เล่าเรื่องในหลวงแบบเรียบง่าย “สูงสุดสู่สามัญของชายคนหนึ่ง”

01ในหลวงๅ

:::สูงสุดสู่สามัญ:::

หากปลดเปลื้องยศถาบรรดาศักดิ์….

แล้วพิจารณาผู้ชายคนนี้….อย่างคนธรรมดาสามัญทั่วไป เราจะเห็นอะไรบ้าง?


ผู้ชายคนหนึ่งที่ต้องกำพร้าพ่อตั้งแต่อายุแค่
2 ขวบ โตมากับพี่สาว พี่ชาย…..ถูกเลี้ยงมาอย่างธรรมดาสามัญโดยแม่ที่เป็นอดีตเด็กกำพร้าด้วยเหมือนกัน…ผมเชื่อว่าเพราะแม่สามัญชนของเขานี่แหละ ที่หล่อหลอมเขาให้เป็นคนธรรมดามากกว่าสถานะที่มีคนหยิบยื่นมาให้


เขาใช้ชีวิตวัยเด็ก ท่ามกลางความผันผวนใหญ่หลวงทางการเมือง


พี่ชายเขาถูกผลักดันขึ้นมาให้เป็น “ผู้นำในเชิงสัญลักษณ์วัยเยาว์” ตั้งแต่อายุแค่
8 ขวบ โดยคณะทหารที่พึ่งปฏิวัติเสร็จสิ้นไปไม่นาน มีอำนาจเต็มที่ และต้องการอำนาจในการปกครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จ


ครอบครัว ซิงเกิลมัม ต้องคอยประคับประคองลูกๆ ให้ก้าวผ่านระหกระเหินแห่งสมรภูมิชีวิต…

ผ่านไปได้ไม่นาน พี่ชายก็มาจากไปก่อนวัยอันควร…น้ำตายังไม่ทันเหือดแห้ง เขาก็ถูกผลักดันให้มารับภาระหนักหน่วงแทน ตั้งแต่อายุ 18

เขายอมรับอย่างไม่อายว่า ไม่เคยอยากได้ตำแหน่งนี้…อยากแต่จะเป็นน้องพี่เท่านั้น สุดท้ายเค้าก็สลัดทิ้ง
“น้องชาย” ไว้เบื้องหลัง แล้วก้าวเข้าสู่สถานะผู้นำ พร้อมกับตั้งปณิธาณไว้ว่าจะทำหน้าที่ให้ได้ดีที่สุด ด้วยคุณธรรม


เวลาผ่านพ้นไป เขาริเริ่ม โครงการทดลอง มากมายหลายอย่าง


เริ่มต้นมันจากสวนรอบบ้านนี่แหละ บ้านของเขาเต็มไปด้วยแปลงทดลองทางการเกษตร
, บ่อน้ำเพาะพันธุ์ปลา, ฟาร์มและคอกเล้าสัตว์ต่างๆ ราวกับชาวนาชาวไร่ เขาทดลองงานมากมาย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนจนผู้อยู่ห่างไกลความเจริญ ช่างขัดแย้งกับสถานภาพของเขาอย่างยิ่ง


พวกเราเห็นเขาเดินทางดั้นด้น เข้าไปในถิ่นทุรกันดาร


บางครั้ง รถจิ๊ปของเขาฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวกรากอย่างน่ากลัว

หลายครั้งผมนึกสงสัย ว่าเขาจะทำอย่างนั้นไปทำไม? ทำแล้วเขาได้อะไร? คนอย่างเขาไม่ต้องทำงานก็คงมีกินมีใช้ไปตลอดอยู่แล้ว…

ผมคิดว่าเขาดูจะเป็นคนที่ workaholic คนหนึ่งนะ เขาเหมือนคนที่มีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นๆ มากกว่าเพื่อตัวเขาเอง เขาดูตั้งใจมาก ตั้งใจที่จะสร้างคุณภาพชีวิตดีๆ ให้กับผู้คนมากมาย…

แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่บ้างานจนไม่สนใจเรื่องสำคัญอื่นๆ ในชีวิตนะ

เขาเป็นคนที่มีชีวิตหลากหลายมากทีเดียว

เขามีพรสวรรค์หลายเรื่อง เขาวาดภาพสีน้ำมัน และเขาเล่นดนตรีได้ดี ทั้งกีตาร์คลาสสิค เปียโน และแซกโซโฟน ในระดับแต่งเพลงขึ้นมาเองได้ เพลงสไตล์ Waltz ที่ฟังแล้วสร้างบรรยากาศน่ารื่นรมย์นี่คือ สไตล์โปรดของเขาหละ แถมแต่งมา ใครจะเอาไปเปิดก็ไม่เคยเรียกลิขสิทธิ์นะ เปิดฟังกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง…

เรื่องกีฬาก็ใช่ย่อย เขาเล่นแบดมินตันได้ดีระดับมีก๊วนของตัวเอง อยู่หลายปีเลย ยิ่งแข่งเรือใบนี่เก่งระดับแชมป์เชียวหละ แถมไปไกลระดับต่อเรือใบเองได้ด้วยนะ โคตรน่าทึ่ง

เรื่องแต่งตัว เขาก็ไม่ใช่ย่อย เขาเป็นผู้ชายที่ดูเท่ห์เลยหละ

แต่งตัวได้อย่างมีสไตล์มาตั้งแต่หนุ่มๆ โดยไม่เห็นต้องใช้ของแบรนด์เนมอะไรเลย แต่แม้จะเท่ห์ขนาดที่แม้แต่ผู้ชายด้วยกันเอง ยังต้องแอบมองด้วยความชื่นชม แต่เค้าเป็นคนรักเดียวใจเดียวนะ เขาไม่เคยมีข่าวในทางเสียหายเรื่องผู้หญิงเลยแม้แต่นิดเดียว

เขาดูจะเป็นคนสมถะมาก ผมประหลาดใจตอนที่รู้ว่า เขาพาภรรยาไปฮันนีมูนที่หัวหิน มันช่างดูสามัญเสียจริง ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของเขามักจะดูธรรมดาอย่างน่าฉงน ผมเคยเห็นห้องทำงานของเขา มันดูเหมือนชนชั้นกลางทั่วไปนี่แหละ กล้องที่ห้อยคอบ่อยๆ ใช้ก็รุ่นธรรมดาๆ มีไว้เพื่อถ่ายรูปมาทำงาน ไม่ได้เอาไว้อวดใคร แถมบางวันขับรถโซลูน่า เติมน้ำมันปาล์มซะอย่างนั้น

เขาดูจะไม่เคยปิดบังเลยนะ ว่าเขาเป็นคนประหยัดมากๆ

เหมือนกับที่เค้าไม่เคยปิดบังเลย ว่าเค้าเป็นคนรักแม่มากๆๆ

ทั้งๆ ที่ทำงานหนัก แต่เขาแบ่งเวลาไปทานข้าวกับแม่อาทิตย์ละ 5 วัน ได้อยู่เสมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ใครหลายคนรู้สึกละอายแก่ใจ เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้….

เวลาผ่านพ้นหลายฝนหนาว เขาดำรงตนตามทำนองคลองธรรมได้อย่างเคร่งครัด พัฒนาโครงการได้มากมายหลายพันโครงการ เขาเติบใหญ่เป็นผู้นำทางด้านวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของสังคมอย่างเป็นธรรมชาติ รัฐบาลผลัดเปลี่ยนเวียนไปหลายต่อหลายคณะ สถานการณ์การเมืองระดับโลกก็ช่างเชี่ยวกราก แต่เขาก็ประคับประคองสถานการณ์บ้านเมืองให้ ยืนหยัดฝ่าฝันผ่านพ้นมาได้อย่างสง่างาม….

เขาเป็นห่วงบ้านเมืองมากนะ และไม่ชอบความรุนแรง

ผมยังจำได้ดีตอนที่มีพลเอก กับพลตรี ทะเลาะกัน แย่งกันจะเป็นนายก ตอนปี 2535 ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ทะเลาะกันหลายเดือน มีความสูญเสียมากมายในกรุงเทพ สุดท้ายก็เขานี่แหละ ที่เรียกทั้งคู่ไปไกล่เกลี่ย จนสถานการณ์สงบลงได้อย่างเฉียบพลัน

เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมามากนะ และเขาก็ใช้ชีวิตได้คุ้มค่าอย่างน่าทึ่ง

เขาปกครองบ้านเมืองได้ตามอุดมคติ อย่างที่เขาเคยได้ลั่นสัจจะวาจาไว้เมื่อแรกเข้ามารับตำแหน่ง

วันนี้เขาไม่อยู่แล้ว แม้จะรู้ดีว่านี่คือสัจธรรมของโลก แต่ผมก็อดที่จะสะเทือนใจกับการจากไปของเขาไม่ได้…แม่น้ำราวกับจะหยุดไหลอย่างเฉียบพลัน…จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อทุกคนก็รู้สึกกับเขาราวกับญาติผู้ใหญ่คนสนิทคนหนึ่ง…

ผมเชื่อว่าเรื่องราวของเขา จะถูกจดจำเล่าขานเป็นตำนานไปอีกหลายชั่วอายุคน

ว่าครั้งหนึ่งบ้านเมืองของเรา เคยถูกปกครองโดยชายคนหนึ่ง ที่เริ่มต้นชีวิตด้วยความไม่พร้อม แต่ก็ก่อร่างสร้างตัวมาด้วยการอดทนทำงานหนักเพื่อผู้อื่น จนกลายมาเป็นมหาราชผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย…

13 ตุลาคม 2559

@@@@@

ขอบคุณเพื่อนนิเทศที่ส่งข้อความมาฝาก
ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้อง…ฝากขอบคุณที่เขียนได้ตรงใจที่สุด

แคน ไทเมือง

About แคน ไทเมือง

ชาวนาแก่ ๆ