แมลงวันเรียกร้องแมลงวัน ให้ลาออกจากองค์กรวิชาชีพขณะทำหน้าที่ สปช. สงสัยปี๊บจะขายดีแถววิภาวดี

สงสัยปี๊บจะขายดีแถววิภาวดี คุณหมอขอลา แต่คุณหมา(เฝ้าบ้าน) ไม่สะเทือน

บทความจากบก. ไทยรัฐออนไลน์ สะใจไม่เบา

แคน ไทเมือง

0000

หมอรัชตะทิ้งเก้าอี้มหิดล สะเทือนนักควบหัวโขนการเมือง

จากเหตุการณ์ที่ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ถูกประชาคมมหิดลจำนวนหนึ่งออกมากดดันว่า สมควรที่จะเลือกรับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเพื่อความสง่างามและไม่เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

นพ.รัชตะ ให้เหตุผลในการลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีไว้ในสารจากอธิการบดีถึงชาวมหิดล เพียงสั้นๆ ว่า… “ผมจึงได้ตัดสินใจว่าจะขอปฏิบัติหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพียงตําแหน่งเดียว ทั้งนี้ เพื่อจะได้รับใช้ประเทศชาติและเพื่อความเป็นเอกภาพของมหาวิทยาลัยมหิดล”

อาจารย์สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในผู้ที่ออกมาคัดค้านการควบตำแหน่งของ นพ.รัชตะ กล่าวถึงการออกมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการเอาปี๊บมาคลุมหัวเข้าประชุมสภามหาวิทยาลัยว่า เป็นการออกมาในฐานะส่วนตัวเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับคณบดีคณะอื่นอีก 33 คณะ โดยมองว่า การควบสองตำแหน่งของ นพ.รัชตะ เป็นสิ่งที่ขาดสามัญสำนึกที่ผู้นำพึงมี เนื่องจากงานทั้งสองเป็นงานเต็มเวลา และมีความแตกต่างกัน งานหนึ่งเป็นเรื่องการศึกษา ที่ต้องมีเสรีภาพทางความคิด ขณะที่อีกงานหนึ่งเป็นเรื่องการเมือง และการบริหารจัดการ ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นการกดดันให้ นพ.รัชตะ ลาออกจากตำแหน่งแต่อย่างใด เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล นอกจากนี้ เชื่อว่าบุคลากรในกระทรวง สธ.ย่อมอยากได้ผู้บริหารที่ทำงานเต็มเวลา

นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน

โดยในช่วงแรกที่มีการออกมาคัดค้านการควบ 2 ตำแหน่ง นพ.รัชตะ ขอรับเรื่องไปพิจารณาก่อนว่า จะสามารถทำงานควบคู่กันไปได้หรือไม่อย่างไร พร้อมทั้งขอเวลาในการพิจารณาตัดสินใจจนถึงเมื่อวันที่ 8 ต.ค.และได้ตัดสินใจเลือกลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เหตุผลหนึ่งที่ นพ.รัชตะ หยิบยกขึ้นมาพิจารณาไม่ลาออกในทันที ก็เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ก็ไม่ได้ห้ามไว้ ขณะเดียวกัน ก็มีข้าราชการอีกหลายคน รวมทั้งนายทหารที่เข้าร่วมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติอีกจำนวนหนึ่งที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย

นอกจาก นพ.รัชตะแล้ว ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ยังมี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายอาคม เติมวิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

แม้ว่า นพ.รัชตะ จะเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐเพียงคนเดียวที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี แต่ยังมีอธิการบดีในมหาวิทยาลัยของรัฐอีกจำนวนมากที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ยังไม่พบว่ามีความเคลื่อนไหวเรียกร้องให้อธิการบดีเหล่านี้ ลาออกจากตำแหน่งมารับหน้าที่ สนช.เพียงตำแหน่งเดียวมากนัก นอกจากที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่บ้างแต่ไม่รุนแรงนัก

ในด้านเหตุผล พอจะเข้าใจและมีคำอธิบายมาจากผู้ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาแล้วว่า การที่ไม่ได้ห้ามข้าราชการประจำไม่ว่าจะเป็นข้าราชการพลเรือน ตำรวจหรือทหาร ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็เนื่องจากขณะนี้ เป็นเวลาที่บ้านเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ ดังนั้น จึงต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยทั้งในด้านการบริหาร การนิติบัญญัติ รวมถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปประเทศ

อาจารย์สุกรี เจริญสุข

แต่ก็อย่างที่ประชาคมมหิดลได้ออกมาเคลื่อนไหวในกรณีของ นพ.รัชตะนั้น ก็ได้เน้นประเด็นว่า ตำแหน่งอธิการบดีนั้น เป็นข้าราชการก็จริง แต่ก็เป็นนักวิชาการที่ต้องดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพทางวิชาการด้วย ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น เป็นตำแหน่งทางการเมืองที่จะต้องทำตามนโยบายของรัฐบาลและ คสช. จึงค่อนข้างจะสวนทางกัน

ในอดีตที่ผ่านมา ช่วงการรัฐประหารปี 2549 อีกวิชาชีพหนึ่งที่แม้จะไม่ได้เป็นข้าราชการและไม่มีกฎหมายใดๆ ห้ามไว้ให้ไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่ก็มีเพื่อนร่วมวิชาชีพส่วนหนึ่งออกมาคัดค้านการควบตำแหน่ง ในที่สุด ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น สนช.ก็จำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่งในองค์กรวิชาชีพไปรับตำแหน่ง สนช.เพียงตำแหน่งเดียว นั่นคือ วิชาชีพสื่อมวลชน

ครั้งนั้น ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้รับแต่งตั้งให้เป็น สนช. จากการเสนอชื่อร่วมกันขององค์กรวิชาชีพที่แต่ละคนสังกัด แต่ภายหลังได้รับแต่งตั้งแล้ว ได้มีเสียงคัดค้านจากผู้ร่วมวิชาชีพว่า การควบตำแหน่งในองค์กรวิชาชีพสื่อกับ ตำแหน่ง สนช. ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมือง น่าจะไม่เหมาะสม เพราะมีความขัดแย้งกันระหว่างหน้าที่ในฐานะองค์กรตรวจสอบกับการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งในที่สุด ก็นำไปสู่การลาออกของผู้นำองค์กรวิชาชีพดังกล่าว

ในการรัฐประหารคราวนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไม่ได้เสนอชื่อบุคคลไปเพื่อรับการแต่งตั้งเป็น สนช. แต่มีการเสนอชื่อผู้นำองค์กรไปรับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยให้เหตุผลว่า สปช. ไม่เหมือนกับ สนช.เพราะไม่มีอำนาจในการออกกฎหมาย

ขณะเดียวกัน ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 กำหนดให้ สปช.มีอำนาจหน้าที่ ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทําแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่างๆ เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญและพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทําขึ้น

ตามอำนาจหน้าที่ข้างต้น จะเห็นได้ว่า อำนาจในการ “พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ…” เป็นอำนาจที่มีความสำคัญมากที่สุด หรือเท่ากับอำนาจของรัฐสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ หรือหากจะเปรียบเทียบกับสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2540 และ 2550 แล้ว ก็ถือว่ามีอำนาจมากกว่า เพราะในปี 2540 สภาร่างรัฐธรรมนูญให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบอีกครั้ง ขณะที่ในปี 2550 ต้องนำร่างที่สภาร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบแล้วไปให้ประชาชนลงประชามติก่อนประกาศใช้ (ยังไม่นับรวมถึงค่าตอบแทนทั้งเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ สปช.จะได้รับเท่ากับ สนช.ทุกประการ)

ดังนั้น อำนาจของสมาชิกปฏิรูปแห่งชาติจึงไม่มีความแตกต่างจากอำนาจของนักการเมืองตามนัยข้างต้น การที่ผู้นำในองค์กรวิชาชีพสื่อที่เข้าไปเป็น สปช.จึงควรต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ที่จะยังควบตำแหน่งในองค์กรวิชาชีพต่อไป เพราะวิชาชีพสื่อมวลชนมีความแตกต่างจากวิชาชีพอื่นตรงที่มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบอำนาจรัฐ ไม่ว่าผู้กุมอำนาจรัฐจะมาจากกระบวนการเลือกตั้งหรือกระบวนการพิเศษใดๆ ก็ตาม

การดำรงตำแหน่ง สปช. ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมืองและยังคงตำแหน่งผู้นำองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในเวลาเดียวกัน ย่อมถือเป็นความไม่สง่างามขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่ว่าบ้านมืองจะอยู่ในภาวะปกติหรือไม่ก็ตาม…

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โจทย์เก่ายังแก้ไม่จบ

นำร่องโกอินเตอร์กันแล้ว กับคิว“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.เดินทางไปเยือนประเทศพม่า ในฐานะประเทศประธานอาเซียนวันที่ 9-10 ต.ค. ผู้นำไทยทยอยแนะนำตัวกับเพื่อนบ้าน

ก่อนคิวถัดๆไปที่ต้องจับตาทั้งเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป (อาเซม) หรือประชุมอาเซียนซัมมิตที่พม่าในเดือน พ.ย.

โดยทั้ง 2 โปรแกรมมีคิวพบผู้นำทั้งจากสหรัฐอเมริกาและชาติในยุโรป ที่ส่วนใหญ่แสดงท่าทีตามสไตล์โลกเสรีประชาธิปไตย ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารในไทย

แต่ “บิ๊กตู่” พร้อมเผชิญหน้าอยู่แล้ว

นั่นเพราะท่าทีชาติตะวันตกต่อไทยระยะหลังเริ่มผ่อนคลาย ลดท่าทีแข็งกร้าวต่อไทย

กระทั่งสำนักข่าวรอยเตอร์ สื่อตะวันตกเสนอข่าวการเยือนพม่าของผู้นำไทย เปรียบเทียบ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีพม่า ว่ามีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง ทั้งเป็นนายทหารวัยเกษียณ ตั้งรัฐบาลที่มีทหารอยู่เป็นส่วนใหญ่

“ทั้งคู่ยังเป็นนักปฏิรูปในแบบของตัวเอง”

เหมือนเหน็บผู้นำ “รัฐบาลทหาร” แต่ก็ยังยกให้เป็น “นักปฏิรูป”

นั่นก็เป็นกำหนดการเปิดตัวบนเวทีโลกของผู้นำ ในช่วงที่โรดแม็ปประเทศของ คสช.คืบหน้า จัดวางคนในองค์กรตามพิมพ์เขียว เดินมาถึงลำธารสายปฏิรูปประเทศ

ได้ 250 อรหันต์ สปช.รอการยกเครื่องประเทศกันแล้ว

ปฏิทินจากนี้ก็เป็นไปตามที่นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนฯ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สปช. ระบุ เบื้องต้นคาดว่าจะประชุม สปช.นัดแรก วันที่ 21 ต.ค. โดยมีวาระการเลือกประธานและรองประธาน สปช.

ถึงโค้งนี้มีการเปิดสูตรที่มาแรง นายเทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตอธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธาน สปช. และรองประธานคือ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนางทัศนา บุญทอง อดีตรองประธานวุฒิสภา

หากออกสูตรนี้ เครือข่าย “จุฬาฯ” ผงาด

ขณะที่คิวถัดไป การตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใน 15 วัน หลังประชุมนัดแรก

สปอตไลต์เตรียมฉายจับที่ “36 อรหันต์ทองคำ” ทีมร่างรัฐธรรมนูญ

อีกปมที่น่าสนใจ ในจังหวะที่ สปช.หลายรายเริ่มเปิดโพยเนื้อหาที่จะเข้ามาปฏิรูป 11 ด้าน โดยโฟกัสที่โครงสร้างการเมือง มีการโยนหินถามทางออกมาหลายประเด็น

ทั้งการแบ่งแยกอำนาจฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติให้ชัดเจน การเพิ่มความเข้มแข็งในเสถียรภาพของรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี รวมทั้งที่มีการเดินสายขายไอเดียจาก สปช.บางราย ให้มี “กรรมการเลือกนายกฯ”

ชงสูตร “ผู้นำ” แบบ “ทางอ้อม”

รวมทั้งที่มีกระแสข่าวดักคอกันแล้ว กับรูปแบบการเลือกตั้ง ส.ส.ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องโดยกำหนดให้มีการเลือก “คณะกรรมการ”
เพื่อมาทำหน้าที่ “เลือก ส.ส.” อีกชั้นหนึ่ง

รวมทั้งกรณีที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สปช. ตอบคำถามเกี่ยวกับ สปช.ฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“การร่างรัฐธรรมนูญจะกีดกันคนใดคนหนึ่งไม่ได้ แต่ถ้ากีดกันคนที่จะเข้ามาผูกขาดอำนาจแบบ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นสามารถทำได้”

ตั้งโจทย์ใหญ่ที่ “โจทก์หน้าเก่า”อยู่เหมือนกัน

ถึงจะเป็นปณิธานอันแรงกล้าจาก สปช.บางส่วนจากขั้วตรงข้าม “ระบอบทักษิณ” เป็นความคิดที่ 250 สปช.ยังไม่ตกผลึกร่วมกัน

แต่สูตร “ปฏิรูปของผู้ชนะ” ก็เริ่มดังถี่ขึ้น

ถึงตรงนี้แม้ “ทักษิณ” ยังหาทางกลับประเทศไทยไม่ได้ และยังไม่มีสัญญาณออกฤทธิ์ออกเดช ขณะที่ขั้วอำนาจพิเศษ ทั้ง คสช.-รัฐบาล หลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยชื่อถึง

แต่ชื่อนี้ก็ยังเป็น “โจทย์สำคัญ” ในคิวยกเครื่องประเทศ.

ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ถ้ายี่ห้อจุฬาฯ คุมสปช. นั่นหมายความว่า “สถาบันสูงสุด” จะได้รับการปกป้องสุดชีวิต

ถ้ายี่ห้อจุฬาฯ คุมสปช. นั่นหมายความว่า “สถาบันสูงสุด” จะได้รับการปกป้องสุดชีวิตในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะปฏิรูปในห้วงเวลาจากนี้เป็นต้นไป ใครคิด”ล้มเจ้า” จะไม่มีสิทธิ์สมัครทั้งสส.หรือสว. เพราะนี่คือ “โร้ดแมป” ที่ประกาศไปให้โลกรับรู้

สู้กันแบบซึ่งหน้า ตาต่อตาฟันต่อฟัน แพ้ก็ให้มันรู้ไป ใครมีเหตุผลดีกว่านี้ก็..ชนะไป

เนื่องเพราะสถาบันการศึกษาแห่งนั้นถือกำเนิดจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และชุมชนคนจุฬาฯดำรงตนใช้ “ความรู้คู่คุณธรรม” เป็นธงนำชีวิต

หลังจากมหาวิทยาลัยให้ความเป็นเลิศทางวิชาการแล้ว บัณฑิตล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นฯ จะมี “จุฬาฯนอกคอก” อยู่บ้างแต่ก็ล้วนมาจากที่อื่นและใช้เสื้อคลุม “อาจารย์จุฬาฯ” อาศัยเสรีภาพทางวิชาการจ้องทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และบางรายต้องหนีคดีร้ายแรงไม่มีที่อยู่อยู่ในแผ่นดินนี้ คนที่แรงๆซ่าๆเดินหน้าล้มกษัตริย์ บ้างถูกให้ออก ให้ลาออกไปก็มากมาย ที่เหลือก็แค่เห็บเหาที่หลุดรอดยาฆ่าแมลงของชุมชนคนจุฬาฯ เพราะยังถือว่า “เสรีภาพในมหาวิทยาลัย” ยังมีให้ในจุฬาฯ

แต่ถ้ากระทำการจาบจ้วงล่วงละเมิด คนจำพวกนั้นก็เสมือนหมาหัวเน่า เข้ากับใครไม่ได้ นอกจากนั่งในห้องแคบๆ แอบส่งข่าวความเห็นไปตามสื่อต่างชาติที่นัดหมายกันไว้แล้ว…ล้วน “หน้าเดิมๆ” แค่เห็นชื่อก็เหมือนอ้าปากเห็นลิ้นไก่ สื่อขี้ข้าในไทยก็ไปสอยมาแปลไทยเป็นไทยต่อให้เกิดแรงกระเพื่อม

เมื่อใดที่ชาวจุฬาฯ ขับเคลื่อนออกมาในแนวทางการเมือง เมื่อนั้นทรราชต้องถูกกำจัด

ประวัติศาสตร์การเมืองบอกเช่นนั้น…

ชาวจุฬาฯร่วมต่อสู้กับประชาชน เพื่อโค่นล้มทรราชมาทุกยุคทุกสมัยและไม่ลังเลที่จะกำจัดพวกทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์

เนื่องเพราะชุมชนจุฬาฯยึดถือคำว่า “จงรักภักดี” ที่มีความหมายว่า…”เชิดชูและปกป้อง”

เช่นเดียวกับกับพี่น้องพสกนิกรที่ “รักในหลวง” ทั่วประเทศและทั่วโลก

ในสปช.มีความหลากหลายจากทุกชนชั้น จากทุกสาขาอาชีพ แต่เชื่อว่า สมาชิก สปช.ที่ได้รับการสรรหามาจากจำนวนเกือยหมื่นคนเหลือเพียง 250 คน…ย่อมรู้ว่า….

“จะร่วมมือร่วมใจใช้สติปัญญาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์” ได้อย่างไร

แคน ไทเมือง

@@@@@@@

แหล่งข่าวจากสมาชิก สปช. เปิดเผยว่า ขณะนี้ความเคลื่อนไหวในการเลือกประธานและรองประธานสปช. ที่จะมีการประชุมนัดแรกในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ เริ่มมีความชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะตัวประธาน สปช. ซึ่งน่าจะลงตัวที่นายเทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

ขณะที่รองประธาน สปช. จะมีจำนวน 2 คน ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 กำหนดไว้ให้มีได้ไม่เกิน 2 คน โดยมีกระแสข่าวว่านายบวรศักดิ์จะมาเป็นรองประธาน สปช.คนที่ 1 และควบประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอีกตำแหน่ง ส่วนรองประธาน สปช.คนที่ 2 รอบนี้จะมีผู้หญิงเข้ามาด้วยคือ นางทัศนา บุญทอง อดีตรองประธานวุฒิสภา
แหล่งข่าวบอกว่าทั้ง 3 คนล้วนเป็นศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งสิ้น โดยนายเทียนฉาย จบคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการสรรหาเป็นสมาชิก สปช.ในด้านอื่นๆ นายบวรศักดิ์ จบคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับการสรรหาเป็นสมาชิก สปช.ในด้านการเมือง และนางทัศนา จบคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับการสรรหาเป็น สปช.ในด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า สปช. 250 คนเป็นร่างทรง คมช.ว่า ขอถามว่าพวกที่ว่าสมัครมาเป็น สปช.หรือไม่ พรรคการเมืองมาสมัครหรือไม่ ในเมื่อไม่มา ตนจะเอาเข้ามาได้อย่างไร เขาสมัครมาแค่นั้นก็ได้แค่นั้น การที่เขาไม่มาสมัครก็ไม่ใช่เรื่องของตน สปช.ไม่ได้กำหนดกติกาอะไรมากมาย เพราะต้องการให้ทุกพวกเข้ามา ที่นี้พออีกพวกเขามา อีกพวกไม่เข้ามา ก็กลายเป็นประเด็น

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ฉะนั้นถ้าตัวเองไม่สมัคร ไม่ได้เข้ามาก็ไปเสนอหาช่องทางเข้ามา ในช่องทางที่เปิดไว้ให้ และผู้ที่สมัครเข้ามากว่า 7 พันคนแล้วไม่ได้เป็นสปช. ตนได้สั่งทีมกฎหมายไปดูว่าจะตั้งเป็น 2-3 คณะได้หรือไม่ ฉะนั้น 7 พันคนมีงานให้ทำหมด แต่จะให้เป็นสปช.ทั้ง 7 พันคนคงไม่ได้ จะให้นั่งทำงานกันอย่างไร และต้องมีเงินเดือนอะไรเยอะแยะไปหมด

“ส่วนการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมต้องหารือร่วมกันในรัฐบาลว่าจะเอาใคร หลังจากที่ดูรายชื่อแล้ว คนที่จะมายกร่างรัฐธรรมนูญต้องทำกฎหมายให้เกิดความยั่งยืน ไม่ใช่สร้างปัญหา ประเด็นอยู่ที่การสร้างความยอมรับ จะทำอย่างไร พวกเราต้องช่วยกันว่าจะสร้างประเทศให้เป็นอย่างไร หรือจะเปลี่ยนวิธีการใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทย จะรับได้หรือไม่ ถ้ารับไม่ได้จะลงแค่ไหนก็ว่ากันมา ทำอย่างไรจะเกิดความยั่งยืน แต่ทั้งหมดต้องฟังเสียงจากข้างนอกเข้าไป เมื่อเสร็จแล้วจะถามประชาชนด้วยการทำประชามติหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งต้องดูว่าเหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่ อย่าเพิ่งถามดักหน้าดักหลัง เรื่องยังไม่เกิดต้องค่อยๆ ทำไป” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

จ่อคลอด กม.คุมม็อบ

นายกฯ และหัวหน้า คสช. ยังให้สัมภาษณ์ถึงความพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะว่า ทำอยู่กำลังเข้าไปสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เขาทำไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว เข้าไปก็ไปถกแถลงกันว่าจะออกมาอย่างไร แก้ไขตรงไหน จะทำได้หรือไม่ได้ สังคมก็ต้องเรียนรู้ ก่อนหน้านี้กฎหมายออกไม่ได้เพราะเป็นเรื่องของการเมือง และการเมืองต้องมีมวลชนสนับสนุนการเมือง เมื่อมีมวลชนสนับสนุนก็มีโอกาสมาต่อต้านต่อสู้ให้พรรคการเมือง กฎหมายตัวนี้จึงออกมาไม่ได้ เพราะรัฐบาลต้องไปจำกัดการชุมนุมของทุกกลุ่มทุกฝ่าย และอาจจะไปจำกัดกลุ่มของตนเอง ฉะนั้นวันนี้เราไม่ต้องการให้มีกลุ่มของใครทั้งสิ้น สิ่งที่เราทำวันนี้ไม่มีกลุ่มใครทั้งสิ้น ไม่มีกลุ่มตน

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าต้องมีกฎหมายนี้ออกมาแน่นอนใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า มันต้องมี ประเทศรอบบ้านและทั่วโลกเขามีหมดแล้ว คนไทยต้องยอมรับกติกากันบ้าง ไม่เช่นนั้นประเทศชาติจะวุ่นวาย วันนี้การเมืองคือการเมือง ตนไม่ได้ขัดแย้งกับการเมือง

เมื่อถามว่า เสนอเข้า ครม.หรือยัง นายกฯ กล่าวว่า ยังอยู่ในวิปพิจารณาอยู่ ถ้าเสร็จเรียบร้อยถึงจะเสนอรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะเห็นชอบและนำเข้า ครม. โดยการนำเข้า ครม. ไม่ได้หมายความจะอนุมัติเลย เมื่อผ่าน ครม.ก็จะเข้าสู่ สนช. ที่จะพิจารณาในวาระ 1-3 เสร็จแล้วก็ประกาศใช้เป็นกฎหมาย เมื่อประกาศแล้วก็มีผลการบังคับใช้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ฉะนั้นยังมีโอกาสโต้แย้ง แต่ตนเห็นควรว่าควรจะมีกฎหมายดังกล่าว จะได้ป้องกันเจ้าหน้าที่ได้

“ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาการกระทบกระทั่งกับประชาชน หากมีคนไม่ดีซักคนสองคนใช้อาวุธเจ้าหน้าที่ก็ตาย ประชาชนก็เจ็บ ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ต้องรับผิดชอบอีก ตรงนี้มันเป็นประเด็นและจะไม่จบ ถ้าทุกรัฐบาลคิดแบบตน การเมืองก็ว่าของท่านไป ท่านจะอะไรก็ทำไป แต่ต้องไม่ลืมเสียงส่วนน้อย ต้องดูแลทั้งเสียงส่วนน้อยและส่วนใหญ่ จะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนรัฐบาลเขาเป็นคนไทย ต้องดูแลคนไทยจำไว้ทุกรัฐบาล” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว.

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เปิดพิมพ์เขียว ‘ปฏิรูปการเมือง’ เสนอที่มานายกฯ 2 ทาง เลือกตั้ง-แต่งตั้ง

เปิดพิมพ์เขียว ‘ปฏิรูปการเมือง’ เสนอที่มานายกฯ 2 ทาง เลือกตั้ง-แต่งตั้ง

พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศด้านการเมืองโดยคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ ให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งผ่าน สนช. ให้ผู้สมัคร ส.ส.มีอายุ 30 ปีขึ้นไป จำกัดวาระไม่เกิน 2 วาระ ห้ามบุคคลกระทำผิดต่อสถาบันลงสมัครรับเลือกตั้งทั้ง ส.ส.และ ส.ว.

9 ต.ค. 2557 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดทำเอกสารข้อมูล 11 ด้าน เรื่องการปฏิรูปประเทศ หรือพิมพ์เขียว ที่คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้รับฟังและรวบรวมเป็นกรอบความเห็นร่วมของประชาชน ให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช.ไปศึกษาและเตรียมพร้อมสำหรับการทำงาน ซึ่งหัวข้อเรื่องการปฏิรูปด้านการเมือง มีสาระสำคัญ คือ

1.รูปแบบรัฐสภา มีข้อเสนอ 2 รูปแบบ คือ รัฐสภาแบบเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง จากรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภาคราวเดียวกัน กับ รัฐสภาแบบการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยอ้อม ซึ่งมีข้อเสนอ 3 แบบ คือ 1.แบบสภาเดี่ยว มีเฉพาะ ส.ส. ทำหน้าที่ตราและปรับปรุงกฎหมายเท่านั้น 2.แบบ 2 สภา คือสภาผู้แทนราษฎร กับวุฒิสภา และ 3 แบบ 3 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภา และสภาประชาชน

2.พรรคการเมือง ให้ตั้งพรรคการเมืองโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภูมิภาคเข้าสู่ระบบพรรคการเมืองได้ง่าย ปราศจากการครอบงำของทุน ห้ามพรรคการเมืองจ่ายเงินพิเศษให้ ส.ส.เพื่อออกเสียงสนับสนุนหรือเข้าร่วมประชุม สำหรับการเสนอนโยบายพรรค ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบนโยบายพรรคที่ไม่เป็นประชานิยม และนโยบายของพรรคที่ใช้หาเสียงต้องมีวงเงินใช้จ่ายรวมกันไม่เกินกรอบวงเงินงบประมาณในช่วง 4 ปีข้างหน้า ตามที่กระทรวงการคลังประกาศไว้

3.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีกรอบความเห็นที่ต้องแก้ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง และคุณสมบัติของคนที่ปฏิบัติหน้าที่ จึงมีข้อเสนอ คือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง มีข้อเสนอคือ 1) ไม่สังกัดพรรคการเมือง 2) ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องมีอายุ 30 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 70 ปี 3) ไม่กำหนดวุฒิการศึกษา 4) มีการกลั่นกรองบุคคลก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยวิธีไพร์มารี่ โหวต จากประชาชนในพื้นที่ 5) จำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง ส.ส.ไม่เกิน 2 วาระ ติดต่อกัน 6) ห้ามไม่ให้บุคคลที่เคยกระทำผิดต่อสถาบันลงสมัครรับเลือกตั้ง 7) ให้มีการเลือกตั้ง 2 รอบ การเลือกรอบแรก ผู้สมัครคนใดได้เสียงข้างมากเกินร้อยละ 50 ของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ถือว่าผู้นั้นได้รับเลือกตั้งทันที แต่หากคะแนนเลือกตั้งไม่ถึงร้อยละ 50 ของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ให้นำผู้ที่ได้คะแนนลำดับที่ 1 และ 2 แข่งขันกันอีกครั้ง หากใครได้เสียงข้างมากเกินร้อยละ 50 ให้ถือว่าเป็นผู้ชนะ 8) วิธีออกเสียงลงคะแนน ให้นำคะแนน Vote No มาเปรียบเทียบกับคะแนนของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด ถ้าคะแนน Vote No มากกว่าให้เลือกตั้งใหม่ 9) ยกเลิกลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรและนอกเขตจังหวัด เพราะมีช่องทำให้เกิดทุจริต 10) การถอดถอนต้องทำโดยศาลเลือกตั้งและศาลทุจริต คอร์รัปชัน 11) ออกกฎหมายมาตรการลงโทษนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องนักการเมืองทุจริตได้โดยตรง

4.สมาชิกวุฒิสภา ให้มาจากการเลือกตั้งและสรรหา การสรรหาให้มาจากกลุ่มอาชีพ เพื่อให้ได้ตัวแทนทุกกลุ่ม จำนวนต้องเท่ากับ ส.ส.เพื่อให้เกิดการถ่วงดุล ไม่จำกัดระดับการศึกษา และไม่สังกัดพรรคการเมือง ห้ามไม่ให้คนที่เคยกระทำผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็น ส.ว. และห้าม ส.ว.ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 6 ปี

5.นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เสนอรูปแบบการคัดเลือกนายกรัฐมนตรี 2 วิธี คือ 1.จากการเลือกตั้งโดยตรง ผ่านระบบบัญชีรายชื่อ หรือ เลือกตั้งโดยอ้อม คือให้ ส.ส.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และ 2.จากการแต่งตั้งบุคคลภายนอก ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การตรวจสอบและถอดถอนให้ใช้มาตรการเดียวกับ ส.ส.และ ส.ว.

6.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ด้านโครงสร้างองค์กรตุลาการทางการเมือง มีข้อเสนอให้จัดตั้งศาลเลือกตั้ง และศาลทุจริต ส่วนศาลฎีกาต้องมีข้อกำหนดและกรอบการดำเนินคดีทางการเมือง และไม่จำกัดอายุความคดีทางการเมือง และยกเลิกมาตรการคุ้มครองนักการเมืองในระหว่างสมัยประชุม

7.ศาลรัฐธรรมนูญ เสนอให้ปรับโครงสร้าง ให้ทำในรูปแบบตุลาการพระธรรมนูญ ที่มีอำนาจพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไม่ควรจัดในรูปศาลที่มีอายุ 9 ปี ส่วนอำนาจหน้าที่ต้องแบ่งองค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญเป็น 2 องค์คณะ โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ พิจารณาความทั่วไป และวิธีพิจารณาเฉพาะ มีหน่วยสนับสนุนทางวิชาการทำงาน และศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจชี้ถูกชี้ผิดในกรณีพิพาทระหว่างองค์กร แต่ทำหน้าที่ตีความทางกฎหมายที่มีข้อสงสัยขัดรัฐธรรมนูญเท่านั้น

8.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอให้ปรับโครงสร้าง กกต.ให้มีบุคคลจากหลายฝ่าย เช่น ตุลาการ ฝ่ายการเมือง ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญจากสายอาชีพเข้ารับการสรรหาเป็น กกต. ขณะที่ กกต.จังหวัดต้องประกอบด้วยผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัด หรือตุลาการศาลปกครองในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ ขณะที่การเพิ่มความเข้มแข็งของ กกต. ต้องหมุนเวียน ผู้อำนวยการ กกต.จังหวัดทุก 3 ปี ให้ กกต.จัดการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ส่วนการวินิจฉัยความผิดให้เป็นหน้าที่ของศาล

9.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอให้ปรับโครงสร้าง ป.ป.ช. โดยเพิ่มสัดส่วน กรรมการสรรหา ป.ป.ช.จากสายการเมืองที่ไม่น้อยกว่าคณะกรรมการสรรหาจากสายอื่น

10.การเมืองภาคพลเมือง มีข้อเสนอให้เปิดพื้นที่ให้เข้าร่วมกับภาครัฐในด้านตรวจสอบ มีส่วนร่วมการพัฒนา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ชีวิตของ”เปีย” น่าทำวิจัย อะไรทำให้คนๆหนึ่งเปลี่ยนไป

Eddie Atsadang Yommanak

ผู้ชายคนนี้ ผมเรียกเขาว่า น้าเปีย

บ้านแม่ของน้าเปีย และบ้านยายของผม เป็นบ้านสวนฝั่งธน อยู่ใกล้ๆ กัน เป็นเพื่อนบ้านกัน พี่เขยของน้าเปียเคยเป็นเพื่อนกับของพ่อผม น้าเปียเป็นเพื่อนวิ่งเล่นกับน้าชายของผมตอนเด็กๆ

ความเดิมตั้งแต่ผู้ชายคนนี้เป็นเด็ก จนก่อนจะเข้าสู่การเมือง คือเป็นเด็กดี เป็นคนดี มีน้ำใจไมตรีกับคนทุกชนชั้น เป็นที่รักของคนรอบข้างที่รู้จัก เป็นคนเรียนหนังสือเก่งมาก สอบเข้า จปร จบด้วยคะแนนเป็นที่ 1 ในรุ่น เป็นที่ภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล เพื่อนบ้าน

จบ จปร ได้ทุนไปต่อโท ที่อเมริกา แล้วได้ทุนต่อจากมหาวิทยาลัยที่อเมริกา ให้เรียนโท เพิ่มอีกใบ ตามด้วยปริญญาเอก

พอจบกลับมารับราชการ ปรากฎว่า ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีงานให้ทำ ได้แต่เดินไปเดินมา

นั้นคือเรื่องที่ผมฟังมาไม่รู้กี่รอบ ตั้งแต่ผมเด็กๆ แล้วทำให้ผมคิดอยู่ตลอดว่า ระบบราชการไทย ทำไมเป็นแบบนั้น ให้คนไปเรียนจบมาไม่มีงานให้ทำ

ผมเจอกับน้าเปียครั้งล่าสุด ตอนที่เป็น สส. ไทยรักไทย ตอนนั้นแม้แต่ผมก็แอบภูมิใจ และผมก็เชื่อว่าเพื่อนบ้าน คนรอบข้างที่รู้จักน้าเปีย และครอบครัวของแม่ของน้าเปียก็รู้สึกเหมือนๆ กัน คือ ภูมิใจว่าเราจะได้คนดีมีความสามารถมาช่วยบ้านเมือง

แต่หลังจากทักษิณถูกปฎิวัติ เกิด นปช. ผมก็แปลกประหลาดใจที่มีชื่อของน้าเปียเป็นแกนนำของ นปช

แรกๆ ยอมรับว่าไม่อยากจะเชื่อ ว่าคนที่เราได้ยินกิติศักดิ์ในเรื่องความเป็นคนดีมีความสามารถ มาตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก จนตัวเราโต ตลอดหลายสิบปีจะเป็นอีกฝ่าย

จนในที่สุด ผมก็ได้เห็นด้วยตา และได้ยินกับหู ว่าผู้ชายคนนี้ ให้ร้ายและด่าในหลวง พระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่เคารพรักอย่างสูงสุดของผมและคนไทย

ซึ่งเป็นเหตุให้ผมคิดว่า ผู้ชายคนนี้ไม่ควรจะเป็นคนไทย ไม่สมควรกับความภาคภูมิใจที่ผมมีให้ตลอดเวลาที่ผ่านมา

จนเมื่อวานได้ข่าวจากเพจของ อ.ต่อ ว่า ผู้ชายคนนั้นได้เสียชีวิตลงแล้ว ทำให้ผมกลับมาคิดทบทวน เรื่องราวต่างๆ เกิดเป็นคำถามขึ้นกับตัวเอง

ด้วยความรู้อันน้อยนิดของตัวเอง คิดเอาเองว่า คนที่เป็นคนเรียนหนังสือเก่งมาก มีความสามารถมาก เป็นคนทหารที่เรียนเก่งที่สุดในรุ่น และเรียนได้สูงที่สุดในรุ่น เมื่อเรียนจบ กลับไม่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่เหมาะสม และได้แต่มองดูเพื่อนร่วมรุ่น ซึ่งมีความสามารถน้อยกว่าตน เจริญก้าวหน้า เพื่อนที่เคยเรียนสู้ตัวเองไม่ได้ กลับติดนายพลไปคนแล้วคนเล่า เป็นนายทหารคุมกำลัง ในขณะที่ตัวเองเป็นแค่อาจารย์สอนนักเรียนนายร้อย ไม่มีโอกาสคุมกรมกองสำคัญ

ยังมีตัวอย่างของคนที่เรียนทหารตำรวจอีกมากมาย ที่เรียนเก่งเป็นที่ 1 แต่ไปได้ไม่ไกลกับอาชีพทหารตำรวจ และต้องลาออกไปทำอาชีพอื่นๆ เช่น ดร.ปุรชัย หรือแม่แต่ ทักษิณ ชินวัตร

ลองคิดดูว่าคนที่เรียนเก่ง จะต้องเป็นคนที่มีมุ่งมั่นตั้งใจสูง มีความทะเยอทะยานสูง แต่เมื่อเขาเหล่านั้นไปได้ไม่ไกลอย่างที่ใจหวัง จึงทำให้เกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบน จากกิเลสนำไปสู่ความชั่วร้ายได้หรือไม่

อยากจะมาถามท่านผู้รู้ทั้งหลายว่า

อะไรทำให้คนๆ หนึ่ง ซึ่งเคยเป็นดีมีความสามารถ เป็นความภูมิใจของผู้คน ถึงได้โดนความชั่วร้ายครอบงำ

เราควรจะทำการวิจัยศึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ในอนาคต เพื่อไม่เปิดโอกาสให้ความชั่วร้ายได้ชักนำ คนดีมีความสามารถคนอื่นๆ ในอนาคต ให้ย้ายฝั่ง จากความดี ไปสู่อีกฝั่งหนึ่ง

(ข้อความนี้มีเจตนาแค่อยากจะปรึกษา เพื่อศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ สิ่งที่ทำให้ความชั่วร้ายเข้าครอบงำจิตใจ)

หมายเหตุ : เรื่องราวทั้งหมด เป็นข้อความจากเฟซบุ๊คของ Eddie Atsadang Yommanak

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โซเชียลมีเดียปิดกั้นยาก สมแล้วที่นายกรัฐมนตรีประกาศไม่ปิดกั้นสื่อ จะว่าไปการปิดสื่อปิดข่าวมันขัดรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป

ไม่บ่อยนักที่ข่าวจากเว็บเล็กๆ อย่างสำนักข่าวเจ้าพระยาจะมีคนเข้ามาอ่าน จากการแชร์ในโลกโซเชียลมีเดียที่เชื่อมโยงกันเป็นใยแมงมุมจนใกล้จะครบ “แสนคน” ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง

“หัวใจของข่าว” คือ รวดเร็ว แม่นยำ เที่ยงตรง เมื่อเหตุเกิดก็ต้อง “เป็นข่าว”

“จุดยืนไม่แน่น ขาไม่แข็ง ไม่รู้จักพิงกำแพง ต้านลมแรงไม่ได้”

การปิดกั้นสื่อสมัยใหม่กระทำได้ยาก เพราะโลกของข่าวสารอยู่ในมือของประชาชนแล้ว

คำว่า”อย่าเอาฝ่ามือปิดท้องฟ้า” หรือ “ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ” นั่นคือความจริงแท้ปิดไม่ได้
เว้นแต่คุณเอามือปิดตาตัวเองแล้วก็จะมืดบอดไม่เห็นอะไรเลย กลายเป็นคนโลกแคบ อยู่แต่ในโลกของตัวเอง ไม่สนใจโลกภายนอกและสังคมทั่วไป

นักการเมืองรุ่นเก่าที่ก้าวตามเทคโนโลยีไม่ทันก็ตกยุดไปเยอะแล้วเพราะวิสัยทัศน์แค่ตาตุ่ม มะงุมมะงาหรากับสื่อรุ่นเก่า เลยเน่าไปตามกาลเวลา

โซเชียลมีเดียนั้นปิดกั้นยาก สมแล้วที่นายกรัฐมนตรีประกาศไม่ปิดกั้นสื่อ จะว่าไปการปิดสื่อปิดข่าวมันขัดรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป ไม่มีรัฐบาลไหนเค้าทำกัน

รัฐบาลต้องการพื้นที่ สื่อต้องการพื้นที่ ประชาชนก็ต้องการพื้นที่ มีแต่พวกอัปรีย์เท่านั้นที่ปิดกั้นความเห็นชาวบ้าน

พวกปากประชาธิปไตยใจเผด็จการ ปากกู่ก้องร้องตะโกนหาเสรีภาพ แต่การกระทำมันอาจขัดกับสิ่งที่ตนเรียกร้องมีเยอะในสังคมนี้

แล้วยังมีหน้าไปด่ารัฐบาลเผด็จการทั้งแท่ง…แง่งง..เอ๊ยยย “สันดานเผด็จการปานพิมพ์เดียวกัน”

การต่อสู้ทางการเมืองเริ่มที่ “อินเตอร์เน็ต” มานับ 10 ปี และวันนี้เราเรียกมันว่า “โซเชียลมีเดีย”

สิบกว่าปีก่อนมีการใช้อินเตอร์เน็ต เป็นเครื่องมือทางการเมือง แน่นอนว่า “ราชดำเนินพันทิป” สื่อในโลกเสมือนถูกสื่อในโลกจริงแย่งชิงมุมข่าวจากเว็บแห่งนี้ไปขยายผล ตามแต่ว่าสื่อนั้นเป็น “ขี้ข้า” หรือไม่

ผมอยู่ในราชดำเนินพันทิปตั้งแต่ปี 2545 มาจนกระทั่งเกิด “กลุ่มรักทักษิณ” และผมอยู่ฝ่ายต้านทักษิณจนถูกกำจัดไปจากราชดำเนินพันทิป กลายไปเป็น “ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด” ที่มีสมาชิกติดตามข่าวหลายแสนคนจากเวลา 7-8 ปี ทำหน้าที่ถลกหนัง “ระบอบทักษิณ” มาตลอดไม่เปลี่ยนแปลง

แม้จะมีเสียงร่ำลือว่า ทักษิณครอบงำ”ราชดำเนินพันทิป” แต่ก็หาได้หยิบหลักฐานใดๆ มากล่าวอ้างได้

แต่ในที่สุดความจริงก็เปิดโล่งโจ้ง…เปิดโปง “ทักษิณล่อนจ้อน” เพราะเพิ่งจะได้หลักฐานมัดตัวทักษิณที่เกี่ยวเนื่องสมาชิกราชดำเนินพันทิปเมือไม่กี่วันนี้เอง

แคน ไทเมือง

0000

หลักฐานเก่าๆ ที่ชาวเน็ตรู้ดี
http://topicstock.pantip.com/rajdumnern/topicstock/2008/02/P6362694/P6362694.html

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เลขาธิการสภาผู้แทนคิดดีแล้วหรือ ที่จะขอพระราชทานเพลิงศพ พ.อ. อภิวันท์!

“จเร” เลขาธิการสภาผู้แทนฯ เผย ขอพระราชทานเพลิงศพ “พ.อ.อภิวันท์” เสียชีวิตขณะลี้ภัยกฏหมาย หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 พร้อมมอบค่าทำศพ1แสนบาท

นายจเร พันธุ์เปรื่องเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงการเสียชีวิตของพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะประสานกับสำนักพระราชวังเพื่อขอพระราชทานเพลิงศพให้หากญาติของพ.อ.อภิวันท์ร้องขอมา

ทั้งนี้ ยังได้เตรียมเงินกองทุนค่าทำศพเพื่อมอบให้กับญาติจำนวน 1 แสนบาทอีกด้วย

ในอดีตของ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ผู้เสียชีวิต ศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับเขา ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี ตามประมวลอาญามาตรา 112 จากกรณีขึ้นปราศรัยเวที นปช.กล่าวพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ ในท้องที่ สน.ชนะสงคราม. ซึ่ง ภายหลัง การรัฐประหาร จากคณะ คสช. พันเอก อภิวันท์ ได้รับการคุ้มครองจาก UNHCR เพื่อลี้ภัยออกนอกประเทศ และเข้ารับการรักษาเนื่องจาก ปอดอักเสบจนหมดสติ จนกระทั่ง พันเอก อภิวันท์ได้เสียชีวิต ที่ประเทศฟิลิปปินส์

สำนักข่าวเจ้าพระยา
0000

ความเห็น…

แม้จะเป็นสิทธิ์ของผู้ตาย แต่ทางเลขาธิการรัฐสภาน่าจะปล่อยให้ทางทายาท เค้าทำเรื่องขอพระราชทานเพลิงศพกันเอง เพราะถือเป็น”เจ้าภาพ” ไม่ใช่สภาเป็นเจ้าภาพจัดการศพแต่อย่างใด

ส่วนเรื่องสิทธิประโยชน์อื่นๆ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว

แต่กรณีการเสียชีวิตของผู้ต้องหาหนีคดีหมิ่นเบื้องสูงฯ ไม่ยอมมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้ไม่มีใครสั่ง ฆ่า ไม่มีใครสั่งยิง

กรรมก็ทำงานเที่ยงตรงเสมอ…ไม่น่าจะไปทำเรื่องให้มันเอิกเกริก ระวังประชาชนที่ก่นด่าสาปแช่งจะหันมาสับเลขาธิการสภาเป็นรายต่อไป

แคน ไทเมือง

0000

ข่าวแถมจากไทยรัฐ….ไม่มีความเห็นครับ…

‘ทักษิณ’ โอดผ่านไลน์กรุ๊ปครอบครัว ‘คิดถึงลูก’

สติกเกอร์ไลน์ควายแดง ถูกแบนแล้ว หลังพานทองแท้ โพสต์ไอจีเรียกโหลดวานนี้ ด้าน ทักษิณ โอดผ่านไลน์คิดถึงลูก

วันที่ 7 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบในร้านสติกเกอร์ของไลน์ ล่าสุดพบว่า สติกเกอร์ควายแดง ถูกระงับลงไปแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์อินสตาแกรมส่วนตัว oak_ptt ระบุว่า ให้โหลดสติกเกอร์ควายแดง มีให้โหลดแล้วนะครับ search ใน sticker shop Red Buff หรือ Buffalo ครับ ลองใช้ไอจีขายของบ้าง

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยนายพานทองแท้โพสต์ไอจีบทสนทนาในไลน์กลุ่มครอบครัวเพิ่มเติมระบุว่า “คิดถึงลูก” ขณะที่บรรดาลูกๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ส่งไลน์ไปหาว่าคิดถึงพ่อเหมือนกัน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เสียงสาปแช่งแรงกว่าเสียงอาลัย…คนไทยเข้าใจได้…ตามหลักศาสนาเช่นนั้นเอง

เพียงสำนักข่าวเจ้าพระยานำเสนอข่าวข่าวการตายของ พันเอก ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย ออกไปกลางดึกเมื่อคืนนี้

โซเชียลเน็ตเวิร์คที่เป็นแฟนเพจ สำนักข่าวเจ้าพระยา แชร์ข้อมูลพร้อมเสียงสาปแช่ง ผิดกับนิสัยของคนไทยเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง

จากพันเป็นหมื่น จากหมื่นเป็นหลายหมื่น และเชื่อว่า เสียงสาปแช่งจะมีเป็น “แสนๆ” ผ่านเว็บไซต์ และอาจ “นับล้านๆ” ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คทั้งหมด

มหกรรมแสดงความสะใจในข่าว “คนตาย” ของคนไทยเป็นกระแสใหม่ ที่ต้องพินิจพิจารณาด้วยสติและปัญญา

โลกวันนี้เปลี่ยนไป ไม่มีการอโหสิกรรมเหมือนเช่นอดีตที่มักถือว่า “คนตายพ้นทุกข์” ไปดี ถึงสุข สู่ที่ชอบ ๆ อะไรทำนองนั้น

คำตอบง่ายๆ จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องของ “ธรรมะ” ล้วน ๆ เป็นเรื่องของ “กรรม”

“กรรม” ในทางพุทธเชื่อว่าสามารถติดตัวไปทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ดังนั้นหากทำกรรมดี ก็จะส่งผลดีทั้งโลกนี้และโลกหน้า

หากทำ”กรรมชั่ว” หรือ “คุรุกรรม” อันเป็น “กรรมหนัก” ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้นทั้งโลกนี้และโลกหน้า

“ความตาย” มิใช่แค่เรื่องให้ปลงและตั้งอยู่ในความ”ไม่ประมาท” เช่น  ”ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” เท่านั้น

แต่ความตายของผู้คนบนโลกยุคนี้หนีไม่พ้น “ผลแห่งกรรม” นั้นๆ เสมอ

หากอยากได้คำว่า “ไปดี ถึงสุข” จงทำแต่กรรมดี ทำแต่ความดี ผู้คนจะได้ยกย่องสรรเสริญ ลูกหลานอยู่ข้างหลังจะได้ยืดหน้าในสังคมได้สง่าผ่าเผย

หากยังทำกรรมชั่ว ก็คงหนีไม่พ้นคำสาปแช่งที่แรงยิ่งกว่า ส่วนลูกหลานคนอยู่ข้างหลัง เมื่อ “แหงนหน้าก็อายฟ้า ก้มหน้าก็อายดิน”

ทำไมต้องเกิดมาเป็นทายาทคนชั่วของแผ่นดินให้ผู้คนสาปแช่ง

กัมมุนา วัตตติ โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

ชอบแบบไหนเลือกได้เลย…ตถตา…เช่นนั้นเอง

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ปิดทองหลังพระ จากบันทึกความทรงจำของ พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร

จากบันทึกความทรงจำของ พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร

ในคืนวันหนึ่งของปีพ.ศ. ๒๕๑๐ (ยศในขณะนั้นพันตำรวจโท) หลังจากได้รับพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแล้วในวังไกลกังวล……..

ผมจำได้ว่า คืนนั้นผู้ที่โชคดีได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานพระจิตรลดา เป็นนายตำรวจ 8 นาย และนายทหารเรือ 1 นาย พระเจ้าอยู่หัว เสด็จลงมาพร้อมด้วยกล่องใส่พระเครื่องในพระหัตถ์ ทรงอยู่ในฉลองพระองค์ชุดลำลอง ขณะที่ทรงวางพระลงบนฝ่ามือที่ผมแบรับอยู่นั้น ผมมีความรู้สึกว่าองค์พระร้อนเหมือนเพิ่งออกจากเตา

ภายหลัง เมื่อมีโอกาสกราบบังคมทูลถาม จึงได้ทราบว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระเครื่ององค์นั้นด้วยการนำเอาวัตถุมงคลหลายชนิดผสมกัน เช่น ดินจากปูชนียสถานต่างๆทั่วประเทศ ดอกไม้ที่ประชาชนทูลเกล้าถวายในโอกาสต่างๆ และเส้นพระเจ้า(เส้นผม)ของพระองค์เอง เมื่อผสมกันโดยใช้กาวลาเท็กซ์เป็นตัวยึดแล้ว จึงทรงกดลงในพิมพ์ (อ.ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ซึ่งต่อมาเป็นศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้แกะถวาย) โดยไม่ได้เอาเข้าเตาเผา หลังจากที่ได้รับพระราชทานแล้วทรงพระกรุณาพระราชทานพระบรมราโชวาทมีความว่า…..

”พระที่ให้ไปน่ะ ก่อนจะเอาไปบูชา ให้ปิดทองเสียก่อน แต่ให้ปิดเฉพาะข้างหลังพระเท่านั้น ”

พระราชทานพระบรมราชาธิบายด้วยว่า

ที่ให้ปิดทองหลังพระก็เพื่อเตือนตัวเองว่า การทำความดีไม่จำเป็นต้องอวดใคร หรือประกาศให้ใครรู้ ให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ และถือว่าความสำเร็จในการทำหน้าที่เป็นบำเหน็จรางวัลที่สมบูรณ์แล้ว

ผมเอาพระเครื่องพระราชทานไปปิดทองที่หลังพระแล้ว ก็ซื้อกรอบใส่ หลังจากนั้นมา สมเด็จจิตรลดาหรือพระกำลังแผ่นดินองค์นั้น ก็เป็นพระเครื่องเพียงองค์เดียวที่ห้อยคอผม หลังจากที่ไปเร่ร่อนปฏิบัติหน้าที่อยู่ไกลห่างพระยุคลบาท ผมได้มีโอกาสกลับไปเฝ้าฯ ที่วังไกลกังวลอีก…..ความรู้สึกเมื่อได้เฝ้าฯ นอกจากจะเป็นความปีติยินดีที่ได้พระยุคลบาทอีกครั้งหนึ่งแล้ว ก็มีความน้อยใจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ ลำบาก และเผชิญอันตรายนานาชนิด บางครั้งจนแทบเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ปรากฎว่ากรมตำรวจมิได้ตอบแทนด้วยบำเหน็จใดๆ ทั้งสิ้น ก่อนเสด็จขึ้นคืนนั้น ผมจึงก้มลงกราบบนโต๊ะเสวย แล้วกราบบังคมทูลว่าใคร่ขอพระราชทานอะไรสักอย่างหนึ่ง……….

……..พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่า “จะเอาอะไร?”

และผมก็กราบบังคมทูลอย่างกล้าหาญชาญชัยว่า จะขอพระบรมราชานุญาต ปิดทองบนหน้าพระ ที่ได้รับพระราชทานไป พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามเหตุผลที่ผมขอปิดทองหน้าพระ ผมกราบบังคมทูลอย่างตรงไปตรงมาว่า พระสมเด็จจิตรลดาหรือพระกำลังแผ่นดินนั้น นับตั้งแต่ได้รับพระราชทานไปห้อยคอแล้ว ต้องทำงานหนักและเหนื่อยเป็นที่สุด เกือบได้รับอันตรายร้ายแรงก็หลายครั้ง มิหนำซ้ำกรมตำรวจยังไม่ให้เงินเดือนขึ้นแม้แต่บาทเดียวอีกด้วย……

……พระเจ้าอยู่หัวทรงแย้มพระสรวจ (ยิ้ม) ก่อนที่จะมีพระราชดำรัสตอบด้วยพระสุรเสียงที่ส่อพระเมตตาและพระกรุณาว่า

“ปิดทองไปข้างหลังพระเรื่อยๆ แล้วทองจะล้นออกมาที่หน้าพระเอง”




00000

พระสมเด็จจิตรลดา.. ให้ปิดทองเฉพาะข้างหลังพระเท่านั้น

00000

พระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน จัดเป็นหนึ่งในสุดยอดพระมหามงคล เป็นพระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง และพระราชทานแก่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพลเรือน ในระหว่างปี พ.ศ. 2508 – พ.ศ. 2513 มีทั้งสิ้นประมาณ 2,500 องค์

ทุกองค์มีเอกสารส่วนพระองค์ หรือใบกำกับพระ แสดงชื่อ-สกุล วันที่รับพระราชทาน หมายเลขกำกับทุกองค์ โดยทรงมีพระราชดำรัสแก่ผู้รับพระราชทานว่า “ให้ปิดทองที่หลังองค์พระปฏิมาแล้วเอาไว้บูชาตลอดไป ให้ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ”

การปิดทองด้านหลังองค์พระ เป็นปริศนาธรรมที่ทรงมีพระราชดำริในการปลูกฝังนิสัยให้ผู้รับพระราชทานนำไปคิดในทำนองว่า การที่บุคคลใดจะทำกุศลหรือประโยชน์สาธารณะใด ๆ นั้น พึงมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยแท้จริง โดยไม่หวังลาภยศชื่อเสียงใด ๆ

พระสมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน

ความเป็นมาของการสร้างพระสมเด็จจิตรลดานั้น ในราวปี พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการกองหัตถศิลป กรมศิลปากร เป็นผู้แกะแม่พิมพ์พระพุทธรูปนี้ในพระราชฐาน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และทรงตรวจพระพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปพิมพ์นี้จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย

พระพุทธรูปพิมพ์ที่แกะถวายนั้น เป็นพระพุทธรูปพิมพ์นั่งปางสมาธิแบบขัดราบ พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย ประทับเหนือดอกบัวบาน บน 5 กลีบ ล่าง 4 กลีบ รวมเป็น 9 กลีบ รูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว พิมพ์ใหญ่ขนาดกว้าง 2 เซนติเมตร สูง 3 เซนติเมตร พิมพ์เล็ก ขนาดกว้าง 1.2 เซนติเมตร สูง 1.9 เซนติเมตร

พระพุทธลักษณะขององค์พระสมเด็จจิตรลดา ซึ่งทรงสร้างขึ้นระหว่าง ปี พ.ศ. 2508 – พ.ศ. 2513 มีความแตกต่างกันออกไป ความลึกและคมชัดขององค์พระในแต่ละปีก็ไม่เท่ากัน เนื้อพระ สีพระ ความหนาบางขององค์พระในแต่ละปีก็แตกต่างกัน

พระสมเด็จจิตรลดาพิมพ์เล็กมีไม่มากนัก ทรงมีการพระราชทานให้เพียง 2 ปีเท่านั้น คือปี พ.ศ. 2508 และปี พ.ศ. 2509 องค์พระดูเหมือนจะไม่มีความแตกต่างสำหรับพิมพ์เล็ก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้เวลาว่างหลังจากทรงพระอักษรและทรงงานอันเป็นราชภารกิจในเวลาดึก สร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองโดยใช้ผงมงคลอันศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ทั้งส่วนพระองค์และวัตถุศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ อันศาสนิกชนทั่วพระราชอาณาจักรได้ปฏิบัติบูชาสืบเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน ประกอบด้วย

ก. ส่วนในพระองค์

1. ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่ประชาชนได้ทูลเกล้าฯ ถวายในการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกต และได้ทรงแขวนไว้ที่องค์พระพุทธปฏิมากรตลอดเทศกาล จนถึงคราวที่จะเปลี่ยนเครื่องทรงใหม่ ดอกไม้แห้งนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมไว้

2. เส้นพระเจ้า (เส้นผม) ซึ่งเจ้าพนักงานได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ทุกครั้ง

3. ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตรและด้ามพระขรรค์ชัยศรีในพระราชพิธีฉัตรมงคล

4. สีซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงเขียนภาพฝีพระหัตถ์

5. ชันและสีซึ่งทรงขูดจากเรือใบพระที่นั่งขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบพระที่นั่ง

ข. ส่วนที่มาจากจังหวัดต่าง ๆ ทุกจังหวัดทั่วพระราชอาณาจักร

วัตถุเครื่องผสมที่มาจากต่างจังหวัดนี้ กระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เป็นวัตถุที่ได้มาจากปูชนียสถานหรือพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพบูชาในแต่ละจังหวัด อันได้แก่ดินหรือตะไคร่น้ำแห้งจากปูชนียสถาน เปลวทองคำปิดพระพุทธรูป ผงธูปหน้าที่บูชา น้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้เคยนำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ผงธูปและดินจากกระถางธูปที่บูชาในศาลหลักเมืองทุกกระถาง ผงจากพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร เปลวทองจากพระมงคลบพิตร ผงจากพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย วัดสวนหลวงสบสวรรค์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฯลฯ

มวลสารต่าง ๆ เหล่านี้ ต่อมาภายหลัง ได้พระราชทานให้แก่วัดบวรนิเวศวิหาร และทางวัดฯ ได้นำไปจัดสร้างพระเครื่องบางรุ่น เป็นที่รู้จักกันในนามพระเครื่องผสมมวลสารจิตรลดา

พระไพรีพินาศ ผสมมวลสารจิตรลดา วัดบวรนิเวศวิหาร

สมเด็จนางพญา ญสส ผสมมวลสารจิตรลดา วัดบวรนิเวศวิหาร
ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ปี พ.ศ. 2539 ในวโรกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ฉลองสิริราชสมบัติ 50 ปี ได้มีการจัดสร้าง “พระกำลังแผ่นดิน” ขึ้นโดยพระราชพิพัฒน์โกศล เจ้าอาวาสวัดศรีสุดารามวรวิหาร ประธานการก่อสร้างโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ เพื่อมอบแก่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์สมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร

พระกำลังแผ่นดิน
ที่ระลึกซื้อเครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์

พระกำลังแผ่นดินที่จัดสร้างขึ้นในครั้งนั้น ประกอบด้วยเนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อนวโลหะ และเนื้อผง องค์พระมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับพระสมเด็จจิตรลดา และที่ด้านหลัง ได้อัญเชิญตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีมาประดิษฐานไว้

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนิน เป็นองค์ประธานประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2539 เวลา 15:19 น. โดยพระภาวนาจารย์ 109 รูป

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เบาๆวันหยุด…หลวงลุงสุเทพ “ปภากโร” ลงยันต์เสื้อให้ ชัย ราชวัตร

“ชัย ราชวัตร” การ์ตูนนิสต์ชื่อดังของเมืองไทยโพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊คในวันอาทิตย์ “วันเบาๆ” ว่า…

ระหว่างการชุมนุมที่สวนลุมฯ คุณศักดิ์ชัย กาย มอบเสื้อ shutdown bangkok รุ่นพิเศษมาให้ตัว เป็นผ้ายีนแขนยาวพร้อมลายเซ็น”สุเทพ เทือกสุบรรณ”ของลุงกำนันบนหน้าอกด้านซ้าย ผมพับเก็บไว้ด้วยความถนุถนอมเชื่อว่าหมดโอกาสใส่อีกแล้ว

วันนี้รื้อออกมาใส่ไปเยี่ยมหลวงลุงกำนันที่สวนโมกข์ โชคดีมีโอกาสสนทนากับท่านอย่างใกล้ชิด เลยถือโอกาสขอท่านมอบลายเซ็นบนตำแหน่งหน้าอกด้านขวาของเสื้อยีนที่ใส่อยู่กับตัว คราวนี้ขอเป็นลายเซ็น”ปภากโร” ท่านอึ้งอยู่อึดใจบอกยังไม่เคยเซ็นลายเซ็นนี้ที่ไหนมามาก่อนเลย ว่าแล้วท่านก็ก้มลงเซ็นให้ตามคำขอดังที่เห็นอยู่นี่ ผมถือว่าเป็นเสื้อมงคลที่ซักแล้วต้องเก็บไว้เป็นวัตถุทางประวัติศาสตร์ต่อไปครับ

Chai Rachawat ( ชัย ราชวัตร )

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment