เดินหน้า เก็บภาษี “ทักษิณ” 1.6 หมื่นล้าน คดีรุมเร้า “ตระกูลชินวัตร”

SKOREA-THAILAND-POLITICS-THAKSIN

ก็ชัดแล้วว่า กรมสรรพากร จะมีการเดินหน้าเรียกเก็บภาษีจาก ทักษิณ ชินวัตร ในการทำธุรกรรมการครอบครองและโอนขายหุ้นชินคอร์ป ในส่วนของหุ้นที่อยู่ในธุรกรรมของบริษัท แอมเพิล ริชฯ ที่ขายให้เทมาเส็ก เมื่อปี 2549

บนหลักประเมินภาษีที่ว่า ทักษิณ คือเจ้าของหุ้นชินคอร์ป ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ในคดียึดทรัพย์ฯ แต่ทักษิณใช้ชื่อพานทองแท้ และพิณทองทา ชินวัตร บุตรชาย-บุตรสาวทำนิติกรรมถือหุ้นแอมเพิลริชฯ แทน จากนั้นก็ขายให้เทมาเส็กได้กำไร 15,883.9 ล้านบาท กรมสรรพากรจึงเห็นว่าจะต้องเก็บภาษีจากการโอนหุ้นกับทักษิณ 5,877 ล้านบาท บวกเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ในช่วง 10 ปี รวมแล้วคร่าวๆ ตัวเลขอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท

ความชัดเจนเกิดขึ้น หลัง “สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง” ย้ำว่า การจัดเก็บภาษีดังกล่าว กรมสรรพากรสามารถดำเนินการเรียกประเมินภาษีได้เลย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 61 ไม่ต้องใช้อภินิหารของกฎหมายอื่นแต่อย่างใด โดยหลักการเบื้องต้นนั้น กรมสรรพากรต้องมีหน้าที่ในการประเมินภาษีได้ทันที และเมื่อมีการประเมินแล้วอายุของคดีความก็ไม่มีผลแต่อย่างใด

“ไม่ต้องทำอะไร กฎหมายยังมีช่องทางให้ทำได้ ผ่านมาตรา 61 โดยกรมสรรพากรสามารถออกแบบประเมินภาษีได้เลย ทุกอย่างก็จบ เมื่อประเมินได้ผลก็คือทุกอย่างจบ ส่วนหมายเรียกถือว่าได้ออกไปแล้ว แต่กระบวนการทั้งหมดคงเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่จะดำเนินการ”

ส่วน “ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร” จากเดิมที่แบ่งรับแบ่งสู้ แต่เมื่อทั้งนายกรัฐมนตรี-รมว.คลัง สั่งอย่างเป็นทางการ สัญญาณชัดแบบนี้ มีหรือจะขัดได้ โดยเปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสรรพากรอยู่ระหว่างดำเนินการเก็บภาษีหุ้นจากนายทักษิณ ทุกอย่างยังอยู่ในกระบวนการ ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ แต่ยืนยันจะดำเนินการประเมินภาษีได้ทันก่อนคดีหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.2560

“เราเป็นข้าราชการ ต้องทำตามกฎหมายและระเบียบของประเทศ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ จะประเมินภาษีเท่าไรไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ โดยเมื่อถึงเวลาทุกอย่างจะออกมาให้เห็นเอง”

กระบวนการเรียกเก็บภาษีจากทักษิณ หลังจากนี้ก็จะมีการส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีตามมาตรา 61 ของประมวลรัษฎากร ที่บัญญัติว่า “บุคคลใดมีชื่อในหนังสือสำคัญใดๆ แสดงว่า (1) เป็นเจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญ และทรัพย์สินนั้นก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน หรือ (2) เป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินโดยหนังสือสำคัญเช่นว่านั้น

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญนั้นก็ได้ แต่ถ้าบุคคลนั้นต้องโอนเงินได้พึงประเมินให้แก่บุคคลอื่น บุคคลนั้นมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน”

ซึ่งก็แน่นอนว่า ทักษิณก็ต้องต่อสู้และโต้แย้งกรมสรรพากร ทำให้เกิดขั้นตอนตามลำดับ คือ ทักษิณยื่นคำร้องคัดค้านต่อคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินภาษี กรมสรรพากร จากนั้นคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ฯ ถ้ายืนยันว่าทักษิณมีภาระภาษีที่ต้องจ่าย ฝ่ายทักษิณก็ยังมีช่องทางสู้คดีได้อีก คือ ยื่นฟ้องกรมสรรพากร และคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ฯ ต่อศาลภาษีอากรกลาง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประเมินภาษี

กระบวนการดังกล่าว ระหว่างทักษิณกับคณะกรรมการฯ ของกรมสรรพากร ก็จะเข้าสู้ขั้นตอนทางศาล ต้องสู้คดีกัน 3 ศาลไปจนถึงศาลฎีกาฯ หากว่าทั้งสองฝ่ายต่างสู้คดีกันไปตามปกติ มีการอุทธรณ์-ฎีกากันทุกศาล กว่าเรื่องจะยุติก็กินเวลาอีกหลายปีและหลายรัฐบาล

ซึ่งถึงเวลานั้นก็ไม่รู้ใครเป็นใครแล้ว อาจมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นได้อีก เช่น ไม่แน่ หากกรมสรรพากรแพ้คดีก็อาจไม่อุทธรณ์ คดีก็จบ ทักษิณก็ไม่ต้องมาลุ้นคดีว่าจะแพ้แล้วต้องจ่ายภาษีอ่วมหมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งเรื่องแบบนี้ หลายคนก็ยังมองว่าอาจเกิดขึ้นก็ได้ เพราะก็เคยเกิดมาแล้วกับบางกรณี

เช่นที่ จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ยื่นฎีกาในคดีเลี่ยงภาษีการโอนหุ้นบริษัทชินวัตรฯ (บริษัทเดิมของชินคอร์ป) ที่มีจำเลยคือ บรรณพจน์ ดามาพงศ์-คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ หรือชินวัตร-นางกาญจนาภา หงส์เหิน ในข้อหาร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามตามฟ้อง โดยจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 ปี จำคุกจำเลยทั้ง 3 เป็นเวลา 2 ปี แล้วต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (2) ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 1 แสนบาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 ให้ยกฟ้อง

คนในสังคมส่วนหนึ่งก็เลยมองว่า มันก็เป็นไปได้ว่า สุดท้ายแล้วเมื่อ คสช.หมดอำนาจ โดยเฉพาะหากพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายตระกูลชินวัตรกลับมามีอำนาจอีกครั้ง การเรียกเก็บภาษีจากทักษิณก็อาจเป็นมวยล้มกลางคัน ซึ่งการคิดแบบนี้ก็เชื่อได้ว่า คนในกรมสรรพากรเองบางส่วนที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเรียกเก็บภาษี ก็รับรู้อยู่แก่ใจ!

หรือแม้แต่ต่อให้ คดีดำเนินไปเรื่อยๆ จนหากท้ายสุด ทักษิณแพ้คดีจริงๆ กฎหมายเปิดช่องให้กรมสรรพากรมีอำนาจที่จะเรียกเก็บภายใน 10 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด เรื่องนี้มันจึงเป็นหนังยาว ไม่ใช่หนังสั้นจะเห็นผลกันทันที
สำหรับ ปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการจาก “ทายาททักษิณ-คนตระกูลชินวัตร” ก็ต้องเทน้ำหนักเต็มไปที่ “พานทองแท้ ชินวัตร” ที่แสดงปฏิกิริยาในเชิงกระฟัดกระเฟียด โดยตั้งเงื่อนไขว่า การที่รัฐบาลจะทำเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อ

“การสร้างความปรองดอง”

อันเป็นเรื่องที่บ่งบอกวิธีคิดของคนในครอบครัว “ชินวัตร” ที่ยึดโยงกับ “พรรคเพื่อไทย-คนเสื้อแดง” ได้เป็นอย่างดีว่า กำลังเอาเงื่อนไขคดีความต่างๆ มาสื่อสารกับ คสช.ที่กำลังเดินหน้าสร้างความปรองดอง ซึ่งว่าไปแล้ว ปฏิกิริยาดังกล่าวจากพานทองแท้ โดยยกเรื่องความปรองดองมาสำทับกับเรื่องคดีความ-การดำเนินการตามกฎหมายกับทักษิณในเรื่องภาษีครั้งนี้ ที่สุดท้ายก็ต้องให้ศาลชี้ขาด ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเท่าใดนัก เพราะทำให้คนย่อมเห็นได้ว่า ทักษิณและคนในตระกูลชินวัตรกวาดมองทุกเรื่องเป็นเงื่อนไขการต่อรองทางการเมืองหมด

“อยู่ๆ มาวันนี้ รัฐบาลยังต้องการเอาอะไรจากครอบครัวผมอีก ตกลงความหมายของคำว่าปรองดองในมุมมองของรัฐบาลนี้ คือ การทำลายล้างฝ่ายที่ถูกตัวเองยึดอำนาจมาให้สิ้นซาก กระทืบกันให้จมดิน เพื่อจะได้เหลือแต่พวกเดียวกัน จะได้ไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น หรือการปรองดองหมายถึงการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขกันแน่ครับ”

ฟาก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวทักษิณ” ระบุว่า การที่จะเรียกเก็บภาษีจากทักษิณ ทั้งที่ศาลฎีกาตัดสินไปแล้ว หวังว่าจะไม่ใช่การใช้อำนาจหรือกฎหมายที่ตนเองมีอยู่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือไล่ล่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“ไม่อยากได้ยินเพียงแค่คำว่าอภินิหารทางกฎหมาย เราอยากเห็นการใช้กฎหมายด้วยความสุจริตและด้วยความเป็นธรรม เราเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ผู้ถือกติกาต้องคำนึงถึงตรงนี้ด้วย”

ขณะเดียวกันก็เชื่อได้ว่า ทักษิณคงได้มีการพูดคุยกับฝ่ายกฎหมาย ทนายความ คนใกล้ชิด ถึงแนวทางการต่อสู้เพื่อหักล้างการวินิจฉัยของกรมสรรพากรไว้แล้ว ซึ่งจุดหมายปลายทางของเรื่องนี้ก็คงไปจบที่ศาลภาษีอากรกลาง

เบื้องต้น คาดว่าตอนนี้ทีมกฎหมายของทักษิณที่อยู่ในพรรคเพื่อไทย จะได้เริ่มเก็บข้อมูล คำสัมภาษณ์ของบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว เพื่อนำมาประมวลและส่งแนวทางการสู้คดีไปให้ทักษิณ แต่รูปแบบ-ข้อโต้แย้งของทักษิณกับทีมทนายความจะออกมาแบบไหน อย่างไรเสียก็ต้องดูก่อนว่าคณะกรรมการวินิจฉัยการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร จะมีความเห็นให้ทักษิณต้องเสียภาษีอย่างไร จากนั้นถึงค่อยนำความเห็นดังกล่าวมาหักล้างต่อไป

แต่ก็อย่างที่วิเคราะห์ไว้ข้างต้นว่า ความเป็นไปของการเรื่องภาษี 1.6 หมื่นล้านครั้งนี้ ยังเหลือเวลาอีกหลายปีกว่าคดีจะสิ้นสุด ดูแล้วน่าจะกินเวลาร่วมสิบปี ถ้าไม่มีการยุติคดีกลางคันเสียก่อน

เวลาที่เหลืออีกหลายปี จึงเชื่อว่าทักษิณน่าจะห่วงคดีความ “เครือข่ายคนตระกูลชินวัตร” อย่างคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ที่ดีเอสไอกำลังตรวจสอบอยู่ และโยงไปถึงพานทองแท้ ชินวัตร-คดีรับจำนำข้าว ทั้งคดีอาญาและคดีค่าเสียหายทางแพ่งของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมถึงมีข่าวว่าอาจต้องไปชี้แจงกรมสรรพากร กรณี สตง.ท้วงติงว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นสมัยเป็นนายกฯ แต่ไม่ได้ยื่นชำระภาษี รวมถึงคดีสลายการชุมนุม 7 ต.ค. ที่สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยทักษิณตกเป็นจำเลย

ความคืบหน้าล่าสุดของคดี “เครือข่ายคนตระกูลชินวัตร” ก็เช่น “คดีรับจำนำข้าว” ก็ปรากฏว่ายิ่งลักษณ์เพิ่งเดินทางไปขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา

โดย คดีรับจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ศาลได้นัดสืบพยานฝ่ายจำเลยนัดสุดท้าย 21 กรกฎาคม 2560

ซึ่งก็มีการวิเคราะห์ว่า หากองค์คณะฯ ไม่มีการเรียกพยานที่อยู่นอกบัญชีพยานของโจทก์กับจำเลย มาไต่สวนเพิ่มเติม ก็มีความเป็นไปได้ที่การนัดฟังคำพิพากษาคดียิ่งลักษณ์อาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม 2560 ซึ่งก็ต้องแล้วแต่การพิจารณาขององค์คณะฯ ที่หลายฝ่ายก้าวล่วงไม่ได้

ทั้งหมดคือความเป็นไปของคดีความ-การสู้คดีของ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” สองพี่น้อง สองอดีตนายกรัฐมนตรีตระกูล “ชินวัตร”.

ไทยโพสต์

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ลีน่าจังจัดหนัก แฉก๊วนขบวนการล้มเจ้า…โกตี๋น็อคคาไมค์

9

เสียงวิทยุใต้ดินจากฝั่งลาว ในนาม ‘สถานีไทยเสรีเพื่อสาธารณรัฐไทย’ ยังส่งผ่านยูทูบทุกค่ำคืน และมีการใช้แอพพลิเคชั่นไลน์สื่อสารสองฝั่งโขง

แม้ฝ่ายความมั่นคงไทย ทั้งระดับรองนายกรัฐมนตรี, ผู้บัญชาการทหารบก และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ จะพยายามพูดคุยกับ “ผู้นำลาว” แต่ก็ยังยุติการส่งกระจายเสียงของวิทยุออนไลน์ใต้ดินไม่ได้

ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ หรือ ลุงสนามหลวง และวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ เรดการ์ด หรือ สหายหมาน้อย ต่างไม่ยอมหลับนอน จัดรายการสดๆ เปิดสายให้คนเสื้อแดง ทั้งในไทยและทั่วโลกเข้าไปแสดงความคิด

ว่ากันว่า ชูชีพ เป็นนักธุรกิจ มีเงินทุน จึงได้เลี้ยงดูปูเสื่อฝ่ายความมั่นคงฝั่งซ้าย ที่คอยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตอยู่ทางฝั่งลาว

ช่วงที่รัฐบาลประยุทธ์เปิดเกมรุกกดดันธรรมกาย ด้วยมาตรา 44 “โกตี๋ เรดการ์ด” ได้ปลุกระดมมวลชนคนเสื้อแดงให้สนับสนุนการต่อสู้ของชาววัดพระธรรมกาย แต่มีคนทางบ้านติดต่อทาง “ไลน์ลับ” ร้องขออย่าให้กลุ่มโกตี๋ เข้ามาเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย เพราะมันจะทำให้ฝ่าย คสช.นำไปเป็นข้ออ้างว่ามีกลุ่มหมิ่นสถาบันฯให้การสนับสนุนชาวธรรมกาย

กลยุทธ์ในการทำวิทยูใต้ดินของพวกชูชีพ-โกตี๋ ได้เปลี่ยนจากการตั้งสถานีในบ้านเช่ากลางนครหลวงเวียงจันทน์ ให้มีลักษณะจรยุทธ์ ไม่ต้องมีห้องส่ง แต่ใช้โฟนอินจากจุดหลบซ่อน และมอบให้ “ชุนทอง-แยม” สมาชิกวงไฟเย็นส่งสัญญาณไปทาง “แดงฮาร์ดคอร์” ในยุโรป คอยอัพขึ้นยูทูบ

กลุ่มชูชีพ-โกตี๋ ยังชูแนวคิดสหพันธรัฐ ไม่เอาสถาบันเบื้องสูง

ทุกวันนี้ โกตี๋ ยังเพ้อฝันจะตั้ง “เขตปลดปล่อย” ในประเทศไทย และเตรียมระดมคนเสื้อแดงไปฝึกที่ฝั่งซ้าย โดยมี “สหายเลือด” อดีตผู้กองทหารป่า เขตงานอีสานใต้ จะเป็นครูฝึก

แต่ในเบื้องต้น โกตี๋ประกาศผ่านยูทูบ “ขอยืมเงิน” จากผู้รักประชาธิปไตย มาใช้ในการก่อตั้งขบวนการปฏิวัติล้มล้างระบอบ คสช.

ล่าสุด “ลีน่าจัง” ได้จัดทอล์คสดๆ ผ่านยูทูบ เมื่อวันที่ 14 มี.ค. แฉพฤติกรรม “โกตี๋” แกนนำแดงปทุมธานี เป็นพวก 18 มงกุฎ จัดรายการหลอกลวงประชาชนว่า จะตั้งรัฐไทยใหม่ ให้คนโอนเงินไปใช้ เสวยสุขอยู่ในเมืองลาว

วันที่ 15 มี.ค. ลีน่าจัง ไม่ยอมถอย จัดรายการสดโจมตี “ก๊วนโกตี๋” ว่าเป็นพวกล้มเจ้า

ด้านโกตี๋ ในนาม “สหายหมาน้อย” ได้จัดรายการสดๆ ผ่านยูทูบ โต้ตอบลีน่าจังในทุกประเด็น

เล่ากันว่า เมื่อคืนวันพุธที่ 15 มี.ค. โกตี๋ จัดรายการสดตั้งแต่ 4 ทุ่ม ไปจนใกล้สว่าง โดยแก้ข้อกล่าวหาว่า เขาเป็นพวก 18 มงกุฎ หรือหลอกเงินแฟนคลับ เขาพูดๆๆๆ จนกระทั่ง “น็อค” หลับคาไมค์ และปิดรายการคืนนั้นไปเลย

วันต่อมา “ขุนทอง ไฟเย็น” จึงออกมาพูดชี้แจงเรื่องโกตี๋น็อค เพราะไม่ค่อยได้พักผ่อน ต้องเดินทางตลอดเวลา และหลบๆ ซ่อนๆ เนื่องจากไม่ไว้ใจทางลาว หวั่นว่าจะถูกจับ และส่งตัวกลับมารับโทษที่เมืองไทย

ศึกวิวาทะข้ามโขงของ ลีน่าจัง กับ โกตี๋ ยิ่งกว่ามวยถูกคู่ ซึ่งลีน่าจังกล่าวในยูทูบว่า เธอทนไม่ไหวที่เห็นพวกแก๊งจวบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงลุกขึ้นปกป้องสถาบันฯ

ขอบคุณคมชัดลึก

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

โชว์ความสำเร็จก้าวแรก ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก..”ระเบิดจากข้างใน”

6

ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ซึ่งเริ่มใช้ปีนี้ กำหนดเกณฑ์รายได้มาตรฐานความจำเป็นพื้นฐานอยู่ที่ 38,000 บาท/คน/ปี จากผลสำรวจพบว่ามีกว่า 2.14 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 6.5 ล้านคน ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ขณะที่ยอดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย (รายได้ต่ำกว่าปีละ 100,000 บาท) เมื่อปีกลายมีอยู่ 8.3 ล้านคน

แม้ไม่มีนิยามที่ชัดเจนในการแบ่งกลุ่มคนไทย 1.0 คนไทย 2.0 คนไทย 3.0 และคนไทย 4.0 แต่ถ้าจะจัดคนจนกลุ่มนี้ให้อยู่ในกลุ่มคนไทย 1.0 ก็เห็นจะไม่ผิด

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. จะยกระดับประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้สำเร็จ ผมว่าต้องผลักดันคนไทย 1.0 และ 2.0 ซึ่งเป็นคนระดับฐานรากและมีจำนวนเกินกว่าครึ่งประเทศ ให้มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น ค่อยๆขยับไปอยู่ 2.0 และ 3.0 ให้ได้เสียก่อน

แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

ที่ผ่านมารัฐบาลได้ตั้ง คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานภาครัฐ คุณอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นเลขานุการภาครัฐ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ เป็นประธานภาคเอกชน คุณประวิช สุขุม ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ เป็นเลขานุการภาคเอกชน

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐเน้นที่ ภาคเกษตร การแปรรูป และ การท่องเที่ยว โดยยึดหลักการ “ชุมชนลงมือทำ เอกชนร่วมขับเคลื่อน รัฐสนับสนุน”

ชุมชนต้องลงมือทำด้วยตัวเอง หมดสมัยแล้วที่คอยแบมือรอรับของจากรัฐอย่างเดียว ชุมชนต้องมีใจและมีความคิดอยากทำ แล้วเข้าไปร่วมสานพลังประชารัฐ จึงจะเกิดแรงขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ ตรงกับแนวพระราชดำรัส “ระเบิดจากข้างใน” ของในหลวงรัชกาลที่ 9

ลมกรด

โดย ลมกรด 17 มี.ค. 2560 05:01

หมายเหตุประเทศไทย ไทยรัฐ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

วิเคราะห์การเมืองไทยรัฐมองใกล “ทางยาวเริ่มเห็นผล”

5
ไทยรัฐหน้า 3 ไม่เสียทีเป็นพี่เอื้อย

ทางยาวเริ่มเห็นผล

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มี.ค. 2560 05:01

นานๆจะได้ยินเสียงของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่บังเอิญมีคิวพูดในวันเดียวกัน

ทางหนึ่ง “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการค่ายเยาวชน ฝากไปยังผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่มีหน้าที่สร้างเด็กให้เป็นคนดี โดยวิธีที่ดีที่สุดคือ การทำตัวเป็นแบบอย่างให้เด็กเห็น เพราะจะได้ภูมิใจที่เกิดมาได้ตอบแทนคุณแผ่นดิน ตามที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เคยรับสั่ง ขอให้สร้างคนดีมากกว่าสร้างคนเก่ง เพราะหากเป็นคนเก่ง แต่ไม่เป็นคนดี ก็อาจเป็นโทษแก่บ้านเมืองได้

วันเดียวกัน อีกด้านหนึ่งนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “สูงวัยอย่างมีคุณค่า น้อมพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง”

ระบุที่ผ่านมาระดับชาติยังไม่รู้ตัวในเรื่องการรองรับผู้สูงอายุ การเตรียมการจึงไม่สมบูรณ์ แต่งานวันนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง ตัวเลขน่าตกใจ จำนวนผู้สูงอายุสูงมาก อายุยืน เกิดน้อย

“ดร.สุเมธ” แนะดูแลคนสูงวัยให้มีคุณภาพ

“ป๋าเปรม” แนะให้สร้างเด็กเป็นคนดี

เป็นโจทย์ 2 ข้อใหญ่ๆที่รัฐบาลของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องจดไว้เป็นการบ้าน
ในสถานการณ์ที่แม่น้ำ 5 สายกำลังไหลลง

เพราะผู้ใหญ่ทำตัวไม่เป็นแบบอย่างที่ดีกับเด็ก และปัญหาคนสูงอายุที่ไม่มีคุณภาพ

จากกระแสร้อนๆปมฉาวที่ท่านผู้ทรงเกียรติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีเรื่องขึ้นโรงพักไปเคลียร์คดีทำร้ายร่างกายบาร์เทนเดอร์ผับเพราะไม่พอใจที่ถูกเรียก “ป๋า”

เรื่องลามใหญ่โตถึงขนาด “นายกฯลุงตู่” ต้องตอบคำถามแบบละเหี่ยใจ

เพลียกับคุณภาพของ “นักลากตั้ง” ที่ฉุดเครดิต ถ่วงอำนาจพิเศษ
หาเหตุมาเพิ่มภาระให้รัฐบาลที่กำลังเดินหน้าปั๊มเนื้องาน เพื่อลดแรงเสียดทานในการประคองเรือแป๊ะช่วงท้ายๆปลายโรดแม็ป
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ยังพอมีข่าวดีๆที่แทรกมาเป็นระยะ

ตามการฟันธงของนางแอนนา กอร์บาโช เจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ภายหลังเดินทางมาประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2560 ระบุชัดเลยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวต่อเนื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป

โดยการใช้จ่ายภาครัฐตามแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะมีบทบาทเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมีส่วนช่วยกระตุ้นการลงทุนเอกชน

ผลการสรุปของไอเอ็มเอฟเป็นการสำทับที่เว็บไซต์บลูมเบิร์กได้จัดอันดับให้เมืองไทย “ครองแชมป์” ประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลก เทียบกับ 74 ประเทศ

วัดจากตัวเลขการว่างงานและภาวะเงินเฟ้ออยู่ในจุดที่น้อยกว่าบ้านเมืองอื่น

2 ช็อตสำคัญที่ยืนยันโดยองค์กรระดับโลก

ตอกย้ำว่า เศรษฐกิจไทย “มาถูกทาง”

อ้างได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า เป็นผลจากการทำงานหนักของ “นายกฯลุงตู่” กับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล

เป็นเนื้องานที่เห็นผลในระยะทางยาวๆ

และนั่นก็น่าจะเพิ่มความมั่นใจ ตามจังหวะที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดล่าสุด มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศฯ และร่าง พ.ร.บ.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติฯ

ล็อกโมเดลปฏิรูปตามยุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปี

รัฐบาลชุดต่อไป ใครไม่ทำตาม มีผลทางกฎหมายถึงขั้นโดนถอดถอนหลุดจากอำนาจได้

อย่างน้อยก็เป็นความชัดเจนของนโยบายที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ จะใช้เป็นฐานข้อมูลในการตัดสินใจวางแผนการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย

ไม่ต้องเสียวกับการเมืองที่พลิกขั้วไป พลิกขั้วมา.

ทีมข่าวการเมือง

http://www.thairath.co.th/content/886080

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

…เพราะในหลวงพิจารณาให้เป็นพิเศษฉันจึงได้สมณศักดิ์ทุกวันนี้…: หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

2

“…เพราะในหลวงพิจารณาให้เป็นพิเศษฉันจึงได้สมณศักดิ์ทุกวันนี้…”

“หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ”

***พระนอกรีตเกิดจากอะไรครับ?

เกิดจากความบกพร่องของคณะสงฆ์ที่ไม่ปรับปรุงให้ดีขึ้น ยังมีพระผู้ใหญ่โง่ๆ อยู่หลายรูป การนิมนต์พระไปเจิมเรือบินพรมน้ำมนต์ไม่ได้ทำให้สิ่งนั้นเกิดสิริมงคล เพราะความเป็นสิริมงคลนั้น เกิดจากการปฏิบัติของคนๆ นั้น สู้เอาธรรมะไปใช้ไม่ได้เป็นสิริมงคลมากกว่าน้ำมนต์ เป็นสิริมงคลมากกว่าการเจิมหลายเท่า
***หลวงพ่อเคยเห็นผีบ้างหรือเปล่า?
ฉันไม่เคยเห็น ส่วนคนที่อ้างว่าเคยเห็นผีนั้นแสดงว่าคนๆ ยังโง่อยู่ ยิ่งคนที่นับถือผีนับถือเจ้านับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งเป็นคนโง่เข้าไปกันใหญ่

***คนเราตายแล้วไปไหนครับ?

ทำไมถามโง่ๆ แบบนี้ คนเราตายแล้วก็ต้องไปป่าช้าไปเมรุนะซิ คนที่บอกว่าตายแล้วไปสวรรค์หรือไปนรกนั้นบอกไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มันอยู่ในใจ อย่างที่เขาพูดว่า สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ ทั้งอกและใจมันก็อยู่บริเวณเดียวกันแสดงว่าสวรรค์และนรกก็อยู่ที่เดียวกัน คนที่คิดดี พูดดี ทำดี เมื่อตายไปแล้วก็จะได้ไปอยู่สวรรค์ ส่วนคนที่คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ใจชั่ว เมื่อตายไปแล้วก็ตกนรก ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชาติหน้ามีจริงหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆ คือเราต้องทำชาตินี้ให้ดีที่สุดก็แล้วกัน

***ทำบุญอย่างไรให้ได้บุญครับ?

ทำบุญให้เป็นประโยชน์ ให้ทานให้เป็นประโยชน์ เช่น สร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล ส่วนการปล่อยนก ปล่อยปลา และปล่อยเต่านั้นได้บุญนิดหน่อยเพียงทำให้เกิดความสบายใจในขณะที่ทำเท่านั้น แต่เบื้องหลังแล้วเป็นการส่งเสริมเป็นการทรมานสัตว์ เป็นเรื่องไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเขาต้องจับปลา จับนก และจับเต่ามาจากธรรมชาติมาขังไว้เพื่อรอให้คนมาซื้อ เรายิ่งซื้อมากเท่าไรเขาก็ยิ่งจับมาขายมากเท่านั้น เท่ากับว่าเป็นการส่งเสริมให้เกิดอาชีพที่ทุจริตมากเท่านั้น

***สร้างวัดใหญ่ โบสถ์โตๆ ได้บุญมากหรือเปล่า?

ได้บุญมากหรือน้อยไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่ทำบุญและก็ไม่ได้อยู่ที่ความใหญ่ของศาสนสถาน พระใหญ่ เจดีย์ใหญ่ โบสถ์ใหญ่ ฉันไม่คิดสร้าง แต่คิดจะสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่น วิทยาลัยสงฆ์ โรงพยาบาล พวกที่สร้างเป็นพวกที่บ้าวัตถุเพื่อให้ได้ยศ พระบางรูปหวังเพื่อให้ได้รับการพิจารณาเลื่อนสมณศักดิ์ให้สูงมากยิ่งขึ้น
***จริงๆ แล้วการพิจารณาเลื่อนสมณศักดิ์ควรพิจารณาจากอะไร? ฉันเคยไปนั่งพิจารณาการเลื่อนสมณศักดิ์ในฐานะรองเจ้าคณะภาค ทำให้ได้รู้ว่าพระผู้ใหญ่พิจารณาเลื่อนสมณศักดิ์จากสิ่งโง่ๆ พิจารณาโดยดูจากวัตถุที่พระสร้างเป็นหลัก พระบางองค์ไม่ควรได้เลื่อนสมณศักดิ์แต่ก็ได้เลื่อน พระบางองค์ก็ไม่ควรเป็นสมาชิกเถระสมาคมเสียด้วยซ้ำ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วควรพิจารณาว่าพระรูปนั้นๆ เทศนาคนได้มากน้อยเพียงใด ได้สอนธรรมะให้คนฉลาดขึ้นบ้างหรือเปล่า คนในหมู่บ้านใกล้วัดนั้นดีขึ้นบ้างหรือไม่ ทำคนให้มีธรรมะได้มากน้อยเพียงใด วัดใดที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านใกล้วัด เจ้าอาวาสวัดนั้นไม่ควรได้เลื่อนสมณศักดิ์

***แล้วหลวงพ่อได้เลื่อนสมณศักดิ์เพราะอะไรครับ?

ถ้าให้เถระสมาคมพิจารณาฉันคงไม่ได้เลื่อนสมณศักดิ์ เพราะฉันมีนโยบายสร้างคนแต่จะไม่สร้างวัตถุสิ่งของ ในขณะที่เถระสมาคมเขาพิจารณาจากการสร้างศาสนสถานเป็นหลัก และฉันก็ไม่เคยสร้างอะไรที่ใหญ่โตแข่งกับวัดอื่นๆ ที่ฉันได้มาเพราะในหลวงพิจารณาให้เป็นพิเศษฉันจึงได้สมณศักดิ์ทุกวันนี้…

บทสัมภาษณ์ของ “หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ” ตีพิมพ์ใน “คมชัดลึก” ฉบับวันที่ 12 กันยายน 2545

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

กรุงเทพโพลชี้ ธรรมกายขายบุญ ทำบุญให้เป็นสินค้า

33211867912_a1f95be2a3_k
กรุงเทพโพลล์เผยสำรวจบทเรียนที่ชาวพุทธได้จาก กรณี “พระธัมมชโย” มากที่สุดคือ การนำความศรัทธาของชาวพุทธมาแปลงเป็นผลประโยชน์เข้าวัดในรูปของการทำบุญและร้อยละ 63.5 ยังระบุว่าทำให้เกิดความเข้าใจผิดเรื่องการทำบุญโดยเห็นบุญเป็นสินค้า

11 มี.ค. 2560 จากกรณีข่าวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและ พระลูกวัดในขณะนี้กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “ถอดบทเรียนพระธัมมชโย : วิกฤตการณ์สั่นคลอนพระพุทธศาสนา” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่นับถือศาสนาพุทธจำนวน 1,075คน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่า
บทเรียนที่ชาวพุทธได้รับจาก กรณี “พระธัมมชโย” มากที่สุด ร้อยละ 25.9 คือ การนำความศรัทธาของชาวพุทธมาแปลงเป็นผลประโยชน์เข้าวัดในรูปของการทำบุญรองลงมาร้อยละ 24.9 คือแสดงให้เห็นว่าชาวพุทธมีความเข้าใจในหลักธรรมทางพุทธศาสนาน้อยมากจึงง่ายที่จะคล้อยตามและหลงใหลศรัทธา และร้อยละ 21.1 คือการปล่อยให้มีการปลูกฝังคำสอนที่ผิดบิดเบือนการสอนพระธรรมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่
ส่วนเรื่องที่กระทบต่อแนวคิดและหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาจาก“กรณีธรรมกาย” ชาวพุทธ ร้อยละ 63.5 ระบุว่าเกิดความเข้าใจผิดเรื่องการทำบุญโดยเห็นบุญเป็นสินค้าจ่ายเยอะได้บุญเยอะ รองลงมาร้อยละ 51.3 ระบุว่าใช้การตลาดเข้ามาบริหารวัดซึ่งขัดต่อพระพุทธศาสนาที่เน้นความเรียบง่าย และร้อยละ 50.6 ระบุว่า สร้างค่านิยมที่“หวังผลดลบันดาล” มัวเมาอยู่ในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
ส่วนความกังวลต่อวิถีแห่งศรัทธาทางพระพุทธศาสนาของประเทศไทยจากเหตุการณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ร้อยละ 54.6 ระบุว่ากังวลค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 45.4 กังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
เรื่องที่อยากให้มีการปฏิรูปในวงการพุทธศาสนาให้เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด ร้อยละ 35.8 ระบุว่า ให้ยึดและเผยแพร่พระธรรมคำสอนที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนารองลงมาร้อยละ  27.7 ระบุว่า พระภิกษุควรประพฤติตามวินัยสงฆ์การอันใดไม่ใช่กิจของสงฆ์ไม่ควรยุ่ง และร้อยละ 10.2ระบุว่าให้กลั่นกรองผู้เข้ามาบวชเรียนอย่างเคร่งครัดการปฏิรูปในวงการพุทธศาสนาให้เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด ร้อยละ 35.8 ระบุว่า ให้ยึดและเผยแพร่พระธรรมคำสอนที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนารองลงมาร้อยละ  27.7 ระบุว่า พระภิกษุควรประพฤติตามวินัยสงฆ์การอันใดไม่ใช่กิจของสงฆ์ไม่ควรยุ่ง และร้อยละ 10.2ระบุว่าให้กลั่นกรองผู้เข้ามาบวชเรียนอย่างเคร่งครัด
Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เปิด”กฎมหาเถรสมาคมฉบับ 21″ กฎหมายสึกพระธัมมชโย

แค

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แจงกฎหมายสงฆ์ กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 พร้อมขั้นตอนให้ พระภิกษุสละสมณเพศ กรณีสึก “พระธัมมชโย”เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2538) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ออกโดยอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 15 ตรี และมาตรา 27 แห่ง พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มหาเถรสมาคมตรากฎมหาเถรสมาคมไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 กฎมหาเถรสมาคมนี: เรียกว่า “กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2535) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ

ข้อ 2 กฎมหาเถรสมาคมนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในแถลงการณ์คณะสงฆ์เป็นต้นไป

ข้อ 3 ในกรณีพระภิกษุรูปใด

(1) ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเรื่องเดียวกันหรือหลายเรื่องเป็นอาจิณ ให้เจ้าอาวาสวัดซึ่งพระภิกษุรูปนั้นสังกัด หรือพํานักอาศัยมีอํานาจหน้าที่แนะนํา ชี้แจง ตักเตือน ให้พระภิกษุรูปนั้นประพฤติตามพระธรรมวินัยเป็นลายลักษณ์อักษร โดยกําหนดเวลาให้ปฏิบัติ หากพระภิกษุรูปนั้นไม่ปฏิบัติตามคําแนะนํา ชี้แจง ตักเตือน ภายในเวลาที่กําหนด ให้เจ้าอาวาสซึ่งพระภิกษุรูปนั้น สังกัดหรือพํานักอาศัย รานงานโดยลําดับ จนถึงเจ้าคณะอําเภอเจ้าสังกัด เพื่อวินิจฉัยให้สละสมณเพศต่อไป

(2) ไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง หรือไม่มีวัดเป็นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ให้พระภิกษุผู้ดํารงตําแหน่งปกครองวัดหรือพระภิกษุผู้ดํารงตําแหน่งปกครองคณะสงฆ์ ในเขตท้องที่ที่พบพระภิกษุรูปนั้น มีอํานาจหน้าที่วินิจฉัยให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้

ข้อ 4 ในกรณีที่มีการฟ้องร้องว่าพระภิกษุรูปใดกระทําความผิดอันเป็น “ครุกาบัติ” เมื่อคณะผู้พิจารณาชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรมแล้ว มีคําสั่งประทับฟ้องเพื่อดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยต่อไปก็ดี คณะผู้พิจารณาชั้นต้นวินิจฉัยแล้วไม่ว่าจะลงนิคหกรรม หรือไม่ก็ตาม และเรื่องยังอยู่ภายในกําหนดเวลาอุทธรณ์ก็ดี หรือมีการอุทธรณ์ ภายในกําหนดเวลาแล้วไม่ว่าคณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์แล้วแต่กรณี รายงาน ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพระธรรมวินัยที่เกี่ยวข้องต่อมหาเถรสมาคม

ในกรณีที่การพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมอยู่ในชั้นฎีกา กรรมการมหา เถรสมาคมรูปใดรูปหนึ่งอาจรายงานต่อมหาเถรสมาคมเพื่อให้ดําเนินการตามข้อนี้ นอกเหนือจากการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมก็ได้

ในกรณีที่มหาเถรสมาคมพิจารณาจากรายงานดังกล่าวและพยานหลักฐานอื่นประกอบกันแล้ว เห็นว่าพระภิกษุผู้เป็นจําเลยประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัย เรื่องเดียวกัน หรือหลายเรื่องอันเป็นโลกวัชชะเป็นอาจิณ ทั้งความประพฤตินั้นเมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่ล่วงมาแล้ว หากให้ดํารงเพศบรรพชิตต่อไป จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนา และการปกครองคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมมีอํานาจวินิจฉัยให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศได้ ทั้งนี้ไม่กระทบต่อการพิจารณาวินิจฉัย การลงนิคหกรรมที่กําลังดําเนินการอยู่ไม่ว่าในชั้นใดๆ

ข้อ 5 คําวินิจฉัยให้พระภิกษุสละสมณเพศตามข้อ 3 หรือข้อ 4 ให้เป็น อันถึงที่สุด

ข้อ 6 เมื่อคําวินิจฉัยให้พระภิกษุรูปใดสละสมณเพศตามข้อ 3 หรือ 4 แล้ว ให้เจ้าอาวาสซึ่งพระภิกษุรูปนั้นสังกัด หรือพํานักอาศัย หรือพระภิกษุผู้ดํารง ตําแหน่งปกครองวัด หรือพระภิกษุผู้ดํารงตําแหน่งปกครองคณะสงฆ์ในเขตท้องที่ที่พบพระภิกษุรูปนั้นแล้วแต่กรณี แจ้งผลคําวินิจฉัยให้พระภิกษุรูปนั้นทราบ และ จัดการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศ ในกรณีที่ไม่อาจพบพระภิกษุรูปนั้น หรือพระภิกษุรูปนั้นไม่ยอมรับทราบคําวินิจฉัยเมื่อปิดประกาศคําวินิจฉัยไว้ ณ ที่พํานักอาศัยของพระภิกษุรูปนั้น ถือว่าพระภิกษุรูปนั้นทราบคําวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว

ข้อ 7 พระภิกษุผู้ต้องคําวินิจฉัยให้สละสมณเพศต้องสึกภายในสามวัน นับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคําวินิจฉัยนั้น ในกรณีที่พระภิกษุรูปนั้นไม่สึกภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้พระภิกษุผู้มีหน้าที่จัดการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณะเพศอารักขาต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายราชอาณาจักร เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคําวินิจฉัย

ข้อ 8 ให้คณะผู้พิจารณาชั้นต้น หรือชั้นอุทธรณ์แล้วแต่กรณี ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณา วินิจฉัยการลงนิคหกรรมตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรมและการพิจารณานั้นยังไม่ถึงที่สุด ปฏิบัติตามกฎมหาเถรสมาคมนี้ และกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2521) ต่อไป

ซึ่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 ได้ตราไว้เมื่อ วันที่ 22 มีนาคม 2538 และลงนามโดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายก ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม

ไทยพีบีเอส

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ถอดสมณศักดิ์จากไชยบูลย์ถึงทัตตชีโว…ส่อเค้า “ปาราชิก” ทั้งคู่ ท่าทางจะตายหมู่ในเร็ววัน

ทัตต

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ถอดถอนสมณศักดิ์ พระทัตตชีโว จาก พระราชภาวนาจารย์ เนื่องจากทำผิดตามมาตรา 157 และไม่ปฏบัติตามคำสั่ง คสช. …

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.2560 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ถอดถอนสมณศักดิ์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ด้วยพระราชภาวนาจารย์ (พระทัตตชีโว หรือ เผด็จทัตตชีโว) วัดพระธรรมกายจังหวัดปทุมธานีเข้าข่ายการเป็นผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหา และการนําเงินของวัดพระธรรมกายไปเล่นหุ้น เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และยังเป็นผู้ต้องหากระทําความผิดโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5 / 2560 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 โดยพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้ผู้ต้องหามาพบ และรายงานตัวแต่ผู้ต้องหาไม่มาตามกําหนดพนักงานสอบสวนจึงได้ออกหมายเรียกอีก จนถึงปัจจุบันผู้ต้องหาก็ยังไม่มาพบพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด จึงไม่สมควรดํารงอยู่ในสมณศักดิ์ต่อไปและได้นําความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมต่อไปแล้ว

บัดนี้ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ถอดถอนพระราชภาวนาจารย์ (พระทัตตชีโว หรือ เผด็จ ทัตตชีโว) ออกจากสมณศักดิ์ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2560

ประกาศ ณ วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

ผู้รับสนองพระราชโองการ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

( ภาพข่าวไทยรัฐ )

0000

ช่วงบ่ายๆ วานนี้ ดีเอสไอประกาศวานนี้ว่า อีก 5 วัน กรณีวัดพระธรรมกายต้องจบ

ขณะเดียวกันก็มีการ “ออกหมายจับ” พระมหาสนิทวงศ์ ผู้ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรของวัดพระธรรมกาย กระทำผิดหลายข้อหา

ท่ามกลางการรอคอยของประชาชนพลเมืองเนต ที่เรียกกันว่า “โซเชียล” วิพากษ์วิจารณ์ว่า เรื่องของวัดพระธรรมกายเมื่อไหร่จะจบ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมตรีก็ออกมาให้ข่าวว่า ในวันที่ 10 นี้ สำนักพระพุทธศาสนาจะเข้าประชุมร่วมกับมหาเถรสมาคม เป็นการกำหนดประชุมประจำเดือน ทุก 10  วัน ไม่ใช่เป็นการประชุมวาระพิเศษ แต่จะนำเรื่องประเด็นต่างๆ เข้าหารือ ขอความอนุเคราะห์จากมหาเถรสมาคม ในเรื่องการลง “นิคหกรรมปาราชิก”  พระไชยบูรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายหลังมีพระราชโองการถอดสมณศักดิ์ไปแล้ว ทั้งในกฏมหาเถรข้อที่ 11 และ 21 หากมีหนทางอื่นที่ดีกว่าก็ให้ช่วยเสนอมา

กลางดึกเมื่อคืน มีพระราชโองการ เรื่อง ถอดถอนสมณศักดิ์ พระทัตตชีโว จาก พระราชภาวนาจารย์ เนื่องจากทำผิดตามมาตรา 157 และไม่ปฏบัติตามคำสั่ง คสช.

อ่านเผินๆ ก็นึกว่าไม่มีอะไรมาก แต่รายละเอียดนั้นบอกว่า…”ผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหา และการนําเงินของวัดพระธรรมกายไปเล่นหุ้น เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157″

ตรงนี้หนักหนาสาหัส เพราะนอกจากคดีทางโลก มีโทษจำคุกแล้ว คดีทางสงฆ์ เมื่อเกี่ยวพันกับเรื่อง “เงินๆ ทองๆ ” ระดับเล่นหุ้นไปแล้ว ก็ชัดเจนว่าเข้าข่าย “ปาราชิก 4″ เข้าไปเต็มๆ

แม้ในพรบ.สงฆ์ บอกว่าให้รอให้ศาลพิจารณาจนสิ้นสุดกระบวนความ จึงให้ทำ “จับสึก” ได้ แต่ทางออกของมหาเถรสมาคมยังมีระเบียบข้องที่ 21 สามารถมีมติออกคำสั่งให้เป็น “ปาราชิก” ได้ แม้ศาลยังไม่ตัดสินก็ตาม เช่นเดียวกับกรณีของ “ยันตระ” ซึ่งเคยใช้แนวทางนี้ดำเนินการมาแล้ว

จะว่าไป ข้อหาขนาดนี้ตามรูปการณ์ที่วิญญูชนพึงวิเคราะห์ได้ ทั้งนายไชยบูลย์ หรือ ทัตตชีโว เป็น “ปาราชิก” ไปเรียบร้อยแล้ว

เมื่อขาดจากความเป็นพระ ตำแหน่งหน้าที่ปกครองในวัดก็หมดไปด้วย หากทางมหาเถรสมาคมหรือคณะสงฆ์ผู้ปกครองจะดำเนินการต่างภายในวัดธรรมกาย ตลอดจนการเข้าไปตรวจค้นจับกุม นายไชยบูลย์ ก็ง่ายขึ้น

ก็ได้แต่หวังว่า ภายใน 5 วันนี้ ประชาชนคงได้เห็นความชัดเจน จบภาคแรก “จับธัมมชโย” ขึ้นศาล

ส่วนเรื่องที่เหลือก็ให้ทางพระท่านว่าของท่านไป เท่านั้น

แคน ไทเมือง

“มหาเถรสมาคม สามารถใช้กฎ มส.ฉบับที่ 21 ปี 2538 สั่งให้ธัมมชโย สละสมณเพศ เรียกว่าเป็นการสึกกลางอากาศ เหมือนครั้งหนึ่งเคยดำเนินการกับพระยันตระมาแล้ว โดยที่มหาเถรสมาคมประชุมและมีมติให้พระยันตระพ้นจากการเป็นพระโดยไม่ต้องนำตัวมาดำเนินการ ”

นายไพบูลย์ นิติตะวัน

17191533_719967578178016_412053201443798186_n

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สื่อนอกที่ไม่เป็นมิตรคิดแต่บั่นทอนความมั่นคงของสถาบันฯ ควรไปจากแผ่นดินนี้!

bbc

วิทยุบีบีซี.ดับทั่วเอเชีย หลังเจรจาเช่าจากไทยล้มเหลว

สื่อนอกที่ไม่เป็นมิตรคิดแต่บั่นทอนความมั่นคงไทย ควรไปจากแผ่นดินนี้

สมควรแก่เหตุสื่อที่มักใส่ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์เสมอมา…รัฐบาลไทยไม่ควรไปดูแล เพราะเป็น”ม้าอารีย์” ให้ใช้พื้นที่ไทยเป็นฐานใหญ่ในการกระจายเสียงวิทยุทั่วเอเชียมานาน

แถมจะขอต่อสัญญาเผยแพร่โดยไม่ผ่านการเซ็นเช่อร์…ใครจะยอม!

0000

วิทยุบีบีซี.ดับทั่วเอเชีย หลังเจรจาเช่าจากไทยล้มเหลว

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงในว่า สถานีวิทยุบีบีซี ภาคภาษาไทยพยายามหารือเพื่อทำสัญญาเช่าสถานีดังกล่าวต่ออีก 20 ปี เพราะเป็นสถานีถ่ายทอดสัญญาณวิทยุคลื่นสั้นหลักสำหรับภูมิภาคเอเชียทั้งหมด และสถานีถ่ายทอดสัญญาณนี้ ทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณวิทยุบีบีซีภาคภาษาท้องถิ่นต่างๆไปยังประเทศที่มีการควบคุมเข้มงวด อย่าง จีน และเกาหลีเหนือ และไปยังพื้นที่ของประเทศที่วิทยุยังคงเป็นสื่อหลัก อย่าง ปากีสถานและอัฟกานิสถาน

แต่การกระจายเสียงจากสถานีถ่ายทอดสัญญาณได้ยุติลงตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา เมื่อหมดสัญญาเช่าแถลงการณ์ของบีบีซี ระบุว่า แม้จะมีความพยายามเจรจากันมาอย่างยาวนาน แต่ก็ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่จะเช่าสถานีดังกล่าวต่อได้

ทั้งนี้ บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส ผลิตรายการข่าวที่ไม่มีการเซ็นเซอร์ออกเป็นภาษาต่างๆ 29 ภาษา อยู่ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งจากรัฐบาลอังกฤษ แต่กองบรรณาธิการอำนวยการเป็นอิสระ

สถานีถ่ายทอดสัญญาณประจำภูมิภาคเอเชีย ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในไทย จากที่เคยตั้งอยู่ที่ฮ่องกง ในปี2540 หลังจากอังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนให้กับทางการจีน”

0000

เมื่อให้โอกาสและไม่เซ็นเซ่อร์เพราะเห็นแก่มิตรภาพอันยาวนาน

แต่เมืองกองบรรณาธิการเป็นอิสระ คิดทิ่มแทงเจ้าของประเทศที่ให้เป็นฐานกระจายเสียง

ย่อมสมควรแก่เหตุแล้วที่ไม่ต่อสัญญาให้อีกต่อไป

ที่ให้แล้ว ๆ มาก็นับว่าเกินพอ!

แคน ไทเมือง

ขอบคุณภาพข่าวเนชั่น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

จากซูม ไทยรัฐ ถึง ทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

ผมมีเพื่อนเก่าที่ผมมีความรักความชอบเป็นส่วนตัวอยู่ท่านหนึ่ง ที่วัดพระธรรมกาย เพราะเคยมีความหลังฝังใจอยู่กับท่านและได้มีส่วนร่วมทำความผิดไว้กับท่าน ซึ่งผมยังจำได้ดีจนถึงทุกวันนี้

พระราชภาวนาจารย์ หรือ ท่านทัตตชีโว หรือชื่อเดิม เผด็จ ผ่องสวัสดิ์ รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายนั่นแหละครับ

ท่านเคยเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษารุ่นเดียวกับผม คือรุ่นที่ 21 หรือที่ใช้โค้ดว่า “ตอ.21” ห้องติดกันพอดิบพอดีสมัยเรียน ม.7 เมื่อ พ.ศ.2501

ท่านเรียนอยู่ห้อง 29 ของตึกหนึ่ง ซึ่งอยู่ค่อนมาทางถนนพญาไท ผนังห้องชนกับห้อง 39 ที่ผมเรียน จึงเห็นหน้าเห็นตากันทุกวัน

น่าเสียดายที่การเห็นหน้าทุกวันกลับเป็นผลเสีย เพราะเพื่อนๆผมหลายคนเกิดไม่ต้องชะตากับท่าน และกล่าวหาว่านายเผด็จ ห้อง 29 จากเมืองกาญจน์คนนี้ ชอบเดินส่ายอาดๆ เหมือนท้าทายและชอบส่งเสียงดัง ซึ่งเพื่อนผมเห็นว่าเป็นการยั่วโทสะ

ก็ประสาเด็กหนุ่มแหละครับ ช่วงนั้นอายุ 16-17 กำลังห้าวว่างั้นเถอะ

แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุเมื่อเพื่อนผมอดรนทนไม่ไหว จะด้วยเหตุใดไม่ประจักษ์ชัด แต่ทันทีที่ท่านเดินจากห้อง 29 ผ่านมาทางห้อง 39 เพื่อนผมรายที่ว่าก็วิ่งไปชกเปรี้ยงเข้าให้ จนท่านเซหลุนๆแทบล้มลงไป

ก็คงจะเจ็บเอาการและมึนเอาการ เพราะท่านต้องสะบัดหน้าแล้วหมุนตัวอยู่หลายรอบ ก่อนจะร้องออกมาว่า “ใครชกกูวะ? ใครชกกูวะ?”

พวกเรารวมทั้งผมด้วยที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ไม่มีใครตอบ แม้แต่เพื่อนคนที่ลงมือก็ไม่ตอบ เพราะถ้าตอบก็เท่ากับรับว่าทำผิด เรื่องไปถึงอาจารย์ผู้ปกครองอาจถูกตัดคะแนนหรือไม่ก็ถูกห้ามเข้าสอบในปีนั้น

เมื่อไม่มีใครรับ เผด็จ ผ่องสวัสดิ์ ก็สะบัดหน้าด้วยความไม่พอใจอยู่อีกพักหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับไปห้อง 29 อย่างหงุดหงิด

หลังจากวันนั้นทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี เพื่อนผมเมื่อได้ระบายอารมณ์ออกไปแล้วก็หายเขม่น ส่วนเผด็จ ผ่องสวัสดิ์ แม้จะยังเดินส่ายเหมือนเดิม แต่ดูจะพูดเบาลงกว่าเดิม

เราเรียนกันมาจนถึง ม.8 แล้วก็แยกย้ายกันไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย เผด็จไปสอบเข้าเกษตรศาสตร์ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นคณะกสิกรรมและสัตวบาล ซึ่งเป็นคณะเอกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในยุคโน้น

ต่อมาท่านได้พบกับบัณฑิตเกษตรศาสตร์รุ่นน้อง พระธัมมชโยที่บวชอยู่ก่อน เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงบวชตาม และต่อมาก็กลายเป็นผู้สนิทสนมและเป็นมือ 2 หรือรองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายในที่สุด

ตอ.รุ่น 21 เป็นรุ่นที่รักใคร่กลมเกลียวอย่างดียิ่ง แม้จะเรียนจบไปหลายปีแล้ว ก็ยังนัดพบปะกันอยู่เสมอ คนดังๆของรุ่นนี้ได้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช, ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, ดร.กัลยา โสภณพนิช, สุชาติ ไตรประสิทธิ (อัยการสูงสุด), วิจิตร สุพินิจ (ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย), ยงยุทธ วิชัยดิษฐ (รองนายกฯ), จินตนา ปิ่นเฉลียว (นักเขียนนักกลอน), ดร.สุจิต บุญบงการ (นักวิชาการรัฐศาสตร์และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) ฯลฯ เป็นต้น

ท่าน ทัตตชีโว มาร่วมงานชุมนุมรุ่นกับพวกเราหลายครั้งโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เราจัดขึ้นในช่วงกลางวัน

ผมมีโอกาสสนทนากับท่านแทบทุกครั้งในโอกาสที่ท่านมาโปรดพวกเราในงานเลี้ยง รุ่นกลางวัน และเคยประเคนอาหาร ประเคนน้ำให้ท่านระหว่างฉันเพลด้วย

ด้วยความสัมพันธ์แต่หนหลังนี่แหละครับ ที่ผมยังมีความเป็นมิตรและให้ความเคารพนับถือท่านอยู่เสมอ

แม้วันนี้ผมกับท่านจะยืนคนละจุด เพราะผมเรียนรู้มากขึ้นว่าธรรมกายสอนอะไร และเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายได้ทำอะไรลงไป จนต้องตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาของทางบ้านเมืองดังข่าวคราวที่เกิดขึ้นขณะนี้

ในทางความคิดในแนวความเชื่อถือนั้น เราเป็นอริกันแน่นอน แต่ในฐานะ ตอ.21 ผมยังถือว่าท่านเป็นมิตรอยู่เสมอ

ผมหวังว่าเหตุการณ์ที่วัดพระธรรมกายจะจบลงด้วยดี และคงจะมีสักวันหนึ่งที่เราจะพบกันอีก และเราจะไม่คุยเรื่องความเชื่อถือ หรือความคิด ของเราทั้ง 2 ที่ต่างกัน แต่จะกลับไปคุยกันถึงเรื่องเก่าๆสมัยเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามาด้วยกัน

อาจบางทีผมจะนมัสการกราบเรียนให้ท่านทราบว่า…เพื่อนผม คนที่ลงมือต่อยท่านเป็นใคร? เพราะต่อยมา 59 ปีเข้านี่แล้ว ความผิดหมดอายุความไปแล้วครับ.

“ซูม”
http://cdn.thairath.co.th/content/870810

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment