เปิดหน้าชก รัฐบาลเตรียมนักรบไซเบอร์ เป้าหมาย 1,000 คน

รบ.ตั้งเป้า ปี 61 สร้างนักรบไซเบอร์ 1 พันคน เฝ้าระวังความปลอดภัย

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ย. 2560 14:40

นายกฯ พร้อมเปลี่ยนตัวเอง ชี้ประเทศเสียเวลามามากแล้ว เผย รบ.ตั้งเป้าปีหน้าสร้างนักรบไซเบอร์ให้ได้ 1,000 คน ขออย่าเพิ่งติเรือทั้งโกลน บอกประเทศกำลังปฏิรูปพลิกฟื้น

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.60 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดงานและแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ดิจิทัลกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย 4.0″ ในงาน “Digital Thailand Big Bang 2017″ ซึ่งจัดโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่อยากฝากไว้คือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เพื่อให้เกิดความมั่นคงและปลอดภัยเชื่อมั่น ในการเดินหน้าดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงอนาคต โดยเมื่อโลกเปลี่ยนเราจึงต้องปรับ คนจะต้องปรับตัวไปด้วย และนายกรัฐมนตรีเองก็ต้องปรับเปลี่ยนเช่นกัน ถ้าทุกคนไม่ปรับเปลี่ยนตัวเองทุกอย่างจะเดินหน้าไปไม่ได้ โดยเฉพาะการจะไปสู่วิสัยทัศน์ของชาติเรื่องความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งนี้ดิจิทัลจะเป็นตัวเร่งการขับเคลื่อนประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลพยายามผลักดันประเทศให้เดินหน้าโดยนวัตกรรม และเทคโนโลยีด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพให้ทุกคนเข้าถึงอย่างทั่วถึง วันนี้เรากำลังเดินหน้าประเทศด้วยการปฏิรูป เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศของเรา จึงต้องใช้ระบบ digital ให้เกิดประโยชน์สิ่งที่ทำในวันนี้คือ ต้องลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสของประชาชน ที่ผ่านมาเราเสียเวลากันมามากแล้วด้วยปัจจัยหลายๆอย่างแต่เราเร่งสปีดได้ด้วยการร่วมมือกัน

“เราต้องช่วยกันแก้วาทกรรม ทำอย่างไรเราถึงจะลดความเหลื่อมล้ำให้เกิดความเป็นธรรม และการเข้าถึงได้การกระจายรายได้อาชีพ ซึ่งคำเหล่านี้ล้วนเป็นวาทกรรม เราต้องแก้ไขให้ได้ไม่ว่าจะเป็นอย่างที่บอกว่าการผูกขาด เอื้อประโยชน์พ่อค้าคนกลางหรือนายทุนทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้วยกันทั้งสิ้น ทุกคนจะต้องเข้มแข็งและพัฒนาตัวเอง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้เหมือนเรากำลังปรับปรุงบ้านของเรา ระยะแรกอาจมีปัญหาบ้าง เพราะเรากำลังพลิกฟื้น ต้องทำให้มีปัญหาน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย อย่าเพิ่งติเรือทั้งโกลน ติโขนยังไม่ทรงเครื่อง วันนี้กำลังเดินหน้า และวันนี้จะตอบคำถามสื่อมวลชนแค่เรื่องดิจิทัล เรื่องอื่นตนไม่ตอบ ท้ังนี้ในข้างหน้าส่วนตัวอยากเห็นไทยให้มีความพร้อมทุกด้านเหมือนทุกคน ให้อยู่ดีกินดี เกษตรกรรมรุ่นใหม่มีนวัตกรรมใช้ประโยชน์จากดิจิทัลให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มผลผลิตรวมถึงการบริหารจัดการที่ดีพร้อม

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญในยุคนี้คือการสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ไม่มีพรมแดนกระทรวงดิจิทัลฯ ก็ได้จัดทำความร่วมมือกับหลายองค์กร แต่ก็ขอฝากทุกคนให้ช่วยกันดูแล ขณะที่รัฐบาลกำลังสร้างนักรบไซเบอร์ 1,000 คนในปีหน้า เพื่อเฝ้าระวัง รักษาความปลอดภัย แก้ปัญหาหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ทั้งหมด เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยให้ดีขึ้นในทุกมิติ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า โครงการเน็ตประชารัฐจะสามารถขจัดความยากจนจากประเทศไทยได้เหมือนกับการให้อินเทอร์เน็ตแก่ชาวนาคล้ายรัฐบาลหาแหล่งน้ำ ปลาและปล่อยปลาตัวเล็กให้ ซึ่งถือเป็นการลงทุนเพื่อที่จะขยายไปหาปลาตัวใหญ่ โดยทุกคนจะมีเบ็ดตกปลาอย่างทั่วถึง สามารถตกปลามากินกันได้ทุกคนตามขีดความสามารถของแต่ละคน ดังนั้นเราต้องสร้างฐานรากตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่นจังหวัด ภาค เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมา ไม่ใช่สร้างแหล่งน้ำให้เฉพาะผู้มีสตางค์อย่างที่มีการอ้าง

จากนั้นนายกฯ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการอย่าง นิทรรศการสตาร์อัพ พร้อมให้ความสนใจเป็นพิเศษในนวัตกรรมล่าสุด VR Sphere ซึ่งเป็นกล้องมองภาพเสมือนจริงและนิยมนำมาเล่นเกมในลักษณะเห็นภาพ 3 มิติ โดนนายกฯ ได้ทดลองสวมแว่นเครื่องเล่นดังกล่าว พร้อมกับออกมาบอกกับสื่อว่า “ยิงไดโนเสาร์ได้ตั้ง 3 ตัว” จากนั้นได้ชมการแสดงหุ่นยนต์ Transformer และเยี่ยมชม 5 พาวิลเลียนยักษ์จากต่างประเทศที่มาร่วมออกนิทรรศการแสดงศักยภาพนวัตกรรมดิจิทัล.

รบ.ตั้งเป้า ปี 61 สร้างนักรบไซเบอร์ 1 พันคน เฝ้าระวังความปลอดภัย

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ย. 2560 14:40

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นายกเป็นห่วง ขอให้สื่อกลับมาดูตัวเองบ้าง

4

อัดไม่ยั้ง!!!นายกบิ๊กตู่บอกนักจัดรายการคือปัญหาประเทศ จะไม่ขออดทนกับสื่ออีกต่อไป พร้อมขอให้สื่อหัดย้อนดูตัวเองบ้าง

พล.อ ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี  และหัวหน้าคสช. ได้กล่าวแสดงความไม่พอใจต่อการทำหน้าที่ของสื่อระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ด้วยอาการฉุนเฉียว ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า

ตนขอพูดถึงคนที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่มีข้อมูล ไม่มีความรู้  ตนไม่ได้ดูถูกสื่อ แต่ถ้าจะให้ตนนั่งวิจารณ์สื่อในวันนี้ วิจารณ์ได้ 3 วัน และสื่อรับได้หรือไม่ ตนก็ไม่อยากไปวิจารณ์ แต่การวิจารณ์ของสื่อมันเสียหายต่อประเทศ และนายกรัฐมนตรี ขอร้องสื่อ และ นักวิชาการที่หวังดี เจตนาดี เจตนาบริสุทธิ์ แต่ไม่เข้าใจ ไม่รู้ ไม่มีหลักคิด และนอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ระบุว่า…

วันนี้สิ่งที่ทำให้บ้านเมืองมีปัญหา คือ การจัดรายการบางรายการที่เป็นเรื่องบุคคล โดยเอาทุกอย่างมาเป็นประเด็นทั้งหมด เอาเรื่องในหนังสือพิมพ์มาตีแผ่ แล้วเอาคู่ขัดแย้งมาเถียงกันในทีวีแล้วได้อะไร สนุก มันส์ แล้วความรับผิดชอบต่อสังคมอยู่ตรงไหน และบางทีสื่อเหมือนให้ท้ายคนทำผิด คนทำความไม่ดีอยู่ แต่สื่อกลับเอามาตอบโต้ในสิ่งที่กำลังจะแก้ไข นายกรัฐมนตรีกล่าวย้อนถามไปยังสื่ออีกว่า ทำกันแบบนี้มันใช่หรือไม่ ประเทศจะสงบหรือไม่ แบบนี้ทำแทบตายก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา และมาบอกให้ตนต้องอดทน แต่ตนจะอดทนไปเพื่ออะไร เพื่อใคร ตนต้องให้สื่อเหยียบย่ำอยู่ทุกวันนี้ แต่จะอดทนให้กับประชาชน 70 ล้านคนที่คาดหวังกับตน ไม่ได้อดทนกับสื่อ และนายกรัฐมนตรียังขอให้สื่อทำดี มีหลักคิดที่ถูกต้อง เพราะถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้ ไร้ประโยชน์ เพราะไม่มีใครเค้าประจานตัวเองในสิ่งที่ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์ จนเสียหายกันไปทั้งหมด ประเทศชาติจะล่มจม ตีกัน ต่างชาติเข้ามาก้าวล่วงอธิปไตยไทย
เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีขอให้สื่ออย่าลืมดูแลตัวเองด้วย และขอให้ฟังเหตุผลกันบ้าง

ขอบคุณทีนิวส์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ญี่ปุ่นกับนโยบายข้าว

1

ญี่ปุ่นกับนโยบายข้าว

ในระหว่างที่ไทยเรายังโต้เถียงกันอยู่ว่าการรับจำนำข้าวดีกว่าการประกันราคาข้าวให้กับชาวนาอย่างไร และแบบไหนมีช่องโหว่มากกว่ากัน

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นได้ประกาศเมื่อวันอังคารที่ 26 พฤศจิกายนว่า ญี่ปุ่นจะทยอยลดการให้เงินสนับสนุนชาวนา และจะยกเลิกอย่างสมบูรณ์ในปี 2019

การประกาศนี้มีขึ้นหลังจากญี่ปุ่นถูกกดดันจากคู่สัญญาในการทำความตกลงเขตการค้าเสรีข้ามแปซิฟิก หรือ Trans-Pacific Partnership free trade agreement ที่เรียกกันย่อๆ ว่า TPP

ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นมีการปฏิรูปที่ดิน พื้นที่เพาะปลูกจึงค่อนข้างเป็นที่ดินผืนเล็ก เพราะมีการห้ามการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรผืนใหญ่ๆ เพื่อใช้ในการอื่นยกเว้นเพื่อการเกษตรกรรม จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าในปี 1987 ที่นาของญี่ปุ่นมีขนาดเฉลี่ยประมาณ 0.8 เฮกเตอร์ หรือประมาณ 5 ไร่ และในปี 1994 มีขนาดเฉลี่ยเหลือเพียงประมาณ 0.67 เฮกเตอร์ หรือประมาณ 4.1875 ไร่เท่านั้น

รัฐมองว่าญี่ปุ่นจำเป็นต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ในเรื่องอาหารซึ่งเป็นยุทธปัจจัยอย่างหนึ่ง รัฐจึงเข้ามามีบทบาทในการควบคุมการผลิตและจำหน่ายข้าว และได้วางนโยบายให้ลดการผลิตข้าวลงในปี 1969

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการจูงใจให้ชาวนาคงอาชีพทำนา รัฐบาลญี่ปุ่นจึงห้ามการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ และพรรคการเมืองเสนอนโยบายประกันรายได้ชาวนาสูงกว่าครัวเรือนในชนบทที่ประกอบอาชีพอื่นๆ ตั้งแต่ปี 1970 เนื่องจากพรรคการเมืองต้องการเสียงสนับสนุนจากชาวนา ทำให้คนญี่ปุ่นต้องรับประทานข้าวที่มีราคาสูงตั้งแต่นั้นมา แต่ชาวญี่ปุ่นก็มีความเชื่อว่าข้าวญี่ปุ่นอร่อยกว่าข้าวที่ผลิตจากประเทศอื่นๆ ด้วย

ในปัจจุบัน ชาวนาญี่ปุ่นส่วนใหญ่ทำนาเป็นอาชีพเสริม เพราะการทำนามีงานยุ่งเพียงสองช่วงคือช่วงปลูกกับช่วงเก็บเกี่ยว และการทำนาก็มีพัฒนาการในการใช้เครื่องจักรทุ่นแรงมากขึ้น ไม่ต้องใช้คนจำนวนมากอีกต่อไป

หลังฤดูเก็บเกี่ยว ชาวนาญี่ปุ่นจะได้รับการอุดหนุน 150,000 เยน หรือประมาณ 48,000 บาท ต่อพื้นที่เพาะปลูก 1 เฮกเตอร์ (ประมาณ 6.25 ไร่)ส่วนผู้ผลิตข้าวสำหรับทำแป้งและเพื่อทำเป็นอาหารสัตว์จะได้รับการอุดหนุน 800,000 เยน หรือประมาณ 256,000 บาท ต่อ หนึ่งเฮกเตอร์

เมื่อเทียบกับขนาดที่นาโดยเฉลี่ยแล้ว ชาวนาญี่ปุ่นจะได้เงินอุดหนุนจากรัฐโดยเฉลี่ยประมาณ 32,160 บาท ถึง 171,520 บาทต่อครอบครัว

เมื่อดูสถิติจำนวนชาวนาญี่ปุ่นลดลงเรื่อยๆ ข้อมูลจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และการประมงของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า จำนวนชาวนาของญี่ปุ่นลดลงจากประมาณ 3 ล้านคนในปี 2008 เหลือ 2.39 ล้านคนในปี 2013 และมีแนวโน้มจะลดลง เนื่องจากมีสัดส่วนชาวนาถึง 61.8%ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ในขณะที่ชาวนาที่มีอายุ 50-64 ปี มีอยู่ 25.8% และที่มีอายุต่ำกว่า 49 ปี มีเพียง 12.4%

คนญี่ปุ่นก็บริโภคข้าวลดลงด้วยค่ะ จึงไม่รู้สึกเดือดร้อนมากนักที่ต้องบริโภคข้าวราคาแพง โดยในปี 1965 คนญี่ปุ่นเคยบริโภคข้าวปีละ 110 กิโลกรัมต่อคน คาดว่าปี 2012 ที่ผ่านมา คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวคนละประมาณ 56.3 กิโลกรัม หรือลดลงไปประมาณครึ่งหนึ่งภายใน 47 ปี โดยหันไปบริโภคขนมปัง มันฝรั่ง และอื่นๆ แทน ซึ่งเป็นไปตามกระแสโลกาภิวัตน์

นักวิเคราะห์มองว่า การยกเลิกการอุดหนุนรายได้ของชาวนา จะทำให้พื้นที่นาของญี่ปุ่นซึ่งมีขนาดเล็ก ถูกขายเพื่อรวมเป็นพื้นที่ใหญ่ขึ้น และจะทำให้ชาวนาต้องปรับตัวเพื่อทำให้การผลิตสามารถเลี้ยงตัวเองได้ มีกำไรโดยไม่ต้องรับการอุดหนุน ซึ่งจะทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดิฉันดูแล้วก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมเขาคิดว่าการทำนาข้าวของญี่ปุ่นไม่มีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อไปค้นดูการศึกษาเปรียบเทียบการผลิตข้าวระหว่าง ญี่ปุ่น ไทย และสหรัฐอเมริกา โดย Tadashi Kamedai และ Tadao Hotta ได้เขียนไว้เป็นภาษาญี่ปุ่นในการศึกษาเรื่อง International Comparison of Rice Industry เมื่อปี 1987 (ข้อมูลอาจจะเก่าไปเล็กน้อย แต่คิดว่าระยะหลังๆ ไม่มีสนใจศึกษาเรื่องนี้มากนัก) พบว่า นาญี่ปุ่นผลิตข้าวเปลือกได้ 5.3 ตันต่อเฮกเตอร์ (6.25 ไร่) ในขณะที่นาไทยผลิตได้ 1.5 ตัน ต่อเฮกเตอร์ และนาในสหรัฐอเมริกาผลิตได้ 4.9 ตันต่อเฮกเตอร์

แต่พอมาเห็นข้อมูลการใช้แรงงานก็เกิดความกระจ่างค่ะ นาญี่ปุ่นใช้แรงงาน 481 ชั่วโมงต่อเฮกเตอร์ ในขณะที่นาไทยใช้แรงงาน 600 ชั่วโมงต่อเฮกเตอร์ และนาสหรัฐใช้แรงงานเพียง 20 ชั่วโมงต่อเฮกเตอร์ และค่าแรงที่แตกต่างกันทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวของญี่ปุ่นในปี 1987 เท่ากับ 2,158 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในขณะที่ของไทยมีต้นทุนการผลิต 132 เหรียญต่อตัน และสหรัฐมีต้นทุนการผลิต 199 เหรียญต่อตัน

สาเหตุที่นาสหรัฐใช้แรงงานน้อยเพราะที่นามีขนาดใหญ่ สามารถใช้เครื่องจักรช่วยทุ่นแรงได้มาก โดยขนาดที่นาของสหรัฐเฉลี่ยเท่ากับ 114 เฮกเตอร์ หรือประมาณ 712.5 ไร่ในขณะที่ที่นาของญี่ปุ่นมีขนาดเฉลี่ย 0.8 เฮกเตอร์ (5 ไร่) และที่นาของไทยมีขนาดเฉลี่ย 5.3 เฮกเตอร์ (ประมาณ 33.125 ไร่)

ตอนนั้นเรายังคิดค่าแรงงานที่วันละ 40 กว่าบาท ตอนนี้ค่าแรงของเรา 300 บาทต่อวัน ถ้าเรายังใช้แรงงานมากถึง 600 ชั่วโมงต่อ 6.25 ไร่ ต้นทุนผลิตข้าวเราจะสูงมากๆ เลยเชียวค่ะ

โลกเปลี่ยนไปแล้ว เราก็ต้องปรับตัว ดิฉันเชื่อว่าการพัฒนาตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เรายืนอยู่ในแนวหน้าได้ ถ้าเราพัฒนาจนถึงจุดที่ดีแล้ว และหยุด อีกไม่นานคนอื่นก็จะขึ้นมาทันเรา และแซงเรา การเปรียบเทียบกับคนอื่นทำให้เรามีหลักในการเปรียบเทียบ แต่เมื่อถึงจุดที่ขึ้นมาเป็นที่หนึ่งหรือขึ้นมาในอันดับดีๆ แล้ว หากไม่พัฒนาตนเองต่อไป ไม่ช้าไม่นานก็ตกอันดับแน่นอน

ในชีวิตของเรา เราย่อมมีโอกาสคิดผิด ตัดสินใจพลาดไปบ้าง หากเรามีข้อมูลเพิ่มขึ้น หากเรามีประสบการณ์จากการนำมาใช้จริงเพิ่มขึ้น เราก็จะมีบทเรียนที่จะทำให้เราสามารถตัดสินใจในก้าวต่อๆ ไปได้ดียิ่งขึ้น เราขึ้นรถไฟผิดขบวน เรายังสามารถลงและไปขึ้นขบวนใหม่ เหตุไฉนเราจึงไม่ยกเลิกหรือปรับปรุงนโยบายที่เราทำแล้วไม่เกิดผลดี และหานโยบายใหม่ทำให้ดีขึ้นละคะ

ดิฉันขอฝากให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องพิจารณาด้วยค่ะ

กรุงเทพธุรกิจ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ไทยขึ้นแท่นประเทศชั้นนำที่ดีที่สุดในโลก

ไทยขึ้นแท่นประเทศชั้นนำที่ดีที่สุดในโลก

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560, 08.13 น.

20 ก.ย.60 รายงานผลการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดในโลกล่าสุดประจำปี 2017 โดย U.S.News สหรัฐอเมริกา ประเทศไทยคว้าอันดับ 1 ประเทศที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจมากที่สุดในโลก (Best Countries to Start a Business) 2 ปีซ้อน และได้คะแนนรวมอยู่อันดับ 26 สำหรับประเทศที่ดีที่สุดในโลก

นอกจากนี้ ไทยยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศชั้นนำของโลกในอีกหลายด้าน ได้แก่

World’s Top 10

• อันดับ 1 ประเทศที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจมากที่สุดในโลก

• อันดับ 4 ประเทศที่การท่องเที่ยวโดดเด่นมากที่สุดในโลก

• อันดับ 6 ประเทศที่มีการเติบโตโดยภาพรวมมากที่สุดในโลก

• อันดับ 7 ประเทศที่มีวัฒนธรรมโดดเด่นมากที่สุดในโลก

• อันดับ 8 ประเทศที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวคนเดียวมากที่สุดในโลก

World’s Top 20

• อันดับ 13 ประเทศที่เปิดโอกาสทางธุรกิจมากที่สุดในโลก

• อันดับ 16 ประเทศที่เหมาะสำหรับการเกษียณงานมากที่สุดในโลก

• อันดับ 17 ประเทศที่มีวัฒนธรรมทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก

World’s Top 30

• อันดับ 21 ประเทศที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นทำงาน

• อันดับ 26 ประเทศที่ดีที่สุดในโลก

• อันดับ 29 ประเทศที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลก

ขอบคุณรูปภาพจาก : http://krungthepmahanakhon.com

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

การปฏิรูปประเทศไทยจะสำเร็จ ผู้นำจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์และซื่อสัตย์ : ราชบัณฑิต สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง

23

“หนึ่งในแนวทางการปฏิรูปประเทศเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง และเติบโตอย่างยั่งยืน ผู้นำต้องมีความมุ่งมั่นทางการเมือง และมีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ที่สำคัญ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต มีความสามารถ กล้าหาญในการปกครอง และบริหารจัดการประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือ และมีเจตจำนงร่วมกันในการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองด้วย เพราะดอกผลจากการปฏิรูป และการพัฒนาประเทศ จะตกถึงมือประชาชนทุกคนด้วยการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”

ศาสตราจารย์ (เกียรติคุณ) เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันได้รับการโปรดเกล้าฯเป็น ราชบัณฑิต สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ประเภทสังคม สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ กล่าวกับ ทีมเศรษฐกิจ

“ราชบัณฑิตสภา ซึ่งมีนักวิชาการ นักกฎหมาย และนักเศรษฐศาสตร์หลายคน เห็นว่า การวางแนวทางและกลยุทธ์เพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปประเทศไทยเป็นสิ่งจำเป็น และต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขณะเดียวกันก็เห็นว่า การวางเป้าหมายพัฒนาประเทศระยะ 20 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีเจตนาที่ดี

แต่ควรใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560-2564 เป็นจุดเริ่มต้นระยะแรกของยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศระยะยาว เพราะแม้จะมีประชาชนจำนวนมากชื่นชมยินดีกับวิสัยทัศน์ของผู้นำ แต่ก็มีไม่น้อยที่เห็นต่างออกไปด้วยเหตุผลที่เกรงว่าผู้นำรัฐบาลจะใช้แผนยุทธศาสตร์นี้เป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ…”

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ต้องพิจารณากันจริงจังโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงวิชาการ ผ่านการสื่อสารถึงภาคประชาชน ดังข้อความต่อไปนี้

เริ่มต้นจากโจทย์ข้อที่ 1.จะทำการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างไร เพื่อให้ประเทศเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน และประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สิ่งแรกคือ ปฏิรูปโครงสร้างเบื้องบนที่เกี่ยวกับอำนาจการปกครอง บริหาร จัดการประเทศ ตามด้วยประสิทธิภาพ ความสามารถและความซื่อสัตย์สุจริตของระบบข้าราชการ กลไก และนักการเมือง ซึ่งต้องมีการกระจายอำนาจ การถ่วงดุล และการตรวจสอบการทำงานของกลไกรัฐ

ตามด้วยการเป็นรูปโครงสร้างเบื้องล่างที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการทำงาน หรือการประกอบอาชีพของประชาชน การเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต และการกำหนดผลตอบแทนการทำงาน รายได้ และการเพิ่มรายได้ของประชาชน โดยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจลง

โจทย์ข้อที่ 2.คือ การปฏิวัติหรือการรัฐประหาร 3 ครั้งในประเทศไทยที่สร้างสรรค์เปลี่ยนแปลงประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 กับหลัก 6 ประการของคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ตามด้วยการร่วมมือและการขัดแย้งแตกแยกของคณะราษฎร จนถึงการรัฐประหารเมื่อ 8 พ.ย. 2490 และการปกครองแบบเผด็จการประมาณ 30 ปี ไปจนถึงการรัฐประหารเพื่อแก้ปัญหาการแตกแยก และสงครามกลางเมืองเมื่อ 20 ต.ค. 2520 หลังการล่มสลายของประเทศในอินโดจีน 2518-2519 ต่อด้วยเผด็จการขวาจัด และสงครามกลางเมือง การร่วมมือพัฒนาประเทศและการฟื้นฟูระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยกลับคืน

จนถึงการรัฐประหารเพื่อแก้ปัญหาการขัดแย้งแตกแยก และการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในการพัฒนาประเทศเมื่อ 22 พ.ค. 2557 ทำให้เกิดการล้มเหลวของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ธุรกิจการเมือง การทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง ข้าราชการ และพ่อค้าช่วง 30 ปีก่อน นับตั้งแต่ปี 2530 เรื่อยมา

อันนำไปสู่ความมุ่งมั่นทางการเมือง และวิสัยทัศน์ของผู้นำในการพัฒนาประเทศสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศไทย

โจทย์ข้อที่ 3.การกำหนดยุทธศาสตร์ 20 ปี พ.ศ.2559–2579 กับการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560–2564 ซึ่งว่าด้วยการกำหนดกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมเศรษฐกิจของชาติในระยะยาวไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2560 โดยผ่านการลงประชามติของประชาชน

รวมถึงการตรากฎหมาย หรือกรอบยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องกำหนดไว้ในการบริหารประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งในรูปราชการประจำและผู้ทรงคุณวุฒิ

โจทย์ข้อนี้ ยังกำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในปี 2579 โดยมีเป้าหมายรายได้ต่อหัวของประชาชน ที่สำคัญดังนี้คือ

1.ในปี พ.ศ.2559 รายได้ต่อหัวของประชากรในประเทศที่พัฒนาแล้ว 13,000 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรไทยเฉลี่ยเพียง 6,000 เหรียญ 2.เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้เศรษฐกิจประเทศไทยต้องเติบโตเฉลี่ยปีละ 5-6% และ 3.ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเมื่อวัดโดยดัชนี GINI หรือความเท่าเทียมกันในการกระจายรายได้ให้เหลือ 0.36 หรือใกล้ค่า 0 มากที่สุด ขณะที่ปัจจุบันดัชนี GINI ของไทยในปี 2556 อยู่ที่ 0.46

เท่ากับมีกลุ่มประชากรที่ร่ำรวย 10% ของประชากรทั้งหมด ไม่เกิน 35 เท่าตัว

ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยังได้กำหนดกรอบการทำงานไว้ 10 ด้าน โดยเริ่มต้นจากแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนากำหนดไว้ 4 ด้าน พอเป็นสังเขปดังนี้

1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆเพื่อกระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

2.พัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี การวิจัย นวัตกรรมการผลิตในด้านต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การทำงานของประชาชน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ

3.กระจายความเจริญทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความสมดุลในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ ทั้งในรูปของระบบการขนส่งคมนาคม และการพัฒนาด้านต่างๆ

4.ร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อพัฒนาการค้าขาย การลงทุน โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนโดยให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน

สำหรับความมุ่งมั่นทางการเมือง และความมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ของ พล.อ.ประยุทธ์ในหลายด้านแม้จะมีอุปสรรค และปัญหาต่างๆมากมายจนทำให้ต้องเสียเวลาการทำงานไปกว่า 2 ปี แต่ในที่สุด เขาก็กล้าออก ม.44 เพื่อรับผิดชอบให้แผนพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์นี้เกิดขึ้นได้จริง

ทั้งในเรื่องของเส้นทางสายไหมใหม่ของศตวรรษที่ 21 เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางของกลุ่มประเทศในอาเซียน เชื่อมต่อยุทธศาสตร์กับการพัฒนาประเทศจีน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การขนส่งระบบราง โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงซึ่งเป็นแกนสำคัญในการเชื่อมต่อกับยุทธศาสตร์กับจีน และประเทศต่างๆในทวีปยุโรป

การกล้าตัดสินใจในจังหวะเวลาที่เหมาะสมในช่วงวันที่ 3-5 ก.ย. 2560 กับกลุ่มประเทศพัฒนาที่เกิดใหม่ 5 ประเทศ คือ กลุ่ม BRICS ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาที่มีประชากรรวมกันถึง 40% ของโลก มีขนาดเศรษฐกิจ (GDP) รวมกัน 25% ของโลก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนายุทธศาสตร์ 20 ปีดังที่กล่าวมา

4.ถ้าจะดูบทเรียนความสำเร็จ หรือล้มเหลวของประเทศเพื่อนบ้าน เทียบกับประเทศไทยตามแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่เริ่มจากความมุ่งมั่นทางการเมือง วิสัยทัศน์ และความซื่อสัตย์สุจริตของผู้นำนั้น ประเทศที่ล้มเหลว คือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ส่วนประเทศที่ประสบความสำเร็จคือ สิงคโปร์ และมาเลเซีย

ความเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้เกิดดอกผลที่ตกถึงมือประชาชนในทุกด้านผ่านการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การค้นคว้าวิจัย และพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันกับต่างประเทศ

สู่การค้า การลงทุน การเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศในรูปแบบต่างๆ

เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้ประกอบการ และความรับผิดชอบต่อผลประโยชน์ส่วนรวม จนถึงกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ เอื้อต่อการลงทุน และการประกอบอาชีพของประชาชน

ยุทธศาสตร์ชาติยังกำหนดเรื่องของคุณภาพประชากร ระบบการศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศ และการสร้างความเป็นธรรมในสังคมไว้ด้วยว่า คุณภาพของคนจะต้องมาจากเรื่องของสุขภาพ พลานามัย ความรู้ความสามารถ ความมีระเบียบวินัย มีคุณธรรม ความดี

ตลอดจนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมที่ฝังความรักชาติ และการทำประโยชน์แก่ส่วนรวมไว้ในหัวของเด็กไทยทุกๆคน

ในขณะที่คุณภาพมาตรฐานของโรงเรียนและสถาบันการศึกษา จะถูกกำหนดตัวของโรงเรียนและสถาบันการศึกษาเอง รวมถึงการใช้จ่ายลงทุนด้านการศึกษา และประสิทธิผลของการลงทุน ซึ่งมีปัจจัยสำคัญจากคุณภาพของผู้บริหาร และครู อาจารย์

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญต่อการศึกษาของผู้บริหารประเทศในระดับต่างๆ ซึ่งต้องดำเนินไปในรูปแบบของการศึกษา และการหาความรู้ตลอดอายุ

สิ่งสำคัญที่ผู้นำต้องมีนอกเหนือจากวิสัยทัศน์ก็คือ ความซื่อสัตย์สุจริต หาไม่การปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ทั้งหมดเหล่านี้จะไม่มีทางสำเร็จ ฉะนั้น ในการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และการสร้างประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการ หรือกลไกรัฐ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้นำของข้าราชการ นักวิชาการ” รวมถึงนักการเมือง จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษาผลประโยชน์ประเทศ เพราะความล้มเหลวในการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันมีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของประเทศ ขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรมจะต้องส่งเสริมและเกื้อกูลต่อความซื่อสัตย์สุจริต การรักษาระเบียบวินัยคุณธรรมความดี และความรับผิดชอบต่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศ

ปัจจุบันการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ความไม่เป็นธรรม หรือความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเป็นอย่างไร ลองหาคำตอบจากเรื่องเหล่านี้ดูเอง

1.กรณีลูกชายเจ้าของเครื่องดื่มกระทิงแดง

2.บ้านของเศรษฐีที่ปลูกบนยอดเขาในป่าสงวนที่จังหวัดพังงา

3.ที่ธรณีสงฆ์กับสนามกอล์ฟอัลไพน์

4.การนำเข้ารถยนต์โดยสารที่ผลิตในประเทศอื่น โดยผ่านประเทศมาเลเซีย

5.การยกเลิกหนังสือเดินทางของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ทั้งหมดนี้ จะเป็นคำตอบต่อความสำเร็จ หรือล้มเหลวของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือความมุ่งมั่นทางการเมืองในการแก้ปัญหาประเทศไทยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ทีมเศรษฐกิจ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.ย. 2560

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ย้อนรอย – กว่า 40 ปี “กรณีคลิตี้”: บาดแผลเรื้อรังของผู้คนและสายน้ำ

ย้อนรอย – กว่า 40 ปี “กรณีคลิตี้”: บาดแผลเรื้อรังของผู้คนและสายน้ำ

กองบรรณาธิการมูลนิธิบูรณะนิเวศ
ย้อนรอย – กว่า 40 ปี “กรณีคลิตี้”: บาดแผลเรื้อรังของผู้คนและสายน้ำ[1]


ภาพโดย จามร ศรเพชรนรินทร์

11 กันยายน 2560 ที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรท จำกัด (ประเทศไทย) จ่ายค่าชดเชยให้ชาวบ้านคลิตี้ล่าง จ.กาญจนบุรี 151 คน เป็นเงินรวม 36,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับจากวันฟ้องร้องคือ 19 ตุลาคม 2550 ฐานละเมิด พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ปล่อยปละเลยให้สารตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม  โดยมีชาวบ้านคลิตี้ล่าง 14 คน พร้อมด้วยสมชาย อามีน ทนายความ และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง ร่วมเดินทางมาฟังคำพิพากษา[2]

ลำดับเหตุการณ์ “กรณีคลิตี้”: บาดแผลเรื้อรังของผู้คนและสายน้ำ

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 40 ปีก่อนหน้า กรณีการปนเปื้อนสารตะกั่ว[3] ในลำห้วยคลิตี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2518[4] หรือเพียง 8 ปีภายหลังการเริ่มดำเนินกิจการของโรงแต่งแร่จากเหมืองตะกั่ว โดยโรงแต่งแร่แห่งนี้เป็นของบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่บริเวณต้นลำห้วยคลิตี้[5] ใกล้กับชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง หมู่ 3 ต.นาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ และหมู่ 4 ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เหรี่ยงโปว์ที่สืบอายุยาวนานมาหลายร้อยปี  เมื่อชาวกะเหรี่ยงในชุมชนหลายคนพบเห็นการปล่อยน้ำเสียลงในลำห้วย ก่อนที่ต่อมาไม่นานจะพบว่าน้ำในลำห้วยมีความผิดปกติ

“…มีโคลนดินใต้ท้องน้ำมากผิดปกติ มีกลิ่นเหม็นฉุนอย่างรุนแรง น้ำเป็นสีน้ำตาลขุ่น เมื่อดื่มเข้าไปทำให้เกิดอาการเวียนศรีษะ เมื่ออาบน้ำหรือเล่นน้ำจะเกิดอาการคันตามตัว ปลาน้อยใหญ่ลอยตายเกลื่อนลำห้วย”[6]

หลังจากนั้น ชาวบ้านคลิตี้ล่างได้พยายามค้นหาถึงสาเหตุของปัญหา ก่อนจะพบว่ามีการปล่อยน้ำหางแร่จากโรงแต่งแร่เหนือหมู่บ้านลงในลำห้วยคลิตี้[7] จึงได้เริ่มร้องเรียนต่อทางเหมืองและโรงแต่งแร่ครั้งแรกในปี 2521[8]

ระหว่างปี 2532 – 2541 ประชาชนในหมู่บ้านมีอาการเจ็บป่วยอย่างผิดปกติ แต่คล้ายคลึงกัน คือถ่ายท้อง ปวดหัว ปวดกระดูก ชาตามร่างกาย บางรายตาบอดสนิท และเริ่มทยอยเสียชีวิต หญิงที่ตั้งครรภ์แท้งบุตร ทารกเกิดใหม่บางรายมีอาการผิดปกติด้านร่างกายและสมอง ขณะเดียวกันสัตว์เลี้ยงในหมู่บ้านโดยเฉพาะควายได้ล้มตายลงเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่ตายด้วยอาการล้มชักน้ำลายฟูมปาก[9]

ปัญหาด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทำให้ชาวคลิตี้ล่างรวมตัวกันส่งตัวแทนชุมชนไปเจรจากับโรงแต่งแร่หลายครั้ง รวมทั้งปรึกษากับหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงาน แต่ปัญหาก็ยังไม่รับการแก้ไข[10]

จนกระทั่งในเดือนเมษายน 2541 ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนาซึ่งเข้าไปพบปัญหา ได้ร้องเรียนไปยังกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กรณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รับรู้ในสาธารณะจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนแขนงต่างๆ[11]

ภายหลังการร้องเรียน คพ. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ[12] และพบการปนเปื้อนสารตะกั่วในน้ำ ตะกอนดิน ท้องน้ำ และในสัตว์น้ำ โดยเฉพาะจุดที่อยู่ใต้โรงแต่งแร่คลิตี้ลงไป  โดยสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมในห้วยคลิตี้ที่ตรวจพบในปี 2541 คือ  บริเวณใต้โรงแต่งแร่คลิตี้ พบการปนเปื้อนสารตะกั่วในน้ำในรูปของตะกั่วทั้งหมด (Total Lead) เกินมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน และพบตะกอนดินท้องน้ำปนเปื้อนสารตะกั่วในระดับสูงมาก สัตว์น้ำมีการสะสมสารตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานอาหารให้มีสารปนเปื้อนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 (2529) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โดยพบว่า ปลามีปริมาณตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานอาหารให้มีสารปนเปื้อน 6 – 82 เท่า ปู มีปริมาณตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานฯ 125 เท่า และกุ้ง มีปริมาณตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานถึง 130 เท่า[13]

ต่อมาในในปี 2542 ได้มีการตรวจติดตามสุขภาพของประชาชนในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง โดยหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ กรมอนามัย ซึ่งการตรวจเลือดเพื่อหาระดับสารตะกั่วในเลือด ครั้งนี้พบว่า ทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีระดับสารตะกั่วในเลือดสูง โดยเด็กอายุ 0-6 ปี มีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 23.56 มิลลิกรัม/เดซิลิตร, เด็กอายุ 7-15 ปี มีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 28.30 มิลลิกรัม/เดซิลิตร และผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป มีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 26.31 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขณะที่ค่าเฉลี่ยจากการสำรวจระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ยของคนไทยทั่วไปเมื่อปี 2538 – 2539 โดยกองอาชีวอนามัย อยู่ที่ 4.29 มิลลิกรัม/เดซิลิตร[14] และต่อมาพญ.อรพรรณ เมธาดิลกกุล ได้ออกใบรับรองแพทย์ให้ผู้ป่วยบางรายในหมู่บ้านว่า “เป็นโรคพิษสารตะกั่ว” ขณะที่น้ำในลำห้วยยังคงเป็นสีดำแดง[15]
ในปีเดียวกัน บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ปิดกิจการลง[16]

22 พฤษภาคม 2543  คพ. ซึ่งยังคงเฝ้าติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่รวมถึงกระบวนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ก็พบว่าในลำห้วยยังคงมีสารตะกั่วปนเปื้อนในปริมาณสูง

ในปี 2544 ได้มีการปิดเหมืองแร่ตะกั่วลงอย่างถาวร[17]

2 ปีถัดมา สาธารณสุขอนามัยเกริงกระเวีย ได้เข้าไปปิดประกาศ “งดบริโภคน้ำและปลาในลำห้วยชั่วคราว” เพื่อเตือนมิให้ใช้น้ำและจับสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2545[18]
ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งชาวคลิตี้ล่างจำนวน 8 คนที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกอาชีวเวชศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี และแพทย์บ่งชี้ว่าทั้ง 8 คนป่วยจากพิษสารตะกั่วเรื้อรัง  อย่างไรก็ตาม การรักษาที่ถูกต้องทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีระดับตะกั่วในเลือดลดลง และสุขภาพดีขึ้น[19]

30 มกราคม 2546  ผู้ป่วย 8 คนที่แพทย์รับรองว่าเป็นป่วยจากพิษสารตะกั่ว ได้ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเอาผิดกับบริษัทเอกชนผู้ก่อมลพิษ[20]

2547 ตัวแทนชาวบ้านคลิตี้ 22 คน ยื่นฟ้อง คพ. ต่อศาลปกครองกลาง ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าในการฟื้นฟูลำห้วย[21]


ภาพโดย จามร ศรเพชรนรินทร์

19 ตุลาคม 2550 ชาวบ้านคลิตี้ล่างรวม 151 คน ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี โดยมีบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวกรวม 7 คน เป็นจำเลยที่ 1- 7 ในข้อหาหรือฐานความผิด ละเมิดตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เป็นคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ 2659/2550 หมายเลขแดงที่ 1290/2553 เรียกค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,041,952,000 บาท พร้อมทั้งขอให้จำเลยรับผิดชอบในการฟื้นฟูขจัดมลพิษในลำห้วยคลิตี้[22]

2550 ศาลอุธรณ์ภาค 7 (แผนกคดีสิ่งแวดล้อม) ได้มีคำพิพากษาตัดสินให้บริษัทผู้ก่อมลพิษต้องชดใช้เงินค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 8 คนเป็นจำนวนเงิน 29,551,000 บาท จากนั้นได้มีชาวบ้านคลิตี้อีก 151 คน ยื่นฟ้องบริษัทฯ[23]

2551 ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาว่า คพ. ล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่ฟื้นฟูหรือระงับการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วย และให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 743,226 บาท จากนั้นคดีได้ขึ้นสู่ชั้นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด[24]

20 ธันวาคม 2553 ศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ชาวคลิตี้ล่างจำนวน 151 คน เป็นเงินรวมกันทั้งสิ้น 36,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับจากวันฟ้อง “จากการที่จำเลยปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารตะกั่วลงสู่ลำห้วยคลิตี้ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของชาวบ้าน จนทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยเรื้อรัง และไม่สามารถใช้สอยลำห้วยได้เหมือนเดิม” นอกจากนี้ยังให้จำเลยดำเนินการฟื้นฟูหรือขจัดมลพิษที่เกิดขึ้นให้หมดสิ้นไป “หากจำเลยไม่ยอมดำเนินการ ให้โจทก์มีอำนาจดำเนินการเองโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย” [25]

2554 ศาลอุธรณ์ภาค 7 (แผนกคดีสิ่งแวดล้อม) ได้พิพากษาให้บริษัทผู้ก่อมลพิษ และกรรมการ จ่ายเงินค่าเสียหายจำนวน 36,050,000 บาท ฐานเป็นผู้ก่อมลพิษ[26]

7 กุมภาพันธ์ 2555 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมมีคำพิพากษา ยืนตามศาลชั้นต้น ในประเด็นเรื่องการกำหนดค่าเสียหาย แต่ในประเด็นเรื่องการฟื้นฟูลำห้วย ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย “โดยเห็นว่า พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ ไม่ได้บัญญัติให้ประชาชนทั่วไปเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับเอกชนผู้ก่อมลพิษดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูลำห้วยได้โดยตรง แต่เป็นอำนาจของกรมควบคุมมลพิษที่จะบังคับตามกฎหมายให้ผู้ก่อมลพิษฟื้นฟูลำห้วย หากผู้ก่อมลพิษไม่ทำ”[27]

10 มกราคม 2556 ศาลปกครองสูงสุด ได้คำพิพากษาให้ คพ. ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 22 ราย รายละ 177,199.55 บาท และให้ติดตามตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลา 1 ปี พร้อมทั้งให้กำหนดแผนหรือแนวการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ จนกว่าค่าสารตะกั่วในน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำ ในลำห้วยคลิตี้อยู่ในระดับไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี รวมถึงต้องแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบโดยวิธีการเปิดเผย[28] ทำให้ คพ. ต้องจ่ายค่าชดเชยและทำโครงการกำหนดแนวทางฟื้นฟูลำห้วย (ระยะที่ 1) พร้อมให้ศูนย์วิจัยด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและสารอันตราย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)  ศึกษาแนวทางฟื้นฟูมานำเสนอในเดือนกันยายน 2556 โดยมีกรอบทำงาน 120 วัน[29]

27 สิงหาคม 2556 คพ. รับอนุมัติงบประมาณประจำปี 2556 เป็นงบกลางวงเงิน 11,850,000 บาท ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อใช้ดำเนินโครงการกำหนดแนวทางฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว แต่เงินจำนวนนี้ก็เป็นเพียงเงินในการศึกษาแนวทางในการฟื้นฟูเท่านั้น  แม้คำพิพากษาจะผ่านมากว่า 8 เดือนแล้ว แต่ไม่มีทีท่าทีว่าจะมีการลงมือฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้  ทั้งที่เคยมีแผนการจะฟื้นฟูแล้วตั้งแต่ปี 2541 ในช่วงต้นที่ คพ. ได้ทราบเรื่อง โดยการทำทางน้ำอ้อมเพื่อดูดตะกอนตะกั่วออก ใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท แต่ก็ระงับไปเมื่อบริษัทผู้ก่อมลพิษไม่ให้ความร่วมมือ[30]

19 มกราคม 2558 คพ. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว เป็นครั้งที่ 3[31] ภายหลังจากที่ได้ว่าจ้างให้ มข. ทำการศึกษาและจัดทำแนวทางการฟื้นฟู แต่ในครั้งนี้ไม่มีการรับความคิดเห็นจากหน่วยงานและนักวิชาการที่เกี่ยวข้องจากส่วนกลางเช่นครั้งก่อนๆ และเป็นการลงพื้นที่ไปจัดรับฟังความคิดเห็นเฉพาะหมู่บ้านคลิตี้บนเท่านั้น ในขณะที่ครั้งที่ผ่านๆ มาจัดรับฟังความคิดเห็นที่หมู่บ้านคลิตี้ล่างด้วย[32]

ในวันเดียวกัน วิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดี คพ. เปิดเผยว่า คพ. ได้ทำคำของบประมาณปี 2559 จำนวน 590 ล้านบาท เพื่อการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้และพื้นที่ที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนปริมาณสูงและนำไปกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งได้ทำร่างขอบเขตการว่าจ้างไว้แล้วเพื่อเร่งดำเนินการฟื้นฟูให้เร็วยิ่งขึ้น และมีคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในห้วยคลิตี้ได้แต่งตั้งคณะทำงานวิชาการเพื่อเสนอแนะแนวทางการฟื้นฟูห้วยคลิตี้ ประกอบด้วยนักวิชาการที่เสนอจากภาคประชาชนและผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เพื่อพิจารณาแนวทางและวิธีการฟื้นฟูห้วยคลิตี้จากผลการศึกษาของ คพ. ที่ว่าจ้าง มข. ให้ถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการและสอดคล้องกับคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด[33]

พื้นที่ทำบ่อฝังกลบเพื่อรองรับตะกอนดินปนเปื้อนสารตะกั่วที่ได้จากการขุดลอกตะกอนท้องน้ำจากลำห้วยคลิตี้และพื้นดินที่ปนเปื้อนสารตะกั่ว จะสร้างในพื้นที่บริเวณใกล้กับเหมืองบ่องาม ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งเดิมของตะกั่วและปัจจุบันไม่มีประชาชนใช้ประโยชน์ในพื้นที่ใกล้เคียง สำหรับบ่อฝังกลบนี้จะก่อสร้างเป็นหลุมฝังกลบแบบปลอดภัยในพื้นที่ซึ่งสามารถรองรับปริมาณตะกอนดินที่ปนเปื้อนสารตะกั่วได้ประมาณ 110,000ลูกบาศก์เมตร”

นอกจากนี้ อธิบดี คพ. ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ภายใต้แผนฯ มีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องที่ต้องดำเนินการ คือ การก่อสร้างหลุมฝังกลบแบบปลอดภัย, การขุดลอกตะกอนดินและดินปนเปื้อน, การขนส่งตะกอนดินและดินที่ปนเปื้อนไปกำจัดยังหลุมฝังกลบแบบปลอดภัย, การก่อสร้างฝายดักตะกอนเพิ่มเติม จำนวน 2 แห่ง และการปกคลุมพื้นที่ปนเปื้อนรอบโรงแต่งแร่ด้วยดินสะอาด ซึ่งคาดการณ์ว่าจะดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โดยปีแรกต้องจัดทำบ่อฝังกลบให้แล้วเสร็จ และขุดลอกตะกอนบางส่วนไปฝังกลบ[34]

5 สิงหาคม 2558 ชาวบ้านชุมชนคลิตี้และศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา ได้เข้ายื่นหนังสือต่อรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ให้เร่งฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด  และให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหาย โดยศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงฯ ได้เสนอหลักการในการฟื้นฟู 7 ข้อ คือ[35]

1) การฟื้นฟูต้องมีเป้าหมาย เพื่อให้ชาวบ้านคลิตี้กลับมาใช้น้ำ ใช้ดิน กินปลา ได้ดังเดิม โดยปราศจากมลพิษ

2) ค่าตะกั่วในดินบริเวณโดยรอบห้วยคลิตี้ต้องไม่เกินค่ามาตรฐาน

3) การฟื้นฟูต้องดูดตะกอนในลำห้วยและขุดลอกริมตลิ่งและใกล้เคียงลำห้วยที่มีการปนเปื้อนตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน โดยเริ่มตั้งแต่บริเวณโรงแต่งแร่ และพื้นที่ใกล้เคียงลงมาตามลำน้ำ

4) เร่งฟื้นฟูและเยียวยาบริเวณหมู่บ้านคลิตี้ล่าง เช่น บริเวณโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สนามเด็กเล่น เนื่องจากมีตะกั่วในดินปนเปื้อนในสนามที่น้ำท่วมถึงถึง 3,906 มิลลิกรัม/กิโลกรัม[36]

5) ตะกอนและดินที่ปนเปื้อนตะกั่ว ต้องได้รับการกำจัดอย่างของเสียอุตสาหกรรมและมีการปรับเสถียร

6) ต้องจัดให้มีกลไกการตรวจสอบประเมินผลโดยคณะกรรมการที่ชุมชน นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชนมีส่วนร่วม

7) เยียวยาชุมชนคลิตี้ล่างโดยจัดน้ำสะอาดให้ชาวบ้านทั้งอุปโภคบริโภค อย่างเพียงพอ

ระหว่างวันที่ 5 – 8 สิงหาคม 2558 จงจิตร์ นีรนาทเมธีกุล รองอธิบดี คพ. และทีมงาน ได้ร่วมกับคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในห้วยคลิตี้ ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ รวมทั้งมีการร่วมประชุมและนำเสนอรายละเอียดของกิจกรรมในแผนฟื้นฟูสำหรับปี 2559[37]

22 มกราคม 2559 วิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้แถลงผลความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ โดยระบุว่าแผนแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้จะแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคมนี้ จากนั้นจะนำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หรือบอร์ดสิ่งแวดล้อมตามลำดับขั้นตอน ก่อนจะจัดซื้อจัดจ้างในเดือนมีนาคม
ทั้งนี้ ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการคือ ได้มีการลงพื้นที่เพื่อวางแผนร่วมกับชุมชน โดยจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีร่วมกับภาคประชาชน และอยู่ระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่จากทางพื้นที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำโจน และพื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) จ.กาญจนบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุญาตของทางหน่วยงานดังกล่าว คาดว่าจะได้ลงมือดำเนินการตามแผนในเดือนเมษายนปีนี้ [38]

แม้ คพ. จะประชาสัมพันธ์การเตรียมการฟื้นฟูและมีการลงพื้นที่ที่ทำให้ชาวคลิตี้มีความหวังว่าพื้นที่ปนเปื้อนจะได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่ความเหมาะสมของแผนฟื้นฟูก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่า ต่อประเด็นนี้ สุรพงษ์  กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา ได้ให้ความเห็นว่า ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาสั่งให้กรมควบคุมมลพิษ เร่งฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ภายใน 3 เดือน แต่ คพ. มีความล่าช้าในการดำเนินงานจนผ่านไป 3 ปี จึงสามารถเริ่มได้  อีกทั้งชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบกลับไม่ได้รับทราบแผนและรายละเอียดโครงการในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่วเลย แม้จะมีการตั้งให้ชาวบ้านเป็นคณะกรรมการไตรภาคี แต่เมื่อไม่มีรายละเอียดโครงการก็ไม่ทราบจะติดตามได้อย่างไร  ทั้งนี้ ชาวบ้านต้องการให้ฟื้นฟูจนสามารถกลับไปใช้น้ำและจับสัตว์น้ำกินได้ดังเดิม ไม่ควรนำสิ่งปนเปื้อนไปฝังกลบไว้ในพื้นที่เหนือลำห้วยคลิตี้ เพราะหากมีการรั่วไหลจะลงสู่ลำห้วยคลิตี้โดยตรงและกลับมาสู่หมู่บ้าน แต่ต้องนำไปกำจัดอย่างถูกต้องโดยบริษัทผู้รับกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรม เนื่องจากกรมควบคุมเคยตรวจสอบพบว่าเป็นสารพิษจากอุตสาหกรรมและนำออกไปกำจัดภายนอกแล้ว 4 หลุม  และในระหว่างที่การฟื้นฟูลำห้วยยังไม่เสร็จสิ้น คพ. ต้องเยียวยาจัดน้ำสะอาดและอาหารแทนการบริโภคสัตว์น้ำ[39]

14 กรกฎาคม 2559 ศาลจังหวัดกาญจนบุรี อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา (แผนกคดีสิ่งแวดล้อม) ให้บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 1 และนายคงศักดิ์ กลีบบัว จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้ชาวบ้าน 8 คน เป็นค่าเจ็บป่วย ค่ารักษาในอนาคต เป็นเงินกว่า 20 ล้านบาท พร้อมกับให้ฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับมาใช้ได้ดั่งเดิม จากที่ถูกยื่นฟ้องในข้อหาละเมิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535[40]

3 สิงหาคม 2559 การฟื้นฟูลำห้วยคลิติต้องชะงักลงอีกครั้ง เมื่อ คพ. สั่งยกเลิกการประกวดราคากลาง เนื่องจากมีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียงรายเดียว  ต่อกรณีนี้ คพ. ได้ยืนยันว่าการยกเลิกการประกวดราคาจะไม่ส่งผลต่อแผนดำเนินงานที่วางไว้[41]

13 กันยายน 2559 หลังคำพิพากษาศาลฎีกา (แผนกคดีสิ่งแวดล้อม) เมื่อ 2 เดือนก่อนหน้า ประชาชนผู้ฟ้องคดีชุดแรกรับเงินชดเชยจากพิษตะกั่วคลิตี้ หลังต่อสู้คดีมานานกว่า 13 ปี โดยแต่ละรายจะได้รับเงินชดเชยคนละ 2-3 ล้านบาท[42] ขณะที่ยังมีคดีที่ประชาชนอีก 151 รายได้ยื่นฟ้องร้องบริษัทฯ และกรรมการบริษัทที่เกี่ยวข้อง ในฐานความผิดเดียวกัน  โดยเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินกว่าหนึ่งพันล้านบาท ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้ง 151 ราย เป็นเงิน 36 ล้านบาท และคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา[43]

11 กันยายน 2560 ที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรท จำกัด (ประเทศไทย) จ่ายค่าชดเชยให้ชาวบ้านคลิตี้ล่าง จ.กาญจนบุรี 151 คน เป็นเงินรวม 36,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับจากวันฟ้องร้องคือ 19 ตุลาคม 2550 ฐานละเมิด พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ปล่อยปละเลยให้สารตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม[44]

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังคงไม่มีการดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้

http://earththailand.org/th/document/129

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สัปปุรุส กับ สัตวบุรุษ

สัปปุรุษ กับ สัตวบุรุษ

สัปปุรุษ คือคนที่เป็นสัมมาทิฐิ คฤหัสถ์ผู้มีศรัทธาในพระศาสนา คนที่มีความเห็นชอบตามทํานองคลองธรรม

ตาเฒ่า ส. ศิวรักษ์ จะหนุนเด็ก อ้างทำตามพระราชประสงค์พอกล้อมแกล้ม

แต่ที่เขาด่ามัน ลงโทษมันคือเรื่อง “กาละ เทศะ”

สอนเด็กให้ไม่รู้จักมารยาทสังคม เป็นเรื่องไม่ควร
ถ้าหากการโค้งคำนับเป็นทางเลือกก็ทำไป

แต่การสอนให้ถวายบังคม ก็ไม่มีอะไรเสียหาย
เพราะจิตใจที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ องค์ผู้ก่อตั้งและพระราชทานทุนให้สร้างมหาวิทยาลัย มิใช่จะทำง่ายๆ ถูกคัดค้านจากขุนนางว่า “เงินจะหมดแล้ว”

การสอนเด็กให้เป็นคนดี ต้องสอนให้เป็น “สัปปุรุษ” หรือ “คนดี”

ต้องให้รู้จัก “สัปปุริสธรรม 7 ประการ คือ

รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้สถานที่ เป็นอาทิ

“สัปปุรุษ” บางทีเรียก “สัตบุรูษ” ไม่ใช่ “สัตวบุรุษ”

อย่าสอนเด็กให้กลายเป็น”ทุรบุรุษ” หรือ “สัตวบุรุษ” ที่สังคมไม่ยอมรับ

ทำนองสอนลูกให้เป็นโจร

มันจะบาปที่ล้างไม่ออกทั้งชาตินี้ ชาติหน้า

เฒ่าป่านนี้แล้ว หัดทำอะไรที่มันเป็นบุญ ไม่ใช่ทำแต่บาปให้สังคมก่นด่า

ไม่รู้จักอายคนก็อายหมามันบ้าง

แคน ไทเมือง

http://chaoprayanews.com/…/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%…/

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

แชร์

เพลง คนดี

คำร้อง อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

ทำนอง ป๋อง ต้นกล้า

ขับร้อง ชูเกียรติ ฉาไธสง

ฟ้าหมอง แผ่นดินร่ำร้อง ระงม

สองมือชูชัย ไขว่คว้า เพียงลม

ไขว่คว้าเพียงลม ฝากลมแล้งลอย

เวิ้งฟ้า ทุ่งนาป่าเขา ดงดอย

เขายังคงคอย ไขว่คว้าง ยังคอย

กับสายลมลอย พัดลอยเลยไกล

เธอมา ท่ามกลางพายุ ปะทุเถื่อนภัย

เพียงสองมือ เราจับมือ ช่วยฉุดมือ

ร่วมฝ่าไป ก้าวไปให้แรง

คนดี จะมีทุกหน ทุกแห่ง

หนทางยาวไกล โหดร้าย รุนแรง

โลกนี้มีแรง เพราะแรงคนดี

(บทกวี – อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)

ก่อนจะเป็นอะไร ในโลกนี้

ทั้งเลวทรามต่ำดีถึงที่สุด

ก่อนจะสวมหัวโขนละครชุด

คุณจะต้องเป็นมนุษย์ก่อนอื่นใด

คุณจะต้องรู้จักการเป็นมนุษย์

ไม่ใช่ชุดเครื่องแบบที่สวมใส่

ไม่ใช่ยศ ตำแหน่ง แกร่งชไกร

หากแต่เป็นหัวใจของคุณเอง

ใจที่มี มโนธรรม สำนึก

ใจที่รับรู้สึก ตรึกตรงเผง

ใจที่ไม่ประมาท ไม่ขาดเกรง

ใจที่ไม่วังเวง การเป็นคน

เมื่อนั้นคุณเป็นอะไรก็ได้

เป็นผู้น้อย เป็นผู้ใหญ่ เป็นได้ทุกหน

มโนธรรม สำนึก รู้สึกตน

ต้องตั้งตน ให้เป็น คือเป็นมนุษย์

0000

นิสิตกับนักเรียนไม่เหมือนกันนะ…เฒ่า ส.ล้มเจ้า

ไม่เคยได้ยินว่าการสอบสวนนิสิตต้องใช้ทนายความ…หรือคนชี้แจงแทน

มันเป็นเรื่องทางมหาวิทยาลัยกับการจัดการเรื่องราวของกิจกรรมภายใน

เฒ่า ส. เป็นผู้ปกครองเด็กเลวคนนั้นต้องอยู่ที่บ้าน…
มันไม่ใช่เด็กนักเรียนที่จะต้องเชิญผู้ปกครองมาตักเตือน

ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ปกครองจะทำตัวเป็นทนายความ

เขาพิจารณาในฐานะคณะกรรมการ จบก็คือจบ

ไม่พอใจก็เชิญเอาเด็กในปครองออกไปจากมหาวิทยาลัยที่เขาบริหารซะ

เพราะสังคมที่นั่นเขาไม่ต้อนรับ แสดงความรังเกียจเดียดฉันท์

เฒ่า ส. แก่จนป่านนี้ยังแยกแยะ สังคมมหาวิทยาลัย สังคมโรงเรียน กับสังคมภายนอกไม่ออก

ซึ่งที่จริงน่าจะคิดออก คิดเป็น แต่แกล้งทำเป็นผู้ปกครองเจ้าปัญหา

ทางที่ดีก็อย่าให้เด็กในปกครองไปสร้างปัญหาในสังคมที่ตนอยู่สิ

ชวนกันออกมาสอนกันเองได้แล้ว

โตขนาดนี้ถ้ามันมีเมียก็มีลูกได้แล้วนะ

ยังต้องการอะไรจากผู้ปกครองอีกหรือ

ถ้าจะสอนเด็กให้เป็นฝรั่ง ก็ให้มันออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 18 ให้ไปฟันฝ่าเอง

รับผิดชอบตัวเอง แก่ป่านนี้เกิดตายก่อนมัน มันจะอยู่ในสังคมนี้ได้ยังไง

คนไม่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ ไปไม่รอดซักราย

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

เปิดตึกภักดีบดินทร์ในทำเนียบรัฐบาลโดยดำริของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

“ประยุทธ์” ถือฤกษ์ดีทำพิธีเปิดตึกภักดีบดินทร์ เรือนรับรองใหม่ทำเนียบรัฐบาล

นายกฯ เชิญสื่อมวลชน ร่วมพิธีเปิดตึกภักดีบดินทร์ เรือนรับรองใหม่ ทำเนียบรัฐบาล ใช้เป็นสถานที่จัดประชุมรับรอง บุคคลสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งใช้สำหรับการจัดกิจกรรมต่างๆ

วันนี้ (31 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เชิญสื่อมวลชนร่วมงานประวัติศาสตร์เปิดเรือนรับรองใหม่ ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกฯเป็นประธานเปิดงาน เชิญพระสงฆ์ จำนวน 10 รูปให้ศีล เจริญพระพุทธมนต์

โดยตึกภักดีบดินทร์ เรือนรับรองหลังใหม่ ทำนียบรัฐบาล สร้างขึ้นโดยดำริของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดประชุมรับรอง บุคคลสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งใช้สำหรับการจัดกิจกรรมต่างๆของรัฐบาล ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า บริเวณสนามหญ้าเดิม เป็นอาคารอเนกประสงค์คอนกรีต เสริมเหล็กชั้นเดียว หลังคาทรงผสมทรงปั้นหยา หลังคากระเบื้องซีเมนต์สังเคราะห์สีแดงกับทรงโดมประทับโมเสสสีทองมีความสูงจากพื้นถึงยอดโดม 16.61 เมตร นับเป็นอาคารลำดับรองลงมาจากตึกสันติไมตรี ที่เชื่อมต่อตึกไทยคู่ฟ้า ทั้งนี้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ขอความอนุเคราะห์ให้กรมยุทธโยธาทหารบก ดำเนินการออกแบบและก่อสร้างกรมศิลปากรเป็นผู้พิจารณารูปแบบอาคารและอนุญาตให้ดำเนินการก่อสร้างได้

เมื่อได้ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ขนานนามอาคารใหม่แห่งนี้ว่า “ตึกภักดีบดินทร์” และตั้งชื่อห้องรับรองหนึ่งว่า”ทองธารา”ห้องรับรอง 2 ว่า วนาสิริ” โดยวันนี้พลเอกประยุทธ์ เป็นประธานในพิธีเปิดตึกภักดีบดินทร์อย่างเป็นทางการ ได้นิมนต์สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหารเป็นประธานฝ่ายสงฆ์

https://mgronline.com/politics/detail/9600000089256
เผยแพร่: 31 ส.ค. 2560 16:29:00

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โซเชียลปลื้ม ทีมฟุตบอลไทยชูพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9-ร.10

นักฟุตบอลไทยชูภาพพระบรมฉายาลักษณ์ หลังครองแชมป์ซีเกมเป็นสมัยที่ 3

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ในวันตัดสินคดีโกงระบายข้าว….

บันทึกของชาวนาแก่ๆ…

16 ปี ที่ระบอบทักษิณครองเมืองเปลี่ยนค่านิยมของสังคมไปมาก
ทุกคนนับถือคนรวย คนหาเงินเก่ง
ต้องกลับไปสอนเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม ความพอเพียง

แคน ไทเมือง

16 ปี ที่ระบอบทักษิณครองเมืองเปลี่ยนค่านิยมของสังคมไปมาก
ทุกคนนับถือคนรวย คนหาเงินเก่ง
ต้องกลับไปสอนเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม ความพอเพียง

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment