ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค ฝากจดหมายน้อย ถึงไชยบูลย์

42

เรียน คุณไชยบูลย์ครับ

คุณก็เป็นคนปกติ ผ่านการเล่าเรียนต่าง ๆนานา มาจนบวชเป็นภิกษุ

คุณทำอะไรกับศาสนาพุทธในไอเดียของคุณ มีคนตามรอย ชื่นชม เพราะวิถีคุณมีระเบียบดีงาม

ต้องยอมรับว่า พระสงฆ์ไทยจำนวนมาก ที่สอบเอนทรานซ์โคตรง่าย เพื่อเป็นพระ ให้พ่อแม่กราบ ให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินกราบ

ท่องอะไรไม่กี่คำในโบสถ์ ห่มเหลืองออกมา บางรูปยังติดยา แต่ถ้าเดินออกมาจากโบสถ์….พ่อแม่ต้องกราบนะ เจ้าฟ้าต้องกราบ…

คุณทำสิ่งเหล่านี้ ได้เป็นระเบียบครับ..

แต่หลังจากนั้น ระเบียบ ปรัชญา กฎหมายบ้านเมือง
เป็นคนละเรื่อง

วัดคุณมีระเบียบ ด้วยคนที่เลื่อมใสในระเบียบ ช่วยกันทำให้วัดคุณดูสะอาดสะอ้าน กว่าวัดที่มีหมาจรจัด มีพระเณรแอบกินเบียร์….

แต่ปรัชญาคุณ ไม่ตรงกับปรัชญาพุทธ ทุกนิกาย ซึ่งอาจจะต้องถกเถียงเรื่องอุตริมนุษธรรม อวดอ้างคุณวิเศษ
พระสังฆราชองค์ก่อน มีบันทึกว่าคุณขาดจากความเป็นพระแล้ว…ผมก็ไม่รู้ว่า พวกห่าไหน ถึงไม่ทำตามพระบัญชา….มันถึงได้ยืดเยื้อ

บ้านเรามันเป็นแบบนี้ มันมีเงินแทรกซึมไปหมด พระเพรอะ เจอรถโบราณ เจอลาภสักการะ … ก็ทำงงไปหมด…

ตอนนี้คุณมีปัญหากับกฎหมายบ้านเมืองครับ…คุณไชยบูลย์

คุณจะห่มสีอะไร จะปาราชิกไหม นั่นเป็นเรื่องทางสงฆ์ ซึ่งผมไม่เคยเลื่อมใสมหาตาเถรสมาคมเลย….สำนักงานพระพุทธศาสนา ฯลฯ

ฟ้ามาโปรดแท้เทียวนะ…ที่สังฆราชองค์ใหม่ คือของแท้

คุณไชยบูลย์ครับ…
คุณกำลังสร้างปัญหาใหญ่มากกับสังคมไทยครับ…
คุณคนเดียวเองครับ…
ทำให้ผมต้องเสียเจ้าหน้าที่เป็นพัน ต้องไปเล่นตี่จับกับคุณ…
ภาษีผมครับ

ผมเครียดนะครับ..จากเคยขำ ตอนนี้ไม่ขำแล้ว…

ผมไม่นับถือว่าคุณเป็นภิกษุแล้วนะครับ ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากก็คิดเช่นนั้น…

แต่ยังนับถือว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยกัน….
กรุณาทำให้เรื่องมันจบแบบง่าย ไม่สูญเสียความเจ็บปวดทั้งสาวก ทั้งกายทั้งใจ
ไม่เสียกำลังงานเจ้าหน้าที่และภาษีแห่งรัฐ แห่งพวกผมด้วย

ง่าย ๆ ครับ ให้เจ้าหน้าที่ได้พบ เถอะครับ
แจ้งข้อหาอะไรกันไป….
ตอนนี้คุณเป็นคนที่ทุกคนจับตาที่สุดยิ่งกว่าใครในเมืองไทย
คุณมีแบ็คอัพที่ใหญ่โตมโหฬารมาก…
ไอ้คนที่มาพูดว่า คุณกลัวโดนซ้อม โดนสึก ย่ำยี ติดเชื้อฯ มันไม่เมคเซนส์ดอกครับ

คุณมอบตัว มีสาวก ประกันตัว ฯลฯ เจ้าหน้าที่ดีเอสไออะไรเนี่ย เขาตัวกระจิ๊ดริดกว่าคุณมาก….ถ้าไม่ใช่ต้องกลัวข้อหาละเลยในการปฎิบัติหน้าที่ เขาก็คงเลิกยุ่งกับคุณละ เพราะคุณแบ็คอัพแข็งแรงมาก เขาก็ไม่อยากเหนื่อยขนาดนี้มั้ง

กราบเถิดครับคุณท่าน พระเดชพระคุณ

ให้บ้านเมืองมันสงบอีกสักเรื่องเถอะ…อย่าไปโทษเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอะไรเลย…แค่คนเดียว..รับข้อหา

พระก็ต้องมีความเป็นแมนนะเว้ย…

ผมก็รู้สึกตามนี้ แต่อะไรจะมีนอกมีในยังไง กูผมไม่รู้ครับ

แล้วต่อจากนี้ ลูกช้างจะไม่พูดเรื่องคดีนี้อีกแล้วครับ…เสื่อมปัญญาและอารมณ์มาก

พูดเรื่องหมาต่อไปสบายใจกว่าขอรับ พระเดชพระคุณ…

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

พระเจ้าอโศกมหาราช จับพระสึก ๖ หมื่นกว่ารูปเพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งพระธรรมวินัย

36

“ปราบอลัชชี เดียรถีย์” ทำกันเป็นเรื่องเป็นราวมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อเนื่องรัชกาลที่ 1 เพราะเป็นยุคที่บ้านเมืองแตกกระสานซ่านเซ็น มีผู้คนตั้งตนใช้พระศาสนาหากินรวมทั้งตั้งตัวเป็นใหญ่

สถาบันพระมหากษัตริย์ ฐานะผู้ปกครองประเทศทุกพระองค์ ทรงดูแลอาณาประชาราษฎร์และพระศาสนามาตลอด มิได้ว่างเว้น

ชุมนุมเจ้าพระฝาง เป็นชุมนุมอิสระภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. 2310 โดยมีผู้นำชุมนุมเป็นพระสงฆ์ คือ พระพากุลเถระ (มหาเรือน) พระสังฆราชาแห่งเมืองสวางคบุรี (ฝาง) ชุมนุมดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงยกทัพมาปราบปราม เมื่อ พ.ศ. 2313

โดยชุมนุมเจ้าพระฝาง เป็นชุมนุมอิสระสุดท้ายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกปราบชุมนุมก๊กเจ้าพระฝางได้นั้น นับเป็นการพระราชสงครามสุดท้ายที่ ทำให้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงบรรลุพระราชภารกิจสำคัญ ในการรวบรวมพระราชอาณาเขตให้เป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวดังเดิมหลังภาวะจลาจลเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ในปี พ.ศ. 2310 และนับเป็นการสถาปนากรุงธนบุรีได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ เมื่อสำเร็จศึกปราบชุมนุมก๊กเจ้าพระฝาง ในปี พ.ศ. 2313

การสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ 9 เมื่อ พ.ศ. 2331 ในประเทศไทย โดยเป็นพระราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งรับเป็นพระราชภาระที่จะทำนุบำรุงไพร่ฟ้าประชาชนตลอดจนพระศาสนาให้เป็นหลักชัยของบ้านเมือง

รวมทั้งคืนตำแหน่งให้ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ถูกถอดไปในยุคปลายกรุงธนบุรี

คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี)

ส่วนการแบ่ง พระสายคามวาสี และอรัญวาสี ก็มีมาแต่ครั้งพุทธกาล คือสายปริญัติ และสายปฏิบัติ มีพระอัครสาวกซ้ายขวา

ตกมาในช่วงกรุงสุโขทัย อยุธยา ก็มีผู้ปกครองสงฆ์ ทั้งฝ่ายอรัญวาสี และคามวาสี เรียกว่า “สังฆราชซ้าย-ขวา” เคียงคู่มาตลอด

เมื่อรัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์ จึงได้ทรงตั้งฝ่าย “ธรรมยุต” (พระวัดป่า) ขึ้นเคียงคู่ “มหานิกาย” ซึ่งถือเป็น “พระบ้าน”  โดยมีวัดบวรนิเวศฯ เป็นหลัก และทรงสร้างวัด บรมนิวาสฯให้เป็น “วัดป่ากลางกรุง” อีกด้วย

แคน ไทเมือง

0000

“พระเจ้าอโศกมหาราช จับพระสึก ๖ หมื่นกว่ารูปเพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งพระธรรมวินัย”

ครั้งหนึ่งในอดีต “พระเจ้าอโศกมหาราช” ทรงร่วมปฏิรูปพระศาสนา จับสึกพระอลัชชีผู้ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส สั่งสมของมัวเมาในลาภสักการะ เหลวไหลในเกียรติ เห่อเหิมและเพลิดเพลินในโลกียวัตถุ จากนั้นทรงเป็นศาสนูปถัมภกในการสังคยานา และส่งสมณฑูตประกาศพระพุทธศาสนา

พระเจ้าอโศกมหาราช (AShoka the great) แห่งราชวงศ์ โมริยะ กษัตริย์ผู้ปกครองดินแดนอินเดีย (พ.ศ.๒๗๖ – พ.ศ.๓๑๒) พระองค์ ทรงมีพระทัยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ได้ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา เช่นทรงสร้างวัด วิหาร พระสถูป พระเจดีย์ และหลักศิลาจารึกเป็นต้น ได้บำรุง พระภิกษุสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ คือ อาหาร ที่อยู่ อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค การที่พระองค์ทรงบำรุงพระภิกษุสงฆ์เช่นนี้ ก็เพื่อจะได้พระภิกษุในพุทธศาสนาได้รับความสะดวก มีโอกาสบำเพ็ญสมณธรรมได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลในการแสวงหาปัจจัย ๔ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น แต่กลับปรากฏว่ามีพวกนักบวชนอกศาสนาเป็นจำนวนมาก ปลอมบวชในพุทธศาสนา เพราะเห็นแก่ลาภสักการะ เมื่อบวชแล้วก็คงสั่งสอนลัทธิศาสนาเก่าของตน โดยอ้างว่าเป็นคำสอนของพุทธศาสนา แสดงลัทธิธรรมให้ผิดคลองพระพุทธบัญญัติกระทำให้สังฆมณฑลยุ่งเหยิง แตกสามัคคีด้วยสัทธรรมปฏิรูป ข้อนี้ทำให้พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ (คนละรูปกับพระมหาโมคคัลลานะเถระในพุทธกาล) ซึ่งเป็นผู้ที่มีความแตกฉานในพระไตรปิฎก เกิดความระอาใจต่อการประพฤติปฏิบัติของเหล่าพระภิกษุอลัชชีที่ปลอมบวชทั้งหลาย จึงได้ปลีกตัวไปอยู่ที่ ถ้ำอุโธตังคบรรพต เจริญวิเวกสมาบัติอยู่ที่นั้นอย่างเงียบๆ เป็นเวลา ๗ ปี และมอบภารกิจคณะสงฆ์ให้พระมหินทเถระดูแลแทน

ในสมัยนั้นจำนวนของพระอลัชชี มีมากกว่าพระภิกษุแท้ๆ จึงทำให้ต้องหยุดการทำอุโบสถสังฆกรรมถึง ๗ ปี เพราะเหตุที่พระสงฆ์ ผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่ยอมร่วมกับพระอลัชชีเหล่านั้น จึงทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชไม่สบายพระหฤทัยในการแตกแยกของพระสงฆ์ ทรงปวารณาจะให้พระสงฆ์เหล่านั้นสามัคคีกัน จึงได้ตรัสสั่งให้อำมาตย์หาทางสามัคคี ฝ่ายอำมาตย์ฟังพระดำรัสไม่แจ้งชัด สำคัญผิดในหน้าที่ จึงได้ทำความผิดอันร้ายแรง คือ ได้บังคับให้พระภิกษุบริสุทธิ์ทำอุโบสถร่วมกับพระอลัชชี พระภิกษุผู้บริสุทธิ์ต่างปฏิเสธที่จะร่วมอุโบสถสังฆกรรม อำมาตย์จึงตัดศีรษะเสียหลายองค์

เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทราบข่าวนี้ ทรงตกพระทัยยิ่งจึงเสด็จไปขอขมาโทษต่อพระภิกษุที่อาราม และได้ตรัสถามสงฆ์ว่า การที่อำมาตย์ได้ทำความผิดเช่นนี้ ความผิดจะตกมาถึงพระองค์หรือไม่ พระสงฆ์ถวายคำตอบไม่ตรงกัน บ้างก็ว่า ความผิดจะตกมาถึงพระองค์ด้วยเพราะอำมาตย์ทำตามคำสั่ง แต่บางองค์ก็ตอบว่าไม่ถึงเพราะไม่มีเจตนา คำวิสัชนาที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชกระวนกระวายพระทัยยิ่งนัก ทรงปรารถนาที่จะให้พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ผู้มีความสามารถและแตกฉานในพระธรรมวินัยถวายคำวิสัยชนาอย่างแจ่มแจ้ง จึงได้ตรัสถามถึง พระภิกษุเหล่านั้นก็ได้ตรัสตอบว่า มีแต่พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระรูปเดียวเท่านั้นที่อาจแก้ความสงสัยได้ พระเจ้าอโศกมหาราช จึงได้ส่งสาส์นไปอาราธนาพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ให้ท่านเดินทางมายังเมืองปาฏลีบุตร แต่ไม่สำเร็จ เพราะพระเถระไม่ยอมเดินทางมาตามคำอาราธนา พระเจ้าอโศกมหาราชก็ทรงไม่หมดความพยายาม จึงได้รับสั่งให้พนักงานออกเดินทางโดยทางเรือรบท่านตามคำแนะนำของพระติสสะเถระ ผู้เป็นพระอาจารย์ของโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ

ในที่สุดพระเถระก็ยอมมาและในวันที่ท่านเดินทางมาถึงนั้น พระเจ้าอโศกมหาราชได้เสด็จไปรับพระเถระด้วยพระองค์เอง ได้เสด็จลุยน้ำไปถึงพระชานุ แล้วยื่นพระกรให้พระเถระจับและตรัสว่า “ขอพระคุณท่านจงสงเคราะห์ข้าพเจ้าเถิด” แล้วได้นำท่านไปสู่อุทยาน ได้ทรงแสดงความเคารพพระเถระอย่างสูง และได้ตรัสถามพระเถระว่า การที่อำมาตย์ได้ตัดศีรษะพระภิกษุนั้นจะเป็นบาปกรรมตกถึงตนหรือไม่ พระเถระได้ตอบว่า “มหาบพิตร จะเป็นเป็นบาปได้ก็ต่อเมื่อพระองค์มีเจตนาที่จะฆ่าเท่านั้น” คำวิสัชนาของพระเถระนั้น ทำให้พระองค์ทรงพอพระทัยมาก

ฝ่ายพระอลัชชีผู้ปลอมบวชในพุทธศาสนานั้นก็ยังพยายามที่จะประกอบมิจฉาชีพอยู่ต่อไป พระเหล่านั้นได้มัวเมาหลงใหลในลาภสักการะไม่พอใจในการปฏิบัติธรรม อาศัยผ้าเหลืองเลี้ยงชีพ ประพฤติผิดธรรมวินัยไม่สำรวมระวังในสีลาจารวัตร เที่ยวอวดอ้างคุณสมบัติโดยอาการต่างๆ เพื่อหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ เพื่อหาลาภสักการะเข้าตัว เพราะเหตุนี้จึงทำให้พระสัทธรรมอันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องพลอยด่างพร้อยไปด้วย ความอลเวงได้เกิดขึ้นในวงการของพุทธศาสนาทั่วไปลาภสักการะมีอำนาจเหนือ อุดมคติของผู้เห็นแก่ได้ แม้กระทั่งผู้ทรงเพศเป็นพระภิกษุห่มเหลืองก็ยังตกอยู่ภายใต้อำนาจของมัน ที่จริงผู้มีลาภคือผู้มีบุญ แต่มัวเมาในลาภคือสั่งสมบาป การที่พระได้ของมามากๆ จากประชาชนที่เขาบริจาคด้วยศรัทธานั้น นับว่าเป็นการดีไม่มีผิด แต่การที่พระสั่งสมของมัวเมาในลาภ เหลวไหลในเกียรติ เห่อเหิมและเพลิดเพลินในโลกียวัตถุ จนลืมหน้าที่ของตนนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง

พ.ศ.๒๘๗ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้ถวายเทศนาแก่พระเจ้าอโศกมหาราช จนพระองค์ทรงมีความเลื่อมใส และซาบซึ้งในหลักธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์ ได้ประทับอยู่ที่อุทยานนับเป็นเวลา ๗ วัน เพื่อชำระพระศาสนาให้บริสุทธิ์จากเดียรถีย์ที่เข้ามาปลอมบวช ในวันที่ ๗ พระองค์ได้ประกาศบอกนัดให้พระภิกษุที่อยู่ในชมพูทวีปทั้งสิ้นให้มาประชุมที่อโศการามเพื่อชำระความบริสุทธิ์ของตน ภายใน ๗ วัน พระองค์ประทับนั่งภายในม่านกับท่านโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้สั่งให้ภิกษุผู้สังกัดอยู่ในนิกายนั้นๆ นั่งรวมกันเป็นนิกายๆ แล้วตรัสถามให้พระภิกษุเหล่านั้นอธิบายคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งพระสงฆ์เหล่านั้นได้อธิบายผิดไปตามลัทธิของตนๆ พระเจ้าอโศกมหาราชจึงได้ตรัสให้สึกพระอลัชชีเหล่านั้นทั้งหมด ซึ่งเป็นจำนวน ๖๐,๐๐๐ รูป ครั้นกำจัดพระภิกษุพวกอลัชชีให้หมดไปจากพุทธศาสนาแล้ว พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ จึงได้จัดให้มีการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ขึ้น ณ อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร โดยได้รับราชูปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมหาราชอย่างเต็มที่

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ความมุ่งมั่นดำเนินการจนลุล่วง นี่คือนิมิตหมายที่ดีของประเทศชาติ

3534

ผมเชื่อนายกลุงตู่ ทะลุทะลวงปัญหาที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำได้

ใครมีคดีความรัฐบาลก็ต้องดำเนินการจนถึงที่สุด

ส่วนของวัดนั้น แค่ทำให้วัดเป็นสาธารณะเหมือนวัดทั่วๆไป ก็พอแล้ว


มส. ท่านคงเข้าไปดูแลให้เกิดภาพดีๆ เพราะสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาแล้ว ก็น่าเบาใจ

ฝ่ายรัฐแค่เป็นมือเป็นไม้ ตรงไหนพระต้องการความช่วยเหลือก็เข้าไปทำ

ตรงไหนที่ผิดกฏหมายก็เข้าไปดำเนินการให้ถูกต้อง

ให้พระท่านจัดการกันเอง ใครไม่มีใบสุทธิก็จับขังคุกให้เข็ดหลาบ

ทำได้ขนาดนี้ ประชาชนก็อนุโมทนา สาธุ

แคน ไทเมือง

0000

“นายกฯ”ลั่นไม่เลิก ม.44 คุมวัดพระธรรมกายจนกว่า“ธัมมชโย”จะมอบตัว

(คมชัดลึก 21 กุมภาพันธ์ 2560)

21 ก.พ. — พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงปัญหาการตรวจค้นวัดพระธรรมกายว่า วันนี้โทรทัศน์บางช่อง พิธีกรบางคน ระบุว่าใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกายแล้วก็ไม่มีความหมาย กลายเป็นว่ารัฐบาลไม่มีน้ำยา ซึ่งเรื่องนี้หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ปัญหาก็จะเกิด กลายเป็นเชียร์มวย ดูกันว่าใครจะชนะระหว่างพระกับเจ้าหน้าที่ ถามว่าเกิดประโยชน์อะไรกับบ้านเมืองบ้าง เรื่องนี้เป็นคดีความ ถ้าสู้กันตามกระบวนการ ทุกอย่างก็จบ

“เมื่อตำรวจบอกว่า 7 วัน คือหมายความว่าต้องรู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป วันนี้มีการทำงานร่วมกันทั้งสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) มหาเถรสมาคม(มส.) ก็ลงมาหารือร่วมกันเพื่อทำให้วัดพระธรรมกายเป็นสถานที่ที่ประชาชนสามารถเข้าไป ไม่แปลกประหลาดหรือแตกต่างจากที่อื่น ส่วนคดีความเป็นเรื่องของบุคคล ใครทำผิดก็ว่ากันไป ขอร้องอย่าพูดเหมือนเดิมพันใครจะชนะ เพราะบ้านเมืองจะแพ้ตลอด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่วัดพระธรรมกายมีการต่อเติมอาคารและใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คนทำผิดกฎหมายยังไม่มาขึ้นศาลตามกระบวนการ จึงอย่าเพิ่งถามว่าผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะมีความผิดหรือไม่ ดังนั้นสื่อมวลชนจึงควรบอกผู้ที่กระทำความผิดให้มามอบตัว เพราะเป็นหน้าที่ของสื่อ ที่จะต้องไปบอกว่า ขอให้พระสงฆ์เอาผ้าปิดจมูกออก

“ได้ที่ไหน เป็นพระปิดหน้าปิดตา เหมาะสมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ส่วนที่ขอให้ยกเลิกมาตรา 44 ยืนยันว่าผมไม่ยกเลิก เพราะยังไม่จบเรื่องแล้วจะยกเลิกได้อย่างไร กฎหมายเลิกได้ที่ไหน ในเมื่อยังนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีไม่ได้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องควบคุมไปตลอดจนกว่าพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสจะมอบตัวหรือดำเนินคดีได้ พร้อมบริหารจัดการใหม่และอย่ามาบอกว่าผมจะไปยึดพระทองคำ เพราะไม่รู้อะไรอยู่ไหน มีหรือเปล่าก็ไม่รู้ และแน่ใจอย่างไรว่าเป็นพระแท้ เป็นไปได้หรือที่นำทองคำไปหล่อพระขนาดนั้น เพราะขนาดสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นยังรั่วเลย คิดแบบนี้ก็จะรู้คำตอบเอง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ดาราข่าวหน้า 1

เด(ภาพข่าวหน้า 1 วันที่ 16 ก.พ.2560 )

ดาราข่าวหน้า 1

เวลาเราดูทีวี จะเห็นตัวละครในสังกัดช่องน้อยสี ช่องมากสี

เช่นเดียวกันสื่อหนังสือพิมพ์เขาก็จะมีตัวละครหลักๆ ตามนโยบายสื่อนั้นๆ

บางคนออกได้สื่อเดียว บางคนออกได้หลายสื่อ

ไม่ใช่บุคคลที่อ้างตัวว่าเป็น “บุคคลสาธารณะ” จะออกได้ทุกสื่อ แม้ “จัดแถลงข่าว” ก็ตาม

แม้ไปงานแถลงข่าว ลีลาการพาดหัว การนำเสนอข่าวก็ไม่แน่จะออกเชิงบวกหรือเชิงลบ

ที่นายกลุงตู่ขอร้องสื่อคือตรงนี้ อย่าให้พื้นที่คนไม่หวังดีต่อชาติอย่างจริงใจ

แต่คงยาก เพราะเขามีก๊วน มีแก๊ง มีกลุ่มทำมาหากินร่วมกันมาเป็นสิบๆปี หรือหลายสิบปี เอื้อเฟื้อเกื้อหนุนครบวงจร ประชาสัมพันธ์โฆษณา จ่ายค่าตัวนักข่าวแทนโรงพิมพ์ก็มี สื่อเล็กๆก็ต้องอาศัยเพื่อนฝูงดูแลกันไป เพราะหากจะคิดเรตติ้งหรือจำนวนการพิมพ์ ยังไงเขาก็ไปทุ่มสื่อใหญ่ ตามคำสั่งนายทุนสินค้าบริการอยู่ดี

สุดท้ายการต่อสู้ทางสื่อก็ยังดำเนินต่อไป จะไปหวังว่าจะปฏิรูปสื่ออย่างนั้นอย่างนี้คงยากที่จะไปกำหนด เพราะมันคือการแข่งขันทางธุรกิจ สื่อเล็กๆ ดีๆ มูลค่าหุ้นไม่ถึงพันล้านเขาเข้าไปซื้อหุ้น เทคโอเวอร์กันหมดแล้ว ใครขวางนายทุนก็ต้องเด้งออกไป

เอาเฉพาะการคัดคนเป็นข่าวการเมือง คนสร้างประเด็น มองแล้วนักข่าวรุ่นเก่าได้แต่ยิ้มๆ

เขาลืมไปว่าเวลานี้เป็นสังคมผู้สูงวัย ใครทำอะไรแค่อ้าปากก็มองเห็นถึงลำไส้ใหญ่

บางคนชื่อ ชั้น มันไม่ถึงที่จะไปเขย่าสังคมได้เลย แต่ก็ยังเห็นสื่อหลักให้พื้นที่เดิมๆ

แต่ด้วย “ข้อตกลง” ดังกล่าว การสร้างดาราหน้าข่าวก็เลยเป็นอย่างที่เห็น…

ข่าวบุกธรรมกายแม้สื่อยักษ์ใหญ่ยังแกล้ง “ตกข่าวหน้า 1″ แบบไม่เกรงใจคนอ่าน

มีเป้บซี่ ก็ไม่มีโค้ก เซมๆ อย่าไปหวังกับการปฏิรูปสื่อเลยครับ มันเป็นธุรกิจหมดแล้วครับ

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

ภาพอันชวนปิติ การแสดงมุทิตาจิตของผู้นำทุกศาสนาต่อองค์สมเด็จพระสังฆราชฯพระองค์ใหม่

2221

23
ประเทศเดียวในโลก ที่จะเห็นความปรองดองสมานฉันท์ระหว่างผู้นำทางศาสนา ในแผ่นดินเดียวกัน

ไม่แต่เท่านั้น เราจะเห็นบ่อยๆ ที่ศาสนิกชนทางภาคใต้หรือแม้แต่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ ทั้งพุทธและมุสลิม เอื้อเฟือเกื้อกูลกัน ทั้งในยามสุข ยามทุกข์ ยามมีภัย น้ำท่วม ฝนแล้ง ฯลฯ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นายกลุงตู่ขอร้องสื่อ อย่าไปเป็นปากเป็นเสียงให้คนไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง ยันไม่มีเกี้ยเซี้ย

17

ลุงตู่พูดความจริง มีสื่อขี้ข้า…วันหน้าก็ยึดอำนาจอีก…

นายกขอสื่ออย่าเป็นปากเสียงให้คนไม่หวังดี

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอสื่ออย่าไปเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนที่ไม่ได้หวังดีกับชาติบ้านเมืองได้ไหม ถ้าทำได้คงไม่ต้องไปคิดกฎหมายอะไรออกมา และสื่อคุมกันได้หรือไม่ ไปหาวิธีการเสนอมา ไม่เสนอจะคุมกันเองแต่คุมไม่ได้ พอมีปัญหาขึ้นมารัฐบาลรับผิดชอบอีก วันหน้าก็ไล่รัฐบาลอีก ทหารก็ออกมาควบคุมอำนาจอีก มันวนอยู่แค่นี้แหละประเทศไทย ปัญหาทุกอย่างของประเทศคือรัฐบาลแก้ปัญหาได้ไหม ถ้ารัฐบาลทำได้จบ เมื่อแก้ไม่ได้กลายเป็นแหกกฎหมายทุกฉบับ ถ้าทำไม่ได้กลับมาสู่ทหารอีก จึงไม่ต้องมาจับทหารไปทำสัญญาอะไรกับใคร ให้ทำสัญญากับตัวเองและประชาชนให้ได้ว่าจะไม่ทำให้บ้านเมืองเสียหายอีก ตนยืนยันว่าไม่มีใครอยากทำ เสี่ยงอันตรายทุกอย่าง ถ้าไม่สำเร็จเดือดร้อนกันหมด

“บิ๊กตู่” ลั่นไม่เกี้ยเซี้ยแลกนิรโทษฯ

เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) โดยเฉพาะการเตรียมการสร้างความปรองดองว่า สื่อมัวแต่เอาแต่ประเด็นความขัดแย้ง การเมือง นิรโทษกรรมมาพูด ขณะที่ตนยังไม่ได้พูดสักคำ ขออย่าไปหวาดระแวง อย่าถามว่าถ้าตกลงเกี้ยเซ้ียใครจะยอม ยืนยันไปแล้วไม่มีการพูดเรื่องนิรโทษกรรม ฝ่ายการเมืองบอกถ้าไม่พูดเรื่องนิรโทษกรรมก็ปรองดองไม่ได้ สื่อก็คิดว่าจะช่วยใคร หากจะอยู่ข้างฝ่ายการเมืองจนใจ ก็อยู่แบบนี้ไปจนกว่ามันจะไม่มีประเทศอยู่ การทำงานของตนมีหิริโอตตัปปะ ศีลธรรม ไม่ใช่เพียงแต่นับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่ปฏิบัติ ต้องปฏิบัติทั้งกาย วาจา และใจ ตนปากกับใจตรงกัน ไม่เคยโกหก วันนี้ประชาธิปไตยถ้าไร้กรอบ ไร้วินัย ถามว่าใช่ประชาธิปไตยหรือไม่ ประเทศมหาอำนาจหากออกมาเดินขบวนโดยกฎหมายไม่อนุญาต เขาจับหรือไม่ มาว่าตนไม่เป็นประชาธิปไตยจับคนสองคนด่ากันทุกวัน ถามว่าคนสองคนทำให้คนอื่นแห่ตามกันออกมาหรือเปล่า ถ้าไม่ปลุกระดมคนก็ปล่อย อยากจะพูดอะไรก็พูด แต่นี่ยุคนอื่นด้วย ทำให้เกิดความไม่มั่นคง

0000

อยากบันทึกข่าวนี้ไว้ให้ชื่นใจว่า ท่านนายกลุงตู่ยังจุดยืนมั่นคง

นายกลุงตู่เปิดปากการเมือง สื่อ ภาคประชาชน แล้วก็เหนื่อยแทน

นาทีนี้ด้านการเมืองท่านก็ยืนแบบเดิมๆ แต่ทุกฝ่ายต้องยึดประเทศชาติ ยึดความดีงามถูกต้องเป็นหลักชัยไปด้วยกัน

ได้ยินว่าบ่นเหนื่อยกับคนใกล้ชิด พยายามทุกอย่างแล้ว แต่พวกเลวมันไม่ยอมจะเอาแต่ได้ถ่ายเดียว….มันไม่ได้ไง

ถ้าไปยอมคนชั่ว มันก็กลับมาอีก ประชาชนทนไม่ได้ออกมาอีก ทหารออกมาอีก นิรโทษกรรมกันอีกไม่จบสิ้น

อะไรที่มันผิดกฏหมายก็ยึดตามนั้น ทุกคนต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่เอาบ้านเมืองเป็นตัวประกันขึงพืดกันอยู่แบบนี้

เห็นพี่เปลว สีเงินเขียนวันนี้ มันเหิมเกริมขนาดนั้น ใครยอมมันก็บ้า

สันดานมันเลว เมื่อมันไม่ได้ดังใจ มันก็ป่วนอยู่แบบนี้

คิดๆแล้ว เห็นข่าวพี่ชายประธานาธิบดีเกาหลีเหนือต้องปิดเกมชีวิตที่มาเลย์

ก็ไม่รู้เมื่อไหร่เจ้ากรรมนายเวรจะไล่ทันคนชาติชั่วหน้าเหลี่ยมซะที

เผื่อเมืองไทยจะได้อยู่สุขสบายมากกว่านี้

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นักข่าวรุ่นเก่า ต้องเก๋าทุกวงการ : แต่เขาสอนให้รู้จักกาละเทศะนะครับ

16

นักข่าวรุ่นเก่า ต้องเก๋าทุกวงการ

ตอนเป็นเด็กๆ วัยรุ่น เวลาไปทำข่าวและอยู่ในโรงพิมพ์ เขาจะแบ่งหน้าที่เฉพาะด้านเช่น การเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ อาชญกรรม การเมือง สตรี กีฬา บันเทิง เป็นต้น

สมัยก่อนคนน้อยขนาดยักษ์ใหญ่นะครับ หนังสือพิมพ์ 16 หน้า หน้าๆในๆ เช่น เศรษฐกิจ ต่างประเทศ สตรี กีฬา บันเทิง ตจว. ทำหน้าละสองคน อาชญากรรม 3 คน ช่างภาพทั้งโรงพิมพ์น่าจะไม่เกิน 6 คน

ไม่แปลกใช่มั๊ย ที่นักข่าวเก่าอย่างพี่ระวิ พี่เปลว ออกมาตั้งอาณาจักรของตัวเองได้ เพราะเขารอบรู้สารพัดจากการบ่มเพาะของโรงพิมพ์นั่นแหละ

บางทีก็ทำทั้งหน้าคนเดียว เขียนข่าว ตีดัมมี่ พาดหัว ข่าวสังคม บางทีก็แบ่งหน้ากันทำ จันทร์ พุธ ศุกร์ อีกคนก็ อังคาร พฤหัส เสาร์ วันอาทิตย์ก็เป็นสารคดี แบ่งกันทำคนละสัปดาห์

ห้วงกำลังไฟแรง นอนโรงพิมพ์ ป๊ะจัดให้กลุ่มหนุ่มที่ยังไม่มีบ้าน มีบ้านพักในโรงพิมพ์ ผู้อาวุโสหน่อย ป๊ะซื้อบ้านให้ผ่อนกับโรงพิมพ์

ไม่มีพิมพ์ดีด ไม่มีกล้อง ป๊ะจัดซื้อกระเป๋าหิ้วให้ผ่อน หักเงินเดือน จะได้ดูแลสมบัติของตัวเอง ฟิล์มสีเบิกได้ไม่อั้น กดรัวเต็มแม็กก็ไม่ว่า แต่ต้องได้ภาพวินาทีข่าว

ถ้าไม่ออกไปทำข่าวหรือทำข่าวกลับมา 2-3 ทุ่ม ลงไปตรวจ “ก่อนขึ้นแท่น” หรือตัดข่าวส่วนเกินที่คนแปะอาร์ตเวิร์ค ตรวจความเรียบร้อยของงาน

ไม่มีไรก็นั่งๆ นอนในกองบก. ดูทีวี มีข้าวต้มกิน

ข้าวโรงแรมหรูๆ แพงๆ ไม่ค่อยยอมกิน มันเลี่ยน (เขาสอนให้หยิ่ง มาโรงพิมพ์มีข้าวต้มกิน) แต่บางทีก็แอบเก็บใส่กระเป๋ามาฝากคนแปะอาร์ตเวิร์ค

บางทีข่าวด่วน รอบดึก พี่ๆ เค้าก็จะเรียกใช้ ได้เบี้ยเลี้ยงเพิ่ม วันไหนนั่งๆ นอนๆ ก็กินข้าวฟรีไปละกัน

ไปทำข่าว ตจว. แม้นอนในโรงแรมใหญ่ เจ้าภาพจัดให้ หัวหน้ากองให้ไปหาบิลมาเบิกเป็นกำลังใจ “ป๊ะใจดี”

บางวันมีข่าวพิเศษ หรือเพื่อนไม่ว่างก็ไปแทนกันได้ ทั้งการเมือง หน้า 1 ได้ทั้งนั้น เพราะปิดข่าว 11 โมง บ่ายก็ว่างแล้ว

ถามว่าทำไมนักข่าวรุ่นเก่าทำได้ทุกข่าว ก็เพราะเขาฝึกฝนกันมาแบบนั้น อะไรดี อะไรไม่ดีเขาสอนกันมา เขียนข่าวใหม่ๆ มาหน้า 1 ต้องให้รีไรเตอร์เขียนใหม่ พี่เขาจะส่งประกบกลับมาให้ดูตัวอย่าง พอเรารู้ ข่าว 2ข่าว เรื่อง2 เรื่องก็รู้แล้ว พี่ๆเขาชอบแบบไหน

พี่สำเริง คำพะอุ กับพี่สาร บรรดาศักดิ์ 2 รีไรตเตอร์มีอฉมัง รัวพิมพ์ดีดเป็นข้าวตอกแตก เราเอ๋อ เหวอ เพราะยังจิ้มสองนิ้วจิ้มดีดจนทุกวันนี้ แต่ก็ดีที่ไอโฟนมันไม่ให้ใช้ระบบสัมผัสสิบนิ้ว อิ อิ (มันก็จิ้มดีดนี่แหละ)

ที่เรียนมากับมืออาชีพวิธีคิดต่างกัน จบใหม่ๆก็ไอ้เบื๊อกธรรมดา ๆ

กว่าจะมีแสงในตัวเองได้ก็ฝึกกันนาน

ไปถ่ายภาพทำข่าวรู้จักกาละเทศะ งานโรงแรมเขาใส่สูท ก็ต้องสูทกับเขา งานเสด็จฯ ต้องใส่สูท แต่งเนื้อแต่งตัว ต้องดี มีมาตรฐาน ไม่ให้ใครดูถูก นอกเวลาซำเหมายังไงก็ไม่มีใครว่า เวลางานต้องมีหน้ามีตา

ไม่เหมือนสมัยนี้ ไม่รู้เขาสอนกันยังไง หรือคนมันเยอะจนสอนกันไม่หวาดไม่ไหว

การแต่งกายก็นับว่าแย่มาก นั่นคือประมุขของพระสงฆ์ทั่วประเทศ ต้องถวายพระเกียรติสูงยิ่ง เสื้อนอก สูท ต้องไปให้ดูดี ดูงาม

การทำงานต้องเรียบร้อยเป็นพิธีรีตองมากกว่าที่เห็น ไมคค์ของน้องผู้หญิงไปวางแบบนั้น ไม่รู้หรือว่า”พระ” กับ “โยม” ต้องห่างกันยังไง

ขนาดสมเด็จพระสังฆราชให้พรตั้งแต่วันแรก

“ผู้ที่มาร่วมงานก็ดี…นักข่าวช่างภาพก็ดี……”

ผู้ที่มาร่วมภายในงานก็ดี นักข่าว หรือผู้สื่อข่าวก็ดี ควรเห็นใจซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นเราต่างคนต่างรู้ ต่างคนต่างเข้าใจกันแล้ว ก็ควรที่จะประสานกันให้เป็นไปด้วยความงดงาม ดูดี ไม่ใช่ตุ้บตั้บ ๆ อย่างที่ทำกันทั่วไปทุกวันนี้

คิดว่างานนี้ครั้งนี้คงจะเป็นงานขั้นต้น ท่านทั้งหลายไม่ต้องแย่งกันจับภาพ เราจับภาพไปพร้อม ๆ กัน แล้วมันจะสวยจะงาม แล้วสถานที่นี้ เราก็นึกดูแล้วกัน เป็นพระอุโบสถที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทรงสร้างไว้ พวกเรารู้กันดีแล้ว ต่อจากนี้ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย ไม่ว่าที่แห่งใดก็ตาม ก็ขอไม่ต้องยื้อแย่งกัน อาตมาจะนั่งให้ถ่ายอย่างดี ๆ

ถ้าผมเป็นลูกพี่ ผมจะเอาธูปแพเทียนแพ ไปกราบขอขมาท่าน ให้เป็นงานเป็นการ แล้วปวารณาตัวว่า…

“ต่อไปนี้จะเป็นคนดี รู้กาลเทศะ รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ ไม่ให้ท่านต้องหนักใจ”

แคน ไทเมือง

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

สะสมพระเครื่องต้องสนุก อย่าสะสมไปทุกข์ไป จิตใจอยากด่าคนไป ไม่ดี

16603035_1458037360897585_3474695645629535956_n (1)

หลักการสะสมพระสมเด็จวัดระฆังแบบสบายใจ

ต้องศึกษาให้ลึกซึ้งว่า ท่านสร้างพระมากว่า 200 ปี ตั้งแต่สมัยแรกบวชด้วยซ้ำ แล้วก็พัฒนามาเรื่อยๆ จนละสังขารในปี 2415 ( 21-85 ปี) ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 มาจนรัชกาลที่ 5 มีทั้งสร้างลงกรุ สร้างไปแจกไป และสร้างในงามพระราชพิธีมากมาย

พระสมเด็จวัดระฆัง 3 ยุค คุณค่าทางจิตใจของผู้เคารพศรัทธาอย่างแท้จริงจะไม่เลือกว่า ยุคต้น ( ร.2- ร.3 ) ยุคกลาง(ร.4 ) หรือยุคปลาย ( ปลาย ร.4-ต้น ร.5 )

นักสะสมสายอนุรักษ์จะไม่เลือกว่า สายวัด สายวัง สายกรุ

พระสมเด็จฯของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) ที่ทันยุคของท่านปัจจุบันมีกระจายไปทุกชนชั้น

ถ้าเงินมากก็หาสะสมแบบที่เขานิยมกัน มูลค่าการแลกเปลี่ยนก็หลักแสนไปจนหลักล้าน

ถ้าเงินน้อย สะสมด้วยศรัทธา แบบสบายๆ ก็หาพิมพ์ทรงที่ไม่แพง เนื้อหาที่ไม่แพงเนื้อหาที่เซียนไม่เล่น ก็เป็นทางเลือกที่ดีอยู่แล้ว

ว่ากันว่าสมเด็จโตท่านสร้างพระกว่า 247 พิมพ์ 12 เนื้อ (บันทึกหลวงตาคำ วัดอมรินทร์ )  แต่ที่วงการพุทธพานิชย์เล่นหากันอยู่ไม่กี่เนื้อ 17 พิมพ์ ทั้ง วัดระฆัง บางขุนพรหมและเกศไชโย

จำนวนการสร้างทั้งลงกรุ ไม่ลงกรุ กูรูบอกว่า “หลายแสน-ใกล้ๆล้าน”

การประกวดพระมีหลักมีเกณฑ์มากว่า 50 ปี พระดีๆ สวยๆ ที่เข้าหลักเกณฑ์ก็คัดไปอยู่ในมือผู้มีอันจะกิน ไปอยู่ในมือเสี่ยมือเซียนและนักสะสมรุ่นเก่า

ของสวยๆ เขาเล่นมาก่อนก็ต้องปล่อยเขาไป

ถ้าเราอยากร่วมวงก็ไปหากลุ่มที่เล่นแพงๆ หาพระที่เข้าหลักเข้าเกณฑ์ของกลุ่มพุทธพานิชย์ ทำได้ ไม่มีปัญหา

เมื่อเราเล่นสายอนุรักษ์ ปูนเพชร วังหน้า วังหลวง วังหลัง พระวัดระฆังบรรจุกรุ ก็เล่นกันไป

ต่างคนต่างเดินก็ไม่มีปัญหาครับ

คนอื่นเขาหาพระกันทีละองค์เลือดตาแทบกระเด็น พี่ขนมาแต่ละล้อตมาเป็นเข่งๆ เต็มกะบะ แล้วบอกชาวบ้านว่า “หายาก” ใครจะเชื่อพี่ครับ

หลักง่ายๆคือ “พระแพงมีองค์เดียว” อ.พน นิลผึ้งเขียนไว้ว่า พระระดับนางงามจักรวาล ก็อยู่กับเสี่ย พระระดับนางสาวไทยก็อยู่กับคนชั้นกลาง ข้าราชการ ส่วนพระสวยระดับบ้านๆ ก็เหมือนสาวชาวบ้าน ใครก็มีได้

เราเล่นมีทุกสายเพราะเก็บนานเลือกมาก่อน….ไม่มีปัญหากับทุกสายเก็บอย่างละองค์สององค์ก็เต็มบ้านแล้ว

ถ้าเก็บพระหลักร้อย จะให้คนเล่นพระหลักล้านเขายอมรับก็ต้องหาไปเทียบเขา ตามหลักตามเกณฑ์ซึ่งก็ประกาศกันมานาน

ได้ไม่ได้ก็ต้องไม่ว่ากัน ทำนอง “บ้านเขา-บ้านเรา” นั่นแหละครับ

พระเหรียญ พระรูปหล่อ พระเนื้อผง พระกรุ ก็มีราคาค่างวดแตกต่างกันไป แม้กรุเดียวกัน คนสร้างคนเดียวกันก็นิยมแตกต่างกันไป

เซมๆ นั่นแหละครับ อย่าซีเรียส

แคน ไทเมือง

8
9

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

“ต้นมะขาม-สนามหลวง” นำออกไปก่อนขอใช้ “ทุ่งพระเมรุ” ให้เต็มศักยภาพ

16652531_1868362950074150_182504869_n
ลุงตู่ทำเต็มที่แล้ว…อย่าเพิ่งท้อนะครับ

ผมนั่งคุยวิเคราะห์การเมืองกับผู้อาวุโสหลายท่าน ประสาคนรักบ้านเมืองรักสถาบัน

ที่จริงงานคืบหน้าไปเยอะมาก แต่ปัญหาของประเทศชาติมันเน่าในมานาน แตะตรงไหนก็เน่าตรงนั้น…มันต้องอาศัยเวลา


ท่านเปรยๆ ว่า คุณรู้มั๊ย…. ลุงตู่เต็มที่แล้วนะ..แต่ปัญหามันใหญ่มากเลยดูเหมือนไม่คืบหน้า

ท่านก็ถามว่า สื่อบ้านเราเป็นยังไงนะ บางทีก็เหมือนไม่ให้กำลังใจกัน

ผมก็เรียนท่านไปว่า สัญชาตญานสื่อก็คือ “หมาเฝ้าบ้าน” มีอะไรก็ต้องเห่าเป็นธรรมดา จะให้นิ่งเงียบคงเป็นไปไม่ได้

เป้าหมายคืออยากให้ปฏิรูป แต่มันไม่ได้ดังใจ ก็ต้องมีติติงเป็นธรรมดา ประสาสื่อสารมวลชนในเส้นเลือด

แต่คงไม่เล่นกันถึงตายหรือขวางไปทุกเรื่องครับ

เวลานี้เรื่องหลักที่กังวลกันก็เปลี่ยนผ่านไปด้วยดี

<spa
( ขออภัย เนื้อหาช่วงท้ายหายไป กำลังเขียนใหม่….แคน ไทเมือง )
Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

วัตรปฏิบัติ-คำสอนสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช

สงฆราช

กทม. 7 ก.พ. – ด้วยพระจริยวัตรงดงาม เรียบง่าย และเคร่งในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 ทำให้ศิษยานุศิษย์ที่ถวายงานใกล้ชิดต่างเลื่อมใสศรัทธา และประทับใจในความไม่ถือพระองค์ ที่สำคัญคือ ธรรมะที่พระองค์นำมาถ่ายทอดนั้นลึกซึ้ง แฝงด้วยปริศนาธรรม

7-2-2560 18-56-25 7-2-2560 19-00-49

สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20 ได้รับการยกย่องว่าเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ที่สมถะ มีวัตรปฏิบัติที่งดงามและเรียบง่าย ทรงไว้ซึ่งพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ตลอดระยะเวลาที่ครองสมณะในบวรพระพุทธศาสนา ลูกศิษย์ที่ถวายงานใกล้ชิดกว่า 30 ปี ถ่ายทอดว่าท่านเป็นพระที่กราบได้อย่างสนิทใจ ใจดี มีเมตตาสูง แต่เจ้าระเบียบ กำชับพระ-เณรให้เคร่งครัดในวินัยสงฆ์ บอกเสมอว่าพระที่นี่ไม่ให้รับเงิน ไม่ให้เอาเงินใส่ย่าม ห้ามไปไหนมาไหนรูปเดียว ให้ระมัดระวังกิริยามารยาทอยู่ในศีลาจารวัตร ซึ่งเป็นต้นแบบที่ดีให้ลูกศิษย์ปฏิบัติตาม

7-2-2560 18-57-08 7-2-2560 18-56-40

ส่วนกับญาติโยมที่มาทำบุญ จะไม่ถือตัวว่าเป็นพระผู้ใหญ่ และเป็นที่กล่าวขานถึงความเรียบง่าย แม้แต่กุฏิที่พำนักเป็นห้องเล็กๆ แม้จะมีตำแหน่งเจ้าอาวาส แต่ไม่จำวัดทับที่ของเจ้าอาวาสองค์ก่อน ถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ ทั้งเป็นพระผู้ใหญ่ที่ไม่ใช้เงิน ไม่มีรถส่วนตัวที่หรูหรา ใช้เพียงรถนิสสันสีดำคันเก่าๆ ที่ลูกศิษย์ถวายเพื่อไปปฏิบัติศาสนกิจสำคัญเท่านั้น บอกเสมอว่าเป็นสมเด็จก็นั่งรถแท็กซี่ หรือนั่งรถตุ๊กตุ๊กได้

7-2-2560 18-59-03 7-2-2560 18-59-55

คำสอนที่ลูกศิษย์จำขึ้นใจ คือ อยู่ให้เขาเบาใจ ยามจากไปให้เขาอาลัยถึง ไม่ใช่อยู่ให้เขาหนักใจ จากไปให้เขาไล่ส่ง อย่าทำเป็นตากระทู้ หูกระทะ เปรียบเทียบถึงหูกระทะที่มีหู แต่ไม่ได้ยิน ส่วนตากระทู้ คือ ต้นไม้มีตาเป็นปุ่มๆ แต่มองไม่เห็น จงตาดู หูฟัง นำแบบอย่างที่ดีงามมาปฏิบัติ หรือคำสอนที่ว่า เขาสอนก็ฟัง เขาทำก็ดู เรียนรู้แล้วปฏิบัติ ลงท้ายกลายเป็นสัตบุรุษ แต่ถ้าเขาสอนก็ไม่จำ เขาทำก็ไม่ดู เรียนรู้ก็ไม่ปฏิบัติ ลงท้ายกลายเป็นควาย

7-2-2560 19-00-21 7-2-2560 19-00-34

ส่วนบทบาทของความเป็นพระอาจารย์ สมัยสอนที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ด้านกฎหมายพระและพระธรรมวินัย นับว่าเป็นครูที่เก่งมากยังหาใครเทียบไม่ได้ จะสอนให้วิเคราะห์ ไม่ได้สอนให้จำ พระเณรที่เรียนกับพระองค์จะต้องแตกฉานทุกรูป

แม้ในเดือนมิถุนายนนี้จะมีพระชันษา 90 ปี แต่พระพลานามัยแข็งแรง ทรงเคร่งครัดเรื่องการฉัน เน้นผักผลไม้ เนื้อปลา เน้นหลักที่ว่า ข้าว 1 คำ เคี้ยวนาน 36 ครั้ง ไม่เป็นภาระกับกระเพาะ ลำไส้ และพระองค์จะเดินจงกรมรอบพระอุโบสถทุกเช้ามืด ทุกวันไม่เคยว่างเว้น นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีพระจริยวัตรที่งดงามและเพียบพร้อม. – สำนักข่าวไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง…

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment