ลุงตู่-สมคิด ‘ไม่ใช่’ ในทางใช่…เปลว สีเงิน


เมื่อวาน………..

ผมหนีไปวัน ไม่ได้ไปไหน ไปเฝ้านางพยาบาลน่ะ!

ขณะนั่งเฝ้า รอเธอเรียกพบหมอ

เกิดดวงตาเห็นธรรม “สังคมก้มหน้า” เป็นเช่นนี้เองหนอ

คือแต่ละคนที่นั่งรอ ต่างเพ่ง “กสิณมือถือ” ก้มหน้า-ก้มตา สมาธิเครียด

เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ผมเลยงัดมือถือออกมาเพ่งกสิณไลน์ กสิณเฟซ ตามเขาไปบ้าง

ก็ได้เรื่องแฮะ!

ในเฟซ ไม่รู้ใครต่อใคร โพสต์ข้อความ “สมคิดประกาศ ปีหน้าคนจนหมดประเทศ” ให้ว่อน

โพสต์ด้วยหยามหยัน-ดันแดก ต่างๆ นานา เนื้อหาตัดทิ้งหมดหยิบเอาเฉพาะคำที่อ่านแล้ว เป็นต้องได้ “ยำสมคิด” กันถึงเครื่อง

อีกโพสต์ ก็แหลกอีกเหมือนกัน…….

ยกเรื่อง “รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน” ถอดที่นั่งช่วงกลางตู้โดยสารออก เพื่อให้ยืนได้มากขึ้น “ในชั่วโมงเร่งด่วน” มาสวด รฟม.กันขรม

อีกโพสต์ เป็นเรื่องคนสวนยาง เมื่อราคาตก ก็เรียกร้อง โทษทุกคน-ทุกหน่วยงาน ยกเว้นตัวเอง

และถือเป็นเรื่องที่รัฐบาล คสช.ต้องรับผิดชอบ!

นอกจากโพสต์แล้ว ยังมีคลิปมาทางไลน์ คนกลุ่มหนึ่ง ต่อต้านรัฐบาลสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ทั้งหญิง-ทั้งชาย โกรธเกรี้ยว หวีดร้อง-หวีดคำรามเหมือนผีเข้า ด่านายกฯ ด้วยคำที่นำเผยแพร่ต่อไม่ได้

ก้มนานเวียนหัว น้ำตาไหล…………

ไหลเพราะตาคนแก่ หรือไหลเพราะสมเพช-เวทนาบ้านเมืองก็ไม่ทราบ

ถ้าสังคมไทยเป็นอย่างนี้ ก็น่าห่วงกาลข้างหน้า

เพราะ……….

ในขณะที่วิวัฒนาการสังคมมนุษยชาติ ก่อเกิดวิทยาการเทคโนโลยีผลักดันให้โลกวันนี้

ต้องสำรอกเก่า “จัดระเบียบสังคมใหม่” สู่ศตวรรษที่ ๒๑!

ท่ามกลางเพื่อนร่วมภูมิภาค “แต่ละสังคมชาติ” ขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวสนองตอบ “สังคมสู่ศตวรรษใหม่” กันแล้ว

แต่สังคมชาติเรา…………

ยังคงหนึบแน่นอยู่กับทัศนคติ “เรียกร้อง-รอรับ” เอาจากรัฐเป็นสรณะ

เป็นสังคมนิยมฉาบฉวย หลงใหลดรามา ไม่ชอบค้นหาความจริง เชื่อง่าย งับทุกอย่างที่ไม่ต้องคิด-ไม่ต้องเคี้ยว ยึดประโยชน์ตัวเป็นที่ตั้ง

ชอบ “บุญสำเร็จรูป” เท่ากับชอบ “สะสมไมล์” เส้นทางสายนรก

ได้เอา-เสียโวย โทษทุกอย่าง………..

ยกเว้น “ตัวเอง”

อยากให้พัฒนาทุกเรื่อง-ทุกอย่าง แต่พอรัฐบาลลงมือทำ

“ค้านทุกเรื่อง”

มีความคิดเห็น มีความรู้สึก มีอารมณ์ตอบสนองได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเดียวที่ไม่มี

คือ “ศึกษารู้จริง” ในเรื่องนั้นๆ

และ……….

อิจฉาคนรวย เหมาคนรวยเป็นกลุ่มทุนเอารัด-เอาเปรียบสังคม ต้องด่า ต้องกระแนะกระแหน ทำอะไรก็ผิดไปหมด

ขนาดวันนี้ ประเทศใช้ “อำนาจรัฏฐาธิปัตย์” บริหารและปกครอง คนฐานรากสังคม ยังไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเอง

คำว่าประเทศชาติ “ก้าวหน้า-พัฒนา” เป็นเพียงนามธรรม

การจะเห็นความก้าวหน้า-พัฒนา หรือถอยหลัง-ดักดานอยู่กับที่ของแต่ละประเทศ

เห็นจาก “พฤติกรรม-แนวคิด” ของคนในชาตินั้นๆ

ซึ่งนำมาสู่จุดต้องคิดว่า การจะเปลี่ยนแปลง “ทุกอย่าง”…….

ต้องเปลี่ยน “สำนึกคน” ก่อน

คนที่ “สำนึกตกผลึก” แล้วเท่านั้น จึงจะมีคุณภาพไปเขยื้อนสังคมชาติให้ก้าวเดิน!

ดูเขา-ดูเรา แล้ว……..

สมมุติ วันข้างหน้ารัฐบาลที่ว่า “ประชาชนเลือกผมมา” เข้ามาเป็นรัฐบาล และบอก “ผมฟังเสียงประชาชน”

ประชาชนอยากได้อะไร-แบบไหน ได้หมด สดชื่นด้วยกัน!

งบประมาณก็จะต้องหมดไปกับโครงการปรนเปรอ เพื่อกิน-เพื่อใช้-เพื่ออุ้ม-เพื่อแจก

ประชาชนข้างมาก คือคนระดับฐานราก ดังนั้น เสียงส่วนใหญ่ที่รัฐบาลเลือกตั้งยึดและพร้อมสนองตอบ

คือ “คนส่วนนี้”!

และนั่น สังคมทัศน์ “เรียกร้อง-รอรับ” จากชาวฐานราก ก็จะสอดคล้อง-ต้องประโยชน์กับสังคมเลือกตั้ง

ชาวฐานราก เรียกร้องปุ๊บ-รอรับได้ปั๊บ เขาก็จะพอใจ เหมือนด้วง-หนอน พอใจในการชอนไชกินเนื้อในร่างที่ตัวเองอาศัย

ชาวเลือกตั้ง ก็สมประโยชน์……….

ใช้เงินงบประมาณ “หว่านกล้า” หวังไปตกรวงเป็นคะแนนในแปลงนาตอนเลือกตั้ง!

CLMV “เขมร-ลาว-พม่า-ญวน” ในอีก ๕-๑๐ ปี ต่อจากนี้

ดูแนวโน้ม………

ด้วยลักษณะ “อำนาจนำสังคม” การปรับตัวสู่ศตวรรษที่ ๒๑ ของเขา พัฒนาการไปตามศักยภาพและตามฐานานุรูปแห่งโครงสร้างสังคมชาติ

ค่อนข้างแตกกิ่ง-แตกยอด

ด้วยชาวฐานรากของเขา “เรียนรู้” กระหาย-ตื่นตัวในการพัฒนาสังคมชาติ แทนการ “เรียกร้อง-รอรับ” เอาจากรัฐ

อย่างเวียดนาม-พม่า เห็นชัดมาก……..

แต่ T-Thailand ศูนย์กลางอาเซียนและกลุ่มอนุภาคลุ่มน้ำโขง บอกได้บนฐานทัศนคติสังคมฐานรากวันนี้

ถ้าสิ่งที่รัฐบาล คสช.โดยพลเอกประยุทธ์ถากถาง-ริเริ่มไว้ตอนนี้ ถูกปล่อยให้พังไป

จะด้วยการเมืองเลือกตั้ง หรือด้วยการบ้านที่มุ่งแต่เรียกร้อง-ต่อต้านทุกเรื่อง ก็ตาม

ไทยไม่ย้อนกลับไปถึงมนุษย์ถ้ำหรอก

แต่สังคมและประเทศ จะเหมือนนางงาม ในดงมนุษย์หื่นตัณหา

จะเหลือสภาพอย่างไร ไม่ต้องบอกก็คงจินตนาการเห็นภาพ และนั่น อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้

ขนาดมีรัฐบาลเผด็จการ “ปราบ-ล้าง” มา ๓ ปีกว่า “ทุกยูนิต-ทุกองค์กร” ยังซ่อนซาตานกัดกินไส้

อาศัยที่ประเทศเหมือน “สักทอง” ได้แค่ชอน แต่ไส้ “แข็ง” เกินกว่าจะไชเข้าไปถึง!

รัฐบาลประยุทธ์ “ท้ายยุค” คล้ายว่าเสื่อม น้ำเน่าทุกสาย จึงไหลรวมถล่มให้ล่มคว่ำ

ก็สงสัย จะไปคว่ำทำไม คว่ำแล้วได้อะไรที่ดีกว่าขึ้นมามั้ย?

เห็นพูดกันจริง รัฐบาล คสช.แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้……..

ถามว่า เศรษฐกิจตรงไหนล่ะที่แก้ไม่ได้?

ปัญหาปากท้องไง รวยกระจุก-จนกระจาย ประชาชนจะอดตายกันหมดแล้ว?

เอ้า…งั้นจะให้แก้ยังไง?

ก็ไม่รู้…เป็นรัฐบาลก็แก้ซี ครั้นเขาแก้ ออกนโยบายประชารัฐ ร้านค้าประชารัฐ บัตรสวัสดิการรัฐ เงินสงเคราะห์คนชรา

ก็ค้าน ก็ด่า ก็ว่าไม่ดี แต่ที่ดีนั้น แบบไหน…กูก็ไม่รู้!?

โครงการระยะยาว ตรงนี้เยอะแยะ แค่ EEC ก็พลิกประเทศได้แล้ว

ปัญหาที่หมักหมม เช่น ปัญหาประมง ปัญหาการบิน ปัญหาแรงงาน ปัญหาข้าวจำนำคาโกดัง นำไปสู่ความฉิบหายตลาดข้าวไทยในตลาดโลก

รัฐบาลประยุทธ์ปัดกวาด-แก้ไขให้คืนสภาพได้หมด!

รัฐบาล คสช.ไม่วิเศษเลิศเลอก็จริง………..

แต่อย่างน้อย ช่วยทำประเทศพ้นฉิบหายจากรัฐบาลนายแม้ว-นางปู

แถมยัง “สร้างทางใหม่” เชื่อมภูมิภาค-เชื่อมโลก เป็นอนาคตสังคมชาติ เป็นรูปธรรม “ตั้งไข่” ให้เห็นหลายโครงการ

ปรับ ครม.จะปรับใครก็ปรับ แต่มาถึงจุดนี้……….

จะปรับทีมเศรษฐกิจ เอารองนายกฯ สมคิด รัฐมนตรีคลังอภิศักดิ์ ออกไปไม่ได้แน่!

เทียบเห็นง่ายๆ ถ้าประกาศ “เปลี่ยนตัวสมคิด” โครงการ EEC พังทันที

ต่างประเทศที่รับปากเข้ามาลงทุน เห็นเอา “แม่งาน” ออกไป เท่ากับส่งสัญญาณ “ล้มโครงการ” แล้วใครจะมา

ปรับแล้ว สมคิดยังอยู่เหมือนเดิม…….

แต่นายกฯ ประยุทธ์ ไม่ทำตัวให้ต่างชาติมั่นใจในความเป็นผู้นำอีก ๕ ปีข้างหน้า ตามบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ

ต่างชาติก็เผ่นอีกเหมือนกัน

ใครจะมั่นใจได้ล่ะ ว่ารัฐบาลใหม่ที่ไม่ใช่ประยุทธ์นำ เข้ามาแล้ว ทุกอย่างในความเป็นโครงการ EEC จะเดินหน้าด้วยมุ่งมั่นเหมือนเดิม?

คนไทยวันนี้ เหมือนคนหิวข้าวตาลาย………….

ประยุทธ์คือ “คนหุงข้าว”

ขณะนี้ เพิ่งผ่านขั้นตอนเอาข้าวสารมาคัดกรวด ซาวข้าว เอาน้ำใส่หม้อข้าว ยกหม้อตั้งเตาไฟ

ถ่านในเตาเพิ่งติดไฟ ยังไม่ลุกโชน ทีมเศรษฐกิจ ครม. ข้าราชการ ก็พัดเตาบ้าง ไปเก็บผัก หาฟืนบ้าง

นโยบายระดับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจประเทศ อย่าง EEC มันใหญ่กว่า “อาหารแช่แข็ง” ที่จับยัดไมโครเวฟ ๓-๕ นาที ก็กินได้

การหุงข้าวหม้อใหญ่ มันต้องใช้เวลาเป็นระยะๆ เร่งก็ดิบ ช้าก็แฉะ เฉื่อยก็ไหม้คาหม้อ

ตอนนี้ ผ่านไป ๓ ปีกว่า เท่ากับ ๓ นาทีกว่าในการหุงข้าว ยังไม่ตั้งฟองด้วยซ้ำ

แต่คนรอกิน มันหิว ขนาดแม่ยังฆ่าได้ อย่าง “กุก่องน้อย” นั่นปะไร…….

ฉะนั้น นายกฯ ต้องเข้าใจ-อดทน กับเสียงบ่น เสียงด่า ว่าแก้เศรษฐกิจล้มเหลว!

ยังพูดเรื่องคนตัดเอาเฉพาะสร้อยประโยค “ปีหน้าคนจนหมดประเทศ” มาถล่มสมคิดไม่จบกระบวนความ เนื้อที่หมดก่อน

คืออยากบอกว่า อย่าไปหลงพวกจ้องทำลาย ตัดต่อเฉพาะท่อน-เฉพาะคำมาเป็น “เหยื่อล่อ”

ก่อนเชื่อ-ก่อนวิจารณ์ ควรหาเนื้อหาเต็มๆ มาอ่านก่อน จะได้รู้ สมคิดเขาพูดเรื่องอะไร ประเด็นใด นำมาสู่คำนี้

ว่างค่อยคุยต่อ พรุ่งนี้-ปะรืน ไม่อยู่ กลับมาแล้วจะบอกว่าไปไหน

ไงก็….เกลียดประยุทธ์กันให้น้อยๆ เก็บเอาไว้ด่ากันนานๆ มันกว่าเยอะ.

(ขอบคุณไทยโพสต์)

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

เตือนไว้…อย่าทำงานจนตาย…ผักกาดหอม

แหม….ชาวโซเชียลตามติดยิ่งกว่าคู่จิ้น!

เสียงกริ๊ดดังไล่หลังยิ่งกว่าฉาก “แจ็ค”กับ”โรส” ยืนกอดกันบนหัวเรือไททานิก

“บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” ไม่เจอหน้ากันหลายวัน วานนี้(๒๐ พฤศจิกายน) ไฟต์บังคับต้องไปเจอกันบนเรือหลวงถลาง

ข่าวบรรยายว่า “ถือเป็นการปรากฎตัวพร้อมกันต่อหน้าสื่อครั้งแรก และพูดคุยกันโดยใช้เวลาประมาณ ๑ นาทีเศษ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปภายในเรืออีกครั้ง”

ครับ…ภาพที่ออกมา หันหน้าไปคนละทาง ก็ถูกตีความว่าหมางเมินเรื่องปรับครม.

ไม่ใช่หรอกครับ!

เค้ายังคุยกันตามปกติ…

แต่ที่ไม่ปกติคือ ตัวพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั่นแหละ

คนเป็นรัฐมนตรี ลองหายตัวไปใครตามหาไม่เจอสัก ๓ วันดูซิครับ

ไม่ปกติแน่นอน

ถึงจะมาบอกทีหลังว่า ยืนใบลา ไปทำธุระส่วนตัวก็เถอะ

เพราะคำว่า ธุระส่วนตัวนี่แหละคือปัญหา

ทุกคนล้วนมีธุระส่วนตัวกันทั้งนั้น แต่ลองต้องลางาน ๒ วันเป็นอย่างน้อย ถือว่าธุระส่วนตัวนั้นไม่ใช่ธุระธรรมดา

เป็นธุระที่ต้องใช้เวลาจัดการ

และคนระดับ “บิ๊กป้อม” ไปทำธุระส่วนตัวหลายวัน มันธรรมดาซะที่ไหนกัน

แต่เมื่อเจ้าตัวบอกว่าไม่เกี่ยวกับสุขภาพ ก็เป็นอันว่ายังแข็งแรงดี

แล้วมันจริงหรือเปล่า?

นักข่าวตาดีเหลือบไปเห็นรอยช้ำที่บริเวณหลังมือด้านซ้าย ก็ยิงคำถามถึงที่มา

คำตอบคือ…

“เส้นเลือดมันแตก ไม่มีอะไร ไม่ได้ป่วย ไม่ได้ไปตรวจหรือเช็กอัพร่างกาย แต่บังเอิญต้องไปธุระ”

ก็ไปแปลความกันว่าหมายถึงอะไร?

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีข่าว นพ.ฐิติพงศ์ มณีวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสหัสขันธ์ ที่คนไข้ขนานนามว่า “คุณหมอโดเรม่อน” เสียชีวิต

กลุ่มเพื่อนหมอให้ข้อมูลว่า หมอฐิติพงศ์ฯ มีปัญหาในเรื่องสุขภาพ

มีปัญหาอาการเป็นโรคความดัน

แต่ด้วยความรับผิดชอบคนไข้ ทำให้ต้องนอนดึก

และคาดว่าด้วยปัญหาความดัน และการอดนอนสะสม อาจจะทำให้ร่างกายรับไม่ไหว จนเสียชีวิตในครั้งนี้

พูดภาษาชาวบ้าน คุณหมอท่านทำงานจนตาย!

เป็นอุทาหรณ์สำหรับใครก็ตามที่รู้ว่าตัวเองป่วย อย่าหักโหม หากพักได้ควรพัก เพื่อร่างกายรักษาตัวเอง

ที่ยกเรื่องนี้มา ก็เพื่อบอก “บิ๊กป้อม”ว่า ถ้ารู้ตัวว่าป่วย ก็ควรละจากงานเสียบ้าง

อย่าดื้อแล้วไปสร้างความลำบากใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่!

เรื่องที่ “บิ๊กป้อม” จะหลุดจากโผครม.บิ๊กตู่ ๕ เท็จจริงประหารใด ไม่มีใครรู้ครับ เพราะคนที่ต้องตัดสินใจขั้นสุดท้ายคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

แล้วมีเหตุอะไรให้ “บิ๊กป้อม”ต้องหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือรองนายกรัฐมนตรี

“เฮ้อ ลือกันไปเรื่อย เลอะเทอะ โดยเฉพาะพวกคอลัมน์นิสต์ข้างในชอบเขียนให้เป็นประเด็นว่าเรามีความขัดแย้งกันระหว่างพี่น้อง ต้องการให้ทะเลาะแตกคอกัน ไม่เป็นความจริงเลย

ผมกับประยุทธ์อยู่กันมานาน เขียนแบบนี้คนก็ชอบอ่าน ล้วนแต่เป็นพวกมโนที่อยู่ข้างใน เขียนให้เราแตกกับนายกฯ เราอยู่กันมา ๔๐ ปี ไม่มีความขัดแย้งระหว่างกันเลย

สื่อส่วนใหญ่รู้ดีว่า อะไรเป็นอะไร แล้วก็ลือกันไป จะเป็นไปได้อย่างไร”

“บิ๊กป้อม”พูดเอาไว้วานนี้

จะว่าสื่อเสี้ยม ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว

ประเด็นของเรื่อง ไม่มีใครอยากให้คนในรัฐบาลมานั่งทะเลาะแตกคอกันหรอกครับ

สื่อเองก็ต้องการรัฐบาลที่ทำงานเข้าขากันเพื่อประโยชน์ของชาติ ประชาชน เพราะเมื่อเศรษฐกิจดี ประเทศมีความมั่นคง สังคมสงบเรียบร้อย….

ผลดีมันก็สะท้อนกลับไปหาคนไทยทุกคน

แต่…..เมื่อระยะทางพิสูจน์แล้วว่า “บิ๊กป้อม” ควรหยุด

ก็ลองคิดดูครับว่า รัฐมนตรีดูแลงานด้านความมั่นคงของชาติ ต้องลางานไปหาหมอซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้น้ำเกลือจนหลังมือช้ำ

มันจะเป็นผลดีต่อภาพโดยรวมของรัฐบาลหรือเปล่า?

เรื่องของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องสัมพันธุ์ของพี่น้อง

ยิ่งบอกว่า อยู่กันมา ๔๐ ปีไม่มีความขัดแย้งระหว่างกัน ก็ยิ่งน่ากังวล

ที่น่ากังวลคืออะไรครับ?

น้องจะเกรงใจพี่จน ไม่กล้าพูดความจริงหรือเปล่า

กังวลว่าพูดความจริงไปแล้ว พี่จะโกรธหรือไม่

โกรธกันแล้วจะขัดแย้งกันมั๊ย

อยู่กันมา ๔๐ ปีไม่เคยขุ่นข้องหมองใจ แต่ต้องมาแตกคอเพราะน้องพูดความจริง….?????

ก็อย่างที่บอกแต่ต้น ความสัมพันธุ์กันในคสช. ยังเป็นปกติ

นั่นเพราะยังต้องดูแลกันอยู่

เป็นธรรมดาของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ที่ต้องเกาะเกี่ยวกันไว้ เพราะไม่มีฐานเสียงเหมือนพรรคการเมือง

การบริหารจัดการภายในจึงต่างกัน

นักการเมืองในพรรคเพื่อไทยเขาพูดถูกครับ ว่าถึงเวลาต้องเร่งปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาทั้งเศรษฐกิจ คอร์รัปชั่น ได้แล้ว

แต่…พูดแล้วก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกันนี้กับตัวเองด้วย ไม่ใช่เก่งเฉพาะตอนหมดอำนาจ ครั้นตอนเป็นรัฐบาลเงียบเป็นเป่าสาก

แล้วแต่นายใหญ่ชี้นิ้วสั่ง!

ที่บอกว่าการบริหารจัดการในรัฐบาลระหว่างรัฐบาลจากการรัฐประหาร กับรัฐบาลจากการเลือกตั้งต่างกัน นั่นเป็นเพราะรัฐบาลจากการรัฐประหารไม่ต้องปวดหัวกับการบริหารความพึงพอใจของกลุ่มก๊วน มุ้งการเมือง

ไม่ต้องไปถามอีกพรรคว่าจะเอาไง

มันคุยกันในวงแคบ

เผลอก็คุยกัน ๒ คนนั่นแหละครับ

“บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” เจรจาต้าอ่วยกันก็เคาะได้แล้ว

เดี๋ยวจะหาว่าเสี้ยม แต่พูดกันตรงๆ

ถ้าพี่รู้ตัว น้องก็ไม่ลำบากใจ

แต่พี่ดื้อ….ก็ลำบากน้องแล้วหละครับ

แล้วทำไมช่วงวันสองวันนี้ “บิ๊กป้อม” ต้องปรากฎตัว

มันมีที่มาครับ

ก็เป็นที่รู้กันวานนี้เขามีงานใหญ่ที่อ่าวพัทยา

พิธีสวนสนามทางเรือ มีเรือรบนานาชาติที่เข้าร่วม ๒๕ ลำ จาก ๑๘ ประเทศร่วมกับเรือรบไทยรวมทั้งหมด ๔๐ ลำ

มีผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้แทนระดับสูงของกองทัพเรืออาเซียนและกองทัพเรือนานาชาติกว่า ๓๙ประเทศเข้าร่วมงาน

ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไม่ปรากฎตัว ก็จบเห่ซิครับ

ถอดสายน้ำเกลือมาก็ต้องยอม

น่าเห็นใจ “บิ๊กตู่” ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ต้องบริหารจัดการปัญหาภายในรัฐบาลภายใต้ความสัมพันธ์แบบเพื่อนพ้องน้องพี่

เป็นหน้าที่ที่ “ลุงตู่” ต้องการันตี

“ข่าวคนๆเดียว หรือข่าวคนไม่กี่คน แต่ป่วนไปทั้งประเทศ โอ้ยมันร้ายกาจ ทุจริต บอกข้าราชการมันเลว นี้คือสิ่งที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง ท่านต้องมาว่ากันว่าจะทำให้กฎหมายมีผลสำเร็จได้อย่างไร มีอย่างเดียวคือการไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ไม่ต้องกลัวรัฐบาลจะคุ้มครอง วันนี้รองนายกฯประวิตรท่านก็โดนเยอะ ผมยืนยันไม่มีทุจริต ไม่ใช่พวก ถ้าท่านไม่ดีจริง ผมก็ไม่เคารพ”

ใช่ครับ พล.อ.ประวิตร โดนเยอะ ในโลกโซเชียลเขาเล่นท่านหนักเลยครับ

แต่เมื่อ “บิ๊กตู่” บอกว่าไม่โกง…ก็ว่ากันไป

วกกลับมาเรื่องความพร้อมในการทำงาน

“บิ๊กป้อม”รู้ตัวเองดีที่สุดว่าอีก ๑ ปีที่เหลือยังทำงานด้านความมั่นคงของชาติไหวหรือไม่

งานแบบนี้ถึงเวลาเครียด เส้นเลือดในสมองแตกเอาได้ง่ายๆ

ที่ว่ามาไม่ได้ห่วงท่านนะครับ

แต่ห่วงประเทศมากกว่า.

ผักกาดหอม

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ปฏิรูปตำรวจ ..หวยออกที่ ดีเอสไอ

เจาะประเด็นร้อน – คมชัดลึก

นายกฯได้สั่งการให้มีการปฏิรูปดีเอสไอ ให้มีประสิทธิภาพน่าเชื่อถือ งานนี้ดีเอสไอคงไม่นั่งนิ่งให้ถูกยุบง่ายๆ จึงได้เตรียมนำเสนอข้อมูลการปฏิรูปดีเอสไอต่อรัฐบาลแล้ว

ในห้วงที่สังคมกำลังจับจ้องไปที่การ“ปฏิรูปตำรวจ” จู่ๆ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการผ่านมายัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯให้“ปฏิรูปกรมสอบสวนคดีพิเศษ”(ดีเอสไอ) ให้มีประสิทธิภาพ น่าเชื่อถือ ทำเฉพาะคดีพิเศษจริงๆ ไม่ใช่ทำคดีเล็กๆน้อยๆหรือเอางานของตำรวจมาทำ หากอดีตข้าราชการตำรวจในดีเอสไอต้องการย้ายกลับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ( สตช. )ก็ให้โอนย้ายกลับได้ เพื่อเปิดรับสมัครบุคลากรภายนอกที่มีความรู้ความสามารถเข้ามา…ผลิตน้ำดีให้ดีเอสไอ

จากนั้น สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรียุติธรรม ได้เรียก พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เข้าพบ แว่วว่าเนื้อหาสาระสำคัญที่คล้ายจะเป็นข้อสั่งการให้สำรวจตัวเลขอดีตข้าราชการตำรวจในดีเอสไอ 118 คน จากอัตรากำลัง 1,300 คน โอนตัวกลับสตช.ทั้งหมด โดยรัฐบาลจะไปตั้งแท่งสอบสวนเอาไว้ให้ที่ สตช.

สุดท้ายทางออกจะเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครตอบได้ แต่งานนี้ดีเอสไอซึ่งก่อตั้งมา 14 ปี ก็คงไม่นั่งนิ่งให้ถูกยุบหน่วยทิ้งไปง่ายๆ เบื้องต้นได้เตรียมนำเสนอข้อมูลการปฏิรูปดีเอสไอต่อรัฐบาลเพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเป็นองค์กรถูกปฏิรูปมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาล คสช.ที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา  เป็นรัฐมนตรียุติธรรม

เริ่มต้นจากการปฏิรูปการสอบสวนคดีพิเศษ ในคดีความผิดแนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ มาตรา 21 (1) ซึ่งใช้มาตั้งแต่ช่วงก่อตั้งกรมในปี 2547 จนถึง2553 โดยขณะนั้นกำหนดเส้นแบ่งความเป็น“คดีพิเศษ”ในเชิงปริมาณ ตามจำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหาย เช่น ต้องมีผู้เสียหายมากกว่า 100 คนขึ้นไป หรือมีมูลค่าความเสียหายตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป ต่อมา พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เห็นว่าการกำหนดเชิงปริมาณไม่ตอบโจทย์ความเป็น“คดีพิเศษ”ในแง่ของอาชญากรรมที่สลับซับซ้อนยากต่อการสืบสวนสอบสวนด้วยวิธีปกติ หรือเป็นอาชญากรรมพิเศษที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง จึงเสนอต่อบอร์ด กคพ. ครั้งที่ 5/2553 ให้กำหนดหลักเกณฑ์การสอบสวนคดีพิเศษใหม่

โดยการรับสอบสวนคดีพิเศษ ต้องอธิบายได้ตามลักษณะ 5 ด้านดังนี้ (ก) คดีความผิดทางอาญาที่มีความซับซ้อน จำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ (ข) คดีความผิดทางอาญาที่มีหรืออาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือระบบเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศ (ค) คดีความผิดทางอาญาที่มีลักษณะเป็นการกระทำความผิดข้ามชาติที่สำคัญหรือเป็นการกระทำขององค์กรอาชญากรรม (ง) คดีความผิดทางอาญาที่มีผู้ทรงอิทธิพลที่สำคัญเป็นตัวการผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน (จ) คดีความผิดทางอาญาที่มีพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เป็นผู้ต้องสงสัยว่าน่าจะได้กระทำความผิดอาญา

ต่อมาในยุคของ พล.อ.ไพบูลย์ เห็นว่า การบริหารงานคดียังมีปัญหาในแง่อำนาจในการใช้ดุลพินิจรับสอบสวนคดีของอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งกฎหมายเดิมในช่วงก่อนปี 2557 อธิบดีดีเอสไอมีอำนาจโดยลำพัง จึงเป็นช่องว่างให้มีการแทรกแซงสั่งการตามสายการบังคับบัญชาได้ นำไปสู่การรับคดีที่ไม่สมควรเป็นคดีพิเศษไว้สอบสวน ในครั้งนั้นจึงมีการปฏิรูปใหญ่ภายในดีเอสไอเพื่อลดอำนาจอธิบดีดีเอสไอ และวางมาตรฐานการรับสอบสวนคดีพิเศษใหม่ ยกระเบียบว่าด้วยการกลั่นกรองการรับคดีพิเศษ

ซึ่งกำหนดให้ทุกคดีเริ่มต้นนับหนึ่งจากการสืบสวนว่า คดีที่มีการร้องทุกข์ให้รับเป็นคดีพิเศษนั้นเข้าองค์ประกอบ ก-จ หรือไม่ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการรับคดี ที่มีรองอธิบดีดีเอสไอและผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษในแต่ละด้าน ร่วมกับกองบริหารคดีพิเศษ ได้พิจารณาร่วมกันว่าสมควรรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ก่อนเสนอให้อธิบดีดีเอสไอมีคำสั่ง

ส่วนการรับสอบสวนคดีพิเศษซึ่งเป็นคดีอาญาอื่นที่ไม่ได้กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้าย คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ต้องมีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ซึ่งในช่วง 3 ปีเศษของรัฐบาล คสช. บอร์ด กคพ.มีมติรับคดีพิเศษเพียง 16 เรื่องเท่านั้น

ทั้งนี้รัฐธรรมนูญปี 2560  มาตรา 258(2) ระบุว่า ให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศ ด้านกระบวนการยุติธรรม โดยปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม  ซึ่งในระบบงานสอบสวนของดีเอสไอในปัจจุบัน เป็นหน่วยงานเดียวที่มีอัยการร่วมสอบสวนคดีตั้งแต่เริ่มต้นและสอบสวนในรูปของคณะพนักงานสอบสวน ไม่มีใครมีอำนาจชี้ขาดสำนวนเพียงลำพัง

ดังนั้น ข้อเสนอให้ยุบรวมดีเอสไอไปอยู่กับสตช.หรือให้ไปอยู่ภายใต้การควบคุมของอัยการ จะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 หรือไม่ เพราะการย้ายเข้าไปเป็นหน่วยงานในกำกับเดียวกัน เป็นการทำลายหลักการถ่วงดุลและคานน้ำหนักลงทันที

มาถึงจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นยุบทิ้งดีเอสไอ หรือปฏิรูปให้ไปอยู่ใต้สังกัดของสำนักงานอัยการสูงสุด รวมถึงแนวคิดในการจัดตั้งสำนักการสอบสวนแห่งชาติ แยกงานสอบสวนออกจากงานจับกุมปราบปราม ซึ่งทุกโมเดลมีความเป็นไปได้ทั้งหมด แต่ทว่าฝ่ายตำรวจคงไม่ยอมปล่อยให้งานสอบสวนหลุดจากมือไปง่ายๆ “หวยล็อค” จึงอาจมาออกที่ดีเอสไอ อย่างน้อยให้มีผลงานที่ “รัฐบาล คสช.” พอคุยได้อ้อมแอ้มว่า ปฏิรูปสำเร็จ

ขอขอบคุณ คมชัดลึก

https://goo.gl/uMTGaH

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

‘ด้วยคำให้การครูจอมทรัพย์เอง’…เปลว สีเงิน


“คดีครูจอมทรัพย์”……….!

หลังคำพิพากษาศาลฎีกา “ยกคำร้อง” เมื่อ ๑๗ พ.ย.๖๐ ปรากฏการณ์ทางสังคมที่ตามมา คือ

“ดรามาหน้าจอ” หายเงียบ

ไม่เพียงหน้าจอ ตามเพจ ตามออนไลน์ ก็หายไปจาก fb ด้วยเหมือนกัน

สะท้อนความน่าห่วงที่หลบซ่อนอยู่อย่างหนึ่ง คือ โลกมาถึงวันนี้แล้ว

แต่สังคมไทยส่วนหนึ่ง……….

ยังคงไม่สนใจศึกษาข้อมูลและค้นหาความจริงด้วยเหตุ-ด้วยผล “ก่อนเชื่อ” เหมือนอยู่ยุค ๐.๐๑

ชอบฉาบฉวย ชอบดรามา ชอบคลั่งกระแส ใครตัดต่ออะไรมาโพสต์คำ-สองคำ ก็ไม่สนที่มา-ที่ไป และรายละเอียดในความเป็นจริง

ก็บ้าใบ้-ไคล้คลั่ง เฮละโลเชื่อตามกันไป แค่ถูกจริต!

สังคมทุกวันนี้……….

จึงมักตกเป็นเหยื่อพวกขายความจน พวกสร้างเรื่องลวง และพวกสร้างประเด็นเสี้ยมให้คนเกลียดชังเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

กรณีครูจอมทรัพย์เป็นตัวอย่างในทางใคร่ครวญ-ทวนทบเพื่อปรับปรุง-แก้ไขดีที่สุด

ถ้ามีผู้สันทัดกรณีทางกฎหมาย นำคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ตัดสินเมื่อวันศุกร์เผยแพร่สาธารณะ

รวมทั้งออกสื่ออธิบาย-แจกแจงในคำพิพากษาทีละประเด็น เป็นการให้ความรู้ประชาชน จะเป็นประโยชน์มาก

เพราะเท่าที่ผมตามฟัง-ตามแกะคำพิพากษาคดีรื้อฟื้นนี้

ขนาดยังหาอ่านไม่ครบ แต่เท่าที่ฟังและอ่าน ก็เข้าใจได้ด้วยจิตสำนึกพื้นฐานในแต่ละประเด็นที่ศาลท่านชี้

ประเด็นที่นำไปสู่การยกคำร้อง……….

ศาลท่านยกขึ้นมาชี้ด้วยพยานหลักฐาน ทุกขั้นตอนเชื่อมโยงและหักล้างกันเป็นเหตุเป็นผล

ถ้ามีการนำมาอธิบายประกอบข้อกฎหมายชี้ให้ประชาชนดูทางโทรทัศน์ทีละขั้นตอน

คนที่เคยเชื่อแบบไหนก็ปักใจแบบนั้น เมื่อเห็นข้อเท็จจริงด้วยพยานหลักฐานยัน ก็จะได้คลายถอน

และในอีกทาง จะเป็นการให้ปัญญา ให้ความรู้-ความเข้าใจในกระบวนการทำคดีของตำรวจ-อัยการ-ศาล

ซึ่งเท่ากับเป็นการให้วัคซีนชาวบ้าน ป้องกันโรคไหลตามกระแส และโรค “คิดตาม-เชื่อตาม” ชนิดไม่มีเหตุผลเป็นรากยึด

“คดีรื้อฟื้น” ของครูจอมทรัพย์ เป็นที่สิ้นสุดแล้วก็จริง

แต่ “เหตุ” ที่ครูจอมทรัพย์นำไปขอ “รื้อฟื้น” ด้วยยืนยันว่า “ตัวเองไม่ได้ทำผิด” นั้น

อาจนำไปสู่การเริ่มต้น “คดีใหม่” ของครูจอมทรัพย์เองและพรรคพวก!

อาทิ คดีฟ้องเท็จ พยานเท็จ มีขบวนการรับจ้างสมอ้างเป็นคนทำผิดแทนครูจอมทรัพย์ เป็นต้น

ทางตำรวจเขาเอาแน่…………..

ไม่ใช่การเอาคืนหรือพยาบาท หากแต่เขา “ต้องเอา” เพราะในคำพิพากษา “ชี้ประเด็นชัด” ที่ฝ่ายตำรวจ ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนั้น

อีกอย่าง ตำรวจเขาเสียหายมาก เมื่อความจริงเป็นที่สุด เขาก็ต้องทำในทางกอบกู้มาตรฐาน

เห็นทาง “กองบังคับการตำรวจนครพนม” เขาตั้งคณะทำงาน ศึกษาคำพิพากษาแล้ว

ดูว่าใครบ้าง อยู่ในขบวนการสร้างพยานเท็จหรือมีขบวนการรับจ้างทำผิดแทน

เท่าที่ผมดูตัวละครในเรื่อง ไม่น่าต่ำกว่า ๗-๘ คน

“นายสับ วาปี” นี่หนึ่งละ หนีไม่พ้นแน่

นายสุริยา นวลเจริญ “ครูอ๋อง” เพื่อนครูจอมทรัพย์ ที่นำนายสับ ไปแจ้งความลงประจำวันที่ สภ.นาโดน……..

ว่านายสับเป็นคนขับรถตัวจริง ไม่ใช่ครูจอมทรัพย์

และนายเสริฐ ผู้รับว่าจ้างให้สมอ้างเป็นคนขับอีกคนหนึ่ง

“ครูจอมทรัพย์” เองก็เถอะ………..

เท่าที่ผมอ่านคำพิพากษา ครูในฐานะ “ผู้ร้อง” ให้รื้อฟื้นคดี

น่าจะเป็นเหตุให้ชีวิตต้องวนเวียนอยู่กับ “ตำรวจ-อัยการ-ศาล” ไปอีกระยะหนึ่ง

เพราะในหน้าที่ ๓ ของคำพิพากษามีว่า………

“…………..ผู้ร้องยืนยันในคำร้องว่าผู้ร้องไม่ได้กระทำความผิด ผู้ร้องเพิ่งทราบในภายหลังว่า ผู้กระทำความผิดที่แท้จริงคือนายสับ วาปี ซึ่งเป็นผู้ที่ขับรถกระบะ…….”

ในเมื่อนายสับเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ในการรื้อฟื้นคดี คือเป็นตัว “ชี้เป็น-ชี้ตาย” ในความเป็นผู้ไม่ได้ทำผิดของครูจอมทรัพย์

แต่กลับเป็นว่า ในวันสืบพยานที่ศาล ครูจอมทรัพย์ กลับไม่นำนายสับขึ้นสืบพยานซะงั้น

และในคำพิพากษาเมื่อวันศุกร์ ยังมีระบุ……….

“…………ศาลฎีกายังเห็นว่าแม้ว่าก่อนหน้านี้ฝ่ายผู้ร้องได้อ้างถึงนายสับ วาปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการที่ทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับคำร้องรื้อฟื้นคดี

แต่ทว่าในการสืบพยานในคดีรื้อฟื้น กลับไม่มีการนำนายสับ วาปี มาเบิกความในชั้นศาล………”

เนี่ย…..!

แทบไม่ต้องอธิบายอะไร แค่นี้ ทุกคนก็ต้องร้อง…เอ๊ะในใจ ว่าครูจอมทรัพย์ เธอทำอะไรของเธอ?

บอกได้คำเดียว เสี่ยงและเสียวแทน ที่ครูอาจตกเป็นผู้ต้องหา “ฟ้องเท็จ” หรือปั้นพยานเท็จ!

ในหน้าท้ายๆ ของคำพิพากษา ยิ่งน่าสนใจ ดังนี้……….

“……………การที่นายสับนำเงิน ๑๗๐,๐๐๐ บาทไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้แก่นางสาวแพงศรี พ่อบำรุง บุตรผู้ตายในคดีแพ่ง ที่นางสาวแพงศรี เป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยเรียกค่าสินไหมทดแทนนั้น

ผู้ร้องนำนายสับและนางจันทร์เป็นพยานเบิกความในชั้นไต่สวนคำร้อง

แต่ไม่นำพยานผู้ร้องทั้งสองมาเบิกความในชั้นพิจารณา ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางไต่สวน ยังมีข้อน่าสงสัยว่า เงินที่นายสับนำไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้นางสาวแพงศรี เป็นเงินของนายสับหรือไม่

การกระทำของนายสับ ที่นำเงินจำนวน ๑๗๐,๐๐๐ บาท ไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาแทนผู้ร้อง จึงไม่ใช่หลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่านายสับเป็นผู้กระทำความผิดคดีนี้

พฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า………..

มีขบวนการว่าจ้างนายสับให้รับสมอ้างในตอนแรกว่าเป็นคนขับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บค ๕๖ มุกดาหาร ไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายในวันเกิดเหตุ

โดยเสนอค่าตอบแทนให้นายสับ ๔๐๐,๐๐๐ บาท แต่นายสับเปลี่ยนใจ ไม่กระทำตามที่ตกลง เพราะอาจกลัวว่าจะได้รับโทษคุก

จึงมีการไปติดต่อนายเสริฐให้มารับสมอ้าง เป็นคนขับรถกระบะคันดังกล่าวแทนนายสับ โดยเสนอเงินให้นายเสริฐ ๒๐๐,๐๐๐ บาท

แต่อาจเป็นเพราะนายเสริฐขับรถยนต์ไม่เป็น หรือนายสับเปลี่ยนใจกลับมารับสมอ้างอีกครั้ง

จึงมีการดำเนินการให้นายสับมารับสมอ้างว่า เป็นคนขับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บค ๕๖ มุกดาหาร ไปเฉี่ยวชนรถจักรยานของผู้ตายในที่สุด

ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก้คดีที่แสดงว่าผู้ร้องไม่ได้กระทำความผิด

พิพากษายกฟ้อง”

เห็นมั้ย…..หลักฐานมันยันกันหมด

คือยันว่า “มีขบวนการว่าจ้างนายสับให้รับสมอ้างเป็นคนผิดแทนครูจอมทรัพย์”!

และขบวนการพยายามเลี่ยงนำตัวนายสับซึ่งเป็นกุญแจสำคัญขึ้นเบิกความ

พูดภาษาชาวบ้านคือ “กลัวอัยการซักขี้แตก” กลางศาล ผู้ร้อง คือครูจอมทรัพย์ จึงไม่นำนายสับขึ้นเบิกความในฐานะพยานนั่นไง!

ละครฉากนี้ การเดินเรื่องขัดแย้งในตัวกันเอง และฟ้องความไม่สมเหตุ-สมผลในเรื่องราว

เช่น เงิน ๔ แสนบาท ค่าจ้างให้นายสับรับสมอ้าง มาจากไหน?

๑ แสน ๗ หมื่น ที่นายสับนำไปให้ลูกสาวคนตาย มาจากไหน?

๒ แสนบาท ที่จ้างนายเสริฐให้สมอ้างเป็นคนขับแทนนายสับมาจากไหน?

ด้วยเหตุใด จึงมีการลงทุนด้วยเงินถึง ๔ แสน เพื่อว่าจ้างให้คนมารับผิดแทนครูจอมทรัพย์?

เนี่ย…ไม่มีคำตอบจากฝ่ายครูจอมทรัพย์ต่อศาลเลย!

และครูจอมทรัพย์นั้น……

ร่วมแสดงอยู่ในละครฉากนี้ด้วยหรือไม่ ผมตอบไม่ได้

แต่บอกได้ตามหลักฐานอันปรากฏในศาล คือ………

“ครูจอมทรัพย์” ยืนยันในคำร้องต่อศาลเพื่อให้รื้อฟื้นคดีเองว่า ตัวเธอไม่ได้ทำความผิด

และทราบภายหลังว่า “นายสับคือผู้ทำผิดตัวจริง”!

เป็นเพียงคำยืนยันลอยๆ

และศาลพิจารณาแล้ว “มีขบวนว่าจ้างนายสับให้รับสมอ้าง”

ก็………

ครูอ๋อง-นายสับ-นายเสริฐ และครูจอมทรัพย์ นี่แหละ ที่จะต้องไปให้ปากคำตำรวจ ว่า

“ขบวนการว่าจ้างให้รับสมอ้าง” มีจริง-ไม่มีจริง หรือไม่ อย่างไร?

เรื่องนี้แสดงว่า การที่ครูจอมทรัพย์พ้นมลทินโทษคุก

ต้องมีเดิมพันสูงกว่า “๔ แสน”

“จริง-ไม่จริง” ต้องรอดูวันตำรวจเปิดหน้ากาก “ไอ้โม่งแดง”!

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

คิดอย่างไร ถ้าคนบางบาล ต้องรับน้ำไม่ให้ท่วมกรุงเทพไปตลอดชีวิต

0000

ธัญพิสิษฐ์ เลิศบำรุงชัย

พื้นที่รับน้ำทุ่งบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ถือเป็นด่านสุดท้ายในการป้องกันน้ำท่วมเขตเมือง และ กรุงเทพมหานคร ก่อนระบายออกไปฝั่งตะวันตก ทางแม่น้ำท่าจีน ออกทะเล ดังนั้น คนบางบาลจึงต้องกลาย “ผู้เสียสละ” เป็นพื้นที่รับน้ำ เพื่อป้องกันเมือง ไปตลอดชีวิต

ผมลงพื้นที่ ดู สถานการณ์น้ำท่วม อ.บางบาล เมื่อวันที่ 8 พฤจิกายน 2560 น้ำค่อยๆลด แต่พื้นที่ริมตลิ่งยังท่วมสูง 1 เมตร ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบบอกว่า ต้องจมอยู่กับน้ำเป็น 5 เดือน ไร้การเหลียวแลจากภาครัฐ

ผมกลับมาที่นี่ หลังรู้ข่าวว่ากรมชลประทาน เริ่มระบายน้ำออกจากทุ่งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พบว่าวันนี้น้ำลดไป 50 เซนติเมตร และกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ น้ำแห้สนิท ก็น่าราวกลางเดือน ธันวาคม ชาวบ้านตำบลบางชะนี บอกว่าตลอดระยะเวลาห้าเดือนที่จมอยู่กับน้ำท่วมสูง แทบไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาดูแลให้ความช่วยเหลือรวมถึงยังไม่มีความชัดเจนว่าจะได้รับค่าชดเชยหรือไม่ ขณะที่ตอนนี้ ต้องอาศัยเงินจากเบี้ยผู้สูงอายุไปก่อน ส่วนความเสียหายจากน้ำท่วมเช่นสังกะสีผุฝาบ้านพังยังไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาซ่อมแซม เพราะชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย

ตลอดทางของถนนทางหลวงชนบทสาย 4038 บางบาล-ป่าโมก อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เพิ่งเสริมความสูงมาไม่กี่ปีมานี้ กลายเป็นที่ตั้งของเต็นท์ ที่ชาวบ้านแต่ละชุมชนใช้เป็นจุดจอดมอเตอร์ไซค์ ขายของชำ ขายอาหาร วางสุ่มไก่

เราหยุดพูดคุยกับชาวบ้านตำบลไทรน้อย พวกเขาบอกว่าล่าสุด กำนันและผู้ใหญ่บ้านแจ้งให้ลูกบ้านถ่ายภาพบ้านที่ถูกน้ำท่วมรวบรวมส่งไปยังเทศบาลเพื่อที่จะพิจารณาให้ค่าชดเชยในภายหลังแต่ได้เท่าไหร่นั้นยังไม่ทราบ

ล่าสุดจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ นายกอร์ปศักดิ์ ภูตระกูลรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีบอกว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือพื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดครัวเรือนละ 3000 บาท เอาเฉพาะที่ โครงการปรับเปลี่ยนระบบผลิตข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่มรวมถึงทุ่งบางบาลด้วย เบื้องต้น จะใช้วงเงินในการช่วยเหลือ 127,000,000 บาทมีเกษตรกรที่รับความช่วยเหลือ 68,000 ราย

ตามปกติแล้วพื้นที่อำเภอบางบาล ซึ่งติดแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่าถูกน้ำท่วมเป็นประจำทุกปีแต่ปีนี้ท่วมผิดปกติ ผิดธรรมชาติเพราะท่วมแล้วก็ลงแล้วก็ท่วมซ้ำ ถึงห้ารอบซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการน้ำที่อั้นไว้ในทุ่งแห่งนี้ ชาวบ้านที่นี่บอกว่ายังมีพื้นที่อื่น เหลือมากพอที่จะกระจายไปทั่วถึง ไม่มาอั้นอยู่ที่ทุ่งบางบาล

ในยุครัฐบาลคสช. เมื่อพูดถึงทุ่งบางบาล ถูกเรียกว่าเป็นพื้นที่รับน้ำบ้าง หรือไม่ก็เรียกว่าเป็นพื้นที่แก้มลิงบ้างโดยที่ชาวบ้านไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นอะไรกันแน่ แล้วต้องเป็นผู้เสียสละแบบนี้ไปตลอดชีวิตหรือไม่

คำขอบคุณจากนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ที่มีให้กับชาวบางบาล ซึ่งต้องยอมจำนน รับสภาพ อยู่ในพื้นที่รับน้ำเป็นสิ่งที่ชาวบ้านไม่ต้องการ มากไปกว่าความช่วยเหลือที่เป็นธรรม …แต่ถ้าเลือกได้ “ค่าชดเชย” ต่างๆก็คงไม่คุ้มกับการที่ต้อง “แช่อยู่ในน้ำนานถึงห้าเดือน”

มาจนถึงนาทีนี้ชาวบางบาล เริ่มตั้งคำถามกับสถานะ “ผู้เสียสละ” ว่าคุ้มค่าหรือไม่ที่จะต้องเป็น “ผู้เสียสละ” แบบนี้ไปตลอดชีวิต

ชม – ชาวบางบาล ถามหาความชัดเจน ค่าชดเชยน้ำท่วม ต้องทนจม 5 เดือน

https://youtu.be/nnU21lgSXOM

0000

ต่อไปนี้ คือข่าวประชาพันธ์ ของกรมชลประทาน ที่ออกมาเมื่อ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 “กรมชลฯ ชี้แจงการรับน้ำเข้าทุ่งบางบาล ดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง”

กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีการนำเสนอข่าว “นำน้ำเข้าทุ่งบางบาลไม่ถามชาวบ้านสักคำว่ายินดีหรือไม่ และการใช้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะในการจัดการระบายน้ำเข้าทุ่ง ทำให้น้ำท่วมที่นาและบ้านเรือนรวม 8 ครั้ง” นั้น

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงในกรณีที่เกิดขึ้นว่า กรมชลประทาน มีแนวทางบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฤดูฝนปี 2560 ตามนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำหนดให้มีการเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำให้เร็วขึ้นกว่าปกติ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากจะมา ก่อนที่จะใช้พื้นที่เหล่านี้เป็นทุ่งรับน้ำนอง โดยได้รับความยินยอมจากประชานชนในพื้นที่

สำหรับในกรณีของพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางบาล ที่มีพื้นที่ประมาณ 27,450 ไร่ นั้น ได้มีการบริหารจัดการน้ำตามนโยบาย และผลจากการดำเนินงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกระบวนการสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ในการปรับเปลี่ยนเวลาการเพาะปลูกข้าวตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2560 ทำให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จประมาณต้นเดือนกันยายน และได้เริ่มผันน้ำเข้าทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตั้งแต่ในวันที่ 25 กันยายน 2560 โดยทุ่งบางบาลได้เริ่มผันน้ำเข้าทุ่งตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2560 ในระดับน้ำลึกเฉลี่ยไม่เกิน 2 เมตร ซึ่งเป็นระดับน้ำที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางสัญจรสายหลัก(สายผักไห่-บางบาล 3412) และบ้านเรือนราษฎรที่อาศัยอยู่ในทุ่ง ต่อมาในวันที่ 19 ต.ค. 60 ระดับน้ำในทุ่งกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีฝนตกในพื้นที่ลงมาอีก กรมชลประทานได้ประสานกับฝ่ายปกครอง เพื่อทำการปิดอาคารท่อลอดคันกั้นน้ำรอบทุ่งทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. 60 เป็นต้นมา แต่เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวระดับน้ำในคลองโผงเผง คลองบางบาล และแม่น้ำน้อย ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่นอกคันกั้นน้ำเปิดบานประตูน้ำที่ได้ปิดไว้ ด้วยเข้าใจว่าจะทำให้ระดับน้ำด้านนอกคันกั้นน้ำลดลง ส่งผลให้มีน้ำไหลเข้าทุ่งมากกว่าที่กำหนด ทำให้น้ำไหลล้นข้ามเส้นทางสัญจรและบ้านเรือนราษฎรที่อยู่ในทุ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณนอกคันกั้นน้ำ เพื่อขอให้ปรับลดบานประตูน้ำในจุดที่ระดับน้ำด้านนอกคันสูงกว่าในทุ่ง เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าไปอีก ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เริ่มมีความเข้าใจที่ดีขึ้น ได้ให้ความร่วมมือในการปิดบานประตูน้ำ ส่วนจุดใดที่ระดับน้ำในทุ่งสูงกว่าด้านนอกคัน ได้ทำการเปิดระบายน้ำออก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ราษฎรที่อยู่ในทุ่ง นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้กำหนดแผนการสูบน้ำออกจากทุ่งให้ทันก่อนการเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้งปี 2560/61 ด้วย ทั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติประมาณกลางเดือนธันวาคมเป็นต้นไป

ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 พื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้ง 13 ทุ่ง มีปริมาณน้ำรวมกัน 1,821 ล้านลูกบาศก์เมตร กรมชลประทาน ได้วางแผนทยอยระบายน้ำออกจากทุ่ง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ไปจนถึงต้นเดือนมกราคม 2561 โดยเริ่มจากทุ่งบางระกำ(ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน) เป็นลำดับแรก เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งให้ทันเวลาตามแผนที่วางไว้ และเป็นไปตามข้อตกลงที่ได้สร้างการรับรู้กับราษฎรในพื้นที่ของแต่ละทุ่งด้วย

สำหรับการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน นั้น ขอเรียนชี้แจงว่า ในการบริหารจัดการน้ำในทุ่งบางบาล นั้น ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ที่มีหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมอุตุนิยมวิทยา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมอุทกศาสตร์(กองทัพเรือ) สำนักการระบายน้ำ(กรุงเทพมหานคร) กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กรมโยธาธิการและผังเมือง และ Gisda เป็นต้น ที่ได้ร่วมกันประเมินสถานการณ์น้ำ และวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาวะที่ฝนและน้ำท่าที่เกิดขึ้น ในแต่ละช่วงเวลาอย่างเหมาะสม

**************************************

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะกรมชลประทาน14 พฤศจิกายน 2560

ขอขอบคุณ เนชั่นทีวี

https://goo.gl/7EDJq3

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ปฏิรูปทุจริตจับปลาใหญ่ นักการเมืองโกงห้ามประกัน

C

โดย ปริญญา ชูเลขา

ในช่วงเวลานี้ คณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้าน กำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น เพื่อให้ได้ข้อสรุปแนวทางการปฏิรูปประเทศให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อให้ทันก่อนจะมีการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2561 และหนึ่งในนั้นคือคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือชุดปราบโกงที่มี ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธทั้งนี้ ผลงานแนวทางข้อเสนอของคณะกรรมการดังกล่าว พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ ในฐานะกรรมการ ได้เปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์ถึงข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการปราบโกงต่อนักการเมืองและข้าราชการ โดยมีสาระที่น่าสนใจดังนี้

พล.อ.อ.วีรวิท บอกว่า ผลงานการทำงานด้านปราบทุจริตแบ่งได้ 2 ส่วน คือ กฎหมายที่ผลิตออกไปแล้ว 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. … พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. … และ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ที่ได้มีการยกระดับวิธีการป้องกันและป้องปรามการทุจริตในภาครัฐให้เข้มข้นมากขึ้น

นอกจากนี้ อีก 3 ฉบับกำลังดำเนินการ อาทิ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. … อยู่ในชั้นกรรมาธิการกำลังพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.มาตรการติดตามทรัพย์สินของรัฐคืนจากการเอาไปโดยมิชอบ อยู่ในชั้นการพิจารณาของกฤษฎีกา และร่างปรับปรุงกฎหมายการเปิดเผยข้อมูลสาร ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ ได้มีกำหนดมาตรการคุมเข้มแบบรอบด้าน เพื่อ “ป้องกัน-ป้องปราบ-ปราบปราม” โดยการป้องกัน จะเน้นการเฝ้าระวังโดยเป็นไปตามมาตรา 63 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขปรับปรุงโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ต้องการเห็นการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้มงวดขึ้น

ทั้งนี้ ต้องสนับสนุนการรวมตัวของภาคประชาชนเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังคอยสอดส่องดูแลช่วยงานภาครัฐกล่าวคือ 1.ให้ความรู้แก่ประชาชนถึงกลโกง เพราะการจับคนโกงติดคุกเพียงอย่างเดียวไม่พอ ในการป้องกัน จำเป็นต้องให้ความรู้แก่ประชาชนว่าเจ้าหน้าที่รัฐ หรือนักการเมือง มีวิธีโกงอย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้รู้เท่าทัน

2.การรณรงค์และเผยแพร่ความรู้ผ่านงานวิจัย หรืองานรณรงค์ เช่น พิพิธภัณฑ์ต้านโกง หรือโครงการโตไปไม่โกง เป็นต้น ที่จะขยายไปทั่วทุกพื้นที่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนโดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ จากนี้ไปต้องไม่ทนต่อการทุจริต รวมถึงต้องรังเกียจที่จะนำไปสู่การใช้มาตรการทางสังคมกดดันคนที่ทุจริตให้อยู่ในสังคมไม่ได้

ระเด็นที่ 3 ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 63 สนับสนุนให้ประชาชนได้แจ้งเบาะแสหากพบการทุจริต รวมถึงส่งเสริมการรวมกลุ่มตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป เพื่อเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง โดยที่ประชาชนไม่ต้องกังวลอีกต่อไป เพราะระบบใหม่จะดูแลคุ้มครองพยาน ปกปิดชื่อ ไม่ให้เกิดการฟ้องกลับหรือได้รับอันตรายจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล

สำหรับมาตรการป้องปราม แนวทางปฏิบัติสำคัญ คือ หน่วยงานราชการต้องปฏิรูปตัวเองไม่ให้เกิดการทุจริตแนวคิดต่อยอดจากคำสั่ง คสช.69/2557 การสร้างกลไกบังคับให้ภาครัฐต้องเข้มงวดเรื่องการป้องปราบการทุจริตไม่ให้เกิดขึ้นภายในองค์กรตัวเอง โดยมีหัวหน้าส่วนราชการต้องมีบทบาทสำคัญ ที่ต้องรับผิดชอบในการสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลภายในองค์กร

ทั้งนี้ รวมถึงมีบทบาทสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงถึงพฤติกรรมของลูกน้องและประเมินผลงานด้วยการนำระบบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ของ ป.ป.ช.มาใช้เป็นตัวชี้วัดประเมินผลการแต่งตั้งโยกย้าย หรือย้ายออกจากตำแหน่ง ที่ต้องได้รับการประเมินแบบเปอร์เซ็นต์ที่ต้องได้คะแนนเกิน 75-80% อาทิ ความโปร่งใสความรับผิดชอบ ปลอดทุจริต วัฒนธรรมองค์กร และคุณธรรม เบื้องต้นให้ทุกหน่วยงานจัดทำมาตรฐานกลางในการบริหารงานบุคคล สิ่งที่คาดหวัง คือ ต้องการให้คนดีคนเก่งเข้าสู่ระบบทำงานราชการมากขึ้น

นอกจากนี้ การดำเนินการทางวินัยต่อข้าราชการที่กระทำผิดต้องมีมาตรฐานเดียวกัน ตั้งแต่กระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงต้องแล้วเสร็จภายใน 30 วัน หรือ 60 วัน ก่อนจะส่งเรื่องต่อให้ ป.ป.ช.หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ดำเนินการต่อไป และส่วนราชการต้องมีการประชุมทุกเดือนเพื่อประเมินความเสี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดการรับสินบนใต้โต๊ะ หรือจะมีการออกประกาศใหม่ๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยง

อีกทั้งจะมีการนำระบบ COST (Construction Sector Transparency Initiative) หรือโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ และ 2.IP (Integrity Pact) หรือข้อตกลงคุณธรรม ทั้งสองมาตรการเน้นการเปิดเผยข้อมูลกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการก่อสร้างโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการที่มูลค่าเกินพันล้านบาท เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาตรวจตราการใช้เงินภาษีได้ โดยเฉพาะโครงการในท้องถิ่น ตัวอย่างที่จะนำมาใช้ก่อนเลย คือ โครงการก่อสร้างถนน เพราะถ้าถนนดีถนนเรียบไม่ต้องซ่อมแซมบ่อยๆ แสดงว่างบประมาณในการก่อสร้างมีความโปร่งใสปราศจากการทุจริตในค่าหัวคิวหรือวัสดุก่อสร้าง

สำหรับมาตรการปราบปราม จะเน้นการกวดขันวินัยร้ายแรงด้วยการให้ข้าราชการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับราชการบรรจุไว้ในสมุดประวัติโดยจะเป็นความลับ แต่ทางหัวหน้าส่วนราชการสามารถเปิดดูได้ เว้นแต่มีเรื่องร้องเรียนว่าราชการคนนั้นร่ำรวยผิดปกติหรือประพฤติมิชอบ ซึ่งข้อมูลนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญในการสอบสวนของ ป.ป.ช.และ ป.ป.ท.ในการลงโทษทางวินัย ดังนั้นต่อไปข้าราชการต้องรายงานบัญชีทรัพย์สินเป็นระยะๆ หากรายการทรัพย์สินเพิ่มขึ้น และเมื่อไรมีเรื่องราวร้องเรียนก็จะมีหลักฐานประกอบหรือพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ซึ่งแนวทางนี้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ต้องดำเนินการ ย่อมจะส่งผลให้การทำคดีของทั้ง ป.ป.ช.และ ป.ป.ท.รวดเร็วขึ้น

พล.อ.อ.วีรวิท ระบุอีกว่า ต่อไปกระบวนการปราบปรามการทุจริตจะเน้นจับปลาใหญ่ไม่ใช่ปลาซิวปลาสร้อยเหมือนในอดีตที่ผ่านมา โดยจะมีการจัดองค์กรศูนย์อำนวยการต่อต้านการุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่ประกอบด้วย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ป.ป.ช. ป.ป.ท. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อบูรณาการในการทำงานโดยเฉพาะตำแหน่งประธาน ศอตช. ปัจจุบันตามคำสั่ง คสช. นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน แต่ในอนาคตที่จะมีการเสนอให้เป็นประธานร่วม 3 ฝ่าย ระหว่างฝ่ายตุลาการ คือ ประธานศาลฎีกา ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ ประธานรัฐสภา และฝ่ายบริหาร คือ นายกรัฐมนตรี เพื่อสามารถตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและได้หากฝ่ายใดเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง

“ตอนนี้ทางคณะปฏิรูปกำลังศึกษาโมเดลการปราบปรามการทุจริตของประเทศเกาหลี ที่เห็นว่าหากนักการเมืองมีคดีทุจริต ควรถูกควบคุมตัว ไม่ควรให้ประกันตัว เพราะหากถูกปล่อยตัวออกไปแล้ว อาจจะไปยุ่งเกี่ยวทางคดีได้ โดยเฉพาะตำแหน่งนักการเมืองระดับสูง เช่น นายกรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดี”

นอกจากนี้ จะนำระบบศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) ที่เป็นหน่วยงานย่อยของ ศอตช.ที่อยู่ประจำกระทรวงต่างๆ เช่น ศปก.กระทรวงพาณิชย์ ศปก.กระทรวงมหาดไทย จะต้องมีการทำงานเชื่อมโยงกันกับกฎหมายใหม่ของ ป.ป.ช.ที่กำลังจะออกมาบังคับใช้ โดยเฉพาะมาตรการให้ข้าราชการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไว้ในสมุดประวัติการทำงาน โดยจะมี 2 เล่ม คือ เล่มที่ 1 สมุดประวัติการทำงานหรือผลงาน และเล่มที่ 2 สมุดเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน สมุดสองเล่มนี้จะถูกเปิดเผยเมื่อมีเรื่องร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่รัฐรับสินบน หรือจ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายโดยชี้แจงไม่ได้ว่านำเงินมาจากไหน

“ต่อไปทั้งนักการเมืองหรือข้าราชการหากมีทรัพย์สินหรือหนี้สินเพิ่มเติม อาทิ อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ หรือเครื่องประดับมีค่าที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านบาท ต้องแจ้งต่อธนาคาร ถึงแหล่งรายได้ และใบกำกับภาษีว่าเอาเงินมาจากที่ไหนถึงได้ทรัพย์สินนั้นๆ มา ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นมาตรการป้องปรามไม่ให้ข้าราชการหรือนักการเมืองออกนอกลู่นอกทาง และในอนาคตเมื่อมีระบบอี-เพย์เมนต์เต็มรูปแบบแล้ว การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ จะจ่ายเงินผ่านธนาคาร โดยกรมบัญชีกลางหรือสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สามารถตรวจสอบได้”

อย่างไรก็ตาม พล.อ.อ.วีรวิท กล่าวว่า มาตรการทั้งหมดที่กล่าวมาจะนำเสนอต่อที่ประธานร่วมคณะกรรมการปฏิรูป 11 คณะ ภายในเดือน ธ.ค.นี้ ก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือน ก.พ. 2561 และเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ก็สามารถนำมาเป็นแผนปฏิบัติการ หรือแอ็กชั่นแพลนได้ทันทีภายในเดือน เม.ย. 2561 เมื่อถึงเวลานั้นเชื่อว่าภาพลักษณ์หรือปัญหาการทุจริตของไทยจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

ขอขอบคุณ โพสต์ทูเดย์

https://goo.gl/MWkzJ3

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

อุทาหรณ์ ‘ขอให้การชั้นศาล’…เปลว สีเงิน

คดี “ครูจอมทรัพย์” เป็นอันว่า “จบบริบูรณ์”!

จบโดย ………

ศาลฎีกาตัดสิน “ยกคำร้อง” (๑๗ พ.ย.๖๐)

ที่ครูขอให้รื้อฟื้นคดี ที่เธอถูกตัดสินจำคุกในข้อหาขับรถประมาทชนคนตาย เมื่อปี ๔๘ ขึ้นมาพิจารณาพิพากษาใหม่

“ยกคำร้อง” ก็หมายความว่า………

ทุกอย่าง “คงเดิม” ศาลเคยตัดสินไว้อย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น”

ศาลตัดสินไว้ว่า “ครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร” ทำความผิด ลงโทษจำคุก ๓ ปี ๒ เดือน

ก็ “เป็นไปตามนั้น”!

อาจมีคนสงสัย แล้วแบบนี้ ครูจอมทรัพย์จะมีโทษอะไรอีกมั้ย?

คำตอบคือ ไม่มี

เพราะโทษคุก ครูจอมทรัพย์ติดคุกไปแล้ว ๑ ปี ๖ เดือน และได้รับอภัยโทษออกมาเมื่อปี ๕๖ จึงถือว่า “พ้นโทษ” แล้ว

สรุปสั้นๆ รายการนี้ ครูจอมทรัพย์…….

“เท่าทุน”!

แต่จะเสียรังวัดตรงที่ ล้างประวัติ “ต้องโทษ” ออกไปไม่ได้ ซึ่งจะมีผลในการขอกลับเข้ารับราชการครู!

ส่วนพยานบางคน ที่เป็นชนวนนำสู่การรื้อฟื้นคดีนี้ เช่น “นายสับ วาปี”

ที่จู่ๆ ไปสารภาพกับตำรวจ ว่าเป็นผู้ขับรถชนคนตายในคืนวันนั้นเอง ไม่ใช่ครูจอมทรัพย์ แต่ลงท้ายกลับไม่เข้าไปเบิกความในศาล นั้น

ตำรวจเขาคงคิดถึง มีประเด็นอยากจะคุยด้วยอยู่บ้างหรอก!

คดีนี้ มีแง่มุมน่าศึกษาเป็นบทเรียนหลายอย่าง ผมยังไม่เห็นคำพิพากษาฉบับเต็ม

แต่อ่านที่ “ผู้จัดการ” ออนไลน์ สรุปประเด็นจากคำพิพากษาเผยแพร่ ก็ชัดเจนดี

ก็ขออนุญาตยก “บางส่วน” มาให้อ่านกันตรงนี้ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบพูดคุยกันตอนท้าย ดังนี้

คำพิพากษาของศาลฎีกา ย้อนไปถึงคดีเดิม ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ เป็นคดีขับรถชนคนตายโดยประมาท เหตุเกิดที่ อ.เรณูนคร นครพนม

และนำไปสู่การติดคุกของนางจอมทรัพย์ หลังพ้นโทษออกมา นางจอมทรัพย์ ได้ยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดี

ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า………..

พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำมาสืบในช่วง ๘-๑๐ ก.พ.๖๐ ช่วงการรื้อฟื้นคดี ทั้งพยานที่ได้จากการตรวจสอบรถยนต์ ทะเบียน บค 56 สกลนคร และพยานหลักฐาน พยานบุคคลที่นำสืบ

เป็น “พยานหลักฐานเดิม” ทั้งสิ้น

ศาลฎีกายังเห็นว่า แม้ก่อนหน้านี้ ครูจอมทรัพย์ได้อ้างถึงนายสับ วาปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการที่ทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับคำร้องรื้อฟื้นคดี

แต่ทว่าในการสืบพยานในคดีรื้อฟื้น กลับไม่มีการนำ “นายสับ วาปี” มาเบิกความในชั้นศาล

ขณะที่พยานบุคคลอื่น คือ “นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์” ซึ่งให้การในชั้นสอบสวนและในชั้นการพิจารณาคดีของศาลทั้ง ๓ ครั้ง ไม่น่าเชื่อถือ

เพราะให้การวกวนไปมา และไม่เหมือนเดิมทั้ง ๓ ครั้ง

ในขณะที่พยานคนอื่นๆ เช่น “นางทองเรศ วงศ์ศรีชา” ซึ่งนางทัศนีย์ อ้างว่าเป็นคนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของเธอมาในวันเกิดเหตุ

ก็ไม่ได้เข้าให้การกับพนักงานสอบสวนตั้งแต่ครั้งแรกที่เกิดคดีขึ้น แต่ปรากฏตัวขึ้นในภายหลัง

ทำให้ไม่มีความน่าเชื่อถือ ที่สามารถสนับสนุนให้เห็นได้ว่า “สิ่งที่พยานให้การในชั้นสอบสวนนั้นเป็นความจริง”

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ “นายสับ วาปี” รวมทั้งรถยนต์ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ที่นายสับ อ้างว่าได้ขับไปชนนายเหลือ พ่อบำรุง ไม่ใช่รถของครูจอมทรัพย์ นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า……..

ในคำให้การของ “นายสับ วาปี” ที่เข้าให้การกับพนักงานสอบสวน และรับสารภาพว่า “เป็นผู้ก่อเหตุ” นั้น ไม่มีความน่าเชื่อถือ

โดยในสำนวนคดี “นายสับ” อ้างว่าได้ขับรถออกไปซื้อไม้ยูคาลิปตัส เพื่อนำมาขาย

แต่ช่วงเกิดเหตุนั้น เป็นเวลา ๒ ทุ่ม ซึ่งผิดวิสัยของผู้ที่จะรับซื้อไม้ แต่กลับบอกว่า ไปขับรถชนคนตายในวันเกิดเหตุ

ซึ่งศาลฎีกาได้ตั้งข้อสังเกตว่า “คำให้การของนายสับ วาปี มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน”

ทั้งในวันพิจารณาคดีรื้อฟื้น ระหว่าง ๘-๑๐ ก.พ. นายสับ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่จะเป็นคนให้รายละเอียดในการรับสารภาพ

กลับไม่มาเบิกความในชั้นศาล

ทำให้ศาลฎีกาเห็นว่า นี่อาจเป็นการหลีกเลี่ยงการซักค้านจากฝ่ายผู้คัดค้าน คือ อัยการ

ทำให้คำร้องขอรื้อฟื้นคดีของนางจอมทรัพย์ ถูก “ยกคำร้อง” ในที่สุด

ครับ….สาระหลักที่ควรทราบก็ประมาณนี้

คำตัดสินของศาลฎีกาในคดีรื้อฟื้น ถือว่า มีผลต่อกระบวนการยุติธรรมสูงมาก ทั้งตำรวจ-อัยการ และศาล

และจากคำพิพากษาที่มีคำตอบในประเด็น “สังคมข้องใจ” ได้ครบถ้วน ทำให้กระบวนการกฎหมายเพื่อความยุติธรรมของสังคม ยังมีความน่าเชื่อถือในมาตรฐาน

ประเด็นน่าสนใจ ก็คือ คดีนี้ ตอนเกิดเหตุ ยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนขับ จนตำรวจ สภ.นาโดน อ.เรณูนคร จ.นครพนม สอบปากคำพยานแล้ว

ไปตามจับ “ครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร” มาจากบ้านภายหลัง!

ในขั้นตอนสอบสวน ตำรวจผู้สอบสวนขณะนั้น คือ พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ โพธิ์โหน่ง “ครูจอมทรัพย์” ให้การกับตำรวจว่า

“ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จะไปต่อสู้คดีในชั้นศาล”!

ตรงนี้แหละ ………..

ผมในฐานะ “ผู้ต้องหา” ขาประจำ จะบอกให้พวก “หัวหมอ” รู้ไว้เลย

ฟังเหมือนเท่ แต่จะซวยโดยไม่รู้ตัว!

เพราะการไม่ให้ปากคำใดๆ กับตำรวจ เท่ากับส่อว่า ตัวเองผิดหรือซ่อนเร้นด้วยพิรุธบางอย่าง

และนั่นเท่ากับยอมให้ตำรวจ “ทำสำนวน” จากพยานหลักฐานโดยโจทก์ฝ่ายเดียว!

พอขึ้นศาล ก็จะเป็นอย่างคดีครูจอมทรัพย์นี่แหละ

ไม่มีอะไรให้ศาลได้พิจารณาอีกด้านเลย เพราะผู้ต้องหาไม่ให้ปากคำอะไรเป็นประโยชน์ต่อตัวเองในชั้นสอบสวน

ตอนต้นปี ที่เรื่องนี้ ฮิต-ฮอต ด้วยโทรทัศน์หลายช่องออกข่าวถล่มเป็นฉากๆ ทำเอาตำรวจถูกด่าจมธรณี

“พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย” ในฐานะ เลขาธิการสมาคมพนักงานสอบสวน

ได้เข้ามาค้นหาว่า เรื่องนี้ มันมีจุดบกพร่องตรงไหนหรือไม่-อย่างไร?

ผลการตรวจสอบสำนวนสอบสวนของตำรวจ ตรวจคำฟ้อง และคำพิพากษา ทั้ง ๓ ศาล

พ.ต.อ.มานะ ให้สัมภาษณ์ต่อมาว่า………

“เราตรวจสำนวนการสอบสวน ดูคำฟ้องของอัยการ และคำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา เน้นดูที่กระบวนการสอบสวน ในชั้นสอบสวน

ครูปฏิเสธ ขอให้การในชั้นศาล ไม่ให้รายละเอียดใดๆ

โดยขณะนั้น

ครูมีทนายความและสามีอยู่ด้วย ถือเป็นสิทธิของผู้ต้องหา ทางพนักงานสอบสวน ไม่มีสิทธิ์บังคับหรือโน้มน้าวได้”

เห็นมั้ย……….!

จะไปว่าตำรวจสอบพยานฝ่ายเดียว ทำสำนวนปรักปรำก็ไม่ได้ เพราะตัวเองไม่ให้ปากคำเอง

และในข้อเท็จจริง ปากคำพยานในที่เกิดเหตุ ตามที่ตำรวจบันทึกเป็นสำนวน

ขณะนั้น ยังไม่รู้ตัวคนขับรถที่ชน คือยังไม่รู้ว่าครูจอมทรัพย์ หรือใคร?

ดังนั้น ทั้งตำรวจและพยาน ไม่มีเหตุผลที่จะปรักปรำ “ครูจอมทรัพย์”

ถ้าครูจอมทรัพย์ให้ปากคำตอนสอบสวนไปตามข้อเท็จจริงแต่แรก ว่าตัวเองไม่ได้ขับ

ตอนเกิดเหตุ อยู่ที่นั่น-ที่นี่ มีพยานยืนยันได้ อย่างที่อ้างตอนหลัง

ตำรวจก็จะได้บันทึกเป็นหลักฐานในสำนวน และปรากฏในสำนวนว่า ได้ไปสอบพยานหลักฐานตามที่ครูจอมทรัพย์กล่าวอ้างแล้ว หรือไม่ อย่างไร เป็นข้อมูล ๒ ด้าน

แต่เมื่อไม่ให้ปากคำ ตำรวจจะไปสอบอะไรจากที่ไหนล่ะ ขึ้นศาล ในสำนวนก็จะมีแต่คำให้การพยานและผลการสอบสวนของตำรวจให้ศาลพิจารณาฝ่ายเดียว

เอาเหอะ…รออ่านคำพิพากษาฉบับเต็มก่อนดีกว่า จะได้เห็นว่า ศาลท่านชี้ประเด็นไหนบ้าง ที่นำไปสู่การ “ยกคำร้อง”

พูดกันตรงๆ………

เรื่องนี้ ดังเพราะสื่อโทรทัศน์บางช่อง ทำตัวเป็น “ตุลาการหน้าจอ”

ถึงจบ แต่จะไม่จางไปจากสังคมวิพากษ์ง่ายๆ เพราะปักใจกันไปแต่ดรามาแรกแล้ว.

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

รื้อคดีทักษิณ “ผงคลีจึงคลุ้ง”…เปลว สีเงิน


พูดได้คำเดียว………!

“สนุก”

คือสนุกในบรรยากาศ “๓ ประสาน” ทางการบ้าน-การเมืองช่วงนี้

สนุกแรก “ครม.ใหม่”

นายกฯ ประยุทธ์กำลังเบ่งอึ๊ดๆ แพลมดุ๊กดิ๊กคาก้น

สนุกสอง “เกมใหม่”

สถุลแดนไกล “สู้ก็ตาย-ไม่สู้ก็ตาย” ตัดสินใจปล่อยโซ่ให้สมุนแยกกันไล่งับโคนขาประยุทธ์ เร่งเกมเลือกตั้ง

สนุกสาม “รื้อคดีใหม่”

ป.ป.ช.มีมติให้ “สำนักคดี” ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ให้นำคดีที่ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นจำเลย แต่ศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว เนื่องจาก “จำเลยหลบหนี” ขึ้นมาพิจารณาใหม่ ๒ คดี

๒ คดีนั้น คือ คดีหวยบนดิน

และคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้รัฐบาลพม่า วงเงิน ๔ พันล้านบาท!

นอกจากนั้น ยังมีอีก ๑ คดีที่ ป.ป.ช.มีมติให้รื้อฟื้นด้วย คือ คดีรถ-เรือดับเพลิง กทม.

เรื่อง ครม.ไม่จำเป็นต้องคุย เพราะไปถึงขั้นตอน “เตรียมฟังประกาศ” แล้ว

หุบปาก-เปิดหู ดีที่สุด!

ครม.ท้ายเทอมรัฐบาลที่ปรับ เป็น ครม. “เสี่ยงทาย” ถึงอนาคตกรายๆ ถ้าปรับ “เข้าตา” ประชาชน

เทอม ๒ ของนายกฯ ตู่…ไม่ยาก

แต่ถ้า แต่ละหน้าที่ปรับ เป็นที่ “เขม่นลูกตา” ละก็ เทอมหน้า จะรากแตก!

ส่วนเรื่องที่พวกขี้เรื้อนแยกสายไปร้องนั่น-ร้องนี่ ตอนนี้ ไม่มีอะไรมาก เป็นประเภท “หมาจนตรอก”

สถุลแดนไกล คงประเมินว่า ตอนนี้ “รัฐบาลขาลง” ก็ส่งสมุนสร้างประเด็น ให้เกิดเป็นเงื่อนไข

ถ้ากระแสติด ก็จะใช้เงื่อนไขนั้น “เดินเกมทางมวลชน”

มีทางนี้ทางเดียว ……..

ทางอื่นไปยาก เพราะรัฐบาลติด “ตาข่ายดักหมา” ไว้หมด!

ที่แค้นต้องดิ้นสู้อีกยก ก็ตรง ป.ป.ช.รื้อคดีเก่าไปร้องต่อศาล

ให้รื้อขึ้นมาพิจารณาใหม่นี่แหละ

ด้วยกฎหมายใหม่ ให้พิจารณาลับหลังได้

นั่นเท่ากับเอาศพลงหลุมแล้วกลบฝัง ที่หวังอำนาจคืนแล้วฟื้นได้…ไม่มี

มีแต่ หนีแล้ว ก็ต้องหนีไปตาย “ในแผ่นดินอื่น”!

ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจาก “พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐”

มาตรา ๒๗ บอกว่า……….

“ในการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ให้อัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามาศาลในวันฟ้องคดี ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาศาลและอัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีหลักฐานแสดงต่อศาลว่าได้เคยมีการออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัวมา

หรือเหตุที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาศาลเกิดจากการประวิงคดี หรือไม่มาศาลตามนัดโดยไม่มีเหตุแก้ตัวอันควร ให้ศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาได้ แม้จะไม่ปรากฏผู้ถูกกล่าวหาต่อหน้าศาล”

และมาตรา ๒๘ บอกว่า……..

“ในกรณีที่ศาลประทับรับฟ้องไว้ตามมาตรา ๒๗ และศาลได้ส่งหมายเรียกและสําเนาฟ้องให้จําเลยทราบโดยชอบแล้ว แต่จําเลยไม่มาศาล

ให้ศาลออกหมายจับจําเลยและให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจับกุมจําเลยรายงานผลการติดตามจับกุมเป็นระยะตามที่ศาลกําหนด

ในกรณีที่ได้ออกหมายจับจําเลยและได้มีการดําเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว แต่ไม่สามารถจับจําเลยได้ภายในสามเดือน นับแต่ออกหมายจับ

ให้ศาลมีอํานาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทําต่อหน้าจําเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจําเลยที่จะตั้งทนายความมาดําเนินการแทนตนได้”

ด้วยเงื่อนไขกฎหมายใหม่ ป.ป.ช.และอัยการ ก็ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น

ป.ป.ช.สำรวจแล้ว มี ๒ คดี ที่ศาลจำหน่ายไว้ชั่วคราว เพราะจำเลยคือ “นายทักษิณ” หลบหนี

ไม่ใช่รื้อด้วยพยาบาทคาดพยาเวรจากใคร หากแต่กฎหมายสั่งให้ต้องทำน่ะ

คดีหวยบนดิน………

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ตัดสินไปแล้วเมื่อ ก.ย.๕๒ ยกเว้นในส่วนของนายทักษิณซึ่งหลบหนี ศาลจำหน่ายคดีไว้ก่อน

คดีนี้ ผู้ต้องหาทั้งหมด ๔๗ คน โดยนายทักษิณ ที่เป็นนายกฯ ตอนนั้น เป็นจำเลยที่ ๑

ส่วน ครม.ชุดทักษิณ ที่อนุมัติเรื่องนี้ เป็นจำเลยที่ ๒-๓๐

คณะผู้บริหารสำนักงานสลากฯ เป็นจำเลยที่ ๓๑-๔๗

ฟ้องทั้งแพ่ง-อาญาในฐานความผิดดังนี้

-เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อหรือจัดการทรัพย์ ได้เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของคนอื่นโดยทุจริต (ยักยอก)

-เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการดูแลกิจการ เข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อผลประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น

-เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จ่ายทรัพย์ จ่ายเกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น

-เป็นเจ้าพนักงานที่แสดงว่ามีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากร เรียกเก็บโดยทุจริตหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร

-เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

ตามประมวลกฎหมายอาญา ๑๔๗, ๑๕๒, ๑๕๓, ๑๕๔, ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๓, ๘๔, ๘๖, ๙๐, ๙๑ และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๓, ๔, ๘, ๙, ๑๐

คตส.เป็นโจทก์ฟ้องเอง ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง ๔๗ คน ทั้งขอให้มีคำสั่งให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันคืนหรือใช้ทรัพย์

และขอให้นับโทษทักษิณ จำเลยที่ ๑ จากคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก ซึ่งศาลได้ตัดสินลงโทษจำคุก ๒ ปีด้วย

ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาจำเลย ๔๖ คน ยกเว้นทักษิณ ที่หลบหนี สั่งจำหน่ายคดีไว้

๓ คน ถูกศาลพิพากษาลงโทษ คือ

-นายวราเทพ รัตนากร รมช.คลัง จำเลยที่ ๑๐ จำคุก ๒ ปี ปรับ ๒ หมื่นบาท

-นายสมใจนึก เองตระกูล ปลัดกระทรวงคลัง และประธานบอร์ดกองสลากฯ จำเลยที่ ๓๑ จำคุก ๒ ปี ปรับ ๑ หมื่นบาท

-นายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีต ผอ.กองสลากฯ จำเลยที่ ๔๒ จำคุก ๒ ปี ปรับ ๑ หมื่นบาท

แต่โทษจำคุก ทั้ง ๓ คน ศาลให้ “รอลงอาญา” ไว้กำหนด ๒ ปี

นี่คร่าวๆ เรื่องหวยบนดิน ………..

คนอื่นตัดสินไปหมดแล้ว เหลือแต่ทักษิณ ที่ ป.ป.ช.จะร้องให้ศาลนำขึ้นมาพิจารณาต่อ

ส่วนคดีเอ็กซิมแบงก์ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ฟ้องทักษิณ เป็นจำเลย เมื่อ ๑๖ ก.ย.๕๑

ในความผิดฐานใช้อำนาจหน้าที่กระทำผิด เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแล เข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตัวเอง หรือผู้อื่นด้วยกิจการนั้น

และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๒, ๑๕๗

กรณีอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเอ็กซิมแบงก์ ให้กับรัฐบาลพม่า วงเงิน ๔ พันล้านบาท ในโครงการปรับปรุงระบบโทรคมนาคมของประเทศพม่า

เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจดาวเทียม ให้สั่งซื้ออุปกรณ์จากบริษัท ชิน แซทเทิลไลท์ และบริษัทในเครือตระกูลชินวัตร

จำเลยคือ “นายทักษิณ” ไม่มาศาล!

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าพฤติการณ์มีเจตนาหลบหนี ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว

และให้ออกหมายจับมาเพื่อพิจารณาคดี เมื่อได้ตัวจำเลยมา จึงจะนำคดีขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง

เนี่ย…ก็เท้าความพอให้ปะติด-ปะต่อเรื่องราวกันได้ แต่มีข้อสังเกต เป็นประเด็นน่าสนใจอยู่นิด

คดีทั้ง ๒ อยู่ในช่วงที่………

“นายชัยเกษม นิติสิริ”เป็นอัยการสูงสุด ระหว่างปี ๒๕๕๐-๒๕๕๒

และทั้ง ๒ คดีนี้ อัยการไม่ได้เป็นผู้นำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลเอง!

คือ “คดีหวยบนดิน”

คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) เป็นโจทก์ฟ้องเอง

ส่วน “คดีเอ็กซิมแบงก์” ป.ป.ช.เป็นโจทก์ฟ้องเอง!

ค้นข่าวเก่าๆ อ่านจะพบ………

คดีหวยบนดิน คตส.ตั้งอนุกรรมการ “นายอุดม เฟื่องฟุ้ง” อดีตผู้พิพากษาอาวุโส ในศาลอาญา กรุงเทพใต้ เป็นประธานไต่สวนกลางปี ๕๐

ไต่สวนเสร็จ ๒๑ ธ.ค.๕๐ สำนวนและความเห็นส่งมอบอัยการสูงสุด เพื่อส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาต่อศาลฎีกาฯ

นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ตั้งคณะทำงานพิจารณาคดีนี้ นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด เป็นประธาน

๑๔ ม.ค.๕๑ นายวัยวุฒิ ส่งผลสรุปให้อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาสั่งคดี

๑๘ ม.ค. นายชัยเกษม บอกว่า …….

คณะทำงานอัยการพิจารณาคดีหวยบนดิน ได้เสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วม ระหว่างอัยการกับ คตส.

เพื่อให้สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มใน ๔-๕ ประเด็นที่ยังไม่สมบูรณ์

๔ ก.พ.๕๑ คตส.มีมติขอสำนวนคืนจากอัยการสูงสุด เพราะอัยการสูงสุดเห็นไม่ตรงกับ คตส.ก็เท่ากับอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้องคดีนี้

ดังนั้น คตส.จะฟ้องต่อศาลฎีกาฯ เอง ด้วยเชื่อมั่นในสำนวนหลักฐานที่สมบูรณ์!

๑๐ มี.ค.๕๑ คณะทนายจากสภาทนายความ ๑๒ คนที่รับมอบหมายจาก คตส.นำสำนวนยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯ

เอาผิดทักษิณพร้อม ครม.ที่มีมติให้ดำเนินโครงการออกหวยบนดิน รวมทั้งผู้บริหารสำนักงานสลากฯ รวม ๔๗ คน

๒๘ ก.ค.๕๑ ศาลฎีกาฯ รับฟ้องคดี

๓๐ ก.ย.๕๒ ศาลฎีกาฯ ตัดสิน จำคุก ๓ จำเลย ทักษิณหนี จำหน่ายคดีชั่วคราวนั่นแหละ

จากคดีนี้……..

ทำให้เข้าใจการทำหน้าที่ “ทนายแผ่นดิน” ของอัยการ ยุคที่ “นายชัยเกษม” เป็นอัยการสูงสุด ได้กระจ่างแจ้งที่สุด

และเป็นคำตอบได้ดีที่สุด ว่าทำไมนายชัยเกษม จึงมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์

และเป็นแกนบริหารการเมืองใต้ระบอบทักษิณในขณะนี้

ทำให้คำที่ทักษิณเคยพูดกับผม ดังก้องขึ้นมา……..

“พี่ กกต.ก็ของผม ตำรวจก็ของผม อัยการก็ของผม

แต่ที่…….ยังครึ่ง-ครึ่ง”!.

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

หวยแพงเพราะ ‘ไม่มีทางเลือก’ …เปลว สีเงิน


วันนี้ “หวยออก”!

เห็นด่ากันขรมตามออนไลน์ ว่ากองสลากแก้ปัญหา “หวยขายเกินราคาไม่ได้”

คือตามราคาใบละ ๘๐ แต่ขายกันใบละ ๙๐-๑๐๐ บาทขึ้นไป

ผมไม่แน่ใจ………

ว่าที่ดาหน้ากันออกมาโพสต์ปลุกกระแส “ลอตเตอรี่ขายเกินราคา” ตอนนี้ มันของจริง

หรือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งของกองสลาก เพื่อผลักดัน “พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล” ฉบับใหม่

ที่ให้ออกหวยออนไลน์ ลอตโต และการออกรางวัลรูปแบบต่างๆ ได้คลอดออกมาเร็วๆ อย่างที่ชาวโลกเขามีกันทั่วไปแล้ว

ก็ไม่มีมูลฐาน-มูลเหตุอะไรหรอก เห็นเป็นกระแสแปร่งๆ ก็ตั้งข้อสันนิษฐานเรื่อยเปื่อยไปงั้น

เพราะเรื่องหวยขายเกินราคาที่พูดกันนั้น ผมก็แฟนหวยคนหนึ่ง ถึงจะไม่ใช่ขาประจำ

แต่แวะเวียนสังเกตการณ์ตามแผงบ้าง คุยกับคนที่เดินเร่ขายบ้าง ค่อนข้างบ่อย

อย่างเมื่อวาน (๑๕ พ.ย.๖๐) ไปหาหมอเสร็จ แวะโลตัสหาของกิน เห็นคนมุงแผงขายหวย ก็มุงบ้าง

เขาเขียนตัวเลข ๗๕ ติดไว้หน้าแผง ถามเขา “เด็ดจากสำนักไหนหรือ?” คนขายมองแล้วสั่นหัว และบอก

“ใบละ ๗๕ บาท”

ไรวะ…ผมนึกในใจ ปลอมเปล่าหว่า?

ก็เขาด่ากันขรม “หวยแพง-หวยขายเกินราคา” แต่นี่ดัน “ขายลดราคา” จาก ๘๐ เหลือ ๗๕

ก็เลือกๆ ได้รางวัลที่ ๑ ประจำงวด ๑๖ พฤศจิกามาสองใบ จะเรียกว่า “หวยชุด” ขนาดมินิก็ไม่ผิด เพราะเลขเหมือนกันทั้งสองใบ

นี่ถ้าถูกรางวัลที่ ๑ ละเมิ้งงงง……….

จะวิ่งแข่งกะ “พี่ตูน บอดี้สแลม” ให้ไฟแลบก้นไปเลย!

ครับ…ก็พิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่า หวยไม่ได้ขายเกินราคาไปทั้งหมด

ที่ขายตามราคา คือใบละ ๘๐ บาทก็มี ที่ขายลดราคาใบละ ๗๕-๗๘ บาท ก็ประปราย

และที่ขายใบละ ๙๐-๑๑๐ บาท ก็มาก!

ทีนี้ ก็มาดูกันว่า “ต้นตอ-ต้นเหตุ” มาจากไหน เป็นความผิดใคร ถ้าจะแก้-จะด่า

ต้องแก้-ต้องด่าใคร?

ตามที่ผมสังเกตการณ์ และพูดคุยกับคนขาย ประเด็นแรก ทุกวันนี้ ลอตเตอรี่ตามแผงทั่วไป ทั้งในกรุง-ต่างจังหวัด

แบขายใบละ ๘๐ บาท ทั่วบ้าน-ทั่วเมือง!

แต่ในแผงนั้น ยังมีลอตเตอรี่ “อีกส่วนหนึ่ง” ที่ขายเกิน ๘๐ บาท

เขาบอกว่า “เลขชุด”……….

ต้องใช้ความอุตสาหะ-วิริยะไปรวบรวมเลขที่เหมือนทั้ง ๖ ใบในแต่ละชุด มารวมเป็น “เลขชุด” เพื่อสนองรวยคอหวยที่ต้องการข้ารวยแต่ผู้เดียว

เขาขอค่าอำนวย “สะดวกรวย” ใบละ ๑๐-๒๐ บาท!

ใครพอใจซื้อ ด้วยเห็นเลขสวย เป็นเลขฝันมา อาจารย์-อาจมโน่นนี่ให้มา ก็ยอมจ่าย

เรียกว่า “พอใจ-สมประโยชน์” ด้วยกัน ผู้ขายก็ได้ค่าอำนวยความสะดวก

ส่วนผู้ซื้อก็ได้เลขที่พอใจ…กูรวยแน่งวดนี้ โดยไม่ต้องตะลอนหาซื้อทั่วบ้าน-ทั่วเมือง ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะหาได้ครบชุดหรือไม่?

ส่วนที่ขาย “ลดราคา” ไม่ต้องถามก็เข้าใจได้ ว่าเป็นร้อยพ่อ-พันแม่เลข

คือเป็นลอตเตอรี่เหลือเดนจาก “เลขสวย” ที่ไม่มีใครซื้อแล้ว เอเยนต์-ยี่ปั้ว ทำท่าต้องเป็นเจ้าภาพที่เหลือทั้งหมด

เขาก็เลย “โละขาย” เป็นเลขคละ

มีสารพัดเลข อย่างละใบ-สองใบ ให้เลือกสะเปะ-สะปะรวยตามใครเฮง-ใครซวยเกลื่อนแผง

บางซาปั้ว เหมา “เลขไม่สวย” มาใบละ ๗๐ กว่าบาท เอามาขายต่อใบละ ๗๕ ก็ยังพอได้ใบละ ๓-๔ บาท

นี่…คร่าวๆ มันเป็นอย่างนี้………..

อย่างที่เป็นข่าว แม่ค้าขาย “เลขชุด” คนหนึ่งบอก “ไม่โง่ก็บ้า ถ้าจะให้ขายใบละ ๘๐ บาท”

เขาอ้างว่า “รับมาก็ใบละ ๙๐ กว่าบาทแล้ว” ฉะนั้น ยังไงๆ ก็ต้องขายใบละ ๑๐๐ ขึ้น

“ทั้งโง่-ทั้งบ้า” ด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ!

สรุปว่า ปัญหา “หวยแพง” ไม่ได้มาจาก “กองสลาก” โดยตรง

ที่ขายเกินใบละ ๘๐ ก็ไม่เกี่ยวดีมานด์-ซัพพลาย

แต่เกี่ยวกับคน ๒ กลุ่ม คือ “คนมักง่าย” กับ “คนมักได้”!?

คนมักได้ คือ “คนขาย”

คนมักง่าย คือ “คนซื้อ”

คนอยากรวยจากหวย ท่ามกลางแรงกระพือโหมในใจ ได้เลขเด็ดมา…โลภ กูต้องรวยคนเดียว

แต่ขี้เกียจะตะลอนหาซื้อ หรือตะลอนแล้วก็ยังหาได้ไม่ครบชุด เมื่อเจอพ่อค้า-แม่ขายเขารวบรวมเป็นชุดไว้ครบ

อย่าว่าแต่ใบละ ๑๐๐ เลย ๒๐๐ ก็ให้ ในเมื่อมั่นใจ “ที่ ๑ ยกชุดแหง”

พอหวยออก ก็แหงจริงๆ คือหงายท้องแหงแก๋ ส่วนคนที่ไม่ซื้อ แต่กลับรวย “จากโลภมนุษย์” คือ “คนขาย”

ได้กำไร “ส่วนต่าง” จากคนมักง่ายไปแต่ละงวดเป็นแสน-เป็นล้าน!

นั่นเพราะ “ผู้ขาย” จับจริตคนเล่นหวยได้ ในเมื่อ “มั่นใจ” และมีความต้องการ แต่ขี้เกียจเดินหา….เท่าไหร่ก็ซื้อ

เพราะเหตุนั้น พ่อค้า-แม่ขาย จึงกล้าซื้อ “เลขชุด” แต่ต้นทาง ใบละ ๙๐ กว่าบาท มาขาย ๑๐๐ กว่าบาท

แล้วจะโทษใคร?

“โทษตัวเอง” นั่นแหละถึงจะถูก ถ้าเราไม่ซื้อซะอย่าง คนขายจะกล้าซื้อเกินมาโก่งราคาต่อได้ซักกี่น้ำ

ถูกกิน “ยกชุด” เอง พอไม่มีคนซื้อเข้าซัก ๓-๔ งวด ยังกล้าซื้อแพงมาขายแพงเวอร์อยู่อีก แสดงว่า ที่ “ไม่โง่ก็บ้า” ก็คนขายนี่แหละ

ส่วนคนซื้อหวยก็เบาซะที่ไหน ชอบซื้อ-ชอบบ่น เท่ากับไม่ชอบเป็นพลเมืองดี เห็นขายแพงก็ด่า-ก็โทษไปทั่ว

แต่จะให้เป็นโจทก์-เป็นเจ้าทุกข์-เป็นพยาน ในการจับกุมผู้ขายเกินราคา

ไม่เอาหรอก…ไม่อยากเปลืองตัว..ไม่ใช่เรื่อง!

คนขายเหมือนกัน ถูกจับ เขาสอบสวน รับมาจากใคร เอเยนต์ไหน ยี่ปั้วไหน?

เงียบ ไม่รู้..ไม่พูด..ไม่บอก ทำอู้อี้เหมือนถูกผีคำชะโนดอำ!

เนี่ย…แล้วจะให้ไปปราบ-ไปแก้ที่ใคร ถ้าเราแต่ละคนไม่คิดแก้ที่นิสัยตัวเราเองก่อนด้วย

รักสะดวก-รักง่าย ในการได้เลขสวยที่ชอบแบบยกชุด ก็ยอมจ่าย

เมื่อมีคนยอมจ่าย พ่อค้า-แม่ขายเขาก็ถือเป็นช่องค้ากำไรบวกเพิ่มเป็น “ค่าบริการ”

เหมือน “ธนาคาร” นั่นแหละ ปีปีรวยจากค่าบริการเป็นหมื่น-เป็นแสนล้าน!

เมื่อพิเคราะห์เรื่องราวแล้ว จะเห็นว่า เรื่องหวยแพง ไม่เกี่ยวหวยไม่พอ ทุกวันนี้ก็พิมพ์ ๑๒๐ ล้านใบ สองเท่าจำนวนพลเมืองไทยอยู่แล้ว

แต่มันเกี่ยวกับ “ทางเลือก” ของผู้เล่น คือมีเพียงทางเดียวให้ผู้ซื้อเล่น

ทุกวันนี้ เอเยนต์ ยี่ปั้ว-ซาปั้ว จึงเป็นเจ้ามือ “ในทางเลือก” ให้ผู้ซื้อเล่นเสียเอง ที่บ่นกันขณะนี้ “หวยชุด” ขายเกินราคานั่นแหละ

ทางแก้ก็ไม่เห็นยากตรงไหน………..?

ความจริง “กองสลาก” เขาก็แก้แล้ว คือแก้ พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล

เปิดทางให้มีหวยออนไลน์ ลอตโต และการออกรางวัลรูปแบบต่างๆ เป็น “ทางเลือก” ให้ผู้ซื้อเล่นตามใจชอบ

ไปถึงขั้นเปิดเวทีประชาพิจารณ์ ฟังความเห็นชาวบ้านไปแล้ว แต่จะสรุปส่งกระทรวงคลัง-รัฐบาลและไปถึง สนช.เพื่อออกเป็นกฎหมายแล้วหรือยัง ผมก็ไม่ได้ตามเรื่อง

ทุกวันนี้ “หวยใต้ดิน” เขาพัฒนาควบคู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ ซื้อ-ขายออนไลน์ไปแต่ปีมะโว้แล้ว

แต่ของหลวง “กระทรวงดิจิทัล” ก็มีแล้ว………..

แต่ลอตเตอรี่ยังดักดานซื้อขายกันทางกระดาษที่เรียก “สลากกินแบ่งฯ” ให้เกิดปัญหาเฮงซวยอยู่เลย!

ไม่ต้องดูทั้งโลกหรอก ดูแค่เพื่อนบ้านรอบๆ เรา ปัญหาขี้หมาแห้งอย่างนี้ เขาแก้ด้วยหวยออนไลน์ไปหมดแล้ว

อยากซื้อเลขอะไรล่ะ จะโลภซักกี่ร้อย-กี่พันล้าน เขียนมันทั้ง ๖ ตัว ซื้อทางออนไลน์ไปเลยก็ได้

จะ ๒ ตัว ๓ ตัว หรือมากกว่านั้น เพราะฝันยาวเท่าสันหลัง ก็แทงตามใจอยากได้ ไม่ต้องกลัวอั้น กลัวชัก เหมือนกับเจ้ามือใต้ดิน

แล้วดูซิ……

ยังมีใคร “บ้าซื้อ-บ้าขาย” หวยราคาแพงอยู่อีกมั้ย?

รัฐบาลก็รีบๆ ส่งร่างกฎหมายให้ สนช.เขาพิจารณาเหอะ การพนันหวย ทั้งระบบรัฐ-ระบบราษฎร์ จะได้เข้าระบบ

เงินที่ควรเข้าคลัง กลับไปเข้ากระเป๋าเจ้ามือหวยเถื่อน และเอเยนต์หวย ทุกวันนี้ จะได้กลับเข้าคลังซะที!

พูดกันอีกกรณี สื่อทั้งหลายนี่ก็ตัวดี…….

ไม่ว่าออนไลน์ หนังสือพิมพ์ ดิจิทัล ใกล้หวยออก ก็เอาข่าวบ้าๆ บอๆ เป็นเลขหวยมาล่อให้คนกระสันกันชนิดออกหน้า-ออกตา

แสนจะทุเรศ!

ถ้าไม่เอาข่าวโง่ๆ มาเสนอโง่ๆ แล้วอยู่ไม่ได้ ก็น่าจะเลิกๆ กันไป

ชาวบ้านจะได้เงยหน้า……..

มีปัญญาคิดอะไรในทางไม่ถูก “ข่าวโง่ครอบงำ” เสียที.

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

เรื่องน่ายินดี

1

(คอลัมน์ : ขยายปมร้อน) โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

เมื่อนายกฯ ตัดสินใจถาม 6 คำถามเกี่ยวกับการสนับสนุนพรรคการเมือง ย่อมถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่จะเดินตามทางของระบอบประชาธิปไตย และจะน่ายินดียิ่งขึ้น ถ้า…..

นับเป็นเรื่องน่ายินดีไม่น้อยที่ได้เห็น 6 คำถามของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”ซึ่งมีข้อใหญ่ใจความอยู่ที่คำถามโยนหิน ถามทางเรื่องการที่ “คสช.” หรือ “ทหาร” จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

ต้องบอกว่าการตั้งพรรคการเมือง หรือการสนับสนุนพรรคการเมืองนั้น ไม่ถือว่าผิดใดๆ ทั้งสิ้น เพราะการตั้งพรรคการเมืองหรือสนับสนุนพรรคการเมืองเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคนตามระบอบประชาธิปไตย

เอาเข้าจริงแล้ว ไม่มีใครที่จะเป็นกลางทางการเมืองได้อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะการเมืองนั้นเป็นเรื่องของการแบ่งปันและจัดสรรผลประโยชน์ และเมื่อมนุษย์อยู่รวมกันเป็นสังคมย่อมต้องอยู่บนพื้นฐานการจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัว ผลประโยชน์เช่นว่ามีหลากหลายรูปแบบไม่จำกัดอยู่เฉพาะรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น

หลายคนที่บอกว่าไม่ได้เข้าข้างพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งก็อาจเป็นเพียงเพราะเขายังไม่ได้เจอพรรคการเมืองที่มีโยบาย หรือการจัดสรรอันสมประโยชน์กับเขานั่นเอง และวันหนึ่งเมื่อมีพรรคการเมืองที่ “สมประโยชน์” กับเขา คนผู้นั้นก็ย่อมสนับสนุน หรือวันใดวันหนึ่งที่เขาเห็นว่าไม่มีใครตอบสนองได้จริงๆ ก็อาจจะจัดตั้งพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเพื่อสนองการจัดสรรอันถูกจริตของตัวเอง

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่พิลึกพิลั่นพอสมควรที่จะมาห้ามข้าราชการหรือใครก็ตามฝักใฝ่ทางการเมือง เพราะนั่นหมายความว่าสั่งให้เขาไม่ใส่ใจในผลประโยชน์ของตนเอง และสิ่งที่จะได้มาก็มีเพียงเปลือกนอกที่แสดงความไม่สนใจ ขณะที่เนื้อในนั้นอาจฝักใฝ่ หลงใหลและมีจริตทางการเมืองตรงกับกลุ่มขั้วการเมืองไม่กลุ่มใดก็กลุ่มหนึ่ง

สิ่งที่ควรจะเป็นคือ การยอมรับการมีส่วนร่วม และการรวมตัวในฐานะพรรคการเมือง แต่ต้องแบ่งแยกให้ออกว่าหน้าที่ที่ตนเองปฏิบัติอยู่นั้นมีขอบเขตในการทำงานอยู่แค่ไหน ต้องทำอย่างไรจึงจะไม่เอื้อ หรือไม่ขัดกลุ่มขั้วพรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้าม  และทำอย่างไรที่จะสนับสนุนให้พรรคและแนวนโยบายที่ตัวเองสนับสนุนเข้าสู่อำนาจโดยชอบธรรม

เราจึงเห็นว่าเป็นเรื่องดี ที่ คสช.และทหารประกาศให้ชัดว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองใด เพื่อเมื่อเข้าสู่เวทีเลือกตั้งจะได้ตรวจสอบกันได้ง่ายๆ ว่า นโยบายที่นำเสนอมานั้นถูกจริต ถูกใจคนมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้จะได้ตรวจสอบกันได้ว่าการกระทำ หรือการสนับสนุนนั้นโปร่งใสหรือไม่

หรือการที่ คสช. ผู้ซึ่งประกาศตัวเป็นกรรมการ จะมีจุดยืนเมื่อสนับสนุนพรรคการเมืองเช่นไร จะทำให้การเมืองเป็นการเมืองที่เท่าเทียม หรือทำให้บางพรรคการเมืองมีความได้เปรียบเสียเปรียบอันเนื่องมาจากการกุมอำนาจสูงสุดของ คสช. หรือไม่

บางพรรคจะได้ออกสตาร์ทก่อนชาวบ้านหรือไม่ บางพรรคจะอาศัยความได้เปรียบจากการเป็นผู้คุมกติกา เริ่มทำคะแนนไปก่อนหรือไม่ ในขณะที่คนอื่นทำตาปริบๆ รอวันเสียงนกหวีดออกตัว ที่ยังไม่มาถึงเสียที แม้จะร้องขอครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำยังถูกดิส เครดิตไปเรื่อยๆ

การที่ทำเรื่องเหล่านี้ให้ถูกต้องจึงเป็นเรื่องที่ดี เรื่องที่ถูกสำหรับการก้าวไปสู่ประชาธิปไตยและการเลือกตั้งในอนาคต

นอกจากนี้จะดียิ่งขึ้นไปอีก หากใครที่ปรารถนาจะมีอำนาจทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง จะประกาศตัวลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าจะผ่านพรรคการเมืองใดก็ตาม เพราะนั่นจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการก้าวขึ้นสู่อำนาจ เพราะหากทำได้นั่นย่อมหมายถึงประชาชนได้รองรับอำนาจของพวกท่านอย่างชอบธรรม

ซ้ำหากดูผลงานที่ผ่านมาตามที่ถามไว้ในคำถาม 6 ข้อ ก็ไม่น่าที่จะกังวลใดๆ เพราะผลงานขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ประชาชนจะพิจารณา

และทุกอย่างจะเยี่ยมยอดหากพวกท่านเลือกเดินให้สุดทาง ถ้าจะลงเลือกตั้งก็ประกาศว่าจะลงเลือกตั้ง หรือไม่ลงเลือกตั้งเช่นที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกเอาไว้ พรรคที่ตั้งขึ้นและ คสช.สนับสนุน จะชูผู้ที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งหรือไม่ และเหล่าผู้มีอำนาจในทุกวันนี้จะยอมรับตำแหน่งนายกฯ ที่เสนอโดยพรรคการเมืองต่างๆ แม้จะไม่มีการเลือกตั้งหรือไม่

เพราะเหล่านี้คือข้อมูลในการตัดสินใจของประชาชนที่จะเป็นผู้ไปใช้สิทธิ ในฐานะเจ้าของประเทศ และถึงเวลานั้น เราก็จะได้รู้จริงๆ ว่า ความต้องการของประชาชนเป็นอย่างไร เป็นอย่างที่มีคนบอกกับท่านมาตลอดหรือไม่

บางครั้งการเปิดหน้ายืดอกสู้ตามระบบก็มีศักดิ์ศรีดีกว่าแอบอยู่ข้างหลัง และคอยเก็บเกี่ยวกินผลประโยชน์

ขอขอบคุณ

คมชัดลึก https://goo.gl/j5NNX8

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment