ประวัติศาสตร์การเมือง : ทำไมทักษิณจึงไว้ใจ ดร.วิษณุ เครืองาม?

7

เรื่องเล่าจากเนติบริกร ว่าด้วย ทักษิณ พจมาน ยิ่งลักษณ์ …ใครหนอฉลาดนุ่มนวล ?

ก่อนที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี  จะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

ถ้า น้องสาวสุดเลิฟ ได้ย้อนดูบทเรียนของพี่ชายอย่างเจาะลึก บางทียิ่งลักษณ์อาจไม่พบจุดจบทางการเมืองแบบทักษิณในปี 2549

บุคคลที่บันทึกเรื่องราว ความสำเร็จ และความล้มเหลว ของทักษิณ ได้อย่างตรงไปตรงมา และค่อนข้างละเอียด ทุกช่วงนาทีสำคัญที่สุดก็คือ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี

มติชนออนไลน์ นำเรื่องเล่า “วิษณุ เครืองาม” เนติบริกรชั้นหนึ่ง จากหนังสือ โลกนี้คือละคร  ของสำนักพิมพ์มติชน มานำเสนอบางส่วน ดังนี้…

ดร.วิษณุ เครืองาม เล่าไว้ในบทที่ว่าด้วย เป็นรองนายกรัฐมนตรี ตอนหนึ่งว่า

…. ผมเคยได้ยินชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ พอๆ กับที่ใครต่อใครได้ยิน โดยไม่เคยเห็นตัวจริงซึ่งกันและกัน

วันหนึ่ง มีคดีระหว่างองค์การโทรศัพท์กับบริษัทของคุณทักษิณ ซึ่งคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นซีอีโอ พิพาทกันเป็นเงินนับร้อยล้าน เรื่องต้องส่งให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา  ทางองค์การตั้งคุณชัยเกษม นิติสิริ เป็นอนุญาโตตุลาการ บริษัทตั้งอัยการเก่าอีกคนหนึ่ง

ทั้งสองคนเลือกผมมาเป็นประธาน  อนุญาโตฯแต่ละคนตัดสินให้แต่ละฝ่ายชนะ

ผมกลายเป็นคนต้องชี้ขาดโดยเห็นด้วยกับฝ่ายองค์การ ให้องค์การชนะสองต่อหนึ่งดังนั้น

เมื่ออีกหลายปีต่อมา คุณทักษิณมาเป็นนายกฯ มีลูกน้องคุณทักษิณมาชี้หน้าผมเหมือนกันว่าคนนี้แหละที่ตัดสินให้เราแพ้องค์การโทรศัพท์

ผมชักหนาวๆ ร้อนๆ เหมือนกัน แต่ใจนึกว่าเอาไงก็เอากันวะ

วันหนึ่ง คุณทักษิณเรียกผมไปประชุมอะไรอย่างหนึ่งที่ห้องทำงานนายกฯ บนตึกไทยคู่ฟ้า

ตอนนั้นมีประเด็นว่า ถ้าเรื่องขอกระทรวงหนึ่งที่กำลังอยู่ในชั้นอนุญาโตตุลาการแพ้ รัฐบาลจะทำอย่างไร  พูดกันไปพูดกันมาคุณทักษิณก็นึกได้ บอกคนในห้องว่า “เลขาฯวิษณุเคยชี้ขาดให้ผมแพ้ต้องจ่ายเงินหรือขาดกำไรไปหลายสิบล้าน แต่เขาทำถูกแล้ว ถ้ามาเอาใจผมในวันนั้น วันนี้ผมก็ไม่กล้าใช้คนอย่างนี้ !”

คุณทักษิณจะพูดจริงหรือพูดเล่น จะชมหรือประชดก็ตาม แต่ผมรู้สึกดีๆ ต่อคุณทักษิณขึ้นเยอะ !

ผมเกี่ยวข้องกับคุณทักษิณอีกเรื่องในสมัยรัฐบาลชวน 1 เมื่อพรรคพลังธรรมซึ่งร่วมรัฐบาลอยู่ ได้ขอปรับคณะรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเอง เลยพลอยให้รัฐบาลกระเพื่อมไปด้วย เพราะทุกพรรคก็จะขอปรับตามเช่นกัน  พรรคพลังธรรมปรับเอา คุณประสงค์ สุ่นศิริ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และจะเอา คุณทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเป็นแทน

บัดนั้น ก็มีเสียงกระหึ่มคัดค้านคุณทักษิณ ในทำนองว่าน่าจะขาดคุณสมบัติ เพราะไปมีหุ้นในกิจการสัมปทานกับรัฐ รวมทั้งข่าวว่าคุณทักษิณมีส่วนพัวพันกับการพยายามยึดอำนาจในกัมพูชา  สำหรับกรณีหลังนั้นไม่ใช่เรื่องของคุณสมบัติ แต่เป็นเรื่องความเหมาะสมที่นายกรัฐมนตรีจะต้องพิจารณาเอง

สิ่งที่พอทำได้คือ ผมหาข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคงแห่งชาติ ส่งให้นายกฯ ชวนประกอบการพิจารณา  แต่กรณีแรกนั้นเป็นเรื่องคุณสมบัติโดยตรง  จากการตรวจสอบในทางลับโดยใช้กระบวนการหลายอย่างเช่น ตรวจสอบกับทางกระทรวงพาณิชย์ตลาดหลักทรัพย์ บริษัทที่เกี่ยวข้อง ไม่ปรากฏว่าคุณทักษิณขาดคุณสมบัติ

ผมจึงรายงานนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านก็อนุญาตให้นำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งได้

แต่กระบวนการก็ยังล่าช้า เพราะติดอยู่ที่โควต้ารัฐมนตรีของพรรคความหวังใหม่ ซึ่ง ณ วันนั้นยังแต่งตั้งไม่ได้เพราะติดขัดที่คุณสมบัติของบุคคลบางคน แต่ถ้ารออีกสองสามวันจะเรียบร้อยเพราะเคลียร์เสร็จแล้ว

ระหว่างนั้นข่าวก็ออกไปทุกวันว่า ที่ล่าช้าอยู่เพราะติดขัดที่คุณสมบัติคุณทักษิณ เรื่องนี้ดูท่านจะเดือดร้อนอยู่มาก มีการตัดพ้อต่อว่าทำนองว่า ถ้าเลขาฯ วิษณุไม่รับใช้พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งกันท่าท่าน ก็คงเป็นเพราะรู้เห็นเป็นใจกับคุณประสงค์ สุ่นศิริ ซึ่งยังไม่อยากพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ

ความจริงเป็นเวรเป็นกรรมไปซัดทอดพรรคประชาธิปัตย์และคุณประสงค์ ซึ่งนอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น ขนาดนายกฯ ชวน ยังโทร.มาถามผมว่าติดขัดอะไร ผมต้องกราบเรียนว่า ติดที่อีกพรรค คุณสุขวิช รังสิตพล กำลังจะลาออกจากตำแหน่งในการทางพิเศษแห่งประเทศไทย แต่ขณะนี้ยังไม่ออก ครั้นจะทำไปก่อนทีละขยักก็จะเป็นการรบกวนเบื้องพระยุคลบาทหลายหน

คนสนิทคนหนึ่งของคุณทักษิณ โทร.มาตามให้ผมไปอธิบายให้คุณทักษิณฟังที่บ้าน ดูเหมือนตอนนั้นจะอยู่ซอยลือชา ว่าที่ช้าเป็นเพราะอะไร

ผมตอบปฏิเสธว่า ไม่ใช่หน้าที่ที่จะต้องวิ่งไปเที่ยวอธิบาย เพราะคุณทักษิณยังไม่ได้มีสถานะอะไร รัฐมนตรีก็ยังไม่ได้เป็น แต่ขอโทร.ไปเรียนให้พลตรีจำลอง ศรีเมือง ทราบแทน ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังธรรมที่ร่วมรัฐบาล คนสนิทคนนั้นเคืองผมต่อมาอีกนาน

เมื่อแต่งตั้งคุณทักษิณเรียบร้อยแล้ว วันหนึ่งมีการแพร่ข่าวอีกว่าคุณทักษิณขาดคุณสมบัติ และลืออีกว่าเรื่องนี้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีคือตัวผมเองทราบเรื่องดีแต่แรก แต่นายกฯ กลัวพรรคพลังธรรมจึงเสนอชื่อคุณทักษิณอยู่ดี ผมจึงทำบันทึกอีกฉบับยืนยันถึงนายกรัฐมนตรีและนำเรียนราชเลขาธิการด้วย

วันหนึ่ง มีคนไปถามรัฐมนตรีทักษิณที่กระทรวงการต่างประเทศทำนองว่า “เขาว่าตอนนั้นท่านขาดคุณสมบัติ” เท่านั้นเอง รัฐมนตรีทักษิณก็ออกอาการน็อตหลุด เอ็ดตะโรลั่นว่า “เขาไหน…เขาเลขา ครม. ใช่ไหม เป็นแผนการที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรียอมตกเป็นเครื่องมือปล่อยข่าว ถ้าเขารู้ว่าผมขาดคุณสมบัติแล้วทำไมจึงไปรายงานตอนแรกว่าผมมีคุณสมบัติครบถ้วน เสร็จแล้วแอบมาแทงผมข้างหลัง ข้าราชการอย่างนี้แย่มาก!”

คราวนี้เรื่องท่าจะไปกันใหญ่ หนังสือพิมพ์หลายฉบับพาดหัวข่าวทำนองว่า วิษณุแทงข้างหลังทักษิณ ผมจึงขออนุญาตนายกฯชวนไปพบคุณทักษิณ โดยนำสำเนาบันทึกที่ผมทำถึงนายกฯ และสำเนาหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาก่อนหน้านี้ไปให้ท่านดู เพื่อแสดงว่าผมไม่เคยแสดงสัญญาณใดกับใครว่าคุณทักษิณขาดคุณสมบัติ  ตรงกันข้ามเคยรับรองด้วยซ้ำว่าเท่าที่ตรวจได้ ไม่พบว่าขาดคุณสมบัติ คุณทักษิณอ่านแล้วตบหลังตบไหล่ทำนองว่าขอโทษขอโพย ตอนนี้รู้แล้วว่าใครแทงข้างหลัง

ว่าแล้วก็ชวนผมคุยเรื่องลมฟ้าอากาศดูหนังฟังเพลงอะไรไปตามเรื่อง

วันนั้นผมนึกในใจว่า“คนจะทำงานใหญ่ไม่ควรปากไวใจเร็ว แต่เมื่อกล้าออกปากขอโทษก็เป็นลูกผู้ชาย ยังอยู่ในวิสัยน่าจะทำงานใหญ่ได้ !”

เมื่อรัฐบาลนายกฯ ชวนยุบสภา คุณทักษิณตั้งพรรคแล้ว และกำลังเตรียมจะลงเลือกตั้งในปี 2543  ผมยังได้พบท่านอีกหลายครั้ง แต่ไม่ได้คุยกันเรื่องการเมือง  ครั้นเมื่อพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งทั่วไปจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ คุณทักษิณจึงให้ผมไปพบที่บ้านจันทร์ส่องหล้า เพื่อซักซ้อมกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลและการที่รัฐบาลจะเข้าทำงาน  หลังจากนั้นก็เคยเชิญผมและครอบครัวไปรับประทานอาหารค่ำที่บ้านร่วมกับแขกคนอื่นๆ อีกหลายครั้ง

คนที่น่าประทับใจคนหนึ่งคือคุณหญิงพจมาน ผมได้เห็นการวางตัวที่ดี ไม่พูดเรื่องการเมืองเลยแต่โอภาปราศรัยกับแขกอย่างอ่อนโยน เป็นกันเอง แสดงความเอาใจใส่ในสารทุกข์สุกดิบ  เมื่อรู้ว่าภริยาของผมป่วยเป็นโรคไตต้องเข้ารับการผ่าตัด ก็กุลีกุจอปวารณาตัวว่าจะฝากฝังหมอที่โรงพยาบาลของท่านให้ เอาใจใส่ดูแลแม้แต่อาหารการกิน การเดินการเหิน จนภริยาผมบอกว่าทีหลังอย่ามาชวนไปอีกเพราะเกรงใจคุณหญิงเหลือกำลัง

ปี  2544  เป็นปีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประสบปัญหาคดีไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งกลายเป็นคดีใหญ่ที่ ป.ป.ช. ชี้มูล และเรื่องอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อคดียุติลงด้วยการที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่านายกฯ ทักษิณไม่ผิด

คุณทักษิณก็ดูจะมุมานะทำงานมากขึ้น กระฉับกระเฉงขึ้น ไวขึ้น และเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น  ตัวท่านเองเปรยว่าช่วงแรกยังต้องเบรกๆ บ้าง กลัวศาลตัดสินให้พ้นตำแหน่ง แต่ต่อไปนี้ ต้องเร่งกำลังสองเท่า พวกข้าราชการได้ฟังพากันตาเหลือก เพราะขนาดเบรกๆ ยังตามกันไม่ค่อยทัน

จุดเปลี่ยนแปลง

กลางปี  2545   คุณทักษิณเป็นนายกฯ มาได้ปีเศษ     วันหนึ่งนายกฯทักษิณอารมณ์ดีถามขึ้นว่า คุณอยู่มาครบ 4  ปีจนต่ออายุฯแล้วหนึ่งหน หนนี้ถ้าผมไม่ต่อให้ คุณจะไปทำอะไร

ผมเรียนไปว่า กำลังอยากกลับไปอยู่จุฬาฯ  แต่ว่าไม่ได้ ปีหน้าลูกผมเรียนจบกฎหมายที่จุฬาฯ คงไปเรียนต่อที่เมืองนอก ผมอาจขอลาออกไปสอนหนังสืออยู่เมืองนอกและอยู่กับลูกก็ได้ โดยเฉพาะถ้าได้สอนที่มหาวิทยาลัยแห่งเดียวกับที่ลูกเรียน

นายกฯ ทักษิณ เปรยว่า มีคนบอกว่าน่าจะให้คุณไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ผมไม่ได้ตอบอะไร เพราะอันที่จริงตอนนั้นผมก็รักษาการในตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่งอยู่แล้ว

วันหนึ่ง ในราวเดือนสิงหาคม  2545  ผู้ใหญ่ที่ผมคุ้นเคยและเคารพนับถือคนหนึ่ง คือ คุณชัชวาล อภิบาลศรี และเพื่อนเรียน วปอ. รุ่น  399  รุ่นเดียวกับผมอีกคนชื่อ คุณบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ซึ่งเป็นญาติกับคุณหญิงพจมาน ได้ชวนผมไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ร้านอาหาร ส.บ.ล. วังบูรพา

การสนทนาแกล้มอาหารมื้อนั้น ในระยะแรกๆ ก็ยังเป็นเรื่องสัพเพเหระ หนักเข้าก็เป็นเรื่องการบ้านการเมือง ผมได้ปรารภจุดแข็ง-จุดอ่อนของนายกฯ ทักษิณ ให้คุณบรรณพจน์ฟัง ตามประสาคนรู้จักกัน และวิตกว่า“คุณทักษิณหลังคดีซุกหุ้นไม่เหมือนกับเมื่อก่อน เพราะท่านมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น เหมือนคนไม่มีอะไรมายื้อยุดฉุดยั้งอีกแล้ว จึงอาจระมัดระวังน้อยลง ฟังคนน้อยลงเหมือนอั้นมานาน และให้ความสำคัญแก่เป้าหมายปลายทางมากกว่าวิธีการจนอาจพลาดได้ง่าย

เช่น มักคิดว่าถ้าเจตนาดีจะช่วยคนจน จะปราบยาเสพติด จะทำให้ประเทศเจริญแล้ว วิธีการอะไรก็ช่างมัน ไหนจะมีเงิน ไหนจะมีสติปัญญา ไหนจะมีพวกพ้องเสียงเชียร์มาก ไหนจะมีเสียงในสภาท่วมท้น ไหนจะหมดชนักปักหลัง

คนอย่างนี้ผมเห็นมามากแล้ว ว่าจะคึกคะนอง ดุจอินทรชิตที่ได้ฤทธิ์จากพระเป็นเจ้า จนบิดเบือนกายินทร์ เหมือนองค์อมรินทร์ทรงคชเอราวัณได้

ข้อสำคัญคือ เกรงว่ารูปโฉมประเทศไทยจากนี้ไป จะเป็นรัฐตำรวจ มากกว่านิติรัฐ

อีกสาเหตุคือสาเหตุหนึ่งคือ

และข้อสำคัญคือรัฐบาลขาดมือกฎหมาย ผมไม่ได้แนะให้ตั้งใครมาเป็นมือกฎหมาย แต่แนะไปว่ารัฐบาลควรพึ่งพาคณะกรรมการกฤษฎีกาให้มาก ขยันหารือเข้าไว้ขณะนั้นรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับ พ.ศ.  2540  เพิ่งมีผลใช้บังคับเต็มอัตรากับรัฐบาลชุดนี้เป็นชุดแรก จึงควรระวังอิทธิฤทธิ์ ซึ่งผมเชื่อว่าจะพลาดเข้าสักวัน

หากไม่อยากหารือกฤษฎีกาเพราะกลัวช้า ก็อาจทำอย่างที่รัฐบาลอาจารย์สัญญา พลเอกเปรม และพลเอกชาติชายเคยทำ คือตั้งคณะที่ปรึกษากฎหมายรัฐบาลเอาไว้ประจำทำเนียบ จะได้เรียกใช้ได้ตลอด  24 ชั่วโมง แม้ความน่าเชื่อถือจะน้อยกว่าคณะกรรมการกฤษฎีกา  เราได้คุยกันแม้กระทั่งว่าใครน่าจะเป็นที่ปรึกษาบ้าง ผมให้ชื่อไปราวสิบคน ก็คนดังๆ ในเวลานี้แหละครับ   แต่มาวันนี้ คนเหล่านั้นกลายเป็นอยู่คนละข้างกับคุณทักษิณทั้งนั้น

คุณบรรณพจน์กินไป ฟังไป จดไป ไม่พูดไม่จา ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยของท่านอยู่แล้ว  พอลับหลังคุณบรรณพจน์ ผมยังแอบนินทากับคุณชัชวาลว่า ที่คุณบรรณพจน์จดไป คงหายหกตกหล่นกลางทางหมด เหลือไปถึงนายกฯ ทักษิณ สักหนึ่งในสิบส่วนกระมัง !

สามวันต่อมา คุณหญิงพจมานเชิญผมไปพบที่บ้าน กระดาษที่คุณบรรณพจน์จดไปวางอยู่ข้างหน้า คุณหญิงให้ผมวิจารณ์รัฐบาลให้ฟังอีกหนว่า ใครเป็นอย่างไร นายกฯเป็นอย่างไร ปัญหาในการทำงานมีอะไรบ้าง ที่ว่าไม่ค่อยฟังใครเช่นเรื่องอะไร ถ้าไม่ฟังแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คณะที่ปรึกษาสิบคนที่ผมเสนอแนะนั้นผมรู้จักไหม ไว้ใจได้ไหม คุณหญิงถามอย่างคนไม่รู้ โดยไม่เสริมหรือออกความเห็นเสียเองแม้แต่ประโยคเดียว

ลงท้ายก็เล่าว่า คุณบรรณพจน์มาเล่าให้ฟังว่า วันนั้นคุยกับผมได้ความว่าอย่างไร ว่าแล้วก็ไต่ถามถึงสุขภาพภริยาผม  ตอนเดินออกมาส่งที่หน้าบ้านยังถามด้วยว่า ตกลงจะกลับไปอยู่จุฬาฯหรือจะไปเฝ้าลูกชายที่เมืองนอก!” แสดงว่านายกฯ ทักษิณเคยคุยเรื่องนี้กับคุณหญิง!

ไม่กี่วันหลังจากนั้นราวเดือนกันยายน  2545   นายกฯ มีภารกิจเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทที่วังไกลกังวล หัวหิน ในฐานะเลขาธิการคณะรัฐมนตรีผมได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯ ด้วย นายกฯได้กราบบังคมทูลถวายรายงานข้อราชการตามปกติ ซึ่งถือเป็นพระราชสิทธิที่จะทรงได้รับการกราบบังคมทูลถวายรายงานจากรัฐบาล เรื่องใหญ่ของรัฐบาลเวลานั้นคือการจะปฏิรูประบบราชการ

ตอนหนึ่งรับสั่งถามอย่างเป็นห่วงว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ของทำเล่นใครจะดูแล

นายกฯกราบบังคมทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า

รับสั่งถามว่าแล้วที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจน การพัฒนาแหล่งน้ำ ที่ดิน ที่ทำกินซึ่งยืดเยื้อมานานซึ่งทรงเป็นห่วงมาก เป็นภารกิจหลักของรัฐบาลใครจะดูแล

นายกฯ ก็กราบบังคมทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า

รับสั่งถามถึงกี่เรื่อง นายกฯก็กราบบังคมทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า

ลงท้ายรับสั่งว่า “เรื่องศาสนาก็เป็นเรื่องใหญ่ ละเอียดอ่อน เวลานี้มีปัญหา ใครจะดูแล”

นายกฯ ก็กราบบังคมทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า

กลับออกมาจากเข้าเฝ้าฯ คืนนั้น ยังไม่ทันพ้นประตูวังไกลกังวล นายกฯ ก็จ้องหน้าผม ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดว่า“ผมมาคิดดูแล้ว นี่เป็นเรื่องบ้านเมืองนะ ไม่ใช่เรื่องการเมือง เอ.! ที่กราบบังคมทูลว่าข้าพระพุทธเจ้าน่ะ ผมว่าผมทำไม่ไหวหรอก ต้องหาคนมาช่วย คุณต้องมาช่วยเสียแล้ว”

ผมตอบไปว่า อ้าว ! ก็ช่วยอยู่แล้วนี่ครับ

หลังจากนั้นพบกันอีกกี่หน นายกฯก็ไม่เคยปริปากพูดเรื่องทำนองนี้อีก ผมก็เงียบเสียเพราะไม่รู้ว่าคำพูดของท่านเป็นการชี้ชวน หรือโยนหินถามทาง

เย็นวันหนึ่งฝนตกหนัก ผมกำลังจะกลับบ้าน ท่านนายกฯ โทร.มาชวนว่าอย่าเพิ่งกลับเลย ท่านนัดนักธุรกิจชั้นนำของประเทศคุยกันที่บางกอกคลับ ถนนสาทร ขอให้ผมไปเป็นเพื่อน เราไปกันแค่สองคนพอโผล่เข้าไปที่ห้องส่วนตัวในบางกอกคลับก็พบว่ามี

ท่านเหล่านี้แหละที่ทำให้จีดีพีของประเทศไทยสูง  คุณทักษิณแนะนำผมว่าชวนให้มาช่วยจำข้อเสนอของพวกท่าน  ว่าแล้วก็คุยกันถึงเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ไขกฎบัตรกฎหมาย ระเบียบ กติกามารยาท แล้วก็กินข้าวดื่มไวน์ไปตามเรื่อง  ขากลับคุณสถาพรยังถามผมว่า คุณไปเดินเตร่อยู่แถวไหนเขาถึงชวนคุณมาด้วย ผมว่าชอบกลแล้วละ เพราะงานอย่างนี้เป็นหน้าที่รองนายกฯ ไม่ใช่หน้าที่เลขาฯ ครม.!

เมื่อใกล้เวลาที่รัฐสภาจะผ่านร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการ ก็เกิดปัญหาเฉพาะหน้าขึ้นในเวลานั้นว่า บรรดารัฐมนตรีทั้งหลายได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งในกระทรวงซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534  ซึ่งเป็นฉบับเก่า

ดังนั้น เมื่อกฎหมายจะต้องยกเลิก พ.ร.บ. เก่าทั้งฉบับ รัฐมนตรีเหล่านั้นจะเปลี่ยนมาว่าการหรือช่วยว่าการกระทรวงที่ปรับปรุงใหม่บางทีก็มีชื่อกระทรวงใหม่ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ.2545  ได้โดยอัตโนมัติหรือไม่ อย่างไร เพราะอาจถูกท้วงได้ว่าไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ทั้งที่มาอยู่กระทรวงใหม่

ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นปัญหากฎหมายที่จะถกเถียงกันในอนาคตผมจึงแนะนำว่า ควรขอให้รัฐมนตรีเดิมทุกคน ยกเว้นนายกรัฐมนตรีเขียนใบลาออกจากตำแหน่งให้หมด แล้วแต่งตั้งใหม่ทั้งคณะ  ซึ่งอาจปรับเอาคนเดิมบางคนออก แต่งตั้งคนใหม่เข้ามา หรือสลับสับเปลี่ยนย้ายกระทรวงก็ได้ ส่วนที่ต้องเก็บนายกรัฐมนตรีคนเดิมไว้ เพราะไม่ได้ว่าการกระทรวงใดๆ และจะได้ไม่ต้องแถลงนโยบายใหม่

วันที่  30  กันยายน  2545  ท่านนายกฯ เรียกผมไปทำบัญชีรายชื่อคณะรัฐมนตรีใหม่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า วันนั้นเองที่ท่านได้เริ่มเปรยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกว่า เลขาฯ อย่าอยู่เลย ที่ สลค.อยู่มานานแล้วไม่เบื่อบ้างหรือไง ทำงานซ้ำๆ ซากๆ อยู่ได้ ออกมาหาอะไรใหม่ๆ ทำเถิด  ถ้าอยู่ต่อก็จะขยายเวลาไม่ได้อยู่แล้ว จะย้ายไปอยู่กระทรวงอื่นก็ไม่สนุก ไม่ได้ดูแลนโยบาย ผมมีงานให้ช่วยเป็นหูเป็นตาสองสามเรื่อง คือติดตามดูแลการปฏิรูประบบราชการ

ต่อไปเรายังจะต้องทำเรื่องปฏิรูปกฎหมายอีกให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ลดขั้นตอนเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการควบคุมมาเป็นการออกระเบียบ  ที่จริงท่านใช้ภาษาอังกฤษตามสไตล์ของท่านว่า เปลี่ยนจากโอเปอเรเตอร์มาเป็นคอนโทรลเลอร์ และจะฝากให้ดูแลเรื่องศาสนาด้วย เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วง ท่านใช้คำว่า “ผมเป็นคนเข้าพระเข้าเจ้าไม่ค่อยเป็น เจ้าคุณก็รู้จักอยู่รูปเดียวคือ เจ้าคุณใหญ่วัดเจดีย์หลวง อุปัชฌาย์ของผม”  ผมถามท่านว่าตกลงจะให้ผมทำอะไรครับ เพราะฟังดูราวกับจะให้ไปช่วยเป็นมัคนายกวัด

ท่านตอบว่า มาเป็นรัฐมนตรีสำนักนายกฯ  ผมตกใจและแปลกใจ ถามย้ำอยู่สองสามครั้งว่าทำไมจึงต้องเป็นผม เป็นความต้องการของท่านหรือใครไปเสนอเข้า ท่านตอบว่าฟังมาจากหลายทาง  ผมเรียนว่าได้ทำงานให้รัฐบาลมาหลายพรรค ตั้งใจว่าจะไม่ไปฝักใฝ่เกินหน้าที่กับพรรคใด พอฝักใฝ่เข้ามันจะเสียความเป็นกลาง ผมอยู่มาได้หลายรัฐบาลเพราะความเป็นกลาง

ท่านตอบสั้นๆ ว่า ก็ไม่ต้องฝักใฝ่ คุณก็เป็นกลางต่อไปตามแบบคุณ ผมก็ทำตามแบบของผม คุณมาเป็นอย่างคุณมีชัยไงล่ะ!

ในที่สุดผมขอเวลาท่านเพื่อปรึกษาผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือและครอบครัว เพราะถือว่าการออกจากราชการประจำที่ทำมาถึง  30  ปีเป็นเรื่องใหญ่  ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำว่าตลอดเวลาที่เป็น เลขาฯ ครม. เราทำหน้าที่เป็นกลางให้รัฐบาลอย่างเต็มกำลังถือว่าดีแล้ว  แต่นี่เป็นการลาออกมาทำงานใหม่หน้าที่ใหม่หัวโขนใหม่ ถ้ายอมรับทำก็ต้องเล่นบทใหม่ การร่วมรัฐบาลจะเป็นกลางอยู่ไม่ได้หรอกเพราะต้องทำหน้าที่ใหม่ให้สมบูรณ์

เวลานั้นบัญชีรายชื่อรัฐมนตรีก็ยังไม่เรียบร้อย ท่านนายกฯ เองก็ไม่ได้คาดคั้นคำตอบ มีแต่คุณหญิงพจมานที่เคยถามผมว่านายกฯไปพูดอะไรหรือ ที่จริงคุยกับคุณหญิงแล้วรู้สึกได้ว่าท่านจะเห็นอกเห็นใจ ถ้อยทีถ้อยเจรจาช่างหว่านล้อมมากกว่าท่านนายกฯเสียอีก

เช่นบอกว่าคุณวิษณุมาเป็นรัฐมนตรีอย่างเดียว ไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรค เวลาเขาเลือกตั้งก็ไม่ต้องลงเลือกตั้งกับเขา เราอยู่เป็นกลางอย่างนี้แหละคอยดึงๆ นายกฯไม่ให้เป็นอินทรชิต  ถ้าอยู่ไปไม่สบายใจอะไรให้มาบอกอ้อ รวมทั้งมธุรสพจมานอีกเป็นอันมากฟังแล้วเกิดความเกรงใจมากกว่านายกฯ เสียอีก

มีคนเคยบอกผมว่าคุณหญิงพจมานเป็นคนฉลาดและที่จริงดุมาก ตอนแต่งงานใหม่ๆ คุณทักษิณทั้งกลัวทั้งเกรงใจ  เรื่องพวกนี้จริงหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่ถ้าว่าถึงความฉลาดนุ่มนวลแล้วผมว่าจริง !

ถ้าคุณทักษิณได้ความนุ่มนวลอย่างนี้มาสักครึ่ง บางทีลงท้ายจะไม่เป็นอย่างนี้

เมื่อทำบัญชี ครม. ชุดใหม่ต่อในวันรุ่งขึ้น ท่านนายกฯ ได้ย้ำอีกครั้งว่าให้มาร่วมรัฐบาลช่วยงาน  2-3  เรื่อง ผมได้ยกเอาเรื่องที่คุณหญิงพจมานเอ่ยถึงมาเป็นเงื่อนไขซึ่งนายกฯเห็นชอบทุกข้อ แต่ก็มิวายกระเซ้าว่า ถ้าติดใจแล้วอย่ามาขอผมลงสงขลาก็แล้วกัน

ผมเรียนถามท่านว่าได้เคยเห็นมามากเรื่องที่รัฐมนตรีคนนอกมักเป็นข้าวนอกนา ถูกรัฐมนตรีด้วยกันตั้งข้อรังเกียจว่า ไม่ได้เป็นผู้แทน บ้างชุบมือเปิบบ้าง ไม่อยากเลือกตั้ง แต่อยากนั่งใน ครม. บ้าง ลงท้ายก็เปิดอ้าวไปเสียมากต่อมากแล้ว ท่านคิดว่าผมจะประสบปัญหานี้ไหม  ท่านนายกฯตอบว่าอยู่ที่ฝีมือของคุณ อีกอย่างหนึ่งรัฐบาลผมไม่ใช่รัฐบาลผสมหลายพรรค ผมดูแลหมดทั้งรัฐบาล คุณทำงานของคุณไปให้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวใคร กลัวแต่ผมคนเดียวก็พอ !

เป็นอันว่าคราวนี้ผมไม่อาจแคล้วคลาดเสียแล้ว แม้ใจไม่อยากเลยแต่ดวงมันคงต้องเป็นอย่างนั้น

เมื่อลงนามในใบลาออกจากราชการในวันที่ 2  ตุลาคม  2545  ก็รู้สึกใจหาย เหมือนจะรู้ว่าปัญหาข้างหน้าที่รออยู่นั้นยิ่งใหญ่นัก และจะไม่ได้กลับมาเข้ารับราชการใหม่อีก  ผมกลายเป็นคนไม่รู้จักคำว่าเกษียณอายุราชการเมื่ออายุ  60  ปี แล้วหรือนี่!

อายุ  51  ปีเองต้องกินบำนาญฐานรับราชการนานและออกก่อนเกษียณ แล้วหรือนี่!

วันที่นำรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ไปทูลเกล้าฯ ถวายในวันที่ 2  ตุลาคม  2545  นั้น ผมยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว  แต่เพราะยังไม่มีเลขาธิการคณะรัฐมนตรีคนใหม่ จึงยังคงติดตามนายกรัฐมนตรีไปเฝ้าฯที่หัวหิน ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระราชทานกลับคืนมาในวันเดียวกัน  หลังจากนั้นอีกวันสองวันนายกรัฐมนตรีก็ได้นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณที่ศาลาเริง วังไกลกังวล หัวหิน

วังไกลกังวล เป็นที่ประทับแปรพระราชฐานหน้าร้อน มาตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7  ม.จ.อิทธิเทพสรรค์กฤดากร สถาปนิกผู้มีชื่อสมัยนั้น ทรงออกแบบอย่างเรียบง่ายตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จึงปรากฏรูปพระอาทิตย์ซึ่งเป็นคำแปลของคำว่า รำไพพรรณี รูปไก่อันเป็นปีประสูติ และพระนามาภิไธยย่อ รพ. อยู่ทั่วไป

เมื่อวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.  2475  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีก็ประทับแปรพระราชฐานอยู่ที่นี่  เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงราชาภิเษกสมรสในปี  2493  ก็ได้เสด็จมาประทับที่นี่ และเป็นที่เริ่มต้นโครงการในพระราชดำริเป็นครั้งแรกด้วย

ความจริงชายหาดและทะเลหน้าวังไกลกังวลไม่ใช่บริเวณที่ดีนัก เพราะมีโขดหินอยู่มากและทะเลค่อนข้างขุ่นด้วยโคลนตม  เป็นพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 7  มาแต่ต้นว่า จะไม่ทรงเลือกบริเวณที่ดีที่สุดของหัวหิน อันจะเป็นการเบียดเบียนประชาชนและทางราชการ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มักแปรพระราชฐานมาประทับที่นี่ในหน้าร้อนและปลายปี  ว่ากันว่าพอถึงเที่ยงคืน วันที่  31  ธันวาคม ต่อกับรุ่งสาง วันที่ 1  มกราคม ก็จะทรงดนตรีส่งท้ายปีเก่ารับปีใหม่ พอย่ำรุ่งพระอาทิตย์ขึ้น แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า จะทรงเป่าแซก-โซโฟน นำข้าราชบริพารจากศาลาเริงซึ่งเป็นท้องพระโรงใหญ่ ทรงพระดำเนินบ่ายพระพักตร์ลงไปลุยน้ำทะเล เป็นประจำ!

ระยะหลังมานี้ เมื่อไม่ทรงพระสำราญนัก ได้แปรพระราชฐานไปประทับที่วังไกลกังวลเกือบเป็นการถาวร ซึ่งก็เป็นการดีต่อพระอนามัย การเข้าเฝ้าฯ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการจึงกระทำที่นี่เสมอ

ที่จริงนายกฯทักษิณ ได้พยายามจะทำอะไรอยู่มากเพื่อให้เป็นที่ทรงพระสำราญ เช่น ให้กระทรวงคมนาคมปรับปรุงถนนหนทางจากกรุงเทพฯ ไปหัวหิน เพื่อย่นเวลาเดินทางและลดอุบัติเหตุ  คงจำกันได้ว่าหมอรุ่งธรรม ลัดพลี หนึ่งในคณะแพทย์ถวายพระอาการก็ประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิตบนเส้นทางสายนี้ ให้กระทรวงสาธารณสุขปรับปรุงโรงพยาบาลหัวหิน เพื่อให้ข้าราชบริพารได้ใช้ และจะพลอยเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไปด้วย

รวมทั้งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กวดขันการรักษาความสะอาดบริเวณชายหาดและในท้องทะเล ตามพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ  เป็นเรื่องแปลกว่า อำเภอหัวหินอยู่ใกล้ตัวจังหวัดเพชรบุรี แต่ในทางปกครองขึ้นอยู่กับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งไกลออกไปนับร้อยกิโลเมตร

นายกฯทักษิณ เคยกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาต ให้สำนักพระราชวังดำเนินการปรับปรุงวังไกลกังวลให้กว้างใหญ่ และมีอุปกรณ์ทรงงานและการถวายพระอาการครบครัน เพื่อให้ทรงพระสำราญ จะได้เหมาะแก่การเป็นที่ประทับระยะยาว จนถึงขั้นเตรียมออกแบบแล้ว

แต่ไม่โปรดอย่างนี้ก็พออยู่ พอเพียงแล้วเพราะเป็นไปเพื่อประชาชนไม่ใช่ของฉัน

ข้อนี้ผมนึกถึง ครั้งหนึ่งนายกฯชวน กราบบังคมทูลว่า เวลานั้นตกเย็นที่หน้าทำเนียบฯ จะมีคนมาจุดประทัดแก้บนกรมหลวงชุมพรฯ เป็นประจำ  บ่อยครั้งเสียงดังรัวเป็นคั่วข้าวตอกจนน่าตกใจ ไม่ทราบเกล้าฯว่าเสียงดังเข้ามาถึงในสวนจิตรฯ บ้างหรือไม่ จะได้ปรามไปทางตำรวจ

อยู่ที่ว่าการจุดประทัดเป็นการผิดกฎหมายหรือไม่ หรือเป็นเสรีภาพ

ถ้าถูกกฎหมายและเป็นเสรีภาพ จะดังอย่างไรทุกคนก็ต้องทน ฉันก็ต้องทน คุณชวนก็ต้องทน อย่าห่วงสวนจิตรฯ มากกว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชน  แต่ถ้าไม่ใช่เสรีภาพและผิดกฎหมาย แม้ดังมาไม่ถึงสวนจิตรฯ ก็ต้องห้ามหรือปราม


สนใจหาอ่านฉบับสมบูรณ์ จากหนังสือ ”โลกนี้คือละคร “

สำนักพิมพ์มติชน วางแผงแล้ว

เรื่องเล่าจากเนติบริกร ว่าด้วย ทักษิณ พจมาน ยิ่งลักษณ์ …ใครหนอฉลาดนุ่มนวล ?

ข่าวอื่นในหมวด


Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

หลวงปู่ชาเทศน์เรื่องหมาขี้เรื้อน ทำให้ทายาทมหาเศรษฐีเอเชียยอมทิ้งมรดก สองแสนล้าน บวชยังไม่ยอมสึก

กลายเป็นข่าวที่ฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อได้มีการเปิดเผยเรื่องราวของ พระอาจารย์สิริปันโน ลูกชายคนเดียวของมหาเศรษฐี ที อนันดากรีชมัน ผู้ซึ่งร่ำรวยเป็นอันดับ 2 ของ Asia และ อันดับ 89 ของโลก เรียนจบจากประเทศอังกฤษ พูดได้ถึง 8 ภาษา แต่กลับเลือกที่จะบวชเรียนในวัดแห่งหนึ่งในประเทศไทย มากว่า 18 ปีแล้ว โดยท่านได้เล่าถึงเรื่องราวเมื่อตอนที่มาบวชใหม่ๆ ดังนี้

112113114115

ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้ เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อชาที่วัดหนองป่าพง พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน
แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัย ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี่ ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า ทำวัตรนานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา
ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอก ต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้ โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดี ว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ

อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง วันๆไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วย อีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาส มีปฏิสัมพันธ์ กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงาน อย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า
เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำหลังจากทำวัตรเย็นที่โบสถ์เสร็จ หลวงพ่อชาท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่าน ให้พระหนุ่ม สามเณรน้อย ทั้งหลายฟังแต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาแล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งจากใต้ต้นอโศกที่อยู่ ใกล้ๆ แล้วกล่าวว่า
“เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อน คันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่น ไป มาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้ อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี
คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ท่านเห็นไหมว่าเมื่อตอนเย็นวันนี้ หมาป่าตัวหนึ่งมันเดินอยู่ที่นี่ เห็นไหม? มันจะยืนอยู่มันก็เป็นทุกข์ มันจะวิ่งไปมันก็เป็นทุกข์ มันจะนั่งอยู่ก็เป็นทุกข์ มันจะนอนอยู่ก็เป็นทุกข์ เข้าไปในโพรงไม้มันก็เป็นทุกข์ จะเข้าไปอยู่ในถ้ำก็ไม่สบาย มันก็เป็นทุกข์ เพราะมันเห็นว่าการยืนอยู่นี้ไม่ดี การนั่งไม่ดี การนอนไม่ดี พุ่มไม้นี้ไม่ดี โพรงไม้นี้ไม่ดี ถ้ำนี้ไม่ดี มันก็วิ่งอยู่ตลอดเวลานั้น
ความเป็นจริงหมาป่าตัวนั้นมันเป็นขี้เรื้อน มันไม่ใช่เป็นเพราะพุ่มไม้ หรือโพรงไม้หรือถ้ำ หรือการยืน การเดิน การนั่ง การนอน มันไม่สบายเพราะมันเป็นขี้เรื้อน”
พระภิกษุทั้งหลายนี้ก็เหมือนกัน ความไม่สบายนั้นคือ ความเห็นผิดที่มีอยู่ ไปยึดธรรมที่มีพิษไว้มันก็เดือดร้อน ไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย แล้วก็ไปโทษแต่สิ่งอื่น ไม่รู้เรื่องของเจ้าของเอง ไปอยู่วัดหนองป่าพงก็ไม่สบาย ไปอยู่อเมริกาก็ไม่สบาย ไปอยู่กรุงลอนดอนก็ไม่สบาย ไปอยู่วัดป่าบุ่งหวายก็ไม่สบาย ไปอยู่ทุก ๆ สาขาก็ไม่สบาย ที่ไหนก็ไม่สบาย
นี่ก็คือความเห็นผิดนั้นยังมีอยู่ในตัวเรานั่นเอง มีความเห็นผิด ยังไปยึดมั่นถือมั่นในธรรมอันมีพิษไว้ในใจของเราอยู่ อยู่ที่ไหนก็ไม่สบายทั้งนั้น นั่นคือเหมือนกันกับสุนัขนั้น ถ้าหากโรคเรื้อนมันหายแล้ว มันจะอยู่ที่ไหนมันก็สบาย อยู่กลางแจ้งมันก็สบาย อยู่ในป่ามันก็สบายอย่างนี้ ผมนึกอยู่บ่อย ๆ แล้วผมก็นำมาสอนพวกท่านทั้งหลายอยู่เรื่อย เพราะธรรมตรงนี้มันเป็นประโยชน์มาก”
หลังจากนั้นหลวงพ่อชาก็นำนั่งสมาธิ ถือเนสัชชิกตลอดทั้งคืน
ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบ แต่ในวุ่นวาย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขา เพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัว ท่านก็ยังไม่ยอมสึก
อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษาโยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชายแล้ว ก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่า คำว่า หมาขี้เรื้อน ของพระลูกชาย หมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ

อาจารย์สิริปันโน
(Ajahn Siripanno)
ชื่อเดิมVen Siripanyo
ลูกชายคนเดียวของ
มหาเศรษฐี ที อนันดากรีชมัน
เศรษฐีอันดับ2ของAsia
และอันดับ89ของโลก
จบจากอังกฤษ
พูดได้8ภาษา
บวชมาแล้ว18ปี
ปฏิเสธการรับมรดก9,500ล้านเหรียญUSหรือ285,000ล้านบาท
อยากสนทนาธรรม
กับท่านเชิญที่
วัดหนองป่าพง
อ.วารินชำราบ
จ.อุบลราชธานี
สาธุครับ

ที่มา http://chanelnews.thaimom.net/16977/

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

๙ คติธรรม นำชีวิต

15267970_10154606245627891_4879939325156917209_n1

15267879_10154606245647891_5460826603667698428_n15401153_10154606245697891_6815682177555183812_n15390881_10154606245747891_6053615751239660530_n15401115_10154606245722891_3490055156517879011_n15326429_10154606245757891_737447554042339820_n15400430_10154606245822891_6273266367131153104_n15241275_10154606245892891_4711513161994122694_n15326490_10154606245847891_6824625711435066572_n

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โซเชียลบี้มหาวิทยาลัยของรัฐเลิกจ้างอาจารย์ที่มีพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์

ใหม่

นักวิชาการในมหาลัยของรัฐคือการทำงานราชการ
และต้องมีความจงรักภักดีอย่างที่สุด
*********
มหาลัยของรัฐก็ต้องถือว่าเป็นหน่วยงานราชการ
ครูบาอาจารย์ ด๊อกเตอร์ ศาตราจารย์ ก็ต้องถือว่า
เป็นผู้ที่ทำงานราชการ ในเมื่อทำงานราชการในประเทศไทย
#ก็ต้องเป็นผู้ที่จงรักภักดี…ต่อสถาบันพระมหากษัติรย์
จะมาอ้างความมีเสรีภาพ อยู่เหนือวินัยและกฏหมายไม่ได้
มหาลัยของรัฐไม่ควรเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื่อร้าย
ที่เกิดขึ้นมาจากความกระสันต์ใคร่อยาก ของพวกนักวิชาการ
เห็นได้ชัดว่า พวกมันได้สั่งสอน อะไรให้ลูกหลานไทย
และบางครั้งก็จับได้ว่า รับเงินทองต่างชาติมาเคลื่อนไหว
ในการที่จะล้างสมองและสั่นคลอนสถาบัน
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็สมควรดำเนิการ ตรวจสอบประเมินผล
ว่าทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อสถาบันคือมันผู้ใดบ้าง
เมื่อรู้แล้วก็ดำเนินทางวินัย ปล่อยไว้ไม่ได้
********
ต้องไม่มี นักวิชาการที่คิดล้มสถาบัน
#ในมหาลัยของรัฐอีกต่อไป แม้แต่คนเดียวก็ไม่ได้

องค์กร ครุฑดำ รวมพลปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โซเชียลยังคงเดินหน้าประนาม BBCไทย กรณีลงบทความหมิ่นสถาบันฯ

ประนาม

1

ตำรวจยันไม่มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงบุกตรวจค้นสำนักข่าวบีบีซีไทยตามข่าว เตรียมพิจารณาเรียกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าให้ปากคำ เตือนประชาชนควรศึกษากฎหมาย ไม่ควรกดไลท์ กดแชร์ ข้อความผิดกฎหมายเพราะอาจมีความผิด

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 พล.ต.ต. ชยพล ฉัตรชัยเดช รักษาราชการ แทนผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 4 กล่าวยืนยันว่า ไม่มีตำรวจและทหาร หรือหน่วยงานความมั่นคงเข้าไปตรวจค้นสำนักข่าวบีบีซี ประจำประเทศไทย ที่อาคารมณีรมย์ ย่านลุมพินี ตามที่มีกระแสข่าวออกมา แต่ยอมรับว่าตำรวจ ปอท. และพนักงานสอบสวนนครบาลลุมพินี เตรียมตรวจสอบเว็บไซต์

นอกจากนี้อาจเชิญตัวแอดมินของเว็บไซต์บีบีซีไทย ผู้แปล บรรณาธิการ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันฯ เข้าให้ปากคำ หลังการขยายผลของตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ที่ควบคุมตัว นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ที่ถูกจับกุมตามหมายจับในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และผิดพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ จากการแชร์ลิงก์รายงานข่าวของบีบีซีไทย นอกจากนี้ยังเตรียมตรวจสอบเว็บไซต์อื่น ที่อาจเข้าข่ายในลักษณะความผิดเดียวกัน

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขอแนะนำประชาชนไม่ควรแชร์ข้อมูลต่าง ๆ ที่อาจเข้าข่ายความผิด รวมถึงไปรวมตัวกันบริเวณหน้าสำนักข่าวบีบีซี ประจำประเทศไทย ขอให้ปล่อยเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

คนไทยสุดทน BBCไทย เริ่มรณรงค์ร้องเรียน สำนักงานใหญ่ ผ่าน change.org

สุดทน ….”อ.นิด้า”นำรณรงค์ล่ารายชื่อ ยื่นสถานทูตอังกฤษ หยุด”BBCไทย”เสนอข่าวทำร้ายประเทศไทย!!
สุดทน ….”อ.นิด้า”นำรณรงค์ล่ารายชื่อ ยื่นสถานทูตอังกฤษ หยุด”BBCไทย”เสนอข่าวทำร้ายประเทศไทย!!

ธันวาคม 04, 2016 in HOT NEWS

ถือเป็นสื่อต่างชาติที่อ้างความเป็นไทยเข้าไปเกี่ยวโยงให้เกิดความรู้สึกร่วม แต่โดยข้อเท็จจริงโดยพฤติการณ์ของ BBC ไทย ยังคงมีคำถามมากมายว่าเป็นสื่อที่มีแนวทางเพื่อสร้างสรรค์หรือทำลายประเทศไทยกันแน่ เพราะหลายครั้งของการนำเสนอข่าวนั้นกระทบความรู้สึกของคนไทยเหลือเกิน

ล่าสุด ผลของการนำเสนอข่าวที่หลายคนรู้กันดีก็ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า เราคนไทยยังจะปล่อยให้คนต่างชาติมาทำลายประเทศอีกหรือ และก็นำมาซึ่งการลงชื่อเพื่อยื่นต่อสถานทูตอังกฤษให้ดำเนินคดี โดยทางด้าน ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์การ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คโดยระบุว่า…

ใครเห็นว่า BBC Thai ต้องรับผิดชอบกับการกระทำอันไม่เหมาะสม ร่วมกันลงชื่อครับ และช่วยกันแชร์ต่อให้เพื่อนๆของท่าน ผมจะรวบรวมรายชื่อทั้งหมด ยื่นต่อสถานทูตอังกฤษ เพื่อส่งต่อให้กับ Tony Hall ผู้อำนวยการของ BBC ให้ดำเนินการกับ BBC Thai เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ BBC Thai ทำร้ายประเทศชาติของเราต่อไปเรื่อยๆ!
ทั้งนี้ได้มีการแชร์ลิ้งค์ที่ใช้ในการลงชื่อเพื่อยื่นต่อ สถานทูตอังกฤษ https://goo.gl/kNqeI7 โดยมีหัวข้อระบุว่า…

BBC ต้องรับผิดชอบการกระทำของ BBC Thai/ BBC must take responsibility for BBC Thai’s action!

พร้อมรายละเอียดที่ระบุว่า…

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559 เว็บไซต์ BBC Thai ได้นำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมและผิดกฎหมายไทยเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นบทความที่ไม่ได้เขียนขึ้นตามมาตรฐานของ BBC หรือจรรยาบรรณของสื่อสาธารณะที่ดี ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย โดยเฉพาะต่อความรู้สึกของประชาชนชาวไทย
จึงขอเรียกร้องให้ BBC ซึ่งเป็นองค์กรแม่ของ BBC Thai แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว และมีการดำเนินการทางวินัยที่เหมาะสมต่อ BBC Thai ต่อไป
ผมจะรวบรวมรายชื่อทั้งหมด ยื่นต่อสถานทูตอังกฤษ เพื่อส่งต่อให้กับ Tony Hall ผู้อำนวยการของ BBC ให้ดำเนินการกับ BBC Thai เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ BBC Thai ทำร้ายประเทศชาติของเราต่อไปเรื่อยๆ!
On December 2nd, 2016, the BBC Thai Website published inappropriate and illegal content about the royal family of the Kingdom of Thailand. This piece of content does not follow BBC’s code of conduct or public media’s ethics. Harm was done to Thailand and especially the feelings of the people of Thailand.
Therefore, I hereby request that BBC, the parent organization of BBC Thai, take responsibility for that action, and consider appropriate disciplinary actions for BBC Thai.

คนไทย

BBC ต้องรับผิดชอบการกระทำของ BBC Thai/ BBC must take responsibility for BBC Thai’s action!

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559 เว็บไซต์ BBC Thai ได้นำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมและผิดกฎหมายไทยเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นบทความที่ไม่ได้เขียนขึ้นตามมาตรฐานของ BBC หรือจรรยาบรรณของสื่อสาธารณะที่ดี ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย โดยเฉพาะต่อความรู้สึกของประชาชนชาวไทย

จึงขอเรียกร้องให้ BBC ซึ่งเป็นองค์กรแม่ของ BBC Thai แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว และมีการดำเนินการทางวินัยที่เหมาะสมต่อ BBC Thai ต่อไป

ผมจะรวบรวมรายชื่อทั้งหมด ยื่นต่อสถานทูตอังกฤษ เพื่อส่งต่อให้กับ Tony Hall ผู้อำนวยการของ BBC ให้ดำเนินการกับ BBC Thai เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ BBC Thai ทำร้ายประเทศชาติของเราต่อไปเรื่อยๆ!

On December 2nd, 2016, the BBC Thai Website published inappropriate and illegal content about the royal family of the Kingdom of Thailand. This piece of content does not follow BBC’s code of conduct or public media’s ethics. Harm was done to Thailand and especially the feelings of the people of Thailand.

Therefore, I hereby request that BBC, the parent organization of BBC Thai, take responsibility for that action, and consider appropriate disciplinary actions for BBC Thai.

แคมเปญรณรงค์นี้จะถูกส่งไปที่:

  • BBC
    Tony Hall
  • Director-General of the BBC
  • British Embassy Bangkok
    Brian Davidson
2 ผู้มีอำนาจตัดสินใจอื่น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เปิดหลักฐานเก่า บก.BBC ไทยเกี่ยวทักษิณยังไง ?

กำลังสาวกันลึกยิ่งขึ้น บก.บีบีซีไทยเป็นใคร ทำไมกล้าลงบทความหมิ่นสถาบันอย่างไม่กลัวเกรง

เรื่องเดิมจากตอนที่แล้ว….

บทความหมิ่นฯ สถาบันออกมาจาก BBC ไทยได้อย่างไร…อ่านที่นี่!

@@@@@

เสียงสนทนาระหว่าง “พ.ต.ท.ทักษิณ” กับ”นพพร วงศ์อนันต์” จากรอยเตอร์ เปิดอก ประกาศลั่นจะเล่นงานคืน”ศัตรูทางการเมือง”เพราะอีกฝ่ายไม่ยอมหยุด พร้อมเผยความจริงทั้งหมด (ฉบับเต็ม 10 นาที)

วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เวลา  19:29:39

มติชนออนไลน์


คำต่อคำ”ทักษิณ ชินวัตร” ประกาศยืนหยัดเล่นงานกลับ”ศัตรูทางการเมือง”

คำสนทนาระหว่าง “พ.ต.ท.ทักษิณ” กับ”นพพร วงศ์อนันต์” จากรอยเตอร์ เปิดอก ประกาศลั่นจะเล่นงานคืน”ศัตรูทางการเมือง”เพราะอีกฝ่ายไม่ยอมหยุด

คลิกอ่านคำต่อคำ”ทักษิณ ชินวัตร” สนทนาทางโทรศัพท์กับ “นพพร วงศ์อนันต์” จากรอยเตอร์ แบบเปิดอก

ทั้งนี้ นายนพพร วงศ์อนันต์ หัวหน้าข่าวการเมือง สำนักข่าวรอยเตอร์ ประจำประเทศไทย ได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทางโทรศัพท์ ในช่วงบ่าย วันที่ 10 พฤศจิกายน ใจความว่า…

เรื่องรัฐบาลอังกฤษยกเลิกวีซ่า
ทักษิณ : กล่าวว่า คงจะมีมูลมั้ง คงจะจริง เพราะมีโค้ดชื่อคนในสถานทูตอังฤกษ แต่ยังไม่ได้รับแจ้งตอนนี้

จะไปอยู่ที่ไหน
ทักษิณ : โลกมันกว้างจะตาย

เรื่องสร้างบ้านที่จีน
ทักษิณ : เขา(เหยียน ปิน- ชาญชัย รวยรุ่งเรือง) สร้างของเขาอยู่แล้ว เขาพัฒนาที่ของเขาไปเรื่อยๆ ผมอยู่ตรงไหนก็ได้ ผมอยู่ของผมไปเรื่อยๆ กางเต็นท์นอนยังได้ เป็นprivate คลับเฮาท์ มีสมาชิกอยู่ 500 กว่าคน บางทีสมาชิกมาพักถ้าไม่มีสมาชิกมาพัก เขาก็ให้ผมพัก

จะกลับเข้าอังกฤษไหม
ทักษิณ :ก็ไม่แน่ ตอนนี้ยังไม่มีแผนอะไร ผมก็ไปของผมเรื่อยๆ ตอนนี้กำลังจะออกจากปักกิ่ง

ไปฟิลิปปินส์หรือเปล่า
ทักษิณ :ไม่มี ผมไม่คิดไปฟิลิปปินส์ มั่วกัน วันนี้สื่อมวลชนมันมั่วกัน ติดนิสัยไอ้สนธิมันหมด

วางแผนกับชีวิตอย่างไร

ทักษิณ :วางก็ไม่ต้องบอก บอกไม่ได้ แต่ชีวิตต้องมีแผน อีกไม่กี่วันมีของสนุกๆ เยอะแยะ มีเรื่อยๆ ชีวิตผมเป็นชีวิตสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำลาย ไม่ต้องห่วง จะมีเรื่องสร้างสรรค์อีกเยอะแยะ

เป็นเรื่องการลงทุนใหม่
ทักษิณ : ไม่รู้ เดี๋ยวก็ดูกัน

ตกลงจะเป็นบุคคลกิติมศักดิ์ ของบาฮามาสหรือไม่
ทักษิณ :คงต้องรับหลายประเทศ

ตกลงคนสงสัยกันมาก จะอยู่เมืองจีน ทำธุรกิจหรือเป็นที่ปรึกษามาฮามาส
ทักษิณ : ผมมีหลายมิติ มิติชีวิตมีหลายมิติ มีทั้งมิติทำงานหาเลี้ยงชีพ มิติงานด้านที่เป็นประโยชน์กับสังคมโลก สังคมไทยทำอะไรไม่ได้ ก็ไปทำสังคมโลก มิติแห่งการพิสูจน์ตัวเอง

แล้วจะพิสูจน์ต้วเองอย่างไร
ทักษิณ :ผมถูกกล่าวหา Politically ก็ต้องมาแก้ด้วย Politically เอาแค่นี้พอ

สนามกอลฟ ที่ปักกิ่ง จะเป็นแห่งหนึ่งที่มาเยือนบ่อยๆ
ทักษิณ :ก็แล้วแต่ ไม่แน่นอน ผมไปของผมเรื่อยๆ โลกมี 190 กว่าประเทศ ผมก็ไปของผมเรื่อยๆ

ส่วนลูกจะขอวีซ่าเข้าอีกรอบ ไปเยี่ยมอุ๋งอิ่ง(น.ส.แพทองธาร บุตรสาว กำลังปริญญาโทอยู่อังกฤษ)ไหม
ทักษิณ :เดี๋ยวค่อยคิดกัน เพราะลูกสาวผมคนนี้ ถูกกระทำจนแกร่งมาก ตั้งแต่อยู่ที่เมืองไทย ถูกกระทำเยอะเหลือเกิน เด็กตัวเล็กนิดเดียว พอพ่อเป็นนักการเมืองเขาถูกกระทำจนแกร่ง เพราะฉะนั้นเขาแกร่งพอที่จะอยู่ของเขาได้

พูดกันว่าเหตุผลหนึ่งที่ท่านถูกยกเลิกวีซ่า เพราะท่านขอลี้ภัย แต่ไม่ยอมอยู่ในประเทศ
ทักษิณ : ไม่ ผมยกเลิกการขอลี้ภัย เพราะผมไม่จำเป็น ไม่ต้องการคำว่าลี้ภัย ผมต้องการเสรีภาพ เพราะผมเป็นนักประชาธิปไตย อะไรที่ไม่มีเสรีภาพผมไม่ชอบ

ต่อไปท่านก็จะเป็นบุคคลของโลก เดินทางไปทั่วใช่ไหม
ทักษิณ :แน่นอน

ส.ส.จะพบท่านได้ที่ไหน
ทักษิณ :ก็แล้วแต่ ผมอยู่ที่ไหน ถ้าว่างก็มา มาอยู่ก็เจอ

จะเปิดการลงทุน
ทักษิณ :ไม่หรอก เมืองไทยไม่ต้องพูดถึงเลยตอนนี้

ยังไงก็ยังไม่กลับตอนนี้ใช่ไหม
ทักษิณ :ยังไม่มีเหตุที่ต้องกลับ

พิสูจน์ทางการเมืองก็ยังไม่พิสูจน์
ทักษิณ : ไม่ต้องห่วง มีเวลาเยอะแยะ ยังแข็งแรงดีอยู่ เนลสัน แมนเดลลา ยังสู้ต้องหลายปี (หัวเราะ)

ท่านกำลังจะบอกว่า มีอายุอีกหลายปี
ทักษิณ :ตอนนี้แข็งแรงมาก เพราะได้ออกกำลังตีกอล์ฟ เพียงแต่คอยนั่งสมาธิ รักษาสุขภาพจิตตัวเอง ผมต้องเริ่มพูดความจริงทีละเรื่อง หลายเรื่องผมไม่อยากพูด เพราะเป็นเรื่องกระทบคน แต่ว่าวันนี้ เมื่อเขาไม่หยุด ผมคงต้องพูด

จะพูดผ่านทางไหน
ทักษิณ :เดี๋ยวมีเวลาก็พูดเอง แต่ไม่ใช่ผ่านรอยเตอร์แน่ ให้รอยเตอร์เอาไปฟังแล้วพูดต่อ ผมกำลังคิดว่าการชุมนุมคราวหน้า ผมจะขอไม่ให้ต้องถ่ายทีวี อยากพูดกับฐานเสียงของตนเอง ให้เขาเข้าใจชัดๆ ไปเลย เพราะบางทีพูดต่อมีเดีย แล้วพูดมากไม่ได้ พูดกับฐานเสียงตรงๆ จะได้เล่าให้ฟัง และเปิดเผยชื่อได้

ที่จะจัดที่ขอนแก่นหรืออุดร ท่านจะโทรมาอีกใช่ไหม
ทักษิณ :แน่นอน ผมต้องพูดกับคนที่ยังรักและศัรทธาผม ผมต้องพูดให้เขาฟัง และคราวหน้าคงจะต้องพูดให้ยาวขึ้น และคงต้องเปิดเผยชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะเขาไล่ผมแบบนี้แล้ว มันมากไปแล้ว

ยกเลิกวีซ่า ยังไม่ได้รับเป็นทางการ แต่ยังไงคงไม่กลับเข้าอังกฤษ
ทักษิณ :ยังไม่ได้รับ ยังไม่มีแผนอะไรเลย ทีมฟุตบอลก็ขายไปแล้ว ธุรกิจที่โน้นไม่มีอะไร…เดินทางไปเรื่อยๆ มีบ้านเพื่อนให้พักก็พัก ไม่มีบ้านเพื่อนให้พักก็พักโรงแรม ถ้าไม่มีจริงๆ ก็กางเต้นท์นอนได้

ปักกิ่งก็มาบ่อยหน่อย
ทักษิณ : ไม่แน่ เพราะถ้ามาแถวนี้ก็แวะมา

*************************
เล่นงาน

Thailand Web Stat

ที่มา : มติชน http://www.matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1226320164

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

บทความหมิ่นฯ สถาบันออกมาจาก BBC ไทยได้อย่างไร…อ่านที่นี่!

บทความหมิ่นสถาบันของBBCไทย ออกมาได้อย่างไร? อ่านโพสต์นี้จบคงไม่ต้องแปลกใจกันอีก เวปไซต์ bbcthai.com หรือ bbc.com/thai เพิ่งเริ่มเปิดเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2559 นี้เอง ให้หลังเฟซบุ๊กบีบีซีไทยมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 ภายใต้การนำของ บรรณาธิการคนใหม่ นพพร วงศ์อนันต์ เขาคือใคร?

นพพร วงศ์อนันต์ คือบรรณาธิการนิตยสาร ฟอร์บส์ ไทยแลนด์ คนหนึ่งนั่นเอง ซึ่งหากจำกันได้ นิตรสารนี้ได้ลงรายงานชิ้นหนึ่งที่บิดเบือนว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร. 9” เป็นพระประมุขร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่งของโลก ประจำปี 2558 ทำให้ผู้รู้หลายคนต้องออกมาชี้แจง และข้อความบิดเบือนนี้ก็ยังได้ไปปรากฎในบทความใหม่ของบีบีซีไทยอีกครั้งหนึ่งด้วย!

แล้วก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2559 มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “สื่อไทยมีเสรีภาพเพียงใดในปัจจุบัน” เนื่องในวันเสรีภาพสื่อโลก มีผู้อภิปราย 4คนตามนี้

1. นพพร วงศ์อนันต์ รองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์(ขณะนั้น)
2. จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็ปไซต์ข่าวออนไลน์ประชาไท
3. กุลชาดา ชัยพิพัฒน์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสิทธิเสรีภาพ สมาคมเครือข่ายสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA)
4. อนุธีร์ เดชเทวพร ผู้สื่อข่าววอยซ์ทีวี

และมี สตีฟ เฮอร์แมน กรรมการบริหารสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยและเป็นหัวหน้าสำนักข่าวประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของวอยซ์ออฟอเมริกา เป็นผู้ดำเนินรายการ

ที่สำคัญมีเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นายกลิน เดวี่ส์ และนางแจ็คกี้ ภริยา ไปร่วมด้วย

เห็นหน้าตาเห็นความสัมพันธ์ของคนกลุ่มนี้แล้วคงเก็ทกันซะที คงไม่ต้องอธิบายอีกแล้ว ยังไงก็แล้วแต่บทความดังกล่าวของบีบีซีถือได้ว่า น่าจะถือได้ว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา112 จึงสมควรอย่างยิ่งที่ผู้มีอำนาจจะได้เรียกตัวบรรณาธิการบีบีซีไทยผู้นี้มาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

Cr: Chainarong Kumkoon
11 Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

วินาทีประวัติศาสตร์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงรับเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ในนามของปวงชนชาวไทย กราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ องค์รัชทายาทขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสันตติวงศ์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10.

วานนี้ ( 1 ธ.ค. ) เวลา ๑๙.๑๖ น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นำ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เฝ้าทูลละอองพระบาท กราบบังคมทูลเชิญเสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสันตติวงศ์

โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจถ่ายทอดเวลาประมาณ 22.00 น.

ทรงพระเจริญ

watch?v=jb3in7PGwSQFB_IMG_1480633407449

องค์พระรัชทายาท ทรงราชย์ ดำรงพระอิสริยยศ เป็นพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถวายพระพรชัยมงคล และทรงมีพระราชปฏิสันถารด้วยผู้ที่มาเฝ้าทูลละอองพระบาท แล้วเสด็จขึ้น

ทั้งนี้ การเฉลิมพระปรมาภิไธยพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ เป็นที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาแล้วว่า

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร”

ไปจนกว่าจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ตามโบราณราชประเพณีของไทย จึงจะได้เฉลิมพระปรมาภิไธยเป็น “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ระหว่างที่ประชาชนยังมิได้ถวายพระปรมาภิไธยเนื่องในพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกตามพระราชประเพณี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ดังนี้

1.ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร”

คำอ่าน สม-เด็ด-พระ-เจ้า-อยู่-หัว-มะ-หา-วะ-ชิ-รา-ลง-กอน-บอ-ดิน-ทระ-เทบ-พะ-ยะ-วะ-ราง-กูน

2. ภาษาอังกฤว่า
“His Majesty King Maha Vajiralongkorn Bodindradebayavarangkun”

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร โดย นายพรเพชร ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาในนามของปวงชนชาวไทยได้กราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมารขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชดำรัสตอบรับกลับขึ้นทรงราชย์ว่า ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทยเชิญข้าพเจ้า ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ว่า เป็นไปตามพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง…. อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/royalnews/540129

FB_IMG_1480633382084

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี กล่าวถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10FB_IMG_1480633399690
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กราบบังคมทูลเชิญองค์รัชทายาท เสด็จฯ ขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 สืบราชสันตติวงศ์FB_IMG_1480633407449
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ เพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนไทยทั้งปวงFB_IMG_1480633419324
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพ ทรงกราบราบ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ภายหลังทรงมีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์FB_IMG_1480633427106
10

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“แม่ทัพเข้มแข็ง…ไม่มีทหารอ่อนแอ” หลักสูตรฝึกเฉพาะกิจ ไม่มีที่ยืนให้คนอ่อนแอ

ฝึก

“แม่ทัพเข้มแข็ง…ไม่มีทหารอ่อนแอ”

นัก(เรียน)รบพิเศษ! โดย A-1 หน.นักเรียนนักทำลายใต้น้ำจู่โจม รุ่นที่19 ที่มา NAVY SEAL Thailand

การฝึกรบพิเศษมันจำเป็น มีคนผ่านมากๆ ยิ่งดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเอามาไล่แจกกันได้ ใครอยากได้ต้องเอาหยาดเหงื่อเข้าแลก บางทีก็มีทั้งเลือดและน้ำตาปนๆ กัน

การมีทหารที่เก่งกาจนั้นสำคัญ ตามสำนวนจีนว่า “แม่ทัพเข้มแข็งไม่มีทหารอ่อนแอ” ซึ่งจริงๆ แล้ว คือ “ไม่มีที่ยืนให้คนอ่อนแอ”

รบพิเศษเป็นหลักสูตรของกองทัพที่ไม่เปิดให้คนนอกมาเรียน แต่เดิมถึงขั้นไม่เปิดให้คนนอกรู้เห็น แต่ในระยะหลังเริ่มออกสื่อจนเป็นที่รู้จักบ้าง

@วัตถุประสงค์ เพื่อ คัด และฝึกทหารให้เป็นนักรบที่มีขีดความสามารถสูงเป็นพิเศษ

หลักการ คือ ต้องสมัครใจ และยอมรับทุกอย่างในรั้วโรงเรียน ถ้าไม่ยอมรับก็เดินกลับออกประตูรั้วได้ทุกเมื่อ

ข้อห้าม 3 ไม่ คือ ไม่ได้ ไม่ไหว ไม่ทัน

กติกาง่ายๆ ครู คือ “พระเจ้า”

ข้อตกลงขั้นต้น คุณตายแล้ว ไม่มีสิทธิ์ใดๆ ไม่หิว ไม่ง่วง ต้องตื่นตัวได้เสมอ ถ้าอยากได้สิทธิ์คืน แค่เอ่ย “ลาออก” คำเดียว สิทธิ์ของความเป็นคนทั้งหลายจะกลับคืนมาทันที กลับบ้านไปอาบน้ำ ปะแป้ง กินอิ่ม นอนหลับสบายๆ

@ทัศนคตินัก(เรียน)รบพิเศษ

เมื่อเข้าเป็นนักเรียนก็ไม่มีชื่อ เมื่อแม้แต่ชื่อก็ต้องทิ้ง ดังนั้น เกียรติ ยศ และศักดิ์ศรี ก็ต้องโยนทิ้งไว้นอกรั้วทั้งหมด ถ้าจบไปได้ค่อยไปเอาคืน อยู่ในหลักสูตรอย่างไร้ตัวตนมีแต่หน้าที่ที่ยากเย็นแสนเข็ญและภาระที่ดูเหมือนไม่มีวันจบสิ้น อย่างไรก็ดี ในฐานะวิญญูชน เรารู้ว่า เดี๋ยวมันก็จบ สิ่งที่ต้องทำก็แค่อดทนให้ถึงวันนั้น ใครย่ำยี ดูถูก ทุบตี อย่างไรก็ถือว่า มันคือบทเรียนว่าด้วยกฎของผู้ชนะ และมันเป็นการฝังลงไปในก้นบึ้งของหัวใจในฐานะนักรบว่า ในการรบเราต้องไม่แพ้โดยเด็ดขาด

ทั้งหมดนี้ สิ่งที่ต้องมี แค่ร่างกายที่ยังดี วิญญานที่พร้อมถูกทรมาน

และอีกครั้ง “ไม่ไหวก็ออก”

นี่คือขนบ ไม่ยอมรับก็กลับไป ถ้ายอมรับ ก็ฝึกให้

สังคมรบพิเศษ ไม่ใช่สังคมที่อยู่ในขอบเขตปกติ ใครไม่รัก ไม่ชอบ ไม่หลงไหล อย่ามา และอย่ายุ่ง เราอยู่กันได้

@ทีนี้มาว่ากันถึงการฝึก

ตลอดการฝึกตั้งแต่ต้นจนจบ ครูฝึกจะทำทุกวิถีทางเพื่อบีบนักเรียนออกนอกโซนสบาย ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ใช้ความดุดัน ความโหด หรือกติกาที่เกินกว่าคนทั่วไปจะรับได้ ไม่ใช่ครูฝึกอยากทำ แต่ครูฝึกต้องทำ ถ้าไม่ทำก็เหมือนเอาทหารหนุ่มมาฝึกหน่อมแน้ม ถ้าพวกเขาไม่ได้ประสบการณ์ใหม่ ไม่ได้ทักษะและวิชชาใหม่ ก็เสียเวลา เสียข้าวสุกเปล่าๆ ปลี้ๆ

นักเรียนจะถูกทำให้รู้จักที่สุดของตัวเองหลายอย่าง เช่น หิวที่สุด ง่วงที่สุด เจ็บที่สุด เจ็บใจที่สุด ฯลฯ ทั้งหมดนี้ เพื่อผลักนักเรียนข้ามไปยังอีกขอบเขตหนึ่งซึ่งไม่มีทางไปถึงได้ด้วยวิธีปกติ ภายใต้กระบวนการนี้ สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความอาย หรือใต้หน้ากากมารยาทสังคม ใต้จิตสำนึกของนักเรียน ไม่ว่าจะด้านร้าย เช่น ความกลัว ความเห็นแก่ตัว ความเจ้าเล่ห์ ฯลฯ หรือด้านดี เช่น ความซื่อสัตย์ ความอดกลั้น ฯลฯ จะถูกดึงออกมาให้เห็น ทั้งหมดนี้ถูกนำมาประเมินว่า “สมควร” เป็นนักรบพิเศษหรือไม่ ถ้านักเรียน “จัดการ” กับมันได้ ก็ไปต่อ … ถ้าจัดการไม่ได้ก็ต้องออกไป

ทั้งนี้ คะแนนความประพฤติ และระเบียบมีไว้เป็นกรอบว่า ถ้าถึงที่สุดแล้วนักเรียนไม่ไหวจริงๆ ในแง่ความประพฤติ (ที่ถูกกดดัน) ก็จะถูกบันทึกการลงโทษอย่างเป็นทางการตามระเบียบเพื่อไม่ให้เสียประวัติเกินไปนัก

ความเป็นพระเจ้าของครูฝึกทำให้จำฝังใจว่า ชีวิต “ขี้ข้า” หรือ “ผู้แพ้” น่าอดสูปานใด

นักเรียนรบพิเศษต้องถูกกดดันลงไปสู่ก้นบึ้งของความอดสู ทำลายเกียรติ ไม่ไว้หน้า เหลือไว้อย่างเดียวที่ครูจะไม่แตะ คือ ตีน เพราะตีนสำคัญกว่าหน้า
การเฆี่ยนตี ไม่ใช่ของแปลกสำหรับพฤติกรรมผิดซ้ำซาก ถ้าจะตัดคะแนนก็คงถูกปลดพ้นฐานะนักเรียน ส่งกลับ ลงประวัติ งดบำเหน็จ และตัดสิทธิ์การมาสมัครทดสอบรอบใหม่ถ้ากลับตัวกลับใจได้ … สุดท้ายก็อยู่ในราชการไม่ได้

ดังนั้น มาตรการบังคับการต่อนักเรียนในหลักสูตรจึงมักเป็นมาตรการทางตรงมากกว่าการทำตามกฎระเบียบ เพราะเราในฐานะครูก็ไม่อยากทำลายอนาคตเด็กจากความผิดที่เกิดขึ้นภายใต้สภาพความกดดันพิเศษที่จำลองขึ้นมาเพื่อฝึก
นี่อาจเป็นความพยายามอธิบายเหตุผลข้อหนึ่ง ที่หลายคนพยายามบอกว่า…

“นักเรียนรบพิเศษทำผิดครูก็ลงโทษตามระเบียบสิ … “

มีคนพูดว่า “ทำแบบนี้ยอมรับไม่ได้”

ในฐานะสมาชิกสังคมคนรบพิเศษอาจพูดได้ว่าการที่ครูฝึกพยายามเลี่ยงวิธีกางระเบียบทำตามแบบแผนอย่างเต็มที่นั้น เพราะซาบซึ้งดีว่า ด้านหนึ่งใช้มันเป็นการปฏิเสธคนที่อาศัยระเบียบมาป้องกันตัว เพื่อไปสู่จุดหมายส่วนตัว และอีกด้านเราไม่อยากทำลายชีวิต และโอกาสในอนาคตการเป็นทหารของนักเรียนคนหนึ่งไปเสียในการฝึกครั้งเดียวที่มีแรงกดดันมากกว่าธรรมดา
(ถ้าเห็นว่าเราผิดระเบียบมากๆ เดี๋ยวเราไปแก้ไขระเบียบก็ได้ โดยเขียนว่า …..”การลงโทษให้จำกัดเท่าที่เจ้าตัวยินยอม”)

พูดถึงสิทธิมนุษยชน นักเรียนรบพิเศษก็ได้รับการสอน เพื่อให้รู้จักขนบโลก รู้จักความหมายของ Duty Torture Suffer Massacre Holocaust Genocide
แต่ทว่า นักเรียนที่อยู่ในรั้วมีสถานะเหมือนคนที่ตายไปแล้ว และมาฝึกฝนเพื่อที่จะทำทุกอย่างไม่ให้เพื่อนร่วมชาติต้องเจอกับสภาพการณ์ตามถ้อยคำข้างบน

เราเชื่อว่า นี่คือ การฝึกคนไว้ให้แผ่นดินตามแบบของเราที่ทำกันต่อเนื่องมาเกือบหรือมากกว่า 60 ปี แล้ว ใครเพิ่งรู้เพิ่งเห็นก็อย่ารีบแตกตื่น และมันเป็นวิธีการทำให้ได้ทหารที่พร้อมใช้งานที่จะคุ้มค่าภาษีของประเทศ

สุดท้าย ต้องขออภัยที่จะบอกว่าไม่ค่อยเห็นด้วยกับการด่วนสรุปของฝ่ายโฆษก และหากการฝึกรบพิเศษจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงมันก็ควรจะเป็นไปในแบบของมันเอง

@สรุปว่า…นัก(เรียน)รบพิเศษ รู้อยู่ว่าต้องพบอะไร ต้องทำอย่างไร และถ้าถึงที่สุดแล้ว ไปไม่ไหวแล้ว ต้องทำยังไง

ป.ล. ผู้เขียนเคยทั้งถูกฝึก และเป็นครูฝึกรบพิเศษ เป็นครูทหารสาขาการสงคราม เรียนวิชาทหาร ตั้งแต่ ร.ด. ไล่ไปจนถึง ม.ป้องกันประเทศ (ตปท.)
Cr….A-1 หน.นักเรียนนักทำลายใต้น้ำจู่โจมรุ่นที่19

************************
“SEAL” หน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม(ประเทศไทย) จาก…วิกิพีเดีย

หน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม หรือ ซีล เป็นหน่วยหนึ่งในหน่วยปฏิบัติการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือไทย ซึ่งนับเป็นหน่วยที่ได้รับการฝึกที่หนักที่สุดในบรรดาหน่วยรบพิเศษของทุกเหล่าทัพ

@ประวัติ…

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังทางเรือของทั้งฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายอักษะ ต่างก็ได้ส่งหน่วยรบพิเศษซึ่งเป็นหน่วยรบขนาดเล็กที่ได้รับการฝึก ให้มีขีดความสามารถเหนือทหารทั่วไปเข้าปฏิบัติการทำลายกองเรือและสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้าม ทำการก่อวินาศกรรมและปฏิบัติการลับอื่นๆ

ซึ่งผลการปฏิบัติของแต่ละฝ่ายต่างก็สร้างความเสียหายให้กับฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างมาก แม้ว่าสงครามจะสิ้นสุดลงแล้วแต่ภารกิจของหน่วยรบพิเศษก็ไม่ได้จบสิ้นไปด้วย ตรงกันข้ามกลับได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านองค์บุคคล องค์วัตถุและองค์ยุทธวิธี

สำหรับประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2495 กระทรวงกลาโหม ได้มีความคิดที่จะจัดตั้งหน่วยทำลายใต้น้ำขึ้น และได้เชิญผู้แทนเหล่าทัพกับกรมตำรวจไปประชุม เรื่อง การจัดตั้งหน่วยฝึกว่ายน้ำ ร่วมกับ จนท.ทร.สหรัฐฯ ประจำหน่วย MAAG (MILITARY ASSISTANCE ADVISORY GROUP) การประชุมคราวนั้นที่ประชุมมีมติให้ กองทัพเรือ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดตั้งหน่วยฝึก

และจากการหารือระหว่าง กองทัพเรือ กับ MAAG ซึ่งได้แนวความคิดในการจัดตั้งหน่วยฝึก พ.ศ. 2558 หน่วยนี้ยังได้ให้การฝึกแก่นักกีฬาสโมสรฟุตบอลราชนาวี ก่อนเข้าร่วมการแข่งขันไทยลีกคัพ

@การฝึก…

การฝึกในหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำจู่โจม ใช้ระยะเวลาประมาณ 7-8 เดือน นับเป็นการฝึกหลักสูตรทางทหารที่มีระยะเวลานานที่สุดของไทย แบ่งออกเป็น 5 ช่วง ได้แก่

การแนะนำการฝึกเบื้องต้น ฝึกการออกกำลังกายและการฝ่าอุปสรรคต่างๆ ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์

การฝึกจริง ใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์

การฝึกแบบเข้มข้น หรือเรียกว่า “สัปดาห์นรก” ใช้เวลา 120 ชั่วโมงโดยไม่มี

การหยุดพัก

การฝึกสอนยุทธวิธีต่างๆ

การฝึกยุทธวิธีในสภาพจริง ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน

เมื่อสำเร็จหลักสูตรจะได้ประดับตราความสามารถ ซึ่งออกแบบโดย พลเรือโทพัน รักษ์แก้ว โดยส่วนประกอบของตรามีความหมายดังนี้…

ปลาฉลาม สีขาวหรือสีน้ำเงิน หมายถึงจ้าวแห่งท้องทะเล ดุร้าย น่าเกรงขาม สง่างาม แข็งแกร่ง

คลื่น หมายถึง ความน่ากลัวของทะเลที่มีเกลียวคลื่นตลอดเวลา หรืออุปสรรคของคลื่นหัวแตก แต่ฉลามก็ไม่ได้หวั่นเกรง

สมอเรือ หมายถึง ทหารเรือ ในอดีตหลักสูตรจะรับเฉพาะทหารเรือเท่านั้น แต่ในปัจจุบันทางหน่วยได้รับทหารบก ทหารอากาศ และตำรวจเพิ่มด้วย

ธงชาติ หมายถึง การยอมพลีเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

กฎสำคัญของนักเรียนนักทำลายใต้น้ำจู่โจม คือ มีจิตใจเข้มแข็ง กล้าเผชิญหน้าต่อปัญหาต่าง ๆ ตัดสินใจด้วยความเด็ดขาด รวดเร็ว แม่นยำ ถูกต้อง เอาตัวเองรอดได้โดยไม่ทิ้งเพื่อน และมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ที่มา+photos https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1033803203391470&id=286401281465003&substory_index=0

https://th.wikipedia.org/…/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B…

https://www3.navy.mi.th/index.…/today/detail/content_id/8464

https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/…/12314724_779878135…

https://i.ytimg.com/vi/0jhmgMWtrHc/maxresdefault.jpg

https://i.ytimg.com/vi/EGcADIsdqm0/maxresdefault.jpg

http://rbjphoto.tumblr.com/

556
555

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment