“วีรพัฒน์ ปริยวงศ์”โดนสังคมตรวจสอบให้สัมภาษณ์กล่าวหาสำนักงานทรัพย์สินอยู่เบื้องหลังม้อบกปปส.


http://www.nytimes.com/2013/12/17/world/asia/in-thailand-rallying-cry-is-against-too-much-democracy.html?pagewanted=1&_r=1

นักกฎหมายหนุ่ม “วีรพัฒน์ ปริยวงศ์” กำลังโดนสังคมตรวจสอบ เมื่อมีบทความ นิวยอร์คไทม์ อ้างอิงคำพูดของเขาว่า…
“สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่เบื้องหลังม้อบ กปปส. ที่ราชดำเนินในเวลานี้”
โดย นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บรรณาธิการข่าวการเมืองและความมั่นคงไทยพีบีเอสได้โพสต์ข่าวและการตั้งข้อสังเกตว่า นักกฎหมายคนนี้ได้พูดเช่นนั้นจริงหรือไม่

โดยได้โพสต์ในเฟซบุ๊คความว่า…

Sermsuk Kasitipradit
(หลังจากขึ้นกระทู้นี้ไปมีการชี้แจงเพิ่มเติมจาก อ.วีรพัฒน์ มา ว่าเกิดอะไรขึ้นกับที่ได้ตั้งข้อสังเกตไป ประเด็นของอจ.ที่ชี้แจงมาคือ ไม่ได้พูดอย่างที่คนเขียนบทความนี้เขียน…หรือในภาษานสพ.ก็บอกว่าถูก misquoted โดยคนเขียน…)
มีการนักกฏหมายจาก Harward ตั้งข้อกล่าวหาได้ฉกาจฉกรรจ์กับ นสพ. new york times ระบุ เงินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญให้กับการเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชน…วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ….
Verapat Pariyawong, a Harvard-trained lawyer and commentator, says the powerful bureaucracy and courtiers around the king fear that new elites, symbolized by the rise of Mr. Thaksin, will replace them.
The Crown Property Bureau is by far the largest landowner in Bangkok and has controlling stakes in some of the biggest companies in the country. The managers of this fortune are among those “acting behind the scenes,” Mr. Verapat said…
กำลังติดต่ออจ.วีรพัฒน์ อยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นถึงให้สัมภาษณ์อย่างนี้หรือมีการ misquote ตอนให้สัมภาษณ์หรือไม่ ชัดเจนอย่างไร เด๋วได้ความเห็นอจ.แล้วมาว่ากันต่อ…19.51
Sermsuk Kasitipradit
(หลังจากขึ้นกระทู้นี้ไปมีการชี้แจงเพิ่มเติมจาก อ.วีรพัฒน์ มา ว่าเกิดอะไรขึ้นกับที่ได้ตั้งข้อสังเกตไป ประเด็นของ อจ.ที่ชี้แจงมาคือ ไม่ได้พูดอย่างที่คนเขียนบทความนี้เขียน…หรือในภาษานสพ.ก็บอกว่าถูก misquoted โดยคนเขียน…)
มีการนักกฏหมายจาก Harward ตั้งข้อกล่าวหาได้ฉกาจฉกรรจ์กับ นสพ. new york times ระบุ เงินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญให้กับการเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชน…วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ….
Verapat Pariyawong, a Harvard-trained lawyer and commentator, says the powerful bureaucracy and courtiers around the king fear that new elites, symbolized by the rise of Mr. Thaksin, will replace them.
The Crown Property Bureau is by far the largest landowner in Bangkok and has controlling stakes in some of the biggest companies in the country. The managers of this fortune are among those “acting behind the scenes,” Mr. Verapat said…

กำลังติดต่ออจ.วีรพัฒน์ อยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นถึงให้สัมภาษณ์อย่างนี้หรือมีการ misquote ตอนให้สัมภาษณ์หรือไม่ ชัดเจนอย่างไร เด๋วได้ความเห็นอจ.แล้วมาว่ากันต่อ…19.51

00000

อย่างไรก็ดี วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ได้โพสต์ข้อความเชี้แจงดังนี้…

ขออนุญาตชี้แจง หลังจากมีข่าวว่า วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ (ผม) ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ The New York Times ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่เบื้องหลังการชุมนุมคุณสุเทพ

เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดของนักข่าวคนไทยที่อ่านข่าวภาษาอังกฤษของ New York Times แล้วแปลผิด ซึ่งล่าสุดต้องขอบคุณ คุณ Surawich Verawan 刘永真 และกอง บ.ก. ASTV ผู้จัดการ ที่ได้กรุณาแก้ไขคำแปลให้ถูกต้องแล้วครับ

อีกทั้งต้องขอบคุณคุณ Thomas Fuller แห่ง New York Times ซึ่งเป็นนักข่าวที่สัมภาษณ์ผม ที่ได้ช่วยออกมายืนยันทันทีว่า ผมไม่ได้แสดงความเห็นอะไรตามที่แปลผิดไปเช่นนั้น ดูได้ที่ https://twitter.com/thomasfullerNYT/status/412893173308854272

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงก็ไม่ได้มีอะไรมาก รายงานข่าวได้กล่าวว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นองค์กรที่ครอบครองที่ดินในกรุงเทพมหานครมากที่สุด และถือหุ้นอยู่ในบริษัทใหญ่ๆหลายแห่ง จากนั้น ผมก็เพียงแสดงความเห็นว่า กลุ่มธุรกิจเอกชนที่เข้าไปบริหารการลงทุนเหล่านี้เองเป็นกลุ่มหนึ่งที่ “ทำงานหลังฉาก” (”acting behind the scenes”) ในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย

ความหมายก็คือ กลุ่มเอกชนนี้มีอิทธิพลสูงต่อการค้าการลงทุน แต่ไม่ได้เป็นที่สังเกตหรือกล่าวถึงมากนัก สาเหตุที่ผมกล่าวถึงเอกชนกลุ่มนี้ ก็เพราะว่าทาง New York Times ได้ถามผมถึงสภาพโครงสร้างความยากดีมีจนของคนไทยในบรรยากาศการเมืองเป็นการทั่วไป ผมก็เพียงแต่ให้ข้อสังเกตว่า คนที่มีอิทธิพลในโครงสร้างนี้ไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองหรือมหาเศรษฐีที่อยู่ในข่าว แต่ยังมีกลุ่มทุนใหญ่ที่ “ทำงานหลังฉาก” (”acting behind the scenes”) อยู่ด้วย

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ผมกล่าวไปกับ New York Times จึงไม่มีส่วนใดที่เป็นการโยงสำนักงานทรัพย์สินฯ กับการชุมนุมกลุ่มคุณสุเทพตามที่นักข่าวไทยแปลผิดตอนแรกแต่อย่างใด เพียงแต่ New York Times เขียนสั้นๆ คนอ่านที่มีจินตนาการอยู่ภายในใจก็อาจโยงต่อจนเกินความหมายไปได้

ส่วนหากใครถามผมว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังคุณสุเทพ ผมเคยตอบไปแล้วชัดถ้อยชัดคำว่า ผู้อยู่เบื้องหลังคุณสุเทพ ก็คือ “อำนาจมืด” อันได้แก่ สามัญชนธรรมดา ที่นึกว่าตนเองเป็นอภิสิทธิชน ผมให้นิยามนี้ชัดในสื่อไทยหลายครั้ง ดังนั้น จึงยิ่งเป็นไปไม่ได้ ที่ผมจะไปโยงอะไรระหว่างคุณสุเทพ และสำนักงานทรัพย์สินฯ

จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกันครับ.

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ คืนอำนาจมาให้ประชาชนซะดี ๆ

บูมเมอแรงซัดกลับรัฐบาล เมื่อเปิดเวทีเสวนาเพื่อหาทางออกของประเทศ สรุปว่าประเทศนี้ต้องมีการปฏิรูปเป็นเอกฉันท์
นั่นคือคำสารภาพสิ้นไส้ว่า นักการเมืองในระบอบทักษิณย่ำยีประเทศไทยจนแม้แต่พวกตัวเองก็ยอมรับว่าต้องปฏิรูป
แล้วจะมาใช้เงินภาษีอากรของประชาชนมาเลือกตั้งผลาญงบประมาณอีกทำไม การปฏิรูปของมวลมหาประชาชนต้องใช้บังคับกันคนในองค์กรการเมืองทั้งหมด เรื่องนี้มันต้องให้ประชาชนที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวเนื่องกับนักการเมือง พรรคการเมืองเท่านั้นเป็นผู้ร่าง – ผู้เขียน
หากจะเข้ามาในสภาปฏิรูปก็จงใช้ “สัดส่วนอาชีพนักการเมือง” ตามเปอร์เซ็นต์ของอาชีพทั้งหลาย นั่นคือไม่ปิดกั้นนักการเมือง แต่ต้องมาในสัดส่วนอาชีพเท่านั้น
และไม่มีความจำเป็นที่จะเอางบประมาณไปละลายในการเลือกตั้งครั้งนี้ จงเอาเงินงบประมาณนั้นมาทำสภาปฏิรูปโดยเร็ว เพราะแม้พวกนักการเมืองเลือกตั้งไปแล้วยังเสนอให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เมื่อทำการปฏิรูปการเมืองเสร็จ
ถ้าเป็นเช่นนั้น จะไปเสียเงินเลือกตั้งในครั้งนี้ไปหาพระแสงของ้าวอันใดไม่ทราบ เพราะแม้แต่โพลก็บอกว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปในเปอร์เซ็นที่สูงกว่า 7-80 %
ประชาชนไม่เชื่อว่านักเลือกตั้งจะออกกฎหมายมาบังคับตัวเอง และก็เพราะเป็นเช่นนี้ ทหาจึงได้ยึดอำนาจมาถึง 17-18 ครั้ง อย่ามองแค่ว่าทหารต้องการอำนาจแต่เพียงถ่ายเดียว แต่นักเลือกตั้งต้องส่องกระจกดูเงาหัวตัวเองด้วยว่า เหตุผลของการปฏิวัติ มีอยู่ซักกี่ข้อ
เวลานี้ เหตุผล 4 ข้อของการปฏิวัติโดยทหารทุกครั้งมันเกินเลยไปใกล เช่น สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกคุกคาม สังคมแตกแยก การทุจริตคอรัปชั่นเติบโตมหาศาล นักการเมืองเหลิงอำนาจ ข้าราชการถูกรังแก ฯลฯ
ถ้าเป็นสมัยก่อนทหารเอารถถังออกมายึดอำนาจจากรัฐบาลชั่วไปแล้ว แต่คราวนี้ประชาชนขอทำเอง ในแนวทางสันติวิธี คือการปฏิวัติโดยประชาชน สู้กันด้วยเหตุผล เพื่อสร้างชาติ กอบกู้ชาติขึ้นมาใหม่ โดยไม่ต้องอาศัยปากกระบอกปืน
ดังนั้น จงคืนอำนาจมาซะดีๆ ก่อนที่จะบังคับเอาอำนาจคืนมา ถึงเวลานั้นตระกูลนักการเมืองชั่วจะไม่มีที่ยืนในประเทศนี้ แผ่นดินนี้
แคน ไทเมือง

บูมเมอแรงซัดกลับรัฐบาล เมื่อเปิดเวทีเสวนาเพื่อหาทางออกของประเทศ สรุปว่าประเทศนี้ต้องมีการปฏิรูปเป็นเอกฉันท์

นั่นคือคำสารภาพสิ้นไส้ว่า นักการเมืองในระบอบทักษิณย่ำยีประเทศไทยจนแม้แต่พวกตัวเองก็ยอมรับว่าต้องปฏิรูป แล้วจะมาใช้เงินภาษีอากรของประชาชนมาเลือกตั้งผลาญงบประมาณอีกทำไม ?

การปฏิรูปของมวลมหาประชาชนต้องป้องกันคนองค์กรการเมืองทั้งหมดไม่ให้มายุ่งเกี่ยว เพาะการปฏิรูปมันต้องให้ประชาชนที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวเนื่องกับนักการเมือง-พรรคการเมืองเท่านั้นเป็นผู้ร่าง – ผู้เขียน

หากนักการเมืองจะเข้ามาในสภาปฏิรูปก็จงใช้ “สัดส่วนอาชีพนักการเมือง” ตามเปอร์เซ็นต์ของอาชีพทั้งหลาย นั่นคือไม่ปิดกั้นนักการเมือง แต่ต้องมาในสัดส่วนอาชีพเท่านั้น

และไม่มีความจำเป็นที่จะเอางบประมาณไปละลายในการเลือกตั้งครั้งนี้ จงเอาเงินงบประมาณนั้นมาทำสภาปฏิรูปโดยเร็ว เพราะแม้พวกนักการเมืองเลือกตั้งไปแล้วยังต้องเสนอให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เมื่อทำการปฏิรูปการเมืองเสร็จ ถ้าเป็นเช่นนั้น จะไปเสียเงินเลือกตั้งในครั้งนี้ไปหาพระแสงของ้าวอันใดไม่ทราบ เพราะแม้แต่โพลก็บอกว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปในเปอร์เซ็นที่สูงกว่า 7-80 %

ประชาชนไม่เชื่อว่านักเลือกตั้งจะออกกฎหมายมาบังคับตัวเอง และก็เพราะเป็นเช่นนี้ในอดีตทหารจึงได้ยึดอำนาจมาถึง 17-18 ครั้งด้วยปากกระบอกปืน การปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้งอย่ามองแค่ว่าทหารต้องการอำนาจแต่เพียงถ่ายเดียว แต่นักเลือกตั้งต้องส่องกระจกดูเงาหัวตัวเองด้วยว่า เหตุผลของการปฏิวัติ มีอยู่ซักกี่ข้อ สังคมเห็นตามที่ทหารให้เหตุผลหรือไม่

ครั้งนี้ก็เหมือนๆกับสภาพสังคมก่อนทหารปฏิวัติทุกครั้ง เพียงแต่เที่ยวนี้มวลมหาประชาชนขอดำเนินการเอง ทหารอย่ายุ่ง แค่ยืนอยู่ข้างหลังก็พอแล้ว

เวลานี้ เหตุผล 4 ข้อของการปฏิวัติโดยทหารทุกครั้งมันเกินเลยไปใกล เช่น สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกคุกคาม สังคมแตกแยก การทุจริตคอรัปชั่นเติบโตมหาศาล นักการเมืองเหลิงอำนาจ ข้าราชการถูกรังแก ฯลฯ

ถ้าเป็นสมัยก่อนทหารเอารถถังออกมายึดอำนาจจากรัฐบาลชั่วไปแล้ว แต่คราวนี้ประชาชนขอทำเอง ในแนวทางสันติวิธี คือการปฏิวัติโดยประชาชน สู้กันด้วยเหตุผล เพื่อสร้างชาติ กอบกู้ชาติขึ้นมาใหม่ โดยไม่ต้องอาศัยปากกระบอกปืน

ดังนั้น จงคืนอำนาจมาซะดีๆ ก่อนที่จะบังคับเอาอำนาจคืนมา ถึงเวลานั้นตระกูลนักการเมืองชั่วจะไม่มีที่ยืนในประเทศนี้ แผ่นดินนี้

หรือจะรอจนให้ ปปช.ชี้มูลความผิดก็ไม่ขัดกฎหมายอะไรนะครับ รออีกนิดได้หลุดจากอำนาจอยู่แล้วไม่ว่าจะมีเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งก็ตาม

ถ้ารอจน ปปช.ชี้มูลความผิด มันจะไม่ใช่แค่ต้องออกจากตำแหน่งซีครับ แต่คุกจะเปิดรอรับด้วยความยินดี

เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาโป้งเดียวจอดเหมือนพี่ชายนายกนั่นแหละครับ

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ชนชั้นผู้อยู่เหนือกฎหมาย

ชนชั้นผู้อยู่เหนือกฎหมาย

ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปประเทศที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้ ในเวทีปฏิรูปการเมืองที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ของ กปปส. เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีผู้เสนอให้แก้ไขกฎหมายให้ประหารชีวิตผู้กระทำผิดฐานทุจริตโกงกิน ห้ามผู้กระทำผิดซื้อเสียงเล่นการเมืองตลอดชีวิต ให้ ส.ส.อยู่ได้แค่ 2 สมัย และเปลี่ยน กกต.ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งใหญ่ และอีกหลายประเด็น

อัน ที่จริง ถ้าจะพูดถึงเรื่องกฎหมาย ประเทศไทยไม่ได้แพ้บรรดานานาอารย-ประเทศ ประเทศไทยอาจจะมีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่ทันสมัยและก้าวหน้ากว่าอังกฤษ ซึ่งเป็นแม่บทประชาธิปไตย มีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่ก้าวหน้า มีองค์กรที่มีอำนาจเต็มในการปราบปรามทุจริตด้านต่างๆ ทั้งตำรวจ ดีเอสไอ กกต.และ ป.ป.ช. เป็นต้น

กล่าวเฉพาะการทุจริต ประมวลกฎหมายอาญาของไทยก็ได้กำหนดโทษผู้กระทำความผิดไว้รุนแรง ระบุว่าเจ้าพนักงาน หรือสมาชิกสภานิติบัญญัติของรัฐ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี หรือตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ถ้ากระทำความผิดฐานรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ

กฎหมายการเลือกตั้งก็มีบทกำหนดโทษ ผู้ซื้อเสียง จำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งถึง 10 ปี ปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่เพราะไม่มีกฎหมาย หรือไม่มีองค์กรผู้รับผิดชอบ แต่ปัญหา “การบังคับใช้กฎหมาย” ที่หย่อนยาน เลือกปฏิบัติ ไม่ตรงไปตรงมา ไม่บังคับใช้กฎหมายโดยเสมอหน้า ทำให้ “คุกมีไว้ขังคนจน” แต่คนบางกลุ่มอยู่เหนือกฎหมาย

ขอยกตัวอย่างคดีที่ระดับผู้นำทางการ เมืองบางคนถูกกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นคดีซื้อที่ดินของรัฐ การจัดซื้อรถดับเพลิงกทม. โครงการบ้านเอื้ออาทรที่ถูกกล่าวหาทุจริต คดีให้ธนาคารรัฐปล่อยกู้นับหมื่นล้าน เพื่อเอื้อประโยชน์ส่วนบุคคล ฯลฯ น่าสงสัยว่าถ้าให้กระบวนการยุติธรรมตามปกติ ให้ตำรวจหรือดีเอสไอเป็นผู้สอบสวน คดีจะถึงโรงถึงศาลหรือไม่?

ซ้ำ ร้ายยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่รัฐบาลบางคณะมอบหมายให้ คตส. หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาเป็นพิเศษ ทำการตรวจสอบพบว่าอาจเข้าข่ายทุจริตกว่า 10 คดี และส่งมอบให้ ป.ป.ช.และอัยการสูงสุดรับช่วงต่อไป แต่รัฐบาลต่อมากลับออกกฎหมายนิรโทษกรรมลบล้างความผิดให้หมดสิ้นทุกคดี นี่ก็คือ ส่วนหนึ่งการบังคับใช้กฎหมาย ที่ทำให้การทุจริตเฟื่องฟู

เพราะ ฉะนั้น ถึงแม้จะแก้ไขกฎหมายลงโทษคนโกงถึงประหารชีวิตลูกเดียว แต่ก็จะมีปัญหาว่าใครจะเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายอย่างสุจริต ตรงไปตรงมา ไม่มีลูบหน้าปะจมูก มิฉะนั้น สังคมไทยก็จะเข้าสู่ภาวะที่อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ชี้ว่า “ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเสื่อมทรามลงเรื่อยๆ” ถึงขั้นสมคบกันแย่งทึ้งประเทศคล้ายกับฝูงอีแร้ง.

บทบรรณาธิการไทยรัฐ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

คนไทยตื่นข่าวทักษิณจ้างบริษัทอังกฤษใช้โลกล้อมประเทศ

ข่าวทักษิณจ้างล้อบบี้ยิสต์ หรือบางครั้งจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ส่วนตัวสร้างเครือข่าวข่าวที่ตนเองกดปุ่มได่มีมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่ค่อยอื้ออึงเช่นครั้งนี้

สำนักข่าวอิศราเปิดโปงด้วยการนำข่าวมาเขียนเป็นบทความ และสำนักข่าวเจ้าพระยานำมาเผยแพร่ต่อ พร้อมนำเอาต้นตอบทความมาเปิดโปง

เพียงแค่ไม่ถึง 24 ชั่วโมงมีคนกดเข้ามาอ่านกว่า 31,200 คน และมีคนกดไลค์กว่า 14,000 คน นับว่าสร้างสถิติใหม่ในเรื่องความตื่นตัวของโลกโซเชียลมีเดียไม่น้อย

00000

ต้นข่าวภาษาอังกฤษ

http://www.theguardian.com/media/2013/dec/09/bell-pottinger-tim-bell-pr-interview

Dodgy regime? Unruly protesters? Bell Pottinger can help

From the ousted Thai PM to fracking company Cuadrilla and Asma al-Assad, the PR firm Bell Pottinger represents some of the world’s most notorious clients. Tim Bell, who masterminded Margaret Thatcher’s election campaigns, explains why he thinks his business is a force for good
Riot police fire tear gas at protesters in Bangkok, Thailand

Riot police fire teargas at protesters in Bangkok, Thailand. Bell Pottinger has represented Thaksin Shinawatra, the ousted Thai premier. Photograph: Lam Yik Fei/Getty Images

At first sight, the Curzon Street offices of Bell Pottinger Private are everything a conspiracy theorist could hope for. Next door, guarded by uniformed police officers with machine guns, squats the immense embassy of Saudi Arabia, a country with which the controversial PR firm’s even more controversial chairman, Tim Bell, has had decades of opaque, often defence-related dealings. Beyond the embassy is the rest of Mayfair, where businesses are discreet, ethics are flexible, and rich people with reputations to upgrade are in increasingly plentiful supply.

In the lobby of Bell Pottinger, there are cream leather benches for visitors. The day’s newspapers hang from clips on the wall. The implication is that Bell, who has worked in PR or advertising since 1959, can get you or your company or government into them – or quietly arrange the opposite. “We keep a lot of people out of the media,” says James Henderson, the firm’s chief executive.

From the lobby, a tiny lift whisks you up to Bell’s top-floor office. It is a long corner room, with a row of windows looking out over Mayfair’s wine-red and bone-white rooftops. In the centre of the room is a large desk, almost in the shape of a quotation mark. Along its outer curve are a few chairs for clients. On the inner, there is an oldish computer, two telephones, two used coffee cups, a half-full ashtray and Bell himself.

Lord Bell of Belgravia, who was knighted by his longstanding client and political soulmate Margaret Thatcher in 1990, is 72. But he is still working full-time, and still looks like an old-fashioned PR man from central casting: slicked-back hair, assertive tie, tailored shirt, quick smile. He talks in a half-gravelly, half-chocolatey voice, and instantly drops your first name into his quick sentences. “He is an icon in the business,” saysMark Borkowski, another British PR veteran and a historian of the industry. “A lot of people have tried to write his obituary, but they underestimate his steely determination. He has a very powerful network, contacts all over the world. Bell Pottinger are a formidable multinational. For many, many years they have operated in the shadows, as agents of influence.”

'Labour Isn't Working' campaign poster

Labour Isn’t Working’ campaign poster, which helped discredit the Callaghan government in the late 70s.Bell grants interviews rarely, and then usually to rightwing newspapers, his preferred journalistic conduits. But sometimes he wants to reach a wider audience. Today, sitting back from his desk in a shaft of cigarette-fogged sunlight, he is in expansive, self-deprecating mode.

“The Thatcher legacy – of course I live off it to some extent,” he says. “What I did for her has been grossly exaggerated by some, and grossly underestimated by others.” According to Mark Hollingsworth’s biography of Bell, The Ultimate Spin Doctor, he advised her on everything from how to relax on television – “to melt her almost frozen expression, Bell would sit behind the camera and pull faces” – to how to attack Labour, including the famous “Labour Isn’t Working” poster campaign, featuring an endless queue of the unemployed (actually Young Conservatives borrowed for the shoot), that helped discredit the Callaghan government in the late 70s – shortly before the Thatcher government sent unemployment much higher. “My profound belief,” Bell continues, “is that a small number of words, a strong visual image, can change the way people think.” At Bell Pottinger, which he co-founded in 1998, “We tell stories – I don’t mean lies. We work for people who want to tell their side of the story.”

The government of Sri Lanka; FW de Klerk, when he ran against Nelson Mandela for president of South Africa; Thaksin Shinawatra, the ousted Thai premier, whom protesters claim still controls the country; Asma al-Assad, the wife of the president of Syria; Alexander Lukashenko, the dictator of Belarus; Rebekah Brooks after the phone-hacking scandal broke; the repressive governments of Bahrain and Egypt; the American occupying administration in Iraq; the polluting oil company Trafigura; the fracking company Cuadrilla; the athlete Oscar Pistorius after he was charged with murder; the Pinochet Foundation during its campaign against the former Chilean dictator’s British detention; the much-criticised arms conglomerate BAE Systems – Bell or Bell Pottinger has represented all of them. “They get involved in lots of ‘special situations’, in reputational and crisis PR,” says Alec Mattinson, the deputy editor of PR Week. “The reputation they have is as an agency that goes where other agencies would fear to tread.”

A Thai Buddhist monk puts on a gas mask during clashes in Bangkok

A Buddhist monk puts on a gas mask during clashes in Bangkok. Photograph: Dylan Martinez/ReutersThis notoriety has had consequences. In 2011, the Bureau of Investigative Journalism and the Independent published a Bell Pottinger exposé, including covertly filmed company executives (though not Bell or Henderson) bragging about their influence over the Sri Lankan government and the British Conservative party, and about the firm’s expertise in “all sorts of dark arts”. This August, anti-fracking protesters superglued themselves to the doors of Bell Pottinger’s other London office, on a busy street in Holborn, during the morning rush hour. Last month, the BBC3 satirical show The Revolution Will Be Televised broadcast its attempt to gatecrash this year’s Bell Pottinger summer party – a Whitehall gathering of dark-suited men with worldly auras – by a comedian dressed as the Devil and then as Hitler.

Bell and the company have a range of responses to such frontal attacks. One is to claim victimhood: “The left is extremely strong, and very active, and very keen on demonstrating its point of view by shouting at people,” he says, with a world-weary shrug. “It’s become very fashionable to shoot the messenger.”

Another approach is to affect casualness. When I ask if Bell Pottinger is still working for the Sri Lankan government – citing commercial confidentiality or official secrecy, the firm does not publish a full list of clients – Bell says airily: “We stopped in … 2009? Or 2010? I might have got the dates wrong.”

Then he switches seamlessly to a sterner, man-of-the-world tone: “It’s a fashionable thing to criticise the way the Sri Lankan government has behaved. David Cameron had one meeting in the north of the country with 200 people who have lost relatives. You have to remember there was a 30-year civil war. The Tamil Tigers weren’t exactly gentle, nice people. And for Britain to ponce around the world talking about human rights after what we did in Afghanistan … It’s what Winston Churchill called ‘our usual export’: hypocrisy.”

Finally, and most ambitiously, Bell claims that his company is in fact a force for good. “We are actually decent people,” he says. “We do know right from wrong. The reason we worked for Lukashenko in Belarus was because he told me: ‘We want to go along the path to democracy.’ We actually got six political prisoners released.”

Alexander Lukashenko, president of Belarus

Alexander Lukashenko, president of Belarus. Photograph: Pool/Reuters/CorbisThe shameless incompatability of all these arguments is typical Bell: always slippery, always trying a new line on you, and, deep down, probably trying to persuade himself. “He’s mercurial, quite emotional,” says Hollingsworth. “He can suddenly turn.”

Yet the question that hovers over Bell Pottinger is whether this theatrical, highly personalised approach exactly meets the needs of a modern PR multinational. After 20 highly quotable minutes in Bell’s office, we are joined by Henderson. The chief executive, who only came to the company three years ago, is a quarter of a century younger than Bell, and has a much more sober background in financial and corporate PR. Unlike Bell, he keeps his suit jacket on.

At first, while Bell talks and talks, Henderson stays quiet, rolling a pen between his fingers. Then, just as Bell is concluding a long, involved anecdote about why he turned down a chance to work for the authoritarian president of Zimbabwe, Robert Mugabe, Henderson interjects: “We have a very, very non-controversial client base now,” he says. “Our client base doesn’t reflect what you read about in the press.”

The Bell Pottinger website mentions work for dozens of less-than-sinister entities such as Kurt Geiger, Daylesford Organic and the London Chamber Orchestra. Yet many of the commercial sectors the company lists as focuses for its PR activities – “oil and gas”, “mining”, “financial institutions”, “Russia” – suggest a readiness to work at the more rugged end of international capitalism. Your attitude to the company doing such work, says Bell, flashing a wide smile, “does depend on your definition of controversial”.

Henderson argues that Bell Pottinger is disproportionately targeted by critics of London’s hard-nosed PR world. “These ‘controversial’ clients – we do pitch for them against other PR companies,” he points out.

PR Week’s Mattinson agrees: “The idea that they’re the only company prepared to work for controversial clients is a [mistake].” In the magazine’s league table of PR firms operating in Britain, Bell Pottinger is at number five; Hill & Knowlton, a bigger American rival, controversial since the 30s, which has also promoted repressive governments and fracking, is just behind at number seven. Portland PR, a newer British firm set up by Tony Blair’s former aide Tim Allan, has already achieved some notoriety for its work for authoritarian Kazakhstan and Russia.

One reason, perhaps, why Bell Pottinger is singled out for special criticism is its lingering air of rightwing tribalism. When I ask Henderson why they haven’t ever worked for controversial leftwing governments, such as the many currently in South America, he looks at me slightly uncomprehendingly, then says: “We’ve never been approached by a leftwing government, that I’m aware of.” Bell adds: “You don’t want an adviser that doesn’t agree with you.”

Tim Bell and James Henderson of Bell Pottinger

Tim Bell and James Henderson of Bell Pottinger. Photograph: Sarah Lee for the GuardianBell grew up in the aspiring, often politically conservative, outer suburbs of north London. His background was entrepreneurial and middle class: his Irish father was a gifted salesman and his Australian mother came from a shop-owning family, like Thatcher. As a young man during the 60s, Bell was less interested in politics than in his advertising career, and the flash clothes and cars it paid for, but he found time to canvass for several north London Tory MPs, including Thatcher. When she hired Bell and his then employers Saatchi & Saatchi to work for her party in 1978, he and she immediately established a rapport. He became one of the closest in her inner circle of clever, often slightly roguish informal advisers, partly because they had a similar worldview: us-against-them, fiercely anti-communist, unquestioningly pro-market. “If anyone inspired me, it’s Ayn Rand,” says Bell, namechecking the famously confrontational American rightwing author. Long after the fall of the Berlin Wall, Bell still privately referred to journalists he disliked as “commies” and “pinkos”.

Henderson is less of a crusader. Privately educated, unlike Bell, more smartly spoken, more quietly dressed, he could be a Mayfair hedge-fund trader. “We are all supportive of Tim and his politics,” he says with a slightly fixed smile. Bell Pottinger’s partisan and more straightforwardly corporate impulses, he goes on, “can work well side by side”. In a sense, this is right. Bell’s work for the Conservatives in the 70s and 80s helped create a world – of London as a hub for the international rich, of the privatised utilities, of a post-communist, status-hungry eastern Europe – that has produced clients for Bell Pottinger, and Bell’s previous PR enterprises, ever since.

Much of what Bell Pottinger does for these clients is commercially confidential, but the company also needs to promote itself, and its website offers surprisingly detailed case studies. “Katrin Radmacher is a German heiress,” begins one. “She asked Bell Pottinger to help uphold her reputation and manage the media during a legal marathon with her former husband … After each ruling, Bell Pottinger issued a highly quotable statement on her behalf to the world’s media … When misconceptions arose, Bell Pottinger quietly briefed the press. A Tatler interview, establishing her as a privileged, yes, but unassuming mother of two who’d tried to save her marriage, was syndicated in the Sunday Times. Evening Standard and FT interviews, and a Times leader, were sympathetic …”

A General Pinochet supporter

A General Pinochet supporter. Photograph: Santiago Llanquin/APBell Pottinger likes to portray itself as a dexterous media manipulator, yet sometimes the process is more fraught. In 1998, the campaign it helped orchestrate for the release of General Pinochet had a clever slogan – “reconciliation not retribution” – but also internal tensions. In 2000 Charles Alexander, a pro-Pinochet figure in the City of London, told me: “I said on the first day after he [Pinochet] was arrested [in Britain], ‘He’s got to get very ill, very quickly.’ But Tim Bell disagreed with me. He said: ‘Pinochet got rid of the commies, and that’s our argument.’” In the end, the campaigners settled for an awkward mixture of both approaches, apolitically playing up Pinochet’s frail health while also producing and distributing crude rightwing propaganda pamphlets and articles about the elected leftwing leader he had overthrown, Salvador Allende. The general eventually flew back to Chile, but with his international reputation even lower.

Nowadays, Henderson’s strategy for Bell Pottinger sometimes seems more safety-first. Last year, he, Bell, and the firm’s co-founder, Piers Pottinger, a City of London PR veteran, organised a management buyout of the company, extricating it from the bigger communications conglomerate Chime. Since then, Henderson has emphasised “rebuilding the Bell Pottinger brand”, getting the firm “up the league tables”, and winning a greater “number of mandates [contracts]“. Much of this strategy is being enacted not in Mayfair, but in the Holborn office, which houses Henderson and nine-tenths of the firm’s 250 staff. The Bell Pottinger premises there have a security guard in the lobby – perhaps on the lookout for more protesters with superglue – but otherwise seem a little more prosaic: a single floor of a heavy postwar office block, above a Sports Direct and an M&S.

In some ways, the PR business is getting harder and less glamorous. The internet and particularly social media are making Bell Pottinger’s traditional publicity channel – the newspapers hung up in its Mayfair office, long susceptible to Bell’s smooth phonecalls – less central to the making and unmaking of reputations. And the sour mood in many countries towards politicians, big business and the wealthy is making the public less ready to accept that such interest groups are not, as Bell Pottinger would put it, really such bad guys after all. “The most difficult thing now in our business is having an impact,” Bell acknowledges. “You have to operate in more and more areas of distribution.”

Bell is a professional optimist, but occasionally seems gloomy about the modern world. “I hate the internet,” he told the authors Charles Vallance and David Hopper in a recent book on British entrepreneurs, The Branded Gentry. David Cameron does not enthuse him: “I don’t know him, and I don’t understand him. He’s obviously stuck in the Lynton Crosby strategy: be vile, and that’ll do.” Of course, this may be a piece of pragmatic positioning, as Cameron’s chances of re-election begin to diminish. When I ask about Ed Miliband, Bell says brightly: “He’s obviously very clever, and has done some smart things.” But he goes on to praise George Osborne for his “clear” free-market thinking. For all Bell’s gut political feelings, Hollingsworth’s biography shows he has long been willing to play situations both ways. In 1985 he told Media Week magazine: “I want the BBC to fail”; a month later, he took on the contract to do their advertising.

At Bell Pottinger, clients with opposing interests are assigned separate PR teams, and the situation is kept manageable and ethical – at least by Bell Pottinger’s standards – by internal “Chinese walls”. Clients are always informed when the firm is representing a rival, says Henderson, but few walk away. Bell Pottinger’s ease with conflicts of interest, like its readiness to represent dubious clients, is easy to find chilling; but to detail and condemn it can act as a form of free advertising: there will always be people in the world who want an unsqueamish PR firm. Likewise any article that portrays Bell Pottinger as having tentacles everywhere: “I’m delighted to have people think we have a finger in every pie,” says Henderson, finally smiling. “Because that’s our objective!”

In truth, both Bell Pottinger and their critics often overstate the firm’s power. Henderson claims its work for Cuadrilla has “completely changed the whole debate” about fracking. It doesn’t quite feel like that. Nor does it feel like world opinion has softened much over the decades towards Bell Pottinger’s contentious government clients. In April, PR Week reported that the firm had “annual revenues [in] the mid/high £30m mark” – high for a company with 250 employees, but modest compared with other rightwing media players such as Rupert Murdoch.

Yet for Bell at least, precisely measuring the effect of Bell Pottinger’s work – even if that were possible in the infinitely subjective world of PR – is probably not the point. “I don’t think he’s ever been interested in being [part of] a big PR conglomerate,” says biographer Hollingsworth. “His life is about the buzz.”

Outside his top-floor office, the sun has gone in and a grey winter afternoon is settling over Mayfair. Our interview is past the hour and a half mark, yet Bell is still spinning tirelessly. “My interest is in high-profile news,” he says, unleashing another smile. “It’s nice to be part of what’s going on.” On the pavement below, the police officers outside the Saudi embassy pace up and down with their

ต้นข่าวภาษาอังกฤษ

http://www.theguardian.com/media/2013/dec/09/bell-pottinger-tim-bell-pr-interview

Riot police fire tear gas at protesters in Bangkok, Thailand

Riot police fire teargas at protesters in Bangkok, Thailand. Bell Pottinger has represented Thaksin Shinawatra, the ousted Thai premier. Photograph: Lam Yik Fei/Getty Images

At first sight, the Curzon Street offices of Bell Pottinger Private are everything a conspiracy theorist could hope for. Next door, guarded by uniformed police officers with machine guns, squats the immense embassy of Saudi Arabia, a country with which the controversial PR firm’s even more controversial chairman, Tim Bell, has had decades of opaque, often defence-related dealings. Beyond the embassy is the rest of Mayfair, where businesses are discreet, ethics are flexible, and rich people with reputations to upgrade are in increasingly plentiful supply.

In the lobby of Bell Pottinger, there are cream leather benches for visitors. The day’s newspapers hang from clips on the wall. The implication is that Bell, who has worked in PR or advertising since 1959, can get you or your company or government into them – or quietly arrange the opposite. “We keep a lot of people out of the media,” says James Henderson, the firm’s chief executive.

From the lobby, a tiny lift whisks you up to Bell’s top-floor office. It is a long corner room, with a row of windows looking out over Mayfair’s wine-red and bone-white rooftops. In the centre of the room is a large desk, almost in the shape of a quotation mark. Along its outer curve are a few chairs for clients. On the inner, there is an oldish computer, two telephones, two used coffee cups, a half-full ashtray and Bell himself.

Lord Bell of Belgravia, who was knighted by his longstanding client and political soulmate Margaret Thatcher in 1990, is 72. But he is still working full-time, and still looks like an old-fashioned PR man from central casting: slicked-back hair, assertive tie, tailored shirt, quick smile. He talks in a half-gravelly, half-chocolatey voice, and instantly drops your first name into his quick sentences. “He is an icon in the business,” saysMark Borkowski, another British PR veteran and a historian of the industry. “A lot of people have tried to write his obituary, but they underestimate his steely determination. He has a very powerful network, contacts all over the world. Bell Pottinger are a formidable multinational. For many, many years they have operated in the shadows, as agents of influence.”

'Labour Isn't Working' campaign poster

Labour Isn’t Working’ campaign poster, which helped discredit the Callaghan government in the late 70s.Bell grants interviews rarely, and then usually to rightwing newspapers, his preferred journalistic conduits. But sometimes he wants to reach a wider audience. Today, sitting back from his desk in a shaft of cigarette-fogged sunlight, he is in expansive, self-deprecating mode.

“The Thatcher legacy – of course I live off it to some extent,” he says. “What I did for her has been grossly exaggerated by some, and grossly underestimated by others.” According to Mark Hollingsworth’s biography of Bell, The Ultimate Spin Doctor, he advised her on everything from how to relax on television – “to melt her almost frozen expression, Bell would sit behind the camera and pull faces” – to how to attack Labour, including the famous “Labour Isn’t Working” poster campaign, featuring an endless queue of the unemployed (actually Young Conservatives borrowed for the shoot), that helped discredit the Callaghan government in the late 70s – shortly before the Thatcher government sent unemployment much higher. “My profound belief,” Bell continues, “is that a small number of words, a strong visual image, can change the way people think.” At Bell Pottinger, which he co-founded in 1998, “We tell stories – I don’t mean lies. We work for people who want to tell their side of the story.”

The government of Sri Lanka; FW de Klerk, when he ran against Nelson Mandela for president of South Africa; Thaksin Shinawatra, the ousted Thai premier, whom protesters claim still controls the country; Asma al-Assad, the wife of the president of Syria; Alexander Lukashenko, the dictator of Belarus; Rebekah Brooks after the phone-hacking scandal broke; the repressive governments of Bahrain and Egypt; the American occupying administration in Iraq; the polluting oil company Trafigura; the fracking company Cuadrilla; the athlete Oscar Pistorius after he was charged with murder; the Pinochet Foundation during its campaign against the former Chilean dictator’s British detention; the much-criticised arms conglomerate BAE Systems – Bell or Bell Pottinger has represented all of them. “They get involved in lots of ‘special situations’, in reputational and crisis PR,” says Alec Mattinson, the deputy editor of PR Week. “The reputation they have is as an agency that goes where other agencies would fear to tread.”

A Thai Buddhist monk puts on a gas mask during clashes in Bangkok

A Buddhist monk puts on a gas mask during clashes in Bangkok. Photograph: Dylan Martinez/ReutersThis notoriety has had consequences. In 2011, the Bureau of Investigative Journalism and the Independent published a Bell Pottinger exposé, including covertly filmed company executives (though not Bell or Henderson) bragging about their influence over the Sri Lankan government and the British Conservative party, and about the firm’s expertise in “all sorts of dark arts”. This August, anti-fracking protesters superglued themselves to the doors of Bell Pottinger’s other London office, on a busy street in Holborn, during the morning rush hour. Last month, the BBC3 satirical show The Revolution Will Be Televised broadcast its attempt to gatecrash this year’s Bell Pottinger summer party – a Whitehall gathering of dark-suited men with worldly auras – by a comedian dressed as the Devil and then as Hitler.

Bell and the company have a range of responses to such frontal attacks. One is to claim victimhood: “The left is extremely strong, and very active, and very keen on demonstrating its point of view by shouting at people,” he says, with a world-weary shrug. “It’s become very fashionable to shoot the messenger.”

Another approach is to affect casualness. When I ask if Bell Pottinger is still working for the Sri Lankan government – citing commercial confidentiality or official secrecy, the firm does not publish a full list of clients – Bell says airily: “We stopped in … 2009? Or 2010? I might have got the dates wrong.”

Then he switches seamlessly to a sterner, man-of-the-world tone: “It’s a fashionable thing to criticise the way the Sri Lankan government has behaved. David Cameron had one meeting in the north of the country with 200 people who have lost relatives. You have to remember there was a 30-year civil war. The Tamil Tigers weren’t exactly gentle, nice people. And for Britain to ponce around the world talking about human rights after what we did in Afghanistan … It’s what Winston Churchill called ‘our usual export’: hypocrisy.”

Finally, and most ambitiously, Bell claims that his company is in fact a force for good. “We are actually decent people,” he says. “We do know right from wrong. The reason we worked for Lukashenko in Belarus was because he told me: ‘We want to go along the path to democracy.’ We actually got six political prisoners released.”

Alexander Lukashenko, president of Belarus

Alexander Lukashenko, president of Belarus. Photograph: Pool/Reuters/CorbisThe shameless incompatability of all these arguments is typical Bell: always slippery, always trying a new line on you, and, deep down, probably trying to persuade himself. “He’s mercurial, quite emotional,” says Hollingsworth. “He can suddenly turn.”

Yet the question that hovers over Bell Pottinger is whether this theatrical, highly personalised approach exactly meets the needs of a modern PR multinational. After 20 highly quotable minutes in Bell’s office, we are joined by Henderson. The chief executive, who only came to the company three years ago, is a quarter of a century younger than Bell, and has a much more sober background in financial and corporate PR. Unlike Bell, he keeps his suit jacket on.

At first, while Bell talks and talks, Henderson stays quiet, rolling a pen between his fingers. Then, just as Bell is concluding a long, involved anecdote about why he turned down a chance to work for the authoritarian president of Zimbabwe, Robert Mugabe, Henderson interjects: “We have a very, very non-controversial client base now,” he says. “Our client base doesn’t reflect what you read about in the press.”

The Bell Pottinger website mentions work for dozens of less-than-sinister entities such as Kurt Geiger, Daylesford Organic and the London Chamber Orchestra. Yet many of the commercial sectors the company lists as focuses for its PR activities – “oil and gas”, “mining”, “financial institutions”, “Russia” – suggest a readiness to work at the more rugged end of international capitalism. Your attitude to the company doing such work, says Bell, flashing a wide smile, “does depend on your definition of controversial”.

Henderson argues that Bell Pottinger is disproportionately targeted by critics of London’s hard-nosed PR world. “These ‘controversial’ clients – we do pitch for them against other PR companies,” he points out.

PR Week’s Mattinson agrees: “The idea that they’re the only company prepared to work for controversial clients is a [mistake].” In the magazine’s league table of PR firms operating in Britain, Bell Pottinger is at number five; Hill & Knowlton, a bigger American rival, controversial since the 30s, which has also promoted repressive governments and fracking, is just behind at number seven. Portland PR, a newer British firm set up by Tony Blair’s former aide Tim Allan, has already achieved some notoriety for its work for authoritarian Kazakhstan and Russia.

One reason, perhaps, why Bell Pottinger is singled out for special criticism is its lingering air of rightwing tribalism. When I ask Henderson why they haven’t ever worked for controversial leftwing governments, such as the many currently in South America, he looks at me slightly uncomprehendingly, then says: “We’ve never been approached by a leftwing government, that I’m aware of.” Bell adds: “You don’t want an adviser that doesn’t agree with you.”

Tim Bell and James Henderson of Bell Pottinger

Tim Bell and James Henderson of Bell Pottinger. Photograph: Sarah Lee for the GuardianBell grew up in the aspiring, often politically conservative, outer suburbs of north London. His background was entrepreneurial and middle class: his Irish father was a gifted salesman and his Australian mother came from a shop-owning family, like Thatcher. As a young man during the 60s, Bell was less interested in politics than in his advertising career, and the flash clothes and cars it paid for, but he found time to canvass for several north London Tory MPs, including Thatcher. When she hired Bell and his then employers Saatchi & Saatchi to work for her party in 1978, he and she immediately established a rapport. He became one of the closest in her inner circle of clever, often slightly roguish informal advisers, partly because they had a similar worldview: us-against-them, fiercely anti-communist, unquestioningly pro-market. “If anyone inspired me, it’s Ayn Rand,” says Bell, namechecking the famously confrontational American rightwing author. Long after the fall of the Berlin Wall, Bell still privately referred to journalists he disliked as “commies” and “pinkos”.

Henderson is less of a crusader. Privately educated, unlike Bell, more smartly spoken, more quietly dressed, he could be a Mayfair hedge-fund trader. “We are all supportive of Tim and his politics,” he says with a slightly fixed smile. Bell Pottinger’s partisan and more straightforwardly corporate impulses, he goes on, “can work well side by side”. In a sense, this is right. Bell’s work for the Conservatives in the 70s and 80s helped create a world – of London as a hub for the international rich, of the privatised utilities, of a post-communist, status-hungry eastern Europe – that has produced clients for Bell Pottinger, and Bell’s previous PR enterprises, ever since.

Much of what Bell Pottinger does for these clients is commercially confidential, but the company also needs to promote itself, and its website offers surprisingly detailed case studies. “Katrin Radmacher is a German heiress,” begins one. “She asked Bell Pottinger to help uphold her reputation and manage the media during a legal marathon with her former husband … After each ruling, Bell Pottinger issued a highly quotable statement on her behalf to the world’s media … When misconceptions arose, Bell Pottinger quietly briefed the press. A Tatler interview, establishing her as a privileged, yes, but unassuming mother of two who’d tried to save her marriage, was syndicated in the Sunday Times. Evening Standard and FT interviews, and a Times leader, were sympathetic …”

A General Pinochet supporter

A General Pinochet supporter. Photograph: Santiago Llanquin/APBell Pottinger likes to portray itself as a dexterous media manipulator, yet sometimes the process is more fraught. In 1998, the campaign it helped orchestrate for the release of General Pinochet had a clever slogan – “reconciliation not retribution” – but also internal tensions. In 2000 Charles Alexander, a pro-Pinochet figure in the City of London, told me: “I said on the first day after he [Pinochet] was arrested [in Britain], ‘He’s got to get very ill, very quickly.’ But Tim Bell disagreed with me. He said: ‘Pinochet got rid of the commies, and that’s our argument.’” In the end, the campaigners settled for an awkward mixture of both approaches, apolitically playing up Pinochet’s frail health while also producing and distributing crude rightwing propaganda pamphlets and articles about the elected leftwing leader he had overthrown, Salvador Allende. The general eventually flew back to Chile, but with his international reputation even lower.

Nowadays, Henderson’s strategy for Bell Pottinger sometimes seems more safety-first. Last year, he, Bell, and the firm’s co-founder, Piers Pottinger, a City of London PR veteran, organised a management buyout of the company, extricating it from the bigger communications conglomerate Chime. Since then, Henderson has emphasised “rebuilding the Bell Pottinger brand”, getting the firm “up the league tables”, and winning a greater “number of mandates [contracts]“. Much of this strategy is being enacted not in Mayfair, but in the Holborn office, which houses Henderson and nine-tenths of the firm’s 250 staff. The Bell Pottinger premises there have a security guard in the lobby – perhaps on the lookout for more protesters with superglue – but otherwise seem a little more prosaic: a single floor of a heavy postwar office block, above a Sports Direct and an M&S.

In some ways, the PR business is getting harder and less glamorous. The internet and particularly social media are making Bell Pottinger’s traditional publicity channel – the newspapers hung up in its Mayfair office, long susceptible to Bell’s smooth phonecalls – less central to the making and unmaking of reputations. And the sour mood in many countries towards politicians, big business and the wealthy is making the public less ready to accept that such interest groups are not, as Bell Pottinger would put it, really such bad guys after all. “The most difficult thing now in our business is having an impact,” Bell acknowledges. “You have to operate in more and more areas of distribution.”

Bell is a professional optimist, but occasionally seems gloomy about the modern world. “I hate the internet,” he told the authors Charles Vallance and David Hopper in a recent book on British entrepreneurs, The Branded Gentry. David Cameron does not enthuse him: “I don’t know him, and I don’t understand him. He’s obviously stuck in the Lynton Crosby strategy: be vile, and that’ll do.” Of course, this may be a piece of pragmatic positioning, as Cameron’s chances of re-election begin to diminish. When I ask about Ed Miliband, Bell says brightly: “He’s obviously very clever, and has done some smart things.” But he goes on to praise George Osborne for his “clear” free-market thinking. For all Bell’s gut political feelings, Hollingsworth’s biography shows he has long been willing to play situations both ways. In 1985 he told Media Week magazine: “I want the BBC to fail”; a month later, he took on the contract to do their advertising.

At Bell Pottinger, clients with opposing interests are assigned separate PR teams, and the situation is kept manageable and ethical – at least by Bell Pottinger’s standards – by internal “Chinese walls”. Clients are always informed when the firm is representing a rival, says Henderson, but few walk away. Bell Pottinger’s ease with conflicts of interest, like its readiness to represent dubious clients, is easy to find chilling; but to detail and condemn it can act as a form of free advertising: there will always be people in the world who want an unsqueamish PR firm. Likewise any article that portrays Bell Pottinger as having tentacles everywhere: “I’m delighted to have people think we have a finger in every pie,” says Henderson, finally smiling. “Because that’s our objective!”

In truth, both Bell Pottinger and their critics often overstate the firm’s power. Henderson claims its work for Cuadrilla has “completely changed the whole debate” about fracking. It doesn’t quite feel like that. Nor does it feel like world opinion has softened much over the decades towards Bell Pottinger’s contentious government clients. In April, PR Week reported that the firm had “annual revenues [in] the mid/high £30m mark” – high for a company with 250 employees, but modest compared with other rightwing media players such as Rupert Murdoch.

Yet for Bell at least, precisely measuring the effect of Bell Pottinger’s work – even if that were possible in the infinitely subjective world of PR – is probably not the point. “I don’t think he’s ever been interested in being [part of] a big PR conglomerate,” says biographer Hollingsworth. “His life is about the buzz.”

Outside his top-floor office, the sun has gone in and a grey winter afternoon is settling over Mayfair. Our interview is past the hour and a half mark, yet Bell is still spinning tirelessly. “My interest is in high-profile news,” he says, unleashing another smile. “It’s nice to be part of what’s going on.” On the pavement below, the police officers outside the Saudi embassy pace up and down with their machine guns.

http://www.theguardian.com/media/2013/dec/09/bell-pottinger-tim-bell-pr-interview

.theguardian.com/media/2013/dec/09/bell-pottinger-tim-bell-pr-interview

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สุเทพ เทือกสุบรรณ VS ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร : ใครเป็นกบฏ

โดย ศ. ดร. เขียน ธีระวิทย์

ข้าพเจ้าเคยเขียนไว้ในโอกาสต่างๆ หลายครั้งแล้วว่า ตามหลักรัฐศาสตร์ เมื่อรัฐบาลใดละเมิดกติกาสัญญาประชาคม รัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ก็เท่ากับเป็นการย้อนยุคไปใช้กฎคนป่า คนอื่นที่อยู่ภายใต้บังคับของรัฐบาลนั้นก็สามารถใช้กฎธรรมชาติของคนป่าได้เช่นกัน ถ้าสามารถจัดตั้งอำนาจรัฐใหม่ สร้างกฎเกณฑ์หรือกติกาใหม่ให้คนอื่นๆ ยอมรับได้ (ไม่ว่าจะสมัครใจหรือกลัวก็ตาม) ก็จะกลายเป็นรัฐาธิปัตย์ หรือรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย

การปฏิวัติ-รัฐประหารในไทยหลายครั้งที่ผ่านมาเป็นหลักฐานยืนยันความถูกต้องของหลักการนี้ แม้ว่าจะมีประเทศมหาอำนาจที่เป็นประชาธิปไตยบางประเทศแสดงตัวอยู่ในทีว่าไม่ยอมรับก็ตาม

รัฐบาลในระบอบทักษิณไม่ปฏิบัติตามครรลองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ละเมิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญซ้ำซาก ส่วนมากผู้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายไม่ดำเนินคดี กระนั้นก็ตาม พรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนของทักษิณก็ถูกยุบมาแล้วในปี 2550 และ 2551 ตามลำดับ โทษฐานโกงการเลือกตั้ง แต่กว่าจะผ่านขั้นตอนการดำเนินคดีจนสิ้นสุดโดยศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคนั้น พวกทักษิณก็ได้โอกาสปกครองประเทศไปพลาง รวมกันเป็นเวลา 6 ปี 5 เดือน นอกจากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเฉพาะประเด็นยุบพรรค ส่วนความผิดอื่นทางอาญาที่เป็นมูลเหตุนำไปสู่การยุบพรรคนั้น ไม่มีใครฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลอาญาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งก็เป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้มีการชุมนุมประท้วงของขบวนการคนเสื้อเหลือง การบุกยึดทำเนียบรัฐบาล สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ การปะทะกับขบวนการคนเสื้อแดง จนเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ความเสียหายที่คนไทยได้รับนั้นเกินกว่าที่จะประเมินมูลค่าได้

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังคงเชิดชูระบอบทักษิณเป็นหลักในการปกครองประเทศ ยอมให้ทักษิณซึ่งเป็นนักโทษหนีคุก เร่ร่อนอยู่ต่างแดนนั้นสั่งการให้ทำผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญซ้ำซากเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ล่าสุดรัฐบาลนี้ได้ทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน โดยทำผิดรัฐธรรมนูญอย่างฉกรรจ์ซ้ำสอง

ความผิดขั้นแรก ทำการละเมิดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ทั้งในด้านสาระและกระบวนการในความพยายามที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ จนศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยขี้ขาด เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ว่ารัฐสภาได้ทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาดว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และองค์กรอื่นๆของรัฐว่า ได้บริหารราชการไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารที่จะตัดสินว่าสิ่งที่ตนทำไปนั้นถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

ความผิดซ้ำสอง คือ รัฐบาลและส.ส. 312 คนที่สังกัดพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรรวมอยู่ด้วยนั้นได้ประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยเรื่องนี้ นอกจากนั้น รัฐบาลยังไม่ยอมรับผิดโดยไม่ยอมขอคืนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นำเสนอสำนักราชเลขาธิการ เพื่อให้ทูลเกล้าฯกลับคืนมา นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ได้เร่งรีบในการนำร่างฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอคำวินิจฉัยไว้แล้ว

รัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรค 5 บัญญัติไว้ว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และองค์กรอื่นๆของรัฐ”

การปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญก็เท่ากับเป็นการกบฏ ย้อนยุคกลับไปใช้กฎคนป่า ประชาชนจะใช้กฎป่าบ้างก็ย่อมได้

ฉะนั้น มวลชนที่ชุมนุมกันต่อต้านร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมที่เสนอโดยส.ส. ฝ่ายรัฐบาล จะหันมาต่อต้านรัฐบาลหรือขับไล่รัฐบาลระบอบทักษิณนั้น ความจริงไม่ต้องอ้างกฎหมายใดๆ มาสนับสนุนก็ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างใช้กฎป่า ข้อสำคัญอยู่ที่ใครเป็นฝ่ายกุมอำนาจรัฐไว้ได้เท่านั้น ฝ่ายที่สามารถคุมกลไกอำนาจรัฐ อาจจับคู่ต่อสู้มาดำเนินคดีในข้อหากบฏหรืออื่นๆ แม้จำเลยจะยกหลักการหรือทฤษฎีรัฐศาสตร์มาเป็นข้อต่อสู้ ตำรวจ อัยการ ศาล อาจจะไม่เข้าใจ และไม่รับฟัง คู่ต่อสู้จึงต้องเสี่ยงภัยเอาเอง

ในที่สุด กฎธรรมชาติก็เข้าข้างกฎคนป่า “อำนาจคือความชอบธรรม” ถ้ายิ่งลักษณ์หรือระบอบทักษิณคุมกลไกของรัฐไว้ได้ สุเทพและพรรคพวกก็คงจะถูกดำเนินคดีข้อหากบฏหรืออะไรก็ตาม ผู้สอบสวนทำสำนวนคดีเบื้องต้นก็คือตำรวจของระบอบทักษิณ อัยการผู้สั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีก็ถูกระบอบทักษิณครอบงำอยู่จากเบื้องบน ศาลเท่านั้น ซึ่งผู้พิพากษาส่วนมากยังไม่ยอมขายตัว อาจจะตัดสินคดีความไปตามตัวบทกฎหมาย แต่ศาลก็ต้องพิจารณาตัดสินคดีตามสำนวนที่ตำรวจและอัยการฟ้องร้องขึ้นมา

ถ้าหากฝ่าย กปปส. (คณะกรรมการประชาชน เพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) สามารถคุมกลไกของรัฐไว้ได้ แกนนำของ กปปส.ก็คงจะรอดจากการถูกดำเนินคดีในข้อหาเป็นกบฏ ตามมาตรฐานสากลก็ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะมวลชนเหล่านั้นได้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยสันติวิธี ตามสิทธิของพลเมืองที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ แกนนำของผู้ชุมนุมตอกย้ำซ้ำซาก ณ หน้าเวทีการชุมนุมทุกแห่ง มิให้ผู้ชุมนุมติดอาวุธ และชุมนุมโดยยึดหลัก “อารยะขัดขืน” แต่ก็เห็นมีผู้ชุมนุมฝ่าฝืนกฎ ปาก้อนหินหรือยิงหนังสติคใส่ตำรวจอยู่บ้างประปราย นั่นดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กเกินไปที่จะดำเนินคดีกันถึงโรงศาล

เรื่องการบุกรุกครอบครองพื้นที่หน่วยราชการที่กระทรวงการคลัง และศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะเพื่อใช้เป็นที่ชุมนุมนั้น แกนนำก็ยอมรับว่าทำผิดและยอมรับโทษ เพื่อแลกกับการช่วยชาติที่ใหญ่หลวงกว่า

ฝ่ายรัฐบาลนั้นมีการบริหารงานผิดพลาดซึ่งคงจะถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการทำให้ผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธตาย 4 คน และบาดเจ็บ 263 คน การรักษาสถานที่ราชการที่ทำเนียบรัฐบาลและที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลนั้น ได้ใช้ปืนยิงกระสุนยางและแก๊สน้ำตาฉีดใส่ฝูงชนที่จะบุกเข้าสถานที่โดยไม่จำเป็น เพราะเห็นอยู่แล้วว่า  ผู้ชุมนุมต้องการไปแสดงพลังเท่านั้น เข้าไปพบผู้นำสถานที่ มอบดอกไม้ เจรจากัน ประกาศชัยชนะว่าเข้าไปได้แล้วเท่านั้น ไม่เคยเข้าไปทำร้ายใคร และไม่เคยทำลายทรัพย์สินใดๆ ของหน่วยราชการ

กล่าวโดยสรุป ถามว่า “ใครเป็นกบฏ”  ตอบตามหลักวิชา ยิ่งลักษณ์และผู้นำรัฐบาลบางคนน่าจะถูกดำเนินคดีฐานเป็นกบฏ (ที่ประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ)  ซึ่งเท่ากับละเมิดรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้คนไทยจำนวนนับล้าน ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ส่วนสุเทพและแกนนำฝ่ายต่อต้านรัฐบาลนั้น จะถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏคงฟังไม่ขึ้น เพราะเป็นแกนนำในการต่อต้านรัฐบาลที่ไม่ชอบโดยสันติวิธี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 69 ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้”

เขี่ยน ธีระวิทย์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

อย่าเล่นกับความโกรธแค้นของประชาชนเป็นอันขาด : มีชัย ฤชุพันธุ์

meechai26
มีชัย ฤชุพันธุ์ ย้ำชัดประธานสภา สภา และรัฐบาล ออกมาประกาศไม่ยอมรับคำวินิจฉัยศาลรธน.กรณีร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของส.ว. มีผลกระทบต่อความรู้สึกผู้คน และหลักการปกครองประเทศอย่างรุนแรง เตือนอย่าเอาน้ำมันราดลงไปบนกองเพลิง อย่าเล่นกับความแค้นของประชาชนเป็นอันขาด….

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2556 นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานวุฒิสภา และประธานรัฐสภา ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ตอบคำถาม ในเว็บไซต์http://www.meechaithailand.com ถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญการได้มาของส.ว.ที่ฝ่ายนิติบัญญัติเสนอนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และบอกว่า ศาลไม่มีอำนาจรับเรื่องร้องเรียนและเป็นการก้าวล่วงอำนาจนิติบัญญัติ แม้ประธานรัฐสภาก็ไม่ยอมรับ ประชาชนอย่างควรจะเชื่อฝ่ายไหนดี การที่ศาลมีคำวินิฉัยออกมาแล้วอย่างนี้แต่ไม่ยอมรับกันแล้วจะอยู่กันอย่างไร

นายมีชัย ระบุว่า โดยทั่ว ๆ ไป เวลาที่ผู้ร้ายหรือผู้ทำผิดและถูกศาลตัดสินลงโทษ ส่วนใหญ่ก็มักจะพูดหรือคิดอยู่ในใจว่า ตนเองไม่ผิด และไม่ยอมรับคำพิพากษานั้น แต่คนอื่น ๆ ที่เขามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา เขาก็ปฏิบัติไป เอาตัวไปเข้าคุก หรือประหารชีวิต สุดแต่กรณี

“การที่คนทำผิดจะรับหรือไม่รับ จึงไม่มีผลอะไร  แต่บังเอิญคราวนี้คนทำผิดคือ ประธานสภา สภา และรัฐบาล เวลาออกมาประกาศว่า ไม่ยอมรับ จึงมีผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้คน และหลักการปกครองประเทศอย่างรุนแรง

แม้ว่าในทางหลักนิติธรรมการปฏิเสธนั้นจะไม่มีผลในทางกฎหมายใด ๆ แต่ก็อาจสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายและอันตรายต่อความสงบสุขของประเทศได้อย่างมาก เช่น ถ้าสภาหรือรัฐบาลเดินหน้าต่อไปเสมือนหนึ่งไม่มีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างที่มีคนบ้า ๆ คิดจะทำหรือเสนอให้ทำอยู่ บ้านเมืองคงเกิดกลียุค เพราะเท่ากับเอาน้ำมันราดลงไปบนกองเพลิง  ประชาชนคงไม่ยอม และคงจะโกรธแค้นอย่างรุนแรง คนที่พูดหรือทำอย่างนั้นพร้อมทั้งครอบครัวจะตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตอย่างอนาถ  อย่าเล่นกับความแค้นของประชาชนเป็นอันขาด

ที่ถามว่าในฐานะประชาชนจะควรเชื่ออย่างไร นายมีชัย ระบุว่า คำตอบก็คือ เราเป็นประชาชน ไม่ใช่อันธพาล จึงต้องปฏิบัติตามคำตัดสินอันเป็นที่สุดของศาล ต้องประพฤติตนตามกติกาของบ้านเมือง การจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยย่อมทำได้และเป็นของธรรมดา แต่จะปฏิเสธหรือไม่ยอมรับหรือไม่รับรู้ เห็นจะไม่ได้ เพราะถ้าบ้านเมืองไร้ขื่อแป จะมีผลต่อเราโดยตรง ไม่เหมือนคนที่เป็นนักการเมืองที่กอบโกยเงินทองไว้ล้นเหลือ ที่ถึงเวลาเขาก็คงหอบเงินและลูกเมียไปเสวยสุขยังต่างประเทศได้

“ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกับคณะท่านออกมาพูดปฏิเสธไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ  ท่านคงลืมไปว่าท่านยังเป็นรัฐมนตรีอยู่ และอยู่ในกระทรวงที่รับผิดชอบการปกครองซึ่งต้องดูแลให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎกติกา

การปกครองบ้านเมืองนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเชื่อถือศรัทธาที่ประชาชนมีต่อผู้ปกครองบ้านเมืองด้วยเป็นสำคัญ ถ้าประชาชนขาดความเชื่อถือศรัทธาแล้ว ต่อให้มีเสียงข้างมากอย่างไร ก็ถูลู่ถูกังไปได้เพียงระยะเดียว ไม่ว่าจะทำอะไรคนก็จะไม่เชื่อ มีแต่ความระแวงสงสัย

ดูเหตุการณ์สองสามวันนี้ก็จะรู้ มีใครก็ไม่รู้เอาตะปูไปโรยเพื่อสกัดไม่ให้คนเดินทางมาชุมนุม  ไม่ว่ารัฐบาล คนของรัฐบาล และตำรวจ จะออกมาบอกอย่างไรว่า ไม่รู้ไม่เห็น  แต่ลองไปถามคนร้อยทั้งร้อย แม้แต่คนเสื้อแดงก็เถอะ เขาก็ปักใจว่า เป็นการกระทำของรัฐบาล คนของรัฐบาล และตำรวจทั้งนั้น และเมื่อเขาเชื่ออย่างนั้น เขาก็เลยต้องหาทางมากันให้ได้ ใครที่ไม่ได้คิดว่าจะมา ก็ทนอยู่ไม่ได้ ต้องพยายามออกมากันจนล้นฟ้าอย่างที่เห็น ด้วยความเชื่อที่ว่ารัฐบาลอำมหิต รังแกประชาชนโดยไม่สนใจว่า ถ้ารถยางแตก ชาวบ้านจะเจ็บตายกันอย่างไร  คนเป็นรัฐบาลถ้าถูกกล่าวหาอย่างนั้น จะบริหารงานต่อไปได้อย่างไร”

สำนักข่าวอิศรา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

24 พ.ย. “วันมวลมหาประชาชนเป่านกหวีดโบกธงชาติ ประกาศชัยจากระบอบทักษิณ”


(ภาพโดย ลินดา สุขมล )

หลักการประชาชาธิปไตยเรานำมาจากประเทศตะวันตกและควรนำหลักการมาใช้ทั้งหมดอย่าตัดตอนเอาแต่ได้

การเป็นกบฎต่อรัฐบาลทรราชเป็นความชอบธรรมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

แต่เอาเถอะถ้าคิดว่าล้มรัฐบาลคือการกบฎหากตีความตามกฎหมายแบบกำปั้นทุบดิน  ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นขี้ปากนักประชาธิปไตยจอมปลอม เราก็จะบอกว่าสิ่งที่มวลมหาประชาชนกำลังล้มคือ….”ล้มล้างระบอบทักษิณ”

ไม่ต้องเล่นลิ้นเพราะเราต้องการล้มมันให้สิ้นจากแผ่นดินไทย

หลายเดือนก่อนเห็นวลีเด็ดๆที่เป็นอุดมการณ์ของชาว”หน้ากากขาว” บอกว่า “เราจะโค่นล้มระบอบทักษิณให้สิ้นจากผืนแผ่นดินไทย” แว่บแรกคิดว่ามันช่างยิ่งใหญ่เกินตัวที่ชุมชนคนไม่เอาหน้าเหลี่ยมมันช่างยิ่งใหญ่ห่างใกลความจริงเสียเหลือเกิน

“พลเมืองเน็ต” ทุ่มเทสร้างเครือข่ายของ “โซเชียลมีเดีย” ให้กล้าออกมาทำกิจกรรมกันต่อเนื่อง จน “จุดติด” ในสายตาของนักยุทธศาสตร์ กิจกรรมที่ทำทุกวันอาทิตย์ จากที่โน่นที่นี่ทุกพื้นที่ในโลกล้วนมีความหมาย สลายสีขจัดขั้วที่ติดตัวของแต่ละคนมาเป็นหน้ากากขาวในเบื้องแรกและกลายมาเป็น “เสรีชนคนถือธงชาติ”  ที่ฝ่ายตรงข้ามคาดคิดไม่ถึง ในสายตาของนักวิเคราะห์การเมืองจึงเรียกขบวนการนี้ว่า “ม้อบโซเชียลมีเดีย”

ธงชาติคือสัญลักษณ์ที่รวมของคนในประเทศนี้ มีครบทั้ง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องครั้งแรกของนายสุเทพ เทือกสุบรรณบนเวที “ผ่าความจริง” ให้ติดธงชาติประกาศอิสระจากระบอบทักษิณเมื่อหลายเดือนก่อน วันนี้การลุกขึ้นโบกธงชาติ ติดธงชาติในที่ต่าง ๆ สร้างความสั่นสะเทือนให้กับผู้คนในระบอบทักษิณ…ตำรวจพยายามบอกว่าใช้ธงชาติในที่ไม่เหมาะสมนั้นผิดกฎหมาย ลูกชายทักษิณ ชินวัตรเรียกร้องขอธงชาติคืน…ฯลฯ

จะว่าไป”ธงชาติ” นั้นเป็นของคนไทยทุกคน เพียงแค่ “คนเสื้อแดง” ของทักษิณ ชินวัตร เติม สีขาวและสีน้ำเงินเข้าไปในธง คุณก็ได้ “ธงชาติ” นั้นคืนมาทันทีอยู่แล้ว

การโบก”ธงแดง” เสมือนสร้างความแปลกแยกของตนเองออกจากปวงชนชาวไทย ก็เป็นการ”เลือก” ที่จะทำหรือไม่ทำของพวกคุณเอง หากอยากใช้ธงชาติคุณก็ได้สิทธิ์นั้นตั้งแต่เกิดมาบนผืนแผ่นดินนี้อยู่แล้ว   ได้สิทธิ์ที่จะเป็นคนไทย ได้สิทธิ์ที่จะนับถือศาสนา และได้สิทธิ์ที่จะได้อยู่ใต้ร่มโพธิสมภารขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ สถาบันพระมหากษัตริย์

เอาล่ะเหตุการณ์ได้พัฒนาการต่อสู้มาถึง “จุดสุดท้าย” อาจมิใช่ความสำเร็จของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็น”ชะตาฟ้าลิขิต” ซึ่งรัฐบาลและผู้คนในระบอบทักษิณสร้างเหตุการณ์ให้”สุกงอม” ขึ้นมาเอง และเมื่อเหตุการณ์พัฒนามาจนถึงขั้นรวบรวบพลผู้คนให้เกินล้าน ต่อต้านระบอบทักษิณ พิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญให้มีชีวิตยืนยาวต่อไป ตามสิทธิ์ทีพึงมีอันรัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทยให้ไว้ หัวใจไทยจึงเต้นรัวขึ้นมาอย่างสดชื่น

วันที่ 24 นี้ จะเป็นวันที่เราจะคืนชีวิตให้กับรัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทยเพื่อพิทักษ์ปกป้องระบอบประชาธิปไตยที่ดีอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พิทักษ์หลักนิติรัฐ นิติธรรม และหลักความสูงสุดของรัฐธรรมนูฐที่ประชาชนได้ลงประชามติสมาทานยอมรับมาแแล้วเก็บไว้ให้เราและลูกหลานชั่วกาลนาน

วลีที่ใครต่อใครบอกว่า “รัฐธรรมนูญตายแล้ว” จะไม่เป็นจริงอีกต่อไปไป เพราะรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศจะถูกปกป้องคุ้มครองโดยประชาชน เพราะมาจากประชาชน และ เพื่อปวงชนชาวไทย ซึ่งไม่ยอมให้ใครมาย่ำยีหรือแอบอ้างสร้างกฎหมายชั่วๆ มาควบคุมประชาชนอีกต่อไป

ประชาชนตื่นแล้ว…รัฐธรรมนูญมีชีวิต รัฐธรรมนูญไม่มีวันตาย

ไม่มีใครเอาสิทธิ์อันเกิดและติดตัวมาตามธรรมชาติจากเราไปได้ เพราะเราเป็น “มนุษย์” ย่อมมีสิทธิมนุษยชนที่เป็นเรื่องของธรรมชาติ

อย่าบังอาจเรียกเราว่ากบฎตามการตีความทางกฎหมายง่ายๆ แบบสั่ว ๆ  เพราะการเป็นกบฎต่อระบอบที่ชั่วร้าย เป็นความชอบธรรมของมนุษย์ทุกคน

วันพรุ่งนี้…24 พฤศจิกายน “วันเป่านกหวีดและโบกธงชาติ” เพื่อประกาศชัยขับไล่และโค่นล้มระบอบทักษิณให้สิ้นจากแผ่นดินไทย

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ศาลรัฐธรรมนูญปล่อยให้เกิด “ระบอบทักษิณ” เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ก็ชอบแล้วที่ต้องทำหน้าที่กำจัดระบอบทักษิณในวันนี้

ผลสะเทือนของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฉบับประวัติศาสตร์เมื่อวานนี้ทำให้คนในระบอบทักษิณแถลงการณ์ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่ศาลจะวินิจฉัยด้วยซ้ำ มันตอกย้ำว่าตนเองทำเรื่องผิดหรือถูก นักกฎหมายระดับสูงในพรรคเพื่อไทยต่างรู้ดีแก่ใจว่าผลของคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร เพราะหลักของกฎหมายมหาชนก็เรียนมาตำราเดียวกันทั้งนั้น ใครออกนอกตำราใครแหกตำราแหกกฎย่อมเปรียบเสมือน “งูเห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” ดูกันออก

และวานนี้พรรคเพื่อไทยได้แถลงการณ์ 9 ข้อ ย้ำว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดยชี้ว่าเป็นการก้าวล่วงอำนาจนิติบัญญัติ เข้าข่ายถูกถอดถอน ในขณะที่ มติ ป.ป.ช. ตั้ง กก.สอบถอดถอนทั้งประธานวุฒิสภาและประธานรัฐสภา “นิคม-สมศักดิ์”  ทันทีทันควัน
 
เมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนอง “สองมาตรฐานของนักการเมืองไทย” ที่ชนะก็เอาแพ้ล้มกระดานครั้งนี้ทำให้ต้องลอง “ย้อนรอย” ไปหาข่าวเก่าๆ เมื่อ 12 ปีที่แล้วมาดูกัน

จะว่าไประบอบทักษิณได้ก่อกำเนิดเมื่อเดือน ก.ค. 2544 โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญห้ทักษิณหลุดจากคดี”ซุกหุ้น” อันถือเป็น “คดีประวัติศาสตร์คดีหนึ่งของการเมืองไทย เมื่อ 12 ปีที่แล้ว เรียกเสียงพึงพอใจของคนในระบอบทักษิณสนั่นเมือง หลังจากนั้น ทักษิณ ชินวัตรก็เริงอำนาจ เหลิงอำนาจสร้างความบอบช้ำให้แก่ประเทศนี้เกิดความแตกแยกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และถูกการปฏิวัติไล่ลงจากอำนาจ สร้างความวุ่นวายมาจนวันนี้

ว่ากันว่า ในปี 2544 ปีแรกที่ทักษิณ ชินวัตรก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น คดีซุกหุ้นถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิง เพราะหากคดีนี้ คะแนนไม่ออกมา 8 ต่อ 7  บ้านเมืองอาจเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน อาจไม่มี 12 ปีของระบอบทักษิณจนถึงปัจจุบัน และอาจไม่มีความขัดแย้งในสังคม หากเสียงตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่พลิกในชั่วข้ามคืน

แหล่งข่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า หากเสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้หนึ่ง ไม่พลิกในชั่วข้ามคืน  ผลของคดีอาจออกมาแตกต่าง  หลังจากผ่านไป 12 ปี ยังไม่มีใครกล้าเปิดเผยชื่อ ตุลาการผู้เปลี่ยนธงคำวินิจฉัยอย่างมีปริศนา  แต่ตุลาการชุดดังกล่าวต่างรู้ดีว่า ใครเปลี่ยนใจกระทันหัน

พลันที่คำวินิจฉัยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญของผู้คนในระบอบทักษิณตกไปของศาลรัฐธรรมนูญผ่านไปเมื่อวานนี้ มีคำวินิจฉียที่ให้หลักการให้ถือเป็นบรรทัดฐานในการใช้อำนาจอธิปไตยโดยถือหลัก “นิติธรรม” ตามความในมาตรา 3 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นหลักชัยได้ทำลายระบอบทักษิณให้พังครืนลง ด้วยคะแนนแสนหวาดเสียง 5/4 เฉียดฉิวเช่นเดียวกับเมื่อ 12 ปีที่แล้ว เพียงแต่เป็น 1 เสียงที่ทำให้ระบอบทักษิณหมดสิ้นความชอบธรรมอย่างมีหลักมีเกณฑ์

ระบอบทักษิณที่ก่อกำเนิดเมื่อ 12 ปีที่แล้วจากอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เหตุไฉนคนในระบอบทักษิณจึงออกมาฟาดงวงฟาดงาไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญซึ่งใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญในครั้งนี้

หรือคนในระบอบทักษิณคิดเอาแต่ได้ “ชนะเอา แพ้ไม่ยอมรับ” คิดเพียงว่าเมื่อมีเสียงข้างมากแล้วไม่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย ซึ่งเป็นผู้ทำให้เกิดการเลือกตั้งให้ขี้ข้าระบอบทักษิณเข้ามาใช้อำนาจแทนประชาชน

จะว่าไปสส.-สว.ขี้ข้าทั้งหลายได้เชิดหน้าชูตาทำหน้าที่สร้างความวิบัติให้ประเทศชาติในเวลานี้ก็มาจากรัฐธรรมนูญ 2550 เช่นกันมิใช่หรือ?

ถ้าหากพรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับองค์กรอิสระหรืออำนาจอื่นๆในรัฐธรรมนูญ ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจก็ย่อมมีควาชอบธรรมที่จะไม่ยอมรับสส.- สว. รวมทั้งรัฐบาลที่มาจากผลผลิตของรัฐธรรมนูญ 2550 เช่นกัน

จะเอาอย่างนั้นมั๊ยล่ะ

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เปิดคำวินิจฉัยประวัติศาสตร์(ฉบับเต็ม) แก้รธน.ที่มาส.ว. ขัด ม. 68

เปิดคำวินิจฉัยประวัติศาสตร์(ฉบับเต็ม) แก้รธน.ที่มาส.ว. ขัด ม. 68

 เปิดคำวินิจฉัยคดีประวัติศาสตร์ (ฉบับเต็ม) ศาลรธน.ตัดสิน ประเด็นแก้รธน.ประเด็นที่มาส.ว. ขัด รธน.ม. 68 แต่ในส่วนยุบพรรค ให้ยกคำร้อง

วันที่ 20 พ.ย. ศาลรัฐธรรมนูญ ได้อ่านคำวินิจฉัยว่า การ แก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาและคุณสมบัติของสว.เป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐ ธรรมนูญพ.ศ.2550 และล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 68 ตามคำร้องของ 4 คณะบุคคล ประกอบด้วย 1.พล.อ.สมเจตน บุญถนอม สว.สรรหา 2.นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 3.นายสาย กังกเวคิน สว.สรรหา และ 4.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค โดยมีเนื้อสาระสำคัญดังนี้

ประเทศที่นำระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย มาใช้ในการปกครองประเทศล้วน มีวัตถุประสงค์มุ่งหมายที่ออกแบบ หรือสร้างกลไกในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน ในอันที่จะทำให้ประชาชน เข้ามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อีกทั้งสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างองค์กร หรือ สถาบันทางการเมือง

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดดุลยภาพ ในการใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชนตามหลักการแบ่ง แยกอำนาจที่เป็นแบ่งออกเป็น 3 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ดังจะเห็นได้จากความตอนหนึ่งในคำปรารภของรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จัดทำใหม่นี้มีสาระสำคัญเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ร่วมกันของประชาชนชาวไทย ในการธำรงรักษาไว้ซึ่งเอกราชและความมั่นคงของชาติ การทำนุบำรุงพระศาสนาทุกศาสนา ให้สถิตสถาพร การเทิดทูนพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและเป็นมิ่งขวัญของชาติ การยึดถือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นวิถีทางในการปกครองประเทศ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่าง เป็นรูปธรรม การกำหนดกลไก สถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบระบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้อง สุจริตและเป็นธรรม”

จากการหลักการดังกล่าวนี้ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า เจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีความมุ่งหมายให้องค์กร หรือ สถาบันการเมืองได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูก ต้องชอบธรรม มีความเป็นอิสระและซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนร่วมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ไม่ประสงค์ที่จะให้องค์กรหรือสถาบันการเมืองใด บิดเบือนการใช้อำนาจ โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราศจากความชอบธรรมทุกรูปแบบ อีกทั้งไม่ประสงค์ที่จะให้องค์กรหรือสถาบันการเมืองหยิบยกบทกฎหมายใดมาเป็น ข้ออ้างเพื่อใช้เป็นฐานการสนับสนุนค้ำจุนในอันที่จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน หรือพวกพ้องจากการใช้อำนาจนั้นๆ

อย่างไรก็ดี ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแม้จะให้ถือเอามติฝ่ายเสียงข้างมากเป็น เกณฑ์ก็ตาม แต่หากละเลยหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจกดขี่ข่มเหงฝ่ายเสียงข้างน้อยโดยไม่ฟัง เหตุผลและขาดหลักประกันจนทำให้ฝ่ายเสียงข้างน้อยไม่มีที่อยู่ที่ยืนตามสมควร แล้วไซร้จะถือว่าเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร หากแต่ก็จะกลับกลายเป็นระบอบเผด็จการฝ่ายข้างมาก ขัดแย้งต่อระบอบการปกครองของประเทศ ไปอย่างชัดแจ้ง
หลักการพื้นฐานสำคัญนี้ ได้รับการยืนยันมาโดยตลอดว่า ต้องมีมาตรการในการ ป้องกันการใช้อำนาจบิดเบือนหรืออำนาจอำเภอใจของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งที่เข้ามาใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน โดยให้ตั้งมั่นอยู่บนหลักการ แห่งการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจของปวงชนชาวไทย เพื่อให้แต่ละองค์กรหรือสถาบันการเมืองที่ใช้อำนาจต่างๆอยู่ในสถานะที่จะ ตรวจสอบและถ่วงดุลเพื่อทัดทานและคานอำนาจซึ่งกันและกันได้อย่างเหมาะสม มิใช่แบ่งแยกเป็นพื้นที่อิสระของแต่ละฝ่ายที่จะใช้อำนาจตามอำเภอใจอย่างไร ก็ได้

เพราะหากปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยปราศจากการ ตรวจสอบและถ่วงดุลแล้วย่อมเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดความเสีย หายและนำพาประเทศชาติให้เกิดความเสื่อมโทรมลง เพราะความผิดหลงและมัวเมาในอำนาจของผู้ถืออำนาจรัฐ ซึ่งในการนี้อาจกล่าวได้ว่าองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยไม่ว่าจะเป็นประมุขของ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือ ศาล ล้วนถูกจัดตั้งขึ้นหรือได้รับมอบอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ดังนั้น การใช้อำนาจขององค์กรเหล่านี้จึงต้องถูกจำกัดการใช้อำนาจทั้งในด้านรูปแบบ และเนื้อหา จึงมีผลให้การใช้อำนาจขององค์กรเหล่านี้ไม่สามารถขัดกับรัฐธรรมนูญได้

ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2550 จึงได้นำหลักนิติธรรมมากำกับการใช้อำนาจของทุกฝ่าย ทุกองค์กร และทุกหน่วยงานของรัฐบาลภายใต้หลักการว่านอกจากการใช้อำนาจตามบทกฎหมายที่มี อยู่ทั่วไปแล้ว ยังต้องใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามหลักนิติธรรมด้วย จึงไม่ใช่การปฏิบัติตามบทกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือหลักเสียงข้างมาก เท่านั้น แต่หากต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมควบคู่กันไปด้วย

การอ้างหลักเสียงข้างมาก โดยที่มิได้คำนึงถึงเสียงข้างน้อย เพื่อหยิบยกมาสนับสนุน การใช้อำนาจตามอำเภอใจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของผู้ ใช้อำนาจท่ามกลางความทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนหรือกลุ่มบุคคลกับผล ประโยชน์ของประเทศชาติ และความสงบสุขของประชาชนโดยรวม และการใดก็ตามที่จะนำไปสู่ความเสียหาย และความเสื่อมโทรมของประเทศชาติ หรือ การวิวาทบาดหมาง และแตกสามัคคีกันอย่างรุนแรง ระหว่างประชาชน การนั้นย่อมขัดต่อหลักนิติธรรม มาตรา 3 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ ตามนัยยะของมาตรา 68 ในรัฐธรรมนูญนั่นเอง

การใช้กฎหมายและการใช้อำนาจทุกกรณีต้องเป็นไปโดยสุจริต จะใช้โดยทุจริตฉ้อฉลมีประโยชน์ทับซ้อนหรือมีวาระซ่อนเร้นไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นจะทำให้บรรดาสุจริตชนคนส่วนใหญ่ของประเทศอาจสูญเสียประโยชน์ อันพึงมีพึงได้ให้ไปตกอยู่แก่บุคคลหรือคณะบุคคลผู้ใช้อำนาจโดยปราศจากความ ชอบธรรม
หลักนิติธรรมถือเป็นแนวทางในการปกครองที่มาจากหลักความยุติธรรมตาม ธรรมชาติอันเป็นความเป็นธรรมที่บริสุทธิ์ปราศจากอคติโดยไม่มีผลประโยชน์ส่วน ตนเข้ามาเกี่ยวข้องและแอบแฝง หลักนิติธรรมจึงเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญของกฎหมายที่อยู่เหนือบทบัญญัติที่ เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งรัฐสภาก็ดี คณะรัฐมนตรีก็ก็ดี ศาลก็ดี รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานต่างๆของรัฐก็ดีจะต้องยึดถือเป็น แนวทางในการปฏิบัติ

ส่วนหลักการการปกครองแบบประชาธิปไตยหมายถึงการปกครองของประชาชนโดย ประชาชนและเพื่อประชาชน มิใช่การปกครองตามแนวความคิดของบุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลบุคคลคนหนึ่งและมิใช่ การปกครองที่อ้างอิงแต่เพียงฐานอำนาจที่มาจากระบบการเลือกตั้งเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยยังมีองค์ประกอบสำคัญอีก หลายประการ

การที่องค์กรหรือสถาบันในฐานะผู้ใช้อำนาจมักอ้างเสมอว่าตนมาจากการเลือก ตั้งของประชาชนแต่กลับนำแนวความคิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มบุคคลใด บุคคลหนึ่งมาปฏิบัติหาใช่วิธีการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีความมุ่งหมาย เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยส่วนรวมภายใต้หลักนิติธรรมไม่ เนื่องจากประชาธิปไตยมิได้หมายถึงเพียงการได้รับเลือกตั้งหรือชนะเลือกตั้ง ของฝ่ายการเมืองเท่านั้น เพราะเสียงส่วนใหญ่จากการเลือกตั้งมีความหมายเพียงสะท้อนถึงความต้องการของ ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในแต่ละครั้งเท่านั้น หาใช่เป็นเหตุให้ตัวแทนใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องคำนึงความถูกต้องและชอบธรรมตาม หลักนิติธรรมแต่อย่างใด

ในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้กำหนดให้มีศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่สำคัญในการ ตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจ เพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมภายใต้หลักการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ กฎหมาย อันเป็นปรัชญาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในอันที่จะทำให้สิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการรักษาไว้ซึ่งความเป็นสูงสุดของรัฐธรรมนูญ

ดังจะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรค5 ที่ว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ” ประกอบมาตรา 27 ที่ว่า “สิทธิ และเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยาย หรือ โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง”

เมื่อพิจารณาโดยตลอดแล้วเห็นว่าคดีนี้ผู้ร้องใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 วรรค2 ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่า ผู้ถูกร้องได้ทำการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีอำนาจที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้

ประเด็นที่ 1 กระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ พ.ศ….) มีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อให้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่ง มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่

(1) ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของสว. ที่ใช้ระหว่างพิจารณา ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นฉบับเดียวกันกับที่มีการยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่ม เติมต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในฐานะสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาหรือ ไม่

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผู้เสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและได้มี การแจกจ่ายสำเนาให้สมาชิกรัฐสภาในวันประชุมรัฐสภาวาระที่ 1 เพื่อรับหลักการ ซึ่งผู้ร้องอ้างว่าไม่ตรงกับที่ได้มีการเสนอให้รัฐสภาได้พิจารณาในวาระที่ 1 โดยมีข้อแตกต่างกันหลายประการ ในกรณีศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้เลขาธิการรัฐสภา ส่งต้นฉบับของร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญที่เสนอให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่1 เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา ได้ส่งต่อศาลแล้วเมื่อวันที่ 12 พ.ย.2556

เมื่อตรวจสอบแล้วปรากฎว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอให้รัฐสภาตามที่ เลขาธิการรัฐสภาส่งให้ศาลมีการใส่เลขหน้าเรียงตามลำดับด้วยลายมือ ตั้งแต่หนังสือถึงประธานรัฐสภา รายชื่อสมาชิกรัฐสภา ผู้เข้าชื่อเสนอญัตติ จนถึงหน้าที่ 33 แต่ในหน้าถัดไปซึ่งเป็นบันทึกหลักการและเหตุผลตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและ บันทึกวิเคราะห์ สรุปสาระสำคัญของร่างที่แก้ไขไม่ปรากฏว่า มีการลงเลขหน้า กำกับไว้ อีกทั้งไม่มีการเขียนข้อความใดๆด้วยลายมือและเมื่อตรวจสอบปรากฏว่าอักษรที่ ใช้ตั้งแต่หน้าที่ 1 ถึง หน้าที่ 33 มีความแตกต่างกันกับตัวอักษรที่ใช้ในบันทึกหลักการและเหตุผล ตัวร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขและบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของร่าง รัฐธรรมนูญที่แก้ไข

ตามข้อเท็จจริงหลักฐานดังกล่าวเบื้องต้นเชื่อได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมที่เสนอให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่ 1 ไม่ใช่ร่างเดิมที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร ยื่นต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2556 และได้ส่งสำเนาให้สมาชิกรัฐสภาประกอบการประชุม แต่เป็นร่างที่จัดพิมพ์ขึ้นใหม่ซึ่งมีข้อความที่มีแตกต่างจากร่างเดิมหลาย ประการ ถึงแม้ว่านายสุวิจักขณ์จะเบิกความว่าก่อนที่บรรจุวาระหากมีความจำเป็นต้อง แก้ไขก็ยังสามารถแก้ไขได้ ก็น่าจะเป็นการแก้ไขในเรื่องผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ เช่น พิมพ์ผิด มิใช่เป็นการแก้ไขซึ่งขัดกับหลักการเดิม

จากการตรวจสอบข้อความของร่างที่มีการแก้ไขปรากฏว่ามีการเพิ่มเติมเปลี่ยน หลักการที่สำคัญจากร่างเดิมหลายประการ คือ การเพิ่มหลักการโดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 116 วรรค 2 และ มาตรา 241 วรรค 1 ด้วย ประการสำคัญการแก้ไขมาตรา 116 จะมีผลให้บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสว.และสมาชิกสภาพสิ้นสุดลงสามารถสมัครเป็น สว.ได้อีกโดยไม่ต้องรอให้พ้นระยะเวลา 2ปีและมีการดำเนินการในลักษณะที่มีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงโดยไม่ต้องความจริง ว่าได้มีการจัดทำร่างขึ้นใหม่ให้สมาชิกรัฐสภาทราบทุกคน

เมื่อข้อเท็จจริง ฟังเป็นที่ยุติว่าในการ พิจารณาของที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา มิได้นำเอาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ นายอุดมเดช และคณะเสนอต่อสำนักงานเลขาธิการสภาฯเมื่อวันที่ 20 มี.ค.2556 มาใช้ในการพิจารณาในวาระที่1 แต่ได้นำร่างที่มีการจัดทำขึ้นใหม่ซึ่งมีหลักการแตกต่างจากร่างเดิม ที่นาย อุดมเดช เสนอหลายประการ โดยไม่ปรากฏว่า มีสมาชิกรัฐสภาร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่จัดทำขึ้นใหม่แต่อย่างใด มีผลเท่ากับว่า การดำเนินการในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ที่่ รัฐสภา รับหลักการ ตามคำร้องนี้เป็นไปโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 291 (1) วรรค 1

(2) การกำหนดวันแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

การอภิปรายแสดงความคิดเห็นในการบัญญัติกฎหมายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของ สมาชิกรัฐสภาฺ โดยเฉพาะผู้ที่ได้ขอแปรญัตติ สงวนคำแปรญัตติ หรือกรรมาธิการที่สงวนความเห็นไว้ย่อมมีสิทธิอภิปรายแสดงความเห็นและให้ เหตุผลในประเด็นที่ได้แปรญัตติ สงวนคำแปรญัตติ หรือได้สงวนความเห็นเอาไว้
สำหรับประเด็นนี้ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนและการเบิกความต่อศาล ในชั้นไต่สวนปรากฏว่าการพิจารณาวาระที่ 1 และ วาระที่ 2 ผู้ถูกร้องที่1 (นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร) และ ผู้ถูกร้องที่2 (นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา) ได้ผลัดกันทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ได้มีการตัดสิทธิผู้ขออภิปรายในวาระที่ 1 และตัดสิทธิผู้ขอแปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็นเป็นจำนวนถึง 57 คน โดยอ้างว่าความเห็นดังกล่าวขัดต่อหลักการทั้งๆที่ยังไม่ได้มีการฟังการ อภิปราย

ทั้งนี้ ผู้ถูกร้องที่ 1 และ 2 ได้ใช้เสียงข้างมาก ในที่ประชุมปิดการอภิปรายเห็นว่า แม้การปิดการอภิปรายจะ เป็นดุลยพินิจของประธานและแม้เสียงข้างมากจะมีสิทธิที่จะลงมติปิดอภิปราย ก็ตามแต่การใช้อดุลพินิจและเสียงข้างมากจะต้องไม่ตัดสิทธิการทำหน้าที่ของ สมาชิกรัฐสภา หรือละเลยไม่ฟังความเห็นของฝ่ายข้างน้อย การรวบรัดปิดการอภิปรายและปิดประชุมเพื่อให้มีการลงคะแนนเสียง จึงเป็นการใช้อำนาจไปในทางที่มิชอบเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายข้างมากโดยไม่เป็น ธรรมอันเป็นการขัดต่อหลักนิติธรรม

นอกจากนี้ ผู้ร้องยังอ้างอีกว่าการนับระยะเวลาในการแปรญัตติของผู้ถูกร้อง ที่ 1 ไม่ถูกต้อง โดยอ้างว่าเมื่อที่ประชุมพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 แล้วเมื่อวันที่ 4 เม.ย.2556 มีผู้เสนอกำหนดเวลาในการขอแปรญัตติ 15 วัน และ 60 วัน ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมจะต้องให้ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาลงมติว่าจะใช้ กำหนดเวลาใด แต่ก่อนที่จะมีการลงมติเกิดปัญหาเรื่ององค์ประชุมในขณะนั้นไม่ครบตามที่ รัฐธรรมนูญกำหนด จึงยังมิได้มีการลงมติ ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้สั่งให้กำหนดเวลายื่นญัตติภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่สภารับหลักการ แต่มีผู้ทักท้วง ผู้ถูกร้องที่ 1 จึงได้นัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 18 เม.ย.2556 ในการประชุมครั้งนี้ที่ประชุมได้ลงมติได้กำหนดเวลาแปรญัตติ 15 วันแต่ผู้ถูกร้องที่1ได้สรุปให้เริ่มต้นนับย้อนหลังไปโดยให้นับระยะเวลา 15 วันนั้นตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย.ทำให้ระยะเวลาการแปรญัตติไม่ครบ 15 วัน ตามมติที่ประชุม เพราะ จะเหลือระยะเวลาให้สมาชิกรัฐสภา เสนอคำแปรญัตติเพียง 1 วัน เท่านั้น

เห็นว่า การแปรญัตติเป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภาที่เสนอความคิดเห็น การแปรญัตติจึงต้องมีเวลาพอสมควรเพื่อให้สมาชิกผู้ประสงค์จะขอแปรญัตติได้ ทราบระยะเวลาที่แน่นอนในการยื่นขอแปรญัตติ อันเป็นสิทธิการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ การนับระยะเวลาในการแปรญัตติย่อมไม่อาจนับเวลาย้อนหลังได้ แต่ต้องนับตั้งแต่ที่ที่ประชุมมีมติเป็นต้นไป

การเริ่มนับระยะเวลาย้อน หลังจนทำให้เหลือระยะเวลาขอแปรญัตติเพียง 1 วัน เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อข้อบังคับการประชุมและไม่เป็นกลาง จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา125 วรรค 1 และ วรรค2 ทั้งขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรค 2 ด้วย การกำหนดเวลาแปรญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรค2และมาตรา 125 วรรค 1

(3) วิธีการในการแสดงตนและลงมติในการพิจารณาญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาสว.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

เมื่อพิจารณาหลักการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและระบบรัฐสภา แบบมีผู้แทนแล้วจะเห็นว่าสมาชิกรัฐสภานับว่า เป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อระบบ นี้เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ มีฐานะเป็นผู้แทนของปวงชนที่ได้รับการเลือกตั้งโดย ประชาชนหรือได้รับการสรรหาให้เข้าไปใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภาแทนประชาชน

อย่างไรก็ดี ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 มาตรา122 ได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างชัดแจ้งว่า สส.และสว.ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือ ความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์อีกทั้งต้องปฏิบัติให้เป็นไป ตามหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรค2

ส่วนการใช้อำนาจของสมาชิกรัฐสภานั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 126 วรรค 3 ได้กำหนดหลักการสำคัญประการหนึ่ง เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการตรากฎหมายไว้ว่า สมาชิกรัฐสภาคนหนึ่ง ย่อมมีเสียงหนึ่งในการออก เสียงลงคะแนน เว้นแต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียง เพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภานั้นการแสดง ตนในการออกเสียงลงคะแนนถือเป็นเรื่องเฉพาะตัว ของสมาชิกรัฐสภาแต่ละคนที่จะ ต้องมาแสดงตนในการประชุมเพื่อพิจารณาญัตติต่างๆ แต่ละครั้งด้วยตนเอง และในการนี้ย่อมมีสิทธิที่ออกเสียงลงคะแนนแต่ละเรื่องได้ครั้งละหนึ่งเสียง เท่านั้น การกระทำใดที่มีผลให้การลงคะแนนผิดไปจากความเป็นจริงกรณีย่อมไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องมีประจักษ์พยานผู้เห็นเหตุการณ์มาเบิก ความพร้อมพยานหลักฐานสำคัญ คือ แผ่นวีดีทัศน์ที่บันทึกภาพเหตุขณะที่มีการกระทำดังกล่าวถึง 3 ตอนที่นำมาแสดงให้เห็นว่ามีสมาชิกรัฐสภาบางคนในบัตรอิเลคทรอนิกส์แสดงตนและ ลงมติแทนผู้อื่นในเครื่องออกเสียงลงคะแนนระหว่างที่มีการพิจารณาร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ ซึ่งในการนี้น.ส.รังสิมา รอดรัศมี สส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพยานบุคคล ได้เบิกความประกอบกับหลักฐานยืนยันว่าในขณะนั้นได้มีบุคคลตามที่ปรากฏในคลิป วีดีทัศน์กระทำการใช้บัตรแสดงตนใส่เข้าไปในเครื่องออกเสียงลงคะแนนและกดปุ่ม เพื่อแสดงตนและลงมติคราวละหลายใบ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการและวิธีการที่ถูกต้องในเรื่องนี้

ตามการเบิกความของนางอัจฉรา จูยืนยง ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานโสดโสตทัศนูปกรณ์ สำนักงานเลขาธิการสภาฯที่ให้การไว้ว่าโดยปกติแล้วบัตรที่ใช้ยืนยันหรือแสดง ตนในการลงคะแนนของสมาชิกรัฐสภานั้น จะมีประจำตัวคนละหนึ่งใบ และมีบัตรสำรอง อีกคนละ 1 ใบ ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่เจ้าหน้าที่

เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายที่พยานนำสืบต่อศาลก็เห็นภาพบุคคลปรากฏใบหน้าด้าน ข้างซึ่งสามารถยืนยันได้ว่า เป็นนายนริศร ทองธิราช (สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย) ผู้ถูกร้องที่ 162 ซึ่งสวมสูทสีเดียวกันกับภาพ ที่ปรากฏในวีดีทัศน์ที่ถือบัตรแสดงตนไว้ในมือ จำนวนหนึ่งซึ่งมากกว่าสองบัตร เกินกว่าจำนวนบัตรแสดงตนที่สมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งจะพึงมีได้ และยังใช้บัตรดังกล่าว ใส่เข้าออกในช่องอ่านบัตรพร้อมกดปุ่มบนเครื่องต่อ เนื่องกันทุกบัตร

เห็นได้ว่า การกระทำเช่นนี้ลักษณะผิดปกติวิสัยและการทำหน้าที่ของสมาชิก รัฐสภาในการใช้บัตรแสดงตนและออกเสียงหลายใบ จากการรับฟังพยานหลักฐานและการเบิกความในชั้นการพิจารณาไต่สวนคำร้องเป็น เรื่องที่แจ้งชัดว่ามีสมาชิกรัฐสภาหลายรายไม่ได้มาออกเสียงในที่ประชุม รัฐสภาแต่ได้มอบหมายให้สมาชิกรัฐสภาบางรายใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนแทน

การดำเนินการดังกล่าว นอกจากจะเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็นสมาชิกรัฐสภาที่ต้องปฏิบัติ หน้าที่โดยสุจริต และขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภาขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่สมาชิก รัฐสภาได้ปฎิญาณตนไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 123 และขัดต่อหลักการมาตรา 126 วรรค 3 ที่ให้สมาชิกคนหนึ่งมีเพียงหนึ่งเสียงในการออกเสียงลงคะแนนมีผลทำให้การออก เสียงลงคะแนนของรัฐสภาในการประชุมนั้นๆเป็นการออกเสียงที่ทุจริตไม่เป็นไป ตามเจตนาที่แท้จริงของปวงชนชาวไทย มิอาจถือว่าเป็นมติที่ชอบของรัฐสภาในกระบวนการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ 2 การแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่ม เติม (ฉบับที่ พ.ศ….) มีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อให้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่ง มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่

เห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ร่างขึ้นโดยใช้รัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 เป็นแม่แบบ โดยได้แก้ไขหลักการในเรื่องคุณสมบัติของสว.จากเดิมไว้หลายประการเพื่อ ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนเช่นการใช้รัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 กล่าวคือ บัญญัติให้มีสว.สรรหาเข้ามาเป็นองค์ประกอบร่วมกับสว.ที่มาจากการเลือกตั้งใน สัดส่วนที่เท่าเทียมเพื่อให้โอกาสแก่ประชาชนทุกภาคส่วนทุกสาขาอาชีพได้มี ส่วนร่วมในการทำหน้าที่ของสว.ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศได้อย่างรอบคอบ
ทั้งยังได้กำหนดคุณสมบัติของสว.ให้เป็นอิสระจากการเมืองและสส. เช่น ห้ามบุพการี คู่สมรส บุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสส.หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้ามาเป็นสว. พร้อมกับกำหนดเวลาห้ามเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองไว้เป็นเวลา 5 ปี เป็นต้น

รัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 กำหนดให้รัฐสภา ประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา ให้มีดุลยภาพต่างกัน โดยกำหนดบทบาทของสว.ให้เป็นองค์กรกลั่นกรองการทำงานของสส.และถ่วงดุลอำ นาจสส.โดยให้สว.ตรวจสอบถอดถอนสส.ได้ตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้สว.เป็น อิสระจากสส.อย่างแท้จริง จึงได้บัญญัติห้ามความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันดังกล่าว เพราะหากยอมให้สว.หรือสส.มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ย่อมไม่อาจหวังได้ว่าจะมีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาอันเป็นการขัดกับหลักการ ดุลและคานอำนาจซึ่งกันและกัน อันเป็นหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญนี้

สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญตามคำร้องนี้เป็นการแก้กลับไปสู่จุดบกพร่องที่เคยบกพร่องแล้วใน อดีต เป็นจุดบกพร่องที่ล่อแหลมเสี่ยงต่อการสูญสิ้นศรัทธาและสามัคคีธรรมของมวล หมู่มหาชนชาวไทย เป็นความพยายามนำประเทศชาติให้ถอยหลังเข้าคลอง ทำให้วุฒิสภากลับไปเป็นสภาญาติพี่น้อง สภาของครอบครัว และสภาผัวเมีย สูญเสียสถานะและศักยภาพแห่งการเป็นสติปัญญาให้แก่สภาผู้แทนราษฎร ทำลายสาระสำคัญของการมีสองสภา
นำพาไปสู่การผูกขาดอำนาจ รัฐตัดการมีส่วนร่วมของปวงประชาหลากสาขาหลายอาชีพ เป็นการกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเปิดช่องให้ผู้ร่วมกระทำการครั้งนี้ กลับมีโอกาสได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองด้วยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ คือ รัฐธรรมนูญพ.ศ2550 ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากการออกเสียงแสดงประชามติของมหาชนชาวไทย

นอกจากนี้ การแก้ไขที่มา ของสว.ให้มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวอันมีที่มาเหมือนกับสส.จึงย่อม เป็นเสมือนสภาเดียวกัน ไม่เกิดความแตกต่างและเป็นอิสระซึ่งกันและกันของทั้งสองสภา เป็นการทำลายลักษณะของสาระสำคัญของระบบสองสภาให้สูญสิ้นไป การแก้ไขที่มาและคุณสมบัติของสว.ให้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับฝ่ายการ เมืองหรือสส.ได้ ย่อมทำให้หลักการตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกันของระบบสองสภาต้องสูญเสียไป อย่างมีนัยยะสำคัญ ทำให้ฝ่ายการเมืองสามารถควบคุมอำนาจเหนือรัฐสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราศจากการตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน อันเป็นการกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นอกจากนี้ เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 11 และ มาตรา 11/1 ยังขัดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องของกระบวนการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสส.และสว.ที่จะบัญญัติขึ้นใหม่ โดยรวบรัดให้มีการประกาศใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว โดยไม่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 141 ที่จะต้องส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตรวจสอบความชอบด้วย รัฐธรรมนูญเสียก่อน ซึ่งขัดกับหลักการคานและดุลอำนาจ อันเป็นหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทำให้ฝ่ายการเมืองสามาออกกฎหมายได้ตามอำเภอใจโดยอาศัยเสียงข้างมากปราศจาก การตรวจสอบ

อาศัยเหตุดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นจึงวินิจฉัยโดยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่าการดำเนินการพิจารณาและลงมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของผู้ถูกร้อง ทั้งหมดในคดีนี้เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 122 มาตรา 125 วรรค 1 และ วรรค 2 มาตรา 126 วรรค 3 มาตรา 291 และ มาตรา 3  และวินิจฉัยด้วยมติเสียงข้างมากว่า 5 ต่อ 4 ว่า มีเนื้อความที่เป็นสาระสำคัญขัดแย้งต่อหลักการพื้นฐานและเจตนารมณ์ของรัฐ ธรรมนูญพ.ศ.2550 อันเป็นการกระทำเพื่อให้ผู้ถูกร้องได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธี การซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550  ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 1

ส่วนที่ผู้ถูกร้องขอให้ยุบพรรคการเมืองที่ เกี่ยวข้องและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมืองดังกล่าวนั้น เห็นว่ายังไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 มาตรา 68 วรรค 3 และ วรรค 4 จึงให้ยกคำร้องในส่วนนี้

ขอบคุณไทยรัฐออนไลน์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ไทยสปริงเกิดขึ้นแล้ว….ม้อบโซเชียลมีเดีย : ลมเปลี่ยนทิศ

วันนี้มีบทความที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองในเมืองไทย โดย “ลมเปลี่ยนทิศ” จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่กำลังเป็นไปในทิศทางของกระแสโลกโดยอาศัยสื่อยุคใหม่ สื่อ “โซเชียลมีเดีย” นัดหมายกันออกมาทำกิจกรรมทางการเมือง เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆทั่วโลก เช่นเกาหลี หรือแม้แต่สิ่งที่เรียกว่า “อาหรับสปริง” ในตะวันออกกลาง

การเรียกร้องของสังคมในชื่อกลุ่ม “ไทยสปริง”  เกิดขึ้นจริงแล้ว การรวมพลทั้งจากเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ไลน์ เว็บบอร์ด ฯลฯ ซึ่งเป็นสื่อใหม่ที่สื่อกระแสหลักมิอาจทัดทานได้

หลายครั้งคนที่มีแนวคิดทางการเคลื่อนไหวนอกสภาเรียกกลุ่มที่ไม่ค่อยสนใจการเมืองว่า “ไทยเฉย” แต่แล้วเมื่อความสุกงอมทางการเมืองมาถึง คำว่า”ไทยเฉย” กลายเป็นความหมายกลับกันคือถ้าไม่ออกมาก็กลายเป็น “ไทยเชย”

จากพลังโซเชียลมีเดียก่อกำเนิดขบวนการหน้ากากขาว ส่งผลให้เกิดกลุ่มประชาชนคนที่สนใจการเมืองแพร่ขยายไปทั่วเมืองไทยและทั่วโลกเมื่อเดือนมิถุนายน 2556 ถือเป็นจุดก่อกำเนิด “พลังโซเชียลมีเดีย” ที่นัดหมายรวมตัวกันจัดกิจกรรมทุกสัปดาห์แล้วสลายตัวเป็นกลุ่มเสรีชนบนถนนราชดำเนินในที่สุด

ทุกวันนี้ใครไม่เล่นเรื่องการเมืองในสื่อออนไลน์กลับกลายเป็นคน “ตกกระแส” เนื่องเพราะกระแสการเมืองพุ่งขึ้นสู่จุดเร่าร้อน

แม้ว่าการปลุกกระแสการเมืองให้เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มีองค์ประกอบหลากหลายทำให้เกิดขึ้นและสิ่งสำคัญที่สุดคือการกระทำของผู้ปกครองประเทศทำตัวเองทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใต้ปกครอง การออกมาต่อต้านรัฐบาลหรือผู้ปกครองจึงเกิดขึ้นเพราะผลแห่งการกระทำของผู้มีอำนาจทั้งสิ้น

เมื่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงลุกขึ้นมาทวงถามความชอบธรรมจากผู้รับมอบอำนาจ จึงมิใช่เรื่องแปลกในโลกประชาธิปไตย

เพราะ “การต่อสู้ความไม่ชอบธรรม คือความชอบธรรมของพลเมือง”

เมื่อสื่อกระแสหลักทำตัวเป็นขี้ข้านักการเมือง ขี้ข้าผู้ปกครองประเทศ ประชาชนย่อมปฏิเสธสื่อเลวๆ ที่หลงลืมจรรยาบรรณ หันมาติดต่อสื่อสารของประชาชนกันเอง

การก่อเกิดคลื่นมวลมหาประชาชนในวันนี้ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ การต่อต้านสื่อขี้ข้าทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ทั้งหลายที่หลงลืมหน้าที่ของตัวเอง

จะไปโทษใครก็ไม่ได้เพราะโลกยุคใหม่กำลังทำให้สื่อกระดาษและสื่อฟรีทีวีกลายเป็นขยะบันเทิงที่มุ่งเน้นโฆษณาหาเงินเป็นด้านหลัก

เมื่อรักเงินมากกว่าความถูกต้อง เห็นรัฐบาลดีกว่าประชาชน สื่อกระดาษ สื่อฟรีทีวีทั้งหลายก็ตกกระแส ไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป…

สุดท้ายก็จะเป็นผีตายซากไปพร้อมๆกับสื่อยุคอนาล็อคที่ตกรุ่นเพราะก้าวไม่ทันความคิดอ่านของประชาชนนั่นเอง

แคน ไทเมือง

0000

“ลมเปลี่ยนทิศ” เขียนบทความในไทยรัฐบับพิมพ์วันที่  20 พ.ย. ไว้ดังนี้ 

000000

ม็อบโซเชียลมีเดีย

วันนี้เป็นวันระทึกทางการเมืองอีกวัน 11.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญ จะอ่านคำวินิจฉัยคดีที่ ฝ่ายค้านประชาธิปัตย์ และ 40 ส.ว. ยื่นคำร้องให้วินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วย “ที่มาของ ส.ว.” ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่ง เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ ถ้าศาลวินิจฉัยว่าผิด ก็จะนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทยและ 5 พรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งการตัดสิทธิทางการเมืองของ ส.ส. ส.ว. ที่ลงมติเห็นชอบแก้ไขมาตรานี้ด้วย

ประเด็นสำคัญของคดีที่ฝ่ายค้านร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญก็คือ

การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นำมาให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาในวาระที่ 1 เป็นคนละฉบับกับร่างที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร ผู้เสนอร่างและคณะยื่นต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนฯ ทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบ เป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปลอม และ ส.ว.ที่ลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ก็มีส่วนได้เสียกับเนื้อหาสาระที่มีการแก้ไข

ผลการวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร จะเป็นระเบิดการเมืองลูกใหญ่หรือไม่ ก็โปรดรับฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเวลา 11.00 น. วันนี้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทยก็คือ “พลังเงียบ” ที่เป็น “เสียงส่วนใหญ่”  ได้ลุกขึ้นมาแสดง “พลังอำนาจทางการเมือง” ต่อต้าน กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง จนรัฐบาลต้องถอยไปสุดซอย ถือเป็น ปรากฏการณ์ใหม่ ใน สังคมไทย ที่ถูกดูถูกว่า ไม่มีความพร้อมในการเป็นประชาธิปไตย  ปล่อยให้มีการซื้อสิทธิขายเสียง ทำลายระบอบประชาธิปไตยจนเกิดภาวะ “เผด็จการรัฐสภา” ผู้มีอำนาจ
ชี้นิ้วสั่งให้ ส.ส. ส.ว.ซ้ายหันขวาหันได้ ไม่ต้องใช้สมองคิด

อิทธิพลหนึ่งที่ส่งผลให้ “พลังเงียบ” ลุกขึ้นมาแสดงพลังอย่างท่วมท้นในครั้งนี้ก็คือ “สื่อสังคม” หรือ “โซเชียลมีเดีย” วันก่อน คุณปัทมาภรณ์ ถนอมปัญญารักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดโซเชียลอิงค์ และ คุณอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ได้ไปพูดในรายการบิสิเนสทอล์กของกรุงเทพธุรกิจทีวีไว้อย่างน่าฟัง

คุณปัทมาภรณ์  เล่าถึงข้อมูลในโซเชียลมีเดียว่า วันที่ 6 พฤศจิกายนวันเดียว มีการพูดคุยเรื่องการประท้วงมากที่สุดบนทุกช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย คำว่า “สุดซอย” ฮิตในชั่วข้ามคืน ทวิตเตอร์ มีจำนวนข้อความที่พูดถึงการประท้วงมากที่สุดถึง 800,000 ข้อความ รองมาคือ อินสตาแกรม และ เฟซบุ๊ก  ส่วน เว็บพันทิป มีการโพสต์กระทู้บนเว็บบอร์ดถึง 6,000 กระทู้ มีการคอมเมนต์ถึง 190,000 คอมเมนต์

สำหรับ ผู้มีอิทธิพลบนโลกโซเชียลมีเดีย พบว่า แตงโม ภัทรธิดา มีอิทธิพลมากที่สุด วันที่ 6 พฤศจิกายน เธอถ่ายรูปแล้วขึ้นข้อความว่า “ถึงหนูจะสวย หนูก็เป่านกหวีดดังมากนะคะ” ได้รับการกดไลค์สูงสุด 16,800 ไลค์ อันดับ 2 หมอก้อง ลูกกอล์ฟ ดาราช่อง 3 ได้รับ 15,700 ไลค์ อันดับ 3 คุณครูลูกกอล์ฟ ดาราซิทคอม โพสต์รูปที่ไปถ่ายหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้รับ 11,700 ไลค์

จากการดูไทม์ไลน์บนเฟซบุ๊ก วันที่ 6 พฤศจิกายน มีคนตั้งสเตตัสถึง 24,000 สเตตัส มีการแชร์มากถึง 500,000 ครั้ง แสดงว่าต้องมีคน เห็นเป็นหลักล้านแน่นอน ทำให้เกิดกระแสการคัดค้านครั้งใหญ่ จากการติดตามข้อมูลยังพบว่า การต่อต้านครั้งนี้มีผู้หญิงร่วมด้วยถึง 40%

คุณอภิศิลป์ ได้ตั้งชื่อม็อบในยุคนี้ว่า “ม็อบโซเชียลมีเดีย” เพราะมีการใช้ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม เว็บบอร์ด ในการแสดงความคิดเห็นและส่งต่อข่าวสาร เฟซบุ๊กถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้มากที่สุด ส่วนใน change.org ก็มีคนเข้าไปลงชื่อคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมกว่า 600,000 รายแล้ว

ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ ปัจจุบันไทยมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก 24 ล้านคน เฉพาะกรุงเทพฯ มี 13 ล้านคน ทวิตเตอร์ 2.23 ล้านคน อินสตาแกรม 1.3 ล้านคน ทั้งสองท่านยังไม่ได้ให้ข้อมูล “ไลน์” ซึ่งมีคนไทยใช้ถึง 18 ล้านคน สื่อสังคมเหล่านี้  ผมเชื่อว่าจะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยในอนาคตอย่างแน่นอน และผมหวังว่าจะเกิดขึ้น.

 “ลม เปลี่ยนทิศ”

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment