ย้อนรอย…ทักษิณหมิ่นฯในหลวง : พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร

หมายเหตุ แคน ไทเมือง
เรื่องนี้เคยลงในคอลัมน์”ในหลวงในดวงใจ”

%e0%b8%a7
หนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2552 หน้า 6 ได้ตีพิมพ์บทความของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ และอดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ เรื่อง “เมื่อมันกำลังเผาเมืองไทย คนไทยก็ต้องช่วยกันดับไฟ” เพื่อตอบโต้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดี ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไฟแนลเชียลไทมส์ ของอังกฤษ ฉบับวันที่ 20 เมษายน 2552 มีเนื้อหาตอนหนึ่งปรักปรำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งสะท้อนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จงใจที่จะจาบจ้วงหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดต่อความมั่นคงตามมาตรา 112 และเห็นว่า พฤติการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ แสดงชัดแล้วว่า ไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมุ่งทำลายพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอน ดังรายละเอียดของบทความดังนี้

“เมื่อมันกำลังเผาเมืองไทย คนไทยก็ต้องช่วยกันดับไฟ”

ใครๆ ที่ได้อ่านข่าว (พ.ต.ท.) ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียลไทมส์ เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านไปแล้ว คงมีความรู้สึกไม่ต่างกับผม

คือ รู้สึกว่า ถ้า (พ.ต.ท.) ทักษิณ ไม่มีความรู้เลยในเรื่องระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (พ.ต.ท.) ทักษิณ ก็คงจะไร้เดียงสา หรือโง่ หรือบ้า

หรือมีเจตนาที่จะทำลายระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ก่อนที่จะอ่านเรื่องนี้ต่อไป ผมขอชี้แจงว่า ที่ผมใส่วงเล็บไว้หน้าและหลังคำ “พ.ต.ท.” หน้าชื่อ “ทักษิณ” ในการเขียนเรื่องนี้ ก็เพราะผมรู้สึกกระดากมือและกระดากใจที่จะใส่ยศเข้าไปเต็มๆ ที่หน้าชื่อ “ทักษิณ” เพราะ (พ.ต.ท.) ทักษิณ ได้ทำความเสียหายและอับอายขายหน้าอย่างเหลือเกินให้แก่ราชการตำรวจ ด้วยการหนีโทษตามคำพิพากษาของศาล แล้วยังเป็นผู้ยุยงส่งเสริมให้เกิดความไม่สงบขึ้นในประเทศ จนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาอีกด้วย จึงไม่สมควรจะมีหรือใช้ยศตำรวจ และควรจะถูกถอดยศได้แล้ว แต่เมื่อยังมียศอยู่ ผมก็จะใช้ยศนั้นในวงเล็บไปพลางก่อน เมื่อใดที่ถูกถอดยศแล้ว เมื่อนั้นผมจึงจะเรียกว่า นายทักษิณ

เรื่องเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของ (พ.ต.ท.) ทักษิณ นั้น เดี๋ยวนี้ผมไม่อยากเขียน เพราะ (พ.ต.ท.) ทักษิณ พูดเพ้อเจ้อและโกหกมดเท็จทุกครั้ง การเขียนและพิมพ์เรื่องการให้สัมภาษณ์ของ (พ.ต.ท.) ทักษิณ จึงไร้ประโยชน์ และกลายเป็นช่วยแพร่การเพ้อเจ้อและโกหกมดเท็จ แต่เมื่อทั้งสื่อเทศและสื่อไทยยังเผยแพร่การโกหกมดเท็จนั้นอยู่ และเมื่อการโกหกมดเท็จของ (พ.ต.ท.) ทักษิณ อาจกระทบกระเทือนและเสียหายร้ายแรงต่อบ้านเมือง ผมก็ถือเป็นหน้าที่ของผม ที่จะต้องตอบโต้หรือคัดค้าน

ข่าวการให้สัมภาษณ์ของ (พ.ต.ท.) ทักษิณ คราวนี้ ปรากฏในหนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียลไทมส์ ฉบับวันที่ 20 เมษายน 2552 (พ.ต.ท.) ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น สองคน คือ นายรอบิน วิกเกิลสเวอร์ธ (Robin Wigglesworth) ในนครดูไบ และนางสาว (หรือนาง) เซรีนา ทาร์ลิงก์ (Serena Tarling) ในนครลอนดอน (พ.ต.ท.) ทักษิณบอกว่า ก่อนที่จะเกิดรัฐประหารขึ้นในเดือนกันยายน 2549 นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี (ในขณะนั้น) และองคมนตรีอีกผู้หนึ่ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และผู้ที่เข้าเฝ้าฯ ได้กราบบังคมทูลว่า จะกำจัด (พ.ต.ท.) ทักษิณ ถวาย เพราะ (พ.ต.ท.) ทักษิณ ไม่จงรักภักดีต่อฝ่าละอองธุลีพระบาท (they will do a favour for him by getting me because I am not loyal to the king) (พ.ต.ท.) ทักษิณ บอกด้วยว่า หลังจากนั้น เมื่อตนพยายามจะปราบปรามการประท้วงที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลก็ไม่มีผู้ใดร่วมมือ เพราะมีบางคนส่งเสริมอยู่เบื้องหลัง (there is someone boosting behind them)

(พ.ต.ท.) ทักษิณอ้างว่า ตนทราบเรื่องนี้จาก พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี

ก่อนอื่นควรทราบว่า การเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทมิใช่เป็นเรื่องง่าย แม้จะเป็นเรื่องสำคัญหรือเร่งด่วนที่สุด และแม้ผู้ขอเฝ้าฯ จะเป็นประธานองคมนตรีหรือองคมนตรีก็ตาม การขอเฝ้าฯ มีขั้นตอนของการปฏิบัติที่ทุกคนต้องทำตาม และต้องผ่านเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะสำนักราชเลขาธิการ และเมื่อเสด็จลงให้เฝ้าฯ ก็มีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเฝ้าฯ ปฏิบัติหน้าที่ถวายอยู่ในที่ประทับด้วยเสมอ

ผู้อ่านที่มีสติสัมปชัญญะ และมีเหตุผลย่อมรู้และเข้าใจทันทีเมื่อได้อ่านข่าวนี้ ว่า หากมีการเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและกราบบังคมทูล ดังที่ (พ.ต.ท.) ทักษิณ อ้างว่า ทราบจาก พล.อ.พัลลภ พล.อ.พัลลภ ก็ต้องรู้เรื่องการเฝ้าฯ นั้นจากคนอื่น และ “คนอื่น” นั้นจะเป็นใครไม่ได้ นอกจาก พล.อ.เปรม หรือ พล.อ.สุรยุทธ์ หรือองคมนตรีอีกผู้หนึ่ง (ที่ (พ.ต.ท.) ทักษิณ อ้างว่าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ด้วย) หรือเจ้าหน้าที่ที่โดยหน้าที่จะต้องเฝ้าฯ อยู่ในที่ประทับ เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งในที่นั้น ก็คือ สมุหราชองครักษ์

คงรู้และจำกันได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวางพระองค์อยู่ในฐานะพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด ไม่เคยปรากฏว่าเคยทรงล่วงพระราชอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เมื่อมีวิกฤตการณ์บ้านเมืองไม่ว่าครั้งใด ทรงถือว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลจะต้องแก้ไขปัดเป่า ต่อเมื่อเป็นที่เห็นชัดว่า วิกฤตการณ์ลุกลามร้ายแรง เช่น มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จึงจะทรงพระกรุณาระงับวิกฤตการณ์ แต่ก็ด้วยการพระราชทานคำแนะนำแก่รัฐบาลเท่านั้น

องคมนตรีทุกคนทราบดีว่า รัฐบาลชุดที่ (พ.ต.ท.) ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีและชุดอื่นๆ ทุกชุด เป็นรัฐบาลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ เป็นไปได้หรือที่ พล.อ.เปรม หรือ พล.อ.สุรยุทธ์ หรือองคมนตรีคนไหนก็ตาม จะเข้าไปเฝ้าฯ กราบบังคมทูล ว่า ตนเองจะละเมิดกฎหมายละเมิดรัฐธรรมนูญถวาย ด้วยการกำจัด (พ.ต.ท.) ทักษิณ นายกรัฐมนตรีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง?

การให้สัมภาษณ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบเรื่องรัฐประหารก่อนเช่นนั้น เป็นการปรักปรำหรือกล่าวหาฝ่าละอองธุลีพระบาทโดยตรงและอย่างเปิดเผย ว่าทรงอนุญาตหรือทรงอนุโลมให้เกิดรัฐประหาร แสดงว่า (พ.ต.ท.) ทักษิณ ไม่เคารพสักการะพระมหากษัตริย์ และจงใจหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ขณะที่เขียนเรื่องนี้ ผมยังไม่เห็นหรือได้ยินประกาศหรือแถลงการณ์ของส่วนราชการใด ปฏิเสธการปรักปรำกล่าวหาของ (พ.ต.ท.) ทักษิณ แต่ผมเห็นว่า คนไทยที่เคารพสักการะพระมหากษัตริย์และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่จำเป็นต้องคอยทางราชการต่อไปอีกแล้ว แต่ควรตระหนักกันเสียทีว่า พฤติการณ์ของ (พ.ต.ท.) ทักษิณแสดงชัดแล้วว่า (พ.ต.ท.) ทักษิณไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมุ่งทำลายพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอน

ตลอดเวลา 62 ปีที่ทรงครองราชย์มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงให้ประจักษ์ด้วยพระราชกรณียกิจทั้งน้อยและใหญ่นานัปการ ว่า ทรงอุทิศพระวรกายให้แก่ประชาชนและบ้านเมือง โดยปราศจากเงื่อนไข ทรงตรากตรำพระวรกาย จนพระพลานามัยไม่สมบูรณ์และทรงพระประชวร แม้กระนั้นก็ยังไม่ทรงหยุด ยังทรงตั้งพระทัยทำงานเพื่อคนไทยและเมืองไทยต่อไป

เรารู้ด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงติดยึดกับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ทรงทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ และทรงถือเอาความสำเร็จของพระราชภารกิจเป็นสำคัญ ทั้งยังทรงยึดมั่นในขันติธรรม การให้ร้ายและแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์ของ (พ.ต.ท.) ทักษิณหรือของใครก็ตาม ไม่เคยทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสะทกสะท้านหรือหวั่นไหว หรือกริ้ว หรือน้อยพระราชหฤทัย

เพราะฉะนั้น จึงถึงเวลาแล้ว ที่คนไทยที่ตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณ เคารพสักการะพระมหากษัตริย์ และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะต้องพิจารณาตัดสินใจว่า จะควรทำอย่างไร กับผู้ที่ไม่แต่จะจาบจ้วงลบหลู่ดูหมิ่นและหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่เคารพสักการะของเราเท่านั้น แต่ยังพยายามที่จะล้มระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วย”

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

อ้างอิง มติชนออนไลน์ได้ลบบทความนี้ไปแล้ว
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act02280452%C2%A7ionid=0130&day=2009-04-28

สามารถติดตามได้ที่ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000047817

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9

“สืบสานงานต่อ ตามรอยพ่อทำ”

งานหนักที่สุดคืองานพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกร ให้มีความสุขอย่างยั่งยืน
รัฐบาลไม่ได้หว่านโปรยเม็ดเงินสะเปะสะปะ
แต่ใช้เงินลงไปในจุดที่พร้อม และได้ผล ค่อยๆขยายผลออกไปในกลุ่มคนข้างเคียง
เมื่อเขาเห็นตัวอย่างและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกษตรกรก็จะนำ “ศาสตร์พระราชา” ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน

การได้ติดตามทำข่าวของมูลนิธิฯ ชมรมฯ ภาคประชาสังคม ประชารัฐ พบว่า ข้าราชการและประชาชนทำงานสอดประสานไปในทิศทางเดียวกันน่าชื่นใจ

โดยเอาเป้าหมายหลักอยู่ที่การน้อมนำศาสตร์พระราชา ไปสู่การปฏิบัติ เป็นหัวใจเดียวกันทุกภาคส่วน ไม่แยกเขา ไม่แยกเรา ไม่มีการเมือง มีแต่เรื่อง “ตามรอยพ่ออย่างพอเพียง”

นี่คือการตามรอยพ่อเพื่อความสุขอย่างยั่งยืน ดังคำว่า “สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง ” อย่างแท้จริง

อยู่กับการเมืองมาใกล้ๆ อายุ 70 ปี ก็เพิ่งเห็นรัฐบาลนี้ น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง ศาสตร์พระราชามาทำอย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม

แคน ไทเมือง

ก.เกษตรฯ เดินหน้าต่อเนื่องโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9 ตั้งเป้าปี 61 เกษตรกร เข้าร่วมโครงการฯ เท่าตัว จากปี 60 จำนวน 7 หมื่นราย เป็น 1.4 หมื่นราย ให้มีรายได้เพียงพอ-คุณภาพชีวิตดีขึ้น…

เมื่อวันที่ 19 ต.ค. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” เพื่อถวายรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยร่วมกับส่วนราชการในสังกัด สถาบันการศึกษา ปราชญ์เกษตร และภาคเอกชนที่สนับสนุนโครงการ เพื่อรับทราบสรุปผลการดำเนินงานโครงการ ปี 2560 และร่วมกันขับเคลื่อนโครงการต่อเนื่องในปี 2561

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า จากปัญหาเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ และการบริหารจัดการผลิต ทั้งการพัฒนาเรื่องดินและน้ำ ขาดแคลนทุนและโครงสร้างพื้นฐาน มีหนี้สิ้นจากจากผลิตเชิงเดี่ยว และมีความเสี่ยงเสียหายจากภัยพิบัติธรรมชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร ให้เกษตรกรมีรายได้และความภาคภูมิใจในอาชีพ เป้าหมายเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรแปลงใหญ่ ในเขตพื้นที่เหมาะสม ซึ่งนอกเหนือจากการผลิตสินค้าหลักแล้ว ยังได้ส่งเสริมเกษตรกรมีการผลิตอาหารที่ปลอดภัยบริโภคอย่างเพียงพอในครัวเรือน และนำรายได้จากการผลิตสินค้าหลักมาเป็นเงินออม เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในอนาคต และสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2560 มีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 70,000 ราย พบว่าหลังจากร่วมโครงการแล้ว เกษตรกรได้นำความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ทำการเกษตรผสมผสานอย่างเกื้อกูลกัน ตามศักยภาพของตนเองในพื้นที่ เกิดพึ่งพาตนเอง โดยสามารถลดรายจ่ายจากการบริโภคผลผลิตที่ปลอดภัยของตนเองได้เฉลี่ยเดือนละ 533 บาท มีการลดต้นทุนการผลิต และลดใช้การใช้สารเคมี โดยใช้ปัจจัยการผลิตและใช้แรงงานของตนเองได้ เฉลี่ยเดือนละ 556 บาท เกษตรกรมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานในเมือง ลดลงร้อยละ 1.47 มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และจัดทำบัญชีครัวเรือน มีการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ครัวเรือนร้อยละ 18.38 สามารถลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ อีกทั้งยังมีการวางแผนและดำเนินการผลิตในแปลงที่เข้าร่วมโครงการ สร้างรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 4,613 บาท

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่อง จึงได้ร่วมกันวางแผนขับเคลื่อนการดำเนินงาน ในปี 2561 โดยกำหนดรับสมัครเกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น จำนวน 70,000 ราย รวมเป็น 140,000 ราย ซึ่งจะร่วมกับทุกภาคส่วนในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมให้เกิดความมั่นคง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้อย่างเพียงพอและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน.

ไทยรัฐออนไลน์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“น้ำท่วมเป็นเรื่องธรรมชาติ” มาแล้วก็ไป ปีหน้าก็มาใหม่ เซมเซม

180

ถ้าคิดเป็นระบบแก้น้ำท่วมแบบยั่งยืน

ต้องยอมรับกันก่อนว่า “น้ำท่วมเป็นเรื่องธรรมชาติ”

ท่วมได้ก็แห้งได้ น้ำมาแล้วก็ต้องไปในที่ของเขา

ถ้าไม่ยอมรับตรงนี้ก็จะเป็นทุกข์หนัก ไม่ยอมรับความจริง

สมัยก่อนคนไม่เยอะก็เลือกทำเลที่อยู่อาศัยที่น้ำท่วมไม่ถึง

ผู้คนมากขึ้นก็จำเป็นที่จะต้องหาทางออกไป บ้างก็ได้ดี บ้างที่ไม่มีก็ต้องลงที่ลุ่มที่ต่ำ

บางครั้งเลี่ยงได้ บางครั้งเลี่ยงไม่ได้ อยู่ใต้ฟ้าก็อย่าไปกลัวฝน

เกิดเป็นเกษตรกรต้องไม่กลัวน้ำ แต่ต้องอยู่กับน้ำให้ได้ หลบได้ก็ต้องหลบเขา

เพราะธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่เกินมนุษย์ มดปลวกมันยังหนีขึ้นที่สูง สร้างจอมปลวกหนีตายให้พ้นน้ำท่วม

เมื่อฝนมานอกจากหาทางให้น้ำระบายจากที่ลุ่มสู่ลำคลอง แม่น้ำเล็กใหญ่ ออกทะเล เมื่อเวลาน้ำฝนตกมากๆแล้ว

ถ้าที่ลุ่มต่ำ น้ำท่วมซ้ำซากทุกปี ก็คงหนีไม่พ้น หลุมขนมครก โคก หนอง นา แก้มลิง บึงรับน้ำ

ขณะเดียวกันที่อยู่อาศัยก็ต้องอยู่ในระดับสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุด

ที่เห็นมา คนอยู่ในที่ลุ่มต่ำ มักจะมีบ้าน 2 หลัง หลังแรกคือที่น้ำท่วมซ้ำซาก ที่ทำนาทำสวน ทำมาหากินในเวลาปกติ หลังที่ 2 คือในที่ปลอดภัย ใกล้เมืองบ้านญาติ

เกษตรกรจึงมักจะมีบ้านในหมู่บ้าน ปลอดภัยน้ำท่วม และมีที่นา ใกลออกไปหน่อย พอเดินได้ ไปถึง

เมื่อหน้าน้ำ ก็จะโยกย้ายไปบ้านใน หรือบ้านญาติ ไม่มีใครนอนนา นอนสวน ในเวลาสุ่มเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม น้ำป่า

คนที่พอมีกำลังจึงต้องเลือกชัยภูมิที่อยู่อาศัย ให้ปลอดภัยธรรมชาติให้มากที่สุด

แถวๆ อุบล- วาริน ริมน้ำมูล ก็จะมีที่พักพิงของทางราชการ วัด โรงเรียน หรือสร้างลานพักพิงริมถนนหลวง ที่เป็นที่สาธารณะ ของเทศบาล อบจ. จังหวัด มูลนิธิฯ ดูแลกันไป

หมดหน้าน้ำก็กลับบ้านไปทำมาหากินที่เดิม เพราะช่วงเวลาน้ำท่วม ก็ไม่เกิน 1 ใน 4 ของปี

ชีวิตบ้านๆ เขาก็อยู่กันแบบนี้ คิดมากก็เป็นทุกข์

เพียงแต่มีอุปสรรคจากธรรมชาติก็ยอมรับกับมันไป เท่านั้นเอง

หาที่อยู่ให้สุขมากไม่ได้ ก็หาที่ที่มันทุกข์น้อยหน่อยก็ยังดี

ที่พูดมาเคยอยู่เถียงนาที่น้ำท่วมมาแล้ว อยากรู้อารมณ์ของคนถูกน้ำท่วมว่าเขาจะอยู่ยังไง

คิดบ้าๆ อยู่ปีหนึ่ง หน้าน้ำไม่ขึ้นจากนา เวลาน้ำท่วมมาก็ตั้งใจอยู่เถียงนา

สุดท้ายก็ไปไม่รอด เพราะกว่าลูกน้องจะลุยน้ำเอาข้าวปลาอาหารมาส่ง ก็ลำบาก

ต้องขึ้นมาอยู่ในหมู่บ้านที่เป็นที่สูงอยู่ดี

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านดงลิง ปลอดหนี้นอกระบบผลิตพันธุ์ข้าวไม่พอขาย

129

การรวมกลุ่ม การเข้าถึงเทคโนโลยี และการตลาด…เป็นสิ่งที่ขาดไปสำหรับเกษตรกรส่วนใหญ่ของบ้านเรา

แต่คงนำมาใช้กับกลุ่มวิสาหกิจ ศูนย์ข้าวชุมชน บ้านดงลิง หมู่ 11 ต.เจ้าท่า อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ไม่ได้ เพราะที่นี่มีทุกอย่างที่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มี

จากปลูกข้าวหอมมะลิ ขยับมาผลิตเมล็ดพันธุ์เอง สร้างรายได้มากกว่าขายข้าวเปลือกหลายเท่าตัว และพัฒนาสู่ศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิมาตรฐานจีเอพี ที่สุดได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2559

จนเกษตรกรในกลุ่ม 113 ครัวเรือน ปลอดจากหนี้นอกระบบ 100%

การรวมกลุ่ม ที่นี่จะมีการแบ่งเป็นคณะทำงานต่างๆ ที่ผ่านการอบรมในแต่ละด้านจากกรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คอยสอดส่อง ให้ความรู้ ตั้งแต่ขั้นตอนเพาะเมล็ด เตรียมดินใช้ปุ๋ย ยา ไปจนถึงการตรวจสารตกค้างในแล็บ เพื่อให้ผลผลิตตรงตามมาตรฐานจีเอพีอยู่เสมอ

ที่สำคัญเงินกำไรที่ได้บวกกับเงินกองทุนหมู่บ้าน รายได้ จากการตั้งกลุ่มออมทรัพย์และกลุ่มอาชีพ มาซื้อรถไถ รถดำนา รถเกี่ยวข้าว โรงสีชุมชน ใช้ร่วมกันทั้งหมู่บ้าน ทำให้เกิดการจ้างงานในกลุ่ม

การเข้าถึงเทคโนโลยี คนในหมู่บ้านเปิดใจยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆอยู่เสมอ ไม่ปฏิเสธฮอร์โมนต่างๆหรือความรู้ใหม่ๆ จากทั้งภาครัฐและเอกชน หรือแม้กระทั่งยอมรับในปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง

เพราะเขาถือว่าทำเกษตรปลอดภัยไม่จำเป็นต้องเกษตรอินทรีย์ 100%…แม้จะได้ราคาดีกว่า แต่ภาพรวมตลาดยังแคบ ผลผลิตต่อไร่น้อย ได้ผลผลิตช้า ผลผลิตได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่จะเน้นใช้เคมีเท่าที่จำเป็น ให้ตรงกับอาการของโรค แมลง ใช้ตามฉลากกำหนดทั้งปริมาณและระยะเวลาอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันสารตกค้าง

การตลาด จากผลิตข้าวหอมมะลิขายในตลาดได้ กก.ละ 9 บาท แต่เมื่อทำเมล็ดพันธุ์ขายกันเองในกลุ่มได้ราคา 15 บาท แต่หากคนนอกกลุ่มจะขายราคา กก.ละ 25 บาท ส่วนหนึ่งซื้อไปติดแบรนด์ของตัวเอง

ตอนนี้เลยกลายเป็นว่า ผลิตเมล็ดพันธุ์ขายไม่ทัน.

สะ–เล–เต

ไทยรัฐ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

14 ตุลา 16 กับการรัฐประหารครั้งสุดท้าย 2557

91

14 ตุลา 16

ประชาธิปไตยยุคใหม่เพิ่งผ่านได้ 4 ปีหลังจาก จอมพลส.จอมพลถ. ครองเมืองกว่า 11 ปี

มีเลือกตั้ง 2512 บ้านเมืองกลับมามีเสรีภาพอีกครั้ง จอมพลถนอมตั้งพรรคสหประชาไทย รองรับอำนาจในสภา

แต่สันดานแก่งแย่งโกงกินของสส. ทำให้ไม่มีเอกภาพและเสถียรภาพรัฐบาลไม่มั่นคง

จอมพลถนอมก็ยึดอำนาจคืน 2514 ล้มรัฐธรรมนูญที่ร่างมา 11 ปี

จึึงเกิดการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เริ่มจากนิสิตนักศึกษาแล้วมารวมตัวประชาชนออกเดินถนนครั้งประวัติศาสตร์อาจจะกล่าวได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก…

นิสิตนักศึกษาชูพระบรมฉายาลักษณ์และธงชาติไทยเดินนำขบวนอย่างงามสง่า

เมื่อถูกโจมตี ก็พากันวิ่งเข้าพึ่งพระบารมีในหลวง ร.9 ในวังสวนจิตรแล้วในวันนั้นเองก็เกิดจราจลทั่วพระนคร บีบบังคับให้ จอมพลถนอมลาออก

นิสิตนักศึกษาประชาชนต่อสู้กับการปราบปรามอย่างหนักจากทรราช บ้างเจ็บ บ้างล้มตาย

ทุกคนมีความหวัง จะได้สร้างประชาธิปไตยใหม่ที่แท้จริงด้วยมือของประชาชนเอง

แต่การมุ่งเปลี่ยนโครงสร้างสังคมสู่สังคมนิยมเร็วเกินไป

บวกกับสถานการณ์คอมมูนิสต์รุกหนักในอินโดจีน ไทยและสหรัฐรู้สึกร่วมกันว่า ถ้ายังใช้รัฐธรรมนูญปี 2517 อยู่ ก็จะต้านภัยคอมมูนิสต์ไม่ได้ ตามทฤษฎีโดมิโน่

สุดท้ายก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 และเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ ประกาศหยุดประชาธิปไตย 12 ปี สร้างประชาธิปไตยใหม่ แต่รัฐบาลหอยเน่าใช้อำนาจไม่เป็นธรรม จึงถูกโค่นอำนาจลงจากทหารอีกครั้ง ภายในเวลา 11 เดือน

มาจน 2521…ได้รัฐธรรมนูญ เปิดโอกาสให้นายกมาจากคนนอกได้ ไม่ซับซ้อน

ได้ชื่อ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” จากมหาชน เพราะมีหนังเรื่อง “ปริญญาครึ่งใบ”

เหตุการณ์บ้านเมืองดีมาตลอด จน ป๋าเปรมวางมือ

ทีนี้ก็เข้าสู่นักการเมืองกินเมือง ปี 2532 มีการถอดปลั๊กนักการเมืองเป็นระยะๆ

2549- 2557 ก็เป็นสภาพการเมืองที่ที่เราคุ้นชิน…

ถอดปลั๊กนักการเมือง ปรับฐานเศรษฐกิจการเมือง สร้างความมั่งคั่งขึ้นมาใหม่

เพียงเพื่อรอนักการเมืองเข้ามาโกงกินรอบใหม่

แล้วเราก็มาขับไล่ และ ทหารปฏิวัติ อีกรอบ อีกรอบ อีกรอบ

2557 จึงไม่ใช่การรัฐประหารครั้งสุดท้าย

อย่างมากก็เป็นแค่ “การรัฐประหารครั้งล่าสุด”

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

14 ตุลามาอีกแล้ว…8 ปีที่แล้วเค้ามาสัมภาษณ์ลงหนังสือแฟชั่น ( ฮา )

วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2552

Posted by Canไทเมือง , ผู้อ่าน : 2842 , 17:18:01 น.
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

37 ปี 14 ตุลา จะว่านานก็นาน จะว่าไม่นานก็ไม่นาน

ประชาธิปไตยไทยยังคลานๆ กันอยู่ไม่ไปถึงไหน

4 ปีที่แล้ว ( 2548 ) ขณะที่ผมยังโลดแล่นในเว็บบอร์ราชดำเนินพันทิป

ตั้งหน้าตั้งตาไล่หน้าเหลี่ยมอย่างเอาเป็นเอาตาย

จนพวกผมและมิตรสหายถูก “ยึดอมยิ้ม” ( ยึดสมาชิกภาพ ) มาตั้ง ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

นิตสาร SAG ฉบับเดือนพฤษภาคม 2005 นำบทสัมภาษณ์ไปลง ผมเห็นว่าสรุปเหตุการณ์ต่างๆไว้ขอนำมาเก็บในบล็อคนี้นะครับ….

เค้าส่งหนังสือ SAG ฉบับเดือนพฤษภาคม 2005 มาให้ผมหลังจากออกขายไปแล้ว….

@@@@@@@@@

ชื่อเรื่อง “THE BLACK MAY 1992 BLOODSHED”

“ทหารฆ่าประชาชน….ทหารฆ่าประชาชน”

EXCLUSIVE MAN OF MAY 2005

สัมภาษณ์ลุงแคน อายุ 56 ปี

การศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ ปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

….”ความเรียบง่ายคือความงาม”….

“ความเรียบง่ายคือความงาม”

ฉบับนี้ SAG มีโอกาสได้นัดสัมภาษณ์ พูดคุย และแลกเปลี่ยนทัศนคติกับคุณลุงท่านหนึ่ง ซึ่งมีความรู้ ความสนใจเกี่ยวกับการเมืองไทย ปัจจุบันคุณลุงใช้ชีวิตในต่างจังหวัดอย่างเรียบง่าย โดยการเป็นชาวนาที่น่ารัก ทำงานช่วยชาวบ้าน ช่วยราชการตามโอกาสอำนวย คุณลุงได้เล่าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองบ้านเราไว้อย่างคร่าว ๆ ด้วยประสบการณ์การเป็นผู้สื่อข่าว ช่างภาพ คอลัมนิสต์ และนักเขียน ทั้งในหนังสือและเว็บไซต์ คุณลุงมีเรื่องราวดี ๆ และมุมมองต่าง ๆ มากมายที่คนไทยอย่างเราควรรู้ และร่วมรำลึกถึงวิกฤติการณ์ประชาธิปไตยในเมืองไทยครั้งใหญ่ ๆ

ความภูมิใจของคุณลุงท่านนี้มีอยู่ทุกๆวัน เพราะคุณลุงเป็นพลเมืองดี คิดดี ทำดี และเป็นคนของสังคมอย่างแท้จริง

@@@@@@@@@@@@@@@@@

เพราะอะไรจึงสนใจการเมืองภาคประชาชน?

เพราะการเมืองคือตัวกำหนดทุกอย่างในชีวิต รวมถึงความเป็นอยู่ของประชาชน

การเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้รับทราบแนวนโยบายหรือการกระทำหรือไม่กระทำของรัฐบาลนั้น มีผลเกี่ยวเนื่องกับชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเราและประชาชนทั่วไป

การร่วมตรวจสอบความโปร่งใส หรือความซื่อสัตย์สุจริตของรัฐบาล
คือการช่วยดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ให้’งบประมาณถูกนำไปใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด

ไม่ตกหล่นไปในทางมิชอบ (คอรัปชั่น)

การนำเสนอแนวคิดเรื่องนโยบายสาธารณะ ที่มีผลกระทบกับประชาชนตามสิทธิ์ที่พึงมีตามรัฐธรรมนูญ คือการทำตัวเป็นพลเมืองดีประการหนึ่ง

ดังนั้นการเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนจึงน่าจะถือว่าเป็นหน้าที่

การทำหน้าที่พลเมือง จึงมิใช่เรื่องแปลกอะไร หากเรามีเวลาเพียงพอ….และที่สำคัญ…

เรื่องการทำหน้าที่พลเมืองดีน่าจะเป็นหน้าที่แรกของประชาชนที่พึงกระทำให้กับส่วนรวมหรือประเทศชาติ เพราะเดินไปไหนความเป็นประชานคนไทยมันก็ติดตัวเราตั้งแต่เกิดจนตาย….

ลาออกไม่ได้ซะด้วยซีครับ

เกิดก็เป็นคนไทย ตายก็เป็นคนไทย ก็แค่อยากทำหน้าที่คนไทยที่ดี…ก็คงแค่นั้น

@@@@@@@@@@@@@

ช่วยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ วิกฤตการณ์ประชาธิปไตยครั้งใหญ่ๆ (ทั้ง 3 เหตุการณ์)
ที่เกิดขึ้นและประชาชนได้มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย

……………………………………………………………..

วิกฤตการณ์ประชาธิปไตยในเมืองไทย ครั้งใหญ่ ๆ ถ้าจะว่าไปแล้วมันเกิดขึ้นตามวิวัฒนาการของโลก
ประการแรกคือการพัฒนาความรู้เรื่อง “ประชาธิปไตย” ในหมู่ประชาชน

องค์ความรู้เรื่องประชาธิปไตยเริ่มจากสถาบันการศึกษา
เมื่อนิสิต-นักศึกษา ได้เรียนรู้ถึงประชาธิปไตยที่แท้จริงจากรั้วสถาบัน
และมีแนวร่วมจากประชาชนจนมีเหตุการณ์ให้ต้องรวมตัว…

พลังประชาธิปไตยจึงส่งผลออกมา…

ประการที่สองเป็นผลจากความขัดแย้งของทฤษฎีการเมืองของโลก อย่างที่เราเรียกว่า “ค่ายประชาธิปไตย” กับ “ค่ายสังคมนิยม” อาจกล่าวได้ว่าสถานการณ์โลกเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตการณ์ประชาธิปไตยในไทย

หรือเหตุการณ์ในเมืองไทยเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติการณ์ “สงครามเย็น” ที่มีอยู่ทั่วโลกในขณะนั้น

เหตุการณ์ใหญ่ๆที่เรียกว่าวิกฤตการณ์ เราพอจะกล่าวถึง พลังประชาชนได้ 3 ครั้งคือ

14 ตุลา 16
6 ตุลา 19
พฤษภาทมิฬ 35

@@@@@@@@@@@@@

14 ตุลา 16

สาเหตุที่เกิด ก็ทราบกันแล้วว่าเกิดจากการปฏิวัติตัวเองของรัฐบาลเผด็จการทหาร
ก่อนหน้านั้นพลังทางฝั่งประชาชนเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมีมาโดยตลอด

และคำมั่นสัญญาหลังสุดรัฐบาลเผด็จการบอกว่าจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จและประกาศใช้

ประเทศไทยไม่มีรัฐธรรมนูญมาถึง 11 ปี จึงประกาศใช้

พอประกาศใช้เพียงไม่กี่ปี รัฐบาลเผด็จการถนอมการปฏิวัติอีกครั้ง ทำให้ประชาชนผู้เฝ้ารอคอยรัฐธรรมนูญมิอาจทนต่อไปได้

เราเกิด วีระชนประชาธิปไตย 3 คน ที่ขอจารึกชื่อเผด็จการถนอมลงบนหนังหมา แน่นอนเขาสามคนถูกจับกุมคุมขัง

มีการลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากนิสิต-นักศึกษา อาจารย์ ประชาชน
และเมื่อนำคำเรียกร้องรัฐธรรมนูญนั้นไปแจกจ่ายที่ประตูน้ำและอนุสาวรีย์ทหารอาสา

พวกเขาเหล่านั้นถูกจับกุม กลายเป็น 13 ผู้ต้องหากบฎในราชอาณาจักร

การประท้วงให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาเรียกร้องรัฐธรรมนูญจึงเกิดขึ้น

สรุปเหตุการณ์นั้น จากวันเริ่มประท้วงใช้เวลาเพียง 10 วัน
แต่เหตุการณ์ได้พัฒนาตัวเองไปสู่การปราบปรามประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด

เป็นประวัติศาตร์ประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่

เป็นชัยชนะของประชาชนครั้งแรกต่อผู้มีอำนาจในเมืองไทย

@@@@@@@@@@@@@@@@

6 ตุลา 19

ผลพวงจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เราได้รัฐบาลพระราชทาน เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จมีการเลือกตั้ง

บรรยากาศประชาธิปไตยเป็นไปอย่างกว้างขวาง เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง “ประชาธิไตย” ไปทั่วประเทศ

แต่ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ยังคงอยู่ ( ฝ่ายประชาชน-ฝ่ายผู้สูญเสียอำนาจ)

แต่การเมืองในสภาหรือการเมืองระบบตัวแทน ไม่สามารถขจัดความขัดแย้งของผู้คนในสังคมได้

เมื่อเหตุการณ์สุกงอม การ..เอาคืน…จึงเกิดขึ้น

มีกระบวนการจัดตั้ง กลุ่มขวาจัด ซ้ายจัด ประจัญหน้ากันอย่างน่ากลัว

แล้วผลสรุปจากการปลุกปั่นยุยงของกลุ่มจัดตั้งต่าง ๆ
มันก็นำไปสู่การล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนอย่างโหดเหี้ยม ทารุณ ผิดวิสัยคนไทย
ที่มีความเอื้ออาทรต่อกัน

เป็นโศกนาฎกรรมที่ไม่อาจหาเหตุการณ์ใดมาเปรียบเทียบ

แน่นอนเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ความพ่ายแพ้ตกแก่ประชาชน ฝ่ายชนะในยุทธการคือฝ่ายผู้มีกำลังและอาวุธ

แต่การยุทธ์ครั้งนั้นจะว่าฝ่ายใดชนะ คงพูดยาก

เพราะฝ่ายประชาชนสูญเสียที่ยืนในสังคม ถูกขับไล่ออกไป
จึงจำเป็นอยู่ดีที่ต้องออกแสวงหาที่อยู่ใหม่…
นั่นคือป่าเขาลำเนาไพรซึ่งอำนาจรัฐอ่อนแอและไปถึงได้ยาก

การต่อสู้ทางอาวุธกลับรุนแรงขึ้น กว่าจะจบยุทธการ “ไทยฆ่าไทย” ของทั้งสองฝ่าย ก็ใช้เวลาล่วงเลยสูญเปล่ากว่า 7 ปี

@@@@@@@@@@@@@@@

ลุงแคนเคยมีนาทีเสี่ยงตายมั๊ย

…14 ตุลา 16…

วันนั้นเราอยู่สนามหลวงเป็นกลุ่มสุดท้าย หลังจากถูกบีบให้ถอยร่นมาจากถนนราชดำเนิน

พวกเรามีกัน 6-7 คนอยู่ด้านสนามหลวง คอยขว้างก้อนหินใส่พวกทหารที่มาตั้งแถวเตรียมยิงอยู่อีกด้านหนึ่งของฟากคลอง หน้ากรมสรรพากร

เห็นเหตุการณ์ตอนมือปืนชุดเขียวยิงปืนลงมาจากตึกกรมสรรพากรใส่ทหารที่มาปราบปรามนิสิต นักศึกษาและประชาชน

ซักพักกลุ่มทหารด้านล่างก็กรูกันขึ้นไปบนตึกกรมสรรพากร

เสียงปืนดังรัวขึ้นหลายชุด ยิงใส่กันในตึกนั้น กลุ่มทหารที่ขึ้นไปนั้นลงมาประจำการด้านล่าง

มีรายงานภายหลังว่าเป็นทหารอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมาจากหน่วยอื่น มาสร้างสถานการณ์

สมัยก่อนนั้น ระหว่างสนามหลวงกับกรมสรรพากรมีคลองหลอดคั่นกลาง หากจะขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้าฯ ต้องข้ามสะพานผ่านพิภพลีลามาก่อน ค่อยเลี้ยวขวาผ่านสนามหลวงขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้า

ไม่ใช่ถนนถมคลองทั้งหมดเช่นปัจจุบัน

พวกเราขว้างก้อนหิน ขว้างกระป๋องต่อสู้อยู่จนเหนื่อยอ่อน ยันกันอยู่ตรงนั้นหลายชั่วโมง

รถถังจังก้าอยู่หน้าตึกกรมประชาสัมพันธ์ และยังไม่ข้าสะพานผ่านพิภพลีลามาไล่

ฝ่ายทหารก็ไม่ได้ยิงจริงจัง เวลายิงมาก็โดนกิ่งมะขามสนามหลวง เสียงกระสุนโดนกิ่งมะขาม..กราว ๆ…สังเกตการเล็งปืนของทหาร มักจะยิงแบบขู่ ๆ ไม่ได้เจาะจงเล็งมาที่ประชาชน

พอเราเหนื่อยก็มานั่งพักตรงลังผลไม้ที่แม่ค้าสนามหลวงทิ้งไว้

ช่วงนั้นพอดีมีเด็กอีกคนหนึ่ง ( ที่ลุงอุ้มในภาพ ) เข้ามายืนใกล้ ๆ

เราลุกให้เด็กนั่ง เราเป็นฝ่ายยืน

เราคุยกันนิดหน่อย ถามว่าทำไมไม่กลับบ้าน….เค้าบอก “ไม่มีรถเมล”

เราบอกว่า..เออ..เดี๋ยวกลับด้วยกัน ไปทางสะพานพระปิ่นเกล้าฯ น่าจะมีรถ

พอพูดจบ เด็กคนนั้นก็ร่วงผล็อยลงจากลังผลไม้ นึกว่าเด็กเป็นลม….

แต่…ที่ไหนได้…โดนกระสุนเจาะเข้าลำตอ เราเลยอุ้มไปส่งพวกพยาบาล ซึ่งตั้งหน่วยอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ทหารอาสา เชิงสะพานพระปิ่น

มีพวกเรามาช่วยอุ้ม 2-3 คน….

โชคดีของเรา กลายเป็นโชคร้ายของเด็กน้อยคนนั้น…

ถ้าเค้ามีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ น่าจะอายุราว 45-46 ปี

ภาพนี้น่าจะเป็น แปลก เข็มพิลา ถ่ายไว้….เห็นในโปสเตอร์ 14 ตุลา วางขายอยู่บ้าง

ผมเพิ่งไปเจอเลยซื้อมาเก็บไว้ 1 ใบ…

—————————————

กิจกรรมยามว่างและวิธีดูแลชีวิตตัวเอง

ผมใช้เวลาล่าวพูดคุยกับเพื่อน ๆ และเล่นคอมพิวเตอร์ วิธีตัวเองก็ดูมาจากข้างใน โดยทำจิตใจให้สดใสอยู่เสมอ

คิดดี ทำดี ผมชอบค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องที่น่าสนใจ และใช้ชีวิตอย่างมีสคิ

ที่สำคัญก็คือ “ไม่ประมาท”…

@@@@@@@@@

หมายเหตุ ยังขาด “พฤษภาทมิฬ 35″ จะนำมาอัพเดทในภายหลัง

ใครมีประสบการณ์นำมาแบ่งปันในบล็อคนี้ได้เลยครับ….

“วันนั้น…วันนี้คุณอยู่ไหน”….เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เคยขอให้ร่วมบันทุกประวัติศาสตร์แบบชาวบ้าน

อยากได้จังเล่มนี้ ใครมีบ้าง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โครงการ 9101 การสนับสนุนเกษตรกรด้วยกิจกรรมด้านการเกษตร

ประชารัฐ

โครงการ 9101 การสนับสนุนเกษตรกรด้วยกิจกรรมด้านการเกษตร

โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เป็นโครงการที่ภาครัฐเป็นส่วนสนับสนุนชุมชน ในการคิดโครงการพัฒนาชุมชนผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนและบริหารจัดการตัวเอง โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งคือต้องการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชน ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืนตามหลักประชารัฐ
โดยลักษณะโครงการที่ภาครัฐรับพิจารณาในการสนับสนุนคือ โครงการด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ด้านการจัดการศัตรูพืช ด้านฟาร์มชุมชน ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ด้านปศุสัตว์ ด้านประมง ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน และด้านการเกษตรอื่นๆ ให้เป็นการพิจาณาของคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดนั้นๆ เมื่อผ่านการพิจารณาแล้วทางชุมชนจะได้รับการสนับสนุนโครงการจากภาครัฐในด้านเงินทุน คำปรึกษาและคำแนะนำในการทำโครงการต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดในการทำการเกษตร ทั้งนี้โครงการฯได้มีการจัดทำมาถึงขั้นตอนการดำเนินการแล้ว และจะมีการสรุปผลการดำเนินงานของโครงการฯในเดือนธันวาคม 2560 นี้
.
ขอบคุณข้อมูลจาก : เอกสารโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน กรมส่งเสริมการเกษตรhttps://goo.gl/yqafp2

ติดตามเครือข่ายประชารัฐผ่านช่องทาง
Facebook: www.facebook.com/pracharathnetwork
Twitter: www.twitter.com/pracharaththai
Line ID: @pracharaththai
YouTube: Pracharath Network

#StrongerTogether #เครือข่ายประชารัฐ #สานพลังประชารัฐ #ประชารัฐกับความพอเพียง#โครงการ9101

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ย้อนรอย 20 ปี ร่าง พรบ.ทรัพยากรน้ำ พศ….รวมอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 2558-2579

53

16

รายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
เรื่อง การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน ้าเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน ้า พ.ศ. …. ”

0000

(๖) ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ เพื่อการบริหารจัดการ มีองค์กร กลไก กฎหมาย (รวมทั้งข้อตกลง ความร่วมมือระหว่างประเทศ) ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่เป็น เอกภาพ และมีข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ บริหารจัดการได้รวดเร็ว อย่างมีประสิทธิภาพ ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (พ.ศ. 2558 – 2569)

ขณะนี้ได้ใช้ เป็นกรอบแนวทางในการกำหนดแผนงานโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณประจำปี และจะต้องมี การปรับปรุง แก้ไข ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ต่อไป

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยมิได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ประเทศ เป้าหมายและ ยุทธศาสตร์ของประเทศในระยะยาว การบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารจึงให้ความสำคัญกับนโยบาย ของพรรคการเมืองหรือนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ทำให้นโยบายขาดความต่อเนื่อง ถือเป็นการสูญเสียโอกาสและสิ้นเปลืองทรัพยากรของประเทศ

ดังนั้นการกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเป็น ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศในระยะยาว พร้อมกับการปฏิรูปและการพัฒนาระบบและกลไกการบริหาร ราชการแผ่นดินในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังจะช่วยยกระดับคุณภาพ ของประเทศไทยในทุกภาคส่วนและนำพาประเทศไทยให้หลุดพ้นหรือบรรเทาความรุนแรงของสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

อ่านรายละเอียด
13

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทสำคัญ ร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในหลากหลายมิติ รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ซึ่งล่าสุดร่วมขยับรุกคืบไปสู่การมีส่วนร่วมในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีนายปราโมทย์ ไม้กลัด สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นประธาน

เทียบสูตร จัดการน้ำยามวิกฤติ

เทียบสูตร จัดการน้ำยามวิกฤติ

ย้อนกลับไป ก่อนหน้านี้ประเทศไทยมีร่าง พ.ร.บ.น้ำ อยู่หลายฉบับ แต่ที่ถูกจับตามอง ประกอบด้วย 3 ฉบับ คือ 1.ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (ฉบับประชาชนเข้าชื่อ) 2.ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ของกรมทรัพยากรน้ำ และ 3.ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการน้ำ ของสปช. ซึ่งเป็นการพิจารณาศึกษาร่างกฎหมายฉบับ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ( คปก.)ร่วมด้วย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2558 ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบข้อเสนอเรื่องกลไกการบริหารทรัพยากรน้ำ และร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ… ของ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และมอบหมายให้ “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” (ทส.) เป็นหน่วยงานหลักรับไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทาง และความเหมาะสมของข้อเสนอดังกล่าว ก่อนสรุปผลการพิจารณา หรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการ ครม.ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับแจ้งคำสั่ง เพื่อนำเสนอ ครม.นั้น

ทั้งมีการเผยแพร่เอกสาร สำนักเลขาธิการ ครม. ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 สอบถามความคืบหน้าเรื่อง ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปมาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (เรื่องการปฏิรูปกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ….) ถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อ้างถึงหนังสือสำนักเลขาธิการ ครม.ที่ นร.0503/31544 ลงวันที่ 10 กันยายน 2558 ใจความว่า

ตามที่ได้แจ้งมติ ครม. (8 กันยายน 2558) มอบหมายให้ ทส. เป็นหน่วยงานหลักรับไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะตามรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ เรื่อง การปฏิรูปกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยที่ระยะเวลาล่วงเลยมานานแล้ว สำนักเลขาธิการ ครม. ยังมิได้รับผลการพิจารณาเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

“ฐานเศรษฐกิจ” ได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยว่า เป็นความจริง และจนถึงวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ทางสำนักงานเลขาธิการ ครม. ยังไม่ได้รับหนังสือชี้แจงถึงเหตุผล ความล่าช้าดังกล่าว

เป็นที่น่าสังเกตว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ได้รับทราบสรุปผลการประชุมของ คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และการเสนอร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.. (ฉบับกรมน้ำ) ซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ส่งให้กับ สนช. เพื่อบรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วนแล้ว แต่ร่างดังกล่าวขณะนี้อยู่ในขั้นของ วิป สนช. โดยให้สมาชิกไปพิจารณาเพิ่มเติมอย่างไม่มีกำหนด

ห้วงที่ผ่านมา เกิดเสียงสะท้อนเรียกร้องต่อเนื่องถึงความชัดเจนต่อการปฏิรูประบบบริหารจัดการน้ำของประเทศ รวมถึงจุดยืนต่อร่างกฎหมายภาคประชาชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย อนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ในฐานะคณะทำงานภายใต้คณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และที่ปรึกษาภายใต้คณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปการจัดการทรัพยากรน้ำ สปช. ที่ทำจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมถึง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในขณะนั้นอย่างต่อเนื่อง

และในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) เปิดเวทีเตรียมจัดงานโครงการเผยแพร่และกำหนดทิศทางการสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ.. ขึ้น เพื่อรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนที่จะเข้าร่วมงานครั้งนี้ รวมถึงการกำหนดทิศทางการผลักดันร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับภาคประชาชน

ต่อเรื่องนี้ นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยระบุว่า เป็นเวทีที่จะเปิดรับฟังความเห็นจากภาคประชาชน ตัวแทนลุ่มน้ำต่างๆ ต่อร่างพ.ร.บ.น้ำ พร้อมทวงถามความคืบหน้าต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ตอนนี้ภาคประชาชนหวั่นว่า จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย เหมือนกรณีของร่างกฎหมายหลายฉบับที่ผ่านมา ดังเช่น กฎหมายองค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ที่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ออกมาเป็นรูปธรรม ข้อสรุปเบื้องต้น คาดว่า ภาคประชาสังคมจะไปยื่นหนังสือถึง ทส. สนช. และ ครม. เพื่อสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับกฎหมายฉบับดังกล่าว” นายหาญณรงค์ กล่าว

คงต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่องกันต่อไป…

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,111 วันที่ 6 – 9 ธันวาคม พ.ศ. 2558

14

รายละเอียดอัตราการเก็บค่าน้ำ…จากหน้า 1 นสพ.มติชนยืนยันว่า หากใช้น้ำทำนา ไม่เกิน 50 ไร่ ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

มารู้จัก มาวิน – มาริช 2 หนุ่มสัญชาติอเมริกัน ที่กำลังโด่งดังในหน้าข่าววันนี้

หลังจากทางเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ได้นำเสนอเรื่องราวของ 2 พี่น้อง มาวิน-มาริช เด็กไทยสัญชาติอเมริกัน ร่วมบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” ด้วยเครื่องดนตรีเปียนโนและไวโอลิน เพื่อถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 15.52 นาฬิกา ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช การสวรรคตของพระองค์ยังความโศกเศร้าต่อประชาชนชาวไทยทั่วโลก

คลิปวีดีโอดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่สู่สายตาประชาชนคนไทยทั่วโลกต่างพากันชื่นชมความน่ารักของ 2 เด็กชายซึ่งขณะนี้อาศัยอยู่กับครอบครัวที่รัฐคอนเนคติกัต ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยคลิปวีดีโอมี คุณลูลู คูสงวนชัย เป็นคนถ่ายคลิปขณะที่ลูกชายได้เล่นดนตรีเก็บไว้ก่อนโพสต์ลงในเฟชบุ๊กส่วนตัว

อ่านข่าวจากไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/792527

นอกนั้นยังไม่พอ ชาวโซเชี่ยลยังแห่ชื่นชมถึงความน่ารัก น่าเอ็นดู พูดง่ายๆคือเด็กทั้งคู่หน้าตาดีมีอนาคตไกลมากๆ ทางทีมงาน Policenewsvarietes จึงตามไปล้วงแคะแกะเกา ติดต่อขอพูดคุยกับคุณลูลู ถึงความเป็นมาเป็นไปในการเลี้ยงลูกชายให้น่ารักน่าเอ็นดูเป็นขวัญใจคนทั้งประเทศ มีเคล็ดลับอย่างไรบ้าง?

imageimageimage

คุณลูลู เริ่มท้าวความตั้งแต่ต้นว่า…หลังเรียนจบปริญาตรีที่ประเทศไทย จึงได้เดินทางมาเรียนต่อปริญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะพบรักกับคุณก้องฟ้า พ่อของมาวินและมาริช …หลังจากแต่งงาน ตั้งท้องลูกคนแรกคือมาวิน คุณลูลู ก็ลาออกจากงานมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว ดูแลลูกคนแรกให้ดีที่สุดเพื่อเติบโตขึ้นในสังคมอเมริกัน ซึ่งอยู่ในกรอบระเบียบความดีงามของขนบทำเนียมไทย ไปลามาไหว้ และซึมซับวัฒธรรมประเทศเมืองเกิดของพ่อและแม่

“คนโตชื่อ น้องมาวินค่ะ” เป็นเด็กสุขุม นิ่งๆ แต่แอบมีมุมขำๆ (เวลาที่อยู่กับคนอื่น อันนี้คุณครูที่โรงเรียนบอกมาคะ) มาวินเค้าเป็นเด็กมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนค่ะและมีความมุ่งมั่นอยากจะเป็นหมอ ชอบไปเมืองไทยมาก มีความมุ่งหวังที่จะกลับไปเป็นหมอที่เมืองไทย (ซึ่งก่อนอื่นต้องช่วยให้เค้าถึงฝั่งฝันโดยการได้เรียนหมอที่นี่ให้ได้ก่อนคะ)

นิสัยพื้นฐานทั่วไปคือเป็นคนประหยัด รักษาข้าวของคะ ของเล่นหรือหนังสือตั้งแต่สมัยเด็กๆนี่คือ ปะแล้วปะอีก ตอนเด็กๆ เวลาหนังสือขาดก็จะไม่ทิ้ง จะถือมาให้คุณยายช่วยซ้อมแซมให้  มาวินชอบเล่นดนตรี ชอบทั้งเปียโนและไวโอลิน มีความสามารถพอใช้ได้คะ

ตอนนี้เข้าสู่วัยรุ่น ก็จะเหมือนๆกับวัยรุ่นทั่วไปที่มีเล่นเกมส์บ้างอะไรบ้าง เค้าก็ชอบที่จะทำวีดีโอเกี่ยวกับเกมส์ของเค้า โพสต์ลงบนยูทูปบ้าง เค้าตื่นเต้น ภูมิใจกับผลงานการ ทำวีดีโอของเค้า โหลดโปรแกรมนู่นนี่นั่นมาลงคอมฯ เพื่อทำวีดีโอ จนคอมพิวเตอร์พังไปเครื่องนึงแล้วค่ะ

imageน้องมาวินimage
หล่อมั้ยครับimage
ผมเล่นดนตรีได้หลายประเภทimageHBD

“ส่วนคนเล็ก น้องมาริชค่ะ” ที่บ้านเรียกว่าริชชี่ เรียกสั้นๆว่าชี่ …ชี่เป็นเด็กสดใส ร่าเริง ออกจะทะเล้น เค้าอารมณ์ดี เป็นคนตลก ช่างเจรจา ต่อรองเก่ง ชี่เป็นคนห่วงความรู้สึกของคนรอบตัว โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่คะ คุณตาจะเฟสไทม์มาคุยด้วยทุกวัน ไม่ว่าชี่จะทำอะไรอยู่ ชี่จะหยุดและมาคุยกับคุณตาก่อนเสมอ

ชี่มีจิตใจดี อยากช่วยเหลือคนอื่นเมื่อมีโอกาส แต่ก็ทำเล็กๆน้อยๆตามวันของเค้าคะ ชี่ชอบเล่นดนตรีเปียโนและไวโอลิน แต่เหมือนว่าจะมีวินเป็นไอดอล เห็นพี่เล่น ก็อยากจะเล่นบ้าง

ชี่ชอบลองทานอาหารแปลกๆใหม่ๆ อะไรก็อร่อยไปหมด แต่ก็ช่างวางแผน รู้ว่าทานแล้วก็ต้องออกกำลัง เป็นเด็กรู้จักรักษาสุขภาพ ชี่เป็นคนที่ประหยัด (ยิ่งกว่าวินอีกคะ) จะซื้ออะไร ถ้าเค้ารู้ว่าแพง เค้าจะยอมที่จะไม่ซื้อถ้าไม่ใช่สิ่งจำเป็น ข้าวของอะไรของเค้าก็จะดูแลอย่างดีคะ

imageน้องมาริชimage
อนาคตของชาติimage
หล่อเวอร์วังimageผมน่ารักมั้ยครับ?image
My HBD

คุณลูลู ยังเล่าอีกว่า หลังจากที่ข่าวเสนอ ออกไป ทำให้คนรู้จักลูกๆเธอมากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อนฝูงที่เมืองไทยต่างชื่นชมในความน่ารักของลูกๆ ตัวคุณลูลู รวมทั้งคุณปู่คุณย่า และญาติๆต่างภูมิใจในตัวหลาน เธอและครอบครัวได้บอกกับลูกทั้งสองว่า “สิ่งที่ทำถือเป็นการแสดงออกที่ถูกทาง มีความอาลัยจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 คนไทยทั่วประเทศรักพระองค์ยิ่ง ครอบครัวเราแม้จะอยู่ต่างแดนการแสดงออกถึงความจงรักภักดีเช่นนี่ถือเป็นสิ่งที่ควรทำและน่าชื่นชม

ตัวคุณพ่อของลูกๆก็มีความภาคภมูใจไม่แพ้แม่อย่างเราๆ เรียกว่าภูมิใจกันทั้งบ้าน ซึ่งได้อธิบายย้ำให้ลูกฟังอีกว่า นี่คือการที่ลูกได้แสดงออกในทางที่ดี ประกอบกับได้รับโอกาสดีๆอย่างงี้ เป็นเรื่องที่ดีและน่าภาคภูมิใจ แต่อย่าลืมหน้าที่ของตัวเอง คือให้ตั้งใจเรียนและให้เป็นคนดีเป็นปกติอยู่ตลอดเวลาคะ!

imageimageimageimage
ถือเป็นครอบครัวคนไทยในต่างแดนที่อบรมสั่งสอนลูกชายได้ดีมากๆ ควรเอาเป็นแบบอย่างเป็นที่สุด ไม่รู้ว่าน่ารักกว่าครอบครัวนี้ยังมีอีกมั้ย? หน้าตาดี แถมจิตใจดีทัเงบ้าน รู้สึกภูมิใจแทนคุณแม่ลูลู และคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ที่มีหลานๆน่ารักขนาดนี้ ทางทีมงานpolicenewsvarietes เชื่อว่า “มาวิน” และ “มาริช” จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต เพราะครอบครัวที่ดี..คือพื้นฐานที่แข็งแรงที่สุด…..

ขอบคุณข้อมูล policenewsvarietes

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

กฎหมายภาษีน้ำ ผมสนใจมากเพราะผมต้องใช้น้ำทำนา

2

22045767_844242812404466_693157021060356070_n

เริ่มต้นเก็บภาษีน้ำเพื่อการทำนาที่ 50 ไร่ ขึ้นไป
โดยใช้ฐานข้อมูลจาก “สำมะโนเกษตรร ปี 2556 ” (ซึ่งสำมะโนนี้สำรวจทุก 10 ปี

ข้อมูลบอกว่า ชาวนาเฉลี่ย ใช้ที่ดินทำนา 30 ไร่ คนที่มีที่ดินสูงสุด 40 ไร่ จำนวน 87-88 %

คนใช้ที่ดินทำนาเกิน 100 ไร่ มีเพียง 0.5 %

ที่เหลือก็ไปดูในรายละเอียด จริงๆ ก็คือปกป้องเกษตรกร จากนายทุนการเกษตรมาแย่งใช้น้ำนั่นเอง

จัดการ

Suwit Kotasin
Suwit Kotasin กฏหมายใหญ่จะไม่กำหนดอัตราภาษีน้ำ แต่จะกำหนดอัตตราโทษสูงสุดในการไม่ปฏิบัติตามกฏหมาย

ทั้งนี้เพราะค่าของเงินเปลี่ยนแปลงไป เขาจะกำหนดเรื่องอัตราภาษีในกฏกระทรวง ซึ่งต้องผ่านกระบวนการมากมายดูเพิ่มเติม

จัดการ

Suwit Kotasin
Suwit Kotasin ที่จริงกฏหมายนี้ร่างกันมานานนับ 10 ปี แต่ไม่สำเร็จ เพราะเป็นสภานักการเมือง ส่วนมากดูแลนายทุนผู้ใช้น้ำ จึงไม่อยากออกกฏหมายลักษณะนี้

จัดการ

Suwit Kotasin
Suwit Kotasin เมื่อมีรัฐบาลเผด็จการ ที่คิดถึงประโยชน์ประเทศชาติเป็นใหญ่ เกษตรกรถูกกันออก ไม่ต้องมาเดือดร้อน

แต่นายทุนการเกษตร หรือ เกษรตรเชิงพานิชย์ ต้องรับผิดชอบ ก็สมควรแก่เหตุ

จัดการ

Suwit Kotasin
Suwit Kotasin ฐานการคิดภาษี มาจากสำมะโนเกษตร ที่จัดทำทุก 10 ปี
ล่าสุดใช้ฐานการใช้ที่ดิน ปี 2556

จัดการ

Woraluck Jinadit
Woraluck Jinadit ใช่ค่ะ พวกนั้นใช้เปลืองมาก ทัังสนามกอล์ฟ ที่น่าแอนตี้มาก เพราะสิ้นเปลืองทั้งที่ดิน และน้ำ รีสอร์ตที่ส่วนใหญ่ใช้น้ำสาธารณะ

จัดการ

Suwit Kotasin
Suwit Kotasin แผนภูมินี้มาจากแนวคิดเพื่อร่างกฏกระทรวง ซึ่งยังต้องรอกรรมาธิการ และสภา ลงมติในวาระ 2-3 ก่อนประกาศในราชกิจจาฯ และยังต้องไปทำประชาพิจารณ์ในพื้นที่ อีกรอบ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment