“แม่ทัพเข้มแข็ง…ไม่มีทหารอ่อนแอ” หลักสูตรฝึกเฉพาะกิจ ไม่มีที่ยืนให้คนอ่อนแอ

ฝึก

“แม่ทัพเข้มแข็ง…ไม่มีทหารอ่อนแอ”

นัก(เรียน)รบพิเศษ! โดย A-1 หน.นักเรียนนักทำลายใต้น้ำจู่โจม รุ่นที่19 ที่มา NAVY SEAL Thailand

การฝึกรบพิเศษมันจำเป็น มีคนผ่านมากๆ ยิ่งดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเอามาไล่แจกกันได้ ใครอยากได้ต้องเอาหยาดเหงื่อเข้าแลก บางทีก็มีทั้งเลือดและน้ำตาปนๆ กัน

การมีทหารที่เก่งกาจนั้นสำคัญ ตามสำนวนจีนว่า “แม่ทัพเข้มแข็งไม่มีทหารอ่อนแอ” ซึ่งจริงๆ แล้ว คือ “ไม่มีที่ยืนให้คนอ่อนแอ”

รบพิเศษเป็นหลักสูตรของกองทัพที่ไม่เปิดให้คนนอกมาเรียน แต่เดิมถึงขั้นไม่เปิดให้คนนอกรู้เห็น แต่ในระยะหลังเริ่มออกสื่อจนเป็นที่รู้จักบ้าง

@วัตถุประสงค์ เพื่อ คัด และฝึกทหารให้เป็นนักรบที่มีขีดความสามารถสูงเป็นพิเศษ

หลักการ คือ ต้องสมัครใจ และยอมรับทุกอย่างในรั้วโรงเรียน ถ้าไม่ยอมรับก็เดินกลับออกประตูรั้วได้ทุกเมื่อ

ข้อห้าม 3 ไม่ คือ ไม่ได้ ไม่ไหว ไม่ทัน

กติกาง่ายๆ ครู คือ “พระเจ้า”

ข้อตกลงขั้นต้น คุณตายแล้ว ไม่มีสิทธิ์ใดๆ ไม่หิว ไม่ง่วง ต้องตื่นตัวได้เสมอ ถ้าอยากได้สิทธิ์คืน แค่เอ่ย “ลาออก” คำเดียว สิทธิ์ของความเป็นคนทั้งหลายจะกลับคืนมาทันที กลับบ้านไปอาบน้ำ ปะแป้ง กินอิ่ม นอนหลับสบายๆ

@ทัศนคตินัก(เรียน)รบพิเศษ

เมื่อเข้าเป็นนักเรียนก็ไม่มีชื่อ เมื่อแม้แต่ชื่อก็ต้องทิ้ง ดังนั้น เกียรติ ยศ และศักดิ์ศรี ก็ต้องโยนทิ้งไว้นอกรั้วทั้งหมด ถ้าจบไปได้ค่อยไปเอาคืน อยู่ในหลักสูตรอย่างไร้ตัวตนมีแต่หน้าที่ที่ยากเย็นแสนเข็ญและภาระที่ดูเหมือนไม่มีวันจบสิ้น อย่างไรก็ดี ในฐานะวิญญูชน เรารู้ว่า เดี๋ยวมันก็จบ สิ่งที่ต้องทำก็แค่อดทนให้ถึงวันนั้น ใครย่ำยี ดูถูก ทุบตี อย่างไรก็ถือว่า มันคือบทเรียนว่าด้วยกฎของผู้ชนะ และมันเป็นการฝังลงไปในก้นบึ้งของหัวใจในฐานะนักรบว่า ในการรบเราต้องไม่แพ้โดยเด็ดขาด

ทั้งหมดนี้ สิ่งที่ต้องมี แค่ร่างกายที่ยังดี วิญญานที่พร้อมถูกทรมาน

และอีกครั้ง “ไม่ไหวก็ออก”

นี่คือขนบ ไม่ยอมรับก็กลับไป ถ้ายอมรับ ก็ฝึกให้

สังคมรบพิเศษ ไม่ใช่สังคมที่อยู่ในขอบเขตปกติ ใครไม่รัก ไม่ชอบ ไม่หลงไหล อย่ามา และอย่ายุ่ง เราอยู่กันได้

@ทีนี้มาว่ากันถึงการฝึก

ตลอดการฝึกตั้งแต่ต้นจนจบ ครูฝึกจะทำทุกวิถีทางเพื่อบีบนักเรียนออกนอกโซนสบาย ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ใช้ความดุดัน ความโหด หรือกติกาที่เกินกว่าคนทั่วไปจะรับได้ ไม่ใช่ครูฝึกอยากทำ แต่ครูฝึกต้องทำ ถ้าไม่ทำก็เหมือนเอาทหารหนุ่มมาฝึกหน่อมแน้ม ถ้าพวกเขาไม่ได้ประสบการณ์ใหม่ ไม่ได้ทักษะและวิชชาใหม่ ก็เสียเวลา เสียข้าวสุกเปล่าๆ ปลี้ๆ

นักเรียนจะถูกทำให้รู้จักที่สุดของตัวเองหลายอย่าง เช่น หิวที่สุด ง่วงที่สุด เจ็บที่สุด เจ็บใจที่สุด ฯลฯ ทั้งหมดนี้ เพื่อผลักนักเรียนข้ามไปยังอีกขอบเขตหนึ่งซึ่งไม่มีทางไปถึงได้ด้วยวิธีปกติ ภายใต้กระบวนการนี้ สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความอาย หรือใต้หน้ากากมารยาทสังคม ใต้จิตสำนึกของนักเรียน ไม่ว่าจะด้านร้าย เช่น ความกลัว ความเห็นแก่ตัว ความเจ้าเล่ห์ ฯลฯ หรือด้านดี เช่น ความซื่อสัตย์ ความอดกลั้น ฯลฯ จะถูกดึงออกมาให้เห็น ทั้งหมดนี้ถูกนำมาประเมินว่า “สมควร” เป็นนักรบพิเศษหรือไม่ ถ้านักเรียน “จัดการ” กับมันได้ ก็ไปต่อ … ถ้าจัดการไม่ได้ก็ต้องออกไป

ทั้งนี้ คะแนนความประพฤติ และระเบียบมีไว้เป็นกรอบว่า ถ้าถึงที่สุดแล้วนักเรียนไม่ไหวจริงๆ ในแง่ความประพฤติ (ที่ถูกกดดัน) ก็จะถูกบันทึกการลงโทษอย่างเป็นทางการตามระเบียบเพื่อไม่ให้เสียประวัติเกินไปนัก

ความเป็นพระเจ้าของครูฝึกทำให้จำฝังใจว่า ชีวิต “ขี้ข้า” หรือ “ผู้แพ้” น่าอดสูปานใด

นักเรียนรบพิเศษต้องถูกกดดันลงไปสู่ก้นบึ้งของความอดสู ทำลายเกียรติ ไม่ไว้หน้า เหลือไว้อย่างเดียวที่ครูจะไม่แตะ คือ ตีน เพราะตีนสำคัญกว่าหน้า
การเฆี่ยนตี ไม่ใช่ของแปลกสำหรับพฤติกรรมผิดซ้ำซาก ถ้าจะตัดคะแนนก็คงถูกปลดพ้นฐานะนักเรียน ส่งกลับ ลงประวัติ งดบำเหน็จ และตัดสิทธิ์การมาสมัครทดสอบรอบใหม่ถ้ากลับตัวกลับใจได้ … สุดท้ายก็อยู่ในราชการไม่ได้

ดังนั้น มาตรการบังคับการต่อนักเรียนในหลักสูตรจึงมักเป็นมาตรการทางตรงมากกว่าการทำตามกฎระเบียบ เพราะเราในฐานะครูก็ไม่อยากทำลายอนาคตเด็กจากความผิดที่เกิดขึ้นภายใต้สภาพความกดดันพิเศษที่จำลองขึ้นมาเพื่อฝึก
นี่อาจเป็นความพยายามอธิบายเหตุผลข้อหนึ่ง ที่หลายคนพยายามบอกว่า…

“นักเรียนรบพิเศษทำผิดครูก็ลงโทษตามระเบียบสิ … “

มีคนพูดว่า “ทำแบบนี้ยอมรับไม่ได้”

ในฐานะสมาชิกสังคมคนรบพิเศษอาจพูดได้ว่าการที่ครูฝึกพยายามเลี่ยงวิธีกางระเบียบทำตามแบบแผนอย่างเต็มที่นั้น เพราะซาบซึ้งดีว่า ด้านหนึ่งใช้มันเป็นการปฏิเสธคนที่อาศัยระเบียบมาป้องกันตัว เพื่อไปสู่จุดหมายส่วนตัว และอีกด้านเราไม่อยากทำลายชีวิต และโอกาสในอนาคตการเป็นทหารของนักเรียนคนหนึ่งไปเสียในการฝึกครั้งเดียวที่มีแรงกดดันมากกว่าธรรมดา
(ถ้าเห็นว่าเราผิดระเบียบมากๆ เดี๋ยวเราไปแก้ไขระเบียบก็ได้ โดยเขียนว่า …..”การลงโทษให้จำกัดเท่าที่เจ้าตัวยินยอม”)

พูดถึงสิทธิมนุษยชน นักเรียนรบพิเศษก็ได้รับการสอน เพื่อให้รู้จักขนบโลก รู้จักความหมายของ Duty Torture Suffer Massacre Holocaust Genocide
แต่ทว่า นักเรียนที่อยู่ในรั้วมีสถานะเหมือนคนที่ตายไปแล้ว และมาฝึกฝนเพื่อที่จะทำทุกอย่างไม่ให้เพื่อนร่วมชาติต้องเจอกับสภาพการณ์ตามถ้อยคำข้างบน

เราเชื่อว่า นี่คือ การฝึกคนไว้ให้แผ่นดินตามแบบของเราที่ทำกันต่อเนื่องมาเกือบหรือมากกว่า 60 ปี แล้ว ใครเพิ่งรู้เพิ่งเห็นก็อย่ารีบแตกตื่น และมันเป็นวิธีการทำให้ได้ทหารที่พร้อมใช้งานที่จะคุ้มค่าภาษีของประเทศ

สุดท้าย ต้องขออภัยที่จะบอกว่าไม่ค่อยเห็นด้วยกับการด่วนสรุปของฝ่ายโฆษก และหากการฝึกรบพิเศษจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงมันก็ควรจะเป็นไปในแบบของมันเอง

@สรุปว่า…นัก(เรียน)รบพิเศษ รู้อยู่ว่าต้องพบอะไร ต้องทำอย่างไร และถ้าถึงที่สุดแล้ว ไปไม่ไหวแล้ว ต้องทำยังไง

ป.ล. ผู้เขียนเคยทั้งถูกฝึก และเป็นครูฝึกรบพิเศษ เป็นครูทหารสาขาการสงคราม เรียนวิชาทหาร ตั้งแต่ ร.ด. ไล่ไปจนถึง ม.ป้องกันประเทศ (ตปท.)
Cr….A-1 หน.นักเรียนนักทำลายใต้น้ำจู่โจมรุ่นที่19

************************
“SEAL” หน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม(ประเทศไทย) จาก…วิกิพีเดีย

หน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม หรือ ซีล เป็นหน่วยหนึ่งในหน่วยปฏิบัติการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือไทย ซึ่งนับเป็นหน่วยที่ได้รับการฝึกที่หนักที่สุดในบรรดาหน่วยรบพิเศษของทุกเหล่าทัพ

@ประวัติ…

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังทางเรือของทั้งฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายอักษะ ต่างก็ได้ส่งหน่วยรบพิเศษซึ่งเป็นหน่วยรบขนาดเล็กที่ได้รับการฝึก ให้มีขีดความสามารถเหนือทหารทั่วไปเข้าปฏิบัติการทำลายกองเรือและสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้าม ทำการก่อวินาศกรรมและปฏิบัติการลับอื่นๆ

ซึ่งผลการปฏิบัติของแต่ละฝ่ายต่างก็สร้างความเสียหายให้กับฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างมาก แม้ว่าสงครามจะสิ้นสุดลงแล้วแต่ภารกิจของหน่วยรบพิเศษก็ไม่ได้จบสิ้นไปด้วย ตรงกันข้ามกลับได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านองค์บุคคล องค์วัตถุและองค์ยุทธวิธี

สำหรับประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2495 กระทรวงกลาโหม ได้มีความคิดที่จะจัดตั้งหน่วยทำลายใต้น้ำขึ้น และได้เชิญผู้แทนเหล่าทัพกับกรมตำรวจไปประชุม เรื่อง การจัดตั้งหน่วยฝึกว่ายน้ำ ร่วมกับ จนท.ทร.สหรัฐฯ ประจำหน่วย MAAG (MILITARY ASSISTANCE ADVISORY GROUP) การประชุมคราวนั้นที่ประชุมมีมติให้ กองทัพเรือ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดตั้งหน่วยฝึก

และจากการหารือระหว่าง กองทัพเรือ กับ MAAG ซึ่งได้แนวความคิดในการจัดตั้งหน่วยฝึก พ.ศ. 2558 หน่วยนี้ยังได้ให้การฝึกแก่นักกีฬาสโมสรฟุตบอลราชนาวี ก่อนเข้าร่วมการแข่งขันไทยลีกคัพ

@การฝึก…

การฝึกในหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำจู่โจม ใช้ระยะเวลาประมาณ 7-8 เดือน นับเป็นการฝึกหลักสูตรทางทหารที่มีระยะเวลานานที่สุดของไทย แบ่งออกเป็น 5 ช่วง ได้แก่

การแนะนำการฝึกเบื้องต้น ฝึกการออกกำลังกายและการฝ่าอุปสรรคต่างๆ ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์

การฝึกจริง ใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์

การฝึกแบบเข้มข้น หรือเรียกว่า “สัปดาห์นรก” ใช้เวลา 120 ชั่วโมงโดยไม่มี

การหยุดพัก

การฝึกสอนยุทธวิธีต่างๆ

การฝึกยุทธวิธีในสภาพจริง ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน

เมื่อสำเร็จหลักสูตรจะได้ประดับตราความสามารถ ซึ่งออกแบบโดย พลเรือโทพัน รักษ์แก้ว โดยส่วนประกอบของตรามีความหมายดังนี้…

ปลาฉลาม สีขาวหรือสีน้ำเงิน หมายถึงจ้าวแห่งท้องทะเล ดุร้าย น่าเกรงขาม สง่างาม แข็งแกร่ง

คลื่น หมายถึง ความน่ากลัวของทะเลที่มีเกลียวคลื่นตลอดเวลา หรืออุปสรรคของคลื่นหัวแตก แต่ฉลามก็ไม่ได้หวั่นเกรง

สมอเรือ หมายถึง ทหารเรือ ในอดีตหลักสูตรจะรับเฉพาะทหารเรือเท่านั้น แต่ในปัจจุบันทางหน่วยได้รับทหารบก ทหารอากาศ และตำรวจเพิ่มด้วย

ธงชาติ หมายถึง การยอมพลีเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

กฎสำคัญของนักเรียนนักทำลายใต้น้ำจู่โจม คือ มีจิตใจเข้มแข็ง กล้าเผชิญหน้าต่อปัญหาต่าง ๆ ตัดสินใจด้วยความเด็ดขาด รวดเร็ว แม่นยำ ถูกต้อง เอาตัวเองรอดได้โดยไม่ทิ้งเพื่อน และมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ที่มา+photos https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1033803203391470&id=286401281465003&substory_index=0

https://th.wikipedia.org/…/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B…

https://www3.navy.mi.th/index.…/today/detail/content_id/8464

https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/…/12314724_779878135…

https://i.ytimg.com/vi/0jhmgMWtrHc/maxresdefault.jpg

https://i.ytimg.com/vi/EGcADIsdqm0/maxresdefault.jpg

http://rbjphoto.tumblr.com/

556
555

About แคน ไทเมือง

ชาวนาแก่ ๆ