เรื่องแปลกแต่จริง เมื่อรัฐบาลประชาธิปไตยใช้อำนาจแปลกๆ…แต่จริง

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว…
16 มิ.ย. 47

เรื่องแปลกแต่จริง

ระยะนี้มีเหตุการณ์แปลกแต่จริงเกิดขึ้นหลายเรื่อง เช่น เรื่องที่มีเจ้าหน้าที่บ้านเมือง บุกเข้าไปตรวจค้นที่พักของพระภิกษุรูปหนึ่ง หลังจากที่พระไปร่วมในวงการอภิปราย และวิจารณ์แนวความคิดของนายกรัฐมนตรี ที่จะออกหวยพิเศษเพื่อนำเงิน ไปซื้อสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล หรือเรื่องที่นายตำรวจสันติบาลบุกพบผู้กำกับ การแสดงภาพยนตร์ เพื่อตรวจสอบว่าหนังที่กำลังถ่ายทำ กระทบถึงผู้นำประเทศหรือไม่?

เรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่ง นักข่าวตรวจพบว่ามีการติดตั้งเครื่องดักฟัง ไว้ที่เพดานห้องผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงเทคโนโลยีสาร-สนเทศและการสื่อสาร ที่เรียกกันง่ายๆว่ากระทรวงไอซีที ทำให้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทยสงสัย เขาติดตั้งเครื่องดักฟังในห้องผู้สื่อข่าวเพื่ออะไร เพื่อล้วงความลับของนักข่าวใช่หรือไม่ และถ้าเป็นจริง ก็เป็น การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ต้องขอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ที่สัญญาว่าจะสอบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่าง และจะลงโทษใครก็ตามที่ติดตั้งเครื่องดักฟัง เพื่อล้วงความลับของผู้สื่อข่าว ขณะเดียวกัน สมาคมนักข่าวฯก็ได้ตั้งคณะกรรมการ สอบสวนควบคู่กันไป เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่า การดักฟังนักข่าวซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิ ส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง ตลอดจนละเมิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญหรือไม่?

ถ้ามีการดักฟังจริง บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่สงสัยว่าจะมีการละเมิด ได้แก่ มาตรา 37 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกัน โดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย…การกระทำด้วยประการอื่นใด เพื่อให้ล่วงรู้ถึงข้อความในสิ่งสื่อสารทั้งหลาย ที่บุคคลมีติดต่อกัน จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเฉพาะ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือรักษาความสงบเรียบร้อย

โชคดีที่มีการสอบสวนควบคู่กันไป ทั้งในส่วนของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯ และสมาคมนักข่าวฯ เพื่อจะได้ถ่วงดุลซึ่งกัน และกัน ป้องกันการครหาว่ามีการปกปิด ข้อเท็จจริงบางอย่าง เพื่อปกป้องบางคนหรือหลายคน ดังที่เกิดขึ้นในกรณีการสอบสวนว่า ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยรั่วหรือไม่รั่ว ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการยืนยันว่าไม่สามารถเปิดเผยผลการสอบสวนได้ โดยอ้างว่าเป็น “ความลับทางราชการ”

ทั้งยังมีการขู่จะเอาความผิดทางอาญากับหนังสือพิมพ์ผู้ตีพิมพ์เผยแพร่ ผลการสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ทั้งๆที่รัฐมนตรีศึกษาธิการ ก็เป็นผู้เปิดเผยผลการสอบสวนด้วยตนเอง แต่เลือกเปิดเผยเพียงบางส่วน แต่ก็เป็นการเปิดเผยข้อความในเอกสารเดียวกัน ซึ่งอ้างว่าเป็นความลับทางราชการ และอาจจะมีการถกเถียงกันต่อไป เรื่องข้อสอบรั่วหรือไม่รั่ว เป็นความลับทางราชการจริงหรือ?

มาตรา 58 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เขียนไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิ ได้รับทราบข้อมูลหรือข่าวสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ…เว้นแต่ การเปิดเผยข้อมูลนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน… มีคำถามว่า รายงานของคณะกรรมการสืบสวนฯ ซึ่งประธานคณะกรรมการเรียกร้องให้เปิดเผยทั้งหมด เป็นข้อมูลข่าวสารทางสาธารณะหรือเรื่องส่วนตัว?

บทบรรณาธิการไทยรัฐ

จากคุณ : can – [ 16 มิ.ย. 47 12:53:05

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ย้อนรอยปี 43 นายอานันท์ ปันยารชุนวิพากษ์สื่อมวลชนไทยเรียกหาคุณธรรม-จริยธรรม

สมัยเล่นบล็อค เล่นเว็บใหม่ๆ เก็บข้อมูลไว้ที่ บล็อคแก๊งค์ พันทิป
ปัญหาน้ำเน่า สื่อกับนายทุน สื่อกับการเมือง สื่อกับคุณธรรมจริยธรรม

แคน ไทเมือง

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
วันศุกร์ที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๓
นายอานันท์ ปันยารชุน วิพากษ์สื่อมวลชนไทย เรียกหาคุณธรรม-จริยธรรม

หมายเหตุ – คำปาฐกถาพิเศษ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในหัวข้อเรื่อง สื่อมวลชนกับธรรมาภิบาล ให้กับมูลนิธิอิศรา อมันตกุล ณ หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเย็นวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๓

หัวข้อแรก ที่จะพูดคือเรื่องสื่อมวลชนกับสังคมไทย สื่อนั้นผมด่ามาเยอะแล้ว ส่วนสังคมไทยผมมองว่าคนไทยเป็นคนใจแคบ ถ้าใครเห็นว่าใครคิดไม่ตรงกันก็มักคิดว่าเป็นศัตรู ผมก็พอมีศัตรูอยู่บ้างทั้งในที่ทำงานเดิม ที่กระทรวงการต่างประเทศและวงการธุรกิจ แต่ผมไม่ได้หวังร้ายกับใคร ใครจะเลือกเป็นมิตรก็ถือเป็นคุณ แต่ถ้าจะเลือกเป็นศัตรูกับผม ผมก็ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงเขาได้

ในเรื่องธรรมาภิบาล ช่วง ๔ – ๕ ปีที่ผ่านมา ผมพูดมาตลอด จนถูกมองว่ารับเอาความคิดจากเมืองนอก เพราะไปอยู่มานานจนทำให้ไม่รู้จักสังคมไทย ในช่วงเดินทางกลับมาจากเมืองนอกใหม่ ๆ มีคนบอกว่าจะหางานทำได้อย่างไร

เมืองไทยมีปัญหาเรื่องแปลภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทย เพราะเราติดที่จะแปลเป็นภาษาบาลีเป็นภาษาสันสกฤต

ผมเดินทางไปลาวเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน แวะร้านอาหารและสั่งวิสกี้ชื่อ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ มาดื่ม ผมสั่งทับศัพท์ไปเลย แต่บริกรของลาวเขาเรียกวิสกี้นี้ว่า จอห์นนี่ย่างก้าว

ระหว่างที่อยู่ในลาว ได้เรียนรู้คำศัพท์อื่น ๆ อีกเยอะจนคิดว่าราชบัณฑิตของไทยน่าจะไปดูงานที่ลาวด้านการแปลภาษา

ผมมองว่าในเรื่องธรรมาภิบาลนี้ไทยเป็นผู้วิวัฒนาการมาก่อนประเทศตะวันตก โดยดูตั้งแต่การปกครองสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ผูกกระดิ่งไว้หน้าพระราชวังให้ประชาชนมาร้องทุกข์ และสมัยต่อมาพัฒนาการมาเรื่อย ๆ แสดงให้เห็นว่า กษัตริย์ของไทยตระหนักว่า การทำตามใจตัวเอง ไม่เปิดใจให้กว้างรับข้อมูลจากแหล่งอื่น ไม่ใช่การบริหารที่ดี และหากศึกษาให้ดีแล้วหลักทศพิธราชธรรม เป็นหลักความโปร่งใส เข้าถึงข้อมูลที่ดี เป็นหลักการในการนำเรื่องคุณธรรม จริยธรรมมาใช้

เราไม่ได้นำเรื่องธรรมาภิบาลจากต่างประเทศ หลายครั้งคนไทยเราลืมของดี ๆ ที่มีอยู่ในประเทศชอบเห่อแต่ของนอก แม้แต่ระบอบประชาธิปไตยก็ไปรับมาจากเมืองนอก แต่รับมาเพียงรูปแบบไม่ใช่ดูแก่นสารว่าสาระจะใช้อย่างไร เรื่องนี้คงสะท้อนมาจากอุปนิสัยคนไทยนั่นเอง

ผมไม่ได้ศึกษาความเป็นมาของมูลนิธิอิศรา อมันตกุล เพราะไปเรียนต่างประเทศมานานจึงไม่แตกฉานเรื่องงานเขียนของคนไทย แต่มีพ่อเป็นนักหนังสือพิมพ์ได้เล่าเรื่องความปราดเปรื่อง ความอิสระมีศักดิ์ศรีของนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนหลายคน เช่น นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ สำหรับนายอิศรา อมันตกุล นั้น ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย รักประชาชน ซึ่งนับวันคนไทยจะขาดหายตรงนี้

ทุกวันนี้ คนรักสถาบันพระมหากษัตริย์ ชาติ และศาสนา เป็นเรื่องถูกต้อง แต่พวกเราลืมประชาชน การลืมประชาชนนั้นไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่เกิดมาตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่คณะราษฎร์อาจไม่ได้ตั้งใจแต่ในช่วงหลัง ๆ ทั้งข้าราชการจนกระทั่งนักการเมือง นักธุรกิจ ลืมประชาชน แม้แต่สื่อมวลชนเองก็ลืมประชาชนด้วย แม้ว่าจะมีบ่อยครั้งมีคนแอบอ้างว่าทำเพื่อประชาชนโดยบอกว่า ผมเป็นลูกชาวนาเกิดมาบนความยากจน เพราะฉะนั้นอย่ามาถามผมว่าความจนเป็นอย่างไร

ผมเป็นคนค่อนข้างช่างสังเกต นิสัยตรงนี้ทำให้ผมถึงอะไรหลายอย่าง เช่น ถึงสัจธรรม คุณธรรมและจริยธรรม

ความรักประชาชนเป็นสิ่งที่เราต้องเร่งเสริมสร้างขึ้นมาใหม่ โดยเรารักประชาชนก็ต้องรักตัวเองด้วย แต่ไม่ใช่ว่ารักเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่เป็นการรักประชาชนในฐานะที่เขาเป็นมนุษยชนด้วยกัน

สื่อมวลชนในความหมายของผมคือสื่อที่จะเสนอข่าวสาร แต่คำว่าข่าวสารเข้าใจง่าย บางครั้งปฏิบัติยาก เนื่องจากข่าวสารขึ้นอยู่กับผู้ที่มองสถานการณ์นั้น ๆ ไม่ว่าจะในรูปหรือมุมมองใดก็ตาม แม้จะมองต่างมุม ในสถานการณ์เกิดขึ้นนั้นต้องอยู่บนข้อเท็จจริง หากมองในแง่มุมหนึ่งก็เห็นในอีกแง่หนึ่งไม่ได้รายงานในส่วนนั้นไป

ไม่ว่าจะเป็นมุมใดขอให้เป็นข้อเท็จจริงอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นข่าวสารคือการเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง การรายงานข่าวคนฆ่ากันหรือเด็กนักเรียนตีกัน รายงานได้ง่ายแต่ในรายงานข่าวสิ่งที่ปรากฏหรือได้ยินมานั้นต้องอาศัยวิจารณญาณของสื่อมวลชนมาไตร่ตรอง ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องหรือไม่

สื่อมวลชนทุกสาขา นอกจากรายงานในข้อเท็จจริงแล้ว ยังเป็นการให้ในเรื่องของบันเทิง กีฬา และสิ่งแวดล้อม แต่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นในแง่ใด สื่อมีบทบาทในการนำเสนอความจริงโดยไม่มีอคติแฝง ไม่ไปหาผลประโยชน์เข้าส่วนตัวหรือให้กับบริษัท หรือเจ้าของสื่อ

เมื่อผมพูดถึงธรรมาภิบาล อยากจะเปรียบเทียบกับองค์รวมของคำว่าระบอบประชาธิปไตย หรือสังคมประชาธิปไตยที่เป็นเหมือนโต๊ะ จะตั้งอยู่ไม่ได้หากไม่มีขาสี่ขา

ถ้าโต๊ะมีสองหรือสามขาอาจตั้งอยู่ได้แต่ไม่มั่นคง หากเอาของหนัก ๆ ไปวางไว้ก็ถูกรบกวนจากสิ่งใด ๆ รอบข้างอาจล้มลงได้ เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยที่ดีมีประสิทธิภาพจะต้องมีสี่ขา โดยขาที่หนึ่ง รัฐธรรมนูญที่เรามีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่จริงแล้วในบางประเทศเช่นอังกฤษ ไม่ได้มีรัฐธรรมนูญแต่มีจารีตประเพณีในการปฏิบัติ และได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น

อย่างไรก็ตามประเทศส่วนใหญ่ในโลกต่างมีรัฐธรรมนูญเขียนไว้ สั้นบ้างยาวบ้าง ผมเห็นว่าเรามีขาเดียวตลอด ๖๐ ปีที่ผ่านมา แต่เป็นขาที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก เพราะเป็นขาที่จัดตั้งโดยคนที่มีอำนาจในขณะนั้น เป็นขาที่มาจากกลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์โดยตรง ฉะนั้นตลอด ๖๐ ปีที่ผ่านมา ขานี้จึงง่อนแง่น เจอพายุก็จะล้ม แต่ก็มีคนเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาเรื่อย ๆ โดยกลุ่มคนที่มีอำนาจ

ดังนั้นประชาธิปไตยจึงไม่ลงถึงรากแก้วเสียทีเว้นแต่รัฐธรรมนูญปัจจุบัน จะดีเลวอย่างไรคงได้พิสูจน์กันในวันข้างหน้า แต่ได้ชื่อว่าเขียนขึ้นมาบนหลักธรรมาภิบาล เป็นรัฐธรรมนูญที่ชี้ทางออกของประเทศ เป็นการเขียนโดยใช้จิตวิญญาณของธรรมาภิบาลโดยแท้จริง เช่นให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยการประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็น การส่งเสริมการอภิปรายถกเถียงของคนทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ ทุกอาชีพ

และในตัวมาตราต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ พูดถึงหลักธรรมาภิบาลนี้โดยตรง คือการบริหารโดยโปร่งใส ประชาชนรับทราบข้อมูล และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องรับหน้าที่ในการทำให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลนั้นด้วย

แต่น่าเสียดายที่ประชาชนเองไม่ค่อยรู้จักใช้สิทธิดังกล่าว และไม่สนใจที่จะใช้ด้วย ถึงได้มีพฤติกรรมแปลก ๆ เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขามีเล่ห์เหลี่ยมหรือไม่หวังดี แต่เนื่องจากผู้ที่อยู่ในอำนาจรัฐติดอยู่ในวงจรเก่า ๆ เห็นว่าถ้าหากเปิดข้อมูลของราชการออกไปแล้ว จะต้องเซ็นเซอร์ปิดบังข้อมูลบางส่วนด้วยหมึกสีดำ เป็นการทำให้เกิดปัญหา อ่านแล้วไม่เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น หากจะต้องทำตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้แต่คนมีอำนาจรัฐ ติดโยงกับสิ่งเก่า ๆ ก็ยิ่งจะเกิดปัญหา เพราะเมื่อเปิดเผยเอกสารไม่ได้ คิดถึงตัวประชาชนที่ขอรับรู้ ไปดูข้อความดังกล่าวที่ไม่รู้เรื่อง ก็อย่าเปิดเผยเสียดีกว่า

ควรยึดหลักว่า ถ้าเปิดเผยแล้วต้องแน่ใจว่า สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องและต้องการทราบนั้น รัฐได้ทำหน้าที่โดยสมบูรณ์

ประโยชน์ของธรรมาภิบาลคือการตัดสินใจ สังคมไทยไม่ค่อยจะแก้ปัญหา แต่ถ้าจะแก้กันทีไร ก็มักจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมา ถ้าแก้ปัญหาแล้ว แต่เป็นการสร้างปัญหาขึ้นมาเพิ่มอีก ก็ถือว่าไม่ได้แก้อะไรเลย ขอให้มีปัญหาอย่างเดิมเสียดีกว่า

รัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นเรื่อง รูลออฟลอว์ (Rule of Law) กฎหมายต้องให้ความเป็นธรรมและยุติธรรมกับคนทุกคนในสังคม ไม่ว่าผู้นั้นจะร่ำรวยมั่งคั่ง มีอำนาจอยู่ในพื้นที่ไหน หรือเชื้อชาติใดก็ตาม ถ้ามีหลักยุติธรรมก็เท่ากับมีความสมดุล ทั้งธรรมาภิบาลและความยุติธรรม ประชาชนก็จะมั่นใจในกระบวนยุติธรรม และเขารู้แล้วว่า ถ้าเกิดเรื่องนี้ขึ้นต่อไปจะเกิดอะไร

รัฐธรรมนูญยังย้ำถึงความเป็นอิสระของระบบตุลาการ ความเป็นอิสระของสื่อมวลชนที่ครอบคลุมถึงผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสื่อของรัฐตามมาตรา ๔๑ โดยเราหวังว่าการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน นอกจากจะอยู่ในขอบเขตของการทำงานแล้ว ยังมีความเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำของบริษัท ของบรรณาธิการ หรือหัวหน้าข่าว

เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญอาจจะเขียนออกมาสวย แต่อาจมีปัญหาอยู่ ถ้าผู้ใช้รัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งตรวจสอบรัฐธรรมนูญยังไม่มีจิตวิญญาณในเรื่องนี้ ทำให้การตีความตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญบิดเบือนไป

ผมยอมรับว่า เรื่องนี้จะต้องให้เวลาเพราะเป็นของใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญสร้างกลไกการคานอำนาจซึ่งกันและกัน เพราะตลอด ๖๐ ปีที่ผ่านมา เรามีผู้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือเพียงกลุ่มเดียว แต่ทุกวันนี้อาจเพิ่มเป็นหลายกลุ่ม แต่ในที่สุดแล้ว กลุ่มอำนาจที่มาคานกันนี้ ยังถือว่าเป็นกลุ่มที่มีเครือข่ายเดียวกัน ที่ครอบงำวิธีคิดของประชาชน

ผมหวังว่ารัฐธรรมนูญจะสร้างเสาแรกได้ดีกว่าฉบับเก่า ๆ และเสานี้ไม่ผุพังไป โดยการผุพังนั้นจะเกิดขึ้นได้สองประการคือ หนึ่ง คนเจตนาจะบิดเบือนที่จะปฏิบัติให้สอดคล้องกับบทบัญญัติ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และสอง ประชาชนไม่รู้จักใช้รัฐธรรมนูญ โดยในช่วงเริ่มต้นอาจตื่นเต้น แต่พอมีจริง ถ้าประชาชนไม่ได้ติดตามเอาใจใส่ตรวจสอบรัฐธรรมนูญ เสานี้อาจผุพังได้

เสาที่สองคือประชาชน โดยทำให้ประชาชนมีพลัง ด้วยการให้การศึกษาที่ดี ไม่เฉพาะการศึกษาในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น และในชีวิตจริง คนที่คดโกงกินประเทศ จำนวนไม่น้อยต่างมีการศึกษาดี และยิ่งถ้ามีการศึกษาดีเท่าไหร่ยิ่งมีความคิดซิกแซ็กเก่งที่จะเอาประโยชน์ ถือว่าอันตราย

ดังนั้นจะต้องอบรมบ่มนิสัยเพิ่มเติมเข้ามาด้วย สร้างให้คนมีอุปนิสัยที่ดี หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Character เข้าไปอยู่ในจิตใจ ว่าอะไรถูก อะไรชอบไม่ชอบ โดยในจุดนี้จะต้องเรียนมาตั้งแต่เกิด ซึ่งครอบครัวเป็นหลักสำคัญในการถ่ายทอด เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เกิดจากการท่องจำ แต่เป็นเพราะการปฏิบัติตัวของพ่อแม่พี่น้อง เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็ก

ผมไม่ห่วงเรื่องการหาวิชาความรู้ แต่ห่วงเรื่องการอบรมบ่มนิสัย

ประชาชนหลักที่สองที่ดีได้จะต้องเข้าถึงข้อมูลที่สมบูรณ์และทันเวลา ถ้าได้ข้อมูลมาหลังสถานการณ์เกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นข้อมูลนอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์แล้วจะต้องมีความหลากหลาย

เสาที่สองที่มีนิสัยดี มีความรู้ด้านวิชาการและนอกวิชาการ ไม่ใช่ได้ปริญญาบัตรแล้วตัวเองจะวิเศษกว่าคนอื่น ผมมองว่าปริญญาไม่มีความหมายอะไรเลย เป็นเหมือนหนังสือเดินทางที่เบิกทางไปสู่ประเทศอื่น หรือเบิกทางไปสู่การทำงาน

ความรู้ในห้าปีก็ล้าสมัยไปแล้ว การศึกษาถือว่าเป็นสิ่งที่เรียนไม่รู้จบ ผมว่าปัญหาของประเทศเกิดขึ้นเพราะมีนักกฎหมาย โดยปัญหากว่าครึ่งหนึ่งมีสาเหตุมาจากนักกฎหมายทั้งนั้น อาจจะมากกว่าครึ่งด้วยซ้ำ การออกพระราชบัญญัติมามากเท่าไหร่ยิ่งสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นมากเท่านั้น เพราะว่าเราสะสมของเก่า กฎหมายที่ล้าสมัยไม่เป็นธรรมและไม่สร้างสรรค์ความยุติธรรมในสังคม เพราะฉะนั้นกฎหมายของไทย ต้องสังคายนาใหญ่ เพราะถ้าไม่ทบทวนเปลี่ยนแปลงแก้ไข สังคมไทยก็จะล้าหลังมาก แต่ผมยังพอทนได้

แต่ถ้าสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ยุติธรรม ไม่มีหลักยุติธรรม นอกจากจะล้าหลังแล้ว กฎหมายจะล้าหลังด้วย

สำหรับเสาที่สามคือหลักธรรมาภิบาลเรื่องความโปร่งใส ความรับผิดชอบและการตัดสินใจ ไม่ใช่ว่ารับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง เพราะถ้าทำผิดอาจผิดโดยตั้งใจ ก็ต้องนำขึ้นสู่ศาลลงโทษ แต่ถ้าผิดโดยบริสุทธิ์ใจไม่ได้ตั้งใจ การบังคับลงโทษจะลดลงตามลำดับ

แต่สังคมไทยในปัจจุบันไม่มี Accountability อย่างมากก็ออกมาพูดกับสื่อว่า ผมผิด ผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

ความเป็นอิสระและความเป็นกลางของระบบตุลาการ ตำรวจไทยเป็นส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาในสังคมเป็นอย่างมาก ตามมาด้วยอัยการ ตุลาการและราชทัณฑ์

เสาที่สี่ ประชาสังคม เขาเรียกว่า Civil Society ครอบคลุมกว้างกว่าองค์การที่นอกเหนือเอ็นจีโอทั่วไป โดยรวมถึงสหภาพแรงงาน สภาอุตสาหกรรม หอการค้า สมาคมนักเรียนเก่า องค์กรทางศาสนาเป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยคานอำนาจซึ่งกันและกัน แต่จะประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับ หนึ่ง ไม่มีใครมีอำนาจอยู่ในมือเพียงคนเดียว

สอง มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน เพื่อนำไปสู่สาธารณประโยชน์ โดยรัฐธรรมนูญต้องการให้มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น แต่ต้องยอมรับว่ารัฐบาลกลางยังมีอำนาจอยู่มาก

ฉะนั้นการจะปล่อยให้ผู้ที่คิดว่าอะไรคือประโยชน์ของสาธารณะ คือรัฐบาลเท่านั้นคงจะไม่ได้ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมาจากพรรคการเมืองหลายพรรครวมกัน บางครั้งอาจจะแตกกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า จะแตกกันเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เพราะขัดกันเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้นภาคประชาชนต้องเป็นผู้คานอำนาจ

ความคิดแตกต่างกันได้แต่ขออย่าให้แบ่งแยกประชาชน ต้องยอมรับความคิดเห็นไม่ตรงกับเรา ถ้าสังคมไทยยังเชื่อ และชอบฟังแค่ข่าวลือ ก็ถือว่าเป็นกรรมของเรา การไม่ยอมไตร่ตรองเลยว่าข่าวที่เราได้รับมาทั้งทางหน้าหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ ไม่ได้มองว่าเป็นการซุบซิบนินทา สร้างสีสัน ใส่สีให้ข่าวตื่นเต้นเพื่อความมัน ให้คนเขาชกกันแบบมวยไทย โดยให้ฝ่ายหนึ่งล้ม

สังคมประชาธิปไตยจะอยู่ได้ต้องหันมาคุยกัน เมื่อคุยจบแล้วอาจมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่อย่างน้อยก็จะสร้างระบบความเข้าใจซึ่งกันและกัน เอื้ออาทรกัน

ผมจำได้ว่า หมอประเวศ วะสี เคยอวยพรในงานแต่งงานแห่งหนึ่ง บอกว่าคู่สามีภรรยาคงหลีกเลี่ยงเรื่องการทะเลาะกันได้ยาก ถ้าเกิดขึ้นก็ขออย่าใช้เหตุผล แต่ขอให้ได้เถียงกันด้วยความรัก ความเอื้ออาทรต่อกัน ถ้าโต้เถียงกันโดยต่างฝ่ายต่างยึดเหตุผลของตนเอง คงอยู่กันไม่รอด เพราะฉะนั้น จึงต้องมี Tolerance (ความอดทน) เหมือนกับผมและภรรยา ต้องทนในแง่ไม่ดีซึ่งมีอยู่เยอะ

แต่เราจงใจในการรักษาความเป็นสามีภรรยากันไว้ บางคนอาจชนะเพราะเบื่อที่จะโต้เถียง อย่างกรณีเขื่อนปากมูลตอนนี้ กำลังเถียงด้วยเหตุผล โจทย์ที่ตั้งก็ไม่ถูก

เพราะฉะนั้นการมีองค์กรภาคประชาสังคมร่วมกับประชาชน ร่วมกับธรรมาภิบาล จะช่วยคานอำนาจและสร้างจุดที่จะทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยต้องยอมรับว่าแต่ละฝ่ายไม่ได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมเชื่อว่าเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์แน่

สื่อเหมือนเงา เป็นกระจกส่องให้รัฐได้ดูหน้าตัวเองว่าเป็นหน้ายักษ์หรือสวย หรือมีสิวมากน้อยแค่ไหน ควรจะไปล้างหน้าหรือเปลี่ยนหน้าดีไหม สื่อคือกลไกที่สำคัญที่สุด เป็นกลไกหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย ที่คอยผลักดันให้ความจริงปรากฏออกมา สื่อต้องขวนขวายหาความจริง ตรวจสอบการทำงานของรัฐ และสื่อยังเป็นผู้ชี้นำความคิดของประชาชน เป็นผู้ก่อให้เกิด การวิพากษ์วิจารณ์ การโต้เถียงโต้แย้ง และนำไปสู่การทำอะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์สาธารณะ

ดังนั้นสื่อมวลชนต้องถามตัวเองว่า อำนาจที่มีอยู่ในมือ ได้ใช้ไปด้วยความเหมาะสมถูกต้อง หรือเป็นเพราะไปรับจ้างเขามาหรือไม่ เป็นการทำไปเพราะมีอคติ เพราะมองแต่ประโยชน์ตัวเอง มองแต่ความคิดของตัวเองโดยไม่ฟังความเห็นของคนอื่น

การรายงานข่าวต้องเป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ตอนนี้มีการเติมสีเข้าไปเยอะ เช่นหนังสือพิมพ์ สิ่งที่ชัดเจนข่าวก็ควรเป็นข่าว ส่วนที่เป็นสีสันก็ควรจะไปอยู่ในบทนำ ถ้าผมจะเขียนคอลัมน์ ผมจะใช้ชื่อจริงว่า นายอานันท์ จะผิดจะถูกอย่างไรก็พร้อมจะรับผิดชอบ จะไปติเตียนด่าว่าใคร ก็ต้องให้คนเขารู้ ไม่ต้องไปใช้นามแฝง

ผมยอมรับว่าในอดีตจำเป็นต้องใช้นามปากกา เพราะมีอำนาจรัฐบางคนอาจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหากเปิดเผยอาจกระทบกับงานได้ แต่ในวันนี้ใครเขียนคอลัมน์กล้าเปิดเผยชื่อตัวเองไหม ด่าใครกล้าบอกชื่อหรือไม่ กล้ายอมรับการกระทำของตัวเองหรือเปล่า

ทุกวันนี้ผมไม่อ่านหนังสือพิมพ์ไทย เพราะอ่านแล้วปวดหัวจนไม่อยากอ่าน ในคอลัมน์เดียวกันมีเรื่องห้าหกเรื่องปนกันไปหมด หัวข่าวไม่ตรงกับเนื้อข่าว นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องให้คนเขาตีกัน เข้าใจผิดกัน

เมื่อก่อนพ่อเคยเขียนบทความว่า นักหนังสือพิมพ์เป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ ไปนั่งฟังการประชุม ก็จะจัดที่นั่งให้เป็นพิเศษ พอกลับไปเขียนข่าวตามอำเภอใจไม่ตรวจสอบว่าถูกผิด

วรรณะของสื่อคือการเขียนความจริงไม่ใช่ไปตามกระแส ถ้าเทียบกับหนังสือพิมพ์ในอังกฤษ บอกชัดเจนว่าเชียร์ใคร หรือเข้าข้างพรรคการเมืองไหน ดูจากบทนำและคอลัมน์ แต่ในเนื้อข่าวจะไม่ทราบเลยว่าเข้าข้างใคร

หนังสือพิมพ์มีความสำคัญและมีอำนาจมาก เพราะคนอ่านมากขึ้น แต่ผมถามเสมอว่า ถ้าอ่านข่าวของเมืองไทยแล้วจะฉลาดขึ้นหรือไม่ ผมตอบว่าน้อยมาก บทความดี ๆ มีอยู่มาก แต่ข่าวยังอ่อน เคยถามนักข่าว ต่างบอกว่าอยู่ในฐานะลำบากเพราะการลงข่าวจะมากน้อย หรือแต่งเติมอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับกองบรรณาธิการ

ดังนั้นจีงอยากเรียกร้องให้ทุกคนเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ เพื่อคานอำนาจและต้องมีคุณธรรม จริยธรรม

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ถ้าเป็นยุคสื่อขี้ข้า ฉัตรชัยดันข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 15,000-16,000 คงเลียกันสนั่นสื่อขี้หมา

รัฐบาลกับภาคส่งออกดันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิให้ได้ ตันละ 15,000 – 16,000 บาทในปีนี้

ถ้าเป็นยุครัฐบาลที่มีสื่อขี้ข้าในมือเยอะๆ คงได้ตีปี๊บกันสนุกมือ…
ก็อย่างว่า …”ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีต้องจ่ายตังค์”

ต้องถามคุณสมชายว่า….”เงินน่ะมีมั๊ย”
แคน ไทเมือง

ฉัตรชัยจับมือผู้ค้าข้าวตั้งเป้าหมายดันข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000-16,000บาทปีนี้

นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือประธานบอร์ด เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลัง ธ.ก.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการร่วมมือในการหามาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์การรับเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาทตามนโยบายของรัฐบาล โดยเงินดังกล่าวจะเริ่มจ่ายถึงมือชาวนาในวันที่ 20 ต.ค.นี้ เนื่องจากในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา มีความเป็นห่วงในประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีที่มีความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะมีการสวมสิทธิ์เกิดขึ้น จึงอยากให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหามาตรการมารองรับ เพราะระบบที่มีอยู่อาจมีช่องว่างให้เกิดการสวมสิทธิ์ได้

“ระบบที่มีอยู่นั้น ยอมรับว่ามีช่องว่างที่จะทำให้เกิดการสวมสิทธิ์ขึ้นได้ จึงได้หารือเพื่อวางแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบแค่ไหน ส่วนในแง่ของเม็ดเงินที่จะนำมาจ่ายแก่ชาวนานั้น ธ.ก.ส.จะเป็นผู้จ่ายเงินจำนวน 40,000 ล้านบาทให้แก่ชาวนาแทนรัฐบาล หลังจากนั้น รัฐบาลจะตั้งงบประมาณมาชดเชย โดยจะคืนในปีงบประมาณ 2559 เพราะตั้งงบประมาณจ่ายคืนในงบปี 2558 ไม่ทัน”

ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ กล่าวภายหลังหารือร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการดูแลราคาข้าวเปลือกหอมมะลินาปีปี 57/58 ที่กำลังทยอยออกมาในช่วงปลายเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ ซึ่งจะมีปริมาณมากถึง 6 ล้านตันข้าวเปลือก โดยที่ประชุมเห็นพ้องที่จะกำหนดเป้าหมายในการผลักดันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ให้เกษตรกรขายได้ตันละ 15,000-16,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรพอใจ

“ได้หารือกันถึงมาตรการที่จะผลักดันให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิในช่วง 2 เดือนนี้เป็นไปตามราคาเป้าหมาย ซึ่งมีหลายมาตรการ เช่น วิธีการดูดซับข้าวออกจากตลาด ซึ่งได้ขอความร่วมมือทั้งโรงสี และผู้ส่งออกให้ช่วยด้วย คาดว่าจะดูดซับข้าวออกจากตลาดประมาณ 2 ล้านตัน แต่ต้องนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณาเห็นชอบก่อน คาดจะประชุมสัปดาห์หน้า”.

ไทยรัฐ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

(คลิป)นายกฯปะทะคารมนักข่าวอีกรอบ

Wednesday, 15 October, 2014 – 00:00

บิ๊กตู่‘โง่จะตาย’ ตัวลอยเขินคำชม‘เหลิม’กำชับ‘สปช.’อย่าพูดมาก

นายกฯ ประยุทธ์เห็นคำชมจากปาก “เหลิม” ว่าเก่ง-ฉลาด เป็นกำลังใจอย่างหนึ่ง เขินตัวลอยบอก “ผมไม่ฉลาดหรอก ผมโง่จะตายแล้ว” ยืนยันปีหน้ามีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแน่ สั่ง “สปช.” เร่งงานปฏิรูปและพูดให้น้อยลง ยืนซดสื่อมันหยดหลังถูกวิจารณ์ตอบไม่ตรงประเด็น “วิษณุ” เผย ครม.ต้องเสนอชื่อกรรมาธิการยกร่าง รธน.เป็นคนนอก ส่วนประธานยกร่างฯ อาจมาจาก สนช.-สปช.ก็ได้ ขณะที่ “สนช.” จ่อเคาะชื่อ กมธ.ยกร่างฯ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย ชื่นชมว่านายกฯ เก่ง มีความสามารถทำงานว่า ร.ต.อ.เฉลิมก็แบบนี้แหละ

“ผมไม่ฉลาดหรอก ผมโง่จะตายอยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว และตอบคำถามสื่อที่ว่าเป็นกำลังใจหนึ่งได้หรือไม่ว่า “ได้ๆ จะเอาบวกหรือลบ เอาขึ้นแล้วกัน”

พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดถึงความคืบหน้าโรดแม็พระยะที่ 3 ว่าระยะเวลาที่จะมีการเลือกตั้ง หลังมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร มีการกำหนดไว้แล้วสิ้นปีนี้ต้องมีรัฐธรรมนูญ และต้องใช้เวลาเตรียมการเลือกตั้ง 3-4 เดือน แต่เรื่องการปฏิรูป 11 เรื่องจะออกมาได้ หรือไม่ได้ ยังไม่ได้เปิดสภาเลย เถียงกันจนเละไปหมดแล้ว คนหนึ่งพูดขยายตรงนั้นตรงนี้กันไป ไม่รู้ ตนสั่งไปแล้ว สปช.พูดให้น้อยลง ยังไม่ทำงานเลย การเสนอความคิดของตัวมันก็เป็นร้อยเรื่องพันเรื่อง ยกกันมาต้องเลือกตั้งแบบนี้แบบนั้น จะเป็นแบบประธานาธิบดี ไปกันใหญ่ ปวดหัว

ผู้สื่อข่าวได้แสดงความเห็นเชิงวิจารณ์นายกฯ ว่าเวลาให้สัมภาษณ์ตอบไม่ตรงประเด็น และไม่สรุป พล.อ.ประยุทธ์แย้งว่า “ไม่ใช่ เวลาสรุปก็ต้องสรุปให้จบต้องอธิบาย ต้องการให้เกิดกระบวนการเรียนรู้” ผู้สื่อข่าวยืนยันว่ามีพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ พล.อ.ประยุทธ์สวนเสียงดังกลับทันทีว่า “แล้วท่านมีพื้นฐานบริหารราชการแบบผมไหม ท่านเขียน คิด เขียนแล้วพูดแค่นั้น ผมทำอะไรบ้าง คิด เขียน สั่งงาน กำกับดูแล เขียนแผนทั้งหมด ใครเขียนได้เขียนมาๆ ยืนตรงนี้เลยมา”

จังหวะนี้ นางยุวดี ธัญญสิริ ซึ่งผู้สื่อข่าวอาวุโสของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ได้พูดขึ้นว่า “อย่าๆ โมโหๆ”

ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์พูดกับนางยุวดี ว่า “ก็พี่พูดดูถูกผมอย่างนี้ไม่ได้” ผู้สื่อข่าวจึงอธิบายว่า “ไม่ได้ดูถูก หมายถึงว่านักข่าวก็ต้องไปแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติม” นายกฯ ตอบสวนกลับว่า “แล้วมันถูกไหม แล้วเวลามันไม่ถูก ขอโทษผมบ้างไหม เวลามันผิด” ผู้สื่อข่าวตอบว่า นสพ.ก็รับผิดชอบไปเอง “ไม่รู้ ทุกคนต้องรับหมด คือพี่พูดอย่างนี้ไม่ได้ พี่ต้องไปปฏิรูปสื่อให้ผมโน่น จะดูแลกันใครอย่างไร สื่อประเภท มีเดีย นักข่าว แล้วทุกวันมันก็ไม่ทะเลาะกัน ผมยอมรับท่านอยู่แล้ว ให้เกียรติ อย่าโกรธผม” นายกฯและหัวหน้า คสช.กล่าว

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

วันนั้น…วันนี้ 14 ตุลา คุณอยู่ไหน


ร่วมต่อสู้จนตัวตาย…ชายชุดดำ (ผมเอง) ช่วยอุ้มเด็กออกมาจากสมรภูมิ


(ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

เช้าวันนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ มล.ปนัดดา ดิศกุล ไปวางพวงมาลาสดุดีวีรชนที่อนุสรณ์สถาน สี่แยกคอกวัว ซึ่งไม่ค่อยเห็นรัฐบาลไหนให้ความสนใจวีรกรรมของประชาชนเท่ารัฐบาลนี้มาก่อน

00000

41 ปี 14 ตุลา จะว่านานก็นาน จะว่าไม่นานก็ไม่นาน

ประชาธิปไตยไทยยังคลานๆ กันอยู่ไม่ไปถึงไหน

“วันนั้น…วันนี้คุณอยู่ไหน”….เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติเคยขอให้ประชาชนร่วมบันทึกประวัติศาสตร์แบบชาวบ้านเลยนำเรื่องของตัวเองบันทึกไว้เผื่อคนรุ่นหลังจะได้อ่านกัน

@@@@

มีคนเค้าบอกว่า เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน บางคนเหมือนต้นไม้ต้นตรงปลายคด บางคนต้นคดปลายตรง บางคนต้นก็คดปลายก็คด จนกว่าจะหมดลมตายจากโลกนี้

แต่ไม่เสมอไปหรอกหรอกกิจกรรม 14 ตุลายังดำรงอยู่ จุดยืนทางการเมืองของผมก็ยังคงเดิม ๆ ไม่ได้แปรเปลี่ยนไปไหน

9 ปีที่แล้ว ( 2548 ) ขณะที่ผมยังโลดแล่นในเว็บบอร์ดราชดำเนินพันทิป

ตั้งหน้าตั้งตาไล่หน้าเหลี่ยมอย่างเอาเป็นเอาตาย

จนพวกผมและมิตรสหายถูก “ยึดอมยิ้ม” ( ยึดสมาชิกภาพ ) มาตั้ง ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ดเมื่อ 8 ปีที่แล้ว

นิตสาร SAG ฉบับเดือนพฤษภาคม 2005 มาสัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์การเมืองในห้วง ตุลา 16 และเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ ที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ไปลงไว้ ผมเห็นว่าสรุปเหตุการณ์ต่างๆไว้แล้ว ไม่อยากเขียนใหม่ ขอนำมาเก็บในบล็อคนี้นะครับ….

เค้าส่งหนังสือ SAG ฉบับเดือนพฤษภาคม 2005 มาให้ผมหลังจากออกขายไปแล้ว….

@@@@@@@@@

ชื่อเรื่อง “THE BLACK MAY 1992 BLOODSHED”

“ทหารฆ่าประชาชน….ทหารฆ่าประชาชน”

EXCLUSIVE MAN OF MAY 2005

สัมภาษณ์ลุงแคน อายุ 56 ปี

การศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ ปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

….”ความเรียบง่ายคือความงาม”….


“ความเรียบง่ายคือความงาม”

ฉบับนี้ SAG มีโอกาสได้นัดสัมภาษณ์ พูดคุย และแลกเปลี่ยนทัศนคติกับคุณลุงท่านหนึ่ง ซึ่งมีความรู้ ความสนใจเกี่ยวกับการเมืองไทย ปัจจุบันคุณลุงใช้ชีวิตในต่างจังหวัดอย่างเรียบง่าย โดยการเป็นชาวนาที่น่ารัก ทำงานช่วยชาวบ้าน ช่วยราชการตามโอกาสอำนวย คุณลุงได้เล่าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองบ้านเราไว้อย่างคร่าว ๆ ด้วยประสบการณ์การเป็นผู้สื่อข่าว ช่างภาพ คอลัมนิสต์ และนักเขียน ทั้งในหนังสือและเว็บไซต์ คุณลุงมีเรื่องราวดี ๆ และมุมมองต่าง ๆ มากมายที่คนไทยอย่างเราควรรู้ และร่วมรำลึกถึงวิกฤติการณ์ประชาธิปไตยในเมืองไทยครั้งใหญ่ ๆ

ความภูมิใจของคุณลุงท่านนี้มีอยู่ทุกๆวัน เพราะคุณลุงเป็นพลเมืองดี คิดดี ทำดี และเป็นคนของสังคมอย่างแท้จริง

@@@@@@@@@@@@@@@@@

เพราะอะไรจึงสนใจการเมืองภาคประชาชน?

….เพราะการเมืองคือตัวกำหนดทุกอย่างในชีวิต รวมถึงความเป็นอยู่ของประชาชน

….การเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้รับทราบแนวนโยบายหรือการกระทำหรือไม่กระทำของรัฐบาลนั้น มีผลเกี่ยวเนื่องกับชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเราและประชาชนทั่วไป

….การร่วมตรวจสอบความโปร่งใส หรือความซื่อสัตย์สุจริตของรัฐบาล คือการช่วยดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ให้งบประมาณถูกนำไปใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ตกหล่นไปในทางมิชอบ (คอรัปชั่น)

การนำเสนอแนวคิดเรื่องนโยบายสาธารณะ ที่มีผลกระทบกับประชาชนตามสิทธิ์ที่พึงมีตามรัฐธรรมนูญ คือการทำตัวเป็นพลเมืองดีประการหนึ่ง

ดังนั้นการเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนจึงน่าจะถือว่าเป็นหน้าที่ หน้าที่ของพลเมืองทุกคน

การทำหน้าที่พลเมือง จึงมิใช่เรื่องแปลกอะไร หากเรามีเวลาเพียงพอ….

และที่สำคัญ…เรื่องการทำหน้าที่พลเมืองดีน่าจะเป็นหน้าที่แรกของประชาชนที่พึงกระทำให้กับส่วนรวมหรือประเทศชาติ เพราะเดินไปไหนความเป็นประชาชนคนไทยมันก็ติดตัวเราตั้งแต่เกิดจนตาย….

ลาออกไม่ได้ซะด้วยซีครับ

เกิดก็เป็นคนไทย ตายก็เป็นคนไทย ก็แค่อยากทำหน้าที่คนไทยที่ดี…ก็คงแค่นั้น

@@@@@@@@@@@@@

ช่วยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ วิกฤตการณ์ประชาธิปไตยครั้งใหญ่ๆ (ทั้ง 3 เหตุการณ์)
ที่เกิดขึ้นและประชาชนได้มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย
……………………………………………………………..

วิกฤตการณ์ประชาธิปไตยในเมืองไทย ครั้งใหญ่ ๆ ถ้าจะว่าไปแล้วมันเกิดขึ้นตามวิวัฒนาการของโลก
ประการแรกคือการพัฒนาความรู้เรื่อง “ประชาธิปไตย” ในหมู่ประชาชน

องค์ความรู้เรื่องประชาธิปไตยเริ่มจากสถาบันการศึกษา ไม่ได้มาจากฝั่งรัฐบาลผู้มีอำนาจ
เมื่อนิสิต-นักศึกษา ได้เรียนรู้ถึงประชาธิปไตยที่แท้จริงจากรั้วสถาบัน
และมีแนวร่วมจากประชาชนจนมีเหตุการณ์ให้ต้องรวมตัว…

พลังประชาธิปไตยจึงส่งผลออกมา…

ประการที่สอง เป็นผลจากความขัดแย้งของทฤษฎีการเมืองของโลก อย่างที่เราเรียกว่า “ค่ายประชาธิปไตย” กับ “ค่ายสังคมนิยม” อาจกล่าวได้ว่าสถานการณ์โลกเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตการณ์ประชาธิปไตยในไทย

หรือเหตุการณ์ในเมืองไทยเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติการณ์ “สงครามเย็น” ที่มีอยู่ทั่วโลกในขณะนั้น

เหตุการณ์ใหญ่ๆที่เรียกว่าวิกฤตการณ์ เราพอจะกล่าวถึง พลังประชาชนได้ 3 ครั้งคือ

14 ตุลา 16
6 ตุลา 19
พฤษภาทมิฬ 35

@@@@@@@@@@@@@

14 ตุลา 16

สาเหตุที่เกิด ก็ทราบกันแล้วว่าเกิดจากการปฏิวัติตัวเองของรัฐบาลเผด็จการทหาร
ก่อนหน้านั้นพลังทางฝั่งประชาชนเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมีมาโดยตลอด

และคำมั่นสัญญาหลังสุดรัฐบาลเผด็จการบอกว่าจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จและประกาศใช้

ประเทศไทยไม่มีรัฐธรรมนูญมาถึง 11 ปี จึงประกาศใช้

พอประกาศใช้เพียงไม่กี่ปี รัฐบาลเผด็จการถนอมการปฏิวัติอีกครั้ง ทำให้ประชาชนผู้เฝ้ารอคอยรัฐธรรมนูญมิอาจทนต่อไปได้

เราเกิด วีระชนประชาธิปไตย 3 คน ที่ขอจารึกชื่อเผด็จการถนอมลงบนหนังหมา แน่นอนเขาสามคนถูกจับกุมคุมขัง

มีการลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากนิสิต-นักศึกษา อาจารย์ ประชาชน
และเมื่อนำคำเรียกร้องรัฐธรรมนูญนั้นไปแจกจ่ายที่ประตูน้ำและอนุสาวรีย์ทหารอาสา

พวกเขาเหล่านั้นถูกจับกุม กลายเป็น 13 ผู้ต้องหากบฎในราชอาณาจักร

การประท้วงให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาเรียกร้องรัฐธรรมนูญจึงเกิดขึ้น

สรุปเหตุการณ์นั้น จากวันเริ่มประท้วงใช้เวลาเพียง 10 วัน
แต่เหตุการณ์ได้พัฒนาตัวเองไปสู่การปราบปรามประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด

เป็นประวัติศาตร์ประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่

เป็นชัยชนะของประชาชนครั้งแรกต่อผู้มีอำนาจในเมืองไทย

@@@@@@@@@@@@@@@@

6 ตุลา 19

ผลพวงจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เราได้รัฐบาลพระราชทาน เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จมีการเลือกตั้ง

บรรยากาศประชาธิปไตยเป็นไปอย่างกว้างขวาง เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง “ประชาธิไตย” ไปทั่วประเทศ

แต่ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ยังคงอยู่ ( ฝ่ายประชาชน-ฝ่ายผู้สูญเสียอำนาจ)

แต่การเมืองในสภาหรือการเมืองระบบตัวแทน ไม่สามารถขจัดความขัดแย้งของผู้คนในสังคมได้

เมื่อเหตุการณ์สุกงอม การ..เอาคืน…จึงเกิดขึ้น

มีกระบวนการจัดตั้ง กลุ่มขวาจัด ซ้ายจัด ประจัญหน้ากันอย่างน่ากลัว

แล้วผลสรุปจากการปลุกปั่นยุยงของกลุ่มจัดตั้งต่าง ๆ
มันก็นำไปสู่การล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนอย่างโหดเหี้ยม ทารุณ ผิดวิสัยคนไทย
ที่มีความเอื้ออาทรต่อกัน

เป็นโศกนาฎกรรมที่ไม่อาจหาเหตุการณ์ใดมาเปรียบเทียบ

แน่นอนเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ความพ่ายแพ้ตกแก่ประชาชน ฝ่ายชนะในยุทธการคือฝ่ายผู้มีกำลังและอาวุธ

แต่การยุทธ์ครั้งนั้นจะว่าฝ่ายใดชนะ คงพูดยาก

เพราะฝ่ายประชาชนสูญเสียที่ยืนในสังคม ถูกขับไล่ออกไป
จึงจำเป็นอยู่ดีที่ต้องออกแสวงหาที่อยู่ใหม่…
นั่นคือป่าเขาลำเนาไพรซึ่งอำนาจรัฐอ่อนแอและไปถึงได้ยาก

การต่อสู้ทางอาวุธกลับรุนแรงขึ้น กว่าจะจบยุทธการ “ไทยฆ่าไทย” ของทั้งสองฝ่าย ก็ใช้เวลาล่วงเลยสูญเปล่ากว่า 7 ปี

@@@@@@@@@@@@@@@

ลุงแคนเคยมีนาทีเสี่ยงตายมั๊ย

…14 ตุลา 16…

วันนั้นเราอยู่สนามหลวงเป็นกลุ่มสุดท้าย หลังจากถูกบีบให้ถอยร่นมาจากถนนราชดำเนิน

พวกเรามีกัน 6-7 คนอยู่ด้านสนามหลวง คอยขว้างก้อนหินใส่พวกทหารที่มาตั้งแถวเตรียมยิงอยู่อีกด้านหนึ่งของฟากคลอง หน้ากรมสรรพากร

เห็นเหตุการณ์ตอนมือปืนชุดเขียวยิงปืนลงมาจากตึกกรมสรรพากรใส่ทหารที่มาปราบปรามนิสิต นักศึกษาและประชาชน

ซักพักกลุ่มทหารด้านล่างก็กรูกันขึ้นไปบนตึกกรมสรรพากร

เสียงปืนดังรัวขึ้นหลายชุด ยิงใส่กันในตึกนั้น กลุ่มทหารที่ขึ้นไปนั้นลงมาประจำการด้านล่าง

มีรายงานภายหลังว่าเป็นทหารอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมาจากหน่วยอื่น มาสร้างสถานการณ์

สมัยก่อนนั้น ระหว่างสนามหลวงกับกรมสรรพากรมีคลองหลอดคั่นกลาง หากจะขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้าฯ ต้องข้ามสะพานผ่านพิภพลีลามาก่อน ค่อยเลี้ยวขวาผ่านสนามหลวงขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้า

ไม่ใช่ถนนถมคลองทั้งหมดเช่นปัจจุบัน

พวกเราขว้างก้อนหิน ขว้างกระป๋องต่อสู้อยู่จนเหนื่อยอ่อน ยันกันอยู่ตรงนั้นหลายชั่วโมง

รถถังจังก้าอยู่หน้าตึกกรมประชาสัมพันธ์ และยังไม่ข้าสะพานผ่านพิภพลีลามาไล่

ฝ่ายทหารก็ไม่ได้ยิงจริงจัง เวลายิงมาก็โดนกิ่งมะขามสนามหลวง เสียงกระสุนโดนกิ่งมะขาม..กราว ๆ…สังเกตการเล็งปืนของทหาร มักจะยิงแบบขู่ ๆ ไม่ได้เจาะจงเล็งมาที่ประชาชน

พอเราเหนื่อยก็มานั่งพักตรงลังผลไม้ที่แม่ค้าสนามหลวงทิ้งไว้

ช่วงนั้นพอดีมีเด็กอีกคนหนึ่ง ( ที่ลุงอุ้มในภาพ ) เข้ามายืนใกล้ ๆ

เราลุกให้เด็กนั่ง เราเป็นฝ่ายยืน

เราคุยกันนิดหน่อย ถามว่าทำไมไม่กลับบ้าน….เค้าบอก “ไม่มีรถเมล”

เราบอกว่า..เออ..เดี๋ยวกลับด้วยกัน ไปทางสะพานพระปิ่นเกล้าฯ น่าจะมีรถ

พอพูดจบ เด็กคนนั้นก็ร่วงผล็อยลงจากลังผลไม้ นึกว่าเด็กเป็นลม….

แต่…ที่ไหนได้…โดนกระสุนเจาะเข้าลำตอ เราเลยอุ้มไปส่งพวกพยาบาล ซึ่งตั้งหน่วยอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ทหารอาสา เชิงสะพานพระปิ่น

มีพวกเรามาช่วยอุ้ม 2-3 คน….

โชคดีของเรา กลายเป็นโชคร้ายของเด็กน้อยคนนั้น…

ถ้าเค้ามีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ น่าจะอายุราว 45-46 ปี

ภาพนี้น่าจะเป็น แปลก เข็มพิลา ถ่ายไว้….เห็นในโปสเตอร์ 14 ตุลา วางขายอยู่บ้าง

ผมเพิ่งไปเจอเลยซื้อมาเก็บไว้ 1 ใบ…

—————————————

กิจกรรมยามว่างและวิธีดูแลชีวิตตัวเอง

ผมใช้เวลาล่าวพูดคุยกับเพื่อน ๆ และเล่นคอมพิวเตอร์ วิธีตัวเองก็ดูมาจากข้างใน โดยทำจิตใจให้สดใสอยู่เสมอ

คิดดี ทำดี ผมชอบค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องที่น่าสนใจ และใช้ชีวิตอย่างมีสคิ

ที่สำคัญก็คือ “ไม่ประมาท”…

@@@@@@@@@

หมายเหตุ ยังขาด “พฤษภาทมิฬ 35″ จะนำมาอัพเดทในภายหลัง

ใครมีประสบการณ์นำมาแบ่งปันในบล็อคนี้ได้เลยครับ….

“วันนั้น…วันนี้คุณอยู่ไหน”….เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เคยขอให้ร่วมบันทุกประวัติศาสตร์แบบชาวบ้าน

อยากได้จังเล่มนี้ ใครมีบ้าง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ย้อนรอย : ชมรมคนรักในหลวงเผาหุ่น ส. ศิวลักษณ์ และพวกล้มเจ้าปีที่แล้ว

เมื่อปีที่แล้วมีเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ให้สังคมได้ร่วมรับรู้ว่า “คนรักในหลวง” ซึ่งได้รวมตัวกันเป็น “ชมรมคนรักในหลวง” จะไม่ยอมให้ใครมาหมิ่นฯสถาบันพระมหากษัตริย์  จัดชุมนุมเผาหุ่นสมศักดิ์ เจียม ส.ศิวลักษณ์ ภิญโญ พิธีกรตอบโจทย์ที่ขอนแก่น จากกรณีรายการตอบโจทย์ ทางทีวีไทย ทำให้คนรักในหลวงมีความรู้สึกว่ารายการนี้จงใจจะเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ป.อาญา ม. 112

0000

ประมวลภาพ ชมรมคนรักในหลวงภาคอีสาน 9 จังหวัดรวมตัวตั้งเวทีประนามทีวีไทย ตอบโจทย์ ที่ สวนรัชดานุสรณ์
เมื่อ 5 มีนาคม 2556

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ส.ศิวลักษณ์กระทำความผิด ม. 112 หมิ่นอดีตกษัตริย์ของไทย ติดคุกชัวร์

จากกรณีที่ ส.ศิวลักษณ์ อภิปราย เรื่อง “ประวัติศาสตร์ว่าด้วยการชำระและการสร้าง”

( คลิป ความยาว 2 ชั่วโมง สุลักษณ์พูดนาทีที่ 51 ) สี่แผ่นดิน กับ ส.ศิวลักษณ์…โจมตีสมเด็จพระนเรศวร
บันทึกการเสวนา ”ประวัติศาสตร์ ว่าด้วยการชำระและการสร้าง” ซึ่ง ส. ศิวรักษ์ ร่วมอภิปราย เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบคดี “หมิ่นอดีตพระมหากษัตริย์” ปรากฎว่า มีคำพิพากษาศาลฎีกาให้ลงโทษจำเลย จำคุก 4 ปี

งานนี้ ส. ศิวลักษณ์เห็นทีจะต้องติดคุกตอนแก่ซะแล้ว เพราะมีคนที่กำลังรวบรวมหลักฐานจะร้องทุกข์กล่าวโทษ เรียบร้อยแล้ว

คุก แน่นอน…

00000

ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยในอดีต

พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรีฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2548 ณัชกฤช จึงรุ่งฤทธิ์ โฆษณาโดยการกระจายเสียงข้อความซึ่ง “มีความหมายเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาท ดูหมิ่นรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ในอดีต เปรียบเทียบว่า ยุคของพระองค์เหมือนต้องไปเป็นทาส ไม่มีความเป็นอิสระ มีการปกครองที่ไม่ดี ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ ๔ เสื่อมเสียพระเกียรติยศ เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง โดยเจตนาทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ”

ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๓๗๘/๒๕๕๖ ผู้พิพากษาวินิจฉัยตอนหนึ่งว่า “การที่กฎหมายมิได้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์จะต้องครองราชย์อยู่เท่านั้น ผู้กระทำจึงจะเป็นความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ แม้จะกระทำต่ออดีตพระมหากษัตริย์ซึ่งสวรรคตไปแล้ว ก็ยังเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว”

0000

คำพิพากษาคดีหมิ่นฯอดีตกษัตริย์ ผิด ม.112

จำเลยกล่าวข้อความว่า “ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ในสิ่งใดที่เราคิดว่าเราไปแล้วเนี้ยะ ถ้าเราทำด้วยความอิสระ ทำด้วยความคิดเสรี เพื่อพี่น้องประชาชนเราไปครับ แต่ถ้าเราต้องไป แล้วต้องเป็นเหมือนกับรัชกาลที่ 4 เราไม่เป็นครับท่าน ยุคนั้นหมดไปแล้ว แต่บ้านนี้เมืองนี้อาจจะมีอยู่บ้างบางส่วนนะครับ”

ศาลอาญาเห็นว่า ข้อความดังกล่าว “มีความหมายเป็นการใส่ความหมิ่นประมาท ดูหมิ่นรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ในอดีต เปรียบเทียบว่ายุคของพระองค์เหมือนต้องไปเป็นทาส ไม่มีความเป็นอิสระมีการปกครองที่ไม่ดีทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 4 เสื่อมเสียพระเกียรติเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง โดยเจตนาทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ…พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดลงให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี”

คำพิพากษาศาลจังหวัดชลบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 1237/2550 (องค์คณะผู้พิพากษา : นายปรัชญา กำเหนิดฤทธิ์, นายณัฐกิตติ์ มฤคินทร์)

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า “ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชต้นราชวงศ์ตลอดมาจนกระทั่งรัชกาลปัจจุบัน ประชาชนในประเทศจึงผูกพันกับพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นที่เคารพสักการะซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือ บุคคลใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องในทางใด ๆ มิได้ ด้วยเหตุนี้การที่กฎหมายมิได้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์จะต้องครองราชย์อยู่เท่านั้น ผู้กระทำจึงจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แม้จะกระทำต่ออดีตพระมหากษัตริย์ซึ่งสวรรคตไปแล้ว ก็ยังเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว การหมิ่นประมาทอดีตพระมหากษัตริย์ก็ย่อมกระทบถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่ยังคงครองราชย์อยู่ ดังจะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระราชบิดาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นพระอัยกาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน หากตีความว่าพระมหากษัตริย์ต้องเป็นองค์ปัจจุบันที่ยังทรงครองราชย์อยู่ ก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการละเมิด หมิ่นประมาท ให้กระทบต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันได้ ดังได้กล่าวในเบื้องต้นมาแล้วว่าประชาชนชาวไทยผูกพันกับสถาบันกษัตริย์มาตลอด แม้จะเสด็จสวรรคตไปแล้วประชาชนก็ยังเคารพพสักการะ ยังมีพิธีรำลึกถึงโดยทางราชการจัดพิธีวางพวงมาลาทุกปี ดังนั้น หากมีการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตไปแล้วก็ยังกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนอันจะนำไปสู่ความไม่พอใจและอาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้” ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 6374/2556 (องค์คณะผู้พิพากษา นายศิริชัย วัฒนโยธิน, นายทวีป ตันสวัสดิ์, นายพศวัจณ์ กนกนาก)

หมายเหตุ : วิธีแจ้งความหมิ่นฯเบื้องสูงทางเน็ต เตรียมบัตรประชาชน กับลอก URL คลิปหมิ่น ให้ตำรวจเปิดดูเอง ง่ายๆ เราไม่ต้องพูดในรายละเอียด แค่บอกว่า….

ส. ศิวลักษณ์ หมิ่นอดีตพระมหากษัตริย์ไทย คือ สมเด็จพระนเรศวร และรัชการที่ 5 ตามคลิปนั้น เราได้ดูจากที่บ้าน เห็นว่ามีความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ และ ม.112 แค่นี้ก็พอ

อ้อ ลอกคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๓๗๘/๒๕๕๖ ไปด้วย

และพร้อมจะเป็นพยานในศาล ใครที่ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว อย่าลืมถ่ายภาพวีรกรรมของเรามาเผยแพร่ทางเน็ตด้วย ช่วยกันแชร์

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

มาตรฐานคนดี

สัปดาห์ที่ผ่านมา…บังเอิญกดรีโมตทีวี ไปสะดุดหยุดที่ “สื่อเสื้อแดง” เลยได้ยิน “นางธิดา ถาวรเศรษฐ” อดีตประธานนปช. ออกมารำพึงรำพันทำนองว่า “เมืองไทยคนดีอยู่ไม่ได้” คงหวังเชื่อมโยงกับการจากไปของ “พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย” อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำนปช.

ทำให้ผมนึกถึงบันทึกของ “นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” เลขาธิการองค์การเสรีไทยฯ และ “อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย” ที่เขียนไว้อาลัย ต่อการจากไปของ “พ.อ.อภิวันท์” หรือ “เสธ.เปีย” ซึ่งเคยได้รับการผลักดัน ให้ดำรงตำแหน่ง “รองประธานสภาผู้แทนราษฎร”

บันทึกดังกล่าว บรรยายถึงความทุกข์ยาก ในการหลบหนีไปต่างแดนของสองผู้ใหญ่ในยุค “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” เฟื่องฟู หลังจาก คสช. เข้ามายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม โดยเฉพาะ “เสธ.เปีย” ที่ถูกศาลออกหมายจับในคดี ’ล่วงละเมิดสถาบัน“

ขณะที่บทบาทของ “นายจารุพงศ์” ช่วงดำรงตำแหน่ง “รมว.มหาดไทย” ก็แสดงความยิ่งใหญ่และอหังการ ให้คนไทยได้เห็นหลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะวัน ขึ้นเวทีนปช. ที่ “สนามราชมังคลากีฬาสถาน” ซึ่ง “ตั้ง อาชีวะ” ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดสถาบัน ก็เคยขึ้นเวทีนี้เช่นเดียวกัน และเป็นวันเดียวกับที่เกิดเหตุการณ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกทำร้ายจนเสียชีวิต

“อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย” ยังเคยพูดถึง การระดมอาวุธปืน 11 ล้านกระบอก หลังปรากฏม็อบต่อต้านรัฐบาล อันเนื่องมาจากการพยายามผลักดัน ’พ.ร.บ.นิรโทษกรรม“ และอีกหลายวีรกรรม ซึ่งสุดที่จะบรรยาย ในช่วงที่ ตนเองและเครือข่าย คุมอำนาจรัฐ

อีกทั้งยังเคยปรากฏภาพ ทหาร–เจ้าหน้าที่รัฐ บุกค้นบ้านพักบุตรชาย “นายจารุพงศ์” หลังจากเกิดรัฐประหาร แล้วพบสิ่งผิดกฎหมายบางอย่าง โดยเฉพาะ การครอบครองไม้ ซึ่งถูกลักลอบตัดอย่างไม่ถูกต้อง

แต่ข้อกล่าวหาต่าง ๆ อยู่ในขั้นตอน “กระบวนการยุติธรรม” ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษา แต่ก็น่าแปลก…ที่นักการเมืองบางพรรคและ นักเคลื่อนไหวบางสีเสื้อ จะเลือก หลบหนีไปต่างแดน เป็นประจำ มักใช้วาทกรรม ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

ทั้ง ๆ ที่จะว่าแล้ว ยุคที่เครือข่าย “พ.ต.ท.ทักษิณ” ยึดอำนาจรัฐ กระบวนการยุติธรรมชั้นต้น ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ สำนักงานอัยการสูงสุด มักถูกวิจารณ์ว่า “มือที่มองเห็น” เข้ามาครอบงำ

สำนวนบางคดีถูกเป่าทิ้ง ข้อกล่าวหาบางเรื่อง ถูกยื้อแล้วยื้ออีก หวังให้พยานกลับลำ เอกสารต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข ดูอย่างกรณี ’ชายชุดดำ“ และผู้ที่ ก่อเหตุใช้อาวุธสงครามยิงใส่ประชาชน สงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า…ทำไมมาถูกคลี่คลายหลัง “พรรคเพื่อไทย” พ้นจากอำนาจ

ครับ…จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. จะย้อนถามสื่อมวลชน หลังถูกตั้งคำถาม หากมีนักการเมืองที่เดินไปพำนักต่างประเทศ แล้ว เสียชีวิตเช่นเดียวกับ พ.อ.อภิวันท์ จะทำอย่างไรว่า ’แล้วหนีไปทำไม“

แล้วสังเกตกันไหม…คดีความตาม กฎหมายอาญามาตรา 112 มักจะเกี่ยวข้องกับ แกนนำนปช. และคนเสื้อแดง เป็นประจำ แม้กระทั่งคำปราศรัยของ “นายจตุพร พรหมพันธุ์” ประธานนปช. เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554 ที่ พาดพิงสถาบัน ไม่รู้ว่าคดีอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว

โชคดีที่ยุคนี้ “บิ๊กตู่” ย้ำแล้วย้ำอีกว่า อย่าดึงสถาบันเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง วางมาตรการป้องกันไม่ให้คนทำ ผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างเข้มข้น จึงเป็นธรรมดาเมื่อหัวขยับ หางเลยต้องส่ายตามไปด้วย จะเห็นว่า ขบวนการที่เคยเคลื่อนไหว จนกระทบกับสถาบัน เลยไม่ค่อยออกฤทธิ์ออกเดชในช่วงนี้

คำถามคือมาตรฐานความเป็น “คนดี” ที่ “นางธิดา” กำหนดไว้ จะเทียบเคียงได้กับหลักเกณฑ์ของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยได้หรือเปล่า ถ้าดู “วีรกรรม” และ การแสดงออกของแกนนำนปช.และ เครือข่าย ในช่วงที่ผ่านมา.

“เขื่อนขันธ์”

เดลินิวส์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ…ได้เวลาเดินหน้าพัฒนาตามแนวพระราชดำริให้เป็นแนวเดียวกัน

ประกาศเป็นนโยบายตั้งแต่ยึดอำนาจมาใหม่ๆ คราวนี้ถึงเวลาขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ พร้อมครบงบประมาณ 8,700 ล้าน

1 ปี ต่อจากนี้เราต้องใช้แนวทางปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นธงนำชีวิต ผิดจากนี้ก็คงไม่มีรัฐบาลไหนทำได้

ช่วยกันเป็นกำลังใจให้รัฐบาลเผด็จการนี้ ทำงานด้ลุล่วงตามเป้าหมาย อย่าให้อายนักการเมืองชั่ว

แคน ไทเมือง

10623480_838385486186179_2561053799235102906_o

13ต.ค.2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม ร่วมกับคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ มูลนิธิรากแก้ว เพื่อขับเคลื่อนโครงการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

โดยรัฐบาลจะนำร่องพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนใน 19,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ ร่วมกับผู้บัญชาการทหารบก เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และผู้แทนส่วนราชการต่างๆ ซึ่งรัฐบาลจะนำผลหารือในวันนี้ มาเป็นแนวทางการดำเนินการตามนโยบายในช่วงระหว่างปี 2557 ถึงปี2560 ให้เกิดประสิทธิภาพ

สำหรับ แผนยุทธศาสตร์การบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เป็นแผนระยะ 4 ปี ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำขึ้น เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติให้สามารถบรรลุเป้าหมายและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ประกอบด้วยแผนยุทธศาสตร์ 7 ด้าน ซึ่ง 1 ใน 7 ยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ จะเป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในภาคการเกษตรและชนบท ทั้งหมด 4 กลุ่มคือ พื้นที่หมู่บ้านรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 แห่ง หมู่บ้านนำร่องของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ หมู่บ้านนำร่องในโครงการบูรณาการจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและโครงการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแบบ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงของกรมการพัฒนาชุมชนและหมู่บ้านที่รับประโยชน์จากโครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

นอกจากนี้ ยังมียุทธศาสตร์ด้านอื่น ๆ คือการขับเคลื่อน การพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในภาคการศึกษา ธุรกิจ ต่างประเทศ ประชาสัมพันธ์ ความมั่นคง และการบริหารจัดการ ซึ่งใช้งบประมาณ จำนวน 8,700 ล้านบาท

ส่วนมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2553 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริให้เป็นแนวทางหลักของชาติ ต่อมา ได้ร่วมกับหน่วยราชการต่างๆ ได้พัฒนาขึ้นเป็นแนวทางการปฏิบัติงานรูปแบบใหม่ เรียกว่า แผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามแนวพระราชดำริ และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้บรรจุแนวทางนี้ไว้ในแผนบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อปี 2554 ซึ่งในปัจจุบัน กระทรวงมหาดไทยได้นำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติของจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ และขณะนี้ มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ได้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ 5 พื้นที่ คือ จังหวัดน่าน อุดรธานี เพชรบุรี อุทัยธานีและกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำล่าสุด โดยมีกองทัพบกร่วมดำเนินการอยู่ด้วย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ศัพท์วัยรุ่นเค้าเรียกว่า…น่ามคาน

มาแล้วครับ การมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศของประชาชน อย่ามัวตั้งแง่ว่าไม่ได้สมัครเป็น สปช. แล้วจะไม่มีโอกาสเสนอความคิดเห็น

รัฐบาล เปิดช่องทาง เชิญชวนให้ประชาชนทั่วประเทศ ร่วมเสนอความเห็น การปฏิรูปประเทศไทยในทุกด้าน ผ่านทุกช่องทาง ทั้งสื่ออิเล็กทรอนิกส์-โทรศัพท์-ไปรษณีย์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

วันที่ 13 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทวิตเตอร์ Thai Khu Fah ได้ทวีตว่า รัฐบาล ได้เชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูปการเมืองในทุกด้าน ผ่านเว็บไซต์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม http://rfm.mod.go.th/ หรือ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลที่http://www.thaigov.go.th

ทั้งนี้ สามารถเสนอแนวคิดการปฏิรูปได้ทางโทรศัพท์ ที่หมายเลข 
02-224 8944-8 
02-622 3065 
(ในเวลาราชการ)

ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

เสนอแนวคิดการปฏิรูปได้ทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ได้ที่ 

Email : rfm@mod.go.th

และทางไปรษณีย์ คณะทำงานเตรียมการปฏิรูป
เพื่อคืนความสงบสุขให้คนในชาติ
 ตู้ ปณ. 99 ไปรษณีย์สาขามหาดไทย กรุงเทพฯ 10206 (โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)

ถ้าคิดดี คิดว่าตัวเองมีแนวทางปฏิรูปประเทศที่สุดวิเศษแล้วอยากให้เป็น ส่งความเห็นไปได้ในทุกประเด็น

โอกาสเปิดให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง

อย่ามัวนั่งกระแนะกระแหนรัฐบาลไปวัน ๆ แน่จริงก็ส่งความเห็นเข้าไป บ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง

ไม่ต้องพึ่งสื่อใดๆ ก็เสนอความเห็นเข้าไปได้ หนึ่งคนหนึ่งเสียง ไม่ต้องมานั่งเกี่ยงกัน สร้างปัญหาความรำคาญ เหมือนแมลงวัน แมลงหวี่ตอมหูตอมตาน่ารำคาญ

พฤติกรรมแบบนี้ศัพท์วัยรุ่นเค้าเรียกว่า…”น่ามคาน”

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment