“รัฐบาลขาลง” เที่ยวนี้เห็นที “ติดลิฟท์”…ศึกนอกเป็นหน้ากากขาว ศึกในเรื่องฉาวของคนอกหัก

ผลของการปรับครม. เป็นชุดที่ 5 ภายในเวลา 2 ปี ของรัฐบาลยิงลักษณ์ ชินวัตร จะว่าไปยังไม่เห็นผลงานอะไรที่ทำท่าจะโดดเด่นจนให้ประชาชนชื่นชมเป็นพิเศษ การรายงานผลงานของรัฐบาลต่อรัฐสภาปีละครั้งตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดก็ยังไม่มีวี่แวว ไม่รู้ว่าปกครองกันตามระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดกันแบบไหน

แทนที่ได้รัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาแล้วประชาชนจะอยู่ดีกินดี บ้านเมืองสงบราบคาบ แต่มันกลับกลายเป็นตรงกันข้าม กลับมีแต่เรื่องที่ชาวบ้านชวนปวดหัวไปซะะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องของแพง หนี้ครัวเรือนพุ่ง จำนำข้าวอัปยศ บริหารน้ำโดนศาลสั่งยุติให้ไปถามประชาชนทำประชาพิจารณ์ ทำตามกระบวนการอีกมากมายที่รัฐธรรมนูญกำหนด

กระทรวงหลักที่ผมสนใจที่สุดคือกระทรวงศึกษายังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น จากการเปลี่ยนรัฐมนตรี 4 คน ภายใน 2 ปี

เห็นมีแต่เดี๋ยวเปลี่ยนคนนั้น คนนี้ แต่ไม่มีใครที่พอจะได้ชื่อว่าเป็น “นักการศึกษา” เลยซักคน บ้างก็เป็นนักกฎหมาย บ้างก็เป็นนักการเมืองอาวุโส ซึ่งเชื่อขนมกินได้ว่า ไม่ได้บริหารการศึกษาของชาติมากไปกว่าการเข้าไปบริหารคนในกระทรวงศึกษาและดูแลงบประมาณกันเท่านั้น

ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ มีแต่เสียงก่นด่า นักวิชาการ สถาบันวิจัยต่างๆ ไม่ได้ให้ความหวังว่ารัฐบาลนี้จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นยังไง ประชาชนใจหายใจคว่ำเรื่องจะกู้เงินมากมายมหาศาลที่ว่ากันว่าใช้หนีถึงชาติหน้าก็คงไม่จบ

เท่าที่เห็นทำๆกันอยู่ใน 2 ปีที่ผ่านมาในเรื่องของสภาก็ว่าแต่เรื่อง”การเมือง” ซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสนอกฎหมายนิรโทษกรรมให้พวกพ้อง ฯลฯ

ปรับครม.ทีก็มีแต่เสียงร้องยี้ เพราะไม่มีคนที่สังคมเชื่อถือ กลายเป็นเรื่องสมบัติผลัดกันชม ประเทศชาติไม่ได้อะไรขึ้นมา นอกจากเอารัฐมนตรีที่เป็นตรายางของทักษิณคิด รัฐมนตรีทำหลุดไปทีละคนสองคน

ฝ่ายที่ได้ดีก็เงียบๆ ฝ่ายที่เสียตำแหน่งรอตำแหน่งก็โวยวายแต่ไม่กล้าเคลื่อนไหว กลัวนายใหญ่โกรธหนัก ตัดท่อน้ำเลี้ยง…ว่ากันไปโน่น

วรชัย เหมะ โอดครวญแทน นายจตุพร พรหมพันธุ์ที่ฝันค้างมานาน 2 ปี ไม่ได้สวมตำแหน่งอำมาตย์กับเค้าซักที โอดครวญเฉยๆ ยังไม่พอยังมีข่มขู่ทำนองไม่อยากให้รัฐบาลลืมมวลชนคนเสื้อแดง ที่อยากเห็นนายจตุพรได้เป็นอำมาตย์กับเค้าบ้าง

ฝั่ง รตอ.เฉลิม อยู่บำรุง ก็ออกอาการหนักถึงขนาดออกปาก ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก เพราะไม่ได้คุมตำรวจ แต่ไปได้กระทรวงแรงงาน จะว่าไประดับ รตอ.เฉลิมยามนี้ กำขี้น่าจะดีกว่ากำตด อดได้ตำแหน่งมิใช่หรือ?

ด้วยฐานเสียงของตัวเองที่แท้จริงหากชีวิตนี้มาสูงขนาดได้เป็นรองนายกฝ่ายความมั่นคงใหญ่บะเลิ่มเทิ่มเกินฝันแล้วกระมัง

ส่วนประชาชนมองอนาคตไปข้างหน้าก็คงมืดแปดด้าน กลุ่มก้อนประชาชนนอกสภาที่หมดศรัทธานักการเมืองในระบบก็ออกมาตั้งกองกำลังประชาชนคนเดินดิน สวมหน้ากากขาวต่อต้านรัฐบาลกันทั่วประเทศโดยไม่ต้องมีแกนนำ แค่นัดหมายกันในโซเชียลมีเดียก็ทำเอารัฐบาลวิ่งหาข่าวกันขาขวิด หาข่าวผิดๆ ถูกๆ ไปรายงานนายชนิดที่ประชาชนคนหน้ากากขาวรู้เข้าก็คงฮากันพุงปลิ้น

กลุ่มประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวล้วนเป็นอิสระใครอยากด่ารัฐบาลเรื่องอะไรก็มากันเอง เพราะเรื่องที่ประชาชนไม่พอใจมันมีมากจนไม่รู้จะไปเริ่มที่เรื่องไหนก่อน  ความที่มากันเองไม่มีแกนนำแบบนี้แหละ มีทีท่าจะจุดติดกันไปทั้งประเทศ ถ้ามีแกนนำแบบม้อบผ่านๆมา ป่านนี้จุดยังไงก็คงไม่ติดเพราะนักจัดม้อบมืออาชีพทั้งหลายล้วนมีแผลเหวอะหวะ น่าสมเพชเวทนากันซะเป็นส่วนใหญ่ จะหาใครที่บริสุทธิ์ใจต่อประเทศชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนของกลุ่มยากเย็นเต็มที

ข่าวล่าสุดขณะที่เขียนนี้มีคนสวมหน้ากากขาวที่เรียกตัวเองว่า V For Thailand” ยืนยันผ่านเพจประสานงานว่ามีกว่า 45 จังหวัด ไม่รวมที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศ เช่น

1.นครสวรรค์
2.กาญจนบุรี
3.ทุ่งสง
4.สมุย
5.นครศรีธรรมราช
6.เพชรบุรี
7.ชุมพร
8.ตาก
9.นราธิวาส
10.ปัตตานี
11.ชลบุรี
12.พัทยา
13.ศรีราชา
14.พระนครศรีอยุธยา
15.นครราชสีมา
16.บุรีรัมย์
17.สุรินทร์
18.อุดรธานี
19.เลย
20.ขอนแก่น
21.สระบุรี
22.ภูเก็ต
23.กระบี่
24.พัทลุง
25.ยะลา
26.ชัยนาท
27.อุทัยธานี
28.ลำปาง
29.ราชบุรี
30.ปราจีนบุรี
31.จันทบุรี
32.ระยอง
33.ลพบุรี
34.อรัญประเทศ สระแก้ว
35.ซานฟรานซิสโก
36.เมลเบิร์น
37.อริโซนา
38.กรุงเทพมหานคร
39.อำนาจเจริญ
40.ตรัง
41.อุตรดิตถ์
42.เชียงราย
43.เชียงใหม่
44.เพชรบูรณ์
45.สิงห์บุรี
46.สุพรรณบุรี
47.หัวหิน
48.แม่ฮ่องสอน
49.สงขลา
50.สุราษฏร์ธานี
51.สุโขทัย
52.สตูล
53.อุบลราชธานี

เห็นรายชื่อจังหวัดใหญ่ๆ ที่รวมตัวเคลื่อนไหวใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ นึกถึงคำพูดของบรรดาเซียนการเมืองหรือโหรการเมืองบอกว่า ต้นเดือนสิงหาคมจะวุ่นหนัก ถึงขนาดนายกรัฐมนตรีอยู่ไม่ได้ก็ได้แต่ทึ่งอยู่ในใจ ทายอะไรจะแม่นกันขนาดนั้น

จะว่าไปทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยทั้งสิ้น ผลเกิดจากเหตุ ถ้าเหตุดีผลก็ดี ถ้าเหตุที่ทำมาไม่ดีผลลัพท์คงดีไปไม่ได้อยู่แล้ว

ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม มันวุ่นวายขนาดนี้ ก็ได้แต่ทำใจเอาไว้ว่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด…คงทำได้แค่นี้ละกระมังประชาชนชาวไทยที่อยู่ใต้การปกครองของนักการเมืองโหลยโท่ยที่หวังกอบโกยงบประมาณของชาติ แถมบังบังอาจจะกู้มาโกงชนิดที่ประเทศชาติต้องล่มจมไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ประชาธิปไตยแบบตอแหลไปวัน ๆ ก็อย่าไปฝันให้ใกล เอาแค่วันนี้ พรุ่งนี้ ให้รอดปลอดภัยโดยไม่โดนอุ้มก็บุญแล้ว…พี่น้องเอ๊ย…

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ศาลปกครองกำจัดสวะลอยตามน้ำ สั่งยุติงบน้ำให้ถามปชช.ก่อนทำสัญญา

ก็เป็นอันว่าเสียหมาไปหลายตัวสำหรับ รมต.สวะที่ปากเปราะเราะราน บริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้าน มีอันต้องยุติชั่วคราว

การทำสัญญาทั้งหลายก็มีอันสะดุดหยุดลงไปด้วย ในขณะที่มีข่าวฉาวโฉ่ ทักษิณไปมีส่วนในการเยี่ยมชม K วอเตอร์…เจอสื่อสับแหละละเอียด หมอไม่รับชันสูตร

งานนี้ต้องขอขอบคุณสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนกับพวก รวม 45 คน ที่ได้ดำเนินการยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีและคณะ

สำนักข่าวอิศรานำเสนอข่าว ขณะที่โซเชียลเน็ตเวิร์คมีคนไปรายงานข่าวนำเสนอแบบเรียลไทม์ แชร์กันว่อนเน็ต

พลันที่คำวินิจฉัยเสร็จสิ้นเสียงดันสนั่นโซเชียล ส่วนใหญ่กล่าวว่านี่แหละหลักนิติรัฐ ประชาธิปไตยจะยืนหยัดอยู่ด้วยก็โดยหลักธรรมาภิบาล

ซึ่งข้อความในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติชัดเจนว่า การบริหารอำนาจทั้ง 3 นั้นต้องเป็นไปโดยหลักนิติรัฐ นิติธรรม ตอกย้ำว่าการถ่วงดุลอำนาจของทั้ง 3 ส่วน ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและยังเขียนชัดๆใน รัฐธรรมนูญ มาตรา 57 วรรคสอง และ มาตรา 67 วรรคสอง

ใช่ว่ามีเสียงส่วนใหญ่ล้นสภาแล้วจะทำอะไรก็ได้

โดยเฉพาะรัฐมนตรีสวะทั้งหลายอย่าได้ย่ามใจ อาจติดคุกก่อนตายเป็นรางวัล

แคน ไทเมือง

00000

ศาลปกครองกลาง พิพากษาให้รัฐนำ “แผนน้ำ” ใช้เงินกู้ 3.5 แสนล้าน กลับไปรับฟังความเห็นจาก ปชช.อย่างทั่วถึง ก่อนเซ็นสัญญากับเอกชน
เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2556 ที่ศาลปกครอง องค์คณะของศาลปกครองกลาง นำโดยนายตรีทศ นิโครธางกูร อ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 940/2556 ที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนกับพวก รวม 45 คน ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กบอช.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ขอให้เพิกถอนแผนบริหารจัดการน้ำที่ใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง ที่ให้ทำรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างทั่วถึงก่อน รวมถึงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ

ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาโดยสรุปว่า ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 นำแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ กลับไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างทั่วถึง พร้อมจัดรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 วรรคสอง และ มาตรา 67 วรรคสอง ก่อนที่จะลงนามในสัญญาว่าจ้างกับบริษัทเอกชน เนื่องจากมีโครงการบริหารจัดการน้ำที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง อาทิ โครงการแก้มลิง เพราะการที่ให้บริษัทเอกชนผู้รับจ้างไปรับฟังความคิดเห็นอาจได้ผลที่เบี่ยงเบนและไม่ตรงกับความเป็นจริง

 สำนักข่าวอิศรา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

พระดังสังคมไทย ท้าดวลไมค์ดวลมุก อาการสนุกของคนห่มเหลือง

 ท่ามกลางความแตกแยกของสังคมไทย ไม่เฉพาะประชาชนต่อประชาชนที่ปะทะคารมกันอย่างหนัก

วันนี้วิถี “ดีเบต” ลามไปถึงวงการสงฆ์ไทยแล้ว…พระโต้วาทีกันเอง ชาวบ้านผู้ไม่รู้เรื่องธรรมะลึกซึ้งจะตัดสินยังไงดี ?

นอกจากใช้ศรัทธาอาจารย์ของตัวเองเป็นหลักพิจารณา

เกิดเหตุเมื่อพุทธอิสระไปตอบปัญหาในรายการธรรมะ ณ สถานที่หนึ่งแล้วมีการนำภาพและเสียงอัพโหลดขึ้นยูทูป

เมื่อหลวงพ่อเกษม ทราบเรื่องจึงออกคลิปมารับคำท้า…

http://www.youtube.com/watch?v=oPt6IAX_vps

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

จดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลให้เปิดเผยข้อมูลจำนำข้าว 5 ประเด็นภายใน 30 วัน! ถึงทำเนียบแล้ว

หลังจากยืนประท้วงเดี่ยวของนายทรงกลด ชื่นชูผล “ผู้กองปูเค็ม” ที่หน้าทำเนียบจากสายวานนี้จนถึงวันนี้…

ขณะนี้มีรายงานว่าผู้กองปูเค็มได้เดินทางเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีพร้อมกับหน้ากากขาว โดยได้เปิดจดหมายให้ประชาชนได้อ่านผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวด้วยดังนี้

112/106 ถ.เอกาทศรฐ ต.ในเมือง
อ.เมือง พิษณุโลก 65000

24 มิถุนายน 2556

เรื่อง ขอให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่แท้จริงที่เกี่ยวกับนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามคำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีต่อรัฐสภา

… เรียน 1. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
2. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
3. นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
4. นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
5. นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
6. คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)
7. ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.)
8. ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.)

สำเนาเรียน 1. ประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ 2. ผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งรัฐสภา

ด้วยข้าพเจ้าดังมีรายนามปรากฏตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายหนังสือฉบับนี้เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงเป็นผู้เสียภาษีอากรตามกฎหมายและมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 71 และมาตรา 73 มีความประสงค์ขอรับข้อมูลข่าวสารที่แท้จริงของทางราชการที่เกี่ยวกับนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามคำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีต่อรัฐสภา กล่าวคือ

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้แถลงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 75 วรรคสอง ความว่า รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดําเนินการในปีแรก ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง โดยยึดหลักความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลที่เป็นสากล เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเพื่อการพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวมอย่างแท้จริง ปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ขยายการบังคับใช้บทบัญญัติเรื่องการห้ามการกระทําที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ให้ครอบคลุมผู้ใช้อํานาจรัฐในตําแหน่งสําคัญ และตําแหน่งระดับสูงอย่างทั่วถึงเข้มงวด ในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ เสริมสร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลของบุคลากรภาครัฐ ตลอดจนปลูกฝังจิตสํานึกและค่านิยมของสังคม ให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและถูกต้องชอบธรรม และจะยกระดับราคาสินค้าเกษตร และให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยดูแลราคาสินค้าเกษตร ให้มีเสถียรภาพที่เหมาะสม คํานึงถึงกลไกราคาตลาดโลก โดยใช้วิธีบริหารจัดการทางการตลาด และกลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้า รวมทั้งผลักดันให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าเกษตรได้ ในราคาสูงเพียงพอ เมื่อเทียบกับต้นทุน และนําระบบรับจํานําสินค้าเกษตร มาใช้ในการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร เริ่มต้นจากการรับจํานําข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 ที่ราคาเกวียนละ 15,000 บาท และ 20,000 บาทตามลําดับ พร้อมทั้งจัดให้มีการเยียวยาความเสียหายของพืชผล จากภัยธรรมชาติให้แก่เกษตรกร การจัดทําระบบทะเบียนครัวเรือนเกษตรกร ให้สมบูรณ์และการออกบัตรเครดิตสําหรับเกษตรกร

รัฐบาลยังมีนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาวินัยการคลัง โดยปรับปรุงองค์ประกอบและโครงสร้างงบประมาณให้เหมาะสม มีระบบบริหารความเสี่ยงทางการคลัง ที่มีประสิทธิภาพ จัดลําดับความสําคัญของงบประมาณรายจ่ายให้สอดคล้อง กับทิศทางการพัฒนาและให้เป็นพื้นฐานของการพัฒนาในอนาคต ส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการร่วมลงทุน และดําเนินการในกิจการของรัฐ ตลอดจนส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ ในการบริหารและจัดการรายได้ในท้องถิ่น เพื่อลดการพึ่งพาเงินอุดหนุนจากส่วนกลาง และนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร ในเรื่องพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าเพิ่ม เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก โดยการส่งเสริมการผลิตสินค้าใหม่ที่มีกําไรสูง มีการแปรรูปอย่างครบวงจรเพื่อแสวงหามูลค่าเพิ่มสูงสุด พัฒนาระบบตลาดทุกขั้นตอน ยกระดับผลผลิตให้มีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ สร้างกลุ่มธุรกิจรายสินค้าระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และสร้างโอกาสชี้นําในเรื่องราคา โดยเฉพาะตลาดข้าวเร่งรัดการเจรจาข้อตกลงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดโลก ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นครัวโลกทั้งในแง่สินค้าเกษตรอาหารไทย และสนับสนุนการลงทุนภาคเกษตรในต่างประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังนโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเกี่ยวกับประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน โดยจะพัฒนาระบบราชการให้เป็นระบบที่โปร่งใสขึ้น โดยการวางระบบการตรวจสอบและประเมินผลสัมฤทธิ์ตามมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรม ความคุ้มค่า พัฒนากระบวนการติดตาม เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินให้เกิดความสุจริต และมีประสิทธิภาพพร้อมส่งเสริมให้ประชาชน มีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ สื่อสารมวลชน และสื่อสาธารณะทุกประเภทได้อย่างกว้างขวางรวดเร็ว ถูกต้องเป็นธรรม

แต่ปรากฏว่าเมื่อไม่นานมานี้ ข้าพเจ้าได้รับทราบการแถลงข่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยการกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับผลการดำเนินการรับจํานําข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 ที่ราคาเกวียนละ 15,000 บาท และ 20,000 บาท ซึ่งเป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ของคณะรัฐมนตรีที่มีความขัดแย้งกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาล ว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาวินัยการคลัง โดยปรับปรุงองค์ประกอบและโครงสร้างงบประมาณให้เหมาะสม มีระบบบริหารความเสี่่ยงทางการคลังที่่มีประสิทธิภาพ จัดลําดับความสําคัญของงบประมาณรายจ่ายให้สอดคล้อง กับทิศทางการพัฒนาและให้เป็นพื้นฐานของการพัฒนาในอนาคต นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร ในเรื่องพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าเพิ่มเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก ส่อไปในทางขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 76 กล่าวคือ นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยในวงกว้าง โดยราคารับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล มีราคาสูงกว่าราคาในตลาดโลก เป็นเหตุให้ไม่สามารถส่งข้าวของประเทศไทย ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และยังทำให้ประเทศไทยสูญเสียตลาดการส่งออกข้าวที่เป็นอันดับ 1 ของโลกในขณะนี้ จากนโยบายดังกล่าว ทำให้รัฐบาลต้องจัดหาเงินอุดหนุนจำนวนมาก เพื่อผลักดันโครงการดังกล่าวเป็นเหตุขาดทุนเป็นจำนวนกว่าหลายแสนล้านบาท อันเป็นการไม่รักษาระเบียบวินัยการคลังของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาดังกล่าว

ด้วยเหตุดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาล ที่จะพัฒนาระบบราชการ ให้เป็นระบบที่โปร่งใสขึ้น โดยการวางระบบการตรวจสอบและประเมินผลสัมฤทธิ์ ตามมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรม ความคุ้มค่า พัฒนากระบวนการติดตาม เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน ให้เกิดความสุจริตและมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมให้ประชาชน มีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ สื่อสารมวลชน และสื่อสาธารณะทุกประเภท ได้อย่างกว้างขวางรวดเร็ว ถูกต้องเป็นธรรม พร้อมกับหน้าที่่ของรัฐบาล ที่่จะต้องดำเนินการเรื่องดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ. 2550 มาตรา 87 นั้น ข้าพเจ้าจึงขอใช้สิทธิรับทราบ และขอเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารในครอบครองของหน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ. 2550 มาตรา 56 ประกอบพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 9 ดังต่อไปนี้

1. รายจ่ายในการดำเนินงานของแต่ละโรงสีและท่าข้าว
2. รายชื่อลูกค้า พร้อมรายการขาย และราคาขาย
3. รายการรับซื้อ และเงินที่ได้จ่ายไปถึงชาวนาและสหกรณ์เป็นจำนวนเท่าใด
4. ปริมาณข้าวที่เน่าเสียและปริมาณข้าวคงเหลือจริงที่เก็บอยู่ในแต่ละโกดัง
5. ยอดขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวจนถึง ณ วันที่ออกหนังสือฉบับนี้

ซึ่งข้อมูลข่าวสารที่ข้าพเจ้าขอรับทราบดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะทั้งสิ้น ไม่มีข้อมูลข่าวสารส่วนใด ที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงในทางเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ที่แท้จริงของรัฐบาล และมีสิทธิที่จะปกปักรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติได้เป็นสำคัญ ฉะนั้น โดยหนังสือฉบับนี้ี้ ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านตอบข้อเรียกร้องตามหนังสือฉบับนี้ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้ หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว ข้าพเจ้ายังไม่ได้รับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจากท่าน ข้าพเจ้ามีความจำเป็นต้องดำเนินการตามช่องทางของกฎหมายต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

ลงชื่อ

นายทรงกลด ชื่นชูผล

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ชาวนาสองฝั่งกำลังปะทะทางความคิด รัฐบาลอำมหิตกำลังปลุกปั่นสงครามกลางเมือง

 ชาวนาหน้ากากขาวตื่นรู้รัฐบาลโกง จำนำข้าวมหาศาล แทนที่ผลประโยชน์จะตกแก่ชาวนาแต่ต้องตกหล่นไปที่โรงสีคนค้าข้าวและคนของรัฐบาล

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลกลับใช้วิชามารปลุกปั่นชาวนา ทำนองว่าฝ่ายค้านทำให้ต้องลดราคาจำนำข้าว

ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงคือการดำเนินนโยบายผิดพลาดของรัฐบาลเองแท้ๆ หากดันทุรังไปก็เท่ากับทำให้ชาติหายนะ

เมื่อจนมุมทั้งถังแตก กลับไปให้ข้อมูลแถ แถกกับชาวนา

รัฐบาลชั่วช้าเช่นนี้แหละที่กำลังจะทำให้เกิดสงครามประชาชน จากฝ่ายหนึ่งอยากได้ผลประโยชน์ส่วนตนสูงสุดด้วยั่น ระดับการโกงกินถึงสิ้นชาตินิยมสามานย์

กับอีกฝ่ายหนึ่งที่มองเห็นพิษภัยจากการทุจริตคอรัปชั่น ระดับโกงกินถึงสิ้นชาติ

ไม่แน่นะ สงครามล้างประเทศครั้งนี้คนรับผิดชอบหนีไม่พ้นรัฐบาลชาติชั่วในระบอบทักษิณนั่นเอง

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

รายชื่อ ครก. 112 ที่ลงชื่อขอแก้ไข ป.อาญา ม. 112 บันทึกไว้เป็นหลักฐาน

เผย 118 รายชื่อคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ยกเลิกความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร เปลี่ยนบทกำหนดโทษอ่อนลง นำโดย “ชาญวิทย์-7 นิติราษฎร์” พบส่วนมากเป็นอาจารย์และนักเขียน “เกษียร-นิธิ-สมชาย-รังสรรค์” พร้อม “ปราบดา-บินหลา-ซะการีย์ยา-อุทิศ” ด้าน “เสกสรรค์” ร่วมวงพร้อมลูกชาย “วรรณสิงห์” ส่วน “บก.ลายจุด-อภิชาติพงศ์-วิศิษฎ์” เอ็นจีโอเสื้อแดงและผู้กำกับดังเอาด้วย
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรม “แก้ไขมาตรา 112” ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อรณรงค์ข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยมีการเปิดตัวคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ซึ่งจัดทำตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ซึ่ง นางกฤตยา อาชวนิจกุล ตัวแทนคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ระบุว่า นับแต่การรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา สถิติการจับกุมด้วยมาตรา 112 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉพาะปี 2553 มีการฟ้องรองถึง 478 ข้อหา นอกจากนี้ ความ “จงรักภักดี” ยังได้กลายเป็นอาวุธสำหรับข่มขู่คุกคาม และสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน และความอ่อนไหวต่อมาตรานี้มักทำให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกกระทำอย่างไม่เคารพสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น ไม่อนุญาตให้ประกันตน ดำเนินการไต่สวนด้วยวิธีปิดลับ อีกทั้งยังต้องพบกับการกดดันจากสังคมรอบข้างอย่างมาก
       
       คณะรณรงค์ดังกล่าวยังกล่าวอ้างด้วยว่า มาตรา 112 ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้สถานการณ์สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประเทศไทยตกต่ำอย่างถึงที่สุด โดยรายงานปี 2554 องค์กรฟรีดอมเฮาส์เปลี่ยนสถานะเสรีภาพของไทยจากกึ่งเสรีเป็นไม่เสรี ส่งผลให้เราอยู่ในสถานภาพเดียวกับเกาหลีเหนือ พม่า จีน คิวบา โซมาเลีย ปากีสถาน ล่าสุด คดี “อากง” (นายอำพล สงวนนามสกุล) และนายโจ กอร์ดอน ได้ทำให้ชื่อเสียงประเทศไทยดังไปทั่วโลก จนองค์กรระหว่างประเทศและประเทศต่างๆ ได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับมาตรา 112 ขณะเดียวกัน ภายในประเทศไทย การเรียกร้องเคลื่อนไหวให้แก้ไขมาตรา 112 ซึ่งในบรรดาการเคลื่อนไหวนี้ กลุ่มนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขมาตรา 112 เพื่อให้สังคมร่วมกันพิจารณา โดยมีสาระสำคัญโดยสรุป คือ
       
       1.ให้ยกเลิกมาตรา 112 ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร
       
       2.เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
       
       3.แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
       
       4.เปลี่ยนบทกำหนดโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุดจำคุกไม่เกินสามปีสำหรับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และไม่เกินสองปีสำหรับ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
       
       5.เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
       
       6.เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และ
       
       7.ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษผู้ที่ทำความผิด ให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้น แทนพระองค์”
       
       สำหรับการผลักดันรณรงค์ครั้งนี้ ต้องการรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวน 10,000 รายชื่อ โดยต่อไปนี้จะรณรงค์โดยคณะรณรงค์ 112 หรือ “ครก.112” การรณรงค์นี้ใช้เวลา 112 วัน อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายชื่อ แต่ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้มีการเปิดเผยรายชื่อคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.) ซึ่งจากการเรียบเรียงพบว่า มีจำนวน 118 รายชื่อ มีรายชื่อซ้ำกัน 2 ชื่อ ได้แก่
       
       1.นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี และอาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       2.นายสุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม และบรรณาธิการอาวุโสสำนักพิมพ์ในเครือมติชน
       
       3.นายอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ และนักเขียนบทภาพยนตร์
       
       4.นายอานันท์ กาญจนพันธุ์ นักวิชาการด้านมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
       
       5.นายเอกกมล สายจันทร์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
       
       6.นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       7.น.ส.ขวัญระวี วังอุดม ผู้ช่วยอาจารย์ ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
       
       8.นายวัฒนา สุกัณศีล อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
       
       9.นายธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์
       
       10.นายปูนเทพ ศิรินุพงษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์
       
       11.น.ส.วันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       12.นายอนุสรณ์ รุณโณ อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       13.วาด รวี (นามปากกา) หรือนายรวี สิริอิสสระนันท์ นักเขียน และเจ้าของวารสารหนังสือใต้ดิน
       
       14.น.ส.มุกหอม วงษ์เทศ นักเขียน และบุตรสาวนายสุจิตต์ วงษ์เทศ
       
       15.นายวิจักขณ์ พานิช นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ศาสนา และบุตรชายของศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)
       
       16.นายวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา อดีตแกนนำกลุ่มเพื่อนนักเขียน กวี เพื่อประชาธิปไตย (เครือข่ายคนเสื้อแดง) และอดีตคนเดือนตุลา
       
       17.พิเชษฐ์ แตงทอง
       
       18.นายอุทิศ เหมะมูล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ปี 2552
       
       19.ประกาย ปรัชญา (นามปากกา) นักเขียน
       
       20.นายอติภพ ภัทรเดชไพศาล อาจารย์ประจำวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคอลัมนิสต์ด้านดนตรี
       
       21.น.ส.นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ บรรณาธิการอาวุโสฝ่ายบริหาร บมจ.เนชั่นบรอดแคสติ้งฯ
       
       22.น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท
       
       23.น.ส.เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ทนายความ สำนักงานกฎหมายสิทธิชน
       
       24.นายวินัย ผลเจริญ อาจารย์ประจำวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
       
       25.น.ส.กานดา นาคน้อย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Purdue สหรัฐอเมริกา
       
       26.นายไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์ประจำสถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ และนักวิชาการกลุ่มสันติประชาธรรม
       
       27.นายชาญณรงค์ บุญหนุน หัวหน้าภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
       
       28.นายพิพัฒน์ สุยะ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
       
       29.นายนิติ ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       
       30.นางสุวิมล รุ่งเจริญ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       
       31.นายนิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ
       
       32.นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีต สสร.2540 และอดีต ส.ว.ตาก
       
       33.นายชัยศิริ จิวะรังสรรค์ ศิลปินอิสระผู้ร่วมงานกับนายอภิชาติพงศ์
       
       34.นายยศ ตันตสมบัติ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
       
       35.นางโกสุมภ์ สายจันทร์ ประธานโครงการเอเชียศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
       
       36.นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์
       
       37.นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
       
       38.นายชัชวาลย์ บุญปัน อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
       
       39.นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์
       
       40.นายเกษียร เตชะพีระ (ชื่อซ้ำกันกับลำดับที่ 6 -ผู้เรียบเรียง)
       
       41.นายชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาและวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       42.น.ส.นลินี ตันธุวนิตย์ อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       43.นายปราบดา หยุ่น นักเขียนรางวัลซีไรต์ ปี 2545 และบุตรชายนายสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น
       
       44.นายสุรพศ ทวีศักดิ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน เจ้าของนามปากกา “นักปรัชญาชายขอบ” ในเว็บไซต์ประชาไท
       
       45.นางสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ นักเขียนเจ้าของนามปากกา “คนชายขอบ” และอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       46.นายวชิระ บัวสนธ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน
       
       47.นายอนุสรณ์ ติปยานนท์ นักเขียนเจ้าของฉายา “มุราคามิเมืองไทย”
       
       48.นายซะการีย์ยา อมตยา นักเขียนรางวัลซีไรท์ ปี 2553 และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ thaipoetsociety.com
       
       49.นายกฤช เหลือสมัย นักเขียนประจำกองบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ
       
       50.น.ส.ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด
       
       51.นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
       52.นางจิตรา คชเดช ผู้ประสานงานกลุ่มคนงานไทรอาร์ม และอดีตประธานสหภาพไทรอัมพ์
       
       53.น.ส. ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ และอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนฯ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
       
       54.นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือดา ตอปิโด ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
       
       55.นายเก่งกิจ กิติเรียงลาภ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และแกนนำกลุ่มประกายไฟ
       
       56.นายคมลักษณ์ ไชยยะ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
       
       57.นายเชษฐา พวงหัตถ์ อจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
       
       58.เอมอร หิรัญราช
       
       59.น.ส.นฤมล ทับจุมพล อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       
       60.นายธนาพล ลิ่มอภิชาต อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       
       61.นายผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       
       62.นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักเขียนรางวัลศรีบูรพา และอดีตคนเดือนตุลา
       
       63.นายธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐอเมริกา และอดีตคนเดือนตุลา
       
       64.นายฉลาดชาย รมิตานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาและศูนย์สตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
       
       65.นายวัฒนา สุกัณศีล อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
       
       66.นางกฤตยา อาชวนิจกุล รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
       
       67.นายฉลาดชาย รมิตานนท์ (ชื่อซ้ำกันกับลำดับที่ 64-ผู้เรียบเรียง)
       
       68.นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์
       
       69.น.ส.สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายอาญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมสาสตรื และแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์
       
       70.นายประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       71.นายเชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       72.นางมรกต ไมยเลอร์ (เจวจินดา) อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
       
       73.นายวรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักเขียน บรรณาธิการนิตยสารไรท์เตอร์
       
       74.น.ส.ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการวารสารอ่าน ในเครือวารสารฟ้าเดียวกัน
       
       75.นายคำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2535 เจ้าของนามปากกา “ลาว คำหอม” และแกนนำกลุ่มนักเขียน กวี เพื่อประชาธิปไตย (เครือข่ายคนเสื้อแดง)
       
       76.นายอธิคม คุณาวุฒิ นักเขียน และผู้ก่อตั้งนิตยสารเวย์
       
       77.นายทองธัช เทพารักษ์ นักเขียนการ์ตูนและคอลัมนิสต์
       
       78.นายวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นักเขียน นายแบบ และบุตรชายนายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคนเดือนตุลา
       
       79.นายวินัย ปราบริปู ศิลปินชาว จ.น่าน
       
       80.นายธิติ มีแต้ม นักเขียน อดีตบรรณาธิการหนังสือปาจารยสาร
       
       81.นพ.ริติภูมิ จุฑาสมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ และคอลัมนิสต์เจ้าของนามปากกา “ปีกซ้ายพฤษภา” เว็บไซต์ประชาไท
       
       82.นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง และผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงา
       
       83.น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ เจ้าหน้าที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรม สมาชิกเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และทนายความของนายอำพล ตั้งนพกุล หรืออากง ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
       
       84.นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
       
       85.นายพฤกษ์ เถาถวิล อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
       
       86.นายชัชวาลย์ ศรีพาณิชย์ อดีตนายกสมาคมธรรมศาสตร์แห่งแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
       
       87.นายโกวิท แก้วสุวรรณ อาจารย์ประจำภาควิชานาฎยสังคีต คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
       
       88.นางพวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       
       89.นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       
       90.นายเกษม เพ็ญภินันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       
       91.นายรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       92.นายทักษ์ เฉลิมเตียรณ ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐอเมริกา
       
       93.นายธเนศวร์ เจริญเมือง ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ (นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล) อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอดีตคนเดือนตุลา
       
       94.นางปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
       
       95.นายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       96.น.ส.ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์ประจำศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
       
       97.นายเกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
       
       98.น.ส.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์
       
       99.นายฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์
       
       100.นายอภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       101.นายยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       102.นายอัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์ประจำโครงการเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยลัยธรรมศาสตร์
       
       103.น.ส.ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักเขียน นักแปลอิสระ
       
       104.นายพิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักแปล
       
       105.นางดวงมน จิตร์จำนงค์ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี
       
       106.นายวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับภาพยนตร์และนักเขียนบทภาพยนตร์
       
       107.นายเรืองรอง รุ่งรัศมี นักเขียน และช่างภาพ
       
       108.เดือนวาด พิมวนา หรือ น.ส.พิมใจ จูกลิ่น นักเขียน
       
       109.บินหลา สันกาลาคีรี หรือนายวุฒิชาติ ชุ่มสนิท นักเขียนรางวัลซีไรต์ ปี 2548 และบรรณาธิการนิตยสารไรท์เตอร์
       
       110.นายศุภชัย เกตุการุณกุล นักเขียน และช่างภาพ
       
       111.นางอุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       
       112.นายแดนทอง บรีน ประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
       
       113.น.ส.ภาวิณี ชุมศรี ทนายความ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
       
       114.น.ส.อันธิฌา ทัศคร อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นักเขียน เจ้าของนามปากกา อธิฌลา
       
       115.นายพงศาล มีคุณสมบัติ นักวิชาการอิสระ
       
       116.นายชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
       
       117.นายบุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
       
       118.น.ส.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       
       119.นายฉลอง สุนทราวาณิชย์ อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       
       120.นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“อุ้มฆ่า อาชญากรรมโดยรัฐ” รวมพลคนข้องใจการตายของ “เอกยุทธ์” และ “รัฐตำรวจ”

กำหนดการเสวนา ครั้งที่ 3
“อุ้มฆ่า อาชญากรรมโดยรัฐ”

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2556 เวลา 13.00-16.30 น
ณ อาคาร อ.ป.ร. ชั้น 3 ห้อง 312/2 (ห้องพรหมทัตตเวที) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

13.00 – 13.30 น ลงทะเบียน/รับเอกสาร
13.30 – 14.15 น ปาฐกถา หัวข้อ “รัฐตำรวจ ในระบอบเผด็จการทุนนิยมสามานย์”
โดย พล.ต.อ. วสิษฐ์ เดชกุญชร ผู้ร่วมก่อตั้งไทยสปริง (Thai Spring)
14.15 -16.30 น เสวนาวิชาการ “อุ้มฆ่ากับการก่ออาชญากรรมโดยรัฐ”
โดย
นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาทนายสมชาย นีละไพจิตร
นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความนายเอกยุทธ อัญชันบตุร
นายวรินทร์ เทียมจรัส อดีตประธานคณะทำงาน ด้านสิทธิมนุษยชน
สภาทนายความ
นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย
พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรองผู้กำกับการตำรวจสันติบาล
ผู้ดำเนินรายการ
ปรเมษฐ์ ภู่โต นักจัดรายการวิทยุ
จัดโดย
กลุ่มกรีน (Green Politics)
สถาบันพัฒนาการเมือง
ชมรม สสร.50
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

กองทัพและรัฐบาลเรียกแขกให้แล้ววันอาทิตย์นี้ดีมั๊ก ๆ หน้ากากขาวอย่าให้เสียของ!

ผบ.สส.เตือนม็อบเคลื่อนไหวเคารพกติกา อย่าแหกกฎ
วันอังคารที่ 18 มิถุนายน 2556 เวลา 20:39 น.

0000

อัพสเตตัสในเฟซบุ๊คไปเมื่อคืนนี้ ไม่เห็นด้วยกับบรรดาเหล่าทัพที่มายืนเรียงแผงตักเตือนให้ประชาชนเคลื่อนไหวเคารพกติกา

ทั้งๆที่ฝ่ายหน้ากากขาวก็ไม่ได้เจตนาจะไปพาดพิงสิทธิ์ของผู้อื่น สัปดาห์ที่แล้วมันเป็นเหตุจำเป็นที่มีรถนำขบวน

ก็จำเป็นต้องลงไปในถนน แต่ในสัปดาห์นี้ ประชาชนมาโดยเสรีเช่นเดิม เรียกร้องกันเองไม่ต้องมีรถนำขบวน

แม้มีรถนำขบวนก็จะใช้วิธีเดินตามฟุตบาต ไม่รบกวนการใช้รถใช้ถนนของประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง

หากมีคนมามากล้นลานหน้าหอศิลป์ ประชาชนคนหน้ากากก็สามารถจัดกิจกรรม โชว์ป้าย สื่อสารให้กับประชาชนที่ชุมนุมในบริเวณนั้นได้อ่าน ได้เข้าใจในความรู้สึกของประชาชนที่แสดงออกในทางไม่ยอมรับรัฐบาลชาติชั่ว

ในฐานะส่วนตัวก็ได้แสดงความเห็นไปว่า ตำรวจ ทหารควรจะไปห้ามพวกเสื้อแดงที่มาก่อกวน หรือไปห้ามเสื้อแดงที่ยกพวกไปที่โน่นที่นี่มากกว่า

แต่หากไปรับลูกจากกลุ่มสนามหลวงที่ยังมีความชัดเจนว่าไม่เอารัฐบาลนี้นั่นมันอีดเรื่องไม่ใช่เรื่องของขบวนการหน่ากากขาว V For Thailand แน่นอนเพราะวิธีการแตกต่างจากพวกหน้ากากขาวโดยสิ้นเชิง

การชุมนุมแบบสนามหลวงต้องใช้แกนนำ ต้องมียุทธการ ยุทธวิถี เป็นการชุมนุมแบบไดโนเสาร์เต่าล้านปี จูงได้แต่คนไม่มีข้อมูล

ไม่เหมือนกับวิถีการประท้วงของคนหน้ากาก V For Thailand ซึ่งเป็นประชาชนที่ตื่นรู้ที่ไม่ต้องการแกนนำ ไม่ต้องการการชักจูง ไม่ต้องการการสนับสนุน ต้องการแต่ประชาชนผู้ตื่นรู้ มีข้อมูลของตนเอง คิดจนตกผลึกแล้วก็ออกมาไล่รัฐบาลตามเหตุผลของปัจเจก หรือมาจากกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีแกนนำใดๆ เพราะแกนนำขี้หมาพวกนั้นก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่าประชาชนทั่วไปที่ตรงไหน

คนหน้าขาว V For Thailand ส่วนใหญ่ ปฏิเสธการปฏิวัติรัฐประหารโดยทหารตำรวจ เพราะ V For Thailand ต่อต้านทั้งเผด็จการรัฐสภาและเผด็จการทหาร รวมไปถึงเผด็จการทุกรูปแบบ การปฏิวัติโดยพวกถืออาวุธจึงถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง อย่าได้คิดทำเลย จะโดนบีบทั้งจากเสื้อแดงและคนหน้าขาว

เพราะการปฏิวัติประชาชน V For Thailand จะเป็นการปฏิวัติโดยประชาชนชน เพื่อประชาชนและประเทศชาติ

ประชาชนที่ตื่นรู้แล้วออกมาปฏิวัติสังคมด้วยตนเอง

ตราบใดที่ประชาชนส่วนอื่นๆ ยังไม่ตื่นรู้ หรือคลางแคลงใจ ขบวนการปฏิวัติโดยประชาชนก็เกิดขึ้นได้ยาก

แน่นอนว่า การปฏิวัติโดยประชาชนเป็นการปฏิวัติโดยปัญญาชนที่ไม่ต้องการความรุนแรง ต้องสันติวิธี บังคับให้รัฐบาลทุกรัฐบาลใช้หลักธรรมาภิบาลตามรัฐธรรมนูญ

หากทหารตำรวจอยากปฏิวัติอย่างยั่งยืน วันอาทิตย์ทุกอาทิตย์ ก็ถอดเครื่องแบบมาสวมชุดประชาชน สวมหน้ากากออกมาแสดงพลังร่วมกัน

เพราะ…ทหารก็คือประชาชน

หัวโขนของท่านนั้นหากเกษียณราชการไปก็เท่ากับคนแก่คนหนึ่ง

บางคนทำอะไรชั่วร้ายกับประเทศนี้ ไปยื่นหน้าในสภาให้ประชาชนก่นด่าขนาดหมาไม่แลก็เห็นๆกันอยู่

ทหาร ตำรวจ จงอย่าแตกแถวไปสนับสนุนเผด็จการ อย่าได้คิดจับอาวุธมาทำร้ายประชาชนชนเด็ดขาดจะเป็นการพลาดชนิดที่ไม่มีการให้อภัย

เมื่อเตือนพวกเรามาเราก็ขอเตือนกกลับไปว่า อำนาจที่ได้ไปยืนเท่ๆทุกวันนี้นั้น เป็นอำนาจของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ อย่าบังอาจใช้อำนาจของประชาชนมาข่มขู่ประชาชน

อุดมการณ์ V คือต้องปลุกให้ประชาชนหลุดพ้นจากอาณาจักรแห่งความกลัวแล้วออกมาชุมนุมขับไล่เผด็จการและรัฐบาลชาติชั่วที่ไม่มีธรรมาภิบาลทุกรูปแบบ

ส่วนรองนายกเป็ด ไม่มีราคาอะไรต่อสังคมแล้ว มาพูดเรื่องระเบิดตูมที่นั่นที่นี่ ขี้หมาทั้งนั้น

ไม่มีราคาจริง ๆ

แคน ไทเมือง

กลุ่มหน้ากากขาวโพสต์เพจเฟซบุ๊ค V For Thailand ประกาศนัดรวมพลกันอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 23มิ.ย.นี้… http://goo.gl/vzBvs

0000

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เป็ดเหลิม – ณัฐวุฒิ อย่าเพิ่งดิ้นสิ เค้าแค่ชุมนุมกันได้ 3 ครั้ง กลัวลนลานขนาดนี้เชียวรึ?

…ข่าวล่า…หลังไมค์…

ลุงแคน ช่วย PR ที จ๊าววว

ประกาศ..!!! V เชียงใหม่ จะไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออำนาจเถื่อน และถ่อยของกลุ่มคนเสื้อแดง
พวกเราพร้อมนัดชุมนุมกันอีกครั้
งในวันอาทิตย์ที่ 23 มิ.ย นี้ เพื่อประกาศเจตนารณ์ไม่เอาระบอบทักษิณ
จะชุมนุมกันที่ไหนนั้น จะแจ้งให้ทุกท่านทราบต่อไป.

0000

หน้ากากขาวชาว V ในถิ่นควายแดงถือคติดาวกระจายจรยุทธแสดงความเห็นหลีกเลี่ยงการปะทะ เพราะหน้ากากขาวไม่เป็นปฏิปักษ์กับประชาชน แต่มาไล่รัฐบาลชั่วเท่านั้น

แต่อย่าคิดว่าทีมที่ไปดาวกระจายจะไม่มีทีมตอบโต้นะครับ เสื้อแดงเชียงใหม่เที่ยวนี้ระวังไว้ คนที่พร้อมตอบโต้ เค้าจะไม่มาในหน้ากากขาวมาไปรเวท แต่มาส่วนตัว ไม่พกหน้ากาก แต่พกหัวใจนักสู้อยู่แถวๆนั้น

ขืนมาทำซ่าๆ แบบสัปดาห์ที่แล้ว ชาวบ้านเดินไปเดินมาแถวนั้นเค้าทนไม่ได้ ร่วมกินลาบเลือดควายแดง

จะหาว่าหล่อไม่เตือน

 

“ณัฐวุฒิ” ชี้นายกฯ ม.7 ขัดรธน.หลังกลุ่ม “ไชยวัฒน์” เข้าชื่อถวายฎีกา ปูด “พล.ต.อ.วสิษฐ-ดร.อาทิตย์-แก้วสรร” เบื้องหลังหน้ากากขาว

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มหน้ากากขาว ว่า ยืนยันกลุ่มคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังยังเป็นกลุ่มเดิม ที่เคลื่อนไหวทั้งในกทม.และต่างจังหวัด จะแตกต่างบ้าง ตรงนักแสดงนำ จากนายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย แตะมือพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนี้เปลี่ยนนักแสดงนำเป็น พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ และอดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานรัฐสภา นายแก้วสรร อติโพธิ์ อดีต ส.ว. และนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำเครือข่ายภาคประชาชนไทยและแนวร่วมคนไทยหัวใจรักษาแผ่นดิน ที่เคลื่อนไหวประกาศเรียกร้องนายรัฐมนตรีพระราชทาน ทั้งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ล้มล้างการปกครอง

“ขอพูดในนามพรรคเพื่อไทย หากมีการทำรัฐประหาร จะร่วมกับประชาชนที่รักประชาธิปไตยต่อสู้กับการทำรัฐประหาร และส่วนตัวผมยังเชื่อคำพูดของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.อยู่ว่า จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่อยากให้พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความชัดเจนต่อกรณีนี้” นายณัฐวุฒิกล่าว

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงปะทะกับกลุ่มหน้ากากขาวที่ จ.เชียงใหม่ มีความเห็นอย่างไร นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนได้แสดงความเห็นว่า การเคลื่อนไหวของทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายไม่ว่าหน้ากาก หรือเสื้อสีไหน ถ้าภายใต้กรอบกฎหมายก็ถือว่าเป็นสิทธิ เสรีภาพที่ทุกฝ่ายควรระมัดระวัง ไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน และตนยังเชื่อมั่นในวิจารณญาณของคนเสื้อแดงว่า เข้าในเกมแบบนี้เป็นอย่างดี จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรบานปลาย หากสังคมตั้งสติดีๆ และเชื่อมั่นร่วมกันว่าประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะนำให้ ประเทศเดินหน้าได้ ความเคลื่อนไหวของบุคคลต่างๆ ก็จะไม่มีปัญหา

“การเผชิญหน้ากันของคนสองฝ่าย หากเราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง ก็ยากที่จะเข้าใจได้ อย่างกรณีการเคลื่อนไหวของกลุ่มหน้ากากขาวมีการถือเหล็กแป๊บ ที่ไม่ใช่อุปกรณ์การชุมนุมไปไล่ตีคนเสื้อแดงที่ขี่มอเตอร์ไซค์อยู่บนถนน ดังนั้นจึงอยากให้ใช้ความอดทนร่วมกัน ไม่อยากให้เกิดการปะทะกัน แต่ถ้าเราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แล้วไปชี้ใครผิดใครถูกคงยาก” นายณัฐวุฒิกล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

0000

 ’เฉลิม’ รับกลัวมือที่ 3 บึมป่วน อัดหน้ากากขาวหวังล้มรัฐ
 
“เฉลิม” ปัดวิจารณ์ ปมรวบมือระเบิดซุกถังขยะหน้า รามฯ หวั่นเป็นการชี้นำตำรวจ  รับกลัวมือที่ 3 โยนบึมใส่ม็อบ ป้ายสีรัฐบาล ชี้ “หน้ากากขาว” หวังล้มรัฐบาล…

วันที่ 18 มิ.ย. ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคนร้ายลอบวางระเบิดปากซอยรามคำแหง 43/1 ที่ จ.นราธิวาส ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้จริงและผู้ต้องหาให้การรับสารภาพแล้ว ส่วนเป้าหมายของการก่อเหตุครั้งนี้ ตนไม่สามารถพูดได้เพราะเกรงว่าจะเป็นการชี้นำ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะขยายผลการดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ได้รายงานให้รับทราบตั้งแต่เมื่อช่วงกลางดึกเวลา 23.00 น. ของวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ตนไม่กล้าเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าว

เมื่อถามว่า สาเหตุใดที่ไม่กล้าเปิดเผย เพราะเป็นเรื่องที่น่ากลัว ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ตกใจเพราะรู้สึกชิน เรื่องนี้ยังไงก็ต้องเปิดเผยอยู่แล้ว ส่วนจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่นั้น ตนไม่ขอแสดงความคิดเห็นเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการชี้นำ ส่วนข้อมูลที่ได้รับรายงานนั้นเป็นข้อมูลจริงที่มีหลักฐานชัดเจน ผู้ต้องการให้การรับสารภาพ รวมทั้งมีพยานประกอบ

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ที่ผู้ก่อการร้ายในภาคใต้ขึ้นมาก่อเหตุใน กทม. ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า รู้สึกห่วงเพียงอย่างเดียว คือ การชุมนุมเคลื่อนไหวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความหนักใจ จนมาปรับทุกข์กับตน เพราะกลัวว่าหากมือที่ 3 โยนระเบิดเข้ามา รัฐบาลจะทำอย่างไร ซึ่งต้องระมัดระวัง โดยเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมาได้มีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นเวลานาน เมื่อถามต่อว่า ขณะนี้ยังมีความพยายามวางระเบิดเพื่อล้มรัฐบาลใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “หน้ากากขาว”

0000

หน้ากากขาวเกิดจากการรวมตัวกันจากโซเชียลเน็ตเวิร์ค ต่างคนต่างมา ไม่มีแกนนำแกนนอน มีแต่ประชาชนที่รู้ข่าวจากเฟซบุ๊คแทบทั้งสิ้น

คนกลุ่มนี้มีข้อมูลข่าวสารความชั่วร้ายของรัฐบาลชั่วจนเกินกว่าจะเก็บความไม่พอใจแค่ด่าในโซเชียลเน็ตเวิร์คเท่านั้น

ใหม่ๆ ก็ดูถูกว่าไม่มีน้ำยา แต่ที่จริงก็ไม่มีน้ำยาอะไร นอกจากสวมหน้ากากขาว มาด่ารัฐบาลตามสิทธิ์ของประชาชน

คนที่ไปก็มีทุกเพศทุกวัย ทุกชนชั้น มากันเองตามสะดวก ไม่มีการขนคนมาเล่นม้อบให้น่าอับอายขายขี้หน้า…ข้ามีตังค์โว้ย!

มากันแบบมีเป้าหมาย เดินเสร็จก็เดินห้าง ช้อบปิ้งหาของแพงๆ กิน คิดหรือว่าจะเอาเงินมาจ้างคนกลุ่มนี้ได้ คิดผิดก็คิดใหม่ซะ ไอ้พวกโง่ โง่ไม่เลิกเลยนะเห็นเค้ามาประท้วงรัฐบาลก็คิดว่ามีคนชักใย มีการจัดตั้งตามแบบที่เคยทำเคยเห็น

ก็สมองพวกนี้มันน้อยจนไม่รู้จะด่ายังไง จะบอกให้ก็ได้ว่า เงินน่ะเอาไปซื้อได้แต่ควาย แต่คนหน้ากากขาว ชาว V เงินซื้อไม่ได้

มีแต่จะบริจาคให้อีกต่างหาก แต่ก็ไม่มีใครเค้าตั้งโต๊ะรับบริจาค น้ำท่า อาหารหากินกันเอง ป้ายทำกันมาจากบ้าน ไม่มีใครทำให้ก็ไปจ้างให้ร้านเค้าทำ

ก็บอกแล้วม้อบคนมีตังค์…มีรัฐบาลโง่ๆ นี่มันเจ็บใจพออยู่แล้ว ยังมาเจอคำพูดโง่ๆ เข้าอีก มันเลยต้องมากันไม่หยุด ฉุดเพื่อนตจว.เล่นต่ออีกเยอะ ๆ

อ้อ…เรื่องหน้ากากไล่ตีเสื้อแดง มันเป็นการแต่งภาพใส่ร้ายกัน ทำไมรัฐมนตรีมันตกข่าวขนาดนี้ ถ้ามีไล่ตีกันสื่อขี้ข้ามันใส่สีตีไข่เละไปแล้ว

หากรัฐบาลจะล้มไปด้วยเหตุใด นั่นเกินกว่าคนหน้ากากขาวจะตาดเดาได้ หน้ากากขาวยังยืนยันในวิถีทางรัฐธรรมนูญ

แต่รัฐบาลต้องใช้หลักธรรมาภิบาลบริหารบ้านเมือง ตรวจสอบรัฐบาลตามกฎหมายพื้นๆ ที่ทุกคนเข้าใจดี

ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ว่ากันตรงๆ ตามรัฐธรรมนูญ

ทำไมไปล้าหลังกว่าประชาชนคนรุ่นนี้ เค้าไม่เอาแกนนำ เค้าไม่เอาคนเด่นคนดังมาโชว์ตัว ทึกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ

ระบายอารมณ์ด่ารัฐบาลจนหนำใจเค้าก็กลับบ้าน มาทำงานในวันต่อไป นัดหมายกันใหม่ในวันอาทิตย์

งานแบบนี้มันไม่มีรูปแบบ ไม่คิดยกระดับ แต่จะเป็นข่าวออกไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ประจานควาเลวร้ายของรัฐบาลไปเรื่อย ๆ ไม่มีเหนื่อย

ไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ได้ใช้กำลังล้มล้างรัฐบาล แต่ทำไมกลัวลนลานจนถึงกับปั้นข่าวเท็จใส่ร้ายประชาชนเช่นนี้

ชั่วไม่เลิกเลยนะ ก็เพราะชั่วแบบนี้แหละที่ประชาชนเค้าทนไม่ไหว

ออกไปได้เมื่อไหร่ ประชาชนก็เฮเท่านั้น

อย่าไปจินตนาการให้มากเรื่อง “นายกม.7″ หรือ “การรัฐประหาร” อะไรนั่น

มันตกยุคแล้ว…พวกไดโนเสาร์เอ๊ย

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

กำจัดหน้ากากขาวไม่ใช่เรื่องยาก

ขำๆ น้าเหลิดเปิดก๊าบๆ เดาทาง “หน้ากากขาว” ไปถึงไหนก็ไม่รู้

ก็คนโซเชียลเน็ตเวิร์คไม่มีแกนนำอยู่แล้ว ใครทำเพจหน้ากากขาวก็มารวมตัวกัน ส่งข่าวถึงกันใครจะทำอะไรที่ไหน ทำด้วยตัวเอง

อธิบายความหมายของ” หน้ากากขาว” แล้วทุกคนชอบก็ทำตามที่ตนเองตีความต่อ

ค่ารถออกเอง หน้ากากหามาเอง ใครอยากทำแจก ซื้อแจกก็เป็นเรื่องส่วนตัวเพราะเค้ามีตังค์อ่ะ

ข้อความที่ใช้ก็เป็นหนึ่งเดียว ประโยคหลักประโยคเดียว คือประชาชนตื่นขึ้นมาล้มล้างระบอบทักษิณให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย นอกนั้นก็เป็นเรื่องราวความรู้สึกของแต่ละคน แต่ละกลุ่มที่เห็นว่ารัฐบาลนี้้กระทำการขัดหลักธรรมาภิบาล คือ นิติรัฐ คุณธรรม ความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของประชาชน หลักความคุ่มค่าและหลักความรับผิดชอบ

กรอบของหลัก”ธรรมาภิบาล” นี่เอง ที่ทำให้เกิดขบวนการหน้ากากขาวพิทักษ์ธรรมาภิบาลของทุกรัฐบาล ทุกประเทศ ทั่วโลก ทุกอย่างเป็นสากล

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของอุดมการณ์หน้ากากขาว คือ การไม่มีแกนนำนี่เอง

หน้ากากขาวคืออุดมการณ์ คือสัจจะที่เดินตามหลักธรรมาภิบาล

วิธีกำจัดหน้ากากขาวอย่างดีที่สุดไม่ยากหรอก

แค่ใช้อำนาจบริหารกิจการบ้านเมืองด้วยหลักธรรมาภิบาลให้ครบถ้วน หน้ากากขาวก็จะหมดฤทธิ์ทันที

แคน ไทเมือง

0000

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment