สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค

โดย ต่อตระกูล ยมนาค

///////////////////////////////////////////////////
หลายคนอาจได้อ่านจดหมายของผมแล้ว ที่ชื่อว่า “ถึง เพื่อนชาวไทย ที่รักในหลวง ” ผมได้เขียนตอบจดหมายเวียนทางอีเมลฉบับนี้เพื่ออธิบายเรื่องที่มีคนส่งข้อความใส่ร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ว่าเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด เป็นอันดับที่ 1ของโลก เมื่อ 3 ปีกว่ามาแล้ว แต่จดหมายฉบับนี้ของผมยังคงวนเวียนอยู่รอบโลก นับเป็นแสนๆครั้ง โดยผมเองไม่เคยคิดว่าจะเป็นเรื่องที่มีคนไทยสนใจกันมากถึงขนาดนี้ เพราะเป็นจดหมายที่ผมเขียนขึ้นภายใน 15 นาทีทันทีที่ได้หลังอ่านข้อความผิดๆที่มีคนพยายามจะใส่ร้ายในหลวงอันเป็นที่รักของเรา ความจริงผมหวังแค่เพียงจะชี้แจงความจริง ในวงแคบๆเพื่อให้เพื่อนๆร่วมชั้นปี 2509 ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้ง 400 คนได้รับรู้ เรื่องที่ผมติดตามมาตลอดแต่ไม่เคยเขียนบอกเล่าให้ใครๆทราบมาก่อน
ผมกลับมาเขียนถึงเรื่องนี้อีกครั้ง เพื่อจะต้องชี้แจงโต้กับ ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในเรื่องนี้อีกครั้ง
ก่อนอื่นขอให้อ่านคำอธิบายของผมในจดหมาย “ถึง เพื่อนชาวไทย ที่รักในหลวง ” ที่เขียนไว้อธิบายสั้นๆก่อนว่า ทำไมในหลวงจึงไม่ใช่กษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดของโลก เหตุผลสำคัญก็คือว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ไม่สามารถนำยอดเงินมาบวกรวมกันเป็นยอดเงินของในหลวงได้

จดหมายถึงคนไทย ของ รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค
เมื่อ: 6ตุลาคม2552, 09:31:16
__________________________
” ถึง เพื่อนชาวไทย ที่รักในหลวง
ได้โปรดอย่าได้ FORWARD จดหมายเวียน ที่ลบหลู่ให้ร้ายในหลวง (Forbes magazine ลำดับกษัตริย์ ที่รวยที่สุดในโลก) ต่อไปอีก เพราะนอกจากจะเข้าข่ายร่วมกระทำการหมิ่น และให้ร้ายต่อในหลวงของเรา แล้วยังร่วมกล่าวหาอย่างเป็นเท็จกับพระองค์ท่านอีกด้วย โดยพระองค์ท่านเองไม่สามารถออกมาชี้แจง หรือโต้ตอบอย่างใดได้เลย

ท่านทราบไหมว่า วังที่ในหลวงพระทับที่สวนจิตรนั้น เป็นบ้านที่เล็กกว่าบ้านของเศรษฐีไทยหลายพันคน และเล็กกว่าแม้กระทั่งบ้านของอดีต รมต. หลายร้อยคน วังสวนจิตรลดาถึงแม้จะมีบริเวณใหญ่ แต่ส่วนที่เป็นที่ประทับมีบริเวณเล็กมาก ที่ดินส่วนใหญ่เป็น โรงเรียน โรงงานทดลองทำปุ๋ย เลี้ยงวัว ทดลองปลูกข้าว บุคคลทั่วไปก็เข้าไป รร.จิตรลดา ได้โดยขอแลกบัตร ได้ทุกคน จากบริเวณโรงเรียน ก็มองเห็นอาคารที่ประทับได้ห่างออกไปไม่ถึง 100 เมตร ใครอยากจะเห็นด้วยตาตนเองก็เข้าไปดูได้สะดวกง่ายๆ

ผมเห็นว่าพระองค์ท่านกินอยู่แบบคนไทยชั้นกลางทั่วไป ไม่ใช่แบบเศรษฐีไทยอย่างแน่นอน คนซ่อมรองเท้าของพระองค์ท่าน ได้เล่าให้พวกเราได้รับทราบว่า ท่านจะส่งรองเท้าเก่าท่านมาซ่อมตลอดจนซ่อมไม่ไหว รองพระบาทเก่าคู่นั้นช่างยังเก็บไว้ให้เราไปดูได้ สมาคมทันตแพทย์ไทยไปเข้าเฝ้าขอพระราชทานหลอดยาสีฟันเก่าที่ทรงใช้ยาสีฟันได้จนหยดสุดท้าย โดยรีดจนหลอดแบนเป็นกระดาษ ไปขอดูที่สมาคมได้
เกี่ยวกับทรัพย์สินมูลค่ามาก ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตรย์ ที่ฝรั่งไปเอามูลค่าของบริษัท ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น บริษัทปูนซีเมนต์ไทย ธนาคารไทยพานิชย์ นั้นมารวมว่าเป็นทรัพย์สินของในหลวงด้วยนั้น ไม่ใช่ครับ ที่เป็นของพระองค์ท่านส่วนพระองค์ มีครับแต่ไม่มาก เรียกว่า ทรัพย์สินส่วนพระองค์ จะต้องเสียภาษีอากรภายใต้กฏหมาย เหมือนประชาชนทั่วไป ทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์เดิม ส่วนที่ถูกยึดมาเป็นของรัฐหลังปฎิวัติ 2475 นั้นตกเป็นของรัฐทั้งหมด เห็นได้ว่าทรัพย์สินส่วนนี้จึงไม่ต้องเสียภาษีเหมือนส่วนที่เรียกว่า ทรัพย์สินส่วนพระองค์
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จัดตั้งขึ้น โดยรัฐบาลยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475 ให้ รมต.คลังของรัฐบาลเป็นประธานควบคุมดูแล ที่จริงก็คือทรัพย์สมบัติของราชวงค์จักรีเดิมถูกยึดมาเป็นของกลางเป็นของรัฐฯหมดแล้ว หลังจากได้ยึดอำนาจจากระบบปกครองโดยกษัตริย์ มาเป็นโดยรัฐบาลใดๆที่ชนะการเลือกตั้งก็จะได้สมบัติที่ยึดมาทั้งหมดนี้ไปดูแล ที่ดินของ ราชวงค์จำนวนมากก็ถูกยึดมาเรียกว่า ที่ดินราชพัสดุ กระทรวงการคลังดูแล ธนาคารออมสินธนาคารที่ ร.6 ทรงตั้งด้วยเงินส่วนพระองค์เริ่มต้นเอง ปัจจุบันมีเงินเพิ่มพูนเป็นแสนล้านก็กลายเป็นธนาคารของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้ระเบียบที่ ร. 6 ท่านวางไว้เดิมให้เสนาบดีพระคลัง เป็นคนดูแลปัจจุบัน รมต.คลังเป็นคนดูแลเอง ตั้งกรรมการได้เองทั้งคณะ รัฐบาลจึงเอาเงินไปใช้ได้สะดวกมาก พระราชวงค์ไม่มีสิทธิ์ใดๆในธนาคารเลย
ผมเป็นคนไทยธรรมดา มิได้เกี่ยวข้องเป็นราชนิกูลแต่อย่างใด มีเชื้อสายบรรพบุรุษเป็นมอญ ลาว จีน มีเชื้อสายไทยแค่ 1 ใน 4 เท่านั้น แต่ก็ได้เกิดมาในประเทศไทยที่มีความสุขและมีกษัตริย์ที่ดี ผมจึงรักในหลวงมาก การใส่ร้ายพระองค์ท่านต่างๆในขณะนี้ไม่ให้ความเป็นธรรมกับพระองค์ท่านเลย และเริ่มมีคนหลงไหลและเชื่อคำให้ร้ายต่างๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงมีอยู่ พิสูจน์ได้ใครยังไม่เห็นจริงก็ออกมาโต้ได้อย่าเชื่อโดยไม่พิสูจน์ก่อน

ขอแสดงความนับถือ
รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อตระกูล ยมนาค “
__________________________
หลังจากจดหมายนี้ออกไป ได้มีคนได้ออกมาวิพากวิจารณ์ เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับที่ผมเขียนในหลายหลายแนว บางท่านที่รักท่านแบบไม่ให้ใครแตะต้องก็ต่อว่าผมว่านำเรื่องส่วนพระองค์มาเขียนทำไม ท่านจะมีเงินมากก็เหมาะสมที่ท่านจะมีได้เพราะสมบัติตกทอดของท่านมา ผมเข้าใจที่ท่านเหล่านี้ต่อว่ามา แต่ถ้าความจริงนั้นพระองค์ท่านไม่ได้ร่ำรวยอะไรเลย หากเรารู้ความจริงนี้แต่ไม่กล้าพูด คงจะไม่ถูกต้องแน่
ผมเห็นว่าความไม่ร่ำรวยของกษัตริย์ในยุคใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนั้น ควรเป็นความภูมิใจของประเทศไทย และประชาชนคนไทยเสียด้วยซ้ำไป
ขอชี้แจงต่อ ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ มธ.ผู้เขียนบทความเรื่องสำนักงานทรัพย์สินฯโดยทำการตัดต่อพ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2479 ออกมาเผยแพร่อย่างผิดๆ
เพื่อจะบิดเบือนว่า ในหลวงของเรา สามารถใช้เงินจาก สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ตาม พระราชอัธยาศัย โดยไม่มีข้อจำกัด !
ดูที่เขานำเสนอครับ
“มาตรา 6 รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวในมาตรา 5 วรรคสองนั้น จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศล เหล่านี้เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น
รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ ……
……………………………………………………………………………………..”

โดยจงใจตัดประโยคบางตอนนี้มาใช้ย้ำถึง 5 ครั้ง ตลอดบทความของเขา เพื่อชักจูงให้ผู้อ่านเข้าใจว่าในหลวงมีสิทธิ์ใช้เงินจากสำนักงานทรัพย์สินได้ ตามอำเภอใจ !
“ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ”
“ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ”
“ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ”
“ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ”
“ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ”

ข้อความที่ถูก สมศักดิ์ตัดหายไปในตอนท้ายของมาตรา 6 มีความสำคัญมาก เพราะแท้ที่จริงแล้ว เจตนาผู้ออกกฏหมายข้อ 6 นี้เพิ่มเติมเมื่อปี พศ. 2492 ต้องการเขียนเพิ่มเติมขึ้น ก็เพื่อจะจำกัดขอบเขตการใช้เงินของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในขณะนั้นซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อจำกัดมิให้นำไปใช้จ่ายในเรื่องส่วนตัว แต่จำกัดขอบเขตไว้ให้นำไปใช้ได้ในเรื่องเพื่อประโยชน์สาธารณะส่วนรวมเท่านั้น
ข้อความในมาตรา 6 เต็มๆ มีดังนี้
——————————————————-
มาตรา ๖ รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวในมาตรา ๕ วรรคสองนั้น จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพันรายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอยเงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศล เหล่านี้เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น
รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆหรือโดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เฉพาะในกรณี
ที่เกี่ยวกับการพระราชกุศลอันเป็นการสาธารณะ หรือ
ในทางศาสนา หรือ
ราชประเพณีบรรดาที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ เท่านั้น
———————————————————————
อ้างอิง: พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2479

ถัดมาอีกหลายปี สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงได้ออกรายงานประจำปี 2553 ชี้แจงเป็นทางการ หลังจากปล่อยให้คนนอกวิพากวิจารณ์กันหลายตลบโดยที่ในรายงานฉบับดังกล่าวมี “บทส่งท้าย” ซึ่งเป็นการเขียนขึ้นเพื่อตอบโต้รายงานของนิตยสาร “ฟอร์บ”(Forbes) ที่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยเฉพาะเป็นที่ทราบกันดีว่า “ฟอร์บ” วางข้อสรุปของตนอยู่บนการคำนวนมูลค่า “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ประเภทต่างๆที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินฯ ให้ไปรวมให้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ของในหลวงด้วย ลำพังการบวกราคาที่ดินสองข้างทางถนนราชดำเนินทั้งหมด ไปจนถึงมูลค่าอาคารพระที่นั่งอนันตสมาคม ก็ทำให้เราเห็นเจตนาของผู้ที่กระทำว่ามีเบื้องหลังไม่บริสุทธิ์ต่อประองค์ท่านอย่างไร
“บทส่งท้าย” ของรายงานประจำปีของสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้โต้แย้ง ประเด็นสำคัญนี้ ดังนี้

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ โดยสำนักงานฯ เป็นผู้ดูแล
ผมขอย้ำว่าผมภูมิใจมากที่สุด ที่เรามีในหลวง เป็นผู้มัธยัสถ์ และเป็นอยู่อย่างพอเพียง ในพระราชวัง ที่ไม่เหมือนพระราชวังกษัตริย์ที่ไหนในโลก มีโรงวัว และแปลงนา ที่ผลิตนมและข้าว ได้จริงๆในรั้ววัง และมีโรงทำปุ๋ยจากขยะอยู่หน้าทางเข้าโรงเรียนจิตรลดา ด้วย
เป็นสถานที่ ที่ผมจะต้องนำเพื่อนชาวต่างประเทศผ่านถนนข้างวัง ให้เขาเห็นว่ากษัตริย์เราอยู่อย่างไร ด้วยความภาคภูมิใจเสมอ
____________________

Leave a Reply




Spam protection by WP Captcha-Free




1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com