ประชาชนควรอ่าน ! : คดีครูจอมทรัพย์ในความเห็นอดีตผู้พิพากษา ชูชาติ ศรีแสง

1

…..ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาลงโทษจำคุกนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร มีกำหนด 3 ปี 2 เดือน ที่กำลังมีการกล่าวขานกันอยู่ในขณะนี้แล้ว มีข้อสังเกตหลายประการ ถ้าเขียนให้จบในครั้งเดียวคงยืดยาวมากอาจจะอ่านกันไม่ละเอียดก่อให้เกิดการเข้าใจผิดได้ จึงจะขอเขียนแบบหลายตอนจบ
…..ข้อสังเกตประการแรก คือ
……..คดีนี้มีพยานที่รู้เห็นการณ์ขณะเกิดเหตุคือนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ มาเบิกความต่อศาลว่า รถยนต์กระบะแล่นแซงหน้ารถจักรยานยนต์ที่พยานขับขี่ล้ำเข้าไปชนรถจักรยานที่ผู้ตายขี่สวนมา แล้วคนขับรถยนต์กระบะหยุดรถ คนขับเป็นผู้ชายเปิดประตูลงมาไปดูผู้ตาย
……..นายทวีเลิศและนายสว่างซึ่งเป็นน้องชายของผู้ตายต่างเบิกความว่า นางทัศนีย์มาเล่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้นายทวีเลิศฟังและบอกด้วยว่า ผู้ที่ขับขี่รถยนต์กระบะชนรถจักรยานที่ผู้ตายขี่สวนมาเป็นผู้ชายและนายทวีเลิศก็มาเล่าให้นายสว่างฟังอีกต่อหนึ่ง
……..แต่ในคำให้การชั้นสอบของนางทัศนีย์และนายทวีเลิศไม่มีข้อความระบุไว้ว่า ผู้ขับรถยนต์กระบะเป็นผู้ชาย โดยนางทัศนีย์เบิกความได้บอกเรื่องนี้แก่พนักงานสอบสวนแล้ว
……..องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาที่พิจารณาพิพากษาคดีนี้ เชื่อคำเบิกความของนางทัศนีย์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่เชื่อเฉพาะคำเบิกความของนางทัศนีย์และนายทวีเลิศในส่วนที่ว่า คนขับรถยนต์กระบะเป็นผู้ชายเนื่องจากไม่มีระบุไว้ในคำให้การชั้นสอบสวนของนางทัศนีย์กับนายทวีเลิศ และไม่เชื่อว่านางทัศนีย์ได้บอกพนักงานสอบสวนว่า ผู้ขับรถยนต์กระบะเป็นผู้ชาย โดยเห็นว่าถ้านางทัศนีย์บอกก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่พนักงานสอบสวนไม่บันทึกไว้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือองค์คณะผู้พิพากษาเชื่อถือพนักงานสอบสวนมากกว่านางทัศนีย์นั่นเอง

……..ในวันที่นางจอมทรัพย์ไปออกรายการโทรทัศน์ได้บอกผู้ดำเนินรายการว่าตนเองเห็นพนักงานสอบสวนลบคำให้การของพยานที่ระบุว่า ผู้ขับรถยนต์กระบะเป็นผู้ชายออกไป

…..ขอเล่าประสบการณ์ของผม
……….1 ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ศาลจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคใต้มีคดีอาญาคดีหนึ่ง อัยการโจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า ชั้นสอบสวนจำให้การรับสารภาพ ในชั้นศาลจำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์ส่งคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยซึ่งพนักงานสอบสวนพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด เพราะในขณะนั้นยังไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ ปรากฎว่าคำให้การของจำเลยมีการขีดฆ่าตัวอักษรที่พิมพ์แล้วจำนวนมาก อ่านแล้วก็เป็นไปในทำนองว่าจำเลยให้การรับสารภาพ แต่ข้อความไม่สอดคล้องกันเลย เมื่อพลิกดูจากด้านหลังที่สามารถอ่านตัวอักษรที่ถูกขีดฆ่าได้ทุกตัวรวมกับตัวอักษรที่ไม่ถูกขีดฆ่าก็จะอ่านได้ความชัดเจนว่า จำเลยให้การปฏิเสธ

……….2 ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ศาลจังหวัดอีกแห่งหนึ่งในภาคกลาง มีคนร้ายขึ้นลักโทรทัศน์ที่บ้านพัก เมื่อไปแจ้งความและให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวน โดยเล่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟังแล้วพนักงานสอบสวนก็พิมพ์คำให้ถ้อยคำของผม แต่เมื่อพิมพ์เสร็จปรากฎว่า ไม่ได้เป็นไปตามที่ผมให้ถ้อยคำ เมื่อผมทักท้วงเขาบอกว่า ไม่เป็นไรไม่ใช่สาระสำคัญ

……….3 เมื่อปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ศาลฎีกา มีคดีฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ ในชั้นศาลให้การปฏิเสธและนำสืบว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยไม่ได้ให้การรับสารภาพ แต่พนักงานสอบสวนพิมพ์คำให้จำเลยเองแล้วให้จำเลยลงชื่อโดยไม่ได้อ่านให้ฟัง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เชื่อว่า จำเลยรับสารภาพในชั้นสอบสวน จึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 33 ปี 4 เดือน แต่ชั้นศาลฎีกาผมและองค์คณะไม่เชื่อว่า จำเลยรับสารภาพและเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระความผิด จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1762/2539 ( เรื่องนี้เคยนำมาเขียนโดยละเอียดครั้งหนึ่งแล้ว )

…..ขอจบตอนแรกเพียงเท่านี้ ขอความกรุณาว่า ถ้าจะแสดงความคิดเห็นขอให้อยู่ในขอบเขตที่เขียนมาและโปรดอย่าใช้คำหยาบนะครับ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เสียงครวญสุดท้ายของสื่อเก่า “ไดโนเสาร์” ก่อนตอกตะปูปิดฝาโลงและถึงเวลาของ “สื่อใหม่-คนรุ่นใหม่”เสียที

ได
ยุคเปลี่ยนผ่านของการสื่อสารมวลชน ล้วนกระทบไปถึงวิสัยทัศน์ของ “ผู้นำองค์กรยุคใหม่” ต้องใส่ใจก่อนตกยุค

ผลจากการพัฒนาเทตโนโลยีควบรวมโทรศัพท์มือถือกับสื่ออินเตอร์เนต กลายเป็น “โซเชียลมีเดีย” ซึ่งในทางวิชาการเดิมเรียกว่า “สังคมออนไลน์” ทำให้ประชาชนสนใจสื่อกระแสหลักน้อยลงเรื่อยๆ

เนื่องเพราะคนมีเท่าเดิม สื่อใหม่ๆ เกิดขึ้น ประชาชนก็กระโจนเข้าใส่ตามกระแส กลายเป็น “พลังใหม่” พลังสังคมใหม่พลังที่ใครก็ไม่อาจต้านทาน

การรวมตัวของประชาชนผ่านสื่อโซเชียลเป็นไปได้ง่าย แค่มีความเห็นตรงกัน คิดทำในสิ่งคล้ายๆกัน ก็จะเกิดแรงดึงดูดมหาศาล

บางกลุ่ม บางสื่อโซเชียล สามารถรวมกลุ่มส่งข่าวถึงกันนับล้านๆ คน หรือหลายล้านคนในเวลาเดียวกัน โดยแอดมินคนเดียว

ซึ่ง”สื่อเก่า” ไม่อาจทำได้ เพราะสื่อใหม่เขาโยงใยถึงกันแบบใยแมงมุม ไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่เป็นทั่วโลก

ความได้เปรียบในเรื่องความฉับไวของ “สื่อใหม่” จึงสามารถสะกด “สื่อเก่า” ได้อย่างชะงัด

บางครั้งกลายเป็น “นักตรวจสอบสื่อ” ไม่ว่าข่าวหรือความเห็น บทความหรือการสัมภาษณ์ หากไม่อยู่ในร่องในรอย ก็อาจถูกสอยลงมาด่าว่า โต้แย้ง ชี้แจงได้ในทันที

เพราะสื่อเสรี ประชาชนก็เสรีเช่นกัน

ไม่ว่าสื่อเก่าจะตะโกนก้องว่า อย่าไปให้ความสำคัญสื่อโซเชียลเพราะไม่มีมาตรฐาน แต่หาทัดทานสื่อใหม่ที่ก้าวใกลได้

สำนักข่าวหลายแห่งรับความเปลี่ยนแปลงจนปรับตัวไม่ทัน ต่างปิดตัวเองลงบางแผนก ทั้งทีวีดาวเทียม นิตยสารที่มีอายุยืนยาวกว่า 60 ปี หรือแม่แต่หนังสือพิมพ์รายวันอายุกว่า 40 ปี ก็ทนกับแรงเสียดทานของความรุดหน้าของเทคโนโลยีไม่ไหวต้องปิดตัวลง

เพราะแค่จะเอารายได้จากยอดขายมาบวกโฆษณา ก็ทำท่าจะไปไม่ไหวเพราะต้นทุนสูงขึ้น คนเสพสื่อน้อยลง

สื่อโฆษณามีทางเลือกเพิ่ม สามารถวัดประสิทธิภาพทางการตลาดด้วยยอดคนอ่าน ยอดคนแชร์ ที่มีหลักฐานวัดผลได้

ในขณะที่สื่อเก่า อาจคุยว่าพิมพ์เท่านั้นเท่านี้ได้ แต่คำถามง่ายๆ ว่า “ใครอ่าน” ก็ลำบาก

เทคโนโลยี่ของสื่อใหม่วัดให้ดูได้ว่าคนร่วมอ่านร่วมเสพข่าวเป็นมีจำนวนเท่าใด เพศใด วัยใด อาชีพอะไร กลุ่มไหน  เป็นต้น

การต่อสู้ด้านดึงผู้ดู ผู้ชม ผู้อ่านเกิดขึ้นมาตลอด แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ต่อฝ่ายประชาชนที่เป็น “เสรีชน”

“สื่อเก่า” กำลังตกยุค ในขณะที่ “สื่อใหม่” มาแรง

เลยต้องขอนำบทความดีๆ มาให้ “ผู้นำองค์กร” ทั้งหลายได้ศึกษาเป็นข้อมูล

ส่วนจะคิดอ่านทำอะไร…ท่านได้สิทธิ์นั้นทันที

แคน ไทเมือง

@@@@@

Leadership Trends 2017 “ถึงเวลาของคนรุ่นใหม่”

1111

บทความโดย : พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม

1

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

เนื่องจากในปี 2017 เป็นปีที่มีการเปลี่ยนผ่านสู่มิติใหม่ที่สำคัญ 2 ประการคือ

(1) การเกิดการหลอมรวมของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต (Technology convergence) ที่ทรงประสิทธิภาพ ที่ทำให้เกิดการพลิกผันทางเทคโนโลยี (Technology disruption)

(2) คนหนุ่มสาวยุค Millennial หรือ Generation Y และ Z ที่มีความคิดและวิธีการทำงานแบบใหม่ที่แตกต่างจาก Generation X เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทในองค์กร จึงทำให้การบริหารจัดการในทุกมิติต้องเปลี่ยนไป

ประการแรก ประเด็นการหลอมรวมของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่งกำลังเข้ามาไล่ล่าผู้นำไม่ว่าจะเป็นการ shift ความเร็วของการรับส่งข้อมูลบน mobile จาก Mbps ไปสู่ Gbps, ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence; AI) ที่นำมาประยุกต์ใช้ในระบบ Social media, Search engine และ Data Analytics จนมีความฉลาดอย่างมาก ไปจนถึงเทคโนโลยีเข้ารหัส Cryptography อย่างเช่น Blockchain เป็นต้น จนทำให้ผู้บริโภคมีพลังอำนาจสูงขึ้น พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างถอนรากถอนโคน

ประการที่สอง ประเด็นการเติบโตของคนรุ่นใหม่ยุค Millennial (Gen Y ) และ Gen Z ที่มีความคิดแบบใหม่ที่แตกต่างจาก Gen X กำลังเริ่มก้าวเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อองค์กรในปี 2017 อย่างชัดเจน รวมทั้งมีอิทธิพลในการร่วมเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัล (Digital transformation) และมีกำลังซื้อมหาศาล จึงทำให้การบริหารจัดการในองค์กรและการวางแผนด้านการตลาดต้องถูกเปลี่ยนไป เพราะการวางรากฐานขององค์กรที่มีอยู่เดิมเป็นการวางไว้โดย Baby boomers และ Gen X ซึ่งมีวิธีคิดที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

leadership-trends-2017

ผู้เขียนได้ค้นคว้าบทวิเคราะห์จาก reference ต่างๆ ที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้นำควรดำเนินการในปี 2017 แล้วนำมาเชื่อมโยงกับประเด็น 2 ประเด็นสำคัญที่ตั้งไว้ จึงทำให้สามารถสรุป Leadership Trends ในปี 2017 ได้ 8 ข้อดังนี้

(1) ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ให้มากขึ้น

ผู้นำองค์กรในปี 2017 ต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากรใน Gen Y ซึ่งถือว่าเป็น work force หลักขององค์กรในเวลานี้ ทั้งนี้เพราะพวกเขามีคุณลักษณะพิเศษที่แตกจากบุคลากร Gen X ที่เราเคยสัมผัสมาก่อนนี้ ผู้นำจึงควรเรียนรู้ให้ลึกซึ้งถึงความแตกต่างและมองให้เห็นถึงศักยภาพที่โดดเด่นกว่าบุคลากรในยุคก่อน ซึ่งหากผู้นำสามารถค้นหาศักยภาพที่มีค่าในตัวพวกเขา ก็จะทำให้องค์กรมีขีดความสามารถเหนือคู่แข่งในตลาดได้ไม่ยาก เพราะ Gen Y เหล่านี้เต็มไปด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์และมีความคล่องแคล่วในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมาก

(2) มอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า

เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างมาก ทำให้องค์กรสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาสร้างความประทับใจและประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในการตอบสนองพวกเขาแบบ realtime และเทคโนโลยีในปัจจุบันยังมีขีดความสามารถที่จะทำให้องค์กรสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการได้หลากหลาย และยังสามารถเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเข้ามาออกแบบสินค้าและบริการได้ตามที่ตัวเองต้องการ (personalization) ได้อีกด้วย โดยองค์กรในยุคนี้จะต้องเชื่อมกับลูกค้าเพื่อให้ข้อมูลและช่วยเหลือลูกค้ามากกว่าการพยายามขายสินค้า เพราะในวันนี้เทคโนโลยีได้ทำให้ลูกค้ามีพลังอำนาจเหนือองค์กรแล้ว ซึ่งผู้นำขององค์กรจะได้รับความท้าทายในการที่จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดและการบริหารแบบเดิมๆ ซึ่งมุ่งเน้นแต่ยอดขาย โดยผลที่ได้ออกมากลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม

(3) สร้างการทำงานเป็นทีมในรูปแบบเครือข่าย

ผู้นำองค์กรต้องดำรงขีดความสามารถในปี 2017 นี้ จะต้องนำทีมในรูปแบบการทำงานร่วมกัน (collaboration) ไม่ใช่การสั่งการ นั่นคือ รูปแบบการทำงานที่มี Y Generation มีส่วนร่วมมากขึ้น ผู้นำจะต้องปรับรูปแบบการทำงานใหม่ โดยต้องสร้างแรงบันดาลใจให้ทำงานเป็นเครือข่ายภายในทีม และยังต้องร่วมมือระหว่างทีมอีกด้วย การทำงานในรูปแบบตามสายงานตามลำดับชั้นนั้น เริ่มเป็นรูปแบบโบราณไปเสียแล้วสำหรับการทำงานในยุคนี้ และผู้นำจะต้องสร้างรูปแบบการทำงานใหม่ให้เกิดขึ้น เช่น การทำงานเป็นทีมร่วมกันระหว่าง freelance workers และ full-time workers ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างทีมแบบ “more flexible teaming” และที่สำคัญรูปแบบการทำงานตัองไม่ยึดติดกับสถานที่และเวลา

(4) องค์กรต้องเตรียมการการพบกันระหว่าง Millennials (Gen Y) และ Gen Z

ในปี 2016 ถือว่าเป็นปีแรกที่ Gen Z ได้จบการศึกษาและเข้ามาร่วมทำงานในองค์กร และในปี 2017 นี้จะเป็นปีที่พวกเขาต้องทำงานอย่างเต็มที่ ส่วน Gen Y จะมีบทบาทในระดับบริหารองค์กร จึงทำให้ในปี 2017 เป็นปีแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงความแตกต่างทางความคิดของบุคลากรทั้ง 3 รุ่นคน (X Y Z) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมีความแตกต่างด้านอายุและด้านความคิดอย่างมาก ดังนั้นผู้นำองค์กร จะต้องเข้าใจถึงความต้องการของบุคลากรทั้งสามรุ่น รวมทั้งต้องปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อสร้าง momentum ให้เกิดขึ้นในองค์กรอีกด้วย

(5) ปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมใหม่

องค์กรมีความจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างใหม่ด้วยหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างของบุคลากรใน generation ต่างๆ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ไปจนถึงผู้บริโภคที่จะมีพลังในการหาข้อมูลข่าวสารความรู้ พร้อมกับการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งทำให้องค์กรไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแพลทฟอร์ม (Digital platform transformation) ที่ตอบสนองแบบ realtime ได้อีกต่อไป โดยอยู่บนพื้นฐานของการทำงานเป็นทีมในรูปแบบเครือข่าย

(6) ใช้เทคโนโลยีเพื่อการวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตที่แม่นยำจะเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จขององค์กร

ผู้นำไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยี Data analytics ได้อีกต่อไป เพราะเครื่องมือชนิดนี้มีอยู่จริงในตลาด ซึ่งนำมาใช้เพื่อการติดตามตรวจสอบสถานการณ์ต่างๆ ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยการจำลองพฤติกรรมผู้บริโภคในทุกมิติในรูปแบบโมเดลทางคณิตศาสตร์ (Mathematical medel) และสามารถมอร์นิเตอร์พฤติกรรมผู้บริโภคได้เกือบ realtime โดยผู้นำองค์กรจะต้องแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจน ที่จะให้ทั่วทั้งองค์กรตัดสินใจและทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐาน mobile digital platform ที่ใช้ผลของการวิเคราะห์ข้อมูลที่แท้จริงเป็นหลัก ด้วยการใช้ดุลยพินิจให้น้อยลง ทั้งนี้เพื่อความถูกต้องแม่นยำในการตัดสินใจ

(7) ตรวจสอบสัญญาณและผลกระทบจากการพลิกผันของเทคโนโลยี (Technology disruption) อย่างสม่ำเสมอ

ความเข้าใจในระบบนิเวศดิจิทัล (Digital ecosystem) นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้นำในยุค Disruption เพราะหากขาดวิสัยทัศน์ มองภาพการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วไม่ออก ก็อาจจะนำพาองค์กรไปสู่หายนะในที่สุด ความประมาทของผู้นำและผู้บริหารที่มองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆ อย่างไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ ก็สามารถทำให้องค์กรล่มสลายและหายไปจากตลาดได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งองค์กรที่มีอำนาจรุ่งเรืองมานานก็จะยิ่งทำให้ผู้นำตกอยู่ในความภาคภูมิใจ จนไม่เชื่อว่าจะมีใครมาท้าทายได้ ผู้นำจึงควรตรวจสอบสัญญาณการเปลี่ยนแปลงด้านการพลิกผันของเทคโนโลยีทั้งในอุตสาหกรรมของตนเองและอุตสาหกรรมข้างเคียงอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งติดตามสัญญาณการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าอย่างใกล้ชิด

(8) ผู้นำในปี 2017 ต้องเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

“CEO จะต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง” มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงแก่บุคลากร ริเริ่มการกระจายอำนาจ ริเริ่มการทดลองทดสอบโครงการใหม่ๆ สร้างให้เกิดความร่วมมือ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลให้เป็นประโยชน์สูงสุด และมีความรวดเร็วในการตัดสินใจ โดยองค์กรที่มี “ความเป็นผู้นำดิจิทัล” ที่ประสบความสำเร็จในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น “วัฒนธรรมองค์กร” คือกุญแจแห่งความสำเร็จ และความสำเร็จดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าเกิดจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารความรู้กันทั่วทั้งองค์กร ไปจนถึงการร่วมมือกันในการสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ร่วมกันนั่นเอง ผลจากการสร้างสรรค์ความรู้ จึงทำให้บุคลากรทุกคนไม่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และพร้อมรับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเช่นกัน


ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก it24hrs.com

https://www.it24hrs.com/2017/leadership-trends-2017/

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สังคมพระเครื่องรุ่นเก่า…เล่านั้ง…ยังมีเยอะ สะสมด้วยศรัทธาจากพระหลักร้อยกลายเป็นพระหลักล้าน

พระเก่า

สังคมพระเครื่องรุ่นเก่า…เล่านั้ง…ยังมีเยอะ

สะสมพระอย่าใจร้อนและควรใช้เงินเย็น

รุ่นๆพวกผมก็ใกล้ๆ 70 ปี สะสมพระมาตั้งแต่วัยรุ่นนุ่งกุงเกงขาสั้น มีแต่เก็บเข้ารังไม่ยอมปล่อย เต็มที่ก็ “ตีไก่” แลกเปลี่ยนกันไป ถูกใจให้เป็นของขวัญ

เราใช้ตำรา “เงินเย็น” สะสมเล่นแบบสบายใจ กำไรคือมูลค่าเพิ่มแทนดอกเบี้ยธนาคาร

ตอนวัยรุ่นฟลุ้คๆได้พระสมเด็จจากแผงแบกะดิน ยื่นให้รุ่นใหญ่ดูก็ไม่เชื่อว่าแท้ เพราะเป็นพิมพ์ที่เขาไม่นิยม แต่เราก็มี “องค์ครู” ศึกษาเนื้อ ทำให้ไม่พลาด

ปี 12-13 ใครจะสู้เจ้าคุณนรฯ บางขุนพรหม ปี 09 มาแลกยังไม่ยอม 100 ปีวัดระฆังสร้างมาราคาทำบุญก็ไม่มาก เวลานี้จับไม่ได้ใกลสุดกู่

เก็บพระปี 2517-18 ยุคเหรียญเกจิกำลังดังองค์ละร้อยสองร้อย วันนี้ 40 ปีผ่านไป ราคาก้าวไปเป็นองค์ละแสน หลายแสน กำไรดีกว่า “ซื้อที่ดิน”

เพราะใช้ทุนน้อยกว่ามาก

แต่อุปสรรคของ”พระเหรียญ” ยุคนั้นเริ่มมีคำว่าปลอมด้วยคอมพิวเตอร์ สร้างบล้อคมาจากเมืองนอก หลวงพ่อแดงเขาบันไดอิฐเพชรบุรีก็เลยเจอทางตัน คนไม่กล้าเล่น

หลวงพอเงินหลวงพ่อเงินเพิ่งเริ่มมีคนหา
หลวงปู่แหวน หลวงปู่เกษมออกนับร้อยรุ่น แต่คนเก็บก็ไม่ขาดทุน แค่กำไรน้อย

ที่ไม่ค่อยพลาดคือเหรียญมีตรา “ภปร.” ประทับด้านหลัง ขลังตั้งแต่มีเริ่มสร้าง เพราะพระองค์ท่านเสด็จทรงเยี่ยมพระปฏิบัติดี ปฏิบีติชอบ

ความแรงจึงไปอยู่ที่พระเนื้อผง พระเหรียญรุ่นเก่า
พระอาจารย์ฝั้นมาแล้ว แต่ปลอมระบาด

หลวงพ่อคูณมายังไม่ถึงกับแรงนัก คนรักยังไม่มาก กว่าจะติดตลาดก็หลังปี 30

หลวงปู่ทิม ระยองมาเงียบๆ ดังเฉพาะในกลุ่มลูกศิษย์ เปิดเช่าผ่านนิตยสารก็เยอะ พระเลยกระจายไปหลายจังหวัด ออกแบบสวย มีสร้างรูปแบบพิมพ์โบราณหลากหลาย คล้ายสมัยสมเด็จโตสร้างพระพิมพ์โบราณมากมาย เวลานี้ผมยังจำได้ไม่หมดมีกี่พิมพ์

พระเก่า2

กลุ่มนายทุนเก็บเหรียญ แทงหวยผิดก็มากมาย ใครทนแบกมาได้ถึงวันนี้คงอยากตามไปเก็บของเก่า…รู้งี้เอาไว้เยอะๆก็คงดี ว่าไปโน่น

กรุนาดูนแตกใหม่ๆ ให้เปล่าก็ไม่มีใครกล้าเล่น เรียกเป็นกรุอาดูรว่าไปโน่น เพราะพระดินดิบใครจะกล้าหยิบ พระกรุเล่นแต่เนื้อดินเผา เอาเบญจภาคีเป็นที่ตั้ง

เวลานี้อย่าถามนะ กรุนาดูนไปใกลขนาดไหน

40 ปี 50 ปี ผ่านไป ไวเหมือนโกหก

เวลานี้เก็บแล้วก็มีเพื่อนเกษียณแล้วนำของสะสมมาอวดกัน ทั้งผู้พิพากษา นายพลตำรวจ นายพลทหาร ข้าราชการระดับอดีตอธิบดี รองอธิบดี อดีตนักการทูต กูรูพระเครื่องอีกหลากหลายสาขา ทั้งนักนิยมประกวด กรรมการตัดสินพระเครื่อง รุ่นหนุ่มๆก็มีบ้างเราคบหลายวัยเพื่อทราบความเป็นไป

เขาโชว์พระเราก็มีโชว์กับเขาไม่น้อยหน้า
ของมีคุณค่าไม่ได้วัดที่ราค

แต่พอมาสมัยนี้พระเครื่องราคาแพง จับมายุคหลังก็มีต้นทุน พอคิดบัญชีแล้วมันชักเกินลิมิต เลยต้อง “ปล่อยออก” เอามาทำทุนต่อ เฉพาะที่มี “หลายองค์”

สะสมพระเครื่องเลยต้องหูไวตาไว ตามติดตลาดพระไม่ให้ตกรุ่นตกสมัย จะกลายเป็นขายหมู

แต่พวกเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยปล่อยเก็บไว้ให้ลูกหลาน เพราะเก็บเฉพาะหลักๆ ประเภท “หุ้นพื้นฐานดี” มีแค่ “ปันผล” ก็ล้นเหลือ

แต่ถ้า “หุ้นขึ้น” ก็ปล่อย “ลดพอร์ต” หากำไรไปเที่ยวทำบุญบ้างพอเพลินๆ

สะสมพระเครื่องไม่ใช่เรื่องธุรกิจ แต่มันมีเสน่ห์ มีศรัทธา มีศิลปะ มีประวัติศาสตร์ มีศาสนา ปรัชญาความเชื่อ มีมิตรภาพ และที่สุด “มีมูลค่าเพิ่ม” เติมกำไรให้ชีวิต

ก็เท่านั้นเอง…

แคน ไทเมือง

พระเก่า1
หมายเหตุ : “พระโชว์” เก็บไว้ให้ลูกหลานครับ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

รู้มั๊ย ฝนหนัก 3 ครั้ง ทำไมน้ำไม่ท่วมหาดใหญ่?

Screenshot_2017-01-10-16-59-44

เพราะ “พ่อ” ได้สร้างไว้ให้คนหาดใหญ่

รู้ไหม ?? ทำไมหาดใหญ่เจอฝนหนัก 3 รอบที่ผ่านมาไม่ท่วม เพราะ “ในหลวง ร.๙” ได้เสด็จและตรวจดูการระบายน้ำด้วยพระองค์เองช่วงน้ำท่วมหนักๆเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว และเมื่อทุกอย่างเห็นทางออกพระองค์จึงได้รับสั่งสร้างคลองระบายน้ำ ร.1-6 ไว้รองรับน้ำและเมื่อเจอฝนตกหนักๆติดต่อกันหลายวัน น้ำทั้งหมดได้ระบายออกสู่ทะเล และนับตั้งแต่นั้นมาหาดใหญ่ไม่เคยท่วมอีกเลย …

บทความ : @Jatuporn Boonya
……………………
สำหรับกรณีปี 53 ขออนุญาตตอบตามนี้นะครับ “ด้วยผังเมืองมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีสิ่งปลูกสร้าง ได้สร้างขว้างทางน้ำไว้ ทำให้น้ำระบายไม่ทันและน้ำทะเลหนุน”

#ตอบข้อสงสัยโดย : @Phocup’s Memories
…………………….
Top Comment No.1 @เกตุ ช่อดอก

“ตอนนี้น้ำท่วมใต้แสนสาหัส พ่อจากลาลับไม่หวนกลับ ลูกใต้คิดถึงพระคุณล้น ช่วยกู้วิกฤต นานับ โอ้พ่อจ๋าขาดพ่อแล้วใครได้แลเหลียว ตอนนี้น้ำพานองทั่วด้ามขวาน พ่อจ๋าอยู่บนฟ้าโปรดประทาน ขอพระบารมีปกป้องลูกๆแห่งแผ่นดินด้ามขวานของพ่อด้วยเทอญ”
……………………
Top Comment No.2 @หนึ่ง เว้ย เฮ้ย

“ณ วันนี้ด้วยเหตุการภาคใต้ถูกน้ำท่วมทำให้ผมนึกถึงหาดใหญ่ที่เคยโดนน้ำท่วมผมอยู่ในเหตุการณ์รู้สึกหดหู่ใจในการถูกตัดขาดหลายอย่าง และสูญเสียข้าวของ #แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่คือในหลวง ร.๙ ทรงช่วยประชาชนของพระองค์ในอำเภอหาดใหญ่และใกล้เคียง พระองค์ทรงสำรวจเหตุการน้ำท่วมหาดใหญ่ทรงชี้แนะแนวทางแก้ปัญหา ในหลวง ร.๙ ไม่เคยละทิ้งประชาชนทั้งๆที่พระองค์จะทรงอยู่อย่างสุขสบายอย่างพระมหากษัตริย์ประเทศอื่นก็ได้ แต่พระองค์ไม่เลย ถ้า ณ ตอนนี้ พระองค์ยังอยู่ ทรงแข็งแรง พระองค์ต้องลงมาช่วยแก้ปัญหาชาวใต้ให้เป็นแน่แท้ นี่แหละคือพระราชา นี่แหละคือผู้นำ ที่ควรแกการเคารพนับถือ กราบไหว้ 

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ชาวชุมพรรอดวิกฤติจากหนักกลายเป็นเบา แก้มลิงหนองใหญ่โครงการพระราชดำริ

Screenshot_2017-01-10-14-02-20

5

6

แก้มลิงหนองใหญ่ ชุมพร
สำนักข่าวเจ้าพระยา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

กระหึ่มโซเชียล : กรณีครู กลายเป็นแพะ ติดคุกฟรี คือความล้มเหลวทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ตำรวจ

20170110_142210

ครูสาว’แพะ’ติดคุกฟรีปีครึ่ง ลูกไม่ได้เรียน/ขอเป็นอุทาหรณ์
ยุติธรรมช่วย “แพะครู” ติดคุกฟรี คดีขับรถชนคนตายนาน 1 ปี 6 เดือน ก่อน จนท.ช่วยหาหลักฐานจนศาลสั่งรื้อฟื้นคดี เหตุคนผิดให้การรับสารภาพต่อหน้าศาล ด้านศูนย์ช่วยเหลือฯแนะประชาชน หากเชื่อว่าไม่ผิดต้องต่อสู้คดี
จันทร์ที่ 9 มกราคม 2560 เวลา 14.11 น…. อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/regional/547753
ครูสาว’แพะ’ติดคุกฟรีปีครึ่ง ลูกไม่ได้เรียน/ขอเป็นอุทาหรณ์
ยุติธรรมช่วย “แพะครู” ติดคุกฟรี คดีขับรถชนคนตายนาน 1 ปี 6 เดือน ก่อน จนท.ช่วยหาหลักฐานจนศาลสั่งรื้อฟื้นคดี เหตุคนผิดให้การรับสารภาพต่อหน้าศาล ด้านศูนย์ช่วยเหลือฯแนะประชาชน หากเชื่อว่าไม่ผิดต้องต่อสู้คดี
จันทร์ที่ 9 มกราคม 2560 เวลา 14.11 น….
อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/regional/547753

กรณีครู กลายเป็นแพะ ติดคุกฟรี
คือความล้มเหลวทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ตำรวจ

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็นแชร์

10 ความคิดเห็น
ความคิดเห็น
รักทุกคนนะ ชุมคุณ
รักทุกคนนะ ชุมคุณ ใครๆก็รู้ครับ เริ่มตั้งแต่ผู้บังคับใช้กฏหมายไปจนถึงผู้ตัดสินนั่นแหละ ลองถ้าเส้นใหญ่ นามสกุลดัง ตังเยอะสิครับ จะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับพวกเขาเด็ดขาด

Sutep Onsakol
Sutep Onsakol คดีลูกเศรษฐีข้บรถหรูชนตำรวจตายใครทราบบ้างว่าคดีถึงใหนแล้ว อย่างนี้ล้มเหลวมั้ย

วีระยุทธ ต้อม บูรณะประภา
วีระยุทธ ต้อม บูรณะประภา ตำรวจ อัยการ ทนายจำเลย แต่ไม่ใช่ศาลแน่นอน เพราะศาลจะพิจารณาตามพยานหลักฐานที่ฝ่ายอัยการอ้างส่ง ทนายความจำเลยก็ต้องตีพยานนั้นๆ ให้แตกหรือเพียงให้ศาลสงสัย เพื่อยกประโยชน์ให้จำเลย เมื่อไม่มีใครทำให้ศาลสงสัย ศาลก็จะพิจารณาไปตามพยานที่ต่างนำเข้ามากล่าวอ้างทั้งหมดเพียงแค่นั้น

รักทุกคนนะ ชุมคุณ
รักทุกคนนะ ชุมคุณ งั้นขอถามหน่อยครับ ผมยังข้องใจเกี่ยวกับคดีของตายายเก็บเห็ดติดคุก 15 ปีไม่หายเลย ทั้งหลักฐานและพยานนี่ศาลจะไม่เอะใจมั่งหรือครับ คนสองคนตัดไม้ 72ไร่วันเดียวและอยู่คนละที่ด้วย

รักทุกคนนะ ชุมคุณ
รักทุกคนนะ ชุมคุณ อีกคดีคือ ลุงขาพิการรับซื้อของโจรแต่ดารารับซื้อของโจรกลับไม่โดนอะไรคือผิดอะไรคือไม่ผิด …?

วีระยุทธ ต้อม บูรณะประภา
วีระยุทธ ต้อม บูรณะประภา รักทุกคนนะ ชุมคุณ คดีตายายเก็บเห็ด ตามข่าวบอกว่าถูกกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นตั้งแต่ป่าไม้ ทำสำนวนเอาผิด แต่บอกกับตายายอีกอย่างว่าโทษแค่ปรับ ทำนองว่าไปถึงศาลแล้วให้รับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็อ่านคำฟ้องแล้วถามตายายๆ ก็บอกรับสารภาพ ศาลจึงพิพากษา ตายายถึงรู้ว่าดูเพิ่มเติม

<em style=”background-image: url(/rsrc.php/v3/yB/r/FR-PknWtTq6.png); background-size: auto; backg

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

พระสมเด็จวัดระฆัง : มุมมองทางด้านวิชาการ


ขอแนะนำผู้สนใจศึกษา พระสมเด็จวัดระฆัง” อ่านบทความดีๆ ที่อธิบายพระสมเด็จวัดระฆังอย่างเป็นระบบ

ศึกษาก่อนสะสม…( คลิก )

พระสมเด็จวัดระฆัง : มุมมองทางด้านวิชาการ
Phra Somdej Wat Rakang in Academic Perspective
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล
Asst. Prof. Dr.Natdhnond SippaphakulD.A. ( Arts and Culture Research)dr.natdhnondl@hotmail.comdr.natdhnond@gmail.com
Tel. 08 5767 8008

คณะศิลปกรรมและออกแบบอุตสาหกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
ถ.สุรนารารยณ์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000


ตอนที่ 1
พระดีนอกกำมือเซียน

พวกเราชาวพุทธคงเคยได้ยินคำสอนของพระพุทธองค์ที่ได้ตรัสกับเหล่าสาวกเมื่อครั้งพุทธกาลว่า ความรู้หรือธรรมะบางข้อที่พระพุทธองค์นำมาสั่งสอนพระสาวกนั้น เป็นความรู้หรือความจริงแท้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เปรียบเสมือนใบไม้ที่อยู่ในกำมือของพระองค์ แต่ใบไม้ที่อยู่นอกกำมือนั้นมีอยู่มากมาย ลองหันไปดูบนต้นไม้ ในป่านี้ หรือในป่าทั้งโลก และยังมีอยู่ในจักรวาลและอนันตจักรวาลอีกมากมาย ฉะนั้น ในการศึกษาพระเครื่องหรือในเรื่องใดๆก็ตาม ที่เราเรียนรู้มาจากครูอาจารย์ จากเซียน จากคำบอกเล่า หรือจากตำราที่อ้างสืบๆกันมานั้น มันก็เป็นเพียงความรู้เพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจมีทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้อง (ธรรมะของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ถูกต้องและเที่ยงแท้ไม่เปลี่ยนแปลง) แล้วนับประสาอะไรกับความรู้ของเซียนที่อ้างสืบๆต่อกันมา มันจะเป็นความจริงไปเสียทั้งหมดเช่นนั้นหรือ แล้วไฉนหลายๆท่านจึงยังคงเชื่อเฉพาะความรู้เก่าๆ โดยไม่เปิดใจไปเรียนรู้ ใบไม้นอกกำมือเซียน บ้าง บางทีท่านอาจพบกับความมหัศจรรย์ของสิ่ง(พระ)ดีๆ อย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม การเสนอความคิดเห็นในบทความนี้ ก็นับเป็นความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้หรือ ประสบการณ์ และความมหัศจรรย์จากการปฏิบัติธรรม(ปัจจัตตัง)ของผู้เขียน จึงเป็นเพียงมุมมองหนึ่งเท่านั้น ขอให้ทุกท่านจงใช้สติปัญญา อย่าพึ่งเชื่อ จนกว่าท่านจะได้พิสูจน์ด้วยตัวของท่านเอง(ตามหลักกาลามสูตร) หรือจนกว่าท่านจะได้ประมวลความรู้จากแหล่งต่างๆอย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงควรจะเชื่อไปตามนั้น แนวทางการศึกษาพระเครื่องจึงมีหลายแนวทาง ผู้เขียนจึงขอสรุปดังนี้
แนวทางการศึกษาพระเครื่อง

1. ด้านพุทธศาสตร์และวัฒนธรรม ได้แก่ คติความเชื่อและประเพณีนิยมในการสร้างพระ เช่น การสร้างพระสมเด็จของเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ท่านมีเจตนาในการสร้างพระเพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนา การอธิษฐานจิตทุกครั้งจึงต้องอาศัยพุทธบารมี ธรรมบารมี สังฆบารมี และในบางครั้งได้อาราธนาอัญเชิญองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาร่วมในการอธิษฐานจิตด้วย (เป็นเรื่องเหนือโลกหรือเหนือความรู้ของเซียน) ฉะนั้น ผู้ใดปรามาสพระพิมพ์ที่แท้ แต่ไปกลับบอกว่าเป็นพระปลอมด้วยอกุศลจิต ย่อมถือว่า เป็นการปรามาสหรือลบหลู่พระพุทธเจ้า จึงนับเป็นบาปที่หนักหนามาก ขอจงพึงระวังให้มาก อย่าให้เงินมาผูกขาดอัตตาของตัวเอง จนเดินไปสู่ขุมนรก หรือความวิบัติในบั้นปลายของชีวิต
2. ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ได้แก่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสมัยนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น มีบางคนบอกว่า พระสมเด็จที่มีเหรียญรัชกาลที่ 5 ติดอยู่ด้านหลัง เป็นพระสมเด็จวัดระฆังที่ปลุกเสกและอธิษฐานจิตโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ในการสร้างเหรียญกษาปณ์ จะพบว่ามีการสร้างเหรียญพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2417 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากสมเด็จโตมรณภาพไปแล้ว 2 ปี (2415) อีกอย่างเหรียญรัชกาลที่ห้ามีพระพักตร์แก่แล้ว หรือแม้จะมีพระพักตร์หนุ่มก็ยังไม่ทันปี 2415 อยู่ดี ฉะนั้น ในแง่ของประวัติศาสตร์จึงเป็นไปไม่ได้ว่า พระดังกล่าวจะทันสมเด็จโตเป็นผู้ปลุกเสก ประวัติศาสตร์จึงบิดเบือนไม่ได้
3. ด้านพุทธศิลป์ จะบอกให้รู้ว่า พุทธลักษณะและศิลปะที่ปรากฏเป็นองค์พระนั้น สามารถบอกยุคสมัย และกรรมวิธีในการสร้างได้ มีร่องรอยให้ค้นหาความจริงคล้ายด้านประวัติศาสตร์ อีกทั้งลักษณะที่งดงามขององค์พระ(พุทธศิลป์)นั้น จะเป็นสิ่งเสริมบารมีให้แก่ผู้สร้างและเสริมความสง่างามให้แก่พระพิมพ์นั้นๆ อาทิเช่น พระสมเด็จวัดระฆังของเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์(โต) นั้น มีความสง่างามอันเนื่องด้วยมีสัดส่วนที่ลงตัวมากที่สุด ดังเช่น สัดส่วนทอง หรือโกลเด้นเซ็คชั่น (Golden section) ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เกิดตามกฎแห่งความงามที่ชาวกรีกโบราณใช้มานาน ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนของกระดาษเอ 4 หน้าจอทีวี จอโน๊ตบุ๊ค และอีกมากมาย สัดส่วนทองมีขนาดกว้าง 3 ส่วน และยาว 4 ส่วน จะย่อหรือขยายเท่าไหร่ก็ได้ เมื่อนำเอาพระสมเด็จวัดระฆังมาทาบกับสัดส่วนทองจะได้ขนาดพอดีกันอย่างมหัศจรรย์ ฉะนั้นอย่าแปลกใจเลยว่า ทำไมพระสมเด็จวัดระฆัง จึงเป็นยอดแห่งจักรพรรดิของพระเครื่อง

4. ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นี่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการศึกษาคน จะแท้จะปลอมก็อยู่ที่ตัวคน ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดวาทกรรมว่า “แท้” หรือ “ปลอม” ผู้มีอิทธิพลในวงการจึงเป็นพระเจ้า(god) ที่จะตีพระแท้พระปลอมได้โดยไม่ต้องส่องพระ ถ้าศึกษาให้ลึกซึ้งจะเห็นความเคลื่อนไหวของวงการพระที่ผูกติดอยู่กับการตลาดยุคโลกาภิวัตน์อย่างแนบแน่น เป็นธุรกิจเดียวที่มีกำไรมากที่สุดในโลก ซื้อมาร้อยอาจขายได้ถึงห้าสิบล้าน ฉะนั้น อิทธิพลของคนบางกลุ่มจึงเกิดขึ้น อย่าลืมว่า การศึกษาจากตำราและคำบอกเล่าของเซียนโบราณ ก็เป็นความจริงเพียงส่วนหนึ่ง เป็นใบไม้ในกำมือเซียน แต่ใบไม้นอกกำมือเซียนนั้นมีอีกตั้งมากมาย ลองเปิดใจศึกษาให้ดีๆ เราจะเข้าใจบางสิ่งบางอย่างว่า กลุ่มใดอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง และกลุ่มใดมีพลังในการซื้อขายพระ(ธุรกิจ) ก็ย่อมสร้างวาทกรรมที่ผู้คนนอกกลุ่มต้องฝืนยอมรับ เมื่อเขาต้องการที่จะซื้อจึงจะบอกว่าแท้ หากเขาไม่ต้องการที่จะซื้อก็ย่อมจะบอกว่าไม่แท้ เงินบวกจิตอกุศลหรืออัตตา เป็นตัวสร้างวาทกรรมที่ว่า “แท้” และ “ไม่แท้” รวมถึงการประกวดพระก็เช่นกัน ประกวดกันไปเพื่ออะไร รูปพระพุทธเจ้าที่อยู่ในองค์พระ เอามาล้อเล่นได้อย่างนั้นหรือ ลองพิจารณาดูให้ถ้วนถี่ แล้วท่านจะเห็นว่า เงินนั้นแหละที่อาจทำให้หลายๆคนเกิดกรรมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
5. ด้านวิทยาศาสตร์ ก็สำคัญไม่ว่าจะเป็นมือเก่าหรือมือใหม่ เพราะการศึกษาทางด้านกายภาพ (Physical) ด้วยตาเนื้อ ด้วยกล้อง 10x หรือกล้องจุลทัศน์และเครื่องมือสมัยใหม่ จะทำให้เห็นมวลสาร ส่วนผสม แร่ธาตุต่างๆ และธรรมชาติความเก่าที่อยู่บนผิวพระ (Surface)องค์นั้นๆ แต่ถ้าเป็นพระที่มีอายุเก่านับพันปีขึ้นไป อาจใช้การตรวจคาร์บอนได้ หากต่ำกว่านั้นจะได้ค่าผิดพลาด (error) ถึง 80% เขาจึงไม่นิยมตรวจคาร์บอนในวัตถุที่มีอายุน้อย ในปัจจุบันจะมีเครื่องมือวิทยาศาสตร์มาช่วยตรวจสอบหาเนื้อมวลสารได้ และยังสมารถตรวจสอบพลังออร่า (aura) และสเคลาร์ (scalar) เป็นต้น
6. ด้านพลังพุทธานุภาพ ซึ่งเป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องเหนือโลก ที่กลุ่มเซียนส่วนใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลไม่ได้สนใจในด้านนี้
อ่านต่อ…http://art-culture-academy2.blogspot.com/2013/03/phra-somdej-wat-rakang-in-academic.html

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

พระสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน : ทำดีแบบปิดทองหลังพระเพื่อเป็นกำลังแผ่นดิน

ทำดีแบบปิดทองหลังพระ

เมื่อทำดีมากพอแล้วทองจะล้นออกมาด้านหน้าให้คนเห็นเอง

อย่าบ่นเหนื่อย อย่าบ่นท้อ…ให้มองที่ภาพพระราชกรณียกิจ ทุกพระองค์ทรงงานไม่มีวันหยุด

เดินตามรอยสถาบัน สร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติ

ไม่ทำบุญเอาหน้า ภาวนากันตาย แต่ต้องทำทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องบอกใครก็ได้

เมื่อได้ทำแล้ว ส่งไม้ต่อให้คนรุ่นหลังเติมพลังให้เด็กๆ

แคน ไทเมือง

15672584_683741721800602_645481649179946456_n

15781692_683741755133932_5496886193069743444_n

ในราวปีพุทธศักราช 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้ นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการกองหัตถศิลป กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์เข้ามาเป็นผู้แกะแม่พิมพ์พระสมเด็จจิตรลดานี้ในพระราชฐาน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในการแกะแม่พระสมเด็จจิตรลดานั้น ท่านอาจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ได้กรุณาให้เกียรติเล่าและถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีโอกาสรับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทถวายงานในการแกะแม่พิมพ์ไว้ในหนังสือ “พระพิมพ์จิตรลดา” ซึ่งเรียบเรียงและสัมภาษณ์โดย คุณประมุข ไชยวรรณ

อาจารย์ไพฑูรย์ได้ทำการแกะแม่พิมพ์ ตามพระกระแสรับสั่งขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเริ่มลงมือแกะพิมพ์พระสมเด็จจิตรลดา ลงบนหินลับมีดโกน การแกะพิมพ์ (พระสมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน) เป็นพุทธศิลป์แบบแม่พิมพ์ลึก แล้วใช้ดินน้ำมันกดลงบนแม่พิมพ์ลึก เพื่อถอดแบบองค์พระสมเด็จจิตรลดา

จากนั้นก็ทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงทอดพระเนตร และทรงวินิจฉัยแบบพิมพ์ พระองค์ท่านทรงมีพระกระแสรับสั่งให้แก้ไข ตกแต่ง แบบพิมพ์พระสมเด็จจิตรลดาหลายครั้ง จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย

เมื่อได้แม่พิมพ์ที่สมบูรณ์ด้วยพุทธศิลป์ตามพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านแล้ว จากนั้นพระองค์ทรงนำแม่พิมพ์ที่แกะไว้ทำการถอดต้นแบบพระสมเด็จจิตรลดาจากแม่พิมพ์หิน โดยพระองค์ท่านทรงใช้วัสดุเคมีที่นำเข้าจากต่างประเทศที่มีคุณภาพดี จนได้ตามจำนวนพระราชประสงค์แล้ว ก็ทรงนำต้นแบบพระสมเด็จจิตรลดาจำนวนหนึ่ง เรียงบนภาชนะที่เตรียมไว้เพื่อทำการหล่อแม่พิมพ์อีกครั้ง โดยการหล่อเป็นแม่พิมพ์ยาง

การแกะแม่พิมพ์พระสมเด็จจิตรลดาพิมพ์เล็กท่านอาจารย์ได้แกะแม่พิมพ์ถวายหลังจากที่ได้แกะแม่พิมพ์ใหญ่ถวายได้ไม่นานนัก โดยมีพุทธศิลป์เหมือนกับแม่พิมพ์ใหญ่ทุกประการ ยกเว้นแต่มีขนาดเล็กกว่าเท่านั้น พระพุทธศิลป์ขององค์พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพุทธศิลป์แบบพระพุทธรูป พิมพ์ปางนั่งสมาธิ แบบขัดสมาธิราบ พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย ประทับเหนือดอกบัวบานบน 5 กลีบ ล่าง 4 กลีบ รวมเป็น 9 กลีบ ตรงกับรัชกาลที่ 9 รูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว แบ่งเป็นสองแม่พิมพ์ตามขนาดขององค์พระ คือ พิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก พระพิมพ์ใหญ่มีขนาดกว้าง 2 ซม. สูง 3 ซม. ส่วนพระพิมพ์เล็กมีขนาดกว้าง 1.2 ซม. สูง 1.9 ซม.

พระราชประสงค์ในการสร้างพระสมเด็จจิตรลดา สืบเนื่องมาจากที่พระองค์ ได้รับทูลเกล้าฯ ถวายพวงมาลัยดอกไม้สดจากประชาชนในการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกต และได้ทรงแขวนไว้ ณ ที่บูชาองค์พระพุทธปฏิมากร ตลอดเทศกาลจนถึงคราวที่เสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงใหม่ ทรงเห็นเป็นของสำคัญที่ควรเก็บดอกไม้แห้งเหล่านี้ไว้ให้เป็นประโยชน์เพื่อเป็นสิริมงคล และทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ว่าสมควรใช้เป็นส่วนผสมสำคัญสำหรับสร้างเป็นพระสมเด็จจิตรลดา และเพื่อให้ได้พุทธคุณสูงยิ่งขึ้น เพียงเฉพาะดอกไม้แห้งจากพวงมาลัยที่ได้กล่าวถึงมาแล้ว คงไม่เพียงพอสำหรับที่จะทำเป็นองค์พระ จะต้องมีส่วนผสมอื่นที่สามารถจะผสานให้เป็นเนื้อเดียวกัน รวมทั้งวัตถุมงคลจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วราชอาณาจักรด้วย จึงจะได้อำนาจแห่งพุทธคุณโดยสมบูรณ์ ทรงให้เจ้าพนักงานรวบรวมเส้นพระเจ้า (เส้นพระเกศา) หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ (ตัดผม) ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตร และด้ามพระขรรค์ชัยศรี ในพระราชพิธีฉัตรมงคล สีซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงเขียนภาพโดยฝีพระหัตถ์ ชัน และสีซึ่งทรงขูดจากเรือใบพระที่นั่ง ส่วนผสมที่เป็นมงคลนี้ คือ ส่วนผสมที่เรียกว่า “ส่วนในพระองค์”

สำหรับส่วนผสมที่มาจากทุกจังหวัดของทุกภาค ทั่วราชอาณาจักร ทรงมอบให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดหาวัตถุมงคลนี้ ซึ่งนำมาจากปูชนียสถาน หรือพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายเคารพ ปฏิบัติบูชาสืบเนื่องกันมาเป็นเวลานานในแต่ละจังหวัด ได้แก่ ดิน หรือ ตะไคร่แห้งจากปูชนียสถาน ทองคำเปลวปิดพระพุทธรูป ผงธูปหน้าที่บูชา และน้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้นำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นต้น

แม้แต่ภาชนะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ใช้บรรจุ ห่อ วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายถวายนั้น ก็มิได้ทรงทิ้งหรือทำลาย มีทั้งกระดาษ พลาสติก แก้ว และวัสดุอื่นๆ อีกหลายอย่าง เมื่อทรงใช้วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์เสร็จแล้ว ภาชนะวัสดุเหล่านั้นทรงให้ยุบรวมกันเป็นชิ้นเดียวและทรงเก็บรวบรวมในพระราชตำหนัก

ในการสร้างพระสมเด็จจิตรลดานี้ทรงมีพระราชประสงค์ในเบื้องต้น เพื่อบรรจุที่ฐานบัวขององค์พระพุทธวราชบพิตรและพระราชทานแก่ข้าราชบริพารที่ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทรวมทั้งราชองครักษ์ประจำพระองค์ และพระราชทานให้กับพสกนิกรผู้ประกอบแต่กรรมดีแก่ประเทศชาติ โดยทรงมิได้เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือชั้นผู้น้อย จนมาถึงคนขับรถ คนสวน แม่ครัว และบรรดาข้าราชการทหารที่ไปร่วมรบในสมรภูมิต่างๆ เช่น เวียดนามและลาว ผู้บังคับบัญชาในระดับสูงจะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานให้แก่นายทหารเหล่านั้นในจำนวนที่ไม่มากนัก ซึ่งจะทรงมีพระราชวินิจฉัยด้วยพระองค์เองว่าจะมีพระราชทานหรือไม่ จำนวนเท่าใด แต่ในการขอพระราชทานจะต้องขอพระราชทานต่อพระองค์เท่านั้น จะไม่พระราชทานให้แก่ผู้ที่ไม่ได้ขอพระราชทาน ส่วนสมเด็จพระจิตรลดาพิมพ์เล็กทรงพระราชทานให้กับบุตรหลานข้าราชบริพารที่รับใช้ใกล้ชิดพระองค์มีทั้ง เด็กชาย เด็กหญิง และสตรีที่สนองงานพระองค์ ทรงสร้างไว้ทั้งพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็กประมาณ ไม่เกิน 3,000 องค์ และพระราชทานตั้งแต่ในปี 2508 จนสิ้นสุดในปี 2513

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอธิษฐานพระบุญญาบารมีของพระองค์ท่าน ความมีศรัทธาปสาทะอย่างสุดซึ้ง ในพระบวรพุทธศาสนา และผลบุญกุศลที่พระองค์ทรงยึดมั่นอยู่ในการประกอบแต่กรรมดี ทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ ช่วยดลบันดาลให้พระสมเด็จจิตรลาดที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนั้น สูงสุดด้วยพระพุทธานุภาพ และกฤตยานุภาพ คุ้มครองให้คลาดแคล้วผองภัยพิบัติ และอำนวยความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้ที่ได้นำไปบูชา ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา และประกอบแต่กรรมดี ซึ่งอัญเชิญพระพุทธคุณด้วยพระราชหฤทัยอันมั่นคงในทศพิธราชธรรมให้อยู่อย่างมั่นคงกับพระสมเด็จจิตรลดาองค์นี้ ทุกครั้งที่ทรงเทพิมพ์ จะทรงเทพิมพ์ด้วยพระหัตถ์ ในยามดึกสงัดเพียงลำพังพระองค์เดียว มีเพียงเจ้าพนักงาน 1 คน ที่คอยถวายสุธารส และคอยหยิบสิ่งของต่างๆ ถวายตามพระราชประสงค์ การผสมผงวัตถุมงคลจะทรงผสมให้พอดีที่จะพิมพ์ให้หมดในแต่ละครั้งเท่านั้น

ผู้ที่ได้รับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดาทุกองค์จะได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยให้เป็นรายบุคคลๆ ไป พร้อมพระกระแสรับสั่งทุกครั้ง ให้ผู้ที่ได้รับพระราชทาน จงประพฤติปฏิบัติคุณงามความดีอยู่ในศีลธรรม และยึดมั่นอำนาจแห่งพระพุทธคุณ ทรงกำชับให้นำทองคำเปลวปิดที่หลังขององค์พระกอ่นนำไปบูชาเสมอ

ขณะปิดทองให้ตั้งจิตเป็นสมาธิ อธิษฐาน ขอให้ความดีที่มีอยู่ในตัว จงดำรงอยู่ต่อไปและขอให้ยังความเป็นสิริมงคล จงบังเกิดแก่ตัวยิ่งขึ้น อีกประสบแต่ความสุขความเจริญในทางดีงาม เมื่อได้รับพระราชทานแล้ว จะมีใบพระราชทาน (ใบกำกับพระพิมพ์) ซึ่งจะระบุ ลำดับ วัน เดือน ปี ที่ได้รับ ขนาดกว้างประมาณ 12.7 ซม. ยาว 15.8 ซม. เป็นเอกสารส่วนพระองค์ เอกสารสำคัญฉบับนี้ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะแจ้งให้มารับภายหลังจากวันที่ได้รับพระราชทานองค์พระ โดยไม่มีหมายกำหนดที่แน่นอน

การบูชาพระสมเด็จจิตรลดามีสองวิธี คือ หนึ่ง “อามิสบูชา” อันได้แก่การบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน หรือสิ่งของต่างๆ อีกวิธีหนึ่งคือ “ปฏิบัติบูชา” ได้แก่บูชาด้วยการปฏิบัติ หมายถึงการทำดีละชั่ว หมั่นทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ให้มีความโลภ ความโกรธ ความหลงมาครอบงำ การบูชาด้วยการปฏิบัตินี้ คือการประกอบกรรมดี

ส่วนความแตกต่างของพุทธลักษณะขององค์พระสมเด็จจิตรลดาพิมพ์ใหญ่ในแต่ละปี มีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถพอจะแยกจุดเด่นๆ ขององค์พระสมเด็จจิตรลดาพิมพ์ใหญ่ ตั้งแต่ทรงสร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ.2508 ถึง ปี พ.ศ.2513 ตามหลักเกณฑ์จากประสบการณ์ของผู้เขียนดังนี้
ดูตามลักษณะพิมพ์ทรง ความคม ลึก ชัด ขององค์พระในแต่ละปีไม่เท่ากัน ซึ่งเข้าใจว่าเกิดจากการที่ทรงถอดจากแม่พิมพ์หินเป็นแม่พิมพ์ยางและตกแต่งแม่พิมพ์

ดูจากเนื้อสีวัสดุที่เป็นส่วนผสม ทำให้มวลสาร วัตถุมงคต่างๆ แข็งตัวรวมกันเป็นองค์พระ ซึ่งพระสมเด็จจิตรลดาพิมพ์ใหญ่จะมีสีสันขององค์พระในแต่ละปีค่อนข้างจะดูแตกต่างกัน

ดูจากลักษณะด้านหลัง ด้านข้างสันขอบขององค์พระ และความหนา-บางขององค์พระ ซึ่งพระในแต่ละปีจะมีความแตกต่างกัน สังเกตได้ชัดเจนพอสมควร ตามลักษณะการเก็บงานและความเรียบร้อย

2. หลังจากทรงเทพิมพ์เป็นองค์พระแล้ว ดังรายละเอียดที่จะมีบรรยายไว้ใต้รูปขององค์พระสมเด็จจิตรลดาพิมพ์ใหญ่ในแต่ละปี สำหรับพุทธลักษณะขององค์พระสมเด็จจิตรลดาพิมพ์เล็กนั้น ตามประวัติที่ทรงสร้างประมาณว่ามีไม่มากนัก และทรงมีการพระราชทานให้เพียง 2 ปี เท่านั้น(คือ ปี พ.ศ.2508 และ ปี พ.ศ.2509) ซึ่งดูเหมือนจะหาความแตกต่างไม่ได้เลยสำหรับพระพิมพ์สมเด็จจิตรลดาที่ออกมาในแต่ละปี

สำหรับประสบการณ์ที่เกิดจากการอาราธนาอัญเชิญพระพุทธคุณขององค์พระสมเด็จจิตรลดาไปบูชานั้น บังเกิดความศักดิ์สิทธิ์นำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล พบแต่ความสำเร็จ เป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั่วไปที่ได้พบเห็นและให้ความเกื้อหนุนเสมอ มีพระพุทธานุภาพ คุ้มครอง ให้แคล้วคลาดจากผองภัยพิบัติต่างๆ หรือทุกสิ่งอย่างที่เป็นอุปสรรคก็ดูเหมือนจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีเสมอ “ดุจพระบารมีปกเกล้าซึ่งเหมือนเป็นมงคล

15698248_683741841800590_7037867375571444010_n15726546_683741855133922_9072055942801180161_n

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เผยคำพูดสุดท้ายจากสตีฟ จ็อบส์ เรื่องน่าคิดชีวิตคนทำงาน!

เผย คำพูดสุดท้ายจากสตีฟจ๊อบ
สตีฟ

ผมประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านธุรกิจ หรืออาจกล่าวว่าชีวิตผมเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของความสำเร็จ

แต่นอกจากการทำงานแล้ว ผมไม่ได้มีความสุขนัก เพราะในที่สุด ความร่ำรวยก็กลายเป็นสิ่งเดียวที่ผมมี

.
ในขณะนี้ ผมกำลังนอนป่วยอยู่บนเตียงและพยามยามรำลึกถึงชีวิตของผมที่ผ่านมา ผมพบว่าความร่ำรวยที่ผมเคยภูมิใจ กลับไม่มีค่าอะไรเลยในช่วงสุดท้ายที่ผมกำลังจะตาย
.
ในความมืด ผมมองเห็นเพียงแสงสีเขียวและเสียงของเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งทำให้ผมรู้ว่าความตายใกล้เข้ามาแล้ว
.
ตอนนี้ผมเพิ่งตระหนักว่า เมื่อเราร่ำรวยพอแล้ว เราควรหันไปใส่ใจกับเรื่องอื่นๆ บ้าง
ซึ่งอาจเป็นสิ่งอื่นๆที่สำคัญ เช่น งานศิลป ที่เราเคยใฝ่ฝันในตอนเด็กๆ
.
การไม่ยอมหยุดสร้างความร่ำรวย จะทำให้ต้องมีชีวิตเหมือนที่ผมเป็น
.
พระเจ้าได้มอบความรักไว้ในหัวใจของมนุษย์ทุกคน ซึ่งไม่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงิน
เมื่อผมตาย ผมเอาความร่ำรวยไปด้วยไม่ได้ สิ่งที่ผมจะนำติดตัวไปคือความทรงจำเกี่ยวกับความรักเท่านั้น ซึ่งเป็นความร่ำรวยที่แท้จริงและจะเป็นแสงนำทางให้กับเราต่อไป
ความรักจะติดตามเราไปได้ทุกที่ เพราะมันอยู่ในหัวใจและในมือของเราเอง
.
เตียงที่แพงที่สุดในโลกก็คือเตียงผู้ป่วย
คุณสามารถจ้างคนมาขับรถให้ มาทำงานหาเงินให้ แต่ไม่มีใครมาป่วยแทนคุณได้
สิ่งของใดๆ ที่หายไป เราอาจหาพบได้ แต่เราเอาชีวิตที่เสียไปกลับคืนมาไม่ได้
เมื่อเราเข้าไปอยู่ในห้องผ่าตัด เราจะตระหนักได้ว่า เราใส่ใจสุขภาพของตัวเองน้อยเกินไป
แต่เรามักจะรู้ตัวเมื่อสายเกินไปเสมอ
จงให้ความรักกับครอบครัว กับคนรัก และเพื่อนๆ หมั่นดูแลสุขภาพของตัวเองและใส่ใจคนรอบข้างให้มากๆ

สิ่งที่พิสูจน์แล้ว เงิน เวลา สุขภาพ

สุขภาพคือสิ่งสำคัญที่สุด

เวลา และเงิน คือสิ่งสำคัญรองลงมา

ข้อมูลจาก http://www.naarn.com/11901/

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

บทรำพึงก่อนสิ้นปี….ผ่านมา…แล้วก็ผ่านไป…

บทรำพึงก่อนสิ้นปี….ผ่านมา…แล้วก็ผ่านไป…

แคนหมายเหตุ : บันทึกเก่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วในโอเคเนชั่น

บทรำพึงก่อนสิ้นปี….ผ่านมา…แล้วก็ผ่านไป…

ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ สลายไป …ตถตา

มันขึ้นกับว่า เราไปยึดเอาอะไรมาเป็นสรณะ

ระหว่างระบบ “ระบอบ” กับ “สารัตถะ” ประโยชน์ความเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ

ระหว่าง “รูปแบบ” กับ เนื้อหา”

ต้นไม้ประชาธิปไตย อาจดูดีอาจเก๋ไก๋ในสายตาชาวโลก และเป็นสิ่งที่ทุกสังคมอยากไปให้ถึง

แต่สิ่งหนึ่งต้องคิดถึง “สิ่งแวดล้อม” ที่ต้นไม้ประชาธิปไตยนั้นจะไปเจริญเติบโตด้วย

หลาย ๆ เสียงบอกว่า “ต้นไม้ประชาธิปไตย” ถูกชอนไชด้วย”ไวรัสระบอบทักษิณ” ด้วยสิ่งที่เป็น “เนื้อร้าย” ของระบอบประชาธิปไตย

บางทีการกำจัดเชื้อร้ายไม่อาจใช้ “เครื่องมือ” เท่าที่มีอยู่ในสังคมนั้น ๆ

เพราะเครื่องมือในระบอบประชาธิปไตยเท่าที่มีไม่สามารถ “เอาอยู่”

หรือแม้จะ “เอาอยู่” แต่โครงร่างของต้นไม้ประชาธิปไตยอาจบิดเบี้ยว ใบโกร๋น

เพราะโดนสิ่งแปลกปลอมกัดกินจนอาจจะยืนตายและกลายพันธุ์ได้ง่าย ๆ

หลาย ๆ เสียงบอกว่าให้ปล่อยมัน ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวระบบมันจะปรับตัวมันเอง…

นั่นก็เป็นความคิดเห็นในฝ่ายที่สนใจในระบอบ มั่นใจในการปรับตัวของประชาชน

แต่อาจลืมไปว่า กว่าจะปรับตัวเรียนรู้กับมัน เราอาจต้องเสียน้ำตา เสียชีวิตและทรัพย์สินอีกเท่าใดไม่มีใครตอบได้

แม้ใครจะว่ายังไง ในส่วนของผม ผมพอใจในการ ตัดกิ่ง ที่เน่า ๆ ทิ้งไป ก่อนที่เชื้อร้าย ๆ จะกัดกินไปทั้งต้น และโค่นล้มลงมาสร้างความเสียหายเกินกว่าจะเยียวยาได้

ผมจึงเรียกว่า ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ซึ่งพร้อมจะงอกใบใหม่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันไปอีก

ซึ่งก็ยังไม่รับประกันว่าจะมีการปฏิรูป ปฏิวัติ รัฐประหารอีกหรือไม่

สิ่งที่ต้องป้องกัน “เนื้อร้าย” นั้นจะทำยังไง หากผู้นำไร้จริยธรรม ระบบมีหนทางกำจัดหรือไม่

เมื่อระบบที่เป็นอยู่ ขาดภูมิคุ้มกัน หรือขาดวิธีกำจัดอย่างที่ควรจะเป็น เราจะหาทางป้องกันและแก้ไขอย่างไร

จริง ๆ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นปรากฎการณ์ “หยุดแล้วแก้” หรือ “เดินไปแก้ไขไปตามระบอบของมัน”

สองขั้วความคิดนี่ไง ที่กำลังปรับตัว ต่อสู้กัน…

แต่ผมเชื่อว่า ประชาชนคนไทยที่อยู่ในประเทศนี้ “พอใจ” ในผลที่เกิดขึ้น มากกว่า “ไม่พอใจ”

ผมอาจจะคิดว่า เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ต่าง “พอใจ” นี่ก็เป็น “ประชาธิปไตย” ที่มิได้มองแค่ “รูปแบบ” มากไปกว่า “เนื้อหา”

หากการปฏิรูปจะสร้างความพึงใจ สร้างความสมานฉันท์ สร้างความหวังใหม่ให้กับประชาชน

ผมก็คิดว่า นี่เป็น “วิถี” แบบไทย ๆ ซึ่งอาจนอกลู่นอกทาง แต่มัน “ได้ผล” ที่น่าพึงใจ

แม้ไม่เห็นด้วย…แต่..เข้าใจ…น่าจะเป็นการสรุปความรู้สึกได้ในห้วงเวลาเช่นนี้

ที่สำคัญ เราจะเดินไปสู่จุดหมายได้อย่างไร เราจะให้ทั้งสังคมยืนบนลำแข้งของทุกคนได้อย่างไร

นี่คือ “เป้าหมาย” สูงสุด…เมื่อเดินผิดทาง หลงทาง ก็ต้องตบ ๆ ให้เข้ามาในทางที่สร้างประโยชน์มากกว่าโทษ

ที่สำคัญ ประเทศไทยคือ “บ้าน” ของคนไทย ใครนอกบ้านจะวิจารณ์ยังไง ก็เป็นมุมมองของเค้า

บางเรื่องเราอาจต้อง “ปล่อยวาง” ปล่อยให้ความคิดต่าง ๆ งอกเงยขึ้นมาในสังคม

ถึงเวลาหนึ่ง ก็จะเกิดความรู้สึกร่วม ความเห็นร่วม ที่ทุกฝ่ายพอใจ

เราต้องให้เวลากับเรื่องยาก ๆ แบบนี้ มันจะคลี่คลายปัญหาของมันเอง…

ที่สำคัญสังคมไทยมิได้เกิดมาด้วยระบอบประชาธิปไตยนี่สิ…มันถึงเกิดปัญหา…

ประชาธิปไตย เกิดจากการรัฐประหาร 2475 เรายังเรียนรู้สิ่งที่เรียกว่า”ประชาธิปไตย” ในหมู่ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง แลกเปลี่ยนวาทะกรรมหรู ๆ

แต่ประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นรากหญ้ารากแก้ว เข้าใจในสิทธิ์ของตนเองมากน้อยแค่ใหน

เราอาจไม่ได้ประชาธิปไตย”พันธุ์แท้” ในวันนี้ แต่ผมคิดว่าการแก้ปัญหาแบบไทยไทยเช่นที่เป็นอยู่

ก็ทำให้ประเทศชาติ และประชาชนมีเสียงหัวเราะได้บ้างกระมัง

อย่างน้อยที่สุด ผมก็เชื่อว่าประเทศชาติจะไปสู่จุดที่ดีกว่า เข้มแข็งขึ้น แก้ไขจุดบอดต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

ถ้าประชาธิปไตยคือการยอมรับเสียงข้างมาก ลอง ๆ ทำประชามติตอนนี้สิ ว่าพอใจกับการปฏิรูปครั้งนี้หรือไม่

มองไปข้างหน้า…ซ่อมสร้างสิ่งสึกหรอ เพื่อรอวันที่ท้องฟ้าประชาธิปไตยจะสดในในปลายปีนี้

ดีมั๊ยครับ

***********************
เป็นอีกบันทึกหนึ่ง ในห้วงเวลาอันสับสนของสังคมไทย
คำถามที่มีคำตอบบ้าง ไม่มีคำตอบบ้าง
เพราะจนป่านนี้ ยังมีคำถามเก่า ๆ ตกค้างเป็น “ตะกอน” ในหัวใจ
ของคนไทยบางหมู่บางเหล่า
แล้วเราจะเดินไปด้วยกันยังไง…แบบใหน…

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P5068202/P5068202.html

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment