พระเครื่องเหนือเซียน…ซูม “ในห้วงใกล้เข้าพรรษา หาพระดีคุ้มกายใจ”

102

ทีมงานซอกแซกได้รับหนังสือดีมีคุณค่า พิมพ์ด้วยกระดาษอาร์ตสวยงามมากชื่อ “พระเครื่อง เหนือเซียน” หรือ The legend of siam Amulets จากสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ โดยคุณวิทูรย์ นิรันตราย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ภาพ “พระสมเด็จ” ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น “จักรพรรดิพระเครื่องของแผ่นดินไทย” เอาไว้มากที่สุด โดยเฉพาะภาพของรุ่นแรกๆที่จัดสร้างในยุคสมัยรัชกาลที่ 4 และที่ 5 ซึ่งหาดูได้ยากมากในยุคนี้

สืบเนื่องมาจากความโชคดีอย่างหาที่เปรียบ มิได้ของ อำพล ถาวรโลหะ นักธุรกิจชื่อดัง ที่มี โอกาสได้รู้จักและสนิทสนมกับทายาทของ “พระยาแสน” ที่ดูแลรับใช้สมเด็จโตอย่างใกล้ชิด จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้เก็บรักษาพระเครื่องสมเด็จโตรุ่นแรกๆ

ต่อมาพระเครื่องชุดดังกล่าวก็ตกทอดมาถึงหลานปู่รุ่นปัจจุบัน รวมทั้งชุดที่สร้างขึ้นเมื่อ ร.ศ.24 หรือหลังสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ได้ 24 ปี ที่สมเด็จโตได้จารอักษรไว้หลังพระเครื่ององค์หนึ่งว่า “บิดาโต ร.ศ.24” และอีกองค์หนึ่งว่า “มารดา 24” อันเป็นชุดที่มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะสร้างด้วยจิตกตัญญูต่อบิดาและมารดาอันเป็นจิตอันประเสริฐ บริสุทธิ์ มีพลังจิตอันสูงส่ง

นอกจากนี้ ยังมีภาพพระสมเด็จรุ่นอื่นๆอีกมากมาย จนถึงพระสมเด็จวัดระฆังรุ่นปลาย พร้อมด้วย “ภาพพระเครื่องเบญจภาคี” อันประกอบด้วย 1. พระสมเด็จวัดระฆัง 2. พระนางพญา 3. พระซุ้ม ก 4. พระผงสุพรรณ และ 5. พระรอด ทำให้หนังสือเล่มนี้ทรงคุณค่าเพิ่มขึ้น

ท่านผู้อ่านที่สนใจโปรดแวะชมหนังสือได้ที่ร้านหนังสือ นายอินทร์, ซีเอ็ด, บีทูเอส และ บุ๊คเฟรนด์ ทุกสาขา ซึ่งจะมีวางจำหน่ายในราคาเล่มละ 1,500 บาท หรือหากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 09-2747-6459 ในนามของคุณ สุดสุด บรรณภพ ผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้

อนึ่ง เพื่อให้ท่านผู้อ่าน รุ่นหลัง หรือแม้แต่รุ่นอาวุโสที่อาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของสมเด็จโตมาบ้าง แต่อาจจะลืมเลือนไปแล้ว ทีมงานซอกแซก ขออนุญาตทำหน้าที่ในสไตล์ซอกแซกกลับไปค้นคว้า หาข้อมูลเกี่ยวกับ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี มาประมวลไว้เพื่อทราบโดยสังเขปดังนี้

สมเด็จพระพุฒาจารย์โต เป็นชาวบ้านไก่จ้น (บ้านท่าหลวง) อำเภอท่าหรือ จังหวัดพระนคร- ศรีอยุธยา เกิดในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ต่อมาได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุประมาณ 11-12 ขวบ และเมื่ออายุครบบวชก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากรัชกาลที่ 1 ให้เป็น นาคหลวง อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) เป็นพระอุปัชฌาย์

เป็นที่ชัดเจนมาตลอดว่า สมเด็จโตไม่ยินดี ในสมณศักดิ์ ไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ แต่ก็ได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลต่างๆ พระราชทานสมณศักดิ์ให้ตามสมควรมาโดยตลอด จนถึง พ.ศ.2394 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ที่ พระธรรมกิตติ ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ระฆังโฆสิตาราม เป็นที่มาของสมเด็จโต วัดระฆัง นับแต่นั้น

สมณศักดิ์สูงสุดที่สมเด็จโตได้รับพระราชทานได้แก่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ เมื่อ พ.ศ.2407 และถึงแก่มรณภาพ เมื่อ พ.ศ.2415 ในยุคสมัยของรัชกาลที่ 5 ณ วัดเก่าบางขุนพรหม ขณะดำรงตำแหน่งประธานในการสร้างพระพุทธรูปหลวงพ่อโต ที่วัดอินทรวิหาร สิริอายุ 84 ปี

นอกเหนือจากการสร้างพระทั้งพระพุทธรูปและการสร้างพระเครื่องสมเด็จวัดระฆังรุ่นต่างๆแล้ว สมเด็จโตยังเป็นพระภิกษุรูปแรกที่นำพระคาถา “ชินบัญชร” มาสวดและเผยแพร่อีกด้วย

ตามประวัติที่มีการบันทึกไว้ กล่าวว่า สมเด็จ พระพุฒาจารย์ได้มีโอกาสสวดพระคาถาชินบัญชรถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงรับสั่งถามว่าเป็นพระคาถาที่ไพเราะเหลือเกิน “ขรัวโตได้มาจากไหน แต่งเองหรือเปล่า?”
สมเด็จโตกราบบังคมทูลว่า “หามิได้เป็นสำนวนเก่าของภาคเหนือ นำมาแก้ไขดัดแปลงใหม่ตัดตอนให้สั้นเข้าของลังกาจะยาวกว่านี้”

ทำให้เกิดการสันนิษฐานขึ้นว่า ผู้แต่งอาจเป็นพระภิกษุล้านนาที่เคยเดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎกที่ลังกา และเมื่อกลับสู่สยามประเทศในยุคกรุงศรีอยุธยาแล้วก็ได้มีการแต่งบทสวดบทนี้ขึ้น ซึ่งเป็นภาษาบาลี และมีการถ่ายทอดกันสืบมา จนสมเด็จโตได้นำมาแก้ไขดัดแปลงสวด ถวายรัชกาลที่ 4 และได้กลายเป็นบทสวดมนต์ ที่ยืนยาวมาจนถึงปัจจุบันนี้

เรื่องราวของรัชกาลที่ 4 กับสมเด็จโตนั้น เป็นที่โจษขานและบันทึกอยู่ในที่ต่างๆจำนวนมาก แสดงถึงความสัมพันธ์อันแน่นเหนียวระหว่างพระองค์ท่านกับสมเด็จพระพุฒาจารย์

บางครั้งก็ทรงมีการถกเถียงและทรงพิโรธถึงขั้นลั่นพระวาจาขับไล่สมเด็จโตออกจากพระราชอาณาจักร ซึ่งสมเด็จโตก็มิได้ออกมาบิณฑบาตอีกเลย และจำพรรษาอยู่แต่ในพระอุโบสถวัดระฆังเท่านั้น

เมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดระฆัง ทรงทราบว่าสมเด็จโตพำนักอยู่ในพระอุโบสถ จึงรับสั่งถามว่า ทรงไล่ไม่ให้อยู่ในราชอาณาจักรสยามแล้ว ทำไมยังขืนอยู่อีก

สมเด็จโตกราบบังคมทูลว่า อาตมามิได้อยู่ในราชอาณาจักร อาตมาอาศัยอยู่ในพุทธจักร (ในพระอุโบสถ) ตั้งแต่วันมีพระบรมราชโองการ อาตมามิได้ลงเดินดินของมหาบพิตรเลย

เป็นคำกราบบังคมทูลที่เล่าสืบต่อกันมา และหลังจากทรงรับสั่งถามอีกครู่หนึ่ง ก็พระราชทานอนุญาตให้อยู่ต่อในพระราชอาณาจักรสยามได้

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของคำบอกเล่าและตำนานเกี่ยวกับสมเด็จโต พรหมรังสี ที่มีการจดจำและบอกกล่าวเล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้.

ซูม

โดย ซูม ไทยรัฐ 25 มิ.ย. 2560

About แคน ไทเมือง

ชาวนาแก่ ๆ