คนเก่งที่สุดอยู่กระทรวงหมอ….ไม่น่าเชื่อมาคิดเล็กคิดน้อยกับชาร์ตแบตมือถือ

คนเก่งที่สุดอยู่กระทรวงหมอ….

ภาพเมื่อครั้งทำบุญเปิดตึกใหม่ กองอนามัยครอบครัว กรมอนามัย วังเทวะเวสม์ ปลายปี 2516
สมเด็จพระสังฆราช สมัยยังทรงเป็นสมเด็จพระญาณสังวร
คุณพ่อหมอเสม พริ้งพวงแก้ว มาในรัฐบาล ณฯ สัญญา ธรรมศักดิ์…หลัง 14 ตุลา 16 คุณหมอกระแส ชนะวงศ์ ยังอยู่ที่บ้านไผ่ ขอนแก่น

ผมมีบุญได้ถวายภัตตาหาร ประสาเด็กใหม่ วิ่งทุกเรื่องในงานเผยแพร่

ตอนจบใหม่ๆ ผมเคยทำงานกับ สธ. ใช้งบ UNDP

เขาทันสมัยมากเรื่อง “โครงการวางแผนครอบครัว”

ดร.เลิศลักษณ์ ส. บุรุษพัฒน์ เจ้าของธุรกิจบัณฑิตเวลานี้ เป็นผู้ประสานงานจาก UNDP ตอนนั้นท่านยังเป็นนางสาว ท่านเปรียบเสมือน “พี่สาวที่น่ารัก” ของน้องๆในโครงการวางแผนครอบครัว ขออะไรไปท่านไม่เคยขัด แถมจัดงบมาให้แบบสุดๆ คิดอะไรได้ ใส่ในแผนงานเผยแพร่มาเลย UNDP จัดให้ ออก ตจว.ได้เบี้ยเลี้ยงยูเอ็น 8 เหรียญยูเอส ต่อวัน

เข้าไปทำ รถโมบายยูนิต มีหนัง วิดีโอ คลิปการเรียนการสอนเจ้าหน้าที่ พยาบาล อนามัย มีหน่วยประชาสัมพันธ์ ออกฉายหนังตามบ้านนอก

เรียกว่างานประชาสัมพันธ์วางแผนครอบครัว ใช้บัณฑิต นิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ ลุยกันหนักอยู่หลายปี ก่อนผมไปทำไทยรัฐ

คุณหมอยุคหลัง 14 ตุลา 16 มีคุณพ่อหมอเสม พร้ิงพวงแก้ว เป็นรมต. คุณหมอ สมศักดิ์ วรคามมิน จบ ด็อกเตอร์มาใหม่ๆ ดูแลโครงการวางแผนครอบครัว ตอนหลังคุณหมอสมศักดิ์ขึ้นถึงปลัดกระทรวงแล้วไปทำการเมืองกับพ่อใหญ่จิ๋ว

ถือเป็นยุค หมอทันสมัย ใหม่เสมอ

ไม่นึกว่า 40 กว่าปีผ่านไป จะมีหมอมาคิดเล็กคิดน้อย เรื่องชาร์ตแบตมือถือในที่ทำงาน

ผมว่าคนคุมนโยบายว่างงานมากไปมั๊ย

นาทีนี้เขาเป็นรัฐบาล 4 G 4.0 ทำไมจึงไม่รู้จักใช้ไอทีให้เป็นประโยชน์

หมอสมัยใหม่ เค้าเชื่อม ไอทีเข้ากับการรักษาพยาบาลกันแล้วนะ

ไม่น่าเชื่อว่ากระทรวงที่มีคนฉลาดที่สุด จึงคิดอะไรๆ ที่เด็กๆ ก็คิดได้ว่าควร หรือไม่ควร

หรือว่าคุณหมอเก่งๆ เขาหนีไปทำ โรงพยาบาลเอกชนกันหมด หรือไม่ก็ไปเป็นอาจารย์หมอในมหาวิทยาลัย

หมอที่ดูแลนโยบายเลยคิดอะไร ไม่เกินหัวแม่เท้า

แคน ไทเมือง

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

แชร์

Suwit Kotasin งานเผยแพร่วางแผนครอบครัว กระทรวงสาธารณสุขและ รพ.จุฬาฯ ทำงานแบบปิดทองหลังพระ ลงไปลุยในพื้นที่ ตจว.หนักมาก โดยใช้การอบรมพยาบาลอนามัย สถานีอนามัยในชนบทเป็นตัวขับเคลื่อน

ส่วนคุณมีชัย ท่านเป็น NGO ทำงานจากงบประมาณเอกชน สนับสนุนงานใช้ถุงยาง ได้ผลมาก…กระทรวงก็มีแต่ไปเน้นการคุมกำเนิดประเภท ยาคุม ใส่ห่วง ทำหมัน ดูแลด้านสถิติต่างๆในภาพรวม ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

เป้าหมายลดอัตราการเพิ่มของประชากร จาก 4 ให้เหลือ 2.5 %

เวลานี้สภาพเศรษฐกิจและภาระการเลี้ยงดูมากขึ้น ประชาชนไม่นิยมมีบุตรมากเกินกำลังโดยไม่ต้องเปลี่ยนทัศนคติ ความเชื่อกันอีกแล้ว

สมัยก่อนต้องไปทำงานพีอาร์กันแบบถึงลูกถึงคน ใช้งานวิจัยเป็นหลัก ทั้งผลิตสื่อ ภาพยนตร์ ทีวี วิทยุ วารสาร เอกสารแผ่นพับ ฯลฯ ลงถึงทุกหมู่บ้าน การให้สุขศึกษาใช้นักนิเทศศาสตตร์ วารสารศาสตร์เป็นแม่แบบให้กับพยาบาลอนามัยแม่และเด็ก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เศรษฐกิจเหนือการเมือง

หุ้น

นักลงทุนไม่มีเผด็จการหรือประชาธิปไตย

รัฐบาลทำได้ ให้ความมั่นใจ ตลาดทุนก็พุ่งกระฉูด

พวกบูชาลัทธิประชาธิปไตย ไม่เคยคิดถึงเรื่องเศรษฐกิจ

ตลาดทุนพุ่งสูงทำลายสถิติประเทศไทยวันนี้บอกเราว่า…..

“อย่าบ้าประชาธิปไตย มากกว่าเศรษฐกิจ ความมั่นคง”

โกงมากๆ เขาก็ไม่เล่นด้วย

จารึกไว้! หุ้นไทยทำสถิติใหม่ 4 ม.ค. 61 ดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,791.39 จุด

หุ้นไทยสดใสรับปีจอสุดเฮง! ทำสถิติใหม่ วันที่ 4 ม.ค. 61 ดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,791.39 จุด ก่อนจะปิดตลาดที่ 1,791.02 จุด มูลค่าการซื้อขาย 90,816.95 ล้านบาท

โดยสถิติสูงสุดในระหว่างการซื้อขายที่เคยทำไว้เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2537 คือ 1,789.16 จุด และก่อนปิดตลาดในวันนี้ดัชนีได้ขึ้นไปแตะที่ 1,791.02 จุด ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ที่ดัชนีขึ้นไปแตะสูงสุด

แม้เราไม่ใช่เซียนหุ้น แต่เห็นการเติบโตของตลาดทุน ที่เขาเขามาลงทุนในประเทศ ก็ชื่นใจแทนทีมรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้ประเทศไทยมีโอกาสเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่

กูรู หลายๆท่าน ทำนายว่า ปีนี้ ดัชนีอาจทะยานไปถึง 2,000 จุด ด้วยซ้ำ

หากทุกอย่างดำเนินไปตามโร้ดแมปที่วางไว้…

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ตลาดหลักทรัพย์ทำลายสถิติตั้งแต่เปิดตลาดต้นปี…วันนี้ที่รอคอย

    หุ้นปีใหม่

    แม้มิใช่ “ขาหุ้น” แต่ก็อดดีใจกับนักลงทุน ที่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน

    หุ้นไทยสดใสรับวันแรกของปี 2561 ปิดตลาดปรับตัวขึ้น 24.82 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,778.53 จุด มูลค่าการซื้อขาย 85,850.49 ล้านบาท
    การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 3 ม.ค. 61 ช่วงครึ่งวันบ่าย พบว่า ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 24.82 จุด เปลี่ยนแปลง +1.42% ดัชนีอยู่ที่ 1,778.53 จุด มูลค่าการซื้อขาย 85,850.49 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,779.55 จุด และต่ำสุดที่ 1,758.07 จุด
    สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT 3. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และ 5. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU

    0000

    หุ้นไทย ‘สูงสุด’ เป็นประวัติการณ์
    3 มกราคม 2561
    ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) เปิดปีจอ 2561 ทำสถิติใหม่สูงสุดที่ 1,778.53 จุด
    ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) เปิดซื้อขายวันแรกของปี 2561 ทำสถิติใหม่ ปิด ณ วันที่ 3 มกราคม 2561 ที่ 1,778.53 จุด เป็นระดับสูงสุดในประวัติการณ์นับตั้งแต่เปิดซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี2518 โดยปรับขึ้น 24.82 จุด หรือ 1.42% จากสิ้นปี 2560 ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) ปรับขึ้นสูงสุดเป็น 18.17 ล้านล้านบาท และมีมูลค่าการซื้อขายรวม 88,076.86 ล้านบาท (SETและ mai)
    ในปี 2560 SET Index เพิ่มขึ้น 210.77 จุด หรือคิดเป็น 13.66% จากปัจจัยความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่อเศรษฐกิจไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลบวกต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน และในปี 2560 มีการระดมทุนจาก IPO 42 หลักทรัพย์ รวม 4.26 แสนล้านบาท ซึ่งมูลค่าสูงสุดเช่นกัน รวมถึงการลงทุนของผู้ลงทุนสถาบันในประเทศและต่างประเทศที่เติบโตขึ้น ทั้งนี้ SET Index เคยปิดระดับสูงสุดที่ 1,753.73 จุด เมื่อวันที่ 4 มกราคม2537 และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมขณะนั้นอยู่ที่ 3.3 ล้านล้านบาท
    นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การปรับขึ้นของ SET Index แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการลงทุนซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอแนะนำให้ผู้ลงทุนพิจารณาลงทุนในบริษัทที่มีผลประกอบการที่ดีและมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต พร้อมศึกษาข้อมูลของบริษัท และติดตามข่าวทั้งในและต่างประเทศที่เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน

    กรุงเทพธุรกิจ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว…พระราชทานหนังสือสวดมนต์ข้ามปี

2 ม.ค.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว…พระราชทานหนังสือสวดมนต์ข้ามปี

———————————————————-
ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ การเริ่มต้นด้วยสิ่งดีๆ ก็เปรียบเสมือนสิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมที่ชาวไทยมักปฏิบัติกันในช่วงคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็คือการ “สวดมนต์ข้ามปี” เพราะการสวดมนต์จะทำให้เจริญสติ ทำให้จิตเกิดสมาธิ และจิตใจสงบเป็นสุข


นับเป็นบุญและสิริมงคลแก่ชีวิตของประชาชนชาวไทยในการเริ่มต้นปี ๒๕๖๑ ที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหนังสือบทเจริญพระพุทธมนต์แก่กรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เพื่อนำไปแจกให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ณ วัด หรือสถานที่จัดกิจกรรมทั่วประเทศ สำหรับใช้เป็นบทสวดมนต์ ในคืนวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ และโอกาสอื่นๆ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และสิริมงคลอย่างยิ่งของพสกนิกรชาวไทย


โดยหนังสือสวดมนต์ดังกล่าว ประกอบด้วย บทสวดมนต์บำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวาย ๓ บท และบทเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล ๓๔ บท พร้อมคำแปล เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจความหมายของบทสวดมนต์แต่ละบทที่จะสวด ซึ่งเคยพระราชทานบทสวดมนต์ดังกล่าว ในการสวดมนต์ ณ พระลานพระราชวังดุสิต มาแล้ว


กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ถวายเป็นพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทยส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีธรรม พุทธศักราช ๒๕๖๑ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้บูรณาการร่วมกับภาครัฐ เอกชน และองค์การศาสนาทุกศาสนากว่า ๒๐ หน่วยงาน จัดกิจกรรมในนามของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีในปีพุทธศักราช ๒๕๖๑ ประกอบด้วย ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๘.๐๐ – ๒๓.๓๐ น. ภายในแต่ละวัดมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม ปาฐกถาธรรม สวดมนต์และเจริญจิตภาวนา


หลังจากนั้น เวลา ๒๓.๔๐ น. พิธีถวายพระพรชัยมงคล ต่อมาเวลา ๒๓.๔๕ – ๒๓.๕๐ น. สวดมนต์ส่งท้ายปีเก่าบทนะโม ๓ จบ บทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย (อิติปิโส ภะคะวา) และเวลา ๒๔.๐๐ น. ลั่นฆ้องชัย ๙ ครั้งและสวดมนต์บทชยันโต และเมื่อเข้าสู่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ แต่ละวัดมีการสวดมนต์รับปีใหม่บทชัยมงคลคาถา (พาหุง) และเวลา ๐๗.๐๐ น. ทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศลเพื่อความเป็นสิริมงคล


นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรม จัดสวดมนต์ข้ามปีอาเซียน ในจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ๑๕ จังหวัด อาทิ จังหวัดแม่ฮ่องสอน นครพนม สระแก้ว ระนอง สตูล ฯลฯ นอกจากนี้ ศาสนิกชนในศาสนาคริสต์ พราหมณ์-ฮินดู และ ซิกข์ ร่วมจัดกิจกรรมสวดมนต์อธิษฐานขอพรตามหลักธรรมทางศาสนา ส่งท้ายปีเก่า วิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีธรรม พุทธศักราช ๒๕๖๑ และถวายเป็นพระราชกุศล ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคโดยพร้อมเพรียงกัน
Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ทำนาขายข้าวไม่มีวันรวย…ต้องมีตัวช่วยจึงจะรอด

6

ทำนาขายข้าว…ไม่มีวันรวย…
อย่าไปหลอกชาวนาว่า จะพาไปรวย

ต้องยอมรับความจริงอย่าไปแถนะครับ
อาชีพชาวนาในสภาพตลาดแบบนี้ไม่มีวันรวย
ที่ไปทำๆกันเป็นเพียงหาหลักประกันว่า มีข้าวกินโดยไม่ต้องซื้อ
รายได้ที่จะมาเลี้ยงชีพได้ ต้องมาจากการใช้ทักษะฝีมือ แรงงาน
ค้าขาย ฯลฯ

ไม่ใช่ทำนาแล้วหวังรวย มันไม่ใช่เลยครับ
ไม่งั้นลูกหลานชาวนาคงไม่ดิ้นรน เรียนหนังสือ เปลี่ยนอาชีพเพื่อยกฐานะของที่บ้าน

ถ้ากลไกตลาดยังเป็นทุนนิยมเสรี ไม่มีทางที่เกษตรกรจะรวยได้
หลักเศรษฐศาสตร์เดิมๆ ผลผลิตล้นเกิน ฯลฯ ผู้บริโภค โรงสี ส่งออก เป็นตัวกำหนดราคา

แต่อาชีพชาวนาหรือเกษตรกรมันมีความเป็นอิสระในการดำเนินชีวิต เท่านั้นเอง

ถ้าจะให้รอดต้องมีอาชีพหลักด้านอื่น ทำนาเป็นอาชีพเสริม เพราะทำนาจริงๆ ปีละไม่กี่วัน

เวลาที่เหลือต้องทำอย่างอื่นให้เกิดรายได้
ทำนา หรือเกษตรผสมผสาน ในทฤษฎีของศาสตร์พระราชาจะพาไปรอด คือปลูกพืชหลายชนิด มีปศุสัตว์ ประมง และงานหัตถกรรมเสริมรายได้ รวมถึงการรวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชน ผลิตเอง ขายเองถึงผู้บริโภคโดยตรง อาจพอรอดได้

อาชีพทำนาคืออาชีพที่ชาวบ้านทำไว้เพื่อเป็นหลักประกันของตัวเองว่า จะมีข้าวกินแน่นอน

กับอีกกลุ่มหนึ่งที่ลงไปทำอาชีพเกษตรกรคือกลุ่มมีรายได้แน่นอน หรือ รวยแล้วอยากลองไปทำ ไปใช้ชีวิตในชนบท

เป็นการแสวงหาความสุขแบบเกษตรกรเท่านั้น

ถ้าคิดค่าแรงงานเข้าไป ไม่มีกำไรหรอกครับ

พรรคพวกที่เคยไปทำนา สรุปตรงกัน ซื้อข้าวกินเองถูกกว่าจ้างคนทำนาในที่ดินของเรา เว้นแต่ปล่อยเช่า หรือ ทำนาแบ่งปัน

ทำนาอินทรีย์คือทางเพิ่มรายได้ ดีต่อสุขภาพ

แต่กำไรจากการขายข้าวอินทรีย์ ก็ไม่ถึงกับทำให้รวย เพราะปริมาณได้ปีละครั้ง หมดปีนี้ต้องไปเริ่มปีใหม่…เฉลี่ยได้รายละ 3-4 ตัน ก็หรูแล้ว

ใครที่บอกว่าจะทำให้ชาวนารวย ลืมตาอ้าปากได้…คนนั้นโกหก

แคน ไทเมือง

1

2

3

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เรื่องเล่าจากแท็กซี่…เรื่องราวดีๆ จากดอยคำ

แชร์เรื่องดีๆ ในวันคริสต์มาส
ที่จริงอ่านมาหลายวันแล้วแต่ตั้งใจแชร์ในวันนี้…เป็นของขวัญแด่ทุกท่าน

เรื่องเล่าจากแท็กซี่

หญิงสาวคนหนึ่งโบกรถแท็กซี่จากย่านราชเทวี เพื่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยอัธยาศัยที่ดีต่อกันระหว่างสารถีกับผู้โดยสาร บทสนทนาอย่างเป็นมิตรจึงบังเกิดขึ้น

“พี่จะเดินทางไปไหนหรือครับ”
“ไปเชียงรายค่ะ”

“ไปเที่ยวหรือครับ ช่วงนี้อากาศดี”
“ไปงานค่ะ”

“อู้ว งานอะไรหรือครับ ช่วงนี้มีแต่คนเขาเที่ยวกัน อ๋อ พี่ทำงานที่ตึกที่ผมจอดรับใช่มั้ยครับ”
“ค่ะ”
“บริษัทนี้ เขาขายน้ำผลไม้ใช่มั้ยครับ ผมเคยเห็นในร้านเซเว่น”
“ใช่คะ”

“เอ่อ น้ำที่ขายก็อร่อยนะครับ แต่เห็นไม่ค่อยเยอะ บางทีก็หาซื้อยาก”
“อ๋อ เราผลิตได้จำกัดค่ะ มีปัญหาด้านวัตถุดิบ ต้องซื้อจากที่ปลูกในประเทศ ไม่นำเข้าแม้ว่าจะถูกกว่า ชาวบ้านเขาปลูกได้น้อย เราก็มีวัตถุผลิตน้อยไปด้วย”
“เป็นผมนะครับ ผมจะจ้างชาวบ้านชาวเขาเหล่านี้มาเป็นลูกจ้างบริษัท จัดที่เพาะปลูกเป็นเรื่องเป็นราวไป อยากได้วัตถุดิบเท่าไร ไม่เป็นปัญหา” แท็กซี่เสนอแนะราวกับจบ MBA มา
“ไม่ได้หรอกค่ะ ขัดกับนโยบายของบริษัท ท่านอยากให้ชาวบ้านเขาอยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ต้องมาเป็นลูกจ้าง หากวันนึงข้างหน้าบริษัทเราไม่อยู่ แล้วเค้าจะกินอะไรคะ”

“รู้สึกว่าน้ำของบริษัทพี่ ราคาออกจะสูงกว่าคู่แข่งด้วยนะ”
“เป็นนโยบายของบริษัทค่ะ ท่านบอกว่าต้องไม่กดราคาวัตถุดิบจากชาวบ้าน ให้ชาวบ้านได้กำไร หากชาวบ้านได้กำไร แต่บริษัทกำไรน้อยลงก็ไม่เป็นไร”
“อืมม บริษัทพี่แปลกๆ นะ เพิ่งเคยได้ยินใครทำธุรกิจแบบนี้”

“นี่ แล้วไปตั้งโรงงานถึงเชียงราย ค่าขนส่งมันไม่มหาศาลหรือ ขนน้ำเป็นกล่องมากรุงเทพฯ ค่าใช้จ่ายสูงนะ” แท็กซี่ซักถามราวกับจะไปทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก
“เราไม่ได้มีโรงงานแค่เชียงรายนะคะ เรายังมีโรงงานบนเขาที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และที่ อ.เต่างอย จ.สกลนคร ด้วย ท่านอยากให้ โรงงานของเราอยู่ใกล้ชิดกับชุมชุน ใกล้ชาวบ้าน ให้ชาวบ้านมีงานทำ เป็นนโยบายของท่านค่ะ”
“อืมมม แปลกมาก ท่านเจ้าของบริษัทของคุณ ผมไม่เคยได้ยินนะ ที่ใครจะทำธุรกิจแบบนี้ ยอมกำไรน้อย ยอมลำบาก เพื่อให้ชาวบ้านมีงานทำ มีรายได้ มีความสุข”

ถึงสนามบิน แท็กซี่ผู้ฉงนฉงายกับคำตอบที่ได้ระหว่างการสนทนาอดไม่ได้กับการหันมาถามคำถามสุดท้าย
“ขอโทษครับ ผมอยากรู้จริงๆ ท่านที่เป็นเจ้าของบริษัทคุณนี่ใครนะ ถึงเป็นคนดีขนาดนี้”
“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ค่ะ ท่านเป็นผู่ก่อตั้งและเป็นผู้ให้นโยบายในการประกอบการของดอยคำ ค่ะ”
หญิงสาวตอบอย่างภาคภูมิใจ และลงจากรถด้วยรอยยิ้ม

ขอบคุณท่านเจ้าของบทความดีๆ ขอบคุณจริงๆ

0000

“ดอยคำ” ปั้นแบรนด์ขยายฐานลูกค้า

นายสรภัส สุตเธียรกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ “ดอยคำ” เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ จะเน้นสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น หลังปรับตราสัญลักษณ์สินค้าและบรรจุภัณฑ์ใหม่ เพื่อให้ภาพลักษณ์สินค้ามีความทันสมัยและพรีเมียมมากขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆเพิ่มขึ้น รวมถึงต้องการสร้างแบรนด์ “ดอยคำ” สู่ระดับสากลมากขึ้นด้วย

“กลุ่มเป้าหมายเดิมของดอยคำ เป็นผู้บริโภคที่มีอายุประมาณ 35 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้มีกำลังซื้อสูง แต่หลังปรับเปลี่ยนโลโก้และแพ็กเกจจิ้งใหม่ ต้องการขยายตลาดและสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีอายุน้อยลง หรือกลุ่มแมสทีจ ที่มีการใช้จ่ายสูง โดยการทำตลาดจะเน้นสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อเจาะตรงถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย”

ทั้งนี้ ในอีก 2 ปี บริษัทจะทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาท สร้างโรงงานใหม่ ที่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่า 3 โรงงานเดิม คือโรงงาน การผลิต อ.ฝาง จ.เชียงใหม่, โรงงานการผลิต อ.แม่จัน จ.เชียงราย และโรงงานการผลิต อ.เต่างอย จ.สกลนคร เพื่อให้รองรับความต้องการของตลาดและธุรกิจที่อาจเติบโตสูงขึ้นในอนาคต

นายสรภัสกล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้วางจำหน่ายสินค้าผ่านแทบจะทุกช่องทาง แต่การเติบโตส่วนใหญ่มาจากห้างค้าปลีกสมัยใหม่ 70% ซึ่งแผนจากนี้ไป จะขยายการขายในรูปแบบอื่นๆเพิ่มขึ้น

“แม้สภาพเศรษฐกิจจะมีปัญหา แต่ตลาดน้ำผลไม้ยังเติบโตดีต่อเนื่อง เป็นผลจากคนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ปัจจุบันน้ำผลไม้ระดับกลางและพรีเมียมมีมูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ดอยคำมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ 20% เป็นอันดับ 3 โดยมีทิปโก้ เป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 อันดับ 2 คือ มาลี ตั้งเป้าสิ้นปี 2559 บริษัททำยอดขายแตะ 1,800 ล้านบาท เติบโต 15% จากปี 2558 ที่ทำยอดขายได้ 1,480 ล้านบาท”.

“ดอยคำ” ปั้นแบรนด์ขยายฐานลูกค้า

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นายกฯสะท้อนปัญหาการเมืองโลก ส่งสัญญาณ ปชต.แบบสภาผู้แทน อาจหมดสมัย

450

“นายกฯ” อ้างอิงบทความจากหนังสือฝากให้คิด หลังสะท้อนปัญหาการเมืองโลก ส่งสัญญาณ ปชต.รูปแบบสภาผู้แทน อาจหมดสมัย อนาคตกลายเป็น ปชต.แบบมีส่วนร่วม บอกง่าย ทำทุกคนพอใจ แต่หวั่นกลายเป็นยาพิษประเทศ แนะอย่าผูกเงื่อนรัดคอ ขอของขวัญปีใหม่ ช่วยพูดอย่างสร้างสรรค์

เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 22 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่า เรื่องของประชาธิปไตย ในฐานะเป็นนายกฯ ในฐานะเป็นคนไทยคนหนึ่ง ส่ิงที่ตนพูดต่อไปนี้เป็นข้อมูลได้มาจากการอ่านหนังสือ “เศรษฐกิจดิจิทัล” เขียนโดย ดอน แท็ปสก็อต ซึ่งเป็นนักเขียนที่ได้รับความนิยม เจ้าของหนังสือ “วิกิโนมิกส์” และ “โกรวน์ อัพ ดิจิทัล” หนังสือเล่มนี้ แปล และเรียบเรียงโดย พรศักดิ์ อุรัจฉัทชัยรัตน์ กล่าวไว้อย่างน่าสนใจ จะผิดจะถูกไปคิดกัน ไปอ่านกัน ว่า หากเรามองไปรอบๆ ตัวแล้ว หลายประเทศในโลกก็ประสบปัญหาทางการเมืองคล้ายๆ กัน อาจสังเกตได้ว่าปัญหาทางการเมืองใหญ่โตมากขึ้น ตามจำนวนประชากร แล้วก็เท่าที่เขาติดตามวิเคราะห์มาก็แนวโน้มในการที่ประชาชนจะเลือก จะงดออกเสียง ยังไม่นับกลุ่มคนที่ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อนักการเมือง พรรคการเมือง อะไรก็แล้วแต่ที่ผ่านมา อันนี้พูดถึงนอกประเทศ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา คนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกาเอง

449

โดยอาจกล่าวได้ว่า “ประชาธิปไตยในรูปแบบของสภาผู้แทน” นั้น อาจหมดสมัยไปแล้ว กลายเป็นยุค “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” นี่เขาเขียนมา เป็นคนต่างประเทศ แล้วเป็นประเทศใหญ่ๆ ทั้งสิ้นนั่นแหละ เขาก็เขียนมา เราก็เอามาคิดดูซิว่า ควรจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต วันนี้เราก็จะแก้ไขอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น แต่เป็นการคิดเพื่ออนาคต ใน 5 หลักการที่ต้องคำนึง

1. ความซื่อสัตย์ เลือกตั้งต้องโปร่งใส นักการเมืองต้องเปิดเผย ยุติธรรม ต้องสื่อสารกับผู้คนด้วยข้อมูลที่เป็นจริง ชัดเจน และเชื่อถือได้ ใส่ใจความรู้สึกของประชาชน ไม่บ่อนทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และต้องไม่โจมตีให้ร้ายผู้อื่น พยายามทำตรงนี้อยู่ ไม่เคยไปริเริ่มให้ร้ายใครก่อนทั้งสิ้น และไม่ไปตอบโต้อะไร ไม่ว่าจะใครก็ตาม

2. ความรับผิดชอบของประชาชน ต้องไม่สนับสนุนนักการเมืองที่เห็นแก่เงิน หรือใช้เงินในการลงทุนเพื่อเข้าสู่การเมือง และแสวงหาผลประโยชน์ให้ได้ในอนาคต อันนี้ก็ไปแยกกันให้ออก ว่าอะไรคือเรื่องของผลประโยชน์ ผลประโยชน์ส่วนรวม ผลประโยชน์ส่วนตัว เรื่องส่วนรวม เรื่องส่วนตัว ทุจริต โครงการ หรือทุจริตส่วนตัว มีกฎหมายทุกตัว ก็ไปว่ากันมา แก้ปัญหากันให้ได้ ผมคิดอย่างนั้น

3. การพึ่งพาอาศัยกัน โดยรัฐบาลที่ดี และมั่นคง ก็จะเกิดจากการที่ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และสังคม ช่วยกันสร้างชุมชนที่แข็งแรง มีกฎเกณฑ์ และกฎหมาย อันนี้เราก็มีประชารัฐไง ก็ค่อนข้างจะตรง

4. การเข้าถึงจิตใจประชาชน นักการเมือง และรัฐบาล สร้างความเข้าใจกับประชาชนได้ง่ายขึ้น ผ่านเทคโนโลยี เช่น อินเทอร์เน็ต จะเป็นอีกเครื่องมือ ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งในด้านในการใช้งบประมาณ และการกำหนดนโยบายต่างๆ ซึ่งถือเป็นประชาธิปไตยภาคประชาชนนั่นเอง และ

5. ความโปร่งใส โดยเป็นส่ิงที่เขาเขียนมา ช่วยกันคิดแล้วกัน

เรื่องที่สองกรณีเศรษฐกิจของประเทศที่ผ่านมา หลายท่านไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม นักวิชาการ นักการเมือง สื่อ แล้วก็หลายคนทั้งเจตนาดี เจตนาบริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์ ก็แล้วแต่ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ในเรื่องของการแก้ปัญหาความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ของผู้มีรายได้น้อย อยากทำความเข้าใจไว้ว่า ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ในเวลาอันรวดเร็ว ใน 3 ปี แต่ปัญหาเกิดมาหลายสิบปี ตนก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้วแหละ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นตน คสช. รัฐบาลเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง ต้องช่วยพยายามแก้ไขกันต่อไป ไม่ใช่เสนอแก้ปลายทางเอาเงินมาให้ แต่ไม่ยั่งยืน ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ อาจติดอยู่บ้าง บางกลุ่ม บางขั้ว ที่มองต่างไปจากเรา ต่างจากหนังสือที่ตนเขียน ต่างจากหลักวิชาการที่เค้าเรียน เขาก็คิดเพียงว่าการเพิ่มรายได้โดยเงินงบประมาณของภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว มันจะทำให้แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเราต้องทำอย่างอื่นไปด้วย เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก กิจกรรมตั้งหลายกิจกรรมก็อาจเป็นเพราะความไม่เข้าใจในกลไกของระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

“กรุณาศึกษาดูบ้าง ผมพยายามจะเรียนรู้ ทุกคนก็ต้องช่วยกันเรียนรู้ไว้บ้าง ต้องช่วยคิดช่วยทำ อย่าติติง อย่ามองทุกอย่างเป็นเรื่องของการเมือง การแข่งขัน การด้อยค่า การสร้างราคา ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศไทยเวลานี้เลย เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาง่ายๆ ที่ทุกคนพอใจมันง่าย ผมก็ทำได้ ให้ทุกคนพอใจไม่ต้องมาว่าผม ไม่ว่ารัฐบาล ไม่ว่า คสช. แต่นั่นแหละเหมือนเป็นการให้ยาพิษกับประเทศไปเรื่อยๆ สั่งสมนานไปเรื่อยๆ ปัญหายิ่งทับถมมากไปกว่าเดิม” นายกฯ กล่าว

ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน และทำอย่างไรจึงจะยั่งยืน หยุดโทษกันไปมา ผิดหรือถูกกฎหมายว่าไงก็จบ วันนี้ตนอยากฟัง ปีหน้าขออย่างเดียวของขวัญปีใหม่ให้ตน ขออย่างเดียวพูดในเชิงสร้างสรรค์แค่นั้น ถ้าไม่ทำวันนี้ วันหน้าใครจะเป็นรัฐบาลก็ยังไม่รู้ ถ้าท่านได้เป็นก็ต้องเจอปัญหานี้อยู่ดี แล้วท่านจะทำแบบเดิมเหรอ คิดว่าประชาชนไม่ยอมกับการที่จะใช้งบประมาณแบบเดิมมันทำไม่ได้แล้ว หลายอย่างกฎหมายก็แก้ไขปรับปรุงไปแล้ว ไม่ได้ปิดกั้นท่าน เพียงแต่ต้องทำให้ถูกต้องเท่านั้นเอง เราจึงไม่ควรกลับมาทำในสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้ว อย่าให้การเกษตรของเรากลับไปเป็นปัญหาการเมืองอีกต่อไป เพราะประชาชนเป็นผู้เดือดร้อน การเมือง พรรคการเมืองก็เดือดร้อน เดือดร้อนกันทั้งคู่ ฉะนั้นอย่ามาอ้างประชาชนยากจน รายได้ไม่เพียงพอแต่ไม่ช่วยกันแก้ไข โดยแก้ไขแบบเดิมๆ น่าสงสารประเทศไทย สงสารประชาชนกันบ้าง

วันนี้ตนฝากให้ช่วยกันใช้ความคิด มีสิ่งใดบ้างที่จะมาช่วยแก้ปัญหาที่เป็น “ดินพอกหางหมู” ปล่อยแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ไปหาวิธีการมา ปล่อยอยู่แบบนี้ไม่ได้ เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน การค้า การปรับกฎหมาย และกฎระเบียบ การสนับสนุนลงทุน ฯลฯ ทุกอย่างต้องมีคนได้คนเสีย แต่ถ้าเราไม่ปรับมันก็จะเสียทั้งหมดในอนาคต วันหน้าถ้าไม่เปลี่ยนเลย ไม่แก้ไขเลย เราก็จะล้มเหลวไปทั้งประเทศ เราต้องช่วยกันประคับประคอง ช่วยกันสร้างประชาธิปไตยของเราให้มั่นคงยั่งยืน อย่าได้ช่วยกันเกาอย่างเดียว มันก็ไม่หายหรอก แผลก็เป็นสะเก็ดไปเรื่อย อย่าได้ผูกเงื่อนรัดคอกัน อีกต่อไปเลย.

ขอบคุณ ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธ.ค. 2560

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“เส้นความยากจน”

“เส้นความยากจน”
ถ้าวัดตามเกณฑ์รายได้ต่อหัวของธนาคารโลก
เมืองไทย ก็หลุดจริงๆ แต่มันไม่พอกิน

ในขณะที่ของสภาพัฒน์ ให้ที่ ปีละไม่เกิน 30,000 บาท ได้รับรัฐสวัสดิการ เพิ่มเดือนละ 300 บาท
กลุ่มนี้มีประมาณ 500,000 คน ที่มาลงทะเบียน

และต่ำกว่าปีละ 100,000 บาท ให้มีบัตรคนจนได้ รับเงินอุดหนุนเดือนละ 200 บาท

มีประมาณ 11.4 ล้านคน ที่มาลงทะเบียนคนจนเพื่อรับบัตรสวัสดิการ

หากยึดตาม เกณฑ์ของธนาคารโลก ก็ถูกต้องแล้ว ที่บอกว่า “ประเทศไทยไม่มีคนจน”

จะยังคงมีเฉพาะ “ผู้มีรายได้น้อย” เป็นภาษาทางการ

แต่ในสังคมไทยยังเรียกว่า “คนจน” อยู่ดี เพราะยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐอีกเป็นจำนวนมาก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เปิดตัวหัวหน้าพรรคทหาร หนุนนายกลุงตู่

48

เปิดตัวหัวหน้าพรรคทหาร

ผมคิดว่า แผนคสช. อยู่ที่ “สมคิด” ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ตามข่าวนั่นแหละครับเป็นหัวหน้าพรรค
ต้องขอบใจพรรค ปชป. เปิดตัวให้ เป็นข่าวใหญ่ลงหน้า 1

คือลุงตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องอยู่ที่ คสช.ต่อ 5 ปี หลีงรัฐบาลเลือกตั้งตามบทเฉพาะกาล
ถ้าโอกาสดีก็ลงมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ถ้าสภาสนับสนุน

เวลานี้ นายกรัฐมนตรีจึงบอกกลางๆ ว่า “เป็นได้ ถ้าประชาชนสนับสนุน”

ประชาชนต้องแสดงเจตนารมณ์หนุนลุงตู่ให้ชัดเจน ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง

ถ้ารวมเสียงสส.ได้ตามเป้าหมาย ก็ได้ นายกลุงตู่โดยปริยาย

ส่วนในสภา หัวหน้าพรรคทหารคือ “ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ” ก็ทำหน้าที่รองนายกไป…

สูตรการเมืองของ คสช. ที่ทีม อ.มีชัย ฤชุพันธ์ คิดออกน่าจะไม่มากไปกว่านี้

ประชาชนเองก็ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้

เพราะคนของพรรคการเมืองเก่า ก็ยังแสดงพฤติกรรมแบบเดิมๆ ไม่ปฏิรูปแต่อย่างใด

แคน ไทเมือง

แฉพรรคทหาร ‘สมคิด’ นั่งหัวหน้า

ข่าวล่าสุด

พรรคทหารวืด สมคิดปัด ไม่เป็นหัวหน้า

‘สถิตย์’ ก็ไม่เอาเลขา บอกไม่สนการเมือง

“สมคิด” ปัดนั่งหัวหน้าพรรคทหาร ระบุอายุมาก สุขภาพไม่ค่อยดี “สถิตย์” งงไม่รู้เรื่อง ยันไม่สนใจการเมือง รับถูก “มาร์ค” ถามหยั่งเชิง

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ธ.ค. 2560

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ผ้าไหมแพรวา ผืนละ แสนสอง !! ลุงตู่ซื้อราชปะแตนสีดำ 4,500 บาท

238

ผ้าไหม แพรวา ผืนละ แสนสอง !!

ใช้เวลา ทอ 6 เดือน บางผืนทอเป็นปี ..

ลายเนี๊ยบ สวยงาม ขึ้นชื่อของ บ้านโพน คำม่วง กาฬสินธุ์…..

“นายกฯบิ๊กตู่” มองอยู่3 ผืน….แล้ว ก็ตัดใจ เลือกซื้อ 1 ผืน….

เพื่อช่วยสนับสนุน ชาวบ้านให้มีรายได้….สงสัยจะซื้อไปฝาก”อาจารย์น้อง”….

ก่อน เปรยๆว่า หมดตัว…เพราะ ลงพื้นที่กาฬสินธุ์ ครั้งนี้ ชาวบ้าน จะให้อะไร หรือ นำอะไรมาให้ทาน. นายกฯ จ่ายเงินให้หมด เพราะไม่เอาของชาวบ้านฟรีๆ…..

แม้แต่ เสื้อราชปะแตน สีดำ ไหมแพรวา ที่ ชาวบ้านนำมาให้ แต่ บิ๊กตู่ ถามราคา 4,500 บาท …

เลยควักกระเป๋า จ่ายค่าเสิ้อไป บอกไม่เอาชองใครฟรีๆ

#เก็บตกนายกฯเยือนกาฬสินธุ์

โดย วาสนา นาน่วม

239

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment