ปปช.เปิดรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ สว.

ปปช.เปิดรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ สว.




0000

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เปรียบเทียบสภาปฏิรูปู VS สภาประชาชน

เปรียบเทียบสภาปฏิรูปู กับสภาประชาชน

หลังจากกระแสการปฏิรูปประเทศที่มวลมหาประชาชนภายใต้การนำของกำนันสุเทพปรากฎขึ้นและได้รับเสียงตอบรับจากทุกฝ่ายในประเทศนี้

รัฐบาลนอมินีทักษิณที่ถอยจนสุดซอยต้องหาประเด้นขึ้นมาสู้ในเชิงปัญญา แต่ก็หาได้รับการตอบรับจากสังคมไม่

เนื่องจากสภาปฏิรูปู ที่รัฐบาลเถื่อนประกาศมานั้นเป็นสภาลากตั้งล้วนๆ ( 2000 คน สรรหาจาก 11 อรหันต์ )

รัฐบาลเสนอรูปแบบ “สภาปฏิรูปประเทศ” โดยใช้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีคณะกรรมการสรรหาจำนวน 11 คนมาจากตัวแทนกองทัพ ข้าราชการ เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ตัวแทนที่ประชุมอธิการบดี ตัวแทนภาคธุรกิจ (3 องค์กร) และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 2 คน รวม 11 คน มาทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหาตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ จำนวน 2,000 คน เลือกกันเองให้เหลือสมาชิกสภาปฏิรูปฯ จำนวน 499 คน

ส่วน “สภาประชาชน” ที่นำเสนอโย กปส. มีโครงสร้างคล้ายวุฒิสภาในปัจจุบันคือ
1. มีเลือกตั้งจากองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ จำนวน 300 คน
2. สรรหาจากคณะกรรมการจากมาตรา 183 จำนวน 100 คน รวมเป็น 400 คน

“กรรมการสรรหา” ใช้รูปแบบคณะกรรมการสรรหาวุฒิสมาชิกตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันคือ 1. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 2. ประธานกรรมการการเลือกตั้ง 3. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน 4. ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 5. ประธานกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน 6. ผู้พิพากษาในศาลฏีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฏีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกามอบหมาย จำนวน 1 คน  7. ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมาย จำนวน 1 คน

โดยสามัญสำนึก “สภาปฏิรูปู” ก็คือสรรหาโดยคนในระบอบทักษิณ เพื่อเอาคนในระบอบทักษิณ 2,000 คน มาเลือกกันเอง

ผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ กลั่นออกมายังไงมันก็คือสภาปฏิรูปปูพิษนั่นเอง

ในขณะที่สภาประชาชนที่นำเสนอโดยลุงกำนัน มาจากการเลือกตั้งจากทุกสาขาวิชาชีพ จำนวน 3 ใน 4 ( 300 ใน 400 ) และต้องการคนดีมีความสามารถเด่นเฉพาะด้านอีก 100 คน มาจากการสรรหาตามที่คณะกรรมการสรรหาซึ่งแสดงความสามารถคัดสรร วุฒิสมาชิกสรรหาให้เป็นที่ปรากฎมาแล้วเป็นคนดำเนินการ

ความแตกต่างของ 2 สภาคือสภาปฏิรูปูเป็นแค่ร่างทรง คิดอะไรศึกษาอะไรได้ต้องส่งให้ นายกรัฐมนตรีในระบอบทักษิณตัดสินใจ ตัวสภาปฏิรูปูไม่มีอำนาจแต่อย่างใด

ในขณะที่สภาประชาชนที่มวลมหาประชาชนนำเสนอรูปแบบทำหน้าที่ “เขียนกฎหมาย” ใช้กันตรง ๆ ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลรักษาการแต่อย่างใด ยกเว้นการงบประมาณ

และต้องไม่ลืมว่า รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา ๑๘๑ กำหนดว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ แต่ในกรณีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๘๐ (๒) คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็น ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ดังต่อไปนี้….

(๓) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

“สภาปฏิรูปู” มีผลผูกพันต่อ ครม.ชุดใหม่…ย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ( 3 ) ไม่สามารถส่งผลไปถึงรัฐบาลใหม่ได้

ดังนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีเถื่อนนำเสนอแนวคิด “สภาปฏิรูปู” จึงไม่มีความเคลื่อนไหวต่อเนื่องหรือมีมติ ครม. ให้จัดตั้งแต่อย่างใด

ในขณะที่สภาประชาชนได้ทำสมัชชามาแล้ว 1 ครั้งที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ และยังคงดำเนินการต่ออย่างเงียบ ๆ

รอวันที่มวลมหาประชาชนประกาศ “รัฐถาธิปัตย์” หลังจากนายกเถื่อนประกาศลาออกจากตำแหน่ง

เมื่อนั้น การปฏิรูปประเทศในนามสภาประชาชนอันมาจากการเลือกตั้งขององค์กรวิชาชีพและการสรรหาจึงจะเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง

โดยไม่ต้องรอวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. ที่จะถึงนี้แต่อย่างใด เพราะเชื่อว่า แม้นหาก กกต.สามารถทำให้เกิดการเลือกตั้งผลาญงบประมาณเกือบ 4,000 ล้านไปแล้วก็ไม่สามารถเปิดสภาทำหน้าที่ได้ด้วยหลายเหตุปัจจัย หรืออาจถูกวินิจฉัยให้เป็นเลือกตั้งโมฆะ ในภายหลัง ต้องเสียงบประมาณเลือกตั้งอีกครั้งละ 3,800 ล้านบาทไปทุกครั้ง

นี่ยังไม่พูดถึงเรื่อง “เนื้อหา” หรือ “ประเด็น” ที่ชูขึ้นปฏิรูปประเทศ 6-7 ประเด็นที่ชัดเจนของฝ่ายมวลมหาประชาชนซึ่งผิดกับประเด็นการปฏิรูปของระบอบทักษิณจะออกไปในรูปแบบไหน

ถ้ามีเลือกตั้ง ระบอบทักษิณเข้าครอบงำเต็มรูปแบบเพราะไม่มีฝ่ายค้านอีกแล้ว

เรายอมให้เค้าเปลี่ยนระบอบด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกกฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นมาประกาศใช้ ทีนี้ทักษิณก็จะเข้ามาเดินปร๋อในแผ่นดินไทย

ใครยอมได้ก็ไม่ว่ากันแคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ลุงกำนัน “”Shut Down กรุงเทพฯ” เพื่ออะไร?

 

“Shut Down กรุงเทพฯ”
ปิดกรุงเทพ เพื่ออะไร ทำอย่างไร เริ่มเมื่อไหร่

ปิดกรุงเทพ เพื่อแสดง อารยะขัดขืน ขั้นสำคัญ ทำให้รัฐบาลเป็น “รัฐบาลล้มเหลว” (Failed Government) บริหารราชการไม่ได้อีกต่อไป

มวลมหาประชาชน พร้อมใจกัน ออกมาปิดถนนในกรุงเทพฯ ถนนในกรุงเทพ กลายเป็นถนนประชาชนเดิน ประชาชนตั้งเวที ต่อต้านรัฐบาล ทุกสามแยก สี่แยก ข้าราชการไปทำงานไม่ได้ ประชาชนนำรถยนต์ของตนจอดขวางถนนทุกแยก

ตัดน้ำ-ตัดไฟ สถานที่ราชการ ทุกแห่ง รวมทั้งบ้านนายกและคณะรัฐมนตรี แต่ไม่มีการตัดน้ำ ตัดไฟ บ้านเรือนของประชาชนทั่วไป เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนเดือดร้อน

รถเมล์ รถไฟ รถไฟฟ้า BTS รถไฟฟ้าใต้ดิน เรือเมล์ ยังเปิดบริการปกติ ทุกถนน ยังคงเว้นช่องทางเดิน ของรถเมล์ และ เผื่อสำหรับรถพยาบาล หรือ คนที่จะไปโรงพยาบาลด้วย

เริ่มปฏิบัติการปิดกรุงเทพฯ วันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2557 เวลา 9.00น. เป็นต้นไป และปฏิบัติการต่อเนื่องทุกวัน จนกว่าชัยชนะจะเป็นของปวงชนชาวไทย

ทุกเวทีจะมีมวลมหาประชาชน ร่วมกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา อาจารย์ และศิลปิน จัดรายการบนเวที ที่มีทั้งการปราศรัยแสดงความคิดเห็น เรื่องการปฏิรูปประเทศไทย การแสดงของศิลปิน ดารา นักร้อง นักแสดง นักเรียน นิสิต นักศึกษา ตลอด 24 ชั่วโมง

ในขณะเดียวกัน ประชาชนในต่างจังหวัด จะรวมตัวกันลุกฮือ ขึ้นปิดสถานที่ราชการทุกแห่ง แสดงอารยะขัดขืน พร้อมๆกับการปฏิบัติการปิดกรุงเทพฯ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นักวิชาการ นักข่าว ผู้มีชื่อเสียง ตำหนิการทำงานของ สตช.กรณีสนามกีฬาไทยญี่ปุ่น ดินแดง

กระแสตำหนิตำรวจมาแรง….ในสื่อโซเชียลมีเดียทั้งนักข่าวมีสังกัด นักข่าวอิสระ ช่างภาพอิสระ นักวิชาการ ผู้มีชื่อเสียงอีกมากมาย ล่าสุดรศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน จากกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ได้เขียนบทความดังนี้…
0000

รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน
30 ธ.ค. 2556
สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง
————–
การชี้แจงของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างประชาชนกับตำรวจเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2556 ที่ผ่านมา ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ขัดแย้งกับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เผยแพร่ออกมามาก 

ผมพยายามทำใจนิ่งๆ รอดูคลิปต่างๆที่ทะยอยออกมา แต่ผ่านมา 4 วันแล้ว มีแต่คลิปที่ตำรวจกระทำต่อประชาชนเป็นส่วนใหญ่ มีคลิปตำรวจประจำอยู่บนดาดฟ้าตึกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายผู้ชุมนุมไม่สามารถขึ้นไปได้แน่ๆ) มีคลิปแสดงอาวุธจำนวนมากทั้งแก๊ซน้ำตา ปืนและกระสุนยาง ปืนและกระสุนจริง ที่ ตร.เตรียมมา แต่ไม่ปรากฎหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงว่าตำรวจเป็นฝ่ายถูกผู้ชุมนุมกระทำเลย มีแต่การอธิบายด้วยคำพูดในรูปของการแถลงข่าวของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องเช่นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 

มีตำรวจเสียชีวิต 1 นาย ซึ่งจากการตรวจด้านนิติเวชก็พบว่าวิถีกระสุนยิงมาจากที่สูง จึงน่าจะมาจากกลุ่มที่อยู่บนดาดฟ้าตึกกระทรวงแรงงาน ในขณะที่ผู้ชุมนุมก็เสียชีวิต 1 คนเช่นกัน

พิจารณาตามรูปการณ์ถ้าตำรวจถูกยิงโดยผู้ชุมนุม ตร.น่าจะสามารถบันทึกหลักฐานที่แสดงว่าผู้ชุมนุมมีการใช้อาวุธปืนต่อสู้กับ ตร.ได้บ้าง ซึ่งอาจเป็นภาพถ่ายหรือคลิปก็ได้ เพราะตำรวจเป็นฝ่ายคุมพื้นที่ต่อเนื่องมาโดยตลอดเป็นระยะเวลาหลายวัน จึงน่าจะมีความพร้อมในการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆเพื่อบันทึกหลักฐานในระหว่าง ตร.ปฏิบัติการได้เป็นอย่างดี แต่กลับปรากฎว่า ตำรวจไม่สามารถนำหลักฐานใดๆ มาแสดงได้เลยว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธและเป็นฝ่ายกระทำต่อ ตร. แต่มีเหตุการณ์ผู้ชุมนุมทำร้ายแท็กซี่บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต

ลองดูหลักฐานคลิปวิดีโอต่างที่มีการเผยแพร่ไปทั่ว ซึ่งอาจารย์ถือโอกาสนำมารวบรวมไว้ด้วยกันในที่นี้ทั้งหมด 6 คลิปๆสุดท้ายเป็นคลิป ตร.มาชุมนุมระบายอารมณ์กันที่ลานพระบรมรูปทรงมา

คลิป 1:

ม็อบ คปท. ที่สนามกีฬา ไทย-ญี่ปุ่น ที่ดิน แดง 26 ธ.ค. 56 มีภาพ การทำ CPR ให้ ตร.ที่ถูกยิงและการนำ ตร. บาดเจ็บไปขึ้น ฮ.

http://youtu.be/1vkgUTNkM5U

คลิป 2:

ตำรวจวันนี้ที่ดินแดง รุมทุบรถประชาชน ทั้งที่มีผู้หญิงอยู่ในรถ 
http://youtu.be/bQR640FSXvk 

คลิป 3

26/12/2013 คลิปเหตุการณ์ที่ตำรวจวิ่งถือปืนบุกยิงผู้ชุมนม และได้บุกเข้าไปทำร้ายทุบตีผู้ชุมนุมจนสลบคาที่และมีอาการบาดเจ็บสาหัส ซึ่งสำนักข่าวแอลทีแอล ของประเทศลิธัวเนีย ได้ถ่ายไว้และเมื่อวานทางสำนักข่าวแอลทีแอลได้ทำการรายงานข่าวพร้อมคลิปดังกล่าวอีกด้วย 

https://www.facebook.com/photo.php?v=10201608502069107&set=vb.1075039005&type=2&theater

คลิป 4:

คลิปตำรวจควบคุมฝูงชน ทุบรถยนต์และ จยย. ของ ปชช. ที่ดินแดงเมื่อ 26 ธค 56 

http://youtu.be/KaQEA4MlxFg

http://youtu.be/b6srg7S8Qk0

https://www.youtube.com/watch?v=FqRst3HHXOs&feature=youtube_gdata_player

คลิป 5:

คลิปผู้ชุมนุมทำร้ายแท็กซี่แดง

http://m.youtube.com/watch?v=GNfdJRtm21w&desktop_uri=%2Fwatch%3Fv%3DGNfdJRtm21w

คลิป 6: สุดท้าย

30 ธ.ค.2556 ณ.ลานพระบรมรูปทรงม้า 
คลิปตำรวจปราศรัย ตำรวจตาย 1 คน เป็นเรื่องใหญ่
แต่ประชาชนตาย เจ็บเป็นเบือ ตร.เคยเข้าใจบ้างไหม? 

wd: http://www.youtube.com/watch?v=rXqCj6_37-k#t=47

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

รอยเตอร์ชี้ “ฆาตกร” เลือกตั้งเลือดมาจากยอดตึก

จากข่าวรอยเตอร์ 

Thailand: As Policeman/Protester Die in Deadly Clashes, PM is Carefree in Chiang Mai

คุณ  Siriwanna Jill โพสต์ข้อความจากข่าวชิ้นนี้ว่า…

น้า Tony Cartalucci บอกทนไม่ไหวแล้ว หมาต๋าถล่ม ม็อบ ที่สนามกีฬาดินแดง มีคนเจ็บ และตาย แต่ นาโยะ ของไทย ยังเดินตะแร็ดเต็ดแต๋ เดินเล่นชมสวน ดอกไม้ดอกไร่ ที่เจียงใหม่ ขนาดคนต่างชาติยังรู้สึก แล้วคนไทยจะรับไหวรื้อ ตอนนี้ นับศพให้ดี กว่า 10 ศพแล้ว นับตั้งแต่เหตุการณ์หน้า ม.รามคำแหง และที่น่าสนใจ รอยเตอร์ เตือนคำโกหกจากรัฐบาล บทความชื่อ Thailand: As Policeman/Protester Die in Deadly Clashes, PM is Carefree in Chiang Mai

เมื่อ 26 ธันวา 56 เกิดการปะทะระหว่างหมาต๋า กับผู้ชุมนุมที่สนามกีฬาไทย- ญี่ปุ่น ดินแดง เมื่อ กกต.เปิดรับสมัคร การเลือกตั้งทั่วไป ใน 2 กุมภาพันธ์ 57 จาการปะทะมีผู้บาดเจ็บ 150คน เสียชีวิต 2 คน ผู้ที่เสียชีวิตทั้ง 2 คนถูกยิง โดยรอยเตอร์ได้รายงานว่า ตำรวจเสึยชึวิต ถูกยิงจากมือปืน ที่อยู่บนหลังคา อาคารกระทรวงแรงงาน ไม่ใช่จากผู้ประท้วง ที่ปะทะกับตำรวจ ที่อยู่ที่ถนนข้างล่าง นอกจากนี้ ยังมีตำรวจที่บาดเจ็บ จากการถูกยิงจาก มือปืนที่อยู่ในอาคารด้วย

จากภาพเอ็กซเรย์ผู้เสียชีวิต แสดงให้เห็นว่า วิถีกระสุนที่ยิงทางตรง แต่รัฐบาลได้ตั้งข้อสงสัยว่า เป็นฝีมือของผู้ประท้วง ที่อยู่นอกสนามกีฬา รอยเตอร์ ได้เตือนผู้อ่านให้ระมัดระวัง การโฆษณาชวนเชื่อ จากฝ่ายรัฐบาล และยังระบุว่า ฝ่ายรัฐบาลมีแผนใช้ “จารบุรุษ ” หรือ “ชายชุดดำ” เพื่อสังหารประชาชน และตำรวจ เพื่อลดความน่าเชื่อถือของผู้ชุนุมประท้วง

Andrew Megragor Marshall ที่สนับสนุนรัฐบาล โพสต์เฟซ ถึงแผนการของรัฐบาลที่จะใช้ ตำรวจสังหารหมู่ และว่า ขณะที่อภิสิทธิ์ จะเขัาร่วมกับสุเทพ ในวันรุ่งขึ้นนั้น กลุ่มชายชุดดำ ที่ได้รับการฝึกจาก หน่วยซีลและนาวิกโยธิน ได้กลับเข้ามาบนถนนอีกครั้ง หลังจากปฏิบัติการครั้งแร เมื่อพฤษภา 53 และยังแทรกซึม อยู่ในมวลชนของสุเทพ ขณะที่ฝ่ายทหาร ยังคงแตกแยก และอ่อนแอ ผู้บังคับบัญชายังคงไม่แสดงท่าทีว่าจะเข้าไปแทรกแซง

Marshall ยังอ้างแหล่งข่าว ที่น่าเชื่อถือได้ว่า ถ้าผู้ประท้วงสังหารประชาชน หรือตำรวจ จะไม่สามารถ ลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลได้ การเสึยชีวิตทั้งสองกรณี ที่เกิดขึ้น ต้องถือว่าเป็นการถูกโจมตี จากบุคคลไม่ทราบฝ่าย อาจจะมาจากฝ่ายผู้ชุมนุมเอง หรือจากฝ่ายตำรวจ ซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาล แต่ในกรณีนี้ เป็นการกระทำเพื่อรัฐบาล ตัวแทนทักษิณทั้งสิ้น

ทักษิณยังคงปลอดภัย ในห้องชุดหรู ระดับห้าดาวในดูไบ และยิ่งลักษณ์ก็ยังคงลอยตัวอยู่ในเชียงใหม่ ทำให้คิดถึงคำพูดที่ว่า “Nero fiddled while Rome burned”

ซึ่งหมายถึง การดีดสีตีเป่า ในยามที่แผ่นดินลุกเป็นไฟ หรือ การไม่นำพา ไม่ทำหน้าที่ดูแล ยามที่เมืองมีปัญหาวิกฤติ แล้วไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นว่า ยิ่งลักษณ์เป็นคนสั่งฆ่าเอง

00000

Thailand: As Policeman/Protester Die in Deadly Clashes, PM is Carefree in Chiang Mai

December 27, 2013 (Tony Cartalucci) – Over 150 were wounded, some very seriously, and two deaths have been reported after protesters clashed with regime police in Bangkok’s Din Daeng district. The site of the clashes was the Thai-Japanese Stadium, hosting the Election Commission’s registration venue, part of upcoming February 2, 2014 sham elections in which only the regime will be running for office.




Image: While two are dead, many others injured in Bangkok clashes, the regime’s figurehead prime minister, Yingluck Shinawatra, was all smiles as she continued to campaign hundreds of miles north in the city of Chiang Mai for upcoming sham elections. February 2, 2014’s elections will see her brother Thaksin Shinawatra’s Puea Thai Party as the only serious contender running as all opposition parties are boycotting a process widely seen as illegitimate

….


Both deaths were the result of gunshots, and the policeman who was killed was reported by Reuters to have been fired upon by a gunman located on a nearby roof, not by protesters clashing with police in the streets below.  Reuters would report in their article titled, “Thai government rejects call to delay election after clashes erupt,” that:  

The policeman was killed and three were wounded by gunshots from an unknown attacker who was believed to have been overlooking the clashes from a building.


An x-ray used by the regime as “proof” he was shot, shows the axis of the bullet, revealing that it was fired from almost directly above – corroborating the Reuters report and casting further doubt on claims by the regime that it was protesters outside the gates of the complex that fired the fatal shot. Readers should also be aware of pro-regime propagandists explaining to fellow regime supporters about plans to use agent provocateurs to kill civilians and police in order to discredit the protests.

 

Pro-regime scribe, Andrew McGregor Marshall, revealed the regime’s plans to mass murder police and bystanders in a Facebook post titled, “News Update From the Bangkok Protests” which read (emphasis added):

News update from the Bangkok protests. Abhisit Vejjajiva plans to join Suthep Thaugsuban’s illegal anti-democracy rally tomorrow to try to revive flagging numbers. Meanwhile, Thaksin Shinawatra’s secret “black shirt” force of provocateurs, mostly made up of navy SEALS and marines, is back on the streets again for the first time since May 2010 and has infiltrated Suthep’s rabble. If protests escalate they will seek to incite deadly violence ahead of King Bhumibol’s birthday to discredit Suthep and his movement for good. The military remains divided and weak, and top commanders have no intention of intervening for now. Unless sanity prevails in the next few days, there will be more bloodshed on the streets of Bangkok in early December.

Marshall claims that a “very reliable source” has passed this information onto him, and assured fellow regime supporters that “if protesters kill civilians or police, that does not discredit the government.” 


Image: Screen grab taken of Marshall’s Facebook link containing the leaked regime conspiracy to kill in the name of the protesters, as well as assurances that his sources are “very reliable,” and that the plan would not discredit the government. 
….


In what appears to have been an insidious ambush on both protesters and the regime’s own police, the political crisis has just been escalated – all for the sake of preserving Thaksin Shinawatra’s proxy regime – Thaksin Shinawatra who remains safely lounging in 5-star luxury in Dubai, and sister Yingluck who remains safely aloft in distant Chiang Mai. The saying, “Nero fiddled while Rome burned” comes to mind. 

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สังคมไทยกำลังเรียกร้องหา “หมาเฝ้าบ้าน”

สังคมไทยกำลังเรียกร้องหา “หมาเฝ้าบ้าน”

แม้เคยสัมผัสชีวิตสื่อมาบ้างในวัยหนุ่ม แต่ไม่เคยเห็นสื่อหนังสือพิมพ์ยืนข้างรัฐบาลและตำรวจ เพราะถือคติเป็น”หมาเฝ้าบ้าน” 

เมื่อใดมีการปะทะหรือล้อมปราบ-ลอบยิงสื่อมักยืนเคียงข้างประชาชนเพราะชอบอ้างว่าสื่อคือประชาชนและประชาชนเป็นผู้อ่อนแอกว่าอำนาจรัฐ

สื่อแดงเรียกร้องให้ทหารและรัฐบาลอภิสิทธิ์รับผิดชอบการตายของเสื้อแดงอย่างเอาเป็นเอาตายไม่ว่ากัน

แต่ตอนนี้ประชาชนเริ่มตายเป็นใบไม้ร่วง สื่อขี้หมาเข้าข้างตำรวจ เข้าข้างฝ่ายอำนาจรัฐไม่ทำหน้าที่ทำข่าวเชิงสืบสวน สังคมนี้หมดที่พึ่งแล้ว

กรณีมีคนตายทั้งฝ่ายประชาชนและตำรวจ ผลชันสูตรบอกว่าถูกยิงจากมุมสูงลงล่าง มีคนชี้เป้าให้ดูว่า ชายชุดดำบนหลังคาตึก มีทั้งภาพเคลื่อนไหวและเมื่อซูมเข้าไปใกล้ๆ ปรากฎว่าสวมเสื้อมีคำว่า “Police” ติดที่เสื้อ มีทั้งเล็งปืนและโยนแก๊ศน้ำตาลงมาใส่ที่ชุมนุม

สื่อเมืองไทยฉบับวันที่ 28 ธันวาคม ลงภาพข่าวการสูญเสียของตำรวจเพียงปิ้มว่าจะขาดใจ ในขณะที่ฝ่ายมวลมหาประชาชนไว้อาลัยผู้เสียชีวิตอย่างยิ่งใหญ่ในคืนวันที่ 27 ธันวาคมตอนหัวค่ำ กลับไม่มีภาพข่าวนำเสนอจากสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทั้งไทยรัฐ เดลินิวส์

นาทีที่สื่อที่เรียกตัวเองว่ามีจรรยาบรรณ ออกแถลงการณ์ทุกครั้งที่คนของตัวเองถูกคุกคาม แต่หาได้ทำหน้าที่ “สื่อของประชาชน” ตามที่ตนเองประกาศเจตนารมณ์แต่อย่างใดงเราเอง

ดังนั้น “โซเชียลมีเดีย” ต้องทำหน้าที่พลเมืองดี ช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือเพื่อนเรา ต้องทำทุกอย่างด้วยมือด้วยตีนของเราเอง

แคน ไทเมือง

000000

กรณีของดาบตำรวจ ณรงค์ ปิติสิทธิ์ ที่เสียชีวิตไปเมื่อวานนี้ ผมขอให้ท่านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทบทวนให้ดี เพราะว่ายังไม่มีหลักฐานพยาน ใดๆว่า ท่านเสียชีวิตเพราะการกระทำของผู้ชุทนุม เมื่อวานมีคลิปที่ชัดเจน ว่าขณะเกิดเหตุ ได้มีกลุ่มคนชุดดำ ขึ้นไปอยู่บนอาคารของกระทรวงแรงงาน แล้วก็ยิงใส่ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ และ ฝ่ายประชาชน 

http://youtu.be/jTSVKxdrixk

ผลการชันสูตรศพ ดาบตำรวจ ณรงค์ นั้น กระสุนที่ยิงถูก ยิงมาจากที่สูง ซึ่งไม่ใช่ที่ๆฝ่ายประชาชน สามารถขึ้นไปได้ อาคารสูงทั้งหมด อยู่ในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายตำรวจ จึงเป็นเรื่องที่ตำรวจต้องไปสืบสวน สอบสวนให้ชัดเจนก่อน ว่าผู้ที่ยิงเป็นใคร ทำไมถึงขึ้นไปอยู่บนตึกสูงได้ เป็นตำรวจปลอม หรือ ตำรวจจริง ถ้าปลอม ทำไมตำรวจถึงอนุญาติให้ขึ้นไปยิงประชาชน และเจ้าหน้าที่ จากตึกสูงได้ นี้เป็นเรื่องที่ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว และ พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ต้องหาคำตอบมาตอบประชาชนให้ได้ ไม่ใช่มายุยงให้ตำรวจมาเกลียดประชาชน และ ทำในสิ่งที่ไม่สมควรต่อไป

คลิปคนชุดดำบนหลังคาตึก
https://www.facebook.com/photo.php?v=554567837961626&set=vb.540672942684449&type=2&theater

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โหรการเมืองทำนายปี 2556 ใครแม่น ใครไม่แม่น เลือกชมได้ ( ปีหน้าทำนายเดือด )

ย้อนอดีต-เช็คคำทำนาย‘ดวงเมืองปี56’ โหรดังเคยชี้ล่วงหน้า‘รุนแรงก่อนรุ่งเรือง’
ทีมข่าวศูนย์ข่าว TCIJ 03 ธันวาคม 2556       

 
     

 

 
ศูนย์ข่าว TCIJ ย้อนตรวจสอบคำทำนายจากหมอดูดังเมืองไทย รวมทั้งหมอดูอีทีชาวพม่า ที่เคยทำนาย“ดวงเมือง”ไว้ก่อนล่วงหน้าตั้งแต่ปีที่แล้ว หลังราหูย้ายสู่ราศีตุลย์ ระบุมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยยาวนาน1-2ปี จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีการเดินขบวนขับไล่รัฐบาล มีความวุ่นวายอย่างแรงถึงขั้นตกต่ำสุดๆ ก่อนที่จะค่อยๆดีขึ้น ถึงขนาดเป็นฟ้าที่ทองผ่องอำไพในปี2558 ในระหว่างที่เหตุการณ์ทางการเมืองก้าวเข้าสู่ภาวะกดดันเครียดสุด ๆ ถึงแม้จะผ่อนคลายอยู่เพียงระยะสั้น แต่ก็ไม่แน่นอนว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นอีก  แต่หากลองย้อนกลับไปดูคำทำนายในเชิงโหราศาสตร์ที่เคยมีนักโหราศาสตร์ระดับแนวหน้าได้เคย วิเคราะห์ ดวงเมือง หรือชะตาของประเทศไทยไว้เมื่อปลายปี 2555 ที่ผ่านมา ดูเหมือนหลายประเด็นจะสอดคล้อง เป็นจริงอยู่พอสมควร แม้จะมีช่วงเวลาที่คลาดเคลื่อนบ้างโดยเฉพาะหลังวันที่ 10 ธันวาคม 2555 ที่มีความเชื่อทางโหราศาสตร์ว่า เป็นวันเคลื่อนของ “ราหู” เข้าสู่ราศีตุลย์ ซึ่งตามตำราระบุว่า จะอยู่ในลักษณะนี้ไปนานถึง 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่ง  ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในหลายด้าน รวมถึงชะตาบ้านเมือง หรือดวงเมืองของไทย โดยส่วนใหญ่ทำนายไว้ในทิศทางเดียวยวกัน ว่าจะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองอย่างรุนแรงวันนี้ศูนย์ข่าว TCIJ กลับไปประมวลการทำนายดวงเมืองของนักโหราศาสตร์ หรือ “หมอดู” ชื่อดังต่าง ๆ  ซึ่งได้เคยเผยแพร่ตามสื่อต่าง ๆ ที่เคยทำนายไว้ในอดีต จริงหรือไม่จริง แม่นหรือไม่แม่น  และความหวังทางการเมืองไทยจะไปทิศทางไหน ลองมาดูกัน
 
‘เก่งกาจ’ทำนายไว้เมื่อธ.ค.2555 ว่าจะมี “ปฏิวัติประชาชน”

เก่งกาจ จงใจพระ ประธานสถาบันโหราศาสตร์เก่งกาจพญากรณ์ หมอดูชื่อดัง เคยทำนายดวงการเมืองไทย  เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 26 ธ.ค.2555 ไว้ว่า ปี 2556 เป็นปีที่ดาวพฤหัสบดีย้ายเข้าราศีเมถุน เป็นประ เสื่อมกำลัง และทำมุมตรีโกณกับดาวเสาร์ ราหู ในราศีตุล และเนปจูนในราศีกุมภ์ ทั้ง 3 ราศี อยู่ในกลุ่มธาตุลม มีดาวมฤตยูลอยอยู่กลางฟ้าของราศีเมถุน

ผลที่จะเกิดจากอิทธิพลดาวทั้ง 5 ดวงคือ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญทางการเมือง ความขัดแย้งทางการเมืองจะขยายไปสู่การเปลี่ยนแปลง อาจมี…ยุบสภา หรือ รัฐประหาร-ปฏิวัติ เพราะดาวพฤหัสบดีเป็นดาวประจำประเทศไทย เป็นตัวแทนรัฐบาล รัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ระดับสูง ส.ส.ข้าราชการการเมือง นักบวช นักปราชญ์ เมื่อดาวพฤหัสบดีเสื่อม จะทำอะไรก็มักถูกมองเป็นเรื่องร้ายให้โทษ โดยเฉพาะรัฐบาล

เก่งกาจยังกล่าวด้วยว่า ในอดีตเมื่อรัฐบาลประสบปัญหาแก้ไม่ตก ก็จะยุบสภาคืนอำนาจสู่ประชาชน ผลักความวุ่นวายที่พุ่งเป้าเข้าหารัฐบาล กระจายไปสู่สนามเลือกตั้งทั่วประเทศ ลดความกดดันจากภายนอก ฝ่ายตรงข้ามให้สลายไป และในอดีตนั้น เมื่อดาวพฤหัสบดีเสื่อม แล้วมีทหารทำรัฐประหาร ยึดอำนาจ ตั้งรัฐบาลใหม่ ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วให้มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ ในช่วงเวลา 1 ปี ที่ดาวพฤหัสบดีเสื่อม พอมีเลือกตั้งใหม่ ดาวพฤหัสบดีก็เข้าราศีกรกฎเป็นมหาอุจจ์ ทำให้รัฐบาลมีกำลังบริหารประเทศไปได้อีกยาวหลายปี

            “หากไม่มีการยุบสภาหรือรัฐประหารยึดอำนาจ ก็จะมีการปฏิวัติจากประชาชน ที่รวมตัวกันขับไล่รัฐบาล จากปัญหาพฤติกรรมของรัฐมนตรี ข้าราชการ ที่ไม่ได้รับการแก้ไข และคดีของนักการเมืองจากสิ่งที่ได้สร้างไว้ในอดีต ถูกฟ้องร้องนำขึ้นสู่ศาลยุติธรรม ก็จะถูกตัดสินอย่างเฉียบขาด” เก่งกาจระบุในการทำนายครั้งนั้น โดยให้เหตุผลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะอิทธิพลดาวราหูตัวแทนศาลอยู่ในราศีตุลย์ มีกำลังเป็นราคาโชค ดาวเสาร์ตัวแทนผู้พิพากษาอยู่ในราศีตุลย์เป็นมหาอุจจ์ มีกำลังแรง และทำมุมตรีโกณ ดาวพฤหัสบดี ในมุมอับที่ราศีเมถุน

 นอกจากนี้ ในคำทำนายยังระบุว่า จุดเปราะบางทางการเมืองไทย ปี 2556 จะอยู่ในช่วงเดือนก.ค.-ส.ค. ที่ดาวอังคาร โคจรเข้ามาร่วมกับดาวพฤหัสบดี ในราศีเมถุนทำมุมกดดันดาวพฤหัสบดีร่วมกับดาวเสาร์ ราหู และเนปจูน ในมุมกรีโกณ ซึ่งดวงผู้นำปัจจุบันลัคนาอยู่ราศีเมถุน ถูกดาวบาปเคราะห์ตรึงถึง 3 จุดในเดือน ก.ค.-ส.ค. และอายุย่างเข้า 46 พฤหัสบดีเสวย เสาร์ แทรก ดวงไม่ดี ผู้ใหญ่ใส่ความ บริวารให้โทษ ญาตินำความเดือดร้อนมาให้ เสียทรัพย์ เจ็บป่วย

            “การเมืองในยุคสถานการณ์อ่อนไหว หากทุกฝ่ายยึดศาลไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เอากฎหมายเป็นหลักในการบริหาร ใครผิดว่าไปตามผิด ก็อาจจะผ่านวิกฤติไปได้ การก่อความวุ่นวายจะลดจำนวนลง”

อรรถวิโรจน์ระบุครึ่งปีหลังจะเกิดเรื่องร้าย แต่ดวง ยิ่งลักษณ์ดีสุด ๆ

ขณะที่ อรรถวิโรจน์ ศรีตุลา โหรการเมืองชื่อดัง วิเคราะห์ดวงเมืองผ่าน หนังสือพิมพ์สยามรัฐ เผยแพร่ในวันที่ 1 ม.ค.2556 ระบุว่า ดวงการเมืองไทยปี 2556 จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน ในหลายๆ เรื่อง และจะเริ่มขึ้นจริงๆ ในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.2556 จะมีการออกมาเดินขบวนวุ่นวาย มีม็อบออกมาเคลื่อนไหว อีกทั้งยังรวมไปถึงเหตุการณ์ความรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังรุนแรง มีปัญหาน้ำท่วม ภัยพิบัติต่าง ๆ ทั้งนี้ มีการสะสมความรุนแรง และทะเลาะเบาะแว้งทางการเมืองตั้งแต่ปีนี้เรื่อยไปถึงต้นปีหน้า โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม 2556 ดวงเมืองจะตกและหนักที่สุด
            “ในเดือนม.ค.ถึงก.พ.2556 จะมีเหตุกาณ์ที่ร้อนระอุเกิดขึ้น พอถึงช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. จะมีเรื่องของความเป็นความตายเข้ามาเกี่ยวข้องหนัก ๆ ในช่วงนี้ เนื่องจากดาวราหูส่งผลต่อดวงเมือง ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2555 ที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ ดาวราหูจะอยู่ต่อแบบนี้เป็นระยะเวลาถึงปีครึ่งนับจากนี้ เพราะฉะนั้นจะมีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้น แต่หลังจากวันที่ 24 มิ.ย.2556 ดวงการเมืองจะดีขึ้นจะราบรื่นทุกอย่าง ส่วนคนที่จะดวงดีที่สุดในปีหน้า ได้แก่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะเกิดราศีเดียวกัน
หมอดูอีที ชี้ ไว้ การเมืองไทยตกต่ำสุด 2 ปีจากนี้ ก่อนรุ่งเรืองปี 2558

ขณะที่ ปลายเดือนกรกฎาคม 2556 สำนักข่าวทีนิวส์ ได้สัมภาษณ์ วรธนัท (ณรงค์) อัศกุลโกวิท นักดูฮวงจุ้ยชื่อดัง กล่าวถึงข้อมูลคำทำนายของหมอดูอีที หรือ อิติ (E Thi) หรือ มะขุ่ย ชาวพม่า ที่ทำนายว่า ประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน แต่ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลง ก็คงจะต้องมีการกวาดล้าง ทำความสะอาดบ้านเมือง ซึ่งจะมีความสูญเสียมากเป็นวงจำกัด แต่ดีกว่าทั้งที่แล้ว และเหตุการณ์ทั้งหมดจะเริ่มต้นในเดือน ส.ค.-ต.ค. ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะมีการต่อสู้กันเองของคนในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความสูญเสีย รวม ๆ แล้วโดยภาพรวมจะเกิดประมาณ 6-9  เดือน ถึงจะเข้าที่เข้าทาง หรือประมาณปี 2557 ตลอดทั้งปี และทุกอย่างจะอยู่ในความควบคุม หรือว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศแห่งความฝันอันรุ่งเรืองในปี 2558 และคนที่มีอำนาจอยู่ในขณะนี้ทั้งหมด หมอดูอีทีบอกว่าจะสูญหายไปหมด แบบไม่เหลือซาก

“ฟองสนาน” ทำนาย ดวงเมืองแตกปีนี้ ดีขึ้นกลางปีหน้า

ล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2556 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ นำคำทำนายดวงเมืองของ นายภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคม โหราศาสตร์นานาชาติ และฟองสนาน จามรจันทร์ ที่เขียนไว้ในหนังสือ “รับมือ…เทวสุรสงคราม สยามประเทศ” โดยในส่วนของฟองสนาน ระบุว่า เรื่อง “ดวงเมืองแตก” ที่เกิดในปัจจุบันมี นี้ดาวพระเสาร์ กับพระราหู สวนกันในภพที่เจ็ด-ปัตนิภพกึ่งกลางดวงเมือง แยกคนไทยออกเป็นสองข้างคล้ายอกเมืองแตก หากไม่ระวังคนไทยอาจทำศึกกันเอง โดยอิทธิพลพระเสาร์กับพระราหูนี้มีช่วงเริ่มกดดันตั้งแต่ระหว่าง 24 พ.ค.2554-7 ก.ย.2555 ซึ่งเริ่มทำมุมปลายหอก แต่ยังไร้ความคมใส่ลัคนาดวงเมือง

ต่อมาก็เริ่มเข้าสู่ช่วงดวงเมืองแตก ขั้นที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.2555 และขั้นที่สอง ตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค.2555 โดยพระเสาร์และพระราหูเพิ่งเริ่มสถิตราศีตุล ช่วยกันเล็งลัคนาดวงเมืองที่ราศีเมษ แต่องศายังห่างกันมากอยู่ พอหลังจากนั้น คือตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค.2556 พระเสาร์กับพระราหูในราศีตุลก็เคลื่อนเข้าใกล้กันห่างประมาณ 11องศา

อิทธิพลดาวส่งผลแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยตั้งแต่ประมาณวันที่ 1 ก.ย.2556 ที่แยกเป็นสองฝ่ายก็พร้อมเผชิญหน้ากัน และ ประมาณวันที่ 19 ก.ย.2556 พระเสาร์กับพระราหูในราศีตุล เข้าใกล้กันระยะประมาณ 3 องศา ซึ่งเป็นระยะของการรวมพลังใกล้จะสูงสุด โดยในหนังสือระบุไว้ว่า…เปรียบกับศึกเก้าทัพในประวัติศาสตร์ ก็คงเป็นระยะเริ่มปะทะ โดยคราวนั้นพระเสาร์และพระราหูในราศีมังกร ก็เคลื่อนเข้าใกล้กันประมาณ 3 องศา

‘คาดว่าเหตุการณ์จะขึ้นสู่กระแสสูงสุดวันที่ 8 ต.ค.2556 ที่ประเทศชาติเหมือนจะมืดมิดแปลกประหลาดเกินจินตนาการ เพราะเป็นวันสวนกันสนิทองศาของพระเสาร์และพระราหูที่ราศีตุล เรื่อยไปถึงวันที่ 25 ต.ค.2556

นอกจากนี้ในหนังสือยังระบุว่า ตั้งแต่ประมาณวันที่ 30 ต.ค.2556 เป็นต้นไป ดวงเมืองจะเริ่มคลายตัว ซึ่ง หลังต.ค.2556 เป็นต้นไป เป็นไปได้ว่าประเทศชาติจะได้คนดีปรากฏโฉมออกมาให้เห็นในลักษณะกรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี โดยตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย. จะเริ่มเห็นแสงสว่าง ตั้งแต่ประมาณวันที่ 5 ธ.ค.เป็นต้นไป ความหวังจะเพิ่มขึ้นอีก แต่ความกดดันในบ้านเมืองก็จะยังคงมีอยู่ พอถึงวันที่ 17 มิ.ย.2557 เป็นต้นไป พฤหัสบดียกจากราศีเมถุนเข้าราศีกรกฎ ดวงเมืองจะคลายตัวจังหวะสอง แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดเรื่องไม่คาดฝัน

จนพระราหูจรยกจากราศีตุลเข้าราศีกันย์ หยุดเล็งลัคนาและอาทิตย์เดิมในดวงเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2557 เป็นต้นไป ดวงเมืองจะเริ่มหยุดแตก ซึ่งเป็นในขั้นที่หนึ่ง ประเทศชาติจะเริ่มสว่างไสวขึ้น และเมื่อพระเสาร์จรออกจากราศีตุลเข้าราศีพิจิก หยุดเล็งใส่ลัคนาดวงเมือง ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย.2557 เป็นต้นไป ดวงเมืองจะหยุดแตกในขั้นที่สอง หลังจากนั้นพอถึงช่วงวันที่ 21 เม.ย.-11 ก.ค.2558 คาดว่า จะมีเรื่องที่ทำให้ประชาชนคนไทยมีความสุขมากขึ้น และประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ช่วงการฟื้นตัวจากปัญหาในจังหวะที่หนึ่ง ก่อนเข้าสู่จังหวะที่สอง..

 “ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.2558 เป็นต้นไป พฤหัสบดีจร ยกเข้าราศีสิงห์บ้านของพระอาทิตย์คู่มิตร ส่องแสงของเทพเทวาและพระสยามเทวาธิราช…” “…เป็นจุดล้างอาถรรพณ์ให้กับดวงเมือง ล้างกาลีและพระเคราะห์ดวงเมืองรอบนี้ ประเทศชาติเข้มแข็งเจริญก้าวหน้า”…

นี่เป็นอีกส่วนที่ระบุไว้ในหนังสือ ซึ่งโดยสรุปคือ เดือน ต.ค.2556 ยิ่งต้องจับตา ต้องรอจนถึงเดือน ก.ค. 2557 จึงจะเริ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่กันได้บ้าง…

เป็นข้อมูลที่ คอลัมน์ “สกู๊ป น.1” หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ สรุปประมวลการทำนายดวงเมืองจากหนังสือฉบับนี้มาเผยแพร่

เนื้อหาการทำนาย “ดวงเมืองไทย” ที่นำมาประมวลทั้งหมด ล้วนเป็นการทำนายไว้ในอดีตไม่ไกล เพราะเพิ่งผ่านมาเมื่อต้นปีที่แล้ว จนถึงกลางปีปัจจุบัน  ถูกต้องแม่นยำอย่างไร ลองพิจารณากันดู ถึงแม้จะมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงอยู่มาก แต่ในท้ายสุดของการทำนายส่วนใหญ่เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า

            “หลังความยากลำบากของประเทศ ที่ตกต่ำสุดๆ แล้ว ประเทศไทยจะลุกขึ้น ฟ้าเปิด เป็นสีทอง ผ่องอำไพ ชนิดรุ่งเรืองสุดจะยับยั้งได้”…..

เป็นแสงสว่างในความหวังจากคำทำนายที่พอให้ได้ชื่นใจอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม

www.facebook.com/tcijthai

 000000
 2557 ทำนายเดือด
โสรัจจะ นวลอยู่ เจ้าของฉายานอสตราดามุสเมืองไทย เจ้าของคำทำนายอันแม่นยำเรื่องเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งใหญ่ 11 กันยายน 2544 ประเทศสหรัฐอเมริกา, เหตุการณ์สึนามิ 26 ธันวาคม 2547 เป็นต้น

โสรัจจะ ทำนายดวงเมืองปี 2557 ตอนหนึ่งว่า เดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม ดาวอังคาร ดาวเสาร์ และราหูเดินเกาะกุมกันเล็งลัคนาประเทศ เช่นนี้ด้วยเป็นตัวเร่งเร้า ผลก็คือทำให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลง มีการเรียกร้องประชาธิปไตย มีการจลาจลและเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ยังจะมีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงอยู่ต่อไปตราบเท่าที่ดาวเดิน ใครมีอำนาจวาสนาอย่าดูถูกพลังประชาชน อย่าอวดอำนาจหรืออวดมีกำลัง ด้วยว่าอำนาจวาสนานั้นเมื่อมีโอกาสรุ่งโรจน์ก็ดีอยู่ แต่บทดวงชะตาทุกอย่างก็จะหกคะเมนเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น

“ผลของการโคจรของดวงดาวในภาวะวิสมคติกาลเช่นนี้ บ่งว่าบ้านเมืองยังคงอยู่ในระยะหน้าสิ่วหน้าขวานคับขัน และมีความแตกแยก ความยากแค้น ความไม่กลมเกลียวกันระหว่างพรรค หมู่คณะ และบุคคลในทุกสาขาอาชีพ วงการสงฆ์ไม่สู้ดีนัก มีเรื่องมัวหมอง บุคคลสำคัญจะเจ็บป่วย ขุนนางกังฉินหรือฝ่ายอันเป็นปรปักษ์กับบ้านเมืองจะกำเริบเสิบสาน ไทยจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกับเพื่อนบ้านและจะได้รับความเดือดร้อนจากประเทศใกล้เคียงที่เป็นหอกข้างแคร่ที่แสนขื่นขม”
และยังระบุอีกว่า ปี 2557 เป็นปีสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยแลนด์อีกปีหนึ่ง ที่ต้องเกิดการนองเลือดคนไทยรบราฆ่าฟันกันเอง เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ประชาชนปิดบ้าน ปิดร้านค้า นำอาวุธปืนออกมายิงกันพร้อมปาระเบิดชนิดรุนแรงเข้าหากัน เผาสถานที่สำคัญทางราชการ กับเผารถ เผาบ้านเมืองยับเยิน
“พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีปัญหาใหญ่ การต่อสู้จะทวีความรุนแรงเป็นสงครามขนาดใหญ่ จะมีคนเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก อาจต้องสหประชาชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง
“ในเรื่องเศรษฐกิจเกิดภาวะเงินเฟ้อและปัญหาทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันปิโตรเลียมถีบตัวสูงอย่างรวดเร็ว ภาวะเศรษฐกิจโลกชะงัก

ชี้ชัดจะมีความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่การจลาจลต่อสู้บาดเจ็บเสียชีวิต เศรษฐกิจเมืองไทยเข้าขั้นวิกฤต ภัยพิบัติทางธรรมชาติโดยเฉพาะแผ่นดินไหว พายุ และน้ำท่วมใหญ่ จะสร้างหายนะได้อีก”

 

 

 

ปีหน้า 2557 ทำนายเดือด

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ประมวลภาพ “ลุงกำนันฟีเว่อร์” ก่อนเดินขบวนครั้งใหญ่ขับไล่ระบอบทักษิณ

ประมวลภาพ “ลุงกำนันฟีเว่อร์” ก่อนเดินขบวนครั้งใหญ่ขับไล่ระบอบทักษิณ ในวันที่ 22 ธันวาคมนี้

หลังจากเดินขบวนรณรงค์ชักชวนชาวกทม.ให้ออกมาร่วมเดินขบวนครั้งใหญ่เมื่อวันก่อน ( 19 ธ.ค. ) วานนี้ มีบรรยากาศการเคลื่อนขบวนเพื่อรณรงค์เชิญชวนประชาชนออกมาขับไล่รัฐบาลรักษาการ วันที่ 20 ธ.ค. ของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือกปปส. อีกครั้ง

ขบวนเดินรณรงค์ได้ออกจากถนนราชดำเนิน ผ่านสถานีรถไฟหัวลำโพงเคลื่อนผ่านแยกศาลาแดง เลี้ยวขวาเข้าถนนสีลม โดยมีกลุ่มประชาชนชาวสีลมจำนวนมากออกมายืนรอต้อนรับทั้งสองข้างทาง และตลอดแนวทางเดินบนสถานีรถไฟฟ้า คอยโบกธงชาติเป่านกหวีดอย่างคึกคัก ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทต่างๆ เพราะถือเป็นย่านธุรกิจใหญ่ ประกอบกับอยู่ในช่วงเวลาพักเที่ยง กว่าขบวนของ”ลุงกำนัน” จะผ่านจุดนี้ไปได้ก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 – 3 ชั่วโมง เมื่อใกล้ถึงแยกสีลม-นราธิวาส ขบวนได้หยุดพักเพื่อรับประทานอาหาร เพียง 15 นาที ลุงกำนันก็เสร็จภารกิจอาหารมื้อเที่ยงเมื่อเวลา บ่ายสองโมงเศษ จากนั้นใช้เส้นทางเข้าเยาวราชผ่านสะพานเหล็กเลี้ยวขวาวังบูรพา ตรงไปผ่านหน้าวัดราชนัดดา เข้าสะพานผ่านฟ้าลีลาศและถึงเวทีราชดำเนิน ระหว่างการเดินทางตั้งแต่ช่วงเช้า จนถึงฐานที่มั่นบนนถนนราชดำเนินครั้งนี้ใช้เวลากว่า 10 ชั่วโมง ตลอดเส้นทางที่ผ่านมีประชาชนเข้ามาบริจาคเงินอย่างต่อเนื่อง หลังจากมีข่าวว่า DSI ได้สั่งอายัดบัญชีของครัวราชดำเนินและแกนนำทั้ง 18 คน

พิธีกรบนเวทีราชดำเนินที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยประกาศว่าได้เงินบริจาคไม่น้อยกว่า 7 -8 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีประชาชนนำเงินสดขึ้นไปบริจาคบนเวทีอีก 2 ราย จำนวน 1,350,000 บาท รวมแล้วน่าจะเกิน 9 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายใน”ครัวราชดำเนิน” ซึ่งถูก DSI อายัดบัญชีเงินบริจาค ก่อนที่จะประกาศพักในวันนี้ 1 วัน ก่อนเดินขบวนใหญ่ในวันที่ 22 ธ.ค. โดยจะมีเวทีใหญ่ 5 เวที และเวทีเล็กๆ อีก 10 เวทีทั่วกรุงเทพ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป และจะร่วมร้องเพลงชาติร่วมกันทั่วประเทศและต่างประเทศ ในเวลา 18.00 น.

หลังจากนั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ “ลุงกำนัน” จะประกาศสำคัญในเรื่องการต่อสู้เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณให้สิ้นไปจากแผ่นดินไทยให้ทราบโดยทั่วกัน

เห็นภาพเด็กๆ ที่ออกมายืนรอขอลายเซ็นต์ลุงกำนันเป็นกลุ่มๆ นักการเมืองในระบบทั้งหลายเตรียมตัวเผ่นเถอะครับ เมื่อกระแสการเมืองภาคประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณลงไปถึงเด็กๆ ได้ขนาดนี้ เชื่อว่าไม่มีรัฐบาลไหนจะอยู่ในอำนาจต่อได้อีกแล้ว

ขอบคุณภาพจาก MSN และภาพจากโซเชียลมีเดีย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“จักรภพ” ชักเหิมเกริมขนาดจะจัดตั้งแดงทั้งรัฐ

วานนี้ (18 ธ.ค.) นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งหลบหนีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่ในต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กแฟนเพจ “จักรภพ เพ็ญแข – Jakrapob Penkair” ความว่า…

December 18, 2013

เรียนจากคนที่เราไม่อยากเรียน

วันนี้มีเหตุให้ชมเชยพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นการชมจริงๆ ไม่ใช่ประชดประเทียด จึงต้องขอเตือนทุกๆ ท่านที่เกลียดพรรคประชาธิปัตย์อย่างเข้ากระดูกดำเอาไว้เสียก่อน ผมเองก็รังเกียจทัศนะและพฤติกรรมการเมืองของพลพรรคประชาธิปัตย์ไม่น้อยไปกว่าใคร และแลเห็นพรรคนี้เป็นภัยอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทย แต่เรื่องที่จะชมวันนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญต่อตัวเราเอง และสมควรจะนำเรื่องนี้มาคิดอย่างแยบคาย ผมอ่านข่าวการประชุมใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์และผลสรุปเกี่ยวกับโครงสร้างพรรคที่ปรากฏขึ้นแล้ว ก็นึกอยู่ในใจว่าระบบพรรคของเขา หรืออาจเรียกในภาพใหญ่ว่าความเป็นพรรคของเขา ดีกว่าของเรา การขยายฐานะและบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) มาเป็นคณะกรรมการกลาง การนำตัวแทนของท้องถิ่นและสาขาพรรค เข้ามาร่วมตัดสินใจโดยตรง จนเกิดเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคในแต่ละสมัย ตลอดจนการเลือกรองหัวหน้าพรรคประจำภูมิภาคจากผู้แทนสาขาพรรคโดยตรงจนครบทุกภูมิภาค ฯลฯ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ส่วนพฤติกรรมการเมืองเจ้าเล่ห์เพทุบาย กะล่อนลื่นไถล ทำตัวเป็นร่างทรงของเจ้าของระบอบ ทำเป็นแต่การทำลายล้างไม่รู้จักความสร้างสรรค์อย่างมนุษย์นั้น นับเป็นปกติของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ แต่เราควรแยกออกจากระบบพรรคของเขาให้ได้ เผื่อฝ่ายเราจะได้คิดอะไรของเราเองขึ้นมาบ้าง

พรรคไทยรักไทยเริ่มต้นด้วยระบบพรรคที่ดีมาก นำเอาข้อเด่นและข้อด้อยของพรรคการเมืองทั่วโลกมาปรับและประยุกต์ใช้ จนเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่มีเหตุผล ๒ ประการทำให้คุณภาพที่เคยมีลดลงอย่างรวดเร็วน่ากังวล หนึ่งคือการถูกทำลายอย่างเป็นระบบจากฝ่ายตรงข้าม ตั้งแต่การรัฐประหารถึงการยุบพรรค สิ่งที่เหลือจึงไม่เท่าเดิม และพยายามประติดประต่อขึ้นมาใหม่เท่านั้นเอง มองในมุมนี้ก็ออกจะน่าเห็นใจอยู่ เหตุผลที่สองเป็นปัญหาของเราเองโดยแท้จริง นั่นคือ ผู้มีอำนาจในพรรคมองพรรคว่าเป็นแค่นั่งร้านที่นำไปสู่ความเป็นรัฐบาล เมื่อสร้างบ้านเสร็จ นั่นคือได้เป็นรัฐบาลสมใจแล้ว ก็รื้อนั่งร้านนั้นออกไปเลยทีเดียว ความจริงพรรคไม่ใช่นั่งร้าน แต่เป็นฐานรากของความเป็นรัฐบาล ในวันนี้เรารู้สึกกันแล้วมิใช่หรือว่า อุตส่าห์ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนจนได้เสียงข้างมากมาแล้ว ๔ รอบ เหล่ามารแห่งระบอบเก่าก็ยังหน้าด้านกรูเข้ามาปฏิบัติการแย่งชิงอำนาจรัฐเอาดื้อๆ อย่างนี้ได้ โดยไม่เกรงใจประชาชนเสียงข้างมากเลยแม้แต่น้อย เราจึงต้องหวนกลับไปแก้ปัญหาที่ฐานรากของระบบเลือกตั้ง นั่นคือทำพรรคให้มีความเข้มแข็งมั่นคงขนาดที่จะช่วยในการระดมมวลชน ประสานความร่วมมือในปฏิบัติการต่างๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม สร้างความเข้าใจทางการเมือง และขยายอุดมการณ์ของเรา ไปจนถึงหน่วยที่เล็กที่สุดคือหมู่บ้านและลูกบ้านแต่ละคน เพราะนั่นล่ะครับคือสิ่งที่ฝ่ายเขาทำมาตลอดและยังทำอย่างเต็มที่อยู่ แถมยังทำด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเรามาก เราต้องยอมรับว่า ความเป็นพรรคของเราลดลงในเชิงคุณภาพและประสิทธิภาพลงเรื่อยๆ ตามแผนที่เขาต้องการทำลายเรา ถึงความสามารถในอันที่จะชนะการเลือกตั้งยังคงมีมาก แต่ถ้าเราไม่อาจสร้างระบบป้องกันเสียงข้างมากและชัยชนะนั้นๆ โดยผ่านระบบพรรคของเราได้ สุดท้ายเราก็จะถูกปล้นกลับไปได้อีกโดยง่าย เหมือนที่นายสุเทพฯ และพวกพยายามกระทำอยู่ในขณะนี้ ระบบพรรคประชาธิปัตย์มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ถึงขนาดแบ่งบทเล่นได้ระหว่างผู้ร้ายหมายเลข ๑, ๒, ๓ และเรื่อยไป โดยเอาพรรคเป็นกลไกกลางผสมผสานกิจกรรมต่างๆ เข้าด้วยกัน แถมยังสร้างความภักดีจากสมาชิกพรรคจนถึงขั้นต้องเลือกพรรคของตนเท่านั้น ไม่ว่าการกระทำจะเลวร้ายถึงแก่นอย่างไรก็ตาม นี่คือความแข็งแกร่งของระบบพรรค

สรุปแล้วพรรคเพื่อไทยดูแบบอย่างจากศัตรูได้ในเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้

๑. ขยายฐาน บริหารฐาน และบริหารสาขาพรรคและสมาชิกพรรคอย่างจริงจัง
๒. ใช้เงินให้น้อยลงในระบบรองรับการระดมมวลชน แต่กดดันให้ ส.ส. และผู้สมัครฯ แสดงฝีมือในการจัดการจัดตั้งให้มากขึ้น (ความจริงเขาก็ใช้ถึงวันละ ๔๐ ล้านบาทในขณะนี้ ซึ่งแสดงว่าเขาก็หย่อนความสามารถทางธรรมชาติอยู่มากเหมือนกัน)

๓. ยึดพรรคเป็นเวทีกลางระหว่างคนของพรรคโดยตรง และแนวร่วม เพื่อแสวงหานโยบายและท่าทีที่ดีมาผลักดันเป็นเรื่องสาธารณะต่อไป พูดง่ายๆ ทำพรรคให้เปิดกว้าง และทำบรรยากาศให้คนเก่งกล้าซึ่งเห็นด้วยกับการต่อสู้ของเราอยากเดินเข้าพรรคเพื่อไทยมากยิ่งขึ้น

๔. อย่าหมกมุ่นเฉพาะเรื่องการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ควรตั้งเป้าหมายที่การจัดตั้งรัฐทั้งรัฐทีเดียว.

*******************************************

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

แค่รองเท้าผ้าใบกับใจถึงๆ ล้างเผ่าพันธุ์นักการเมืองเก่าให้สิ้นซาก

รองเท้าผ้าใบกับใจถึงๆ

 

การปฏิรูปการเมืองหรือที่เรียกกันให้ดูขลังๆยิ่งใหญ่ก็คือ การปฏิรูปประเทศนั้น มีคนจุดประกายเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานมากแล้ว

จนมาจุดพลุเสียงดังโครมครามขึ้นมาอีกครั้งก็ตอน “มวลมหาประชาชน” ของ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ซึ่งเมื่อจุดติดแล้วสังคมก็ต้องช่วยกันปฏิรูปกันให้จริงๆจังๆ เพราะปฏิรูปทำได้ตลอดเวลา

ทำบ้างพักบ้างก็ไม่มีใครว่ากระไร

เพราะการตั้งหน้าตั้งตาจะ “ปฏิรูป”  ท่าเดียวโดยไม่ยอมให้เจ้าของประเทศได้พักได้ผ่อน หลับก็ปฏิรูป ฝันก็ยังปฏิรูป ตื่นมาปฏิรูปก็ยังติดตาอยู่ มันจะบักโกรกกันไปทุกหย่อมหญ้า

เหมือนกับที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด พูดไว้น่าคิด กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่ถ้าสร้างเสร็จนานก็อาจจะไม่มีคนอยู่

แปลไทยเป็นไทยคือ ต้องให้พอดี ไม่เร่งรีบเกินไป ไม่เอ้อระเหยเกินงาม

โดยเฉพาะการปฏิรูปแบบสุดกู่จนกู่ไม่กลับ กดดันทุกองคาพยพในสังคมให้ต้องทำตามก็น่าจะไม่ใช่สิ่งที่ “เดินถูกทาง”  เท่าไหร่นัก

ความจริงได้เคยเรียกร้องมาตลอดว่า รากลึกแห่งปัญหาที่เดิมเป็นแค่ต้นกล้า แต่ปัญหาได้เติบโตมาเป็นต้นไม้ใหญ่ยืนทะมึนน่าสะพรึงในปัจจุบัน ไม่ใช่เกิดจาก กติกา กฎบัตร กฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญ

แต่แท้จริงแล้วมันเกิดจากคนออกกฎหมาย คนที่อยู่ใต้กฎหมายและคนที่เอากฎหมายไปใช้บังคับ รวมทั้งคนที่ชอบเอากฎหมายไปใช้ประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้อง

ผมจึงค่อนข้างรู้สึกว่า การที่จะแก้ปัญหาเรื้อรังที่มีบ่อเกิดมาจากนักการเมืองทุกฝักทุกฝ่ายและพวกพ้องไม่สามารถสยบปัญหาได้ด้วยโมเดล “ปฏิรูป” ของคุณสุเทพ และมวลมหาประชาชน

ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธว่า การปฏิรูปเป็นเรื่องที่ดี แต่จะดีกว่านี้มากถ้าไม่ตกขอบไป “ซ้ายสุดหรือขวาสุด”

การจะออกแบบประเทศไทยใหม่ โดยยึดแค่การ “เขียน” เป็นสรณะ น่าจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายและจะไม่มีวันสำเร็จในที่สุด ตราบเท่าที่ “ต้นตอ” ของปัญหายังลอยหน้าลอยตาแทะกระดูกประเทศไทยอยู่ต่อไป

ต้นตอที่ว่า ไม่ใช่แค่พวกระบอบทักษิณตามวาทกรรมของคุณสุเทพเท่านั้น แต่ต้นตอยังประกอบไปด้วยระบอบพรรคเก่าแก่ ระบอบพรรคร่วมรัฐบาล ระบอบมือที่มองไม่เห็น ระบอบอีแอบ ระบอบม็อบ ระบอบแดง-เหลือง-ดำ-สลิ่ม และระบอบอื่นๆอีกมากมาย

เชื่อมโยง เลือกข้าง แบ่งพรรคแบ่งพวก ด้วยกันทั้งสิ้น

หัวใจของปัญหาก็คือนักการเมือง

แทนที่คุณสุเทพจะไปวางกฎเหล็ก “400 สมาชิกสภาประชาชน”  ของท่านว่ามาเป็นสมาชิกสภาประชาชนแล้วห้ามเล่นการเมืองหลัง จากนี้ไปอีก 5 ปี

คุณสุเทพน่าจะ “สั่ง” นักการเมืองทั่วประเทศ “ชัตดาวน์” ตัวเองตั้งแต่ชาตินี้เป็นต้นไป ห้ามมาเล่นการเมือง หรือมามีเอี่ยวอีกตลอดชีวิต

เมื่อต้นตอของปัญหาถูกทำลายเผ่าพันธุ์ ปัญหาที่เรื้อรังก็แทบจะสิ้นซาก แล้วสังคมก็ค่อยๆสร้าง “นักการเมืองพันธุ์ใหม่”  ขึ้นมา โง่บ้างอะไรบ้าง แต่อย่าให้โกง

ทำไม่ยากเลย ถ้าคุณสุเทพและมวลมหาประชาชนของท่านคิดจะทำ

แค่ใส่รองเท้าผ้าใบกับใจถึงๆก็พอ.

 

“เจ้าพายุ”

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment