๑.๗ หมื่นล้านที่ทักษิณต้องจ่าย

เปลว1

แฟนๆ ทักษิณเคือง ชนิดไม่อยากเป็นคนไทยไปแล้วครับ

ไปเถอะครับถ้าสดชื่น!

เรื่องคือ กรมสรรพากร เคาะจำนวนเงินที่นายทักษิณ ชินวัตร ต้องจ่ายภาษีซื้อขายหุ้นชินคอร์ป พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมกว่า ๑.๗ หมื่นล้านบาท

ใช้แนวทางการประเมินการซื้อหุ้นราคาต่ำกว่าราคาตลาด ในช่วงที่บริษัทแอมเพิลริชขายหุ้นให้นอมินีของทักษิณในราคาหุ้นละ ๑ บาท ต่ำกว่าราคาตลาด

ขณะนั้นอยู่ที่ ๔๙.๒๕ บาทต่อหุ้น

ขั้นตอนจากนี้ เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรจะนำหนังสือประเมินภาษี ไปติดที่หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า

ถามว่าทำไมต้องจันทร์ส่องหล้า?

ง่ายๆ ครับไม่มีอะไรซับซ้อน แค่เป็นที่อยู่ที่นายทักษิณแจ้งไว้ในระบบทะเบียนราษฎร ของกระทรวงมหาดไทย

ส่วนจะยังมีใครอาศัยอยู่หรือไม่ ใครจะแกะหนังสือประเมินภาษีไปอ่านหรือไม่ ส่งผิดบ้านหรือเปล่า ต้องส่งถึงดูไบมั้ย นั่นนอกเรื่อง อย่าไปสนใจครับ

หากนายทักษิณไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษี สามารถทำเรื่องยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีจากเจ้าพนักงานประเมิน

หากไม่พอใจผลประเมินยังสามารถอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์จากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

ก็ยังพอมีช่วงเวลาให้สุมหัวกันว่าจะจ่ายหรือไม่จ่าย

แต่สุดท้ายแล้วหากนายทักษิณ ไม่ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนด ก็ถึงเวลาปัดกวาด

กรมสรรพากรไม่มีทางเลี่ยงอื่น ต้องดำเนินการเก็บภาษีทันที หากทักษิณไม่ยอมชำระ ทีนี้ก็เจอของแข็ง

กรมสรรพากรใช้อำนาจยึดทรัพย์ได้ทันที

ยึดจากไหนได้บ้าง?

ก็พวก เงินฝาก อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ

แต่จะยังมีให้ยึดหรือเปล่า เป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรต้องไล่บี้เอา

นี่…พวกสาวกมาอีกแล้วครับ….

ทีคนอื่นขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต้องเสียภาษี แต่ทำไมกับทักษิณต้องเสีย แบบนี้ไม่ยุติธรรม สองมาตรฐาน

ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อครั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา จำคุกนายทักษิณ ๒ ปี คดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก ก็โวยวายกันแบบนี้แหละครับ

ตีหน้าซื่อ ทำเป็นงง “เมียซื้อที่ ผัวผิด” ได้ไง!

เพราะไม่ดูบริบท ตัดตอนเหตุการณ์

ก็เล่นไม่อ่านไม่ศึกษาไม่ติดตามว่า ทักษิณริเอาไว้แบบไหน ลิ่วล้อยำเอาไว้อย่างไร

กว่าจะมาเป็นข้ออ้าง “ขายหุ้นทำไมต้องเสียภาษี” มันผ่านซิกแซ็ก หลบเลี่ยง ลับลวงพราง เอาไว้อย่างไรบ้าง

เชื่อเหอะแม้แต่ลิ่วล้อระดับหัวกะทิ ชั้นเอกที่หนึ่ง บางคนก็ไม่สนใจว่านายใหญ่ขายหุ้นแบบไหน แต่กลับไปขยายความคลุมๆ เอาไว้ก่อนว่า…

ขายหุ้นทำไมต้องเสียภาษี

ขี่ไทม์แมชชีนกลับไปดูกันหน่อย นายทักษิณ ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

“ผมตรวจสอบได้ทุกอย่าง และสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาแล้ว ทั้งวัดพระแก้ว ศาลหลักเมือง ว่าไม่เคยโกหก”

ทักษิณพูดเอาไว้เมื่อต้นปี ๒๕๔๙ ที่ท้องสนามหลวง

แต่มีการจับโกหกทักษิณเอาไว้มากมายหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นซุกหุ้น ไม่เสียภาษี

ทักษิณอ้างว่าการโอนหุ้นให้นายพานทองแท้ เป็นการโอนแบบพ่อให้ลูก ซึ่งกฎหมายให้ทำได้โดยธรรมจรรยา

กฎหมายยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีการโอน!

แต่ข้อเท็จจริงทักษิณ ขายหุ้นให้แก่พานทองแท้ ในราคาต่ำกว่าท้องตลาดถึงหุ้นละ ๑๔๐ บาท

ส่วนต่างระดับหลายพันล้านบาท ต้องเสียภาษีหรือเปล่า?

ทักษิณยังอ้างว่าการขายหุ้นชินคอร์ปของครอบครัวชินวัตรมูลค่า ๗๓,๐๐๐ ล้านบาทให้แก่ “เทมาเส็ก” เป็นการขายผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎกระทรวงการคลัง ฉบับที่ ๑๘๗

กำหนดว่าเงินที่ได้จากการขายหลักทรัพย์หรือขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับการยกเว้นภาษี

นั่นเป็นการพูดผ่านการลับลวงพราง ไปเรียบร้อยแล้ว

ทักษิณไม่พูดถึงการทำนิติกรรมอำพราง ในกระบวนการขายหุ้น ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่แรก

โดยมีกรมสรรพากรสนองนาย!

มาดูการขายหุ้นที่เต็มไปด้วยข้อกังขาโดยมีกรมสรรพากรใช้ดุลพินิจชนิด พัดลมต้องส่ายหน้า เพราะทำลายระบบภาษีของประเทศอย่างรุนแรง

กรณีแรก ทักษิณและ หญิงอ้อ ขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่นายพานทองแท้ ชินวัตร นายบรรณพจน์และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๓

เป็นการขายในราคา ๑๐ บาท

ขณะที่ราคาตลาดอยูที่ ๑๕๐ บาท

เกิดส่วนต่างกว่าหมื่นล้านบาท

หากคิดภาษีเต็มจำนวน จะมีมูลค่าสูงถึง ๗ พันล้านบาท

กรณีที่สอง “แอมเพิลริช” ขายหุ้นชินคอร์ปในราคา ๑ บาท ให้พานทองแท้และพินทองทา ขณะที่ราคาตลาดกว่า ๔๐ บาท

“โอ๊ค-เอม” ฟันกำไรส่วนต่างกว่า ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท

แต่เพื่อมิให้ครอบครัวชินวัตรต้องเสียภาษีเป็นเงินนับหมื่นล้านบาท กรมสรรพากรยุคนั้นมีวิธี

มีการเปลี่ยนแนวคำวินิจฉัยกลับไปกลับมาอยู่หลายครั้ง

รอบแรก ขณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังไต่สวนคดีซุกหุ้นทักษิณ ช่วงปี ๒๕๔๓

นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อธิบดีกรมสรรพากรในขณะนั้น ทำหนังสือลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ตอบ ป.ป.ช.ว่า ส่วนต่างของราคาหุ้นที่ซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าตลาด เข้าลักษณะเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ

จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๓๙ แห่งประมวลรัษฎากร!

รอบสอง ปี ๒๕๔๔ พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี มีการเปลี่ยนแนวคำวินิจฉัยว่า…

ผู้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าตลาด ไม่ต้องเสียภาษีส่วนต่าง เนื่องจากยังไม่มีเงินได้เกินกว่าเงินลงทุน จนกว่าจะขายหุ้นจำนวนดังกล่าวในราคาสูงกว่าที่ซื้อมาและมีกำไร

ช่วงนั้น นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ โผล่มา

เรื่องคือ…นายเรืองไกร ซื้อหุ้นบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด ในราคาต่ำกว่าตลาดจากพ่อของตนเอง เมื่อมีการยื่นแบบเงินได้บุคคลธรรมดาภาษี กรมสรรพากรได้คิดเป็นภาษีจากส่วนต่างราคาหุ้นที่นายเรืองไกรได้รับ

ต่อมานายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น อ้างว่าเป็นการเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร

จึงได้สั่งให้รีบคืนเงินภาษีที่เก็บมาให้แก่นายเรืองไกร

อ้างเหตุผลเช่นเดียวกับการขายหุ้นของทักษิณว่า นายเรืองไกรยังไม่มีเงินได้เกินกว่าเงินลงทุน

และเมื่อ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๘ สรรพากรมีหนังสือถึงนายเรืองไกร ระบุเหตุผลว่าการซื้อสินค้าราคาต่ำกว่าราคาตลาด เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๓ เป็นเรื่องการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ส่วนต่างของราคาซื้อกับราคาตลาด

จึงไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๓๙ แห่งประมวลรัษฎากร

แบบนี้ก็ฉิบหายซิครับ!

ขณะนั้นนักกฎหมายภาษีหูตาแหก ชี้ให้เห็นว่าแนวคำวินิจฉัยของกรมสรรพากร จะทำให้เกิดการเลียนแบบเพื่อเลี่ยงภาษีอย่างมโหฬาร

ทำลายระบบภาษีย่อยยับ

ครับ…อย่าไปดูเฉพาะวันที่ทักษิณขายหุ้นให้ เทมาเส็ก ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท

เส้นทางกว่าจะถึงวันที่หุ้นชินคอร์ปเปลี่ยนมือไปเป็นของสิงคโปร์ มีการสมคบระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการ เพื่อหลบเลี่ยงไม่ต้องเสียภาษีเต็มจำนวน ซึ่งเป็นเงินนับหมื่นล้านบาท

เงินที่ต้องจ่ายภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมกว่า ๑.๗ หมื่นล้านบาท จึงไม่ใช่เรื่องที่งอกมาจากกอไผ่

ที่เคยสาบานเอาไว้ที่วัดพระแก้ว ศาลหลักเมือง

ผลมันย้อนกลับมาแล้วครับ!

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

เช็กบิล ส่งท้ายยุค กระเบื้องลอยฟู : เปลว สีเงิน

“หมาเห่า”………….

สำเนียงบอกได้ถึง “สายพันธุ์” ชาติกำเนิด

คนชื่อ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” เห่า

นั่นก็บอกได้ถึง “เพ็ดดีกรี” สายพันธุ์แท้ระบอบทักษิณ

ยิ่งใส่ปลอกคอให้ตัวเอง ตำแหน่ง “เลขาธิการ องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย”

ฟันธงได้เลย……….

ไอ้นี่ “บ้าย้อนยุค” ขนานแท้!

เพราะมีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่คิดและตั้งตำแหน่งบวมๆ แบบนี้ให้ตัวเองได้

เมื่อมันบ้า ก็ให้บ้าอยู่ในหมู่พวกมัน

ใครก็ไม่ควรหลงกล เอาแถลงการณ์คนบ้ามาแพร่เชื้อ ซึ่งนั่นเท่ากับตกเป็นเหยื่อ-เป็นเครื่องมือโฆษณาให้เขาโดยไม่รู้ตัว

เหตุที่เชื้อบ้านายจารุพงศ์กำเริบ………

ก็สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไปทลายแก๊งโกตี๋ ย่านปทุมธานี พบทั้งอาวุธสงคราม และจับผู้ร่วมขบวนการ ๙ คน

ดีเอสไอนำตัวฝากขังศาลระหว่างสอบสวนอีก ๑๒ วันเมื่อวานซืน คือจาก ๒๕ มี.ค.-๕ เม.ย.๖๐

ศาลไม่อนุญาตให้ประกัน ด้วยเหตุผลว่า………..

“พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าคดีตามข้อกล่าวหามีอัตราโทษสถานหนักสูงสุดถึงประหารชีวิต

พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะการกระทำเป็นขบวนการ ก่อให้เกิดความรุนแรงและความไม่สงบสุขในบ้านเมือง

ทั้งพนักงานสอบสวนค้านการประกัน เพราะเกรงจะหลบหนีหรือไปก่อเหตุร้ายประการอื่นอีก

ในชั้นนี้ จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวน”

นี่แหละ “หัวหยิก-หน้ากล้อ” จารุพงศ์ ถึงคลั่ง ตาขวาง น้ำลายยืด หอนและเห่าเป็นแถลงการณ์ออกมาจากรูที่หลบซ่อน

เหตุที่ต่อมคลั่งแตก เพราะพวกที่ถูกจับ เมื่อถูกดีเอสไอ “รีดข้อมูล” ที่ซุกคาไส้ แต่ละคนก็คายเรียบ

ด้วย “จำนนต่อหลักฐาน”!

นายโกตี๋ที่หลบอยู่ในลาวนั่นน่ะ เต็มตีน-ตรงตัวอยู่แล้ว

แต่ที่เหนือโกตี๋และถูกระบุว่า………..

“เป็นตัวบัญชาการ” ในขบวนการล้มชาติ-ล้มแผ่นดิน ที่ยุยง-ส่งเสริม รวมทั้งจัดหาอาวุธให้พวกเขา

ก็เจ้าหัวหยิก-หน้ากล้อนี่แหละ!

เมื่อจี้ถึงตัว ก็จำต้องโผล่หัว-โผล่หาง เห่าป้องตัวด้วยแถลงการณ์ อย่างที่เห็น

ครับ…ก็คุยกันพอให้รู้อะไร-เป็นอะไรเท่านั้น ไม่มีสาระควรสนใจมากไปกว่า “หมาเห่ากลางแดด”

นี่ก็จะสิ้นมีนา วันนี้…ตกเข้ามาวันที่ ๒๗ แล้ว หมายความว่า “ไตรมาสแรก” ของปี ผ่านไป

ที่สำคัญ “เหลืออีก ๔ วัน” ก็จะถึงเส้นตาย “คดีภาษีหุ้นชิน”!

ที่บริษัทแอมเพิลริช “ขายหุ้นนอมินีนอกตลาด” ให้โอ๊ค-เอม ราคาหุ้นละ ๑ บาท ในขณะราคาซื้อขายตลาด หุ้นละ ๔๙.๒๕ บาท

วันที่ ๓๑ มี.ค.๖๐ ที่จะถึงนี้ ……….

ถ้าสรรพากรไม่เรียกเก็บภาษีเงินได้พึงประเมิน จากส่วนต่างราคา ที่ทักษิณซื้อขายแบบนิติกรรมอำพราง “นอกตลาด” ครั้งนั้น เป็นเงินประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท

คดีก็จะหมดอายุความ!

เท่าที่ฟัง วิพากษ์-วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา แต่ที่สรุปเป็นประเด็นหลัก เห็นจะตรงที่ชาวบ้าน-ชาวเมือง

ต่างส่งสายตาดูแคลนเชิงกังขาไปที่ “กรมสรรพากร” ว่า กรณีนี้จะทำหน้าที่เป็นกรมสรรพากรของแผ่นดิน ด้วยเรียกเก็บ

หรือเป็นสรรพากรของระบอบทักษิณ ด้วยเหตุผลดังที่เคยอ้าง

“หุ้นชิน มันจบแล้ว………

ไม่มีกฎหมายใด เรียกเก็บภาษีจากทักษิณได้อีก”!?

แต่ความรู้สึกผม บอกตรงๆ “เห็นใจ-เข้าใจ-สงสาร” คนสรรพากรระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการมาก

ก็อย่างที่ทราบ เรื่องนี้ เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณกินเมือง เรียกว่าจะครบ ๑๐ ปีอยู่รอมร่อ

กรมสรรพากร สังกัดกระทรวงคลัง ……….

ด้วยอำนาจรัฐบาลทักษิณครองเมือง ข้าราชการระดับหัว ตั้งแต่ระดับ ผอ.-อธิบดี ไปจนถึงปลัด

ถ้าใครไม่ยอมซูฮก ซุกหัวไว้ใต้ตีนนักการเมืองระบอบทักษิณ อย่าหวังที่จะได้ขึ้นกินตำแหน่ง!

เมื่อมันตั้งเข็มโกงตามสันดาน เจตนาเลี่ยงภาษีมาตั้งแต่หัว คือตัวทักษิณ

ก็ไม่ต้องให้สั่ง ระดับตัว-ระดับตีน ตั้งแต่ปลัด-อธิบดี จะไม่กุลี-กุจอเอาใจ ใช้อำนาจในหน้าที่ “ทำไงก็ได้”

รายการนี้ “ภาษีไม่เสีย” ก็แล้วกัน!

เนี่ย….เมื่อเจ้านายสั่ง ลูกน้องฝ่ายปฏิบัติการ ถึงจะเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย ก็ต้องทำ ตามผู้บังคับบัญชาสั่ง

เป็นทอดๆ เป็นรุ่นๆ ต่อเนื่องมาหลายอธิบดี จนถึงวันนี้ เป็นวาระ “ดาวเสาร์เช็กบิล”

คำว่า “ของหลวง-เงินหลวง ตกน้ำไม่ไหล-ตกไฟไม่ไหม้” ใครเอาไป ต้องกินไม่ได้-นอนไม่หลับ “ฉิบหาย-วายวอด” สถานเดียว

จึงประจักษ์จริง!

ตัวการที่สรรพากร “เสวยกรรม” ระหว่างคาคุกก็หลายคน ที่เสียคน-เสียชาติตระกูล ถูกยึดทรัพย์ ขื่อคาจ้องจองจำด้วยอาญา คาตาอยู่ก็เห็น

ดังนั้น เมื่อมรดกกรรมเวียนมาให้เจ้าหน้าที่สรรพากรยุคนี้ ต้อง “รับหน้าเสื่อ” ชำระล้าง

ก็เห็นใจเขาเถอะ………

“เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แต่ต้องถูกกระดูกแขวนคอ” ก็คือคนสรรพากรวันนี้นั่นแหละ ที่ต้องแบกภาระ ในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ก่อ!

รอ “วัดใจ” อีก ๔ วัน

ถ้าเจ้าหน้าที่สรรพากรยุค “นายประสงค์ พูนธเนศ” แข็งเมือง-ขืนคำสั่งรัฐบาล ไม่ยอมเรียกเก็บ ปล่อยให้คดีขาดอายุความ

ถึงตอนนั้น ค่อยมาว่ากัน!

แต่ช่วงนี้ ให้โอกาส-ให้เวลา-ให้กำลังใจ คนสรรพากรเขาก่อน ผมเชื่อว่า ในความไม่ยินยอมพร้อมใจจะทำนั้น

ด้วยคำสั่งรัฐบาล ในความเป็นธาตุข้าราชการ เขาต้องทำแน่!

ผมก็ไม่ทราบ ขณะนี้ ใครเป็น “ผอ.สำนักตรวจสอบภาษีอากร” ของกรมสรรพากร?

ติดตามดูก็แล้วกัน วัน-สองวันนี้ คงต้องมีสัญญาณเป็น “ความเคลื่อนไหว” ทางปฏิบัติออกมาจากท่านแน่

แต่ต้องเข้าใจนะ ถึง ๓๑ มีนา ถ้าสรรพากรเรียกเก็บจริง ใช่ว่าจะได้เงินภาษี ๑๖,๐๐๐ ล้าน จากทักษิณทันที-ทันใด

นี่เป็นเพียง “ปลดล็อก”………

จากเงื่อนไข “อายุความ ๑๐ ปี” ทางคดี เท่านั้น!

สมมุติ สรรพากรเอาใบแจ้งไปปิดหน้าบ้านทักษิณตามที่อยู่ในทะเบียน คดีก็จะมีอายุยืดยาววัฒนาต่อไป

เรียกว่า “ถึงที่สุด” ทางศาล เมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น

ศาลชี้ขาดอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น …………

ให้จ่าย ทักษิณก็ต้องจ่าย ถ้าไม่ต้องจ่าย ก็ไม่ต้องจ่าย!

คนในแวดวงราชการ หรือใครที่มีพรรคพวกเป็นข้าราชการ จะรู้ดีว่า พวกผู้ใหญ่ ชอบไปรับคำสั่ง คะๆ ครับๆ รับปฏิบัติ มาจากการเมืองนั่นน่ะ

แต่ตัวเองรู้ หลายอย่างเฉียดคุก……….

กูสั่งต่อได้

แต่จะให้กูเซ็นเป็นหลักฐานทางเอกสาร “กูไม่เซ็น”!

จึงเป็นปัญหาภายในแต่ละกระทรวง ที่พวกหัวหน้า “เอาตัวรอด” จะใช้อำนาจสั่ง…สั่ง…ให้ลูกน้อง เซ็นนั่น-เซ็นนี่แทน โดยเฉพาะการเบิกจ่าย

ตัวอย่างชัด ในคดีโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มูลค่าเสียหาย ๕-๖ แสนล้านบาท

ใครๆ ก็รู้ ลำพังข้าราชการจะมีใคร “มีน้ำยา ใจกล้าทำได้ขนาดนั้น”!

แต่ปรากฏว่า พวกที่ตกเป็นจำเลยต่อศาล และที่ถูกคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ รวมเป็นพัน-เป็นหมื่นล้าน

มีข้าราชการพาณิชย์ด้วย……….

แค่ระดับ อธิบดีบ้าง รองฯ บ้าง ผอ.สำนักบ้างเท่านั้นเอง!?

ก็เพราะกลัวไม่ได้ตำแหน่ง กลัวไม่ก้าวหน้ายุคการเมืองโจร เขาให้ทำอะไรก็ทำ เขาให้เซ็นอะไรก็เซ็น

ผล คือ……..

ทั้งฎีกาคุก ทั้งถูกคำสั่งปกครองให้ชดใช้ หมดเนื้อ-หมดตัว-หมดตระกูล!

ข้าราชการ “ทุกระดับ” ดูเป็นเครื่องเตือนใจไว้ อย่าไปสนองนายในเรื่องผิด ด้วยกลัวไม่รุ่ง กลัวไม่ได้ตำแหน่ง เขาให้ทำอะไร-เซ็นอะไร ก็สนองเขาไปหมด

ถึง พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือนจะบอกว่า……..

“ข้าราชการมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา” ก็จริง

แต่ก็มีข้อยกเว้น………..

“ข้าราชการจะต้องไม่เคารพเชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ตามมาตรา ๘๒ (๔) ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑

ที่ว่า “ข้าราชการพลเรือนสามัญ ต้องกระทำการอันเป็นข้อปฏิบัติดังต่อไปนี้

(๔) ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการ โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง

แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้น จะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ จะต้องเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันที เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้น

และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม”

คร่าวๆ เป็นอย่างนี้ แยกย่อยเป็นประเภทต่างๆ อีกมาก ข้าราชการมีชีวิตด้วยเงินหลวง ก็ไปศึกษาดูกันเอง

“ข้า-ราชะ-การ” อย่าหยิ่งในเกียรติคนเหนือหัวชาวบ้าน

แต่จงรักษาเกียรติข้าราชการ ด้วยความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน เสียสละ เพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชน

ก่อนสงกรานต์ เราจะมีกฎหมายสูงสุดของแผ่นดิน และแผ่นดินไทยเรา จะเข้าสู่ยุคใหม่

ข้าราชการที่ “วาจาไม่สัตย์-ใจไม่ซื่อ-การทำไม่ยึดถือประชาชน” จงทราบ

มันสิ้นยุค “กระเบื้องลอยฟู” แล้ว!

เปลว สีเงิน

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ทุกคนมีสิทธิรวยได้ แต่ต้องไม่ลืมคนจน

ซูม

ทุกคนมีสิทธิรวยได้ แต่ต้องไม่ลืมคนจน
โดย ซูม 24 มี.ค. 2560 05:01
ผมยังไม่ได้เขียนแสดงความยินดีกับอภิมหาเศรษฐีทั้งของโลกและของประเทศไทย จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ ประจำปีนี้เลยครับ
เนื่องจากข้อเขียนของผมเป็นภาษาไทย เขียนให้คนไทยอ่าน ผมก็ขอแสดงความยินดีเป็นการเฉพาะสำหรับอัครมหาเศรษฐีของไทยเราก็แล้วกัน
ได้แก่อันดับ 1 ประเทศไทย และอันดับ 62 ของโลก คุณ เจริญ สิริวัฒนภักดี ประธาน บริษัทไทยเบฟ ซึ่งมีทรัพย์สินตามที่ฟอร์บส์ประเมินไว้ 15,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 553,000 ล้านบาท
อันดับ 2 รองแชมป์ประเทศไทย ซึ่งเป็นอันดับ 132 ของโลก คุณ ธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ซึ่งมีทรัพย์สินรวมกัน 9,700 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 339,500 ล้านบาท
และอันดับ 3 ประเทศไทย อันดับ 414 ของโลก คุณ วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ซึ่งมีทรัพย์สิน 4,200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 136,500 ล้านบาทไทย
ขออนุญาตเอ่ยถึงเพื่อเป็นตัวอย่างเพียง 3 ท่าน จากจำนวนคนไทย 18 หรือ 19 ท่าน ที่มีทรัพย์สินเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “บิลเลียนแนร์” และทั่วโลกมีอยู่เพียง 2,043 คนเท่านั้นในปีนี้
ผมเชื่อโดยสุจริตใจว่า ความร่ำรวยของทุกๆท่านเป็นความร่ำรวยที่อยู่ในทำนองคลองธรรม เกิดจากการทำมาหากินที่เรียกว่า “สัมมาอาชีวะ” และร่ำรวยจากเงินบริสุทธิ์โดยแท้ เพราะผ่านการตรวจสอบแล้วทั้งตลาดหุ้นและระบบภาษีอากร ฯลฯ มาโดยเรียบร้อย
การร่ำรวยโดยบริสุทธิ์ แม้จะทำให้เกิดช่องว่างขึ้นในสังคมขนาดไหน ก็เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับและควรแสดงความยินดีแก่ผู้ร่ำรวย เพราะเราได้ตกลงกันแล้วว่าจะเลือกใช้ “ระบบเศรษฐกิจเสรี” ในการบริหารและจัดการด้านเศรษฐกิจของประเทศ
ในระบบเศรษฐกิจเสรีนั้น คนเก่งกว่า คนพร้อมกว่า คนมีความรอบรู้มากกว่า หรืออีกนัยหนึ่ง คนที่ “มือยาว” กว่าจะได้เปรียบเสมอ
ครั้นเมื่อได้เปรียบไประดับหนึ่งแล้ว ก็จะเข้าสู่สถานการณ์ที่เรียกว่า “เงินต่อเงิน” คือจะมีความสามารถใช้ความรวยที่มีอยู่สร้างความร่ำรวยได้ต่อไปอีกโดยอัตโนมัติ
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ระบบนี้ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เพิ่มสูงขึ้นทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย
แม้แต่สหรัฐอเมริกาประเทศรวยที่สุดในโลก เจ้าตำรับเศรษฐกิจเสรีก็ยอมรับว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในสหรัฐฯเพิ่มขึ้นอย่างน่าวิตก และเป็นปัญหาใหญ่ที่เขาจะต้องดูแลต่อไปอย่างเอาใจใส่
ขนาดเขาเป็นประเทศที่ใช้กฎหมายทุกๆด้านอย่างมีประสิทธิผล ก็ยังสกัดช่องว่างที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจเสรีมิได้เลย
จึงไม่แปลกอะไรที่ของบ้านเราจะยิ่งห่างกันเพิ่มขึ้นอีกหลายๆเท่า
แต่นั่นก็มิใช่ที่จะเป็นสาเหตุที่เราจะท้อแท้ หรือเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความขุ่นแค้น หรืออิจฉาริษยา เพราะถ้าเราเข้าใจว่าเศรษฐกิจเสรีนิยมมันเป็นอย่างนี้ และผลลัพธ์จะเป็นอย่างนี้ เราก็ไม่ควรที่จะเกิดความท้อแท้หรือขุ่นแค้นใดๆ เนื่องจากเราได้เลือกเดินในทางนี้แล้ว
ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะเคยมีคนตะแบงไปใช้ทางอื่น โดยเฉพาะการใช้ระบบ “สังคมนิยม” ที่เคยฮิตมากในยุคหนึ่ง แต่ในที่สุดแล้วก็ต้องล่มสลายไปในที่สุด กลับมาสู่ระบบ “ทุนนิยม” ตามเดิม
อย่างไรก็ตาม บรรดาเศรษฐีสมัยใหม่เขาก็รู้ว่าไม่มากก็น้อย หรือไม่เร็วก็ช้า ความรวยของเขาย่อมจะถูกอิจฉาริษยาจากคนยากจนที่มีจำนวนมากกว่า
จึงเกิดระบบแบ่งปันความรวย หรือการคืนกำไรสู่สังคม มีการก่อตั้งมูลนิธิ รวมทั้งโครงการช่วยสังคมที่เรียกว่า CSR ขึ้นทั่วโลก
ส่งผลให้มหาเศรษฐีทั่วโลกกลายเป็นนักบุญ บริจาคเงินปีละมากๆ เพื่อช่วยคนจนต่างๆอย่างที่เราทราบ
ที่ผ่านมามหาเศรษฐีไทยเราก็ปฏิบัติตามแนวนี้อยู่แล้ว และทุกๆท่านเท่าที่ผมทราบต่างก็มีมูลนิธิ มีการบริจาคเงินเพื่อการกุศล และการดำเนินงาน
อันเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยอยู่ตลอดเวลา
ก็ขอให้เดินหน้าในแนวทางนี้ต่อไป รวยแล้วทำบุญให้มากๆ ทำให้ถูกจุด ให้เกิดประโยชน์ทั้งโดยตรงโดยอ้อมแก่คนจน
จะทำให้สังคมไทยของเราอยู่กันได้ด้วยความเข้าใจ ด้วยความสุข อย่างยั่งยืนตลอดกาลนานแน่นอนครับ.
“ซูม”

โดย ซูม ไทยรัฐ

ผมยังไม่ได้เขียนแสดงความยินดีกับอภิมหาเศรษฐีทั้งของโลกและของประเทศไทย จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ ประจำปีนี้เลยครับ

เนื่องจากข้อเขียนของผมเป็นภาษาไทย เขียนให้คนไทยอ่าน ผมก็ขอแสดงความยินดีเป็นการเฉพาะสำหรับอัครมหาเศรษฐีของไทยเราก็แล้วกัน

ได้แก่อันดับ 1 ประเทศไทย และอันดับ 62 ของโลก คุณ เจริญ สิริวัฒนภักดี ประธาน บริษัทไทยเบฟ ซึ่งมีทรัพย์สินตามที่ฟอร์บส์ประเมินไว้ 15,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 553,000 ล้านบาท

อันดับ 2 รองแชมป์ประเทศไทย ซึ่งเป็นอันดับ 132 ของโลก คุณ ธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ซึ่งมีทรัพย์สินรวมกัน 9,700 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 339,500 ล้านบาท

และอันดับ 3 ประเทศไทย อันดับ 414 ของโลก คุณ วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ซึ่งมีทรัพย์สิน 4,200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 136,500 ล้านบาทไทย

ขออนุญาตเอ่ยถึงเพื่อเป็นตัวอย่างเพียง 3 ท่าน จากจำนวนคนไทย 18 หรือ 19 ท่าน ที่มีทรัพย์สินเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “บิลเลียนแนร์” และทั่วโลกมีอยู่เพียง 2,043 คนเท่านั้นในปีนี้

ผมเชื่อโดยสุจริตใจว่า ความร่ำรวยของทุกๆท่านเป็นความร่ำรวยที่อยู่ในทำนองคลองธรรม เกิดจากการทำมาหากินที่เรียกว่า “สัมมาอาชีวะ” และร่ำรวยจากเงินบริสุทธิ์โดยแท้ เพราะผ่านการตรวจสอบแล้วทั้งตลาดหุ้นและระบบภาษีอากร ฯลฯ มาโดยเรียบร้อย

การร่ำรวยโดยบริสุทธิ์ แม้จะทำให้เกิดช่องว่างขึ้นในสังคมขนาดไหน ก็เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับและควรแสดงความยินดีแก่ผู้ร่ำรวย เพราะเราได้ตกลงกันแล้วว่าจะเลือกใช้ “ระบบเศรษฐกิจเสรี” ในการบริหารและจัดการด้านเศรษฐกิจของประเทศ

ในระบบเศรษฐกิจเสรีนั้น คนเก่งกว่า คนพร้อมกว่า คนมีความรอบรู้มากกว่า หรืออีกนัยหนึ่ง คนที่ “มือยาว” กว่าจะได้เปรียบเสมอ

ครั้นเมื่อได้เปรียบไประดับหนึ่งแล้ว ก็จะเข้าสู่สถานการณ์ที่เรียกว่า “เงินต่อเงิน” คือจะมีความสามารถใช้ความรวยที่มีอยู่สร้างความร่ำรวยได้ต่อไปอีกโดยอัตโนมัติ

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ระบบนี้ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เพิ่มสูงขึ้นทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย

แม้แต่สหรัฐอเมริกาประเทศรวยที่สุดในโลก เจ้าตำรับเศรษฐกิจเสรีก็ยอมรับว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในสหรัฐฯเพิ่มขึ้นอย่างน่าวิตก และเป็นปัญหาใหญ่ที่เขาจะต้องดูแลต่อไปอย่างเอาใจใส่

ขนาดเขาเป็นประเทศที่ใช้กฎหมายทุกๆด้านอย่างมีประสิทธิผล ก็ยังสกัดช่องว่างที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจเสรีมิได้เลย

จึงไม่แปลกอะไรที่ของบ้านเราจะยิ่งห่างกันเพิ่มขึ้นอีกหลายๆเท่า

แต่นั่นก็มิใช่ที่จะเป็นสาเหตุที่เราจะท้อแท้ หรือเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความขุ่นแค้น หรืออิจฉาริษยา เพราะถ้าเราเข้าใจว่าเศรษฐกิจเสรีนิยมมันเป็นอย่างนี้ และผลลัพธ์จะเป็นอย่างนี้ เราก็ไม่ควรที่จะเกิดความท้อแท้หรือขุ่นแค้นใดๆ เนื่องจากเราได้เลือกเดินในทางนี้แล้ว

ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะเคยมีคนตะแบงไปใช้ทางอื่น โดยเฉพาะการใช้ระบบ “สังคมนิยม” ที่เคยฮิตมากในยุคหนึ่ง แต่ในที่สุดแล้วก็ต้องล่มสลายไปในที่สุด กลับมาสู่ระบบ “ทุนนิยม” ตามเดิม

อย่างไรก็ตาม บรรดาเศรษฐีสมัยใหม่เขาก็รู้ว่าไม่มากก็น้อย หรือไม่เร็วก็ช้า ความรวยของเขาย่อมจะถูกอิจฉาริษยาจากคนยากจนที่มีจำนวนมากกว่า

จึงเกิดระบบแบ่งปันความรวย หรือการคืนกำไรสู่สังคม มีการก่อตั้งมูลนิธิ รวมทั้งโครงการช่วยสังคมที่เรียกว่า CSR ขึ้นทั่วโลก

ส่งผลให้มหาเศรษฐีทั่วโลกกลายเป็นนักบุญ บริจาคเงินปีละมากๆ เพื่อช่วยคนจนต่างๆอย่างที่เราทราบ

ที่ผ่านมามหาเศรษฐีไทยเราก็ปฏิบัติตามแนวนี้อยู่แล้ว และทุกๆท่านเท่าที่ผมทราบต่างก็มีมูลนิธิ มีการบริจาคเงินเพื่อการกุศล และการดำเนินงาน

อันเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยอยู่ตลอดเวลา

ก็ขอให้เดินหน้าในแนวทางนี้ต่อไป รวยแล้วทำบุญให้มากๆ ทำให้ถูกจุด ให้เกิดประโยชน์ทั้งโดยตรงโดยอ้อมแก่คนจน

จะทำให้สังคมไทยของเราอยู่กันได้ด้วยความเข้าใจ ด้วยความสุข อย่างยั่งยืนตลอดกาลนานแน่นอนครับ.

“ซูม”

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ปฏิรูปตำรวจ… ตำรวจไทย 99.99% ดีจริง? (1)

1

ทีมข่าวไพรม์ไทม์ เนชั่นทีวี

https://www.facebook.com/primetimeN22/

คงไม่มีคำพูดใดที่สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้คนไทยได้มากไปกว่าคำพูดของ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่ว่า

“ถามว่ามีตำรวจไว้ทำไม นี่ไง ไว้ทำเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่พี่น้องประชาชน ก็ยังย้ำอยู่เสมอว่า ตำรวจทั่วประเทศ 2 แสนกว่าคน ในนครบาลอีก 2 หมื่น ตำรวจร้อยละ 99.99 เป็นคนดี คนตั้งใจทำงาน ผมไม่อยากให้ลูกน้องผมท้อ ถ้าตำรวจท้อถอย ท้อแท้ บ้านเมืองจะไม่สงบสุข ขอกำลังใจกันด้วย ถ้าไม่ดีก็ว่ากันเป็นส่วนๆ ไป แต่ถ้าดีก็ขอกำลังใจจากทุกคน ตำรวจพร้อมที่จะทุ่มเท เสียสละชีวิตด้วยอุดมการณ์ คือพิทักษ์พี่น้องประชาชน บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้พี่น้องประชาชน”

เป็นความพยายามของ พล.ต.ท.ศานิตย์ ที่จะปกป้องการทำงานของตำรวจ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของคนในสังคม โดยเฉพาะจากวงเสวนาวิชาการขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ที่ตั้งคำถามกระหึ่มทั้งเมืองว่า “ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร” เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

แต่ก็เป็นความเห็นที่ดูเหมือนจะสวนทางกับความรู้สึกของคนในสังคมทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ถ้าตำรวจไทยมากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์เป็นตำรวจดีจริง คำถามก็คือ ทำไมข่าวคราวที่ปรากฏเกี่ยวกับตำรวจ จึงเป็นเรื่องลบแทบทั้งสิ้น และทำไมจึงมีเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปตำรวจอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ชาวบ้านทั่วไป ก็ยังต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังในวงการตำรวจ

“อยากให้ปฏิรูปครับ ทุกวันนี้ ตำรวจก็มีหลายแบบ คนดีก็มี คนไม่ดีก็มี ผมคิดว่าถ้าผู้หลักผู้ใหญ่เอาด้วย มันก็ทำได้ครับ ถ้าเขาจะปฏิรูป ก็แล้วแต่คนที่มีอำนาจ ถ้าเขาทำมันก็ดี”

“อยากให้เอาใจใส่เพิ่มขึ้นให้มากกว่านี้ ถ้าบ้านเมืองไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็แย่ ขนาดนี้ยังแย่อยู่ คนนอกกฎมี คนอยู่ในกฎมี คนเราสร้างกฎขึ้นมา ก็ต้องทำตามกฎ”

ประชาชนรับรู้เรื่องการปฏิรูปตำรวจ แต่ไม่เคยเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หากเสียงของพวกเขาสามารถสะท้อนไปถึงผู้มีอำนาจ คำถามคือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ทำอะไรไปบ้าง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือมีการปฏิรูปตำรวจ

สิ่งที่คาดหวังก็คงหนีไม่พ้นอยากเห็นวงการตำรวจไทยมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ในยุคที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจ

เหมือนหนังที่ฉายซ้ำไปซ้ำมา ทุกครั้งที่เกิดปัญหาบ้านเมืองวิกฤติ คำว่า “ปฏิรูปตำรวจ” จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันในสังคม ล่าสุด สัญญาณการเดินหน้าปฏิรูปตำรวจ ดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล แนวทางการปฏิรูปตำรวจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นในเรื่อง การแต่งตั้งโยกย้ายเป็นหลัก

นั่นคือ จะมีคณะกรรมการกลั่นกรองหรือบอร์ดในระดับจังหวัด ระดับภาค มาจนถึงระดับส่วนกลาง รวมไปถึงคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) คณะกรรมการกลั่นกรองระดับล่างขึ้นมา จะมีอำนาจในการพิจารณาแต่งตั้ง โดยระดับจังหวัดจะมีผู้บังคับการจังหวัดนั้น มีอำนาจในการแต่งตั้งด้วย แต่ใน ที่สุดก็ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้พิจารณาชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามว่า การคลายปมเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย จะเป็นวิธีการปฏิรูปจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ถึงแม้ คสช.ได้วางการปฏิรูปตำรวจให้เป็นวาระเร่งด่วน แต่ดูเหมือนสังคมก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้ คำสั่งของ คสช.ที่ออกมาเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ ให้ความสำคัญเฉพาะกับกระบวนการแต่งตั้งตำแหน่งระดับสูง เพื่อป้องกันการวิ่งเต้นและการแทรกแซง แต่ยังไม่ใช่เป็นหลักประกันว่า การแต่งตั้งจะมีความโปร่งใสหรือเป็นธรรมได้จริงๆ

ล่าสุด สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้เห็นชอบรายงานปฏิรูปตำรวจของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เกี่ยวกับการปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเพื่อให้เป็นองค์กรบริหารงานบุคคล อิสระจากฝ่ายการเมือง และให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนและประสานงานการปฏิรูปองค์กรตำรวจขึ้น วางเป้าหมายปฏิรูป 3 ระยะ และกำหนด 10 ประเด็น

แต่จนถึงทุกวันนี้ความพยายามในการปฏิรูปตำรวจก็ยังไม่ปรากฏผลที่เป็นรูปธรรม เวทีเสวนาขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) ในหัวข้อเรื่อง “ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร” เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ปัญหาของตำรวจไทยถูกตีแผ่ และตอกย้ำความจำเป็นที่ต้องมีการปฏิรูปวงการตำรวจอย่างจริงจัง

แต่ถ้าผู้บัญชาการตำรวจนครบาลยังยืนยันว่าตำรวจ 99.99 เปอร์เซ็นต์ เป็นตำรวจดี ก็คงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าตำรวจมองตัวเองอย่างไร และคำถามที่ต้องตอบคือ ทำไมสังคมถึงเจอแต่ตำรวจไม่ดี ที่มีเพียง .01 เปอร์เซ็นต์

องค์กรภาคประชาชนอย่าง เมธา มาสขาว เลขาธิการ คณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 2553 เรียกร้องว่า “99.99 เปอร์เซ็นต์ ถ้านับจากตำรวจ 2 แสนนาย 0.01 เปอร์เซ็นต์เท่ากับ 24 คน ถ้ามีรายชื่อตำรวจที่ไม่ดี จะเปิดเผยได้ไหม แล้วจะมีกระบวนการแก้ปัญหาอย่างไร ผมคิดว่าไม่ใช่ปัญหาแค่ตัวบุคคลอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องระบบงานตำรวจ ที่เกิดระบบส่วย เพราะผู้บังคับใช้กฎหมายมีช่องว่างในการหาประโยชน์ คำถามเหล่านี้เกิดกับสังคมโดยรวม ประชาชนเรียกร้อง และมีความเห็น ตำรวจก็ต้องหาวิธีแก้ไขและมีส่วนร่วมในการปฏิรูป ไม่ใช่พยายามปกป้องแต่องค์กร”

เมื่อย้อนกลับมาทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น จะพบว่า ปัญหาเดิมๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการสอบสวน เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ถูกวิจารณ์จากสังคมอย่างมาก ตั้งแต่คดีครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี 2 เดือน ก่อนที่ต่อมาจะออกมาต่อสู้ โดยอ้างว่าไม่ได้ขับรถชนคนตาย แต่ต้องติดคุกฟรีไปแล้ว 1 ปี 6 เดือน

หรือแม้แต่ ล่าสุด กรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ถูกพบเป็นศพอยู่ภายในห้องขัง สน.บางนา หลังถูกตำรวจควบคุมตัวมาจากด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ จุดตรวจบนถนนบางนา-ตราด ด้านขาออก บริเวณ ถนนเทพรัตน กม.1 โดยตรวจวัดแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดได้ 170 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงถูกแจ้งข้อหาเมาแล้วขับ และขณะเป่าเครื่องตรวจวัด เกิดหมดสติ ตำรวจจึงนำขึ้นรถไปยัง สน.เพื่อคุมขัง ก่อนเสียชีวิต

ขณะที่สถิติเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของตำรวจ มีทุกลักษณะ ทุกหน่วยทั่วประเทศ เช่น ตำรวจกระทำผิดกฎหมาย ทำผิดวินัย ไม่รับแจ้งความ หรือทำคดีล่าช้า ปล่อยให้เปิดบ่อนการพนัน สถานบันเทิง ยาเสพติด การจราจร เฉลี่ยปีละประมาณ 1 หมื่นเรื่อง

เป็นเรื่องในกองบัญชาการตำรวจนครบาล ราว 5,000 เรื่อง แต่ไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริง สืบสวนสอบสวน หรือยุติเรื่องได้เกือบ 100%

“เราก็รู้ปัญหานี้อยู่แล้ว ปัญหาของไทยอย่างหนึ่งคือการล้มคดี ซึ่งยังทำได้ ไม่มีการควบคุม ล้มคดีแบบนี้มา 30 ปีแล้ว ถ้าดีอยู่แล้ว ทำไมประชาชนเรียกร้องให้ปฏิรูป ประชาชนสะท้อนปัญหามากมาย บ่อนการพนันก็เปิดอยู่ สถานบันเทิงลึกลับอะไร ทั่วประเทศต้องปิดตี 1 มันก็เปิด ตี 2-3-4 มันสะท้อนประสิทธิภาพ แล้วจะมาคุยได้ไงว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรม” พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการการปฏิรูประบบตำรวจ สปช.กล่าว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจอย่างต่อเนื่องและเสียงกระหึ่มขึ้นทุกวัน ขณะเดียวกันตำรวจก็มีพฤติกรรมตกเป็นข่าวในโซเชียลมีเดีย จึงเกิดคำถามว่า ตำรวจจะปฏิรูปไปในทิศทางไหน และตำรวจจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่

ผู้ที่ศึกษาปัญหาตำรวจมาอย่างยาวนาน สะท้อนว่า หัวใจสำคัญในการปฏิรูปตำรวจ คือการปฏิรูประบบงานสอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์ ด้วยการเป็นอิสระ ออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะเป็นองค์กรที่มีการจัดโครงสร้างและระบบการบังคับบัญชาที่มีชั้นยศแบบทหาร

“การสอบสวนที่อยู่ในมือตำรวจไทย ปราศจากการตรวจสอบจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง อัยการก็ไม่สามารถเข้ามาได้ ไม่ว่าการแจ้งข้อหาที่ไม่เป็นธรรม การสอบแล้วสั่งไม่ฟ้อง ใครตรวจสอบ อัยการจะตรวจสอบได้ต่อเมื่อส่งไปถึงมืออัยการแล้วและอัยการก็ไม่มีโอกาสเข้ามาดูพยานหลักฐานเอง ทำให้การสอบสวนอยู่ในสภาพที่จะสอบสวนกันแบบไหนก็ได้ และการสอบสวนเป็นตัวกำหนดข้อเท็จจริงทางคดี

ฉะนั้นงานสำคัญที่มีปัญหาของตำรวจ คือการสอบสวน นี่ยังไม่นับถึงประสิทธิภาพของการสอบสวน ที่มีปัญหาเรื่องพนักงานสอบสวน ที่เขาไม่ได้รับความเจริญก้าวหน้า ต้องสอบสวนตามสั่ง นายสั่งสอบแบบไหน ก็ต้องสอบสวนแบบนั้น มันถูกไหมล่ะ” พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร กล่าว

ตราบใดที่ตำรวจยังต้องอยู่ภายใต้อำนาจการเมือง การวิ่งเต้นเพื่อตำแหน่งในทุกฤดูโยกย้าย ก็ยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และตราบใดที่เงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการของตำรวจยังเป็นอย่างที่เป็นทุกวันนี้ ความฝันของผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่เห็นตำรวจไทย 99.99 เปอร์เซ็นต์เป็นตำรวจดีก็คงเป็นความจริงได้ยาก

“เป็นคำพูดที่ซ้ำซากมาก ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปเพื่ออะไร พื้นฐานง่ายๆ อย่างที่เขาพูดกันว่า ตำรวจเงินเดือนพอไหม สวัสดิการพอไหม ตำแหน่งหน้าที่ สิ่งที่เขาได้รับ ความก้าวหน้าทางราชการพอไหม เขาจะดูแลประชาชนได้อย่างไร ตราบใดที่ปากท้องตัวเองยังอยู่ไม่ได้ ต้องมานั่งเอาใจนาย วิ่งเต้นนักการเมือง คนที่จะมาปฏิรูปเขารู้ดีว่าจะปฏิรูปอะไร แต่พยายามหลอกตัวเอง จะทำอย่างไรให้ตำรวจหลุดพ้นจากอำนาจทางการเมือง ทำไมไม่ให้เขาอยู่ในระบบ ซึ่งก็พูดกันมานานมาก ไม่เห็นมีใครทำได้ ถ้าเขาไม่ต้องมาวิ่งเต้น เพราะเมื่อเสียก็ต้องไปรีดจากประชาชน จากธุรกิจสีเทา ซึ่งเป็นบ่อเกิดของวงจรอุบาทว์ ซึ่งทุกคนต้องยอมรับความจริง” ชนาธิป กฤษณสุวรรณ เจ้าของนิตยสาร COP’S กล่าวทิ้งท้าย

ขอขอบคุณ คมชัดลึก

goo.gl/L3wWQa

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

รัฐบาลงานดี-แต่ตีกลองไม่เป็น เปลว สีเงิน

เปลว

เมื่อวาน ดูข่าวเที่ยง……….

ดูแล้ว “รัก” รองนายกฯ สมคิด กับ รองนายกฯ ประวิตร เพิ่มขึ้นอักโข!

ทั้ง ๒ ท่าน เปลี่ยนไป

เป็นการเปลี่ยนที่เรียกว่า “มั่นคง-ชัดเจน”

บ่งบอกถึงความเป็นผู้มี “ภาวะผู้นำ” สามารถสยบความสับสน-รวนเรให้กับสังคมอันเป็นผู้ตาม ในขณะเกิดวิกฤติปัญหาอย่างใด-อย่างหนึ่งได้!

วานซืน ผู้ก่อการร้ายถล่มลอนดอน

นักข่าวก็ไปถามพลเอกประวิตร (๒๓ มี.ค.๖๐) ในฐานะผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคง

“สั่งการอะไรเป็นพิเศษในด้านรักษาความปลอดภัยบ้าง?”

พลเอกประวิตร ตอบประมาณว่า………..

“ไม่มี-ไม่สั่ง ไม่จำเป็น เพราะไทยเราไม่มีความขัดแย้งกับใคร ที่อังกฤษโน่น ไม่เกี่ยวกับเรา บ้านเรามีความระมัด-ระวังตลอดอยู่แล้ว”

ใจความประมาณนี้

รายละเอียดเป็นคำๆ ผมจำไม่ได้ ฟังก็นึกชม ยามเกิดปัญหา มวลชนไม่มั่นใจ ผู้นำก็ต้อง “ชัดเจน-เด็ดขาด”

เป็นหลักให้ “คนลอยคอ” ได้เกาะ!

ส่วนมากที่เห็น ผู้นำ-ผู้บริหารแบบหลักลอย พอถูกถาม ก็จะโม้ตามน้ำแบบคนบ้าจี้เป็นคุ้ง-เป็นแคว

“ผมสั่งไปแล้ว………..”

สั่งนั่น-สั่งนี่ แบบ ก.ไก่ ข.ไข่ ให้ไปคุ้มกันสถานทูต สถานที่สำคัญๆ สถานที่ท่องเที่ยว ต่างๆ นานา

มันเป็นสูตรสำเร็จ ที่ปากขยับ โดยไม่ต้องผ่านสมองกรองก่อน ซึ่งโดยปกติ ไม่ต้องสั่ง เขาก็ทำกันอยู่แล้ว

แต่ถ้าสั่งจริง

เขาจะไม่เที่ยวเอามาโพนทะนาล่วงหน้าให้แตกตื่น เพราะแบบนั้น แสดงว่า มันมีสัญญาณ “ทางการข่าว” ที่ต้องเข้มทางด้านรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว!

การที่พลเอกประวิตร “ไม่เต้นตามข่าว”…………….

และตอบแบบมีกึ๋นอย่างนั้น ส่งผลให้คนไทย-คนโลก มั่นใจในความเป็นดินแดนปราศจากความขัดแย้งกับใครของไทย

ที่สับสน-รวนเร ก็ผ่อนคลาย-สบายใจ “ด้านความปลอดภัย” บนฐานข้อมูลที่ชัดเจนจากปาก “รองนายกฯ ประวิตร”

ถ้าพลเอกประวิตรตอบแบบบ้าจี้ พอนักข่าวถามปุ๊บ ตอบแบบเอาหน้าปั๊บ…ผมสั่งไปแล้ว เพิ่มมาตรการ เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ไปคุ้มกันที่นั่น-ที่นี่ ด้วยหวั่นก่อการร้าย

ฉิบหายเลย……….

พอคำว่า “ผู้ก่อการร้าย” ออกจากปากรองนายกฯ คู่กับคำว่า “ประเทศไทย” เท่านั้นแหละ

จะเกิด “เงาหลอน” เกิดขึ้นในใจกับคนที่จะมาไทยทันที

แล้วพวก “สร้างวิบัติให้ชาติได้คือความสุข” มันจะหยิบคำ ๒ คำนั้น ไปตัดต่อเป็นวาทกรรม “กระจายเป็นข่าวในลีลา” หวังดีแต่ประสงค์ร้าย

“มันเข้ามาไทยแล้ว รองนายกฯ สั่งคุมเข้ม” ประมาณนั้น

แค่นั้นก็วุ่นแล้ว

ด้วยภาวะ “ฟังไม่ได้ศัพท์ จับเอาไปกระเดียด” มันจะออกลูก-ออกหลานเป็นข่าวร้อนในระบบออนไลน์

“กรุงเทพฯ ผวาผู้ก่อการร้ายสายพันธุ์ลอนดอน”!

เพราะรองนายกฯ ประวิตร “รับมือข่าว” ก่อการร้ายลอนดอน แบบไม่แตกตื่นตามอย่างนี้แหละ ผมดูข่าวแล้วก็อยากบอกว่า

“ท่านมีกึ๋น” รับสถานการณ์ร้อน!

อีกท่านคือ “รองนายกฯ สมคิด” ผมดูจากข่าวเที่ยงเมื่อวานเหมือนกัน เผอิญข่าวไปครึ่งแล้วเพิ่งได้ดู เลยไม่ทราบว่าท่านไปพูดที่เวทีไหน

แต่เข้าใจว่า พูดเรื่องเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอนุภาคลุ่มน้ำโขง คือ เขมร-ลาว-พม่า-เวียดนาม และไทย ที่เรียก CLMVT

ความจริง ๖ ประเทศ คือ “จีน” ตอนใต้ด้วย!

แต่ไหน-แต่ไร ผมจะไม่ทนฟังรองนายกฯ สมคิดพูดจนจบ ไม่ใช่เพราะท่านพูดไม่ดี

ท่านพูดดี มีสาระ

แต่ผมไม่ชอบลีลาการพูดที่ “ไม่เป็นตัวของตัวเอง” ของท่าน!

คือชอบเค้นเสียงพูดเหมือนตะโกน ออกท่าทาง หวังสร้างบรรยากาศดุเด็ด สะกดใจคนฟัง ในลีลาอดีตผู้นำบางคน

แต่ผมว่า มันขัดกับบุคลิกที่ควรจะเป็นของท่าน เมื่อพยายามเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง จึงฟังขาดเสน่ห์ แห้งแล้ง ห้วน จนท้ายเสียงคล้ายคนพูดไทยไม่ชัด

แต่เมื่อวาน รองฯ สมคิดเป็น “คนละคน” จากเดิมเลย!

ท่านพูดในความเป็นตัวตนท่านเอง เสียงจากใจ ผ่านคำคอ สู่ปาก เนิ่บๆ หลั่งรินออกมาสอดคล้อง-ต่อเนื่อง คนฟังจินตนาการเรื่องราวตามที่พูดได้เห็นภาพ

ผมก็ฟังท่านจนจบ……..

ไม่จบใจความหรอก อยากฟังต่อ แต่เขาตัดมาเป็นข่าวแค่นั้น จากช่องเนชั่น

ประเด็นที่รองฯ สมคิดพูดเมื่อวาน สำคัญต่ออนาคตในภูมิภาคร่วมกันมาก

ผมเห็นด้วยกับท่าน กับแนวทางรัฐบาลด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

“เป็นหนึ่งเดียวกัน” ของ CLMVT

ที่จะใช้ “แผนแม่บท” เดียวกัน!

ในระยะ ๒ ปี เข้าปีที่ ๓ ของรัฐบาล คสช.ดูกันจริงๆ แล้ว ได้วางรากฐานทั้งสังคม-เศรษฐกิจไว้มากทีเดียว

เพียงแต่อยู่ในขั้น “ตอกเสาเข็ม”

ทุกอย่างจึง “จมอยู่ในดิน” คนผ่านไป-มา มองไม่เห็น

แต่ด้วยความหวังที่มีต่อรัฐบาลนี้มาก เข้าใจว่า ด้วยอำนาจพิเศษ เข้ามาปุ๊บ สามารถทุบโต๊ะ ทำโน่น-ทำนี่ ที่คารา-คาซังให้ปรากฏเป็นรูปธรรมได้ปั๊บ

เมื่อไม่เห็น จากหวังสูง จึงหมดหวัง เมื่อหมดหวัง ก็ไม่พินิจ-ใคร่ครวญว่า รัฐบาลใช้เวลาหมดไปกับอะไร?

สรุปเลย…บ่มิไก๊ ล้มเหลว!

ก็อย่างว่า คนดูน่ะ อะไรก็นึกว่าง่ายไปหมด แต่คนลงมือทำ ต้องเจออุปสรรค-ปัญหา กว่าจะฟันฝ่าไปแต่ละเปลาะ มันแสนเข็ญ

ความจริงแล้ว รัฐบาลประยุทธ์ “ลงหลัก-ปักเสาเข็ม” ด้านเศรษฐกิจ-ทิศทาง เป็นอนาคตชาติ สู่ศตวรรษใหม่ ไว้น่าตื่นตา-ตื่นใจมากทีเดียว

โดยเฉพาะเศรษฐกิจ ตาม “ยุทธศาสตร์ ๔.๐” อันเป็นเศรษฐกิจที่ต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม

นั่นต้องบอกว่า คือการ “ยกเครื่อง” โครงสร้างเศรษฐกิจประเทศกันเลยทีเดียว ถ้ายุทธศาสตร์นี้ล้ม บอกได้เลย……….

ไทย “สิ้นอนาคต”

เพราะวันนี้ การกินบุญเก่าจาก “โชติช่วงชัชวาล” ที่พลเอกเปรมก่อร่างสร้างไว้ให้…มันจบแล้ว

ยุทธศาสตร์ ๔.๐ อันวางตำแหน่งเศรษฐกิจชาติไว้ที่เทคโนโลยีและนวัตกรรม นี้คือ “โชติช่วงชัชวาล” ภาค ๒ ของพลเอกประยุทธ์

ต่อจาก “ภาคแรก” ของป๋าเปรม!

การไม่ไปเดี่ยว แต่ชวนไปด้วยกันในความเป็น CLMVT จะเป็นแขนงไผ่เหนียวแน่น-มั่นคงร่วมกันของกลุ่มอนุภาค

และนั่น ในความเป็นหนึ่งเดียว จะสร้างอำนาจต่อรอง สร้างตลาด และสร้างเสน่ห์ ดึงดูดให้ประเทศกลุ่มทุน ทั้งเอเชีย ยุโรป กระทั่งสหรัฐ

ต้องหันมาลงทุนอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในอนุภาคลุ่มน้ำโขง ๕+๑ ประเทศมากขึ้น

ไม่เฉพาะไทยเรา จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาคนี้

หากแต่ทั้ง CLMVT จะเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม” ในภูมิภาคไปด้วยกัน

ด้วยโครงการ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” ที่เรียก EEC

โครงการนี้ วางจุดแข็งไว้ที่………..

“สนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา-ท่าเรือ-นิคมอุตสาหกรรม” ในพื้นที่ ปราจีนบุรี-ระยอง-ชลบุรี-ฉะเชิงเทรา-กรุงเทพฯ

จะถูกเชื่อมด้วย “เส้นทางคมนาคมใหม่…………

ปรื๊ดดดเดียว” ถึงกันหมด”!

ครับ…แต่น่าเสียดาย น่าเสียดายตรงที่ว่า วัน-เวลาที่ผ่านไปแต่ละวัน แทนที่รัฐบาลจะเป็น “คนตกเบ็ด”

กลับเป็น “ปลาติดเบ็ด”!

คือวันๆ ไปติดกับดักข่าวสัพเพเหระ อันเป็นผลได้เฉพาะกลุ่มคน ด้านการเมือง การปรองดอง และเรื่องราวประเภท “หนามตำตีน” ก็มานั่งแกะ มานั่งแคะพูดจาเป็นวรรค-เป็นเวร

เรียกว่า “เป็นปลาติดเบ็ด” นักข่าว ติดกับดักนักกวนเมืองไปมากต่อมาก

ถ้ารัฐบาลเปลี่ยนไปเล่นบท “คนตกปลา”…………

คือ หยิบประเด็น สร้างอนาคตชาติบ้านเมืองใหม่ ตามแผนงานที่เดินหน้าอยู่ ชูให้คนตื่นตา-ตื่นตัวไปกับสิ่งใหม่ๆ ที่จะพลิกอนาคตคน-อนาคตสังคมชาติใหม่

เหมือนสมัยป๋า เขาใช้กลยุทธ์ชูประเด็น “โชติช่วงชัชวาล” ชาวบ้าน-ชาวเมือง ใจจึงสว่างไสวไปจดจ่ออยู่กับอนาคตใหม่ เรื่องรายทางจึงเพลาลงไป

การเปลี่ยนสถานะจากเป็นปลา ไปเป็นคนตกปลา ผมว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนทันที!

รัฐมนตรีที่ “ถูกคน-ถูกงาน” ตอนนี้หลายคนนะครับ

เช่น รัฐมนตรีดิจิทัล “ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” รัฐมนตรีอุตสาหกรรม “นายอุตตม สาวนายน” เป็นต้น

กระทั่งคนหนุ่มที่เข้ามาช่วยงานใหม่ “ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” คนนี้ จับตาให้ดี ด้วยความสามารถ ความตั้งใจ และความสัตย์ซื่อ บอกได้คำเดียวว่า

นี่คือ “ทรัพยากรบุคคล” ของชาติ!

สรุป ก็เป็นว่า งานริเริ่มใหม่จากรัฐบาลนี้ มีเยอะ แต่ “เล่นไม่เป็น”

แต่จะเป็น-ไม่เป็นก็ช่าง ขอบอกไว้คำ งานสร้างอนาคตใหม่ มัน “งานใหญ่” ต้องใช้เวลาต่อเนื่อง

เข้าใจนะครับ?.

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ประชาธิปไตยแบบเกาหลี

21

รู้สึกว่าคนไทยในปัจจุบันจะชื่นชมเกาหลีใต้ในหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจที่ก้าวหน้ารวดเร็ว จนเป็นระดับแถวหน้าของโลก และยังชอบดูหนัง ฟังเพลงเกาหลี ชื่นชอบนักร้อง นักแสดงเกาหลี พอๆกับที่เคยคลั่งอเมริกัน บรรดาแฟนคลับชาวไทยมักจะ “กรี๊ดลั่น” เมื่อวงดนตรีดังของเกาหลีมาเปิดแสดงในเมืองไทย แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งน่าชื่นชมคือ การเมืองเกาหลีใต้

การเมืองเกาหลีใต้ในปัจจุบัน อาจเรียกได้ว่า “ประชาธิปไตยใหม่” เพราะหลังสิ้นสุดสงครามเกาหลี (ที่รัฐบาลไทยส่งทหารไปช่วยรบ) เมื่อปี 2496 เกาหลีใต้อยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการอย่างต่อเนื่อง จากเผด็จการพลเรือนเป็นเผด็จการทหาร ซึ่งมีนายพลปัก จุงฮี บิดาของประธานาธิบดีหญิงปัก กึนเฮ เป็นผู้นำ เพิ่งจะมีเลือกตั้งเสรีครั้งแรก เมื่อปี 2533

เกาหลีใต้จึงเป็นประชาธิปไตยหลังไทยเกือบ 60 ปี แต่ก้าวหน้ารวดเร็ว กลายเป็นประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ ยึดหลักนิติธรรมที่ให้กฎหมายเป็นใหญ่เหนือคน และมีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่มีประสิทธิภาพ ชัดเจนที่สุดคือ การที่ประธานาธิบดีปัก กึนเฮ ต้องถูกรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนจากตำแหน่ง ในข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน และอาจถูกฟ้องคดีอาญา

อันที่จริง เกาหลีก็มีค่านิยมและวัฒนธรรมแบบเอเชียทั่วไป มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ “อำนาจนิยม” คล้ายกับประเทศไทย ชอบอำนาจเด็ดขาดมากกว่าสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ทั้งยังชอบให้ทรัพย์สินเงินทองแก่เจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้มีอำนาจ ถือว่าเป็น “สินน้ำใจ” ตอบแทนผู้ที่เอื้อประโยชน์ ไม่ถือเป็น “สินบน” จึงมีเรื่องอื้อฉาวบ่อยๆ

ผลการสำรวจใน 16 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขององค์กรความโปร่งใสนานาชาติ พบว่า มีพลเมืองถึง 900 ล้านคน เคยให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่มากน้อยต่างกัน กลุ่มผู้จ่ายสินบนน้อยสุดได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ประเทศที่จ่ายสินบนมากได้แก่ อินเดีย เวียดนาม ไทย คดีคอร์รัปชันทำให้ผู้นำเกาหลีใต้หลุดอำนาจ และเขย่าเก้าอี้ผู้นำมาเลเซีย

วัฒนธรรมดั้งเดิมอาจคล้ายกัน แต่ต่างกันตรงที่เกาหลีใต้มีนักการเมืองที่มีความรับผิดชอบสูง และมีระบบตรวจสอบเข้มแข็ง เมื่อปี 2557 นายกรัฐมนตรีจุง ฮองวอน ลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบกรณีเรือโดยสารล่ม มีผู้เสียชีวิตนับร้อย แม้จะไม่เกี่ยวกับนายกฯ แต่เขาถือว่าอุบัติเหตุเกิดจาก “ความชั่วร้ายที่ฝังลึก” ในระบบบริหารของรัฐบาล

ศาลเกาหลีใต้เคยพิพากษาสั่งจำคุกประธานาธิบดีมาหลายคน เช่นเดียวกับสภาก็เคยถอดถอนประธานาธิบดี บางคนโดนกล่าวหาแค่ “วางตัวไม่เป็นกลาง” ด้วยการหาเสียงเรียกร้องประชาชนให้เลือกพรรคที่สนับสนุนตน เป็นหลักฐานสะท้อนระบบการถ่วงดุลอำนาจที่แข็งแกร่ง อดีตประธานาธิบดี บางคนผูกคอตาย หลังจากถูกสอบสวนข้อหาคอร์รัปชัน.


บทบรรณาธิการไทยรัฐ
22 มีนาคม 60

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ทักษิณ VS คสช. ไม่เหลือใยดีกันแล้ว ไม่เหลือใยดีกันแล้ว

20

บรรยากาศ “ปรองดอง” กร่อยลงไปถนัดตา

กับฉากที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการด้านกฎหมาย คสช.

โชว์คลังแสงอาวุธสงคราม ปืนกล ระเบิด แถลงข่าวใหญ่

ผลการตรวจค้นแหล่งสะสมอาวุธสงครามจำนวน 9 จุดในพื้นที่ 7 จังหวัด เครือข่าย “โกตี๋” หรือนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำกลุ่มเสื้อแดงจังหวัดปทุมธานี

พบแผนการร้าย โยงการเคลื่อนไหวสร้างสถานการณ์วัดพระธรรมกาย เตรียมก่อเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ และยังเตรียมการลอบสังหาร “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม รวมทั้งบุคคลสำคัญ

โดยสถานการณ์ “ติดพัน” โยงต่อเนื่องกับข้อมูลที่ พล.อ.ประวิตรระบุถึงการที่รัฐบาลทหาร คสช.ไม่ยกเลิกมาตรา 44 คุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย

เนื่องจากการข่าวมีมือที่สามแทรกซึมอยู่ในพื้นที่ อยู่ระหว่างการตรวจสอบอดีตแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่เข้าไปแทรกแซงการเคลื่อนไหวของเครือข่ายธรรมกาย

ตามฉากตอกย้ำการข่าว “ของจริง” ไม่ได้พูดกันลอยๆ

แต่แน่นอน โดยเครื่องหมายคำถามอีกด้าน มันก็อย่างที่ “เสธ.ไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องแถลงเคลียร์ข้อสงสัยของสังคมบางส่วน

ยืนยันไม่ใช่การ “จัดฉาก” แต่เนื่องจากอาวุธถูกเก็บอยู่ในกล่องปิดผนึก ซุกซ่อนไว้ในที่ลับเฉพาะ ทำให้ของกลางทั้งหมดดูใหม่ ไม่ใช่การใส่ร้ายโกตี๋แต่อย่างใด

แทบจะตัดหน้าในจังหวะก่อนที่เจ้าตัว นายวุฒิพงษ์จะโผล่ยูทูบด่า คสช.จัดฉากด้วยซ้ำ

ที่สำคัญมันยังมีมุมให้จับอาการขบ “ตาปลา” กันเองในหมู่บิ๊กตำรวจกับทหาร

ตามรูปการณ์ที่เห็นในข่าว พล.ต.อ.ศรีวราห์คือคนแรกที่นำทีมเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายบริษัท ไทยแม็กซ์กรุ๊ป จำกัด ก่อนที่ทหารจะล็อกตัวผู้ต้องสงสัยไปเค้นต่อในค่าย โดย พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เพิ่งได้รับรายงานตอนที่ตำรวจลุยจับไปแล้ว

ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ก็ได้คิวโชว์แค่ในฉากการแถลงข่าวใหญ่

โดยรูปการณ์สะท้อนอาการ “ข้ามหน้า” เหมือนมีจังหวะข้ามช็อตกันอยู่ในที

งานนี้ไม่รู้การสั่งลุยตามข้อมูล “การข่าว” ผ่านช่องทางใดบ้าง เลยทำให้ยุทธการไล่ทุบหัวโจกแดงฮาร์ดคอร์ดูเก้งก้าง เบียดชิงบทนำกันจนไม่เป็นขบวน

เหมือนเอาข้อมูลการข่าวเก่ามาเล่าใหม่แล้วคนฟังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

แต่เรื่องของเรื่อง สถานการณ์ดำเนินมาถึงตรงนี้ ตามช็อตนัวเนียระหว่างศึกล้างบางสำนักธรรมกายต่อด้วย “อภินิหาร” ไล่ล่าภาษีหุ้นชินคอร์ป

ภาคต่อเนื่อง หนังคนละเรื่องเดียวกัน

มันคือ “สามก๊ก” ฉบับไทย ตอนใกล้อวสานขุดรากถอนโคน “ทักษิณ”

ตามท้องเรื่องคนที่ต้องรับบทหนักภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์อันตราย

หนึ่งคืออดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อีกหนึ่งคนก็คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

แน่นอนในมุมของ “นายใหญ่” อย่าง “ทักษิณ” น่าจะรู้สึกได้ นับตั้งแต่สถานการณ์เปลี่ยนผ่าน สัญญาณไม่ค่อยสู้ดี

ดีลลับ ดีลสว่าง ช่องทางเจรจาโดน “ปิดล็อก” ทุกประตู

และปมภาษีหุ้นยังจ่อคอลูกชาย ลูกสาว “ทักษิณ” ยิ่งกว่าโดนทุบ “กล่องดวงใจ”

ขณะที่ “บิ๊กป้อม” เองก็เครียดไม่แพ้กัน กับภาพของ “พี่ใหญ่” ผู้กว้างขวางทุกวงการ และถูกตั้งแง่จากฝ่ายต้าน “นายใหญ่” ระแวงจะเป็น “ดีลเมกเกอร์”

เดินหมากปรองดองเปิดช่อง “เกี้ยเซียะ” กับ “ทักษิณ”

แต่พอพลิกอีกบทมาเป็นคนกดปุ่มไล่บี้ธรรมกาย ไฟเขียวไล่ล่า “โกตี๋” หัวโจกแดงฮาร์ดคอร์

“พี่ใหญ่” ก็โดนพรรคเพื่อไทย ลูกข่าย “ทักษิณ” เดินหมากย้อนเกล็ดทันที ไล่บี้ปม “ภาษี” ชี้เป้าประจานให้สำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกรมสรรพากรตรวจสอบอย่าเลือกปฏิบัติ

เปิดฉากซัดกัน แบบไม่เหลือใยดีแล้ว.

ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

เข้าเขตหน้าร้อน ‘ทุกตอน’ เร้าใจ : เปลว สีเงิน

olokeplwsiiengin99

เมื่อวาน “๒๑ มีนาคม ๒๕๖๐” ก็เป็น “วันธรรมดาๆ” วันหนึ่ง

แต่มีคนหนึ่งที่ “ไม่ธรรมดา”

เกิดวันนี้……….

ชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา-พลเอก”

ที่ว่าไม่ธรรมดา ไม่เพราะเป็นนายกฯ เพราะตำแหน่งนายกฯ ใครก็เป็นได้ ถ้ามีคนยอมให้เป็น

แต่ “ไม่ธรรมดา” ตรงที่ พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกฯ ด้วย “อำนาจพิเศษ” แท้ๆ และเป็นมาเข้าปีที่ ๓

แต่ “คนไทย” ซึ่งมีธรรมชาติ “รักง่าย-หน่ายเร็ว” กลับปรากฏว่า จะกี่โพลสำรวจ ผลออกมากระเดียดไปทางเดียวกัน

“ต้องการให้พลเอกประยุทธ์ ผู้สัตย์ซื่อ-จริงใจ เป็นนายกฯ ต่อไปนานๆ อย่าเพิ่งเลือกตั้ง”!?

ถามว่า “จะให้อยู่ไปนานๆ เพื่ออะไร?”

ส่วนใหญ่บอก……..

“เพื่อปราบโกง ปราบยาเสพติด ล้างอิทธิพลกินเมือง ปฏิรูประบบราชการ เช้าชาม-เย็นชาม กินตามน้ำ-ทวนน้ำร่วมกับนักการเมือง

และล้างระบบตำรวจ”!

“ส่วนน้อย” ที่อยากให้นายกฯ ประยุทธ์และรัฐบาล คสช.ออกไป รีบเลือกตั้งให้นักการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ

เหตุผลหลักของคนส่วนน้อย มีว่า………..

“นายกฯ ประยุทธ์” แก้เศรษฐกิจไม่ได้ ธุรกิจการค้า การทำมาหากินไม่ดีขึ้น

และเข้าปีที่ ๓ แล้ว

โครงการหลัก “อืด” ชักเข้า-ชักออก หาความแน่นอน-ชัดเจนไม่ได้ แต่ละโครงการ ก็อีหรอบเดียวกับรัฐบาลเลือกตั้ง

“ทุจริต-คอร์รัปชัน” ฝังราก!

แต่จากความเห็นทั้ง ๒ ด้าน มีผลสรุปที่ตรงกันอยู่อย่าง คือ ไม่มีใครต้องการให้แก้ปัญหาสังคมชาติด้วยการ “ลด-แลก-แจก-อุ้ม”

นอกจากเป็นนโยบาย “สร้างนิสัยเสีย” เพาะเลี้ยง “ความจน” ให้เป็นสมบัติถาวรของประชาชนใช้แลกเงินรัฐแล้ว

การไปสู่ศตวรรษใหม่ ในสังคมโลกที่ลอกคราบ

ประเทศไทย-คนไทย ………..

จะไม่มีจุดหมาย-ปลายทางที่เป็น “อนาคตมั่นคง-มั่งคั่ง-ยั่งยืน” ให้ประชาร่วมชาติ กระตือรือร้น เพื่อไปสู่จุดนั้นเลย

ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี นั่นน่ะ …………

มันก็เหมือน รัฐธรรมนูญเด่นสง่าอยู่บนพาน เหมือนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมชาติไว้กางอวดในวงประชุม และเหมือนพระไตรปิฎกในตู้ ไว้กราบไหว้บูชา

กี่ปี-กี่ชาติ ก็เป็นเช่นนั้น เอาแค่ ได้เปิดอ่านกัน ก็ยังทั้งยาก!

พระพุทธเจ้าตรัสบอก ……….

“ตุมฺเหติ กิจฺจํ อาตปฺปํ

อกฺขาตาโร ตถาคตา

ปฏิปนฺนา ปโมกฺขนฺติ

ฌายิโน มารพนฺธนา ฯ

พวกเธอจงพยายามทำความเพียรเถิด

พระตถาคต เป็นเพียงผู้ชี้บอกทางเท่านั้น

ผู้บำเพ็ญฌานเดินตามทางสายนี้

ก็จะพ้นจากเครื่องผูกของพญามาร”

จับความง่ายๆ ชัดๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง-ทุกทาง-ทุกธรรม พระองค์ทรงเป็นเพียงผู้บอกเท่านั้น ส่วนการจะไปถึง

ผู้นั้น ต้องทำ-ต้องเพียร-ต้องมุมานะ-หมั่นพยายาม “ด้วยตัวเอง” จึงจะสำเร็จ จึงจะไปถึงจุดหมายปลายทาง

นั่นก็คือ……..

การอุ้มเข้าสะเอวตะพึด ไม่ช่วยให้เด็กเดินได้

การปล่อยให้ล้มลุก-คลุกคลาน แบบมีการ “บริหาร-จัดการ” จะช่วยให้เด็กยืนและวิ่งด้วยขาตัวเองได้

ประเทศที่เคยจมอยู่ในปัญหา ด้วยเวลาไม่กี่สิบปี ถึงตอนนี้ หลายประเทศยืนแล้วก้าวกระโดด “ทิ้งไทย” ไว้ข้างหลังด้วยซ้ำ………..

นั่น…เขาทำได้อย่างไร ด้วยรัฐ “ลด-แลก-แจก-อุ้ม” งั้นหรือ?

เปล่าเลย…………

หากแต่ ทั้งรัฐ-ทั้งราษฎร์ ในความเป็นชาติด้วยกัน เขานำความลำบากยากแค้น นำเสียงเยาะเย้ย-ถากถาง อันเป็นความเจ็บปวดร่วมกัน

“หลอมรวมเป็นพลัง”

แล้วฮึดสู้-ฮึดทำ บุกบั่นฝ่าฟัน “เอาชนะ” สิ่งเหล่านั้นร่วมกัน

หลายชาติในเอเชียและอาเซียน เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม กระทั่ง พม่า-ลาว-เขมร

วันนี้ เขาผงาดขึ้นมาในลักษณะนี้ทั้งนั้น!

ไม่มีประเทศชาติไหน เติบโตแบบมีอนาคต ด้วย “รัฐบาลอุ้ม” ตะพึด-ตะพือ

เห็นมีแต่ประเทศ “กำลังเจ๊ง” ด้วยรัฐอุ้มจนเคยตัว อย่างอาร์เจนตินา ต้นตำรับประชานิยม

ถึงวันนี้ ก็ยังไม่ฟื้น!

หลายประเทศในยุโรป “กรีซ” ที่เคยรุ่งเรือง วันนี้….ด้วยประชานิยม กำลังฝังประเทศต่อหน้า-ต่อตา!

นี่จะถือเป็น “ของขวัญวันเกิด” ได้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ เพราะเอาไปชื่น เอาไปชม เอาไปดมเหมือนดอกไม้ ไม่ได้

แต่เอาไป “ใคร่ครวญ-ทวนทบ” ได้

ใครจะรับ-ไม่รับ ก็ไม่รู้แหละ เมื่อตั้งใจให้ ถึงวางไว้ตรงนั้น ด้วยใจตั้ง ก็ถือว่าเจตนาบรรลุแล้ว!

วันนี้ ตามวงข้าว-วงเหล้า คงจะคุยกันแต่เรื่อง “ศาลอุทธรณ์” ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น

จำคุก “นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง” กับพวกรวม ๔ ปี ไม่รอลงอาญา นั่นกระมัง!

คงจำกันได้นะ เมื่อปี ๕๒ “สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์” นปช.ใต้ระบอบทักษิณ ขย่มเมือง

นายอริสมันต์ หรือ “กี้” เป็นแม่ทัพ นปช.ยกกำลังไปบุกพัง “โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ต” ที่พัทยา

ล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ จนผู้นำอาเซียน กระเจิดกระเจิงหนีตาย

เมื่อปี ๕๘ ศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุกทั้งหมด ๑๓ คน คนละ ๔ ปี ต่อมาได้ประกันตัวออกไปสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์

เมื่อวาน (๒๑ มี.ค.๖๐) ศาลอุทธรณ์ “ยืนตามศาลชั้นต้น” คือจำคุกทั้งหมดคนละ ๔ ปีเหมือนเดิม

ทั้ง ๑๓ คน มีใครบ้างล่ะ เอ้า…ใคร พวกใคร-ญาติใคร ก็ดูเอาตามรายชื่อละกัน

-นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง

-นายนิสิต สินธุไพร

-นายพายัพ ปั้นเกตุ

-นายวรชัย เหมะ

-นายวันชนะ เกิดดี

-นายพิเชฐ สุขจินดาทอง

-นายศักดิ์ดา นพสิทธิ์

-พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภารัตน์

-นายนพพร นามเชียงใต้

-นายสำเริง ประจำเรือ

-นายสมยศ พรหมมา

-นพ.วัลลภ ยังตรง และ

-นายสิงทอง บัวชุม

ก็มีทั้ง ส.ส. นักร้อง ตำรวจ ทนาย หมอ นักเลง ได้ยินว่าทนายคณะแดงทั้งแผ่นดิน ยื่นขอประกันต่อศาลจังหวัดพัทยา ขอให้ปล่อยตัวชั่วคราว

ไปสู้คดีชั้นศาลฎีกา ว่างั้นเถอะ!

แต่ศาลจังหวัดพัทยา ท่านบอกว่า…….

“พิจารณาแล้ว เห็นควรส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาคำร้องปล่อยชั่วคราว”!

หมายความว่า พี่กี้และหน่วยกำลังรบหลักของ นปช.ทั้ง ๑๓ คน ต้องเข้าไปอยู่ในคุกที่เรือนจำพิเศษพัทยาก่อน

ระหว่างรอคำสั่งศาลฎีกา ว่าจะอนุญาตให้ประกันหรือไม่?

ครับ….

แนวรบด้าน “แดงทั้งแผ่นดินทักษิณสถาปนา” ค่อยๆ ถูก “วงเวียนกรรม” ดูดเข้าเขาวงกตไปเรื่อยๆ

เมื่อ “ต้น-อุทธรณ์” ยืนคำพิพากษาตรงกัน “คุก ๔ ปี”

ยังเหลือชั้น “ศาลฎีกา” นับว่าเป็นเรื่อง “บีบหัวใจ” ระบอบทักษิณรัวๆ

และยิ่งบีบหนัก……….

เพราะไม่เพียงพี่กี้และคณะ ตัวนางทัพใหญ่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในคดีปล่อยปละให้มีการทุจริตในโครงการจำนำข้าว

“คดีก็ใกล้จบ”!

นับตามปฏิทินเวลาสืบพยานที่เหลือ ประมาณปลายเดือนกรกฎา ๖๐ ก็จะปิดคดี

เมื่อฝ่ายโจทก์-จำเลย “แถลงปิดคดี” แล้ว จากนั้น…นับไป

ภายใน “ครึ่งเดือน”……….

คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็จะออกมา

จะ “ออกหัว-ออกก้อย” นั่น…ทุกคนก็อยากรู้ เหมือนกับที่อยากรู้ว่า

ในแนวรบที่ “แพ้ทุกด้าน” ขณะนี้ สถานการณ์มันบีบรัด-บ่งชี้ถึง “คุก-ไม่คุก” ของน้องสาวเข้ามาทุกที

ทักษิณจะแก้หมากตาอย่างนี้อย่างไร?

“คุกเป็นคุก-หนีเป็นหนี”

หรือ “ติดดาบปลายปืน” รบแตกหัก!?

นับเป็นเรื่อง “บีบหัวใจ” แดงทักษิณกระชั้นถี่ “น่าจับตา” ทุกความเคลื่อนไหวจริงๆ

“โกตี๋-ธรรมกาย” นั่นน่ะ………

แค่ไพ่หงาย “รอฝาก” เท่านั้น!

…………………………………..

ขอบคุณไทยโพสต์

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

CHANGE เพื่ออยู่รอด กุญแจไขความสำเร็จของผู้นำ

1

สกู๊ปเศรษฐกิจ( ไทยรัฐฉบับพิมพ์ )

ความรู้ความสามารถที่นำมาประยุกต์ใช้จนก่อให้เกิดเป็น “ผลงาน” (Outcome) ไม่ใช่เพียงเป็น “ผลลัพธ์” (Output) อย่างเดียวนั้น

นับเป็นสิ่งท้าทายสูงสุดสำหรับผู้นำ นักธุรกิจ นักบริหารระดับสูง และเจ้าของกิจการรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกไร้พรมแดนที่เต็มไปด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูงที่ทำลายตำราเรียนเก่าๆในเกือบทุกสาขาไปหมดอย่างรวดเร็ว และฉับพลันทันทีจนตั้งตัวกันแทบไม่ทัน

ด้วยเหตุนี้ สถาบัน LEAD Business Institute ภายใต้หลักสูตร Global Business Leaders (GBL) ซึ่งร่วมมือจัดทำหลักสูตรผู้นำธุรกิจระดับโลก กับมหาวิทยาลัยชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา Cornell University ที่มี ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เป็น ประธานกิตติคุณ

จึงจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนที่เข้มข้น และเต็มไปด้วยความคิดนอกกรอบขึ้นเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจไทยให้สามารถก้าวเข้าไปสู่เทรนด์เศรษฐกิจใหม่ของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ให้ได้ ด้วยการเชื้อเชิญผู้บริหารภาคธุรกิจชั้นแนวหน้าที่ประสบความสำเร็จ และมองสถานการณ์ข้างหน้าได้อย่างถูกต้องในสาขาต่างๆ มาเป็นวิทยากรให้แก่บรรดาผู้เข้าอบรมเพื่อนำพาองค์กรของตนเข้าสู่เวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่ง

และสัปดาห์ที่ผ่านมา สถาบันนี้ก็ได้เชิญ นายสมประสงค์ บุญยะชัย Chairman of the Executive Committee INTOUCH HOLDINGS PLC. มาเป็นผู้บรรยายเรื่องราวที่เขารู้ดีที่สุดในหัวข้อ “Global Telecommunication” ให้กับผู้เข้าอบรมฟัง

เพื่อให้ได้เรื่องราวความรู้ใหม่ๆ ตามเทรนด์การเปลี่ยนไปของยุคสมัย ทีมเศรษฐกิจ จึงขอนำการบรรยายของเขามาเผยแพร่เพื่อเปิดโลกทัศน์สู่องค์ความรู้ใหม่แก่ท่านผู้อ่าน

แม้ว่า Connection ซึ่งหมายถึง พวก และ เพื่อน จะสำคัญสำหรับการต่อยอดธุรกิจ และการเมืองการปกครอง จนหลายสถาบันต้องหันมาจัดทำหลักสูตรเพื่อสร้าง Connection ให้ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของสังคมไทยไปเกือบหมดก็ตาม

แต่หลักสูตร GBL ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ ก็มีเนื้อหารุกเร้า และเต็มไปด้วยโมเดลธุรกิจหลากหลายที่เชื่อมต่อถึงผู้มีทรัพย์สิน หรือสินค้าบนแพลทฟอร์มอินเตอร์เน็ตที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคดิจิทัลไร้พรมแดนได้อย่างสมบูรณ์แบบ…มิได้แพ้กัน

การสื่อสารในโลกไร้พรมแดน

ในสภาวการณ์ที่โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และใกล้กันแค่ปลายจมูก ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น Leader หรือ ผู้นำ ก็จำเป็นจะต้องได้รับการปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถรับรู้ และแยกแยะได้ว่า อะไรควรเปลี่ยนแปลง และอะไรควรต้องอยู่ต่อไป

2

การเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้อง จะต้องมีคำตอบว่า เปลี่ยนอย่างไร จึงจะถูกต้อง

Vision หรือ วิสัยทัศน์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้นำต้องมี แต่ปัญหามีอยู่ว่า ถ้าผู้นำคนนั้น ไม่มีประสบการณ์ หรือเป็นคนไม่เคยทำงาน ก็ยากจะมีวิสัยทัศน์ที่ดี หรือมองภาพอนาคตได้อย่างชัดเจนถูกต้อง

อาจมีข้อยกเว้นในบางคน อย่าง บิล เกตส์ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก และสตีฟ

จ็อบส์…แต่ก็น้อยคนมาก

ดังนั้น คนที่จะเป็นผู้นำได้ เริ่มต้นจะต้องมีประสบการณ์ ต้องสะสมประสบการณ์มาระยะหนึ่ง พอได้ Vision Mission มาเรียบร้อยแล้ว ก็มาสร้างเป้าหมายที่จะเรียกว่า Goal หรือ Objective

เมื่อสร้างเป้าหมายเสร็จแล้ว ตัวเองมีหน้าที่ต้องเป็น Change Agent ในการนำพาองค์กรไปสู่ Vision นั้น แต่การนำพาองค์กรไปสู่ Vision นั้น จะทำเหมือนเดิมไม่ได้

ไอน์สไตน์ กับนักคิดหลายๆคน พูดตรงกันว่า ถ้าคุณทำเหมือนเดิมแล้วหวังผลที่มันแตกต่าง มันเป็นไปไม่ได้

เมื่อบริบทในอนาคตมันแตกต่างและเปลี่ยนแปลงไป เราต้องการที่จะ Survive อยู่รอดไหม?

Chairman INTOUCH กล่าวว่า คำว่า Survive มาจากตัวเขาเองที่ต้องการให้บริษัทอยู่ได้ตลอด ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนแปลงไป Survive แปลว่า ต้องเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้อยู่รอด หน้าที่ของ Change Agent ที่จะทำ Change ในส่วนนี้ จึงต้อง Change ในสิ่งที่ถูกต้อง และ Remain ยังคงไว้ในสิ่งที่ต้องไม่ Change ทั้งยังต้องมีความสามารถในการที่จะทำ Read Situation ในอันจะนำมาทำเป็น Action โดยที่กำหนด Objective หรือ Goal ไว้แล้ว จึงจะสร้างยุทธศาสตร์ Strategy อันเป็นพาหนะ ในการนำเราไปสู่ Goal ที่ตั้งไว้ได้

การปฏิบัติ (Execution) ที่ปราศจาก Strategy จะไร้ทิศทาง และก็เช่นเดียวกัน ถ้ามี Strategy แต่ไม่ทำอะไรเลย คือ ไม่ได้นำไปปฏิบัติ ก็จะกลายเป็นการ Useless หรือ เปล่าประโยชน์

อย่าลืมว่า องค์กรไม่ใช่ของคนคนเดียว แต่เป็นองค์กรที่มีคนจำนวนมากมาทำงานอยู่ด้วยกัน

เขายกตัวอย่างของบริษัทในเครือ อย่าง AIS ที่มีคนจำนวนมากจากหลากหลายสาขาซึ่งน่าจะเป็นหมื่นคนมาทำงานในที่เดียวกัน จะต้องมีกรรมวิธีในการที่จะทำให้คนทั้งหลายทั้งมวลเหล่านั้น ทำงานไปในแบบที่มีจังหวะเดียวกัน ไม่ใช่ไปคนละทาง หรือต่างคนต่างพาย ก็จะไม่มีพลัง แต่ถ้าพายไปในจังหวะเดียวกัน จึงจะไปถึง Goal ได้

ดังนั้น ผู้นำจะต้องมองให้ทะลุ แล้วก็สร้าง System คือ ระบบ ในการที่จะทำงานขึ้นมา ระบบที่ว่านี้คือ Process ทั้งหลายที่จะเดินไปให้ถึงจุดหมาย และต้องสร้าง Structure ขึ้นมาให้สอดคล้องกับระบบนี้ด้วย

คือถ้ามี Strategy แล้ว แต่ไม่มี System ระบบ กับ Structure โครงสร้าง การทำงานที่ดี โอกาสที่จะไปถึงเป้าหมาย Execution ก็เป็นไปได้ยาก ฉะนั้น จะเห็นได้ว่ามีการ Design Process ในการทำงาน มีการ Re-organization มีการเรียกชื่อตำแหน่งใหม่ มีการกำหนดบทบาท ขอบเขตความรับผิดชอบ เป็นต้น

Change Agent สู่การ Change จริงๆ

ในฐานะเป็น Change Agent ผู้นำสูงสุดจะต้องทำให้ทีม

1.มีข้อมูลเชิงลึก (Insight) กล่าวคือ คนที่ทำหน้าที่เป็น Change Agent เป็น Executive และเป็น Leader ไม่ได้มีคนเดียว มีตั้งแต่ระดับบนลงมา CEO, C-Level, EVP, SVP, VP ทุกคนเป็น Leader ในส่วนของตัวเอง ดังนั้น ทุกคนต้องมีความชัดเจน (Clear) สิ่งที่ผู้บริหารสูงสุดต้องทำคือ ทำอย่างไรให้เกิดความชัดเจนในเป้าหมาย และความมุ่งหมายขององค์กรโดยรวม ให้มองให้ทะลุว่าตัวเขามีความสำคัญ และความหมายอย่างไรต่อเป้าหมายใน Vision นี้

3

“ตรงนี้ผมใช้คำว่า Insight เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ที่ได้เคยทำมา คือ ต้องพยายามในทุกฟังก์ชั่น ให้แต่ละฟังก์ชั่นมีความเข้าใจกันในการทำงาน จึงมีการ Cross Function ไม่ใช่ต่างคนต่างทำไปโดดๆ คำว่า “Insight” จึงมีความสำคัญเพื่อ “มองให้เข้าถึง” ไม่ว่าจะเป็น Engineering, Marketing, HR, PR, Finance ฯลฯ จะต้องเข้าถึงเป้าหมายนี้

2.เมื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกแล้วก็ลงมือทำงาน ทำโดยมีวันที่กำหนดเป้าหมาย Target Date ขณะที่คนทำงานจะต้องมีจิตสำนึก (Mentality) ที่สามารถรู้ได้เอง ว่า เมื่อใดงานต้องเสร็จ อะไรต้องทำก่อนหลังโดยไม่เลื่อนลอย

3.คำมั่นสัญญา (Commitment) ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เราจะต้องเป็นคนที่รักษาคำพูดของตนเอง รับปากแล้วว่าจะทำอะไรก็ต้องทำอย่างมุ่งมั่นให้ได้ผล (ทำอย่างสู้ตาย)

4.มีการเริ่มต้น (Initiation) คุณค่าของผู้บริหารที่ดีคือ ต้องเป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่เวลาทำ อะไรมีกฎมีระเบียบ ก็ทำตามกฎอยู่อย่างนั้น ในเมื่อบริบททั้งหลายเปลี่ยนไป จึงต้องมีคนที่มีความคิดริเริ่ม ยกตัวอย่างในการประชุม CEO ต้องฟังผู้ร่วมประชุมพูด จะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ก็ต้องให้เหตุผล ตรงไหนที่เขาพูดมาดี ก็ต้องบอกว่าดี ตรงไหนที่ไม่เอาก็ต้องบอกว่าไม่เอาเพราะอะไร การทำแบบนี้เป็นการให้เกียรติ และส่งเสริมให้คนกล้าแสดงออก

ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆก็จะได้ความคิดที่ดี เมื่อได้ความคิดดีๆมาก็ควรพูดสนับสนุน (Advocate) คือ บอกให้ที่ประชุมรู้เลยว่า ความคิดของคนนี้ ผมเห็นด้วย เป็นสิ่งที่ดี คนอื่นคิดว่ายังไง Advocate แบบนี้ ก็จะทำให้ความกลมเกลียวความรู้สึกที่จะแสดงออก มันก็เกิดขึ้น แต่ถ้าคนเป็นผู้นำอยู่ในที่ประชุมเป็นคนระงับยับยั้งเวลาพูดอะไรมา ก็หันหน้ามาทำตาเขียว ไปว่าเขา หรือไปว่ากล่าวในที่ประชุม ความคิดริเริ่มจะมาจากไหน มันก็ไม่เกิด

ดังนั้น 4 ข้อนี้ ในฐานะที่เป็น Change Agent ผู้นำสูงสุดก็ต้องพยายามทำให้เกิดกับผู้นำในระดับรองๆลงมาก็คือเป็นคนที่มี Inside ในเรื่องของธุรกิจ ในเรื่องบริษัท ในเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเอง ทำให้เป็นคนที่มี Target Date เสมอ ทำให้เป็นคนที่มี Commitment และก็ทำให้เป็นคนที่มี Initiation พอเป็นเช่นนี้ ทีมก็จะดีขึ้น ทีมเข้มแข็งขึ้น เราก็ต้อง Execution ตาม Strategy ที่พูดไปตอนต้น Strategy ก็คือ Vehicle ที่จะนำเราไปยังจุดเป้าหมาย

การันตีความสำเร็จของ Change

การจะได้มาซึ่ง Strategy จะต้องมีความละเอียดรอบคอบ และรู้ว่าตัวเราในปัจจุบันเป็นอย่างไร ภาพในอนาคตเป็นอย่างไร จะเดินไปสู่จุดนั้น ควรไปอย่างไร และต้อง make sure ว่า Change Agent หรือผู้นำสูงสุด และผู้นำระดับรองลงไปที่เป็น Change Agent ใน area ของตัวเองนั้น มีความเข้าใจในเป้าหมายอย่างแท้จริงแน่นอน แล้วมองทะลุว่า สิ่งที่จะต้องทำให้ถึง จะต้องทำอะไร อย่างไร แล้วสร้าง Measurement (การวัดผล) ขึ้นมาว่า ความสำเร็จเป็นขั้นเป็นตอนคืออะไรที่จะมาชี้ว่า ความสำเร็จนั้นได้เกิดขึ้น และทุกอย่างเป็น Value Chain

4

เพราะฉะนั้น ความสำเร็จของทุกๆหน่วยจะต้องเคลื่อนที่ไปพร้อมๆกัน ถ้าคน

หนึ่งไป อีกคนไป แต่มีอีกคนหนึ่งไม่ไป คนนั้นก็จะกลายเป็นตัวถ่วง ทำให้ทั้งหมดไปไม่ได้ ทั้งองคาพยพจึงต้องเดินไปด้วยกัน รับรู้ว่าใครรับผิดชอบอะไร ไม่ใช่ไปแย่งงานลูกน้องทำหมด ไม่ถูกต้อง มีเวลาคิด มีเวลาในการมอบหมาย และติดตาม

เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ก็จะเห็นได้ว่าการทำงานทั้งหมดเป็นไปในทางเดียวกันและ Harmony กันหมด

ว่าแต่การที่จะทำงานให้ได้ตามที่กล่าวนี้ ผู้นำจะต้องมีการดำเนินการ 5 เรื่องอยู่ตลอดเวลา ได้แก่

1.Communicate : เริ่มตั้งแต่การประชุมในระดับต่างๆ เช่นประชุม C-Level, Cross Functional ฯลฯ, การเดินทางไปพบปะ Regional, ออกบันทึก จม.แจ้ง, อัดเทป VDO ฯลฯ Open door ให้คนเข้ามาร่วม และที่สำคัญ การ Communicate จะต้องเริ่มต้นจากการฟังก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าทีมทั้งหมดในองค์กรของเราอยู่ใน Status ไหน และควรก้าวไปอย่างไร ถ้าไม่ฟังเลย เอา แต่พูด เราก็จะไม่สามารถนำทีมไปยังจุดที่ต้องการได้ เมื่อฟังและ Communicate ไปแล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจ และรู้ว่า Vision ที่เราจะไปกับที่เป็นอยู่ปัจจุบัน มีช่องว่าง (Gap) ตรงไหน และทีมยังขาดความรอบรู้ด้านใด (Lack of competence)

2.Competence : คือ Knowledge and Experience that Require ใน job ขณะนั้น เมื่อมีความชัดเจนในเป้าหมาย มีความเข้าใจเข้าถึงในทีมงาน มีการ Communicate สิ่งที่เป็น Action Plan ที่จะเดินกันต่อไป มี Gap อะไรอยู่ตรงไหนแล้ว เราก็จะรอบรู้ (Competence) ว่าอะไรที่ต้องเสริมเข้าไป หรือจะหามาจากตรงไหน จะเห็นได้ว่า ในระหว่างทางจะมีการสลับคน มีการมอบหมาย ขอให้คนนี้ไปช่วยคนนั้น เป็นต้น

3.การสร้าง Culture (วัฒนธรรม) การเป็น Change Agent มีอิทธิพลสูงในการสร้าง Culture ซึ่งจะเป็นไปโดยธรรมชาติ และหยุดไม่ได้ การสร้าง Culture day to day คือการประพฤติปฏิบัติตนของคนที่เป็นผู้นำระดับสูงที่จะเป็น Role model (แบบอย่าง) ในการสร้าง Culture แบบที่มี Structure มี System นี่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้น (by design) ถ้าไม่สร้างปล่อยให้เป็นไปเอง ก็จะได้ Culture ที่เราไม่ปรารถนามาด้วย ไม่ใช่ Culture ที่จะอำนวยให้เราไปสู่เป้าหมายของตน นอกจากนั้นยังต้องสร้าง Circumstance

4.Circumstance : องค์ประกอบของสภาวะแวดล้อมที่ทำให้เกิดสิ่งที่ต้องการขึ้น เช่น Customer Experience เกิดที่ touch point และ touch point ที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ Call Center จึงต้องทำให้ Call Center มีขีดความสามารถ และมีทัศนคติ Attitude ซึ่งจะต้องมีการอบรม และกระบวนการต่างๆที่จะทำให้คนมีความสามารถพอจะรับมือในการตอบผู้ใช้บริการได้ดี ขณะเดียวกัน ก็ต้องสร้างขีดความสามารถด้วยการลงระบบ IT ขนาดใหญ่ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ และสร้างการเรียนรู้ด้วย Knowledge Management ที่ทำให้ทุกคนไม่หวงวิชา มีวิชาแล้วก็ต้องแชร์ เมื่อแชร์แล้ว ก็มีโอกาสศึกษาทำให้เจริญก้าวหน้าขึ้น

ส่วนคนที่ทำงานก็ไม่อายที่จะเรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานด้วยการคีย์เข้าไปถามใน Knowledge Management อันเป็นการสร้างบรรยากาศในการทำงาน ที่คนเป็นผู้นำยินดีตอบคำถาม และยินดีอธิบาย ก็จะสร้างบรรยากาศการทำงานที่ราบรื่น คนทำงานรู้สึกกระตือรือร้นไม่กลัวที่จะถามคำถาม อย่างนี้เป็นต้น

5.Courage : ความกล้าหาญในการแสดงออก กล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ หาไม่แล้ว

ทุกคนก็จะ Play Safe (รักษาตัว) ถ้าการทำสิ่งใหม่ๆเกิดผิดพลาด ผู้นำก็ต้องดูว่าความผิดนั้นมาจากอะไร ความผิดพลาด คือ การเรียนรู้ ไม่ใช่ผิดพลาดจากความประมาท หรือจงใจทำร้าย ถ้า Change Agent ในทุกระดับขององค์กรสามารถทำให้ทีมงานตนกล้าแสดงออกได้ ก็การันตีได้เลยว่า องค์กรที่จะเคลื่อนที่รองรับสิ่งใหม่ๆที่เคลื่อนไปข้างหน้าไม่หยุด (dynamic)

ทั้งหมดนี้คือ Key Success (กุญแจไขความสำเร็จ) ของ Change Agent ที่จะ Change องค์กรให้อยู่รอดได้.

ทีมเศรษฐกิจ

ขอขอบคุณ ไทยรัฐฉบับพิมพ์

https://goo.gl/zSt8u4

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ความเข้าใจไอทีจีน

1

คอลัมน์ เปิดฟ้าส่องโลก (ไทยรัฐออนไลน์)

โดย นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย

songlok1997@gmail.com

วันพุธที่ผ่านมา ครอบครัวผมมีโอกาสต้อนรับ มร.แอนสัน เซง ประธานกรรมการบริหารซีไอบีเอ็น ฟิล์ม (ประเทศไทย) และได้ฟังคุณแอนสันสรุปสถานการณ์ OTT Platform หรือ Over The Top ซึ่งคล้ายคลาวด์ทีวีอยู่นานกว่า 3 ชั่วโมง

ทุกวันนี้คนจีน 1,400 ล้านไม่ดูทีวีแบบเดิมแล้ว แต่ดูผ่านอินเตอร์เน็ตที่ใช้ไฟเบอร์ออปติก ตอนนี้ทุกตรอกซอกมุมในจีนใช้ไฟเบอร์ออปติกความเร็ว 40-100 เม็ก ซึ่งไปถึงครบทุกบ้านแล้ว คนจีนใช้ 4 Screen Multimedia กันทั้งหมด ผมหมายถึง คนจีนดูรายการต่างๆ จากหน้าจอโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ต

ประเทศไทยในขณะนี้ ผู้คนดูรายการผ่านช่องดาวเทียม เคเบิลและดิจิทัลทีวี แต่รัฐบาลจีนไม่อนุญาตให้ใช้ดาวเทียม ใช้เพียงเคเบิลทีวีกับ OTT รัฐบาลอยากให้ประชาชนคนจีนใช้เคเบิลทีวี แต่คนจีนเองเดี๋ยวนี้ชอบใช้เทคโนโลยีใหม่ ต่างคนต่างทิ้งเคเบิลทีวี หันไปใช้ OTT กันแทบทั้งหมด ขอเรียนว่าเทคโนโลยี OTT กำลังมาไวมาก อะไรก็หยุดไม่อยู่

คนจีนร้อยละ 70 ใช้อินเตอร์เน็ตดูทีวี โดยเฉพาะคนอายุต่ำกว่า 40 ปีลงมา ดูทีวีผ่านโทรศัพท์มือถือกันหมดแล้ว ที่เมืองจีน VOD และ TVOD กำลังมาแรงมาก นึกอยากจะดูทีวีหรือวีดิโอเมื่อใดก็ได้ โทรทัศน์ที่เมืองจีนบันทึกรายการเอาไว้ทั้ง 7 วัน เรียกกลับมาดูได้ตลอดเวลา

เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า CDN หรือ Content Distribution Network ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่คนอยู่ใกล้สามารถจะรับสัญญาณจากเพื่อนที่กำลังดูอยู่ได้ โดยที่สัญญาณไม่ต้องวิ่งไปที่เซิร์ฟเวอร์ ทำให้การถ่ายทอดภาพและเสียงทำได้อย่างไวและสะดวก โดยไม่มีการติดขัด

รัฐบาลจีนอนุญาตให้มีการประกอบกิจการ OTT ได้เพียง 7 บริษัทคือ CCTV, CIBN, Future TV, Mango TV, เจ้อเจียง, เซี่ยงไฮ้และกวางตุ้ง

สถานีไทยทุกช่อง คนไทยทุกคนสามารถจะถ่ายทอดผ่าน Live TV ได้ แต่ในจีน Live TV ในประเทศทำได้เฉพาะช่อง CCTV เท่านั้น สำหรับ CIBN ได้ใบอนุญาตทำ Live TV ที่แพร่ภาพนอกประเทศจีนได้ และ CIBN เป็นบริษัทแรกที่มาตั้งสถานีในประเทศ โดยตั้งชื่อบริษัทว่า OCTV (Overseas China TV) และกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของสำนักใหญ่ของ CIBN ในเอเชียแปซิฟิก

รัฐบาลจีนไม่อนุญาตให้ใช้ YouTube แต่ให้ใช้ Youku (โหย่ว-คู่) แทน ซึ่งหุ้นส่วนใหญ่ของโหย่วคู่คืออาลีบาบา รัฐบาลจีนไม่อนุญาตให้มี Facebook แต่ให้ใช้ WeChat แทน ซึ่ง WeChat มีคุณสมบัติเหมือนกับ Facebook + Line

รัฐบาลจีนไม่อนุญาตให้คนจีนใช้ Twitter แต่ใช้ Weibo(เหว่ยปั๋ว) แทน

ส่วน Aiqiyi หรืออ้ายฉี่อี้เป็น OTT Platform ที่มีผู้ชมมากที่สุดในประเทศจีนอยู่ในขณะนี้ มีการลงทุนทำรายการสูงที่สุด โดยลงทุนประมาณ 60,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนที่ลงทุนทำรายการเป็นอันดับสองคือโหย่วคู่ และอันดับสามคือ Wechat

ประเทศจีนไม่มี Google ที่ใช้ค้นหาข้อมูลอย่างที่พวกเราคนไทยใช้กัน แต่คนจีนใช้ search engine ที่เรียกว่า Baidu ไป๋ตู้

บริษัทอินเตอร์เน็ตใหญ่ที่สุดของจีนคือกลุ่ม BAT ซึ่งหมายถึง Baidu Alibaba และ Tecent

Baidu เท่ากับ Google, Alibaba เท่ากับ Amazon และ Tecent เท่ากับ Facebook+Line

เทคโนโลยีโซเชียลมีเดียของจีนมาแรงมาก การค้าขายในจีนใช้ Online กันแทบทั้งหมดแล้ว จากการจ่ายสตางค์ก็แทบไม่มีใครใช้เงินสด ส่วนใหญ่ใช้ธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือ

นักธุรกิจของไทยจำนวนหนึ่งโฆษณาสินค้าของตัวเองลงใน Facebook, Google, YouTube ฯลฯ บางคนแปลสินค้าของตนเองเป็นภาษาจีน โดยหวังว่าจะได้ลูกค้าจีน โดยที่ไม่รู้ว่าคนจีนดูโซเชียลมีเดียพวกนี้ไม่ได้ดอกครับ

ใครอยากทำมาค้าขายกับจีน จะต้องเอาสินค้าตัวเองไปลงใน BAT ซึ่งปัจจุบัน กลุ่ม BAT ก็มาอยู่ในประเทศไทยแล้ว อาลีบาบามาซื้อหุ้นของลาซาด้า WeChat ซื้อหุ้นของ sanook.com และ Baidu ก็มาตั้งบริษัทในประเทศไทยแล้ว

ผมทำงานเป็น Director of Business Development ของบริษัท Tripplus ซึ่งเป็นบริษัทที่อาลีบาบา WeChat และไป๋ตู้ ต่างมีหุ้นอยู่

Tripplus เป็นบริษัทที่ทำ Payment gateway สำหรับ WeChat Pay, Ali Pay และ Baidu Pay ในประเทศไทย

หากท่านจะเจาะตลาดจีนอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเข้าใจศัพท์แสงและชื่อต่างๆ อย่างที่ผมเขียนรับใช้ไปข้างบนครับ.

ขอขอบคุณ ไทยรัฐออนไลน์

https://goo.gl/z93sBo

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment