สันติอโศกตอบคำถาม 4 ข้อ ของนายกรัฐมนตรี

พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ตอบปัญหาการเลือกตั้ง 4 ข้อของท่านนายกฯประยุทธ์

อาตมาก็ได้ตอบคำถามสี่ข้อของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาไปแล้วนะ สมณะโพธิรักษ์ ตอบไปแล้ว ว่า

๑. ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ ตอบว่า..ไม่ได้

๒. หากไม่ได้จะทำอย่างไร …
ตอบว่า…ก็ต้องยังไม่ให้มี “การเลือกตั้ง” จนกว่าจะมีการปฏิรูปให้สังคมประชาชนมีความรู้ในความเป็น “อธิปไตย” ที่มี “ธรรม” เพียงพอ
โดยเฉพาะผู้จะเป็นนักการเมือง_นักบริหาร_ข้าราชการต้องมี “อธิปไตย”ที่มี “ธรรม”เพียงพอก่อนประชาชนทั่วไป
ไม่เช่นนั้นมันก็ตลกหรือเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เพราะ “แม่แบบ”ที่จะมาหล่อหลอม ยังเป็น “แม่แบบ”ที่ยังไม่มี “ธรรมาธิปไตย”จริง แล้วจะเกิด “อธิปไตย”ที่เป็น “ธรรม”ในสังคมประชาชนได้อย่างไร
อธิปไตยที่เป็นธรรม หรือธรรมาธิปไตย คือผู้ที่ไม่เป็น “ทาส”อำนาจโลก (โลกาธิปไตย ) และไม่เป็น “ทาส”อำนาจอัตตา(อัตตาธิปไตย) ได้แล้วจริงๆ
สรุป คนหรือประชาชนจึงต้องมาศึกษาความเป็น “โลก” และ “อัตตา” แล้วอย่าให้อำนาจ (อธิปไตย) ของโลกของอัตตามันอยู่ “เหนือ”เรา เราต้องมี “ธรรม”เป็นอำนาจจึงจะกอบกู้โลกหรือสังคมได้สำเร็จจริง เรียกว่าผู้มี “โลกุตระ”
เป็นผู้มีคุณค่าประโยชน์ต่อมวลชน (พหุชนหิตายะ) เป็นผู้ทำความสุขให้แก่มวลชน (พหุชนสุขายะ) เป็นผู้ช่วยโลกอนุเคราะห์โลกอยู่(โลกานุกัมปายะ)

๓.๑ การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย
ตอบว่า…ไม่ใช่

๓.๒ แต่ การเลือกตั้งอย่างเดียวไม่คำนึงถึงเรื่องอนาคตของประเทศและเรื่องเงินอื่นยกตัวอย่างเช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่ ท่านคิดว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง
ตอบว่า…ไม่ถูกต้อง

๔.๑ ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมือง ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่
ตอบว่า…ไม่ควร

๔.๒ หากเข้ามาได้อีกแล้วจะให้ใครแก้ไข
ตอบ…ประชาธิปไตยเป็นของประชาชน ก็ต้องประชาชนนั้นเองจะต้องเป็นผู้แก้ ผู้บริหารจึงจะต้องทำให้ประชาชนมี “ธรรม”เป็น “อธิปไตย”

๔.๓ แล้วควรแก้ไขด้วยวิธีอะไร
ตอบ…โดยวิธีเล่าเรียนศึกษาให้การปฏิบัติที่เน้นธรรมะกับประชาชน เมื่อ “ธรรมะ”มีจริงในประชาชน “อธิปไตย”ก็จะเป็น “ธรรมาธิปไตย”
เมื่อคนหรือประชาชนมี “ธรรมาธิปไตย”จึงจะสามารถ “อภิบาล”กันได้อย่างเป็น “ธรรม” สังคมก็จะมี “ธรรมาภิบาล”
โดยเฉพาะผู้มีตำแหน่งหน้าที่ จะเป็นผู้ “อภิบาล”ผู้อื่นหรือประชาชน ก็จำต้องเป็นผู้มี “ธรรมะ”ให้ได้ก่อน จนเป็น “ธรรมาธิปไตย”ในตนเพียงพอจึงจะเป็น “ธรรมาภิบาล” หากผู้อภิบาลผู้อื่นมีแต่ “อธรรม”หรือ “ธรรมะ”ไม่ “สัมมาทิฏฐิ” แท้ ก็ “อภิบาล”ผู้อื่นได้แค่ “อธรรม”
“ประชาธิปไตย”ก็เหลวเละอย่างเดิมแก้ไขไม่ได้
ขอยืนยันว่าจะแก้ไขความเป็น “ประชาธิปไตย”ได้สำเร็จดีจริงและยั่งยืนถาวรนั้น ต้องแก้กันที่ให้ “ประชาชนมีธรรมะเป็นอธิปไตย” เฉพาะอย่างยิ่งผู้นำหรือนักการเมืองและข้าราชการต้องมี “ธรรมะ”เป็น “อธิปไตย”เพียงพอก่อน
ไม่เช่นนั้นก็ล้มลุกคลุกคลานกันไปอยู่เช่นนี้ต่อไป

ลงชื่อ สมณะโพธิรักษ์ ผู้ตอบแบบสอบถาม

About แคน ไทเมือง

ชาวนาแก่ ๆ