ประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต

ประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต

111

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สตง.สอบฝายแม่ผ่องไม่มีอะไรผิด ข่าวคุณหญิงคุณนาย…ของ “อำแดง” กับ “สมาคมแม่บ้าน”

ฝาย
สตง.ชี้แจงกรณีข้อกังขาเรื่องการใช้เครื่องบินกองทัพอากาศปฏิบัติภารกิจ ของนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ระบุ เป็นวัฒนธรรมองค์กร และเป็นการใช้ในนามแม่บ้านเหล่าทัพ ถือว่าไม่มีความผิด

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ชี้แจงกรณีข้อกังขาเรื่องการใช้เครื่องบินกองทัพอากาศปฏิบัติภารกิจ ขณะดำรงตำแหน่งนายกสมาคมภริยาข้าราชการสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม ของนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ระบุว่า #เป็นวัฒนธรรมองค์กร และเป็นการใช้ในนามแม่บ้านเหล่าทัพเพื่อปฏิบัติภารกิจส่งเสริมและช่วยเหลือประชาชน #จึงไม่ถือว่ามีความผิด

http://news.voicetv.co.th/thailand/420012.html

@@@@@

ข่าวคุณหญิงคุณนาย…ของ “อำแดง” กับ “สมาคมแม่บ้าน”

เห็นข่าว สตง.สอบแล้วว่ากรณีฝายแม่ผ่อง ไม่มีอะไรผิดปกติ เป็นเรื่องวัฒนธรรมองค์กร ก็เลยอยากเล่าเรื่องงานสังคมสงเคราะห์ของบรรดาสมาคมสตรีทั้งหลาย พอเป็นกระสาย

งานสังคมสงเคราะห์เสียสละทุ่มเท….ที่มาหนึ่งของเหรียญตราต่างๆที่บุคคลได้รับพระราชทาน…งานตามรอยพระราชกรณียกิจ

สมัยก่อนทำข่าวให้นิตยสารสกุลไทย ข้ามไปไทยรัฐ ก็ทำข่าวหน้าสตรี มีนามปากกา “อำแดง” แรกเริ่มก็ที่นี่ที่ไทยรัญ
พี่สันติ “แม่ช้อย” ตอนนั้นอยู่หน้า 4 เขียน “สามตา” ด่าสมัคร สุนทรเวชกับพวกขวาจัดมาก เค้าเลยไม่ให้เขียนหน้า 4  ”หลังกรณี 6 ตุลา 19″ ( เรื่องเล่าเยอะ )

ข่าวหน้า 9 หน้าสตรีไทยรัฐ เค้าเรียกข่าวคุณหญิงคุณนาย (ไฮโซ) เวลานี้ก็ยังมีอยู่

หลัง 14 ตุลา “หัวหน้ากอง สมิต” สั่งให้ไปทำข่าวแม่ค้ามาพาดหัวหน้า 9 ทุกวัน ตามกระแส ไม่ใช่แค่ “สวย เพียบพูนด้วยเสน่ห์ ฉลาดและแสนดี” จะมีได้เฉพาะคุณหญิงคุณนาย แม่ค้าแม่ขายก็ขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ยกย่องกันได้ (เอาว่าไทยรัฐยุคนั้น “ซ้ายทั้งเล่ม” น่านแหละสู้กับรัฐบาลหอย )

ข่าวแซวกลุ่มขวาจัดกลุ่ม “ทมยันตี” มีทุกวัน หาเรื่องขันมาอำเล่น เรียก “ข่าวหางเครื่อง” ( โมช- ธงชัย-ปลัดหลุด มีผมแจมบ้าง ใครเขียนก็ได้เงินนะ น่าจะเรื่องละ 50-100 บาท นานจัดชักเลือนๆ )

แผงแม่ค้าเก่งๆ อยู่ตรงไหน ให้ไปสัมภาษณ์ขอรายละอียด การใช้ชีวิต รายได้…วันไหนไม่รู้จะไปถามใคร พี่สันติ “แม่ช้อย นางรำ” จะชี้เป้า

ภายหลังพี่สันติได้ไอเดียนี้เสนอคอลัม “เปิบพิสดาร” ได้ฮากันทั้งโรงพิมพ์ แต่เค้าก็ทำสำเร็จ รวยเป็นรายๆไป

40 กว่าปีแล้วมั๊งครับ ที่มีสมาคมแม่บ้าน กลุ่มสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดน ( ก่อนนั้นนายกสมาคมคือท่านผู้หญิงอุศนา ปราโมช ภริยาท่านนายก มรว.เสนีย์ ปราโมช ) กลุ่มสตรีนักธุรกิจสมาคมสตรีไทย สภาสตรี เค้าทำกิจกรรมพวกนี้ทำมานานแล้วครับ

โดยเฉพาะด้านช่วยเหลือสังคม ไปแจกของน้ำท่วม สร้างฝายสร้างวัด ตามตจว.ก็ขอเครื่อง C130 นี่แหละครับไปทำงาน

บางทีก็จัดงานบอล ขายตั๋วหาเงิน เต้นรำมีดนตรีที่สวนลุมฯทุกสุดสัปดาห์ หนุ่มๆ สาวๆ ก็ซื้อบัตรไปดินเนอร์เต้นรำกัน ในวันสุดสัปดาห์ วงดนตรีสุนทราภรณ์ วงของพตอ.แสนสุข อินทรพรหม วงชาโดว์สตริงของเด็กๆ ตามโอกาส

ซื้อโต๊ะเหมือนๆซื้อก๊วนกอล์ฟทุกวันนี้…ไปทำข่าวงานเค้ากลับไม่ได้ ถ้ากรรมการสมาคมคนจัดงานไม่มายืนเรียงแถวให้ถ่ายรูปทำข่าว แล้วก็จดรายชื่อ “จากซ้ายไปขวา” กูสิบ้า…แต่ต้องทำเจ้าของโรงพิมพ์เค้าชอบ สมาคมก็ชอบ แฟนหนังสือเค้าชอบว่างั้นเถอะ

งานสังคมสงเคราะห์มีทั้งแม่บ้านมหาดไทย แม่บ้านตำรวจ ที่จริงก็ทำกันมาทุกปลัดกระทรวงน่านแหละ

เพียงแต่พี่ชายปลัดกระทรวงคนก่อนๆ ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ที่เค้าสอบแล้วบอกว่าเป็น “วัฒนธรรมองค์กร” ก็ใช่ครับ ไม่มีอะไรผิด

ผมยังรู้สึกว่าสมาคมสตรียุคหลังๆ ไม่ค่อยทำกิจกรรม ตั้งแต่น้องสาวทักษิณ ไปเป็นนายกสภาสตรี

แคน ไทเมือง

……………………..

วันเสาร์เล่าเรื่อง…วงแกรน์เอ็กซ์กับการเลิกสัญญาทาส

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ก่อน 6 ตุลา : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชประลองคารมเหมาเจ๋อตง

คึกฤทธิ์ ปราโมชประลองคารมเหมาเจ๋อตง


หลัง ได้จัดตั้งรัฐบาลในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ.1975 แล้ว ฯพณฯ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกเล่าขานกันเป็นตำนานนั้น ก็ได้พูดอย่างอาจหาญไว้ในการแถลงนโยบายว่า การรับรองประเทศจีน และให้สองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ปกตินั้น มีความสำคัญมากต่อนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลชุดใหม่นี้ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงประสงค์จะเร่งไปเยือนประเทศจีน

ในภาษาจีนนั้นมีคำพังเพยบทหนึ่งกล่าวว่า “หินก้อนหนึ่งสามารถก่อให้เกิดละลอกคลื่นเป็นพันลูก” เรื่องที่ ฯพณฯ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ประกาศจะเยือนจีนนั้น ถูกต่อต้านจากฝ่ายปฏิปักษ์ทั้งในและนอกประเทศ

พวกเขาโจมตีในจุดที่อ่อนไหวที่สุดว่า เมื่อเวียตนามสามารถรวมประเทศเวียดนามได้สำเร็จ ลาว และกัมพูชาก็ถูกปลดแอก ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ป่วยด้วยโรค “กลัวคอมมิวนิสต์” พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็อาจได้รับชัยชนะ พวกเขากล่าวหา ฯพณฯ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ว่า เป็นเพราะกลัวจีน จึงจำใจต้องบากหน้าไปคารวะจีนถึงกรุงปักกิ่ง

พวกเขาพยายามจะยุให้รำตำให้รั่วอยู่สถานเดียว

อย่างไรก็ตาม ภายใต้แรงกดดันอันใหญ่หลวงนี้ ฯพณฯ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ก็สามารถทำให้กระแสการต่อต้านอ่อนลง ด้วยการให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า

“ที่ข้าพเจ้าจะไปเยือนจีนนั้นมีความประสงค์ 3 ข้อ

1. นโยบายของรัฐบาลคือต้องผูกมิตรกับทุกประเทศ วัตถุประสงค์หลักที่ไปจีนก็คือจะไปสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

2. เป็นเพราะคนไทยบางคนไม่เข้าใจจีน พาลนึกไปต่างๆ นานา ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ การคาดเดาที่อารมณ์ความรู้สึกนั้นไม่อาจทดแทนข้อเท็จจริงได้ เขาดีหรือไม่ดี ควรไปดูด้วยตาตัวเอง

3. ไปรู้จักกับผู้นำจีนเอาไว้ ไปรู้จักนิสัยใจคอเขาไว้ ว่าเป็นคนชอบอะไร เกลียดอะไร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์อันดีในอนาคต”

ในวันที่ 30 มิถุนายน ปี ค.ศ.1975 ฯพณฯ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ได้นำผู้แทนคณะรัฐมนตรีเยือนกรุงปักกิ่งตามคำเชิญของนายกโจวเอินไหล โดยไม่ได้ไปใส่ใจกับการทักท้วงต่างๆ แต่เนื่องจากนายกฯ โจวเอินไหล ป่วยและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ท่านจึงได้มอบหมายให้นายเติ้งเสี่ยวผิง รองนายกรัฐมนตรีไปรับคณะจากไทยที่สนามบินและเป็นผู้ดำเนินการเจรจาแทน

ฯพณฯ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ กับรองนายกเติ้งเสี่ยวผิงได้เจรจาอย่างสัมฤทธิ์ผล รองนายกฯ เติ้งเสี่ยวผิงเป็นคนช่างเจรจา เป็นคนมองโลกในแง่ดี ท่านได้สร้างความประทับใจให้แก่ ฯพณฯ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ที่เป็นคนร่าเริงและมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงเป็นอันมากเช่นกัน

รองนายกเติ้งเสี่ยวผิงเองก็ประทับใจความรอบรู้ ความเป็นคนมีปฏิภาณที่ฉับไว และการกล้าได้กล้าเสี่ยงของ ฯพณฯ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เห็นว่าเป็นเพื่อนที่เชื่อถือกันได้

รัฐบุรุษทั้งสองท่าน ชื่นชมและเคารพกันและกัน มีการร่วมมือกันอย่างดี สามารถบรรลุข้อตกลงที่จะให้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน อันเป็นการเริ่มย่างก้าวแรกที่มีนัยอันสำคัญทางประวัติศาสตร์

หลังได้พบปะเจรจากับรองนายกเติ้งเสี่ยวผิงแล้ว นายกฯ คึกฤทธิ์ รู้สึกว่าตนได้ยกเขาออกจากอก ท่านพร้อมคณะได้ไปชมการแสดงระบำรำฟ้อนของชาวจีนที่ฝ่ายจีนจัดเพื่อต้อนรับ อย่างเพลิดเพลิน เสียงดนตรีอันไพเราะเพราะพริ้ง ท่ารำอันอ่อนช้อย ทำให้ท่านเกิดความดื่มด่ำราวกับได้ไปชมการแสดงนาฏศิลป์ที่โรงละครแห่งชาติใน ไทยเอง

ขณะกำลังเพลิดเพลินกับความรู้สึกที่ว่ากำลังจะได้ทำหน้าที่อันสำคัญทาง ประวัติศาสตร์ที่จะได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศจีนอยู่นั้น ท่านก็ทราบข่าวที่น่าปีติยินดียิ่งอีกข่าวหนึ่ง คืออยู่ๆ ก็มีคนมาบอกท่านว่า ประธานเหมาเจ๋อตงจะให้คณะฯ จากประเทศไทยเข้าพบ

ท่านนายกฯ คึกฤทธิ์ มีความเลื่อมใสในตัวประธานเหมาเจ๋อตง กับนายกโจวเอินไหลมานานแล้ว แต่ก็ทราบมาว่าท่านทั้งสองอายุมากแล้ว ไม่ค่อยให้แขกบ้านแขกเมืองที่ไปเยือนได้เข้าพบ ก่อนไปจีนท่านก็นึกว่าคงยากที่จะได้มีโอกาสพบกับคนดังระดับโลกทั้งสองท่าน นี้

เมื่อทราบว่าท่านประธานเหมาเจ๋อตงจะให้เข้าพบ นายกฯ คึกฤทธิ์รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก รีบออกจากโรงละครกลับไปยังที่พัก ไปใส่สูทที่งามสง่า เดินทางไปจงหนาไห่พร้อมกับ ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี

รองนายกฯ เติ้งเสี่ยวผิงได้นำนายกฯ คึกฤทธิ์เข้าไปยังห้องอ่านหนังสือของประธานเหมาเจ๋อตง ในห้องนั้นมีหนังสือเต็มไปหมด คล้ายเป็นห้องศึกษาค้นคว้าของศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยห้องหนึ่ง

ท่านประธานเหมาเจ๋อตงอยู่ในชุดจงซานสีเทา ท่านยิ้มละมุนขณะที่จับมือกับแขกจากประเทศไทย เมื่อเห็นท่านนายกคึกฤทธิ์กับชาติชายยังหนุ่มยังแน่น ก็กล่าวชมไม่ขาดคำ

นายกฯ คึกฤทธิ์ ปราโมชกำลังจับมือกับประธานเหมาเจ๋อตงที่จงหนานไห่



ท่าน ประธานเหมาเจ๋อตงต้อนรับแขกในฐานะผู้ใหญ่ นายกฯ คึกฤทธิ์กับชาติชายต่างมีท่าทีที่เกรงใจท่านประธานเหมาเจ๋อตงใช้มือตบที่วาง แขนโซฟาเบาๆ หลายครั้ง แล้วพูดอย่างติดตลกว่า

“ท่านหม่อม ท่านมาหาคอมมิวนิสต์อย่างผม ไม่รู้สึกหวาดกลัวหรือ”"

นายกฯ คึกฤทธิ์ไม่คิดเลยว่าประโยคแรกที่ท่านประธานเหมาพูดออกมานั้น เป็นประโยคเช่นนี้ จนท่านแทบตั้งตัวไม่ติด แต่ก็สมแล้วที่ท่านเป็นรัฐบุรุษมีปฏิภาณไหวพริบที่ฉับไวและมีลูกเล่นที่แพรว พราวมาก สามารถสงบความตื่นเต้นได้ฉับพลัน นายกฯ คึกฤทธิ์ตอบด้วยความนอบน้อมว่า

“หามิได้ ผมมีความเลื่อมใสศรัทธาท่านประธานมานาน ผมไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่ข้าพเจ้ามาหาเพื่อน”

ท่านประธานเหมาเจ๋อตงดูพอใจกับปฏิภาณของนายกฯ คึกฤทธิ์ หัวเราะชอบใจพลางพูดต่อว่า

“เจียงไคเช็คบอกว่าข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าโจร ท่านยังต้องการคบข้าพเจ้าเป็นเพื่อนอีกหรือ”"

นายกคึกฤทธิ์ก็พูดอย่างมีลูกเล่นและอารมณ์ขันว่า “แต่ท่านก็ไม่เคยปล้นชิงทรัพย์ข้าพเจ้า”

ประธานเหมาเจ๋อตงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ดูพอใจที่พบคู่สนทนาที่มีอารมณ์ขันคนหนึ่ง ท่านจุดบุหรี่ สูดเข้าไปฟอดหนึ่งแล้วกล่าวต่อไปว่า “ในโลกนี้มีคนหาว่าข้าพเจ้าเป็นจอมมารที่ฆ่าคนไม่กระพริบตา เป็นคนที่ชั่วร้ายที่สุด ท่านทำไมยังต้องมาคบค้าสมาคมกับข้าพเจ้าอีกเล่า”"

เมื่อเห็นลีลาการพูดของประธานเหมาเจ๋อตงออกมาในลักษณะนี้ นายกฯ คึกฤทธิ์ ก็ใช้ธรรมเนียมที่ผู้น้อยเข้าพบผู้ใหญ่ของคนไทย ท่านขยับตัวมานั่งตรงขอบเก้าอี้ เอามือวางที่ตักทั้งสองข้าง คล้อยตามการพูดของประธานเหมาเจ๋อตง ปีนไต่ “บันได”ลีลาเหมาเจ๋อตงขึ้นไป

“ท่านประธาน ผมว่ามาพูดกันแบบนี้ดีไหม ผมไม่ใช่คนเหนือคนแต่อย่างไร ก็มีคนบอกว่าผมเป็นคนชั่วร้าย ชั่วร้ายมาก ทำเรื่องชั่วร้ายมาเยอะมาก มากจนตัวเองก็จำไม่ได้ว่ามีสักเท่าไร แบบนี้เราคงไปมาหาสู่กันได้แล้วกระมัง”

“ได้แล้ว เรามาเป็นเพื่อนกันได้แล้ว”

“มิได้ ท่านเป็นผู้ใหญ่ ผมควรรู้จักที่ต่ำที่สูง…”

ประธานเหมาเจ๋อตงเห็นนายกฯ คึกฤทธิ์ช่างรู้จักถ่อมตน ก็เริ่มพูดถึงสถานการณ์โลกและความสัมพันธ์จีนกับไทยด้วยอารมณ์ที่เบิกบาน…

นายกฯ คึกฤทธิ์ไม่ใช่เป็นคนที่จะชื่นชมใครได้ง่ายๆ นัก มาตอนนี้อดนึกชมในใจไม่ได้

ท่านคิดในใจว่า ท่านประธานเหมาเจ๋อตงอายุมากกว่าข้าพเจ้าตั้ง 20 กว่าปี เป็นญาติผู้ใหญ่ของผมได้ แววตาท่านช่างเปี่ยมไปด้วยความเมตตา เวลาพูดคุย ก็ช่างเหมือนผู้ใหญ่พูดกับเด็ก ความรู้ท่านช่างล้ำเลิศ เรื่องราวของประเทศไทยนั้นท่านก็รู้ดี ภาพของประธานเหมาเจ๋อตงในความรู้สึกของผมคือสูงใหญ่ สูงใหญ่ทั้งรูปร่างและจิตวิญญาณ ทำให้ผมเหมือนกับพูดคุยกับขุนเขาลูกหนึ่งทีเดียว

นายกฯ คึกฤทธิ์เห็นว่า ท่านประธานเหมาเจ๋อตงคิดอะไรฉับไว เป็นคนรอบรู้ รู้เรื่องราวของโลกและของไทยดี ก็ฉุกคิดได้ว่า ลองหยอดคำถามนี้ดู “ท่านประธาน กรุณาให้คำแนะนำให้แก่พรรคของผมด้วยเถิด”

เหมาเจ๋อตงกล่าวว่า “พรรคกิจสังคมของท่านนั้น มีสมาชิกน้อยเกินไป ต้องหาทางเพิ่มสมาชิกพรรคให้ได้”

นายกคึกฤทธิ์ตะลึงจนนิ่งอึ้ง ไม่คิดเลยว่า เหมาเจ๋อตงที่อายุเลยเลข 80 แล้ว ยังรู้จักชื่อพรรคการเมืองของตน และมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ก็เลยถามคำถามที่อยากถามมานานแต่ยังเกรงใจ และยังไม่สบโอกาสว่า

“ท่านประธานที่เคารพ ท่านมีความเห็นประการใดกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย”"

เหมาเจ๋อตงพูดขณะนับนิ้ว พูดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนว่า

“ข้าพเจ้าแนะนำว่าท่านทั้งหลายควรใช้นโยบาย 3 อย่างในการจัดการกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย นั่นคือ 1. อย่าไปด่ามัน 2. อย่าไปฆ่ามัน พวกมันอยากเป็นวีรบุรุษ ฆ่าไปคนหนึ่ง คนอื่นก็โผล่มาอีก 3. อย่าส่งกองกำลังไปล้อมไปปราบ พวกมันหนีได้เร็ว ทหารไปถึงก็หนีไปหมดแล้ว ทหารถอนกลับ คอมมิวนิสต์ก็หวนกลับมาอีก”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ เหมาเจ๋อตงกวักมือนายกฯ คึกฤทธิ์ให้โน้มกายเข้ามา เหมือนมีความลับจะบอกกล่าว

“ข้าพเจ้าก็ใช้วิธีเหล่านี้จัดการกับเจียงไคเช็ค ท่านก็เห็นแล้วใช่ไหม ตอนนี้เจียงไคเช็คไปอยู่ไหนแล้ว”



นายกฯ คึกฤทธิ์ได้แง่คิดทันที พูดและอวยพรจากใจจริงว่า “ท่านประธาน ขอให้ท่านมีสุขนามัยที่แข็งแรง อายุยืนยาว พวกเราจะได้มาขอคำชี้แนะบ่อยๆ”

เหมาเจ๋อตงสั่นศีรษะ ใช้มือที่มีเส้นเลือดโปนเป็นสีเขียวตบเอวของตนพลางกล่าวว่า

“ไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ ข้าพเจ้าแก่มากแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว ระยะนี้ร่างกายไม่ค่อยดี จะลุกจะนั่งทีไรก็รู้สึกปวดตรงนี้ ไม่นานก็จะตายแล้ว”

นายกฯ คึกฤทธิ์รู้ดีว่า คนเรามิอาจฝืนสังขารได้ แต่ก็สุดที่จะหักห้ามใจ ท่านรีบพูดว่า “ท่านอย่าพูดเล่นเช่นนี้เลย มนุษย์มิอาจขาด “ผู้ร้าย หมายเลขหนึ่ง” อย่างท่านไปได้”2

คำพูดของนายกฯ คึกฤทธิ์ทำให้ประธานเหมาเจ๋อตงถึงกับหัวร่อร่า ขณะเดียวกันก็รู้เหมือนได้สติ ท่านใช้มือตบที่วางแขน ยื่นมือไปจับมือรองนายกฯ เติ้งเสี่ยวผิงที่นั่งอยู่ข้างๆ และจับมือกับนายกฯ คึกฤทธิ์ที่นั่งอยู่อีกข้างหนึ่ง พลันเปลี่ยนหัวเรื่องพูดคุยว่า

“มีคนบอกว่าคนที่มาหาข้าพเจ้าแล้ว กลับไปต้องมีอันเป็นไป อย่างเช่น ประธานาธิบดีนิคสัน ยังมีกษัตริย์ เฮร์ซา แห่งเอธิโอเบียเป็นต้น หลังเจอข้าพเจ้าแล้ว พังหมดเลย ท่านไม่กลัวลงจากเวทีหรือ”"

นายกฯ คึกฤทธิ์ถือว่าการได้มาพบกับเหมาเจ๋อตงเป็นเรื่องน่าภูมิใจในชีวิต ก็เลยตอบอย่างอารมณ์ดีว่า “จะพังก็ช่างมันเถอะ ไหนๆ ก็มาแล้วนี่”

ประธานเหมาเจ๋อตงได้พบปะพูดคุยกับนายกฯ คึกฤทธิ์นานถึง 58 นาที นานกว่าที่กำหนดไว้แต่แรก

หลังได้เข้าพบประธานเหมาเจ๋อตงแล้ว นายกฯ คึกฤทธิ์ได้ ให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า

“พูดจากใจจริงแล้ว วันนี้ผมถึงได้รู้จักประเทศจีนที่กว้างใหญ่ไพศาล ผมรู้สึกว่าได้พูดคุยกับชาวจีน 800 ล้านคน ช่วยให้ผมรู้จักประวัติศาสตร์จีนนับแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน ความยิ่งใหญ่ของประธานเหมาเจ๋อตง ไม่เพียงแต่ยิ่งใหญ่โดยรูปร่างหน้าตา แต่ยังสะท้อนออกมาจากการเป็นคนมีความรอบรู้ มีปัญญา และมีบุคลิกภาพที่น่าเกรงขาม ทำให้ผู้คนต้องเกิดความยำเกรง”

นายกฯ คึกฤทธิ์ไปเยือนจีนคราวนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด หลังได้พบกับประธานเหมาเจ๋อตงแล้ว ก็ไปที่โรงพยาบาล เพื่อไปเยี่ยมนายกฯ โจวเอินไหลผู้ซึ่งเป็นปูชนียบุคคลที่มีคนนับถือกันมากมาย ตอนเข้าพบนั้น นายกคึกฤทธิ์ก็กล่าวแสดงคารวะดุจผู้น้อยเข้าพบผู้ใหญ่ว่า

“ฯพณฯ มีความกรุณาผมมาก ที่ให้ได้มีโอกาสมาพบท่าน ผมมีความซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ผมมีความเลื่อมใสท่านมานานแล้ว ชีวิตผมมีความปรารถนาไม่มากนัก แต่การอยากพบกับท่านนั้นก็เป็นความปรารถนาอย่างหนึ่งมานาน บัดนี้ก็ได้สมความปรารถนาแล้ว รู้สึกมีความปีติยินดียิ่งนัก”

นายกฯ โจวเอินไหลได้แสดงความขอบคุณที่นายกฯ คึกฤทธิ์เชื่อใจในตัวเขา ท่านเล่าให้นายกฯ คึกฤทธิ์ฟังว่า หลังได้ลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศมาเลเซียในปี 1974 วันรุ่งขึ้น คือวันที่ 1 มิถุนายน ก็ต้องมาอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนประธานาธิบดีมาก์คอสจากประเทศฟีลิปปินส์มาเยือนนั้น ก็ลงนามในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตที่โรงพยาบาลนี้ จากนั้นท่านก็กล่าวกับนายกฯ คึกฤทธิ์ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า

“ในหลายสิบศตวรรษที่ผ่านมา ประเทศของเราทั้งสองก็มีการไปมาหาสู่กัน ประเทศทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก ติดต่อกันทางทะเลก็สะดวกมาก ดังนั้น พูดไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นญาติกัน”

นายกฯ คึกฤทธิ์พยักหน้าเห็นด้วย และกล่าวเสริมเป็นการยืนยันความเป็นญาติกันว่า “เรื่องนี้ผมช่วยยืนยันได้เลย ความจริงผมก็ได้พูดกับรองนายกฯ เติ้งเสี่ยวผิงแล้วว่า หากเราดูจากเทือกเถาเหล่ากอของคณะที่มาด้วยกันครั้งนี้ ก็จะพบว่า ในไม่กี่ชั่วอายุคนก่อน ต้องมีคนใดคนหนึ่งเป็นคนจีน หากย้อนไกลไปอีก หรือหลายสิบศตวรรษก่อน ความใกล้ชิดยิ่งมีมาก”

ความจริงย่าทวดของนายกฯ คึกฤทธิ์เป็นเจ้าจอมมารดาที่มีสายเลือดจีน รัชกาลที่สองของไทยก็เคยทรงพระราชนิพนธ์บทกลอนให้บทหนึ่งว่า

X X X X X X ขาวสุดผุดจีบจีน

X X X X X X เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์

X X X X X X ทั้งวังเขาชังนัก

X X X X X X แต่พี่รักเจ้าคนเดียว3

จากนั้นนายกคึกฤทธิ์กับนายกโจวเอินไหลก็พูดคุยถึงเรื่องคนจีนสองสัญชาติท่าม กลางบรรยากาศที่เป็นมิตร นายกฯ คึกฤทธิ์ได้ควักกระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง ขอร้องนายกฯ โจวเอินไหลว่า

“อยากจะรบกวนท่านได้กรุณาเขียนอักษรไว้บนกระดาษนี้สักสองสามตัว จะนำกลับไปใส่กรอบไว้เป็นที่ระลึก”

“ไม่มีปัญหา “นายกฯ โจวเอินไหลรับปากโดยมิรอช้า แต่ขณะเดียวกันก็แสดงความรู้สึกขอโทษว่า “พรุ่งนี้หลังลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตแล้ว จะให้คนนำไปให้ ตอนนี้หัวใจไม่ค่อยดี เวลาเขียนอะไรมือจะสั่น ต้องเขียนตอนที่เงียบสงบ จะสามารถเขียนได้ชัดเจนกว่า

ผมไม่เหมือนรองนายกฯ เติ้งเสี่ยวผิง เขาเขียนได้มีพลังกว่าเยอะ”



เกี่ยว กับข้อความที่จะเขียนนั้น นายกโจวเอินไหลกล่าวว่า อยากจะเขียนว่า จีนจะไม่ใช้ลัทธิครองความเป็นใหญ่ รองนายกฯ ก็ได้ย้ำเรื่องนี้ที่สหประชาชาติว่า ท่านประธานเหมาเคยบอกว่า ในอนาคต หากรุ่นต่อไปของประเทศจีนดำเนินนโยบายครองความเป็นใหญ่ ชาวโลกก็ควรจะลุกขึ้นมาต่อต้าน ล้มล้างมันไปเสีย พวกเราปรารถนาจะเห็นเอเชียอาคเนย์เป็นภูมิภาคที่มีสันติภาพ ซึ่งจะไม่ใช่เรื่องที่ได้มาอย่างง่ายดายนัก จะต้องต่อสู้ระยะยาว แต่เราสนับสนุนข้อเสนอของพวกท่าน นั่นคือทำให้ภูมิภาคเอเชียอาคเนย์เป็นภูมิภาคที่มีสันติ

ในวันที่ 1 กรกฎคม 1975 ซึ่งเป็นวันรุ่งขึ้น นายกฯ คึกฤทธิ์กับนายกฯ โจวเอินไหลได้พบกันอีกครั้งหนึ่งที่โรงพยาบาล ณ กรุงปักกิ่ง ทั้งสองเป็นตัวแทนของไทยและจีนลงนามในแถลงการณ์ร่วมในการสถาปนาสัมพันธภาพ ทางการทูต จากนั้นก็ยกแก้วเหล้าดื่มฉลองที่มิตรภาพดั้งเดิมของประเทศทั้งสองได้รับการ ฟื้นฟู

นายกฯ โจวเอินไหลได้กล่าวกับนายกฯ คึกฤทธิ์ด้วยความรู้ไม่สบายใจว่า ท่านต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์ ดื่มชาแทนเหล้า นายกฯ คึกฤทธิ์เห็นใบหน้าที่ซูบผอมของนายกโจวเอินไหล ก็กล่าวอวยพรท่านว่า “ขอให้ท่านมีสุขภาพดีและอายุยืนยาว”

คนอยู่ข้างๆ นายกฯ คึกฤทธิ์ ปราโมช คือ ฯพณฯ เตช บุนนาค ต่อมาได้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสาธารณประชาชนจีนระหว่าง พ.ศ.2529-25336

เวลานั้น นายกฯ โจวเอินไหลอาการหนักมากแล้ว ขาบวมเบ่งจนสวมรองเท้าไม่ได้ แต่ดูจากสีหน้าก็ยังแข็งแรงดี ท่านปรารภว่า “สุขภาพของผม ท่านก็เห็นแล้ว เวลานี้ให้รองนายกฯเติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนผมอยู่”

เพื่อเป็นการแสดงออกซึ่งความนับถือนายกฯ โจวเอินไหล นายกฯ คึกฤทธิ์ได้มอบกล่องใส่บุหรี่เลี่ยมทองคำขาวให้แก่นายกโจวเอินไหลกล่องหนึ่ง พร้อมกล่าวว่า “นี่เป็นของที่ไม่มีราคาค่างวดแต่อย่างไร เป็นน้ำใจจากผม”

นายกโจวเอินไหลถือว่านั่นเป็นน้ำมิตรไมตรีจากชาวไทย ได้เปิดออกและดูอย่างพินิจพิเคราะห์ กล่าวชมว่า “นี่เป็นของขวัญที่มีค่ามาก นับเป็นผลึกแห่งมิตรภาพจีนกับไทย”

ในงานรับรองอันสมเกียรติที่จัดขึ้นในคืนวันที่ 2 กรกฎาคม 1975 นั้น นายกฯ คึกฤทธิ์ได้กล่าวกับเติงเสี่ยวผิงด้วยความด้วยความตื้นตัวใจที่ไทยกับ สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ประสบความสำเร็จในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตว่า

“เมื่อคืนนายกาฯโจวเอินไหลกับผมได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมในการสถาปนาความ สัมพันธ์ทางการทูตของประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว โดยส่วนตัวแล้ว ผมถือว่าเป็นเกียรติอย่างมาก

แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 1975 นี้ จะเป็นวันที่ได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์เป็นวันที่มีนัยที่สำคัญยิ่ง ในประวัติความสัมพันธ์ไทย-จีน”



อย่างไรก็ตาม หลังนายกฯ คึกฤทธิ์กลับประเทศไทยได้ไม่นาน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทำให้ต้องลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไป แต่ท่านยังกล่าวถึงภารกิจที่ได้ปฏิบัติในกรุงปักกิ่งครั้งนั้น ด้วยความภูมิใจว่า “ผมคิดว่าคนเราจะรุ่งหรือจะร่วง เจ้าตัวไม่สามารถกำหนดได้ แต่ที่สามารถช่วยให้ไทยจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้นั้น ผมก็นอนตายตาหลับได้แล้ว”

เมื่อประเทศทั้งสองได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตแล้ว ความสัมพันธ์ทางด้านต่างๆ ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ดั่งคำกลอนที่ว่า

X X X X X X

X X X X X X

มิตรภาพจีนและไทย ดุจบันไดไว้ก้าวย่าง

ก้าวขึ้นสู่ทิศทาง ที่สูงส่งตรงเป้าหมาย

คบกันด้วยใจจริง ไม่ทอดทิ้งไม่เสื่อมคลาย

คนทั่วทิศทั้งหลาย สรรเสริญมิตรภาพไทยจีน7

เชิงอรรถ

1แปล จากแฟ้มข้อมูลในหมวดที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-ไทยที่ปรากฏในเล่มที่สอง ของ “กองจดหมายเหตุการณ์ต่างประเทศเตี้ยวหยิโถ” (X X X X X X No.5) 1998) เป็นเนื้อหาที่อยู่ภายใต้หัวข้อ “ประเทศอาเซียนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนตามลำดับ” ผู้แปลเห็นว่าเป็นข้อมูลที่เป็นทั้งประวัติและเกร็ดเชิงทางทูตที่น่าสนใจมาก เนื่องในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ไทย-จีน 35 ปี จึงแปลมาเผยแพร่ เพื่อให้นักอ่านชาวไนได้ทราบเหตุการณ์วงในครั้งนั้น

2X X X X X X

3กลอนบทนี้ อาจารย์ ดร.ถนอมวงศ์ ล้ำยอดมรรคผล ช่วยกรุณาหามาให้

4X X X X X X

5หมายถึงเติ้งเสี่ยวผิง

6ท่าน จะเป็นหัวหน้าคณะที่ประกอบด้วย ดร.เตช บุนนาค นายวิชัย วราศิริกุล อัครราชทูตกรมเอเชียตะวันออก รศ.ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.อาทร ฟุ้งธรรมสาร นางสาวปริยา ชื่นชูเวส ปฏิบัติการ กองเอเชียตะวันออก 3 ไปเยือนจีนระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 2553 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทยจีน

7กลอนบทนี้ รองศาสตราจารย์ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์ เป็นผู้เป็นเรียบเรียงให้

(เนื่องจากในไฟล์มีอักษรภาษาจีน จึงใช้เครื่องหมาย X X X X X X แทนถ้าต้องการอ่าน ให้อ่านได้ที่ pdf ไฟล์)

ที่มา : เสรีชน
@@@@@

คึกฤทธิ์พบกับเหมาเจ๋อตุง

นิตยสารสารคดี

“ในเรื่องของคอมมิวนิสต์นั้น ท่านประธานเหมาสอนผมว่า อย่าไปกลัวมัน และเอ้อ ท่านบอกว่า อย่าไปรบกับมันพวกคอมมิวนิสต์น่ะ เพราะถ้ามันตายกันมาก ๆ มันก็ยิ่งมาตายกันอีกไม่รู้จักหมด เพราะมันอยากดังอะไรอย่างนี้ ท่านก็สอนผม ให้กำจัดคอมมิวนิสต์ คือทำให้ชาวบ้านชาวเมืองเขามีกินมีใช้ อย่าไปกลัวเลยคอมมิวนิสต์ มันมีไม่กี่คนหรอก ก็ดูซิ ท่านเป็นประธานคอมมิวนิสต์มาตั้งกี่สิบปี ยังไม่เคยเห็นคอมมิวนิสต์ไทย ไปแสดงความเคารพท่านสักคน ผมก็เลยบอกว่า นี่ท่านประธานพูดจริง ๆ เหรอ ถ้าพูดจริง ผมจะส่งมาให้สี่คนพรุ่งนี้เลย ท่านบอกว่า เอ ! จะไม่มีเวลาต้อนรับเขาละกระมัง ผมบอกว่า ไม่แน่นี่
“ก็คุยกันแบบนี้แหละครับ ทีนี้พอดีเขายกของขวัญเข้ามา ท่านก็รู้ทันทีว่า จะต้องจบการสนทนา และการพบปะกันแล้ว ตอนนี้ท่านกลับเป็นคนแก่ใหม่ทันทีครับ คนแก่หลง ๆ ลืม ๆ ผมก็ยื่นหีบถมเป็นของขวัญให้ท่าน เมื่อท่านได้ไปแล้ว ท่านเขย่าหีบถมนั้นเหมือนเด็ก ๆ เล่น ท่านไม่ได้พูดอะไร เพราะตอนนั้นท่านกำลังจะเริ่มเลอะแล้ว ก็ต้องจับมือกันไว้ เพราะกลัวท่านจะทำตก
“ต่อจากนั้นผมก็กราบลาท่านออกมา เรื่องก็จบแค่นี้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องบุญวาสนาอะไร เพราะท่านแก่เต็มทีแล้ว เนื่องจากได้ตรากตรำทำงานมามากตลอดชีวิตของท่าน ท่านจวนแล้วเมื่อผมไป”

สละ ลิขิตกุล บันทึก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โซเชียลเตือนกันเอง 10 พฤติกรรมเสี่ยงคุกจากการโพสต์ในอินเตอร์เนต โซเชียลมีเดีย

คุก

10 พฤติกรรมเสี่ยงคุก !!

กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้รวบรวมไว้ให้ประชาชนมีดังนี้

1.Upload รูปลามกอนาจารทั้งหลายทั้งปวงในสากลโลก ไม่ว่าจะรูปตัวเองหรือรูปคนอื่น/ คุกเน้นๆได้ถึงห้าปี หรือปรับได้ถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.ตั้งตัวเป็นเจ้ากรมข่าวลือ ที่ชอบปล่อยข่าวให้บ้านเมืองเกิดความชุลมุนวุ่นวาย/ มีโอกาสได้ไปนอนคิดทบทวนพฤติกรรมตัวเองอย่างเงียบๆในคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3.พวกที่ชอบใช้วิทยายุทธเฉพาะตัว ตัดต่อภาพคนโน้นคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งภาพวีดีโอ แล้วนำมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ทำให้เจ้าของภาพเสียหาย อับอาย / ถูกฟ้องขึ้นมาอาจต้องไปสงบสติอารมณ์ในคุกได้ถึงสามปี หรือเจอปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4.แอบ Save ขโมยข้อมูลของคนอื่น แล้วเอาไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวเอง เพื่อการหากำไร เพื่อนำไปใช้กลั่นแกล้ง/ ถ้าถูกจับได้มีหวังถูกดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ รวมทั้งตามกฎหมายลิขสิทธิ์ และพรบ. คอมพิวเตอร์แน่นอน

5.พวกชอบใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น กุเรื่องต่างๆนานา ให้คนอื่นเสียหาย อับอาย ขายหน้า / อาจต้องไปนั่งสลดในคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับได้ถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

6.มีความอยากรู้อยากเห็นสูง เรื่องชาวบ้านคืองานของเรา ชอบแอบเอา ID หรือ Password ผู้อื่นไปแอบดูข้อมูลต่างๆนานาของบุคคลอื่น / เจอฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย มีสิทธิ์เจอทั้งคุกทั้งปรับแลกกับความอยากรู้อยากเห็นกันไปเลย

7.เห็น File งานของคนอื่นไม่ได้ มักมือบอนไปลบ เพิ่มเติม หรือแก้ไขเนื้อหาใน File นั้น จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ แต่สุดท้ายเกิดความเสียหายแก่เจ้าของไฟล์นั้น / แบบนี้เจอคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแน่นอน

8.ชอบส่งอีเมลลูกโซ่โดยไม่บอกที่มา ประเภทว่าถ้าไม่ทำตาม ไม่ส่งต่อ ชีวิตท่านจะต้องตกทุกข์ได้ยากไปชั่วกัลปาวสาน การส่งอีเมลโฆษณาขายของต่างๆนานาที่ผู้รับไม่ต้องการ สร้างความน่าเบื่อหน่าย สุดแสนรำคาญแก่ผู้ได้รับ / นอกจากจะถูกสาปแช่งจากผู้รับแล้ว ถ้าถูกจับได้ จัดไปถึงหนึ่งแสนบาท

9.ชอบตั้งสำนักข่าวเป็นของตัวเอง เจออะไรทั้งใน Line, Facebook , Twitter เป็นขอกดแชร์ไว้ก่อน เรื่องจริงไม่จริงไม่เคยคิดเช็ค ซึ่งถ้าเกิดดันไปส่งต่อข้อความที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่มีอะไรมาก / เจอคุกพอๆกับคนเริ่มข้อความเหล่านั้น รับโทษไปด้วยกันทั้งคนทำคนส่งต่อพร้อมๆกันไปเลย

10.การโพสต์ข้อความใดๆที่เป็นการหมิ่นเบื้องสูง หรือทำเว็บไซต์หมิ่นสถาบันเบื้องสูงซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชนชาวไทยให้ได้รับความเสื่อมเสียแห่งเกียรติยศอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร /ถือเป็นความผิดร้ายแรงทั้งกฎหมายอาญา และ พรบ.คอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกสูงสุดได้ถึง สิบห้าปี

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

หัวคนหัวโขน “ห้ามยักษ์ช่วยชาติ” “ดี้” ซัดพวกคร่ำครึ ไม่จำเป็นอย่าพูด!

หัวโขน

“ดี้” ซัดพวกคร่ำครึ ไม่จำเป็นอย่าพูด แนะหากไม่ทำอะไร อยู่นิ่ง ๆ ชี้ผู้ผลิตต้องการทำโขนให้ทันสมัย ลั่นประเทศไทยดีสำหรับ “กู” แล้ว

“ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค” นักแต่งเพลงชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีน.ส.ลัดดา ตั้งสุภาชัย อดีตศิลปินกองการสังคีต กรมศิลปากร ร้องเรียนMV เพลงเที่ยวไทยมีเฮไม่เหมาะสม เนื่องจากนำทศกัณฑ์ ซึ่งถือเป็นราชายักษ์ มาใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น ถ่ายเซลฟี่ หยอดขนมครก เป็นต้น โดยระบุว่า

พวกที่คร่ำครึโดยไม่จำเป็น อย่าพูดอะไรอีกเลยจ้ะ…

ครูโขน ศิลปินแห่งชาติ เขาไม่ได้คิดแบบนี้จ้ะ…

เขาอยากให้ศิลปะไทย โขนไทยได้ทันสมัยจ้ะ

เขาอยากให้โขนไทย เปลี่ยนตามสมัยจ้ะ อนาล็อก สู่ดิจิตอลจ้ะ

แต่เนื้อหา โครงสร้าง พื้นฐาน ฯลฯ ยังอยู่เหมือนเดิม

ต่อชีวิตของศิลปะโขนไทย ด้วยวิถีดิจิตอล

สิ่งที่ถูกคือ การขุดค้นประวัติศาสตร์ ด้วยเทคโนโลยี่ที่ดีที่สุด ที่จะไม่ทำให้ประวัติศาสตร์เสียหาย

เวลาที่คนรุ่นใหม่ เอาเสื้อผ้า เอาเรื่่องราวเก่าๆ ใส่ชุดโขน ฯลฯ มาใส่แสดง

แปลว่าเขารักความเป็นไทย…อาจจะรู้เรื่องบ้าง มากน้อย…

พวกคร่ำครึ…ช่วยนิ่ง ๆ เถิด คุณไม่ได้ช่วยอะไรเลย

ที่เหลือคือ ก็ช่วยกันบอกต่อกันไปว่า เรื่องราวมันมีอะไรกันบ้างที่น่าภูมิใจ

ประเทศไทยของกูนี่ แม่งดีที่สุดในโลกแล้ว

ดีสำหรับกูนี่่แหละ แม่ประไพ

00000

อัพเดทล่าสุด…

วธ.ถกเครียด 3 ชม.ไร้ข้อสรุป MV “เที่ยวไทยมีเฮ”

40

กระทรวงวัฒนธรรม ถกเครียดนาน 3 ชม. ไร้ข้อสรุปมิวสิควีดีโอเพลง “เที่ยวไทยมีเฮ” นัดถกต่อในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.)

ความคืบหน้ากรณีมิวสิควีดีโอเพลง “เที่ยวไทยมีเฮ” ที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งให้ “อ๊อด บัณฑิต ทองดี” จัดทำมิวสิควีดีโอเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยมี “เก่ง ธชย” และ “ฟิล์ม บงกช” ขับร้องและร่วมแสดงนำใน MV และมีการแต่งชุดโขน แสดงเป็นตัวละครจากวรรณคดี เรื่อง รามเกียรติ์ ทั้ง ทศกัณฑ์ นางสีดา และเหล่ายักษ์ พร้อมตระเวนเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ของประเทศไทยเผยแพร่ให้ชมเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา จนเกิดเสียงวิพากวิจารย์ในโลกโชเชียลนั้น

วันนี้ (22 ก.ย.) กระทรวงวัฒนธรรม ได้เชิญตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมหารือเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันกรณีมิวสิควีดีโอเพลง “เที่ยวไทยมีเฮ” ที่ถูกกระแสในโลกโซเชียลวิพากษ์วิจารย์ว่าทำลายวัฒนธรรมมากกว่าโปรโมตการท่องเที่ยว โดยใช้เวลาประชุมเครียดนานกว่า 3 ชั่วโมง ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ทางกระทรวงวัฒนธรรมจึงนัดประชุมต่อวันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.)

นายบัณฑิต ทองดี หรือ“อ๊อด” ผู้กำกับมิวสิควิดีโอเพลง“เที่ยวไทยมีเฮ” ที่เดินทางมาเข้าร่วมประชุมด้วย กล่าวว่า รู้สึกท้อเป็นอย่างมากแต่เมื่อได้กำลังใจจากโลกโชเชียลจำนวนมากก็ทำให้ยืนขึ้นได้ ตนจะหาหารือกับผู้ช่วยผู้กำกับและทีมงานก่อนที่จะมีการถ่ายทำอีก หากมติกระทรวงวัฒนธรรมออกมาอย่างไร ตนก็พร้อมปรับ MV เพื่อให้เป็นการส่งเสริมท่องเที่ยว ตนขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า MV ดังกล่าวทำลายวัฒนธรรมหรือไม่

ก่อนหน้านั้นนายบัณฑิต ทองดี หรือ “อ๊อด” ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเก็บตกจากเนชั่น ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 ว่า ได้หารือกับศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมแล้ว ตนจะยอมแก้ไขโดยดำเนินการตัดต่อเอ็มวีใหม่ โดยตัดเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมออกประมาณ 40% จากนั้นจะส่งผลงานให้ศูนย์เฝ้าระวังวัฒนธรรมดูในวันที่ 27 กันยายนนี้ ตนทำเอ็มวีตัวนี้ โดยบริษัทหนึ่งจ้างทำ เพื่อต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย ชื่อบริษัท วี แบงคอก โดยใช้ยักษ์รามเกียรติ์ คือทศกัณฐ์มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

ส่วนเนื้อหาใน MV ที่ไม่เหมาะสมและจะมีการตัดออกนั้น ก็มีหลายจุดอย่างเช่น ภาพยักษ์เล่นเจ็ทสกี ยักษ์ขี่สามล้อ ยักษ์ตุ๊กๆ และอื่นๆ อีก ตนยอมตัดต่อแก้ไขโดยมีเงื่อนไขว่าถ้าตัดต่อแล้วศูนย์เฝ้าระวังวัฒนธรรม พอใจก็ออนแอร์ต่อ แต่ถ้าไม่พอใจตนแก้ได้แค่นี้ เนื่องจากมีฟุตเทจอยู่แค่นี้ ถ่ายมาได้แค่นี้ ถ้าไม่พอใจจะแบนก็ยอมรับถ้าแบนก็ต้องแบน

ผู้กำกับมิวสิควิดีโอเพลง“เที่ยวไทยมีเฮ” กล่าวอีกว่า ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการตัดต่อแก้ไขใหม่ การตัดต่อแก้ไขย่อมมีผลกระทบแน่นอน เพราะในเรื่องมีข้อมูลที่ต้องการสื่อสารแหล่งท่องเที่ยวก็จะหายไปบางส่วน การทำ MV นี้ ตนไม่มีเจตนาทำลายวัฒนธรรมแน่นอน เพราะได้จ้างเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถด้านนาฏศิลป์ ที่เคยทำงานอยู่กรมศิลปากรมาเป็นที่ปรึกษา แต่เรื่องวัฒนธรรมเป็นองค์กร เมื่อมีองค์กร คนอยู่ในองค์กรก็ต้องปกป้ององค์กรตัวเอง เข้าใจได้

000000

11460

บัณฑิต ทองดี ผู้กำกับ MV เที่ยวไทยมีเฮ ยอมตัดเนื้อหา 40% ในฉากที่ไม่เหมาะสม หลังประชุมร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม คาดตัดต่อเสร็จ 27 ก.ย.นี้

วันที่ 22 ก.ย.59 จากกรณีดราม่าเมื่อ นางสาวลัดดา ตั้งสุภาชัย อดีตศิลปินกองการสังคีต กรมศิลปากร ได้เข้าร้องเรียน สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (วิทยาลัยนาฏศิลป์) ถึงความเหมาะสมในการเผยแพร่มิวสิควิดีโอเพลง “เที่ยวไทยมีเฮ” ซึ่งมีฉากนำ ทศกัณฐ์ และเหล่าเสนายักษ์ มาท่องเที่ยวไทยพร้อมทำกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ หยอดขนมครก, ขับโกคาร์ท, ถ่ายเซลฟี่, เล่นเจ็ทสกี และขี่สามล้อ โดยที่ประชุมสรุปว่าให้ทางผู้ผลิตนำไปแก้ไขปรับปรุงเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อวัฒนธรรมของชาติ มิเช่นนั้นจะต้องถูกแบน นำไปสู่การถกเถียงประเด็นดังกล่าวในโลกออนไลน์

ความคืบหน้าล่าสุด นายบัณฑิต ทองดี หรือ อ๊อด นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ซึ่งเป็นผู้กำกับมิวสิควิดีโอเพลง “เที่ยวไทยมีเฮ” ได้เปิดเผยต่อสำนักข่าวไทยว่า จากการหารือร่วมกับทางกระทรวงวัฒนธรรม ตนยินยอมจะดำเนินการแก้ไขมิวสิควิดีโอใหม่ โดยจะตัดเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมออกราว 40% โดยคาดว่าจะตัดต่อแล้วเสร็จในวันที่ 27 กันยายนนี้

02

01

ramakaya07-1

ramakaya04-1

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

วันธงชาติไทยปลุกความเป็นไทย กับความในใจของเด็กไทยสองด้าน

Nation TV – เว็บไซต์สถานีข่าวอันดับ 1 ของเมืองไทย
“ที่ทำเนียบรัฐบาล – 20 ก.ย.59 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 28 กันยายน ของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) และเริ่มในวันที่ 28 กันยายน 2560 เป็นวันแรก โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ รวมทั้งกำหนดให้มีการชักและประดับธงชาติในวันดังกล่าวด้วย เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และเป็นการน้อมรำลึกถึงการที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทยทั้งนี้ การประกาศใช้ธงไตรรงค์ เป็นธงชาติไทย ได้มีการประกาศเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2460 ตามพระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติธงพระพุทธศักราช 2460 ปัจจุบันมีประเทศที่กำหนดให้มีวันธงชาติ (Flag Day) จำนวน 54 ประเทศ จากจำนวนประเทศทั่วโลก 261 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้มีประเทศที่กำหนดให้มีวันธงชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนนาดา สหราชอาณาจักร รัสเซีย โปรตุเกส ออสเตรเลีย บราซิล อินเดีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ มีประเทศที่ไม่มีการกำหนดวันธงชาติ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนิเซีย สิงคโปร์ ลาว    ”
อ่านต่อที่: http://www.nationtv.tv/main/content/politics/378517680/
“ครม.” เห็นชอบ กำหนด 28 ก.ย.ทุกปี “วันพระราชทานธงชาติไทย” ฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ธงไตรรงค์ เป็นธงชาติไทย”
“ที่ทำเนียบรัฐบาล – 20 ก.ย.59 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 28 กันยายน ของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) และเริ่มในวันที่ 28 กันยายน 2560 เป็นวันแรก โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ รวมทั้งกำหนดให้มีการชักและประดับธงชาติในวันดังกล่าวด้วย เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และเป็นการน้อมรำลึกถึงการที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทยทั้งนี้ การประกาศใช้ธงไตรรงค์ เป็นธงชาติไทย ได้มีการประกาศเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2460 ตามพระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติธงพระพุทธศักราช 2460

ปัจจุบันมีประเทศที่กำหนดให้มีวันธงชาติ (Flag Day) จำนวน 54 ประเทศ จากจำนวนประเทศทั่วโลก 261 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้มีประเทศที่กำหนดให้มีวันธงชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนนาดา สหราชอาณาจักร รัสเซีย โปรตุเกส ออสเตรเลีย บราซิล อินเดีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ มีประเทศที่ไม่มีการกำหนดวันธงชาติ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนิเซีย สิงคโปร์ ลาว    ”

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรีปลุกพลังคุณธรรมที่พิจิตร

11951787_1173762782650457_4109760442195158745_n

ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรีปลุกพลังคุณธรรม

รร.บางมูลนาก 7กย.58

สุรเดช เดชคุ้มวงศ์…รายงาน
September 7, 2015
·
เราทำอย่างไรให้คนพิจิตรเป็นคนดี
การทำความดีไม่ยากไม่ล้าสมัย
ทำแล้วได้ผลดีเสมอ เป็นสิ่งที่ในหลวงสอนไว้
ประวัติศาสตร์ไทย เราเคยเสียกรุง2ครั้ง กว่าจะฟื้นฟูประเทศ จิตใจคนไทยให้ตั้งหลักได้ ต้องใช้เวลา โดยพระเจ้าแผ่นดิน คนไทยช่วยกัน
ปัจจุบัน
เราผ่านทศวรรษแห่งความมืดมน นักการเมืองใช้นโยบายประชานิยมในไทย กรีซ
ล่อหลอก โกง ทำลายประเทศชาติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม จิตใจ
ส่งเสรมบริโภคนิยม วัตถุนิยมนิยม
เราต้องมีผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างที่ดี พูดเตือนสังคม
อาจารย์พุทธทาส ศีลธรรมเฟะสังคมจะแย่
ค่านิยมรับคนโกง รวย อยากรวยเร็ว เกินงาม
เป็นสิ่งผิด
คนไทย65ล้านคนเกิด โคตรรวย โคตรจน20%ถือเงิน1%คนรวย20%ถือเงิน69%
ชนชั้นกลาง60%ถือเงิน30%
พวกเราจะช่วยคนไทยพ้นจน มีเสรีภาพมีประชาธิปไตรที่ดี ในหลวงสอน
ฝากพวกเราช่วยคนพิจิตรให้หายจน
ทำเกษตรลดต้นทุน เพื่อสุขภาพ ละอบายมุขเหล้าบุหรี่หวย
ลดยาเสพติด อุบัตติเหตุ อ้วน เราควรปลูกผักกิน ไม่เสี่ยงตายมะเร็งอันดับ1ประเทศ จากสารเคมีการเกษตร ไทยนำเข้าอันดับ5โลก
ฝากสาธารณสุข ข้าราชการ ช่วยลดสิ่งเหล่านี้
คอรัปชั่นในรร.ไม่น้อยกว่าอบต.
นักเรียนลอกข้อสอบ โกงตั้งแต่เล็กโตขึ้นเป็นอย่างไร
อดีตปู่ย่าตายายช่วยจุดเทียนสว่าง ทั้งจังหวัด สร้างฝัน กติกาความบกพร่องที่ต้องแก้ ความดีที่ต้องทำ
เอาส่วนดีของวัฒนธรรมมาใช้
ใช้คุณธรรมนำชีวิต
ละความชั่วข่มใจ ทำความดี กล้าทำ ยึดความถูกต้องเที่ยงธรรม ทำหน้าที่ให้ดี
ถ้าเราช่วยกันทำพิจิตรจะเจริญ
เราเริ่มรร.คุณธรรมที่นี่เมื่อ5ปีก่อน ให้รร.ช่วยกันสร้างคนดีให้บ้านเมือง ตามรับสั่งของในหลวงและทรัพย์ส่วนพระองค์
เราทำเองไม่รอสั่งจากกระทรวงศึกษา
บ้ดนี้ขยายไปทั่วประเทศ200กว่าโรง
รร.อาชีวะคุณธรรมเริ่มจากโพธาราม วินัย พอเพียง จิตอาสา นักเรียนไปช่วยเดินไฟให้ชาวบ้านฟรี เลิกตีกัน
ไปทำงานโรงงานเจ้าของรักมากเพราะเป็นคนดี กำลังขยายไปทั่วประเทศ
นักธุรกิจต้องการพัฒนาคนงาน
ผลการเรียนดีขึน นักเรียนมีพฤติกรรมเป็นคนดี
โรงพยาบาลคุณธรรมเริ่มที่รพท.ชลบุรี รพข.ตะพานหิน บางมูลนาก
ผล มีจดหมายชมจากผู้ป่วย ประหยัดเงินเจ้าหน้าที่รักษาประโยชน์โรงพยาบาล
ชาวบ้านเจอหมอใจดีน่ารัก
บัดนี้ขยายไปทั่วประเทศ
จ.เพชรบูรณ์ทำทั้งจังหวัด รพสต.รพ.อำเภอ จังหวัด
อบต.คุณธรรมผู้ว่าต้องช่วย
องค์กรต้องมีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
โครงสร้างคนทุกระดับต้องมีความรับผิดชอบ ความรับผิดรับชอบ โปร่งใส ตรวจสอบได้คุณภาพ คุณธรรม
เรามาร่วมกันจุดเทียนเล่มน้อย ทำความดีให้ทั่วพิจิตร คนจะมีความสุข
องค์กรคุณธรรม เป้าหมายมีคนดี มีน้ำใจเต็มองค์กร
วิธี
ทุกคนพร้อมใจ
.ระดมความคิดคุณธรรม3ตัวเช่นซื่อสัตย์ รับผิดชอบ มีน้ำใจ แก้ปัญหาพฤติกรรมและส่งเสริมพฤติกรรมดี
แปลงคุณธรรมเป็นจริยธรรม แต่ระภาคส่วน
ครบปีประเมินผล พัฒนาต่อเนื่อง
สมเด็จพระสังฆราชสอน ความคิดเกิดจากโลภโกรธหลง
ความคิดที่พ้นจากโลภโกรธหลง ชนะมาร
เป็นฐานการสร้างจังหวัดคุณธรรม
ทำดีต้องไม่มีพอ
เศรษฐีวอร์เรน บัฟเฟลต์ ใช้ชีวิตพอเพียง มีความสุข
มาทำงานกับฉันไม่มีอะไรจะให้นอกจากความสุขที่จะร่วมกันทำประโยชน์ให้ผู้อื่น
พระเจ้าอยู่หัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินมีหน้าที่ดูแลราษฎร
เป็นพลเมืองดีของชาติ เห็นอะไรดีเราจะทำอะไรเพื่อบ้านเมืองได้ก็ต้องทำ
ในหลวงสอนไว้

เราเป็นพลเมืองพิจิตรต้องร่วมกันทำความดี


ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี
รร.บางมูลนาก 7กย.58
Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ยังไม่สายที่คนไทยจะอ่านเรื่องราวความเลวร้ายของอเมริกาและทักษิณที่ทำกับประเทศไทย..

คนเขียนข้อความและคนที่
เชื่อข้อความ  @13:44 ต้อง
หูตากว้างขยันอ่านบทความ
หลาย ๆ เวอร์ชั่น  เริ่มจาก  ลองอ่าน”เรื่องที่คนไทยต้องรู้ จะได้หูตาสว่าง”  เพื่อไม่
ต้องเป็นกบในกะลาอย่าง
ในข้อความ @13:44
………………………………….
มา
จากบทความของนายโทนี่ คาตาลุชซี่ ช่วยอ่านแล้วส่งต่อให้เยอะๆ ถลกหนังหัวไอ้กัน-ไอ้เหลี่ยมให้คนไทยทั้งขาติตื่นกันซะที อิทธิพลต่างชาติ มีวาระทำลายประเทศไทย“วาทะการทูตอันต่ำทรามของนายแดเนียล ทำให้คนไทยหูตาสว่าง สำเหนียกว่า แท้จริงความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจระหว่างระบอบทักษิณ กับกลุ่มจารีตเก่า แต่เป็นการต่อสู้ของคนไทยกับอำนาจอิทธิพลจากต่างประเทศ ที่มีวาระซ่อนเล้นทำลายอธิปไตย การเมือง และสถาบันหลักของชาติไทย
”นายโทนี่ คาตาลุชชี่ อดีตผู้สื่อข่าวสงคราม และนักวิเคราะห์การเมือง เขียนบทความในบล๊อคส่วนตัว เตือนสติทำเนียบขาวว่า พฤติกรรมต่ำทรามของกระทรวงประเทศสหรัฐที่มุ่งมั่นสนับสนุน ฟื้นฟูระบอบทักษิณ สมุนหุ่นเชิดกลุ่มการเมืองทุนสามานย์ในอเมริกา ให้กลับมามีอำนาจทางการเมือง ทำให้คนไทยจำนวนมากได้สำนึกว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การต่อสู้ระหว่างระบอบทักษิณกับกลุ่มจารีตเก่าอีกต่อไป แต่คนไทยกำลังต่อสู้กับอิทธิพลจากต่างประเทศ ที่มีวาระทำลายอธิปไตย กระบวนการทางการเมือง และสถาบันหลักของชาติ บทความชื่อว่า “ความเสื่อมถอยของมหาอำนาจ” เริ่มต้นว่า ความเสื่อมถอยของอเมริกา เริ่มต้นจากเกาะฮ่องกง บัดนี้ในประเทศไทย ที่อเมริกาวางแผนจัดตั้งระบอบตัวแทนหุ่นเชิด เพื่อขยายอิทธิพลในเอเชียแปซิฟิก ผลลัพธ์กลายเป็นไฟลนก้นตัวเอง
โทนี่ไม่ได้ขยายเรื่องความล้มเหลวในฮ่องกง จึงต้องอธิบายนิดหนึ่งว่า ซีไอเอสร้างสถานการณ์ ให้สมุนบริวารในเกาะฮ่องกง สร้างความวุ่นวาย ลุกฮือขึ้นเรียกร้องประชาธิปไตย ให้มีการเลือกตั้งเสรีตามแนวทางประชาธิปไตยแบบวอลสตรีท ซีไอเอให้ทุนนักวิชาการในเกาะฮ่องกงทำวิจัยเรื่องประชาธิปไตย แล้วกลับมาล้างสมองเยาวชน ให้ลุกฮือขึ้นมาประท้วงในนามของ“การปฏิวัติร่ม” แต่มังกรจีนรู้ทันเล่ห์ร้ายของอินทรีย์แก่ทำให้ “ปฏิวัติร่มกลายเป็นปฏิวัติรั่ว”
ส่วนในประเทศไทย โทนี่ให้รายละเอียดไว้ว่า อเมริกาซึ่งให้การสนับสนุนระบอบทักษิณ อย่างแข็งขันตลอดมา จนกระทั่งถึงวันที่ระบอบทักษิณกำลังล่มสลาย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ทนไม่ได้กับนักการเมืองทุนสามานย์ที่โกงชาติปล้นแผ่นดิน ทำลายหลักนิติธรรม ศีลธรรม เข่นฆ่าประชาชน ทำลายสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่สุด ซึ่งทำให้คนตายเกือบ 3,000 คน จากนโยบายปราบปรามยาเสพติดระบอบทักษิณใช้กองกำลังเถื่อน ก่อจลาจลและฆ่าฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองตายนับร้อยคนในปีพ.ศ.2553 แต่ก็ยังได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากอเมริกา จนล่าสุดระบอบทักษิณกำลังล้มเหลว เข้าตาจน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวทักษิณ ถูกถอดถอนสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี และนางกำลังจะขึ้นศาลอาญาในข้อหาทุจริตโครงการจำนำข้าว ซึ่งทำให้ประเทศชาติเสียหายหลายแสนล้านบาท กระทรวงต่างประเทศสหรัฐพยายามเต็มที่ที่จะช่วยเหลือฟื้นฟูระบอบทักษิณ ส่งนายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศมากล่าวสุนทรพจน์ โจมตีกดดันประเทศไทย ด้วยความมุ่งหวังที่จะฟื้นฟู และปกป้องระบอบทักษิณ โดยไม่คำนึงถึงผลร้ายที่จะตามมา
โทนี่เขียนต่อไปว่า “เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า ทำไมอเมริกาถึงได้ทำลายหลักการทูตและมีเป้าหมายทำลายอธิปไตยของไทย โดยเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน เพื่อฟื้นฟูระบอบทักษิณขึ้นมา สำหรับประเด็นนี้ให้ทุกคนรับรู้ไว้ด้วยว่า ทักษิณ เป็นเพื่อนสนิท เป็นสมุนรับใช้นักการเมืองทุนสามานย์ตระกูลบุช มาเป็นเวลายาวนานตั้งแต่เริ่มต้นเข้าสู่สนามการเมืองเมื่อทศวรรษที่ 2540 ทักษิณ ได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษา บริษัท Carlyle Group ซึ่งเป็นบริษัทกงสีใหญ่ ที่หาทุนการเมือง ให้เงินสนับสนุนซีไอเอ สร้างเหตุร้าย ทำลายความมั่นคงของประเทศต่างๆทั่วโลกที่ไม่สมประโยชน์กับอเมริกา นับตั้งแต่วันแรกที่ทักษิณถูกโค่นอำนาจเมื่อเดือนกันยายน 2549 กลุ่มบริษัทประชาสัมพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตลอดถึงกลุ่มลอบบี้ยีสต์ ที่มีอิทธิพลทางการเมืองในวอชิงตันดีซี ซึ่งอยู่ในอาณัติของบริษัท Carlyle Group ช่วยสร้างกระแส ประชาสัมพันธ์ สนับสนุนระบอบทักษิณ อย่างเปิดเผย
บริษัทที่โทนี่ นำมาแฉ มีตั้งแต่กลุ่มบริษัท Kenneth Adelman of the Edelman PR Firm ของนายเจมส์ เบเกอร์ อดีต รมว.ต่างประเทศสหรัฐ และบริษัทประชาสัมพันธ์ใหญ่ในเครือข่ายนักการเมืองตระกูลบุช อีกจำนวนมาก บริษัทที่เคลื่อนไหวหนักล่าสุดคือ นาย Robert Amsterdam of Amsterdam & amp; Partners (Chatham House)
โทนี่ ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ยอมทำลายพิธีการทูต เพื่อช่วยเหลือระบอบทักษิณ เพราะในขณะที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทางทักษิณได้รับใช้ผลประโยชน์อเมริกาเต็มที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคง แม้จะถูกทัดทานจากกองทัพบกไทย ทักษิณยังดื้อรั้น ส่งกำลังทหารไปช่วยอเมริกา รบในสงครามรุกรานอีรัก ทักษิณเป็นคนอนุมัติให้ ซีไอเอ ใช้ประเทศไทยทรมานผู้ต้องหาก่อการร้าย ฯลฯนักวิเคราะห์การเมืองชาวอเมริกัน คนนี้ได้สรุปในบทความของเขาว่า“วาทะการทูตอันต่ำทรามของนายแดเนียล ทำให้คนไทยหูตาสว่าง และสำเหนียกว่า แท้จริงแล้วความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการต่อสู้ เพื่อแย่งชิงอำนาจ ระหว่างระบอบทักษิณ กับกลุ่มจารีตเก่า แต่เป็นการต่อสู้ของคนไทย กับอำนาจอิทธิพลจากต่างประเทศ ที่มีวาระทำลายอธิปไตย กระบวนการทางการเมือง และ สถาบันหลักของชาติไทย”
บทสรุปของโทนี่ คาตาลุชชี่ นักวิเคราะห์ ที่รู้เช่นเห็นชาติ นักการเมืองทุนสามานย์ในอเมริกาสอดคล้องกับกระแสข่าวจากพรรคเพื่อไทย ที่บอกว่าทักษิณซึ่งเก็บตัวเงียบตั้งแต่ทหารยึดอำนาจ มีคำสั่งมายังสมุนบริวารว่า ให้อยู่เฉยๆไปก่อนโดยบอกว่า “ระยะนี้ให้พวกเราเก็บตัวเงียบไว้ก่อน ไม่ต้องทำอะไรเพราะมีอเมริกา กับยุโรป ช่วยทำให้แล้ว”
บทบาทของอเมริกาและกลุ่มประเทศอียูที่กดดันประเทศไทยทางการทูต ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยกเลิกศาลทหาร ยกเลิกกฎอัยการศึก และจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว จึงมองได้ว่าเป็นการกระทำที่สมรู้ร่วมคิดกับระบอบทักษิณ พฤติกรรมของนายแดเนียล และ เจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐบางคน ที่เคลื่อนไหวพบปะแกนนำเสื้อแดงทางภาคอีสานทุกวันนี้ จึงเป็นที่ยืนยันได้ว่า ซีไอเอ ได้เข้ามามีบทบาทสร้างความวุ่นวายในประเทศไทยมาเป็นเวลานานแล้ว เหตุร้ายและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่มวลมหาประชาชนหลายล้านคน ประท้วงขับไล่รัฐบาลทรราช หลายคนรู้ว่า ซีไอเอและบริษัทประชาสัมพันธ์ มีส่วนสำคัญในการตายของวีรชน ที่ร่วมขับไล่รัฐบาล ซีไอเอซึ่งมีอยู่กว่า 2,000คนในประเทศไทย ให้การสนับสนุนด้านยุทธวิธี และอาวุธแก่กองกำลังเถื่อน เข่นฆ่าประชาชน หวังจุดชนวนสงครามกลางเมือง บริษัทประชาสัมพันธ์รับหน้าที่สร้างกระแสสงครามกลางเมือง ส่งสื่อในสังกัดไปเกาะติดกองกำลังเถื่อน ตามจังหวัดที่เป็นฐานเสื้อแดงเช่นปทุมธานี อุดรธานี ขอนแก่น เชียงราย เชียงใหม่ ฯลฯ สื่อเหล่านี้สร้างภาพให้เห็นว่า กองกำลังเถื่อนมีศักยภาพมากพอที่จะก่อสงครามกลางเมือง แบ่งแยกประเทศเป็นไทยใต้ กับอีสานล้านนา กระแสสงครามกลางเมืองนอกจากสร้างผ่านกองกำลังเถื่อน ยังสร้างกระแสผ่านคำสัมภาษณ์ของรัฐมนตรีในยุคนั้นด้วย
สถานการณ์ทางการเมือง ในประเทศไทยเกิดขึ้นพร้อมๆกับเหตุการณ์ทางการเมืองในยูเครน คือ ตั้งแต่เดือน ต.ค.2556 การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลทรราชเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน และอเมริกาเข้าไปแทรกแซงพร้อมๆกัน ต่างกันตรงที่ในยูเครน ซีไอเอ ส่งอาวุธไปช่วยผู้ประท้วง โค่นล้มรัฐบาล แต่ในประเทศไทย ซีไอเอ เข้ามาช่วยเข่นฆ่าผู้ประท้วงรัฐบาล ซีไอเอเข้ามาช่วยพยุงฟื้นฟูรัฐบาลลูกสมุนหุ่นเชิด ที่กำลังล่มสลายประเทศยูเครน หลังจากอเมริกา ส่งอาวุธ และเงินไปช่วยโค่นล้ม รัฐบาลฝักใฝ่รัสเซียได้สำเร็จ ผลที่ตามมาคือ เกิดสงครามกลางเมือง ยูเครนแยกออกเป็นสองเสี่ยง ฝ่ายหนึ่งอยู่ใต้อาณัติของอเมริกา ฝ่ายหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย ตั้งแต่เดือนเมษายน2557 จนถึงวันนี้ มีคนล้มตายไปแล้วกว่า 50,000 คน สงครามกลางเมืองในยูเครน กำลังพัฒนาไปเป็นสงครามโลกครั้งที่สาม
ในประเทศไทย ตั้งแต่คณะทหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลเถื่อนของนางสาวยิ่งลักษณ์ เมื่อวันที่22 พ.ค. 2557 คสช สามารถสลายกองกำลังเถื่อนได้ส่วนหนึ่ง ตัดความช่วยเหลือทางด้านก่อการร้ายจากซีไอเอ ลงไปได้ระดับหนึ่ง หยุดยั้งการนองเลือด ทำลายแผนการซีไอเอ ที่จะก่อสงครามกลางเมือง เพื่อทำให้เกิดมิคสัญญีในประเทศไทย ในห้วงเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา คสช.เพียงแต่ทำให้ความรุนแรงที่เกิดจากฝีมือของกองกำลังเถื่อน โดยการสนับสนุนของซีไอเอ
FB_IMG_1472139668222
ความจริงอีกด้านที่อยากให้คนไทยร่วมรับรู้
……………………………….
มาจากบทความของนายโทนี่ คาตาลุชซี่ ช่วยอ่านแล้วส่งต่อให้เยอะๆ ถลกหนังหัวไอ้กัน-ไอ้เหลี่ยมให้คนไทยทั้งขาติตื่นกันซะที อิทธิพลต่างชาติ มีวาระทำลายประเทศไทย“วาทะการทูตอันต่ำทรามของนายแดเนียล ทำให้คนไทยหูตาสว่าง สำเหนียกว่า แท้จริงความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจระหว่างระบอบทักษิณ กับกลุ่มจารีตเก่า แต่เป็นการต่อสู้ของคนไทยกับอำนาจอิทธิพลจากต่างประเทศ ที่มีวาระซ่อนเล้นทำลายอธิปไตย การเมือง และสถาบันหลักของชาติไทย
”นายโทนี่ คาตาลุชชี่ อดีตผู้สื่อข่าวสงคราม และนักวิเคราะห์การเมือง เขียนบทความในบล๊อคส่วนตัว เตือนสติทำเนียบขาวว่า พฤติกรรมต่ำทรามของกระทรวงประเทศสหรัฐที่มุ่งมั่นสนับสนุน ฟื้นฟูระบอบทักษิณ สมุนหุ่นเชิดกลุ่มการเมืองทุนสามานย์ในอเมริกา ให้กลับมามีอำนาจทางการเมือง ทำให้คนไทยจำนวนมากได้สำนึกว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การต่อสู้ระหว่างระบอบทักษิณกับกลุ่มจารีตเก่าอีกต่อไป แต่คนไทยกำลังต่อสู้กับอิทธิพลจากต่างประเทศ ที่มีวาระทำลายอธิปไตย กระบวนการทางการเมือง และสถาบันหลักของชาติ บทความชื่อว่า “ความเสื่อมถอยของมหาอำนาจ” เริ่มต้นว่า ความเสื่อมถอยของอเมริกา เริ่มต้นจากเกาะฮ่องกง บัดนี้ในประเทศไทย ที่อเมริกาวางแผนจัดตั้งระบอบตัวแทนหุ่นเชิด เพื่อขยายอิทธิพลในเอเชียแปซิฟิก ผลลัพธ์กลายเป็นไฟลนก้นตัวเอง
โทนี่ไม่ได้ขยายเรื่องความล้มเหลวในฮ่องกง จึงต้องอธิบายนิดหนึ่งว่า ซีไอเอสร้างสถานการณ์ ให้สมุนบริวารในเกาะฮ่องกง สร้างความวุ่นวาย ลุกฮือขึ้นเรียกร้องประชาธิปไตย ให้มีการเลือกตั้งเสรีตามแนวทางประชาธิปไตยแบบวอลสตรีท ซีไอเอให้ทุนนักวิชาการในเกาะฮ่องกงทำวิจัยเรื่องประชาธิปไตย แล้วกลับมาล้างสมองเยาวชน ให้ลุกฮือขึ้นมาประท้วงในนามของ“การปฏิวัติร่ม” แต่มังกรจีนรู้ทันเล่ห์ร้ายของอินทรีย์แก่ทำให้ “ปฏิวัติร่มกลายเป็นปฏิวัติรั่ว”
ส่วนในประเทศไทย โทนี่ให้รายละเอียดไว้ว่า อเมริกาซึ่งให้การสนับสนุนระบอบทักษิณ อย่างแข็งขันตลอดมา จนกระทั่งถึงวันที่ระบอบทักษิณกำลังล่มสลาย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ทนไม่ได้กับนักการเมืองทุนสามานย์ที่โกงชาติปล้นแผ่นดิน ทำลายหลักนิติธรรม ศีลธรรม เข่นฆ่าประชาชน ทำลายสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่สุด ซึ่งทำให้คนตายเกือบ 3,000 คน จากนโยบายปราบปรามยาเสพติดระบอบทักษิณใช้กองกำลังเถื่อน ก่อจลาจลและฆ่าฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองตายนับร้อยคนในปีพ.ศ.2553 แต่ก็ยังได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากอเมริกา จนล่าสุดระบอบทักษิณกำลังล้มเหลว เข้าตาจน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวทักษิณ ถูกถอดถอนสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี และนางกำลังจะขึ้นศาลอาญาในข้อหาทุจริตโครงการจำนำข้าว ซึ่งทำให้ประเทศชาติเสียหายหลายแสนล้านบาท กระทรวงต่างประเทศสหรัฐพยายามเต็มที่ที่จะช่วยเหลือฟื้นฟูระบอบทักษิณ ส่งนายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศมากล่าวสุนทรพจน์ โจมตีกดดันประเทศไทย ด้วยความมุ่งหวังที่จะฟื้นฟู และปกป้องระบอบทักษิณ โดยไม่คำนึงถึงผลร้ายที่จะตามมา
โทนี่เขียนต่อไปว่า “เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า ทำไมอเมริกาถึงได้ทำลายหลักการทูตและมีเป้าหมายทำลายอธิปไตยของไทย โดยเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน เพื่อฟื้นฟูระบอบทักษิณขึ้นมา สำหรับประเด็นนี้ให้ทุกคนรับรู้ไว้ด้วยว่า ทักษิณ เป็นเพื่อนสนิท เป็นสมุนรับใช้นักการเมืองทุนสามานย์ตระกูลบุช มาเป็นเวลายาวนานตั้งแต่เริ่มต้นเข้าสู่สนามการเมืองเมื่อทศวรรษที่ 2540 ทักษิณ ได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษา บริษัท Carlyle Group ซึ่งเป็นบริษัทกงสีใหญ่ ที่หาทุนการเมือง ให้เงินสนับสนุนซีไอเอ สร้างเหตุร้าย ทำลายความมั่นคงของประเทศต่างๆทั่วโลกที่ไม่สมประโยชน์กับอเมริกา นับตั้งแต่วันแรกที่ทักษิณถูกโค่นอำนาจเมื่อเดือนกันยายน 2549 กลุ่มบริษัทประชาสัมพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตลอดถึงกลุ่มลอบบี้ยีสต์ ที่มีอิทธิพลทางการเมืองในวอชิงตันดีซี ซึ่งอยู่ในอาณัติของบริษัท Carlyle Group ช่วยสร้างกระแส ประชาสัมพันธ์ สนับสนุนระบอบทักษิณ อย่างเปิดเผย
บริษัทที่โทนี่ นำมาแฉ มีตั้งแต่กลุ่มบริษัท Kenneth Adelman of the Edelman PR Firm ของนายเจมส์ เบเกอร์ อดีต รมว.ต่างประเทศสหรัฐ และบริษัทประชาสัมพันธ์ใหญ่ในเครือข่ายนักการเมืองตระกูลบุช อีกจำนวนมาก บริษัทที่เคลื่อนไหวหนักล่าสุดคือ นาย Robert Amsterdam of Amsterdam & amp; Partners (Chatham House)
โทนี่ ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ยอมทำลายพิธีการทูต เพื่อช่วยเหลือระบอบทักษิณ เพราะในขณะที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทางทักษิณได้รับใช้ผลประโยชน์อเมริกาเต็มที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคง แม้จะถูกทัดทานจากกองทัพบกไทย ทักษิณยังดื้อรั้น ส่งกำลังทหารไปช่วยอเมริกา รบในสงครามรุกรานอีรัก ทักษิณเป็นคนอนุมัติให้ ซีไอเอ ใช้ประเทศไทยทรมานผู้ต้องหาก่อการร้าย ฯลฯนักวิเคราะห์การเมืองชาวอเมริกัน คนนี้ได้สรุปในบทความของเขาว่า“วาทะการทูตอันต่ำทรามของนายแดเนียล ทำให้คนไทยหูตาสว่าง และสำเหนียกว่า แท้จริงแล้วความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการต่อสู้ เพื่อแย่งชิงอำนาจ ระหว่างระบอบทักษิณ กับกลุ่มจารีตเก่า แต่เป็นการต่อสู้ของคนไทย กับอำนาจอิทธิพลจากต่างประเทศ ที่มีวาระทำลายอธิปไตย กระบวนการทางการเมือง และ สถาบันหลักของชาติไทย”
บทสรุปของโทนี่ คาตาลุชชี่ นักวิเคราะห์ ที่รู้เช่นเห็นชาติ นักการเมืองทุนสามานย์ในอเมริกาสอดคล้องกับกระแสข่าวจากพรรคเพื่อไทย ที่บอกว่าทักษิณซึ่งเก็บตัวเงียบตั้งแต่ทหารยึดอำนาจ มีคำสั่งมายังสมุนบริวารว่า ให้อยู่เฉยๆไปก่อนโดยบอกว่า “ระยะนี้ให้พวกเราเก็บตัวเงียบไว้ก่อน ไม่ต้องทำอะไรเพราะมีอเมริกา กับยุโรป ช่วยทำให้แล้ว”
บทบาทของอเมริกาและกลุ่มประเทศอียูที่กดดันประเทศไทยทางการทูต ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยกเลิกศาลทหาร ยกเลิกกฎอัยการศึก และจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว จึงมองได้ว่าเป็นการกระทำที่สมรู้ร่วมคิดกับระบอบทักษิณ พฤติกรรมของนายแดเนียล และ เจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐบางคน ที่เคลื่อนไหวพบปะแกนนำเสื้อแดงทางภาคอีสานทุกวันนี้ จึงเป็นที่ยืนยันได้ว่า ซีไอเอ ได้เข้ามามีบทบาทสร้างความวุ่นวายในประเทศไทยมาเป็นเวลานานแล้ว เหตุร้ายและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่มวลมหาประชาชนหลายล้านคน ประท้วงขับไล่รัฐบาลทรราช หลายคนรู้ว่า ซีไอเอและบริษัทประชาสัมพันธ์ มีส่วนสำคัญในการตายของวีรชน ที่ร่วมขับไล่รัฐบาล ซีไอเอซึ่งมีอยู่กว่า 2,000คนในประเทศไทย ให้การสนับสนุนด้านยุทธวิธี และอาวุธแก่กองกำลังเถื่อน เข่นฆ่าประชาชน หวังจุดชนวนสงครามกลางเมือง บริษัทประชาสัมพันธ์รับหน้าที่สร้างกระแสสงครามกลางเมือง ส่งสื่อในสังกัดไปเกาะติดกองกำลังเถื่อน ตามจังหวัดที่เป็นฐานเสื้อแดงเช่นปทุมธานี อุดรธานี ขอนแก่น เชียงราย เชียงใหม่ ฯลฯ สื่อเหล่านี้สร้างภาพให้เห็นว่า กองกำลังเถื่อนมีศักยภาพมากพอที่จะก่อสงครามกลางเมือง แบ่งแยกประเทศเป็นไทยใต้ กับอีสานล้านนา กระแสสงครามกลางเมืองนอกจากสร้างผ่านกองกำลังเถื่อน ยังสร้างกระแสผ่านคำสัมภาษณ์ของรัฐมนตรีในยุคนั้นด้วย
สถานการณ์ทางการเมือง ในประเทศไทยเกิดขึ้นพร้อมๆกับเหตุการณ์ทางการเมืองในยูเครน คือ ตั้งแต่เดือน ต.ค.2556 การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลทรราชเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน และอเมริกาเข้าไปแทรกแซงพร้อมๆกัน ต่างกันตรงที่ในยูเครน ซีไอเอ ส่งอาวุธไปช่วยผู้ประท้วง โค่นล้มรัฐบาล แต่ในประเทศไทย ซีไอเอ เข้ามาช่วยเข่นฆ่าผู้ประท้วงรัฐบาล ซีไอเอเข้ามาช่วยพยุงฟื้นฟูรัฐบาลลูกสมุนหุ่นเชิด ที่กำลังล่มสลายประเทศยูเครน หลังจากอเมริกา ส่งอาวุธ และเงินไปช่วยโค่นล้ม รัฐบาลฝักใฝ่รัสเซียได้สำเร็จ ผลที่ตามมาคือ เกิดสงครามกลางเมือง ยูเครนแยกออกเป็นสองเสี่ยง ฝ่ายหนึ่งอยู่ใต้อาณัติของอเมริกา ฝ่ายหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย ตั้งแต่เดือนเมษายน2557 จนถึงวันนี้ มีคนล้มตายไปแล้วกว่า 50,000 คน สงครามกลางเมืองในยูเครน กำลังพัฒนาไปเป็นสงครามโลกครั้งที่สาม
ในประเทศไทย ตั้งแต่คณะทหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลเถื่อนของนางสาวยิ่งลักษณ์ เมื่อวันที่22 พ.ค. 2557 คสช สามารถสลายกองกำลังเถื่อนได้ส่วนหนึ่ง ตัดความช่วยเหลือทางด้านก่อการร้ายจากซีไอเอ ลงไปได้ระดับหนึ่ง หยุดยั้งการนองเลือด ทำลายแผนการซีไอเอ ที่จะก่อสงครามกลางเมือง เพื่อทำให้เกิดมิคสัญญีในประเทศไทย ในห้วงเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา คสช.เพียงแต่ทำให้ความรุนแรงที่เกิดจากฝีมือของกองกำลังเถื่อน โดยการสนับสนุนของซีไอเอ หยุดยั้งได้ระดับหนึ่ง แต่ความพยายามทำลายอธิปไตย ความมั่นคง กระบวนการทางการเมืองและสถาบันหลักของชาติ ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ดังกรณีของนายแดเนียล รัสเซล โฆษกกระทรวงต่างประเทศอเมริกา และอุปทูตอเมริกาประจำประเทศไทยถึงเวลาแล้ว ที่คนไทยทุกสีต้องตระหนัก ดังที่โทนี่ คาตาลุชชี่ เตือนว่า ความขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่ ความขัดแย้งระหว่างระบอบทักษิณกับกลุ่มจารีตเก่า “แต่เป็นการต่อสู้ของคนไทย กับอำนาจอิทธิพลจากต่างประเทศ ที่มีวาระทำลายอธิปไตย กระบวนการทางการเมือง และ สถาบันหลักของชาติไทย”
Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ชาวนา 4.0 โอ้ว มันเยี่ยมจริงเล้ยย….ยกระดับวิธีปลูกข้าวให้ได้คุณภาพ เร่งใช้ไอทีเข้าช่วยชาวนาดิจิต้อล

ในฐานะชาวนาแก่ๆ ไปเดินจับพิกัดดาวเทียมที่นาตัวเอง เพื่อขึ้นทะเบียนเกษตรกร ย่อมรู้สึกคึกคักกับชาวนา 4.0

ทูนหัวของบ่าว…ข่าวประชาชาติบอกว่าเมื่อวานนี้ 3 สิงหาคม เขาประชุมยกระดับวิธีปลูกข้าวให้ได้คุณภาพ เร่งใช้ไอทีเข้าช่วยชาวนาดิจิต้อล

แค่ในหมู่บ้านมีศูนย์รวมที่กรรมการ ทำงานเป็นทีม ชาวบ้านก็เกิดการรวมตัวทำประชาคมกันบ่อยขึ้น ดูข่าวสารที่เกี่ยวข้องตัวเองมากขึ้น

ผ่านโทรศัพทฺ์มือถือ 3.0 หรือ 4.0 ก็ไปกันได้ทุกที่ เด็กๆวัยรุ่นสมัยนี้ช่วยลุงป้าน้าอา สบายมาก

ค้าขายผ่านเฟซบุ้คหรือโซเชียลอื่นๆ โดยระบบขนส่งไปรษณีย์ไทย ที่พัฒนามาแข่งกัน ส่งถึงบ้านทุกที่ทั่วไทย

การตลาดก็ก้าวใกล ไปเร็ว

ที่สำคัญเขาเชิญผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นมาเล่า…ข้าวญี่ปุ่น ชาวนาญี่ปุ่นทำไมก้าวใกล หวังให้ชาวนาไทยตื่นตัว

สุโค่ย…

แคน ไทเมือง

14702281371470228189l

ยกระดับวิธีปลูกข้าวให้ได้คุณภาพ เร่งใช้ไอทีเข้าช่วย-ดันรัฐสร้างแอพฯให้ชาวนาตรวจสอบสภาพผืนนา

เร่งยกระดับ”ชาวนา”ใช้ไอทีทำเกษตรยุคใหม่ลดปัญหากำลังคน-แก้ปัญหาข้าวไม่มีคุณภาพ ดันรัฐสร้างแอพฯให้ชาวนาคอยติดตามตรวจสอบสภาพผืนนา

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม เวลา 08.00 น. ณ ห้องคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ มีการเปิดเวทีสัมนา “โลกเปลี่ยนไว ชาวนาไทยต้องปรับ” นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดงานว่า การพัฒนาเกษตรสมัยใหม่มีอยู่สามประเด็นหลักคือ วิวัฒนาการเกษตร การเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่

“วิวัฒนาการเกษตรของโลกและของประเทศไทย การเกษตรของโลกพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งด้านคุณภาพของข้าว และเกษตรกร ผิดกับประเทศไทยที่คนไทยยังยึดหลักการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไม่เปิดรับเทคโนโลยีเข้ามา ทำให้โลกพัฒนาไปข้างหน้าแต่ประเทศไทยยังย่ำอยู่ที่เดิม สมควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบการเกษตรของไทย พัฒนาคนโดยนำจักรกลเข้ามาร่วมด้วย สอนให้เกษตรกรรู้จักลดแรงคนแล้วนำเครื่องจักรเข้ามาทดแทนถือเป็นการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ากระทรวงต้องมีแผนเตรียมรองรับชาวนา หากเกิดปัญหาชาวนาต้องได้รับการคุ้มครองผลผลิต” นายศักดิ์ชัยกล่าว

ทั้งนี้ นายซึโตมุ มิยาโกชิ ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญพิเศษ (ข้าว) บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และอดีตที่ปรึกษาด้านเทคนิคการปลูกประจำบริษัท คูโบต้า คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) ขึ้นปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ก้าวสู่การเป็นชาวนามืออาชีพแบบญี่ปุ่น” ว่า สถานการณ์ผลิตข้าวในญี่ปุ่นปัจจุบันมียุทธศาสตร์ 6 ทวีคูณคือ  ขั้นที่1 การเกษตร  ขั้นที่ 2 แปรรูป ขั้นที่3 จำหน่าย โดยนำเอาหมายเลข 1+2+3 จะเท่ากับ 6 หรือแม้จะคูณคำตอบก็คือหกอยู่ดี โดยการเกษตรของญี่ปุ่นในหนึ่งปีปลูกข้าวได้เพียง 6 เดือน เพราะอากาศหนาว ซึ่งก็เจอปัญหาข้าวคุณภาพสูงปะปนกับข้าวคุณภาพต่ำ จะมีองค์กรคอยดูแลชื่อ JGAP คือการตรวจสอบมาตรฐานดูแลผลผลิตให้ได้มาตรฐาน ญี่ปุ่นยังเห็นความปลอดภัยของลูกค้าเป็นหลักส่งผลให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น สินค้าเกษตรทุกตัวจะมีบาร์โค้ดเพื่อตรวจสอบที่มาและคุณภาพ

ไม่เพียงเท่านั้นประเทศญี่ปุ่นยังมีเทคนิคการผลิตข้าวจะมีการเตรียมดินด้วยวิธีการไถแบบระเบิดหน้าดินซึ่งจะทำทุกๆสามปี มีการทิ้งฟางบนหน้าดินเพื่อเพิ่มความชุ่นชื้นให้กับดิน และเน้นไปที่น้ำจะมีกำหนด เวลา วันที่ อย่างชัดเจนว่าช่วงไหนน้ำมากน้ำน้อย เมื่อถึงตอนเก็บเกี่ยวจะกำหนดเวลาล่วงหน้าเอาไว้ ดูสีต้น รวงข้าว เพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุด แม้ข้าวของประเทศญี่ปุ่นจะมีราคาแพงแต่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก 1 กก. ราคาอยู่ที่ 11,300 เยน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,000 บาท เรียกได้ว่าขายคุณภาพกันอย่างที่เห็น

“เทคนิคการปลูกข้าวให้ได้คุณภาพต้องใช้นวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามามีส่วนร่วมเราจะรวมกลุ่มกันผลิตและจัดการร่วมกัน หัวหน้าจะสั่งงานผ่านคอมพิวเตอร์ไปถึงผู้ถือโทรศัพท์ว่าตอนนี้ข้าวแปลงไหนพร้อมเก็บเกี่ยวให้ตามตำแหน่งไป ใช้รถแทรกเตอร์เก็บเกี่ยว หรือแม้แต่หว่านปุ๋ยเพราะมีความประณีตมากกว่าแรงคน เราควรยอมรับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยลดแรงงานจะทำให้ข้าวมีคุณภาพ เกษตรกรมีรายได้ มีฐานชีวิตที่มั่นคง หากจะเอาชนะต้องมีการวางแผน เพราะแผนที่ดีจะทำให้เราสำเร็จ การลงมือทำจะทำให้เราไม่พ่ายแพ้ ต้องสู้จนถึงที่สุด”นายซึโตมุกล่าว

ด้านนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับต้นๆ ของโลก นำรายได้สู่ประเทศเฉลี่ย 1.5 แสนล้านบาทต่อปี แม้จะประสบปัญหาหลายด้าน แต่ภาพรวมของข้าวประเทศไทยปีนี้ดีขึ้น เรื่องราคาข้าวต้องดูช่วงเวลาสอดคล้องกับปัจจัยต่างๆ ประเมินพื้นที่การปลูกข้าวเอาไว้กว่า 54 ล้าน ณ วันนี้พื้นที่ปลูกข้าวมีประมาณ 37 ล้านได้ ยังถือว่าไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้

นายโอภาส ธันวารชร กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ทางคูโบต้าจะทำแปลงสาธิตให้และมีกลุ่มลงไปช่วยงาน เพื่อให้เกษตรกรมีแนวทางในการทำการเกษตร พัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเรายังอยู่อันดับกลางๆ หากเกษตรกรเข้าร่วมสามารถใช้เครื่องจักรจากรัฐบาลได้ โดยปัจจุบันอัตราการใช้เครื่องจักรมีมากถึง 75% อีก 25% คือพืชไร่ที่ยังเก็บเกี่ยวไม่ได้ ซึ่งอัตราการใช้เครื่องจักรเพิ่มยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเผชิญในปัจจุบันของชาวนาไทยคือ การลดจำนวนชาวนาลงเหลือคนที่เป็นมืออาชีพและเข้าร่วมกับการตลาด เพื่อเป็นแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงให้มีการปรับตัวทำงานร่วมกับบริษัทที่จะเข้ามาช่วยเหลือให้ได้ รัฐสามารถเข้ามาแทรกแซงได้ แต่ก็ต้องให้เกษตรกรมีสิทธิ์เลือกด้วย  และยังต้องเชื่อมั่นในกลไกตลาด หากก็ยังพบข้อบกพร่องคือประเทศไทยด้อยเรื่องการวิจัยเกษตร แต่ต่างประเทศมีการพัฒนาวิจัยการเกษตรอย่างแพร่หลาย

“วันนี้ข้าวหอมมะลิของเราไม่หอมอีกต่อไปแล้ว ต้องมีวิจัยและไอทีเพื่อความสำเร็จอันยั่งยืนของชาวนา” ดร.นิพนธ์กล่าว

ดร. อภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย อดีตอธิบดีกรมการข้าว/อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การทำการเกษตรสมัยใหม่ด้วยไอทีควรส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยี เริ่มจากการใช้ดาวเทียมสำรวจพื้นที่เพาะปลูก เก็บข้อมูลโดยไม่ใช้คน รัฐบาลต้องเข้ามาพัฒนาด้วย โดยให้ชาวนาดูผืนนาผ่าน Applications ทางการเกษตร ภาครัฐควรเป็นกลไกหลัก ทำให้ชาวนากับเทคโนโลยีเดินคู่กันได้ หากรวมกลุ่มกันแล้วเริ่มลงมือโดยใช้เทคโนโลยีเกษตรกรไทยก็จะยั่งยืน

นายอำนวย ปะติเส ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การที่จะดูแลกลุ่ม หรือสหกรณ์ยังมองว่าเป็นการรวมตัวที่ไม่แน่นหนา อาจเกิดจากนิสัยแรกเริ่มมีการรวมกลุ่มได้เยอะ พัฒนาร่วมกันจนไปในทิศทางที่ดี เมื่อเห็นผลประโยชน์หัวหน้าก็ทิ้งลูกทีมแล้วหวังผลเพียงคนเดียว เบื้องต้นต้องให้เกษตรกรเข้มแข็งก่อน มองไปที่การตลาดอย่าคิดว่าต้องทำนาแล้วส่งข้าวออกนอกเพราะคงขาดทุน เปิดโอกาสให้นายทุนร่วมหุ้นกับเกษตรกรได้ ผู้สนับสนุนหลักคือภาคเอกชนอยู่แล้ว ทำเอาบรรยากาศการเสวนาตึงเครียดขึ้นมาทันที

สอดคล้องกับ นายบุญมี สุระโคตร ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง (เกษตรทิพย์) จ.ศรีสะเกษ ต้นแบบชาวนายุคใหม่ กล่าวว่า ข้อผิดพลาดของเกษตรกรคือการทำการเกษตรแบบเดิม ขาดความรู้วิทยาศาสตร์ ไม่เคยปลูกฝังให้รุ่นลูกทำเกษตรเพราะกลัวความลำบาก หาทางออกเองไม่เรียนรู้งานวิทยาศาสตร์ เมื่อเปรียบเทียบกับงานระหว่างแบบเดิมกับงานที่ใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยก็จะเห็นข้อแตกต่าง จึงรวมกลุ่มชาวบ้านมากว่า 12 ปี เมื่อก่อนทำเท่าไหร่ขายเท่านั้นไม่เคยสนใจการตลาดทำให้เกษตรกรไม่พัฒนา ต้องทำให้ชาวบ้านเชื่อถือ ยอมใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาในงานเกษตรซึ่งทั้งหมดนี้ภาคเอกชนมีส่วนช่วยเต็มที่ ทำให้ต้องย้อนกลับมามองที่ภาครัฐ แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็อยากให้ทุกภาคส่วนเข้าช่วยเหลือ

นายวัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการ บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด กล่าวปิดท้ายการเสวนาว่า การตลาดข้าวของไทยตอนนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากแม้การค้าขายออนไลน์จะมีมากแต่ก็สู้การตลาดปกติไม่ได้ ข้าวมีน้ำหนักยากต่อการขนส่ง ข้าวของประเทศไทยควรมีอะไรแปลกใหม่เพื่อเป็นการดึงดูดผู้บริโภค ทำข้าวให้เหนือกว่าเขาหรือแตกต่างก็ขายได้แล้ว เท่านี้การตลาดเราก็เหนือกว่าแล้ว

ข่าวประชาชาติธุรกิจ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ถ้าโพลโค้งสุดท้ายรับร่างฯสูงขนาดนี้ ลงประชามติจริงก็ผ่านฉลุย ความเชื่อมั่นติดกับภาพผู้นำ”นายกลุงตู่”

ไม่อยากจะชี้นำว่าควรรับหรือไม่ควรรับ แต่อยากฝากข้อคิดว่า การเมืองไทยติดอยู่กับภาพผู้นำของยุคนั้นๆ

ถ้ายังครองใจประชาชนได้มาก เสียงสนับสนุนก็มาก ที่มีความรู้สึกหวั่นๆ ก็เป็นไปตามธรรมชาติของการแข่งขันเลือกข้าง

ท้ายที่สุดมันขึ้นกับว่า ประชาชนเชื่อใจผู้นำมากหรือน้อย ถ้าไว้ใจมากก็เข้าข้างมาก ทำอะไรก็ดีไปหมด

ผมจึงไม่ค่อยหวั่นไหวกับเสียงนักการเมืองหน้าเดิมๆ ที่ประชาชนเหม็นเบื่อเต็มทน

ผมออกไปเดินสาย ตจว. ชาวบ้านเชียร์ลุงตู่เฮ ๆ ๆ ทุกโครงการที่ลงไปล้วนให้กับประชาชนโดยตรง

ได้ยินเต็มสองหู แค่รัฐบาลไม่โกงจนหมด เงินงบประมาณหลายแสนล้านตกถึงมือประชาชนชัดเจนที่สุด

พูดแล้วก็เหมือนนิยาย รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ชาวบ้านตาดำๆ มากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา

ไม่ว่า ทักษิณ อภิสิทธิ์ หรือแม้แต่ยิ่งลักษณ์

พวกเขารู้แล้ว แค่รัฐบาลไม่โกง เงินก็ตกถึงประชาชนไปเต็ม ๆ

แล้วจะไปหวั่นไหวอะไรกับการลงประชามติ

ท้ากินตัวเวลานี้ หากให้ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง

นายกลุงตู่ชนะขาด ทุกอดีตนายกฯ เชื่อดิ…

แคน ไทเมือง

http://news.thaipbs.or.th/content/254457

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment