Conversations with Thaksin [Tom Plate] [4] : เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

Conversations with Thaksin [Tom Plate] [4] : เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

Tom ถามต่อ ในช่วงที่คุณทักษิณเริ่มเผชิญวิกฤติการเมือง:

(171)
Tom: “Now, when you told the King that you would not stay as prime minister, even
if your party won the election, which it was very probably going to do … what was
the King’s reaction?
“ตอนนี้ ตอนที่คุณกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวว่าจะไม่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป
แม้ว่าถ้าหากพรรคของคุณจะชนะเลือกตั้งก็ตาม ซึ่งดูท่าทางก็คงจะชนะเลือกตั้งจริงๆ … แล้ว
พระเจ้าอยู่หัวทรงมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง?

Thaksin: “His Majesty just acknowledged what I told him.”
“พระองค์เพียงทรงแสดงว่ารับทราบเรื่องที่ผมกราบบังคมทูลเท่านั้น”

Tom: “You told him directly?”
“คุณกราบบังคมทูลต่อพระพักตร์โดยตรงเลยหรือ?”

Thaksin: “Yes, I told him myself, in the Palace.”
“ครับ ผมกราบบังคมทูลโดยตรงในพระราชวัง
Tom: “He just nodded or something?
“พระองค์ทรงทำเพีงแต่พยักพระพักตร์เท่านั้นหรือ?

Thaksin: No, no, he just gave the feeling he heard. It’s His Majesty’s way, you
know, not to seem so involved. Aloof. Aloof. He receives the information, processes
it, but no reaction.”
“ไม่ ไม่ พระองค์เพียงแค่ทรงทำให้รู้สึกได้ว่าได้ยินแล้ว เป็นวิธีของพระองค์ คุณรู้ไหม พระองค์
จะทรงดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย อยู่ห่างๆเลย ห่างๆไปเลย พระองค์ทรงรับข้อมูลแล้ว
ผ่านกระบวนการรับรู้ แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆเลย”

ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของหนังสือ “Conversation with Thaksin” เล่มนี้ก็คือเรื่องที่คุณทักษิณกล่าวพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่าที่ปรากฏในหนังสือ แล้วส่วนที่ตัดออกไม่กล้าพิมพ์โดยอ้างว่ากลัวจะละเมิดกฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น

คุณทักษิณพูดว่าอย่างไร?

มีความสำคัญถึงขนาดขอเก็บไว้พิมพ์ในการพิมพ์ครั้งที่สองเมื่อประเทศไทยยกเลิกกฎหมาย
อาญาส่วนที่เกี่ยวข้องเชียวหรือ?

คุณทักษิณพูดว่าอย่างไร?

หรือว่าส่วนที่ตัดออกไปนั้นมาปรากฏทางอ้อมเป็นความเห็นของ Tom Plate เสียเองในช่วงที่
พยายามถามนำเรื่องสมมุติที่เกี่ยวข้องกับนาย Ban Ki-moon เลขาธิการองค์การ
สหประชาชาติ และในช่วงอื่นๆที่เป็นข้อเขียนเชิงวิเคราะห์สรุปของ Tom Plate เอง
ดังตัวอย่าง:

(41-42)
Tom: “ Until Thaksin’s dramatic political arrival; what’s more, caring about the poor had been the monopoly of the King of Thailand. It was almost a kind of Buddhist priesthood; the efforts from the Palace over the decades to show concern for the poor became a hollowed Thai tradition. The efforts did not alleviate poverty but they did ease some of the suffering and cement an emotional bond between the King and his people.
It was as if the political culture of the country delegated to the monarchy the task of making the poor seem special. Even as the poor knew they were stuck in poverty, their eternal place in the grand scheme of things.
Thaksin’s approach was radically different. Instead of visiting the poor areas with the gesture of (in effect) passing out loaves and fishes to sate hunger temporarily and show royal caring, his policy proposed to train poorer Thais to start up their own bread-making and fish-packaging businesses to develop sustainable enterprises—in a manner of speaking.. These efforts wouldn’t make them rich overnight, but they might open the door that let them flee a life a lifetime of no-exit poverty.”
“ก่อนหน้าที่ทักษิณจะเข้ามาสู่การเมืองอันตื่นเต้นเร้าใจนั้น ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือการที่ว่าหน้าที่ดูแลคนจนเป็นงานผูกขาดของพระเจ้าอยู่หัวของไทยเท่านั้น ราวกับว่าเป็นงานของพระสงฆ์ผู้แสวงบุญ ความพยายามของฝ่ายพระราชวังในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาในการแสดงความห่วงใยต่อคนยากจนนั้นเป็นเสมือนขนบธรรมเนียมประเพณีที่ว่างเปล่า-กลวงกลาง-ไร้แก่นสาร ความพยายามทั้งหลายมิได้ช่วยแก้ปัญหาความยากจน ทำได้เพียงช่วยผ่อนคลายความทุกข์ไปบางส่วนและสร้างผูกพันในความรู้สึกระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนของพระองค์
มันเหมือนกับว่าวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศแบ่งงานให้กับพระมหากษัตริย์ทำให้ดูว่าคนจนเป็นคนกลุ่มพิเศษ แม้ว่าคนจนจะรู้ว่าจะต้องจมปลักอยู่ในความยากจนต่อไปอย่างมิมีทางหลุดพ้น จนอยู่อย่างนั้นท่ามกลางแผนงานโครงการใหญ่โตต่างๆมากมาย
แต่แนวทางแก้ปัญหาแบบของทักษิณนั้นแตกต่างกันอย่างพลิกผัน แทนที่จะเดินทางไปเยี่ยมพื้นที่คนยากจน แล้วทำที (อย่างเห็นภาพชัดเจน) ว่าแจกจ่ายข้าวปลาอาหารเพื่อปลดเปลื้องความจนเพียงชั่วคราวและแสดงให้เห็นว่าทรงมีความห่วงใย ทักษิณกลับเสนอนโยบายฝึกอาชีพคนไทยผู้ยากจนให้รู้จักริเริ่มประกอบกิจการผลิตอาหาร ทำธุรกิจผลิตผลิตภันฑ์ปลาใส่หีบห่อบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างกิจการอันยั่งยืน — หากจะกล่าวเชิงเปรียบเปรย — ความพยายามทั้งหลายเหล่านี้จะไม่ทำให้ชาวบ้านร่ำรวยขึ้นมาในชั่วข้ามคืน แต่มันอาจจะเป็นการเปิดประตูปลดปล่อยให้คนจนผ่านออกไปจากความยากจนดักดานที่ไร้ทางออกมาตลอดชีวิตได้”

ทั้งหมดที่เป็นคำพูดหรือข้อเขียนของ Tom Plate เอง ที่เปรียบเทียบว่าทักษิณทำงานได้ผลกว่าพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องการช่วยคนจน ว่าพระเจ้าอยู่หัวช่วยประชาชนพอเป็นพิธี ไม่ยั่งยืน ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงที่ Tom Plate ไม่รู้และไม่ได้ศึกษาก็คืองานทั้งหมดของพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีเป็นงานสร้างวิชาชีพและวิถีชีวิตที่ยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และงานของพระองค์เป็นงานต้นแบบ เป็นแบบอย่างดังปรากฏในศูนย์ศึกษาการพัฒนาตามพื้นที่ต่างๆ ตอดจนโครงการในพระราชดำริ
มากมายทัั่วประเทศ เป็นงานที่ประสานทำต่อโดยหน่วยราชการมิใช่การแข่งขันเปรียบเทียบกับงานของรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีทักษิณหรือนายกรัฐมนตรีคนอื่นใด ส่วนงานของคุณทักษิณก็ทำไปตามนโยบายของคุณทักษิณ ไม่สมควรที่จะนำไปเปรียบเทียบกับงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้แข่งขันกับนายกรัฐมนตรีคนใด้เพื่อแย่งชิงมวลชนหรือเรียกร้องความรักเป็นพิเศษจากประชาชน รัฐบาลและพระมหากษัตริย์ต่างก็มีหน้าที่ทำงานเพื่อประชาชนร่วมกัน มิใช่ตรงข้ามกัน ความคิดของ Tom Plate – ถ้าหากมิใช่ความคิดของคุณทักษิณ – จึงเป็นความคิดของผู้ขาดการศึกษาค้นคว้าให้ได้ความจริงอย่างถ่องแท้ การเขียนหนังสือแสดงความคิดเห็นของ Tom Plate จึงบกพร่อง ไม่ควรให้ความเชื่อถือ

เว้นแต่คำพูดของ Tom Plate จะสะท้อนความเห็นของคุณทักษิณที่ลงพิมพ์ไม่ได้

เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาใหญ่ของหนังสือเล่มนี้

เป็นที่สังเกตุว่า “Conversations with Thaksin” ได้เน้นบทบาทของทั้งสองพระองค์เป็นพิเศษ นับเป็นครั้งแรกที่คุณทักษิณนำเรื่องสมเด็จพระราชินีเข้ามาเกี่ยวข้องในความเห็นสาธารณะของคุณทักษิณ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ทำให้ต้องตั้งข้อสังเกตุด้วยความห่วงใยว่านับวันคุณทักษิณจะก้าวล่วงเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์มากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นคุณทักษิณยังปล่อยให้ “Conversation with Thaksin” ยกตัวคุณทักษิณเองขึ้นไปเปรียบเทียบกับพระเจ้ายู่หัวอีกด้วย คุณทักษิณเปิดช่องให้ Tom Plate ทำเช่นนี้ได้อย่างไร?
ทั้งๆที่บอกว่ามีความจงรักภักดี แต่เหตุไฉนจึงกลับให้สัมภาษณ์พาดพิงและชักนำให้เกิดข่าวสารสิ่งพิมพ์ที่ล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์มากยิ่งขึ้น

จับคู่ให้ดูว่าคุณทักษิณแข่งขันกับพระเจ้าอยู่หัวจนคุณทักษิณเป็นฝ่ายได้คะแนนนำ

เท่านั้นยังไม่พอ

ยังมาจับคู่ให้เป็นการแข่งขันระหว่างสมเด็จพระราชินี กับคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นน้องสาวและเป็นนายกรัฐมนตรี อีกด้วย
Tom Plate แสดงความเห็นในบทสุดท้ายดังนี้:

(237)
Tom: “It now looks as if the future of Thailand might be in the hands of the wills and directions of two women.
Consider Queen Sirikit of Thailand. With King Bhumibol Adulyadej, Rama IX of Chakri Dynasty, known to be very ill, the influence of Her Royal Highness was believed to be on the ascendency. Clearly, Thailand has to sort out the future role of its oft-revered monarchy in this age of globalization. Or maybe the real point is: haven’t they already made their decision?”
“ณ เวลานี้ดูเหมือนว่าอนาคตของประเทศไทยอยู่ในมือแห่งความมุ่งมั่นกำหนดทิศทางของสตรีสองคน
ให้ดูสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ไว้ก็แล้วกัน ในเวลาที่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพล รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าพระองค์ทรงพระประชวรมาก อิทธิพลของสมเด็จพระราชินีนั้นเราเชื่อว่ากำลังเพิ่มพูนมากขึ้น ก็ชัดแจ้งอยู่แล้วว่าประเทศไทยจำต้องจัดระเบียบระบบว่าด้วยบทบาทในอนาคตของสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพอย่างสูงให้เข้ารับมือกับโลกยุคโลกาภิวัตน์ให้ได้ หรือประเด็นที่แท้จริงอาจเป็นว่าพวกเขาได้ตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้ว?”
คุณทักษิณพูด แล้ว Tom Plate ตัดออก แล้ว Tom Plate นำกลับเอามาพูดเองใหม่ เป็นถ้อยคำของตนเอง หรืออย่างไร Tom Plate ผู้เขียนซึ่งแสดงความไม่รู้และไม่สะท้อนการค้นคว้าเกี่ยวกับงานของพระเจ้าอยู่หัวเลย ก่อนจะมาเขียนหนังสือเล่มนี้ ไม่น่าเป็นไปได้ที่ Tom Plate จะเขียนอะไรโดยการเพียงตั้งทฤษีคิดตามใจประสงค์เท่านั้น หรือ Tom Plate ได้รับอิทธิพลและข้อมูลที่คุณทักษิณพูดแต่ลงพิมพ์ไม่ได้
นี่คือปัญหาใหญ่ของ “Conversations with Thaksin”
ปัญหาใหญ่ ของคุณทักษิณ ที่นับวันจากทับทมท่วมท้นทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ
จากการพูดไม่ยอมหยุด
ไม่ยอมหยุดพูด
ไม่หยุดคำถาม
ไม่ยั้งคำตอบ
พูดแบบไม่มีกรอบจำกัดโดยตัวคุณทักษิณเอง

หากคุณทักษิณจะหยุดพูด
หากคุณทักษิณจะปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างถาวร ก็จะช่วยให้เห็นการแสดงความจงรักภักดีต่อสสถาบันพระมหากษัตริย์ที่คุณทักษิณอยากให้ฝ่ายตรงข้ามได้เห็นเป็นความจริงที่ปรากฏได้จริงๆบ้าง
เมื่อคุณทักษิณยังไม่ยอมหยุดพูด แถมยังพูดมากและล่วงล้ำก้ำเกินจนต้องตัดออกจากบทสนทนาที่ลงพิมพ์ไปเพื่อความปลอดภัย การพูดของคุณทักษิณนี่เองที่ทำให้คุณทักษิณต้องเผชิญภัยอันเกิดจากการกระทำของตัวเอง

[จบตอนที่ 4]
[โปรดติดตาม ตอนที่ 5 ]

สมเกียรติ อ่อนวิมล
7 มีนาคม 2555

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ย้อนรอย Conversations with Thaksin [Tom Plate] : ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมลแฉทักษิณ ภาค 3

Conversations with Thaksin [Tom Plate] [3]

March 7, 2012 at 6:47am 

Conversations with Thaksin

สนทนา กับ ทักษิณ

By Tom Plate

 

บทแนะนำหนังสือ 

โดย 

สมเกียรติ อ่อนวิมล

 

 

[Plate, Thomas, Conversations with Thaksin - From Exile to Deliverance: Thailand’s Populist TycoonTells His Story, Giants of Asia Series, Marshall Cavendish Editions, Singapore, 2011, 252 pages, ISBN: 978-981-4328-68-5]

 

[ตอนที่ 3]

 

เมื่อ Tom พาคุณทักษิณเข้าสู่การสนทนาเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้แล้ว ไม่ต้องถามเพิ่มเติม คุณทักษิณก็พูดเสริมโยงใยไปถึงเรื่องที่ติดค้างในใจของตนเองออกมาอย่างละเอียด:

 

(36)

Thaksin: “Well, you know in Thailand, the government officials, the military … they 

… [don’t do] anything until they get a signal. Even during the effort recently to bail 

our arrested Red Shirt leaders out of jail, we talked to the judges, and we asked for 

leniencies … to let them out, you know. This is not a political thing. By our 

Constitution the government is supposed to grant bail for every criminal because it’s 

their duty to grant bail, except in certain circumstances, and so we wanted to 

protect their rights, but the judges would not allow bail for the Red Shirts. And when 

we asked a judge why, the judge said, ‘There is no signal.’ And we said ‘Are you the 

judge or not?’ The judge has been hired to judge, not to look for signals, right? But 

the judge says to us, ‘I got no signal.’ So it looks like everyone is just waiting for 

signals.”

“อืมม์ เมืองไทยมันเป็นอย่างนี้ เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร … ใครต่อใคร … [ไม่ทำอะไร] กันเลยจนกว่า

จะได้รับสัญญาณ แม้กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ตอนที่เราพยายามจะขอประกันตัวพวกผู้นำคนเสื้อ

แดงของเราให้พ้นจากการถูกคุมขัง เราไปคุยกับผู้พิพากษาหลายคน และเราขอความเมตตา

จากท่าน … ขอให้ปล่อยตัวพวกเรา นี่มันไม่ใช่เรื่องการเมือง คุณก็คงรู้ ตามรัฐธรรมนูญของเรา 

รัฐบาลลควรจะให้ประกันตัวอาชญากรทุกคน เพราะมันเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ยกเว้นในบาง

กรณีเป็นการเฉพาะ ดังนั้นพวกเราต้องการปกป้องสิทธิ์ของพวกเขา แต่คณะผู้พิพากษาก็ไม่ยอม

           ให้ประกันตัวคนเสื้อแดง พอเราถามผู้พิพากษาคนหนึ่งว่าทำไมจึงไม่ให้ประกันตัว  ผู้พิพากษา

คนหนึ่งบอกว่า ‘ไม่มีสัญญาณ’  เราก็เลยบอกว่า ‘ท่านเป็นผู้พิพากษาจริงๆหรือเปล่าล่ะ?’ ผู้

พิพากษาถูกจ้างให้มาทำหน้าที่พิพากษา ไม่ใช่ให้มารอดูสัญญาณ ใช่ไหม? แต่ผู้พิพากษาคนนั้น

ก็บอกกับเราว่า ‘ผมยังไม่ได้รับสัญญาณเลย’ ดังนั้นมันก็ดูเหมือนกับว่าทุกคนเอาแต่รอดู

สัญญาณ”

 

คุณทักษิณก็ไม่ยอมพูดให้ชัดว่า “สัญญาณอะไร? มาจากใคร? ที่ไหน?” ปล่อยให้เป็นเรื่องกำกวมให้คาดเดากันต่อไป แต่ที่สับสนก็คือคุณทักษิณเอารัฐบาลมาปนกับศาล บอกว่าเป็นหน้าที่รัฐบาลแต่กลับไปคุยกับศาลแล้วโทษศาลว่าไม่ทำตามที่รัฐบาลควรทำ เป็นความสับสนของคุณทักษิณในความไม่รู้เรื่องรัฐธรรมนูญ และไม่เข้าใจว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร แต่ศาลเป็ยฝ่ายอำนาจยุติธรรม อำนาจอธิปไตยทั้งสองที่แยกกันมานานกว่า 70 ปีแล้ว ส่วนเรื่องการประกันตัวผู้ต้องหาก็ไม่เคยมีกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลสั่งศาลให้ประกันตัวใครได้ ยิ่งเป็น “อาชญากร”ด้วยแล้ว ศาลเองก็ไม่มีอำนาจหรือหน้าที่ที่จะต้องให้ประกันตัว “อาชญากร” โดยอัตโนมัติ

 

นี่เป็นอีกตอนหนึ่งที่คุณทักษิณพูดโดยไม่หวาดหวั่นข้อหาหมิ่นศาล! 

คุณทักษิณคุยกับผู้พิพากษาคนไหนที่พูดเรื่อง “สัญญาณ”? 

แล้วใครเล่าที่คุณทักษิณกล่าวหาว่าเป็นผู้ส่งสัญญาณ? 

 

ถึงคุณทักษิณไม่พูดให้ชัด คำถามของ Tom Plate ที่ตามมาติดๆในหน้า 37 

ก็คือการส่งสัญญาณของ Tom หรือ คุณทักษิณ เรื่องเรื่อง “ผู้ส่งสัญาณ” ที่คุณทักษิณอ้างถึงอย่างกำกวมมาก่อนหน้านี้ คราวนี้ Tom ถามแรงมาก ไม่นึกว่าคุณทักษิณจะตอบ ไม่คิดว่าคุณทักษิณควรตอบ หากมีความจงรักภักดี:

 

(37-38)

Tom: “Who can talk to the King and Queen of Thailand? The Pope? Allah? 

Buddha? Whom do they listen to?

“ใครบ้างที่พอจะกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีแห่งประเทศไทยได้? พระ

สันตะปาปาหรือ? อัลเลาะห์ได้ไหม? พระพุทธเจ้าล่ะจะพอได้ไหม? พระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี

จะทรงรับฟังใครบ้าง?

คำถามของ Tom หนัก เอียง และ แรงเหลือหลาย คุณทักษิณไม่ท้วง หรือวิพากษ์คำถามย้อนกลับไปเลย ราวกับว่าทั้งคุณทักษิณและทอมพูดภาษา “สัญญาณ” เดียวกัน:

 

Thaksin: “Well, His Majesty respects international opinion. So if it is world opinion 

that this is time for Thailand to reconcile, and there is consultation with His Majesty, 

and they give him some ideas, then His Majesty might come to think that okay, this 

is the solution. I do believe that that will be a solution.”

“ผมว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงเคารพความเห็นจากนานาประเทศ ดังนั้นถ้าหากมันเป็นความเห็นของ

ชาวโลกว่าถึงเวลาแล้วที่เมืองไทยจะต้องปรองดองกัน และให้มีการกราบบังคมทูลปรึกษาหารือ

กับพระเจ้าอยู่หัวแล้วให้ความคิดบางอย่างกับพระองค์สักหน่อย ถ้าได้อย่างนั้นพระองค์ก็อาจ

กลับมาทรงคิดได้บ้างว่า เอาหล่ะ นี่เป็นทางออก ผมเชื่อว่านั่นคือทางออกในการแก้ปัญหา”

 

Tom ลากคุณทักษิณลงลึกมากขึ้น ติดกับดักแห่งคำถามนำสนิทแล้ว:

 

Tom: “… Supposing someone of respect — Ban Ki-moon, the United Nations 

Secretary General — supposing he were to go to Bangkok and to talk to the King, 

and say, ‘There has been all this turmoil and bloodshed, this is not good for 

Thailand. Why can’t there be reconciliation? Would the King listen? Would the King 

receive him?

“… สมมุติว่าจะมีคนที่น่าเคารพสักคน — เช่นนายบัน คี-มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ 

— สมมุติว่าให้ท่านไปกรุงเทพฯ แล้วเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว โดยบอกว่า ‘ความ

วุ่นวายและการนองเลือดทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นสิ่งไม่ดีสำหรับประเทศไทยเลย ทำไมจึง

ปรองดองกันไม่ได้?’ พระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับฟังไหม? พระองค์จะให้นายบัน คี-มูน เข้าเฝ้า

ไหม?”

Thaksin: “I think that given Ban’s position, the King will welcome him. That kind of 

high-level position is the right position to provide international leadership because 

His Majesty is very senior. He is the most senior head of state.” 

“ผมว่าโดยตำแหน่งของนายบัน คี-มูน พระเจ้าอยู่หัวจะทรงต้อนรับท่านแน่ ตำแหน่งระดับสูง

เช่นนั้นเป็นตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสมในอันที่จะเป็นผู้นำระดับนานาชาติ เพราะพระเจ้าอยู่หัว

ทรงพระชนมายุระดับอาวุโสมาก พระองค์ทรงเป็นประมุขของประเทศที่ทรงอาวุโสมากที่สุด”

………………………

“Yes, It’s the job of Ban to express his leadership to express his leadership publicly 

and have it honored. This is not a matter of international intervention by the UN, it is 

not just an internal affair at all. This trouble affects the whole region, and really 

affect the future of democracy and affects the status of human rights. It’s his duty to 

do so.”

“ครับ ผมว่ามันเป็นงานในหน้าที่ของนายบัน คี-มูน ที่จะต้องแสดงความเป็นผู้นำให้ปรากฏต่อ

สาธารณชน และแสดงตนให้สมกับเกียรติที่มี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการแทรกแซงจากต่างประเทศ

โดยสหประชาชาติ  มันไม่ใช่แค่เรื่องกิจการภายประเทศเท่านั้น ปัญหาวุ่นวายนี้มันกระทบทั้ง

ภูมิภาค แล้วยังกระทบอนาคตของประชาธิปไตยด้วย กระทบเรื่องสถานภาพสิทธิมนุษยชนอีก

ด้วย มันเป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องทำเรื่องนี้”

 

Tom: Who, the King?

“หมายถึงใคร พระเจ้าอยู่หัวหรือ?

 

Thaksin: No, Ban Hi-moon’s. His duty. He must do it. But I don’t know that he has the courage to do it. He is the right person, because he is the one who upholds the 

the international standard of human rights, raises questions about war crimes, 

supports the International Criminal Court. You know, eventually these issues [of 

political violence in Thailand] will go to the ICC, regardless, so the more things are 

prolonged…”

“ไม่ใช่ ผมหมายถึงนายบัน คี-มูน เป็นหน้าที่ของท่าน ท่านต้องทำ แต่ผมไม่รู้ว่าท่านจะกล้าทำ

ไหม ท่านเป็นคนที่เหมาะสมแล้ว เพราะท่านเป็นคนที่มีหน้าที่รักษามาตรฐานระดับนานาชาติใน

เรื่องสิทธิมนุษยชน ตั้งคำถามในเรื่องอาชญากรรมสงคราม สนับสนุนศาลอาชญากรรมระหว่าง

ประเทศ คุณก็รู้ว่าในที่สุดประเด็นต่างๆเหล่านี้ [เรื่องความรุนแรงทางการเมืองในประเทศไทย] 

จะต้องไปสู่ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นยิ่งถ่วง

เวลาออกไปนานเท่าใด…”

 

Tom: The worse it is for Thailand.”

“ก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นสำหรับประเทศไทย”

 

Thaksin: “Yes. But I am afraid that he doesn’t have the courage,”

“ใช่แล้ว แต่ผมเกรงว่าท่านคงจะไม่มีความกล้าหาญมากพอ”

 

Tom: Who, the King?”

“หมายถึงใคร พระเจ้าอยู่หัวหรือ?

 

Thaksin: “No! Ban.”

“ไม่ใช่! ผมหมายถึงนายบัน”

 

คุณทักษิณตอบคำถามที่ Tom สมมุติคำถามขึ้นมาเองทั้งนั้น คำถามสมมุติโดยไม่มีความจริงเป็นฐานนี้ เรียกว่า “hyperthetical question” เป็นการถามลวงถามนำที่นักข่าวนิยมถาม แต่นักการเมืองที่ช่ำชองเวทีมักจะไม่ตอบ นอกจากจะบอกว่า “I can’t answer a hypertetical question” 

 

[จบตอนที่ 3]

[โปรดติดตาม ตอนที่ 4 ]

 

 

สมเกียรติ อ่อนวิมล

7 มีนาคม 2555

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ย้อนรอย Conversations with Thaksin [Tom Plate] : ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมลแฉทักษิณ ภาค 2

Conversations with Thaksin [Tom Plate] [2] แนะนำหนังสือ โดย สมเกียรติ อ่อนวิมล

March 10, 2012 at 4:48pm 

Conversations with Thaksin

สนทนา กับ ทักษิณ

By Tom Plate

 

บทแนะนำหนังสือ 

โดย 

สมเกียรติ อ่อนวิมล

 

[Plate, Thomas, Conversations with Thaksin - From Exile to Deliverance: Thailand’s Populist TycoonTells His Story, Giants of Asia Series, Marshall Cavendish Editions, Singapore, 2011, 252 pages, ISBN: 978-981-4328-68-5]

 

[ตอนที่ 2]

 

 

ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของหนังสือ “Conversation with Thaksin” เล่มนี้ก็คือเรื่องที่คุณทักษิณกล่าวพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่าที่ปรากฏในหนังสือ แล้วส่วนที่ตัดออกไม่กล้าพิมพ์โดยอ้างว่ากลัวจะละเมิดกฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น 

 

คุณทักษิณพูดว่าอย่างไร? 

 

มีความสำคัญถึงขนาดขอเก็บไว้พิมพ์ในการพิมพ์ครั้งที่สองเมื่อประเทศไทยยกเลิกกฎหมาย

อาญาส่วนที่เกี่ยวข้องเชียวหรือ? 

 

คุณทักษิณพูดว่าอย่างไร? 

 

หรือว่าส่วนที่ตัดออกไปนั้นมาปรากฏทางอ้อมเป็นความเห็นของ Tom Plate เสียเองในช่วงที่

พยายามถามนำเรื่องสมมุติที่เกี่ยวข้องกับนาย Ban Ki-moon เลขาธิการองค์การ

สหประชาชาติ และในช่วงอื่นๆที่เป็นข้อเขียนเชิงวิเคราะห์สรุปของ  Tom Plate เอง 

ดังตัวอย่าง:

 

(41-42)

Tom: “ Until Thaksin’s dramatic political arrival; what’s more, caring about the poor had been the monopoly of the King of Thailand. It was almost a kind of Buddhist priesthood; the efforts from the Palace over the decades to show concern for the poor became a hollowed Thai tradition. The efforts did not alleviate poverty but they did ease some of the suffering and cement an emotional bond between the King and his people.

It was as if the political culture of the country delegated to the monarchy the task of making the poor seem special. Even as the poor knew they were stuck in poverty, their eternal place in the grand scheme of things.

Thaksin’s approach was radically different. Instead of visiting the poor areas with the gesture of (in effect) passing out loaves and fishes to sate hunger temporarily and show royal caring, his policy proposed to train poorer Thais to start up their own bread-making and fish-packaging businesses to develop sustainable enterprises—in a manner of speaking.. These efforts wouldn’t make them rich overnight, but they might open the door that let them flee a life a lifetime of no-exit poverty.”

“ก่อนหน้าที่ทักษิณจะเข้ามาสู่การเมืองอันตื่นเต้นเร้าใจนั้น ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือการที่ว่าหน้าที่ดูแลคนจนเป็นงานผูกขาดของพระเจ้าอยู่หัวของไทยเท่านั้น ราวกับว่าเป็นงานของพระสงฆ์ผู้แสวงบุญ ความพยายามของฝ่ายพระราชวังในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาในการแสดงความห่วงใยต่อคนยากจนนั้นเป็นเสมือนขนบธรรมเนียมประเพณีที่ว่างเปล่า-กลวงกลาง-ไร้แก่นสาร ความพยายามทั้งหลายมิได้ช่วยแก้ปัญหาความยากจน ทำได้เพียงช่วยผ่อนคลายความทุกข์ไปบางส่วนและสร้างผูกพันในความรู้สึกระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนของพระองค์

มันเหมือนกับว่าวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศแบ่งงานให้กับพระมหากษัตริย์ทำให้ดูว่าคนจนเป็นคนกลุ่มพิเศษ แม้ว่าคนจนจะรู้ว่าจะต้องจมปลักอยู่ในความยากจนต่อไปอย่างมิมีทางหลุดพ้น จนอยู่อย่างนั้นท่ามกลางแผนงานโครงการใหญ่โตต่างๆมากมาย

แต่แนวทางแก้ปัญหาแบบของทักษิณนั้นแตกต่างกันอย่างพลิกผัน แทนที่จะเดินทางไปเยี่ยมพื้นที่คนยากจน แล้วทำที (อย่างเห็นภาพชัดเจน) ว่าแจกจ่ายข้าวปลาอาหารเพื่อปลดเปลื้องความจนเพียงชั่วคราวและแสดงให้เห็นว่าทรงมีความห่วงใย ทักษิณกลับเสนอนโยบายฝึกอาชีพคนไทยผู้ยากจนให้รู้จักริเริ่มประกอบกิจการผลิตอาหาร ทำธุรกิจผลิตผลิตภันฑ์ปลาใส่หีบห่อบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างกิจการอันยั่งยืน — หากจะกล่าวเชิงเปรียบเปรย — ความพยายามทั้งหลายเหล่านี้จะไม่ทำให้ชาวบ้านร่ำรวยขึ้นมาในชั่วข้ามคืน แต่มันอาจจะเป็นการเปิดประตูปลดปล่อยให้คนจนผ่านออกไปจากความยากจนดักดานที่ไร้ทางออกมาตลอดชีวิตได้”

 

ทั้งหมดที่เป็นคำพูดหรือข้อเขียนของ Tom Plate เอง ที่เปรียบเทียบว่าทักษิณทำงานได้ผลกว่าพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องการช่วยคนจน ว่าพระเจ้าอยู่หัวช่วยประชาชนพอเป็นพิธี ไม่ยั่งยืน ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงที่ Tom Plate ไม่รู้และไม่ได้ศึกษาก็คืองานทั้งหมดของพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีเป็นงานสร้างวิชาชีพและวิถีชีวิตที่ยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และงานของพระองค์เป็นงานต้นแบบ เป็นแบบอย่างดังปรากฏในศูนย์ศึกษาการพัฒนาตามพื้นที่ต่างๆ ตอดจนโครงการในพระราชดำริ 

มากมายทัั่วประเทศ เป็นงานที่ประสานทำต่อโดยหน่วยราชการมิใช่การแข่งขันเปรียบเทียบกับงานของรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีทักษิณหรือนายกรัฐมนตรีคนอื่นใด ส่วนงานของคุณทักษิณก็ทำไปตามนโยบายของคุณทักษิณ ไม่สมควรที่จะนำไปเปรียบเทียบกับงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้แข่งขันกับนายกรัฐมนตรีคนใด้เพื่อแย่งชิงมวลชนหรือเรียกร้องความรักเป็นพิเศษจากประชาชน รัฐบาลและพระมหากษัตริย์ต่างก็มีหน้าที่ทำงานเพื่อประชาชนร่วมกัน มิใช่ตรงข้ามกัน ความคิดของ Tom Plate – ถ้าหากมิใช่ความคิดของคุณทักษิณ – จึงเป็นความคิดของผู้ขาดการศึกษาค้นคว้าให้ได้ความจริงอย่างถ่องแท้ การเขียนหนังสือแสดงความคิดเห็นของ Tom Plate จึงบกพร่อง ไม่ควรให้ความเชื่อถือ 

 

เว้นแต่คำพูดของ Tom Plate จะสะท้อนความเห็นของคุณทักษิณที่ลงพิมพ์ไม่ได้ 

 

เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาใหญ่ของหนังสือเล่มนี้

 

เป็นที่สังเกตุว่า “Conversations with Thaksin” ได้เน้นบทบาทของทั้งสองพระองค์เป็นพิเศษ นับเป็นครั้งแรกที่คุณทักษิณนำเรื่องสมเด็จพระราชินีเข้ามาเกี่ยวข้องในความเห็นสาธารณะของคุณทักษิณ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ทำให้ต้องตั้งข้อสังเกตุด้วยความห่วงใยว่านับวันคุณทักษิณจะก้าวล่วงเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์มากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นคุณทักษิณยังปล่อยให้ “Conversation with Thaksin” ยกตัวคุณทักษิณเองขึ้นไปเปรียบเทียบกับพระเจ้ายู่หัวอีกด้วย คุณทักษิณเปิดช่องให้ Tom Plate ทำเช่นนี้ได้อย่างไร?

ทั้งๆที่บอกว่ามีความจงรักภักดี แต่เหตุไฉนจึงกลับให้สัมภาษณ์พาดพิงและชักนำให้เกิดข่าวสารสิ่งพิมพ์ที่ล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์มากยิ่งขึ้น

 

จับคู่ให้ดูว่าคุณทักษิณแข่งขันกับพระเจ้าอยู่หัวจนคุณทักษิณเป็นฝ่ายได้คะแนนนำ

 

เท่านั้นยังไม่พอ

 

ยังมาจับคู่ให้เป็นการแข่งขันระหว่างสมเด็จพระราชินี กับคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นน้องสาวและเป็นนายกรัฐมนตรี อีกด้วย

Tom Plate แสดงความเห็นในบทสุดท้ายดังนี้:

 

(237)

Tom: “It now looks as if the future of Thailand might be in the hands of the wills and directions of two women.

Consider Queen Sirikit of Thailand. With King Bhumibol Adulyadej, Rama IX of Chakri Dynasty, known to be very ill, the influence of Her Royal Highness was believed to be on the ascendency. Clearly, Thailand has to sort out the future role of its oft-revered monarchy in this age of globalization. Or maybe the real point is: haven’t they already made their decision?”

ณ เวลานี้ดูเหมือนว่าอนาคตของประเทศไทยอยู่ในมือแห่งความมุ่งมั่นกำหนดทิศทางของสตรีสองคน

ให้ดูสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ไว้ก็แล้วกัน ในเวลาที่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพล รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าพระองค์ทรงพระประชวรมาก อิทธิพลของสมเด็จพระราชินีนั้นเราเชื่อว่ากำลังเพิ่มพูนมากขึ้น ก็ชัดแจ้งอยู่แล้วว่าประเทศไทยจำต้องจัดระเบียบระบบว่าด้วยบทบาทในอนาคตของสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพอย่างสูงให้เข้ารับมือกับโลกยุคโลกาภิวัตน์ให้ได้ หรือประเด็นที่แท้จริงอาจเป็นว่าพวกเขาได้ตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้ว?”

คุณทักษิณพูด แล้ว Tom Plate ตัดออก แล้ว Tom Plate นำกลับเอามาพูดเองใหม่ เป็นถ้อยคำของตนเอง หรืออย่างไร Tom Plate ผู้เขียนซึ่งแสดงความไม่รู้และไม่สะท้อนการค้นคว้าเกี่ยวกับงานของพระเจ้าอยู่หัวเลย ก่อนจะมาเขียนหนังสือเล่มนี้ ไม่น่าเป็นไปได้ที่ Tom Plate จะเขียนอะไรโดยการเพียงตั้งทฤษีคิดตามใจประสงค์เท่านั้น หรือ Tom Plate ได้รับอิทธิพลและข้อมูลที่คุณทักษิณพูดแต่ลงพิมพ์ไม่ได้ 

 

นี่คือปัญหาใหญ่ของ “Conversations with Thaksin”

ปัญหาใหญ่ ของคุณทักษิณ ที่นับวันจากทับทมท่วมท้นทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ 

จากการพูดไม่ยอมหยุด 

ไม่ยอมหยุดพูด

ไม่หยุดคำถาม

ไม่ยั้งคำตอบ

พูดแบบไม่มีกรอบจำกัดโดยตัวคุณทักษิณเอง

 

หากคุณทักษิณจะหยุดพูด 

หากคุณทักษิณจะปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างถาวร ก็จะช่วยให้เห็นการแสดงความจงรักภักดีต่อสสถาบันพระมหากษัตริย์ที่คุณทักษิณอยากให้ฝ่ายตรงข้ามได้เห็นเป็นความจริงที่ปรากฏได้จริงๆบ้าง

เมื่อคุณทักษิณยังไม่ยอมหยุดพูด แถมยังพูดมากและล่วงล้ำก้ำเกินจนต้องตัดออกจากบทสนทนาที่ลงพิมพ์ไปเพื่อความปลอดภัย การพูดของคุณทักษิณนี่เองที่ทำให้คุณทักษิณต้องเผชิญภัยอันเกิดจากการกระทำของตัวเอง

 

แม้ถ้าจะไม่มีเรื่องพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เลย ว่ากันเฉพาะเรื่องการเมืองอื่นๆที่คุณทักษิณพาดพิงถึงใน “Conversations with Thaksin” กระนั้นก็ยังสร้างปัญหาและสร้างศัตรูให้คุณทักษิณเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย ดังตัวอย่างเรื่องเกี่ยวกับ:

 

พล เอก เปรม ติณสูลานนท์, ประธานองค์มนตรี

 (145) 

Thaksin: “He’s the most powerful of all the Privy Councillors. He has the clout to tell prime ministers, ‘You do this, you do not do this.’ And he can talk to all the army and air force commanders and say, ‘You should do that, you should do this.’ Now, during my administration, before I was ousted, he, at 80-plus years old, wearing his splendid uniforms, goes to visit every military academy and gives lectures. In one of his lectures he used his metaphor: think of Thailand’s military establishment as a horse; horses don’t have to listen to their jockey. So that was the hint that he told the military, ‘Don’t listen to the prime minister.’” 

“ท่านเป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดในบรรดาองค์มนตรีทั้งหมด ท่านมีบารมีถึงขนาดสามารถสั่ง

นายกรัฐมนตรีทั้งหลายให้ “ทำโน่น อย่าทำนี่” ได้เลย และท่านสามารถสั่งผู้บัญชาการทหารบก

ทหารอากาศว่าควร ‘ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้’ ตอนที่ผมเป็นรัฐบาล ก่อนที่ผมจะถูกโค่นอำนาจ 

ท่านก็อายุ 80 กว่าแล้ว ใส่เครื่องแบบหทารอันงดงามของท่านออกไปบรรยายตามสถาบัน

ทหารต่างๆ โดยใช้คำเปรียบเปรยว่าให้คิดว่าสถาบันทหารนั้นเปรียบได้ดั่งม้า มาไม่ต้องเชื่อฟัง

คนขี่ม้า นั่นถือเป็นการบอกใบ้ต่อเหล่าทหารทั้งหลายมิให้เชื่อฟังนายกรัฐมนตรี”

 

 

การวิจัยและพัฒนา

(58)

Thaksin: “I know we are behind in research. We are strong in a few areas but not many. In agriculture, we are good but other than that, we are very, very lagging in science, terrible in science — and technology, we are very weak. So we need a lot more investment on research, and on how to improve learning.”

 

ครั้งที่คุณทักษิณโด่งดังเข้าสู่วงการเมืองใหม่ๆ ผมในฐานะสื่อมวลชนเคยถามคุณทักษิณว่า “รวยมากๆอย่างที่คุณทักษิณรวย เหตุใดกิจการในกลุ่มชินคอร์ปของคุณทักษิณจึงไม่ใส่ใจลงทุกเรื่องการวิจัยและพัฒนา เช่นบริษัท Samsung (ซัมซุง) ของเกาหลีใต้?” คุณทักษิณตอบผมว่า “ไม่ไหวครับคุณสมเกียรติ เงินวิจัยแลพัฒนามันแพงเกินไป เราซื้อเทคโนโลยีเอาดีกว่า ส่วนงานวิจัยผมจะให้ทุนวิจัยที่มหาวิทยาลัยชินวัตรของผม” ….. มาได้ยินคำตอบแบบใหม่คราวนี้ คุณทักษิณเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

 

อารมณ์

Tom: ไม่ได้ถาม แต่ทักษิณพูดเอง 

 (93)

Thaksin: “I was so angry then … so full of anger. And in my speed of reaching my anger and in showing it to everyone … I was too fast with all  

that.”… “That is my bad quality. My good part is being very constructive and creative in my thinking. But when I cannot stand the pressure, I’m too easily angered.”

“ตอนนั้นผมโมโหสุดๆ … โกรธเต็มที่เลย และผมโกรธแบบเร็วมากจากตอนเกิดอารมณ์พุ่ง

พรวดไปถึงตอนแสดงอารมณ์โกรธออกมา … ผมออกอาการเร็วมากๆ” … นั่นเป็นความเลว

ของผม ส่วนดีของผมก็มี คือผมเป็นคนคิดสร้างสรรค์ ทำอะไรเป็นบวก แต่เวลาผมทนแรง

กดดันไม่ไหว ผมก็โกรธง่าย”

 

Tom: “You can get mean, right?

“คุณเอาเรื่องคนง่ายๆเลย ใช่ไหม?”

 

Thaksin: “Yes, and that is the bad part that grows inside me.”

“ใช่ และนั่นคือส่วนเลวในตัวผม”

 

 

ความมั่งคั่ง ณ ปี 2011

(98)

1994: $1.6-$2.2 พันล้าน ก่อนเข้าสู่การเมือง 

 

Thaksin: “Because the government robbed me, (now I have) less.

ตอนนี้เหลือความมั่งคั่งลดลง

 

(99)

Thaksin: “ … I was robbed by the junta through the political court. They ridiculously  took away US$1.4 billion by confiscating the proportion of each share price that increased while I was prime minister, including the interest and dividends earned during my prime- ministership.”

“พวกคณะปฏิวัติยึดอำนาจปล้นเงินผมไปโดยใช้ศาลการเมืองเป็นเครื่องมือ พวกเขาเอาไป อย่างหน้าด้านๆถึง $1.4 พันล้าน โดยการยึดส่วนของราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นตอนที่ผมเป็นนายก รัฐมนตรี รวมทั้งดอกเบี้ยและเงินปันผลช่วงที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย

 

การลอบสังหาร 4 ครั้ง

(103-110)

(106-107)

Thaksin: “…the general who had been assigned to shoot me [3rd attempt in 2006] … later he confessed to me, after I was in exile, he confessed to me that he had been assigned to shoot me by using a sniper. He was there himself to supervise the sharpshooter, and he knew that my podium was bulletproof, so they had to plan to shoot me from behind. And the second time, also, in Bangkok, this same general, he planned to put the sniper in the building of the Political Science Department of Thammasat University.”……

“The general said he had planned to station the sniper in the building, and planned for the operation to go down at eight o’clock in the evening.”

“นายพลทหารคนที่ได้รับมอบหมายงานให้สังหารผม [ในความพยายามครั้งที่ 3 ปี 2549] … ตอนหลังนายพลคนนั้นเขามาขอสารภาพกับผม หลังผมลี้ภัยออกไปแล้ว เขาสารภาพว่าเขาถูก

สั่งให้ใช้มือปืนซุ่มลอบยิงผม เขาอยู่ ณ ที่ซุ่มยิงคุมมือปืนด้วยตัวเอง เขารู้ว่าแท่นยืนปราศัยของ

ผมมีเกราะกันกระสุน เขาจึงต้องวางแผนยิงผมจากด้านหลัง การลอบสังหารครั้งที่สองก็เช่นกัน 

ลอบยิงที่กรุงเทพฯ นายพลคนเดียวกันนี้ก็วางแผนใช้มือปืนแอบซุ่มยิงจากอาคารคณะ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”…..

“นายพลคนนั้นบอกผมว่าวางแผนให้มือปืนซ่อนอยู่ในอาคารและกะจะลงมือยิงตอนสองทุ่ม”

 

นายพลคนที่ว่านั้น แน่นอน คือพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี

 

 

ถาม “มาเลย์” 

ตอบ “มุสลิม”

 

(52)

Tom: “To Thailand’s south, in Malaysia, former PM Mahathir wrote a famous book in 1970 calledThe Malay dilemma, and in that book he claims the problem with the Malays is that they’re not ambitious. He says they don’t really want to work hard. They enjoy life too much, and Malaysia cannot get its country developed properly that way.”

“ใต้จากประเทศไทยลงไป คือที่มาเลเซีย อดีตนายกรัฐมนตรีมหาเดร์เคยเขียนหนังสือที่โด่งดัง

เล่มหนึ่งในปี 1970 เรื่อง ‘The Malay Dilemma’ ในหนังสือเล่มนั้นท่านบอกว่าปัญหาของคน

มาเลย์ก็คือการขาดความทะเยอทะยาน ไม่อยากทำงานหนัก ชอบสนุกเกินขนาด เมื่อนิสัยเป็น

แบบนี้คนมาเลย์จะไม่สามารถพัฒนาประเทศของตนได้”

 

(52-53)

Thaksin: “It’s the same with the Muslims in Thailand’s south. They go only to religious schools. They don’t want to go to normal schools. And, secondly, often the husband is very lazy. They want to stay all day in tea-houses, drinking tea, and then playing with the cuckoo bird, the one that can sing. It is the lady of the house who goes to work the rubber trees.”

“Many men have no ambition.”

“มันเหมือนกันเลยกับคนมุสลิมในภาคใต้ของไทย พวกนี้ชอบเรียนแต่ที่โรงเรียนสอนศาสนา

อิสลาม ไม่ต้องการเข้าโรงเรียนธรรมดา อย่างที่สองคือฝ่ายชายที่เป็นสามีก็เกียจคร้านมากๆ

ชอบที่จะอยู่ในร้านน้ำชาทั้งวัน แถมยังเลี้ยงนกดุเหว่า นกแบบที่ขันได้นั่นแหละ (คุณทักษิณคง

หมายถึงนกเขาซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า “dove” ไม่ใช่ “cuckoo” ที่หมายถึงนกดุเหว่า คุณทักษิณคงไม่รู้คำศัพท์ที่

ถูกต้อง-สมเกียรติ อ่อนวิมล อธิบายเพิ่มเติม) ฝ่ายภรรยาก็เป็นฝ่ายที่ไปกรีดยาง”

“ผู้ชายจำนวนมากไม่มีความทะเยอทะยาน”

 

เป็นคำวิจารณ์ชาวไทยมุสลิมที่ท้าทายความสงบในชีวิตของคุณทักษิณอีกวาระหนึ่ง ถ้า…เมื่อ…คุณทักษิณกลับมาประเทศไทย

 

 

 

ถามแดง

ตอบเหลือง

 

(131-133)

Tom: “have you been funding them?… Have you sent them money?”

“คุณให้เงินสนับสนุนพวกเสื้อแดงบ้างหรือเปล่า? … คุณส่งเงินไปให้พวกแดงบ้างไหม?”

 

Thaksin (He sighs): “You know, there is no law prohibiting sending funds to any movement, but most of them they get donations from here and there.”

“(ทักษิณถอนหายใจ): “คุณรู้ไหมว่าไม่มีกฎหมายห้ามเรื่องบริจาคเงินให้กลุ่มเคลื่อนไหว ทางการเมือง แต่ว่าส่วนใหญ่เขาก้ได้เงินบริจาคจากที่นี่บ้างที่โน่นบ้าง”

 

Tom: From where?”

“จากที่ไหนล่ะ?”

 

Thaksin: “From here and there … many people support the Reds, you know. Then the Yellow Shirts [the anti-Reds, pro-establishment movement], even some member of the elite establishment — old establishment and elite —make donations … big money, sometimes openly. No one criticizes that. But for us, we get donations — but mostly small donations — but we don’t have to [hire] people to come. They come because they want to fight, but the Yellow Shirts — sometimes they have to pay people, you know, they sometimes pay those who come to demonstrate and so on. So they need a lot of money. We don’t need a lot of money. We get donations from here and there, and also some friends—some friends, some of my relatives, maybe they donate. I don’t know. And I did not do anything because I’m here. But maybe if some of my friends would like to support the movement, well yes, they do.”

“จากที่นี่ที่โน่น … มีหลายคนสนับสนุนพวกเสื้อแดง รู้ไหม. แล้วพวกเสื้อเหลืองนั้นล่ะ [หมายถึง

กลุ่มต่อต้านเสื้อแดง ที่อยู่ฝ่ายผู้มีอำนาจ] มีพวกคนระดับสูง ผู้มีอำนาจ — อำนาจเก่าระดับบน — บริจาคให้ … ให้เยอะด้วย บางที่ก็ให้กันอย่างเปิดเผย ที่อย่างนั้นทำไมไม่มีใครว่า พอเวลา

มาพูดถึงเงินบริจาคให้พวกเสื้อแดง เราได้รับบริจาค — ส่วนใหญ่เป็นเงินไม่มาก — แต่เรา

ไม่ต้องไป [จ้าง] คนมาร่วมชุมนุม พวกเสื้อแดงเขาชุมนุมกันเพราะจะมาต่อสู้ แต่พวกเสื้อเหลือง — บางทีเขาต้องจ่ายเงินจ้างให้มาชุมกันเสมอๆ พวกเสื้อเหลืองต้องการใช้เงินมากๆ ส่วนพวก

เรานั้นได้รับเงินบริจาคจากที่นี่ที่โน่น และได้จากเพื่อนๆด้วย — จากพวกเพื่อนๆ และพวกญาติ

พี่น้องของผมบางคนเขาอาจบริจาคด้วย ผมไม่รู้ และผมไม่ได้ทำอะไรเลยเพราะผมอยู่ที่นี่ แต่

บางที่ถ้าเพื่อนผมบางคนอยากจะสนับสนุนขบวนการเสื้อแดง ก็ใช่ เขาคงบริจาคกัน”

 

Tom: “ But how much money have you sent back, or given to your supporters?”

“แต่ตัวคุณหล่ะ คุณส่งเงินไปมากน้อยเท่าไร ที่ส่งไปให้พวกผู้ที่สนับสนุนคุณ?”

 

Thaksin: I don’t have much money outside Thailand and I still doing some investing. I have my family money in Thailand. I never send money back to Thailand for anything.”

“ผมมีเงินนอกประเทศไทยไม่มากนัก และยังต้องใช้เงินลงทุนบางอย่างอยู่บ้าง ผมมีเงินของ ครอบครัวอยู่ในเมืองไทย ผมไม่เคยส่งเงินกลับไปประเทศไทยเพื่ออะไรเลย”

 

Tom: “But do have ways of getting money out of your accounts in Bangkok to your people?”

“แต่คุณคงมีวิธีเอาเงินออกจากบัญชีในกรุงเทพฯให้พวกคนของคุณ?”

 

Thaksin: “Everything that is there—they have been monitoring my family closely—

every movement will be monitored.”

“ทุกบาททุกสตางค์ที่มีอยู่ที่โน่น — ครอบครัวผมถูกเฝ้าตามดูอย่างใกล้ชิดโดยพวกเขา — 

ความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวถูกติดตามดูตลอด

 

Tom: “Right. So what is the answer? Are you funding your Reds or not?

“ครับ แล้วคำตอบว่าไงครับ? คุณให้เงินสนับสนุนพวกเสื้อแดงของคุณหรือเปล่า?”

 

Thaksin: “No.”

              “เปล่า”

 

Tom: “You’re not.”

          “เปล่าจริงๆหรือ?”

 

Thaksin: “No.”

                    “เปล่า”

 

Tom: “Okay, because if it comes out you are, it’s going to be awkward.”

                    “โอเค, เพราะถ้าเกิดพบที่หลังว่าคุณสนับสนุน มันจะดูไม่ดีนะครับ”

 

Thaksin: “No, no.”

                “เปล่า, ไม่ได้ให้”

 

Tom: “Alright.”

           “ครับ”

 

Thaksin: “No.”

              “ไม่ได้ให้”

 

Tom: “I don’t think there is anything wrong with it. I don’t think there is anything morally wrong with it. I’m just asking, just trying to find out the truth.”

“แต่ผมว่าถึงอย่างไรก็ไม่มีอะไรผิดนะครับหากจะให้เงินสนับสนุน ผมไม่คิดว่ามันจะผิดศีลธรรม

อะไรเลย ที่ผมถามก็เพราะแค่อยากทราบความจริงเท่านั้นเอง”

 

Thaksin: “No, nothing wrong with it.”

“ไม่, ไม่มีอะไรผิดหรอกที่จะบริจาคเงิน”

 

Tom: “Nothing wrong legally, perhaps; but surely it’s no way to run a democratic railroad. Right?”

“ในทางกฎหมายก็คงไม่มีอะไรผิด แต่ว่าไม่น่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้องในการสร้างประชาธิปไตย 

ไช่ไหมครับ?

 

He nods in agreement.

คุณทักษิณผงกศีรษะรับ

 

 ไม่มีบทสนทนาช่วงไหนจะสนุกเท่ากับช่วงนี้เลย คุณทักษิณไม่ตอบเสียยาว จนรู้คำตอบที่ไม่

ยอมตอบในที่สุด เป็นคำตอบที่ผมรู้ดีอยู่แล้วเป็นส่วนตัว เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็รู้คำตอบเช่น

กัน … นี่คือตัวตนที่แท้จริงของ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร

 

 

คุณทักษิณก็ถูกถามให้ประเมินความรู้สึกทั้งหมดต่อชีวิตและการกระทำที่ผ่านมา:

 

(38)

Tom: “Do you have any regret?

“คุณรู้สึกเสียใจบ้างไหม?”

Thaksin: “Yes, … but the truth is I would do it again. If I could do it all again 

Tomorrow I would. They could kick me out again, and I’d fight back and I’d go back 

home. And if they do that again, I will fight it, and I will be back.”

“ครับผมรู้สึกเสียใจ, … แต่ความจริงก็คือว่า ผมจะทำแบบเดิมอีก ถ้าผมสามารถทำใหม่ได้ ผม

ก็จะทำอย่างเดิมทั้งหมด ถ้าพรุ่งนี้ทำได้ผมก็จะทำพรุ่งนี้เลย พวกเขาสามารถเตะโด่งผมออก

นอกประเทศไปได้อีก แล้วผมก็จะตอบโต้สู้กลับ ให้ผมได้กลับบ้านอีก และถ้าพวกเขาทำกับผม

อีก ผมก็จะสู้กับมันอีก และผมจะกลับมา”

 

 

เป็นการยืนยันรับประกันชัดเจนโดยตรงจากปากคุณทักษิณว่า คุณทักษิณจะไม่สำนึกผิดอะไรทั้งส้ิน หากกลับมาประเทศไทยอีกก็จะทำแบบเดิมอีก ไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าถูกขัดขวางอีก ก็จะสู้ไม่ถอย ถูกผลักดันให้ออกไปนอกประเทศอีก ก็จะสู้อีก จะกลับมาทำอย่างเดิมแน่นอน!

 

ท่าทางจะไม่ปรองดองกับใครแน่!

 

 [จบ]

 

หมายเหตุ:

 ยังมีอีกหลายส่วนในหนังสือเล่มนี้ที่มีผลกระทบต่อความรู้สึกนึกคิดของสังคมไทยและผู้ถูกพาดพิง

ผมจะทยอยแปลเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป โปรดติดตามต่อไป

 

สมเกียรติ อ่อนวิมล

6 มีนาคม 2555

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ย้อนรอย Conversations with Thaksin [Tom Plate] : ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมลแฉทักษิณ

ทักษิณ vs พลเอกเปรม, คนเหนือใจดี vs คนใต้ใจแค้น | Conversations with Thaksin [Tom Plate]

March 12, 2012 at 10:57pm

Conversations with Thaksin

สนทนา กับ ทักษิณ

By Tom Plate

 

บทแนะนำหนังสือ 

โดย 

สมเกียรติ อ่อนวิมล

 

[Plate, Thomas, Conversations with Thaksin - From Exile to Deliverance: Thailand’s Populist TycoonTells His Story, Giants of Asia Series, Marshall Cavendish Editions, Singapore, 2011, 252 pages, ISBN: 978-981-4328-68-5]

 

ว่าด้วยเรื่องที่คุณทักษิณ กล่าวพาดพิงว่า พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็น “ศัตรูผู้ใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ”

และกล่าวว่าคนภาคเหนือน้ำใจดีมีเมตตา ส่วนคนภาคใต้ใจคิดแต่จะล้างแค้น

 

(145) 

Thaksin: “He’s the most powerful of all the Privy Councillors. He has the clout to tell prime ministers, ‘You do this, you do not do this.’ And he can talk to all the army and air force commanders and say, ‘You should do that, you should do this.’ Now, during my administration, before I was ousted, he, at 80-plus years old, wearing his splendid uniforms, goes to visit every military academy and gives lectures. In one of his lectures he used his metaphor: think of Thailand’s military establishment as a horse; horses don’t have to listen to their jockey. So that was the hint that he told the military, ‘Don’t listen to the prime minister.’” 

“ท่านเป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดในบรรดาองค์มนตรีทั้งหมด ท่านมีบารมีถึงขนาดสามารถสั่ง

นายกรัฐมนตรีทั้งหลายให้ “ทำโน่น อย่าทำนี่” ได้เลย และท่านสามารถสั่งผู้บัญชาการทหารบก

ทหารอากาศว่าควร ‘ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้’ ตอนที่ผมเป็นรัฐบาล ก่อนที่ผมจะถูกโค่นอำนาจ 

ท่านก็อายุ 80 กว่าแล้ว ใส่เครื่องแบบหทารอันงดงามของท่านออกไปบรรยายตามสถาบัน

ทหารต่างๆ โดยใช้คำเปรียบเปรยว่าให้คิดว่าสถาบันทหารนั้นเปรียบได้ดั่งม้า มาไม่ต้องเชื่อฟัง

คนขี่ม้า นั่นถือเป็นการบอกใบ้ต่อเหล่าทหารทั้งหลายมิให้เชื่อฟังนายกรัฐมนตรี”

 

(203-206)

Tom: “I wonder if some of the big-time enemies you made back in Bangkok were 

somehow greatly jealous of  your fortune-making ability?”

“The only man other than you that seemed so pivotal in the Thai situation other than 

the King and Queen, of course, is Prem.”

“ผมสงสัยว่าถ้าศัตรูตัวฉกาจของคุณที่กรุงเทพฯนั้นเขาอาจเป็นคนอิจฉาความร่ำรวยของคุณเอา

มากๆเลยเชียวหรือ?”

“นอกเหนือจากตัวคุณเอง และพระเจ้าอยู่หัวกับพระราชินี ที่มีบทบาทสำคัญต่อสถานการณ์ใน

ประเทศไทยแล้ว ก็มีอีกคนเดียวเท่านั้นที่มีบทบาทสำคัญ นั่นคือเปรมใช่ไหม”

 

Thaksin: “Yeah.”

“ใช่”

 

Tom: “What’s he like? What makes him tick?”

“เขาเป็นคนอย่างไร อะไรเป็นจุดจี้ใจดำของเขา

 

Thaksin: “Well, his character is he says very few words. During his own prime 

minister-ship, he said very few words in public. But he has good leadership ability. 

He has no family, so he looks clean. He says nothing much. So the opportunities for 

political attack, to criticize him, are less. He became prominent, and he stayed eight 

years as prime minister [1980-1988] without having to put himself up for election.”

“เออ…เขาเป็นคนพูดน้อย สมัยที่เขาเป็นนายกรัฐทนตรีเขาพูดกับสาธารณชนไม่กี่คำ แต่เขามี

ความเป็นผู้นำดี เขาไม่มีครอบครัว จึงดูเป็นคนมือสะอาด เขาไม่พูดอะไรมาก ดังนั้นช่องที่จะ

เปิดให้มีคนโจมตีเขาทางการเมือง จะวิจารณ์อะไรเขาก็ม่ช่องทำได้น้อยมาก เขาก็อยู่อย่าง

มั่นคงในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนานถึงแปดปี [1980-1988] โดยไม่ต้องไปลงสมัครรับเลือกตั้ง

เลย”

 

Tom: “How is that?”

“ทำอย่างนั้นได้อย่างไร?”

 

Thaksin: “At that time, the political power was the Democrat Party. They put him as 

the prime minister, even though he never stood for election–and even though he 

never had to face a no-confidence debate. Every time they tried to put up a no-

confidence vote about him, the power that be simply dissolved the parliament.”

“ตลอดเวลาในช่วงนั้น พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในอำนาจ พรรคประชาธิปัตย์ก็จัดตั้งให้เขาเป็น

นายกรัฐมนตรี แม้ว่าเขาจะไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งเลย–และเขาไม่เคยแม้แต่จะต้องโดน

อภิปรายไม่ไว้วางใจ ทุกครั้งที่มีความพยายามจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเขา ผู้มีอำนาจก็สั่ง

ยุบสภาเสีย”

 

Tom: “Prem was the one guy behind the scenes working against you.”

“เปรมเป็นตัวการที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการต่อต้านคุณใช่ไหม”

 

Thaksin: “Yes. He instructs all the judges”

“ใช่ เขาสั่งการไปยังบรรดาผู้พิพากษาทั้งหลาย”

 

Tom: “Right, the master puppeteer. What is his motive?”

“ใช่เลย เขาคือจ้าวแห่งนักเชิดหุ่น เขามีแรงจูงใจอะไรหรือ?”

 

Thaksin: “Huh?”

“ว่าไงนะ?”

 

Tom: “Why? What is his motive?”

“ถามว่าทำไม? เขามีแรงจูงใจอะไร?”

 

Thaksin: “Well, he wants to keep me outside of Thailand forever.” (He adds, a bit 

angrily) You know, I studied management theory in the U.S., and it taught me that 

whenever the formal structure of the organization has been superseded  by the 

informal structure, the organization cannot run properly. The formal structure of Thai 

governance is , you have a head of state, and that is the King. You have the head of 

Government, and that is the Prime Minister and all the government officials. But, 

again, in Thailand, you have Privy Councilors, and they have nothing to do with the 

constitution, and that is how Prem happens to have power over the formal structure 

of government.”

“อ๋อ. เขาต้องการกำจัดผมออกไปอยู่นอกประเทศไทยตลอดชีวิต” (ทักษิณพูดเสริมด้วยอารมณ์

โกรธนิดหน่อย) คุณรู้ไหม ผมเรียนวิชาทฤษฎีการบริหารจัดการในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสอนว่า

เมื่อไรก็ตามที่โครงสร้างเป็นทางการขององค์กรถูกแทรกแซงครอบงำโดยโครงสร้างที่ไม่เป็น

ทางการ เมื่อนั้นองค์กรก็จะทำงานได้อย่างเป็นระบบที่ถูกที่ควร โครงสร้างเป็นทางการของ

ระบบการปกครองประเทศไทยนั้นมีประมุขของรัฐ คือพระมหากษัตริย์  มีหัวหน้ารัฐบาลคือ

นายกรัฐมนตรี และมีเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ก็นั่นแหละสำหรับประเทศไทยก็ยังมีคณะองคมนตรี พวก

องค์มนตรีนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญเลย และนั่นคือหนทางที่เปรมได้เข้ามาใช้

อำนาจเหนือโครงสร้างเป็นทางการของรัฐบาล” 

 

ตรงนี้คุณทักษิณเข้าใจผิดและพูดผิดในเรื่องที่ว่าองคมนตรีไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่แท้จริง

แล้วรัฐธรรมนูญทุกฉบับจะมีบทบัญญัติเรื่ององคมนตรีไว้ชัดเจน ความไม้รู้เรื่องรัฐธรรมนูญนี้

เองเป็นที่มาของการที่คุณทักษิณกล่าวหาต่อๆมาว่าพลเอกเปรมเป็นผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ

 

Tom ถามต่อไป … 

 

Tom: “I hear you.” And I could hear a rasping irritation in his voice.

“ผมได้ยินที่คุณพูดแล้ว” ตอนนี้ผมได้ยินเสียงคุณทักษิณติดๆขัดๆในลำคอ

 

Thaksin: “And I said at the time, when I was prime minister–and I spoke out loudly 

on this–that the government cannot do anything substantial because we are being 

pulled along by string-pullers who are outside the Constitution. And when I said that, 

that was when he became very angry with me.”

“และตอนนั้นผมบอกว่า ตอนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี–และผมก็พูดดังๆให้รู้กันไปทั่ว–ว่ารัฐบาล

จะไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้เลยเพราะเราถูกดึงเอาไว้โดยคนดึงเชือกเชิดหุ่นหลาย

คน คนดึงเชือกพวกนี้เป็นพวกนอกรัฐธรรมนูญ แล้วพอผมพูดอย่างนั้นเขาก็โกรธผมมาก”

 

Tom: “When did you say that?”

“คุณพูดแบบนั้นตอนไหน?”

 

Thaksin: “Before I left for New York for the UN speech.”

“พูดก่อนออกนอกประเทศเดินทางไปนิวยอร์กเพื่อจะไปกล่าวสุนทรพจน์ที่องค์การ

สหประชาชาติ”

…………………………………………………………………………………………………

 

Tom: “….See, if I were Prem, I would suspect that anything you said about national 

reconciliation was baloney—I wouldn’t believe it. Because if you are not angry with 

him, if you are not bitter about him, then you are either some kind of god of some 

kind of machine.”

“….เห็นหรือยัง ถ้าหากผมเป็นเปรม ผมจะสงสัยไม่ไว้ใจคุณเลยเวลาที่คุณพูดเรื่องปรองดองกัน

ชาติผมว่ามันเป็นการพูดแบบเหลวไหลไม่น่าเชื่อถือ—พูดเท่าไรผมก็ไม่เชื่อ เพราะว่าถ้าคุณไม่

โกรธเขาเลย ถ้าคุณไม่ขมขื่นใจจากการกระทำของเขา ถ้าคุณทำใจได้สงสัยว่าถ้าคุณไม่เป็น

พระเจ้าก็คงเป็นเครื่องจักรเครื่องยนต์”

Thaksin: “I’m the Nelson Mandela style.” This is said deadpan.

“ผมมีลักษณะเหมือนเนลสัน แมนเดลา” ทักษิณพูดหน้าตาเฉยเลย

 

Tom: I try not to laugh and say: “Honestly, with the greatest respect, I wouldn’t 

believe it. If I were Prem, and I knew Thaksin was returning to Thailand, I would like, 

get a Montenegro passport real fast … and get the heck out of the country!”

ผมพยายามกลั้นหัวเราะไว้ แล้วบอกว่า “ด้วยความสัตย์จริง ด้วยความเคารพอย่างสูงด้วย ผม

คงไม่มีทางเชื่อเลย หากว่าผมเป็นเปรม แล้วผมรู้ว่าทักษิณกำลังจะกลับมา สงสัยผมคง แบบว่า

ไปทำหนังสือเดินทางมอนเตเนโกรด่วนจี๋เลย…แล้วโกยแนบออกนอกประเทศไทยไปทันทีเลย!”

 

Thaksin: “Well, I forgive. I do forgive. You know, the people who live in the northern 

part of Thailand, like I once did, most of them are very generous, most are very 

Forgiving, and most are very kind people—they are not at all revengeful. But the 

people from the southern part of Thailand are more revengeful than the northern. 

That is because—I don’t know why—the local culture there.”

“เอ้อ ผมให้อภัยได้ ผมยกโทษให้ รู้ไหม ประชาชนชาวภาคเหนือของประเทศไทย เหมือนผมที่

เคยอยู่ภาคเหนือ คนภาคเหนือส่วนมากเขาเป็นใจดีมีเมตตา—คนเหนือไม่คิดล้างแค้นใครเลย 

แต่พวกคนที่อยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทยนี่ซิมักเป็นคนคิดล้างแค้น ไม่เหมือนกับคนภาค

เหนือเลย เป็นอย่างนั้นเพราะว่า—ผมก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน—สงสัยจะเป็นวัฒนธรรมของชาว

ใต้”

 

Tom: “Prem is from the south? And you are from the north, of course.”

“เปรมมาจากภาคใต้? ส่วนคุณมาจากภาคเหนือ แน่นอน”

 

สมเกียรติ อ่อนวิมล

12 มีนาคม 2555

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

คลิปร้อน : ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล แฉความเลวของทักษิณเละตุ้มเป้ะ เวทีแยกอโศก

ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ขึ้นเวที กปปส. อ้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้เงินทุนครอบงำสื่อ-การเมือง เพื่อสนองประโยชน์ธุรกิจ ประกาศจุดยืนอารยะขัดขืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขอดื้อแพ่งไม่เชื่อฟัง ลั่นถ้าถูกคุมขัง หรือตาย เป็นโอกาสอันดีในชีวิต ย้ำม็อบต้องสงบ ชุมนุมมีอารยธรรม แนะวิธีอารยะขัดขืนของมหาตมะ คานธี 6 ข้อ มั่นใจจบช้าจบเร็ว ชัยชนะเป็นของประชาชนแน่นอน

วันนี้ (22ม.ค.57) เวลา 21.20 ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ขึ้นเวที กปปส.แยกอโศก โดยกล่าวนำว่า ก่อนหน้านี้ ตนเองเป็นคนจำพวกที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ว่าเป็นคนโลกสวย แต่ปัจจุบันตนเองได้เปลี่ยนไปแล้ว จึงขอประกาศตรงนี้เลยว่า ในวันที่ 2 ก.พ.2557 ตนเองจะไม่ไปเลือกตั้ง และจะไม่ไปเลือกตั้งจนกว่าจะมีการปฏิรูปประเทศสำเร็จ  

ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อว่า ระบอบทักษิณ ได้ก่อร่างสร้างตัวในประเทศไทย มาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว โดยในคราวหนึ่งที่ตนเอง ได้มีโอกาสยกมือสอบถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า บริษัทชินคอรป์เป็นบริษัทที่มีผลกำไรมหาศาล เหตุใดจึงไม่กันเงินจากผลกำไรส่วนหนึ่ง มาไว้สำหรับงานวิจัย เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่นเดียวกับบริษัทชื่อดังในประเทศ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับตอบตนเองว่า งานวิจัยเรื่องเรื่องที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก และได้ผลตอบแทนน้อย ในทางธุรกิจถือว่าไม่คุ้มค่า จึงถือเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์ ซึ่งคำตอบดังกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ตนเองรู้ได้เลยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่บุคคลที่มีคุณค่าพอที่จะให้ความสำคัญอีกต่อไป เพราะเห็นชัดว่าวิสัยทัศน์คับแคบและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น

นอกจากนี้ ดร.สมเกียรติ ยังได้กล่าวอ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า เป็นผู้ที่พยายามใช้เงินทุนเข้าคลอบงำสื่อมวลชนและการเมือง เพื่อสนองผลประโยชน์ในทางธุรกิจของตนเอง ซึ่งเรื่องที่ตนเองทนไม่ได้ก็คือการเข้าครอบครองสถานีโทรทัศน์ไอทีวี และพยายามชี้นำการทำงาน จนทำให้ตนเองทนไม่ได้และลาออกจากผู้บริหารไอทีวี ในที่สุด 

ทั้งนี้ ดร.สมเกียรติ สรุปในท้ายที่สุดว่า ตนเองเชื่อมั่นว่า การต่อสู้ของมวลมหาประชาชนจะต้องได้รับชัยชนะในที่สุด แม้ว่าจะจบช้าหรือเร็วก็ตาม เพราะเหตุผลในการต่อสู้ของมวลมหาประชาชน นั้น มีเหตุผลเพื่อเป็นการสร้างชาติ สร้างแผ่นดิน ไม่ได้ต่อสู้เพื่อพวกพ้อง หรือ ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือ เป็นการต่อสู้ของใครบางคน เพื่อใครบางคนเท่านั้น และยังเป็นการต่อสู้ที่ชอบธรรม มีเหตุผลสมบูรณ์ เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

0000

ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล แฉความเลวของทักษิณเละ เวทีแยกอโศก 23/01/20

 https://www.youtube.com/watch?v=qt4rbS7LFDc

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“โทนี คาตาลัคซี”โต้สื่อนอกผลงานล้อบบี้ “มวลมหาประชาชนต้องการประชาธิปไตยสมบูรณ์”

cats

เอ็นเอสเอ็นบีซี – นักค้นคว้าวิจัยทางการเมืองชาวสหรัฐฯ เขียนบทความลงบนเว็บไซต์เอ็นเอสเอ็นบีซี ตอบโต้บทวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สที่อ้างว่าการชุมนุมในไทยผิดแปลกจากชาติอื่นเพราะผู้ประท้วงต้องการเห็นประเทศลดความเป็นประชาธิปไตยลง ชี้ในสายตาของสื่อตะวันตกการชุมนุมจะเป็นประชาธิปไตยก็เมื่อตนเองได้ประโยชน์ ขณะเดียวกันก็หรี่ตามองข้ามความร้ายกาจต่างๆนานาของระบอบทักษิณ ทั้งฆ่าตัดตอน ละเมิดสิทธิมนุษยชนและคอรัปชัน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ประท้วงจึงแสวงหาการปฏิรูปครั้งใหญ่

ในบทความเรื่อง “New York Times Condemns Thailand’s Counter Color Revolution” ของนายโทนี คาตาลัคซี นักค้นคว้าวิจัยทางการเมืองและนักเขียนชาวอเมริกัน รวมทั้งยังเป็นนักวิจัยภูมิศาสตร์ทางการเมือง เกริ่นว่านายโธมัส ฟุลเลอร์ ของนิวยอร์กไทม์ได้เขียนบทความในเรื่องสถานกาารณ์ทางการเมืองของไทยมานานหลายปี โดยล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ก็คือบทความที่พาดหัวว่า “In Thailand, Standing Up for Less Democracy”

ข้อเขียนของนายคาตาลัคซี เล่าย้อนถึงเนื้อหาในบทความของนายฟุลเลอร์ ที่ระบุว่าในตอนนี้โลกเคยชินกับความไม่สงบทางประชาธิปไตย ในนั้นรวมถึงอาหรับสปริง รวมถึงปฏิวัติปฏิวัติผ้าเหลืองในพม่าและปฏิวัติสีส้มของยูเครน แต่หลายสัปดาห์แห่งความวุ่นวายทางการเมืองของไทยกลับหลุดออกจากวัตถุประสงค์หลักหนึ่ง นั่่นก็คือผู้ประท้วงพากันรวมตัวบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องให้ลดความเป็นประชาธิปไตยลง

อย่างไรก็ตามนายคาตาลัคซี ตั้งข้อสังเกตว่าราวกับเป็นเรื่องตลกร้าย เมื่อตัวนิวยอร์กไทม์สเอง ที่เป็นผู้ตีแผ่ธรรมชาติของการประท้วงที่เรียกกันว่า “อาหรับสปริง” ในรายงานพาดหัว “U.S. Groups Helped Nurture Arab Uprisings,” โดยนายคาตาลัคซี บอกว่าในรายงานชิ้นนี้ นิวยอร์กไทม์ส ยอมรับเองว่ามีกลุ่มคนและตัวบุคคลจำนวนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติและการปฏิรูปทั่วภูมิภาค ในนั้นรวมถึงกลุ่มเคลื่อนไหวเยาวชน 6 เมษายนในอียิปต์ ศูนย์เพื่อสิทธิมนุษยชนบาห์เรนและเหล่านักเคลื่อนไหวรากหญ้าอย่างนายอันท์ซาร์ กาดี แกนนำเยาวชนในเยเมน ที่ได้รับการฝึกหัดและสนับสนุนทางการเงินจากกลุ่มต่างๆ อาทิสถาบันรีพับลิกันนานาชาติและสถาบันเดโมแครตนานาชาติ สององค์กรเอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชนที่รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลอเมริกัน ซึ่งมีฐานบัญชาการในวอชิงตัน และรวมถึงองค์กรส่งเสริมประชาธิปไตยแห่งชาติ “National Endowment for Democracy” (NED)

นายคาตาลัคซี ให้รายละเอียดในบทความต่อไปว่าสถาบันต่างๆของทั้งรีพับลิกันและเดโมแครต ล้วนเกี่ยวข้องอย่างหลวมๆกับพรรครีพับลิกันและเดโมแครต โดยสถาบันเหล่านี้จัดตั้งโดยสภาคองเกรสและได้รับการสนับสนุนทางการเงินผ่าน องค์กรส่งเสริมประชาธิปไตยแห่งชาติ ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาในปี 1983 สำหรับเป็นช่องทางอนุมัติการส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศกำลังพัฒนา โดยทางเอ็นเอดี ได้รับเงินสนับสนุนจากคองเกรสปีละราว 100 ล้านดอลลาร์ ส่วนองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอย่าง Freedom House ก็ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของกระทรวงการต่างประเทศ

ดังนั้นนายคาตาลัคซี จึงสรุปว่า “อาหรับสปริง” จึงไม่ใช่การลุกฮือสนับสนุนประชาธิปไตย แต่เป็นการประท้วงที่สหรัฐฯให้การสนับสนุนทางการเงินอย่างกว้างขวางทั่วภูมิภาคเพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาลต่างๆ ผลก็คือได้รัฐบาลภราดรภาพมุสลิมใน 2 ชาติที่สมรู้ร่วมคิดกับสหรัฐฯ อิสราเอลและซาอุอาระเบีย สำหรับทำสงครามกับซีเรีย สงครามอันโหดร้ายที่เคยทำลายล้างลิเบียจนย่อยยับ ขณะที่ในมือของพวกหัวรุนแรงและสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในซีเรีย ได้คร่าชีวิตประชาชนไปแล้วหลายแสนศพ ท่ามกลางการสนับสนุนทางอาวุธและเงินทุนโดยตรงของชาติตะวันตก ในเรื่องนี้ทางคาตาลัคซีจึงค่อนขอดว่าหากการประท้วงในไทยเป็นแบบนั้น ก็อาจได้รับการยกย่องจากชาติมหาอำนาจว่าเป็นเรื่องดีก็ได้

บทความของนายคาตาลัคซี ระบุต่อว่านอกจากข้อเขียนของนายโธมัส ฟุลเลอร์แล้ว เรายังได้เห็นการละเลยข้อเท็จจริงและการโฆษณาชวนเชื่อทั่วสื่อตะวันตกทั้งหลาย ในนั้นคือการมองข้ามประวัติด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆของนายทักษิณ ชินวัตร อาทิการฆ่าตัดตอน 3,000 ศพใน 90 วัน ของ “สงครามยาเสพติด” ในปี 2003 โดยในนั้นจำนวนมากไม่เกี่ยวข้องกับการค้ายาแม้แต่น้อย นอกจากนี้นายคาตาลัคซี ยังเหน็บแนมนายฟุลเลอร์ ต่อความล้มเหลวที่ไม่ยอมรายงานเพิ่มเติมไปว่าความโหดเหี้ยมของนายทักษิณ ไม่ใช่แค่เป็นที่ยอมรับได้ของเหล่าสมุน แต่ปฏิบัติการฆ่าหมู่ในปี 2003 ยังเป็นที่นิยมอย่างบ้าคลั่งในหมู่ผู้สนับสนุนเขาอีกด้วย

อย่างไรก็ตามทั้งหมดทั้งมวลนี้ ผู้สนับสนุนของทักษิณก็ยังต้องการให้เขาคืนสู่อำนาจ แม้ไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมือง(หลังถูกพิพากษาว่ามีความผิดทางอาญา) ไม่สามารถลงเลือกตั้งหรือแม้กระทั่งไม่ได้อยู่ในประเทศ นายคาตาลัคซีจึงชี้ว่านี่คือเหตุผลว่าทำไมว่าคนเหล่านี้จึงไม่มีความสามารถพอสำหรับเข้าร่วมในศึกเลือกตั้งจนกว่าจะมีการปฏิรูปอย่างจริงๆจังๆ การปฏิรูปที่มีเป้าหมายปิดช่องโหว่ที่เปิดทางให้ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญาลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2011 ภายใต้สโลแกน “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” สโลแกนที่ชัดเจนตามตัวอักษร ด้วยการที่นายทักษิณบริหารประเทศผ่านการสไกป์และประชุมคณะรัฐมนตรีจากต่างแดน โดยที่นางสาวยิ่งลักษณ์เป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น

ข้อเขียนของนายคาตาลัคซี บอกต่อไปว่าในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารงานของพรรคเพื่อไทย การตัดสินใจทางการเมืองสำคัญๆของประเทศที่มีประชากรราว 65 ล้านคนล้วนมาจากต่างแดน โดยอดีตนายกรัฐมนตรีที่หลบหนีความผิดฐานคอรัปชันไปใช้ชีวิตในต่างแดนตั้งแต่ปี 2008

นายคาตาลัคซี บอกว่าบทความของนายฟูลเลอร์ ก็เหมือนการ์ตูนล้อคอรัปชัน การเล่นพรรคเล่นพวกและละเมิดหลักนิติรัฐในโลกที่ 3 แต่เขากลับเผชิญกับความยากลำบากในการเปิดใจหรือเขียนบทความตามข้อเท็จจริงว่ามีการหลักฐานการคอรัปชันในรูปแบบ banana republic(ประเทศที่เศรษฐกิจถูกควบคุมโดยกลุ่มบุคคล) โดยรัฐบาลไทย ที่ก็เคยปรากฎในข้อเขียนของเขาเอง

ทั้งนี้นายคาตาลัคซี ปิดท้ายว่าการประท้วงในไทยจึงไม่เกี่ยวข้องใดๆกับความต้องการเห็นประเทศลดความเป็นประชาธิปไตย เพราะรัฐบาลใดก็ตามที่บัญชาโดยนายทักษิณ ก็ไม่เคยเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว พร้อมระบุว่านายฟุลเลอร์เป็นคนมีไหวพริบและไม่ต้องสงสัยว่าเขาก็รู้เรื่องนี้ แต่สิ่งที่เขียนก็คือทำตามอย่างเพื่อนนักเขียนของบีบีซี และมันเป็นแค่ผลการทำงานของบริษัทล็อบบี้ยิสต์ที่ทักษิณว่าจ้างเท่านั้น

ดังนั้นทั้งหมดทั้งมวลนี้ ผลประโยชน์การเงินทางธุรกิจจึงอยู่เบื้องหลังการประท้วงที่ดีในสายตาของสื่อตะวันตก อย่างเช่นอาหรับสปริงและการเดินขบวนบนท้องถนนสนับสนุนอียูในยูเครน แต่ในทางตรงข้ามการประท้วงที่มีแรงขับเคลื่อนจากผู้รักชาติ และเคลื่อนไหวสนับสนุนอำนาจอธิปไตย บนท้องถนนในกรุงเทพฯ กลับเป็นเรื่องที่เลว

——————————————

New York Times Condemns Thailand’s Counter Color Revolution

http://nsnbc.me/2013/12/18/new-york-times-condemns-thailands-counter-color-revolution/

NYT hit piece claims unlike US State Department-backed “Arab Spring,” current anti-regime protests in Thailand seek “less democracy.”

ThomasFuller_NYT_SEATony Cartalucci (ATN) , - The New York Times’ Thomas Fuller has persistently written hit pieces regarding Thailand’s political situation for years. In his most recent piece titled, “In Thailand, Standing Up for Less Democracy,” he claims:

“In a world now accustomed to democratic upheavals, including the Arab Spring and the Saffron and Orange Revolutions, the weeks of political upheaval in Thailand stand out for one main peculiarity. Protesters massing on the streets here are demanding less democracy, not more.”

Ironically, it was the NYT itself that revealed the true nature of the so-called “Arab Spring.” In its article titled, ”U.S. Groups Helped Nurture Arab Uprisings,” it was stated:

“A number of the groups and individuals directly involved in the revolts and reforms sweeping the region, including the April 6 Youth Movement in Egypt, the Bahrain Center for Human Rights and grass-roots activists like Entsar Qadhi, a youth leader in Yemen, received training and financing from groups like the International Republican Institute, the National Democratic Institute and Freedom House, a nonprofit human rights organization based in Washington.”

The article would also add, regarding the US National Endowment for Democracy (NED):

“The Republican and Democratic institutes are loosely affiliated with the Republican and Democratic Parties. They were created by Congress and are financed through the National Endowment for Democracy, which was set up in 1983 to channel grants for promoting democracy in developing nations. The National Endowment receives about $100 million annually from Congress. Freedom House also gets the bulk of its money from the American government, mainly from the State Department. “

So in other words, the “Arab Spring” was not a pro-democracy uprising, it was instead, a region-wide US-funded campaign for regime change. The resulting regimes included two Muslim Brotherhood regimes which colluded with the US-Israeli-Saudi campaign against Syria, a brutal war that has left the nation of Libya decimated and in the hands of extremists, and an ongoing war in Syria that has seen tens of thousands dead and with the West directly arming, funding, and codding Al Qaeda, even on NATO-member soil.

If the Thai protests then, “stand out,” that is a good thing.

Throughout Fuller’s hit piece, we can see the same exact omissions made by other propagandists across the Western media. These include the dismal human rights record of Thaksin Shinawatra including the mass murdering of 3,000 in a 90 day “war on drugs” in 2003, many of whom had nothing to do with the drug trade at all. Fuller also fails to report how Thaksin’s brutality is not only seen as acceptable by his followers, but the campaign of mass murder in 2003 was in fact, wildly popular amongst his support base.

This above all, is the reason why many feel those who continuously return him to power, despite not being eligible for office (he is a convicted criminal with two arrest warrants out for his arrest), not being on the ballot (his sister, in true 3rd world nepotist fashion is running as a placeholder for him), nor even being in the country (he currently resides in Dubai), are not capable of participating in elections until serious reforms can be carried out. Reforms are aimed at closing the loopholes that have allowed a convicted criminal to run in 2011 under the motto “Thaksin Thinks, Puea Thai [his political party] Does.” Thaksin literally campaigned for his sister, and openly runs the country via Skype and meetings with regime ministers outside the country.

This too, was ironically revealed by the New York Times, and by Fuller himself, in an article titled, “In Thailand, Power Comes With Help From Skype,” which begins by stating:

Millions of people across the globe have cut the tethers to their offices, working remotely from home, airport lounges or just about anywhere they can get an Internet connection. But the political party governing Thailand has taken telecommuting into an altogether different realm.

For the past year and a half, by the party’s own admission, the most important political decisions in this country of 65 million people have been made from abroad, by a former prime minister who has been in self-imposed exile since 2008 to escape corruption charges.

The country’s most famous fugitive,Thaksin Shinawatra, circles the globe in his private jet, chatting with ministers over his dozen cellphones, texting over various social media platforms and reading government documents e-mailed to him from civil servants, party officials say.
It might be described as rule by Skype. Or governance by instant messenger, a way for Mr. Thaksin to help run the country without having to face the warrant for his arrest in a case that many believe is politically motivated.

What Fuller describes is an almost cartoonish example of 3rd world corruption, nepotism, and wrecking ball abandon for the rule of law – yet curiously, Fuller has a difficult time wrapping his mind or his editorial around the fact that this banana republic-style corruption exhibited by the regime he has documented in his editorials, propped up by the same interests behind an “Arab Spring” the paper he writes for exposed as being foreign-backed subversion, is precisely why anti-regime protesters are on the streets of Bangkok today.

It has nothing to do with wanting “less democracy,” because a regime like that headed by Thaksin Shinawatra was never about democracy in the first place. Thomas Fuller is an intelligent man and undoubtedly knows this. He is doing just what his counterparts at the BBC are doing, just as lobbyists working for Thaksin Shinawatra are doing – manipulating public perception for the corporate-financier interests that were behind “good” protests like the “Arab Spring” and the current pro-EU Nazis clamoring in the streets of Ukraine, and opposed to “bad” protests like the nationalist-driven, pro-sovereignty movement in the streets of Bangkok now.

Tony Cartalucci, AltThaiNews Network

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป : เสนอโครงสร้างปูทางสู่การปฏิรูปประเทศ

 ในวิกฤติมีโอกาส ข้อเสนอของ คชสป. เสนอจัดตั้ง “สภาพลเมือง” เป็นอำนาจที่ 4 น่าจะตรงใจมวลมหาประชาชนในบางจุด แต่หากใช้เส้นทางของการเลือกตั้งในรูปแบบปัจจุบัน คงยากที่จะสำเร็จได้

แต่อย่างไรก็ดีข้อเสนอที่เป็นทางการนี้ถือเป็นการ “ปูพื้น” ไปสู่การปฏิรูปประเทศ ภายใต้ “สภาประชาชน” ของมวลมหาประชาชนทางเดียวเท่านั้นจึงจะสำเร็จได้

เพราะการปฏิรูปโดยนักการเมืองก็ล้วนแล้วแต่เพื่อนักการเมืองเท่านั้น ไม่มีวันที่นักการเมืองจะปฏิรูปการเมืองเพื่อให้พวกตนเองเสียประโยชน์

ชนใดออกกฎหมาย ก็เพื่อประโยชน์ของชนกลุ่มนั้น

การเสนอแนวทางปฏิรูปโครงสร้างการเมืองการปกครอง ต้องปราศจากนักการเมืองเท่านั้นจึงจะไปสู่ฝั่งฝันได้

แคน ไทเมือง

0000

คชสป. ชงข้อเสนอปฏิรูป ประเทศ หนุนจัดตั้ง “สภาพลเมือง” เป็นอำนาจที่ 4 ถ่วงดุลย์ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ

วันนี้  21 ม.ค. เมื่อเวลา 11.45 น.  นายจินดา บุญจันทร์ พร้อมด้วย นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ตัวแทนเครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป (คชสป.) 29 เครือข่าย/กลุ่ม/องค์กร แถลงการณ์เรื่องข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ชั้น 1 พอช. โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชน อยู่ในปัจจุบัน จนหลายฝ่ายมีความห่วงใยว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงและสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ จึงได้พยายามหาทางออกร่วมกันโดย ใช้สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง โดยให้มีการปฏิรูปประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง ที่ทุกฝ่ายควรใช้กระแสการตื่นตัวทางการเมืองครั้งนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศโดยรวม

เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคม โดยเฉพาะในระดับรากฐานของชุมชน ที่มีบทเรียนประสบการณ์การพัฒนา และการปฏิรูปมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี จึงได้จัดทำข้อเสนอเพื่อร่วมปฏิรูปประเทศ โดยยึดหลักให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริง จึงมีข้อเสนอดังต่อไปนี้

1.ปฏิรูปโครงสร้างการเมืองการปกครอง/แก้ไขรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มีอำนาจอธิปไตย โดยเพิ่ม”สภาพลเมือง” เป็นอำนาจที่ 4 ถ่วงดุลย์กับ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการพร้อมกับแก้ไขสาระสำคัญต่างๆ คือ

- อำนาจนิติบัญญัติ ให้สส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค และเลือกจากกลุ่มอาชีพ รวมทั้งให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง

- อำนาจบริหาร ให้ยุบราชการส่วนภูมิภาค กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยมีพรบ.จังหวัดปกครองตนเอง ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และให้โอนอำนาจจัดการในด้านต่างๆ ไปยังจังหวัด เช่น การศึกษา การจัดการทรัพยากร การจัดสรรรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ๗๐รวมทั้งมีหน้าที่ในการออกข้อบัญญัติและแผนพัฒนาของตนเองโดยส่งเสริมให้ประชาชนในจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาจังหวัด

ปรับปรุงการบริหารราชการส่วนกลางให้คงเหลือเพียงงาน 4 ด้าน คือ ด้านความมั่นคง ด้านต่างประเทศ ด้านกระบวนการยุติธรรม และด้านการเงินการคลังของประเทศ

- อำนาจตุลาการ เปลี่ยนวิธีพิจารณาความจากกล่าวหาเป็นไต่สวน มีคณะลูกขุนและทนายท้องถิ่น มีพรบ. กองทุนยุติธรรม ตลอดจนแก้กฎหมายให้คดีทุจริตคอรัปชั่นไม่มีอายุความและมีบทลงโทษที่หนักกว่าเดิม

- สภาพลเมือง ซึ่งมีทุกระดับตั้งแต่ระดับท้องถิ่นระดับจังหวัดและระดับชาติ โดยมีองค์ประกอบสมาชิกจากสองส่วนคือ ส่วนที่หนึ่งจากตัวแทนองค์กรที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานต่างๆ ส่วนที่สองมาจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (รายละเอียดตามแผนภาพประกอบ)โดยให้สภาพลเมืองมีหน้าที่วางแผนพัฒนาและถ่วงดุลย์อำนาจ บริหาร

2. การปฏิรูปด้านที่ดิน
1.)การแก้ไขปัญหาเดิม ให้ดำเนินการดังนี้ คือ 
• หยุดการจับกุม/ฟ้องร้อง/ขับไล่/ตัดฟัน/หยุดคดี
• ทำแนวเขตสิทธิ์เหนือที่ดินที่ประชาชนอาศัยทำกินอยู่ก่อนแล้วให้ชัดเจน
• ให้ประชาชนได้รับสิทธิ์ในที่ดินตาม พรบ.สิทธิชุมชนฯ 
2)การกระจายการถือครองที่ดิน ให้ดำเนินการดังนี้
• ออก พรบ. 3 ฉบับ ได้แก่ (1) พรบ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า (2) พรบ.ธนาคารที่ดิน (3) พรบ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร 
• กระจายการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรครอบครัวละไม่น้อยกว่า 2ไร่

3.การจัดการทรัพยากรอื่นๆ ให้การจัดการทรัพยากรเป็นอำนาจของท้องถิ่นจังหวัด โดยให้ท้องถิ่นจังหวัดทบทวน/การสัมปทาน/การจัดผลิต (น้ำมัน/แร่/หิน/ดิน/ทราย ฯลฯ)และการดูแลรักษา เพื่อประโยชน์ของประชาชนในจังหวัดนั้นๆ

4.เรื่องยุติความรุนแรง มีข้อเสนอดังนี้
1)เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรงทุกรูปแบบทันที
2)ให้รัฐบาลทำหน้าที่เป็นรัฐบาลของประชาชนทั้งประเทศ ใช้อำนาจหน้าที่และทรัพยากรทุกอย่างที่มี เพื่อคุ้มครองและมีมาตรการอย่างเข้มงวด ในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนทุกฝ่าย และภาคส่วนอย่างเท่าเทียม 
3)เรียกร้องทุกฝ่ายในสังคมและคู่ขัดแย้ง ให้มีการเจรจาเพื่อหาข้อยุติความขัดแย้งร่วมกันโดยเร็ว ก่อนนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ
4)ในส่วนเครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคม พร้อมเข้าร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศไทย

5.ในขณะเดียวกัน เครือข่ายฯ จะเดินหน้าปฏิรูปทันทีโดยอาศัยบทเรียนและประสบการณ์การทำงานมากว่า 30 ปี ที่ผ่านมาโดยจะดำเนินการขับเคลื่อนทันทีร่วมกับภาคีทุกภาคส่วนในทุกระดับพื้นที่

สำหรับ เครือข่ายองค์กรชุมชน และประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป คือเครือข่ายภาคประชาชน 29 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน 2.เครือข่ายจังหวัดจัดการตนเอง 3.เครือข่ายสวัสดิการชุมชน 4.คณะประสานงานองค์กรชุมชน (คปอ.) 5.มูลนิธิชุมชนไท 6.เครือข่ายพลเมือง 14 จังหวัดภาคใต้ 7.เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง 8.สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ 9.เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ 10.เครือข่ายกะเหรี่ยงประเทศไทย 11.คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน 12.เครือข่ายชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง 13.เครือข่ายองค์กรชุมชนบ้านแพ้ว 14. ผู้แทนภาคประชาสังคมระดับภาค 11 ภาค 15.เจ้าหน้าที่ พอช. 16.เครือข่ายการจัดการลุ่มน้ำ 17.เครือข่ายวาระเปลี่ยนตะวันออก 18.เครือข่ายสิทธิคนจนพัฒนาภูเก็ต 19.เครือข่ายแก้ปัญหาการคืนสัญชาติคนไทย (คนไทยพลัดถิ่น) 20.เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล 21.เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบเหมืองทองพิจิตร 22.เครือข่ายชุมชนอุบล 23.เครือข่ายชุมชนพังงา 24.เครือข่ายอ่าวตัว ก. 25.เครือข่ายสมัชชาพลเมือง กทม. 26.เครือข่ายมวลมหาประชาคุย 27.เครือข่ายสภาเกษตรกร 28.เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด และ 29. เครือข่ายอีสานเพื่อการปฏิรูป

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เงื่อนเวลาที่ทหารควรตัดสินใจ “เป่านกหวีด” อยู่จุดไหน?

เงื่อนเวลาที่ทหารจะตัดสินใจ
นั่งทางในแล้ววิเคราะห์ว่าทหารใหญ่จะออกมายืนเคียงข้างมวลมหาประชาชน เมื่อเหตุรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ระยะแรก อาจออกมาประกาศสนับสนุนประชาชนและส่งทหารมาเป็นผู้พิทักษ์ประชาชนก่อนเลือกตั้งประมาณปลายเดือนนี้
ระยะที่ 2 ตอนเลือกตั้งล้มเหลว กดดันรัฐบาลหนักขึ้น
แต่ทหารไม่คิดปฏิวัติโดยทหารเพราะรู้ว่ามันไม่นำไปสู่ความมั่นคงในระยะยาว
นอกจากนั้นการแสดงบทบาทเป่านกหวีดของทหารทั้งกองทัพจะทำให้ข้าราชการส่วนอื่นๆ กล้าที่จะประกาศตัวชัดเจนว่าไม่รับใช้ระบอบทักษิณดังเช่นกระทรวงสาธารณสุข
เพราะข้าราชการย่อมรู้การเป็นกบฏต่อนักการเมืองไม่ใช่เรื่องดี
ชัยชนะอยู่ที่ลุงกำนันจะกล้าเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลและประกาศปฏิวัติโดยมวลมหาประชาชนและทหารจะยืนเฉย
พูดง่ายๆ ไหนๆลุงกำนันก็เป็นกบฏแล้วก็ทำให้มันสุดซอยไปเลย
ลุงกำนันออกหน้า ทหารตามหลังเป็นแบ็ค
ลุงกำนันอาจจะไปประกาศปฎิวัติจริงจังเมื่อการเลือกตั้งขี้โกง ล้มเหลวแล้วก็เป็นได้ เพราะห้วงนั้นข้าราชการส่วนอื่นๆ ออกมาแสดงจุดยืนเช่นเดียวกับทหารเป็นส่วนใหญ่
ห้วงนี้ถึงเลือกตั้ง 2 ก.พ. ก็ใช้ทฤษฎีส้นตีน อธิบายความกับประชาชนไปเรื่อย ๆ
หากคนไปเลือกตั้งน้อยกว่าที่เคยเป็น ก็สามารถส่งสัญญาณให้ต่างชาติเห็นชัดๆว่า คนไม่ไปเลือกตั้งไม่ใช่เพราะต่อต้านประชาธิปไตย แต่ต่อต้านประชาธิปไตยในมือโจร
จึงขอหยุดปฏิรุปประเทศก่อนจะเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง
แคน ไท
เมือง

เงื่อนเวลาที่ทหารจะตัดสินใจ….

นั่งทางในแล้ววิเคราะห์ว่าทหารใหญ่จะออกมายืนเคียงข้างมวลมหาประชาชน เมื่อเหตุรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ระยะแรก อาจออกมาประกาศสนับสนุนประชาชนและส่งทหารมาเป็นผู้พิทักษ์ประชาชนก่อนเลือกตั้งประมาณปลายเดือนนี้ ด้วยการเป่านกหวีดด้วยตนเอง

ระยะที่ 2 ตอนเลือกตั้งล้มเหลว ร่วมกดดันรัฐบาลหนักขึ้น

แต่ทหารไม่คิดปฏิวัติโดยทหารเพราะรู้ว่ามันไม่นำไปสู่ความมั่นคงในระยะยาว

นอกจากนั้นการแสดงบทบาทเป่านกหวีดของทหารทั้งกองทัพจะทำให้ข้าราชการส่วนอื่นๆ กล้าที่จะประกาศตัวชัดเจนว่าไม่รับใช้ระบอบทักษิณดังเช่นกระทรวงสาธารณสุข เพราะข้าราชการย่อมรู้การเป็นกบฏต่อนักการเมืองไม่ใช่เรื่องดี

เมื่อทหารออกมาเป่านกหวีดแล้วก็ควรให้กำลังพลมาตั้งด่านปิดหัวท้ายให้มวลมหาประชาชนประท้วงอย่างสงบ สันติ อหิงสาปราศจากอาวุธต่อไป

ชัยชนะของมวลมหาประชาชนอยู่ที่ลุงกำนันจะกล้าเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลและประกาศปฏิวัติโดยมวลมหาประชาชนและทหารจะยืนเฉย

พูดง่ายๆ ไหนๆลุงกำนันก็เป็นกบฏแล้วก็ทำให้มันสุดซอยไปเลย

ลุงกำนันออกหน้า ทหารตามหลังเป็นแบ็ค

ลุงกำนันอาจจะไปประกาศปฎิวัติจริงจังเมื่อการเลือกตั้งขี้โกง ล้มเหลวแล้วก็เป็นได้ เพราะห้วงนั้นข้าราชการส่วนอื่นๆ ออกมาแสดงจุดยืนเช่นเดียวกับทหารเป็นส่วนใหญ่แล้ว

ห้วงนี้ถึงเลือกตั้ง 2 ก.พ. ก็ใช้ทฤษฎีส้นตีนของดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี เดินไปเรื่อยๆ  อธิบายความกับประชาชนไปเรื่อย ๆ และต้องป้องกันมวลชนไม่ให้ได้รับอันตราย

เมื่อถึงวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. หากคนไปเลือกตั้งน้อยกว่าที่เคยเป็น ก็สามารถส่งสัญญาณให้ต่างชาติเห็นชัดๆว่า คนไม่ไปเลือกตั้งไม่ใช่เพราะต่อต้านประชาธิปไตย แต่ต่อต้านประชาธิปไตยในมือโจร

จึงขอหยุดปฏิรุปประเทศก่อนจะเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง
แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

‘สรยุทธ สุทัศนะจินดา’ ครวญ…ผมตกเป็นเหยื่อ?

สารภาพว่าหลังๆ ไม่เคยดูข่าวช่อง 3 เพราะเบื่อสรยุทธ หลายเสียงต่างโจมตีสรยุทธ์ที่นำเสนอข่าวด้วย “ภาษากาย” หรือที่เราเรียกเมื่อก่อนว่า “ลีลา” การนำเสนอในแนวทางสนับสนุนระบอบทักษิณมาโดยตลอด เมื่อสรยุทธ์ โดนโจมตีลองฟังความอีกข้างจากเจ้าตัวเองดีกว่า…ผมไม่อยากวิจารณ์

แคน ไทเมือง

0000

ผมตกเป็นเหยื่อ? ‘สรยุทธ สุทัศนะจินดา’ แถลงยาวผ่านไอจีส่วนตัว

 

ท่องคาถาต้องอดทน !พิธีกรนักเล่าข่าวร้อยล้าน สรยุทธ สุทัศนะจินดา แถลงผ่านไอจีส่วนตัวย้ำตัวเองตกเป็นเหยื่อถูกบิดเบือนสร้างความเกลียดชัง ชี้รายงานข่าวแพนด้าท้องแค่วันละ 2-3 นาทีเพื่อเด็ก แต่ถูกใส่ร้ายว่าเล่านาน 30 นาที…

นักเล่าข่าวชื่อดัง อย่าง นาย สรยุทธ สุทัศนะจินดา กลายเป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักกับการทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารการเคลื่อนไหวของสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะบทเวทีกปปส. โดยมีแกนนำอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณตั้งข้อสงสัยหลายครั้งบทเวทีถึงการทำหน้าที่ละเลย และบิดเบือนข้อเท็จจริง

หลังจากเปิดใจผ่านรายการเรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ล่าสุด แถลงการผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @sorrayuth9111 แจงความในใจ โดยมีใจความว่า

อดทนครับ … เป็นอีกครั้งที่การทำหน้าที่ “สื่อ” ของผม ต้องตกเป็น”เหยื่อ”ของการปลุกความเกลียดชัง

ตั้งแต่การถูกกล่าวหาว่าผมรายงานจำนวนผู้ชุมนุมน้อยกว่าความเป็นจริง ทั้งที่ไม่เคยรายงาน จนนักข่าวของช่องเกือบถูกทำร้าย

ก่อนหน้านี้ก็ปลุกกระแสว่าผมไม่รายงานข่าวการชุมนุม หรือรายงานน้อย ทั้งที่ผมก็รายงานตามความเคลื่อนไหวของข่าว หลายครั้งก็ใช้เวลาเกือบจะทั้งรายการ แม้กระทั่งการรายงานข่าวแพนด้าในช่วงข่าวเด็กวันละ 2-3 นาที ก็ถูกเอาไปปลุกกระแสบิดเบือนสร้างความเกลียดชังว่า นำเสนอข่าวแพนด้าวันละ 30 นาที

ล่าสุด ถูกบิดเบือนว่า ผมวิเคราะห์เหตุระเบิดที่บรรทัดทองในรายการเป็นตุเป็นตะว่าระเบิดถูกโยนออกมาจากรถในขบวน ทั้งที่ผมไม่ได้พูดสักคำ ผมจำเป็นต้องชี้แจง เพราะเป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งถ้า 1.ไ่ม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ 2. ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบพูด หรือ 3. ไม่มีข้อมูลคำพูดยืนยันจากแหล่งข่าวที่มีตัวตนชัดเจน

โดยมาตรฐานการทำสื่อปกติที่มีความรับผิดชอบ ย่อมไม่สามารถวิเคราะห์เป็นตุเป็นตะได้อยู่แล้ว การถูกนำไปพูดบนเวทีการชุมนุม ซึ่งมีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ออกไปสู่ผู้ฟังและผู้ชมที่กำลังเสียใจกับการสูญ เสียชีวิตผู้ร่วมอุดมการณ์ ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกโกรธแค้นเกลียดชัง แม้ผมจะได้ชี้แจงผ่านรายการในวันต่อมา พร้อมทั่งเปิดเทปรายการในช่วง ดังกล่าวเพื่อยืนยันว่าผมไม่ได้พูดเป็นตุเป็น ตะอย่างที่ถูกพาดพิงกล่าวหาแล้ว แต่เข้าใจว่าผู้ฟังและผู้ชมการปราศรัยส่วนหนึ่ง คงไม่ได้ติดตามรายการของผม ดังจะเห็นได้จากการพาดพิงถึงผมหลายครั้งซึ่งไม่เป็นความจริง แต่ก็ยังมีความเชื่อและยังพูดต่อๆ กันเรื่อยมา ทุกครั้ง ผมทำได้แค่อดทน และอดทน โดยไม่โต้ตอบ เพราะคิดว่าในเหตุการณ์ความขัดแย้ง ผมเป็นสื่อ ไม่ใช่คู่กรณี ผมพร้อมจะรับผิดชอบและยอมรับ ถ้าได้นำเสนอเรื่องใดไปจริง แล้วจะมีผู้ไม่เห็นด้วย เพราะนั่นคือความเห็นต่าง

แต่การบิดเบือนสร้างความเกลียดชังเพื่อทำลายล้างผู้ที่ไม่ยอมเลือกข้างอย่าง ที่ตัวเองต้องการ ย่อมไม่ใช่วิถีของผู้ที่ต้องการประชาธิปไตยอันสมบูรณ์

ไทยรัฐออนไลน์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สส.อเมริกาเรียกร้องให้โอบาม่าแทรกแซงไทยออกโรงหนุนเลือกตั้ง 2 ก.พ.: ผลงานทักษิณ?

วันนี้เริ่มเห็นความหลายมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาอีกครั้งในการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่บังคลาเทศ หรือยูเครน สหรัฐสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอย่างออกนอกหน้า

มาวันนี้สภาคองเกรสจี้โอบามาหนุนเลือกตั้งในประเทศไทยทั้งๆที่เป็นกิจการภายในของประเทศไทย เรื่องของคนไทยแท้ๆ

แทนที่จะสนับสนุนฝ่ายมวลมหาประชาชนที่กำลังต่อต้านรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

วิธีการของอเมริกานอกประเทศนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่า “ผลประโยชน์ของอเมริกา” หวังครอบครองทรัพยากรและแผ่อิทธิพลเพื่อครอบงำสนับสนุนฝ่ายทีให้ผลประโยชน์สูงสุดแก่อเมริกา
 
อาจเพราะกองทัพไทยเพิกเฉยที่จะสนับสนุนรัฐบาลในทุกกรณี แต่ยืนอยู่ในจุดตรงกลางและยืนยันปกป้องประชาชน ทำให้ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลจึงใช้ความสำคัญของ “ความมั่นคงทางการทหาร” หาว่าฝ่ายมวลมหาประชาชนต่อต้านรัฐบาลข่มขู่ทหาร…ซึ่งออกจะเป็นการวิเคราะห์ที่แปลก ๆ

ข่าวบอกว่าสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐอเมริกา ร่อนจดหมายถึงประธานาธิบดีบารัค โอบามา วอนอย่าเพิกเฉยต่อการล้มประชาธิปไตยในไทย พร้อมขอให้สนับสนุนการเลือกตั้ง 2 ก.พ. นี้

จดหมายดังกล่าวอ้างว่าเป็นของ Michael R.Turner ตำแหน่ง Member of Congress และ ประธานอนุกรรมาธิการด้านการทหาร ส่งถึง ประธานาธิบดี Obama ไม่ให้เพิกเฉยต่อการล้มประชาธิปไตย ในประเทศไทย และสนับสนุนการเลือกตั้งวันที่ 2 กพ.

โดยในจดหมายดังกล่าวประทับตราสภาคองเกรส เขียนเมื่อ 16 มกราคม 2557 โดยมีเนื้อความเป็นภาษาไทยดังนี้

เรียน ท่านประธานาธิบดี

ข้าพเจ้าได้เขียนจดหมายฉบับนี้ เพื่อแสดงความกังวลเกี่ยวกับประเทศพันธมิตรที่แน่นแฟ้นของสหรัฐฯ เพื่อทำหน้าที่นำความมั่นคงของประชาธิปไตยคืนสู่ทวีปเอเชีย

อย่างที่คุณได้ทราบความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและกองทัพของประเทศไทยขณะนี้กำลังถูกข่มขู่ สหรัฐอเมริกาต้องยืนยันหนักแน่นต่อเสถียรภาพ โดยการทำให้แน่ใจว่าหลักประชาธิบไตยในประเทศได้จะธำรงอยู่

เมื่อปีที่ผ่านมา เราได้เห็นประชาธิปไตยที่ล้มเหลวหลายครั้ง วันนี้ บทบรรณาธิการของวอชิงตันโพสได้พูดถึงการให้หันไปดูประเทศไทยซึ่งกำลังถูกคุกคามโดยกลุ่มที่ต่อต้านประชาธิปไตย ซึ่งความรุนแรงยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนประชาธิปไตย ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง

ได้โปรดให้ความร่วมมือในการเป็นกระบอกเสียงสู่สาธารณะ ต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยการสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตย ในการเลือกตั้งทั่วไป 2 กุมภาพันธ์ ผมจะรอฟังเสียงตอบรับของคุณ

ด้วยความเคารพ
ไมเคิล อาร์ เทิร์นเนอร์
สมาชิกสภาคองเกรส

สำหรับบทบรรณาธิการของวอชิงตันโพส ได้มีการแนะนำให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ใช้การสนุบสนุนจากประเทศสหรัฐอเมริกาในการปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เพื่อแก้วิกฤติที่มีอยู่ในขณะนี้

ซึ่งวอชิงตันโพสได้มีการยกคำพูดของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐที่ออก มาสนับสนุนให้หาทางออกด้วยวิถีแห่งประชาธิปไตย รวมถึงชมเชยรัฐบาลที่ไทยที่ใช้ความอดทนอดกลั้นตอบโต้ความวุ่นวาย อีกทั้งได้ยกตัวอย่างบทบาทของสหรัฐฯ ในกรณีของประเทศอียิปต์ในครั้งที่ผ่านมา ก่อนที่ย่อหน้าสุดท้ายจะพูดถึงเรื่องรัฐประหารเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ยอมรับไม่ได้

ประสาคนคิดมากก็อยากจะบอกว่า นี่เป็นผลงานของ “คนขายชาติ” คนนั้นใช้สายสัมพันธ์ “ล้อบบี้” สส.อเมริกันตามแบบฉบับของทักษิณที่เคยชินหรือเปล่านะ?

ถ้าเป็นจริงแสดงว่า ระบอบทักษิณเจอสภาพถดถอยใกล้หมดลมจนต้องอาศัยพี่เบิ้มมาแทรกแซงประเทศตัวเอง…

เพราะนั่นเท่ากับราดน้ำเข้ากองไฟในใจมวลมหาประชาชนให้สู้สุดชีวิต

แคน ไทเมือง

(อ้างอิงข่าวแปลจากไทยรัฐ)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment