”นายกฯ” ไม่ต้องมาจากเลือกตั้ง กับสูตรตั้งรบ.สองพรรค

โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร

มีกำหนดนัดหมายจะเรียกประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นัดแรกในวันที่ 21ตุลาคมนี้ โดยเป็นที่ชัดเจนว่า วันดังกล่าวจะมีวาระสำคัญคือการให้ที่ประชุม สปช. 250 คน โหวตเลือกประธานและรองประธาน สปช.อีก 2 คน และหลังจากวันที่ 21 ต.ค. ไม่เกิน 15 วันก็จะได้เห็นโฉมหน้า 36 อรหันต์กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรต่อไป ที่ก็คือไม่เกิน 5 พ.ย.นั่นเอง

การขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศของ สปช.นับจากนี้ ถูกจับจ้องและคาดหวังจากสังคมอย่างมากว่าการทำงานของ สปช.จะได้ผลอะไรเป็นรูปธรรมหรือไม่ และมันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศในด้านต่างๆ หรือไม่อย่างไร

“ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” สปช.ด้านการเมือง และคณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ชื่อนี้ดีกรีทางวิชาการและการเมืองคงไม่ต้องเกริ่นนำอะไรกันมาก เพราะชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างอยู่แล้ว โดย “ดร.เอนก” จะมาวิเคราะห์ทิศทางของ สปช.ต่อจากนี้ ซึ่งบางความเห็นน่าสนใจยิ่ง

ระหว่างนั่งสนทนาก็มีโทรศัพท์เข้ามายังเครื่องโทรศัพท์มือถือของ ดร.เอนก เพื่อแสดงความยินดีที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น สปช. โดยเจ้าตัวบอกว่า หลังมีการประกาศรายชื่อ สปช.ออกมา มีคนโทรศัพท์มายินดีและฝากข้อคิดเห็นต่างๆ ในเรื่องการปฏิรูปมากมาย จึงเห็นได้ว่ามีคนตั้งความหวังกับ สปช.ไว้อย่างมาก เพราะขนาดตอนได้เป็น ส.ส.ครั้งแรก หรือตอนมีตำแหน่งใหญ่ในพรรคการเมือง คนยังไม่โทรศัพท์มายินดีเท่ากับตอนได้เป็น สปช.
“เอนก” บอกว่า สิ่งที่อยากเห็นในการขับเคลื่อนของ สปช.ก็คือ สปช.ต้องเป็นสภาที่รับฟังกันและกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และคิดเรื่องปฏิรูปอย่างสร้างสรรค์และสมานฉันท์ ไม่อยากเห็นสภาปฏิรูปฯ เป็นสภาน้ำลายอย่างที่เราเห็นๆ กันมา หรือสภาที่ทะเลาะเบาะแว้ง เอาโต๊ะเก้าอี้ขึ้นมาอาละวาดกัน ไม่อยากเห็นสภาที่คนมีความรู้ความสามารถมากถ้าดูเป็นส่วนบุคคล แต่เมื่อมาทำงานร่วมกันกลับทำงานร่วมกันไม่ได้ กลายเป็นสภาที่ขัดแย้งกัน เพราะมาโชว์ฝีมือ ฝีปากกันจนทำงานร่วมกันไม่ได้ ครั้งนี้ประชาชนฝากความหวังไว้เยอะ จึงอยากให้สมาชิก สปช.ทุกคนต้องช่วยกันคิด ช่วยกันระดมสติปัญญา ผ่านกลไกของ สปช. รวมถึง สปช.ต้องไปคุยอย่างไม่เป็นทางการกับกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วย เพื่อให้ได้ช่องทางระดมสติปัญญาต่างๆ

“สปช.ด้านการเมือง” ให้ความเห็นว่า รายชื่อ สปช.ทั้งหมดถือว่าออกมาดี อาจมีคนที่เราไม่รู้จัก หรือไม่เคยได้ยินอยู่บ้าง หรือ สปช.บางส่วนที่บางคนอาจรู้สึกว่าเขาอาวุโสมากแล้วน่าจะพักผ่อน แต่คิดว่าถ้าเราทำสภาปฏิรูปฯ ต้องใจกว้าง เขาอาจจะเก่ง มีผลงาน แต่เราไม่รู้จัก อาจมาจากวงการที่เราไม่ได้ใกล้ชิด เราก็ต้องยอมรับ ต้องรับฟังคนที่มีประสบการณ์ด้วย ไม่อย่างนั้นเราก็จะคิดไปในทางเดียวกันหมด หากเป็นแบบนี้แม้อาจปฏิรูปได้ แต่อาจไม่ได้รับการยอมรับอย่างทั่วถึง คิดว่าภาพรวม สปช.ที่ออกมาถือว่าใช้ได้

พอถามถึงว่า สปช.ทั้ง 250 คน มีทั้ง สปช.ที่แสดงตัวชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณ พรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดง ขณะเดียวกันก็มีคนขึ้นเวที กปปส. แล้วก็มีคนที่เคยอยู่ในฝ่ายรัฐบาลเพื่อไทยและคนเสื้อแดงด้วย การทำงานของ สปช.จะจูนกันอย่างไรให้ทำงานไปด้วยกันได้ “เอนก” ตอบว่า อยู่ที่ สปช.ต้องช่วยกัน ตลอดจนประธานและรองประธาน สปช. ตรงนี้จะสำคัญมาก ถ้าได้ประธานที่ใจกว้าง ไม่คิดอยู่ในกรอบของตัวเองหรือฝ่ายตัวเองหมด แล้วยื่นมือไปหาคนอื่น ให้เกียรติคนอื่น ก็คิดว่า สปช.จะไปในทางที่สมานฉันท์ได้ ในส่วนนี้คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร

มุมวิเคราะห์ของเจ้าของทฤษฎีการเมือง “สองนคราประชาธิปไตย” ต่อปัญหาและอุปสรรคที่จะทำให้ขบวนรถไฟสายปฏิรูปอาจไปไม่ถึงปลายทางที่สังคมตั้งความหวังไว้ เขาบอกว่าการปฏิรูปจะสำเร็จหรือไม่ ฝ่ายการเมืองต้องมีส่วนสำคัญในการสนับสนุน ซึ่งหากฝ่ายการเมืองดำเนินการก็จะทำให้กลไกต่างๆ เคลื่อนไปได้ และไม่ห่วงว่าระบบราชการจะทำให้การปฏิรูปไม่สำเร็จ เกิดปัญหาติดขัด เพราะถ้าฝ่ายการเมืองที่ก็คือนายกรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งลงไป ระบบราชการก็คงปรับตัว คืออาจได้จากระบบราชการไม่ถึงร้อย แต่ก็น่าจะเกินครึ่ง เรื่องระบบราชการไม่ค่อยห่วงวิตก ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมือง ถ้าเขาเห็นด้วยและเอาจริงเอาจังกับเรื่องปฏิรูป

“ต้องทำให้ สปช.เดินไปแบบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในเรื่องการปฏิรูปฯ และทำให้ คสช.คิดตาม สปช.ให้ได้มากที่สุด เราก็ไม่ได้หวังหมดหรอก ซึ่งการหวังให้ได้มากที่สุด หากเป็นแค่ความเห็น สปช. 250 คน หรือความเห็นผมคนเดียว มันไม่มีแรงพอ ก็ต้องให้พี่น้องประชาชนตามอุดมคติมาช่วยสนับสนุนให้มากที่สุด ช่วยกันร่วมกันคิดและผลักดัน และสื่อเองก็เห็นด้วย มันก็จะเกิดพลัง แต่หากว่าขาดสิ่งเหล่านี้ มันก็เป็นได้แค่สภาพูด”
“ดร.เอนก” กล่าวอีกว่า หากดูอำนาจหน้าที่ของสภาปฏิรูปฯ แล้ว อำนาจจริงๆ ก็คือลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ที่ต้องให้สมาชิกอภิปรายถกเถียงและผ่าน นี่คือหน้าที่ที่มีอำนาจจริงๆ แล้วก็การตั้ง สปช.หรืออาจมีคนนอกด้วย 20 คนไปร่าง รธน.ฉบับถาวร แล้วก็รับฟังความคิดเห็นต่างๆ ซึ่งตอนร่าง รธน. ทาง กมธ.ต้องรับฟังความเห็นสภาปฏิรูปฯ ด้วย

…แต่บทบาทหน้าที่ สปช.อย่างอื่น เช่น หากอยากปฏิรูปด้านการศึกษาแล้วสิ่งที่จะต้องปฏิรูปมันเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ก็ต้องไปเสนอกฎหมาย ไปแก้กฎหมายที่มีอยู่โดยผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือหากเกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหาร ก็ต้องเสนอไปยังรัฐบาล หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญสภาปฏิรูปฯ ต้องร่วมแรงร่วมใจกันกับคนไทยทั้งชาติว่าอยากเห็นบ้านเมืองไปทางไหน
มันอาจคล้ายๆ กับตอนร่าง รธน.ฉบับประชาชนปี 40 ตอนนั้นก่อนจะผ่านร่างออกมาเขาก็มีการไปตั้งเวทีไปพูดคุยกับคนต่างๆ เยอะ ผมว่าคราวนี้ก็ควรต้องทำ
…ต้องให้เป็นการปฏิรูปโดยประชาชนไทย อันนี้จะมีพลังมาก การปฏิรูปโดยคน 250 คน ไม่มีกำลังอะไร แต่ 250 นี้จะช่วยชี้ช่วยเสนอช่วยนำอะไรดีๆ มาเล่าให้ประชาชนฟัง แล้วให้ประชาชนช่วยกันคิดและช่วยตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ก็จะทำให้มีน้ำหนักมาก ทำให้รัฐบาลและกรรมาธิการยกร่าง รธน.ต้องฟัง
แต่เวลาในการไปทำเรื่องกรอบต่างๆ ที่ สปช.มีเวลาแค่ 2 เดือนก็สั้นมาก สปช.ก็ต้องทำงานให้เร็ว อาจใช้เครือข่ายข้อมูลที่เคยทำก่อนหน้านี้ เช่น เครือข่ายเก่าในช่วงการร่าง รธน.ก่อนหน้านี้ ซึ่งเครือข่ายเก่ามีข้อดีคือรู้งานก็ทำให้เร็ว

-คนยังสงสัยว่า สปช.จะเป็นอิสระจาก คสช.จริงไหม จะมีการรับโมเดล พิมพ์เขียวปฏิรูปมาจาก คสช.ด้วยหรือไม่ มีการแทรกแซงเกิดขึ้นได้ไหม?
คงยาก ใครจะมากำหนด สปช.ได้ ผมดูจากวิธีการสรรหาและรายชื่อที่ออกมา คงสั่งได้บ้าง ขอได้บ้าง แต่ไม่ใช่เป็นจำนวนที่ สปช.ต้องเขว ที่สำคัญ  สปช.ที่มีความเข้าใจและมีประสบการณ์ และมีความรู้ต้องรวมกัน เกิดเป็นสามัคคีธรรมของสัตบุรุษ จะเอาแต่เก่งอย่างเดียว เข้าใจมากกว่าใคร รู้ข้อเท็จจริงมากกว่าใคร คงไม่สำเร็จ ต้องถ่อมตัว สปช.ต้องถ่อมตัว เราต้องเรียนรู้จากคนอื่น แต่อะไรที่เห็นว่ามันถูก เราก็ต้องพูด เราต้องแสดงความคิดเห็น
-รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 แม้จะบัญญัติว่าให้ สปช.ส่งข้อเสนอการปฏิรูปไปยังรัฐบาล สนช.หรือหน่วยงานต่างๆ แต่เมื่อส่งไปแล้วอาจไม่รับสิ่งที่ สปช.เสนอไปเลยทุกเรื่องก็ยังได้?

ก็ถูกต้อง ก็เป็นเรื่องปกติ สปช.จะไปสั่งเขาทั้งหมดก็คงยาก ไม่มีใครยอมให้คนอื่นสั่งได้ทั้งหมดหรอก เขาก็มีความคิดของเขาอยู่ สิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้ร่วมกัน ต้องทำให้ สปช.กับ คสช.ต้องเรียนรู้ร่วมกัน คือจากนี้ไปจนถึง 1 ปีที่ คสช.จะอยู่ในอำนาจ อะไรจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็อยู่ที่ คสช.จะสนับสนุนมากน้อยแค่ไหน
…สปช.กับ คสช.ก็ไม่ควรเป็นปรปักษ์ต่อกัน แต่ สปช.ก็ต้องไม่ทำตัวเป็นลูกไล่ คสช. สปช.ต้องหาดุลยภาพที่ทำให้ คสช.ยำเกรงและเคารพ โดย สปช.ก็ต้องให้เกียรติ ให้ความนับถือ คสช. ด้วยเพราะ คสช.เองเวลานี้ก็ยังเป็นองค์อธิปัตย์อยู่ แล้วก็ต้องมองเขาในแง่ดีด้วยที่เขาตั้ง สปช. เพราะไม่อย่างนั้น คสช.จะตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาอย่างเดียวแบบที่คณะรัฐประหารชุดเดิมๆ ทำมาก็ได้ เราก็ต้องใช้โอกาสนี้ปฏิรูป

“เอนก” ยอมรับว่า ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ สปช.ไปศึกษากรอบการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ เป็นเวลา 60 วันหลังเปิดประชุม สปช.นัดแรก แล้วให้ส่งผลการศึกษาให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญช่วง 60 วันดังกล่าว เวลาอาจน้อยเกินไป แต่ สปช.ก็ต้องทำภายใต้เวลาที่มี คิดอะไรได้ก็ทำไปก่อน แล้วความรู้และวิสัยทัศน์ด้านปฏิรูปที่เคยมีคนศึกษาทำกันมาก่อน อย่างสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยตั้งคณะกรรมการศึกษาเรื่องการปฏิรูปที่มีอานันท์ ปันยารชุน และ นพ.ประเวศ วะสี เป็นกรรมการ ก็คงต้องเอามาดู เอามาใช้ได้ สปช.ไม่ถึงกับเริ่มจากศูนย์ ก็เอาองค์ความรู้นั้นมา
…สปช.เองก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเป็นองค์กรทางการเมือง คือไม่ใช่ว่าจะใช้แต่ความรู้ แต่ต้องรู้ด้วยว่าจะเดินไปแบบไหนให้เป็นที่ยอมรับ คือไม่ใช่ไปพูดเรื่องอุดมคติจนทำไม่ได้เลย หรือใช้เวลาเกิน 1 ปี แบบนี้ก็ทำไม่ได้

“สปช.ต้องคิดว่าตัวเองคือองค์กรเชิงปฏิบัติและเป็นองค์กรการเมืองด้วย การทำงานจะต้องระดมสรรพกำลัง ต้องประสานกับ คสช. ต้องประสานกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง ต้องไปคุยกับเสื้อเหลือง เสื้อแดง ในส่วนของเรื่องปรองดอง สปช.อาจไม่ต้องทำโดยตรง แต่หากทำตามที่เสนอนี้มันก็ช่วยทำให้เกิดการปรองดองไปเยอะแล้ว
ถ้า สปช.ไปทำโดยไม่ให้คนอีกพวกหนึ่งมายุ่งเลย คุณคิดว่ามันจะดีหรือ มันไม่ดี หรือกันพวกที่สามออกไปแล้วเอาแค่คนสองพวกเข้ามาเท่านั้น แล้วมันจะสำเร็จหรือ มันก็ไม่สำเร็จ มันต้องทำให้คนทั้งสังคม ร่วมแรงร่วมใจไปด้วยกัน”
“สปช.ด้านการเมือง” ย้ำว่า ในช่วง 1 ปีต่อจากนี้ สิ่งที่ประชาชนจะได้เห็นจาก สปช.นอกจากร่าง รธน.ฉบับถาวรที่ สปช.อาจโหวตให้ความเห็นชอบแล้ว ทาง สปช.ก็ต้องไปคุยกันว่าอะไรบ้างที่เป็นเรื่องเร่งด่วนต้องผลักดันให้เป็นรูปธรรมภายใน 1 ปี หรือไปดูว่าแม้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ด้วยช่วงเวลา 1 ปี ยังไงมันก็ไม่ทัน สปช.ก็ต้องไปเขียนเป็นแผนหรือเค้าโครงเอาไว้ เพื่อให้รัฐบาลหลังเลือกตั้งมาทำต่อ

เขาย้ำว่า สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดก็คือ หาก สปช.ชุดนี้ทำงานได้ความได้เรื่องรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่จะยกร่างกันหลังจากนี้ ก็ควรมีบทบัญญัติให้มีสภาปฏิรูปฯ แบบถาวรไปเลย ประเทศเราก็จะปฏิรูปไปได้ตลอด ไม่ใช่ว่าประเทศเรากำลังใกล้จะพังพินาศแล้วถึงค่อยมาคิดเรื่องปฏิรูป แต่ที่พูดไม่ได้หมายถึงว่าผมอยากกลับมาเป็น สปช.อีก แต่ประเทศต้องปฏิรูปได้ทุกเดือน ทุกปี ก็จะยิ่งดี คือด้วยงานประจำของรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ มันล้นอยู่แล้ว แล้วสังคมจะก้าวไปข้างหน้าไปได้อย่างไร ถ้าทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจมอยู่แต่กับเรื่องประจำ หรือกับเรื่องผลประโยชน์ที่เป็นความเสียหายเฉพาะหน้าทางการเมืองของรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แบบนี้ประเทศเรามันก็จะไปแบบธรรมดา แต่ถ้าเราสภาปฏิรูปฯ แล้วก็คิดปฏิรูปด้านต่างๆ แล้วก็มีระบบที่จะโยงมาถึงรัฐบาลและรัฐสภาได้ และต้องเขียนบังคับเอาไว้ด้วย มันก็จะเหมือนกับที่เรามีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒนาการเมือง แต่เราเอามาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยให้สภาปฏิรูปฯ สามารถผลักดันเรื่องต่างๆ ได้อย่างจริงจังมากขึ้น

…ถ้ามีสภาปฏิรูปฯ ถาวรแล้วโยงไปให้ถึงกลุ่มเครือข่ายวิชาชีพต่างๆ สังคมเราจะ “ปฏิรูปตัวเอง” ได้ตลอดเวลา ปฏิรูปที่เราคิดตอนนี้คือเหมือนกับสังคมไทยเราป่วย แล้ว สปช.จะมาเป็นหมอที่จะมาผ่าตัด

แต่ที่ผมคิดคือประชาชนไทยต้องสามารถรักษาสุขภาพตัวเองได้เลย คนในวงการต่างๆ เช่น สื่อมวลชน ท้องถิ่น ก็คิดเรื่องกรอบการปฏิรูปงานของตัวเอง ส่งมายังสภาปฏิรูปฯ ถาวรที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วก็ช่วยกัน ขยับแบบนี้ตลอด ก็จะทำให้เป็นสังคมที่ไม่เฉื่อย ไม่หยุดอยู่กับที่ โดยไม่ต้องให้คนมีอำนาจมาสั่งว่าต้องทำ แต่คิดเองได้ว่าต้องทำอย่างไร มันก็จะเป็น Bottom up reform มากขึ้น

ที่น่าสนใจคือเมื่อถาม “ดร.เอนก” ถึงแนวคิดเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมือง เขาให้ความเห็นว่าการแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองที่ประเทศเจอมาหลายปี จำเป็นต้องออกแบบรัฐธรรมนูญบางมาตราเพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลับไปสู่ความเสี่ยง หรือใกล้เข้าสู่สภาวะรัฐล้มเหลวแบบที่เคยเกิดขึ้น

ข้อคิดเห็นดังกล่าว “ดร.เอนก” เสนอไว้ว่า เรื่องปฏิรูปการเมืองยังไม่อยากพูดอะไรมาก แต่สิ่งที่เสนอไปแล้วคนคงไม่คัดค้าน ก็อย่างเช่น ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค และหาก ส.ส.ลาออกจากพรรคก็ต้องไม่เสียสิทธิ์ในการเป็น ส.ส. คือไม่ต้องพ้นการเป็น ส.ส. คือยังให้มีพรรค แต่ไม่จำเป็นว่าต้องให้คนสมัคร ส.ส.ต้องสังกัดพรรค และไม่จำเป็นต้องเขียนถึงขนาดว่าลาออกจากพรรคต้นสังกัด หรือพรรคขับออกจากสมาชิกภาพจะต้องพ้นจากการเป็น ส.ส. หรือหากไม่พ้นจากการเป็น ส.ส. แต่ต้องรีบไปหาพรรคสังกัดใหม่ภายในกี่เดือน

สิ่งเหล่านี้ควรต้องให้เหมือนประเทศทั่วไป ประเทศทั่วไปเขาไม่มีการบังคับ มีแต่ประเทศไทยที่บังคับ แต่ก็พูดแบบเห็นใจเขา คือ ส.ส.เราก็ไม่มีระเบียบวินัย พรรคก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ตอนนี้พรรคเราเติบโตขึ้นจริงๆ แล้ว ดังนั้นการไม่สังกัดพรรคก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างน้อยที่สุด คนที่เขาโดดเด่น แล้วเขาคิดว่าตัวเองดีกว่าพรรคที่มี 2-3 พรรค แล้วเขาไม่อยากลง ส.ส.โดยสังกัดพรรค ก็ให้เขาลงอิสระได้ แบบนี้จะช่วยลดปัญหาหลายอย่างไปได้ รวมถึงลดปัญหาที่ว่าใครคุมพรรคได้ ก็สั่งลูกพรรคให้ทำทุกอย่างได้ จนทำให้ลูกพรรคเหมือนลูกจ้าง พรรคบางพรรค สมาชิกพรรคเหมือนลูกจ้าง ก็ไม่ควรให้เป็นแบบนั้น

นอกจากนี้ผมก็เห็นว่าอาจถึงเวลาที่เราต้องพิจารณาระบบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภาของเรา ว่ามันเป็นประชาธิปไตยแบบมีฝ่าย คือมีฝ่ายชนะกับฝ่ายแพ้ มีฝ่ายรัฐบาลและกับฝ่ายค้านเกินความจำเป็นหรือเปล่า แบบนี้มันเป็นประชาธิปไตยแบบ Anglo-Saxons แบบพวกเชื้อสายอังกฤษ สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ที่เอาเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างมากบางทีก็ไม่ถึงครึ่ง เพราะเวลาที่เราไปนับคะแนนว่าใครจะได้เป็น ส.ส. บางทีคนหนึ่งได้ 40 เปอร์เซ็นต์ แต่อีกคนได้ 39 เปอร์เซ็นต์ของผู้หย่อนบัตร คนได้ 40 เปอร์เซ็นต์ชนะไปเลย คนได้ 39 ก็ศูนย์ไปเลย ไม่ได้อะไรเลย

มันเป็นการเลือกตั้งที่ทำให้มีฝ่ายแพ้กับฝ่ายชนะเสมอไป แต่การเมืองเราตอนนี้เป็นการเมืองพิเศษ คือสังคมไทยเราตอนนี้เป็นสังคมแบบพหุนิยมไปแล้ว คือมี 3 พวก ขอเรียกว่าพวกสีเหลือง-สีแดง และสามคือพวกที่ไม่ใช่เหลืองและแดง แล้วจะมีวิธีไหนที่จะทำให้อย่างน้อยสองพวก แต่ถ้าให้ได้สามพวกด้วยผมก็ไม่ขัด ได้เข้ามาตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะได้คะแนนเป็นที่หนึ่งหรือที่สอง อาจต้องคิดถึงขั้นที่ว่าต้องผูกกันไว้เลย

“ตอนนี้คนก็รู้กันว่าพรรคที่ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งกับอันดับสองเป็นปรปักษ์กัน ก็ให้เขียนรัฐธรรมนูญมัดไว้เลย ก็คือให้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนที่หนึ่งกับพรรคที่ได้ที่สองจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน

แล้วนายกรัฐมนตรีไม่ต้องไประบุหรอกว่าต้องเป็นสมาชิกพรรค ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใครก็ได้ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้ มันอาจทำให้เกิดนายกฯ อีกคนหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องเป็นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่เป็นใครก็ได้ที่เหมาะจะเป็นนายกรัฐมนตรีโดยเป็นที่ยอมรับจากทั้งสองฝ่าย

มันก็จะเป็นการบังคับอยู่นิดๆ ว่า สองฝ่ายจะต้องมาร่วมกัน แต่ทีนี้ทำอย่างนี้อย่างเดียวมันไม่สำเร็จหรอก มันต้องอยู่ที่จิตสำนึกของพรรคที่หนึ่งกับพรรคที่สอง ว่าประเทศเสียหายมามากแล้ว หากขืนคุณยังสู้กันแบบนี้ แล้วคุณก็ไปบอกคนของคุณว่าให้สู้กัน ประเทศมันรอดมาจากการเป็นประเทศล้มเหลวคราวที่แล้วแบบหวุดหวิด คุณยังจะเอาประเทศมาเสี่ยงอีกหรือเปล่า ถ้าไม่อยากเอาประเทศมาเสี่ยงอีก คุณก็ต้องใช้จิตสำนึกและการพูดคุยกับคนในพรรคของคุณและกับมวลชนของคุณ ว่าต้องร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล แบบนี้ก็จะประคับประคองประเทศไปได้”

อย่างไรก็ตาม โมเดลดังกล่าว “ดร.เอนก-สปช.” บอกว่า แนวทางนี้หากไม่ชอบแบบนี้จริงๆ ก็เอาแบบนี้ให้อยู่สัก 5 ปี 10 ปี แล้วจากนั้นก็มาเอาเรื่องนี้ออกไปแล้วก็มาสู้กันต่อไปอีก ก็แล้วแต่คุณ ในโลกมันมีหลายประเทศเป็นแบบนี้ แต่เราไม่คุ้น

…เช่น มาเลเซียก็แบบนี้ อย่างมาเลเซีย ถ้าคุณเอาแต่พรรคที่ชนะเท่านั้น ก็จะได้แต่พรรคของคนมาเลเซียเท่านั้นเข้าไปเป็นรัฐบาล ส่วนพรรคของคนจีน คนอินเดีย จะเป็นฝ่ายค้านตลอด แล้วมันจะเป็นไปได้หรือไม่ กับสังคมที่คนมาเลเซียมี 55 เปอร์เซ็นต์ คนจีนมี 40 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็คนอินเดียอีก 5 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นสังคมสามสี คุณจะเอาคนสีเดียวมาเป็นรัฐบาล แล้วอีกสองสีเป็นฝ่ายค้านตลอด มันก็อยู่ไม่ได้ มาเลเซียของมีมารยาทและประเพณีที่สืบทอดกันมา ว่ายังไงก็ต้องให้อีกสองชนชาติเข้ามาอยู่ในรัฐบาลให้ได้

ในสิงคโปร์ ประธานาธิบดีส่วนใหญ่ของเขาจะให้คนมุสลิมเป็น แต่นายกรัฐมนตรีจะเป็นคนจีนทั้งนั้น เพราะคนจีนในสิงคโปร์มีประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ แต่เขาจะไม่ทิ้งคนมุสลิมเด็ดขาด หรือที่เนเธอร์แลนด์ ที่มีทั้งพวกที่เป็นคาทอลิก เป็นโปรเตสแตนต์ ฝ่ายสหพันธ์กรรมกรและเสรีนิยม ก็คือจะมี 4 กลุ่มใหญ่ โดยคน 4 กลุ่มใหญ่เหล่านี้ในเนเธอร์แลนด์ ยังไงก็ต้องมาตั้งรัฐบาลร่วมกัน บางครั้งโปรเตสแตนต์อาจจะได้ที่นั่งมาก บางทีก็เป็นสายกรรมกรได้ที่นั่งมาก แต่เขาจะไม่ดันไปเป็นฝ่ายค้านหมด
…ถ้าเราจะทำแบบนี้ เราก็ต้องปรับจิตใจของเราใหม่ว่า เห็นสภาที่ไม่มีฝ่ายค้านมากพอหรือแทบไม่มีฝ่ายค้านเลย แล้วคนที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบก็คือองค์กรอิสระ แล้วก็ใช้กระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายที่ตรวจสอบได้จริงๆ มันก็อาจต้องคิด

-ถ้าเสนอแนวคิดนี้ไปก็ต้องมีเสียงไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะเรื่องนายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง และทำไมต้องผูกให้พรรคอันดับหนึ่งกับสองมาตั้งรัฐบาลร่วมกัน?
ก็แล้วแต่สังคมจะพูดคุยกัน แต่ผมเองรับได้หมด จะให้เป็นตลอดไป ผมก็ไม่ว่า หรือจะเอาแค่ 10 ปีผมก็ไม่ว่า บางคนบอกว่าเอาแค่ 5 ปี แต่อย่างน้อยที่สุด คุณต้องลองทำดู ไม่อย่างนั้น เขียนรัฐธรรมนูญไปมันก็เป็นแบบเดิม มันก็กลับมาเป็นแบบเดิมอีก แล้วบ้านเมืองมันจะไหวหรือ แล้วคุณเป็น สปช.เป็นคนไทยที่อยากเห็นบ้านเมืองมันดี ด้วยความคิดที่ปฏิรูปที่อยากเปลี่ยนแปลงคุณจะต้องรู้ว่าเมืองไทย สังคมไทย ตอนนี้มันอยู่ในสภาพไหน เพราะฉะนั้นไม่มีกฎเกณฑ์อะไรที่ตายตัว มีให้น้อย อย่างเช่น เราต้องมีประชาธิปไตย ซึ่งคนทุกสีต้องการเห็นประชาธิปไตย ไม่มีใครอยากเห็น คสช.เป็นรัฏฐาธิปัตย์ตลอดไป และไม่อยากให้อยู่นาน บนพื้นฐานร่วมกัน ตรงนี้ก็ต้องทำอย่างไรให้เกิดความคิดใหม่ๆ
เป็นการเสนอแนวคิดเรื่องการเมืองที่ควรนำไปสู่การยกร่าง รธน.ฉบับถาวรที่น่าสนใจของ “เอนก-สปช.ด้านการเมือง” และเมื่อถามย้ำว่า แล้ว สปช.จะกล้าเสนอแนวคิดอะไรใหม่ๆ ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมหรือไม่ เพราะดูแล้ว สปช.จำนวนมากก็เป็นอดีตข้าราชการหรือคนที่อยู่ในวงราชการ ที่อาจเป็นพวกอนุรักษนิยมที่อาจไม่เอาด้วยกับการปฏิรูปแบบใหญ่ๆ?

คำถามดังกล่าว สปช.ผู้นี้ตอบว่า มันก็กล้าเรื่อยๆ เพราะปัญหาประเทศเรามันหนัก คงพูดคุยกัน โน้มน้าวกัน เอาให้ได้มากที่สุด แต่หากไม่ได้ คือเสียงฝ่ายที่ไม่เอาด้วยมีมากกว่าก็ต้องหยุด การปฏิรูปมีได้หลายแบบ แต่แบบที่ทำได้แน่ๆ เลยก็ยกตัวอย่างยุคปีเตอร์มหาราช (สมเด็จพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 แห่งรัสเซีย) ที่เด็ดขาด จะไปทางไหนต้องไปทางนั้น แบบนั้นจะเอาไหม ทุกอย่างที่ซาร์ฟังมาแล้วเห็นด้วยก็ประกาศเปรี้ยงไปเลย ใครไม่เห็นด้วยก็จัดการ อย่างนี้เอาไหมล่ะ มันก็เป็นไปไม่ได้ในสังคมไทย

มาเป็นสภาปฏิรูปฯ แบบนี้ก็มากกว่า 1 คนแล้ว ปีเตอร์มหาราชมีแค่คนเดียว อันนี้ 250 คนมาช่วยกันคิด มันย่อมมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในทุกๆ เรื่อง ก็ต้องมีการโน้มน้าวจูงใจ แล้วหากไม่มีเวลาก็ต้องใช้เสียงข้างมากปกติ
ถามเพื่อลองให้ส่องกล้องมองไปข้างหน้าว่าหากการปฏิรูปไม่สำเร็จจะเกิดอะไรขึ้น ความขัดแย้งทางการเมืองจะหนักขึ้นกว่าเดิมไหมหากไม่สำเร็จอย่างที่คนคาดหวัง “เอนก” ตอบคำถามนี้ว่า ก็คงเกิดอะไรเยอะแยะ และคงกระทบกระเทือนการนำของ คสช.ด้วย การประเมิน คสช.ก็จะเปลี่ยนไปถ้าการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ
…ผมจึงจะบอกว่า คสช.ต้องสนใจการปฏิรูป คือใกล้ชิดในความหมายที่ว่าให้กำลังใจ ให้การสนับสนุน ให้คุณค่ากับสิ่งที่ สปช.เสนอ อะไรที่ทำได้รีบทำ อยากให้กลับไปสู่จังหวะเหมือนตอนยึดอำนาจใหม่ๆ ตอนนั้นทำอะไรก็เร็ว มีผลงานวันต่อวัน ตอนนี้ดูแล้วมันเงียบๆ คสช.ต้องทำงานให้เร็ว แต่คราวนี้อย่าไปทำตามใจตัวเอง แล้วต้องประสานกับ สปช.ให้มากๆ อย่าไปแบบประเภทที่ว่า เกาะติดงานประจำที่รัฐบาลทำอยู่ แต่ปฏิรูปรอไปก่อน รอให้ สปช.ว่ากันให้เสร็จก่อน ผมว่าถ้าเป็นแบบนั้น มันก็จะส่งสัญญาณอะไรที่มันไม่ตรงกับสิ่งที่ คสช.ที่เป็นแม่ของรัฐบาลคิดตั้งแต่ต้น ก็คือว่า 1 ปีจะเป็น 1 ปีแห่งการปฏิรูป ก็ต้องทำให้สำเร็จ ไม่ใช่ลืมไปเลยแล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของ สปช.ไปเลย แถมไม่สนใจอีกว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ไม่อย่างนั้นมันก็เสียเวลาโดยใช่เหตุ แต่ก็ต้องไม่เข้ามาสั่งว่าจะให้ปฏิรูปแบบไหน แนะนำอะไรบ้างก็คงได้ แต่ว่าจะมาสั่ง จะมามีบลูพรินต์อะไรคงไม่ดี
“ผมก็หวังว่าจะสำเร็จ จะมีการขอการสนับสนุนจากฝ่ายต่างๆ เช่น จากพลังการเมืองใหญ่ๆ 2-3 พลังที่มี เพื่อให้สนับสนุน สปช. สปช.ไม่ใช่ผู้วิเศษ” ดร.เอนกกล่าวทิ้งท้าย.

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ปฏิรูปท้องถิ่น เดินไปทางไหน?

กับความเคลื่อนไหวที่ออกมาต่อเนื่องเรื่องตัวบุคคลที่จะมาเป็น “ประธาน-รองประธาน สปช.” ที่จะเลือกกันในวันที่ 21 ต.ค.นี้ ท่ามกลางกระแสข่าวว่าเต็งหนึ่งยังเป็น “ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์” อดีตอธิการบดีจุฬาฯ

“เอนก” ให้ความเห็นถึงสเปกประธาน สปช.ว่า ต้องเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจาก สปช.อื่นๆ ให้มาก ก่อนอื่นต้องได้เสียงข้างมากจาก สปช.ที่เขาเลือกกัน แต่แค่นั้นยังไม่พอ ต้องสร้างการยอมรับตั้งแต่วันแรกที่สมาชิกเลือกให้เป็นประธาน สปช. จะต้องสร้างการยอมรับต่อไปไม่หยุด ต้องเป็นคนไม่โดดเด่นที่ตัวเอง แต่ต้องเป็นคนที่ช่วยหนุนส่งเสริมทำให้คนอื่นๆ โดดเด่น ไม่ใช่ตัวเองโดดเด่น

…ถ้าได้คนที่มีภาพลักษณ์ปฏิรูปด้วยก็ดี มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องปฏิรูปทั้งหมดและปฏิรูปในแต่ละด้านพอสมควร และต้องเป็นคนที่ต่อเชื่อมกับคนภายนอกได้ดีด้วย และต้องไม่เป็นคนที่พอเอ่ยชื่อแล้ว คนก็รู้ว่าเป็นคนของฝ่ายไหน ถ้าแบบนั้นก็ลำบาก ต้องได้คนที่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายต่างๆ มากที่สุด
ส่วนประธาน ผมคิดว่าทหารเป็นไม่เหมาะสมอยู่แล้ว เพราะเสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ทหารอยู่แล้ว รัฐบาลก็มีทหารเยอะอยู่แล้ว ถ้า สปช.มีทหารน้อยแล้วไปให้บทบาท สปช.มันก็ดีกับ คสช.ด้วย เพราะในต่างประเทศก็จะไปให้ความสำคัญกับบทบาท สปช. ว่า สปช.จะนำพาประเทศไปทางไหน แต่ถ้าคุณไม่ทำดีตรงนี้ เป้าก็มาจะมาที่ คสช.ไม่หยุด

นอกจากนี้ยังเห็นด้วยหากฝ่ายต่างๆ เช่น พรรคการเมืองหรือภาคประชาชนจะตั้ง สปช.เงาหรือสภาปฏิรูปฯ คู่ขนาน แต่การตั้งดังกล่าวไม่ควรให้มาขัดกันจนทำงานไม่ได้ แล้ว สปช.ต้องใจกว้าง ต้องมีภูมิปัญญาที่จะไปเอาความรู้ความสามารถคนอีกเยอะ ซึ่งที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือพวกที่เข้ารับการสรรหา สปช.ร่วม 6 พันกว่าคนที่ไม่ได้รับเลือกหลายคนเก่ง ก็ต้องเอาคนมาเป็นกรรมาธิการอะไรต่างๆ

“คณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต” ที่ติดตามเรื่องการเมืองท้องถิ่นมาตลอดหลายสิบปี ยังให้ความเห็นถึงเรื่องการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น รวมถึงวิธีการบริหารท้องถิ่นของ คสช.ในช่วงนี้ด้วยว่า เรื่องที่อยากพูดก็คือสิ่งที่เกิดตอนนี้มันสวนทางกับสิ่งที่ผมคิดเลยมีอะไรในใจที่ผมอยากพูดมาก การปฏิรูปต้องปฏิรูปรัฐส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่น ต้องทำให้ท้องถิ่นมีความเจริญก้าวหน้า มีบทบาทและศักยภาพสูงขึ้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องได้รับการสนับสนุนส่งเสริมและกระตุ้นให้เขามาทำหน้าที่พัฒนาประเทศให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้เห็นมาตั้งแต่ยึดอำนาจก็คือมีความรู้สึกกันว่า ท้องถิ่นมีจุดอ่อนข้อบกพร่องหรือล้มเหลว จึงตั้งข้าราชการเข้าไปในสภาท้องถิ่น ถ้านายกฯ อบต.หรือนายกเทศมนตรีหรือสภา กทม. เกิดหมดอายุจนถึงจากนี้ไปอีกหนึ่งปีแล้วไม่มีการเลือกตั้งแล้วเอาคนที่รัฐบาลตั้งมาดำรงตำแหน่งแทน อยากบอกว่าการกระจายอำนาจตั้งแต่ปี 40 เป็นต้นมา จนถึงปี 57 พบว่าในช่วง 17 ปีมานี้ท้องถิ่น อปท.เดินไปข้างหน้าพอสมควรแล้ว เป็นที่ยอมรับของประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นพอสมควรแล้ว เราคนกรุงเทพฯ มองไปอาจรู้สึกว่าท้องถิ่นไม่ได้ทำอะไรแล้ว แต่หากไปถามกันจริงๆ เช่นไปถามประชาชนในเขตเทศบาล เขาก็จะบอกว่าเทศบาลได้ทำอะไรไปหลายอย่าง มีผลงานอะไรบ้าง

…นายกเทศมนตรีบางคนได้รับความเชื่อถือมาก ได้รับการเลือกตั้งไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง บางคนที่ไม่ดี คนในพื้นที่ก็หาวิธีการไม่ให้นายกเทศมนตรีที่ไม่ดีได้กลับมาอีก หรือ อบต.หลายที่ก็ทำงานอะไรที่สร้างสรรค์มาก แต่ก็ไม่ใช่ว่า อปท.ไม่มีจุดอ่อน มันก็มีจุดอ่อน แต่ก็ต้องแก้ไขจุดอ่อน ไม่ควรเอาจุดอ่อนนั้นมาเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเลิกการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือทำให้การปกครองส่วนท้องถิ่นลดบทบาทลงไป แล้วจะไปปกครองประเทศโดยส่วนกลางและภูมิภาคมากขึ้น ผมว่ามันจะเป็นการถอยหลัง วิธีการจับกุมดำเนินคดีนักการเมืองท้องถิ่นทุจริตคอร์รัปชันทำไปเถอะไม่มีใครปฏิเสธ แต่ไม่ควรเอานักการเมืองท้องถิ่นไม่ดีมาทำให้นักการเมืองท้องถิ่นดีๆ หมดโอกาสในการพัฒนาท้องถิ่น

“สปช.ด้านการเมือง” ย้ำว่า องค์กรปกคองส่วนท้องถิ่นตอนนี้หลายแห่งทำได้ดี อย่างล่าสุดไปพบนิพนธ์ บุญญามณี นายกฯ อบจ.สงขลา ก็มีแนวคิดที่จะพัฒนาปรับปรุงท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมกลุ่มในพื้นที่ซึ่งทำเรื่องท้องถิ่น เช่น ศิลปวัฒนธรรม มีการคุยกันเรื่องการพัฒนาเมืองเก่าสงขลาให้เป็นมรดกโลก แล้วก็พัฒนาชุมชนต่างๆ ในจังหวัด เช่น สทิงพระ ที่จะพัฒนาเป็นเขตธรรมชาติ เมื่อก่อนเรื่องพวกนี้เราไม่เคยได้ยิน ได้ยินแต่กระทรวง กรม บอกว่าจะทำอะไร แต่ตอนนี้คนในท้องถิ่นพูดกันแล้วทำกันแล้วว่าจะทำอะไรกันบ้าง

…ตรงนี้คิดให้ดีก็คือเรากำลังจะมีเครื่องบินสองใบพัดแล้ว เมื่อก่อนเรามีใบพัดเดียว ใช้แต่รัฐ แต่ตอนนี้เรามีท้องถิ่นมาช่วยด้วย ก็เป็นเครื่องสองใบพัด เรื่องท้องถิ่นนี้ก็เลยอดเป็นห่วงไม่ได้ หาก สปช.คนอื่นจะช่วยกันเสนอวิธีปฏิรูปท้องถิ่น แต่ต้องไม่ใช่การทำให้ท้องถิ่นเล็กลง บทบาทลดลงหรือทำให้ท้องถิ่นจมลงไป
และย้ำว่า การปฏิรูปท้องถิ่น พวกองค์กรท้องถิ่นอย่าง อบจ.ต้องไม่มีการยกเลิก รวมถึงเทศบาล อบต.ก็อย่ายกเลิก แต่ อบต.ก็อาจปรับให้เป็นเทศบาลตำบล แล้วเมืองพิเศษต่างๆ ก็อย่ายกเลิก แต่ควรทำให้เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เช่น แม่สอด แม่สาย ภูเก็ต ให้เป็นเขตปกครองพิเศษ คือให้เอกสิทธิ์ อิสระกับเขามากขึ้น อย่างภูเก็ต หากอยากให้เจริญก้าวหน้า ก็ทำให้เป็นเขตปกครองพิเศษ เพื่อให้เอาคนเก่งๆ ในจังหวัดมาเป็นผู้บริหารจะได้ทำงานต่อเนื่อง อย่างตอนนี้ผู้ว่าฯ ภูเก็ต บางคนไปอยู่แค่ 7 เดือนก็ย้ายแล้ว ยังไม่ได้ทันทำอะไรเลย
“ดร.เอนก” ยังพูดถึงการปฏิรูปเรื่องพลังงาน ที่หลายคนมองว่าน่าจะมีปัญหามากที่สุดในการปฏิรูป เพราะมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องหลายแสนล้านบาทว่า เรื่องปฏิรูปพลังงาน ไม่เห็นว่าจะน่ากลัวตรงไหน ขอให้ประชาชนเห็นพ้องด้วยกัน มีหลักฐานมีข้อมูลอะไรที่สอดคล้อง เช่น สมมุติว่าหากมีข้อมูลว่าวิธีการให้สัมปทานไม่ใช่วิธีการที่ดี รัฐควรยึดมาเป็นของรัฐเลย สมมุติว่ามันมีอะไรทุกอย่างสอดคล้องกับสิ่งที่สมมุติขึ้นมา คนไทยก็ต้องสนับสนุนอยู่แล้ว เพราะคนไทยมีมาก คนที่ได้ประโยชน์จากสัมปทานเวลานี้มีสักเท่าไหร่ มีไม่มากหรอก ผมคิดว่าเปลี่ยนได้ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะดูเบา

…มันอาจคล้ายๆ กับตอนที่ประเทศในตะวันออกกลางที่ตอนต้นๆ มีบริษัทเอกชนของสหรัฐไปขุดน้ำมัน แล้วพวกผู้ปกครองของตะวันออกกลางยังไม่มีความรู้อะไร แล้วก็เอาค่าสัมปทานมาให้ ซึ่งมันเยอะ จากเมื่อก่อนที่ไม่เคยได้อะไร จากที่มีแต่ทะเลทราย แล้วต่อมาเขาก็รู้มากขึ้นและพบว่าน้ำมันของเขามีมากกว่าที่คิดไว้เยอะ ก็เลยยึดมาเป็นของรัฐ บวกกับสหรัฐอเมริกา ที่เป็นประเทศแม่ของบริษัทขุดน้ำมันเหล่านี้ไปเข้าข้างอิสราเอลในการทำสงครามยิว-อาหรับ เขาก็เลยเอาเหตุเรื่องยึดมาเป็นของรัฐแล้วจะทำให้รัฐได้รายได้มากขึ้น แล้วพอยึดมาแล้วทำให้บริษัทน้ำมันสหรัฐมีบทบาทน้อยลง เหมือนกับเป็นการลงโทษสหรัฐโดยอ้อมๆ จนมีประเทศตะวันออกกลางที่เป็นเศรษฐีน้ำมันให้เราเห็นในเวลานี้ เมื่อก่อนก็รวยอยู่คนเดียวคือผู้ปกครอง เชคทั้งหลาย แต่ตอนนี้ก็เอาเงินที่ได้มาสร้างเมือง สร้างมหาวิทยาลัย ให้สวัสดิการกับคนมากมาย

ประเทศเราอาจเป็นแบบนั้นก็ได้ แต่ก็อาจไม่เป็นก็ได้เช่นกัน มันขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่ามีน้ำมันมีแก๊สมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องคุยกันในรายละเอียดว่าจะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไร

แทบบลอยด์ ไทยโพสต์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

2 โพล ชื่นชมรัฐบาลและคสช. ตบหน้านักวิพากษ์สั่ว ๆ ด่าไม่ลืมหูลืมตา

วันนี้โพลออกมาดีๆ สองสำนักเชื่อมัน คสช.

นักข่าว นักเขียนหากอยากฝืนกระแส ก็จะไม่มีคนซื้อ ไม่มีคนอ่านเด้อ…สิบอกไห่

แคน ไทเมือง

นิด้าโพลชี้ คนเชื่อความสามารถ สปช. ปฏิรูประบบราชการไทย

ไทยรัฐ : นิด้าโพลชี้ คนมั่นใจความสามารถของ สปช. ในการปฏิรูประบบราชการไทย เพราะเห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาและปฏิรูปประเทศอย่างเป็นรูปธรรม…

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “มุมมองของประชาชนต่อระบบราชการและการปฏิรูประบบราชการไทย” ทำการสำรวจจากประชาชนทั่วประเทศ ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป กระจายทั่วทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ รวมทั้งสิ้น จำนวน  1,249  หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับปัญหาและมุมมองต่อระบบราชการของไทย และความเชื่อมั่นต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ในการปฏิรูประบบราชการของไทย

จากผลการสำรวจ เมื่อถามถึงปัญหาต่าง ๆ ของหน่วยงานราชการไทยที่ประชาชนเคยพบเจอ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 41.79 ระบุว่า ยังไม่เคยพบเจอปัญหาใดๆ รองลงมา ร้อยละ 29.86 ระบุว่า ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่ใส่ใจประชาชน ร้อยละ20.18 ระบุว่า การทำงานที่ไม่มีคุณภาพ ขาดการพัฒนา ร้อยละ 15.61 ระบุว่า การทำงานไม่โปร่งใส ไม่ซื่อสัตย์และมีการคอร์รัปชัน ร้อยละ 13.45 ระบุว่า ข้าราชการไม่เป็นมิตร ทำตัวเป็นนายประชาชน ร้อยละ 12.89 ระบุว่า ไม่มีความเป็นธรรม ใช้ระบบเส้นสายในการปฏิบัติหน้าที่ ร้อยละ 9.85 ระบุว่า การทำงานที่ไม่เป็นระบบ ไม่มีการประสานงาน ร้อยละ 9.13 ระบุว่า ขั้นตอนการปฏิบัติราชการที่มากมายและยุ่งยากซับซ้อน ร้อยละ 5.44 ระบุว่า ชอบทำงานแบบผักชีโรยหน้า ร้อยละ 3.36 ระบุว่า ถูกอิทธิพลทางการเมืองครอบงำร้อยละ 2.88 ระบุว่า ประชาชนเข้าถึงยาก (เช่น การขอเอกสาร การเข้าพบผู้ใหญ่) ร้อยละ2.56 ระบุว่า การใช้อำนาจที่เกินขอบเขตของข้าราชการ ร้อยละ 0.72 ระบุว่า ทำงานโดยใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองเกินเหตุ ร้อยละ 0.56 ระบุว่า ยึดมั่นในกฎระเบียบมากจนเกินเหตุร้อยละ 1.28 ไม่ระบุ

เมื่อถามถึงความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบราชการไทย พบว่า ร้อยละ 16.33 ระบุว่า มีความศรัทธาต่อระบบราชการไทยมาก ร้อยละ 54.12 ระบุว่า ค่อนข้างมีความศรัทธาต่อระบบราชการไทย ร้อยละ 23.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความศรัทธาต่อระบบราชการไทย ร้อยละ 5.13 ระบุว่า ไม่มีความศรัทธาต่อระบบราชการไทยเลย และ ร้อยละ 0.88 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อความคุ้มค่าของภาษีอากรที่ประชาชนจ่ายไปกับผลการปฏิบัติงานของข้าราชการไทย พบว่า ร้อยละ 12.41 ระบุว่า มีความคุ้มค่ามาก ร้อยละ39.63 ระบุว่า ค่อนข้างมีความคุ้มค่า ร้อยละ 30.51 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความคุ้มค่า ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ไม่มีความคุ้มค่าเลย และ ร้อยละ 2.56 ระบุว่า ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อความสามารถของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในการปฏิรูประบบราชการไทย ร้อยละ 19.77 ระบุว่า มั่นใจมาก ร้อยละ 37.63 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 24.98 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 9.61 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลยร้อยละ 8.01 ระบุว่า ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ และจากการสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงลึก ในจำนวนของผู้ที่ระบุว่าค่อนข้างมั่นใจถึงมั่นใจมาก ให้เหตุผลเพราะว่า มีความเชื่อมั่นต่อการบริหารของรัฐบาล คสช. และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาและปฏิรูปประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยการนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เป็นคนพูดจริง ทำจริง และที่ผ่านมามีผลงานและรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะผู้ที่ระบุว่าไม่ค่อยมั่นใจถึงไม่มั่นใจเลย ให้เหตุผลเพราะว่า ระบบราชการไทยมีโครงสร้างที่ใหญ่และสลับซับซ้อน และปัญหาบางอย่างเป็นปัญหาที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน ยากเกินกว่าที่จะแก้ไข เช่น การใช้ เส้นสายหรือระบบอุปถัมภ์ การทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ อีกทั้งยังมีการแบ่งพรรค แบ่งฝ่าย หรือกลุ่มคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องของผลประโยชน์ ไม่ยอมให้ความร่วมมือในการปฏิรูประบบราชการไทย.

00000

ดุสิตโพลชี้คนมอง ‘การเมือง’ดีขึ้น ‘เศรษฐกิจ’เหมือนเดิม

ไทยรัฐ- ดุสิตโพลชี้ คนเชื่อการเมืองกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลง มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ ขณะที่เศรษฐกิจเหมือนเดิม ค่าครองชีพยังสูง ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย …

หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เข้ามาดูแลบริหารบ้านเมือง ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยหลายฝ่ายต่างจับตามองว่าบ้านเมืองจะเป็นไปในทิศทางใด เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี “บ้านเมือง ณ วันนี้ ในสายตาประชาชน”

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน ทั่วประเทศ จำนวน 1,459 คน ระหว่างวันที่ 7-11 ตุลาคม 2557 สรุปผลได้ ดังนี้ เมื่อถามว่าประชาชนคิดว่าสถานการณ์ทาง “การเมืองไทย” ณ วันนี้ เป็นอย่างไร? อันดับ 1 ร้อยละ 87.05 ระบุกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ อันดับ 2 ร้อยละ 84.24 ระบุ ยังคงมีความขัดแย้ง ความแตกต่างทางความคิด และ อันดับ 3 ร้อยละ 64.08 ระบุ รัฐบาลมีนโยบายในการทำงานที่ชัดเจน ตั้งใจแก้ปัญหาอย่างเต็มที่

เมื่อเปรียบเทียบ “การเมืองไทย” ณ วันนี้ กับก่อนที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ (22 พ.ค.57) ประชาชนคิดว่าเป็นอย่างไร? อันดับ 1 ร้อยละ 73.54 เห็นว่า ดีขี้น เพราะการทะเลาะเบาะแว้งลดน้อยลง ไม่มีการชุมนุมประท้วง การเมืองกำลังจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง อันดับ 2 ร้อยละ 20.70 เชื่อว่า เหมือนเดิม เพราะ ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศ ก็ยังคงมีปัญหา มีความขัดแย้ง ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ฯลฯ และอันดับ 3 ร้อยละ 5.76 เห็นว่า แย่ลง เพราะ ปัญหาการเมืองฝังรากลึกมานาน ยากที่จะแก้ไข เป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ ฯลฯ

เมื่อถามว่า ประชาชนคิดว่าสถานการณ์ทาง “เศรษฐกิจ” ณ วันนี้ เป็นอย่างไร? อันดับ 1 ร้อยละ 74.02 ระบุ ค่อนข้างดีขึ้น แต่ยังเป็นห่วงเรื่องการท่องเที่ยวและการเกษตร อันดับ 2 ร้อยละ 73.75 ระบุ ค่าครองชีพสูง ของกิน ของใช้ ราคาสินค้ายังคงมีราคาแพง และ อันดับ 3 ร้อยละ 62.85 เห็นว่า ยังคงมีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน

ต่อข้อถาม เปรียบเทียบ“เศรษฐกิจ”ณ วันนี้ กับก่อนที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ (22 พ.ค.57) ประชาชนคิดว่าเป็นอย่างไร? อันดับ 1 ร้อยละ 42.43 เห็นว่า เหมือนเดิม เพราะ เศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ยังเหมือนเดิม ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย คนไม่กล้าใช้จ่าย ฯลฯ อันดับ 2 ร้อยละ 40.16 เห็นว่าดีขึ้น เพราะ สถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้น รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างจริงจัง สร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าการลงทุน ฯลฯ และ อันดับ 3 ร้อยละ 17.41 เห็นว่า แย่ลง เพราะ ค่าครองชีพสูง ข้าวของแพง ยังมีหนี้สิน รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ความเป็นอยู่ลำบาก ฯลฯ

เมื่อถามว่า ประชาชนคิดว่าสถานการณ์ทาง “สังคมไทย” ณ วันนี้ เป็นอย่างไร? อันดับ 1 ร้อยละ 79.10 เห็นว่า มีความสงบเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น การทะเลาะเบาะแว้งน้อยลง อันดับ 2 ร้อยละ 71.83 เห็นว่า สภาพสังคมเสื่อมโทรม คนในสังคมขาดจิตสำนึก คุณธรรมจริยธรรมลดลง และ อันดับ 3 ร้อยละ 66.00 เห็นว่า ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติดยังมีอยู่มาก

ต่อข้อถาม เปรียบเทียบ “สังคมไทย” ณ วันนี้ กับก่อนที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ ประชาชนคิดว่าเป็นอย่างไร? อันดับ 1 ร้อยละ 59.43 เห็นว่า ดีขึ้น เพราะ ประชาชนตระหนัก ตื่นตัว เห็นแก่ส่วนร่วมมากขึ้น หวังเห็นบ้านเมืองก้าวหน้า สงบสุข ฯลฯ อันดับ 2 ร้อยละ 30.29 เห็นว่า เหมือนเดิม เพราะ ปัญหาสังคมยังมีอยู่มาก มีการทะเลาะเบาะแว้ง ความขัดแย้ง แบ่งพรรคแบ่งพวก ฯลฯ และ อันดับ 3 ร้อยละ 10.28 เห็นว่า แย่ลง เพราะ คนขาดจิตสำนึก คุณธรรมลดลง ห่างไกลศาสนา พฤติกรรมเยาวชนยังน่าเป็นห่วง ฯลฯ.

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ไม้แข็งคุมปฏิรูป ปิดเกมป่วน

อำนาจพิเศษส่งสัญญาณ “เข้ม” ไม่ยกเลิกอัยการศึก

ฝนสั่งฟ้า สัญญาณเปลี่ยนผ่านฤดู

หลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสานเริ่มสัมผัสลมหนาวกันบ้างแล้ว

วันเวลาผ่านไปไว กำลังย่างเข้าสู่ฤดูใหม่ในสถานการณ์ การเมืองห้วงโรดแม็ปขั้นสองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามเส้นทางไปสู่การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่

ก็ยังเดินไปได้ตามปฏิทิน

ล่าสุดเปิดโฉมหน้าออกมาแล้ว “250 อรหันต์” สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้รับโปรดเกล้าฯเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เริ่มนับหนึ่งภารกิจสำคัญในประวัติศาสตร์

นัดประชุมครั้งแรกในวันที่ 21 ตุลาคมนี้

ตามคิวก่อนอื่นใดต้องมีการเลือกประธาน รองประธาน ที่ดูจะมีแคนดิเดตวางไว้แล้ว รวมไปถึงในส่วน ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ “36 อรหันต์ทองคำ” ที่เป็นหัวใจหลักของ สปช. ตามกระแสที่ออกมาก็วางคิววางตัวคนตามโปรแกรมไว้พร้อมเหมือนกัน

กระบวนการปฏิรูป เดิมพันสำคัญเดินหน้าได้ตามล็อก

ในขณะที่งานด้านบริหารก็ยังอยู่ในโหมดของการเดินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากการที่รัฐบาลอนุมัติโครงการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ1,000บาท ก็มาถึงการผุดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่กำลังประสบภาวะราคาตกต่ำ

ตามรูปแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกฯและหัวหน้า คสช.ย้ำเลยว่า ไม่ใช่ “ประชานิยม”

แต่เป็น “ไทยนิยม”

และก็ถือเป็นคิวแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ นำคณะใหญ่เดินทางไปเยือนประเทศพม่าอย่างเป็นทางการในฐานะผู้นำประเทศไทย

ส่วนคิวต่อไปทางวางไว้ก็คือประเทศมาเลเซีย ตามยุทธศาสตร์จัดลำดับความสำคัญในการไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกันก่อน

ตามโปรแกรมเหมือนรัฐบาลทั่วไป

แต่ที่พิเศษกว่าก็คือการประชุมร่วมกันเป็นครั้งแรก ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งจัดขึ้นที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯและหัวหน้า คสช.นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน

กับบทสองตำแหน่งในร่างเดียว

โดยวาระสำคัญก็คือการตรวจการบ้าน รายงานผลการดำเนินงานในรอบ 1 เดือนของรัฐบาลต่อ คสช. ตามแผนงานและโรดแม็ป ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การเงินการคลัง สังคมจิตวิทยา กฎหมาย และงานกิจการพิเศษ

สรุปภาพรวมทุกอย่างเป็นไปตามแผนงานโรดแม็ป คสช.และโรดแม็ป ครม.

พอเป็นพิธีให้เห็นฉากอำนาจซ้อนอำนาจ

แต่ไฮไลต์มันอยู่ตรงช็อตภายหลังการประชุมที่ พล.อ.ประยุทธ์ แถลงชัดเลยว่า จะยังคงกฎอัยการศึกไว้เหมือนเดิมต่อไป

เพราะพบว่ายังมีบางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวอยู่

โดยจะมีการยกเลิกหลังจากปฏิรูปเสร็จหรือสถานการณ์ดีขึ้นจะประเมินอีกครั้ง จึงขอให้สังคมเข้าใจและให้ความร่วมมือเพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

และก่อนหน้านั้นในการให้สัมภาษณ์สื่อที่ทำเนียบฯ พล.อ.ประยุทธ์ก็ย้อนคำถามนักข่าว ถ้าหากยกเลิกกฎอัยการศึกแล้วเกิดความวุ่นวายทำให้ปฏิรูปไม่ได้ ใครจะรับผิดชอบ

“เพราะผมเป็นคนรับผิดชอบแต่ผู้เดียว”

มันจึงสรุปความได้ว่า คสช.ในฐานะฝ่ายคุมเกมอำนาจ จะไม่ยกเลิก “กฎอัยการศึก” จนกว่ากระบวนการปฏิรูปจะบรรลุตามเป้าหมาย

ยักษ์ต้องถือกระบองคุ้มกันเกมยกเครื่องประเทศไทยให้ถึงฝั่ง

และจริงๆเลย โดยสถานการณ์ที่สอดคล้องต่อเนื่องกันมาตั้งแต่การที่ “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ ยืนยันจะไม่มีการปฏิวัติซ้อน

“ตีกัน” ตั้งแต่วันแรกในการประเดิมรับตำแหน่ง

ตามรูปการณ์สะท้อนอาการหวาดระแวง ฝ่ายคุมเกมอำนาจน่าจะแว่วสัญญาณไม่น่าไว้วางใจในระหว่างเส้นทาง เดินตามโรดแม็ปขั้นที่ 2

จำเป็นต้องปิดเกมป่วนด้วยยาแรง

ก็อย่างที่ประเมินกันได้ด้วยตาเปล่า ตามปรา -กฏการณ์ที่เป็นเงื่อนไขก่อชนวน

ตามท้องเรื่อง โยงต่อเนื่องกันตั้งแต่โฉมหน้า 250 สปช.ที่ออกมา เต็มไปด้วยคู่ขัดแย้งของระบอบทักษิณ ทั้งกลุ่ม 40 ส.ว. เครือข่ายม็อบ กปปส. แนวร่วมม็อบพันธมิตรฯ

ภาพออกในมุม “ปฏิรูปของผู้ชนะ”

จังหวะยังสอดคล้องกับอาการตั้งธงของ สนช.บางกลุ่มที่เดินหน้ากระชับอำนาจถอดถอน รับไม้ต่อจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายนิคม ไวยรัชพาณิช อดีตประธานวุฒิสภา

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับคิวล่าสุด ป.ป.ช.มีมติให้ถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในคดีจงใจปล่อยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

จ่อเหมาเข่งเครือข่ายใกล้ชิด “ทักษิณ”

ตามสภาพโดนต้อนตีกินอยู่ฝ่ายเดียว

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าโดยเงื่อนไขมันโยงไปถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 35 ที่ล็อกไม่ให้ผู้ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่า กระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองเด็ดขาด

มันจึงไม่ต่างจากยุทธการ “ขุดรากถอนโคน”

ไม่ใช่เฉพาะเครือข่าย “ทักษิณ” ที่เคยต้องโทษดองเค็มเท่านั้น แต่ยังเหมารวมถึงสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 ที่ครอบคลุมถึงสมาชิกพรรคการเมืองอื่น

ต้องโดนโทษประหารชีวิตทางการเมืองกันหมด

ด้วยคำตอบสุดท้าย ยังไงก็ต้องกระตุกแรงต้านจากนักการเมืองที่ดิ้นหนีตาย

ตั้งป้อมค้านแหลกลาญแน่

อย่างที่ลูกข่าย “นายใหญ่” ประกาศลั่น จะไม่ยอมโดนบั่นคอฝ่ายเดียว

ไม่นับปมร้อนๆในการปฏิรูปที่โยนหินหยั่งกระแสออกมา ในประเด็นการโละองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่เครือข่าย อบต. อบจ.ทั่วประเทศคงตั้งท่าอาละวาดเหมือนกัน

และนั่นก็หมายถึงโอกาสเกิดม็อบที่จะมาตามความเชี่ยวของนักเลือกตั้ง

ทั้งท้องถิ่น ทั้งระดับชาติ ผนึกกำลังก่อแรงเสียดทานแน่

และจังหวะพอดีกับการเสียชีวิตของ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาฯ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช.ระหว่างการหลบหนีคดีอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์

เป็น “หัวเชื้อ” ที่แกนนำเสื้อแดงได้โอกาสกระตุก กระแส

ง่ายต่อการปลุกอารมณ์ดราม่า ตอกย้ำให้คนเสื้อแดงเห็นว่า พ.อ.อภิวันท์ เป็นเหยื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมในเมืองไทย

ต้องหนีไปตายที่ต่างประเทศอย่างน่ารันทดใจ

ตามรูปการณ์อย่างไรเสีย กลุ่มคนเสื้อแดงก็ต้อง

เคลื่อนไหว ทั้งการรวมตัวไปรับศพที่สนามบิน การร่วมงานศพ ซึ่งนั่นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการรวมตัวของแนวร่วมเสื้อแดงจำนวนมาก

เข้าข่ายกิจกรรมทางการเมืองอันเป็นข้อห้ามตามกฎอัยการศึก

และนั่นก็ทำให้ต้องประสานเสียงเข้มขู่ตีกันล่วงหน้า ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม และ พล.อ.อุดมเดช เตือนคนเสื้อแดงที่จะแห่กระแส พ.อ.อภิวันท์

เรื่องพิธีกรรมเป็นปกติสามารถดำเนินการได้

เพียงแต่อย่านำมาจุดกระแสทางการเมือง

โดยบรรยากาศและเงื่อนไขสถานการณ์ กระตุกระดับน้ำเสียงเริ่มแข็งใส่กัน

และนั่นก็ล้อกันพอดีกับจังหวะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บินโฉบมาป้วนเปี้ยนๆอยู่ใกล้ๆเมืองไทย เดี๋ยวก็แวบไปประเทศสิงคโปร์ เดี๋ยวก็โผล่มาฮ่องกง

ตามเหลี่ยมการตลาดเลี้ยงกระแส

มีการปล่อยช็อตดราม่า พ่อบ่นคิดถึงลูกในไลน์ส่วนตัวของครอบครัว เดี๋ยวก็อ้อนในอิน- สตาแกรม บ่นเหงาให้ลูกสาวบินไปหา

สรุปว่า “ทักษิณ” กลับมามีกิจกรรมให้กองเชียร์ติดตามอย่างต่อเนื่อง

ประเมินจากเงื่อนไข ว่ากันตามท้องเรื่อง มันก็มีเค้าที่จะเกิดเหตุเผชิญหน้า

ปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุระหว่างทางตามโรดแม็ปขั้น 2 ของ คสช.เต็มไปหมด

บรรยากาศเริ่มไม่น่าไว้วางใจ

มันก็เข้าใจได้ถึงความจำเป็นที่ พล.อ.ประยุทธ์

ประกาศไม่ยกเลิกกฎอัยการศึกไปจนกว่าการปฏิรูปจะสำเร็จตามเป้าหมาย โดยมี พล.อ.อุดมเดชคุมกองทัพประคอง คุ้มกันความปลอดภัย

ยังไม่นับ “ไม้ตาย” ที่ล็อกกันไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 44 เกี่ยวกับการคงอำนาจพิเศษแบบเบ็ดเสร็จไว้กับหัวหน้า คสช.เทียบเคียงได้กับ ม. 17 ในยุครัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

เผื่อสถานการณ์ยึดอำนาจซ้อน

โดยยุทธศาสตร์ใช้ “ยาแรง” ในการคุมเกมป่วน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คสช.ก็ต้องคุมการออกฤทธิ์ของ “ยาแรง” ให้ดีๆ อย่าให้มีผลข้างเคียงแอบแฝง

ส่อให้เห็นว่า เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ใครบางคน

เพราะสดๆร้อนๆยังไม่จางลงไป กับกระแสขุมทรัพย์ท็อปบูตที่โชว์บัญชีกับ ป.ป.ช.มันบั่นทอนภาพที่สังคมมโนกันไว้ ล่อแหลมต่อความเชื่อถือของสังคมที่มีต่อทหาร

ถ้าพลาดถูกจับไต๋ได้ว่า ฉวยโอกาสใช้อำนาจพิเศษกระทำมิดีมิร้าย

พฤติกรรมไม่ต่างจากนักการเมืองที่ถูกโค่นอำนาจไปเพราะคอร์รัปชันอำนาจและผลประโยชน์

“ยาแรง” ยังไงก็เอาไม่อยู่.


ทีมการเมืองไทยรัฐ”

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ทักษิณเริ่มเกรียน กลัวเหงาอยู่คนเดียวตายคนเดียว

ลากไหวมั้ย

ได้โอกาสปะหน้ากัน ครั้งแรก

ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องรายงานผลการดำเนิน งานในรอบ 1 เดือนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ทราบ ในการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับ คสช.นัดประเดิม

ตรวจการบ้านตามโรดแม็ปที่วางไว้

ในจังหวะที่ 250 อรหันต์ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดโฉมออกมาแล้วไม่ฮือฮา

ล้วนแต่หน้าเดิม ขาประจำ

ทำไงได้ในหมู่คนไทย 65 ล้าน มันก็มีพวกวนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏจักรอำนาจแค่นี้

ปัญหาอยู่ที่บทบาทจะได้รับความสำคัญจริงๆ หรือเป็นแค่ตุ๊กตา

ที่แน่ๆ ไม่ต้องรอให้สภาปฏิรูปตั้งไข่เดินหน้า ก็มีคิว “ปล่อยของ” โยนหินถามทาง ออกมาก่อนแล้ว ทั้งมุกเลือกนายกฯทางอ้อม ทางตรง รัฐบาลแยกขาดจากสภา ตอกฝาโลงพวกติดชนักโทษการเมืองทั้งโกงเลือกตั้ง ทุจริตคอร์รัปชัน ฯลฯ

ส่ง “โมเดล” มาหยั่งแรงหนุน แรงต้านกันก่อนเลย

เสมือนหนึ่งว่า พิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญ ใหม่ พกอยู่ในกระเป๋า “ทีมร่างมืออาชีพ”แล้ว

แต่ก็ใช่ว่าจะ “จัดให้” มัดมือชกกันง่ายๆ ก่อนอื่นเลยต้องลุ้นก่อนว่า มันจะไปถึงเป้าหมาย โอกาสรัฐธรรมนูญในฝันของ คสช.จะได้บังคับใช้ มีมากน้อยแค่ไหน

ในสถานการณ์ที่ทีมงานที่จะขนลากไป วันนี้ คสช.ก็ชักออกอาการแกว่งๆ

สะดุดหัวทิ่มหัวตำกันตั้งแต่ด่านการโชว์ทรัพย์สิน

อะไรไม่เท่ากับว่า กระแสพุ่งเป้า

ไปที่ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. น้องรักร่วมสายโลหิตของ “บิ๊กตู่”

รวยอู้ฟู่ ผิดจากภาพ “ทหารบ้านนอก” ที่มโนไว้อย่างสิ้นเชิง

ขนาดที่ว่า คนของ ป.ป.ช.ออกหน้าเสื่อมาแก้ต่างให้ว่า อาจเป็นความ “ผิดพลาดโดยสุจริต” แจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินไม่ถูกต้อง

เผลอไปแจงบัญชีเงินฝากของกองทัพที่ถือบัญชีอยู่รวมมาด้วย

แทนที่จะทำให้สังคมคลายสงสัย กลับยิ่งกระตุกเครื่องหมายคำถาม มีด้วยหรือเอาบัญชีเงินกองทัพมาอยู่กับตัวเอง

กลายเป็นยิ่งเช็ดก็ยิ่งเปื้อน

นี่แหละมาตรฐานคนนามสกุล “จันทร์โอชา” ต้องโดนเช็กมากกว่าคนอื่นเป็น 2–3 เท่า

เรื่องของเรื่องกระแสกลบ “เป้า” จริงไปเลย

พวกตัวตั้งตัวตีขวางการโชว์ทรัพย์สินกับ ป.ป.ช.นั่นแหละ แสบกว่าใคร

ทั้งวงนอกวงในรู้จักกันดี ยี่ห้อนี้

ถนัดนักกับการทำมาหากินช่วงอำนาจพิเศษ

แต่ที่แน่ๆ เมื่อกระแสขุมทรัพย์ท็อปบูตได้ทำลายภาพที่มโนกันไว้ว่า ทหารกินอยู่อย่างสมถะ ระดับความไว้วางใจที่สังคมมีต่อทหารมันหดลงไป กลายเป็นความหวาดระแวงสวนเข้ามาแทนที่

งานนี้ถ้าขืนยังมูมมาม จะลามเป็นแผลติดเชื้อ ตายยกเล้าได้เลย

แค่ปมขุมทรัพย์ท็อปบูต เรื่องไม่เป็นเรื่อง คสช.ยังเป๋ไม่เป็นกระบวน ก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่กำลังจะเป็นเรื่องที่รออยู่ข้างหน้า ต้องเจอท้าทายหนักแน่

นั่นก็เลยต้องกระชับกระบอง “กฎอัยการศึก” ไว้แน่น

ในจังหวะที่คนแดนไกล ตอนนี้อาการไฮเปอร์กำเริบ เริ่มอยู่นิ่งนานไม่ได้

ไอ้ที่เห็นเงียบหายไป ไม่ได้กบดานสงบอยู่ในถ้ำ

มีคนไปเห็นคนหน้าคุ้นๆ เหมือนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ไปโผล่มุมนั้นมุมนี้ของโลก อยู่กับที่ได้ไม่กี่วัน ล่าสุดมาป้วนเปี้ยนๆ อยู่ใกล้ๆเมืองไทย

ปรากฏตัวที่สิงคโปร์ เดี๋ยวก็ไปโผล่อยู่ฮ่องกง

ในอารมณ์ลึกๆ ที่จับอาการได้ จากการแชตไลน์ส่วนตัวของครอบครัว บ่น “คิดถึงลูกว่ะ” เดี๋ยวก็เล่นอินสตาแกรมกับลูกสาว บ่นเหงา อ้อนให้ลูกๆหาเวลาบินไปหา

รวยเป็นแสนล้าน โด่งดังระดับโลกสักแค่ไหน

แต่หนีสัจธรรมไม่พ้น แก่ตัวแล้วก็เริ่ม เหงา เริ่มว้าเหว่

กลัวการอยู่ตัวคนเดียว ตายคนเดียว.


ตะวัน ทรงกลด ไทยรัฐวันอาทิตย์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ผวาตุ๊กตา ‘โละยกลอต’

กางพิมพ์เขียว “ยกเครื่องประเทศ”

จากเอกสารข้อมูลปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ที่คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปฯ คสช. เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน สรุปและให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนำมาแจกแก่ สปช.ที่เข้ารายงานตัวที่สภาฯ

เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิรูปประเทศ เป็น “ตุ๊กตา” รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สาระสำคัญเบื้องต้น โดยเฉพาะข้อเสนอการปฏิรูปด้านการเมืองที่น่าสนใจอาทิ ประเด็นที่มาของนายกฯ มีข้อเสนอรูปแบบการคัดเลือก ทั้งรูปแบบจากการเลือกตั้งผ่านระบบบัญชีรายชื่อ และเลือกตั้งโดยอ้อม คือให้ ส.ส.โหวตเลือกนายกฯ

รวมทั้งจากการแต่งตั้ง “บุคคลภายนอก” ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ขณะที่รัฐสภามีข้อเสนอให้มีสภาเดี่ยวหรือเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร และรูปแบบผสม คือเลือกตั้ง และสรรหาจากฐานอาชีพ กลุ่มเอ็นจีโอ ข้าราชการ นักวิชาการ

รวมทั้งรูปแบบ 3 สภา คือสภาผู้แทนฯ-วุฒิสภา และเพิ่ม “สภาประชาชน”

ส่วนพรรคการเมือง มีกรอบเสนอการจัดตั้งพรรคการเมืองให้ปราศจากการครอบงำของทุน กกต.ตรวจสอบนโยบายที่ “ไม่เป็นประชานิยม” มีวงเงินใช้จ่ายไม่เกินกรอบวงเงินงบฯ 4 ปี

วิธีเลือกตั้ง ให้คะแนนผู้ได้รับเลือกตั้งต้องมากกว่าร้อยละ 50 และมากกว่าคะแนน “โหวตโน” ขณะที่คุณสมบัติต้องห้าม “ไม่ให้คนที่เคยกระทำผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” เป็น ส.ส.และ ส.ว. รวมทั้งการกำหนด ส.ส.ดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2วาระติดต่อกัน
หลายสูตรประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ทั้งนี้หากโฟกัสในเรื่องผู้นำจากการแต่งตั้ง หรือ “นายกฯลากตั้ง” มันก็ออกแนวเดียวกับที่ สปช.บางรายเดินสายขายไอเดีย ตั้ง “กรรมการคัดเลือกนายกฯ”

จุดกระแส “ผู้นำลากตั้ง” ย้อนยุคให้ชินหูชินตากันไว้

เช่นเดียวกัน ไอเดียของ สปช.ปีก “ไม่เอาทักษิณ” ทยอยเปิดข้อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งปมป้องกันนายทุนผูกขาด ไม่เอานโยบายประชานิยม ห้ามคนโกงเข้าสู่อำนาจกัน “คนอย่างทักษิณ” ไม่ให้เข้าสู่การเมือง

ตั้งโจทย์ใหญ่อยู่ที่ “โจทก์หน้าเก่า” ตามโมเดล “ปฏิรูปของผู้ชนะ”

แน่นอนเมื่อพิมพ์เขียวออกแนวนี้ คนในพรรคเพื่อไทย–นปช.เครือข่าย “ทักษิณ” จ้องตาไม่กะพริบ สุดท้ายรัฐธรรมนูญใหม่จะคลอดออกมาตามพิมพ์เขียวหรือไม่

รวมทั้งถ้าดูรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 หลายประเด็นที่ “คนการเมือง” โดยเฉพาะเครือข่าย “ทักษิณ”

จับตาด้วยอาการ “ขวัญผวา”

ทั้งวางกรอบ 10 ข้อสำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็น “ตุ๊กตาตัวใหญ่” ที่ต้องเดินตาม โดยหลายปมสอดคล้องกับพิมพ์เขียวคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปฯ

และที่สำคัญคือ มาตรา 3 วงเล็บ 4 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของ สนช.

“ต้องไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง”

หากหยิบไปใส่ในรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นคุณสมบัติต้องห้ามของ ส.ส.และ ส.ว.ก็สะเทือนนักการเมืองแน่

นี่แหละ “ตุ๊กตาสยองขวัญ”

เพราะนอกจากกระทบกับสมาชิกบ้านเลขที่ 111 บ้านเลขที่ 109 จากพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะค่ายเพื่อไทย ต้อง “หมดสิทธิเล่นการเมืองถาวร”

ต้อง “ตายซ้ำตายซาก” กันอีกรอบ

ไม่เท่านั้น บรรดา “บิ๊กเนม” ที่กำลังยื้อกระบวนการ “ถอดถอน” ทั้ง 2 อดีตประธานสภาฯ ล่าสุด ป.ป.ช.มีมติส่งเรื่องการไต่สวน “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ข้อหาปล่อยโกงจำนำข้าว ต่อสนช.อีกราย

รวมทั้งยังมีคดีคั่งค้างของ 39 ส.ว. และคดีเกี่ยวโยงอดีต ส.ส.โขยงใหญ่

อยู่ในข่ายโดน “โละถาวรยกลอต” เหมือนกัน

จึงไม่แปลกที่เวลานี้ปม “ถอดถอน” จะร้อนขึ้นตามลำดับ ทั้งการต่อสู้ในแง่กฎหมาย ทั้งเสียงขู่เตรียมขยับม็อบออกมาต้าน โดยไม่สนกฎอัยการศึก

ไม่ยอมโดนต้อนสู่แดนประหารกันง่ายๆ.

ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ชัย ราชวัตร : อาลัยคนที่ควรค่าอาลัย สาปแช่งคนที่ควรถูกสาปแช่ง

ความเจ็บช้ำของประชาชนที่ต้องทนอยู่กับสังคมที่เส็งเคร็ง “ชัย ราชวัตร” เพื่อนน้ำหมึกที่คุ้นเคยกันมากว่า 30 ปี นานๆ ทีจะระบายความรู้สึกผ่านตัวหนังสือ

เพราะฝีมือโดดเด่นทางการ์ตูน…

นอกจากจะเป็น”เด็กอุบล คนบ้านเดียวกัน” ยังเดินชนกันในที่ชุมนุมตั้งแต่ครั้งยึดทำเนียบหลายปีก่อนกับพันธมิตรโดยมิได้นัดหมาย

มาตอน กปปส.ก็ต้องไปให้กำลังใจที่ บชน. สู้คดี “หญิงชั่วขายชาติ”

สื่อดี สื่อเลว เลือกดูเลือกอ่านได้ไม่ยาก แม้ในสำนักข่าวหนังสือพิมพ์เดียวกันนั่นแหละ เทพกับมาร อ่านกันไม่ยาก

แคน ไทเมือง


Chai Rachawat
2 hrs ·

เรื่องน่าสลดใจเป็นที่สุด วรพจน์ บุญช่วยเหลือ นักแข่งรถชื่อดังระดับอินเตอร์ของไทย ต้องเสียชีวิตพร้อมลูกเมีย จากอุบัติเหตุรถกระบะพุ่งเข้าชนโดยนักซิ่งขี้เมา สู่สุขคติภพพร้อมลูกแก้วและเมียขวัญเถิดน้องรัก

000
บ่ายวันนี้นั่งรถไปกับเพื่อน ฝ่าสายฝนตลอดทางถึงวัดเขากระโดน อ.แกลง จ.ระยอง เพื่อร่วมไว้อาลัยเพื่อนรุ่นน้อง วรพจน์ บุญช่วยเหลือ ที่วงการนักแข่งรถรู้จักดีทั้งไทยและต่างประเทศ และที่สนิทกันหน่อยก็เรียกขานกันในชื่อเล่นว่า”เดช”

เดชเป็นคนอัธยาศัยโอบอ้อมเป็นมิตรกับทุกคน จึงมีคนรักมากมาย สังเกตุเห็นได้ตั้งแต่ก่อนเข้าถึงตัววัดเขากระโดน รถยนต์จอดล้นวัดออกมาถึงถนนนอกวัดยาวเหยียด ผ่านประตูวัดเข้าไปคราคร่ำด้วยผู้มาร่วมไว้อาลัยในชุดดำ ล้นเต๊นท์ทุกเต๊นท์จนต้องยืนกรำฝนกันก็มี เป็นประจักษ์พยานบ่งบอกถึงนิสัยใจคอของผู้วายชนม์เมื่อยามมีชีวิตอยู่

ก่อนเดชเดินทางไปแข่งรถที่ออสเตรเลียครั้งสุดท้ายเมื่อปลายเดือนที่แล้ว เรามีโอกาสคุยกันทางโทรศัพท์ เดชขอให้ผมกล่าวอวยพรให้เขาด้วย ซึ่งผมก็พูดไปตามเนื้อผ้าโดยไม่คิดว่าจะเป็นการคุยกันครั้งสุดท้าย “กลับมาแล้วผมขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงข้าวซักมื้อนะเดช” นั่นคือคำสนทนาประโยคสุดท้ายของชีวิตระหว่างเรา

เขากลับมาได้สามวันไม่ทันที่ผมจะได้ทำตามสัญญาเลี้ยงรับ โปรแช้งเพื่อนสนิทของเขาก็ไลน์มาบอกผมว่าเดชจากไปแล้ว ระหว่างจอดรถที่ด่านตรวจของตำรวจเมืองชล ขณะจะกลับเข้าบ้านพร้อมลูกสาววัย 9 ขวบและภรรยา ขี้เมาซิ่งรถกระบะอัดเข้าท้ายรถเต็มแรงโดยไม่มีการแตะเบรก ท้ายรถยุบเข้าไปครึ่งคัน

สิ่งที่ผมทำใจไม่ได้ตั้งแต่วันทราบข่าว และทำใจไม่ได้ไปอีกนาน คือสภาพรถยับเยินประตูเปิดไม่ได้ ไฟลุกท่วมครอกทั้ง 3 ชีวิตมอดไหม้ไปพร้อมซากรถ ผมรับสภาพที่เดชจากไปพร้อมลูกเมียไม่ได้จริง ๆ

อีกกี่เดือนกี่ปีกี่ทศวรรษ คนเมาแล้วขับจะลดปริมาณบนท้องถนนเสียที ใครมีหน้าที่รับผิดชอบจะเริ่มกวดขันจริงจังกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อชีวิตผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่และครอบครัวไม่ต้องเผชิญความสลดใจเช่นนี้อีก

Chai Rachawat

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

แมลงวันเรียกร้องแมลงวัน ให้ลาออกจากองค์กรวิชาชีพขณะทำหน้าที่ สปช. สงสัยปี๊บจะขายดีแถววิภาวดี

สงสัยปี๊บจะขายดีแถววิภาวดี คุณหมอขอลา แต่คุณหมา(เฝ้าบ้าน) ไม่สะเทือน

บทความจากบก. ไทยรัฐออนไลน์ สะใจไม่เบา

แคน ไทเมือง

0000

หมอรัชตะทิ้งเก้าอี้มหิดล สะเทือนนักควบหัวโขนการเมือง

จากเหตุการณ์ที่ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ถูกประชาคมมหิดลจำนวนหนึ่งออกมากดดันว่า สมควรที่จะเลือกรับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเพื่อความสง่างามและไม่เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

นพ.รัชตะ ให้เหตุผลในการลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีไว้ในสารจากอธิการบดีถึงชาวมหิดล เพียงสั้นๆ ว่า… “ผมจึงได้ตัดสินใจว่าจะขอปฏิบัติหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพียงตําแหน่งเดียว ทั้งนี้ เพื่อจะได้รับใช้ประเทศชาติและเพื่อความเป็นเอกภาพของมหาวิทยาลัยมหิดล”

อาจารย์สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในผู้ที่ออกมาคัดค้านการควบตำแหน่งของ นพ.รัชตะ กล่าวถึงการออกมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการเอาปี๊บมาคลุมหัวเข้าประชุมสภามหาวิทยาลัยว่า เป็นการออกมาในฐานะส่วนตัวเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับคณบดีคณะอื่นอีก 33 คณะ โดยมองว่า การควบสองตำแหน่งของ นพ.รัชตะ เป็นสิ่งที่ขาดสามัญสำนึกที่ผู้นำพึงมี เนื่องจากงานทั้งสองเป็นงานเต็มเวลา และมีความแตกต่างกัน งานหนึ่งเป็นเรื่องการศึกษา ที่ต้องมีเสรีภาพทางความคิด ขณะที่อีกงานหนึ่งเป็นเรื่องการเมือง และการบริหารจัดการ ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นการกดดันให้ นพ.รัชตะ ลาออกจากตำแหน่งแต่อย่างใด เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล นอกจากนี้ เชื่อว่าบุคลากรในกระทรวง สธ.ย่อมอยากได้ผู้บริหารที่ทำงานเต็มเวลา

นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน

โดยในช่วงแรกที่มีการออกมาคัดค้านการควบ 2 ตำแหน่ง นพ.รัชตะ ขอรับเรื่องไปพิจารณาก่อนว่า จะสามารถทำงานควบคู่กันไปได้หรือไม่อย่างไร พร้อมทั้งขอเวลาในการพิจารณาตัดสินใจจนถึงเมื่อวันที่ 8 ต.ค.และได้ตัดสินใจเลือกลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เหตุผลหนึ่งที่ นพ.รัชตะ หยิบยกขึ้นมาพิจารณาไม่ลาออกในทันที ก็เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ก็ไม่ได้ห้ามไว้ ขณะเดียวกัน ก็มีข้าราชการอีกหลายคน รวมทั้งนายทหารที่เข้าร่วมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติอีกจำนวนหนึ่งที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย

นอกจาก นพ.รัชตะแล้ว ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ยังมี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายอาคม เติมวิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

แม้ว่า นพ.รัชตะ จะเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐเพียงคนเดียวที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี แต่ยังมีอธิการบดีในมหาวิทยาลัยของรัฐอีกจำนวนมากที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ยังไม่พบว่ามีความเคลื่อนไหวเรียกร้องให้อธิการบดีเหล่านี้ ลาออกจากตำแหน่งมารับหน้าที่ สนช.เพียงตำแหน่งเดียวมากนัก นอกจากที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่บ้างแต่ไม่รุนแรงนัก

ในด้านเหตุผล พอจะเข้าใจและมีคำอธิบายมาจากผู้ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาแล้วว่า การที่ไม่ได้ห้ามข้าราชการประจำไม่ว่าจะเป็นข้าราชการพลเรือน ตำรวจหรือทหาร ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็เนื่องจากขณะนี้ เป็นเวลาที่บ้านเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ ดังนั้น จึงต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยทั้งในด้านการบริหาร การนิติบัญญัติ รวมถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปประเทศ

อาจารย์สุกรี เจริญสุข

แต่ก็อย่างที่ประชาคมมหิดลได้ออกมาเคลื่อนไหวในกรณีของ นพ.รัชตะนั้น ก็ได้เน้นประเด็นว่า ตำแหน่งอธิการบดีนั้น เป็นข้าราชการก็จริง แต่ก็เป็นนักวิชาการที่ต้องดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพทางวิชาการด้วย ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น เป็นตำแหน่งทางการเมืองที่จะต้องทำตามนโยบายของรัฐบาลและ คสช. จึงค่อนข้างจะสวนทางกัน

ในอดีตที่ผ่านมา ช่วงการรัฐประหารปี 2549 อีกวิชาชีพหนึ่งที่แม้จะไม่ได้เป็นข้าราชการและไม่มีกฎหมายใดๆ ห้ามไว้ให้ไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่ก็มีเพื่อนร่วมวิชาชีพส่วนหนึ่งออกมาคัดค้านการควบตำแหน่ง ในที่สุด ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น สนช.ก็จำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่งในองค์กรวิชาชีพไปรับตำแหน่ง สนช.เพียงตำแหน่งเดียว นั่นคือ วิชาชีพสื่อมวลชน

ครั้งนั้น ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้รับแต่งตั้งให้เป็น สนช. จากการเสนอชื่อร่วมกันขององค์กรวิชาชีพที่แต่ละคนสังกัด แต่ภายหลังได้รับแต่งตั้งแล้ว ได้มีเสียงคัดค้านจากผู้ร่วมวิชาชีพว่า การควบตำแหน่งในองค์กรวิชาชีพสื่อกับ ตำแหน่ง สนช. ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมือง น่าจะไม่เหมาะสม เพราะมีความขัดแย้งกันระหว่างหน้าที่ในฐานะองค์กรตรวจสอบกับการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งในที่สุด ก็นำไปสู่การลาออกของผู้นำองค์กรวิชาชีพดังกล่าว

ในการรัฐประหารคราวนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไม่ได้เสนอชื่อบุคคลไปเพื่อรับการแต่งตั้งเป็น สนช. แต่มีการเสนอชื่อผู้นำองค์กรไปรับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยให้เหตุผลว่า สปช. ไม่เหมือนกับ สนช.เพราะไม่มีอำนาจในการออกกฎหมาย

ขณะเดียวกัน ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 กำหนดให้ สปช.มีอำนาจหน้าที่ ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทําแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่างๆ เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญและพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทําขึ้น

ตามอำนาจหน้าที่ข้างต้น จะเห็นได้ว่า อำนาจในการ “พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ…” เป็นอำนาจที่มีความสำคัญมากที่สุด หรือเท่ากับอำนาจของรัฐสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ หรือหากจะเปรียบเทียบกับสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2540 และ 2550 แล้ว ก็ถือว่ามีอำนาจมากกว่า เพราะในปี 2540 สภาร่างรัฐธรรมนูญให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบอีกครั้ง ขณะที่ในปี 2550 ต้องนำร่างที่สภาร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบแล้วไปให้ประชาชนลงประชามติก่อนประกาศใช้ (ยังไม่นับรวมถึงค่าตอบแทนทั้งเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ สปช.จะได้รับเท่ากับ สนช.ทุกประการ)

ดังนั้น อำนาจของสมาชิกปฏิรูปแห่งชาติจึงไม่มีความแตกต่างจากอำนาจของนักการเมืองตามนัยข้างต้น การที่ผู้นำในองค์กรวิชาชีพสื่อที่เข้าไปเป็น สปช.จึงควรต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ที่จะยังควบตำแหน่งในองค์กรวิชาชีพต่อไป เพราะวิชาชีพสื่อมวลชนมีความแตกต่างจากวิชาชีพอื่นตรงที่มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบอำนาจรัฐ ไม่ว่าผู้กุมอำนาจรัฐจะมาจากกระบวนการเลือกตั้งหรือกระบวนการพิเศษใดๆ ก็ตาม

การดำรงตำแหน่ง สปช. ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมืองและยังคงตำแหน่งผู้นำองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในเวลาเดียวกัน ย่อมถือเป็นความไม่สง่างามขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่ว่าบ้านมืองจะอยู่ในภาวะปกติหรือไม่ก็ตาม…

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โจทย์เก่ายังแก้ไม่จบ

นำร่องโกอินเตอร์กันแล้ว กับคิว“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.เดินทางไปเยือนประเทศพม่า ในฐานะประเทศประธานอาเซียนวันที่ 9-10 ต.ค. ผู้นำไทยทยอยแนะนำตัวกับเพื่อนบ้าน

ก่อนคิวถัดๆไปที่ต้องจับตาทั้งเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป (อาเซม) หรือประชุมอาเซียนซัมมิตที่พม่าในเดือน พ.ย.

โดยทั้ง 2 โปรแกรมมีคิวพบผู้นำทั้งจากสหรัฐอเมริกาและชาติในยุโรป ที่ส่วนใหญ่แสดงท่าทีตามสไตล์โลกเสรีประชาธิปไตย ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารในไทย

แต่ “บิ๊กตู่” พร้อมเผชิญหน้าอยู่แล้ว

นั่นเพราะท่าทีชาติตะวันตกต่อไทยระยะหลังเริ่มผ่อนคลาย ลดท่าทีแข็งกร้าวต่อไทย

กระทั่งสำนักข่าวรอยเตอร์ สื่อตะวันตกเสนอข่าวการเยือนพม่าของผู้นำไทย เปรียบเทียบ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีพม่า ว่ามีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง ทั้งเป็นนายทหารวัยเกษียณ ตั้งรัฐบาลที่มีทหารอยู่เป็นส่วนใหญ่

“ทั้งคู่ยังเป็นนักปฏิรูปในแบบของตัวเอง”

เหมือนเหน็บผู้นำ “รัฐบาลทหาร” แต่ก็ยังยกให้เป็น “นักปฏิรูป”

นั่นก็เป็นกำหนดการเปิดตัวบนเวทีโลกของผู้นำ ในช่วงที่โรดแม็ปประเทศของ คสช.คืบหน้า จัดวางคนในองค์กรตามพิมพ์เขียว เดินมาถึงลำธารสายปฏิรูปประเทศ

ได้ 250 อรหันต์ สปช.รอการยกเครื่องประเทศกันแล้ว

ปฏิทินจากนี้ก็เป็นไปตามที่นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนฯ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สปช. ระบุ เบื้องต้นคาดว่าจะประชุม สปช.นัดแรก วันที่ 21 ต.ค. โดยมีวาระการเลือกประธานและรองประธาน สปช.

ถึงโค้งนี้มีการเปิดสูตรที่มาแรง นายเทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตอธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธาน สปช. และรองประธานคือ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนางทัศนา บุญทอง อดีตรองประธานวุฒิสภา

หากออกสูตรนี้ เครือข่าย “จุฬาฯ” ผงาด

ขณะที่คิวถัดไป การตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใน 15 วัน หลังประชุมนัดแรก

สปอตไลต์เตรียมฉายจับที่ “36 อรหันต์ทองคำ” ทีมร่างรัฐธรรมนูญ

อีกปมที่น่าสนใจ ในจังหวะที่ สปช.หลายรายเริ่มเปิดโพยเนื้อหาที่จะเข้ามาปฏิรูป 11 ด้าน โดยโฟกัสที่โครงสร้างการเมือง มีการโยนหินถามทางออกมาหลายประเด็น

ทั้งการแบ่งแยกอำนาจฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติให้ชัดเจน การเพิ่มความเข้มแข็งในเสถียรภาพของรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี รวมทั้งที่มีการเดินสายขายไอเดียจาก สปช.บางราย ให้มี “กรรมการเลือกนายกฯ”

ชงสูตร “ผู้นำ” แบบ “ทางอ้อม”

รวมทั้งที่มีกระแสข่าวดักคอกันแล้ว กับรูปแบบการเลือกตั้ง ส.ส.ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องโดยกำหนดให้มีการเลือก “คณะกรรมการ”
เพื่อมาทำหน้าที่ “เลือก ส.ส.” อีกชั้นหนึ่ง

รวมทั้งกรณีที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สปช. ตอบคำถามเกี่ยวกับ สปช.ฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“การร่างรัฐธรรมนูญจะกีดกันคนใดคนหนึ่งไม่ได้ แต่ถ้ากีดกันคนที่จะเข้ามาผูกขาดอำนาจแบบ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นสามารถทำได้”

ตั้งโจทย์ใหญ่ที่ “โจทก์หน้าเก่า”อยู่เหมือนกัน

ถึงจะเป็นปณิธานอันแรงกล้าจาก สปช.บางส่วนจากขั้วตรงข้าม “ระบอบทักษิณ” เป็นความคิดที่ 250 สปช.ยังไม่ตกผลึกร่วมกัน

แต่สูตร “ปฏิรูปของผู้ชนะ” ก็เริ่มดังถี่ขึ้น

ถึงตรงนี้แม้ “ทักษิณ” ยังหาทางกลับประเทศไทยไม่ได้ และยังไม่มีสัญญาณออกฤทธิ์ออกเดช ขณะที่ขั้วอำนาจพิเศษ ทั้ง คสช.-รัฐบาล หลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยชื่อถึง

แต่ชื่อนี้ก็ยังเป็น “โจทย์สำคัญ” ในคิวยกเครื่องประเทศ.

ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ถ้ายี่ห้อจุฬาฯ คุมสปช. นั่นหมายความว่า “สถาบันสูงสุด” จะได้รับการปกป้องสุดชีวิต

ถ้ายี่ห้อจุฬาฯ คุมสปช. นั่นหมายความว่า “สถาบันสูงสุด” จะได้รับการปกป้องสุดชีวิตในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะปฏิรูปในห้วงเวลาจากนี้เป็นต้นไป ใครคิด”ล้มเจ้า” จะไม่มีสิทธิ์สมัครทั้งสส.หรือสว. เพราะนี่คือ “โร้ดแมป” ที่ประกาศไปให้โลกรับรู้

สู้กันแบบซึ่งหน้า ตาต่อตาฟันต่อฟัน แพ้ก็ให้มันรู้ไป ใครมีเหตุผลดีกว่านี้ก็..ชนะไป

เนื่องเพราะสถาบันการศึกษาแห่งนั้นถือกำเนิดจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และชุมชนคนจุฬาฯดำรงตนใช้ “ความรู้คู่คุณธรรม” เป็นธงนำชีวิต

หลังจากมหาวิทยาลัยให้ความเป็นเลิศทางวิชาการแล้ว บัณฑิตล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นฯ จะมี “จุฬาฯนอกคอก” อยู่บ้างแต่ก็ล้วนมาจากที่อื่นและใช้เสื้อคลุม “อาจารย์จุฬาฯ” อาศัยเสรีภาพทางวิชาการจ้องทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และบางรายต้องหนีคดีร้ายแรงไม่มีที่อยู่อยู่ในแผ่นดินนี้ คนที่แรงๆซ่าๆเดินหน้าล้มกษัตริย์ บ้างถูกให้ออก ให้ลาออกไปก็มากมาย ที่เหลือก็แค่เห็บเหาที่หลุดรอดยาฆ่าแมลงของชุมชนคนจุฬาฯ เพราะยังถือว่า “เสรีภาพในมหาวิทยาลัย” ยังมีให้ในจุฬาฯ

แต่ถ้ากระทำการจาบจ้วงล่วงละเมิด คนจำพวกนั้นก็เสมือนหมาหัวเน่า เข้ากับใครไม่ได้ นอกจากนั่งในห้องแคบๆ แอบส่งข่าวความเห็นไปตามสื่อต่างชาติที่นัดหมายกันไว้แล้ว…ล้วน “หน้าเดิมๆ” แค่เห็นชื่อก็เหมือนอ้าปากเห็นลิ้นไก่ สื่อขี้ข้าในไทยก็ไปสอยมาแปลไทยเป็นไทยต่อให้เกิดแรงกระเพื่อม

เมื่อใดที่ชาวจุฬาฯ ขับเคลื่อนออกมาในแนวทางการเมือง เมื่อนั้นทรราชต้องถูกกำจัด

ประวัติศาสตร์การเมืองบอกเช่นนั้น…

ชาวจุฬาฯร่วมต่อสู้กับประชาชน เพื่อโค่นล้มทรราชมาทุกยุคทุกสมัยและไม่ลังเลที่จะกำจัดพวกทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์

เนื่องเพราะชุมชนจุฬาฯยึดถือคำว่า “จงรักภักดี” ที่มีความหมายว่า…”เชิดชูและปกป้อง”

เช่นเดียวกับกับพี่น้องพสกนิกรที่ “รักในหลวง” ทั่วประเทศและทั่วโลก

ในสปช.มีความหลากหลายจากทุกชนชั้น จากทุกสาขาอาชีพ แต่เชื่อว่า สมาชิก สปช.ที่ได้รับการสรรหามาจากจำนวนเกือยหมื่นคนเหลือเพียง 250 คน…ย่อมรู้ว่า….

“จะร่วมมือร่วมใจใช้สติปัญญาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์” ได้อย่างไร

แคน ไทเมือง

@@@@@@@

แหล่งข่าวจากสมาชิก สปช. เปิดเผยว่า ขณะนี้ความเคลื่อนไหวในการเลือกประธานและรองประธานสปช. ที่จะมีการประชุมนัดแรกในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ เริ่มมีความชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะตัวประธาน สปช. ซึ่งน่าจะลงตัวที่นายเทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

ขณะที่รองประธาน สปช. จะมีจำนวน 2 คน ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 กำหนดไว้ให้มีได้ไม่เกิน 2 คน โดยมีกระแสข่าวว่านายบวรศักดิ์จะมาเป็นรองประธาน สปช.คนที่ 1 และควบประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอีกตำแหน่ง ส่วนรองประธาน สปช.คนที่ 2 รอบนี้จะมีผู้หญิงเข้ามาด้วยคือ นางทัศนา บุญทอง อดีตรองประธานวุฒิสภา
แหล่งข่าวบอกว่าทั้ง 3 คนล้วนเป็นศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งสิ้น โดยนายเทียนฉาย จบคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการสรรหาเป็นสมาชิก สปช.ในด้านอื่นๆ นายบวรศักดิ์ จบคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับการสรรหาเป็นสมาชิก สปช.ในด้านการเมือง และนางทัศนา จบคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับการสรรหาเป็น สปช.ในด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า สปช. 250 คนเป็นร่างทรง คมช.ว่า ขอถามว่าพวกที่ว่าสมัครมาเป็น สปช.หรือไม่ พรรคการเมืองมาสมัครหรือไม่ ในเมื่อไม่มา ตนจะเอาเข้ามาได้อย่างไร เขาสมัครมาแค่นั้นก็ได้แค่นั้น การที่เขาไม่มาสมัครก็ไม่ใช่เรื่องของตน สปช.ไม่ได้กำหนดกติกาอะไรมากมาย เพราะต้องการให้ทุกพวกเข้ามา ที่นี้พออีกพวกเขามา อีกพวกไม่เข้ามา ก็กลายเป็นประเด็น

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ฉะนั้นถ้าตัวเองไม่สมัคร ไม่ได้เข้ามาก็ไปเสนอหาช่องทางเข้ามา ในช่องทางที่เปิดไว้ให้ และผู้ที่สมัครเข้ามากว่า 7 พันคนแล้วไม่ได้เป็นสปช. ตนได้สั่งทีมกฎหมายไปดูว่าจะตั้งเป็น 2-3 คณะได้หรือไม่ ฉะนั้น 7 พันคนมีงานให้ทำหมด แต่จะให้เป็นสปช.ทั้ง 7 พันคนคงไม่ได้ จะให้นั่งทำงานกันอย่างไร และต้องมีเงินเดือนอะไรเยอะแยะไปหมด

“ส่วนการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมต้องหารือร่วมกันในรัฐบาลว่าจะเอาใคร หลังจากที่ดูรายชื่อแล้ว คนที่จะมายกร่างรัฐธรรมนูญต้องทำกฎหมายให้เกิดความยั่งยืน ไม่ใช่สร้างปัญหา ประเด็นอยู่ที่การสร้างความยอมรับ จะทำอย่างไร พวกเราต้องช่วยกันว่าจะสร้างประเทศให้เป็นอย่างไร หรือจะเปลี่ยนวิธีการใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทย จะรับได้หรือไม่ ถ้ารับไม่ได้จะลงแค่ไหนก็ว่ากันมา ทำอย่างไรจะเกิดความยั่งยืน แต่ทั้งหมดต้องฟังเสียงจากข้างนอกเข้าไป เมื่อเสร็จแล้วจะถามประชาชนด้วยการทำประชามติหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งต้องดูว่าเหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่ อย่าเพิ่งถามดักหน้าดักหลัง เรื่องยังไม่เกิดต้องค่อยๆ ทำไป” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

จ่อคลอด กม.คุมม็อบ

นายกฯ และหัวหน้า คสช. ยังให้สัมภาษณ์ถึงความพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะว่า ทำอยู่กำลังเข้าไปสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เขาทำไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว เข้าไปก็ไปถกแถลงกันว่าจะออกมาอย่างไร แก้ไขตรงไหน จะทำได้หรือไม่ได้ สังคมก็ต้องเรียนรู้ ก่อนหน้านี้กฎหมายออกไม่ได้เพราะเป็นเรื่องของการเมือง และการเมืองต้องมีมวลชนสนับสนุนการเมือง เมื่อมีมวลชนสนับสนุนก็มีโอกาสมาต่อต้านต่อสู้ให้พรรคการเมือง กฎหมายตัวนี้จึงออกมาไม่ได้ เพราะรัฐบาลต้องไปจำกัดการชุมนุมของทุกกลุ่มทุกฝ่าย และอาจจะไปจำกัดกลุ่มของตนเอง ฉะนั้นวันนี้เราไม่ต้องการให้มีกลุ่มของใครทั้งสิ้น สิ่งที่เราทำวันนี้ไม่มีกลุ่มใครทั้งสิ้น ไม่มีกลุ่มตน

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าต้องมีกฎหมายนี้ออกมาแน่นอนใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า มันต้องมี ประเทศรอบบ้านและทั่วโลกเขามีหมดแล้ว คนไทยต้องยอมรับกติกากันบ้าง ไม่เช่นนั้นประเทศชาติจะวุ่นวาย วันนี้การเมืองคือการเมือง ตนไม่ได้ขัดแย้งกับการเมือง

เมื่อถามว่า เสนอเข้า ครม.หรือยัง นายกฯ กล่าวว่า ยังอยู่ในวิปพิจารณาอยู่ ถ้าเสร็จเรียบร้อยถึงจะเสนอรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะเห็นชอบและนำเข้า ครม. โดยการนำเข้า ครม. ไม่ได้หมายความจะอนุมัติเลย เมื่อผ่าน ครม.ก็จะเข้าสู่ สนช. ที่จะพิจารณาในวาระ 1-3 เสร็จแล้วก็ประกาศใช้เป็นกฎหมาย เมื่อประกาศแล้วก็มีผลการบังคับใช้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ฉะนั้นยังมีโอกาสโต้แย้ง แต่ตนเห็นควรว่าควรจะมีกฎหมายดังกล่าว จะได้ป้องกันเจ้าหน้าที่ได้

“ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาการกระทบกระทั่งกับประชาชน หากมีคนไม่ดีซักคนสองคนใช้อาวุธเจ้าหน้าที่ก็ตาย ประชาชนก็เจ็บ ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ต้องรับผิดชอบอีก ตรงนี้มันเป็นประเด็นและจะไม่จบ ถ้าทุกรัฐบาลคิดแบบตน การเมืองก็ว่าของท่านไป ท่านจะอะไรก็ทำไป แต่ต้องไม่ลืมเสียงส่วนน้อย ต้องดูแลทั้งเสียงส่วนน้อยและส่วนใหญ่ จะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนรัฐบาลเขาเป็นคนไทย ต้องดูแลคนไทยจำไว้ทุกรัฐบาล” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว.

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เปิดพิมพ์เขียว ‘ปฏิรูปการเมือง’ เสนอที่มานายกฯ 2 ทาง เลือกตั้ง-แต่งตั้ง

เปิดพิมพ์เขียว ‘ปฏิรูปการเมือง’ เสนอที่มานายกฯ 2 ทาง เลือกตั้ง-แต่งตั้ง

พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศด้านการเมืองโดยคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ ให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งผ่าน สนช. ให้ผู้สมัคร ส.ส.มีอายุ 30 ปีขึ้นไป จำกัดวาระไม่เกิน 2 วาระ ห้ามบุคคลกระทำผิดต่อสถาบันลงสมัครรับเลือกตั้งทั้ง ส.ส.และ ส.ว.

9 ต.ค. 2557 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดทำเอกสารข้อมูล 11 ด้าน เรื่องการปฏิรูปประเทศ หรือพิมพ์เขียว ที่คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้รับฟังและรวบรวมเป็นกรอบความเห็นร่วมของประชาชน ให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช.ไปศึกษาและเตรียมพร้อมสำหรับการทำงาน ซึ่งหัวข้อเรื่องการปฏิรูปด้านการเมือง มีสาระสำคัญ คือ

1.รูปแบบรัฐสภา มีข้อเสนอ 2 รูปแบบ คือ รัฐสภาแบบเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง จากรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภาคราวเดียวกัน กับ รัฐสภาแบบการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยอ้อม ซึ่งมีข้อเสนอ 3 แบบ คือ 1.แบบสภาเดี่ยว มีเฉพาะ ส.ส. ทำหน้าที่ตราและปรับปรุงกฎหมายเท่านั้น 2.แบบ 2 สภา คือสภาผู้แทนราษฎร กับวุฒิสภา และ 3 แบบ 3 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภา และสภาประชาชน

2.พรรคการเมือง ให้ตั้งพรรคการเมืองโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภูมิภาคเข้าสู่ระบบพรรคการเมืองได้ง่าย ปราศจากการครอบงำของทุน ห้ามพรรคการเมืองจ่ายเงินพิเศษให้ ส.ส.เพื่อออกเสียงสนับสนุนหรือเข้าร่วมประชุม สำหรับการเสนอนโยบายพรรค ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบนโยบายพรรคที่ไม่เป็นประชานิยม และนโยบายของพรรคที่ใช้หาเสียงต้องมีวงเงินใช้จ่ายรวมกันไม่เกินกรอบวงเงินงบประมาณในช่วง 4 ปีข้างหน้า ตามที่กระทรวงการคลังประกาศไว้

3.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีกรอบความเห็นที่ต้องแก้ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง และคุณสมบัติของคนที่ปฏิบัติหน้าที่ จึงมีข้อเสนอ คือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง มีข้อเสนอคือ 1) ไม่สังกัดพรรคการเมือง 2) ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องมีอายุ 30 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 70 ปี 3) ไม่กำหนดวุฒิการศึกษา 4) มีการกลั่นกรองบุคคลก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยวิธีไพร์มารี่ โหวต จากประชาชนในพื้นที่ 5) จำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง ส.ส.ไม่เกิน 2 วาระ ติดต่อกัน 6) ห้ามไม่ให้บุคคลที่เคยกระทำผิดต่อสถาบันลงสมัครรับเลือกตั้ง 7) ให้มีการเลือกตั้ง 2 รอบ การเลือกรอบแรก ผู้สมัครคนใดได้เสียงข้างมากเกินร้อยละ 50 ของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ถือว่าผู้นั้นได้รับเลือกตั้งทันที แต่หากคะแนนเลือกตั้งไม่ถึงร้อยละ 50 ของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ให้นำผู้ที่ได้คะแนนลำดับที่ 1 และ 2 แข่งขันกันอีกครั้ง หากใครได้เสียงข้างมากเกินร้อยละ 50 ให้ถือว่าเป็นผู้ชนะ 8) วิธีออกเสียงลงคะแนน ให้นำคะแนน Vote No มาเปรียบเทียบกับคะแนนของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด ถ้าคะแนน Vote No มากกว่าให้เลือกตั้งใหม่ 9) ยกเลิกลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรและนอกเขตจังหวัด เพราะมีช่องทำให้เกิดทุจริต 10) การถอดถอนต้องทำโดยศาลเลือกตั้งและศาลทุจริต คอร์รัปชัน 11) ออกกฎหมายมาตรการลงโทษนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องนักการเมืองทุจริตได้โดยตรง

4.สมาชิกวุฒิสภา ให้มาจากการเลือกตั้งและสรรหา การสรรหาให้มาจากกลุ่มอาชีพ เพื่อให้ได้ตัวแทนทุกกลุ่ม จำนวนต้องเท่ากับ ส.ส.เพื่อให้เกิดการถ่วงดุล ไม่จำกัดระดับการศึกษา และไม่สังกัดพรรคการเมือง ห้ามไม่ให้คนที่เคยกระทำผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็น ส.ว. และห้าม ส.ว.ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 6 ปี

5.นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เสนอรูปแบบการคัดเลือกนายกรัฐมนตรี 2 วิธี คือ 1.จากการเลือกตั้งโดยตรง ผ่านระบบบัญชีรายชื่อ หรือ เลือกตั้งโดยอ้อม คือให้ ส.ส.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และ 2.จากการแต่งตั้งบุคคลภายนอก ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การตรวจสอบและถอดถอนให้ใช้มาตรการเดียวกับ ส.ส.และ ส.ว.

6.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ด้านโครงสร้างองค์กรตุลาการทางการเมือง มีข้อเสนอให้จัดตั้งศาลเลือกตั้ง และศาลทุจริต ส่วนศาลฎีกาต้องมีข้อกำหนดและกรอบการดำเนินคดีทางการเมือง และไม่จำกัดอายุความคดีทางการเมือง และยกเลิกมาตรการคุ้มครองนักการเมืองในระหว่างสมัยประชุม

7.ศาลรัฐธรรมนูญ เสนอให้ปรับโครงสร้าง ให้ทำในรูปแบบตุลาการพระธรรมนูญ ที่มีอำนาจพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไม่ควรจัดในรูปศาลที่มีอายุ 9 ปี ส่วนอำนาจหน้าที่ต้องแบ่งองค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญเป็น 2 องค์คณะ โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ พิจารณาความทั่วไป และวิธีพิจารณาเฉพาะ มีหน่วยสนับสนุนทางวิชาการทำงาน และศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจชี้ถูกชี้ผิดในกรณีพิพาทระหว่างองค์กร แต่ทำหน้าที่ตีความทางกฎหมายที่มีข้อสงสัยขัดรัฐธรรมนูญเท่านั้น

8.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอให้ปรับโครงสร้าง กกต.ให้มีบุคคลจากหลายฝ่าย เช่น ตุลาการ ฝ่ายการเมือง ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญจากสายอาชีพเข้ารับการสรรหาเป็น กกต. ขณะที่ กกต.จังหวัดต้องประกอบด้วยผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัด หรือตุลาการศาลปกครองในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ ขณะที่การเพิ่มความเข้มแข็งของ กกต. ต้องหมุนเวียน ผู้อำนวยการ กกต.จังหวัดทุก 3 ปี ให้ กกต.จัดการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ส่วนการวินิจฉัยความผิดให้เป็นหน้าที่ของศาล

9.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอให้ปรับโครงสร้าง ป.ป.ช. โดยเพิ่มสัดส่วน กรรมการสรรหา ป.ป.ช.จากสายการเมืองที่ไม่น้อยกว่าคณะกรรมการสรรหาจากสายอื่น

10.การเมืองภาคพลเมือง มีข้อเสนอให้เปิดพื้นที่ให้เข้าร่วมกับภาครัฐในด้านตรวจสอบ มีส่วนร่วมการพัฒนา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment