“ในทุกข์” ยังมี “ทุกข์ของแผ่นดิน” เปลว สีเงิน

เปลว สีเงิน

ไม่ใช่ตำหนิหรือต่อว่า-ต่อขาน………!

แต่อยากกราบเรียนท่านนายกฯ ประยุทธ์และท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ “พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ” ว่า

ช่วยแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวนาด้วยเถอะครับ

เพราะปีนี้ ราคาข้าว “ทุกชนิด” ราคาต่ำมาก ปีก่อน ชาวนาเอาข้าวเปลือกไปขายโรงสี ได้กิโลละ ๙-๑๒ บาท

แต่ตอนนี้ เหลือกิโลละ ๕-๖ บาท เท่านั้น!

ที่พูดนี่ ไม่ได้ต้องการให้รัฐบาลไปแทรกแซงราคา หรือเอาเงินไปหนุน-ไปแจก เพราะนั่น เหมือนคนสิ้นคิด

คือผมเห็นว่า รัฐบาลชอบใช้นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เดี๋ยวๆ ก็ทุ่มเป็นหมื่น-เป็นแสนล้าน “อัดฉีด” แต่ละหมู่บ้านอยู่เรื่อย

มันก็ “ดี” หรอก……..

แต่แง่ควรคิด คือ แล้วมัน “ได้” อะไรในทางยั่งยืนถาวรบ้างมั้ย?

ตอบได้เลย “ไม่มี”

และในความไม่มีนั้น ยังสร้าง “เสียถาวร” อีกด้วย คือ “เพาะนิสัยเสีย” ให้ชาวบ้าน

ผมอยากเห็นรัฐบาลลุงตู่ ทำในด้านที่รัฐบาลเลือกตั้งเขาไม่ทำ ให้เป็นการแก้ปัญหาถาวร

ปัญหาถาวร ไม่ได้อยู่ที่ราคาข้าวตกต่ำ

ปัญหาถาวร คือ ร้อยปี-ร้อยชาติ เราปลูกฝังให้ชาวนา “คิดและทำ” ตายตัวอย่างเดียว คือ

ทำนา ขายข้าวเปลือก!

สรุป อาชีพชาวนา คือทาสผูกขาดโรงสีกับพ่อค้าคนกลาง จนชาวนามีทัศนคติ “ยอมจำนน” ตกทอดสู่ลูก-สู่หลานเป็นมรดกตระกูลว่า

ชาวนา คือคนต้องจนตลอดชาติ!

ลุงตู่ ช่วยล้างทัศนคติบัดซบนี้ทีได้ไหมครับ?

ทำให้ชาวนาเชิดหน้า มองข้ามหลังคาโรงสี รวมถึงไอ้พวกหาแดกบนหลังชาวนากันเอง ด้วยตำแหน่ง “ผู้นำ-ประธาน-นายกฯ” ชาวนาต่างๆ

ไปอยู่ที่ รู้จักรวมตัว “ผลิตกันเอง-ขายกันเอง”

พอกันทีกับการ “ทำนา-ขายข้าวเปลือก” ที่ชีวิตขึ้นอยู่กับโรงสีและพ่อค้าคนกลาง

ให้คิดก้าวไปถึง “ทำนา-ขายข้าวสาร” และผลิตผลต่อเนื่องจากข้าว แกลบ รำ ฟาง สินค้าแปรรูปจากข้าว

เช่น น้ำมันรำ แป้ง กระทั่ง ส่าหมักเหล้า ทำแอลกอฮอล์ ทำน้ำส้ม กระทั่งน้ำหอม เป็นต้น!

ไทยแลนด์ ๔.๐ นวัตกรรมที่ผลักดัน น่าจะไปทางนี้ด้วยมิใช่หรือ?

น่าจะหมดสมัย ปลูกข้าว เพื่อขายข้าว เป็นกระสอบ เป็นตัน เป็นโล อย่างเดียวแล้ว

ต้องเดินในแง่ วิจัย คิดค้น ทดทอง พัฒนา แปรรูป สมมุติ จากที่เคยขายตันละหมื่น ไปเป็นขายเป็นชิ้นละพัน-ละหมื่น เป็นต้น

ควรถึงยุค “ชาวนา” คือคนต้องรวยตลอดชาติ เสียที!

มันทำได้……..

เพียงแต่เราไม่ทำ ไม่คิดเอาชนะปัญหาเท่านั้น ตลอดมาในเรื่องสินค้าเกษตร เรา “จนจ่อ” ด้วยจิตจำนนตลอด

“วัตถุสุก” ราคาแพงๆ คือสินค้าที่เราซื้อหาทุกวันนี้ ส่วนมากมาจาก “วัตถุดิบ” ราคาถูกๆ ที่เขาซื้อไปจากเรา

สังคมชาติ ถึงเวลาลอกคราบแล้ว…….

ที่ “คิดทุ่ม” ครั้งละเป็นแสนๆ ล้าน แจกชาวบ้านในความหมาย “อัดฉีดเศรษฐกิจ” นั้น

ผมว่า คิดแหกกรงความคิดนั้นครั้งเถอะ ใช้เงินก้อนนั้น ทุ่มลงไปเป็น “ทุนฐาน” บุกเบิกทางใหม่ให้ชาวนาจะดีกว่า

วางแนวทางให้เกิดค่านิยม “ชาวนา” ขึ้นมาใหม่ให้ได้

จากชาวนาจนตลอดชาติ ไปเป็น “ชาวนาหัวการค้า”

ปลูกเอง-ขายเอง สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการแปรรูปสินค้าตัวเอง รู้จักสร้างช่องทางตลาดเอง และรวยเอง

น่าจะถึงยุค “ชาวนานวัตกรรม” กันเสียทีนะ!

โดยบอกให้ชาวนารู้………..

ว่ารัฐบาลมีแผนจะสร้างอนาคตยั่งยืนให้แบบนี้นะ ยอมอด-ยอมทน ไปด้วยกันวันนี้สักระยะก่อนนะ

แล้วเอาเงิน “ซื้อจน” ไปมื้อๆ นั้น ไปทุ่มเป็นฐานรากสู่อนาคตใหม่ให้เขา

ให้แต่ละหมู่บ้าน “คิดเป็น-ทำเป็น” สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว รู้จักเอาสินค้าเกษตรมาสร้างตลาดรวมกันขาย

ต้องทำให้ ชาวไร่-ชาวนา รู้จัก “การตลาด-การค้า” ควบคู่ “การปลูก” ในโลกธุรกิจใหม่ด้วย!

แนวโน้มมนุษย์กำลังหมุนกลับสู่การค้นหา “ฐานธรรมชาติ” อิ่มใจ-สุขใจ สุข “พอเพียงเคียงธรรมชาติ”

เพราะเหนื่อยพอแล้ว กับการวิ่งตามสินค้าระบบทุน “ฐานปรุงแต่ง” ซึ่งเหมือนหมาแทะกระดูก

มีแค่ “น้ำลาย” ตัวเอง ให้หลงว่าอร่อย!

แล้วจะใช้วิธีไหนล่ะ?

มีอยู่แล้ว ที่กระทรวงเกษตรฯ ระบบ “สหกรณ์” นั่นไงครับ!

ถ้าทำถึงแก่นของคำว่าสหกรณ์จริงๆ ป่านนี้ชาวไร่-ชาวนา ยืนบนขาตัวเองได้หมดแล้ว

ไม่ต้องมาแง้วๆ ให้รัฐบาลอุ้มนั่น-อุ้มนี่ตลอดชาติอย่างทุกวันนี้หรอก!

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ”…….

ทรงใช้แนวทางสหกรณ์กับโครงการพระราชดำริ มีผลสำเร็จให้เห็นมากต่อมาก

แต่รัฐบาลแต่ละยุค “รับด้วยเกล้าฯ” ทั้งนั้น

แต่ “เกล้าฯ ไม่ทำ” ทั้งนั้น เหมือนกัน!

ที่ “พ่อหลวง” ทำสำเร็จเป็นตัวอย่างแรก ก็ที่ “หมู่บ้านหุบกะพง” เพชรบุรี เดิมเป็นป่าเสื่อมโทรม พื้นที่แห้งแล้ง ผมยังเคยเข้าไปดู เมื่อ ๓๐-๔๐ ปีมาแล้ว

พ่อหลวงทรงใช้เทคโนโลยีการเกษตรแผนใหม่ ปรับปรุงพัฒนาสภาพดิน และทรงใช้รูปแบบ “หมู่บ้านสหกรณ์” กับผลิตผล

ในหลักการ-วิธีการ-อุดมการณ์ของสหกรณ์ พัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม

ยังทรงมีพระราชดำรัสไว้คราวหนึ่งด้วยซ้ำ ว่า

“…..ทำไปทำมาเขาไปรวมกลุ่มทำ…..รวมพวกได้มากขึ้น จนเกิดเป็นกลุ่มเกษตรร่วมกับกลุ่มสวนผัก…เราไปบอกว่าสหกรณ์นี้ดี ก็ช่วยกันทำไปส่งเสริมเขา…..”(web.ku.ac.th/king72/2526/s1.htm)

สหกรณ์ตามแนวพระราชดำรินี้ นอกจากเกษตรกรจะสามารถรวมตัวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้แล้ว

ยังเป็นการป้องกันมิให้พ่อค้าคนกลางเข้ามาเอารัดเอาเปรียบได้ เพราะเมื่อรวมตัวกันได้ดี ย่อมมีอำนาจต่อรอง และสมาชิกสหกรณ์จะมีความรักใคร่กลมเกลียวกันดี

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีการใช้ระบบสหกรณ์ออกไปให้แพร่หลายทั่วประเทศ เพราะวิธีการของสหกรณ์นั้นเองจะเป็นรากฐานที่ดีของระบอบประชาธิปไตยอย่างสำคัญ

เนื่องจากสอนให้คนรู้จักรับผิดชอบร่วมกัน ให้มีการเลือกตัวแทนเข้าไปบริหารสหกรณ์ ตลอดจนได้รู้ถึงคุณค่าและประโยชน์ที่จะได้รับด้วยกันเป็นส่วนรวม” (www.dek-d.com/Board)

เนี่ย…คงไม่ต้องพูดว่า พลเอกฉัตรชัยเหมาะกับงานเกษตรฯ โดยเฉพาะระบบสหกรณ์แค่ไหน?

แต่ในความเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ วันนี้ ควรใช้ระบบสหกรณ์อันเป็นหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงให้เกิดมรรคผลเป็นรูปธรรม

ไม่ใช่ปล่อยให้เอาชื่อสหกรณ์เป็นแหล่งหากินทางกู้เงินอย่างที่เป็นอยู่!

ปล่อยให้ชาวนาร้องอยู่แต่ว่า “ข้าวเปลือกถูก..ข้าวเปลือกถูก”

ในเมื่อข้าวเปลือกถูก……..

ขั้นแรก เป็นการใช้การจมน้ำ สอนให้รู้จักว่ายน้ำ ก็ไปวางรากฐาน ให้ชาวนาเอาข้าวเปลือกไปสีเป็นข้าวสาร

ใช้รูปแบบแพกเกจจิ้ง บรรจุเป็น “ข้าวสารถุง” พะยี่ห้อหมู่บ้านลงไป เขียนคุณต้นกำเนิดและคุณสมบัติของข้าวที่นานั้น-หมู่บ้านนั้นลงไป

แรกๆ นอกจากรัฐบาลช่วยหาตลาดแล้ว ก็ให้ชาวนาใช้ระบบอินเทอร์เน็ต เป็นช่องทางตลาดด้วย

ท่องเที่ยวชนบทของเรามีเสน่ห์ ทุกวันนี้ แทบไม่มีพื้นที่ไหนที่นักท่องเที่ยวไปไม่ถึง

แล้วชาวไร่-ชาวนาในพื้นที่นั้น มีอะไรที่เป็น “เอกลักษณ์” พื้นที่ขายเขามั้ยล่ะ?

เกษตรฯ ลงไปเป็นพี่เลี้ยง สอนให้เขาคิด-เขาทำซีครับ ค่อยๆ ทำไป ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

การทำนารวม แทนต่างคน-ต่างทำ การตั้งเป็นสหกรณ์เพื่อขายสินค้าพืชไร่กันเอง ชาวบ้านก็จะค่อยๆ ปรับตัว รู้จักการต่อรอง รู้จักกำหนดราคาสินค้าตัวเอง

เมื่อใช้ระบบสหกรณ์ การใช้ปุ๋ย-ใช้ยา จะประหยัดและต้นทุนถูกลง

ประเด็นสำคัญ ที่ชาวนาร้อง “ขายข้าวขาดทุน”

ดูจริงๆ แล้ว “ต้นทุน” อยู่ที่ไหน?

ค่าปุ๋ย-ค่ายา ค่าผู้จัดการนา ค่าจ้างเกี่ยวข้าว ค่าจ้างขนข้าว

ก็จะเห็นว่า ที่ต้นทุนสูง สูงเพราะ “จ้างเขาทำ” แทบทั้งนั้น!

ทำนาทุกวันนี้ ต้องจ้าง “ผู้จัดการนา” คิดเอาละกัน ถ้าไม่แก้ทั้งคน-ทั้งระบบ ประเทศชาติไม่ต้องทำอะไรกัน

เพราะปีๆ จะต้องจมและหมดไปกับปัญหา “ชาวนา-ชาวไร่” ขายพืชผลไม่คุ้มต้นทุน!

ระบบ “สหกรณ์และนารวม”

กับการสร้างทัศนคติ “ชาวนาต้องทำนา” ด้วย ไม่ใช่จ้างเขาทำตะพึดตะพือ อันเป็นต้นทุนแฝง

น่าจะเป็นทางหนึ่ง ในการเดินออกจาก “ปัญหาซ้ำซาก” นี้ได้

ไทยกับการเกษตร แยกกันไม่ได้ ฉะนั้น ถ้าไม่แก้ปัญหาชาวไร่-ชาวนาให้มีทางยั่งยืน

ทั้งไทย-ทั้งเกษตร ต้อง “ล้มครืน” ไปด้วยกันแน่!.

About แคน ไทเมือง

ชาวนาแก่ ๆ