อ่านกันทั้งเมือง ใกล้เข้าอีกนิด-ชิดเข้าอีกหน่อย’ : เปลว สีเงิน

ใใ

เปลว สีเงิน

ใกล้เข้าอีกนิด-ชิดเข้าอีกหน่อย’

ยินดีกับ “คุณสุภา ปิยะจิตติ” รองปลัดคลัง หญิงแววหวังของ “ไทยยุคใหม่” ในมิติ ล้างโกง-ล้างกิน จากพวกกังฉินฝังตระกูล เมื่อวาน (๙ เม.ย.๕๗) คณะกรรมการสรรหาลงมติเลือกเป็น “ป.ป.ช.คนใหม่” แทน “คุณใจเด็ด พรไชยา” ที่หมดวาระ ด้วยคะแนน ๒ จาก ๓!
บางท่านสงสัย ทำไมจุ๋มจิ๋มจัง?
คณะกรรมการสรรหามี ๓ ท่านเท่านั้นครับ คือ ท่านดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา ท่านจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และท่านหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด
“ท่านดิเรก” ทำหน้าที่ประธาน!
เมื่อดูคะแนนที่ออกมา ๒ ใน ๓ ช่างเป็นตัวเลขซ่อนเสน่ห์ชวนค้นหา ทำไมไม่เอกฉันท์ คือ ๓ เสียงไปเลย…น่าคิด?
ตัวเลข ๒ ใน ๓ ทำให้อยากรู้ขึ้นมาติดหมัด อีก ๑ เสียงที่ “ต่างออกไป” ท่านใดคือเจ้าของ?
ไม่ใช่อะไรหรอก เห็นนักข่าวบอก ใช้เวลาเลือกสรรกันนานมาก นัยว่า…ที่นานเพราะต้องลงมติ “สู้กัน” กัน….
๑๐ กว่ายกแน่ะ?!
นั่นก็พอทำให้เห็นภาพอะไรรางๆ ผ่านตัวคณะกรรมการสรรหา “บางท่าน” ท่ามกลาง “ฝุ่นตลบ” ประเทศ
เอ้า…มาคุยเรื่องของเราดีกว่า แหม…พอกำนันสุเทพพูดเรื่องรัฏฐาธิปัตย์เท่านั้นแหละ เหมือนเหี้ยที่หลบหากินอยู่ในรูท่อทำเนียบฯ ได้กลิ่นเหยื่อ คลานยั้วเยี้ยออกมารุมเย่อกำนันกันยกใหญ่!
นอกจากพวกใช้กฎหมายฟอกถ่านแล้ว เจ้าธาริต เจ้าเหลิมในคราบ ศอ.รส.ก็เอากะเขาด้วย…พูดอย่างนี้กบฏชัด เตรียม “จัดไป-จัดเต็ม” กำนัน
ส่วนเจ้าปึ้ง ผู้สร้างความอัปยศและเสียงเย้ยหยามจากสังคมโลกให้ “กระทรวงการต่างประเทศ” มากที่สุด ตั้งแต่มีประเทศไทย ขมีขมันให้ถอดเทปที่กำนันพูดเรื่องรัฏฐาธิปัตย์
แปลเป็นฝรั่ง ไปฟ้องยูเอ็น!?
ผมเห็นอาการลิงโลดของเหี้ยในรูท่อ ชูคอ สะบัดหาง อ้างกฎหมาย…”สุเทพประกาศตนเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์…สุเทพกบฏ ต้องจับ ต้องดำเนินคดี” ต่างๆ นานา ที่เรียงตัวออกมารุมขย้ำ นั้น
สังเวชพวกนี้ ถ้าเป็นชาวบ้านที่ถูกจ้างมานั่งให้เต็มหน้าเวที ก็พอเข้าใจได้ แต่นี่…รัฐมนตรี ดอกเตอร์ ระดับ “ช่วยโกงชาติเป็นอาจิณ” ออกมาตีขลุม
การเลือกหยิบเฉพาะคำ “รัฏฐาธิปัตย์” ไปมัดกำนันแบบโง่ๆ นั่นเป็นการ ใช้เป็นประเด็น “หลอกแดก” ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ รอบใหม่หรือเปล่า?
เอาละ..สมมุติ ศอ.รส.ให้ พล.ต.อ.อดุลย์จับกำนันเป็นกบฏด้วยข้อหานี้
ศอ.รส.ก็ต้องให้ พล.ต.อ.อดุลย์จับยิ่งลักษณ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทยข้อหากบฏด้วย!
ทำไมล่ะ…ผมพูดเล่นลิ้นงั้นหรือ?
ไม่เล่นลิ้น หรือลงลิ้นกับยิ่งลักษณ์หรอก แต่จะบอกให้ทราบ การสรุปที่กำนันพูดเรื่องรัฏฐาธิปัตย์
ผิดแล้ว-เป็นกบฏแล้ว!
ดังนั้น การที่พรรคเพื่อไทย รวมถึงยิ่งลักษณ์ ทั้งพูด ทั้งแถลงการณ์ ทั้งทำเอกสารเผยแพร่ “ไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ” ก็ดี ขึ้นเวทีประกาศ “แยกประเทศ” ก็ดี
นั่นก็…เป็นกบฏแล้ว-ผิดแล้ว เช่นกัน!
นี่ไม่ใช่การยอกย้อน ด้วยยกระยำคนอื่นมาอ้างเพื่อทำระยำโดยไม่ผิดบ้าง หากแต่มันเป็น “ความจริงประจักษ์” ด้วยองค์ความผิดตามกฎหมายมาตราเดียวกัน
เห็นตั้งประเด็นยัดปากนักข่าวในค่ายไปรุกไล่ ผบ.ทบ. “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” ให้ตอบ
“สุเทพผิดใช่มั้ย..ผิดใช่มั้ย…ทำไมทหารไม่จับ?”
ความจริง ทหารไม่ใช่ “เจ้าพนักงาน” ไม่มีอำนาจและหน้าที่ไปจับใครหรอก เป็นหน้าที่ตำรวจเขา แต่ถ้าอยากให้ทหารทำหน้าที่นั้น รอซักแป๊บบบ
รอประกาศ “กฎอัยการศึก” ก่อน!
ผมจะบอกทางสวรรค์ให้ดอกเตอร์อังดรัวต์ถั่วๆ ทราบ ก่อนที่จะสรุปปุบปับว่าใครกบฏ ใครผิด โทษประหารนั้น
ตั้งใจตรงๆ อย่ากะเก็ง เหมือนเก็งค่าบาท แล้ว อ่าน-ฟัง ที่กำนันสุเทพพูดให้ครบถ้วนกระบวนความก่อน
อย่าทำเป็นปัญญาสยามยุคใหม่ ยาว ๓ หน้า อ่าน ๓ บรรทัด บรรลุเป็น “แมคเคียเวลลี” แล้วจับมากระเดียดหน้าจอเป็นวรรค-เป็นเวร ที่เรียกว่าเมนต์..เม้นต์
ซึ่ง….เวรจริงๆ!
ประเด็น “รัฏฐาธิปัตย์”นั้น ผมก็ฟัง และก็อ่านหลังจากฟังด้วย กำนันพูดชัดเจนด้วยเงื่อนไข เป็นขั้น-เป็นตอน ด้วยองค์ประกอบที่ถึงพร้อมแล้ว คำว่า “รัฏฐาธิปัตย์” จึงเกิดขึ้น
ในเจตนารมณ์ นำพา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เดินสู่ครรลอง ยามบ้านเมืองต้องสุญญากาศ!
ถ้า….
รู้จักมั้ย…เข้าใจมั้ย คำว่า ถ้า….คือการสมมุติ ซึ่งยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงเลย และจะเกิดหรือไม่เกิด ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไม่ใช่พระอรหันต์สามารถรู้ได้ล่วงหน้านั่นน่ะ!
กำนันสุเทพพูดถึงความเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ด้วยเงื่อนไข-ขั้นตอนนั้น
๑.รอฟังศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ป.ป.ช.วินิจฉัย หรือมีมติ ว่ายิ่งลักษณ์ผิด-ไม่ผิดก่อน
๒.รอดูว่ายิ่งลักษณ์จะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หรือตามมติ ป.ป.ช.หรือไม่ก่อน
๓.ถ้าปฏิบัติตาม…ก็แล้วไป
แต่ถ้าไม่…วินิจฉัยให้สิ้นสุดความเป็นนายกฯ แล้ว ก็ยังดื้อจะอยู่ ให้พักการทำหน้าที่ ก็ยังตะแล้ดแต๊ดแต๋อยู่ แถมให้กองทัพโจรออกมาอาละวาดในบ้าน-ในเมือง
นั่น…ชัดเป๊ะ!
ถือว่า เพื่อไทย-ยิ่งลักษณ์ ก่อการ “ครบถ้วนตามองค์ประกอบความผิดข้อหากบฏ” แล้ว ต้องจับเข้าคุก
รอ “ประหาร” ก่อนกำนันด้วยซ้ำ!
ทำไมจึงว่า “ครบถ้วนองค์ประกอบ” ก็เพราะที่เพื่อไทย-ยิ่งลักษณ์พูด “ไม่ยอมรับอำนาจศาล” นั้น ตัวเองก็ยังอ้างว่า เป็นแค่ลีลา เป็นแค่วาทกรรมการเมือง ไม่จริงจังอะไร
เป็นแค่พูด ไม่มีการกระทำ ถือว่า “ความผิดยังไม่เกิด” แล้วจะมาปรักปรำว่าเป็นกบฏได้อย่างไร?
แต่นี่ “ลงมือทำแล้ว” ความผิดเกิดแล้ว ครบองค์ประกอบข้อหากบฏตามตัวเองประกาศ!
นั่นคือ…ถึงขั้นตอนนี้ เท่ากับบ้านเมือง “ไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศ” แล้ว มีแต่กบฏระบอบทักษิณ
นำโดยยิ่งลักษณ์-พรรคเพื่อไทย และสมุน นปช.แดง แผ่ศักดาครองเมือง หวังเปลี่ยนระบอบ ล้มสถาบัน!
ไม่เพียงกำนันที่แสดงตนปกป้องบ้านเมือง ด้วยประกาศตนเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์เข้าต้าน-ตี กวาดล้างกบฏ ควบคุมบังเหียนประเทศสู่ทิศทางเท่านั้น
ต้องมีคน “ชาติเหนือชีวิต” อีกเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น และอาจ ๕๐-๖๐ ล้านคนด้วยซ้ำ ออกมาร่วมกำนันสุเทพ “ปราบกบฏระบอบทักษิณ”
รวมถึงข้าราชการ-ทหาร-ตำรวจ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งปวงด้วย!
สรุปคือ….
ถ้าเหตุการณ์ข้างหน้า “ยิ่งลักษณ์-เพื่อไทย” ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลดังที่ประกาศ เป็นกบฏชัดแจ้ง
แล้วการประกาศตนเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ของกำนันสุเทพในอนาคตกาลเช่นกัน นำมวลมหาประชาชนกอบบ้าน-กู้เมืองนั้น
แล้วมันผิดตรงไหน…? .
ไม่ประกาศตนเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์นั่นแหละ…จะผิด โทษฐาน เกิดเป็นคน แต่นิ่งดูดาย ไม่อายหมา ปล่อยให้ไอ้พวกเวรตะไลขายแผ่นดิน-กินเมือง!
เข้าใจกันหรือยัง พูดตามกฎหมาย ความผิดยังไม่เกิด แล้วใครจะผิด
ตามรัฐธรรมนูญ พลเมืองต้องทำหน้าที่ พิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญ
แต่ถ้ายังจะฟัดให้กำนันผิดให้ได้ ก็ต้องพูดตามระบอบทักษิณ
มันเป็นแค่ “วาทกรรมทางการเมือง” ว่าด้วยเรื่องสมมุติ(โว้ย)!
มันจบแล้ว…ยิ่งลักษณ์
ที่มองไม่เห็น เพราะเงาหัวตัวเองไม่มีแล้วนั่นแหละ กำนันเดินสายไปพบปะแต่ละ “ปลัดกระทรวง” กระทั่งเมื่อวานที่ “กระทรวงกลาโหม” ของเจ้า
การต้อนรับของผู้นำองค์กรข้าราชการแต่ละแห่ง ด้วยให้เกียรติต่อมวลมหาประชาชนผ่านกำนันดังปรากฏ
นั่นสัญญาณ….ข้าราชการ คือ “รากแก้ว” ในการบริหารและปกครองประเทศ เขาเอาบ้าน-เอาเมือง ไม่เอากับเจ้าแล้ว…นางกาลีเมืองเอ๋ย!

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ถ้ายึดอำนาจได้รัฏฐาธิปัตย์ ก็ไม่ต้องเป็นกบฏ

ใใ

พวกรัฐบาลซื่อบื้อ กับไพร่แดงคงเรียนภาษาเขมร ไม่เข้าใจคำพูดคนไทย

ลุงกำนันบอกว่า “ถ้าศาลตัดสินแล้วรัฐบาลมันดื้อด้าน มวลมหาประชาชนจะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ลุงกำนันจะเป็นร่างทรงของมวลมหาประชาชนเอง”

คำว่า “ถ้า” เป็นเรื่องที่ยังไม่เกิด เอาไว้เกิดก่อนค่อยทำตามนั้น ( ฮา )

จะว่าไปหากได้ “รัฏฐาธิปัตย์” ก็ไม่ต้องเป็น “กบฏ” หรือใครจะเถียง

“ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร” เรื่องง่ายๆ ไหงทำเป็นไม่เข้าใจ ก็มวลมหาประชาชนประกาศยึดอำนาจ ประกาศปฏิรูปเรียกข้าราชการมารายงานตัวตั้งแต่เปิดเวทีที่ราชดำเนินวันแรก
การปฏิรูป ปฏิวัติมันดำเนินการมาตลอดเวลา เพียงแต่ยังไม่สำเร็จเท่านั้นเอง

คนทำปฏิวัติสำเร็จไม่เคยเป็นกบฏซักครั้ง แม้ตอนนี้โดนข้อหากบฏ ประชาชนก็ออกเสื้อ “กูเป็นกบฏ” มากมาย แต่ถือว่า”กบฏต่อระบอทักษิณ” ความผิดหากจะเกิดก็ไปว่ากันในศาล แต่เมื่อทำการสำเร็จมันจะเป็นกบฏที่ตรงไหน

รัฐบาลชาติชั่วที่ไม่ยอมรับศาลนั่นต่างหากเป็นรัฐบาลกบฏ

รัฏฐาธิปัตย์จะว่าไปมันก็คือ “อำนาจอธิปไตย” ในมาตรา 3 นั่นเอง

รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 มาตรา 69 บัญญัติให้ประชาชนมีหน้าที่ดูแล ไม่ให้พรรคการเมืองได้อำนาจมาโดยมิชอบ ไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ

หากรัฐบาลไม่เชื่อฟังศาล ไม่ยอมรับศาลอันเป็นอำนาจอธิปไตยก็เท่ากับรัฐบาลทรราชนั้นทำผิดรัฐธรรมนูญ

ประชาชนก็มีสิทธิ์ต่อต้านขับไล่รัฐบาลชาติชั่วนั้นออกไป

คนไทยคุ้นเคยกับการปฏิวัตมาเยอะมาก บางทีไม่ต้องถึงในหลวงด้วยซ้ำ เพราะเมื่อได้”รัฏฐาธิปัตย์” แล้วก็สั่งการได้ตามอำนาจที่มี

หากไม่ทำเป็นความจำเสื่อม การแต่งตั้งคณะกรรมการ ปปช.ชุดปัจุบันนี้ ก็มาจาก “รัฏฐาธิปัตย์” จากคำสั่งของ “คปค.” เมื่อ ปี 2549 ครั้งนั้น เมื่อคปค.แต่งตั้งแล้วมีหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงลงระปรมาภิไธย ทางสำนักราชเลขาธิการทำหนังสือตอบกลับมาว่า เมื่อ คปค.มี”รัฏฐาธิปัตย์” ล้มรัฐธรรมนูญ องค์กรตามรัฐธรรมนูญหมดสิ้นสภาพไปแล้ว “รัฏฐาธิปัตย์” ของ คปค.ทำได้ไม่ได้ผิดอะไร จึงไม่ต้องลงพระปรมาภิไธยซ้ำ

การแต่งตั้ง คตส. ตรวจสอบคดีของทักษิณ ล้วนเกิดจาก “รัฏฐาธิปัตย์” ทั้งนั้น

ดังนั้นเมื่อกระทำการยึดอำนาจอธิปไตยอันเป็นของประชาชน โดยประชาชน จัดการใช้ “รัฏฐาธิปัตย์” ตามรัฐธรรมนูญ มีข้าราชการรับทราบปฏิบัติตาม มันก็จบแล้ว

ยิ่งหากฝ่ายทหารประกาศกฎอัยการศึกซ้ำลงไป คุ้มครองอำนาจประชาชน ผลก็คือรัฐธรรมนูญยังคงอยู่

ถ้าศาลหรือปปช.ชี้มูลความผิดไปแล้ว รัฐบาลยังดื้อดึง “รัฏฐาธิปัตย์” ในมือประชาชนก็ออกฤทธิ์

ทหารไม่ต้องทำปฏิวัติ แต่ประชาชนจะทำการกันเอง

ศาสตราจารย์ ดร.จรัส สุวรรณมาลา บอกเมื่อคืนนี้ว่า “รัฏฐาธิปัตย์เป็นของประชาชนเป็นของมวลมหาประชาชนอยู่แล้ว เราแค่นำมาอธิบายให้ชัดเจนขึ้น”

ก็เท่านั้น

แคน ไทเมือง
0000
อาหารเสริม :
คำสั่งของ “รัฏฐาธิปัตย์”
คำสั่งของ “รัฏฐาธิปัตย์”

รายชื่อผู้แต่งตั้งถอดถอนหรือถูกควบคุมตัวโอย คปค.

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เปิดปูม’หลวงปู่พุทธะอิสระ’ ( องค์รัฏฐาธิปัตย์ตัวจริง )

หลวงปู่

เปิดปูม’หลวงปู่พุทธะอิสระ’

ท่ามกลางมวลชนจากหลากหลายสาขาอาชีพ หลากหลายที่มา ที่พร้อมใจกันเข้าร่วมชุมนุมกับ กปปส. หรือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ปรากฏว่ามีพระภิกษุรูปหนึ่งร่วมขบวนอยู่ด้วย ซ้ำยังมีบทบาทเด่นในฐานะแกนนำ

พระภิกษุรูปนั้นคือ หลวงปู่พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย (ธรรมะอิสระ) อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

หลวงปู่พุทธะอิสระ ไม่ใช่แกนนำธรรมดา แต่เคยขึ้นเวทีปราศรัยทั้งเดี่ยวๆ และพร้อมกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เคยร่วมขบวนไปชักชวนประชาชนเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ 13 ม.ค.จนหวิดถูกทำร้ายจากมวลชนฝ่ายตรงข้าม และล่าสุดยังรับเป็นผู้ดูแลเวทีศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ในปฏิบัติการ “ปิดกรุงเทพฯ” หรือ “ชัตดาวน์แบงค็อก” ด้วย

ทั้งๆ ที่เวทีแจ้งวัฒนะ ซึ่งมีการปิดถนนยาวตลอดด้านหน้าศูนย์ราชการฯนั้น เป็นหนึ่งใน 3 จุดเสี่ยงที่สุดจากทั้งหมด 7 จุด 7 เวทีของการชุมนุมปิดกรุงเที่ยวนี้ ตามการประเมินของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) และหน่วยข่าวความมั่นคง

สาเหตุที่เวทีศูนย์ราชการฯ มีความเสี่ยง เพราะจัดเป็น “เวทีชายขอบ” ตั้งอยู่ไกลที่สุดหากเทียบกับเวทีอื่นๆ อีก 6 เวทีซึ่งล้วนอยู่ใจกลางเมือง ทั้งยังเป็นเขตพื้นที่รอยต่อของเขตดอนเมือง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และ จ.ปทุมธานี ด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าพื้นที่ดังกล่าวล้วนเป็นฐานสนับสนุนอันสำคัญของรัฐบาล เพราะคับคั่งไปด้วยมวลชนคนเสื้อแดง

คำถามสำคัญที่ถามไถ่กันยามนี้เกี่ยวกับหลวงปู่พุทธะอิสระ ก็คือ เหตุใดหลวงปู่จึงรับดูแลเวทีแจ้งวัฒนะ นอกเหนือจากคำถามอื่นๆ ที่เคยถามกันเซ็งแซ่มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความเหมาะสมของ “สมณสารูป” ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการนำเอาศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองมากเกินไปหรือไม่

จากการสอบถามลูกศิษย์ที่รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่ ทำให้ทราบว่า สาเหตุที่หลวงปู่พุทธอิสระรับภารกิจสำคัญที่เวทีศูนย์ราชการฯ เนื่องจากมีศิษยานุศิษย์จำนวนมาก มีความพร้อมในเรื่องกำลังคนที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ พร้อมที่จะปกป้องหลวงปู่ในทุกพื้นที่ที่หลวงปู่เข้าไปเคลื่อนไหว

ยิ่งไปกว่านั้น ถนนแจ้งวัฒนะยังเป็นถนนสายที่สามารถเดินทางไป-มาระหว่างกรุงเทพฯกับนครปฐม โดยเฉพาะ อ.กำแพงแสน สถานที่ตั้งวัดได้ไม่ยาก ที่สำคัญย่านแจ้งวัฒนะช่วงที่ถูกน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 54 เป็นพื้นที่ที่วัดอ้อน้อยจัดอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคมาแจกจ่ายช่วยเหลือญาติโยม จึงน่าเชื่อว่าวัดอ้อน้อยน่าจะมีมิตรมากกว่าศัตรู

อย่างไรก็ดี ครั้งนี้มิใช่ครั้งแรกที่หลวงปู่พุทธะอิสระร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง และไม่ใช่ครั้งแรกที่ตกเป็นข่าวใหญ่โต เพราะในอดีตหลวงปู่เคยขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาแล้ว และเมื่อปีที่แล้วก็มีกรณีตกเป็นข่าวใหญ่ทางหน้าหนังสือพิมพ์หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกรณีการประกาศขายวัดมูลค่า 2 พันล้านบาทเพื่อย้ายหนีจากโรงงานอาหารสัตว์ที่หลวงปู่มองว่าเปิดกิจการโดยไม่ได้พิจารณาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม

นอกจากนั้น ยังมีการให้สัมภาษณ์ตอบโต้กับ พระเกษม อาจิณณสีโล แห่งสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก กรณีตีความพระไตรปิฏก และการร่วมเปิดโปง หลวงปู่เณรคำ รวมทั้ง หลวงพี่น้ำฝน แห่งวัดไผ่ล้อม ในเรื่องการสะสมรถหรูอีกด้วย

หลวงปู่พุทธะอิสระ หรือ พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม เป็นชาวกรุงเทพฯโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2499 ที่เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร การศึกษาทางโลกหลวงปู่เรียนไม่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ส่วนในทางธรรมนั้น จบนักธรรมเอก และได้อุปสมบทเมื่ออายุ 21 ปี

สาเหตุที่บรรดาศิษยานุศิษย์ขนานนาม “หลวงปู่” ก็เพราะท่านสามารถเทศน์ได้แตกฉาน สอนคติธรรมต่างๆ ได้อย่างชัดเจนเกินอายุ ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสแสดงธรรมที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี การแสดงธรรมครั้งนั้นจับใจผู้ฟัง ไม่มีใครคิดว่าพระหนุ่ม พรรษาก็ไม่มาก จะแสดงธรรมได้ดีถึงเพียงนี้ น่าจะเป็นพระอาวุโสมากกว่า จึงเรียกท่านว่า “หลวงปู่” แล้วเรียกกันต่อๆ มา

หลวงปู่พุทธะอิสระ เคยธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ และได้ไปพักจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำไก่หล่น จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนมีลูกศิษย์ที่เป็นตำรวจ ทหารมากพอสมควร และเป็นช่วงที่ผู้ศรัทธาเริ่มเล่าต่อกันถึงการมีหลวงปู่หนุ่มแสดงธรรมอยู่ที่หัวหิน

ปี 2532 มีผู้ศรัทธาถวายที่ดินสำหรับสร้างวัดใน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม หลวงปู่จึงสร้างวัดอ้อน้อยจนแล้วเสร็จ จากนั้นได้จัดพิธีผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตในวันที่ 13 ก.พ.2542 โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้เสด็จเป็นองค์ประธานจุดเทียนชัย

ในแวดวงการเมือง หลวงปู่พุทธะอิสระเป็นที่รู้จักของนักการเมืองมากหน้า และตกเป็นที่จับตามองอย่างกว้างขวางเมื่อครั้งที่มีพิธียกองค์พระพุทธรูปประจำวัดขึ้นประดิษฐาน เพราะมีนายทหารระดับสูงไปร่วมงานกันแน่นขนัด จนมีนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ฉบับหนึ่งประโคมข่าวมาแล้ว

แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยังเคยเดินทางไปนมัสการหลวงปู่ที่วัด

สำหรับเหตุผลที่ หลวงปู่พุทธะอิสระ ตัดสินใจร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น หลวงปู่เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า “อาณาจักร” กับ “ศาสนจักร” ต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน หากอาณาจักรล้มลง ศาสนจักรก็ไม่อาจอยู่ได้

อย่างไรก็ดี บทบาทของหลวงปู่ก็ถูกเพ่งเล็งจากมหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถึงกับออกหนังสือเตือนอย่างเป็นทางการ ซ้ำยังถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกในข้อหากบฏ และก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองด้วย

นับเป็นบทพิสูจน์จุดยืนของหลวงปู่พุทธอิสระที่ว่า อาณาจักรย่อมไม่สามารถแยกขาดจากศาสนจักร…และศีลธรรมไม่สามารถแยกขาดจากใจคน!

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

0000

ความเห็น…

บทบาทการนำของหลวงปู่พุทธอิสระเป็นไปอย่างมีสีสัน ตั้งรับระเบิดกันทุกคืนแต่โชคดีมีของดี ระเบิดมาทีไรตกที่เขตทหารทุกที ไม่ก็ไปลงหน้าปั๊มน้ำมันพอให้ได้เสียวๆ

บทบาทสำคัญ เคลื่อนไหวอิสระชนิดที่ลุงกำนันก็ไม่อาจแนะนำได้ โดยให้ความเห็นว่า “ท่านชื่อพุทธอิสระ ก็ต้องปล่อยให้ท่านอิสระ”ตั้งแต่ปิดเขตหลักสี่จนเกิดเหตุพ่อค้าป้อบคอร์น มาจนล่าสุด หอบเงินแสนไปจ่ายค่าทางด่วนที่ศาล บุกกรมธนารักษ์ขอเช่าที่ราชพัสดุให้ชาวนา ตั้งโรงสีผลิตข้าวตราชาวนา บุกกองปราบให้รีบดำเนินคดีโกตี๋ทำความผิดหมิ่นฯเบื้องสูงตามป.อาญา 112

จนทำให้รัฐบาลต้องสั่งเร่งดำเนินคดีตาม ป.อาญา ม.112 เป็นครั้งแรกของรัฐบาลนี้

หลายวันก่อน “หลวงปู่” เรียกแกนนำทุกกลุ่ม รวมทั้ง “ลุงกำนัน” ไปร่วมวางยุทธศาสตร์ “รบครั้งสุดท้าย” ที่เวทีแจ้งวัฒนะ

สุดยอดนักสู้ฝ่ายธรรมะของแท้เชนนี้ น่าจะเรียกว่าเป็น “องค์รัฏฐาธิปัตย์” ตัวจริง เสียงจริง

ลุงกำนันน่ะ แค่ “ร่างทรง” แต่องค์นี้มาเป็น “องค์ๆ” ให้เห็นชัดเจนเลยล่ะ ( ฮา )

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

กฎอัยการศึก หมากแก้ตัวสำคัญของบ้านเมือง

กฎ

เคยนำเรื่อง “กฎอัยการศึก” มาให้อ่านกันหลายครั้ง วันนี้พี่เปลว สีเงินก็มาชี้ทางสว่างอีก แม้ ผบ.ทบ.เคยให้สัมภาษณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะไม่ประกาศก็เถอะ

ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้อย่างแน่แท้ ทุกอย่างขึ้นกับสถานการณ์ในเวลานั้น ๆ

การประกาศเรื่องการยึดอำนาจมาคืนเป็นของประชาชน ที่เรียกกันว่า เป็น”องค์รัฏฐาธิปัตย์” ลุงกำนันประกาศมาแล้วตั้งแต่ย้ายมาเวทีราชดำเนินใหม่ๆ เรียกคนนั้นคนนี้มารายงานตัว สั่งให้ข้าราชการไม่ต้องทำตามคำสั่งรัฐบาลเถื่อนที่ทำผิดรัฐธรรมนูญ

ประกาศไปตั้งนานแล้วหลายเดือน เพิ่งจะมีข้าราชการพร้อมที่จะเข้าร่วมเท่าที่เปิดตัวออกมาคือ กระทรวงสาธารณสุข กระทรงการคลัง กระทรวงศึกษา ล่าสุดกระทรวงยุติธรรม

เมื่อคืนลุงกำนันสุเทพก็มาตอกย้ำอีกว่า รัฏฐาธิปัตย์นั้นอยู่ในมาตรา 3 นั่นแหละ ไม่ได้ทำการผิดกฎหมายใด ๆ
ก็รอแต่เพียงว่า ศาลหรือ ปปช. ประกาศให้นายกหลุดจากตำแหน่งเมื่อใด เมื่อนั้นมวลมหาประชาชนนับล้านๆ คน ก็ต้องออกมาช่วยกัน ปักหลักพักค้างกันซัก 15 วัน เพื่อจัดการล้างคราบไคลของระบอบทักษิณให้สิ้นซาก แน่นอนว่าอาจต้องยึดทำเนียบรัฐบาลเพราะรัฐบาลเถื่อนสิ้นภาไปตามคำสั่งศาลแล้วหากยังดื้อแพ่งก็เท่ากับขัดคำสั่งศาล หรืออาจตีความได้ว่ากระทำผิดมาตรา 68 ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองอันมิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนญ ก็เป็นกบฏอีก

หากมีทหารกองพลที่ 1 ประกาศ “กฎอัยการศึก” ไม่จำเป็นต้องพึ่ง ผบ.ทบ.หรอกครับพึ่งไม่ได้ก็ไม่ต้องพึ่ง เพราะตามกฎหมายแล้ว นายทหารระดับผู้บังคับการกรมมีสิทธิ์ประกาศกฎอัยการศึกได้อยู่แล้ว

ขอให้พวกเราใจเย็นๆ นอนนับวันรอลุงกำนันเป่านกหวีดยาว หากเสื้อแดงออกมาก่อกวน ก็เข้าทาง ทหารระดับกองพลที่จะประกาศ “กฎอัยการศึก” รับรองอำนาจของมวลมหาประชาชนพร้อมๆกับข้าราชการทุกกระทรวงทบวงกรม….

เส้นทางนี้เดินได้ครับ ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

ส่วนเรื่องนายกรัฐมนตรีพระราชทานหรือเรื่องนายกมาตรา 7 อาจต้องรอไปก่อน รอให้จัดการบ้านเมืองให้เรียบร้อย ค่อยขอเข้าเฝ้าถวายรายงานก็ยังไม่สาย

เพราะเมื่อได้อำนาจ”รัฏฐาธิปัตย์” และรักษาไว้ได้มั่นคงแล้ว อย่างอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง

ที่สำคัญเมื่อประกาศกฎอัยการศึกควบคุมอำนาจทั้งหมดแล้ว การจะประกาศยกเลิกต้องเป็น “พระบรมราชโองการ” เท่านั้นจึงต้องมีการขอเข้าเฝ้าถวายรายงานอยู่ดี

ไหนๆ ก็ไหนๆ “ฉลอง 100 ปี กฎอัยการศึก” ให้คึกคักหัวใจก็ดีเหมือนกันนะ ( ฮา )

แคน ไทเมือง

0000

กฎอัยการศึก
http://www.library.coj.go.th/info/data/A2-01-001.pdf

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

รัฐบาลกำลังบ้า “รัฏฐาธิปัตย์”

..

รัฐบาลกำลังบ้า “รัฏฐาธิปัตย์” เห็นรมต.แต่ละรายออกมาแสดงความเห็นกันยกใหญ่ แถมรมต.ต่างประเทศยังถอดเทปคำพูดลุงกำนันไปให้ต่างชาติฟังอีกต่างหาก

ก็ดีครับต่างชาติเค้าจะได้รู้ที่มาที่ไปของการเป็นกบฏต่อต้านรัฐบาลมาจากสาเหตุอะไร

ฮ่า ฮ่า ที่จริงลุงกำนันมีหมายจับคดีกบฏ รออยู่แล้ว จะมาเอาหมายจับคดียึดอำนาจเป็น”รัฏฐาธิปัตย์” มันดูตลกๆ นะฮ้า…

“กบฏก็คือกบฏ” คงไม่มีเรื่องต่างกรรมต่างวาระอะไร เป็นกบฏมาตั้งนานแล้วโว้ยยยย

ยิ่งถ้าศาลตัดสินว่า นายกรัฐมนตรีมีความผิด ต้องสิ้นสุดการดำรงตำแหน่ง ก็เป็นหน้าที่ของ กปปส.และมวลมหาประชาชนจจะออกมายึดอำนาจ เพราะชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลไม่ยอมรับอำนาจศาล อันเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย มวลมหาประชาชนก็ยิ่งมีความชอบธรรมที่จะต้อง สถาปนารัฐถาธิปัตย์ขึ้นมาดำเนินการ เพราะเท่ากับรัฐบาลไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ

มวลมหาประชาชนก็มีความชอบธรรมแล้วที่จะเข้ามาใช้อำนาจของตนเองทางตรง

การสถาปนา”รัฏฐาธิปัตย์” โดยมวลมหาประชาชนเป็นรื่องชอบธรรมแล้ว

ก็”รัฐธรรมนูญตายแล้ว” เนื่องจากรัฐบาลไม่ทำตาม…บ้าไปแล้ว

มันไม่มีอะไรซับซ้อนเลยนี่นะ รัฐบาลไม่ทำตามรัฐธรรมนูญแล้วจะบ้ามาใช้รัฐธรรมนูญบังคับประชาชนไม่หลายมาตรฐานไปหน่อยรึ

จะว่าไปการแต่งตั้งนายรัฐมนตรีเป็นเรื่องภายหลัง หลังจากที่ปราบรัฐบาลชาติชั่วลงไปได้และข้าราชการทุกหมู่เหล่าพร้อมใจกันขับไล่ไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาล การมีคำสั่งแต่งตั้งใดๆ หากมั่นใจว่ามีอำนาจก็ประกาศได้เลย…

อย่าว่าโง้นงี้เลยนะ…ปปช. ที่ตั้งขึ้นสมัยปฏิวัติ ก็ไม่ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยเพราะเป็นคำสั่งแต่งตั้งของ คปค. อันเป็นผู้มีรัฏฐาธิปัตย์ในขณะนั้น…ทำหนังขึ้นไปเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ทางสำนักราชเลขาฯมีหนังสือตอบมาเป็นทางการเลยล่ะว่า “คณะปฏิวัติมีอำนาจแต่งตั้งอยู่แล้วเพราะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ในขณะนั้น ไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งซ้ำ

ดังนั้นอย่าเพิ่งไปปริวิตกกันมากมาย เมื่อศาลพิจารณาคดี หรือ ปปช.วินิจฉัยชี้มูล หากมันยังยึกยักไม่ยอมออก พวกเราออกมาไล่มันไป พวกเรามวลมหาประชาชนก็เข้าทำเนียบไปทำงานกันได้เลย ขอให้มากันเยอะๆ มาให้มืดฟ้ามัวดิน

ส่วนหากมีควายแดงตั้งขบวนออกมาต่อต้านก็อย่าไปสนใจ ทหารกล้าจะถูกมวลมหาประชาชนผลักดันหลังอกมาจัดการเอง ย.ห. อย่าห่วง

ลุงกำนันกำลังล่อควายแดงออกมาให้ทหารเชือดน่ะ อย่าคิดมาก

อ้อ…งานจบอย่าลืมแบ่งให้ผมซักกระทรวงนะครับ ( ฮา )

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นักศึกษาใต้หวัน 200 คนเข้ายึดอาคารรัฐสภานาน 3 สัปดาห์ จ่อคืนสถานที่แต่ยืนยันกดดันรัฐบาลต่อไป

ใ

ความรักชาตินั้นยิ่งใหญ่ แต่ปากท้องของพลเมืองก็สำคัญ การประท้วงต่อต้านรัฐบาลเป็นเรื่องปกติย่อมมีทั้งผู้ต่อต้านและผู้สนับสนุน

เหตุการณ์ที่คล้ายๆ กับวิกฤติการเมืองในไทยยังคงมีอยู่ทั่วโลก บ้างยืดเยื้อยาวนาน บ้างจบลงด้วยชัยชนะของประชาชน บ้างจบลงด้วยรอยเลือด หยาดน้ำตาและชีวิตของผู้คน

ที่ใต้หวันก็มีเหตุการณ์ประท้วงย่อยๆ แต่ถือเป็นประวัติศาสตร์คือ “การปลดปล่อยรัฐสภา” โดยผู้ชุมนุมที่ต่อต้านข้อตกลงการค้ากับจีนบึกเข้ายึดครองนาน 3 สัปดาห์ และย้ำจะยังประท้วงกดดันรัฐบาลให้ยกเลิกข้อตกลงการค้ากับจีนต่อไปอีก

ทั้งนี้ ผู้ประท้วงนำโดยนักศึกษาจำนวนราว 200 คน บุกยึดอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา เพื่อต่อต้านข้อตกลงการค้ากับประเทศจีน เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของไต้หวัน

..

ต่อมามาวันที่ 1เม.ย.ว่าผู้ประท้วงชาวไต้หวันหลายร้อยคนซึ่งสนับสนุนข้อตกลงการค้ากับจีนที่ยังเป็นปัญหาอยู่ ได้ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อพวกเขาพยายามที่จะเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลซึ่งถูกกลุ่มนักศึกษายึดครองมานาน2 สัปดาห์แล้วโดยผู้ประท้วงกลุ่มนี้ซึ่งจำนวนมาก มีผ้าคาดศีรษะเขียนคำว่า“ต้องการข้อตกลงการค้าภาคบริการ,ต้องการงาน” ผลักดันโล่และตะโกนใส่ตำรวจขณะที่พวกเขาพยายามที่จะฝ่าวงล้อมตำรวจเพื่อไปเผชิญหน้ากับนักศึกษาประมาณ200 คนที่อยู่ภายในสภานิติบัญญัติในอาคารรัฐสภาเพื่อประท้วงข้อตกลงการค้ากับจีน

เจ้าหน้าที่ตำรวจปิดล้อมอย่างแข็งแกร่งซึ่งอยู่ห่างจากอาคารสภานิติบัญญัติประมาณ1 ช่วงตึกหลังจากกลุ่มที่สนับสนุนจีนขู่ใช้กำลังยึดอาคารสภานิติบัญญัติคืนจากนักศึกษาผู้ประท้วงพยายามใช้แรงดันอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ300 นายอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถฝ่าแนวเจ้าหน้าที่ไปได้

กลุ่มผู้ประท้วงตะโกนขับไล่และด่าแกนนำนักศึกษาที่ยึดอาคารสภานิติบัญญัติอยู่ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เมื่อวันที่18 มี.ค.ที่ผ่านมานับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไต้หวัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 8 เม.ย. (วานนี้ ) ว่า กลุ่มนักศึกษาชาวไต้หวัน ซึ่งชุมนุมต่อต้านข้อตกลงการค้ากับจีน และก่อเหตุยึดรัฐสภาในกรุงไทเปเอาไว้ตั้งแต่เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน ประกาศจะคืนพื้นที่ดังกล่าวในช่วงเย็นวันพฤหัสบดีนี้ หลังแกนนำเจรจากับนาย หวัง จิ้น-ผิง ประธานรัฐสภาเมื่อวันอาทิตย์
...
ล่าสุด นายเฉิน เว่ย-ติง แกนนำนักศึกษาผู้ประท้วง แถลงข่าวผ่านโทรทัศน์ของไต้หวันเมื่อวันจันทร์ว่า พวกเขาจะออกจากอาคารรัฐสภาในเวลา 18:00น. วันพฤหัสบดี (ตามเวลาท้องถิ่น) แต่เขาย้ำว่าผู้ประท้วงจะยังคงกดดันรัฐบาลต่อไปจนกว่าเป้าหมายของพวกเขาจะบรรลุผล และเชิญผู้สนับสนุนทุกคนมารวมตัวกันที่หน้ารัฐสภาด้วย

สติและปัญญาที่ได้จากการต่อสู้ทางการเมืองก็คือ ต้องชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ แม้จะมีบาดเจ็บกันบ้างก็แค่เล็กน้อย

ไม่ใช่ต้องการรักษาตึก อาคารสถานที่มากกว่าชีวิตของประชาชน เหมือนประเทศไทยยามนี้

แค่ประเด็นเดียวคือเรื่องข้อตกลงการค้ากับจีน ใต้หวันเค้ายังยอมให้นักศึกษาเพียงแค่ 200 คน เข้าไปบุกยึดอาคารรัฐสภาได้

แต่ประเทศไทยต่อสู้กันขนาดที่มีประเทศเป็นเดิมพัน ดันปิดกั้นและต่อต้านขนาดใช้อาวุธร้ายแรงกับประชาชนผู้่อต้านอย่างสงบและปราศจากอาวุธ

ผู้ถืออำนาจรัฐต้องไม่ลืมว่ายิ่งปราบปรามรุนแรง การต่อต้านย่อมรุนแรงในระนาบเดียวกัน

มันเป็นสัจธรรม

แคน ไทเมือง

ขอบคุณภาพ-ข่าว จากไทยรัฐ เดลินิวส์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ขยะจากการชุมนุมถนนอักษะ ยังกระหึ่มโซเชียล!

ใ

....

..

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ผมคิดว่าที่กปปส. ออกมาช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาเห็นเลยว่า ทักษิณกลับมาเมืองไทยไม่ได้แล้ว : คริส เบเคอร์

..

ในจังหวะการเมืองไทยติดหล่ม รัฐบาลทำหน้าที่รักษาการ การเลือกตั้งไม่สำเร็จเสร็จสิ้น พร้อมการเกิดขึ้นของเสียงเรียกร้อง “นายกฯคนกลาง” และการมองหา “การปฏิรูป” ประเทศ

ทีมข่าว “ประชาชาติธุรกิจ ออนไลน์” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “คริส เบเคอร์” อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ไทยสัญชาติอังกฤษ ในฐานะผู้ที่คลุกคลีกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาอย่างยาวนาน จนสามารถอ่าน พูดภาษาไทยชัดเจน ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยลึกซึ้ง และสังเกตการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด กระทั่งช่วงมีม็อบ กปปส. ก็ไปดูและฟังเพื่อสัมผัสอารมณ์สังคม และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเมืองไทย

อาจารย์คริส เบเคอร์ จบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 1 และปริญญาเอกประวัติศาสตร์อินเดีย จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ สอนประวัติศาสตร์เอเชียอยู่เคมบริดจ์ เกือบ 10 ปี กระทั่งย้ายมาไทยเมื่อปี 2522 เข้าทำงานในสายงานธุรกิจ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดบริษัทจอห์นนี่วอล์คเกอร์ พร้อมไปกับเป็นศาสตราจารย์รับเชิญมหาวิทยาลัยเกียวโต หลังจากตัดสินใจออกจากงานในออฟฟิศ อาจารย์คริส หันมาเรียนภาษาไทยจริงจัง อ่านและคลุกคลีกับงานวิชาการภาษาไทยมายาวนาน รวมถึงเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมืองไทย จนถึงโอกาสที่อาจารย์คริสได้แปลหนังสือ “ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย” ร่วมกับ “ผาสุก พงษ์ไพจิตร” จากฉบับภาษาอังกฤษ มาเป็นภาษาไทยครั้งแรก

นี่คือเนื้อหาบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ที่ “ประชาชาติธุรกิจ ออนไลน์” พูดคุยกับอาจารย์คริส

@อยู่กับข้อมูลประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอดีตมาจนถึงเขียนบรรทัดสุดท้ายสัปดาห์ที่แล้ว มองการเมืองไทยว่าเปลี่ยนแปลงและสวิงมากแค่ไหน

ตอนที่เราเขียนฉบับปรับปรุงเราเห็นว่าเมืองไทยเป็นเปลี่ยนเราเห็นว่าไทยกลายเป็น “Political Society” หรือสังคมที่คนส่วนใหญ่ในประเทศอยากจะมีบทบาทในการเมือง ซึ่งหากย้อนกลับไป 10-20 ปี เมืองไทยไม่ใช่แบบนี้เลยตอนนี้ คนสนใจการเมืองมาก ทั้งดูทีวี ฟังวิทยุอ่านหนังสือพิมพ์ ออกไปบนถนน นี่เป็นสิ่งที่ใหม่ของการเมืองไทย ซึ่งเราได้พูดในเล่มภาษาไทยและภาษาอังกฤษเล่มล่าสุดว่า สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เป็นสังคม “Political Society” และเห็นการเมืองสำคัญมากขึ้น เป็นการเมืองมวลชนมากขึ้น

@เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ในสมัยไหน

ผมคิดว่าเริ่มตอนสมัยทักษิณ แต่ก่อนหน้านั้นก็สังเกตเห็นได้จากสมัชชาคนจน กลุ่มเอ็นจีโอ หรือจากรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่คิดว่าหลังจากคุณทักษิณเข้ามาช่วงได้รับการเลือกตั้งสมัยที่ 2 เริ่มชัดขึ้น เพราะเริ่มมีเสื้อเหลืองออกมาแล้ว จากนั้นก็มีเสื้อแดง นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่มาก
แต่ต้องบอกว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทยไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ คือมันต้องเกิดสิ่งนี้ เมื่อคนส่วนใหญ่ในประเทศอยากจะมีบทบาทในการเมือง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในสถาบัน ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของรัฐบาล และอีกหลายๆ อย่าง ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่มีอำนาจในอดีต ก็ต้องให้เวลาเขาปรับความคิด ให้รู้สึกสบายใจมากขึ้น
แต่จะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ นะ ต้องใช้เวลาอีกหลายปี เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นช่วงปลายปีที่ผ่านมาไม่ใช่ระลอกสุดท้าย จะยังมีอีก

@รัฐประหารไม่เวิร์กอีกต่อไปแล้วในเมืองไทย

แน่นอน ตอนที่เกิดรัฐประหารครั้งที่แล้ว ผมกับอาจารย์ผาสุกก็เขียนบทความออกมาทันทีว่า การทำแบบนี้จะไม่เวิร์ก เราถูกต่อว่ามากหลังเขียนบทความ เพราะขณะเดียวกันคนในกรุงเทพฯ ช่วงปี2549 ชอบการรัฐประหารมาก เขาบอกว่า มันดีมาก แต่ผมกับอาจารย์ผาสุกว่า สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีทางที่กลุ่มทหารจะจัดตั้งรัฐบาลได้
ตอนนี้สังคมไม่เหมือนสมัยคุณอานันท์ (ปันยารชุน) แล้ว ตอนนั้นมีเทคโนแครตเก่งๆ ไม่กี่คนเข้ามาแล้วทำได้ดี มองย้อนไปรัฐบาลสุรยุทธ์ (จุลานนท์) คนที่เก่งไม่ยอมร่วมรัฐบาลนั้น ส่วนมากเป็นข้าราชการอายุมากๆ ไม่มีไฟในการทำงานและกลัวที่จะทำงาน กลัวว่าระบบรัฐสภากลับมาแล้ว จะถูกฟ้องหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมถึงคิดว่า ในปัจจุบัน ถ้ามีรัฐบาลกลาง ซึ่งผมเองไม่เข้าใจว่า “กลาง” คืออะไร เพราะคิดว่าที่นี่ไม่มีกลางแล้ว (หัวเราะ) แต่ว่าถ้าหากมีรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้ง ผมคิดว่าไม่เหมาะ เพราะมีคนพูดถึงการปฏิรูปแต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาว่าที่จริงคืออะไร ไม่เขียนออกมา เพราะรู้ว่า ถ้าพูดรายละเอียดจะกลางหรือไม่และถูกต่อต้านทันที

@คนจำนวนหนึ่งไม่ได้มองการเติบโตของระบอบประชาธิปไตยในไทยว่าเป็นเรื่องของโครงสร้าง แต่กลับไปติดที่ “ทักษิณ”คนเดียวอาจารย์เห็นว่าสังคมไทยจะก้าวข้ามไปได้มั้ย

ที่จริงโดยปกติในประวัติศาสตร์ สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมาจากการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในสังคมช่วง30 ปีที่ผ่านมา แต่ว่าในทุกๆ ประวัติศาสตร์ต้องมีบุคคลที่เป็นผู้นำมาอยู่เบื้องหน้า และมีการเคลื่อนไหวที่อยู่เบื้องหลัง

คนอย่างคุณทักษิณซับซ้อนมาก เขาขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแล้วชนะการเลือกตั้งสมัยแรก เขาบอกว่า อยากให้รัฐบาลไทยใช้วิธีทำงานแบบธุรกิจเพราะเขาเป็นนักธุรกิจ คนในกรุงเทพฯ ก็เชียร์กันใหญ่ แล้วเขาก็พูดว่า เขาอยากแก้คอร์รัปชั่น หรือระบบเจ้าพ่อ ถ้ามาย้อนดูสมัยแรกทักษิณเป็นวีรบุรุษให้กับคนในเมือง แต่ต่อจาก 4 ปีแรกไปแล้ว เขาเปลี่ยนมาก คนเริ่มเข้าใจว่าเขาเป็นนักธุรกิจที่ไม่มีจริยธรรมอะไรเลย เขาไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดเขาเป็นสนใจเงินอย่างมาก วิธีคิดของคนในเมืองต่อคุณทักษิณก็เริ่มเปลี่ยน คุณทักษิณเองก็เริ่มจะเปลี่ยนเพราะเห็นว่ามีชาวบ้านอยากจะมีบทบาทในการเมือง คุณทักษิณหันมาดูแลต่างจังหวัดมากกว่าในเมือง หันมามีทัวร์นกขมิ้น ไปในอีสาน หันมาแก้ความยากจน คนในเมืองก็คิดว่า เอ๊ะ คุณทักษิณหายไปไหน ทำไมเขาถึงออกไปช่วยคนที่อื่น ทั้งที่เขาเป็นคนที่เราเลือกมาให้เป็นนายกฯ

คนในเมืองคิดว่า ทักษิณเปลี่ยนไปผมไม่รู้จะพูดในภาษาไทยยังไง เพื่ออธิบายว่าความรู้สึกของคนในเมืองที่ปัจจุบันเกลียดทักษิณว่าเป็นแบบไหน แต่ในภาษาอังกฤษคือคำว่า “Jilted Lover” เหมือนเป็น “คู่รักเก่าที่ทิ้งกันไป” คือเจ็บใจมากแล้วก็จะเกลียด หากดูวิสัยทัศน์ของคนในเมืองปัจจุบันที่มีต่อคุณทักษิณ มันเป็นอย่างนี้เลย คือไม่ค่อยมีเหตุมีผลสักเท่าไหร่ คนในเมืองมีภาพลักษณ์ว่าคุณทักษิณเป็นมารของเมืองไทย ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเลว หรือคิดว่าเขาเป็นคอร์รัปชั่นมากที่สุด ไม่ใช่หรอกมีคนที่แย่กว่านั้นอีก แต่นี่เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับ มันปรับเปลี่ยนไม่ได้หรอก เราต้องรอให้สมัยของคุณทักษิณจบลง และคิดว่ามันจะเกิดขึ้นแล้ว

ผมคิดว่าที่กปปส. ออกมาช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาเห็นเลยว่า ทักษิณกลับมาเมืองไทยไม่ได้แล้วหรือว่าต้องรอให้คุณทักษิณอายุมากๆแล้ว และไม่มีบทบาททางการเมืองแล้วค่อยกลับมา

ประชาชาติออนไลน์
อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่…
อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่…
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1396580498

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เผยปริศนา..ปฎิหารย์งูเล็ก 4 ตัวก้นหลุมศาลหลักเมืองสู่การแก้อาถรรพ์ : เสธ.น้ำเงิน

เผยปริศนา..ปฎิหารย์งูเล็ก 4 ตัวก้นหลุมศาลหลักเมืองสู่การแก้อาถรรพ์

เมื่อวันที่ 6 เม.ย.57 ที่ผ่านมาเป็น “วันจักรี” เนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 6 เมษายน ปี พ.ศ. 2325 นั้นเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือ พระรามาธิบดีที่ 1 ทรงเสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และยังทรงสร้างและสถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นเป็นนครหลวงแห่งใหม่ของไทยอีกด้วย
ตามประเพณีไทยแต่โบราณมา เมื่อจะมีการสร้างเมืองใหม่ขึ้น ณ ที่ใดก็ตามสิ่งที่จะต้องทำเป็นประการแรกก็คือ หาฤกษ์ยามอันดีฝังเสาหลักเมือง แล้วหลังจากนั้นจึงจะดำเนินการสร้างบ้านสร้างเมืองกันต่อไปตามธรรมเนียมพราหมณ์ (หลักเมืองเก่าแก่ที่สุดในไทย ก็คือ หลักเมืองศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์ ทำด้วยศิลาจารึก) จึงดำรัสสั่งให้พระยาธรรมาธิกรณ์ กับ พระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมช่างและบ่าวไพร่ ได้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง ที่ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ต้นใหญ่มาก มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 30 นิ้ว สูง 108 นิ้ว
แกนในเป็นเสาไม้ชัยพฤกษ์ มีไม้จันทน์ประดับนอก ลงรักปิดทอง หัวเสาเป็นทรงบัวตูม ภายในกลวงสำหรับบรรจุชะตาพระนคร ดวงนี้อยู่ใจกลางยันต์สุริยาทรงกลด จารึกในแผ่นทอง เงิน นาก ตรงปลายเสาทำเป็นรูปหัวเม็ดทรงมัณฑ์ บรรจุดวงชะตาของกรุงเทพฯ ไว้ภายใน ณ วันอาทิตย์เดือน 6 ขึ้น 10ค่ำ เดือน 6 ปีขาล ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 เวลา 06:54 น. เพื่อให้บ้านเมืองมั่นคงเป็นปึกแผ่น ไม่มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง และเกิดความร่มเย็น เจริญรุ่งเรือง
ในปลายเสาหลักเมือง ทำเป็นหัวเม็ดทรงมัณฑ์ จะบรรจุดวงชะตาของเมืองที่จะสร้างขึ้นไว้ด้วย การวางชะตาเมืองนี้เป็นเรื่องสำคัญ โหรหลวงจะต้องผูกชะตาเมืองถวาย พร้อมกับทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองล่วงหน้ได้ เมื่อครั้งนั้น โหรหลวงได้ทูลเกล้าฯ ถวายดวงเมือง 2 แบบ คือ แบบแรก บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรือง ไม่มีเหตุวุ่นวาย แต่ทว่าจะต้องมีอยู่ระยะหนึ่ง ที่ประเทศไทยต้องตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ
แบบหลัง ประเทศไทยจะมีแต่เรื่องยุ่งวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด แต่ทว่าจะสามารถรักษาเอกราชได้ตลอดไป ปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเลือกดวงเมืองตามแบบหลัง เพราะพระองค์คงจะทรงเห็นว่าการที่จะต้องตกไปเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่นนั้น แม้บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองแค่ไหนก็ไม่ความหมายอันใด เมื่อสิ้นความเป็นไทย
การฝังเสาหลักเมืองครั้งนั้น อัญเชิญก้อนดินซึ่งพลีมาแต่ทิศทั้ง 4 แห่งพระนคร กระทำให้เป็นก้อนกลมดุจลูกนิมิต ลงสู่ก้นหลุมเป็น ลำดับกันไป เริ่มแต่ทิศบูรพา ทักษิณ ปัจฉิม และอุดร จากนั้นก็นำแผ่นศิลาลงยันต์ สำหรับรองรับหลัก วางลงบน ก้อนดินทั้ง 4 นั้น ต่อมาได้เกิดอวมงคลนิมิต ขึ้น คือ เมื่อถึงมหาพิชัยฤกษ์อัญเชิญเสาลงสู่หลุม ทุกอย่างเป็นไปตามฤกษ์แล้ว ขณะที่พราหมณ์กำลังเลื่อนเสาลงหลุม ก็พบเหตุประหลาด ปรากฏว่ามีปฎิหารย์งูเล็ก 4 ตัวลงไปอยู่ก้นหลุมในขณะเคลื่อนเสา ครั้นจะหยุดเสาเมืองไว้ก็ไม่ได้ เพราะพิธีทุกอย่างต้องเป็นไปตามฤกษ์
จึงจำเป็นต้องปล่อยเลยตามเลย โดยปล่อยเสาลงหลุมและกลบงูทั้ง 4 ตัวตายอยู่ภายในก้นหลุมไว้กับเสาหลักเมืองด้วย เชื่อว่าไม่มีการนำคนทั้งเป็นมาฝัง เพราะคะเนพระราชอัชฌาสัย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 ว่าทรงยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และไม่ทรงโปรดให้พลีกรรมด้วยการฆ่าสัตว์เป็น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงปริวิตกเป็นอันมาก ต่อมาเกิดฟ้าผ่าไฟไหม้พระที่นั่งอมรินทร์มหาปราสาท ทำให้ทรงพระราชวินิจฉัยออกมาว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์เมือง
โดยที่เทพยดาบันดาลให้เกิดฟ้าผ่าจนไฟไหม้พระมหาปราสาท ตามธรรมดาต้องเสียเมืองก่อนจึงจะเสียพระมหาปราสาท คราวนี้ได้เสียพระมหาประสาทไปแล้วเท่ากับเสียเมืองไป บรรดาโหราจารย์ทั้งหลายต่างทำนายตรงกันว่า เหตุการณ์นี้เป็นอวมงคลคือ เป็นเรื่องไม่ดี แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าจะทำให้เกิดเหตุร้ายสิ่งใด ทรงทำนายชะตาเมืองว่า จะอยู่ในเกณฑ์ร้ายนับจากวันยกเสาหลักเมืองเป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน จึงสิ้นพระเคราะห์ ช่วงนั้น เป็นช่วงที่ไทยติดพันศึกพม่าจนถึงศึกเก้าทัพ เป็นเวลา 7 ปีกว่า จึงสิ้นสุดการรบพันตูหลังครบห้วงเวลาดังกล่าวพอดี ทั้งยังทรงทำนายว่า จักดำรงวงศ์กษัตริย์จะสิ้นสุดลงในเวลา 150 ปี ซึ่งก็สร้างความวิตกให้ผู้คนตลอดมา
ต่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ซึ่งทรงเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์มาก อีกทั้งทรงตรวจดวงพระชะตาของพระองค์ว่าเป็นอริแก่ลัคนาดวงเมืองกรุงเทพฯ ท่านจึงทรงทำพิธีแก้เคล็ดอาถรรพณ์อย่างแบบยนปัญญา โดยทรงพระราชดำริว่าหลักเมืองเดิมชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่ได้ซ่อมแซมมาหลายรัชกาล จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำขึ้นใหม่ โดยโปรดทรงแก้ไขดวงเมือง ประกอบพิธีจาริกดวงพระชันษาพระมหานครลงบนแผ่นทองคำหนัก 1 บาท ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
โปรดให้ถอนเสาหลักเมืองเดิมออก และประดิษฐานฝังเสาหลักเมืองใหม่ขึ้นอีกเสาหนึ่งคู่กัน กับเสาเดิม แกนในเป็นเสาไม้สัก มีไม้ชัยพฤกษ์ประดับนอก หัวเสาเป็นรูปยอดเม็ดทรงมัณฑ์ พร้อมบรรจุชะตาพระนคร ให้มีสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล มีอุดมมงคลฤกษ์ ในวันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2395 เวลา 04:48 น. แล้วให้ช่างสร้างแปลงรูปศาลหลักเมืองเสียใหม่ ให้ยอดเป็นรูปปรางค์ตามอย่างศาลาที่กรุงศรีอยุธยา จากนั้นทรงบรรจุดวงพระชันษาพระมหานครใหม่ไว้ที่เสาหลักเมือง และมีการสมโภชฉลองด้วย
ด้วยเหตุนี้ เสาหลักเมืองที่ประดิษฐาน ณ ศาลพระหลักเมืองกรุงเทพฯ จึงมี 2 ต้น คือเสาเดิมครั้งรัชกาลที่ 1 คือต้นสูง ที่ได้ทำพิธีถอนเสาแล้ว แต่หาที่เก็บที่เหมาะสมไม่ได้จึงคงไว้ ส่วนเสาพระหลักเมืองครั้งรัชกาลที่ 4 คือ ต้นที่มีส่วนสูงทอนลงมา และด้วยความชาญฉลาดของพระองค์ ยังทรงมีพระราชดำริ จะสร้างสะพานเชื่อมเมืองหลวงใหม่ กรุงเทพ กับเมืองหลวงเก่าฝั่งธนให้ติดต่อถึงกัน แก้เคล็ดอีกทางด้วย แต่ในยุคนั้นยังไม่มีเทคโนโลยี สามารถสร้างสะพานข้ามแม่น้ำที่กว้างขนาดนั้นได้
เป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์ ที่ในสมัยในรัชกาลที่ 4 – 5 นั้น บ้านเมืองต่าง ๆ โดยรอบประเทศไทย ไม่ว่าลาว เขมร พม่า มลายู ต่างตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส และอังกฤษจนหมดสิ้น แม้แต่ประเทศใหญ่อย่างอินเดีย ก็ยังตกเป็นของอังกฤษ มีแต่ประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่รักษาเอกราช คงความเป็นไทมาได้
จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งกำหนดจะมีงานเฉลิมฉลอง กรุงเทพมหานคร 150 ปี ใน พ.ศ. 2475 ทรงคำนึงถึงพระราชดำริในรัชกาลที่ 4 ที่จะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อม 2 ฝั่ง อีกทั้งยังทรงเห็นว่า กรุงเทพมหานครได้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาก และขยายไปทางด้านตะวันออก มากกว่าด้านอื่น แต่ทางด้านฝั่งธนบุรีมีพื้นที่ติดกัน เป็นเรือกสวนและมีผู้คนอาศัยอยู่มาก การไปมากับฝั่งพระนคร ยังยากลำบากต้องใช้แต่ทางเรือ ถ้าสร้างสะพานเชื่อมถึงกันจะได้ประโยชน์ ในโอกาสฉลองกรุงเทพฯ 150 ปี ควรจะมีสิ่งที่เป็นอนุสรณ์สถานสร้างไว้ เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดจุฬาโลก ที่สร้างกรุงเทพมหานครขึ้น
โปรดเกล้าฯ ให้คณะอภิรัฐมนตรี สภาประชุมปรึกษาหารือกัน เห็นชอบพระราชดำริที่จะสร้างอนุสรณ์สถาน 2 สิ่งคู่กัน โดยเชิญชวนประชาชนร่วม เฉลิมพระเกียรติสนองพระเดชพระคุณ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก คือ พระบรมรูปองค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้สร้างกรุงเทพมหานคร กับอีกสิ่งหนึ่งคือ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เป็นพระราชดำริมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 โดยกำหนดสถานที่ปลายถนนตรีเพชร ฝั่งพระนคร ข้ามไปลงที่บริเวณด้านวัดประยุรวงศาวาส จากนั้นตัดถนนกระจายไปในเขตฝั่งธนบุรี
พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ อุปนายกราชบัณฑิตสถาน ซึ่งทรงอำนวยการแผนกศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และคมนาคมอำนวยการสร้าง เปิดประมูลได้บริษัท ทดอร์แมนลอง จากประเทศอังกฤษ เป็นผู้ออกแบบก่อสร้าง ท้องสะพานสูงเหนือน้ำ 7.5 เมตร สามารถยกสะพานขึ้นลง เพื่อเปิดทางให้เรือขนาดใหญ่ผ่านได้ ออกแบบให้มีรูปลักษณ์เหมือนลูกศร มีปลายอยู่ที่ฝั่งธนบุรี
งบประมาณการสร้างปฐมบรมราชานุสรณ์ทั้ง 2 สิ่งนี้ ประมาณ 4 ล้านบาท พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงบริจาคราชทรัพย์ ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่ง และรัฐบาลสมทบงบประมาณแผ่นดิน อีกจำนวนหนึ่ง อีกทั้งทรงมีพระราชดำริ เปิดรับบริจาคเงินจากประชาชนให้มีส่วนร่วมในการสร้างด้วย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามสะพานนี้ว่า “สะพานพระพุทธยอดฟ้า” จวบจนมาถึงปัจจุบัน
สงครามโลกครั้งที่ 2 สะพานพระพุทธยอดฟ้า ถูกฝ่ายสัมพันธมิตร ทิ้งระเบิดจนเสียหาย เพื่อตัดเส้นทางลำเลียง ของกองทัพญี่ปุ่น พอสงครามสงบองค์การสหประชาชาติ ได้นำสะพานเบลลีมาทอดให้ชั่วคราว จนถึงปี พ.ศ. 2491 รัฐบาลจึงได้บูรณะ และกลับมาใช้ได้ตามปกติ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และเป็นอนุสรณ์สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์
ส่วนคำทำนายว่าจักดำรงวงศ์กษัตริย์สืบไป 150 ปีนั้น ไปครบเอาปี พ.ศ. 2475 พอดี ซึ่งเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในระยะนั้น เจ้านาย 4 พระองค์เป็นผู้รับผิดชอบกิจการของบ้านเมือง ทั้งฝ่ายนอกฝ่ายใน ซึ่งทุกพระองค์ทรงมีพระราชสมภพในปีเดียวกันทั้ง 4 พระองค์คือ ปีมะเส็งซึ่งหมายถึงงูเล็ก หรืองูทั้ง 4 ตัวที่ตายอยู่ในหลุมฝังเสาหลักเมืองวันนั้น นิมิตงูเล็กในเสาหลักเมืองสมัยรัชการที่ 1 จึงเป็นเรื่องอัศจรรย์
แต่ด้วยพระบารมีของรัชกาลที่ 4 ที่ทรงแก้อาถรรพณ์ล่วงหน้าเสีย โดยถอนเสาหลักเมืองเดิม และวางดวงชะตาพระนครขึ้นใหม่ จึงไม่เป็นไปตามคำทำนาย เพียงเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เท่านั้น และจะทำให้ดำรงวงศ์กษัตริย์อยู่คู่กับกรุงเทพมหานคร ตลอดไป อีกตราบนานเท่านาน
เมื่อวันที่ 6 เม.ย.57 ที่ผ่านมาเป็น “วันจักรี” เนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 6 เมษายน ปี พ.ศ. 2325 นั้นเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือ พระรามาธิบดีที่ 1 ทรงเสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และยังทรงสร้างและสถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นเป็นนครหลวงแห่งใหม่ของไทยอีกด้วย
ตามประเพณีไทยแต่โบราณมา เมื่อจะมีการสร้างเมืองใหม่ขึ้น ณ ที่ใดก็ตามสิ่งที่จะต้องทำเป็นประการแรกก็คือ หาฤกษ์ยามอันดีฝังเสาหลักเมือง แล้วหลังจากนั้นจึงจะดำเนินการสร้างบ้านสร้างเมืองกันต่อไปตามธรรมเนียมพราหมณ์ (หลักเมืองเก่าแก่ที่สุดในไทย ก็คือ หลักเมืองศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์ ทำด้วยศิลาจารึก) จึงดำรัสสั่งให้พระยาธรรมาธิกรณ์ กับ พระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมช่างและบ่าวไพร่ ได้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง ที่ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ต้นใหญ่มาก มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 30 นิ้ว สูง 108 นิ้ว
แกนในเป็นเสาไม้ชัยพฤกษ์ มีไม้จันทน์ประดับนอก ลงรักปิดทอง หัวเสาเป็นทรงบัวตูม ภายในกลวงสำหรับบรรจุชะตาพระนคร ดวงนี้อยู่ใจกลางยันต์สุริยาทรงกลด จารึกในแผ่นทอง เงิน นาก ตรงปลายเสาทำเป็นรูปหัวเม็ดทรงมัณฑ์ บรรจุดวงชะตาของกรุงเทพฯ ไว้ภายใน ณ วันอาทิตย์เดือน 6 ขึ้น 10ค่ำ เดือน 6 ปีขาล ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 เวลา 06:54 น. เพื่อให้บ้านเมืองมั่นคงเป็นปึกแผ่น ไม่มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง และเกิดความร่มเย็น เจริญรุ่งเรือง
ในปลายเสาหลักเมือง ทำเป็นหัวเม็ดทรงมัณฑ์ จะบรรจุดวงชะตาของเมืองที่จะสร้างขึ้นไว้ด้วย การวางชะตาเมืองนี้เป็นเรื่องสำคัญ โหรหลวงจะต้องผูกชะตาเมืองถวาย พร้อมกับทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองล่วงหน้ได้ เมื่อครั้งนั้น โหรหลวงได้ทูลเกล้าฯ ถวายดวงเมือง 2 แบบ คือ แบบแรก บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรือง ไม่มีเหตุวุ่นวาย แต่ทว่าจะต้องมีอยู่ระยะหนึ่ง ที่ประเทศไทยต้องตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ
แบบหลัง ประเทศไทยจะมีแต่เรื่องยุ่งวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด แต่ทว่าจะสามารถรักษาเอกราชได้ตลอดไป ปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเลือกดวงเมืองตามแบบหลัง เพราะพระองค์คงจะทรงเห็นว่าการที่จะต้องตกไปเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่นนั้น แม้บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองแค่ไหนก็ไม่ความหมายอันใด เมื่อสิ้นความเป็นไทย
การฝังเสาหลักเมืองครั้งนั้น อัญเชิญก้อนดินซึ่งพลีมาแต่ทิศทั้ง 4 แห่งพระนคร กระทำให้เป็นก้อนกลมดุจลูกนิมิต ลงสู่ก้นหลุมเป็น ลำดับกันไป เริ่มแต่ทิศบูรพา ทักษิณ ปัจฉิม และอุดร จากนั้นก็นำแผ่นศิลาลงยันต์ สำหรับรองรับหลัก วางลงบน ก้อนดินทั้ง 4 นั้น ต่อมาได้เกิดอวมงคลนิมิต ขึ้น คือ เมื่อถึงมหาพิชัยฤกษ์อัญเชิญเสาลงสู่หลุม ทุกอย่างเป็นไปตามฤกษ์แล้ว ขณะที่พราหมณ์กำลังเลื่อนเสาลงหลุม ก็พบเหตุประหลาด ปรากฏว่ามีปฎิหารย์งูเล็ก 4 ตัวลงไปอยู่ก้นหลุมในขณะเคลื่อนเสา ครั้นจะหยุดเสาเมืองไว้ก็ไม่ได้ เพราะพิธีทุกอย่างต้องเป็นไปตามฤกษ์
จึงจำเป็นต้องปล่อยเลยตามเลย โดยปล่อยเสาลงหลุมและกลบงูทั้ง 4 ตัวตายอยู่ภายในก้นหลุมไว้กับเสาหลักเมืองด้วย เชื่อว่าไม่มีการนำคนทั้งเป็นมาฝัง เพราะคะเนพระราชอัชฌาสัย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 ว่าทรงยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และไม่ทรงโปรดให้พลีกรรมด้วยการฆ่าสัตว์เป็น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงปริวิตกเป็นอันมาก ต่อมาเกิดฟ้าผ่าไฟไหม้พระที่นั่งอมรินทร์มหาปราสาท ทำให้ทรงพระราชวินิจฉัยออกมาว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์เมือง
โดยที่เทพยดาบันดาลให้เกิดฟ้าผ่าจนไฟไหม้พระมหาปราสาท ตามธรรมดาต้องเสียเมืองก่อนจึงจะเสียพระมหาปราสาท คราวนี้ได้เสียพระมหาประสาทไปแล้วเท่ากับเสียเมืองไป บรรดาโหราจารย์ทั้งหลายต่างทำนายตรงกันว่า เหตุการณ์นี้เป็นอวมงคลคือ เป็นเรื่องไม่ดี แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าจะทำให้เกิดเหตุร้ายสิ่งใด ทรงทำนายชะตาเมืองว่า จะอยู่ในเกณฑ์ร้ายนับจากวันยกเสาหลักเมืองเป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน จึงสิ้นพระเคราะห์ ช่วงนั้น เป็นช่วงที่ไทยติดพันศึกพม่าจนถึงศึกเก้าทัพ เป็นเวลา 7 ปีกว่า จึงสิ้นสุดการรบพันตูหลังครบห้วงเวลาดังกล่าวพอดี ทั้งยังทรงทำนายว่า จักดำรงวงศ์กษัตริย์จะสิ้นสุดลงในเวลา 150 ปี ซึ่งก็สร้างความวิตกให้ผู้คนตลอดมา
ต่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ซึ่งทรงเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์มาก อีกทั้งทรงตรวจดวงพระชะตาของพระองค์ว่าเป็นอริแก่ลัคนาดวงเมืองกรุงเทพฯ ท่านจึงทรงทำพิธีแก้เคล็ดอาถรรพณ์อย่างแบบยนปัญญา โดยทรงพระราชดำริว่าหลักเมืองเดิมชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่ได้ซ่อมแซมมาหลายรัชกาล จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำขึ้นใหม่ โดยโปรดทรงแก้ไขดวงเมือง ประกอบพิธีจาริกดวงพระชันษาพระมหานครลงบนแผ่นทองคำหนัก 1 บาท ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
โปรดให้ถอนเสาหลักเมืองเดิมออก และประดิษฐานฝังเสาหลักเมืองใหม่ขึ้นอีกเสาหนึ่งคู่กัน กับเสาเดิม แกนในเป็นเสาไม้สัก มีไม้ชัยพฤกษ์ประดับนอก หัวเสาเป็นรูปยอดเม็ดทรงมัณฑ์ พร้อมบรรจุชะตาพระนคร ให้มีสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล มีอุดมมงคลฤกษ์ ในวันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2395 เวลา 04:48 น. แล้วให้ช่างสร้างแปลงรูปศาลหลักเมืองเสียใหม่ ให้ยอดเป็นรูปปรางค์ตามอย่างศาลาที่กรุงศรีอยุธยา จากนั้นทรงบรรจุดวงพระชันษาพระมหานครใหม่ไว้ที่เสาหลักเมือง และมีการสมโภชฉลองด้วย
ด้วยเหตุนี้ เสาหลักเมืองที่ประดิษฐาน ณ ศาลพระหลักเมืองกรุงเทพฯ จึงมี 2 ต้น คือเสาเดิมครั้งรัชกาลที่ 1 คือต้นสูง ที่ได้ทำพิธีถอนเสาแล้ว แต่หาที่เก็บที่เหมาะสมไม่ได้จึงคงไว้ ส่วนเสาพระหลักเมืองครั้งรัชกาลที่ 4 คือ ต้นที่มีส่วนสูงทอนลงมา และด้วยความชาญฉลาดของพระองค์ ยังทรงมีพระราชดำริ จะสร้างสะพานเชื่อมเมืองหลวงใหม่ กรุงเทพ กับเมืองหลวงเก่าฝั่งธนให้ติดต่อถึงกัน แก้เคล็ดอีกทางด้วย แต่ในยุคนั้นยังไม่มีเทคโนโลยี สามารถสร้างสะพานข้ามแม่น้ำที่กว้างขนาดนั้นได้
เป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์ ที่ในสมัยในรัชกาลที่ 4 – 5 นั้น บ้านเมืองต่าง ๆ โดยรอบประเทศไทย ไม่ว่าลาว เขมร พม่า มลายู ต่างตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส และอังกฤษจนหมดสิ้น แม้แต่ประเทศใหญ่อย่างอินเดีย ก็ยังตกเป็นของอังกฤษ มีแต่ประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่รักษาเอกราช คงความเป็นไทมาได้
จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งกำหนดจะมีงานเฉลิมฉลอง กรุงเทพมหานคร 150 ปี ใน พ.ศ. 2475 ทรงคำนึงถึงพระราชดำริในรัชกาลที่ 4 ที่จะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อม 2 ฝั่ง อีกทั้งยังทรงเห็นว่า กรุงเทพมหานครได้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาก และขยายไปทางด้านตะวันออก มากกว่าด้านอื่น แต่ทางด้านฝั่งธนบุรีมีพื้นที่ติดกัน เป็นเรือกสวนและมีผู้คนอาศัยอยู่มาก การไปมากับฝั่งพระนคร ยังยากลำบากต้องใช้แต่ทางเรือ ถ้าสร้างสะพานเชื่อมถึงกันจะได้ประโยชน์ ในโอกาสฉลองกรุงเทพฯ 150 ปี ควรจะมีสิ่งที่เป็นอนุสรณ์สถานสร้างไว้ เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดจุฬาโลก ที่สร้างกรุงเทพมหานครขึ้น
โปรดเกล้าฯ ให้คณะอภิรัฐมนตรี สภาประชุมปรึกษาหารือกัน เห็นชอบพระราชดำริที่จะสร้างอนุสรณ์สถาน 2 สิ่งคู่กัน โดยเชิญชวนประชาชนร่วม เฉลิมพระเกียรติสนองพระเดชพระคุณ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก คือ พระบรมรูปองค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้สร้างกรุงเทพมหานคร กับอีกสิ่งหนึ่งคือ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เป็นพระราชดำริมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 โดยกำหนดสถานที่ปลายถนนตรีเพชร ฝั่งพระนคร ข้ามไปลงที่บริเวณด้านวัดประยุรวงศาวาส จากนั้นตัดถนนกระจายไปในเขตฝั่งธนบุรี
พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ อุปนายกราชบัณฑิตสถาน ซึ่งทรงอำนวยการแผนกศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และคมนาคมอำนวยการสร้าง เปิดประมูลได้บริษัท ทดอร์แมนลอง จากประเทศอังกฤษ เป็นผู้ออกแบบก่อสร้าง ท้องสะพานสูงเหนือน้ำ 7.5 เมตร สามารถยกสะพานขึ้นลง เพื่อเปิดทางให้เรือขนาดใหญ่ผ่านได้ ออกแบบให้มีรูปลักษณ์เหมือนลูกศร มีปลายอยู่ที่ฝั่งธนบุรี
งบประมาณการสร้างปฐมบรมราชานุสรณ์ทั้ง 2 สิ่งนี้ ประมาณ 4 ล้านบาท พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงบริจาคราชทรัพย์ ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่ง และรัฐบาลสมทบงบประมาณแผ่นดิน อีกจำนวนหนึ่ง อีกทั้งทรงมีพระราชดำริ เปิดรับบริจาคเงินจากประชาชนให้มีส่วนร่วมในการสร้างด้วย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามสะพานนี้ว่า “สะพานพระพุทธยอดฟ้า” จวบจนมาถึงปัจจุบัน
สงครามโลกครั้งที่ 2 สะพานพระพุทธยอดฟ้า ถูกฝ่ายสัมพันธมิตร ทิ้งระเบิดจนเสียหาย เพื่อตัดเส้นทางลำเลียง ของกองทัพญี่ปุ่น พอสงครามสงบองค์การสหประชาชาติ ได้นำสะพานเบลลีมาทอดให้ชั่วคราว จนถึงปี พ.ศ. 2491 รัฐบาลจึงได้บูรณะ และกลับมาใช้ได้ตามปกติ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และเป็นอนุสรณ์สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์
ส่วนคำทำนายว่าจักดำรงวงศ์กษัตริย์สืบไป 150 ปีนั้น ไปครบเอาปี พ.ศ. 2475 พอดี ซึ่งเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในระยะนั้น เจ้านาย 4 พระองค์เป็นผู้รับผิดชอบกิจการของบ้านเมือง ทั้งฝ่ายนอกฝ่ายใน ซึ่งทุกพระองค์ทรงมีพระราชสมภพในปีเดียวกันทั้ง 4 พระองค์คือ ปีมะเส็งซึ่งหมายถึงงูเล็ก หรืองูทั้ง 4 ตัวที่ตายอยู่ในหลุมฝังเสาหลักเมืองวันนั้น นิมิตงูเล็กในเสาหลักเมืองสมัยรัชการที่ 1 จึงเป็นเรื่องอัศจรรย์
แต่ด้วยพระบารมีของรัชกาลที่ 4 ที่ทรงแก้อาถรรพณ์ล่วงหน้าเสีย โดยถอนเสาหลักเมืองเดิม และวางดวงชะตาพระนครขึ้นใหม่ จึงไม่เป็นไปตามคำทำนาย เพียงเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เท่านั้น และจะทำให้ดำรงวงศ์กษัตริย์อยู่คู่กับกรุงเทพมหานคร ตลอดไป อีกตราบนานเท่านาน
ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บริเวณมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของสนามหลวง ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง ถนนมหาไชย เขตพระนคร ภายในศาลพระหลักเมืองกรุงเทพฯ นอกจากพระหลักเมืองแล้ว ยังเป็นที่ประดิษฐานเทพารักษ์สำคัญ 5 องค์ ที่ให้ความร่มเย็นแก่แผ่นดินและประชาราษฏร์ทั้งปวง คือ

- พระเสื้อเมือง และพระทรงเมือง เป็นรูปเทวดาสวมมงกุฎ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปิดทอง ขนาดความสูงใกล้เคียงกัน ลักษณะคล้ายกัน ต่างกันที่พระเสื้อเมือง พระหัตถ์ซ้ายถือคทา ส่วนพระทรงเมืองนั้น พระหัตถ์ซ้ายถือพระขรรค์

- พระกาฬไชยศรี เป็นรูปพระกาฬประทับอยู่บนหลังนกแสก สันนิษฐานว่าจะมาแต่อุมาปางหนึ่งซึ่งพวกฮินดูนิยมทำรูปไว้บูชา

- เจ้าพ่อเจตคุปต์ กับ เจ้าพ่อหอกลองนั้น แต่เดิมคงมีชื่อเรียกเดียวกันว่า เจตคุปต์ อันเป็นชื่อเรียกของเสนาพระยมราช ทำหน้าที่จดบัญชีคนทำดีทำชั่วในยมโลก เพราะมีรูปร่างคล้ายกันทั้งสององค์ ต่อมามีชื่อเรียกต่างกันไปนั้น คงเป็นเพราะองค์ที่จำหลักด้วยไม้ มีศาลเล็ก ๆ อยู่ใกล้คุก จึงเรียกกันว่าเจตคุก หรือเจตคุปต์ ส่วนองค์ที่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์อยู่ใกล้หอกลอง จึงเรียกกันว่าเจ้าพ่อหอกลอง

การที่เทวรูปต่าง ๆ มารวมกันอยู่ที่ศาลหลักเมือง ทำให้ศาลหลักเมืองกลายเป็นที่ชุมนุมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่พึ่งทางใจของผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ การได้รู้เรื่องราวความเป็นมาของเสาหลักเมือง อยากจะให้ทุกคนระลึกถึงคุณูปการที่บรรพบุรุษ ท่านสามารถสร้างบ้านสร้างเมืองให้พวกเราอยู่จนทุกวันนี้ ควรจะช่วยกันทำนุบำรุงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังสืบต่อไป..ใครว่าง และมีโอกาส ช่วงสงกรานต์นี้ จะไปกราบไว้ศาลหลักเมืองและเทพารักษ์สำคัญ 5 องค์ ก็จะเป็นศิริมงคลกับชีวิตตนเองและครอบครัวรับปีใหม่ไทยอย่างมากมาย (โห..งวดนี้ใบ้เลขหวยข้างบนเพียบเลย..ฮา)

ที่มีการบอกกล่าวกันว่า ได้มีการอัญเชิญท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 เข้ามาประกอบพิธีด้วย ท่านว่า “ให้ปลูกโรงศาลโรงพิธีขึ้นใกล้ๆ กับหลุมที่จะขุด เพื่อจะปักเสาหลักเมืองนั้น ตั้งศาลจตุโลกบาลทั้ง 4 ทิศขึ้น 4 ศาล” เทียบได้กับทั้ง 4 มุมเมือง ดังนั้นคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางคาถาอาคม หรือเครื่องรางของขลัง ฝ่ายชั่วไสยดำแน่นขนาดไหนก็ตาม ที่เป็นปฏิปักษ์กับราชวงศ์จักรี เพียงแต่เดินผ่านมุมเมืองทั้งสี่มุมใดมุมหนึ่งเข้ามา วิชาอาคมทั้งปวงก็จะเสื่อมหมดสิ้น

เช่นเดียวกับผู้ปกครองบ้านเมืองที่คิดว่าตัวเองคือพระเจ้าของเสื้อแดง รวมทั้งพวกนักการเมือง ข้าราชการ ที่อยู่ในตำแหน่ง แล้วทรยศต่อราชวงศ์จักรี หรือพวกหมิ่นเบื้องสูงทั้งหลาย ที่อยากจะทำอะไรตามใจตัวเองก็ทำได้นั้น ก็ไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จ จะเกิดความวิบัติฉิบหายตามกรรมตามเวรของแต่ละคน

ลองไปดูตั้งแต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ตัวอย่างคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งคนสำคัญๆ ล้วนแต่ดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยากันมาแล้วทั้งนั้น และเมื่อปฏิวัติแล้วก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่แล้วทุกคนก็แตกกระสานซ่านเซ็นกันไปเกือบทุกคน

เท่านั้นยังไม่พอ คำสาปแช่งยังติดตามจองล้างจองผลาญกัน อย่างไม่ลืมหูลืมตาเอาด้วย ไม่ว่าเป็นพระยาทรงสุรเดช พระยาศรสิทธิสงคราม และคนอื่นๆ แม้แต่จอมพล ป. พิบูลสงครามเอง ทุกคนใช้ชีวิตสุดท้าย ด้วยความทุกข์ยาก และตายไม่ดีกันทั้งนั้น , รองอำมาตย์เอก พลโท ประยูร ภมรมนตรี เป็นหนึ่งในคณะผู้ก่อการปฏิวัติฝ่ายพลเรือน เสียชีวิตจากการถูกรถโดยสารประจำทางสาย 204 พุ่งชนขณะนั่งรถ ที่สี่แยกราชประสงค์ แม้แต่หลวงประดิษฐ์มนูธรรม แม้ว่าจะทำบุญกุศล และสร้างเกียรติยศให้แก่บ้านเมืองเพียงไร ก็ไม่มีโอกาสได้ตายอย่างรัฐบุรุษของชาติ แต่ตายนอกประเทศที่ตนเองกอบกู้มันเอาไว้

ในสมัยรัฐบาลเทียมปูเน่า สังเกตพบการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีความวิปวิตรุนแรงอาเพศ มีแจ้งอยู่ในตำราอภิไทโพธิบาทว่าเหตุการณ์วิปริตต่างๆที่เกิดขึ้นถือเป็น “อุบาท” ต่างๆ ในช่วงฝืนกรรมอยู่ในอำนาจ ตามคัมภีร์โบรราณ หลายลักษณะคือ

1 .อุบาทว์พระอินทร์ เช่น ตกจากพาหนะ คือ เมื่อคราปูเน่าไปเชียงใหม่ ตกจากรถร่วงลงมานั่งก้นจ้ำเบ้า จนขากระเผลกมาถึงปัจจุบัน

2.อุบาทว์พระเพลิง เช่น เกิดแตกหักขึ้นมาเฉยๆ เองโดยไม่มีผู้ใดไปแตะต้อง คือ ช่วงวันที่ 6 มี.ค.57 ปูเน่าหนีไปอีสาน ไปเป็นประธานถวายผ้าห่มองค์พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร ที่เป็นพระธาตุที่เก่าแก่ คู่บ้านคู่เมืองคนอีสานมานานหลายชั่วอายุคน คนแก่บางคนว่าอาจถึง 1,000 ปี มีความศักดิ์สิทธิ์มาก แต่เพราะดวงปูเน่าวิบัติแล้ว ถึงขนาดเกิดอาเพศวิปริตธรรมชาติ เมื่อราววันที่ 20 มีนาคม 2557 เวลา 20.00 น. เกิดพายุหมุนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พัดเอาส่วนยอดสูงสุดของพระธาตุเชิงชุม สกลนคร จนหักสะบั้น (อาจตีความเป็นอุบาทว์พระพายก็ได้)

3.อุบาทว์พระยม เช่น นกร้ายมาเยือน คือ นกแสก , สัตว์เลื้อยคลาน คากคกตู่ ใส้เดือนเต้น ฯลฯ เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านในวงศ์วาน หรือ นกแร้งมาเกาะที่บ้าน คือ ปึ้งเหม่งผู้ไร้ผม..เลี้ยงสัตว์อัปมงคลไว้ในเรือนแท้ๆ..Animal Planet ว่างั้นเถอะ..ฮา

4.อุบาทว์พระพาย เช่น ลางจากนาคเล่นน้ำ หรือ งูฟ้า เป็นปรากฎการณ์ ทอร์นาโดขนาดเล็กหรือพายุหมุนงวงช้าง ปลาย ต.ค.56 เกิดที่สงขลา , เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2557 เกิดในทะเลจังหวัดระยองรวม 2 จุด จุดแรกใกล้กับเกาะเสม็ด ต.เพ อ.เมืองระยอง จุดที่สองเกิดขึ้นบริเวณก้นอ่าว หาดแม่รำพึง ต.เพ อ.เมืองระยอง , พายุลักษณะนี้ เคยเกิดที่เขมรเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ที่ทำให้รัฐบาลเขมรพังทลาย และผู้ปกครองประเทศ ต้องตายจำนวนมาก

5. อุบาทว์พระพิรุณ เช่น เกิดฝนตกหนักน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทยปี 54 ถล่มจังหวัดฐานเสียงบริษัทเผาไทย และ กทม.เพียงแค่ปูเน่ารับอำนาจ , เกิดอากาศที่หนาวเย็นผิดปรกติช่วงปลายปี 56 ที่หนาวเย็นมาก , เกิดพายุลูกเห็บก้อนขนาดใหญ่เท่าลูกมะนาว ที่อีสาน จ.เลย และที่เหนือ จ.เชียงราย ที่เป็นฐานเสียงบริษัทเผาไทย

ทั้งหมดนี้ถือเป็นลางร้ายหรือสัญญาณที่บอกเหตุที่ไม่ดี เป็นอาเพศ เป็นลางร้ายที่จะเกิดมหันตภัยตามมา กับปูเน่า คนใกล้ชิด และสมุนบริวาร เพราะปูเน่าและบริษัทเผาไทยปกครองประเทศโดยไม่มีคุณธรรม จริยธรรม ในการเข้ามาบริหารประเทศชาติ คดโกงชาวนายกจน ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ใช้แก๊งค์อั้งยี่แดงก่อการร้ายสากล ความโหยหาอำนาจ ทำให้เกิดเรื่องเลวร้าย กลายเป็นมารไปได้ และจะต้องถูกลงโทษ

ตั้งแต่ 6 เมษายน 2557 เป็นต้นไปตามหลักโหราศาสตร์ ทหารจะมีกำลังเข้มแข็ง มีแรงมาก ไม่เหมือนที่ผ่านมา จะเป็นมหาจักรอยู่ถึงวันที่ 10 ก.ค.57 และจะสามารถปราบแกนนำคนพาลสันดานถ่อย ที่จะนัดทุยแดงรับจ้างมาหลังสงกรานต์ได้อย่างราบคาบแน่นอน

ในวันที่ 9-19 เมษายน 2557 ผู้บริหารทีวีช่องเลขมงคล รวม 16 คน จะเดินทางไปอเมริกา โดยเบื้องต้นใช้งบสูงถึงกว่า 10 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าอาหาร และไม่แน่ใจว่าจะได้กลับเข้าหรือไม่ และเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เวลา 22.22 น. สายข่าวรายงานว่า ที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีอดีต ส.ส.หญิงคนหนึ่งที่เคยเป็นนักข่าวช่องมากสี ชื่อ ศัน.. มาเช็คอิน พร้อมกล่องกระดาษราว 100 กว่ากล่อง กระเป๋าราคาแพงอีก 100 กว่าใบ อาศัยอำนาจพิเศษโดย ไม่ต้องผ่านการตรวจโยกย้ายสมบัติใครบางคน หนีไปรอไปต่างประเทศ แถวตะวันออกกลาง

ให้สังเกตุว่าช่วงนี้ปูเน่าจะไม่ออกงานสำคัญแล้ว การข่าวมาวันศุกร์นี้ จะให้ครอบครัวหนีออกนอกประเทศแล้ว และอาจเห็นเจ้าหญิงเหนือ สปป.ล้านนา หายตัวไปโดยไม่กลับ เหมือนใครบางคนที่คิดชั่วต่อแผ่นดินเกิด ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และคอยชักใยหุ่นเชิดปูเน่า..จนบัดนี้ก็ไม่ได้เหยียบแผ่นดิน ที่มีศาลหลักเมืองที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อีกเลย

คนเสื้อแดง เหลือง ฟ้า ขาว น้ำเงิน ฯลฯ ทุกคนในปัจจุบันล้วนคือคนไทย (ไม่นับชาติที่ผ่านมา) เพียงแต่เสื้อแดงในช่วงหลัง ถูกชักนำโดยคนที่ขาดคุณธรรม ขาดจริยธรรม และทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือเรียกว่าง่ายๆ ได้คนชั่วเป็นผู้นำ เลยทำให้เกิดความคิดที่หลุดโลก ตามที่แกนนำสารพัดสัตว์เลื้อยคลาน หลอกลวงไป..

เสื้อแดงที่อ่านอยู่ตอนนี้ (ฮา..รู้อีก) ก็อย่ามัวกินหญ้า กับฟางข้าวกันนัก และอย่ามัวขลุกอยู่กับอดีต จมปลักอยู่กับกลิ่นโคลน สาบควาย..หันมากินปลาซาดีนที่มีวิตะมินซะบ้าง สมองจะพัฒนา โปร่งใส..เลิกเชื่อถือ เลิกให้แกนนำเขาสนตะพาย จูงจมูก เลิกเดินตามการชักชวนไปหลบแดดอยู่ในกะลา เลิกเป็นนักรบไซเบอร์โปรแกรมเมอร์รับจ้าง 3 พันคน ค่าจ้าง 28,000 บาทต่อเดือน จาก รมต.เทคโนฯ มันเป็นเงินเดือนชั่วที่โกงชาติไป ให้คอยทำเว็ปหมิ่น บิดเบือนข้อมูล ตัดต่อภาพ ใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นาๆ (ฮา..รู้อีก..ดิ้นๆๆๆ)..

กลับไปทำมาหากินสุจริตเสีย รับเงินจากคนชั่วที่ทำลายราชวงศ์จักรี จะถูกสาปแช่งให้ตนเองและครอบครัวพินาศ !! ควรพัฒนาสปีชีส์ จากทุยแดง ขึ้นมาเป็นคนกับเขาเสียบ้าง..เลือกเอาผู้นำที่ดีๆ ที่เขาไม่อมค่าหัวคิว ไม่ยิง M79 ใส่ผู้อื่น ไม่ยิงหัวเสื้อแดงด้วยกันเอง ไม่โกงเงินจำนำข้าวชาวนาผู้ยากจน และต้องเคารพในกระบวนการยุติธรรมบ้านเมือง..ทุกสี ทุกเหล่า ทุกฝ่าย มาร่วมมือกัน ต้องอย่ายอมปล่อยให้คนชั่วเป็นผู้นำบ้านเมืองของเรา..

ดาวกาลกิณี ดาวเบญจภูติ ดาวอสุรกาย ที่ปกคลุมบ้านเมืองจะพินาศเร็วขึ้น เมื่อดาวร้ายพ่ายแพ้ถอยไป ความสว่างสดใสจะสาดส่องสู่นคราอีกครา !!

“ หมายเหตุ ตรวจพบหลายเพจ ที่นำข้อความของเพจ แฉ ความลับไปโพสต่อ หรือแก้ไขดัดแปลงให้เป็นชื่อตัวเอง โดยไม่อ้างอิงแหล่งที่มา ขอแจ้งว่าเพจนี้จะอนุญาตให้แชร์เพจต่อไปได้ไม่จำกัดทันที แต่หากจะคัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใดของเนื้อหาไป จะต้องอ้างอิงลิขสิทธิ์ เพจ แฉ..ความลับ @เสธ น้ำเงิน และต้องใส่ลิ้งด้านล่างติดไปด้วยทุกครั้ง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในเนื้อหาที่นำไปดัดแปลง และเกิดความสับสน ต่อสาธารณะชน ในแหล่งที่มาของต้นฉบับเนื้อหา “

@เสธ น้ำเงิน
ที่มา https://www.facebook.com/topsecretthai

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สมเกียรติ อ่อนวิมล จี้ตำรวจดำเนินคดี โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม


สื่อผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า…

ประณามฝรั่งขี้นก “โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม” ไม่ให้เกียรติผืนแผ่นดินไทย “ดร.สมเกียรติ” ยกบทความเตือนความจำ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” จี้จับ “ทนายฝรั่งเสื้อแดง” ที่ลอยนวลมากว่า 2 ปี ฐานปราศรัยถึงขั้นเป็นผู้นำขบวนการล้มล้างและทำลายประเทศไทย หลังวานนี้ผิดทำนองเดียวที่เคยถูกตั้งข้อหา ด้าน ส.ว.สมชาย จี้ขอโทษคนไทยทั่วประเทศ

วันนี้ (7 เม.ย. 57) นายสมเกียรติ อ่อนวิมล นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยยกคดีคำปราศรัยครั้งแรกของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม (Robert Amsterdam) ปี 2553 เพื่อเป็นการเตือนความจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เป็นผู้ที่สำนักงานฯ ตั้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีมานาน 2 ปีแล้ว การปราศรัยของนายโรเบิร์ตเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2557 บนเวทีคนเสื้อแดงที่ถนนอักษะ จึงเป็นความผิดทำนองเดียวกัน

คดีคำปราศรัยครั้งแรกของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ปี 2553 : ความเห็นจาก สมเกียรติ อ่อนวิมล ให้ไว้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2555 นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม (Robert Amsterdam) เป็นนักธุรกิจกฎหมาย เป็นเจ้าของกิจการรับจ้างวิ่งเต้น-ต่อสู้-ผลักดันประเด็นต่างๆ ให้กับลูกค้าทั่วโลก ได้ถูกว่าจ้างจาก พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ให้ร่วมต่อสู้ล้มล้างรัฐบาลและสถาบันการเมืองของประเทศไทยสมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553 นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดงระหว่างการชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการชุมนุมทางการเมืองเพื่อล้มรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในตอนนั้น

“ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2555 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ถอดเทปคำปราศัยของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เพื่อดำเนินคดีต่อนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งเอกสารและภาพวิดีโอที่เกี่ยวข้องให้กับผมเพื่อขอความร่วมมือจากผมให้ช่วยตรวจดูความถูกต้อง และขอความเห็นต่อคำปราศรัยดังกล่าว ผมได้ดูบันทึกภาพวิดีโอ ตรวจบทคำปราศรัยที่เป็นภาษาอังกฤษ และที่แปลเป็นภาษาไทยแล้ว จากนั้นผมก็ได้แก้ไขคำแปลที่ผมเห็นว่าไม่ถูกต้องพร้อมทั้งเขียนส่วนที่เห็นควรแก้ไขด้วยลายมือของผมตรงจุดที่ควรแก้ไข”

ทั้งนี้ ในเฟซบุ๊ก ดร.สมเกียรติได้นำเอกสารต้นฉบับทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย มาให้ดูประกอบด้วย โดยเป็นคำปราศรัยของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ปี 2553 เป็นภาษาอังกฤษซึ่งมีส่วนที่เป็นลายมือเป็นความเห็นของนายสมเกียรติ อ่อนวิมล และคำปราศรัยของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ปี 2553 แปลเป็นภาษาไทย ถอดเทปจากล่ามภาษาไทยบนเวทีเสื้อแดง ส่วนที่เป็นลายมือขอแก้ไข เป็นความเห็นของนายสมเกียรติ อ่อนวิมล

“หลังจากตรวจภาพและเอกสารทั้งหมดแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งคำถามขอให้ผมช่วยตอบ 5 คำถาม ผมได้เขียนแสดงความเห็นของผม เป็นการตอบคำถามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนี้ :

1. จากการที่ได้ฟังถ้อยคำปราศรัยของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ซึ่งได้กล่าวเป็นภาษาอังกฤษ มีความรู้สึกและความเห็นอย่างไร?

สมเกียรติ อ่อนวิมล ตอบ : รู้สึกว่า Robert Amsterdam ปราศรัยโจมตีประเทศไทย, นักการเมืองไทย (นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ), นายกรัฐมนตรีไทย (นายกฯ อภิสิทธิ์), กองทัพบกไทย ระบบราชการไทย (ใช้คำว่า “อำมาตย์”) ราวกับว่าตัวเขาเองคือผู้นำมวลชน ยุยงปลุกปั่นให้เกลียดชังประเทศไทย สถาบันกองทัพ และบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ถูกพาดพิง

การเป็นชาวต่างชาติแล้วขึ้นเวทีปราศัยนำมวลชนคนในประเทศไทยให้ต่อสู้กับรัฐบาลไทยและกองทัพไทย เสมือนเป็น “ทหารต่างชาติรับจ้าง (mercenary)” มาก่อการกบฏล้มรัฐบาลไทย เป็นภาพที่ไม่ควรเกิด เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ชาวไทยพวกเสื้อแดงที่นั่งฟังอยู่ก็โห่ร้องยินดีราวกับว่ายอมรับให้ชาวต่างชาติผู้นี้นำทางไปสู่การล้มล้างรัฐบาลและประเทศของตนเอง ไม่น่าเชื่อว่าพวกเสื้อแดงจะทำลายเกียรติศักดิ์ของตนเองในฐานะพลเมืองไทยเช่นนี้ได้อย่างไร

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม บอกว่า “อย่าได้เรียกประเทศไทยว่าเป็นสยามเมืองยิ้มอีกต่อไป” เป็นการดูหมิ่นประเทศไทยและสังคมไทยทั้งหมด การพูดว่า “นายกฯ อภิสิทธิ์โกหก” เป็นการหมิ่นประมาทส่วนบุคคล การประกาศว่า “จะตามไปฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ” เป็นการประกาศจองเวรประเทศไทยและรัฐบาลไทย

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม น่าจะต้องถูกข้อหาเป็นผู้นำขบวนการล้มล้างและทำลายประเทศไทยได้ พวกเสื้อแดงน่าจะมีความผิดที่ร่วมสมคบกับนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ซึ่งเป็นชาวต่างชาติให้มาร่วมกันล้มรัฐบาลและทำลายเกียรติภูมิประเทศไทย

การกล่าวว่า “อำมาตย์” ต้องตีความหรือถามนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ว่าหมายถึงใคร? หมายถึงระบบราชการ? หรือหมายถึง “สถาบันพระมหากษัตริย์”? แต่ไม่ว่าจะหมายถึงใครก็ถือเป็นการดูถูกเหยียดหยามผู้ที่ถูกพาดพิงแน่นอน

2. ข้อความดังกล่าวเป็นการใส่ความกองทัพบกหรือไม่ หากเป็นการใส่ความเป็นการใส่ความผู้ใด น่าจะทำให้กองทัพบกเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชังหรือไม่?

สมเกียรติ อ่อนวิมล ตอบ : นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม กล่าวร้ายให้ความเท็จต่อกองทัพบกแน่นอนชัดเจน ในช่วงท้ายของคำปราศัย

(1) กล่าวหาว่ากองทัพบกมีความเหี้ยมโหด (brutality) ต่อประชาชน (2) กล่าวหาว่ากองทัพบกใช้อาวุธอเมริกันถูกฝึกโดยสหรัฐฯ ให้เป็นผู้แอบซุ่มยิง ประชาชนไทย (3) กล่าวหาว่ากองทัพบกทำให้ประชาชนหวาดกลัว เพื่อจงใจทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน

3. เมื่อได้ฟังถ้อยคำแปลของล่ามแปลภาษาของนายโรเบิร์ตแล้ว ข้อความที่ล่ามแปลมีข้อความตรงกันหรือผิดแตกต่างไปจากคำกล่าวของนายโรเบิร์ตกล่าวหรือไม่ เป็นข้อความใด และข้อความดังกล่าวที่แตกต่างไปเป็นถ้อยคำที่หมิ่นประมาทกองทัพบกหรือไม่ ที่แปลไม่เหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่เปลี่ยนความหมายหลักแต่อย่างใด?

สมเกียรติ อ่อนวิมล ตอบ : ล่ามแปลสดๆ บนเวทีถือว่าแปลได้ตรงตามความหมายโดยรวมที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม พูด เป็นการแปลที่กระชับฉับไว ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกว่าบิดเบือนอะไร

4. “Thai army” มีความหมายอย่างไร และกรณีการปราศรัยของนายโรเบิร์ตนี้ หมายความถึงหน่วยงานใด?

สมเกียรติ อ่อนวิมล ตอบ: “Thai Army” หมายถึงกองทัพบกไทยทั้งหมดทั้งกองทัพ (เมื่อไม่ได้ใช้คำว่า Thai soldiers / military officers ก็จึงมิได้หมายถึงทหารบางคนที่เป็นทหารบก) การพูดของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม จึงเป็นการพูดถึง “กองทัพบก” ทั้งสถาบัน

5. “brutality” แปลเป็นไทยว่าอย่างไร ในความหมายในทางภาษาอังกฤษ ผู้พูดใช้ศัพท์คำนี้มีความหมายหรือเจตนาให้เห็นเป็นอย่างไร?

สมเกียรติ อ่อนวิมล ตอบ : “brutality” แปลว่า “ความโหดเหี้ยม” หรือ “ความโหดร้าย” มีความหมาย เช่น การกระทำทารุณกรรม ทรมาณนักโทษ ผู้ต้องขัง หรือทรมานใครก็ตามที่ถูกจับหรือควบคุมตัว เป็นการทุบตีหรือทำร้ายร่างการให้บาดเจ็บทุกข์ทรมาณ หรือฆ่าให้ตายอย่างโหดเหี้ยม ผิดมนุษยธรรม

คดีนี้ผ่านมาเกือบสองปีแล้ว แต่ไม่มีรายงานความคืบหน้าจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพไทยก็มิได้ใส่ใจติดตามถามหาหรือชี้แจงต่อสาธารณชนแต่ประการใด

จนกระทั่งวันที่ 6 เมษายน 2557 ที่ผ่านมา เวทีมวลชนชาวเสื้อแดงได้ชักนำให้นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม โทรภาพส่งการปราศรัยครั้งใหม่ให้ชาวเสื้อแดงได้เห็นและได้ฟังอีกครั้งที่ถนนอักษะ ด้วยท่วงทำนองและสาระแนวทางเดียวกันกับการปราศรัยครั้งแรกเมื่อห้าปีที่แล้ว

บทความของผมบทนี้ นำเสนอเป็นการเตือนความจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เป็นผู้ที่สำนักงานฯ ตั้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีมานานสองปีแล้ว การปราศรัยของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2557 บนเวทีคนเสื้อแดง ที่ถนนอักษะ จึงเป็นความผิดทำนองเดียวกัน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านั้น วันที่ 6 เม.ย. 57 เวลา 18.00 น. ที่ถนนอุทยาน (อักษะ) เวทีชุมนุมคนเสื้อแดง นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความต่างประเทศ นปช. สไกป์มาเวทีเสื้อแดง โดยกล่าวช่วงหนึ่งว่าเรื่องแรกที่อยากจะบอกคือ ขณะนี้ทั้งโลกกำลังเห็นความเป็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น มีแสงส่องมาที่ประเทศไทยโดยเฉพาะที่พรรคประชาธิปัตย์ เราต้องยืนยันว่าขณะนี้คนที่เป็นเจ้าของประเทศคือประชาชน เราไม่ยอมให้พรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายเข้ามาลิดรอนอำนาจของประชาชน เราไม่สามารถให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ใช้คำว่าปฏิรูปได้ เราไม่อนุญาตให้ใช้คำว่าประชาธิปไตย ไม่อนุญาตให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช้คำว่าปราบปรามคอร์รัปชัน หรือให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มายึดการเลือกตั้ง เราไม่สามารถให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาเรียกตัวเองว่าเป็น ศาล ไม่สามารถให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พูดคำว่าสันติภาพได้ ไม่สามารถให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน จำกัดนิยามสิทธิมนุษยชนของชาวโลก เราจดชื่อไว้หมดแล้วใครเป็นเครือข่ายของประชาธิปัตย์ที่มาต่อต้านประชาธิปไตย

คนเสื้อแดงต่างหากที่จะเป็นคนนิยามคำว่าปฏิรูป สิ่งแรกที่ต้องทำยอมรับศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ อาจไม่เข้าใจประเด็นไอซีซี ซึ่งสามารถโทรมาหาตนได้ จะอธิบายให้ฟัง ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะหยุดรอคอยในสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นจงลงนามตั้งแต่วันนี้

นายโรเบิร์ตกล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือรัฐประหาร ซึ่งเป็นไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 52-53 ทุกประเทศ ต่างชาติ เห็นถึงความยากลำบากในการสมานฉันท์ ก็เพราะยังมีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ถ้าปราศจากการปฏิรูปมาตรานี้ พรรคประชาธิปัตย์จะใช้มาตรานี้จัดการศัตรูทางการเมืองตลอดไป ต้องแน่ใจว่ามาตรานี้ไม่ก่อให้เกิดการข่มขู่ คุกคามประชาชน โดยเฉพาะกรณีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข หรือคนอื่นๆ ที่โดนมาตรานี้เล่นงาน สิ่งที่ปฏิรูปคือต้องย้อนกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ไม่มีหนทางอื่น

เราต้องปฏิรูปกองทัพด้วย เป็นไปได้อย่างไรที่ พล.อ.ประยุทธ์ มายืนอธิบายเรื่องประชาธิปไตยให้เราฟัง มีคนเสื้อแดงสักคนไหม ที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกไปจากประเทศนี้ ซึ่งเขาต้องฟังหัวหน้ารัฐบาลคือนายกรัฐมนตรี สิ่งสำคัญที่สุดเราต้องปฏิรูปหลักนิติธรรมในประเทศไทย ไม่ใช่เสื้อแดงจะพูดเรื่องนี้เรื่องเดียว

ทุกพรรคการเมืองต้องร่วมมือกันปฏิรูปหลักนิติธรรม เราแต่ละคนอาจมีวิธีแตกต่างกันในวิธีปฏิรูปประเทศไทย มีวิธีง่ายมากคือ หยุดดื่มเบียร์ เพียงแค่บอยคอตธุรกิจที่สนับสนุนกปปส.เท่านั้น เสื้อแดงก็ชนะแล้ว

“เราต้องไปยืนถามคนสองคน คือ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ที่มีข้อกล่าวหาสังหารประชาชน ว่าคนเหล่านี้หรือจะมานำการปฏิรูป จะมีคนไทยคนไหนยอม คนที่มีข้อหาฆาตกรรมขัดขวางคนบริสุทธิ์ไม่ให้ไปเลือกตั้ง เราควรเรียก กปปส.ในชื่อที่แท้จริงคือ ตอลิบาน หรือผู้ก่อการร้ายของอัฟานิสถาน แท้จริงแล้ว ตอลิบานของประเทศไทย เลวร้ายกว่าตอลิบานที่พวกตะวันตกรู้จักเสียอีก” นายโรเบิร์ตกล่าว

เรายังต้องต่อสู้ในต่างประเทศต่อไป เราประสบความสำเร็จที่สหภาพรัฐสภาฯโลก (ไอพียู) มีจดหมายประนามศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธินักการเมืองกว่า 200 คน เราคงจำได้ว่า ไอพียู ส่งผู้สังเกตการณ์การถอนประกันนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และไอพียู มีความตั้งใจอย่างมุ่งมั่นที่จะมาดูการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. การแทรกแซงหรือเข้ามาตรวจสอบ เป็นเพียงหนทางเริ่มต้นเท่านั้นเอง เนื่องจากเห็นพฤติกรรมตอลิบานประเทศไทยว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลังทำอะไรอยู่ โลกตะวันตกคงยอมรับไม่ได้อีกแล้ว เราจะดำเนินการต่อสู้บนหนทางสันติวิธี ที่อยู่ในสายตาชาวโลกต่อไปอย่างไม่ลดละ

“รู้ดีว่าคนที่ออกมาต่างอึดอัดกระบวนการยุติธรรม ขณะนี้สิ่งที่เป็นแขนของเรา คือ การแทรกแซงหรือนำชื่อพรรคประชาธิปัตย์แต่ละคนขึ้นสู่เวทีโลก ว่าคนเหล่านี้ต้องถูกประณามและต่อต้าน การที่จะประณามชื่อคนเหล่านี้ให้ชาวโลกปฏิเสธ คนเหล่านี้อาจใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีก็ตาม เราจะส่งรายชื่อเหล่านี้ไปนานาประเทศ โดยเฉพาะองค์กรที่ดูแลประชาธิปไตยในประเทศไทย และจะส่งรายชื่อไปยังรัฐบาลต่างๆ เพื่อระงับการติดต่อทางเศรษฐกิจและเส้นทางการเงิน เพราะฉะนั้นนายอภิสิทธิ์อาจจะไม่ได้เดินทางไปลอนดอนได้ง่ายๆ อีกแล้ว ขอให้รู้ไว้ว่าเราไม่โดดเดี่ยวเหงาหงอยอีกต่อไป วีรชนเสื้อแดงที่เสียชีวิตไปโดยไม่เปล่าประโยชน์ แต่เพื่อป่าวประกาศว่านายอภิสิทธิ์และพวกพ้องได้ทำอะไรกับประเทศไทย” นายโรเบิร์ตกล่าว

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment