พรรคการเมือง พรรคลุงตู่ VS ภาคประชาชน

555

ครั้งหนึ่ง สนธิ ลิ้มทองกุลและกลุ่มพันธมิตรคิดตั้งพรรคการเมืองใหม่
หลังมีการปฏิวัติ 2549

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่สนับสนุน คัดค้านสุดตัว และทำให้ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด ป้อมปราการทางอินเตอร์เนตที่รวมของคนคัดค้านระบอบทักษิณก็แตกเป็น 2 เสี่ยง

คือหนุนพรรคการเมืองใหม่กับหนุนพรรคประชาธิปัตย์
ส่วนไม่หนุนใครเลยมีส่วนเล็กๆ เท่านั้น

เพราะภาคประชาชนต้องการความเข้มแข็งเป็นพลังอันยิ่งใหญ่นอกสภา

ไม่ใช่เคลื่อนไหวเพื่อที่จะไปทำงานในรัฐสภา

แม้พ่อท่านโพธิรักษ์ก็ไม่สนับสนุนการตั้งพรรคการเมืองใหม่…. แต่ไม่คัดค้าน

“สิ่งไหนเห็นด้วยก็จะไป สิ่งไหนไม่เห็นด้วยก็จะไม่ไป”

นั่นเป็นอมตะวาจา ที่ยังพิสูจน์ได้เมื่อต่อสู้รัฐบาลชาติชั่ว
รวมถึงการเป็นกลุ่มเล็กๆ หลอมรวมเป็น กปปส. ในทีสุด

เมื่อ กปปส. หมดหน้าที่ สมาชิกที่เป็นส่วนร่วมทั้งหลายก็กลับไปทำงานตามทางของตน ๆ เสมอมา

การไม่เห็นด้วย หรือคัดค้าน เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของประชาชนคนหนึ่งหรือหลายคนหรือหลายกลุ่ม

หลังลุงตู่ปฏิวัติ 2557 มีคนเสนอให้ กปปส. ตั้งพรรคการเมือง

ผมก็ไม่เห็นด้วยที่จะนำเอาองค์กรที่เป็นศูนย์รวมใจประชาชน ไปทำการเมืองระบอบรัฐสภา

เพราะการเมืองภาคประชาชนเอาผลประโยชน์ชาติมาก่อน

ภาคประชาชนยิ่งใหญ่กว่าพรรคการเมืองใด ๆ สามารถระดมพลได้นับแสนนับล้านออกมาร่วมมือกัน
ในขณะที่พรรคการเมืองทำไม่ได้

เราเรียกว่า “เสียความบริสุทธิ์ทางการเมือง”


พรรคการเมือง เอาผลประโยชน์พรรคและนักการเมืองมาก่อน

ภาคประชาชนจึงควรเป็นพลังบริสุทธิ์ตลอดไป

แต่ภาคประชาชนจะสนับสนุนพรรคการเมืองบ้าง เป็นส่วนตัว เป็นกลุ่ม ก็ไม่เสียหาย…เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะชื่นชอบพรรคการเมือง

แต่ต้องยอมรับว่า ในความเป็นไปของบ้านเมืองจะเอาพรรคการเมืองหรือนักการเมืองมาเหนือกว่า “บ้านเมือง” ไม่ได้

เรื่องมันเป็นเช่นนี้ จึงยังยืนยันสนับสนุนภาคประชาชนนอกสภา

แต่ใครจะไปเข้าพรรคการเมือง ก็ไม่ได้ว่ากัน เพื่อนกันแล้วยังไงก็ได้

ส่วนนายกลุงตู่จะไปสนับสนุนพรรคการเมือง นั่นก็เป็นสิทธิ์ของท่าน

เนื่องเพราะทหารที่ทำการปฏิวัติ ก็ตั้งพรรคการเมืองมาตั้งแต่พรรคเสรีมนังคศิลา สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง มาพรรคสหประชาไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร พรรคของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ป๋าเปรมหนุน สะตอสามัคีคือประชาธิปัตย์
พลเอกสุจินดา คราประยูรหนุน พรรคชาติไทยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ตั้งพรรคมาตุภูมิของท่าน

ถ้านายกลุงตู่ที่มาจากการปฏิวัติ จะสนับสนุนพรรคการเมือง หรือตั้งพรรคการเมือง

หาใช่เรื่องแปลกอะไรในการเมืองไทย

เว้นแต่ท่านจะไปทำงานอื่น

แม้พรรคประชาธิปัตย์เอง ก็มาจากนายควง อภัยวงศ์ หนึ่งในกลุ่มรัฐประหาร 2475 หรือคณะราษฎรมิใช่หรือ?
พรรคประชาธิปัตย์เองก็ถือกำเนิดจากคณะรัฐประหาร 2475 นี่นา…

หรือไม่จริง?



แคน ไทเมือง
Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

อำนาจอยู่ในมือประชาชนแล้ว : ประชาชน 97.2% ไม่รังเกียจรัฐบาลทหาร หนุนปฏิรูปประเทศ

‘ซูเปอร์โพล’ เผยคน 97.2% ไม่รังเกียจรัฐบาลทหาร หนุนปฏิรูปประเทศ

“ซูเปอร์โพล” เผยผลสำรวจ ปชช.ร้อยละ 97.2 ชอบทหาร 81.8 เห็นด้วยต่อการมียุทธศาสตร์ชาติ-ปฏิรูปประเทศ ห่วงนักการเมืองเดิมไม่ทำตาม

เมื่อวันที่ 12 พ.ย.60 นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจเรื่องโพลสื่อสารการเมืองของนายกฯ ช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาล คสช. สู่รัฐบาลของพรรคการเมือง โดยสำรวจความเห็นจากประชาชนทุกอาชีพ จำนวน 1,141 คน ระหว่างวันที่ 10-11 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า ได้สอบถามประชาชนด้วยข้อความจากสื่อมวลชน ในด้านการสื่อสารการเมืองของนายกฯ ในประเด็นต่างๆ อาทิ รังเกียจทหารหรือไม่ ความต่อเนื่องของการมียุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศเพื่อการพัฒนา และรอยต่อระหว่างรัฐบาลชุดปัจจุบันกับรัฐบาลของพรรคการเมืองจากการเลือกตั้ง เป็นต้น พบว่าร้อยละ 97.2 ชอบทหาร

นอกจากนี้ ร้อยละ 81.8 เห็นด้วยต่อการมียุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศเพื่อความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศ แต่ร้อยละ 67.3 กังวลว่านักการเมืองหน้าเดิมจะไม่ทำตาม ขณะที่ร้อยละ 84.3 ระบุว่า ทุกรัฐบาลต้องทำงานเพื่อคนทุกจังหวัด ประชาชนทั้งประเทศ และร้อยละ 72.5 ระบุว่า เมื่อพูดถึงปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน รัฐบาลของนักการเมืองจากการเลือกตั้งมีมากกว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันนี้.

0000

อำนาจอยู่ในมือประชาชนแล้ว

กระแสไม่เอาพรรคการเมืองมีมานาน
กระทั่งลุงกำนันถอดเสื้อนักการเมืองทิ้ง
ประกาศยกเวทีสามเสนให้กับประชาชนไม่เกี่ยว ปชป.
ประกาศสัจธรรม “การเมืองในระบบที่เป็นอยู่แก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้”
และก็ไม่กลับไปที่พรรคอีกเลย…

นั่นคือสัญญานบอกเหตุ
จุดจบของพรรคการเมืองเก่า
ยึดเอาคาถา “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”
แต่วันเวลาที่ผ่านมา เราไม่เคยเห็นการปฏิรูปตัวเองของนักการเมือง ของพรรคการเมือง

ก็จำเป็นต้องหานักการเมืองใหม่ พรรคการเมืองใหม่ๆ
มาช่วยกันปฏิรูปประเทศ

เราหนีไม่พ้นนักการเมืองก็ใช่
แต่เราสามารถหนีนักการเมืองน้ำเน่าหน้าเก่าๆ พรรคเก่าๆได้เสมอ

อำนาจอยู่ในมือประชาชนแล้ว

แคน ไทเมือง

โพล

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ลุงตู่ถาม ลุงแคนตอบ : ชอบก็ลงชื่อต่อท้ายครับ

ลุงตู่ถาม ลุงแคนตอบ
6 คำถามลุงตู่…หมูเจงเจง…ตอบในโซเชียลก็คงจะได้นะครับ
ฝากเพื่อนๆ ให้คะแนนด้วยครับ (คะแนนเต็ม 100 นะ )

ลุงตู่…คำถามที่ 1 วันนี้เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ ๆ หรือนักการเมืองหน้าใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพให้ประชาชนได้พิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปบ้างหรือไม่ ?

การมีแต่พรรคการเมืองเดิม นักการเมืองหน้าเดิม ๆ แล้วเป็นรัฐบาล จะทำให้ประเทศชาติเกิดการปฏิรูปและทำงานอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ ?

…..ลุงแคนตอบ….จำเป็นต้องมีพรรคใหม่ นักการเมืองหน้าใหม่ เหม็นเบื่อนักการเมืองขี้หมาเก่งแต่ปาก ทำอะไรไม่ได้เรื่อง แถมยังคงสันดานเดิมๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงจนน่ารำคาญ และไม่มีทางที่จะทำให้เกิดการปฏิรูปได้ ไม่ว่าระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว ต้องรอจนน้ำท่วมหลังเป็ด

ลุงตู่คำถามที่ 2 การที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใด ก็ถือเป็นสิทธิ์ของ คสช.ใช่หรือไม่ ? เพราะนายกฯ ก็ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่แล้ว

…..ลุงแคนตอบ…สิทธิ์นั้นอยู่ในกำมือของท่านแล้ว เห็นว่าอะไรดีต่อประเทศชาติ เป็นหน้าที่ของท่านเช่นกัน

ลุงตู่คำถามที่ 3 สิ่งที่ คสช.และรัฐบาลนี้ได้ดำเนินการไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมองเห็นอนาคคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่ ?

…..ลุงแคนตอบ…พอมองเห็นแสงสว่างรำไรในหลายเรื่อง แต่ปัญหามันเยอะและคนของรัฐบาลลุงตู่บางท่านก็ไม่น่าศรัทธานัก

ลุงตู่ถามคำถามย่อย เห็นด้วยกับรัฐบาลใรการแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมาเป็นเวลานาน ด้วยการรื้อใหม่ ทำใหม่ การวางแผนงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นระยะสั้น-กลาง-ยาว อาทิ การแก้ไขปัญหา IUU และ ICAO ฯลฯ หรือไม่

…..ลุงแคนตอบตอบ…เห็นด้วยมากๆครับ

ลุงตู่ถาม…เห็นด้วยหรือไม่ กับการให้มียุทธศาสตร์และแผนปฏิรูปประเทศเพื่อให้การเมืองไทยในอนาคตมีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาล เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศหรือไม่ ?

…..ลุงแคนตอบตอบ…เห็นด้วยเต็มๆ

ลุงตู่ถาม…การทำงานของทุกรัฐบาล ต้องคำนึงถึงภาพรวมทั้งประเทศ คนทั้งประเทศ ทุกจังหวัด มิใช่ทำแต่ตามนโยบายของพรรคที่ได้หาเสียงไว้ หรือดูแลเฉพาะพื้นที่ฐานเสียงที่สนับสนุน รวมทั้งจะต้องทำงานตามยุทธศาสตร์ชาติ ให้เกิดความต่อเนื่องใช่หรือไม่ ?

…..ลุงแคนตอบ…ถ ถ ถ ถูกต้องงงง นะคร้าบบบ

ลุงตู่คำถามที่ 4 การเอาแนวทางจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีต มาเปรียบเทียบกับการตัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ ? เพราะสถานการณ์บ้านเมืองก่อนหน้านี้ คสช.และรัฐบาลนี้จะเข้ามา เราได้พบเห็นแต่ความขัดแย้ง ความรุนแรง การแบ่งแยกประชาชนเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อมาสนับสนุนทางการเมืองใช่หรือไม่ ?

…..ลุงแคนตอบ…รัฐบาลพรรคการเมืองมักมีการจัดสรรผลประโยชน์เข้าพรรคการเมือง นักการเมืองในกลุ่ม ในสายของตน

…..รัฐบาลลุงตู่เอาพวกพ้องน้องพี่ที่ไว้วางใจมาทำงาน แต่ประชาชนไม่วางใจบางท่านบางคน จนเริ่มเหม็นขี้หน้าแล้ว (ยกเว้น ลุงตู่ )

ลุงตู่ถามคำถามที่ 5 รัฐบาลและการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่ผ่านมาของไทย ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาลและมีการพัฒนาประเทศที่มีความต่อเนื่อง ชัดเจนเพียงพอหรือไม่

…..ลุงแคนตอบ…สอบตกคะแนนติดลบ บางคนโกงชาติติดคุกยาวนาน บางคนหนีคุกไป ไม่มีแผ่นดินอยู่ ถูกสาปแช่งไปตลอดกาล

ลุงตู่ถามคำถามที่ 6 ข้อสังเกตเพื่อพิจารณา เหตุใดพรรคการเมือง นักการเมือง จึงออกมาเคลื่อนไหว ด้อยค่า คสช., รัฐบาล, นายกรัฐมนตรี บิดเบือนข้อเท็จจริงในการทำงานในช่วงนี้อย่างมากผิดปกติ ฝากถามพี่น้องประชาชนว่าเป็นเพราะอะไร

…..ลุงแคนตอบ…เพราะเร่งหาเงินเพราะอดอยากปากแห้งมานาน ทำอาชีพอื่นไม่เป็นแล้ว ถึงเวลาทำงาน สุนัขไม่รับประทาน สร้างปัญหาแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ตนและพวกพ้อง ก่อให้เกิดความแตกแยกไม่รู้จบสิ้น

ลุงตู่ฝาก…ทั้งนี้ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ อยากให้ทุกคนที่เป็นคนไทยได้เป็นผู้พิจารณาตัดสิน

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็นแชร์

7 ความคิดเห็น
ความคิดเห็น
Tipa Lekielek
Tipa Lekielek 100คะแนนค่ะ

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

· ตอบกลับ ·

1

· 1 ชม.

จัดการ

Vera Ruchirushkul
Vera Ruchirushkul สอบผ่านฉลุยคะ

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

· ตอบกลับ ·

1

· 1 ชม.

จัดการ

Teantep Mekpanopas
Teantep Mekpanopas ผมไม่ต้องตอบล่ะ…เอาตามนี้เลย…ถูกใจ

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

· ตอบกลับ ·

1

· 1 ชม.

จัดการ

อ้วน ธนกร
อ้วน ธนกร 100เลยครับ

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

· ตอบกลับ ·

1

· 1 ชม.

จัดการ

Manit Posrimuang

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

· ตอบกลับ · 43 นาที

จัดการ

ไพรินทร์ เย็นเพชร
ไพรินทร์ เย็นเพชร ขอลงชื่อต่อท้ายคำตอบด้วยค่ะ

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

· ตอบกลับ ·

1

· 12 นาที

จัดการ

Suwit Kotasin
Suwit Kotasin ใครชอบก็ลงชื่อต่อท้ายนะครับ จะส่งการบ้านให้ลุงตู่

ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

· ตอบกลับ ·

1

· เมื่อสักครู่ · มีการแก้ไข

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ที่สุดแล้ว…พระพุทธเจ้าข้าฯ

22815430_1534147426663190_5430335827663218810_n

ที่สุดแล้วพระพุทธเจ้าข้าฯ
ทศพิธราชธรรมเปล่งประกาย
ให้ปวงประชาไปแลเห็น
พระราชภาระที่ทรงรับไว้…ล้วนยากเย็น
ยิ่งใหญ่เหลือคณา
ปวงข้าฯขอตามรอยในหลวง…
สนองพระราชปณิธานจนกว่าชีวิตจะหาไม่

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

กรมชลฯ เทียบสถานการณ์น้ำปัจจุบันกับปี 54 ฝนตกใกล้เคียง แต่บริหารดีกว่า

1

กรมชลฯ ไขความกังวลใจ เปรียบเทียบสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันและปี 54 เผยแม้สถานการณ์ฝนตกจะใกล้เคียงกัน แต่การบริหารจัดการ ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำ มีปริมาณน้อยกว่าปี 54 มาก …

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามที่มีกระแสความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียจำนวนมากแสดงความคิดเห็นในเชิงวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในขณะนี้ โดยมองว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจเกิดสถานการณ์น้ำท่วมเหมือนเมื่อปี 2554 นั้น กรมชลประทานขอเรียนว่า ในช่วงฤดูฝนปี 2560 ประเทศไทยได้รับอิทธิพล จากพายุโซนร้อน ตาลัส เซินกา พายุไต้ฝุ่นทกซูรี และพายุดีเปรสชัน ซึ่งส่งผลให้มีปริมาณน้ำฝนรวมสะสม 1,771 มิลลิเมตร ณ วันที่ 24 ต.ค. 60 เมื่อเปรียบกับ ณ เวลาเดียวกัน ในปี 2554 มีปริมาณน้ำฝนรวมสะสม ที่ 1,798 มิลลิเมตร นับว่ามีปริมาณใกล้เคียงกัน แต่รัฐบาลได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนไว้ล่วงหน้าแล้ว ในช่วงก่อนน้ำมา และระหว่างน้ำมา ทำให้ผลกระทบและความเสียหายที่เกิดกับประชาชนไม่ขยายเป็นวงกว้าง ดังนี้

2

1. การดำเนินการก่อนน้ำมา ได้แก่ พัฒนาเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำ / แก้มลิง ตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งประเทศ จำนวน 5,016 โครงการ สามารถรับน้ำได้ 1,579 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คาดการณ์ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 34 แห่ง และขนาดกลาง 248 แห่ง วางแผนการระบายน้ำฤดูฝน

ปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกพืช ทุ่งบางระกำ ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างใต้ จ.นครสวรรค์ เตรียมให้เป็นทุ่งรับน้ำหลาก 13 ทุ่ง รับน้ำได้กว่า 2,000 ล้าน ลบ.ม. กำจัดวัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำในทุ่งเจ้าพระยา 0.865 ล้านตัน และเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกล

2. การดำเนินการระหว่างน้ำมา ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์เก็บกัก ใช้อ่างเก็บน้ำในการหน่วงน้ำ (เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์) ยกระดับน้ำเหนือเขื่อนทดน้ำเพื่อหน่วงน้ำ (เขื่อนนเรศวร และเขื่อนเจ้าพระยา) การจัดจราจรน้ำ ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำชี ตัดยอดน้ำเข้าทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง (ที่ปรับปฏิทินส่งน้ำ ทำให้พื้นที่เกษตรเก็บเกี่ยวหมดแล้ว) ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 607 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 73 เครื่อง และเรือผลักดันน้ำ 64 ลำ และบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์น้ำท่วมปี 2560 นี้ กับ ปี 2554 ตามที่หลายฝ่ายมีความกังวลนั้น จะมีความแตกต่างกัน โดยจากข้อมูลทางด้านสถิติของปริมาณน้ำที่ไหลผ่านในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงวันและเวลาเดียวกัน พบว่า ปริมาณที่ไหลที่ผ่านแต่ละสถานีวัดน้ำของปี 2560 น้อยกว่า ปี 2554

กล่าวคือ ปัจจุบัน (25 ตุลาคม 2560) ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านสถานี c.2 จังหวัดนครสวรรค์ 3,019 ลบ.ม./วินาที น้อยกว่าปี 2554 จำนวน 1,019 ลบ.ม./วินาที (4,038 ลบ.ม./วินาที ในปี 2554), ปริมาณน้ำไหลเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท 2,697 ลบ.ม./วินาที น้อยกว่าปี 2554 จำนวน 729 ลบ.ม./วินาที (3,426 ลบ.ม./วินาที ในปี 2554) และปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.29A จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2,702 ลบ.ม./วินาที น้อยกว่าปี 2554 จำนวน 801 ลบ.ม./วินาที (3,503 ลบ.ม./วินาที ในปี 2554)

สำหรับการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำนั้น กรมชลประทาน ได้มีหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัด และกระทรวงมหาดไทย อย่างรวดเร็วมาโดยตลอด ภายใต้การวิเคราะห์ข้อมูลจากคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ จำนวน 10 หน่วยงาน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบสถานการณ์น้ำ และเตรียมความพร้อมสำหรับแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า ตลอดจนมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ชลประทานทุกพื้นที่ร่วมประชุม วางแผน บูรณาการร่วมกับทางจังหวัด และประสานลงพื้นที่ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงกับประชาชนที่เป็นจุดเสี่ยง และเข้าช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

ไทยรัฐออนไลน์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ย้อนรอย…ทักษิณหมิ่นฯในหลวง : พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร

หมายเหตุ แคน ไทเมือง
เรื่องนี้เคยลงในคอลัมน์”ในหลวงในดวงใจ”

%e0%b8%a7
หนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2552 หน้า 6 ได้ตีพิมพ์บทความของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ และอดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ เรื่อง “เมื่อมันกำลังเผาเมืองไทย คนไทยก็ต้องช่วยกันดับไฟ” เพื่อตอบโต้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดี ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไฟแนลเชียลไทมส์ ของอังกฤษ ฉบับวันที่ 20 เมษายน 2552 มีเนื้อหาตอนหนึ่งปรักปรำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งสะท้อนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จงใจที่จะจาบจ้วงหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดต่อความมั่นคงตามมาตรา 112 และเห็นว่า พฤติการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ แสดงชัดแล้วว่า ไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมุ่งทำลายพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอน ดังรายละเอียดของบทความดังนี้

“เมื่อมันกำลังเผาเมืองไทย คนไทยก็ต้องช่วยกันดับไฟ”

ใครๆ ที่ได้อ่านข่าว (พ.ต.ท.) ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียลไทมส์ เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านไปแล้ว คงมีความรู้สึกไม่ต่างกับผม

คือ รู้สึกว่า ถ้า (พ.ต.ท.) ทักษิณ ไม่มีความรู้เลยในเรื่องระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (พ.ต.ท.) ทักษิณ ก็คงจะไร้เดียงสา หรือโง่ หรือบ้า

หรือมีเจตนาที่จะทำลายระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ก่อนที่จะอ่านเรื่องนี้ต่อไป ผมขอชี้แจงว่า ที่ผมใส่วงเล็บไว้หน้าและหลังคำ “พ.ต.ท.” หน้าชื่อ “ทักษิณ” ในการเขียนเรื่องนี้ ก็เพราะผมรู้สึกกระดากมือและกระดากใจที่จะใส่ยศเข้าไปเต็มๆ ที่หน้าชื่อ “ทักษิณ” เพราะ (พ.ต.ท.) ทักษิณ ได้ทำความเสียหายและอับอายขายหน้าอย่างเหลือเกินให้แก่ราชการตำรวจ ด้วยการหนีโทษตามคำพิพากษาของศาล แล้วยังเป็นผู้ยุยงส่งเสริมให้เกิดความไม่สงบขึ้นในประเทศ จนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาอีกด้วย จึงไม่สมควรจะมีหรือใช้ยศตำรวจ และควรจะถูกถอดยศได้แล้ว แต่เมื่อยังมียศอยู่ ผมก็จะใช้ยศนั้นในวงเล็บไปพลางก่อน เมื่อใดที่ถูกถอดยศแล้ว เมื่อนั้นผมจึงจะเรียกว่า นายทักษิณ

เรื่องเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของ (พ.ต.ท.) ทักษิณ นั้น เดี๋ยวนี้ผมไม่อยากเขียน เพราะ (พ.ต.ท.) ทักษิณ พูดเพ้อเจ้อและโกหกมดเท็จทุกครั้ง การเขียนและพิมพ์เรื่องการให้สัมภาษณ์ของ (พ.ต.ท.) ทักษิณ จึงไร้ประโยชน์ และกลายเป็นช่วยแพร่การเพ้อเจ้อและโกหกมดเท็จ แต่เมื่อทั้งสื่อเทศและสื่อไทยยังเผยแพร่การโกหกมดเท็จนั้นอยู่ และเมื่อการโกหกมดเท็จของ (พ.ต.ท.) ทักษิณ อาจกระทบกระเทือนและเสียหายร้ายแรงต่อบ้านเมือง ผมก็ถือเป็นหน้าที่ของผม ที่จะต้องตอบโต้หรือคัดค้าน

ข่าวการให้สัมภาษณ์ของ (พ.ต.ท.) ทักษิณ คราวนี้ ปรากฏในหนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียลไทมส์ ฉบับวันที่ 20 เมษายน 2552 (พ.ต.ท.) ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น สองคน คือ นายรอบิน วิกเกิลสเวอร์ธ (Robin Wigglesworth) ในนครดูไบ และนางสาว (หรือนาง) เซรีนา ทาร์ลิงก์ (Serena Tarling) ในนครลอนดอน (พ.ต.ท.) ทักษิณบอกว่า ก่อนที่จะเกิดรัฐประหารขึ้นในเดือนกันยายน 2549 นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี (ในขณะนั้น) และองคมนตรีอีกผู้หนึ่ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และผู้ที่เข้าเฝ้าฯ ได้กราบบังคมทูลว่า จะกำจัด (พ.ต.ท.) ทักษิณ ถวาย เพราะ (พ.ต.ท.) ทักษิณ ไม่จงรักภักดีต่อฝ่าละอองธุลีพระบาท (they will do a favour for him by getting me because I am not loyal to the king) (พ.ต.ท.) ทักษิณ บอกด้วยว่า หลังจากนั้น เมื่อตนพยายามจะปราบปรามการประท้วงที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลก็ไม่มีผู้ใดร่วมมือ เพราะมีบางคนส่งเสริมอยู่เบื้องหลัง (there is someone boosting behind them)

(พ.ต.ท.) ทักษิณอ้างว่า ตนทราบเรื่องนี้จาก พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี

ก่อนอื่นควรทราบว่า การเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทมิใช่เป็นเรื่องง่าย แม้จะเป็นเรื่องสำคัญหรือเร่งด่วนที่สุด และแม้ผู้ขอเฝ้าฯ จะเป็นประธานองคมนตรีหรือองคมนตรีก็ตาม การขอเฝ้าฯ มีขั้นตอนของการปฏิบัติที่ทุกคนต้องทำตาม และต้องผ่านเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะสำนักราชเลขาธิการ และเมื่อเสด็จลงให้เฝ้าฯ ก็มีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเฝ้าฯ ปฏิบัติหน้าที่ถวายอยู่ในที่ประทับด้วยเสมอ

ผู้อ่านที่มีสติสัมปชัญญะ และมีเหตุผลย่อมรู้และเข้าใจทันทีเมื่อได้อ่านข่าวนี้ ว่า หากมีการเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและกราบบังคมทูล ดังที่ (พ.ต.ท.) ทักษิณ อ้างว่า ทราบจาก พล.อ.พัลลภ พล.อ.พัลลภ ก็ต้องรู้เรื่องการเฝ้าฯ นั้นจากคนอื่น และ “คนอื่น” นั้นจะเป็นใครไม่ได้ นอกจาก พล.อ.เปรม หรือ พล.อ.สุรยุทธ์ หรือองคมนตรีอีกผู้หนึ่ง (ที่ (พ.ต.ท.) ทักษิณ อ้างว่าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ด้วย) หรือเจ้าหน้าที่ที่โดยหน้าที่จะต้องเฝ้าฯ อยู่ในที่ประทับ เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งในที่นั้น ก็คือ สมุหราชองครักษ์

คงรู้และจำกันได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวางพระองค์อยู่ในฐานะพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด ไม่เคยปรากฏว่าเคยทรงล่วงพระราชอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เมื่อมีวิกฤตการณ์บ้านเมืองไม่ว่าครั้งใด ทรงถือว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลจะต้องแก้ไขปัดเป่า ต่อเมื่อเป็นที่เห็นชัดว่า วิกฤตการณ์ลุกลามร้ายแรง เช่น มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จึงจะทรงพระกรุณาระงับวิกฤตการณ์ แต่ก็ด้วยการพระราชทานคำแนะนำแก่รัฐบาลเท่านั้น

องคมนตรีทุกคนทราบดีว่า รัฐบาลชุดที่ (พ.ต.ท.) ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีและชุดอื่นๆ ทุกชุด เป็นรัฐบาลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ เป็นไปได้หรือที่ พล.อ.เปรม หรือ พล.อ.สุรยุทธ์ หรือองคมนตรีคนไหนก็ตาม จะเข้าไปเฝ้าฯ กราบบังคมทูล ว่า ตนเองจะละเมิดกฎหมายละเมิดรัฐธรรมนูญถวาย ด้วยการกำจัด (พ.ต.ท.) ทักษิณ นายกรัฐมนตรีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง?

การให้สัมภาษณ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบเรื่องรัฐประหารก่อนเช่นนั้น เป็นการปรักปรำหรือกล่าวหาฝ่าละอองธุลีพระบาทโดยตรงและอย่างเปิดเผย ว่าทรงอนุญาตหรือทรงอนุโลมให้เกิดรัฐประหาร แสดงว่า (พ.ต.ท.) ทักษิณ ไม่เคารพสักการะพระมหากษัตริย์ และจงใจหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ขณะที่เขียนเรื่องนี้ ผมยังไม่เห็นหรือได้ยินประกาศหรือแถลงการณ์ของส่วนราชการใด ปฏิเสธการปรักปรำกล่าวหาของ (พ.ต.ท.) ทักษิณ แต่ผมเห็นว่า คนไทยที่เคารพสักการะพระมหากษัตริย์และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่จำเป็นต้องคอยทางราชการต่อไปอีกแล้ว แต่ควรตระหนักกันเสียทีว่า พฤติการณ์ของ (พ.ต.ท.) ทักษิณแสดงชัดแล้วว่า (พ.ต.ท.) ทักษิณไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมุ่งทำลายพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอน

ตลอดเวลา 62 ปีที่ทรงครองราชย์มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงให้ประจักษ์ด้วยพระราชกรณียกิจทั้งน้อยและใหญ่นานัปการ ว่า ทรงอุทิศพระวรกายให้แก่ประชาชนและบ้านเมือง โดยปราศจากเงื่อนไข ทรงตรากตรำพระวรกาย จนพระพลานามัยไม่สมบูรณ์และทรงพระประชวร แม้กระนั้นก็ยังไม่ทรงหยุด ยังทรงตั้งพระทัยทำงานเพื่อคนไทยและเมืองไทยต่อไป

เรารู้ด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงติดยึดกับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ทรงทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ และทรงถือเอาความสำเร็จของพระราชภารกิจเป็นสำคัญ ทั้งยังทรงยึดมั่นในขันติธรรม การให้ร้ายและแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์ของ (พ.ต.ท.) ทักษิณหรือของใครก็ตาม ไม่เคยทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสะทกสะท้านหรือหวั่นไหว หรือกริ้ว หรือน้อยพระราชหฤทัย

เพราะฉะนั้น จึงถึงเวลาแล้ว ที่คนไทยที่ตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณ เคารพสักการะพระมหากษัตริย์ และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะต้องพิจารณาตัดสินใจว่า จะควรทำอย่างไร กับผู้ที่ไม่แต่จะจาบจ้วงลบหลู่ดูหมิ่นและหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่เคารพสักการะของเราเท่านั้น แต่ยังพยายามที่จะล้มระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วย”

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

อ้างอิง มติชนออนไลน์ได้ลบบทความนี้ไปแล้ว
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act02280452%C2%A7ionid=0130&day=2009-04-28

สามารถติดตามได้ที่ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000047817

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9

“สืบสานงานต่อ ตามรอยพ่อทำ”

งานหนักที่สุดคืองานพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกร ให้มีความสุขอย่างยั่งยืน
รัฐบาลไม่ได้หว่านโปรยเม็ดเงินสะเปะสะปะ
แต่ใช้เงินลงไปในจุดที่พร้อม และได้ผล ค่อยๆขยายผลออกไปในกลุ่มคนข้างเคียง
เมื่อเขาเห็นตัวอย่างและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกษตรกรก็จะนำ “ศาสตร์พระราชา” ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน

การได้ติดตามทำข่าวของมูลนิธิฯ ชมรมฯ ภาคประชาสังคม ประชารัฐ พบว่า ข้าราชการและประชาชนทำงานสอดประสานไปในทิศทางเดียวกันน่าชื่นใจ

โดยเอาเป้าหมายหลักอยู่ที่การน้อมนำศาสตร์พระราชา ไปสู่การปฏิบัติ เป็นหัวใจเดียวกันทุกภาคส่วน ไม่แยกเขา ไม่แยกเรา ไม่มีการเมือง มีแต่เรื่อง “ตามรอยพ่ออย่างพอเพียง”

นี่คือการตามรอยพ่อเพื่อความสุขอย่างยั่งยืน ดังคำว่า “สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง ” อย่างแท้จริง

อยู่กับการเมืองมาใกล้ๆ อายุ 70 ปี ก็เพิ่งเห็นรัฐบาลนี้ น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง ศาสตร์พระราชามาทำอย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม

แคน ไทเมือง

ก.เกษตรฯ เดินหน้าต่อเนื่องโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9 ตั้งเป้าปี 61 เกษตรกร เข้าร่วมโครงการฯ เท่าตัว จากปี 60 จำนวน 7 หมื่นราย เป็น 1.4 หมื่นราย ให้มีรายได้เพียงพอ-คุณภาพชีวิตดีขึ้น…

เมื่อวันที่ 19 ต.ค. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” เพื่อถวายรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยร่วมกับส่วนราชการในสังกัด สถาบันการศึกษา ปราชญ์เกษตร และภาคเอกชนที่สนับสนุนโครงการ เพื่อรับทราบสรุปผลการดำเนินงานโครงการ ปี 2560 และร่วมกันขับเคลื่อนโครงการต่อเนื่องในปี 2561

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า จากปัญหาเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ และการบริหารจัดการผลิต ทั้งการพัฒนาเรื่องดินและน้ำ ขาดแคลนทุนและโครงสร้างพื้นฐาน มีหนี้สิ้นจากจากผลิตเชิงเดี่ยว และมีความเสี่ยงเสียหายจากภัยพิบัติธรรมชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร ให้เกษตรกรมีรายได้และความภาคภูมิใจในอาชีพ เป้าหมายเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรแปลงใหญ่ ในเขตพื้นที่เหมาะสม ซึ่งนอกเหนือจากการผลิตสินค้าหลักแล้ว ยังได้ส่งเสริมเกษตรกรมีการผลิตอาหารที่ปลอดภัยบริโภคอย่างเพียงพอในครัวเรือน และนำรายได้จากการผลิตสินค้าหลักมาเป็นเงินออม เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในอนาคต และสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2560 มีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 70,000 ราย พบว่าหลังจากร่วมโครงการแล้ว เกษตรกรได้นำความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ทำการเกษตรผสมผสานอย่างเกื้อกูลกัน ตามศักยภาพของตนเองในพื้นที่ เกิดพึ่งพาตนเอง โดยสามารถลดรายจ่ายจากการบริโภคผลผลิตที่ปลอดภัยของตนเองได้เฉลี่ยเดือนละ 533 บาท มีการลดต้นทุนการผลิต และลดใช้การใช้สารเคมี โดยใช้ปัจจัยการผลิตและใช้แรงงานของตนเองได้ เฉลี่ยเดือนละ 556 บาท เกษตรกรมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานในเมือง ลดลงร้อยละ 1.47 มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และจัดทำบัญชีครัวเรือน มีการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ครัวเรือนร้อยละ 18.38 สามารถลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ อีกทั้งยังมีการวางแผนและดำเนินการผลิตในแปลงที่เข้าร่วมโครงการ สร้างรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 4,613 บาท

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่อง จึงได้ร่วมกันวางแผนขับเคลื่อนการดำเนินงาน ในปี 2561 โดยกำหนดรับสมัครเกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น จำนวน 70,000 ราย รวมเป็น 140,000 ราย ซึ่งจะร่วมกับทุกภาคส่วนในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมให้เกิดความมั่นคง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้อย่างเพียงพอและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน.

ไทยรัฐออนไลน์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“น้ำท่วมเป็นเรื่องธรรมชาติ” มาแล้วก็ไป ปีหน้าก็มาใหม่ เซมเซม

180

ถ้าคิดเป็นระบบแก้น้ำท่วมแบบยั่งยืน

ต้องยอมรับกันก่อนว่า “น้ำท่วมเป็นเรื่องธรรมชาติ”

ท่วมได้ก็แห้งได้ น้ำมาแล้วก็ต้องไปในที่ของเขา

ถ้าไม่ยอมรับตรงนี้ก็จะเป็นทุกข์หนัก ไม่ยอมรับความจริง

สมัยก่อนคนไม่เยอะก็เลือกทำเลที่อยู่อาศัยที่น้ำท่วมไม่ถึง

ผู้คนมากขึ้นก็จำเป็นที่จะต้องหาทางออกไป บ้างก็ได้ดี บ้างที่ไม่มีก็ต้องลงที่ลุ่มที่ต่ำ

บางครั้งเลี่ยงได้ บางครั้งเลี่ยงไม่ได้ อยู่ใต้ฟ้าก็อย่าไปกลัวฝน

เกิดเป็นเกษตรกรต้องไม่กลัวน้ำ แต่ต้องอยู่กับน้ำให้ได้ หลบได้ก็ต้องหลบเขา

เพราะธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่เกินมนุษย์ มดปลวกมันยังหนีขึ้นที่สูง สร้างจอมปลวกหนีตายให้พ้นน้ำท่วม

เมื่อฝนมานอกจากหาทางให้น้ำระบายจากที่ลุ่มสู่ลำคลอง แม่น้ำเล็กใหญ่ ออกทะเล เมื่อเวลาน้ำฝนตกมากๆแล้ว

ถ้าที่ลุ่มต่ำ น้ำท่วมซ้ำซากทุกปี ก็คงหนีไม่พ้น หลุมขนมครก โคก หนอง นา แก้มลิง บึงรับน้ำ

ขณะเดียวกันที่อยู่อาศัยก็ต้องอยู่ในระดับสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุด

ที่เห็นมา คนอยู่ในที่ลุ่มต่ำ มักจะมีบ้าน 2 หลัง หลังแรกคือที่น้ำท่วมซ้ำซาก ที่ทำนาทำสวน ทำมาหากินในเวลาปกติ หลังที่ 2 คือในที่ปลอดภัย ใกล้เมืองบ้านญาติ

เกษตรกรจึงมักจะมีบ้านในหมู่บ้าน ปลอดภัยน้ำท่วม และมีที่นา ใกลออกไปหน่อย พอเดินได้ ไปถึง

เมื่อหน้าน้ำ ก็จะโยกย้ายไปบ้านใน หรือบ้านญาติ ไม่มีใครนอนนา นอนสวน ในเวลาสุ่มเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม น้ำป่า

คนที่พอมีกำลังจึงต้องเลือกชัยภูมิที่อยู่อาศัย ให้ปลอดภัยธรรมชาติให้มากที่สุด

แถวๆ อุบล- วาริน ริมน้ำมูล ก็จะมีที่พักพิงของทางราชการ วัด โรงเรียน หรือสร้างลานพักพิงริมถนนหลวง ที่เป็นที่สาธารณะ ของเทศบาล อบจ. จังหวัด มูลนิธิฯ ดูแลกันไป

หมดหน้าน้ำก็กลับบ้านไปทำมาหากินที่เดิม เพราะช่วงเวลาน้ำท่วม ก็ไม่เกิน 1 ใน 4 ของปี

ชีวิตบ้านๆ เขาก็อยู่กันแบบนี้ คิดมากก็เป็นทุกข์

เพียงแต่มีอุปสรรคจากธรรมชาติก็ยอมรับกับมันไป เท่านั้นเอง

หาที่อยู่ให้สุขมากไม่ได้ ก็หาที่ที่มันทุกข์น้อยหน่อยก็ยังดี

ที่พูดมาเคยอยู่เถียงนาที่น้ำท่วมมาแล้ว อยากรู้อารมณ์ของคนถูกน้ำท่วมว่าเขาจะอยู่ยังไง

คิดบ้าๆ อยู่ปีหนึ่ง หน้าน้ำไม่ขึ้นจากนา เวลาน้ำท่วมมาก็ตั้งใจอยู่เถียงนา

สุดท้ายก็ไปไม่รอด เพราะกว่าลูกน้องจะลุยน้ำเอาข้าวปลาอาหารมาส่ง ก็ลำบาก

ต้องขึ้นมาอยู่ในหมู่บ้านที่เป็นที่สูงอยู่ดี

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านดงลิง ปลอดหนี้นอกระบบผลิตพันธุ์ข้าวไม่พอขาย

129

การรวมกลุ่ม การเข้าถึงเทคโนโลยี และการตลาด…เป็นสิ่งที่ขาดไปสำหรับเกษตรกรส่วนใหญ่ของบ้านเรา

แต่คงนำมาใช้กับกลุ่มวิสาหกิจ ศูนย์ข้าวชุมชน บ้านดงลิง หมู่ 11 ต.เจ้าท่า อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ไม่ได้ เพราะที่นี่มีทุกอย่างที่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มี

จากปลูกข้าวหอมมะลิ ขยับมาผลิตเมล็ดพันธุ์เอง สร้างรายได้มากกว่าขายข้าวเปลือกหลายเท่าตัว และพัฒนาสู่ศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิมาตรฐานจีเอพี ที่สุดได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2559

จนเกษตรกรในกลุ่ม 113 ครัวเรือน ปลอดจากหนี้นอกระบบ 100%

การรวมกลุ่ม ที่นี่จะมีการแบ่งเป็นคณะทำงานต่างๆ ที่ผ่านการอบรมในแต่ละด้านจากกรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คอยสอดส่อง ให้ความรู้ ตั้งแต่ขั้นตอนเพาะเมล็ด เตรียมดินใช้ปุ๋ย ยา ไปจนถึงการตรวจสารตกค้างในแล็บ เพื่อให้ผลผลิตตรงตามมาตรฐานจีเอพีอยู่เสมอ

ที่สำคัญเงินกำไรที่ได้บวกกับเงินกองทุนหมู่บ้าน รายได้ จากการตั้งกลุ่มออมทรัพย์และกลุ่มอาชีพ มาซื้อรถไถ รถดำนา รถเกี่ยวข้าว โรงสีชุมชน ใช้ร่วมกันทั้งหมู่บ้าน ทำให้เกิดการจ้างงานในกลุ่ม

การเข้าถึงเทคโนโลยี คนในหมู่บ้านเปิดใจยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆอยู่เสมอ ไม่ปฏิเสธฮอร์โมนต่างๆหรือความรู้ใหม่ๆ จากทั้งภาครัฐและเอกชน หรือแม้กระทั่งยอมรับในปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง

เพราะเขาถือว่าทำเกษตรปลอดภัยไม่จำเป็นต้องเกษตรอินทรีย์ 100%…แม้จะได้ราคาดีกว่า แต่ภาพรวมตลาดยังแคบ ผลผลิตต่อไร่น้อย ได้ผลผลิตช้า ผลผลิตได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่จะเน้นใช้เคมีเท่าที่จำเป็น ให้ตรงกับอาการของโรค แมลง ใช้ตามฉลากกำหนดทั้งปริมาณและระยะเวลาอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันสารตกค้าง

การตลาด จากผลิตข้าวหอมมะลิขายในตลาดได้ กก.ละ 9 บาท แต่เมื่อทำเมล็ดพันธุ์ขายกันเองในกลุ่มได้ราคา 15 บาท แต่หากคนนอกกลุ่มจะขายราคา กก.ละ 25 บาท ส่วนหนึ่งซื้อไปติดแบรนด์ของตัวเอง

ตอนนี้เลยกลายเป็นว่า ผลิตเมล็ดพันธุ์ขายไม่ทัน.

สะ–เล–เต

ไทยรัฐ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

14 ตุลา 16 กับการรัฐประหารครั้งสุดท้าย 2557

91

14 ตุลา 16

ประชาธิปไตยยุคใหม่เพิ่งผ่านได้ 4 ปีหลังจาก จอมพลส.จอมพลถ. ครองเมืองกว่า 11 ปี

มีเลือกตั้ง 2512 บ้านเมืองกลับมามีเสรีภาพอีกครั้ง จอมพลถนอมตั้งพรรคสหประชาไทย รองรับอำนาจในสภา

แต่สันดานแก่งแย่งโกงกินของสส. ทำให้ไม่มีเอกภาพและเสถียรภาพรัฐบาลไม่มั่นคง

จอมพลถนอมก็ยึดอำนาจคืน 2514 ล้มรัฐธรรมนูญที่ร่างมา 11 ปี

จึึงเกิดการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เริ่มจากนิสิตนักศึกษาแล้วมารวมตัวประชาชนออกเดินถนนครั้งประวัติศาสตร์อาจจะกล่าวได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก…

นิสิตนักศึกษาชูพระบรมฉายาลักษณ์และธงชาติไทยเดินนำขบวนอย่างงามสง่า

เมื่อถูกโจมตี ก็พากันวิ่งเข้าพึ่งพระบารมีในหลวง ร.9 ในวังสวนจิตรแล้วในวันนั้นเองก็เกิดจราจลทั่วพระนคร บีบบังคับให้ จอมพลถนอมลาออก

นิสิตนักศึกษาประชาชนต่อสู้กับการปราบปรามอย่างหนักจากทรราช บ้างเจ็บ บ้างล้มตาย

ทุกคนมีความหวัง จะได้สร้างประชาธิปไตยใหม่ที่แท้จริงด้วยมือของประชาชนเอง

แต่การมุ่งเปลี่ยนโครงสร้างสังคมสู่สังคมนิยมเร็วเกินไป

บวกกับสถานการณ์คอมมูนิสต์รุกหนักในอินโดจีน ไทยและสหรัฐรู้สึกร่วมกันว่า ถ้ายังใช้รัฐธรรมนูญปี 2517 อยู่ ก็จะต้านภัยคอมมูนิสต์ไม่ได้ ตามทฤษฎีโดมิโน่

สุดท้ายก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 และเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ ประกาศหยุดประชาธิปไตย 12 ปี สร้างประชาธิปไตยใหม่ แต่รัฐบาลหอยเน่าใช้อำนาจไม่เป็นธรรม จึงถูกโค่นอำนาจลงจากทหารอีกครั้ง ภายในเวลา 11 เดือน

มาจน 2521…ได้รัฐธรรมนูญ เปิดโอกาสให้นายกมาจากคนนอกได้ ไม่ซับซ้อน

ได้ชื่อ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” จากมหาชน เพราะมีหนังเรื่อง “ปริญญาครึ่งใบ”

เหตุการณ์บ้านเมืองดีมาตลอด จน ป๋าเปรมวางมือ

ทีนี้ก็เข้าสู่นักการเมืองกินเมือง ปี 2532 มีการถอดปลั๊กนักการเมืองเป็นระยะๆ

2549- 2557 ก็เป็นสภาพการเมืองที่ที่เราคุ้นชิน…

ถอดปลั๊กนักการเมือง ปรับฐานเศรษฐกิจการเมือง สร้างความมั่งคั่งขึ้นมาใหม่

เพียงเพื่อรอนักการเมืองเข้ามาโกงกินรอบใหม่

แล้วเราก็มาขับไล่ และ ทหารปฏิวัติ อีกรอบ อีกรอบ อีกรอบ

2557 จึงไม่ใช่การรัฐประหารครั้งสุดท้าย

อย่างมากก็เป็นแค่ “การรัฐประหารครั้งล่าสุด”

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment