศักดิ์ยืนยันด้วยว่ารักษาการเจ้าคณะตำบลคลองหนึ่ง มีหนังสือไปสั่งพักนายไชยบูลย์จากตำแหน่งเจ้าอาวาสแล้ว และส่งไปทางไปรษณีย์ คาดว่าวัดได้รับหนังสือแล้ว ส่วนที่อ้างว่าไม่ได้รับหนังสือได้หารือกับสมเด็จพระมหาธีราจารย์ถึงมาตรการดำเนินการแล้ว แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียด ถ้ายืนยันไม่ได้รับจริง ๆ ก็จะใช้มาตรการทางสงฆ์ตามกฎมหาเถรฯฉบับที่ 24 สั่งปลดออกจากตำแหน่ง

      สาวกธรรมกายโกหกอีก

      ขณะเดียวกัน ได้มีแถลงการณ์จากกลุ่ม ที่อ้างตัวเป็นชมรมชาวพุทธสากลแห่งประเทศไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาวกธรรมกายและไปประท้วง ที่หน้าวัดชนะสงครามว่า การปาระเบิดที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับกลุ่ม รวมถึงไม่เกี่ยวกับสาวกธรรมกาย โดยมีบุคคลบางกลุ่มจงใจสร้าง สถานการณ์ให้ทำลายภาพลักษณŒของสาวกธรรมกาย

      แถลงการณ์ดังกล่าวยังอ้างเหตุการณ์อื่น ๆ เพื่อโฆษณาช่วยอีกด้วย อาทิ ในคืนวันที่ 16 พ.ย. เวลา 23.00 น. มีผู‰ชุมนุมไปรับประทานก‹วยเตี๋ยว บริเวณปากตรอกข้าวสาร และถูกชาย 10 กว่าคนทำร้าย หลังจากถามได้ความว่าเป็นผู้มาชุมนุม โดยถูกมีดฟันที่แขนทั้ง 2 ข้าง และผู้บาดเจ็บคนนี้ไปแจ้งความที่สน.ชนะสงครามด้วย แต่ปรากฏว่าจากการติดตามของ “เดลินิวส์”พบว่าข้อความดังกล่าวเป็นการโกหก เพราะในคืนดังกล่าวไม่มีคดีดังที่อ้างขึ้นเลย

      นอกจากนั้นแถลงการณ์นี้ยังอ้างด้วยว่า มีผู้ก่อกวนพระเลขาฯ ของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ และผู้ก่อกวนนี้นั่งรถของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีหลบหนีไป ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วก็เป็นการปั้นเรื่องขึ้นมาอีกครั้ง โดยไอทีวีออกแถลงการณ์ตอบโต้แล้วไม่เป็นความจริง

      ธรรมกายพูดหน้าซื่อไม่เกี่ยว นายวิระศักดิ์ ฮาดดา หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิธรรมกายแถลงว่าการระเบิดนี้ ธรรมกายไม่เกี่ยวข้อง และถ้าจับกุมผู้กระทำผิดได้ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายเลย

      นอกจากนั้นอยากเรียกร้องให้พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ชี้แจงเหตุผลในการปลดพระครูปทุมกิจโกศล เจ้าคณะตำบลคลองหนึ่ง ส่วนการชุมนุม หน้าวัดชนะสงครามอาจมีศิษย์ธรรมกายเพราะอาจนับถือพระครูปทุมกิจโกศล และขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือคำสั่งปลดนายไชยบูลย์จากตำแหน่ง เมื่อได้รับก็ต้องดูรายละเอียดมีความชอบธรรม มีเหตุผลหรือไม่ ไม่ใช่กลั่นแกล้งวัดก็ยินดีทำตาม 16.10 น. กิตติวุฒโฑ เจ้าสำนักจิตภาวัน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เดินทางมากราบนมัสการ สมเด็จวัดชนะฯ มาสอบถามเรื่องระเบิด จากนั้นเปิดเผยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา พูดง่าย ๆ เหมือนโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้น ได้ตลอดเวลา ยังไม่สามารถทราบได้ฝีมือใคร และที่สนิทกับวัดธรรมกายก็เพราะใครชวนไปที่ไหนก็ไป ธรรมกายมีประโยชน์มากไม่มีข้อเสีย การสอนตามหลักพระศาสนาไม่มีอะไรบิดเบือน กรณีนิพพานเป็นอัตตาหรืออนันตา จะไปตีความไม่ได้เป็นอะไร เพราะยังไม่ถึงนิพพาน

      สมเด็จพระสังฆราชเสด็จ

      ขณะเดียวกันในเวลา 17.00 น. สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จมาที่วัดชนะสงครามด้วยรถพระที่นั่งเลขทะเบียน รยล. 989 โดยสมเด็จพระมหาธีราจารย์ รอรับเสด็จ จากนั้นได้ใช้เวลาสนทนาเป็นการส่วนพระองค์ 1 ชั่วโมงเต็ม ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชประทานพระหล่อบูชา ไพรีพินาศหน้าตัก 9 นิ้ว ให้สมเด็จพระมหาธีราจารย์ และสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ได้ถวายรูปหล่อปิดทองหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ขนาด 15 นิ้ว ให้กับสมเด็จพระสังฆราช

      ผู้สื่อข่าวสอบถามพระครูปลัดสัมมาพิพัฒน์ สัมมาจารย์ พระเลขานุการสมเด็จพระมหาธีราจารย์เปิดเผยว่า การเสด็จของสมด็จพระสังฆราช ก็เพื่อทรงประทานกำลังใจ ทรงเป็นห่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยสมเด็จพระมหาธีราจารย์ได้ถวายรายงานเหตุการณ์ทั้งหมด

      “เรื่องที่เกิดขึ้นว่าไม่ใช่ฝีมือชาวบ้านเพราะสมเด็จฯมีเมตตามาก ให้การศึกษา รับเลี้ยงลูกหลาน ตั้งโรงเรียน ใครไม่มีข้าวกินก็มีโรงทานให้กินตลอดเวลา ชาวบ้านเคารพบูชามาก ช่วยกันดูแลรักษาวัด ไม่เคยเกิดขึ้น”

      สำหรับกำลังในการอารักขาวัดชนะสง ครามใช้กำลังจากสน.ชนะสงคราม และตำรวจ นครบาลเฝ้าหน้าหลังกุฏิและวัด ชุดละ 6 นาย และมีตำรวจนอกเครื่องแบบอีกจำนวนหนึ่ง

      นอกจากนั้นในช่วงค่ำก็ยังมีพระ-นักการเมือง และบุคคลต่าง ๆ เข้ากราบนมัสการและให้กำลังใจสมเด็จพระมหาธีราจารย์อย่างต่อเนื่อง อาทิคณะ ของ พระศรีปริยัติโมลี พระมหาต่วน และคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, รายการธรรมร่วมสมัยโดย พ.อ.(พิเศษ) ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์ และชมรมชาวพุทธ จ เลื่อนพิจารณาคดีธรรมกาย

      ที่ห้องพิจารณาคดี 704 เวลา 09.00 น. นายกิตติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาพร้อมองค์คณะออกนั่งบัลลังก์เพื่อสืบพยานโจทก์ นัดแรก คดีที่นายอำพล เหมาคม อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายไชยบูลย์ สุทธิผล เจ้าลัทธิธรรมกาย และนายถาวร พรหมถาวร สาวกคนสนิท เป็นจำเลยฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และยักยอกทรัพย์เป็นเงินจำนวน 6,800,000 บาท แล้ว ไปซื้อที่ดินย่าน อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร คดีนี้อัยการโจทก์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา

      อย่างไรก็ตามนายชุติชัย สาขากร อัยการผู้เชี่ยวชาญคดีได้แถลงต่อศาลว่า มีความประสงค์ขอแก้ไขคำฟ้องเพิ่มเติมเล็กน้อย รวมทั้งยังจะต้องยื่นฟ้องจำเลยนี้อีกหลายคดี เพื่อความสะดวกในการพิจารณาจึงขอให้ศาลพิจารณารวมเป็นคดีเดียวกัน ส่วนนายสนธยา โพธิ์แดง ทนายความจำเลย ได้ยื่นคำแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรปฏิเสธความผิดขอต่อสู้คดีทุกข้อกล่าวหา และในวันนี้นายไชยบูลย์ จำเลยที่ 1 ก็ติดภารกิจที่ต้องปฏิบัติจึงขอให้เลื่อนการพิจารณาไปก่อน

      ศาลได้ถามย้ำจำเลยว่าจะให้การสารภาพหรือปฏิเสธ ซึ่งจำเลยยืนยันให้การปฏิเสธ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันได้ มีคำสั่งให้เลื่อนการพิจารณาไป แต่เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในกระบวนการพิจารณาจึงให้มีการสืบพยานโจทก์ทุกวันพุธของสัปดาห์ โดยให้สืบพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 12 ม.ค.43 ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. จ สาวกนับพันให้กำลังใจ

      ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า บรรดา สาวกที่เลื่อมใสนายไชยบูลย์ นับพันคนได้เดินทางโดยรถบัสและรถเก๋งส่วนตัวมาที่ศาลกันตั้งแต่เช้าตรู่ ทำให้การจราจรบนถนนรัชดาภิเษก หน้าศาลอาญาติดขัดเป็นเวลานาน เมื่อมาถึงบรรดาสาวกต่างก็ตรงไปที่ห้องพิจารณาคดีทันที ส่วนพวกที่เข้าไปนั่งฟัง ในห้องไม่ได้ก็กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณศาล ทำให้ผู้มาติดต่อราชการต่างวิพากษ์วิจารณ์กันด้วยความสนใจ เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบรวมทั้ง รปภ.ของศาล ต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อป้องกันเหตุวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด

      ส่วนนายไชยบูลย์ นั้น เดินทางมาศาลด้วยรถตู้สีน้ำเงินท่ามกลางการอารักขาอย่างหนาแน่นของพระลูกวัด หลังจากศาลมีคำสั่งเลื่อนการพิจารณาคดี นายไชยบูลย์ จึงเดินทางกลับ ระหว่างทางเดินบรรดาสาวก ที่นั่งพนมมือแต้ต่างส่งเสียงรับกันเป็นทอดๆ ว่า “หลวงพ่อขา สาธุ ๆ” ทำให้นายไชยบูลย์ เกิดความปลาบปลื้มเดินอมยิ้มตลอดทางเดินไปจนถึงรถ

      เตรียมใช้มาตรการเด็ดขาด

      พล.ต.ท.วาสนา เพิ่มลาภ หัวหน้าชุดสอบสวนคดีธรรมกายกล่าวถึงการวางระเบิดว่า ถ้าผู้ต้องหา ในคดีธรรมกาย รายใดเกี่ยวข้องกับ การวางระเบิดจะใช้มาตรการเด็ดขาด และจะนำไปสู่การพิจารณามาตรการบางอย่าง เพราะเป็นการกดดันและท้าทายอำนาจรัฐ ตำรวจกำลังสอบสวน

      ส่วนการเลื่อนการสอบพยานเพื่อให้รวบรวมคดีต่าง ๆ สอบครั้งเดียว พนักงานสอบสวนก็พร้อมให้ความร่วมมือ และที่จ.เพชรบูรณ์ซึ่งเป็นอีกคดีที่นายไชยบูลย์ถูกฟ้องร้องก็จะเร่งให้เสร็จภายในกลางเดือนธ.ค.นี้

      เวียนแจ้งตั้งเจ้าคณะคลองหนึ่ง

      ส่วนพระมหาปัญญา ขันติธัมโม รักษาการเจ้าคณะอำเภอคลองหลวง กล่าวว่าในวันนี้ได้ทำหนังสือ ยื่นยันเรื่องการแต่งตั้ง เจ้าคณะตำบลคลองหนึ่งไปส่งให้วัดที่อยู่ในการปกครองไปแล้วทั้งหมด 7 วัด เพื่อเป็นการยืนยันว่าได้มีการแต่งตั้งไปจริง เพราะเกรงว่าจะไม่ทราบหรืออาจจะไม่เชื่อ โดยให้เจ้าหน้าที่นำส่งถึงที่ทุกวัดเรียบร้อยก่อนเที่ยงวันนี้ ส่วนเรื่องการสั่งพัก ตำแหน่ง นายไชยบูลย์ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะตำบลองค์ใหม่เพราะถือเป็นอำนาจหน้าที่ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.

      ทางด้านพระปริยัติวโรปการ รักษาการเจ้าคณะตำบลคลองหนึ่งกล่าวว่า ยังไม่มีการสั่งพัก ตำแหน่งนายไชยบูลย์เพียงรอให้ ทุกอย่างพร้อมต้องเป็นไปตามกฎและกติกาและที่สำคัญต้องรัดกุม แต่ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ที่อาตมารับตำแหน่งนี้ก็เพราะพระผู้ใหญ่ท่านให้ความเมตตา และเห็นว่ามีความยุติธรรมพอที่จะทำงานได้ในเวลานี้ เพราะปัญหาที่ต้องแก้ไขคือเรื่องวัดพระธรรมกาย

      “ความจริงย่อมที่จะหลีกหนีความจริงไปไม่พ้น บางเรื่องแม้จะต้องผิดใจกับพวกกับเพื่อนก็จำเป็นที่จะต้องทำ ด้วยหน้าที่และเพื่อดำรงไว้เพื่อพระพุทธศาสนา และหากปล่อย ไว้นานเกินไปความศรัทธา ของประชาชนชาวบ้านที่มีต่อวัดกับพระพุทธศาสนาจะเปลี่ยนไป อย่างน้อยก็ทางจิตใจ อยาก ที่จะทำเรื่องนี้ให้เสร็จไปโดยเร็ว แต่ก็ต้องเข้าใจว่าบางเรื่องทำเร็วไม่ได้ ดูเพียงแค่มีคำสั่งพักเจ้าคณะตำบลทางวัด พระธรรม กายยังส่งเรื่องฟ้องร้องเจ้าคณะจังหวัดวัดปทุมธานีทั้งที่เป็นพระผู้บังคับบัญชา แต่ไม่มีปัญหาเพราะต่างก็ทราบดีว่าที่ฟ้อง ร้องกันนั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร และที่ทางเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีได้มีคำสั่งไปนั้นเป็นเพราะเหตุไร อย่างไรก็ดีของเวลาอีกสักนิดไม่เกิน 10 วัน หรือก่อนสิ้นเดือนต้องมีคำสั่งออกไปแน่นอน”

      ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจ เข้ามาเฝ้าระวังคุ้มกันที่วัดมูลจินดารามและวัดเขียนเขต แล้วตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ที่วัดบางหลวงยังไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยคุ้มกันหรือให้ความปลอดภัย กับพระมหาปัญญาแต่อย่างใด

      เมื่อเวลา 18.30 น. นายไพบูลย์ เสียงก้อง อธิบดีกรมการศาสนา และคณะเดินทางไปที่วัดมูลจินดาราม โดยกล่าวว่ามากราบนมัสการ พระสุเมธาภรณ์�เพราะรมว.ศึกษาธิการไม่สบายใจและเป็นห่วงเรื่องที่ พระสุเมธาภรณ์ถูกธรรมกายฟ้องร้อง และมีการวางระเบิดวัดชนะสงคราม แต่ไม่ต้องห่วงเพราะตำรวจจะส่งเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเป็นกรณีพิเศษ.

  • ด่วน…วางรเบิดแสวงเครื่อง วัดชนะสงคราม รถเก๋งพังเสียหายยับเยิน ส่วนสาวกธรรมกาย ห้าวจัดยื่น ข้อเรียกร้องถึงสมเด็จวัดชนะฯ ปลดเจ้าคณะจว.ปทุมธานี ตั้งพระครูปทุมกิจโกศล กลับมาเป็น เจ้าคณะตำบลคลอง1อีกรอบ แฉงานนี้มีคนได้หัวละ 200 บาท เข้าคณะหนกลางระบุไม่เปลี่ยนแปลง พระสุเมธาภรณ์ทำถูกต้องแล้ว ให้โอกาส “ไชยบูลย์” อีกครั้งถ้าไม่มารับฟังข้อกล่าวหาจะเดินหน้าลุย อาจารย์-พระลูกศิษย์มหาจุฬาฯ รวมตัวเสนอปลดพระพรหมโมลีจากเจ้าคณะภาค 1 ฐานอุ้มวัดฉาว ศาลนัดสืบพยานโจทก์คดีพระปลอมฉ้อโกงนัดแรก

    เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ผู้สื่อข่าว รายงานจากหน้าวัดชนะสงครามว่าสาวกธรรมกาย ยังคงเดินทาง มาชุมนุม เพื่อประท้วงไม่ยอมให้ปลด พระครูปทุมกิจโกศล เจ้าคณะตำบล คลอง 1 ออกจากตำแหน่ง หลังจากสลายตัวไปเมื่อคืนวันที่ 16 พ.ย. โดยก่อนการสลายตัวมีการสวดมนต์สรรเสริญคุณพระดูดทรัพย์ของวัดพระธรรมกายส่งท้ายด้วย

    ตั้งแต่เช้ามืดสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เดินทางมาตรวจความเรียบร้อย แต่ผู้ชุมนุมไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้อง เพราะไม่รู้จัก ทั้งที่อ้างว่าเป็นคนที่เคยทำบุญกับวัดชนะสงครามเป็นประจำ จากนั้นในเวลา 09.30 น. นายเริงฤทธิ์ เบ้านุวงศ์ หัวหน้าฝ่ายสังฆการ กรมการศาสนาเดินทางมากราบนมัสการสมเด็จพระมหาธีราจารย์ใช้เวลาหารือกว่า 2 ชั่วโมง จากนั้นนายเริงฤทธิ์กล่าวว่าสมเด็จพระมหาธีราจารย์ยืนยันคำสั่งปลดเจ้าคณะตำบลคลอง 1 ถูกต้องแล้ว จะไม่ทบทวน

    ส่วนกรณีการดำเนินคดี ตามกฎนิคหกรรมกับนายไชยบูลย์ สุทธิผล เจ้าลัทธิธรรมกาย และพระเผด็จ ทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสนั้น นายเริงฤทธิ์กล่าวว่าสมเด็จพระมหาธีราจารย์เห็นว่า เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี น่าจะให้โอกาสอีกครั้งในวันที่ 30 พ.ย.นี้ถ้าไม่มาก็ให้รวบรวมคำฟ้องเสนอพระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 ถ้าพระพรหมโมลีไม่รับก็ให้มาเสนอกับ สมเด็จพระมหาธีราจารย์

    “สมเด็จ พระมหาธีราจารย์ยังบอกว่าการดำเนินการเรื่องนี้ จะใช้แนวทางเหมือนกับที่อาจารย์ ของท่านคือสมเด็จฯวัดสามพระยา เป็นแบบฉบับต้องรอบคอบ เพราะธรรมกายมีผู้รู้ทางกฎหมายมาก และสมเด็จพระมหาธีราจารย์ยังกล่าวชม การนำเสนอข่าว ของสื่อมวลชนว่าดีแล้ว”

    ขณะเดียวกันหน้าวัดชนะสงครามได้มีผู้ชุมนุม ทยอยมาสมทบ กว่า 400 คน และมีการสวมผ้าปิดปากสีขาว คล้าย นายไชยบูลย์ รวมถึงมีการนำป้ายโจมตี ขึ้นมาชู โดยคนยกป้ายมีเลขเขียนกำกับ ด้านหลังว่า เป็นทีมไหน และยืนผลัดละ 2 ชั่วโมง ขณะเดียว กันผู้ร่วมชุมนุมบางคนที่มาจากต่างจังหวัดเริ่มมีปัญหาเรื่องค่าตอบแทน รายละ 200 บาท เพราะเดิมบอกว่ามาวันเดียว แต่ต้องอยู่ต่อถึงได้ค่าตอบแทน และบางรายยังไม่รู้มาทำไม แม้จะบอกว่ามาขอความยุติธรรมให้เจ้าคณะตำบลคลอง 1 แต่กลับไม่รู้ชื่อฉายาเจ้าคณะตำบล

    เวลา 11.30 น. สมเด็จพระมหาธีราจารย์มีกำหนดเดินทางไปนอกวัด ปรากฏเมื่อรถมาจอดหน้ากุฏิผู้ชุมนุมกรูปิดล้อมรถ และปิดถนนทาง ด้านหน้า ทำให้ตำรวจ ต้องเพิ่มกำลังอารักขาโดยระดม ตำรวจปราบจลาจลมา 30 นาย แต่สมเด็จ วัดชนะฯ บอกว่าไม่จำเป็นต้องนำกำลังเพิ่มเพราะไม่กลัวและกล่าวว่าวันนี้คึกคักดีนะ

    เวลา 12.00 น. ตำรวจไปแจ้งกับผู้ชุมนุมอนุญาตให้อยู่วัดได้ แต่ต้องห้ามใช้เครื่องขยายเสียง,ห้ามกีดขวางการจราจรในวัด รวมถึงลาน จอดรถของชาวบ้าน,ให้ชุมนุมโดยสงบ และดูแลความสะอาด

    เวลา 16.00 น. ตัวแทนผู้ชุมนุมจำนวน 5 คน ยื่นหนังสือแก่พระครูปลัดสัมมาพิพัฒน์ธีราจารย์ พระเลขาฯสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เสนอเงื่อนไข 3 ข้อคือ 1.ให้ปลดพระสุเมธาภรณ์จากเจ้าคณะจังหวัด 2. เลิกการแต่งตั้งเจ้าคณะตำบลคลอง 1 และ 3.ให้พระครูปทุมกิจโกศล เป็นเจ้าคณะตำบลคลอง 1 เหมือนเดิม กลุ่มผู้ชุมนุมจะมารับฟังคำตอบในวันที่ 18 พ.ย. ที่วัดชนะสงครามฯ จากนั้นทั้งหมดได้เดินทางไปพักที่วัดพระธรรมกาย

    สำหรับแกนนำผู้ชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่กลุ่มผู้สื่อข่าวเห็นในวัดพระธรรมกายแทบทั้งสิ้น โดยมีการพูดจาดูถูกวัดชนะสงคราม จนสร้างความไม่พอใจกับศิษย์วัดเช่น เมื่อศิษย์วัด ชนะสงครามออกมาขอเวลาให้พระทำวัตรเช้า กลุ่มผู้ชุมนุม ก็ย้อนถามว่า ที่วัดนี้ทำวัตรเช้าด้วยหรือ หรือขอให้ย้ายที่ชุมนุม ก็ถูกย้อนถามว่า พื้นที่นี้ราคาเท่าไหร ่ให้ตีเป็นเงินมาจะจ่ายให้ หากวัดชนะฯต้องการเงินบริจาคขอให้พูดออกมา หรือนำกล่องมาเรี่ยไรเงินได้

    พระมหาบุญถึง ชุตินธโร ประธานศูนย์รวมสงฆ์ชาวอีสาน 19 จังหวัด เปิดเผยว่าการชุมนุมครั้งนี้ต้องได้รับการ ขยิบตาจากธรรมกาย และต้องแก้ไขโดยพระสุเมธาภรณ์ ใช้อำนาจเจ้าคณะ จังหวัดปทุมธานี ในฐานะ พระปกครองสั่งปลดนายไชยบูลย์ เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย คณาจารย์และ พระนิสิต ของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) จะรวมตัวสนับ สนุนคำสั่งการปลดเจ้าคณะตำบลคลอง 1 รวมถึงให้ ดำเนินการปลดพระพรหมโมลีจากเจ้าคณะภาค 1 ด้วย เนื่องจากมีพฤติกรรมเอนเอียงเข้าข้างธรรมกายอย่างชัดเจน

    ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายสมบัติ เดียวอิศเรศ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาเปิดเผยว่า ในวันที่ 18 พ.ย.จะมีการ สอบพยานโจทก์คดีฟ้องร้องนายไชยบูลย์ ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และยักยอกทรัพย์ 6.8 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินที่จ.พิจิตร โดยถูกฟ้องร้องร่วมกับนายถาวร พรหมถาวร สาวกสนิท โดยได้มีการประสานกับตำรวจให้มาอารักขาดูแลป้องกันเหตุร้าย หากมีการก่อความวุ่นวายอาจถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาดฐานละเมิดอำนาจศาล

    ผู้สื่อข่าว รายงานว่าพนักงาน สอบสวน คดีธรรมกายส่งข้อมูลเพิ่มเติมไปยังอัยการแล‰ว เป็นประมาณการ รายได้ของธรรมกายที่มีราว ๆ 22,754 ล้านบาท โดยเงินมากสุดมาจากโครงการ สร้างพระมหา ธรรมกายเจดีย์ขายพระดูดทรัพย์ 17,400 ล้านบาท ด้านวัดมูลจินดาราม พระสุเมธาภรณ์ นำป้ายติด ประกาศห้ามผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ หนังสือ พิมพ์เข้าและงดให้ข่าว เพราะมีข้อมูลบางด้านที่สื่อมวลชนบางแขนงลงผิด

    วันเดียวกัน ที่กระทรวงศึกษาธิการ เวลา 12.30 น. นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว. ศึกษาธิการ เรียกนายไพบูลย์ เสียงก้อง อธิบดี กรมการศาสนา, นายจรวย หนูคง และ นายเสฐียรพงษ์ วรรณปก ที่ปรึกษา รมว. ศึกษาธิการเข้าพบ โดยใช้เวลาหารือราว 1 ชั่วโมง นายสมศักดิ์เปิดเผยว่าอธิบดีกรมการศาสนา รายงานการชุมนุมศิษย์ธรรมกาย ที่วัดชนะสงคราม และความคืบหน้าในการดำเนินการตามกฎนิคหกรรม ส่วนกรณีที่มีการแต่งตั้งเจ้าคณะตำบลคลอง 1 รูปใหม่ และจะออกคำสั่ง พักตำแหน่งนายไชยบูลย์ คงไม่มีการตั้งพระเผด็จ ขึ้นมาเป็นแทน เพราะถูกกล่าวหาตามกฎนิคหกรรม

    บ่ายวันเดียวกันมีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดยนายไพบูลย์เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในการประชุมมหาเถรฯ วันนี้ไม่นำเรื่องธรรมกายเข้าบรรจุวาระ เพราะมีมติชัดเจนแล้วให้ชาวบ้านฟ้องร้องตามกฎนิคหกรรมได้ และไม่สอบถามพระพรหมโมลีเกี่ยวกับข้อสงสัยในมติมหาเถรฯ อย่างไรก็ตามตนได้หารือกับสมด็จพระมหาธีรา จารย์หลังเลิกประชุมและจะได้นำข้อเสนอแนะดังกล่าวไปส่งให้เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีต่อไป.

    เมื่อเวลา 20.45 น.วันที่ 17 พ.ย.พ.ต.ท.บรรยง แดงมั่นคง สวส.สน.ชนะสงคราม รับแจ้งมีเหตุ ระเบิดภายในวัดชนะสงคราม ใกล้คณะที่ 2 แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร รุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุใกล้กับโบสถ์ใกล้ที่พักของพระภิกษุคณะที่ 2 พบรถเก๋งจำนวน 2 คัน โดยคันแรกเป็นรถโตโยต้า รุ่นแลนติส สีเขียว ภข- 5026 กรุงเทพมหานคร ได้รับความ เสียหายกระโปรงห้องเครื่อง ด้าน หน้า ยางล้อ หน้าแตกทั้ง 2 เส้น ใต้ท้องรถมีสุนัขนอนตายอยู่ 1 ตัว ห่างกันประมาณ 1 เมตร พบรถบีเอ็มดับบลิว รุ่น 318 ไอ สีน้ำเงิน ทะเบียน จบ-827 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายบริเวณตัวถังแถบ ด้านซ้าย กระจก แตกเป็นเมล็ดข้าวโพดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำเอาเชือกมากั้นไม่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในที่เกิดเหตุ ส่วนที่เกิดทำการตรวจสอบ อยู่เบื้องต้นพบ ว่า เป็นระเบิดแสวงเครื่อง โดยคนร้ายนำมาผูกติดไว้ใต้ท้องรถเก๋งโตโยต้า ส่วนเจ้าของรถทราบว่าเป็นแพทย์แต่ยังไม่ทราบชื่อนำตัวไปสอบสวนที่โรงพัก ส่วนรถบีเอ็มฯคาดว่าอานุภาพแรงระเบิดกระจายไปถูกมีเจ้าของเป็นผู้หญิง

    ตำรวจสอบสวนพยานเบื้องต้นทราบว่ามีชายต้องสงสัยอายุประมาณ 40-45 ปี สูงประมาณ 170 ซม.สวมเสื้อลาย สก๊อตเดินออกจากจุดเกิดเหตุอย่างมีพิรุธ เบื้องต้นคาดว่าอาจพัวพันกับวัดธรรมกายและเรื่องส่วนตัว และจากการตรวจสอบพบว่ารถที่ถูกวางระเบิดอยู่ใกล้กับกุฏิของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาดวัดชนะสงครามและเจ้าคณะหนกลางด้วย

    @@@@@

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

คนดีไม่มีเพศ

คนดีไม่มีเพศ

ยินดีกับวันสตรีเค้าไปแล้ว หลายเสียงคนดังอยากเห็นสตรีเข้าสู่แวดวงการเมืองมากขึ้น

ก็ดีนะ…

แต่เท่าที่ดู ทั้งยิ่งลักษณ์ ลีลาวดี ลูกสาวเสธ.แดง ฯลฯ

มันเชียร์ได้ไม่ค่อยเต็มเสียง เพราะจะหญิงหรือชาย ไม่ใช่ตัวกำหนดคนดีคนเลว

ขอให้แวดวงการเมืองมีแต่คนดี คนเห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตนและเครือญาติ ก็พอแล้ว

จะหญิงหรือชาย เลือกตั้งหรือลากตั้ง ถ้ายังเห็นแก่ประโยชน์ตนเป็นใหญ่มันก็ไปไม่ได้

ไม่ต้องอื่นใกล ตั้งวงศ์วารว่านเครือ มาสะด๊วบเงินหลวงเป็นรายเดือนนี่ ไม่ใช่เรื่อเพศแล้ว

มันเป็นเรื่องของ “จิตสำนึก”

คนดีไม่ใช่แค่หญิงชาย ฆราวาส หรือ สมณะ จิ้งเหลืืองจิ้งเขียวจิ้งแดงเห็นมาหมดแล้ว

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นปช.คนล้มเจ้า…นักการเมืองชั่วคนล้มเจ้า

นปช.คนล้มเจ้า…นักการเมืองชั่วคนล้มเจ้า

ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ทุกครั้งที่คนเสื้อแดงมีคดีหมิ่นสถาบัน จะมีทนายความของคนเสื้อแดงหรือ นปช.ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้ทุกครั้ง

มีคนออกเงินให้ทนายความดำเนินการทุกครั้ง

แล้วจะบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่รู้จักกัน ไม่ใช่พวกล้มเจ้าเหมือนกันได้ยังไง

พฤติกรรมมันส่อเจตนามานานแล้ว จนผู้คนเค้ารู้กันทั่วถึงพฤติกรรมชาติชั่วล้มเจ้า

ใครพูดเรื่องปลดรูปที่มีทุกบ้าน ใครพูดเรื่องกระสุนพระราชทาน ใครพูดเรื่องคุณลุงสั่งฆ่า คุณป้าสั่งยิง?

ใคร ใคร ใคร? ปฏิเสธไปทำไม? พวกขี้ขลาด

พวกโกหก ปลิ้นปล้อน ตลบตะแลง ตะแบงหาบิดาคุณหรือไง

@@@@

นักปฏิรูปต้องไม่เป็นนักการเมือง…

จะว่าไป ศักยภาพของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่า ไอซีที เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของเราฝีมือไม่ได้ด้อยอะไร

เพียงแต่ว่า…นายจะสั่งหรือไม่เท่านั้นเอง นายสั่งลุยเค้าก็ต้องลุย เหมือนกดปุ่มได้

ถ้านายที่มาจากการปฏิวัติมีภารกิจเฉพาะไปทำตัวประดุจนักการเมือง มันก็แค่ไปแย่งอำนาจเค้ามา

ถึงเวลาทำงานก็ไม่เก่งกว่าเค้าหรอกครับ อ่อนกว่าเค้าเยอะในด้านการเมือง

แต่ถ้าลุยทำงานที่นักการเมืองไม่ทำ นั่นต่างหากการปฏิวัติจะไม่เสียของ

แคน ไทเมือง

@@@@

น้ำจิ้ม…

สาวให้ถึงต้นตอ…แต่โพสต์หรือแชร์ความผิดก็สำเร็จแล้ว

“ยอมรับว่าผู้ต้องหารายดังกล่าว อาจไม่ใช่ผู้เริ่มต้น แต่ก็เป็นผู้โพสต์อันดับต้นๆ ดังนั้นจะเป็นแนวทางในการสอบสวนให้รู้ถึงต้นตอ ว่ามาจากที่ใด การจะเชื่อมโยงว่าเป็น นปช.จึงถูกจับกุมเป็นคนละประเด็น ไม่ใช่ถูกจับกุมเพราะเป็น นปช. การดำเนินการดังกล่าวต้องการให้รู้ว่าใครเป็นผู้ทำซึ่งผลการสอบเบื้องต้นระบุว่าผู้ต้องหาเป็นผู้รับข้อมูลระดับต้นซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเชื่อมโยงข้อมูลให้ถึงตัวต้นตอได้เร็วขึ้น”

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม
หัวหน้าคณะทำงานเกี่ยวกับการติดตามตัวผู้ต้องหากระทำความผิดมาตรา 112

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ขบวนการล้มเจ้ายังไม่ตาย…

อเมริกันอันตราย…ซ้ายฝังในหลบลงดิน ไปดิ้นที่ต่างประเทศ

เวลาดูหนังไอ้กัน เช่น Homeland ฯลฯ เราอาจเคยเห็นประธานาธิบดีให้ทีมงานเรียก “องค์กรสิทธิมนุษยชน” มาใช้ และให้ออกสื่อกดดันอะไรบางอย่าง ตามคำสั่งรัฐบาลแม้แต่กดดันในหมู่หน่วยงานต่าง ๆ ในสายราชการลับของรัฐบาลเอง

ทำให้อยากให้ช่วยกันหาแหล่งเงินทุนของ `UNSCR กรณีสนับสนุนไอ้ตั้ง อาชีวะ ให้ได้วีซ่าถาวรที่นิวซีแลนด์

ถ้าขบวนการเสรีไทยของจักรภพ เดินเกมประสานงานให้ ผนวกกับพวกแดง ยูเอสเอ เพียงดิน อเนกซานฟราน ฯลฯ ก็พอจะเห็นเส้นทางหนีของพวกล้มเจ้าอยู่บ้าง

การที่ทูตอเมริกาคนก่อนโน้นไปนั่งหลังเวทีเสื้อแดงราชประสงค์ก่อนเผาให้เหี้ยนเต้ การที่ยัยทูตคริสตี้ ไปเยี่ยมชมหมู่บ้านเสื้อแดง ไปเยี่ยมประชาไท มันบอกเป็นนัยๆว่า สหรัฐอเมริกากำลังคิดอะไรในเมืองไทย หรือมันคิดใช้ยุทธวิธี “แบ่งแยกแล้วแทรกแซง” แบบเดิม ๆ

ซ้ายเก่าสมัย 6 ตุลา น่าจะลองระลึกชาติกันดังๆ ซักนิด หากคิดช่วยสถาบันสูงสุดของประเทศ

สมัยโน้นหนีกันโดยองค์กรสิทธิ์ฯไปยุโรปในช่วงแรก แต่ช่วงหลังป๋าเปรมประสานงานหาทุนให้ไปเรียนต่อจบสูงๆในต่างประเทศ รวมทั้งนิรโทษให้ทั้งหมดเพราะเชื่อว่าคนรุ่นนั้นหวังดีต่อบ้านเมืองอย่างจริงใจ

แต่นักเคลื่อนไหวสมัยนี้น่าจะไม่ใช่แล้ว การนิรโทษกรรมจึงเกิดลำบากเพราะประชาชนเห็นพฤติกรรมชั่วร้ายของกลุ่มขบวนการล้มเจ้าอย่างโจ่งแจ้ง

แม้ในการแถลงข่าวของตำรวจเมื่อเร็วๆนี้ กรณีผู้ต้องหาคดีม. 112 ก็บอกว่าคนกลุ่มนี้มีการกระทำแบบ “ขบวนการ”

ฝ่ายตำรวจรู้ ฝ่ายความมั่นคงรู้ แต่แปลกที่ทำอะไรมันไม่ได้ เมื่อทำอะไรมันไม่ได้ ทำไมไม่เปิดโปงให้ประชาชนได้ร่วมรับรู้ ใครอยู่ในขบวนการนี้บ้าง ใครสนับสนุนหรือเป็นแนวร่วมบ้าง

ประชาชนจะได้ช่วยกันเป็นปากเป็นเสียงให้

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ประชาธิปไตยแต่ชื่อ…

ประชา

ประชาธิปไตยแต่ชื่อ…

นักวิชาการสมัยหลังๆ พยายามจะบอกว่าการปฏิวัติ 2475 เหนือกว่าการปฏิวัติทุกครั้งในประเทศไทย จนเรียกชื่อต่างๆ นานาๆ เช่นการอภิวัฒน์ เป็นต้น

จะว่าไปมันก็แค่การปฏิวัติของทหารและพลเรือนนี่เอง แย่งอำนาจกษัตริย์ที่ทรงเป็นนายกรัฐมนตรีไปด้วย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไปด้วย เมื่อคณะราษฎรได้อำนาจไปแล้วก็เข่นฆ่าแก่งแย่งชิงดีกันในหมู่พวกกันเอง โดยไม่มีประชาชนเกี่ยวข้องมาตลอด ไม่เว้นเรื่องสื่อมวลชน

ยังไม่เห็นว่าจะมีใครดีไปกว่าใคร ถึงขนาดใช้อำนาจผู้สำเร็จราชการเสียเองก็มี

ผลงานพวกนักการเมือง นักการทหาร เผด็จการ ทั้งนั้น จนแม้ในทุกวันนี้ นักการเมืองสามานย์คุมทุน คุมทหาร คุมข้าราชการ จนงานการของประเทศชาติเสียหายไปหมด กลายเป็นมะเร็งร้ายที่ต้องผ่าตัดครั้งใหญ่

นักวิชาการท่านหนึ่งบอกว่า การปฏิวัติ 2475 มีผลดีต่อสถาบันกษัตริย์ ที่ในหลวงจะไม่ต้องถูกด่า ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางการเมือง เพราะหลังจาก 2475 กษัตริย์ ไม่ต้องเป็น “นายกรัฐมนตรี” เหมือนสมัย ร.5- ร.7 ก็น่าจะใช่…( แต่ก็ยังมีอีกพวกที่ไม่เคยมองในหลวงในด้านดีแม้แต่น้อย…ในทุกเรื่อง )

แต่พระราชกรณียกิจที่ในหลวงทรงงานทั้งหมดตลอดพระชนม์ชีพ มันก็คือหน้าที่ของนักการเมือง…แต่เขาไม่ทำ…นั่นคือการดูแลประชาชนรากหญ้าให้ช่วยเหลือตัวเองได้

ถ้าทำตามที่คณะราษฎรตั้งปนิธานไว้ 6 ข้อ…82 ปีมานี้ ทำได้แล้วกี่ข้อ?

ถ้าหากทวงถามปนิธานของคณะราษฎรจริง แล้วไปเกี่ยวข้องอะไรกับในหลวง เกี่ยวข้องอะไรกับมาตรา 112

เพราะทุกวันนี้เมื่อฝรั่งทูลถามในหลวงเรื่องพระราชกรณียกิจว่าเกี่ยวข้องการเมืองมั๊ย ก็ได้รับพระราชทานคำอรรถาธิบายว่า

“เวลานี้ก็มีแต่ดูแผนที่ว่าจะสร้างฝาย สร้างเขื่อน เพื่อหาน้ำให้กับประชาชนกับลงไปถามประชาชนว่า พรุ่งนี้จะมีอะไรกินมั๊ย ทำมาหากินเพียงพอหรือไม่ หากจะเรียกตรงนี้ว่าการเมือง ก็คงทำได้แค่นี้…( ดูคลิป Soul of The Nation )

นั่นคือ “ในหลวงไม่เคยทรงยุ่งเกี่ยวกับการเมือง นอกจากเรื่องบ้านเมือง”

แล้วถ้าเรียกร้องประชาธิปไตยจริงๆ มันไปเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ตรงไหน…ไม่เข้าใจ

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ศิษย์ปรีดีไม่ชอบการใส่ร้ายป้ายสี ก็ไม่ควรกระทำการเยี่ยงเดียวกัน

ผู้เคารพนับถือ ปรีดี พนมยงค์ ไม่ชอบการใส่ร้ายป้ายสี ก็ไม่ควรใส่ร้ายป้ายสีสถาบัน เพราะผลมันสร้างความแตกแยกหนักกว่าเดิม

เผยแพร่เมื่อ 24 มิ.ย. 2012

ฟังเหตุการณ์วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากปากคำของ กระจ่าง ตุลารักษ์
สมาชิกคณะราษฎร และท่านปัญญานันทภิกขุ เปิดเผยเบื้องหลังกรณีสวรรคต รัชกาลที่ 8


สมศักดิ์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

Soul Of A Nation with scripts in English and Translation ( แปลไทย)

12345678911121314161718192021
01
02
03
2223242526

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

พวกล้มเจ้า…พวกคิดสั้น ส่วนสื่อไม่สร้างสรรค์ก็รอวันเจ๊ง

พวกล้มเจ้า…พวกคิดสั้น

พวกล้มเจ้าต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปตายเมืองนอก บอกตรงๆ สังเวชมากก็คือพวกไม่มีความรู้ มันจะไปทำมาหากินอะไรได้

ใครจะให้ทุนพวกมันเพื่อยังชีพ

อย่างเราๆ แค่จะเข้าไปใช้ชีวิตในกรุง ยังต้องคิดแล้วคิดอีก จะกินยังไง นอนยังไง ทำงานที่ไหน พอเหลือเก็บมั๊ย

แต่พวกล้มเจ้ามันคงคิดว่ามีทุนให้กินจนตายมั๊ง จึงคิดสั้นหนีมือกฎหมายไปจากเมืองไทย

กลับมาเมืองไทยก็หางานยากอีก ไม่มีใครอยากรับเข้าทำงาน

หาทุกข์ใส่ตัว หาเหาใส่หัวแท้ๆ

๐๐๐๐๐

วิชาแป๊ะชักจะไม่ขลัง แต่กำลังพังลงทุกวัน…

ถ้ายังจำกันได้ สมัยแป๊ะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่หลังชัยชนะของพันธมิตรต่อทักษิณในยกแรก ผมเริ่มด่าแป๊ะ เพื่อนพ้องน้องพี่รุมด่าผมไม่มีชิ้นดี

แต่สิ่งที่ตามมาคือแนวร่วมแป๊ะเริ่มหายไปทีละกลุ่ม ๆ แยกตัวไปทำสื่อเองบ้าง ไปตั้งกลุ่มใหม่บ้าง หันหลังให้กับชื่อพันธมิตรของแป๊ะบ้าง

แม้ชื่อ “พันธมิตร” แต่ก็ “ทำลายมิตร” ไปวันละเล็กละน้อย

ถึงวันนี้พิสูจน์แล้วว่า แป๊ะและลูกน้องเป็นคนประเภทไหน สมควรเชื่อถืออีกต่อไปหรือไม่

“หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์แป๊ะ”

ปกผู้จัดการออนไลน์วันนี้..มันก็ชัดแล้วว่า “วิชาแป๊ะ” ไม่ขลังดังเก่า

เหมือนเก็บศพรอวันเผาไปวัน ๆ

ทำไมไม่คิดสร้างสรรค์เหมือนเนชั่นหรือสยามรัฐ

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เดิมพันที่แตกต่างกัน วิเคราะห์การเมือง

ประชุมเป็นครั้งที่ 3 แล้ว แต่สุดท้ายคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการสูงสุด และ ป.ป.ช.ก็ยังไร้ข้อสรุปในสำนวนคดี “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โครงการรับจำนำข้าว

จะส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

2 ฝ่ายเคาะกันไม่จบตามคาด

แล้วก็เป็น วุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุด ระบุเหตุผล การพิจารณาสำนวนของ ป.ป.ช.จะเน้นเรื่องปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่อัยการสูงสุดพิจารณาสำนวนในทุกประเด็น

ทั้งพยานชุดเก่าที่เคยให้ปากคำ ป.ป.ช. และที่ทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ร้องขอ

จึงเห็นว่าต้องสอบพยานทุกคน เพื่อให้พยานหลักฐานแน่นหนาขึ้น

ขณะที่นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุว่า ที่ประชุมร่วมยังหาข้อสรุปกันไม่ได้ ยังมีปัญหาข้อกฎหมายที่ยังเห็นต่างกัน เลยต้องคุยกันใหม่ ตอนนี้ยังเหมือนวนอยู่ในอ่าง

ยื้อกันในปม “สอบพยานเพิ่ม” โดยเฉพาะพยานที่ทีมทนาย “อดีตนายกฯปู”ร้องขอ

ก็คงต้องรอประชุมแมตช์ต่อไป แต่ก็อ่านทางไม่ยาก จากท่าที ป.ป.ช.บางรายก่อนหน้า

โอกาสที่ ป.ป.ช.จะเดินหน้าฟ้องร้องต่อศาลเองมีสูง

เรียกว่าถึงขั้นนี้ “อดีตนายกฯปู” ก็คงต้องสู้กันสุดฤทธิ์ เพราะในคดีอาญาหากพลาดขึ้นมา ก็มีโอกาสซ้ำรอย “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” พี่ชาย จนต้องระดมทีมกฎหมายหารือ

แม้ไม่ถึงขั้นเรียกอดีต รมต.ถกด่วนอย่างข่าวลือก็ตาม

ชั่งน้ำหนักแล้ว น่าจะหนักใจมากกว่าปมถอดถอนใน สนช.ด้วยซ้ำ

ถึงแม้ว่าในกระบวนการถอดถอน “อดีตนายกฯปู” ในข้อกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตจำนำข้าวจะคืบหน้าไปมาก

เพราะกรณีนี้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ใช้ดุลพินิจข้อกฎหมาย บรรจุวาระ

ถือว่าเข้าสู่กระบวนการสอยเต็มรูปแบบไปแล้ว

การประชุม สนช.วันที่ 12 พ.ย. จึงเป็นวันแถลง “เปิดคดี” อย่างเป็นทางการ

แต่ทั้งจากการประเมินเสียง สนช. จากคิวถอดถอน 2 ประธานสภาฯ สนช.มีมติรับเรื่องด้วยจำนวนเสียงที่ยังก้ำกึ่ง และเงื่อนไขหากจะถอดถอนสำเร็จต้องใช้เสียงถึง 3 ใน 5 หรือ 132 เสียง

ในขณะที่ “โทษสูงสุด” อย่างมากก็แค่ต้องเว้นวรรค ก็แค่ “พักการเมืองยาว”

ต่างจากคดีอาญา ถึงขั้นโดนโทษ “จองจำ” กันเลย

ตามรูปการณ์ก็อย่างที่เห็น “ยิ่งลักษณ์–ทักษิณ” ดูจะไม่ยี่หระปมถอดถอนกระทั่งคิวสอยของ “2 อดีตประธาน” ที่ไม่มีคอมเมนต์ใดๆจากพี่น้องชินวัตร

2 พี่น้องชินวัตร “เป้าหลัก” น่าจะโลว์โปรไฟล์ รอดูสัญญาณอีกที

หลังจากออกมาเล่นวูบวาบ ส่งภาพ ส่งข่าว ส่งซิกจากคิวทัวร์ญี่ปุ่น–จีน จน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องออกมาคำราม ปรามสื่อลดดีกรีเสนอข่าวความเคลื่อนไหวของ 2 อดีตนายกฯ

กระทบชิ่งถึง “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” เพลาเกมการตลาด

ต่างจากบรรดาลูกข่ายเพื่อไทย โดนปักชนักนำร่องไปแล้ว ก่อนถึงคิวอดีต ส.ว.–อดีต ส.ส.อีกลอตใหญ่ ที่ ป.ป.ช.จ่อส่งเรื่องเข้าคิวถอดถอนใน สนช.กับคดีลักษณะเดียวกัน

บรรดานักการเมือง “เป้ารอง” เริ่มไม่มั่นใจสัญญาณ“ล้าง ยกลอต”

เสียวเส้นทางการเมืองดับวูบ ที่แกล้งสลบ–แกล้งตาย เริ่มขยับ

ในจังหวะที่หน่วยงานความมั่นคงเริ่มสแกนพบคลื่นใต้น้ำ กลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ

จึงมีการพูดถึงมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว “กระบองยักษ์” เปิดช่องหัวหน้า คสช.อย่าง “บิ๊กตู่” ดึงอำนาจรัฏฐาธิปัตย์กลับมาใช้

เป็น “ยาแรง” กำราบคลื่นใต้น้ำ หยุดแรงกระเพื่อม

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ตามฟอร์แมตช์ใช้มาตรการจาก “เบา” ไปหา “หนัก” จากการใช้กฎหมายปกติ กฎอัยการศึก นำร่องก่อน จึงเริ่มมีกระแสข่าวเชิญบุคคลมา “ทำความเข้าใจ” และ “ขอความร่วมมือ”

โดนเรียกเข้าค่ายรายงานตัวกันเป็นระลอกๆแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง
วิเคราะห์การเมืองไทยรัฐ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ทบทวนวิชาการข่าว : ข่าวกับองค์ประกอบของข่าว


ของฝากนักข่าวโซเชียลเน็ตเวิร์ค

ข่าวกับองค์ประกอบของข่าว

ความหมายของข่าว

ความหมายของคำว่าข่าวมีหลายประการ แล้วแต่ว่าจะมีผู้ให้ความหมายไว้ว่าอย่างไร ความหมายจะขึ้นอยู่กับลักษณะของความเป็นองค์กรนั้น ๆ แต่โดยความหมายทั่ว ๆ ไป อาจกล่าวได้ว่า ข่าวคือการรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ สถานการณ์ ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ ซึ่งเพิ่งถูกค้นพบ สู่ผู้รับสารให้ได้ทราบสิ่งนั้นอย่างถูกถ้วนที่สุดเท่าที่นักข่าวในฐานะของปุถุชนคนหนึ่งจะพึงกระทำได้
จากความหมายข้างต้นจะเห็นว่า ข่าวต้องมีสิ่งต่อไปนี้

1. การค้นพบ
2. ความน่าสนใจ
3. ข้อเท็จจริง
4. การรายงาน
5. ความรวดเร็ว
6. ผู้รับสาร

คุณภาพข่าว (Quality of news)

สื่อมวลชนเป็นสถาบันเอกชน แต่ก็เป็นประดุจสถาบันสาธารณะ ดังนั้นนอกจากการแสวงหาผลกำไรแล้ว จึงต้องตอบสนองต่อสังคมด้วย การที่ข่าวจะตอบสนองต่อสังคมได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับคุณภาพของข่าว ซึ่งมีเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้
1. ข่าวจะต้องมีความถูกต้องหรือถูกถ้วน
2. ข่าวต้องมีความสมดุลและเที่ยงตรง
3. ข่าวจะต้องมีความสดและทันต่อเหตุการณ์
4. ข่าวจะต้องมีความเป็นกลาง
5. ข่าวจะต้องมีความชัดเจน และรายงานด้วยภาษาง่าย กะทัดรัด
6. ข่าวจะต้องเขียนจากการตั้งคำถามที่สร้างสรรค์ของนักข่าว
7. ข่าวต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้ตกเป็นข่าวและสังคม

องค์ประกอบของข่าว (News Element)

จากความหมายของข่าวจะเห็นว่า ข่าวโดยตัวเองไม่ใช่เหตุการณ์ แต่ข่าวคือการรายงานเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยนักข่าวจะเป็นผู้คอยสังเกตการณ์และรายงานไปสู่ผู้รับสาร แต่ทั้งนี้ด้วยข้อจำกัดในด้านของเนื้อที่และเวลาของสื่อ จึงทำให้ไม่สามารถรายงานเหตุการณ์ทุกอย่างได้ นักข่าวจึงต้องเลือกนำเสนอเพียงบางข่าวบางประเด็นเท่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าข่าวนั้น ๆ จะมีคุณค่าแห่งความเป็นข่าว (Newsworthiness) มากน้อยเพียงใด โดยเกณฑ์ที่จะใช้ในการพิจารณาว่าข่าวใดมีคุณค่ามากน้อยเพียงใด เรียกว่าองค์ประกอบของข่าว (News Element) ได้แก่

1. ความรวดเร็ว (Immediacy) หรือความสด (Timeliness)
2. ความใกล้ชิด (Proximityor or Nearness)
3. ความสำคัญหรือความเด่น (Prominence)
4. ผลกระทบ (ConseQuence or Impact)
5. ความมีเงื่อนงำ (Syspence or Mystery)
6. ความผิดธรรมดา (Oddity or Unusualness)
7. ความขัดแย้ง (Conflic)
8. องค์ประกอบทางเพศ (Sex)
9. อารมณ์ (Emotion)
10. ความก้าวหน้า (Progress or Development)
11. ความตลกขบขันของชีวิต (Amusement or Drama)

—————————————-

ที่มา : บล็อคเกอร์ ta โอเคเนชั่น และ
ไทยรัฐ ปีที่ 58 ฉบับที่ 18061 วันพุธ ที่ 4 กรกฎาคม 2550.

—————————————-

เอกสารประกอบการเรียน

ความหมายของข่าว

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายว่า ข่าว คือคำบอกเล่าเรื่องราว ซึ่งโดยปกติมักเป็นเรื่องที่เกิดใหม่หรือเป็นที่สนใจ

พจนานุกรมฉบับมติชน ให้ความหมายว่า ข่าว คือเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วนำไปบอกเล่าหรือเผยแพร่ โดยมักเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ น่าสนใจ

พจนานุกรมภาษาอังกฤษร่วมสมัยฉบับลองแมน (Longman Dictionary of Contemporary English, 2006) ให้ความหมายว่า ข่าวเป็นการรายงานเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์

นักวิชาชีพและนักวิชาการต่างประเทศ

เมลวิน เมนเชอร์ (Melvin Mencher) นักวิชาการหนังสือพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกที่เปิดสอนสาขาวารสารศาสตร์ที่ตั้งโดยโจเซฟ พูลิตเซอร์ ระบุว่า บรรณาธิการข่าวยุคใหม่มองข้ามการให้ความสำคัญกับสื่อใหม่ที่ส่งผลกระทบแก่แนวความคิดเกี่ยวกับข่าวที่กำลังท้าทายอย่างมหัศจรรย์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แต่กลับให้ความสนใจกับความหมายของข่าวที่มีการผสมผสานระหว่างข้อมูลข่าวสาร ความบันเทิง และบริการสาธารณะ และต่างเห็นด้วยความหมายของข่าวที่ให้ไว้โดย ชาร์ลส เอ.ดาน่า

ชาร์ลส เอ.ดาน่า (Charles A. Dana) เจ้าของหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ซัน (New York Sun) ในช่วง ค.ศ. 1869-1897 กล่าวว่า ข่าวหมายถึง เรื่องราวบางอย่างที่มีความน่าสนใจต่อคนกลุ่มใหญ่ ซึ่งเขาไม่เคยทราบมาก่อน

จอห์น บี โบการ์ท (John B. Bogart) หนึ่งในบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ซัน ได้ให้ความหมายของคำว่าข่าวที่ต่อมามีผู้นำมากล่าวถึงบ่อยที่สุดว่า “เมื่อสุนัขกัดคนไม่เป็นข่าว เพราะเป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่เมื่อคนกัดสุนัข นั่นคือข่าว”

สแตนเล่ย์ วอล์คเกอร์ (Stanley Walker) บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์ก เฮอรัลด์ ทรีบูน (The New York Herald Tribune) กล่าวว่า ข่าวคือ 3W’s ได้แก่ woman, wampum และ wrongdoing ซึ่งหมายถึงเรื่องราว 3 อย่างที่ข่าวมักเกี่ยวข้อง คือ เรื่องราวเกี่ยวกับเซ็กส์ เงิน และอาชญากรรม

นักวิชาชีพและนักวิชาการไทย

พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช ให้ความหมายว่า ข่าว หมายถึง ความเป็นจริงสมบูร์ (Completely true) เป็นเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากอดีตสู่ปัจจุบันอย่างมีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง รวมถึงข้อคิดเห็นด้วย ดังนั้น สิ่งที่ถูกบันทึกในเนื้อข่าวต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ไม่ว่าอีกกี่ปีข้างหน้า ข้อสำคัญ ข้อเท็จจริงจะเป็นเท็จหรือสมมติขึ้นเองหาได้ไม่ เรื่องราวเหล่านั้นบางครั้งอาจส่งผลกระทบต่อคนหมู่มากทั้งระดับท้องถิ่น หรือระดับประเทศ หรือมวลมนุษย์ในโลก และเมื่อปรากฏเป็นข่าวสู่สาธารณชนสามารถก่อให้เกิดความเข้าใจในตัวมันเองได้ ข้อเท็จจริงที่เป็นข่าวนั้นต้องสามารถจะพิสูจน์ได้ไม่ว่าจะอีกกี่ปีข้างหน้า

สิรีทิพย์ ขันสุวรรณ อธิบายว่า ข่าว คือรายงานเหตุการณ์หรือความคิดเห็น ซึ่งผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการในฐานะตัวแทนของสาธารณชนได้พิจารณาเลือกสรรแล้ว ด้วยความเชื่อมั่นว่า เหตุการณ์หรือความคิดเห็นดังกล่าวจะเป็นที่สนใจของผู้รับสารส่วนใหญ่หรือบางส่วน

ฉอ้าน วุทฒิกรรมรักษา ให้ความหมายว่า ข่าวคือ รายงานข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนความคิดเห็นจากบุคคลระดับต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญ (Significance) และเป็นที่น่าสนใจ (Interest) อันมีผลกระทบต่อคนหมู่มากในชุมชนหรือสังคม

มาลี บุญศิริพันธ์ ให้ความหมายข่าวว่า หมายถึง รายงานเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้น ลำพังเหตุการณ์ไม่ใช่ข่าว แต่ข่าวจะต้องเป็นเหตุการณ์ที่ได้มีการรายงานให้ผู้รับสารทราบสาระสำคัญของข่าว ต้องเป็นรายงานเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการเห็นพ้องต้องกันว่ามีความสำคัญ และน่าสนใจพอที่ประชาชนควรหรือต้องรับรู้เหตุการณ์หรือเรื่องราวนั้นตามหลักการประเมินคุณค่าของข่าว เช่น กรณีการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ หากไม่มีการรายงานออกมา ประชาชนก็จะไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น และมีผลกระทบอย่างไรต่อตนเองและชุมชน เมื่อประชาชนไม่รู้ ก็จะไม่มีการเตรียมตัวป้องกันหรือรับมือกับภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น

จากข้อมูลข่าวสารที่มากมายในปัจจุบัน ผู้สื่อข่าวจะหยิบยกข้อมูลข่าวสารใดขึ้นมารายงานนั้น ต้องใช้ประสบการณ์ในการวินิจฉัยเปรียบเทียบว่าข้อมูลข่าวสารใดมีคุณค่าต่อผู้อ่านมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร

ข่าวที่จะปรากฏอยู่บนพื้นที่ในสื่อมวลชนไม่ควรเป็นเพียงแต่ข่าวที่สมบูรณ์แบบด้วยความใหม่ แต่ควรเป็นชนิดของข่าวที่ผู้อ่านต้องการจะอ่านด้วย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมหนังสือพิมพ์และผู้อ่านจึงต้องมีความหลากหลาย คำตอบในข้อนี้แสดงให้เห็นว่าคุณค่าของข่าวที่มีต่อผู้อ่านเฉพาะกลุ่มของตัวก็มีความสำคัญ

เมลวิน เมนเชอร์ (Melvin Mencher) กล่าวถึงการประเมินคุณค่าของข่าวว่า ต้องเป็นข้อมูลข่าวสารที่ผู้คนต้องการ เพื่อให้เป็นประโยชน์ประกอบการตัดสินใจในการดำเนินชีวิต แต่ผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการข่าวจะทราบได้อย่างไรว่าเหตุการณ์ใดที่ไม่ปกติธรรมดา เหตุการณ์ใดที่ผู้คนควรทราบ สิ่งบ่งชี้นั้นก็คือคุณค่าของข่าวนั่นเอง

เจฟฟรี่ แฮร์ริส และเดวิด สปาร์ค (Jeffrey Harris and David Spark) ให้ความหมายของคุณค่าข่าว “คุณค่าข่าวชิ้นนั้นมีมากพอที่จะทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นตีพิมพ์มันลงไปในหน้าหนังสือพิมพ์”

สมหมาย ปาริจฉัตต์ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส กล่าวว่า “คุณค่าของข่าว คือ ตราบเท่าที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชน

ถาวร บุญปวัตน์ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส กล่าวว่า “คุณค่าของข่าวหนังสือพิมพ์ไม่อาจให้คำจำกัดความได้โดยไม่แยกแยะ (ให้คำจำกัดความโดยทั่วไปไม่ได้) เพราะคุณค่าของข่าวย่อมขึ้นกับลักษณะของหนังสือพิมพ์แต่ละประเภทด้วย”

ผู้สื่อข่าวส่วนใหญ่มักได้รับคำแนะนำ และได้รับการมอบหมายงานข่าว (assignment) จากบรรณาธิการข่าวเกี่ยวกับสิ่งที่จะเป็นข่าว ดังนั้น ภายใต้เวลาที่มีให้พอๆ กันในการสื่อข่าว ข่าวที่ได้รับการรายงานในสื่อมวลชนหลายๆ ข่าว จึงมีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งโดยทั่วไปบรรณาธิการข่าว มักมีทัศนะเกี่ยวกับข่าวว่า ข่าวคือข่าวสารอันเป็นบางส่วนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งได้รับหยิบยกขึ้นมา และข่าวเป็นข้อมูลข่าวสารที่ตอบสนองความต้องการให้กับผู้คน ที่ต้องการใช้ประกอบการตัดสินใจในการดำเนินชีวิต

การนำเสนอข่าว คือ การพิจารณาคัดเลือกเหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่ผิดไปจากปกติมากๆ (so unusual) และมีความจำเป็นอย่างสูงต่อสาธารณชน (so necessary) ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการจะอาศัยปัจจัยบางประการว่าสิ่งใดควรเป็นข่าวให้เป็นตัวชี้วัด ซึ่งตัวชี้วัดเหล่านั้นเรียกกันว่า “คุณค่าของข่าว” (the news worthiness or news values)

คุณค่าของข่าว

คุณค่าข่าวซึ่งนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเหตุการณ์ที่เหมาะสมกับการนำมารายงานเป็นข่าว มีดังนี้

1.ความรวดเร็วหรือทันเหตุการณ์ (timeliness or immediacy) เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วมีการนำเสนอหรือรายงานข่าวได้เร็วมากเท่าใด ข่าวนั้นก็จะยิ่งมีคุณค่าข้อนี้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งคุณค่าความรวดเร็วนี้สื่อวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์มักจะมีความได้เปรียบ เนื่องจากสามารถนำเสนอเหตุการณ์ได้ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น เช่น ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อวิทยุโทรทัศน์สามารถถ่ายทอดสดหรือรายงานข่าวได้ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น

อย่างไรก็ตามความรวดเร็วไม่ได้หมายถึงเฉพาะเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่หากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดมานานแล้วแต่เพิ่งจะมีการค้นพบ กรณีนี้ถือว่าเป็นคุณค่าความรวดเร็วเช่นกัน เช่น การค้นพบการอับปางของเรือโดยสารขนาดยักษ์ซึ่งจมลงในมหาสมุทรเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว หรือการขุดค้นพบแหล่งอารยธรรมโบราณที่มีอายุหลายร้อยปี

2.ความใกล้ชิด (proximity or nearness) ธรรมชาติของมนุษย์นั้นมักจะสนใจเรื่องที่ใกล้ตัวหรือมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับตัวเองโดยตรง ยิ่งเหตุการณ์ใดมีความใกล้ชิดกับผู้รับสารมากเพียงใด เหตุการณ์นั้นย่อมจะได้รับความสนใจจากผู้รับสารมากขึ้นเพียงนั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เหตุการณ์นั้นยิ่มมีคุณค่าของความเป็นข่าวมากขึ้นเพียงนั้น ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไกลตัวออกไป คุณค่าข่าวนั้นก็จะลดน้อยลงไป เช่น สื่อวิทยุกระจายเสียงต่างจังหวัดอาจจะไม่ให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมากนัก เพราะเป็นเรื่องไกลตัว ซึ่งเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในท้องถิ่นของตนแล้ว เหตุการณ์นี้ก็จะมีคุณค่าของข่าวสำหรับคนในจังหวัดนั้นทันที

นอกจากความใกล้ชิดทางกายภาพที่กล่าวมาแล้ว ความใกล้ชิดทางจิตใจก็จัดอยู่ในคุณค่าข่าวข้อนี้ด้วยเช่นกัน แม้ว่าเหตุการณ์นั้นเป็นเรื่องไกลตัว แต่หากบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์มีความสัมพันธ์หรือเป็นกลุ่มคนเดียวกันกับผู้รับสาร เหตุการณ์นั้นก็ถือว่ามีคุณค่าความใกล้ชิดเช่นกัน เช่น เกิดเหตุการณ์นักเรียนคนหนึ่งเอาปืนไปยิงเพื่อนในชั้นเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากหนึ่งในผู้เสียชีวิตมีนักเรียนไทยอยู่ด้วย เหตุการณ์นี้ก็ถือว่ามีคุณค่าความใกล้ชิดเช่นกัน

3.ความเด่นหรือความมีชื่อเสียง (prominence) ความเด่นในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะความเด่นของเหตุการณ์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความเด่นของบุคคล สถานที่ หรือเวลาด้วย เช่น ข่าวการเสียชีวิตของไมเคิล แจ็กสันมีความเด่นในเรื่องของบุคคล ข่าวการเปิดตึกที่สูงที่สุดในโลก มีความเด่นในเรื่องของสถานที่ หรือเหตุการณ์ที่กลุ่มเสื้อแดงบุกเข้าไปล้มการประชุมผู้นำอาเซียนที่พัทยาเป็นความเด่นของเหตุการณ์ เป็นต้น

4.ผลกระทบ (impact or consequence) มนุษย์มักจะให้ความสนใจกับเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบกับตัวเอง ดังนั้น เหตุการณ์ใดก็ตามที่เกิดขึ้นแล้วมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ชีวิตดีขึ้นหรือแย่ลงก็ตาม เหตุการณ์นั้นย่อมมีคุณค่าข่าวสูงกว่าเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อผู้คนจำนวนน้อย เช่น การประกาศขึ้นราคาน้ำมันย่อมมีคุณค่าข่าวสูงกว่าการทะเลาะกันของพรรคการเมือง หรือการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลย่อมมีคุณค่าความเป็นข่าวสูง เนื่องจากมีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง

5.ความมีเงื่อนงำ (suspense) เหตุการณ์ใดก็ตามที่เกิดขึ้นแล้วยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงหรือคลี่คลายได้อย่างชัดเจนนั้น ย่อมทำให้คนทั่วไปเกิดความสงสัยใคร่รู้ในข้อเท็จจริงและอยากติดตามข่าวนั้นไปจนกว่าความจริงจะถูกเปิดเผยออกมา เช่น คดีการทุจริตของนักการเมือง การเสียชีวิตของนักร้องชื่อดังระดับโลก ซึ่งยังเป็นข้อกังขาว่าเกิดจากสาเหตุใดกันแน่

ยิ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความสลับซับซ้อนและมีความเกี่ยวพันไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือผู้มีอิทธิพลมากขึ้นเท่าใด เหตุการณ์นั้นยิ่งมีคุณค่าความเป็นข่าวสูงมากขึ้นตามไปด้วย

6.ความผิดปกติหรือผิดธรรมชาติ (unusualness or oddity) มนุษย์นั้นมักจะให้ความสนใจในเรื่องที่ผิดปกติหรือแปลกประหลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เรื่องเหล่านี้มักจะเรียกความสนใจจากผู้รับสารเสมอ เช่น ผู้หญิงคนหนึ่งคลอดลูกแฝด 3 คน อาจจะไม่น่าสนใจมากนัก แต่หากแฝด 3 คนนั้นมีลำตัวติดกัน เหตุการณ์ย่อมมีคุณค่าของความเป็นข่าวสูงกว่าการคลอดลูกแฝดธรรมดา หรือข่าวเด็กอายุเพียง 10 ขวบแต่สามารถเรียนจบปริญญาเอกได้

นอกจากนั้น ความแปลกประหลาดยังรวมไปถึงการกระทำบางอย่างของมนุษย์ที่แปลกไปกว่าปกติหรือเป็นการกระทำที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้ เช่น การแต่งงานใต้ท้องทะเล หรือการที่ผู้ชายคนหนึ่งใช้เวลา 1 ปีเพื่อพายเรือไปรอบโลก

อย่างไรก็ตาม การนำเสนอความผิดปกติควรจะทำด้วยความระมัดระวัง ผู้เขียนบทข่าวหรือนักข่าวจะต้องอ้างอิงแหล่งข่าวให้ถูกต้องและใช้ภาษาให้ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่ใช้ภาษาที่เกินความเป็นจริงเพียงเพื่อที่จะทำให้คนหยุดและหันมาสนใจข่าว นอกจากนั้นผู้เขียนบทข่าวจะต้องไม่ใส่ความคิดเห็นหรือข้อความที่จะทำให้เรื่องนั้นบิดเบือนไปจากความเป็นจริง

7.ความขัดแย้งหรือการแข่งขัน (conflict or combat) ความขัดแย้งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความไม่ลงรอยหรือเข้ากันไม่ได้ในเรื่องความคิด ความเชื่อ เป้าหมาย ผลประโยชน์ และวิถีชีวิต ซึ่งความขัดแย้งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ เมื่อมาอยู่ร่วมกันย่อมเกิดความขัดแย้งขึ้นอยู่เสมอ ขณะเดียวกันมนุษย์ก็มักจะสนใจและอยากรู้ความขัดแย้งของบุคคลอื่นเพื่อจะติดตามให้รู้ผลว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะ ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายแพ้ ดังนั้น หากเหตุการณ์ใดมีลักษณะความขัดแย้งสูง เหตุการณ์นั้นย่อมมีคุณค่าของความเป็นข่าวมากเท่านั้น เช่น ความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองหรือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ข่าวการทำสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรัก ข่าวความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง ทั้ง 3 เหตุการณ์นี้เป็นความขัดแย้งในเรื่องของอุดมการณ์และผลประโยชน์ หรือข่าวความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานราชการเกี่ยวกับสิทธิทำกินและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ข่าวความขัดแย้งระหว่างนักแสดงในเรื่องความคิดที่ไม่ตรงกัน

สำหรับคุณค่าด้านความขัดแย้งนั้น หากเป็นความขัดแย้งทางกายมักจะมีคุณค่าข่าวมากกว่าความขัดแย้งทางใจ เนื่องจากว่าความขัดแย้งทางกายนั้นมีความเป็นรูปธรรม ซึ่งสามารถมองเห็นภาพได้ง่ายกว่าความขัดแย้งทางใจ ดังเช่น การทำสงคราม การสู้รบกัน การฆาตกรรม การประท้วงที่มีการทำลายชีวิตและทรัพย์สินมักจะได้รับความสนใจนำมารายงานเป็นข่าวใหญ่มากกว่าเหตุการณ์ที่เป็นการขัดแย้งทางความคิด ซึ่งยากที่จะสื่อเป็นภาพออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

8.ความสนใจของมนุษย์ปุถุชนทั่วไปหรือความเร้าอารมณ์ (human interest or emotion) นอกจากข้อเท็จจริงต่างๆ ที่มนุษย์ต่างแสวงหาเพื่อตอบสนองความอยากรู้แล้ว มนุษย์ยังมีความต้องการอีกลักษณะหนึ่ง คือ เรื่องของอารมณ์และความรู้สึก เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ปุถุชนนับตั้งแต่อารมณ์โศกเศร้า เห็นอกเห็นใจ ยินดี รัก เกลียด โกรธ กลัว อิจฉา ริษยา ขบขัน ฯลฯ มักจะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้มนุษย์ทั่วไปเกิดความสนใจอย่างยิ่ง การรายงานเหตุการณ์เหล่านี้จึงมักจะทำให้ผู้รับสารเกิดอารมณ์หรือความรู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์หรือบุคคลในข่าวนั้นด้วย เช่น ลูกกตัญญูที่พยายามหาเงินมารักษาแม่ ผู้ที่สูญเสียครอบครัวไปกับเหตุการณ์สึนามิจนเหลือเพียงตัวคนเดียว ผู้หญิงที่ถูกทรมานจากสามี บุคคลที่ต่อสู้ชีวิตจากบุคคลธรรมดาจนกลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจพันล้าน เป็นต้น เหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างมานั้นล้วนแล้วแต่สร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้รับสารไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอยู่เสมอ ซึ่งทำให้ผู้รับสารเกิดความรู้สึกสงสาร ซาบซึ้ง โศกเศร้าไปกับชะตากรรม หรือชื่นชมในความสำเร็จ ยิ่งเหตุการณ์ใดก่อให้เกิดความรู้สึกต่อจิตใจหรือเร้าความรู้สึกมากขึ้นเพียงใด เหตุการณ์นั้นก็จะยิ่งมีคุณค่าความเป็นข่าวมากขึ้นเท่านั้น

9.เรื่องทางเพศหรือเรื่องอื้อฉาว (sex and scandals) เรื่องเพศในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศหรือสิ่งยั่วยุทางเพศเท่านั้น หากแต่ยังรวมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยมีสาเหตุสำคัญอันเกิดมาจากความแตกต่างทางเพศด้วย เช่น การออกกฎหมายให้ภรรยาสามารถใช้นามสกุลของตัวเองได้ หรือมีสิทธิที่จะใช้คำนำหน้านามว่านางสาวหรือนางก็ได้ กลุ่มเพศที่สามเรียกร้องการยอมรับของสังคม เป็นต้น เหตุที่เรื่องเกี่ยวกับเพศมีคุณค่าของความเป็นข่าวนั้น เป็นเพราะว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวของมนุษย์ ดังนั้น เรื่องราวใดที่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็นด้านดีหรือด้านอื้อฉาว ย่อมได้รับความสนใจจากผู้รับสารอยู่เสมอ ยิ่งเหตุการณ์นั้นมีคุณค่าข่าวด้านอื่นๆ รวมอยู่ด้วย ก็จะทำให้เหตุการณ์นั้นน่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มีความสัมพันธ์นอกสมรสกับนักศึกษาฝึกงานในทำเนียบขาว จนถึงขั้นมีการพิสูจน์หลักฐานและนำมาสู่กระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง

10.ความก้าวหน้าและความเปลี่ยนแปลง (progress and change) มนุษย์ย่อมมีความสนใจที่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะหากสิ่งนั้นสามารถนำมาปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาการสมัยใหม่ในสาขาต่างๆ ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมต่างๆ การค้นพบวิธีป้องกันและรักษาโรคแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีเดิม ย่อมเป็นเหตุการณ์ที่มีคุณค่าของความเป็นข่าวทั้งสิ้น

คุณลักษณะของข่าวที่ดี

เมื่อผู้สื่อข่าวได้นำเกณฑ์คุณค่าข่าวมาพิจารณาจนได้เหตุการณ์ที่มีความเหมาะสมที่จะนำมาเขียนหรือรายงานเป็นข่าวแล้ว ลำดับต่อมาในขั้นตอนการเขียนข่าวนั้น ผู้เขียนจะต้องเขียนข่าวให้เป็นไปตามคุณลักษณะของข่าวที่ดี เนื่องจากการเขียนบทข่าวมีลักษณะที่แตกต่างจากการเขียบทรายการรูปแบบอื่นๆ เพราะการรายงานข่าวจะต้องนำเสนอข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตรงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยผู้เขียนจะต้องไม่สอดแทรกความคิดเห็นของตนเองลงไปในข่าว อีกทั้งต้องไม่มีการแต่งเติมข้อมูลหรือกล่าวเกินจริงไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้เขียนบทข่าวสามารถพิจารณาได้จากคุณสมบัติของข่าวที่ดี ดังนี้

1.ความถูกต้อง (accuracy) การรายงานข่าวนั้นต้องมีทั้งความถูกต้องและครบถ้วน หรือที่เรียกว่าความถูกถ้วน กล่าวคือ ผู้เขียนบทข่าวจะต้องตรวจสอบข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่นำมารายงานให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดความผิดพลาดใดๆ จนอาจนำมาสู่ความเข้าใจผิดได้ รวมถึงข้อมูลที่ปรากฏในข่าว ไม่ว่าจะเป็นชื่อ นามสกุล อายุ ที่อยู่ ยศ ตำแหน่ง คำให้สัมภาษณ์ของแหล่งข่าวทุกคำ เป็นต้น จะต้องมีการตรวจสอบให้แน่ใจว่าถูกต้องและครบถ้วน เพราะความถูกต้องนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของข่าวนั้น และยังถือว่าเป็นการให้เกียรติกับแหล่งข่าวที่ไปสัมภาษณ์มาด้วย

นอกจากนั้นความถูกถ้วนยังรวมไปถึงความครบถ้วนของข้อเท็จจริง การนำเสนอเหตุการณ์ไม่ควรจะนำเสนอเพียงบางประเด็นและละเลยในบางประเด็น จนทำให้ภาพเหตุการณ์ที่ถูกนำเสนอนั้นไม่สามารถให้ความถูกถ้วนของเหตุการณ์จริงทั้งหมดได้ แม้ว่าในข้อเท็จจริงย่อยๆ นั้นจะมีความถูกถ้วนก็ตาม ดังนั้น ในการนำเสนอเหตุการณ์ผ่านสื่อนั้น ไม่ควรสัมภาษณ์เพียงแหล่งข่าวเดียว ซึ่งจะทำให้ได้ข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียว แต่ควรสัมภาษณ์แหล่งข่าวอื่นๆ มาประกอบกันเพื่อให้เห็นแง่มุมที่หลากหลายของเหตุการณ์นั้น

2.ความสมดุลและเที่ยงธรรม (balance and fairness) นับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากต่อการรายงานข่าว เพราะข่าวที่ดีต้องเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มได้นำเสนอความคิดเห็นได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะข่าวที่มีลักษณะของความขัดแย้ง ผู้เขียนข่าวหรือนักข่าวต้องรายงานข่าวเกี่ยวกับคู่ขัดแย้งให้ครบทุกฝ่าย เพื่อให้ผู้รับสารตัดสินใจได้ว่าสมควรจะให้ความเชื่อถือหรือยอมรับความคิดเห็นของฝ่ายใด หรือในกรณีการนำเสนอข่าวในประเด็นสาธารณะหรือเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม ผู้รายงานควรรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นนั้นอย่างรอบด้านและเป็นธรรม โดยไม่เอาความคิดของตัวเองเข้าไปชี้นำ จนกระทั่งพื้นที่การนำเสนอข่าวเหลือเพียงเฉพาะเนื้อหาหรือแหล่งข่าวที่มีความเห็นสอดคล้องกับตนเองเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นักข่าวควรจะตระหนักได้ว่า จำนวนของแหล่งข่าวอาจจะไม่ได้เป็นหลักประกันถึงความหลากหลายของความคิดเห็นก็ได้ หากกลุ่มคนที่เป็นนักข่าวไปสัมภาษณ์นั้นเป็นกลุ่มเดียวกันหรือเป็นกลุ่มที่มีความคิดเห็นคล้ายคลึงกัน ดังนั้น นักข่าวต้องสัมภาษณ์แหล่งข่าวที่มีความคิดเห็นแตกต่างออกไป เพื่อให้เกิดมุมมองที่หลากหลายต่อประเด็นดังกล่าว

3.ความเป็นภววิสัยหรือความเป็นกลาง (objectivity) หมายถึง การรายงานข่าวในเฉพาะส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น โดยนักข่าวต้องไม่เอาอารมณ์หรืออคติส่วนตัวไปปะปนกับข้อเท็จจริงนั้น แม้ว่านักข่าวจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์นั้นก็ตาม หรือไม่ว่านักข่าวจะอยากหรือไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นั้นก็ตาม นักข่าวต้องตัดความรู้สึกดังกล่าวออกไปและรายงานไปตามข้อเท็จจริงนั้น เพื่อให้ผู้อ่านเป็นผู้พิจารณาข้อเท็จจริงด้วยตนเอง

4.ความง่าย กะทัดรัด และชัดเจน (simplicity, conciseness and clearness) เนื่องจากข่าวเป็นการรายงานเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จึงกล่าวได้ว่า ข่าวนั้นมีอายุสั้นเพียงแค่วันเดียว  เมื่อถึงวันพรุ่งนี้ก็จะมีข่าวใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งเป็นวงจรลักษณะนี้เรื่อยไป ดังนั้น ข่าวจำเป็นต้องพูดให้เข้าใจง่ายภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะข่าวที่นำเสนอทางสื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อวิทยุโทรทัศน์มีอายุสั้นมากกว่าสื่ออื่นๆ เพราะนำเสนอเพียงครั้งเดียว และเมื่อนำเสนอผ่านไปแล้ว ผู้รับสารจะไม่สามารถย้อนกลับมาชมหรือฟังใหม่ได้อีก นอกจากนั้นข่าวเป็นการรายงานข้อเท็จจริงให้กับคนทุกกลุ่มในสังคมได้รับรู้ ไม่ว่าคนกลุ่มนั้นจะมีการศึกษาน้อยหรือการศึกษาสูงก็ตาม ดังนั้น ข่าวจึงต้องนำเสนอให้ง่ายและชัดเจนที่สุด เพื่อจะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำความเข้าใจของคนทุกกลุ่มนั่นเอง

5.ความทันต่อเหตุการณ์ (recentness) ความรวดเร็วในการนำเสนอเหตุการณ์หลังจากที่เกิดเหตุการณ์นั้นแล้วเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของข่าว ดังที่กล่าวมาแล้ว ข่าวเป็นการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เมื่อถึงวันรุ่งขึ้นก็จะมีข่าวใหม่เกิดขึ้นมาเสมอ ดังนั้น จึงไม่มีใครอยากจะฟังหรือชมข่าวที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวานก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับบางเหตุการณ์ ผู้เขียนข่าวก็ไม่ควรเร่งรีบรายงานข่าวมากจนขาดความรอบคอบ และทำให้ผู้ตกเป็นข่าวได้รับความเสียหายในที่สุด ดังจะเห็นได้จากหลายกรณีที่สื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อวิทยุโทรทัศน์นำเสนอข่าวบุคคลที่กระทำผิดอย่างใหญ่โต กระทั่งเวลาผ่านไป กลับพบว่าบุคคลนั้นไม่ได้กระทำผิดอย่างที่กล่าวหา แต่ผลจากการรายงานของสื่อก็ได้ทำให้บุคคลนั้นตกเป็นจำเลยของสังคมหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ทำให้สาธารณชนรับรู้ว่าบุคคลนั้นเป็นคนไม่ดี ถึงแม้สื่อจะแก้ข่าวในภายหลัง แต่ก็เป็นการแก้ข่าวแบบที่ไม่ให้ความสำคัญมากนักเมื่อเทียบกับการรายงานในช่วงแรก ขณะที่คนทั่วไปก็มักจะไม่ให้ความสนใจเช่นกัน เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ผ่านมาแล้ว และมีเหตุการณ์อื่นที่เกิดขึ้นในแต่ละวันมีความน่าสนใจมากกว่า ดังนั้น บุคคลที่ตกเป็นข่าวจึงเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการที่ผู้เขียนข่าวขาดความระมัดระวัง โดยยากที่เรียกกลับคืนมาได้

ข้อสังเกตการคัดเลือกข่าว

คุณค่าของข่าวเกิดจากความสัมพันธ์ของตัวแปรหลักๆ 2 ประการ กล่าวคือ ข่าวมีคุณค่าสูงเมื่อมีความสำคัญ (significance) และมีความน่าสนใจ (interesting)

ระดับของความสำคัญและความน่าสนใจของข่าวทราบได้โดยการประเมินคุณค่าของข่าว ส่วนความสำคัญของข่าว พิจารณาได้จากผลกระทบ (impact) ที่มีต่อผู้ชมทั้งในแง่ระดับของผลกระทบ และจำนวนผู้ชมที่ได้รับผลกระทบนั้นๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการปกครอง

โดยถือว่าข่าวที่ดีที่สุด คือ ข่าวที่มีความสำคัญและความน่าสนใจมากที่สุดต่อผู้คนจำนวนมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ในการคัดเลือกข่าวนั้น ผู้สื่อข่าวมักประสบปัญหาทั้งภายในและภายนอกบางประการ และส่วนมากเป็นปัญหาซึ่งผู้สื่อข่าวไม่อาจจะควบคุมได้ ดังนี้ (รองศาสตราจารย์ชวรัตน์ เชิดชัย, 2511)

1.เวลาทำงาน ปัญหาสำคัญอันดับแรกที่ใกล้ตัวผู้สื่อข่าวมากที่สุด และเป็นปัญหาที่บีบรัดการทำงานของผู้สื่อข่าวมากที่สุด ได้แก่ ช่วงเวลาอันจำกัดซึ่งผู้สื่อข่าวแต่ละสื่อก็ย่อมจะต้องปฏิบัติงานอยู่ภายใต้ความกดดันของเวลา เพราะผู้สื่อข่าวต้องรวบรวมหลากหลายข่าว ต้องพบกับแหล่งข่าวบุคคลเป็นจำนวนมาก

2.นโยบาย หัวใจสำคัญของการบริหารงานภายในกองบรรณาธิการิ ได้แก่ นโยบายขององค์กรสื่อแต่ละประเภท ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาภายในของผู้สื่อข่าว เป็นความจริงที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ว่าสื่อสารมวลชนแทบทุกชนิดในปัจจุบันนี้ดำเนินไปในรูปแบบของธุรกิจการค้า หรืออุตสาหกรรม จึงต่างมุ่งหวังผลกำไรอยู่ด้วยกันทั้งสิ้นไม่มากก็น้อย

การดำเนินงานดังกล่าวนี้เองที่มีส่วนผลักดันให้ผู้สื่อข่าวต้องตกอยู่ภายใต้การแนะนำ การกำหนดชี้แนะแนวทาง หรือที่รุนแรงที่สุดก็คือ การตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบุคคลระดับต่างๆ นับตั้งแต่ เจ้าของ บรรณาธิการ หรือแม้แต่การบริหารงานภายในกองบรรณาธิการเอง ซึ่งบุคคลระดับสูงดังกล่าว มักจะมีค่านิยมและคิดถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ

ปัญหาจึงมีอยู่ว่าผู้สื่อข่าวจะสามารถใช้ความเฉลียวฉลาดผสมผสานนโยบายขององค์กรสื่อ กับผลประโยชน์สูงสุดของผู้อ่านโดยการเลือก การเขียน และการเน้นข่าวต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด

3.การโฆษณา รายได้จากการโฆษณานับว่าเป็นรายได้หลักขององค์กรสื่อทุกประเภทในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันการโฆษณาก็เป็นปัญหาสำคัญ และมีผลกระทบต่อผู้สื่อข่าวได้ในบางครั้ง และนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ถูกต่อเหตุผล หรือต่ออุดมการณ์ของผู้สื่อข่าว ทำให้ผู้สื่อข่าวมีโอกาสบิดเบือนข่าว เลือกประเด็นข่าวอย่างผิดๆ ปกปิด หรือระงับข่าวสารข้อเท็จจริงบางอย่าง รวมทั้งมีอิทธิพลต่อนโยบาย และความเป็นอิสระของผู้สื่อข่าวเช่นนี้ เป็นต้น

บางครั้งจะเห็นว่านโยบายของสื่อบางองค์กร จะไม่เสนอข่าวหรือเรื่องราวบางเรื่องที่พาดพิงหรือกระทบกระเทือนเกียรติคุณ และชื่อเสียงของผู้ลงโฆษณาประจำอยู่ เพราะเกรงว่าผู้ลงโฆษณาจะถอนการลงโฆษณานั้นเสียก็ได้

4.การรับสินบน พฤติกรรมที่ผู้สื่อข่าวส่วนหนึ่งปฏิบัติกันอยู่เป็นประจำ จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาในวงการสื่อข่าวก็คือ ของกำนัลหรือสินบน จากแหล่งข่าวต่างๆ อาจจะ ได้แก่ บัตรชมภาพยนตร์ฟรี ซองขาว บัตรรับประทานอาหาร หรือสิทธิพิเศษอื่นๆ เป็นต้น ของกำนัลเหล่านี้ เมื่อผู้สื่อข่าวได้รับมาแล้ว มักจะต้องตอบแทนด้วยการเสนอข่าว เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความนิยมชมชอบบางสิ่งบางอย่างตามที่แหล่งข่าวต้องการ

ผู้สื่อข่าวก็คือมนุษย์ธรรมดา ที่มีความต้องการความพึงพอใจและการเอาอกเอาใจ เมื่อมีผู้หยิบยื่นสิ่งเหล่านี้ให้ก็ย่อมจะรับ ถ้าการยอมรับของเหล่านี้จะไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อการเสนอข่าวบางข่าว ก็นับว่าผู้สื่อข่าวก็ได้กำไรเป็นส่วนตัว ตรงกันข้ามถ้าการรับจะมีผลกระทบต่อการเสนอข่าวแล้ว ย่อมจะทำให้ข่าวที่รายงานต่อสาธารณชนนั้นขาดความครบถ้วน ขาดความถูกต้องเที่ยงธรรม เว้นไว้แต่ว่าผู้สื่อข่าวผู้นั้นจะมีศักดิ์ศรีและมีสามัญสำนึกที่ดีที่ถูกต้องต่ออาชีพนี้เท่านั้น

5.สิทธิส่วนบุคคล (privacy) ลักษณะของอาชีพนี้จะเกี่ยวข้องกับบุคคลทุกระดับชั้น โดยทั่วไปสิทธิส่วนบุคคลเป็นสิทธิที่ได้กำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ และผู้ใดจะละเมิดมิได้ เมื่อบุคคลใดมาละเมิดสิทธิดังกล่าวแล้ว บุคคลก็มีสิทธิที่จะฟ้องร้องผู้ละเมิดสิทธิส่วนตัวได้

6.ปัญหาเกี่ยวกับกฎหมาย ผู้สื่อข่าวต้องตื่นตัว เคลื่อนไหว และปฏิบัติตามข้อจำกัดที่ออกมาเป็นครั้งคราวด้วยเช่นกัน

Quiz

1.จากความรู้ในหัวข้อ ข้อสังเกตการคัดเลือกข่าว นักศึกษาเห็นว่าข้อจำกัดในการนำเสนอข่าวข้อใดเป็นปัญหามากที่สุด เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย

2.เพราะเหตุใดจึงคิดเช่นนั้น

3.ให้นักศึกษาเสนอแนะทางออกสำหรับข้อจำกัดในแต่ละข้อ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment