ชาวนาเขารู้….”มันต้องจั่งซี่ มันจั่งสิแหม่น” ลุงแคนกล่าว

10

ปีนี้ผมลงนา อยู่ในหมู่บ้าน

เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายที่ได้จากรัฐบาล คสช…ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา

บางหมู่บ้านใช้งบประมาณซื้อรถไถประจำหมู่บ้าน บางหมู่บ้านใช้เงินทุนตั้งร้านค้าชุมชน บางหมู่บ้านมีโรงสีข้าวชุมชน แล้วแต่จะร่วมคิดร่วมทำ กรรมการและชาวบ้านคิดทำกันเอง ไม่เกี่ยว อบต.หรือทางอำเภอ บริหารจัดการกันเอง

ชาวไร่ ชาวนา รู้แล้ว รัฐบาลไหนมาก็ต้องมีงบสนับสนุนเกษตรกร ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

มากหรือน้อยแตกต่างกัน เฉลี่ยทั่วถึงเป็นธรรมหรือไม่ล้วนแตกต่างกันไป

“จำนำข้าว” ได้เฉพาะผู้เข้าโครงการ มีข้าวขาย คนที่ได้คือโรงสีกับคนมีข้าวเยอะหรือคน “ปลูกข้าวขาย” เท่านั้น

คนทำนาแต่พอกินถ้าไม่ขายหรือไม่เข้าโครงการไม่ได้เงินสนับสนุน

พอจำนำข้าวขาดทุนเพราะโกงกันมหาศาลมาอ้างชาวนาแบบพวกผมที่ไม่ได้จำนำข้าวไม่ได้นะ…เพราะพวกผมไม่เกี่ยวกับการจำนำข้าว “อย่ามั่ว”

“ส่วนต่าง” ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ “ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้” ตรวจสอบยาก

“สนับสนุนทุนทำนา” ประกันภัยนาข้าวของรัฐบาลคสช. ต้องลงทะเบียนทำนาใหม่ทุกปี แจ้งตามความเป็นจริง ลงพิกัดดาวเทียมตรวจสอบได้

พิกัดดาวเทียมจากแอ้พ ในโทรศัพท์มือถือนั่นแหละครับ โชน 48 ค่า X ค่า Y ชาวบ้านทำกันเองได้

ขายข้าวหรือไม่ขายข้าว คนทำนาได้รับการสนับสนุนในหลักการเดียวกัน

ที่เคยชอบนักการเมืองกลับหันมารักรัฐบาลเผด็จการกันเป็นแถว

เพราะปีที่แล้วน้ำท่วมนา ได้เงินช่วยมาเกือบ 2 หมื่น เป็นทุนทำนาปีนี้ สบาย ๆ

“มันต้องจั่งซี่ มันจั่งสิแหม่น” ลุงแคนกล่าว…

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

พระเครื่องเหนือเซียน…ซูม “ในห้วงใกล้เข้าพรรษา หาพระดีคุ้มกายใจ”

102

ทีมงานซอกแซกได้รับหนังสือดีมีคุณค่า พิมพ์ด้วยกระดาษอาร์ตสวยงามมากชื่อ “พระเครื่อง เหนือเซียน” หรือ The legend of siam Amulets จากสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ โดยคุณวิทูรย์ นิรันตราย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ภาพ “พระสมเด็จ” ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น “จักรพรรดิพระเครื่องของแผ่นดินไทย” เอาไว้มากที่สุด โดยเฉพาะภาพของรุ่นแรกๆที่จัดสร้างในยุคสมัยรัชกาลที่ 4 และที่ 5 ซึ่งหาดูได้ยากมากในยุคนี้

สืบเนื่องมาจากความโชคดีอย่างหาที่เปรียบ มิได้ของ อำพล ถาวรโลหะ นักธุรกิจชื่อดัง ที่มี โอกาสได้รู้จักและสนิทสนมกับทายาทของ “พระยาแสน” ที่ดูแลรับใช้สมเด็จโตอย่างใกล้ชิด จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้เก็บรักษาพระเครื่องสมเด็จโตรุ่นแรกๆ

ต่อมาพระเครื่องชุดดังกล่าวก็ตกทอดมาถึงหลานปู่รุ่นปัจจุบัน รวมทั้งชุดที่สร้างขึ้นเมื่อ ร.ศ.24 หรือหลังสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ได้ 24 ปี ที่สมเด็จโตได้จารอักษรไว้หลังพระเครื่ององค์หนึ่งว่า “บิดาโต ร.ศ.24” และอีกองค์หนึ่งว่า “มารดา 24” อันเป็นชุดที่มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะสร้างด้วยจิตกตัญญูต่อบิดาและมารดาอันเป็นจิตอันประเสริฐ บริสุทธิ์ มีพลังจิตอันสูงส่ง

นอกจากนี้ ยังมีภาพพระสมเด็จรุ่นอื่นๆอีกมากมาย จนถึงพระสมเด็จวัดระฆังรุ่นปลาย พร้อมด้วย “ภาพพระเครื่องเบญจภาคี” อันประกอบด้วย 1. พระสมเด็จวัดระฆัง 2. พระนางพญา 3. พระซุ้ม ก 4. พระผงสุพรรณ และ 5. พระรอด ทำให้หนังสือเล่มนี้ทรงคุณค่าเพิ่มขึ้น

ท่านผู้อ่านที่สนใจโปรดแวะชมหนังสือได้ที่ร้านหนังสือ นายอินทร์, ซีเอ็ด, บีทูเอส และ บุ๊คเฟรนด์ ทุกสาขา ซึ่งจะมีวางจำหน่ายในราคาเล่มละ 1,500 บาท หรือหากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 09-2747-6459 ในนามของคุณ สุดสุด บรรณภพ ผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้

อนึ่ง เพื่อให้ท่านผู้อ่าน รุ่นหลัง หรือแม้แต่รุ่นอาวุโสที่อาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของสมเด็จโตมาบ้าง แต่อาจจะลืมเลือนไปแล้ว ทีมงานซอกแซก ขออนุญาตทำหน้าที่ในสไตล์ซอกแซกกลับไปค้นคว้า หาข้อมูลเกี่ยวกับ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี มาประมวลไว้เพื่อทราบโดยสังเขปดังนี้

สมเด็จพระพุฒาจารย์โต เป็นชาวบ้านไก่จ้น (บ้านท่าหลวง) อำเภอท่าหรือ จังหวัดพระนคร- ศรีอยุธยา เกิดในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ต่อมาได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุประมาณ 11-12 ขวบ และเมื่ออายุครบบวชก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากรัชกาลที่ 1 ให้เป็น นาคหลวง อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) เป็นพระอุปัชฌาย์

เป็นที่ชัดเจนมาตลอดว่า สมเด็จโตไม่ยินดี ในสมณศักดิ์ ไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ แต่ก็ได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลต่างๆ พระราชทานสมณศักดิ์ให้ตามสมควรมาโดยตลอด จนถึง พ.ศ.2394 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ที่ พระธรรมกิตติ ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ระฆังโฆสิตาราม เป็นที่มาของสมเด็จโต วัดระฆัง นับแต่นั้น

สมณศักดิ์สูงสุดที่สมเด็จโตได้รับพระราชทานได้แก่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ เมื่อ พ.ศ.2407 และถึงแก่มรณภาพ เมื่อ พ.ศ.2415 ในยุคสมัยของรัชกาลที่ 5 ณ วัดเก่าบางขุนพรหม ขณะดำรงตำแหน่งประธานในการสร้างพระพุทธรูปหลวงพ่อโต ที่วัดอินทรวิหาร สิริอายุ 84 ปี

นอกเหนือจากการสร้างพระทั้งพระพุทธรูปและการสร้างพระเครื่องสมเด็จวัดระฆังรุ่นต่างๆแล้ว สมเด็จโตยังเป็นพระภิกษุรูปแรกที่นำพระคาถา “ชินบัญชร” มาสวดและเผยแพร่อีกด้วย

ตามประวัติที่มีการบันทึกไว้ กล่าวว่า สมเด็จ พระพุฒาจารย์ได้มีโอกาสสวดพระคาถาชินบัญชรถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงรับสั่งถามว่าเป็นพระคาถาที่ไพเราะเหลือเกิน “ขรัวโตได้มาจากไหน แต่งเองหรือเปล่า?”
สมเด็จโตกราบบังคมทูลว่า “หามิได้เป็นสำนวนเก่าของภาคเหนือ นำมาแก้ไขดัดแปลงใหม่ตัดตอนให้สั้นเข้าของลังกาจะยาวกว่านี้”

ทำให้เกิดการสันนิษฐานขึ้นว่า ผู้แต่งอาจเป็นพระภิกษุล้านนาที่เคยเดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎกที่ลังกา และเมื่อกลับสู่สยามประเทศในยุคกรุงศรีอยุธยาแล้วก็ได้มีการแต่งบทสวดบทนี้ขึ้น ซึ่งเป็นภาษาบาลี และมีการถ่ายทอดกันสืบมา จนสมเด็จโตได้นำมาแก้ไขดัดแปลงสวด ถวายรัชกาลที่ 4 และได้กลายเป็นบทสวดมนต์ ที่ยืนยาวมาจนถึงปัจจุบันนี้

เรื่องราวของรัชกาลที่ 4 กับสมเด็จโตนั้น เป็นที่โจษขานและบันทึกอยู่ในที่ต่างๆจำนวนมาก แสดงถึงความสัมพันธ์อันแน่นเหนียวระหว่างพระองค์ท่านกับสมเด็จพระพุฒาจารย์

บางครั้งก็ทรงมีการถกเถียงและทรงพิโรธถึงขั้นลั่นพระวาจาขับไล่สมเด็จโตออกจากพระราชอาณาจักร ซึ่งสมเด็จโตก็มิได้ออกมาบิณฑบาตอีกเลย และจำพรรษาอยู่แต่ในพระอุโบสถวัดระฆังเท่านั้น

เมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดระฆัง ทรงทราบว่าสมเด็จโตพำนักอยู่ในพระอุโบสถ จึงรับสั่งถามว่า ทรงไล่ไม่ให้อยู่ในราชอาณาจักรสยามแล้ว ทำไมยังขืนอยู่อีก

สมเด็จโตกราบบังคมทูลว่า อาตมามิได้อยู่ในราชอาณาจักร อาตมาอาศัยอยู่ในพุทธจักร (ในพระอุโบสถ) ตั้งแต่วันมีพระบรมราชโองการ อาตมามิได้ลงเดินดินของมหาบพิตรเลย

เป็นคำกราบบังคมทูลที่เล่าสืบต่อกันมา และหลังจากทรงรับสั่งถามอีกครู่หนึ่ง ก็พระราชทานอนุญาตให้อยู่ต่อในพระราชอาณาจักรสยามได้

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของคำบอกเล่าและตำนานเกี่ยวกับสมเด็จโต พรหมรังสี ที่มีการจดจำและบอกกล่าวเล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้.

ซูม

โดย ซูม ไทยรัฐ 25 มิ.ย. 2560

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ประวัติศาสตร์ที่มิอาจลบเลือน สมศักดิ์ เจียมฯ เปิดปากเองถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9

สมศักดิ์

ประวัติศาสตร์มิอาจลบเลือน…

ในที่สุด สมศักดิ์ เจียมฯ ก็เปิดปาก ( จากคลิปเมื่อ 24 มิถุนายน 2560 )

นิรโทษกรรม 6 ตุลา 19 และ พวกที่เข้าป่าทั้งหลายคือ “พระราชประสงค์ของ ในหลวง ร.9″ ไม่ให้ทางบ้านเมืองเอาโทษนิสิตนักศึกษา

โดยประสานงามผ่าน ประธานองคมนตรีสมัยนั้นและ นายกเกรียงศักดิ์ดำเนินการผ่านสภา 3 วาระรวด

และในหลวงทรงลงพระปรมาภิไธยในทันที นิสิตนักศึกษา ข้าราชการไม่มีโทษอาญา และยังมีพระบรมราโชบายที่กลายมาเป็นนโยบายให้พลเอกเปรมปฏิบัติต่อเนื่องมาจนสำเร็จในปี 2525 “วันเสียงปืนดับ”

ความจริงเรื่องพระบรมราโชบายไม่เอาโทษต่อพสกนิกรที่ชื่นชอบระบอบคอมมิวนิสต์ เริ่มมาตั้งแต่สมัยหลัง 14 ตุลา 16 คือ “ทฤษฎีเตาอั้งโล่”

คอมมูนิสต์บนภูเขาเป็น”ไฟ”…พระบรมราโชบายให้ใช้ “น้ำ”

ทรงสร้างเขื่อน สร้างฝายเชิงเขาให้ประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องทำมาหากินออกมาทำกิน และไม่ให้เอาโทษประชาชนผู้กลับใจ ไม่มีที่ดินทรงให้จัดที่ทำกินประเภทต่างๆ ให้ประชาชนพออยู่พอกิน

ต้องให้เขามีอาชีพ มีที่ทำกิน “ทำมาหากินสะดวกมั๊ย มีปัญหาอะไร” คือคำถามที่มีต่อพสกนิกรของพระองค์ในทุกพื้นที่

“เราไม่ได้รบกับคอมมูนิสต์ แต่เรารบกับความยากจนของประชาชน” พระราชกระแสรับสั่งตอบแก่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ

พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่นี้ พวกมึงจำได้ แต่ไม่เคยสำนึก

อยู่ต่างประเทศ ไม่มีแผ่นดินอยู่แบบนี้ ดีแล้ว

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ขบวนการล้มเจ้ายังไม่หยุด

“ขบวนการล้มเจ้า” ฝังรากลึกในกลุ่มคนบางจำพวกในประเทศไทยมานานทั้งในประเทศและนอกประเทศ น่าจะครบรอบ 85 ปีไปเมื่อวานนี้

ในนาม “คณะราษฎร” และล้มล้างพระราชอำนาจ แย่งชิงอำนาจการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475

โดยอ้างว่านี่เป็นระบอบที่ใช้กันทั่วโลก ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ยังมี “พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ” ให้เห็นอยู่โทนโท่

เมื่อมีโอกาสรัฐบาลก่อนหน้านี้หลายๆรัฐบาลปล่อยปละละเลยหรือรู้เห็นเป็นใจ “ขบวนการล้มเจ้า” นี้จะเปิดหน้าออกมาเล่น หากเจอการตอบโต้อย่างทันเกมก็จะหลบหนีไปหรือมุดลงดิน และใช้วิธี “เปลี่ยนหน้าชน” เพื่อดิสเครดิตสถาบันพระมหากษัตริย์เสมอมา

ยิ่งในยุคที่”สื่อไร้พรมแดน” หรือที่เรียกว่า “โซเชียลมีเดีย” กลุ่มล้มเจ้าก็ใช้วิธิใช้สื่อจากต่างประเทศที่สามารถเชื่อมโยงไปทั่วโลก แม้เมื่อ 24 มิถนายนที่ผ่านมา ไจ อึ๊งภากร, สมศักดิ์ เจียมฯ ก็ออกคลิป เสวนาในต่างประเทศโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์แบบเดิมๆ

แน่นอนว่าคนกลุ่มล้มเจ้า ย่อมไม่หวังดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เติมความขัดแย้งให้เกิดขึ้นโดยไม่สนใจกฏหมายบ้านเมือง

คือกลุ่มนี้เล่นทั้งเรื่องไม่จริง และเรื่องจริงที่เอามาใส่สีตีไข่ สร้างความเสื่อมเสียแก่สถาบันอย่างไม่อาจให้อภัย

แต่ประเทศไทยยังโชคดี เวลานี้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่คิดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเด็ดขาด เท่าที่กฎหมายอำนวยให้

เมื่อเล่นในประเทศไม่ถนัด ขบวนการนี้ก็จะหันไปใช้องค์กรต่างประเทศ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เคลื่อนไหวให้เกี่ยวเนื่อง ป.อาญา ม. 112 เสมอมา

หลายครั้ง ก็มีต่างชาติร่วมผสมโรงในประเด็นนี้ อาทิเช่นสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทย โดยจัดเสวนา เรื่อง ป.อาญา ม. 112 เพื่อที่จะหาทางโจมตีสถาบัน

แต่ยังดีที่รัฐบาลคสช.ไปสั่งให้หยุดได้ทัน ก่อนจะมีการเสวนาและสร้างข่าว สร้างบทความวิพากษ์วิจารณ์ในทางเสียหาย

นอกจากนั้นยังใช้องค์กรต่างประเทศ เช่น UN และ องค์กรสิทธิ์สากล เปิดประเด็นแก้ไข ม. 112 ขึ้นมาอีก

แสดงให้เห็นว่าขบวนการนี้มันเริ่มเขย่าประเทศไทยให้เกิดความแตกแยกมากยิ่งขึ้นอีกแล้ว โดยอาศัยวาระครบรอบ 85 ปี การยึดพระราชอำนาจไปเป็นของกลุ่มพวกตนเอง และใช้อำนาจนั้นเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง หาได้เป็นประชาธิปไตยที่เป็นผลประโยชน์ต่อประชาชนหรือประเทศชาติแต่อย่างใดไม่

การทุจริตโกงกินมหาศาลที่กำลังขึ้นศาลในเวลานี้ เป็นเพียงหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นหนึ่ง ให้ประชาชนได้เห็นความเลวร้ายของนักการเมืองผู้กระหายลาภยศเงินทอง พร้อมทั้งอำนาจที่ซื้อมาจากคูหาเลือกตั้ง

เมื่อได้อำนาจนั้นแล้วก็กอบโกยผลประโยชน์ทุกอย่างให้แก่ตยเองและพวกพ้อง แม้จะโดนยึดทรัพย์ได้ แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อย

ซ้ำร้ายเพื่อเบี่ยงเบนความล้มเหลวทางการเมืองของนักการเมืองก็หันมาใช้วิธีการโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์โดยไม่สนใจความจริงแท้ตลอดเวลา

การต่อสู้เพื่อปกป้องสถาบันจึงต้องใช้สติ ใช้ปัญญาอย่างรู้เท่าทันจากพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ส่วนราชการผู้มีหน้าที่

เราต้องการรัฐบาลที่เอาจริงเอาจังเป็นที่พึ่งที่หวังใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัด

หากเราพสกนิกรที่จงรักภักดีบุ่มบ่ามไปก็จะเสียการณ์ ต้องขับเคลื่อนอย่างรอบคอบ รัดกุม ในทุกความเคลื่อนไหว

เพื่อเป้าหมายสร้างความเข้าใจในหมู่ประชาชน และต้องหยุด “ขบวนการล้มเจ้า” ลงให้ได้

สถาบันพระมหากษัตริย์จะได้คงอยู่คู่ชาติไทย เคียงข้างประชาชนคนไทยตลอดไป ชั่วกาลนาน

แคน ไทเมือง

00000

เดือดเสวนา

นปช. ปลุก ปชช.สานต่อเจตนารมณ์คณะราษฎร
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มิ.ย. 2559 18:10

เดือดเสวนา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

คนแก่เล่าเรื่องเก่า…บันทึกประวัติศาสตร์ฉบับประชาชน

14 ตุลามาอีกแล้ว…4 ปีที่แล้วเค้ามาสัมภาษณ์ลงหนังสือแฟชั่น ( ฮา )
วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2552

37 ปี 14 ตุลา จะว่านานก็นาน จะว่าไม่นานก็ไม่นาน

ประชาธิปไตยไทยยังคลานๆ กันอยู่ไม่ไปถึงไหน

4 ปีที่แล้ว ( 2548 ) ขณะที่ผมยังโลดแล่นในเว็บบอร์ราชดำเนินพันทิป

ตั้งหน้าตั้งตาไล่หน้าเหลี่ยมอย่างเอาเป็นเอาตาย

จนพวกผมและมิตรสหายถูก “ยึดอมยิ้ม” ( ยึดสมาชิกภาพ ) มาตั้ง ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

นิตสาร SAG ฉบับเดือนพฤษภาคม 2005 นำบทสัมภาษณ์ไปลง ผมเห็นว่าสรุปเหตุการณ์ต่างๆไว้ขอนำมาเก็บในบล็อคนี้นะครับ….

เค้าส่งหนังสือ SAG ฉบับเดือนพฤษภาคม 2005 มาให้ผมหลังจากออกขายไปแล้ว….

@@@@@@@@@

ชื่อเรื่อง “THE BLACK MAY 1992 BLOODSHED”

“ทหารฆ่าประชาชน….ทหารฆ่าประชาชน”

EXCLUSIVE MAN OF MAY 2005

สัมภาษณ์ลุงแคน อายุ 56 ปี

การศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ ปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

….”ความเรียบง่ายคือความงาม”….

“ความเรียบง่ายคือความงาม”

ฉบับนี้ SAG มีโอกาสได้นัดสัมภาษณ์ พูดคุย และแลกเปลี่ยนทัศนคติกับคุณลุงท่านหนึ่ง ซึ่งมีความรู้ ความสนใจเกี่ยวกับการเมืองไทย ปัจจุบันคุณลุงใช้ชีวิตในต่างจังหวัดอย่างเรียบง่าย โดยการเป็นชาวนาที่น่ารัก ทำงานช่วยชาวบ้าน ช่วยราชการตามโอกาสอำนวย คุณลุงได้เล่าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองบ้านเราไว้อย่างคร่าว ๆ ด้วยประสบการณ์การเป็นผู้สื่อข่าว ช่างภาพ คอลัมนิสต์ และนักเขียน ทั้งในหนังสือและเว็บไซต์ คุณลุงมีเรื่องราวดี ๆ และมุมมองต่าง ๆ มากมายที่คนไทยอย่างเราควรรู้ และร่วมรำลึกถึงวิกฤติการณ์ประชาธิปไตยในเมืองไทยครั้งใหญ่ ๆ

ความภูมิใจของคุณลุงท่านนี้มีอยู่ทุกๆวัน เพราะคุณลุงเป็นพลเมืองดี คิดดี ทำดี และเป็นคนของสังคมอย่างแท้จริง

@@@@@@@@@@@@@@@@@

เพราะอะไรจึงสนใจการเมืองภาคประชาชน?

เพราะการเมืองคือตัวกำหนดทุกอย่างในชีวิต รวมถึงความเป็นอยู่ของประชาชน

การเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้รับทราบแนวนโยบายหรือการกระทำหรือไม่กระทำของรัฐบาลนั้น มีผลเกี่ยวเนื่องกับชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเราและประชาชนทั่วไป

การร่วมตรวจสอบความโปร่งใส หรือความซื่อสัตย์สุจริตของรัฐบาล
คือการช่วยดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ให้’งบประมาณถูกนำไปใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด

ไม่ตกหล่นไปในทางมิชอบ (คอรัปชั่น)

การนำเสนอแนวคิดเรื่องนโยบายสาธารณะ ที่มีผลกระทบกับประชาชนตามสิทธิ์ที่พึงมีตามรัฐธรรมนูญ คือการทำตัวเป็นพลเมืองดีประการหนึ่ง

ดังนั้นการเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนจึงน่าจะถือว่าเป็นหน้าที่

การทำหน้าที่พลเมือง จึงมิใช่เรื่องแปลกอะไร หากเรามีเวลาเพียงพอ….และที่สำคัญ…

เรื่องการทำหน้าที่พลเมืองดีน่าจะเป็นหน้าที่แรกของประชาชนที่พึงกระทำให้กับส่วนรวมหรือประเทศชาติ เพราะเดินไปไหนความเป็นประชานคนไทยมันก็ติดตัวเราตั้งแต่เกิดจนตาย….

ลาออกไม่ได้ซะด้วยซีครับ

เกิดก็เป็นคนไทย ตายก็เป็นคนไทย ก็แค่อยากทำหน้าที่คนไทยที่ดี…ก็คงแค่นั้น

@@@@@@@@@@@@@

ช่วยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ วิกฤตการณ์ประชาธิปไตยครั้งใหญ่ๆ (ทั้ง 3 เหตุการณ์)
ที่เกิดขึ้นและประชาชนได้มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย

……………………………………………………………..

วิกฤตการณ์ประชาธิปไตยในเมืองไทย ครั้งใหญ่ ๆ ถ้าจะว่าไปแล้วมันเกิดขึ้นตามวิวัฒนาการของโลก
ประการแรกคือการพัฒนาความรู้เรื่อง “ประชาธิปไตย” ในหมู่ประชาชน

องค์ความรู้เรื่องประชาธิปไตยเริ่มจากสถาบันการศึกษา
เมื่อนิสิต-นักศึกษา ได้เรียนรู้ถึงประชาธิปไตยที่แท้จริงจากรั้วสถาบัน
และมีแนวร่วมจากประชาชนจนมีเหตุการณ์ให้ต้องรวมตัว…

พลังประชาธิปไตยจึงส่งผลออกมา…

ประการที่สองเป็นผลจากความขัดแย้งของทฤษฎีการเมืองของโลก อย่างที่เราเรียกว่า “ค่ายประชาธิปไตย” กับ “ค่ายสังคมนิยม” อาจกล่าวได้ว่าสถานการณ์โลกเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตการณ์ประชาธิปไตยในไทย

หรือเหตุการณ์ในเมืองไทยเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติการณ์ “สงครามเย็น” ที่มีอยู่ทั่วโลกในขณะนั้น

เหตุการณ์ใหญ่ๆที่เรียกว่าวิกฤตการณ์ เราพอจะกล่าวถึง พลังประชาชนได้ 3 ครั้งคือ

14 ตุลา 16
6 ตุลา 19
พฤษภาทมิฬ 35

@@@@@@@@@@@@@

14 ตุลา 16

สาเหตุที่เกิด ก็ทราบกันแล้วว่าเกิดจากการปฏิวัติตัวเองของรัฐบาลเผด็จการทหาร
ก่อนหน้านั้นพลังทางฝั่งประชาชนเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมีมาโดยตลอด

และคำมั่นสัญญาหลังสุดรัฐบาลเผด็จการบอกว่าจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จและประกาศใช้

ประเทศไทยไม่มีรัฐธรรมนูญมาถึง 11 ปี จึงประกาศใช้

พอประกาศใช้เพียงไม่กี่ปี รัฐบาลเผด็จการถนอมการปฏิวัติอีกครั้ง ทำให้ประชาชนผู้เฝ้ารอคอยรัฐธรรมนูญมิอาจทนต่อไปได้

เราเกิด วีระชนประชาธิปไตย 3 คน ที่ขอจารึกชื่อเผด็จการถนอมลงบนหนังหมา แน่นอนเขาสามคนถูกจับกุมคุมขัง

มีการลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากนิสิต-นักศึกษา อาจารย์ ประชาชน
และเมื่อนำคำเรียกร้องรัฐธรรมนูญนั้นไปแจกจ่ายที่ประตูน้ำและอนุสาวรีย์ทหารอาสา

พวกเขาเหล่านั้นถูกจับกุม กลายเป็น 13 ผู้ต้องหากบฎในราชอาณาจักร

การประท้วงให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาเรียกร้องรัฐธรรมนูญจึงเกิดขึ้น

สรุปเหตุการณ์นั้น จากวันเริ่มประท้วงใช้เวลาเพียง 10 วัน
แต่เหตุการณ์ได้พัฒนาตัวเองไปสู่การปราบปรามประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด

เป็นประวัติศาตร์ประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่

เป็นชัยชนะของประชาชนครั้งแรกต่อผู้มีอำนาจในเมืองไทย

@@@@@@@@@@@@@@@@

6 ตุลา 19

ผลพวงจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เราได้รัฐบาลพระราชทาน เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จมีการเลือกตั้ง

บรรยากาศประชาธิปไตยเป็นไปอย่างกว้างขวาง เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง “ประชาธิไตย” ไปทั่วประเทศ

แต่ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ยังคงอยู่ ( ฝ่ายประชาชน-ฝ่ายผู้สูญเสียอำนาจ)

แต่การเมืองในสภาหรือการเมืองระบบตัวแทน ไม่สามารถขจัดความขัดแย้งของผู้คนในสังคมได้

เมื่อเหตุการณ์สุกงอม การ..เอาคืน…จึงเกิดขึ้น

มีกระบวนการจัดตั้ง กลุ่มขวาจัด ซ้ายจัด ประจัญหน้ากันอย่างน่ากลัว

แล้วผลสรุปจากการปลุกปั่นยุยงของกลุ่มจัดตั้งต่าง ๆ
มันก็นำไปสู่การล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนอย่างโหดเหี้ยม ทารุณ ผิดวิสัยคนไทย
ที่มีความเอื้ออาทรต่อกัน

เป็นโศกนาฎกรรมที่ไม่อาจหาเหตุการณ์ใดมาเปรียบเทียบ

แน่นอนเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ความพ่ายแพ้ตกแก่ประชาชน ฝ่ายชนะในยุทธการคือฝ่ายผู้มีกำลังและอาวุธ

แต่การยุทธ์ครั้งนั้นจะว่าฝ่ายใดชนะ คงพูดยาก

เพราะฝ่ายประชาชนสูญเสียที่ยืนในสังคม ถูกขับไล่ออกไป
จึงจำเป็นอยู่ดีที่ต้องออกแสวงหาที่อยู่ใหม่…
นั่นคือป่าเขาลำเนาไพรซึ่งอำนาจรัฐอ่อนแอและไปถึงได้ยาก

การต่อสู้ทางอาวุธกลับรุนแรงขึ้น กว่าจะจบยุทธการ “ไทยฆ่าไทย” ของทั้งสองฝ่าย ก็ใช้เวลาล่วงเลยสูญเปล่ากว่า 7 ปี

@@@@@@@@@@@@@@@

ลุงแคนเคยมีนาทีเสี่ยงตายมั๊ย

…14 ตุลา 16…

วันนั้นเราอยู่สนามหลวงเป็นกลุ่มสุดท้าย หลังจากถูกบีบให้ถอยร่นมาจากถนนราชดำเนิน

พวกเรามีกัน 6-7 คนอยู่ด้านสนามหลวง คอยขว้างก้อนหินใส่พวกทหารที่มาตั้งแถวเตรียมยิงอยู่อีกด้านหนึ่งของฟากคลอง หน้ากรมสรรพากร

เห็นเหตุการณ์ตอนมือปืนชุดเขียวยิงปืนลงมาจากตึกกรมสรรพากรใส่ทหารที่มาปราบปรามนิสิต นักศึกษาและประชาชน

ซักพักกลุ่มทหารด้านล่างก็กรูกันขึ้นไปบนตึกกรมสรรพากร

เสียงปืนดังรัวขึ้นหลายชุด ยิงใส่กันในตึกนั้น กลุ่มทหารที่ขึ้นไปนั้นลงมาประจำการด้านล่าง

มีรายงานภายหลังว่าเป็นทหารอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมาจากหน่วยอื่น มาสร้างสถานการณ์

สมัยก่อนนั้น ระหว่างสนามหลวงกับกรมสรรพากรมีคลองหลอดคั่นกลาง หากจะขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้าฯ ต้องข้ามสะพานผ่านพิภพลีลามาก่อน ค่อยเลี้ยวขวาผ่านสนามหลวงขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้า

ไม่ใช่ถนนถมคลองทั้งหมดเช่นปัจจุบัน

พวกเราขว้างก้อนหิน ขว้างกระป๋องต่อสู้อยู่จนเหนื่อยอ่อน ยันกันอยู่ตรงนั้นหลายชั่วโมง

รถถังจังก้าอยู่หน้าตึกกรมประชาสัมพันธ์ และยังไม่ข้าสะพานผ่านพิภพลีลามาไล่

ฝ่ายทหารก็ไม่ได้ยิงจริงจัง เวลายิงมาก็โดนกิ่งมะขามสนามหลวง เสียงกระสุนโดนกิ่งมะขาม..กราว ๆ…สังเกตการเล็งปืนของทหาร มักจะยิงแบบขู่ ๆ ไม่ได้เจาะจงเล็งมาที่ประชาชน

พอเราเหนื่อยก็มานั่งพักตรงลังผลไม้ที่แม่ค้าสนามหลวงทิ้งไว้

ช่วงนั้นพอดีมีเด็กอีกคนหนึ่ง ( ที่ลุงอุ้มในภาพ ) เข้ามายืนใกล้ ๆ

เราลุกให้เด็กนั่ง เราเป็นฝ่ายยืน

เราคุยกันนิดหน่อย ถามว่าทำไมไม่กลับบ้าน….เค้าบอก “ไม่มีรถเมล”

เราบอกว่า..เออ..เดี๋ยวกลับด้วยกัน ไปทางสะพานพระปิ่นเกล้าฯ น่าจะมีรถ

พอพูดจบ เด็กคนนั้นก็ร่วงผล็อยลงจากลังผลไม้ นึกว่าเด็กเป็นลม….

แต่…ที่ไหนได้…โดนกระสุนเจาะเข้าลำตอ เราเลยอุ้มไปส่งพวกพยาบาล ซึ่งตั้งหน่วยอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ทหารอาสา เชิงสะพานพระปิ่น

มีพวกเรามาช่วยอุ้ม 2-3 คน….

โชคดีของเรา กลายเป็นโชคร้ายของเด็กน้อยคนนั้น…

ถ้าเค้ามีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ น่าจะอายุราว 45-46 ปี

ภาพนี้น่าจะเป็น แปลก เข็มพิลา ถ่ายไว้….เห็นในโปสเตอร์ 14 ตุลา วางขายอยู่บ้าง

ผมเพิ่งไปเจอเลยซื้อมาเก็บไว้ 1 ใบ…

—————————————

กิจกรรมยามว่างและวิธีดูแลชีวิตตัวเอง

ผมใช้เวลาล่าวพูดคุยกับเพื่อน ๆ และเล่นคอมพิวเตอร์ วิธีตัวเองก็ดูมาจากข้างใน โดยทำจิตใจให้สดใสอยู่เสมอ

คิดดี ทำดี ผมชอบค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องที่น่าสนใจ และใช้ชีวิตอย่างมีสคิ

ที่สำคัญก็คือ “ไม่ประมาท”…

@@@@@@@@@

หมายเหตุ ยังขาด “พฤษภาทมิฬ 35″ จะนำมาอัพเดทในภายหลัง

ใครมีประสบการณ์นำมาแบ่งปันในบล็อคนี้ได้เลยครับ….

“วันนั้น…วันนี้คุณอยู่ไหน”….เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เคยขอให้ร่วมบันทุกประวัติศาสตร์แบบชาวบ้าน

อยากได้จังเล่มนี้ ใครมีบ้าง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ผมรักรถไฟ…แต่อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เพราะ ม.44 ไปได้ทุกเรื่อง

01
อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด

ผมรักรถไฟและใช้บริการบ่อยๆ เพราะขึ้นต้นทางอุบลฯตอนเย็นๆ นอนมาในรถด่วนถึงกทม.เช้า ไม่เสียงาน

ไม่ก็นั่งมารถไฟ “ด่วนพิเศษสปริ้นเตอร์” ออกบ่ายสามโมง ถึ่งกทม.สี่ทุ่มครึ่ง

ค่าโดยสาร ประมาณ 700 บาท พอรับได้

ถ้าจองบินโลว์คอสล่วงหน้า ค่าเดินทางก็ประมาณนี้…ถ้ามีงานด่วนจำเป็นก็ใช้ได้อยู่

แต่ถ้ารถไฟความเร็วสูง ผ่านโคราช ไปหนองคาย ไม่ไปอุบลบ้านผม…ผมขอแค่”รถไฟรางคู่” ไม่ต้องจอดรอสับหลีกก็ชื่นใจแล้ว

ค่าเดินทาง น่าจะเกิน 2,000 บาท ถ้าราคาขึึ้นไปขนาดนั้น ผมบินโลว์คอสสบายกว่า เร็วกว่า ถูกกว่า


ผมโชคดี ที่ไม่ต้องใช้บริการนี้ ….ดีไปอย่างไม่ต้องเลือกมาก…แต่ผมสังเกตชาวบ้านนั่งมาในรถไฟ ส่วนใหญ่รายได้ปานกลางเต็มทุกเที่ยว

ผมเชื่อว่า เงินลงทุน “5 แสนล้านบาท” เท่ากับ 1 ใน 4 ของบประมาณแผ่นดิน และต้อง “กู้ทุกบาททุกสตางค์”

ดูทรงแล้วค่าโดยสารแพงระยิบ…”น่าจะไปไม่รอด” กับค่าบริการที่อาจแพงกว่า “เครื่องบินโลว์คอส”


ดีอีกอย่าง….ผมใกล้จะเข้า “หลักกิโลเมตรที่ 70″ คงไปได้อีกไม่กี่กิโลเมตร

เลยไม่ต้องมาร่วมรับผิดชอบ “อภิมหาโปรเจค” ของรัฐบาลลุงตู่นานเกินไป

แต่เชื่อว่าคนไทยที่อยู่ในวัยทำงาน และรุ่นลูกหลานจะต้องแบกภาระหนี้อันหนักอึ้งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

เพราะเชื่อว่า คำนวณต้นทุนค่าโดยสารคงแพงกว่า “เครื่องบินโลว์คอส” มากมาย

ถ้ามีเงิน ผู้คนไปขึ้นเครื่องบินราคาถูกดีกว่า ชั่วโมงเดียวก็ถึงแล้ว

ไม่ต้องแกร่ว 4-5 ชั่วโมงกับรถไฟความเร็วสูง

ส่วน ชาวบ้านรายได้น้อยที่ยังใช้ “รถไฟฟรี” ยังจะมีอยู่อีกหรือไม่

ไม่มีใครรู้…

แคน ไทเมือง
Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ชาวนา กับ ลุงตู่ ดูดู๊ดู…ลุงตู่ได้ใจเต็มๆ

4

นโยบายเกี่ยวกับชาวนาของลุงตู่ กับยิ่งลักษณ์ และอภิสิทธิ์ แตกต่างกันมาก

“อภิสิทธิ์” คิดส่วนต่าง จากราคาเป้าหมายกับราคาขายเท่าไหร่ รัฐจ่ายให้เท่านั้น เพียงชาวนาลงทะเบียนทำนา ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้เพราะไม่มีการตรวจสอบ

“ชาวนาหลอกรัฐบาล” ก็ได้เงิน

“ยิ่งลักษณ์” ให้นโยบาย “จำนำข้าว” ชาวนาที่ได้เงิน เฉพาะชาวนาที่ “ขายข้าว” เข้าโครงการรับจำนำ

ใครทำพออยู่พอกินและไม่ขายข้าวไม่ได้เงินจากรัฐบาล แต่ผิดพลาดที่โกงกันสะบั้นหั่นแหลก

“ลุงตู่” ให้นโยบายสนับสนุนต้นทุนการผลิต ค่าไถ ค่าหว่านดำ ค่าปุ๋ย ฯลฯ รวมๆให้เลยใครทำนาสนับสนุน “ไร่ละ 800 บาท”

ถ้านาถูกน้ำท่วม “รับ 2 เด้ง” คือ ไร่ละ 800 บวกชดเชยน้ำท่วม ไร่ละ 1,113 บาท

ชาวนาจะหลอกไม่ได้ เพราะต้องนำ เอกสารสิทธิ์ที่นา ลงพิกัด “GPS” ตรวจสอบเข้มข้น กำนันผู้ใหญ่บ้านรับรอง จึงจะเข้าโครงการลงทะเบียนชาวนาได้

10
จะว่าไป…ปีที่แล้ว นาผมโดนน้ำท่วม รัฐช่วยเหลือตอน “ข้าวเขียว” 10 ไร่…เด้งแรก

พอน้ำท่วมไม่ได้ข้าว รัฐบาลช่วยเหลืออีก รวมแล้ว ปีที่แล้วผมรับเงินจากรัฐบาลลุงตู่เกือบ 20,000 บาท เข้าธนาคารตรงตัว ไม่ผ่านใคร

เป็นทุนทำนาปีนี้ไงครับ….ถ้ามีการลงทะเบียนอีกในปีนี้ ผมก็สบาย 2 เด้ง คือปีนี้ใช้เงินอุดหนุนปีที่แล้ว

ถ้าเสียหายก็ได้คืนอีก…ชาวนามีทุนต่อเนื่อง ไม่ต้องกลัวขาดทุนและต้องไม่ลงทุนทำนาเกินกว่าที่รัฐบาลสนับสนุน มีทุนต่อไม่รู้จบ

ชาวนาค้นพบว่า ใน 3 นโยบาย ของอภิสิทธิ์ – ยิ่งลักษณ์และรัฐบาลลุงตู่…

เวลานี้เทียบกันไร่ต่อไร่ “ลุงตู่กินขาด”

000000

ความสุขของชาวนา คือเดินดูข้าวกล้าเจริญงอกงาม

ทำนาเอง สีข้าวกินเอง ผัก ปลาค่อยหาไปตามสภาพ…ทำอยู่ทำกิน เหลือก็ขายหรือแจกแบ่งปัน..ทำบุญให้วัด

วันนี้ลงนาจนเย็นค่ำ  วางแผนขุดบ่อเลี้ยงปลาเพิ่มหลายจุด


ลูกน้องต้องโทรตามมากินข้าวเย็น เพราะเดินมืดๆ งูเงี้ยวเขี้ยวขอมันเยอะ…


ลงนาแล้วเหมือนได้ปลดปล่อยตัวเอง…แค่เดินรอบนาก็สุขล้ำ แม้ต้องหยุดพักหลายจุด คิดว่าจะให้ลูกน้องทำจุดนั่งพัก ซัก 4-5 จุด ที่ดิน 60 ไร่ แค่เดินรอบนาก็หอบแล้ว…ไม่เหมือนสมัยมาซื้อนาตอนหนุ่มๆ


ชีวิตก็เท่านี้…อะไรที่ทำแล้วสุขใจก็ทำเถิดหากไม่เป็นการรบกวนตัวเองและผู้อื่น


ก่อนลงนาเพื่อนบ้านมาเจรจาขอแบ่งซื้อนา..ซัก 8 ไร่ ให้ราคาไร่ละ 1 แสน


ลุงแคนไม่ได้ยิน…เงินซื้อความภูมิใจ ความสุขใจบ่ได้ดอก


แคน ไทเมือง

56

7

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สื่อออกอาการ “รูปใครกับไปป์ บอมบ์”….ตรวจสอบข่าว 4 นสพ.ในเมืองไทย “ไผเป็นไผ” เห็นได้ชัดเจน

หมายเหตุแคนไท….

สื่อไทยนำเสนอข่าวสำคัญแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญ

แนวหน้า…ลงเรื่องราวเกี่ยวเนื่อง “นายทักษิณ ชินวัตร”

ไทยรัฐ…..ไม่เอ่ยถึงใคร

เดลินิวส์ …ไม่เอ่ยถึง “นายทักษิณ ชินวัตร แต่มีภาพปรากฏให้เห็น

ไทยโพสต์….ลงข่าวเกี่ยวเนื่องภาพนายทักษิณ ชินวัตร

ใครเป็นใครในสือไทยคงชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ (ที่จริง….เขารู้กันมานานแล้ว สื่อใดถือหางใคร์)

แคน ไทเมือง

ไทยรัฐระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ ชายวัย 62 รับไม่ชอบทหาร

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มิ.ย. 2560 14:17

ทหารรวบแล้ว ชายวัย 62 ปี อดีตพนักงานการไฟฟ้าฯ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดในรพ.พระมงกุฎเกล้าฯ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.60 ตรวจเจอวัตถุระเบิด และอุปกรณ์ในบ้านย่านบางเขน แม่ทัพภาค 1 รุดตรวจเอง คุมตัวสอบเครียด…

เวลา 13.40 น. วันที่ 15 มิ.ย. มีรายงานว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าควบคุมตัวชายวัย 62 ปี อดีตพนักงานการไฟฟ้าฯ ภายหลังเข้าค้นบ้านย่านบางเขน พบหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับลอบวางระเบิด รพ.พระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 22 พ.ค.60 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค 1 ได้ลงพื้นที่ไปตรวจหลักฐานที่พบ เป็นวงจรระเบิด พร้อมอุปกรณ์บางอย่าง โดยได้ควบคุมตัวชายดังกล่าวไปสอบสวนใน มทบ.11 ส่วนคนในบ้านแยกไปสอบสวน ในอีกค่ายหนึ่ง

เบื้องต้น ชายวัย 62 ปี ยอมรับว่าไม่ชอบทหาร ไม่ชอบรัฐบาล แต่คาดว่าไม่ได้ทำคนเดียว โดยอาจมีทหารบางกลุ่มร่วมด้วย

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้เข้าไปลงชื่อ ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลังจากนั้นได้ออกจากที่ประชุม โดยไม่ร่วมเข้าประชุมสนช.ในช่วงเช้า และเพิ่งกลับไปเข้าร่วมการประชุมในช่วงบ่าย โดยมีกระแสข่าวว่า พลโทอภิรัชต์ได้เดินทางไปร่วมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รวมถึงสอบปากคำผู้ต้องสงสัยด้วยตัวเอง.

ข่าวไทยรัฐออนไลน์

00000
2(98)

ค้นบ้านต้องสงสัยบึ้มรพ. ทหารหิ้วตัวสอบในค่ายทันที

ตำรวจ-ทหารสนธิกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักชายต้องสงสัยเอี่ืยวบึ้ม รพ.พระมงกุฎฯ ย่านบางเขน เผยอยู่ห่างจากโรงพักไม่มาก คุมตัวคนในบ้านไปสอบสวนในค่ายทหารทันทีพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน 2560 เวลา 16.05 น.

จากกรณีเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ ร่วมกันตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง ย่านบางเขน กรุงเทพฯ หลังพบว่าบุคคลภายในบ้านหลังดังกล่าวเกี่ยข้องกับเหตุระเบิดที่ รพ.พระมงกุฎฯ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง โดยทาง สน.บางเขนไม่ได้เข้าไปตรวจที่เกิดเหตุ เพราะเป็นการลงพื้นที่ปฏิบัติการเข้าตรวจค้นจับกุมป้องกันความลับรั่วไหล ทำได้เพียงรักษาพื้นที่บริเวณโดยรอบเท่านั้น โดยชุดจับกุมได้เดินทางออกจากจุดเกิดเหตุประมาณ 13.00 น.พร้อมบุคคลในบ้านดังกล่าว ทั้งนี้บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้าน 2 ชั้นเนื้อที่ 150 ตารางวา รั้วรอบขอบชิด ภายในบ้านมีรถจอด 4 คัน คาดว่าทางชุดจับกุมจะพาตัวผู้ต้องสงสัยและบุคคลในบ้านไปสอบปากคำในค่ายทหาร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว.

เดลินิวส์

00000

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน มีความคืบหน้าในคดีลอบวางระเบิดภายในห้องวงษ์สุวรรณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย โดยเมื่อในช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้สนธิกำลังเข้าควบคุมตัวนายวัฒนา ภุมเรศ ชายอายุ 62 ปี อดีตวิศวกรไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งการตรวจค้นบ้านพักในหมู่บ้านรามอินทรา ซอย 3 พบวงจรประกอบระเบิด ตะปูเกลียว เชื้อปะทุหรือดินระเบิด บัตรพนักงาน กฟผ.พร้อมสายคล้องคอ รวมถึงนาฬิกาแบบแขวนที่เป็นรูปนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่จึงเก็บเอาไว้เป็นหลักฐานเพื่อตรวจสอบต่อไป

ไทยโพสต์

00000

ล่า”ไอ้โม่ง”บงการระเบิด! ทหารไม่เชื่อมือบึ้มฉายเดี่ยว-แฉโปรกลุ่มเสื้อแดง

แนวหน้า

จับอดีต“วิศวกร”เสื้อแดงบึ้มรพ.พระมงกุฎเกล้า ทหารลุยค้นบ้านถึงกับผงะ เจอระเบิดแสวงเครื่องพร้อมใช้งานซุกกระถางต้นไม้ พร้อม “ไปป์บอมบ์” 4 ลูก ไอซีไทม์เมอร์-แผงวงจรอีกเพียบ แถมยังพบนาฬิการูป “ทักษิณ” อยู่กลางบ้าน เจ้าตัวเปิดปากสารภาพ อ้างเกลียดทหาร-ไม่ชอบรัฐบาลเลยลงมือ ด้านทหารไม่เชื่อลงมือคนเดียว มั่นใจทำเป็นขบวนการใหญ่ เร่งล่าไอ้โม่งจอมบงการ เตรียมตั้งข้อหาหนัก “ก่อการร้าย”

คล้อยหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รวมถึงนายทหารระดับสูง ออกมาประสานเสียงว่ารู้ตัวคนร้ายที่ก่อเหตุลอบวางระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้ไม่นาน ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ก็ได้มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยที่คาดว่าจะเป็นคนร้ายที่ก่อเหตุเอาไว้ได้แล้ว ซึ่งจากการตรวจค้นบ้านพักพบหลักฐานจำนวนมาก โดยเฉพาะ “ไปป์บอมบ์” ถึง 4 ลูก

จับมือบึ้มรพ.พระมงกุฎฯ

โดยเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 มิถุนายน มีรายงานข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้สนธิกำลังเข้าควบคุมตัวชายอายุ 62 ปี ทราบชื่อต่อมา คือ นายวัฒนา (ขอสงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นอดีตพนักงานหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งตำแหน่งวิศวกรไฟฟ้า คาดว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวมาทำการสอบสวน

พบรูปพรรณตรงวงจรปิด“รพ.”

ทั้งนี้สืบเนื่องจากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในวันเกิดเหตุ พบบุคคลต้องสงสัยเดินผ่านเข้ามาทางประตูทางเข้าของโรงพยาบาล มุ่งหน้ามาที่ห้องวงษ์สุวรรณ มีลักษณะผอมสูง 160-165 ซ.ม. ผมยาวประบ่า สวมเสื้อยืดคอปกสีดำ กางเกงขายาวสีดำ และรองเท้าแตะ ที่มือซ้ายถือถุงหิ้วคล้ายถุงผ้าสีขาว มีสิ่งของโผล่ออกมาลักษณะคล้ายดอกไม้ใส่แจกัน เดินตรงเข้ามาแล้วเลี้ยวเข้าไปในห้องวงษ์สุวรรณ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก่อนเดินออกมา โดยไม่ถือสิ่งของดังกล่าวออกมาด้วย ซึ่งลักษณะใกล้เคียงกับนายวัฒนา

ผงะ!ค้นบ้านเจอบึ้มแสวงเครื่อง

จากนั้นชุดสืบสวนของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ได้ตามแกะรอย กระทั่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจค้นภายในบ้านหลังหนึ่ง บนถนนรามอินทรา ย่านบางเขน เมื่อคืนวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา พบนายวัฒนา พร้อมครอบครัว ซึ่งเมื่อตรวจสอบในบ้านพบระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบแล้วสมบูรณ์ 1 ชุด ใส่ในกระถางต้นไม้

ไปป์บอมบ์อีก4-ไอซีไทม์เมอร์

นอกจากนี้พบวัตถุประกอบระเบิดจำนวนหลายรายการ พร้อมกันนี้ยังได้พบไปป์บอมบ์ จำนวน 4 ลูก พร้อมกับท่อพีวีซี และตะปูเกลียว ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบระเบิด แผงวงจรระเบิดที่ประกอบแล้วติดตั้งไอซีไทม์เมอร์สมบูรณ์ 4 ชุด ดินเทาที่เป็นเชื้อปะทุ 2 กระป๋อง ซึ่งจากการตรวจสอบวัตถุพยานเบื้องต้น เช่น ไอซีไทม์เมอร์ตรงกับวัตถุพยานที่เก็บได้จากเหตุระเบิดที่หน้ากองสลากแห่งเก่า หน้าโรงละครแห่งชาติ และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายวัฒนา มาสอบสวนที่กองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ 11 (พัน.ร.มทบ.11) โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความเครียด ส่วนคนในบ้านแยกไปสอบสวนในค่ายทหารอีกค่ายหนึ่ง

พบนาฬิกาภาพ“แม้ว”-ชอบเสื้อแดง

จากการตรวจค้นในบ้านพักของนายวัฒนา ย่านบางเขน นอกจากเจ้าหน้าที่จะพบอุปกรณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับการทำระเบิดแล้ว ยังพบสายห้อยคอป้ายชื่อ พร้อมบัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง และนาฬิกาแบบแขวนเป็นรูปนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน อย่างไรก็ตามเบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะเป็นความชื่นชอบส่วนตัว นอกจากนี้จากการสอบชาวบ้านที่อยู่ในละแวกเดียวกัน หลายคนต่างยืนยันว่าปกติ นายวัฒนา เป็นคนนิสัยดีเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนบ้าน แต่จะชื่นชอบเรื่องของการเมืองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มเสื้อแดง เวลาเช้าๆมักจะเปิดวิทยุฟังข่าวเกี่ยวกับเรื่องการเมืองเสียงดัง และยังชอบใส่เสื้อสีแดงทุกวัน

หาหลักฐานโยงบึ้มกรุง3จุด

วันเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังได้ตรวจค้นคอนโดมิเนียมอีก 2 จุด ย่านบางกรวย จ.นนทบุรี เพื่อรวบรวมหลักฐานต่างๆ ซึ่งเป็นวัตถุประกอบระเบิดที่พบไปตรวจสอบอีกครั้งว่าเป็นชนิดเดียวกับเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า บริเวณด้านหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถ.ราชดำเนิน (กองสลากเก่า) และบริเวณด้านหน้าโรงละครแห่งชาติหรือไม่

รับไม่ชอบทหาร-เกลียดรัฐบาล

รายงานข่าว แจ้งว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นนายวัฒนา ยอมรับว่า ไม่ชอบทหาร ไม่ชอบรัฐบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่านายวัฒนา ไม่น่าจะลงมือก่อเหตุเพียงคนเดียว น่าจะมีการวางแผนลงมือเป็นขบวนการ

ทหารบุกถก‘ศรีวราห์’ออกหมายจับ

ต่อมาเวลา 14.30 น.วันที่ 15 มิ.ย.60 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าฝ่ายกฎหมายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) , พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย คสช. ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ที่สำนักงานชั้น 7 อาคาร 1 ตร. โดยคาดว่าเป็นการเข้ามาหารือเกี่ยวกับการขออนุมัติหมายจับ กรณีที่มีการจับกุมนายวัฒนา

เล็งแจ้งข้อหาหนัก‘ก่อการร้าย’

จากนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับ พล.ต.วิจารณ์ เพียงสั้นๆว่า คดีลอบวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า มีความคืบหน้าที่น่าพอใจ ไม่ขอตอบเรื่องการควบคุมตัวใคร เรื่องนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งงดสัมภาษณ์ ให้สัมภาษณ์ ผบ.ตร.คนเดียวเท่านั้น ยืนยันว่าคืบหน้าแน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังให้สัมภาษณ์ พล.ต.อ.ศรีวราห์ พร้อมด้วยฝ่ายกฎหมาย คสช.เดินทางไปสอบสวนนายวัฒนา ที่กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ ย่านเกียกกาย เขตดุสิต กทม. โดยเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาฐานครอบครองวัตถุระเบิด , ผลิตวัตถุระเบิด และหากพยานหลักฐานชัดเจนก็จะแจ้งข้อหาฐานก่อการร้ายด้วย ตามขั้นตอนกฎหมาย

บิ๊กป้อมยันผู้ต้องหารับก่อเหตุจริง

ส่วน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ได้รับรายงานการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการลอบวางระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนกระบวนการสอบสวน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ แต่ยังไม่เชื่อมโยงทหารแตงโม เพราะอยู่ระหว่างการขยายผลการจับกุมว่าจะมีใครร่วมวางแผนและก่อเหตุหรือไม่

‘เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบปากคำและขยายผลการจับกุม ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราสามารถจับกลุ่มคนร้ายที่สร้างความวุ่นวายและส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย เขาเองก็ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง’ พล.อ.ประวิตร กล่าว

ล่าต่อไอ้โม่งบงการ-ไม่เชื่อทำคนเดียว

ขณะที่ พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าได้แล้ว หลังจากมีการติดตามแกะรอยมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งจากรายงานการเข้าค้นบ้านพักของอดีตวิศวกรรายนี้ พบพยานวัตถุชนิดเดียวกับที่ใช่ก่อเหตุโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า แต่ไม่เชื่อว่าจะสามารถก่อเหตุเพียงคนเดียว ต้องมีการทำเป็นขบวนการอย่างแน่นอน ขณะนี้เจ้าหน้าที่จะมีการสอบสวนเพื่อขยายผล

“อยากให้สื่อช่วยกันติดตามว่าหากบุคคลรายนี้เป็นผู้ประกอบวัตถุระเบิดจริง ใครเป็นคนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ เพราะกล้าที่จะก่อความรุนแรงกับสถานพยาบาล กับพื้นที่สาธารณะ และมีวัตถุประสงค์ใดถึงทำแบบนี้ เรื่องนี้อยากให้สาวถึงตัวบงการมากกว่าการที่ควบคุมบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้แล้วเท่านั้น” โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว

แนวหน้า

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“สาวขาเลาะ…ลำไย ไหทองคำ” แค่ปรากฏการณ์วูบเดียว แต่เสียหายสายธารวัฒนธรรม”หมอลำอีสาน”

25

คุณครูสาว – ครูหนุ่ม ผู้ทุ่มเทกับการสืบสานหมอลำ ยังมีอีกนับพันนับหมื่นตามโรงเรียน…บุคลากรด้านนี้ เรียนจบปริญญาตรีนาฏศิลป์…ไม่อายใคร
อย่าตกใจกับกระแส “โคเยลตี้” ที่แอบแฝงเอาศิลปะดั้งเดิมมาห่อหุ้มเรือนกายขายแลกเงิน

26

ดูเหมือนสังคมไทยค่อนข้างตกใจกับกระแส “สาวขาเลาะ” ลำไย ไหทองคำ อยู่มาก ถึงขนาดนายกรัฐมนตรีต้องออกปากปรามๆ ให้น้อยๆ หน่อย


แต่ในดีมีเสีย ในเสียมีดี เรื่องปกติของทุกวงการ เพลงหยาบคายในลูกทุ่งมีมาเสมอๆ…ในยุคสังคมลูกทุ่งไทยมีมานานแล้ว…แต่มาวูบเดียวก็หายไป ไม่จีรังยั่งยืน

ถ้าทำอย่างมีศิลปะก็สามารถลดความอุจาดลง ในจุดพอเหมาะพอควร งดงามและสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม

ว่าด้วยศิลปะวัฒนธรรมของชาวอีสาน มีมากว่าพันปี สืบทอดประเพณีอันดีงาม ผสมผสานเข้ากับ “ฮีตสิบสองคองสิบสี่” ที่มีงานของพระศาสนามาเกี่ยวข้อง งานหมอลำก็มีส่วนบันทึก “ฮีตสิบสองคองสิบสี่” ในรูปแบบ “หมอลำ” และกลอนลำ

ด้วยว่าวัฒนธรรมอีสานติดตัวประชาชนมาตั้งแต่โบราณ เนื่องจากแอ่งอารยธรรมอีสานคือ “วัฒนธรรมไทย-ลาวลุ่มแม่น้ำโขง”  อาจเชื่อมโยงมาตั้งแต่สมัยบ้านเชียง หรือยุคชุมชนคนโบราณที่ผาแต้มด้วยซ้ำไป

ปราชญ์ชาวบ้าน ครูเพลง หมอลำ สืบสานตำนานมาตลอดเวลา ไม่มีสูญหาย

แก่นแท้จิตวิญญานอันมีมาแต่โบราณคลี่คลายไปตามสังคมสมัยใหม่มาตลอด ไม่เคยหยุดนิ่ง….เนื้อหาเปลี่ยนไป แต่ท่วงทำนองและจิตวิญญานยังคงอยู่

ว่ากันถึง “ลูกทุ่งหมอลำอีสาน” ในฐานะทำ “ข่าวบันเทิง” มานานปี สัมผัส “ศิลปินอีสานตัวจริง” มามากมาย ทั้งครูเพลง “ลูกทุ่งอีสาน” ชุดบุกเบิกและนักร้องมากมาย….แม้กระแสเพลงลูกทุ่งไทย เดิมจำกัดอยู่ที่ภาคกลางเป็นสำคัญ แล้วก็ส่งออกวัฒนธรรมเพลงลูกทุ่งสู่ทุกภาคทั่วประเทศด้วยวิทยุ

ตั้งแต่ยุค “ครูเบญจมินทร์” ศิลปินคนอีสาน เจ้าของคณะ “รวมดาวกระจาย” สู้กับครูเพลง สุรพล สมบัติเจริญ ปักหลักในเส้นทางลูกทุ่ง มาจนถึงรุ่น “ครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา” “ทิดโส สุดสะแนน” “ดอย อินทนน์” ฯลฯ

สร้างผลงานสายกองทัพลูกทุ่งอีสานมาเนิ่นนาน สายธารวัฒนธรรมไม่เคยขาดดั่งสายสายน้ำไหล

ผมไม่อยากให้ตื่นเต้นมาก กับการแสดงบนเวที ที่มิใช่ “สายเสียง ขับ ร้อง รำ อันสุนทรีย์ ที่ครูเพลงโบราณสืบทอดกันมาตามพื้นถิ่นอีสาน

มีเอกลักษณ์ที่ยังอยู่ ทุกพื้นที่ บนดินแดนที่ราบสูงอันกว้างใหญ่ ข้ามไป สองฝั่งโขงถึงประเทศลาว

ไม่แต่เท้านั้น แทบทุกมหาวิทยาลัยในอีสาน จะเปิดแผนก “นาฏศิลป์” รองรับ มีครูเพลงหมอลำ ในระดับ “ศิลปินแห่งชาติ” ไปถ่ายทอด สร้างลูกศิษย์ลูกหา เต็มบ้านเต็มเมือง

ศิลปะด้านการ ร้องรำทำเพลง ที่มาจากฝีมือคนรุ่นใหม่ “หมอลำปริญญา” แทรกอยู่ทุกอณูของสังคมคนอีสาน รวมไปถึงคุณครูบาอาจารย์ในโรงเรียนทั่วไป

ในสายอาชีพปัจจุบันมี “เพชรเม็ดงาม” มาประดับวงการเพลงชื่อ “ครูสลา คุณวุฒิ” ที่ผลิตนักร้องแนว “ลูกทุ่งอีสาน” ครองตลาดในวันนี้ ยากที่จะหาค่ายเพลงไหนมาสู้ได้…เป็นที่ประจักษ์

ถือเป็น “บุคลากรอันทรงคุณค่า” ของสายธารวัฒนธรรม “หมอลำอีสาน” ได้อย่างน่าชื่นชม
เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำทัพศิลปินลูกทุ่งอีสานสืบสานครูเพลงรุ่นเก่า อย่างทรนงองอาจ

0000

ว่าด้วย “หมอลำ”

พลวัฒน์ของวัฒนธรรมอีสาน พลิกผันมาเป็น “ลูกทุ่งอีสาน” ดาว บ้านดอน – ครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา หรือฉีกแนวมาเป็น “เพื่อชีวิต” ผ่านศึกมามากมาย

เวลานี้แตกไลน์ไปสู่สายสากลที่ได้รับการตอบรับจากต่างชาติมากมาย

ของแท้เท่านั้นจึงจะอยู่ยั้งยืนยง

กระแสดาวเต้นโคเยลตี้ลำไย อาจแรงกว่าสมัย “ลำซิ่ง” เพราะสื่อเข้าถึงแม้บนรถเมล์จนถึงบนเตียงนอน

แต่ไม่น่าห่วง มรดกอีสานปักหลักเข้มแข็งมากในสังคมไทย เพราะหมอลำรวมทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ผ้าไทยอีสาน ท่ารำ เสียงร้อง ทำนอง ฯลฯ

จำได้ว่าในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น “หมอลำ” แรงขนาดมีพระบรมราชโองการ “ห้ามละเล่นหมอลำกลางพระนคร”

ศิลปะอีสานฉีกแนวรับใช้สังคมได้ทั้งแบบสร้างสรรค์หรือแบบบำเรอกามหยาบคายมาก่อนนานแล้ว แต่ไม่มั่นคงยั่งยืน

มันเป็นเรื่องปกติของทุกสังคม ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

สิ่งดีจะได้รับการสืบทอด สิ่งไม่ดีก็จะมาเป็นพักๆแล้วจะหายไป

เมื่อคืนเข้าไปกดดู “ไมค์ทองคำฝังเพชร” ครูสลา คุณวุฒิ, แม่บานเย็น รากแก่น,  ครูอิ้ดโปงลางสะออน…พยายามสร้าง “กองทัพวัฒนธรรมหมอลำอีสาน” ได้รับการตอบรับดีมาก

กองทัพมรดกอีสานรุ่นใหม่และต้นแบบหมอลำมากันหลายแสน รอเวลานำเสนอสู่สายตาคนทั้งโลก

มีศิลปินที่นำวัฒนธรรม “หมอลำ” ที่มีหลากหลาย คลี่คลายไปตามยุคตามสมัย กลายเป็นเพลงลูกทุ่ง กลายเป็นเพลงเพื่อชีวิต กลายเป็นเร็กเก้ และแนวร่วมสมัยที่ได้รับการตอบรับทั้งในไทยและต่างประเทศ

พัฒนาการก็มีอยู่ตลอดเวลา…คุณค่าที่สูงส่งจะยืนยงคงอยู่

แต่ใครนำ “ศิลปะ” มาใช้ในทางหยาบโลน ก็จะไปได้ไม่นาน

ถ้า “ลำไย ไหทองทำ” ไปรายการ “ไมค์ทองคำฝังเพชร” นี้คคงไม่ผ่านตั้งแต่การแต่งกาย…และเชื่อว่ารายการระดับ”ฝังเพชร” คง “ไม่ตื่น ไหทอง”


การขายเรือนร่างหน้าตา…ไม่สามารถลบ “ศิลปินตัวจริง” ลงไปได้


อย่างมากก็เป็นได้แค่ “หมอลำซิ่งกกขาขาว” หรือ โคเยลตี้ แหวกแข้งขาโชว์ลีลาลามก สนอง  ”ขาหื่น” ไปวัน ๆ


เงินทองที่ได้ คงพอทำให้เธอพ้นความยากจนไปได้บ้าง…แต่คงไม่สามารถสร้าง “เพลงให้เป็น “ตำนาน” ขึ้นมาได้


เมื่อเรือนร่างเสื่อมถอย เพลงพวกนี้ก็จะถูกกลบหายไป ตามคลื่นเพลงใหม่ๆ รุ่นหลังมากลบจนได้


การระดมปลูกฝัง “กองทัพนักร้องหมอลำอีสาน”…ขออย่าหยุดนะครับ…

ผมยังจำครูสลาทักทายเมื่อหลายปีก่อน…”พี่พาผมเข้าวงการ”

นึกอยู่นาน…อ๋อ…เพลง “สาวชาวหอ” ที่ให้รุ่งเพชร แหลมสิงห์ นำมาให้ผมโปรโมทและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

ตอนหลังครูสลา นำไปร้องใหม่…คุณภาพคับแก้ว เปิดชมได้ในยูทูป

ผมไม่ค่อยเชียร์ใครเป็นเรื่องเป็นราวในสายบันเทิง

แต่ในสายหมอลำลูกทุ่งอีสาน ผมต้องเชียร์ให้ใช้ “ความดี กลบความไม่ดี” เพราะมี “สายเลือดคนอีสานเต็มเปี่ยม”

ศิลปินอีสานยุคใหม่ ใช้พัฒนาการคลี่คลายท่วงทำนอง แก่นแท้จิตวิญญานคนอีสานให้เข้ากับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไปให้ได้


เป็นกำลังใจทีมงานและบุคลากรที่มุ่งมั่นสำเสนอ เสน่ห์อีสาน ฝากไว้ให้ลูกหลานสืบต่อ โดยไม่ย่อท้อ


แคน ไทเมือง

หมายเหตุ รายการ “ไมค์ทองคำหมอลำฝังเพชร”

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ชุมชนพอเพียงถึงตลาดข้างทำเนียบแล้ว…ด้วยมือของเกษตรกรรุ่นใหม่ในชมรมคนรักในหลวง

ชุมชนพอเพียงถึงตลาดข้างทำเนียบแล้ว…

มาอยู่นี่แล้วน่ะครับ ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ใครอยู่ใกล้ๆ แวะมาเที่ยวได้ แต่หาที่จอดรถยากกกมาก. อยู่นานเลย 13-24 มิถุนายน

สินค้าที่นำไปแสดงเป็นของวิสาหกิจชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวและการแปรรูปเกษตรอินทรีย์ มี น้ำมัลเบอร์รี่เข้มข้น ,แยมมัลเบอร์รี่ ,สบู่ผสมมัลเบอร์รี่ ,ครีมทาผิวผสมมัลเบอร์รี่ ,คุกกี้ใบหม่อน ,ชาใบมะเดื่อฝรั่ง ,มะม่วงกวน ,หนอนนกอบแห้ง และอื่นๆ โดยการสนับสนุนของบริษัทประชารัฐ อุบลราชธานีและ ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายสุวัฒน์ โคตะสิน ประธานชมรมคนรักในหลวง จ.อุบลราชธานี และมูลนิธิบุคคลพอเพียง

ศราวุธ ตรีอินทร์ทอง
สมาชิกชมรมคนรักในหลวง จ.อุบลราชธานี
ในเครือข่าย ครูมุกดา วงศ์ไพเสริฐ หัวหน้าผู้นำแห่งยุคเพื่อความสุขที่ยั่งยืน จ.อุบลราชธานี

00000

หมายเหตุลุงแคน….

ช่วงนี้ผันตัวเองลงแปลงนา และติดตามทำข่าวของชมรมคนรักในหลวง จ.อุบลราชธานี

ผมเคยแนะนำไปครั้งก่อน เราต้องการเกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรง ก้าวทันเทคโนโลยีการตลาด ในวงกว้าง
โดยเฉพาะ โซเชียลมีเดีย

ไปอุบลเที่ยวนี้ พบเพชรเม็ดงามของแวดวงเกษตรกรรุ่นใหม่ “ศราวุธ ตรีอินทร์ทอง” อดีตวิศวกรคอมพิวเตอร์ สำเร็จการศึกษาจาก ลาดกระบัง

หลังจากทำงานได้ระยะหนึ่ง เห็นว่าอยากเดินตามความฝัน เป็นเกษตรกรยุคใหม่จะได้หรือไม่

“ศราวุธ” ใช้เวลาศึกษาผลผลิตจากอินเตอร์เนตมาระหนึ่ง 3-4 ปี….สุดท้าย มาลงตัวที่ “มะเดื่อฝรั่งกับ มัลเบอรรี่หรือ ต้นหม่อน”

จึงเริ่มลงมือศึกษาจากการตลาดก่อนสาวมาที่การผลิต แนวคิดของคนรุ่นใหม่ “ผลิตอะไร ขายใคร”

หลังจากลงมือสวนจริงจัง ที่ จอุบลราชธานี กับแฟนสาว ซึ่งทำงานที่บ้านเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพียง 18 เดือน ก็เริ่มเห็นผล

ได้เข้าร่วมรับการอบรมแปรรูปผลผลิตกับ ชมรมคนรักในหลวง จังหวัดอุบลราชธานี ทำสินค้าเกษตรอินทรีย์ ขายผ่านเฟซบุ้ค

บริษัทประชารัฐและ ท่าน ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นผลงานและเชื่อมั่น จึงให้การสนับสนุน ให้คำแนะนำต่างๆ

และเมื่อเร็วๆนี้ ศราวุธ ตรีอินทอง ร่วมกับเพื่อนๆในละแวกใกล้บ้าน จัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแปรรูปผลผลิตเกษตรอินทรีย์” อ.วารินชำราบสำเร็จ มีสนามขี่ม้าบำบัด มีสวนเกษตรอินทรีย์มากมาย มีร้านอาหารปลอดสารพิษ มีสวนมะเดื่อฝรั่ง มัลเบอรรี่ รวมไปถึงสละอินโดนีเชียที่กำลังสร้างรายได้ให้เกษตรกรเป็นกอบเป็นกำ มีกลุ่มเลืี้ยงโค เลี้ยงหนอนนก ฯลฯ อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน สามารถเดินทางเยี่ยมชมได้ในวันเดียว โดยมี มหาวิทยาลัยอุบลจัดนักศึกษามาร่วมวิจัยความเป็นไปได้

ในที่สุด บริษัทประชารัฐ ได้คัดเลือกผลงานของ “วิสาหกิจชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการแปรรูปเกษตรอินทรีย์ อ.วารินชำราบเข้าไปแสดงและจำหน่ายที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล
ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 24 มิถุนายน

ใครสนใจจะแวะชม แวะชิมสินค้าอินทรีย์ของเกษตรกรรุ่นใหม่ก็เชิญเลยครับ

แคน ไทเมือง

19059895_771231509718289_6804881000788397791_n19030553_771231536384953_4072678806566796033_n

19113720_771231549718285_7791227772953290064_n

19059752_771231569718283_3944897315168222269_n19030629_771231609718279_6715979805866120393_n

19059499_771248293049944_6909731766701902206_n

เข้าเยี่ยมขอพรและนำเสนอผลผลิตต่อท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ก่อนเดินทางเข้า กทม.

18952608_330492417370541_1717989814948513411_n

18952659_330492630703853_3776758088100174100_n18952973_330492450703871_4581405624161573659_n

19030201_330492557370527_764643815582118906_n19030278_330492520703864_2135447669537042413_n

19105490_330492487370534_4670584743614057501_n

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment