คนแก่เล่าเรื่องเก่า…บันทึกประวัติศาสตร์ฉบับประชาชน

14 ตุลามาอีกแล้ว…4 ปีที่แล้วเค้ามาสัมภาษณ์ลงหนังสือแฟชั่น ( ฮา )
วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2552

37 ปี 14 ตุลา จะว่านานก็นาน จะว่าไม่นานก็ไม่นาน

ประชาธิปไตยไทยยังคลานๆ กันอยู่ไม่ไปถึงไหน

4 ปีที่แล้ว ( 2548 ) ขณะที่ผมยังโลดแล่นในเว็บบอร์ราชดำเนินพันทิป

ตั้งหน้าตั้งตาไล่หน้าเหลี่ยมอย่างเอาเป็นเอาตาย

จนพวกผมและมิตรสหายถูก “ยึดอมยิ้ม” ( ยึดสมาชิกภาพ ) มาตั้ง ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

นิตสาร SAG ฉบับเดือนพฤษภาคม 2005 นำบทสัมภาษณ์ไปลง ผมเห็นว่าสรุปเหตุการณ์ต่างๆไว้ขอนำมาเก็บในบล็อคนี้นะครับ….

เค้าส่งหนังสือ SAG ฉบับเดือนพฤษภาคม 2005 มาให้ผมหลังจากออกขายไปแล้ว….

@@@@@@@@@

ชื่อเรื่อง “THE BLACK MAY 1992 BLOODSHED”

“ทหารฆ่าประชาชน….ทหารฆ่าประชาชน”

EXCLUSIVE MAN OF MAY 2005

สัมภาษณ์ลุงแคน อายุ 56 ปี

การศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ ปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

….”ความเรียบง่ายคือความงาม”….

“ความเรียบง่ายคือความงาม”

ฉบับนี้ SAG มีโอกาสได้นัดสัมภาษณ์ พูดคุย และแลกเปลี่ยนทัศนคติกับคุณลุงท่านหนึ่ง ซึ่งมีความรู้ ความสนใจเกี่ยวกับการเมืองไทย ปัจจุบันคุณลุงใช้ชีวิตในต่างจังหวัดอย่างเรียบง่าย โดยการเป็นชาวนาที่น่ารัก ทำงานช่วยชาวบ้าน ช่วยราชการตามโอกาสอำนวย คุณลุงได้เล่าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองบ้านเราไว้อย่างคร่าว ๆ ด้วยประสบการณ์การเป็นผู้สื่อข่าว ช่างภาพ คอลัมนิสต์ และนักเขียน ทั้งในหนังสือและเว็บไซต์ คุณลุงมีเรื่องราวดี ๆ และมุมมองต่าง ๆ มากมายที่คนไทยอย่างเราควรรู้ และร่วมรำลึกถึงวิกฤติการณ์ประชาธิปไตยในเมืองไทยครั้งใหญ่ ๆ

ความภูมิใจของคุณลุงท่านนี้มีอยู่ทุกๆวัน เพราะคุณลุงเป็นพลเมืองดี คิดดี ทำดี และเป็นคนของสังคมอย่างแท้จริง

@@@@@@@@@@@@@@@@@

เพราะอะไรจึงสนใจการเมืองภาคประชาชน?

เพราะการเมืองคือตัวกำหนดทุกอย่างในชีวิต รวมถึงความเป็นอยู่ของประชาชน

การเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้รับทราบแนวนโยบายหรือการกระทำหรือไม่กระทำของรัฐบาลนั้น มีผลเกี่ยวเนื่องกับชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเราและประชาชนทั่วไป

การร่วมตรวจสอบความโปร่งใส หรือความซื่อสัตย์สุจริตของรัฐบาล
คือการช่วยดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ให้’งบประมาณถูกนำไปใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด

ไม่ตกหล่นไปในทางมิชอบ (คอรัปชั่น)

การนำเสนอแนวคิดเรื่องนโยบายสาธารณะ ที่มีผลกระทบกับประชาชนตามสิทธิ์ที่พึงมีตามรัฐธรรมนูญ คือการทำตัวเป็นพลเมืองดีประการหนึ่ง

ดังนั้นการเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนจึงน่าจะถือว่าเป็นหน้าที่

การทำหน้าที่พลเมือง จึงมิใช่เรื่องแปลกอะไร หากเรามีเวลาเพียงพอ….และที่สำคัญ…

เรื่องการทำหน้าที่พลเมืองดีน่าจะเป็นหน้าที่แรกของประชาชนที่พึงกระทำให้กับส่วนรวมหรือประเทศชาติ เพราะเดินไปไหนความเป็นประชานคนไทยมันก็ติดตัวเราตั้งแต่เกิดจนตาย….

ลาออกไม่ได้ซะด้วยซีครับ

เกิดก็เป็นคนไทย ตายก็เป็นคนไทย ก็แค่อยากทำหน้าที่คนไทยที่ดี…ก็คงแค่นั้น

@@@@@@@@@@@@@

ช่วยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ วิกฤตการณ์ประชาธิปไตยครั้งใหญ่ๆ (ทั้ง 3 เหตุการณ์)
ที่เกิดขึ้นและประชาชนได้มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย

……………………………………………………………..

วิกฤตการณ์ประชาธิปไตยในเมืองไทย ครั้งใหญ่ ๆ ถ้าจะว่าไปแล้วมันเกิดขึ้นตามวิวัฒนาการของโลก
ประการแรกคือการพัฒนาความรู้เรื่อง “ประชาธิปไตย” ในหมู่ประชาชน

องค์ความรู้เรื่องประชาธิปไตยเริ่มจากสถาบันการศึกษา
เมื่อนิสิต-นักศึกษา ได้เรียนรู้ถึงประชาธิปไตยที่แท้จริงจากรั้วสถาบัน
และมีแนวร่วมจากประชาชนจนมีเหตุการณ์ให้ต้องรวมตัว…

พลังประชาธิปไตยจึงส่งผลออกมา…

ประการที่สองเป็นผลจากความขัดแย้งของทฤษฎีการเมืองของโลก อย่างที่เราเรียกว่า “ค่ายประชาธิปไตย” กับ “ค่ายสังคมนิยม” อาจกล่าวได้ว่าสถานการณ์โลกเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตการณ์ประชาธิปไตยในไทย

หรือเหตุการณ์ในเมืองไทยเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติการณ์ “สงครามเย็น” ที่มีอยู่ทั่วโลกในขณะนั้น

เหตุการณ์ใหญ่ๆที่เรียกว่าวิกฤตการณ์ เราพอจะกล่าวถึง พลังประชาชนได้ 3 ครั้งคือ

14 ตุลา 16
6 ตุลา 19
พฤษภาทมิฬ 35

@@@@@@@@@@@@@

14 ตุลา 16

สาเหตุที่เกิด ก็ทราบกันแล้วว่าเกิดจากการปฏิวัติตัวเองของรัฐบาลเผด็จการทหาร
ก่อนหน้านั้นพลังทางฝั่งประชาชนเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมีมาโดยตลอด

และคำมั่นสัญญาหลังสุดรัฐบาลเผด็จการบอกว่าจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จและประกาศใช้

ประเทศไทยไม่มีรัฐธรรมนูญมาถึง 11 ปี จึงประกาศใช้

พอประกาศใช้เพียงไม่กี่ปี รัฐบาลเผด็จการถนอมการปฏิวัติอีกครั้ง ทำให้ประชาชนผู้เฝ้ารอคอยรัฐธรรมนูญมิอาจทนต่อไปได้

เราเกิด วีระชนประชาธิปไตย 3 คน ที่ขอจารึกชื่อเผด็จการถนอมลงบนหนังหมา แน่นอนเขาสามคนถูกจับกุมคุมขัง

มีการลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากนิสิต-นักศึกษา อาจารย์ ประชาชน
และเมื่อนำคำเรียกร้องรัฐธรรมนูญนั้นไปแจกจ่ายที่ประตูน้ำและอนุสาวรีย์ทหารอาสา

พวกเขาเหล่านั้นถูกจับกุม กลายเป็น 13 ผู้ต้องหากบฎในราชอาณาจักร

การประท้วงให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาเรียกร้องรัฐธรรมนูญจึงเกิดขึ้น

สรุปเหตุการณ์นั้น จากวันเริ่มประท้วงใช้เวลาเพียง 10 วัน
แต่เหตุการณ์ได้พัฒนาตัวเองไปสู่การปราบปรามประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด

เป็นประวัติศาตร์ประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่

เป็นชัยชนะของประชาชนครั้งแรกต่อผู้มีอำนาจในเมืองไทย

@@@@@@@@@@@@@@@@

6 ตุลา 19

ผลพวงจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เราได้รัฐบาลพระราชทาน เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จมีการเลือกตั้ง

บรรยากาศประชาธิปไตยเป็นไปอย่างกว้างขวาง เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง “ประชาธิไตย” ไปทั่วประเทศ

แต่ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ยังคงอยู่ ( ฝ่ายประชาชน-ฝ่ายผู้สูญเสียอำนาจ)

แต่การเมืองในสภาหรือการเมืองระบบตัวแทน ไม่สามารถขจัดความขัดแย้งของผู้คนในสังคมได้

เมื่อเหตุการณ์สุกงอม การ..เอาคืน…จึงเกิดขึ้น

มีกระบวนการจัดตั้ง กลุ่มขวาจัด ซ้ายจัด ประจัญหน้ากันอย่างน่ากลัว

แล้วผลสรุปจากการปลุกปั่นยุยงของกลุ่มจัดตั้งต่าง ๆ
มันก็นำไปสู่การล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนอย่างโหดเหี้ยม ทารุณ ผิดวิสัยคนไทย
ที่มีความเอื้ออาทรต่อกัน

เป็นโศกนาฎกรรมที่ไม่อาจหาเหตุการณ์ใดมาเปรียบเทียบ

แน่นอนเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ความพ่ายแพ้ตกแก่ประชาชน ฝ่ายชนะในยุทธการคือฝ่ายผู้มีกำลังและอาวุธ

แต่การยุทธ์ครั้งนั้นจะว่าฝ่ายใดชนะ คงพูดยาก

เพราะฝ่ายประชาชนสูญเสียที่ยืนในสังคม ถูกขับไล่ออกไป
จึงจำเป็นอยู่ดีที่ต้องออกแสวงหาที่อยู่ใหม่…
นั่นคือป่าเขาลำเนาไพรซึ่งอำนาจรัฐอ่อนแอและไปถึงได้ยาก

การต่อสู้ทางอาวุธกลับรุนแรงขึ้น กว่าจะจบยุทธการ “ไทยฆ่าไทย” ของทั้งสองฝ่าย ก็ใช้เวลาล่วงเลยสูญเปล่ากว่า 7 ปี

@@@@@@@@@@@@@@@

ลุงแคนเคยมีนาทีเสี่ยงตายมั๊ย

…14 ตุลา 16…

วันนั้นเราอยู่สนามหลวงเป็นกลุ่มสุดท้าย หลังจากถูกบีบให้ถอยร่นมาจากถนนราชดำเนิน

พวกเรามีกัน 6-7 คนอยู่ด้านสนามหลวง คอยขว้างก้อนหินใส่พวกทหารที่มาตั้งแถวเตรียมยิงอยู่อีกด้านหนึ่งของฟากคลอง หน้ากรมสรรพากร

เห็นเหตุการณ์ตอนมือปืนชุดเขียวยิงปืนลงมาจากตึกกรมสรรพากรใส่ทหารที่มาปราบปรามนิสิต นักศึกษาและประชาชน

ซักพักกลุ่มทหารด้านล่างก็กรูกันขึ้นไปบนตึกกรมสรรพากร

เสียงปืนดังรัวขึ้นหลายชุด ยิงใส่กันในตึกนั้น กลุ่มทหารที่ขึ้นไปนั้นลงมาประจำการด้านล่าง

มีรายงานภายหลังว่าเป็นทหารอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมาจากหน่วยอื่น มาสร้างสถานการณ์

สมัยก่อนนั้น ระหว่างสนามหลวงกับกรมสรรพากรมีคลองหลอดคั่นกลาง หากจะขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้าฯ ต้องข้ามสะพานผ่านพิภพลีลามาก่อน ค่อยเลี้ยวขวาผ่านสนามหลวงขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้า

ไม่ใช่ถนนถมคลองทั้งหมดเช่นปัจจุบัน

พวกเราขว้างก้อนหิน ขว้างกระป๋องต่อสู้อยู่จนเหนื่อยอ่อน ยันกันอยู่ตรงนั้นหลายชั่วโมง

รถถังจังก้าอยู่หน้าตึกกรมประชาสัมพันธ์ และยังไม่ข้าสะพานผ่านพิภพลีลามาไล่

ฝ่ายทหารก็ไม่ได้ยิงจริงจัง เวลายิงมาก็โดนกิ่งมะขามสนามหลวง เสียงกระสุนโดนกิ่งมะขาม..กราว ๆ…สังเกตการเล็งปืนของทหาร มักจะยิงแบบขู่ ๆ ไม่ได้เจาะจงเล็งมาที่ประชาชน

พอเราเหนื่อยก็มานั่งพักตรงลังผลไม้ที่แม่ค้าสนามหลวงทิ้งไว้

ช่วงนั้นพอดีมีเด็กอีกคนหนึ่ง ( ที่ลุงอุ้มในภาพ ) เข้ามายืนใกล้ ๆ

เราลุกให้เด็กนั่ง เราเป็นฝ่ายยืน

เราคุยกันนิดหน่อย ถามว่าทำไมไม่กลับบ้าน….เค้าบอก “ไม่มีรถเมล”

เราบอกว่า..เออ..เดี๋ยวกลับด้วยกัน ไปทางสะพานพระปิ่นเกล้าฯ น่าจะมีรถ

พอพูดจบ เด็กคนนั้นก็ร่วงผล็อยลงจากลังผลไม้ นึกว่าเด็กเป็นลม….

แต่…ที่ไหนได้…โดนกระสุนเจาะเข้าลำตอ เราเลยอุ้มไปส่งพวกพยาบาล ซึ่งตั้งหน่วยอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ทหารอาสา เชิงสะพานพระปิ่น

มีพวกเรามาช่วยอุ้ม 2-3 คน….

โชคดีของเรา กลายเป็นโชคร้ายของเด็กน้อยคนนั้น…

ถ้าเค้ามีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ น่าจะอายุราว 45-46 ปี

ภาพนี้น่าจะเป็น แปลก เข็มพิลา ถ่ายไว้….เห็นในโปสเตอร์ 14 ตุลา วางขายอยู่บ้าง

ผมเพิ่งไปเจอเลยซื้อมาเก็บไว้ 1 ใบ…

—————————————

กิจกรรมยามว่างและวิธีดูแลชีวิตตัวเอง

ผมใช้เวลาล่าวพูดคุยกับเพื่อน ๆ และเล่นคอมพิวเตอร์ วิธีตัวเองก็ดูมาจากข้างใน โดยทำจิตใจให้สดใสอยู่เสมอ

คิดดี ทำดี ผมชอบค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องที่น่าสนใจ และใช้ชีวิตอย่างมีสคิ

ที่สำคัญก็คือ “ไม่ประมาท”…

@@@@@@@@@

หมายเหตุ ยังขาด “พฤษภาทมิฬ 35″ จะนำมาอัพเดทในภายหลัง

ใครมีประสบการณ์นำมาแบ่งปันในบล็อคนี้ได้เลยครับ….

“วันนั้น…วันนี้คุณอยู่ไหน”….เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เคยขอให้ร่วมบันทุกประวัติศาสตร์แบบชาวบ้าน

อยากได้จังเล่มนี้ ใครมีบ้าง

About แคน ไทเมือง

ชาวนาแก่ ๆ