แปลงนา “รักพ่อตลอดไป” ใกล้ถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว

ข้าวที่ชาวนาในจังหวัดนครสวรรค์ก็เนรมิตแปลงนาเป็นข้อความบอกรักพ่อ “รักพ่อตลอดไป” ใกล้ถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว

ซึ่งข้อความ รักพ่อตลอดไป พร้อมตัวอักษร ร.เรือ และเลข 9 ไทย ที่สื่อถึงรัชกาลที่ 9 เป็นฝีมือของนายจีรพงษ์ จูอาภรณ์ ชาวนาในตำบลบางพระหลวง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งปลูกไว้ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคมปีที่แล้ว โดยมีกำหนดเก็บเกี่ยวสิ้นเดือน มีนาคม 2560

เครดิต นงลักษณ์ ยงค์ตระกูล

2143

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“ปรีชา สุวรรณทัต” กาง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มติมหาเถรฯขัดพระธรรมวินัย?

มติมหาเถรสมาคม (มส.) นั้น แม้จะถือเป็นที่สุดในการปกครองคณะสงฆ์ แต่มติเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ให้ พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย พ้นมลทิน ไม่ต้องอาบัติปาราชิกจากข้อกล่าวหายักยอกทรัพย์ของวัดมาเป็นของตน และฝ่าฝืนพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชฯ ต้องบอกว่าคงถึงที่สุดยาก และเรื่องนี้คงไม่จบง่าย

preecha1

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ด้านหนึ่งมีความเคลื่อนไหวจากหลวงปู่พุทธอิสระ ผู้ก่อตั้งวัดอ้อน้อย ที่เดินสายคัดค้านมติ มส. ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็มีผู้เชี่ยวชาญออกมาตั้งข้อสังเกตหลายประการต่อมติขององค์กรปกครองคณะสงฆ์สูงสุดของประเทศแห่งนี้

ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2542 เมื่อ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีหนังสือทีเรียกว่า “พระลิขิต” ออกมาถึง 3 ฉบับต่อเนื่องกัน หนึ่งในสามฉบับนั้น ลงวันที่ 26 เม.ย.2542 ชี้ชัดว่า หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ต้องอาบัติปาราชิก พ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ

ความตอนหนึ่งในพระลิขิต ระบุว่า “แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้งว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา”

อาจารย์ปรีชา สรุปว่า การที่พระไม่ยอมคืนทรัพย์ของวัดให้กับวัด ถือเป็นการยักยอกทรัพย์ของวัดเป็นของตนเอง ผิดพระธรรมวินัยว่าด้วยการลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อมีเจตนายักยอก เถยจิตเป็นโจร เท่ากับเจตนาทุจริต ขาดจากความเป็นพระทันที เป็นไปโดยอัตโนมัติตั้งแต่วินาทีนั้นเลย ไม่ต้องมีการสึกใดๆ ทั้งสิ้น นี่คือหลักใหญ่ของพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช

อย่างไรก็ดี ตลอดมามีกระบวนการไม่ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ขณะเดียวกันก็มีการดำเนินคดีพระธัมมชโยตามประมวลกฎหมายอาญา โดยอัยการในสมัยนั้นยื่นฟ้องต่อศาลในข้อหายักยอกทรัพย์วัดพระธรรมกาย คดีก็ดำเนินมาเรื่อยๆ กระทั่งใกล้วันที่ศาลตัดสิน ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จู่ๆ อัยการก็ถอนฟ้องคดีนี้ โดยอ้างว่าพระธัมมชโย คืนทรัพย์สินซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ดินให้กับวัดแล้ว ทำให้คดีอาญายุติ

จากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป กระทั่งมีการรื้อฟื้นขึ้นมาเมื่อเร็วๆ นี้ และเรื่องก็ถูกเสนอเข้าที่ประชุม มส. ปรากฏว่า มส.ได้มีมติออกมาว่าเมื่อพระธัมมชโยได้คืนทรัพย์ให้กับวัดแล้ว และอัยการได้ถอนฟ้องคดีแล้ว จึงเป็นเหตุไม่ปาราชิก

“ทั้งหมดคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมา ส่วนข้อกฎหมาย เหตุปาราชิกนั้นเป็นตามพระธรรมวินัย เป็นไปตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติไว้เป็นวินัยของสมณะ จึงถือว่าสูงสุด มีศักดิ์สูงกว่ากฎหมายทั่วๆ ไป แม้แต่รัฐธรรมนูญ พระธรรมวินัยก็มีศักดิ์สูงกว่า”

“ฉะนั้นการเป็นเหตุให้อาบัติปาราชิก จึงเป็นไปตามพระธรรมวินัย ไม่เกี่ยวกับกฎหมายของบ้านเมือง เป็นคนละเหตุกัน ไม่ใช่นำคดีอาญาที่ยุติแล้วมาอ้าง แม้จะคืนทรัพย์สมบัติให้กับวัด อัยการถอนฟ้อง ก็เป็นเพียงคดีอาญาในทางโลก ไม่มีผลลบล้างเหตุปาราชิก เพราะปาราชิกเป็นไปตามพระธรรมวินัย เป็น ‘อกาลิโก’ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ บัญญัติไว้อย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้น กฎหมายของบ้านเมืองจะมาบัญญัติให้เลิกปาราชิกก็ทำไม่ได้”

อาจารย์ปรีชา กล่าวต่อว่า ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 15 ตรี บัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ มส. ใน (4) ระบุว่า มส.มีหน้าที่รักษาพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา ขณะที่วรรค 2 ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า มติของ มส.ต้องไม่ขัดกับกฎหมายและพระธรรมวินัย

“ฉะนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าพระธรรมวินัยสูงกว่ากฎหมาย มส.ที่มีมติข้างมากว่าพระธัมมชโยไม่ปาราชิก จึงขัดกับพระธรรมวินัย เพราะพระธัมมชโยปาราชิกไปแล้วเมื่อปี 2542 การมีมติว่าไม่ปาราชิก เท่ากับขัดแย้งบิดเบือนพระธรรมวินัย”

อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวอีกว่า ยังมีข้อกฎหมายที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับกรณีนี้อีกประเด็นหนึ่ง คือ เจ้าอาวาสทุกวัดและกรรมการ มส.ถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 45 ที่บัญญัติว่า ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร (ผู้ดูแลรักษาทรัพย์สมบัติของวัด) เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

ด้วยเหตุนี้เมื่อเจ้าอาวาส เจ้าคณะทุกระดับ และกรรมการ มส. เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อาญา ย่อมมีฐานะพิเศษตาม ป.อาญาด้วย กล่าวคือหากกระทำผิดอาญา จะมีโทษหนักกว่าบุคคลธรรมดา สมมติบุคคลธรรมดายักยอกทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี แต่ถ้าเป็นเจ้าพนักงานยักยอกจะมีโทษหนักขึ้น ฉะนั้นพระธัมมชโย และ มส.ที่ได้มีการละเมิดพระธรรมวินัย มีมติให้พระธัมมชโยไม่ขาดจากการเป็นพระ จึงถือว่าผิดกฎหมายอาญา อาจเข้าข่ายเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ด้วยเหมือนกัน

“เป็นที่น่าสังเกตว่ามติ มส.ไม่มีการระบุว่าเสียงข้างมากมีกี่เสียง และเสียงข้างน้อยมีกี่เสียง ซึ่งหากเปิดเผยจะได้ทราบว่าพระรูปใดลงมติให้พระธัมมชโยพ้นมลทินบ้าง เนื่องจากมีพระหลายรูปที่เป็นพระผู้ใหญ่ มีส่วนได้เสียในวัดพระธรรมกาย” อาจารย์ปรีชา ระบุ

ส่วนกรณีที่มีบางฝ่ายอ้างว่า มติ มส.ถือเป็นที่สุด ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วนั้น อาจารย์ปรีชา บอกว่า มติ มส.เป็นไปตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉะนั้นมติ มส.จึงถือเป็นคำสั่งทางปกครองอย่างหนึ่ง เพราะไม่ใช่พระธรรมวินัย แต่เป็นคำสั่งตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง สามารถนำคำสั่งไปฟ้องต่อศาลปกครองได้

“ผมได้หารือกับนักกฎหมายอาวุโสหลายท่าน ได้รับการยืนยันว่าเรื่องนี้ไปศาลปกครองได้”

ในประเด็นที่มีผู้โต้แย้งว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยว่าพระรูปใดต้องอาบัติปาราชิก ถือเป็นอำนาจของสมเด็จพระสังฆราชหรือไม่ ประเด็นนี้ อาจารย์ปรีชา อธิบายว่า พระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชมีการอ้างว่าปลอมบ้าง และบ้างก็อ้างว่าสมเด็จพระสังฆราชสั่งไม่ได้เรื่องเหตุปาราชิก แท้จริงแล้วในพระลิขิตทั้ง 3 ฉบับ สมเด็จพระสังฆราชทรงอ้างหลักพระธรรมวินัยว่าพระธัมมชโยมีเหตุปาราชิก ท่านไม่ได้สั่งเอง

“เมื่อปาราชิกแล้ว พระรูปนั้นก็ถูกสึกโดยอัตโนมัติ ไม่สามารถครองจีวรเป็นพระได้ การที่ยังครองจีวรอยู่ นำพระไปเดินธุดงค์ เข้าข่ายผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุในศาสนาโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

เรื่องนี้จึงต้องรอฝ่ายบ้านเมืองว่าจะดำเนินการหรือไม่ อย่างไร…โปรดติดตาม!

0000

ขอบคุณ สำนักข่าวอิศรา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สาวไส้! ล้วงปูมหลังรายคน เหล่าบอร์ดรัฐวิสาหกิจ…ไฉนชิงลาออก? (เหล้าเก่า เล่าใหม่ )

43
หมายเหตุ : เป็นเรื่องราวเมื่อปี 2557 นำมาเล่าใหม่

ยุทธวิธีรีเซ็ตรัฐวิสาหกิจ ตามประกาศิตของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น ทำเอาคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจทั้งหลายแหล่ร้อนๆ หนาวๆ ชิงกระโดดจากเก้าอี้ทองคำกันเป็นทิวแถว

ถือว่า คสช.ยังใจดี ไม่ใจไม้ไส้ระกำ ไล่ตะเพิดให้ออกกันเสียดื้อๆ เพราะก่อนหน้านี้ ทาง คสช.เองก็ส่งสัญญาณชัดแจ๋วว่า จะรื้อระบบรัฐวิสาหกิจ ขจัดเส้นสายระบอบทักษิณ สิ่งใดหากมีอยู่แล้วไร้ประโยชน์ เปลืองงบประมาณ ก็เป็นอันต้องถูกโละออกไปเสียให้สิ้นซาก เพื่อไม่ให้บั่นทอนความเจริญก้าวหน้าของชาติ

ทว่า ในช่วงนี้เราจึงเห็นกันอย่างแจ่มแจ้งว่า ใครยี่ห้อไหน อยู่สังกัดใคร… หากผู้ใดทำเป็นไร้เดียงสา ไม่รู้ร้อนรู้หนาวด้วยแล้ว สักพักจะมีพรายกระซิบไปบอกให้เหล่าบอร์ดระดับวีไอพีทั้งหลาย ยกก้นลุกออกจากเก้าอี้ ก่อนที่จะเจอหมัดเด็ด ชนิดที่ว่า โป้งเดี๋ยวจอด!

“ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” จะพาคุณไปสืบสาวราวเรื่องถึงภูมิหลังของเหล่าประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ว่า มีที่มาที่ไปเช่นไร เหตุใดจึงได้ขึ้นมากุมบังเหียนรัฐวิสาหกิจ และไฉนจำต้องชิงลาออก?

นาวาอากาศตรีศิธา ทิวารี อดีตประธานกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.)

“ศิธา ทิวารี” สหายโอ๊ค บุตรแห่งทักษิณ!

นาวาอากาศตรีศิธา ทิวารี อดีตประธานกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) – หรือที่รู้จักกันในนาม “เสี่ยปุ่น” เริ่มต้นในแวดวงการเมืองด้วยการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย โดยมีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรค และได้รับความวางใจให้เป็นโฆษกพรรค พร้อมตำแหน่งทางการเมืองอีกหนึ่งคือ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

“ผู้พันปุ่น” ผู้นี้ ยังเป็นคนสนิทของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มานมนาน รวมทั้งยังเป็นเพื่อนสนิทสุดซี้ แก๊งสเตอร์-หุ้นส่วนธุรกิจกับ นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ “โอ๊ค” บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในชื่อบริษัท มาสเตอร์ โฟน จำกัด แต่ได้จดทะเบียนเลิกกิจการไปแล้วเมื่อปี 2554

ด้วยความที่ น.ต.ศิธา นั้น เป็นมือทำงานคนสำคัญของพรรค และมีความสนิทสนมกับนายพานทองแท้ เมื่องานดี โปรไฟล์เยี่ยม ไว้วางใจได้เช่นนี้ จึงมิใช่เรื่องยากเย็นที่จะได้ดิบได้ดี นั่งเก้าอี้สำคัญของ ทอท. อันเป็นขุมทรัพย์ใหญ่ที่ฝ่ายการเมืองทุกยุคสมัยต่างถวิลหา…

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตประธานกรรมการ บริษัท ปตท.

“ปานปรีย์” คนเก่าแก่แห่งไทยรักไทย!

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) – อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้แทนการค้าไทยในช่วงรัฐบาลทักษิณ ต่อมานายใหญ่จากแดนไกล ได้ส่งเข้ากุมบังเหียน ปตท. คุมขุมพลังงานไทย และด้วยสายสัมพันธ์อันแนบแน่น จึงถูกหนุนนำให้เข้าไปเป็นบอร์ด ปตท.ในช่วงเริ่มแรก กระทั่งขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ปตท.

นายปานปรีย์ถือได้ว่าทำงานใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และเล่นกอล์ฟก๊วนเดียวกันกับ นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ หรือ “บิ๊กไฝ” อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ปตท. และปัจจุบันเป็นประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน อีกทั้งนายปานปรีย์ยังเป็นคนใกล้ชิดสนิทสนมกับ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อีกด้วย

แม้ว่า ปานปรีย์ จะเป็นคนสายตรงจากนายใหญ่ก็ตาม แต่ก็ถือว่าชายผู้นี้เป็นนักบริหารมือดี อุดมการณ์ยอด เพราะภายหลังจากที่มีการชุมนุมครั้งใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในปี 2553 นายปานปรีย์ได้ลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยมีสาเหตุมาจากความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยนั้น ได้แตกต่างจากช่วงต้นๆที่ก่อตั้งพรรคไปเสียแล้ว

ทว่า นายปานปรีย์เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารและสร้างผลงาน ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาสาธารณชนหลายต่อหลายครั้ง โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ปานปรีย์ได้ยุติความขัดแย้งรุนแรงภายในองค์กรระหว่างผู้บริหารระดับสูง ลดการผูกขาดท่อแก๊ส โดยให้บุคคลที่ 3 เข้ามาใช้ได้ รวมทั้งยังมีผลงานต่างๆ อีกมากมาย สุดท้ายก่อนเดินออกจากปตท. ได้มีผู้บริหารของ ปตท.หลายท่านพยายามยับยั้งการลาออก แต่ก็ไม่เป็นผล…

พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

“พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์” บอร์ดี้การ์ดคู่กาย คนสนิทรู้ใจนายใหญ่!

พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล – “บิ๊กโจ๊ก” อดีตนายตำรวจคนสนิท ที่ติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณ มาอย่างยาวนาน เพราะด้วยความที่ พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ เข้าอบรมหลักสูตรต่างๆ อย่างโชกโชน ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรรบพิเศษกองทัพบกสหรัฐฯ เจรจาต่อรองการก่อการร้ายสากลที่สหรัฐอเมริกา ลาดตระเวนการรบและส่งกำลังทางอากาศ

กระนั้น นายทหารผู้นี้จึงถูกเรียกตัวให้อารักขาบุคคลสำคัญระดับโลกในช่วงที่เดินทางเยือนไทยหลายต่อหลายครั้ง และเมื่อเป็นมือดีเช่นนี้ จึงเป็นที่ถูกใจ พ.ต.ท.ทักษิณ และดึงมือมาเป็นบอดี้การ์ดสุดชิด ประกบติดไปทุกที่ ทั้งในและนอกประเทศ ชนิดที่ว่า ติดยศเป็นนายพลแล้ว แต่ก็ยังไม่วายถูกเรียกใช้บริการ

ในช่วงที่ พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ถูกส่งเข้ามาบริหารจัดการในวงการหวย ได้เกิดปรากฏการณ์ที่ใครหลายๆ คนเรียกขานว่า “นารีให้โชค” อันเนื่องมาจากในยุคของรัฐบาลปู และในช่วงที่ พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ เป็นผู้อำนวยการกองสลากนั้น ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ดันไปตรงกับทะเบียนรถของนายกฯ อยู่บ่อยครั้ง

ทั้งนี้ ครั้งที่ฮือฮาที่สุด ก็ในคราว อดีตนายกฯ ปู ตรวจงานเมืองเชียงใหม่ และเมื่อก้าวลงจากรถ ก้นอดีตนายกฯจ้ำเบ้าลงกับพื้น แต่ทะเบียนรถที่อดีตนายกฯ นั่งมานั้น ดันไปตรงกับผลออกสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดดังกล่าวแบบตรงเผง ทั้งเลขท้ายสองตัวและสามตัวบน จนทำให้ พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ต้องออกมาชี้แจงเป็นการใหญ่ ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องบังเอิญ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้บรรดานักเสี่ยงโชคทั้งหลายปลงใจเชื่อในเหตุการณ์ดังกล่าวได้…

นางอัญชลี ชวนิชย์ อดีตประธานคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

“อัญชลี” เธอผู้นี้สังกัดเฮียเพ้ง ขาใหญ่!

นางอัญชลี ชวนิชย์ อดีตประธานคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) – นายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร อดีตผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) อีกหนึ่งคนสนิทของ “เฮียเพ้ง” นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ที่ถูกดันให้ขึ้นมาเป็นประธานบอร์ด กฟผ. ในช่วงที่นายพงษ์ศักดิ์ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อีกทั้งนางอัญชลียังเป็นรุ่นน้องคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ของ เฮียเพ้ง อีกด้วย

เมื่อประเทศเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนขั้วการเมืองเช่นนี้ หากนางอัญชลียังกอดเก้าอี้ประธานบอร์ด กฟผ.ต่อไป คงจะมิใช่ทางเลือกที่ดีแน่ๆ ฉะนั้น จะเสี่ยงนั่งต่อไปให้ร้อนๆ หนาวๆ ไปเพื่อสิ่งใดกัน…

น.ส.รัชนี ตรีพิพัฒน์กุล อดีตประธานบอร์ดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

“รัชนี” เจ็บช้ำ โดนสหภาพฯ รุก!

น.ส.รัชนี ตรีพิพัฒน์กุล อดีตประธานคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) – สาวใหญ่ผู้นี้ เข้ามารับตำแหน่งประธานบอร์ด รฟม. ด้วยแรงหนุนของพรรคเพื่อไทย แต่อาจจะช้ำกว่าประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจแห่งอื่นเสียหน่อย เพราะก่อนจะลุกจากเก้าอี้นั้น ต้องประสบพบเจอกับเหตุการณ์ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ รฟม. รวมตัวแต่งชุดดำถือป้ายประท้วง เพื่อขอให้เธอทบทวนการทำงานที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 3 ปี

เหล่าพนักงานต่างให้เหตุผลว่า ในช่วงที่เธอดำรงตำแหน่งนั้น ไม่สามารถผลักดันโครงการ และแก้ปัญหางานให้เป็นรูปธรรมได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะปัญหาของพนักงานที่ไม่ได้รับการปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือน และสวัสดิการมานานแล้ว เพราะฉะนั้น จึงควรเปิดโอกาสให้ คสช.เข้ามาดูแล รวมถึงปรับเปลี่ยนบอร์ดชุดใหม่…

นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ อดีตประธานบอร์ดธนาคารกรุงไทย

“วรวิทย์” ข้าเก่า ขุนนางแก่แห่งนายใหญ่

นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ อดีตประธานกรรมการและกรรมการ บมจ.ธนาคารกรุงไทย - สำหรับนายวรวิทย์ เป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ข้าราชการในระบอบทักษิณ ที่ถูกส่งเข้ามาเป็นประธานบอร์ดธนาคารกรุงไทย โดยขึ้นมาเป็นประธานบอร์ดแทน นางเบญจา หลุยเจริญ (คนสนิทคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์) ที่ขยับไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และชายผู้นี้นี่แล ที่เป็นประธานเขียนโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท…

พ.ต.ท.ไพโรจน์ ปัญจประทีป อดีตประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า

“พ.ต.ท.ไพโรจน์” มีเพื่อนดีเป็นศรีแก่ตัว!

พ.ต.ท.ไพโรจน์ ปัญจประทีป ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า – พ.ต.ท.ไพโรจน์ ถือเป็นคนใกล้ชิดสนิทสนมกับ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งฯ ซึ่งเป็นเพื่อน พ.ต.ท.ทักษิณ จึงแนะนำ พ.ต.ท.ไพโรจน์ ให้เข้ามาทำหน้าที่สำคัญดังกล่าว โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับการระบายข้าวในสต๊อกรัฐ ในโครงการรับจำนำข้าว ที่เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลยิ่งลักษณ์

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ไพโรจน์ ยังเป็นเพื่อนตำรวจรุ่นเดียวกับ พ.ต.ต.ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ อดีตผู้อำนวยการ อคส. ที่ถูกให้ออกจากกรณีีทุจริตหอมแดงที่อื้อฉาวอีกด้วย…

นายณอคุณ สิทธิพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

“ณอคุณ” เส้นใหญ่ เด็กเจ๊ใครอย่าแตะ!

นายณอคุณ สิทธิพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) – อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีพื้นเพเป็นคนเชียงใหม่ มีความสนิทสนมกับ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นอย่างมาก จึงไม่แปลกในการเป็นผู้ใกล้ชิดคนตระกูลชินวัตร ในอดีตเคยเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่สำคัญยังเป็นพ่อตาของ นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี อดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ที่ลาออกไปเพราะพิษเงินกู้จำนำข้าว จนสหภาพแรงงานฯออมสิน ลุกฮือต่อต้าน และถือเป็นประวัติศาสตร์ของแบงก์ออมสิน ต้องเจอกับกระแสมวลชนที่ไม่เห็นด้วย ต่างถอนเงินในบัญชี จนในที่สุดนายวรวิทย์ ต้องประกาศลาออกรับผิดชอบ

และด้วยสัมพันธ์กับคนในตระกูลชินวัตร ครั้งหนึ่งนายณอคุณเคยนั่งเก้าอี้ประธานบอร์ด ปตท. มานมนานถึง 5 ปี แต่สุดท้ายก็ต้องตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว เพราะทนแรงกดดันไม่ไหวจากกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน นำโดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กทม. ที่ออกมาโจมตีว่าเป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงาน แต่กลับมานั่งในตำแหน่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม สุ่มเสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง…

ทว่า ประชาชนตาดำๆ อย่างเราๆ ก็ได้แต่เฝ้ามองการรีเซ็ตองคพยพในครั้งนี้ ว่าจะสามารถขจัดเส้นสายระบอบทักษิณให้สิ้นซาก รีเซ็ตรัฐวิสาหกิจให้สมบูรณ์แบบได้หรือไม่ ฉะนั้น เหล่าผองไทยต้องจับตาดูให้ดีว่า รัฐวิสากิจอันบริสุทธิ์ ไร้เงามืด จะเป็นได้แค่ ภาพฝัน หรือ ภาพแท้…ล้วนขึ้นอยู่กับฝีมือของ คสช.ทั้งสิ้น!

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มิ.ย. 2557

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค ฝากจดหมายน้อย ถึงไชยบูลย์

42

เรียน คุณไชยบูลย์ครับ

คุณก็เป็นคนปกติ ผ่านการเล่าเรียนต่าง ๆนานา มาจนบวชเป็นภิกษุ

คุณทำอะไรกับศาสนาพุทธในไอเดียของคุณ มีคนตามรอย ชื่นชม เพราะวิถีคุณมีระเบียบดีงาม

ต้องยอมรับว่า พระสงฆ์ไทยจำนวนมาก ที่สอบเอนทรานซ์โคตรง่าย เพื่อเป็นพระ ให้พ่อแม่กราบ ให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินกราบ

ท่องอะไรไม่กี่คำในโบสถ์ ห่มเหลืองออกมา บางรูปยังติดยา แต่ถ้าเดินออกมาจากโบสถ์….พ่อแม่ต้องกราบนะ เจ้าฟ้าต้องกราบ…

คุณทำสิ่งเหล่านี้ ได้เป็นระเบียบครับ..

แต่หลังจากนั้น ระเบียบ ปรัชญา กฎหมายบ้านเมือง
เป็นคนละเรื่อง

วัดคุณมีระเบียบ ด้วยคนที่เลื่อมใสในระเบียบ ช่วยกันทำให้วัดคุณดูสะอาดสะอ้าน กว่าวัดที่มีหมาจรจัด มีพระเณรแอบกินเบียร์….

แต่ปรัชญาคุณ ไม่ตรงกับปรัชญาพุทธ ทุกนิกาย ซึ่งอาจจะต้องถกเถียงเรื่องอุตริมนุษธรรม อวดอ้างคุณวิเศษ
พระสังฆราชองค์ก่อน มีบันทึกว่าคุณขาดจากความเป็นพระแล้ว…ผมก็ไม่รู้ว่า พวกห่าไหน ถึงไม่ทำตามพระบัญชา….มันถึงได้ยืดเยื้อ

บ้านเรามันเป็นแบบนี้ มันมีเงินแทรกซึมไปหมด พระเพรอะ เจอรถโบราณ เจอลาภสักการะ … ก็ทำงงไปหมด…

ตอนนี้คุณมีปัญหากับกฎหมายบ้านเมืองครับ…คุณไชยบูลย์

คุณจะห่มสีอะไร จะปาราชิกไหม นั่นเป็นเรื่องทางสงฆ์ ซึ่งผมไม่เคยเลื่อมใสมหาตาเถรสมาคมเลย….สำนักงานพระพุทธศาสนา ฯลฯ

ฟ้ามาโปรดแท้เทียวนะ…ที่สังฆราชองค์ใหม่ คือของแท้

คุณไชยบูลย์ครับ…
คุณกำลังสร้างปัญหาใหญ่มากกับสังคมไทยครับ…
คุณคนเดียวเองครับ…
ทำให้ผมต้องเสียเจ้าหน้าที่เป็นพัน ต้องไปเล่นตี่จับกับคุณ…
ภาษีผมครับ

ผมเครียดนะครับ..จากเคยขำ ตอนนี้ไม่ขำแล้ว…

ผมไม่นับถือว่าคุณเป็นภิกษุแล้วนะครับ ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากก็คิดเช่นนั้น…

แต่ยังนับถือว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยกัน….
กรุณาทำให้เรื่องมันจบแบบง่าย ไม่สูญเสียความเจ็บปวดทั้งสาวก ทั้งกายทั้งใจ
ไม่เสียกำลังงานเจ้าหน้าที่และภาษีแห่งรัฐ แห่งพวกผมด้วย

ง่าย ๆ ครับ ให้เจ้าหน้าที่ได้พบ เถอะครับ
แจ้งข้อหาอะไรกันไป….
ตอนนี้คุณเป็นคนที่ทุกคนจับตาที่สุดยิ่งกว่าใครในเมืองไทย
คุณมีแบ็คอัพที่ใหญ่โตมโหฬารมาก…
ไอ้คนที่มาพูดว่า คุณกลัวโดนซ้อม โดนสึก ย่ำยี ติดเชื้อฯ มันไม่เมคเซนส์ดอกครับ

คุณมอบตัว มีสาวก ประกันตัว ฯลฯ เจ้าหน้าที่ดีเอสไออะไรเนี่ย เขาตัวกระจิ๊ดริดกว่าคุณมาก….ถ้าไม่ใช่ต้องกลัวข้อหาละเลยในการปฎิบัติหน้าที่ เขาก็คงเลิกยุ่งกับคุณละ เพราะคุณแบ็คอัพแข็งแรงมาก เขาก็ไม่อยากเหนื่อยขนาดนี้มั้ง

กราบเถิดครับคุณท่าน พระเดชพระคุณ

ให้บ้านเมืองมันสงบอีกสักเรื่องเถอะ…อย่าไปโทษเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอะไรเลย…แค่คนเดียว..รับข้อหา

พระก็ต้องมีความเป็นแมนนะเว้ย…

ผมก็รู้สึกตามนี้ แต่อะไรจะมีนอกมีในยังไง กูผมไม่รู้ครับ

แล้วต่อจากนี้ ลูกช้างจะไม่พูดเรื่องคดีนี้อีกแล้วครับ…เสื่อมปัญญาและอารมณ์มาก

พูดเรื่องหมาต่อไปสบายใจกว่าขอรับ พระเดชพระคุณ…

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

พระเจ้าอโศกมหาราช จับพระสึก ๖ หมื่นกว่ารูปเพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งพระธรรมวินัย

36

“ปราบอลัชชี เดียรถีย์” ทำกันเป็นเรื่องเป็นราวมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อเนื่องรัชกาลที่ 1 เพราะเป็นยุคที่บ้านเมืองแตกกระสานซ่านเซ็น มีผู้คนตั้งตนใช้พระศาสนาหากินรวมทั้งตั้งตัวเป็นใหญ่

สถาบันพระมหากษัตริย์ ฐานะผู้ปกครองประเทศทุกพระองค์ ทรงดูแลอาณาประชาราษฎร์และพระศาสนามาตลอด มิได้ว่างเว้น

ชุมนุมเจ้าพระฝาง เป็นชุมนุมอิสระภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. 2310 โดยมีผู้นำชุมนุมเป็นพระสงฆ์ คือ พระพากุลเถระ (มหาเรือน) พระสังฆราชาแห่งเมืองสวางคบุรี (ฝาง) ชุมนุมดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงยกทัพมาปราบปราม เมื่อ พ.ศ. 2313

โดยชุมนุมเจ้าพระฝาง เป็นชุมนุมอิสระสุดท้ายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกปราบชุมนุมก๊กเจ้าพระฝางได้นั้น นับเป็นการพระราชสงครามสุดท้ายที่ ทำให้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงบรรลุพระราชภารกิจสำคัญ ในการรวบรวมพระราชอาณาเขตให้เป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวดังเดิมหลังภาวะจลาจลเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ในปี พ.ศ. 2310 และนับเป็นการสถาปนากรุงธนบุรีได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ เมื่อสำเร็จศึกปราบชุมนุมก๊กเจ้าพระฝาง ในปี พ.ศ. 2313

การสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ 9 เมื่อ พ.ศ. 2331 ในประเทศไทย โดยเป็นพระราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งรับเป็นพระราชภาระที่จะทำนุบำรุงไพร่ฟ้าประชาชนตลอดจนพระศาสนาให้เป็นหลักชัยของบ้านเมือง

รวมทั้งคืนตำแหน่งให้ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ถูกถอดไปในยุคปลายกรุงธนบุรี

คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี)

ส่วนการแบ่ง พระสายคามวาสี และอรัญวาสี ก็มีมาแต่ครั้งพุทธกาล คือสายปริญัติ และสายปฏิบัติ มีพระอัครสาวกซ้ายขวา

ตกมาในช่วงกรุงสุโขทัย อยุธยา ก็มีผู้ปกครองสงฆ์ ทั้งฝ่ายอรัญวาสี และคามวาสี เรียกว่า “สังฆราชซ้าย-ขวา” เคียงคู่มาตลอด

เมื่อรัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์ จึงได้ทรงตั้งฝ่าย “ธรรมยุต” (พระวัดป่า) ขึ้นเคียงคู่ “มหานิกาย” ซึ่งถือเป็น “พระบ้าน”  โดยมีวัดบวรนิเวศฯ เป็นหลัก และทรงสร้างวัด บรมนิวาสฯให้เป็น “วัดป่ากลางกรุง” อีกด้วย

แคน ไทเมือง

0000

“พระเจ้าอโศกมหาราช จับพระสึก ๖ หมื่นกว่ารูปเพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งพระธรรมวินัย”

ครั้งหนึ่งในอดีต “พระเจ้าอโศกมหาราช” ทรงร่วมปฏิรูปพระศาสนา จับสึกพระอลัชชีผู้ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส สั่งสมของมัวเมาในลาภสักการะ เหลวไหลในเกียรติ เห่อเหิมและเพลิดเพลินในโลกียวัตถุ จากนั้นทรงเป็นศาสนูปถัมภกในการสังคยานา และส่งสมณฑูตประกาศพระพุทธศาสนา

พระเจ้าอโศกมหาราช (AShoka the great) แห่งราชวงศ์ โมริยะ กษัตริย์ผู้ปกครองดินแดนอินเดีย (พ.ศ.๒๗๖ – พ.ศ.๓๑๒) พระองค์ ทรงมีพระทัยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ได้ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา เช่นทรงสร้างวัด วิหาร พระสถูป พระเจดีย์ และหลักศิลาจารึกเป็นต้น ได้บำรุง พระภิกษุสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ คือ อาหาร ที่อยู่ อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค การที่พระองค์ทรงบำรุงพระภิกษุสงฆ์เช่นนี้ ก็เพื่อจะได้พระภิกษุในพุทธศาสนาได้รับความสะดวก มีโอกาสบำเพ็ญสมณธรรมได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลในการแสวงหาปัจจัย ๔ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น แต่กลับปรากฏว่ามีพวกนักบวชนอกศาสนาเป็นจำนวนมาก ปลอมบวชในพุทธศาสนา เพราะเห็นแก่ลาภสักการะ เมื่อบวชแล้วก็คงสั่งสอนลัทธิศาสนาเก่าของตน โดยอ้างว่าเป็นคำสอนของพุทธศาสนา แสดงลัทธิธรรมให้ผิดคลองพระพุทธบัญญัติกระทำให้สังฆมณฑลยุ่งเหยิง แตกสามัคคีด้วยสัทธรรมปฏิรูป ข้อนี้ทำให้พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ (คนละรูปกับพระมหาโมคคัลลานะเถระในพุทธกาล) ซึ่งเป็นผู้ที่มีความแตกฉานในพระไตรปิฎก เกิดความระอาใจต่อการประพฤติปฏิบัติของเหล่าพระภิกษุอลัชชีที่ปลอมบวชทั้งหลาย จึงได้ปลีกตัวไปอยู่ที่ ถ้ำอุโธตังคบรรพต เจริญวิเวกสมาบัติอยู่ที่นั้นอย่างเงียบๆ เป็นเวลา ๗ ปี และมอบภารกิจคณะสงฆ์ให้พระมหินทเถระดูแลแทน

ในสมัยนั้นจำนวนของพระอลัชชี มีมากกว่าพระภิกษุแท้ๆ จึงทำให้ต้องหยุดการทำอุโบสถสังฆกรรมถึง ๗ ปี เพราะเหตุที่พระสงฆ์ ผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่ยอมร่วมกับพระอลัชชีเหล่านั้น จึงทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชไม่สบายพระหฤทัยในการแตกแยกของพระสงฆ์ ทรงปวารณาจะให้พระสงฆ์เหล่านั้นสามัคคีกัน จึงได้ตรัสสั่งให้อำมาตย์หาทางสามัคคี ฝ่ายอำมาตย์ฟังพระดำรัสไม่แจ้งชัด สำคัญผิดในหน้าที่ จึงได้ทำความผิดอันร้ายแรง คือ ได้บังคับให้พระภิกษุบริสุทธิ์ทำอุโบสถร่วมกับพระอลัชชี พระภิกษุผู้บริสุทธิ์ต่างปฏิเสธที่จะร่วมอุโบสถสังฆกรรม อำมาตย์จึงตัดศีรษะเสียหลายองค์

เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทราบข่าวนี้ ทรงตกพระทัยยิ่งจึงเสด็จไปขอขมาโทษต่อพระภิกษุที่อาราม และได้ตรัสถามสงฆ์ว่า การที่อำมาตย์ได้ทำความผิดเช่นนี้ ความผิดจะตกมาถึงพระองค์หรือไม่ พระสงฆ์ถวายคำตอบไม่ตรงกัน บ้างก็ว่า ความผิดจะตกมาถึงพระองค์ด้วยเพราะอำมาตย์ทำตามคำสั่ง แต่บางองค์ก็ตอบว่าไม่ถึงเพราะไม่มีเจตนา คำวิสัชนาที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชกระวนกระวายพระทัยยิ่งนัก ทรงปรารถนาที่จะให้พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ผู้มีความสามารถและแตกฉานในพระธรรมวินัยถวายคำวิสัยชนาอย่างแจ่มแจ้ง จึงได้ตรัสถามถึง พระภิกษุเหล่านั้นก็ได้ตรัสตอบว่า มีแต่พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระรูปเดียวเท่านั้นที่อาจแก้ความสงสัยได้ พระเจ้าอโศกมหาราช จึงได้ส่งสาส์นไปอาราธนาพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ให้ท่านเดินทางมายังเมืองปาฏลีบุตร แต่ไม่สำเร็จ เพราะพระเถระไม่ยอมเดินทางมาตามคำอาราธนา พระเจ้าอโศกมหาราชก็ทรงไม่หมดความพยายาม จึงได้รับสั่งให้พนักงานออกเดินทางโดยทางเรือรบท่านตามคำแนะนำของพระติสสะเถระ ผู้เป็นพระอาจารย์ของโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ

ในที่สุดพระเถระก็ยอมมาและในวันที่ท่านเดินทางมาถึงนั้น พระเจ้าอโศกมหาราชได้เสด็จไปรับพระเถระด้วยพระองค์เอง ได้เสด็จลุยน้ำไปถึงพระชานุ แล้วยื่นพระกรให้พระเถระจับและตรัสว่า “ขอพระคุณท่านจงสงเคราะห์ข้าพเจ้าเถิด” แล้วได้นำท่านไปสู่อุทยาน ได้ทรงแสดงความเคารพพระเถระอย่างสูง และได้ตรัสถามพระเถระว่า การที่อำมาตย์ได้ตัดศีรษะพระภิกษุนั้นจะเป็นบาปกรรมตกถึงตนหรือไม่ พระเถระได้ตอบว่า “มหาบพิตร จะเป็นเป็นบาปได้ก็ต่อเมื่อพระองค์มีเจตนาที่จะฆ่าเท่านั้น” คำวิสัชนาของพระเถระนั้น ทำให้พระองค์ทรงพอพระทัยมาก

ฝ่ายพระอลัชชีผู้ปลอมบวชในพุทธศาสนานั้นก็ยังพยายามที่จะประกอบมิจฉาชีพอยู่ต่อไป พระเหล่านั้นได้มัวเมาหลงใหลในลาภสักการะไม่พอใจในการปฏิบัติธรรม อาศัยผ้าเหลืองเลี้ยงชีพ ประพฤติผิดธรรมวินัยไม่สำรวมระวังในสีลาจารวัตร เที่ยวอวดอ้างคุณสมบัติโดยอาการต่างๆ เพื่อหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ เพื่อหาลาภสักการะเข้าตัว เพราะเหตุนี้จึงทำให้พระสัทธรรมอันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องพลอยด่างพร้อยไปด้วย ความอลเวงได้เกิดขึ้นในวงการของพุทธศาสนาทั่วไปลาภสักการะมีอำนาจเหนือ อุดมคติของผู้เห็นแก่ได้ แม้กระทั่งผู้ทรงเพศเป็นพระภิกษุห่มเหลืองก็ยังตกอยู่ภายใต้อำนาจของมัน ที่จริงผู้มีลาภคือผู้มีบุญ แต่มัวเมาในลาภคือสั่งสมบาป การที่พระได้ของมามากๆ จากประชาชนที่เขาบริจาคด้วยศรัทธานั้น นับว่าเป็นการดีไม่มีผิด แต่การที่พระสั่งสมของมัวเมาในลาภ เหลวไหลในเกียรติ เห่อเหิมและเพลิดเพลินในโลกียวัตถุ จนลืมหน้าที่ของตนนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง

พ.ศ.๒๘๗ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้ถวายเทศนาแก่พระเจ้าอโศกมหาราช จนพระองค์ทรงมีความเลื่อมใส และซาบซึ้งในหลักธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์ ได้ประทับอยู่ที่อุทยานนับเป็นเวลา ๗ วัน เพื่อชำระพระศาสนาให้บริสุทธิ์จากเดียรถีย์ที่เข้ามาปลอมบวช ในวันที่ ๗ พระองค์ได้ประกาศบอกนัดให้พระภิกษุที่อยู่ในชมพูทวีปทั้งสิ้นให้มาประชุมที่อโศการามเพื่อชำระความบริสุทธิ์ของตน ภายใน ๗ วัน พระองค์ประทับนั่งภายในม่านกับท่านโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้สั่งให้ภิกษุผู้สังกัดอยู่ในนิกายนั้นๆ นั่งรวมกันเป็นนิกายๆ แล้วตรัสถามให้พระภิกษุเหล่านั้นอธิบายคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งพระสงฆ์เหล่านั้นได้อธิบายผิดไปตามลัทธิของตนๆ พระเจ้าอโศกมหาราชจึงได้ตรัสให้สึกพระอลัชชีเหล่านั้นทั้งหมด ซึ่งเป็นจำนวน ๖๐,๐๐๐ รูป ครั้นกำจัดพระภิกษุพวกอลัชชีให้หมดไปจากพุทธศาสนาแล้ว พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ จึงได้จัดให้มีการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ขึ้น ณ อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร โดยได้รับราชูปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมหาราชอย่างเต็มที่

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ความมุ่งมั่นดำเนินการจนลุล่วง นี่คือนิมิตหมายที่ดีของประเทศชาติ

3534

ผมเชื่อนายกลุงตู่ ทะลุทะลวงปัญหาที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำได้

ใครมีคดีความรัฐบาลก็ต้องดำเนินการจนถึงที่สุด

ส่วนของวัดนั้น แค่ทำให้วัดเป็นสาธารณะเหมือนวัดทั่วๆไป ก็พอแล้ว


มส. ท่านคงเข้าไปดูแลให้เกิดภาพดีๆ เพราะสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาแล้ว ก็น่าเบาใจ

ฝ่ายรัฐแค่เป็นมือเป็นไม้ ตรงไหนพระต้องการความช่วยเหลือก็เข้าไปทำ

ตรงไหนที่ผิดกฏหมายก็เข้าไปดำเนินการให้ถูกต้อง

ให้พระท่านจัดการกันเอง ใครไม่มีใบสุทธิก็จับขังคุกให้เข็ดหลาบ

ทำได้ขนาดนี้ ประชาชนก็อนุโมทนา สาธุ

แคน ไทเมือง

0000

“นายกฯ”ลั่นไม่เลิก ม.44 คุมวัดพระธรรมกายจนกว่า“ธัมมชโย”จะมอบตัว

(คมชัดลึก 21 กุมภาพันธ์ 2560)

21 ก.พ. — พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงปัญหาการตรวจค้นวัดพระธรรมกายว่า วันนี้โทรทัศน์บางช่อง พิธีกรบางคน ระบุว่าใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกายแล้วก็ไม่มีความหมาย กลายเป็นว่ารัฐบาลไม่มีน้ำยา ซึ่งเรื่องนี้หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ปัญหาก็จะเกิด กลายเป็นเชียร์มวย ดูกันว่าใครจะชนะระหว่างพระกับเจ้าหน้าที่ ถามว่าเกิดประโยชน์อะไรกับบ้านเมืองบ้าง เรื่องนี้เป็นคดีความ ถ้าสู้กันตามกระบวนการ ทุกอย่างก็จบ

“เมื่อตำรวจบอกว่า 7 วัน คือหมายความว่าต้องรู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป วันนี้มีการทำงานร่วมกันทั้งสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) มหาเถรสมาคม(มส.) ก็ลงมาหารือร่วมกันเพื่อทำให้วัดพระธรรมกายเป็นสถานที่ที่ประชาชนสามารถเข้าไป ไม่แปลกประหลาดหรือแตกต่างจากที่อื่น ส่วนคดีความเป็นเรื่องของบุคคล ใครทำผิดก็ว่ากันไป ขอร้องอย่าพูดเหมือนเดิมพันใครจะชนะ เพราะบ้านเมืองจะแพ้ตลอด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่วัดพระธรรมกายมีการต่อเติมอาคารและใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คนทำผิดกฎหมายยังไม่มาขึ้นศาลตามกระบวนการ จึงอย่าเพิ่งถามว่าผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะมีความผิดหรือไม่ ดังนั้นสื่อมวลชนจึงควรบอกผู้ที่กระทำความผิดให้มามอบตัว เพราะเป็นหน้าที่ของสื่อ ที่จะต้องไปบอกว่า ขอให้พระสงฆ์เอาผ้าปิดจมูกออก

“ได้ที่ไหน เป็นพระปิดหน้าปิดตา เหมาะสมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ส่วนที่ขอให้ยกเลิกมาตรา 44 ยืนยันว่าผมไม่ยกเลิก เพราะยังไม่จบเรื่องแล้วจะยกเลิกได้อย่างไร กฎหมายเลิกได้ที่ไหน ในเมื่อยังนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีไม่ได้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องควบคุมไปตลอดจนกว่าพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสจะมอบตัวหรือดำเนินคดีได้ พร้อมบริหารจัดการใหม่และอย่ามาบอกว่าผมจะไปยึดพระทองคำ เพราะไม่รู้อะไรอยู่ไหน มีหรือเปล่าก็ไม่รู้ และแน่ใจอย่างไรว่าเป็นพระแท้ เป็นไปได้หรือที่นำทองคำไปหล่อพระขนาดนั้น เพราะขนาดสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นยังรั่วเลย คิดแบบนี้ก็จะรู้คำตอบเอง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ดาราข่าวหน้า 1

เด(ภาพข่าวหน้า 1 วันที่ 16 ก.พ.2560 )

ดาราข่าวหน้า 1

เวลาเราดูทีวี จะเห็นตัวละครในสังกัดช่องน้อยสี ช่องมากสี

เช่นเดียวกันสื่อหนังสือพิมพ์เขาก็จะมีตัวละครหลักๆ ตามนโยบายสื่อนั้นๆ

บางคนออกได้สื่อเดียว บางคนออกได้หลายสื่อ

ไม่ใช่บุคคลที่อ้างตัวว่าเป็น “บุคคลสาธารณะ” จะออกได้ทุกสื่อ แม้ “จัดแถลงข่าว” ก็ตาม

แม้ไปงานแถลงข่าว ลีลาการพาดหัว การนำเสนอข่าวก็ไม่แน่จะออกเชิงบวกหรือเชิงลบ

ที่นายกลุงตู่ขอร้องสื่อคือตรงนี้ อย่าให้พื้นที่คนไม่หวังดีต่อชาติอย่างจริงใจ

แต่คงยาก เพราะเขามีก๊วน มีแก๊ง มีกลุ่มทำมาหากินร่วมกันมาเป็นสิบๆปี หรือหลายสิบปี เอื้อเฟื้อเกื้อหนุนครบวงจร ประชาสัมพันธ์โฆษณา จ่ายค่าตัวนักข่าวแทนโรงพิมพ์ก็มี สื่อเล็กๆก็ต้องอาศัยเพื่อนฝูงดูแลกันไป เพราะหากจะคิดเรตติ้งหรือจำนวนการพิมพ์ ยังไงเขาก็ไปทุ่มสื่อใหญ่ ตามคำสั่งนายทุนสินค้าบริการอยู่ดี

สุดท้ายการต่อสู้ทางสื่อก็ยังดำเนินต่อไป จะไปหวังว่าจะปฏิรูปสื่ออย่างนั้นอย่างนี้คงยากที่จะไปกำหนด เพราะมันคือการแข่งขันทางธุรกิจ สื่อเล็กๆ ดีๆ มูลค่าหุ้นไม่ถึงพันล้านเขาเข้าไปซื้อหุ้น เทคโอเวอร์กันหมดแล้ว ใครขวางนายทุนก็ต้องเด้งออกไป

เอาเฉพาะการคัดคนเป็นข่าวการเมือง คนสร้างประเด็น มองแล้วนักข่าวรุ่นเก่าได้แต่ยิ้มๆ

เขาลืมไปว่าเวลานี้เป็นสังคมผู้สูงวัย ใครทำอะไรแค่อ้าปากก็มองเห็นถึงลำไส้ใหญ่

บางคนชื่อ ชั้น มันไม่ถึงที่จะไปเขย่าสังคมได้เลย แต่ก็ยังเห็นสื่อหลักให้พื้นที่เดิมๆ

แต่ด้วย “ข้อตกลง” ดังกล่าว การสร้างดาราหน้าข่าวก็เลยเป็นอย่างที่เห็น…

ข่าวบุกธรรมกายแม้สื่อยักษ์ใหญ่ยังแกล้ง “ตกข่าวหน้า 1″ แบบไม่เกรงใจคนอ่าน

มีเป้บซี่ ก็ไม่มีโค้ก เซมๆ อย่าไปหวังกับการปฏิรูปสื่อเลยครับ มันเป็นธุรกิจหมดแล้วครับ

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ภาพอันชวนปิติ การแสดงมุทิตาจิตของผู้นำทุกศาสนาต่อองค์สมเด็จพระสังฆราชฯพระองค์ใหม่

2221

23
ประเทศเดียวในโลก ที่จะเห็นความปรองดองสมานฉันท์ระหว่างผู้นำทางศาสนา ในแผ่นดินเดียวกัน

ไม่แต่เท่านั้น เราจะเห็นบ่อยๆ ที่ศาสนิกชนทางภาคใต้หรือแม้แต่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ ทั้งพุทธและมุสลิม เอื้อเฟือเกื้อกูลกัน ทั้งในยามสุข ยามทุกข์ ยามมีภัย น้ำท่วม ฝนแล้ง ฯลฯ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นายกลุงตู่ขอร้องสื่อ อย่าไปเป็นปากเป็นเสียงให้คนไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง ยันไม่มีเกี้ยเซี้ย

17

ลุงตู่พูดความจริง มีสื่อขี้ข้า…วันหน้าก็ยึดอำนาจอีก…

นายกขอสื่ออย่าเป็นปากเสียงให้คนไม่หวังดี

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอสื่ออย่าไปเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนที่ไม่ได้หวังดีกับชาติบ้านเมืองได้ไหม ถ้าทำได้คงไม่ต้องไปคิดกฎหมายอะไรออกมา และสื่อคุมกันได้หรือไม่ ไปหาวิธีการเสนอมา ไม่เสนอจะคุมกันเองแต่คุมไม่ได้ พอมีปัญหาขึ้นมารัฐบาลรับผิดชอบอีก วันหน้าก็ไล่รัฐบาลอีก ทหารก็ออกมาควบคุมอำนาจอีก มันวนอยู่แค่นี้แหละประเทศไทย ปัญหาทุกอย่างของประเทศคือรัฐบาลแก้ปัญหาได้ไหม ถ้ารัฐบาลทำได้จบ เมื่อแก้ไม่ได้กลายเป็นแหกกฎหมายทุกฉบับ ถ้าทำไม่ได้กลับมาสู่ทหารอีก จึงไม่ต้องมาจับทหารไปทำสัญญาอะไรกับใคร ให้ทำสัญญากับตัวเองและประชาชนให้ได้ว่าจะไม่ทำให้บ้านเมืองเสียหายอีก ตนยืนยันว่าไม่มีใครอยากทำ เสี่ยงอันตรายทุกอย่าง ถ้าไม่สำเร็จเดือดร้อนกันหมด

“บิ๊กตู่” ลั่นไม่เกี้ยเซี้ยแลกนิรโทษฯ

เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) โดยเฉพาะการเตรียมการสร้างความปรองดองว่า สื่อมัวแต่เอาแต่ประเด็นความขัดแย้ง การเมือง นิรโทษกรรมมาพูด ขณะที่ตนยังไม่ได้พูดสักคำ ขออย่าไปหวาดระแวง อย่าถามว่าถ้าตกลงเกี้ยเซ้ียใครจะยอม ยืนยันไปแล้วไม่มีการพูดเรื่องนิรโทษกรรม ฝ่ายการเมืองบอกถ้าไม่พูดเรื่องนิรโทษกรรมก็ปรองดองไม่ได้ สื่อก็คิดว่าจะช่วยใคร หากจะอยู่ข้างฝ่ายการเมืองจนใจ ก็อยู่แบบนี้ไปจนกว่ามันจะไม่มีประเทศอยู่ การทำงานของตนมีหิริโอตตัปปะ ศีลธรรม ไม่ใช่เพียงแต่นับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่ปฏิบัติ ต้องปฏิบัติทั้งกาย วาจา และใจ ตนปากกับใจตรงกัน ไม่เคยโกหก วันนี้ประชาธิปไตยถ้าไร้กรอบ ไร้วินัย ถามว่าใช่ประชาธิปไตยหรือไม่ ประเทศมหาอำนาจหากออกมาเดินขบวนโดยกฎหมายไม่อนุญาต เขาจับหรือไม่ มาว่าตนไม่เป็นประชาธิปไตยจับคนสองคนด่ากันทุกวัน ถามว่าคนสองคนทำให้คนอื่นแห่ตามกันออกมาหรือเปล่า ถ้าไม่ปลุกระดมคนก็ปล่อย อยากจะพูดอะไรก็พูด แต่นี่ยุคนอื่นด้วย ทำให้เกิดความไม่มั่นคง

0000

อยากบันทึกข่าวนี้ไว้ให้ชื่นใจว่า ท่านนายกลุงตู่ยังจุดยืนมั่นคง

นายกลุงตู่เปิดปากการเมือง สื่อ ภาคประชาชน แล้วก็เหนื่อยแทน

นาทีนี้ด้านการเมืองท่านก็ยืนแบบเดิมๆ แต่ทุกฝ่ายต้องยึดประเทศชาติ ยึดความดีงามถูกต้องเป็นหลักชัยไปด้วยกัน

ได้ยินว่าบ่นเหนื่อยกับคนใกล้ชิด พยายามทุกอย่างแล้ว แต่พวกเลวมันไม่ยอมจะเอาแต่ได้ถ่ายเดียว….มันไม่ได้ไง

ถ้าไปยอมคนชั่ว มันก็กลับมาอีก ประชาชนทนไม่ได้ออกมาอีก ทหารออกมาอีก นิรโทษกรรมกันอีกไม่จบสิ้น

อะไรที่มันผิดกฏหมายก็ยึดตามนั้น ทุกคนต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่เอาบ้านเมืองเป็นตัวประกันขึงพืดกันอยู่แบบนี้

เห็นพี่เปลว สีเงินเขียนวันนี้ มันเหิมเกริมขนาดนั้น ใครยอมมันก็บ้า

สันดานมันเลว เมื่อมันไม่ได้ดังใจ มันก็ป่วนอยู่แบบนี้

คิดๆแล้ว เห็นข่าวพี่ชายประธานาธิบดีเกาหลีเหนือต้องปิดเกมชีวิตที่มาเลย์

ก็ไม่รู้เมื่อไหร่เจ้ากรรมนายเวรจะไล่ทันคนชาติชั่วหน้าเหลี่ยมซะที

เผื่อเมืองไทยจะได้อยู่สุขสบายมากกว่านี้

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นักข่าวรุ่นเก่า ต้องเก๋าทุกวงการ : แต่เขาสอนให้รู้จักกาละเทศะนะครับ

16

นักข่าวรุ่นเก่า ต้องเก๋าทุกวงการ

ตอนเป็นเด็กๆ วัยรุ่น เวลาไปทำข่าวและอยู่ในโรงพิมพ์ เขาจะแบ่งหน้าที่เฉพาะด้านเช่น การเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ อาชญกรรม การเมือง สตรี กีฬา บันเทิง เป็นต้น

สมัยก่อนคนน้อยขนาดยักษ์ใหญ่นะครับ หนังสือพิมพ์ 16 หน้า หน้าๆในๆ เช่น เศรษฐกิจ ต่างประเทศ สตรี กีฬา บันเทิง ตจว. ทำหน้าละสองคน อาชญากรรม 3 คน ช่างภาพทั้งโรงพิมพ์น่าจะไม่เกิน 6 คน

ไม่แปลกใช่มั๊ย ที่นักข่าวเก่าอย่างพี่ระวิ พี่เปลว ออกมาตั้งอาณาจักรของตัวเองได้ เพราะเขารอบรู้สารพัดจากการบ่มเพาะของโรงพิมพ์นั่นแหละ

บางทีก็ทำทั้งหน้าคนเดียว เขียนข่าว ตีดัมมี่ พาดหัว ข่าวสังคม บางทีก็แบ่งหน้ากันทำ จันทร์ พุธ ศุกร์ อีกคนก็ อังคาร พฤหัส เสาร์ วันอาทิตย์ก็เป็นสารคดี แบ่งกันทำคนละสัปดาห์

ห้วงกำลังไฟแรง นอนโรงพิมพ์ ป๊ะจัดให้กลุ่มหนุ่มที่ยังไม่มีบ้าน มีบ้านพักในโรงพิมพ์ ผู้อาวุโสหน่อย ป๊ะซื้อบ้านให้ผ่อนกับโรงพิมพ์

ไม่มีพิมพ์ดีด ไม่มีกล้อง ป๊ะจัดซื้อกระเป๋าหิ้วให้ผ่อน หักเงินเดือน จะได้ดูแลสมบัติของตัวเอง ฟิล์มสีเบิกได้ไม่อั้น กดรัวเต็มแม็กก็ไม่ว่า แต่ต้องได้ภาพวินาทีข่าว

ถ้าไม่ออกไปทำข่าวหรือทำข่าวกลับมา 2-3 ทุ่ม ลงไปตรวจ “ก่อนขึ้นแท่น” หรือตัดข่าวส่วนเกินที่คนแปะอาร์ตเวิร์ค ตรวจความเรียบร้อยของงาน

ไม่มีไรก็นั่งๆ นอนในกองบก. ดูทีวี มีข้าวต้มกิน

ข้าวโรงแรมหรูๆ แพงๆ ไม่ค่อยยอมกิน มันเลี่ยน (เขาสอนให้หยิ่ง มาโรงพิมพ์มีข้าวต้มกิน) แต่บางทีก็แอบเก็บใส่กระเป๋ามาฝากคนแปะอาร์ตเวิร์ค

บางทีข่าวด่วน รอบดึก พี่ๆ เค้าก็จะเรียกใช้ ได้เบี้ยเลี้ยงเพิ่ม วันไหนนั่งๆ นอนๆ ก็กินข้าวฟรีไปละกัน

ไปทำข่าว ตจว. แม้นอนในโรงแรมใหญ่ เจ้าภาพจัดให้ หัวหน้ากองให้ไปหาบิลมาเบิกเป็นกำลังใจ “ป๊ะใจดี”

บางวันมีข่าวพิเศษ หรือเพื่อนไม่ว่างก็ไปแทนกันได้ ทั้งการเมือง หน้า 1 ได้ทั้งนั้น เพราะปิดข่าว 11 โมง บ่ายก็ว่างแล้ว

ถามว่าทำไมนักข่าวรุ่นเก่าทำได้ทุกข่าว ก็เพราะเขาฝึกฝนกันมาแบบนั้น อะไรดี อะไรไม่ดีเขาสอนกันมา เขียนข่าวใหม่ๆ มาหน้า 1 ต้องให้รีไรเตอร์เขียนใหม่ พี่เขาจะส่งประกบกลับมาให้ดูตัวอย่าง พอเรารู้ ข่าว 2ข่าว เรื่อง2 เรื่องก็รู้แล้ว พี่ๆเขาชอบแบบไหน

พี่สำเริง คำพะอุ กับพี่สาร บรรดาศักดิ์ 2 รีไรตเตอร์มีอฉมัง รัวพิมพ์ดีดเป็นข้าวตอกแตก เราเอ๋อ เหวอ เพราะยังจิ้มสองนิ้วจิ้มดีดจนทุกวันนี้ แต่ก็ดีที่ไอโฟนมันไม่ให้ใช้ระบบสัมผัสสิบนิ้ว อิ อิ (มันก็จิ้มดีดนี่แหละ)

ที่เรียนมากับมืออาชีพวิธีคิดต่างกัน จบใหม่ๆก็ไอ้เบื๊อกธรรมดา ๆ

กว่าจะมีแสงในตัวเองได้ก็ฝึกกันนาน

ไปถ่ายภาพทำข่าวรู้จักกาละเทศะ งานโรงแรมเขาใส่สูท ก็ต้องสูทกับเขา งานเสด็จฯ ต้องใส่สูท แต่งเนื้อแต่งตัว ต้องดี มีมาตรฐาน ไม่ให้ใครดูถูก นอกเวลาซำเหมายังไงก็ไม่มีใครว่า เวลางานต้องมีหน้ามีตา

ไม่เหมือนสมัยนี้ ไม่รู้เขาสอนกันยังไง หรือคนมันเยอะจนสอนกันไม่หวาดไม่ไหว

การแต่งกายก็นับว่าแย่มาก นั่นคือประมุขของพระสงฆ์ทั่วประเทศ ต้องถวายพระเกียรติสูงยิ่ง เสื้อนอก สูท ต้องไปให้ดูดี ดูงาม

การทำงานต้องเรียบร้อยเป็นพิธีรีตองมากกว่าที่เห็น ไมคค์ของน้องผู้หญิงไปวางแบบนั้น ไม่รู้หรือว่า”พระ” กับ “โยม” ต้องห่างกันยังไง

ขนาดสมเด็จพระสังฆราชให้พรตั้งแต่วันแรก

“ผู้ที่มาร่วมงานก็ดี…นักข่าวช่างภาพก็ดี……”

ผู้ที่มาร่วมภายในงานก็ดี นักข่าว หรือผู้สื่อข่าวก็ดี ควรเห็นใจซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นเราต่างคนต่างรู้ ต่างคนต่างเข้าใจกันแล้ว ก็ควรที่จะประสานกันให้เป็นไปด้วยความงดงาม ดูดี ไม่ใช่ตุ้บตั้บ ๆ อย่างที่ทำกันทั่วไปทุกวันนี้

คิดว่างานนี้ครั้งนี้คงจะเป็นงานขั้นต้น ท่านทั้งหลายไม่ต้องแย่งกันจับภาพ เราจับภาพไปพร้อม ๆ กัน แล้วมันจะสวยจะงาม แล้วสถานที่นี้ เราก็นึกดูแล้วกัน เป็นพระอุโบสถที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทรงสร้างไว้ พวกเรารู้กันดีแล้ว ต่อจากนี้ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย ไม่ว่าที่แห่งใดก็ตาม ก็ขอไม่ต้องยื้อแย่งกัน อาตมาจะนั่งให้ถ่ายอย่างดี ๆ

ถ้าผมเป็นลูกพี่ ผมจะเอาธูปแพเทียนแพ ไปกราบขอขมาท่าน ให้เป็นงานเป็นการ แล้วปวารณาตัวว่า…

“ต่อไปนี้จะเป็นคนดี รู้กาลเทศะ รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ ไม่ให้ท่านต้องหนักใจ”

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment