การอัญเชิญพระราชดำรัสแต่ละองค์ต้องระมัดระวัง

พระราช

การอัญเชิญพระราชดำรัสแต่ละองค์ต้องระมัดระวัง


เราคนไทยชอบที่จะได้ชมการถ่ายทอดพระราชดำรัสสด วันที่ 4 ธันวาคม ของทุกปี

ผมติดตามชมพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9 มานานมาก เพราะเป็นหน้าที่ต้องแกะเทป สรุปข่าว

และเฝ้ารอคอยด้วใจจดจ่อทุกปีเรื่อยมาไม่เคยขาด

พสกนิกรต่างรอที่จะได้ชม เพราะอาจมีประเด็นสำคัญๆของบ้านเมืองในเวลานั้นๆ รอชมว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 จะทรงมีพระราชดำรัสในเรื่องนั้นๆ อย่างไร

การใช้ “พระราชอำนาจ” ในเรื่องทรงเตือน ทรงแนะนำ เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญโดยแท้

การที่ทรงมีพระราชดำรัสยาวนานชั่วโมงเศษ พระองค์ท่านมักจะทรงแทรกมุกขำขันให้ได้อมยิ้ม พอไม่ให้เครียดเกินไป

ทุกเรื่องล้วนทรงคุณค่า แต่บางเรื่องบางคนอาจโดน “ทรงพระแซว” “ทรงเย้า” เพื่อจะให้เห็นขำก็ได้ในบางปี

เหมือนอดีตนายกรัฐมนตรีและภริยาบางคู่ บางคน

หรือบางปีก็ทรงเย้าท่านประธานองคมนตรี ฯลฯ

บางเรื่องทรงเล่าเป็นมุกขำๆ ประกอบเรื่องทรงเล่า

บางเรื่องต้องไปดูในยูทูป แล้วจับใจความให้ได้ว่า ในแต่ละตอนนั้น ทรงมีการปูถึงเรื่องอะไร ถ้าไปจับเอาประโยคเดียวสั้นๆ อัญเชิญมาใช้หรือเผยแพร่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญซึ่งสื่อที่จงรักภักดีจะไม่ทำเช่นนั้น

แบบนี้เราถือว่า “มิบังควร” เว้นแต่เรื่องที่เป็นคุณธรรม ต่อต้านทุจริต อาจตัตตอนได้บ้าง เช่น “คำพ่อสอน” ประมาณนี้ แต่ต้องได้ใจความครบถ้วนในตัวเอง

เพราะบางทีหนังสือพิมพ์ต้องสรุปพาดหัวข่าวให้สั้นที่สุด

การอัญเชิญพระราชดำรัสแต่ละองค์มาเผยแพร่จึงต้องใช้ความระมัดระวังว่าได้อัญเชิญมาครบถ้วนกระบวนความหรือยัง ตรงตามพระราชประสงค์ที่ทรงต้องการสื่อหรือยัง

ยิ่งเป็น “สื่อใหญ่” ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นหลายเท่า

ไม่เช่นนั้นชาวบ้านเขาจะด่าสื่อว่ากระทำการอันมิบังควร

ดังเช่นวันนี้

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

งดให้อาหารสัตว์ปฏิวัติพรรคการเมือง

4

“….ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร

บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้า ที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่าบัดนี้เป็นอันหมดหนทาง ที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือให้ความคุ้มครองให้แก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติ และออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป….”

บันทึก

0000

“งดให้อาหารสัตว์”


เมื่อนักการเมือง พรรคการเมืองไม่ยอมปฏิรูป
ประชาชนต้องปฏิวัติพรรคการเมืองและนักการเมือง

พรรคการเมืองที่ตามประชาชนไม่ทันสมควรตกยุคหลุดจากหน้ากระดานการเมืองใหม่หลังยุคปฏิรูปประเทศ

ถ้าไม่ทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง พรรคการเมืองนั้นก็แค่ โจรปล้นอำนาจมาไว้ในกลุ่ม “คณะบุคคล” เมื่อก่อนเรียก “คณะราษฎร” ปัจจุบันเป็น “ทายาทอสูร” เรียกว่า “พรรคการเมือง” ในปัจจุบัน

ที่จริงนี่คือวิธีคิดอันเป็นมรดกบาปมาตั้งแต่ยุคคณะราษฎร 2475 ที่ไม่ยอมทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

พรรคการเมืองไม่เคยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปร่วมรับรู้ในการบริหารพรรค


ทุกพรรคการเมืองล้วนแต่เป็นผู้มีผลประโยชน์และแสวงอำนาจจากกระดาษที่เรียก “รัฐธรรมนูญ”

เมื่อไม่สมประโยชน์ ก็ “ฉีกรัฐธรรมนูญ” เพื่อสถาปนาอำนาจใหม่ ในกลุ่มเดิม ๆ


เมื่อพรรคการเมืองหลอกลวงเอาสิทธิ์ของประชาชนมาไว้ในกลุ่มตน โดยประชาชนไม่มีสิทธิ์มีเสียงในพรรคการเมือง

มันจึงเป็นการฉ้อฉลอำนาจ…โดยแท้

เมื่อได้ สส.มาแล้วก็เล่นหัวแย่งชิงอำนาจในพรรคการเมืองและในสภา เห็นค่า สส. แต่ไม่เห็นหัวประชาชน

เหตุผลที่ในหลวงรัชกาลที่ 7 ยินดีสละพระราชอำนาจเพื่ออยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ทรงพอพระทัยที่ประชาชนจะได้อำนาจอย่างแท้จริงเพราะทรงเตรียมการมาตั้งแต่ขึ้นครองราชได้ 1 ปี มีการเตรียมร่างรัฐธรรมนูญมาก่อนแล้ว

ปี 2474 เสด็จฯไปอเมริกาเพื่อทอดพระเนตรการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และยังมีรับสั่งกับผู้สื่อข่าวพระราชทานสัมภาษณ์มีปรากฏเป็นหลักฐาน

เมื่อแรกมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร มีบันทึกว่า ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงพอพระทัยมาก

แต่เมื่อเห็นว่า คณะราษฎรไม่ถ่ายโอนอำนาจให้ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ทำตามเจตนารมณ์ขแงรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นประชาธิปไตย จงทรงสละพระราชบัลลังก์ ก็คือเหตุผลที่ผู้ปล้นอำนาจจากกษัตริย์ไปปู้ยี่ปู้ยำในกลุ่ม ในพวก ในคณะบุคคลของตน

โดยอ้างการออกเสียงในคูหาเลือกตั้งเพียงเท่านั้น

อำนาจผลและประโยชน์นั้นหาได้ตกแก่ประชาชนอย่างแท้จริงไม่

การให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคการเมือง คือการทำตามพระราชประสงค์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 และเป็น “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” โดยแท้

ถ้าพรรคการเมืองใดไม่ให้สิทธิ์ให้เสียงในพรรคการเมืองแก่ประชาชนก็ต้องเดินคนละทาง

เงิน 100 บาทค่าสมาชิกคือ”หุ้น” ที่ประชาชนช่วยลงขัน เพื่อเป็น “เจ้าของพรรคการเมือง”

การดำเนินการใดๆของพรรคการเมือง สมาชิกพรรคต้องมีส่วนรับรู้และร่วมตัดสินใจ

แม้เรื่องการส่งรายชื่อผู้สมัคร สส. สมาชิกพรรคต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ไม่ใช่ใส่ชื่อ เหี้ยห่าสารพัดสัตว์เข้าไป โดยที่สมาชิกพรรคไม่ยินยอม


ถ้าพรรคการเมือง นักการเมืองยังงอแง แปลว่าอยากหลอกแดกประชาชนแบบเดิมๆ

ไม่ยอมปฏิรูปวิธีคิด วิธีทำงาน ที่จะถ่ายโอนอำนาจจากพรรรคลงสู่ประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น

โปรดงดอาหารสัตว์ ปฏิวัติพรรคการเมือง

แคน ไทเมือง
Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

หมุดคณะราษฎร คือ หมุดล้มเจ้า

1001สิงห์1

สืบเนื่องจาก “หมุดล้มเจ้า”…ก็เกิดคำถามว่าจะล้มเจ้าไปทำไม?…

ก็อย่างที่ทราบกัน…เขาดึงดันจะนำประเทศเป็นสังคมนิยมไม่ใช่แบบอังกฤษ

ผมเชื่อว่าพวกนักคิดอุดมคติสมัยนี้เป็นคนหวังดีต่อสังคมนะ

แต่เอาเรื่องล้มสถาบันแอบซ่อนไว้ หวังไปใช้แบบสาธารณรัฐ

และถ้าไม่ล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ มันก็ไปสู่ระบอบประธานาธิบดีไม่ได้

นั่นมันสุดโต่งเกินไป…สิงห์สนามหลวงเลยเหมือนเด็กที่ยังไปไม่สุดทาง

เหมือนคณะราษฎรใจไม่ถึงนั่นแหละครับ…เพราะรู้แก่ใจว่า “ทำไม่ได้”

ทำไม่ได้มา 80 กว่าปีแล้ว…และ 80 กว่าปีนี้ สถาบันก็พิสูจน์แล้วไม่ใช่อุปสรรคของการบริหารประเทศ

ถ้าจะตามยุโรปก็มีเป็นสิบประเทศที่เขายังมีพระมหากษัตริย์

ทั่งโลกเขาก็มีเป็น 30-40 ประเทศ เขาไม่เห็นเดือดร้อนจะเป็นสาธารณรัฐ หรือเรียกร้องประธานาธิบดี

บ้านเมืองเขาก็อยู่ดีมีสุข เจริญรุดหน้าตามอัตภาพ

ส่วนประเทศที่วุ่นวายกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นประเทศที่ไม่มีกษัตริย์ทั้งนั้น

ประชาธิปไตยแบบโกงกินสิงห์เขาไม่ยอมมองหรือออกมาต่อต้าน

เสมือนสิงห์มองไม่เห็น ทำนองว่าเลือกตั้งประธานาธิบดีมา 4 ปี ไม่ดีเลือกใหม่ได้

เรื่องเลวร้ายโกงกินทำประเทศเสียหายสิงห์กลับไม่มอง

ได้คนชั่วแบบทักษิณ ได้คนโง่แบบอีเอ๋อ สิงห์ทนได้

ข้าวหายนับล้านตัน อันตธานลงกระเพาะนักโกงเมือง “สิงห์ทนได้” ไม่ว่าซักคำ

หมุดหาย พวกสิงห์โวยวาย…ข้าวหายเป็นแสนตัน ล้านตัน พวกสิงห์ไม่โวยวาย มันเป็นยังไงฟระ

ทำไมไม่ออกตามหาบ้าง?

จะว่าไปพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ทรงมีอำนาจทางกฎหมายที่แท้จริงเลย เป็นอำนาจเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับไหนก็เถอะ

รัฐสภาก็เป็นใหญ่ในแผ่นดินทั้งนั้น แม้จะทรงทักท้วง ถ้าสภายืนยันก็จบตรงนั้น

ในยุโรปก็ใช้หลักนี้ทั้งนั้น

ผมไม่เข้าใจว่ามันจะล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ไปทำไม

ในเมื่อสภาผู้แทนยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินอยู่แล้ว

ไม่เข้าใจ ไม่รู้จะบ้ากันไปถึงไหน แล้วไม่คิดหรือว่าประชาชนที่เขานับถือพระมหากษัตริย์จะไม่ออกมาต่อต้าน

ทำไมชอบทำตัวเป็น”เสี้ยนหนามแผ่นดิน” อยู่ได้

ที่ยึดอำนาจพระมหากษัตริย์มาได้ นั่นเพราะพระเมตาบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 7 เกรงว่าจะเกิดเลือดนองแผ่นดิน

แต่ยังเหิมเกริมถึงกลับลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 จนต้องหนีหัวซุกหัวซุนไม่มีแผ่นดินอยู่

ถ้าให้สู้กันจริงๆ คิดหรือว่าจะไม่มีล้มตายเลือดนองแผ่นดินจนสิ้นชาติ

หมุดหายมันก็แค่ประชาชนเขาเอาเข็มไปบ่งเสี้ยนที่ตำเท้าออกไป เท่านั้นเอง

เขาสถาปนา “หมุดประชาชน” ตัวจริงแล้ว

แคน ไทเมือง

999

ในที่สุด ข้าพเจ้าเร่งให้เสด็จลงจากรถถัง ทรงสำทับถามว่า “จะเอาฉันไปไหน อย่าเล่นสกปรกนะ” ข้าพเจ้ากราบทูลยืนยันว่า “เชิญเสด็จไปประทับในพระที่นั่งเถอะพ่ะย่ะค่ะ รับรองไม่มีภัยประการใด ข้าพระพุทธเจ้าจะอยู่เฝ้าด้วยตนเอง”

…………ท่าทางของข้าพเจ้าตอนนั้นคงจะป่าเถื่อนอยู่มาก สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ ทรงจ้องมองข้าพเจ้าด้วยความหวาดระแวง พอข้าพเจ้าสำนึกตัวได้ ก็วางปืน แล้วก้มลงกราบขอพระราชทานอภัย ทรงรับสั่งถามเป็นคำแรกว่า

“ใครเป็นหัวหน้า พระองค์บวรเดชใช่ไหม” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “ไม่ใช่” ทรงถามว่าแล้วใครเล่า “ยังกราบทูลไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ” ทรงกริ้วข้าพเจ้า รับสั่งหนักแน่นว่า “ตาประยูร แกเป็นกบฏ โทษถึงต้องประหารชีวิต”

ข้าพเจ้าก็กราบทูลว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นกบฏ ไม่ได้ล้มพระราชบัลลังก์ ถ้าข้าพระพุทธเจ้าพลาดพลั้งทำการไม่สำเร็จต้องถูกประหารแน่ แต่วันนี้ คณะข้าพระพุทธเจ้าทำการสำเร็จ ใต้ฝ่าพระบาทไม่มีอันตรายประการใด”

แล้วทรงรับสั่งถามต่อไปว่า “พวกแกที่ยึดอำนาจนี้ต้องการอะไร มีความประสงค์อะไร ต้องการมีปาลีเมนต์ มีคอนสติติวชั่นใช่ไหม?” ข้าพเจ้ากราบทูลตอบไปว่า “ใช่” ทรงนิ่งอยู่ครู่แล้วรับสั่งถามว่า

“แล้วมันจะดีกว่าที่เป็นอยู่เวลานี้หรือตาประยูร” ข้าพเจ้ากราบทูลตอบไปว่าอารยประเทศทั่วโลกก็มีปาลีเมนต์กันทั่วไป ยกเว้นแต่อาบิสซีเนีย

ทรงถามว่าข้าพเจ้าอายุเท่าไหร่? เมื่อข้าพเจ้ากราบทูลว่า ๓๒ ก็รับสั่งว่า “เด็กเมื่อวานซืนนี้เอง นี่แกรู้จักคนไทยดีแล้วหรือ แกจะต้องเจอปัญหาเรื่องคน พระราชวงศ์จักรีครองเมืองมา ๑๕๐ ปีแล้ว รู้ดีว่าคนไทยนี่ปกครองกันได้อย่างไร อ้ายคณะของแกจะเข็นครกขึ้นเขาไหวรึ”

………………พอดี น.ต.หลวงสินธุสงครามชัยเปิดประตูเข้ามาถวายคำนับ ส่งขนมปังให้ข้าพเจ้าก้อนหนึ่งกับใบปลิว ๓-๔ แผ่น ข้าพเจ้าเอาใบปลิวมาอ่านคร่าวๆ รู้สึกว่ามีข้อความที่รุนแรงอยู่มากซึ่งเป็นเรื่องการเมือง

แต่แล้ว พออ่านบรรทัดสุดท้าย รู้สึกเลือดขึ้นหน้าซ่า คำทำนายของกรมพระนครสวรรค์ฯ ที่รับสั่งอยู่หยกๆ ว่าพวกแกจะต้องฆ่ากันตาย พลันเป็นความจริงขึ้นแล้ว

คือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้เขียนข้อความไว้ในวรรคสุดท้ายของคำประกาศยึดอำนาจ ความว่า

“จะได้นำประชาชนให้ไปสู่ความสุข ความเจริญอย่างประเสริฐสุด ซึ่งเรียกว่าศรีอารยะนั้น ก็พึงบังเกิดแก่ราษฎรถ้วนหน้า”

อันคำว่า “ศรีอารยะ” นั้น เป็นคำแฝงที่คุณหลวงประดิษฐ์มนูธรรมใช้แทนคำว่า “คอมมูนิสต์”

เป็นอันว่า คุณหลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้ถือโอกาสแทรกเจตจำนงที่จะนำประเทศชาติไปสู่ลัทธิคอมมูนิสม์ในคำประกาศยึดอำนาจนั้นขึ้นแล้วในวาระแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องผจญสู้และป้องกันกันต่อไป

ครับ…นี่แค่ตัวอย่างจาก “ตัวจริง-เสียงจริง” ผมขอจบตรงที่ พล.ท.ประยูรบันทึกตอนนายปรีดีนำรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ได้นำรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ทรงตั้งพระทัยพิจารณาอย่างจริงจัง แต่ครั้นแล้ว มีข้อความหลายตอนข้องพระทัยยิ่งนัก จึงตรัสถามพระยาทรงสุรเดชว่า ได้อ่านรัฐธรรมนูญนี้มาก่อนหรือเปล่า ซึ่งพระยาทรงสุรเดชก็กราบทูลว่า ไม่ได้อ่าน

แล้วหันมาถามข้าพเจ้าว่าได้อ่านหรือเปล่า ข้าพเจ้าก็ตอบว่าไม่ได้อ่านเช่นเดียวกัน ท่านเจ้าคุณได้กำชับหลวงประดิษฐ์มนูธรรมไว้แล้วว่า ให้ร่างตามแบบอังกฤษ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้ระบบรัฐธรรมนูญ ซึ่งรับสั่งว่าต้องการจะให้เป็นเช่นนั้น

แต่นี่เรื่องอะไรกันถึงจะต้องใช้คำเสนาบดีว่า “คณะกรรมการราษฎร” ซึ่งเป็นแบบรัสเซีย แบบคอมมูนิสต์ ทรงไม่เข้าใจว่า นี่มันอะไรกัน

…………………..พวกเราทุกคนต่างก็ตะลึงพรึงเพริด ทยอยกันออกไปยืนที่ลานหน้าพระราชวัง พระยาทรงฯ ชี้หน้าหลวงประดิษฐฯ ว่า

“คุณหลวงทำฉิบหายป่นปี้ ไม่ทำตามที่บอกกล่าวกันไว้ ทำอะไรไปนอกเรื่อง”

พระยาทรงฯ พูดอย่างเคืองแค้น เป็นอันว่าความสัมพันธ์ระหว่าง พ.อ.พระยาทรงสุรเดชกับหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ได้แตกร้าวลงไปอย่างไม่มีทางที่จะประสานกันได้

ตั้งแต่วาระนั้น!

เปลว สีเงิน

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นักการเมืองควรเลิกอ้างเจตนารมณ์ของประชาชน

แดง

พรรคการเมืองและนักการเมืองเริ่มมองเห็นอนาคตที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองริบหรี่ ริบๆๆๆหรี่…ลงไปทุกวัน

ก็อ้างได้แต่เพียง “เจตนารมณ์ของประชาชน” ที่ตนเองได้รับเลือกมา ท่องคาถา “ข้ามาจากการเลือกตั้ง”

ซึ่งอาจลืมไปว่า “รัฐธรรมนูญ” นั้นก็มาจาก “เจตนารมณ์ของประชาชน” เช่นกัน…มาจากเจตนารมณ์ที่จะสะกดนักการเมืองเลว ไม่ให้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ พาสังคมไทยติดหล่มนานนับสิบๆปี และประชาชนได้แต่มองตาปริบๆ


“เจตนารมณ์ของประชาชน” อาจมิใช่แค่การเลือกนักการเมืองในคูหา เพราะประชาชนถูกบังคับให้กาแค่นั้น ไม่มีทางเลือกอื่น เว้นแต่ทำบัตรเสีย…

พรรคการเมืองใส่รายชื่อเหี้ยห่าสารพัดสัตว์ในบัญชีรายชื่อ มาให้ประชาชนกาเลือก สส.พรรค แล้วก็บอกว่า “ข้ามาจากการเลือกตั้ง”

มันใช่เจตนารมณ์ของประชาชนจริงหรือ เขาต้องการเหี้ยห่าสารพัดสัตว์ในบัญชีรายชื่อทุกคนทุกตัวจริงหรือ?


นักการเมืองไม่พึงยึดเอาเรื่องมาจากการเลือกตั้งคือผู้วิเศษ…
เพราะบ้านเมืองชิบหายวายป่วงก็ล้วนแต่นักการเมื่องโดยแท้…

นักการเมืองต้องลืมเรื่องเก่า วิธีปฏิบัติเก่าๆ รวมทั้งวัฒนธรรมทรามๆ ในสภาผู้แทนที่ประชาชนเอือมระอาลงไปให้หมด

ก่อนที่จะไม่มีที่ยืนในสังคมไปตลอดกาล

ประชาชนตื่นรู้และพร้อมก้าวออกมารักษาประเทศชาติกันแล้ว

ขนาด “หมุดคณะราษฎร” เขายังกล้าทำลายทิ้ง ประกาศ “หมุดประชาชน” ให้เห็น

สว.เลือกตั้ง สว.ลากตั้ง ก็มีทั้งมาจากประชาชนและการสรรหา ซึ่งก็คล้ายกับ “องค์กรอิสระ” ที่ตรวจสอบนักการเมืองนั่นแหละครับ

อย่าไปห่วงว่าเขาจะมีอำนาจมากกว่าตัวเอง เพราะถึงที่สุดก็เข้าสูตร์ “1 มือ 1 เสียง”

ถ้านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งคิดว่าแน่ ก็ไปเอาชนะใจ “สว.”  เขาซีครับ

อาจได้รับเสียงสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้…ไม่ปิดกั้นมิใช่หรือ?


แคน ไทเมือง

00000

เจตนารมณ์ประชาชน

ขณะนี้ถนนการเมืองทุกสายมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง จะช้าหรือเร็วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากจะเร่งให้ คสช.ปลดล็อกโดยเร็ว เพื่อให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมการเมืองได้ทันกาลแล้ว ยังได้แสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจใน 2 ประเด็น ได้แก่การเร่งออกกฎหมายลูก และเตือน ส.ว.แต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่

การจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จะต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 อดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องใช้กรอบเวลาเต็มเพดาน คือ 240 วัน แต่หากจัดทำกฎหมายได้เร็วขึ้น และสามารถจัดการเลือกตั้งได้เร็วขึ้น คาดว่าจะเลือกตั้งได้ในเดือนสิงหาคม 2561

การจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ รวมทั้งกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. กฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. กฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่จำเป็นสำหรับการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า “ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน” ไม่ได้บังคับว่าต้องเสร็จ “ในวันที่ 240” คือวันสุดท้าย จึงอาจทำให้เสร็จก่อนกำหนดก็ได้

กฎหมายทั้ง 10 ฉบับ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ทางการเมืองที่ซับซ้อน แต่ล้วนเคยมีมาแล้วอย่างน้อย 20 ปี ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ส.ว.ใน 5 ปีแรกของการใช้รัฐธรรมนูญก็มาจากการแต่งตั้ง ส่วนที่อาจจะพิสดารบ้าง มีแค่การ เลือกตั้ง ส.ส. ที่ใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม บัตรเดียวเลือกได้ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จึงอาจเร่งเวลาได้

ส่วนเรื่อง ส.ว. นายอภิสิทธิ์เตือนว่า แม้จะมีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี แต่อย่าฝืนเจตนารมณ์ของประชาชน ต้องตระหนักว่าตนเป็นผู้แทนปวงชน ไม่ใช่ตัวแทนของคนที่แต่งตั้งหรือสรรหามา ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน ถ้าทำตัวเป็นพรรคจะเกิดความขัดแย้ง ต้องไม่ลืมว่าแม้จะเลือกนายกรัฐมนตรีได้ แต่ถ้า ส.ส.ไม่ยอมรับก็จะอยู่ไม่ได้

ความปรารถนาที่อยากให้ ส.ว. 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งและสรรหาของ คสช. มีความเป็นผู้แทนปวงชน และคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน โดยเฉพาะในการเลือกนายกรัฐมนตรี อาจจะเป็นการมองโลกสวยเกินไป ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยมี ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารค้ำจุนรัฐบาลคณะรัฐประหารมาแล้วหลายครั้ง

รัฐสภาตามรัฐธรรมนูญใหม่ มี ส.ส. 500 คน และ ส.ว. 250 คน รวมเป็น 750 คน ทั้งสองสภาเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรีที่จะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียงขึ้นไป เชื่อว่าในการเลือกตั้ง ส.ส.น่าจะไม่มี พรรคใดได้เสียงถึง 376 คน ที่จะเลือกนายกฯได้เอง ส.ว. 250 เสียง อาจกลายเป็น “พรรค” ใหญ่ที่สุดในสภา แม้จะไม่ได้ตั้งพรรคเป็นทางการ.

โดย บทบรรณาธิการ
ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 เม.ย. 2560
Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ทักษิณบอกว่า ไม่เอานายกคนนอก ลองอ่าน ดร.เขียน ธีระวิทย์ “นายกคนนอกเป็นคนไทยหรือเปล่า?

หมายเหตุ :  ข่าวน.ส.พ. เดลินิวส์วันนี้ลงว่า “ทักษิณไม่เอานายกคนนอก” ถ้าจะเอายังงั้นก็ยุบพรรคดีกว่า

เลยขออนุญาตนำบทความของ ดร.เขียน ธีระวิทย์มาให้อ่านกันครับ

แคน ไทเมือง

0000

“นายกฯ คนนอก” เป็นคนไทยหรือเปล่า?

ดร.เขียน  ธีระวิทย์

—————————————————-

เมื่อผมอายุไม่ถึง 7 ขวบ ผมชอบเอาหนังสติ๊กไปยิงนกกระจิบที่ชอบบินมาหาแมลงกินที่พุ่มไม้ใกล้บ้าน ผมเคยยิงมันตายแล้วคิดภูมิใจว่ามีฝีมือยิงแม่น

ภายหลังโตเป็นผู้ใหญ่ ผมจึงสำนึกได้ว่าผมทำบาป ยิงนกตาย พรากมันจากพ่อ-แม่-ลูก-คู่รักของมันโดยไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลย

เมื่อผมเรียนวิชารัฐศาสตร์จบปริญญาตรี-เอกใหม่ๆ

ผมเชื่อว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยดีเลิศ

ผมไม่ได้สนใจที่จะเรียนรู้พฤติกรรมในการเลือกตั้งของไทยว่า

เขาเลือกผู้แทนกันมาอย่างไร

ผมเคยเขียนบทความลงในวารสารต่างๆ ยืนหยัดความเชื่อของผมว่าการทำรัฐประหารเป็นงานเลวร้ายที่จะอ้างเหตุผลใดๆ มาลบล้างไม่ได้ทั้งสิ้น

เมื่อผมเกษียณอายุราชการแล้ว ผมเห็นคนพันธุ์ทักษิณยึดอำนาจรัฐในไทย โดยผ่านการเลือกตั้งสกปรก ผมเห็นพวกเขาโกงบ้านกินเมือง ใช้อำนาจปกครองประเทศโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ของตนและพรรคพวก

จนที่สุดผมได้ข้อสรุปว่าคนไทยจะแตกแยกกันทุกหย่อมหญ้าและประเทศชาติจะล่มจมในที่สุด

ถ้าหากเราจะหวังลมๆ แล้งๆ รอคอยพระสยามเทวาธิราชมากอบกู้สถานการณ์ให้

การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจโดยทหารเป็นทางออกที่เลวร้ายน้อยที่สุด แล้วสถานการณ์ก็บังคับให้ทหารทำรัฐประหารจริงๆ ถึง 2 ครั้ง ซึ่งผมก็เห็นชอบด้วย นั่นคือผมได้เปลี่ยนทัศนคติทางการเมืองอย่างชัดเจน จากเดิมที่ว่าทหารต้องห้ามในการทำรัฐประหาร มาเป็นทหารมีสิทธิ์ธรรมชาติที่จะทำรัฐประหารได้

ถ้าเรามีประชาธิปไตยจอมปลอมที่ไม่ยึดหลักกฎหมายในการปกครองประเทศ

สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ผมมีเวลาวิเคราะห์ปัญหาการเมืองไทยมากขึ้น ผมดูจากของจริงมากกว่าเชื่อตามตำรา ผมเห็นคนไทยในวงการวิชาการ สื่อมวลชน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักการเมืองจำนวนมาก มีทัศนคติทางการเมืองเหมือนผมมันสมองยังไม่โตยิงนกกระจิบเล่นโดยไม่รู้จักคิดให้รอบคอบว่าแล้วใครจะได้อะไร

จะเอาระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่

แล้วได้ประชาธิปไตยจอมปลอมที่ใครเป็นใหญ่กันแน่

รณรงค์ชวนคนอื่นให้ออกเสียงไม่รับช่วงรัฐธรรมนูญโดยไม่คิดให้รอบคอบว่าถ้าไม่รับฉบับนี้แล้วผลจะเป็นอย่างไร

ปัจจุบัน มีการรณรงค์กันอย่างแพร่หลายว่านายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากการเลือกตั้ง “ไม่เอานายกรัฐมนตรีคนนอก”

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นแชมป์ล่าสุดที่ออกมาสอนคนให้เชื่อเช่นนั้น ตอนที่ผมยังเป็นหนุ่มและฟุ้งซ่านประชาธิปไตยในแผ่นกระดาษนั้น ผมตกหลุมตำราวิชาการฝรั่งไม่ลึกเท่ากับอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์

เรามีตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆ ตั้งแต่ปี 2520 เป็นต้นมา เรามีนายกรัฐมนตรี 9 คน

(ไม่รวมที่เป็นไม่เกิน 2 เดือน)

เป็น “คนนอก” 5 คน ได้แก่ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์  คุณอานันท์ ปันยารชุน  พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์  และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ส่วนที่เป็น “คนใน”  มี 9 คน คือ พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายทักษิณ ชินวัตร  นายสมัคร สุนทรเวช  นายสมชาย วงค์สวัสดิ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เราเห็นแล้วยังว่าใครทำประโยชน์ให้แก่ชาติ ใครทำลายประเทศชาติมากกว่ากันมีใครมองไม่เห็นบ้าง

“นายกฯ คนนอก” เช่น พลเอกเปรม และคุณอานันท์ นั้นมีคุณูปการต่อประเทศชาติมากเพียงใด

พลเอกประยุทธ์ใช้เวลา 2 ปีเศษกอบกู้ประเทศเรา ซึ่งจมปลักอยู่กับกองเพลิงแห่งความขัดแย้งให้เป็นได้อย่างทุกวันนี้

เรียกว่าเป็นผู้นำที่ไม่ธรรมดา แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรนั้นเรายังมองไม่เห็น

ส่วน “นายกฯ คนใน” นั้น ผู้ที่มีคุณสมบัติกอบกู้ชื่อเสียงของนักการเมืองในสายตาของผมมีคนเดียว คือ คุณชวน หลีกภัย

ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้นพูดเก่ง มีหลักการ-หลักวิชา เหมาะกับการเป็นผู้นำของประเทศประชาธิปไตยตะวันตก

ท่านมีปัญหาเรื่องการตัดสินใจในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง

กรณีการประชุมสุดยอดอาเซียน + 6 ที่โรงแรมรอยอลคลิฟบิชรีสอร์ทที่พัทยา (10 เมษายน 2552) ซึ่งถูกม็อบเสื้อแดงบุกขับไล่อภิสิทธิ์และผู้นำต่างประเทศหนีกระเจิงตั้งแต่วันแรก และต้องล้มเลิกการประชุมคราวนั้นประเทศไทยเสียหายอย่างใหญ่หลวงอย่างประเมินค่ามิได้ การประชุมที่สำคัญยิ่งครั้งนั้น นายกรัฐมนตรีผู้เป็นเจ้าภาพจะต้องมีข้อมูลที่ทันต่อเหตุการณ์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้าน

ถ้าไม่มีก็ต้องถือว่าบริหารงานข่าวกรองไม่เป็น

ท่านน่าจะรู้ว่าลำพังกำลังตำรวจนั้นเชื่อถือไม่ได้

และงานสำคัญเช่นนั้นจะเลื่อนหรือยกเลิกก็ไม่ได้

ทำไมท่านไม่ขอกำลังทหารมาช่วย ถ้าท่านมัวกังวลใจว่า

เอาทหารมาใช้งานรักษาความสงบเรียบร้อยภายในไม่เป็นประชาธิปไตย ก็หมายความว่าท่านเอาหลักวิชาประชาธิปไตยมาประยุกต์ใช้กับประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่เป็น

เช่นเดียวกับที่ท่านถูกม็อบเสื้อแดงไล่ต้อนซุกรถหนีออกมาจากกระทรวงมหาดไทย

2 วันต่อมาและการสลายการชุมนุมที่ยืดเยื้อของม็อบเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ (12 มีนาคม – 19 พฤษภาคม 2553)

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่านตัดสินใจ แก้ปัญหาไม่เป็น

สิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมเห็นภัยจากระบอบประชาธิปไตยสามานย์มากขึ้น

สหรัฐฯ ได้ชื่อว่าเป็น แชมเปี้ยนของระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่มีประเทศใดเสมอเหมือนในการทำร้ายคนบริสุทธิ์ทั่วโลก

ใครเป็นผู้นำไล่ล่าสังหารซัดดัม ฮุสเซ็นของอิรัก

ใครไปโค่นล้มรัฐบาลมูอัมมาร์ อัล กัดคาฟี่ของลิเบีย

ทำให้ 2 ประเทศนี้ประสบภาวะสงครามแหลกลานมาจนถึงทุกวันนี้ ยังมีอัฟกานิสถาน ซีเรีย และอื่นๆ อีกมากมาย

ฉะนั้น คนไทยทั้งหลายจงอย่าหลงใหลคลั่งไคล้ระบอบประชาธิปไตยให้มากนักเลย มีคนสร้างประเด็นความขัดแย้งให้พวกเราตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งผ่านประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา “นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง”

คนที่เล่นการเมืองเป็นอาชีพของไทยมีไม่ถึง 1% ของประชากรทั้งหมดต้องการผูกขาดอำนาจแต่งตั้งผู้บริหารสูงสุดของประเทศก็ได้แล้ว

แม้พรรคการเมืองจะคัดสรร “คนนอก” มาอยู่ในบัญชีผู้แข่งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 158-159 ก็ไม่ยอม คนดีๆ มีความสามารถมากมายไม่อยากไปแย่งตำแหน่งนั้นกับนักการเมืองหรอก บางคนแม้ท่านจะเอาดอกไม้ธูปเทียนไปเชิญก็ยังไม่ยอมรับด้วยซ้ำ

คิดได้หรือไม่ว่าท่านกำลังเรียกร้องคนไทยทั่วประเทศให้ตัดสิทธิ์ของคนอาชีพอื่นมากกว่า 99%

มิให้เขาได้ผู้นำที่ดีมีความสามารถ เพราะเขาไม่ยอมสมัครเลือกตั้ง ส.ส. หรือเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ที่นักการเมืองได้ทำให้สกปรกไปแล้ว

“คนนอก” เป็นคนไทยหรือเปล่า? ตอบคำถามนี้ได้ไหม?

กลัวทหารมาเป็นนายกรัฐมนตรีใช่ไหม?

ทหารไม่ใช่คนไทยหรือไร?

ทหารรักชาติไม่เป็นหรือ?

ท่านกลัวทหารเอารถถังมาหนุนหลังปกครองประเทศหรือ?

ทุกวันนี้ท่านก็ด่าทหารกันอย่างเสรีอยู่แล้ว ทำไมไม่กลัวล่ะ? ถ้าไม่ทำผิดกฎหมายก็ไม่ต้องกลัวทหาร

ผมกลัวนายกฯ ที่ไม่บังคับใช้กฎหมายมากกว่าเพราะคนไม่เคารพกฎหมายทำให้ผมเดือดร้อนด้วย

แทนที่จะมารณรงค์ต่อต้าน “นายกฯ คนนอก”เรามาช่วยกันรณรงค์ให้คนไทยอย่าแบ่งแยก “คนใน”

“คนนอก” ดีกว่าคอยต่อต้านนายกคนต่อๆ ไป ที่ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

และ/หรือ ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งคัดด้วย

เขียน  ธีระวิทย์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ทำไมต้องทำลายหมุดคณะราษฎร สู่หมุดประชาชนสุขสันต์หน้าใส

หมุดใหม่11


ทำไมต้องทำลายหมุดคณะราษฎร

การก่อเกิดของ”กลุ่มล้มเจ้า” ยุคใหม่ เริ่มในสมัยรัฐบาลทรราชหน้าเหลี่ยม โดยใช้กลุ่ม 24 มิถุนาเชิดชูวีรกรรม 2475 ว่านั่นคือ “ประชาธิปไตย” เป็น “หัวเชื้อ” ปลุกปั่น

และท้ายที่สุดคลี่คลายมาเป็นแนวร่วม “สื่อชั่ว-อาจารย์ทราม” ในนาม “กลุ่มนิติราษฎร์” ประชาไท มติชิน ไทยอีนิวส์ ฯลฯ ทั้งหมดนั้นล้วนเชิดชู “หมุดคณะราษฎร” เป็นตัวนำมา 15 -16 ปีแล้วในโลกอินเตอร์เนต ในสมัยที่ยังไม่เรียก “โซเชียลมีเดีย” เหมือนปัจจุบัน นักท่องเนตการเมืองตั้งแต่ยุคนั้นล้วนทราบดี

ถึงกับมีคำเปรียบเปรยว่า “ภารกิจของคณะราษฎรยังไม่จบ” หรือหนักกว่านั้น กลุ่มคนเสื้อแดงยังแผลงๆ ไปเป็นว่า “สานต่อภารกิจคณะราษฎร 2475″

เมื่อข่าวพลันปรากฏเราจึงเห็นกลุ่มที่มีความเห็นในทางเชิดชูกลุ่ม”คณะราษฎร” ออกมาโวยวายกันพอเป็นกระสาย ทั้งสื่อชั่ว-อาจารย์ทราม เด็กนักศึกษาโค่ง ฯลฯ

การถอนหมุดคณะราษฎร เสมือนถอนพิษ หมุด “คณะบุคคล” อันได้กระทำการยึดพระราชอำนาจเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันครองอำนาจมาจนยุคต้น 2500

ระหว่าง”หมุด” และ “วันชาติ” 2 สิ่งนี้คู่กันมานาน

จอมพล ส. ธนะรัชต์ ปฏิวัติแล้วสั่งเปลี่ยน “วันขาติ” ที่คณะราษฎรประกาศให้ 24 มุถุนายนเป็น”วันชาติ” มาเป็น 5 ธันวาคมของทุกปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2503 รวมทั้งยังสั่งถอน “หมุดคณะราษฎร” ออกไป ไม่ให้หลงเหลือ

แต่เมื่อมีคนนำ”หมุดคณะราษฏร” กลับมา ก็จำเป็นอยู่ดีที่ ต้องมี “หมุดประชาชนสุขสันต์หน้าใสเพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน” เข้าไปทดแทน

และต้องไม่ลืมว่าพระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวรัชกาลที่ 9 แปลความหมายก็คือ “พลังของแผ่นดิน”

ทั้ง 2 เรื่องนี้ ล้วนมีความนัยสื่อถึง “ความจงรักภักดี” ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อชาติและประชาชน

เฉพาะข้อความรอบนอกหมุดใหม่เป็นข้อความคาถาภาษิตสำหรับเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (The Most Illustrious Order of the Royal House of Chakri) ความว่า …

“ติรตเนสกรฏฺเฐจ สมฺพํเสจมมายนํ สกราโชชุจิตฺตญฺจ สกรฏฺฐาภิวัฑฺฒนํ”

คำแปล “ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง”

ขอพระบารมีบรรพกษัตริย์ในสยามบรมราชจักรีวงศ์ ทรงปกเกล้า คุ้มบ้าน ครองเมืองให้ราชอาณาจักรไทยเจริญรุ่งเรืองชั่วกัลปาวสานสืบไป

การถอน “หมุดคณะราษฎร”  จากคณะรัฐประหารยึดอำนาจพระมหากษัตริย์ ในปี 2475 มาเป็น “หมุดประชาชนสุขสันต์หน้าใสเพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน” ในยุครัฐบาลรัฐประหาร 2557

เท่ากับ “ถอนพิษล้มล้างสถาบัน” 2475 สู่ “ประชาสุขสันต์เชิดชูสถาบัน” ยุค คสช. 2557

อาจถือว่า “นี่คือยุคประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” สร้างความสุขสู่ประชาชนอย่างแท้จริง


แคน ไทเมือง

เรื่องเดิม

รื้อถอน ‘หมุดคณะราษฎร’ ลบประวัติศาสตร์ 2475
สู่ “หมุดประชาชนสุขสันต์หน้าใสเพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน”

หมุดใหม่1

หมุดมงคลใหม่แทนหมุดจัญไรบิดเบือนของคณะราษฎร ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า

ข้อความบนหมุดใหม่ … เป็นข้อความคาถาภาษิตสำหรับเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (The Most Illustrious Order of the Royal House of Chakri) ความว่า …

“ติรตเนสกรฏฺเฐจ สมฺพํเสจมมายนํ สกราโชชุจิตฺตญฺจ สกรฏฺฐาภิวัฑฺฒนํ”

คำแปล “ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง”

ขอพระบารมีบรรพกษัตริย์ในสยามบรมราชจักรีวงศ์ ทรงปกเกล้า คุ้มบ้าน ครองเมืองให้ราชอาณาจักรไทยเจริญรุ่งเรืองชั่วกัลปาวสานสืบไป

เครดิต Kris Kiattisak Longlivetheking

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

รื้อถอน ‘หมุดคณะราษฎร’ ลบประวัติศาสตร์ 2475 สู่ “หมุดประชาชนสุขสันต์หน้าใสเพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน”

หมุดใหม่1

ตอนผมเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่เคยชอบ “คณะราษฎร” นะครับ สมัยเรียนก็ซ้ายกันทั้งรุ่น แต่ก็เรียนการเมืองการปกครองเปรียบเทียบทุกระบอบ

แต่พวกเรารักสถาบันพระมหากษัตริย์ “รักในหลวง” เพราะเราที่จุฬาฯ

ผมมองว่าคณะราษฎรนี้ทำเพื่อตัวเองและพวกพ้องและสับเปลี่ยนหมุนเวียนมากินบ้านกินเมือง

พอรู้ความจำได้ก็เข้ายุคจอมพล ส. ปฏิวัติจอมพล ป.แล้ว เรียนจนจบมหาวิทยาลัย คนเซ็นต์ในใบปริญญายังเป็น จอมพล ถ. อยู่เลย

ยิ่งในยุคหลัง “คณะนิติราษฎร์” สาวก “คณะราษฎร” ออกแนวชื่นชม 2475 แถมมีแนวคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษํตริย์ ด้วยการเริ่มท้าทายพระราชอำนาจ ตลอดจนการปลุกปั่นขอแก้ไข ม.112 นี่ชัดเลย

คุณกับผมเลิกกันครับ

เมื่อพูดถึง “หมุดคณะราษฎร” หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 29 มิถุนายน 2555 บันทึก ไว้ว่า

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งรื้อหมุดเปลี่ยนแปลงการปกครอง

* จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์สั่งรื้อหมุด 24 มิถุนายน สัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองของชาติไทยที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ซ้ายมือพระบรมรูป ซึ่งมีข้อความว่า: –

“24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง ณ ที่นี้ คณะราษฎรได้กำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นความเจริญของชาติ”

* แต่นายประเสริฐ ปัทมสุคนธ์ เลขาธิการรัฐสภา เห็นความสำคัญของหมุด เกรงจะถูกทำลายทิ้ง จึงนำเอาหมุดมาเก็บไว้ที่สภา

* หลังสฤษดิ์ตาย นายประเสริฐจึงให้ กทม.เอาหมุดประวัติศาสตร์มาประดิษฐานดังเดิม

นอกจากจากสัญลักษณ์หมุดของคณะราษฎรแล้ว ยังมีเรื่อง “วันชาติ” 24 มิถุนายน ซึ่งถูกเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดย

* เมื่อ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2503

รัฐบาลนายกฯจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ของคณะปฏิวัติยกเลิกวันชาติ 24 มิถุนายน ซึ่ง “คณะราษฎร” กำหนดขึ้น

แล้วให้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยสืบไปแทน

เมื่อ “วันชาติ” เปลี่ยนแปลงในเชิงสัญลักษณ์มาสู่สถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว “หมุดคณะราษฎร” ก็ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง

หากหมุดคณะราษฎร เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร 2475 ก็คงไม่แปลกอะไรที่จะหายไปจากโลกโดยคณะรัฐประหาร 2557

อาจจะเรียกว่า ลบ “หมุดคณะราษฎร” เป็น หมุดประชาชนสุขสันต์หน้าใสเป็นพลังของแผ่นดิน”

ยิ่งใหญ่กว่า เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ บ่งเสี้ยนหนามตำใจประชาชนผู้จงรักภักดีออกไปจริงๆ ซักที

เพราะมีสิ่งนั้นจึงมีสิ่งนี้…ตถตา…

แคน ไทเมือง

0000

ของเก่ายกทิ้ง

รื้อหมุดประวัติศาสตร์ 2475 ใส่หมุดใหม่ทดแทน

เมื่อวันที่ 14 เมษายน เพจเฟซบุ๊ก “หมุดคณะราษฎร” ได้เผยแพร่ภาพพร้อมข้อความเกี่ยวกับการเปลี่ยนหมุดคณะราษฎรบริเวณลานหน้าพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นหมุดที่ทำขึ้นเนื่องในเหตุการณ์การอภิวัฒน์สยาม 2475 ซึ่งพระยาพหลพลพยุหเสนา หนึ่งในแกนนำคณะราษฎร อ่านประกาศคณะฉบับที่ 1 เสร็จสิ้นในเวลาย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยหมุดเดิมมีข้อความว่า “”ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ”

สำหรับหมุดใหม่ มีข้อความรอบนอกว่า “ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง”

ส่วนข้อความในวงด้านใน ระบุว่า “ขอประเทศสยามจงเจริญยั่งยืนตลอดไป ประชาชนสุขสันต์ หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายบันลือ สุขใส ผู้อำนวยการเขตดุสิต เปิดเผยว่า ทางเขตฯได้ทราบว่ามีการเปลี่ยนหมุดคณะราษฎรแล้ว แต่ทางเขตฯไม่ได้เป็นผู้เปลี่ยน ซึ่งขณะนี้ทางเขตกำลังรอรายละเอียดและข้อมูลที่ชัดเจนอยู่ว่าหน่วยงานใดเป็นผู้เปลี่ยนหมุดพร้อมข้อความดังกล่าว และหากทราบรายละเอียดที่ชัดเจนแล้ว ทางเขตจะได้แจ้งให้ประชาชนทราบต่อไป

ขณะที่นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว กรมศิลป์ฯไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และหากมีการเปลี่ยนแปลงข้อความในหมุดดังกล่าวจริงก็ไม่ต้องแจ้งให้กรมศิลป์ฯรับทราบ เพราะไม่ใช่พื้นที่ที่กรมศิลป์ดูแล ทางกรมศิลป์ดูแลเฉพาะองค์อนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นไม่ได้อยู่ในความดูแลของกรมศิลป์ ส่วนบริเวณหมุดอยู่ในความดูแลของหน่วยงานใดนั้น ตนไม่ทราบ

หมุดเก่า
หมุดใหม่

ข่าวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

แชร์ว่อน! หมุดคณะราษฎร 2475 ถูกเปลี่ยนข้อความใหม่หมดจด

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913805

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ปิด! วิทยุสปริงนิวส์ FM 98.5 13-17 เม.ย. 60 กสทช.อ้างกระทบความมั่นคง

17883556_10154903087734017_6511606217895262714_n
ปิด! วิทยุสปริงนิวส์ FM 98.5 13-17 เม.ย. 60 กสทช.อ้างกระทบความมั่นคง

(Nation TV 12 เมษายน 2560 19:00 น.)

สำนักงาน กสทช. สั่งระงับการออกอากาศชั่วคราว สถานีวิทยุ 1 ปณ. FM 98.5 MHz ในวันที่ 13-17 เมษายน พุทธศักราช 2560

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. สั่งระงับการออกอากาศชั่วคราวสถานีวิทยุ 1 ปณ FM 98.5 MHz ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 13 เม.ย. 2560 จนถึงวันที่ 17 เม.ย. 2560 เวลา 24.00 น. เนื่องจากได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับเนื้อหารายการที่ออกอากาศ ไม่เหมาะสมซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย โดยในขณะที่มีการตรวจสอบจึงมีคำสั่งให้ระงับการออกอากาศชั่วคราวไปก่อน

ทั้งนี้ สำนักงานฯ ได้มีคำสั่งให้ผู้แบ่งเวลาดำเนินรายการเข้ามาพบ เพื่อชี้แจงกรณีดังกล่าวในวันที่ 17 เม.ย. 2560 เวลา 10.00 น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ผู้สูงวัยเฮ!! รัฐใจป้ำเล็งเพิ่มเบี้ยยังชีพคนชรา 1,200-1,500 บาทต่อเดือน

คนแก่

ผู้สูงวัยเฮ!! รัฐบาลใจป้ำเล็งเพิ่มเบี้ยยังชีพคนชรา 1,200-1,500 บาทต่อเดือน จากเดิมที่ 600 บาทเพื่อให้เหมาะสมกับการครองชีพในปัจจุบัน

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีแนวคิดเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นรายละ 1,200-1,500 บาท จากเดิม 600 บาทต่อเดือน เพื่อให้เหมาะสมกับการครองชีพในปัจจุบัน โดยระหว่างนี้กำลังศึกษารายละเอียด เช่น การระดมเงินทุนจากแหล่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือกองทุนสนับสนุนการกีฬา รวมถึงผู้สูงอายุที่มีฐานะดีอยู่แล้วและยอมเสียสละเบี้ยยังชีพคนชราอีกส่วนหนึ่ง จัดตั้งเป็นกองทุนผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ กองทุนผู้สูงอายุจะนำเงินไปเพิ่มเบี้ยยังชีพให้แก่คนชราที่มีประมาณ 10 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มคนชราที่ยากจน หรือมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2,000,000 คน จากการสำรวจตามโครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ทั้งนี้ เมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนหลังการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบที่ 2 แล้ว ก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ซึ่งนายกฯ ย้ำให้คนในครอบครัวใช้โอกาสวันหยุดสงกรานต์นี้ เชิญชวนผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยไปลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐได้จนถึงวันที่ 15 พ.ค.นี้

นอกจากเรื่องเบี้ยยังชีพ ที่เป็นรายได้ประจำเดือนของผู้สูงอายุแล้ว รัฐบาลยังดูแลเรื่องการประกอบอาชีพด้วย โดยในปีนี้ตั้งเป้าให้ผู้สูงอายุมีงานทำและมีรายได้เพิ่ม 39,000 อัตรา โดยเฉพาะในชนบทผ่านวิสาหกิจชุมชน และออกมาตรการจูงใจให้องค์กรต่าง ๆ จ้างงานผู้สูงอายุ โดยสามารถนำรายจ่ายไปหักภาษีได้ถึง 2 เท่า รวมทั้งพยายามเพิ่มจำนวนสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนมีเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณ ส่วนด้านที่พักอาศัยของผู้สูงอายุนั้น มีการดำเนินงานหลายรูปแบบ เช่น โครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจร หรือซีเนียร์คอมเพล็กซ์ ที่รวมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไว้ในที่เดียวกัน เช่น ร้านอาหาร โรงพยาบาล ฯลฯ หรือโครงการบ้านกตัญญู ที่มีรูปแบบและสภาพแวดล้อมเหมาะกับการพักอาศัยของผู้สูงอายุและลูกหลาน เป็นต้น

“นายกฯ อยากให้คนไทยมีความสุข โดยเฉพาะผู้สูงอายุซึ่งมีจำนวนมากขึ้น โดยหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยมีแผนงานเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้จัดทำแผนดูแลผู้สูงอายุฉบับที่ 2 ปี 2560 – 2564 กระทรวงสาธารณสุขจัดทำแผนสุขภาพแห่งชาติปี 2560 – 2564 และกระทรวงแรงงานจัดทำแผนจัดหางานให้ผู้สูงอายุปี 2560 – 2564″ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

กรุงเทพธุรกิจ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

อดีตผู้พิพาษา เตือนคนถูกหลอกไปญี่ปุ่น “ไม่ประมาณตน” ไม่ยึดหลัก “พอเพียง”

65

…..ดูข่าวสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่นำผู้ถูกหลอกลวงว่าจะได้เดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นและไม่ได้ไปดังที่ทราบกันแล้วคือสามีภริยาคู่หนึ่งที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดมาออกรายการ

…..ผู้ที่เป็นสามีพูดไปร้องไห้ไปว่า มีบุคคลในครอบครัวญาติพี่น้องกลุ่มใหญ่จ่ายเงินไปรวม 300,000 บาทเศษ เฉพาะตนเองกับบุคคลในครอบครัวจ่ายไป 60,000 บาทเศษ เงินจำนวนนี้ได้กู้ยืมเงินนอกระบบมาโดยเสียดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน จากนี้ไปก็ต้องทำงานหาเงินใช้หนี้ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปประเทศญี่ปุ่น

…..เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2560 ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา พูดเรื่องนี้กับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลว่า คนไทยเชื่อคนง่ายแล้วก็ถูกหลอก

…..ถ้าถามว่าเหตุใดคนไทยจึงเชื่อคนง่าย ก็ต้องตอบว่าเป็นผลมาจากระบบการเรียน การสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษาที่ไม่ได้สอนให้ผู้เรียนรู้จักคิดด้วยเหตุผล ข้อสอบที่ผู้เข้าสอบตอบก็ต้องใช้วิธีท่องจำ แม้ในสถานการศึกษาที่สูงกว่าระดับปริญญาตรีบางแห่ง การออกข้อสอบที่ให้ผู้เข้าสอบตอบเป็นล้วนเป็นข้อสอบที่ต้องใช้การท่องจำ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักใช้เหตุผลในการคิดที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อสิ่งใดหรือตัดสินใจทำอะไร

…..พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดชทรงแนะนำให้คนไทยใช้ชีวิตโดยยึดถือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งคนไทยทราบกันดี แต่มีผู้นำไปยึดถือปฏิบัติน้อยมาก คนไทยส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตโดยไม่รู้จักประมาณตนฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายซื้อของใช้หรือเที่ยวเตร่ตามบุคคลอื่นโดยไม่ได้คิดว่าตนเองมีรายได้พอที่ใช้จ่ายได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องมีหนี้สินกันตั้งแต่วัยหนุ่มสาว

…..ขอเรียนว่าที่พูดนี้ไม่ได้เป็นการซ้ำเติมผู้ที่ได้รับความเสียหาย แต่อยากให้ข้อคิดเพื่อพิจารณาว่า มีความจำเป็นในการดำรงชีวิตหรือไม่ เพียงใด สำหรับการไปเที่ยวต่างประเทศโดยการใช้เงินที่ต้องกู้ยืมเงินนอกระบบเสียดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน

=

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment