ดรามาก่อนสิงหาคม


ใจเย็นๆ ยังต้องเสียน้ำตากันอีกหลายปี๊บ….

ภาพ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ไปขึ้นศาลน้ำตาไหลพราก มีกองเชียร์หอบดอกไม้ แห่ไปประกอบฉาก ชักจะธรรมดาเสียแล้วล่ะครับ

ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น!

มีคนบอกว่า นั่นมันคือส่วนหนึ่งของ woman’s touch!

แต่คงไม่ใช่มั้ง…แค่คนกำลังจะจมน้ำ เจอขอนไม้ก็คว้าหมับ เอาชีวิตรอด ก็เท่านั้น

ก็เอาเป็นว่าสิ้นสุดการรอคอยหลังดรามายืดเยื้อมา ๒ ปี

วานนี้ (๒๑ กรกฎาคม) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไต่สวนพยานจำเลยคดี ยิ่งลักษณ์ปล่อยโกงจำนำข้าว ๓ ปากสุดท้าย

มันมีประเด็นที่ทีมทนายยิ่งลักษณ์ ใช้แทกติกทางกฎหมายเข้ามาต่อสู้ ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามาตรา ๕ ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.๒๕๔๒ ขัดหรือแย้งกับมาตรา ๒๓๕ วรรค ๖ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ หรือไม่

ศาลท่านอธิบายเหตุและผลในการยกคำร้องเอาไว้ชัดเจนคือ….

ศาลให้โอกาสอัยการโจทก์ นำพยานบุคคลไต่สวนแล้วถึง ๑๕ ปากใช้เวลา ๑๐ นัด

และฝ่ายจำเลยไต่สวนพยาน ๓๐ ปากใช้เวลา ๑๖ นัด

ศาลจึงเห็นว่าให้โอกาสคู่ความทุกฝ่ายเต็มที่ในการนำพยานบุคคลไต่สวนตามหลักเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามหลักกฎหมายแล้ว

ดังนั้นที่จำเลยยื่นขอส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยบทกฎหมายเรื่องดุลพินิจศาลในการไต่สวนพยานจึงไม่มีเหตุตามรัฐธรรมนูญ

ที่จะยื้อศาลออกไปก็เป็นอันจบประเด็นนี้ไป

สิ่งที่จะเกิดต่อไปจากนี้คือ

ศาลฎีกาได้อนุญาตให้ “ยิ่งลักษณ์” แถลงปิดคดีด้วยวาจาในวันที่ ๑ สิงหาคม เวลา ๐๙.๓๐ น.

และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ ๒๕ สิงหาคม เวลา ๐๙.๐๐ น.

เป็นการนัดฟังคำพิพากษาวันเดียวกับคดีทุจริตจีทูจี ที่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับพวกรวม ๒๘ ราย เป็นจำเลย

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะทั้ง ๒ คดีมีความเชื่อมโยงกัน

อีกทั้งองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง ๒ สำนวน มีจำนวน ๕ คนที่ร่วมพิจารณาทั้งสองสำนวน

ฉะนั้น สิงหาคมนี้จะเป็นอีกเดือนที่ทุกสายตาต้องจับจ้องไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแบบห้ามกะพริบ

เรียกได้ว่าอุณหภูมิมันพุ่งหัวเดือนท้ายเดือนครับ

เพราะอีกคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำวินิจฉัยในเดือนสิงหาคม คือคดีสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑

วันที่ ๒ สิงหาคม เวลา ๐๙.๓๐ น. จำเลย ๑-๔ ต้องไปศาลครับ

๑.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี

๒.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี

๓.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ

๔.และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

ศาลท่านกำชับเป็นพิเศษให้ พล.อ.ชวลิตไปฟังคำพิพากษาครับ….

แต่…ก็ไม่มีการส่งสัญญาณอะไรพิเศษ แค่ไต่สวนนัดก่อน “บิ๊กจิ๋ว” อ้างว่าป่วย ไม่ไปตามนัดเท่านั้น

ก็เป็นอันว่า เดือนสิงหาคมนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะชี้ชะตานักการเมือง และอดีตข้าราชการระดับสูงลอตใหญ่

มี…

๓ อดีตนายกรัฐมนตรี

๑ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คือ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์

๑ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ คือ นายภูมิ สาระผล

ข้าราชการระดับสูงก็มี

อดีตผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ

อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นต้น

กลับไปที่คดีละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ที่ยิ่งลักษณ์เป็นจำเลย

นับแต่คดีนี้ขึ้นสู่ศาลฎีกา ฝ่ายยิ่งลักษณ์ออกแรงเยอะต่างกรรมหลายวาระ

ที่จำกันได้ติดตาคือ ยิ่งลักษณ์ ไปช่วยชาวนาตักข้าวใส่ถุงชั่งกิโลขาย

เด็ดกว่านั้นคือซื้อข้าวชาวนามาขายราคาถูก อ้างช่วยชาวนา

แต่ผลคือตัดราคากันฉิบหายวายป่วง

ก็ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือเปล่า เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีตำแหน่งแห่งหนเป็นประธานคณะทำงานตรวจสอบการระบายข้าว พรรคเพื่อไทย พาพวกไปราชบุรีอ้างว่าไปตรวจสอบ ปริมาณการใช้ข้าวไปทำอาหารสัตว์ ของบริษัทขายอาหารสัตว์แห่งหนึ่งใน ต.ดอนทราย อ.ปากท่อ

คือ…จะไปตรวจสอบคนอื่นเขา ก่อนที่ “ยิ่งลักษณ์” จะไปให้ศาลฎีกาไต่สวนนัดสุดท้าย

ก็ไม่คาดคิดล่ะครับ… เห็นแชร์กันสนั่นโลกโซเชียล ว่าทีมตรวจสอบข้าวของพรรคเพื่อไทยเจอหญิงวัยกลางคนลากไส้ซะจนตั้งหลักไม่ทัน

…โครงการรับจำนำข้าวเจ๊งไปหลายแสนล้านใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

วันนี้ที่ทางพวกคุณเดินทางมาทวงในเรื่องของการรับซื้อข้าวที่มาผลิตอาหารสัตว์นี่มันเกี่ยวหรือไม่ ทำไมไม่ไปถามบริษัทที่ซื้อบริษัทที่ผลิต อันนี้มันหน่วยงานราชการ ถ้าเขาไม่ส่งมาคุณต้องยื่นคำร้องว่าคุณต้องการรู้เรื่องอะไร

ดิฉันในฐานะประชาชนจะถามเรื่องโครงการจำนำข้าวที่มันเจ๊งเนี่ย รอคำตัดสินอยู่เนี่ยรัฐบาลคุณจะว่าอย่างไร ในยุคของรัฐบาลคุณเนี่ย หญิงเก่ง นารีขี่ม้าขาว

ดิฉันในฐานะประชาชนก็อยากจะรู้เหมือนกัน เพราะฟังมานานแล้วประชาชนที่เดือดร้อน ภาษีของประชาชน และรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ที่เขามาดูแล

คุณจะมาหาทำไมข้าวที่มันไม่อยู่ ข้าวที่มันพังหายไปแสนๆ ล้าน ให้พวกคุณไปหาก่อนหาคนรับผิดชอบ หาคนรับผิดชอบให้ได้ก่อน เอามาตอบประชาชนอย่างพวกฉันก่อน แล้วคุณค่อยไปถามหาข้าวที่เขาเอามาระบายทำเป็นอาหารสัตว์ดีกว่า…

มันมีประเด็นว่านายยุทธพงศ์ไปเรียกสาวกลางคนที่ว่าด้วยคำว่า “ป้า”

ก็เป็นเรื่องซิครับ

“ชั้นกับคุณรุ่นราวคราวเดียวกัน ไม่ต้องมาเรียกชั้นว่าป้า ชั้นไม่ใช่พี่สาวแม่คุณ”

นั่น…เรื่องราวที่ราชบุรี มีสีสันดรามาไปตามเรื่อง

แต่สาระคือคำถามเรื่องจำนำข้าวเจ๊ง มีทุจริตคอร์รัปชันมันยังต้องการคำตอบ

คำตอบก็จะอยู่ที่คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวันที่ ๒๕ สิงหาคมนั่นแหละครับ

ค่ำวานนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เลกเชอร์ ในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่าด้วยเรื่อง ประชาธิปไตย เอาไว้ยาวเหยียด

“เหตุที่ ๘๐ กว่าปี ‘ประชาธิปไตย’ ของไทย ไม่เจริญงอกงามเท่าที่ควร จึงลุ่มๆ ดอนๆ โดยเฉพาะช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมานั้น ผมเห็นว่าบ้านเมืองของเรานั้น ประสบกับภาวะ ‘บกพร่องทางจิตวิญญาณ’ หมายถึง จิตใจของคนไทยมีความบกพร่องหรือขาดภูมิคุ้มกันทางศีลธรรมนะครับ เป็นเหตุให้สังคมมีปัญหา

ผมไม่ได้โทษประชาชนนะครับ เพียงแต่ว่าเราต้องเตือนกันนะ ต้องเข้าใจกันนะครับ จิตใจก็ต้องดูใจ ผมเหมือนกัน เปลี่ยนแปลง ควบคุมตัวเองให้ได้นะครับ ทุกคนก็ต้องมาช่วยผมตรงนี้นะครับ ประเทศจะได้ไม่ไปประสบวิกฤตการณ์ทางการเมืองอีก”

มันก็จริงพอจะเอาประโยชน์ก็บอกว่า ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของทุกคน แต่พอบอกให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ก็งอแง เกี่ยงงอนกัน

ความบกพร่องทางจิตวิญญาณ อยู่ในขั้นที่เรียกว่าสาหัส

ทุกวันนี้โจรยังอ้างประชาธิปไตยเพื่อปกป้องโจรด้วยกัน

คนโกง คนขี้ฉ้อ ก็อ้างตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตย

บกพร่องถึงขนาด ให้นิยาม ประชาธิปไตยมีไว้เพื่อรับใช้คนโกงเท่านั้น

พล.อ.ประยุทธ์ยกคำว่า “ธรรมาธิปไตย” ขึ้นมา แล้วอธิบายว่า

“ถ้าเรามี ประชาธิปไตย แต่ปราศจากธรรมาธิปไตย ความสงบสุขในสังคมก็จะไม่มีความยั่งยืน และที่สำคัญก็คือ จุดเริ่มต้นของการปรองดอง ก็คือการทำให้สังคมมีธรรมาธิปไตยนะครับ”

ถูกต้องครับ…เหตุที่นักการเมือง อดีตข้าราชการต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ก็เพราะห่างธรรม ใช้อำนาจเพื่อตัวเองและพวกพ้อง

ทำอย่างไรให้มีธรรมาธิปไตยในประชาธิปไตย

นักการเมืองสะกดคำว่า “คุณธรรม” ออกเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละครับ ความบกพร่องทางจิตวิญญาณจะหายไป

ประชาธิปไตยที่งอกงามจะบังเกิด.

ผักกาดหอม

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ปฏิรูปตำรวจเพื่ออะไร

2

คอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย (นสพ.ไทยรัฐ)

โดย ลม เปลี่ยนทิศ

การปฏิรูปตำรวจ วันนี้ยังอยู่ในช่วงการศึกษางานวิจัยที่มีอยู่มากมายนับสิบฉบับ แต่ที่ผมรู้สึกแปลกใจก็คือ ไม่มีการ “ตั้งเป้าหมายการปฏิรูป” ว่า “จะปฏิรูปตำรวจไปสู่เป้าหมายอะไร” นอกจากนโยบายที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบให้ 3 ข้อ คือ โครงสร้างและภารกิจ อำนาจการสอบสวน และ การแต่งตั้งโยกย้าย ที่มีข่าวฉาวโฉ่เส้นสายและการซื้อขายตำแหน่ง

ผมก็หวังว่าเมื่อศึกษาเอกสารวิจัยเสร็จแล้ว จะมีการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนต่อไป

ประเด็นที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้ เป็นข้อมูลที่ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปงบประมาณกิจการตำรวจ ของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่รายงานในสภาถึง ปัญหาการขาดแคลนกำลังพล ยานพาหนะ น้ำมัน ของสถานีตำรวจทั่วประเทศ ฟังแล้วก็ต้องอึ้ง

สงสารตำรวจที่ถูกรัฐบาลทอดทิ้ง จนต้องไปหาเงินกันเองเพื่อความอยู่รอด สงสารประชาชนผู้เสียภาษีที่ถูกทอดทิ้ง จากการที่ตำรวจถูกทอดทิ้งอีกทอด

พล.ต.อ.วรพงษ์ รายงานว่า ปัจจุบันกำลังพลตำรวจทั่วประเทศขาดแคลนอยู่ 43,708 อัตรา จากกำลังพลที่มีความจำเป็น 179,239 อัตรา รถยนต์ขาดอยู่ 18,892 คัน จากความจำเป็นที่ต้องมี 24,775 คัน รถจักรยานยนต์ขาดอยู่ 12,626 คัน จากความจำเป็นที่ต้องมี 49,658 คัน การขาดแคลนดังกล่าว ส่งผลให้ตำรวจไม่สามารถจัดวางกำลังในสายงานต่างๆได้ โดยเฉพาะ พื้นที่นครบาลมีกำลังสายตรวจเพียง 12,204 คน ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการป้องกันอาชญากรรม

น่าเศร้ากว่านั้น พล.ต.อ.วรพงษ์ รายงานว่า รัฐบาลติดค้างเงินค่าตอบแทนการทำสำนวนสอบสวนของพนักงานสอบสวน สะสมมาตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน เป็นเงินถึง 729 ล้านบาท พนักงานสอบสวนต้องใช้เงินส่วนตัวจ่ายไปให้ก่อน เป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนไม่อยากรับคดี เพราะจะมีค่าใช้จ่ายตามมา

มิน่าละครับ เวลาไปแจ้งความ ตำรวจจึงมักอิดออดไม่อยากทำคดี หรือไม่ก็มีการขอค่าน้ำมันรถ เพราะรถตำรวจก็ต้องเติมน้ำมันเอง มันช่างน่าเศร้าอะไรปานนั้นตำรวจไทย

ผมเผอิญไปเจอกับ พล.ต.อ.วรพงษ์ ในค่ำวันเดียวกัน ท่านอธิบายให้ฟังว่า ตามหลักสากล การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เขาจะแบ่งเมืองออกเป็นเขต 1 เขตมีประชากร 4,000 คน แต่ละเขตจะมี ตำรวจสายตรวจ 1 ชุด ประกอบด้วย ตำรวจ 2 คน มอเตอร์ไซค์ 1 คัน ในแต่ละชุดจะต้องมี 3 กะ ทำงานกะละ 8 ชั่วโมงตลอด 24 ชั่วโมง และต้องมีเพิ่มอีก 1 ชุด เพื่อให้ตำรวจที่ทำงาน 3 กะ มีเวลาหยุดพักผ่อนสัปดาห์ละ 2 วัน ดังนั้น 1 เขต จะต้องมีตำรวจสายตรวจ 4 กะ รวม 8 คน

นี่คือจำนวนตำรวจสายตรวจต่อประชากรตามหลักสากล

กรุงเทพมหานคร ตามตัวเลขทางการ มีประชากร 5.7 ล้านคน (ความจริงมีเป็น 10 ล้านคน) เอาเขตละ 4,000 คนหาร กรุงเทพฯต้องแบ่งเป็น 14,250 เขต มีตำรวจสายตรวจเขตละ 8 คน รวม 114,000 คน แต่วันนี้ กรุงเทพฯมีตำรวจสายตรวจแค่ 12,204 คน ทำให้ ตำรวจสายตรวจ 1 คน มีภาระต้องดูแลชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนถึง 467,059 คน มันเป็นไปได้อย่างไร แต่ก็เป็นไปแล้วในประเทศไทยยุค 4.0 นี้

เรื่อง เงินเดือนตำรวจ ก็เช่นเดียวกัน พล.ต.อ.วรพงษ์ บอกว่า กระบวนการยุติธรรม ประกอบด้วย ศาล อัยการ ตำรวจ ปรากฏว่า ศาลมีเงินเดือนสูงสุด อัยการอันดับสอง ตำรวจได้เงินเดือนต่ำสุด แต่ตำรวจเป็นขบวนการยุติธรรมอันดับต้น ทั้งการจับกุมสอบสวน

ยิ่งฟังก็ยิ่งเหนื่อยครับ ผมหวังว่า คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ คงจะรู้นะครับ จะปฏิรูปตำรวจเพื่ออะไร มีเป้าหมายอะไร ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบ ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ถ้าตำรวจไม่ได้รับความยุติธรรมเสียเอง แล้วตำรวจจะไปให้ความยุติธรรมกับประชาชนได้อย่างไร.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

ขอขอบคุณ ไทยรัฐออนไลน์

goo.gl/ioMbyw

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

แดน ๑ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ


ช่วงนี้ข่าวคุก ตะราง มาแรงครับ!

ถ้ามองเป็นเรื่องกรรม ก็ทำใจได้ง่าย ก้มหน้าก้มตาใช้กรรมกันไป

ทำกรรมเยอะก็ติดคุกยาว กรรมน้อยหน่อยโทษก็ลดลงมานิด

ถ้าโชคดีมีหลักฐานยืนยันว่าไม่ได้ทำความผิดก็รอดตัวไป

แต่สันดานคนผิด ไม่อ้างเรื่องกลั่นแกล้ง เรื่องการเมือง สองมาตรฐาน ตามเช็กบิล ก็โยนเป็นความขัดแย้งกับฝ่ายตรงข้ามซะหมด

บางรายเข้าไปกินข้าวหลวงแล้วยังไม่สำนึก จนเจียนตายถึงได้ยกธงขาว

แต่พอหลุดมาได้ก็เอาอีก นั่งมโนเพราะประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย พูดจาสามหาวสี่หาว สุดท้ายเจอคุกคดีอื่นอีก บรรดาลูกหาบลูกสมุนก็เพ้อเจ้อกันไป ถูกฝ่ายตรงข้ามกลั่นแกล้งบ้าง ถูกปิดปากบ้าง ฯลฯ

สารพัดจะอ้าง

ครับ…แต่คนนี้เลย…ไม่รอให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย “สมีคำ” กลับมาแล้ว พร้อมหมายจับเรียงเป็นตับเต็มหน้าผาก หลังเผ่นไปต้มตุ๋นต่อที่อเมริกาอยู่ร่วม ๔ ปี

ทันทีที่เหยียบแผ่นดินไทยก็อิ่มแทบจุก เพราะทางพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแจ้งข้อหาไปเบาะๆ ๕ ข้อหา

๑.นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จด้วยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๑) และ (๕)

๒.ฉ้อโกงประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓

๓.ฟอกเงิน อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๓ มาตรา ๕ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓

๔.กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗

๕.ปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง ผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗

อย่างน้อยยังพอมีจิตสำนึกรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำลงไป

ก็ถือว่ายังมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง เพราะรู้อยู่แล้วกลับเจอได้นอนคุกแน่ๆ

เมื่อทำผิดก็กลับมาสู้คดี ส่วนผลออกมาจะผิดถูกอย่างไร ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม

แต่พวกที่เอาแต่เผ่นหนี แล้วยังยุติ่งในเมืองไทยให้เคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวาย พวกนี้ไร้สำนึกอย่างสิ้นเชิงครับ!

“อลัชชีโย” วาร์ปไปไหน ไม่มีใครรู้ แสดงอิทธิฤทธิ์จนหาตัวไม่เจอ แต่ลัทธิธรรมกายยังอยู่ บางส่วนก็อยู่ในเครือข่ายเงินทอนวัดนั่นแหละครับ

นี่เล่นปลุกระดมไม่ให้ตรวจสอบวัดกันแล้ว

แล้วนายทักษิณ ชินวัตร ล่ะ วันนี้ต่อมสำนึกทำงานหรือยัง

คดีทักษิณ กับคดีทายาทกระทิงแดง มีเหมือนกันอยู่อย่าง นั่นคือ คนมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำคดี เอามือซุกหีบ ไม่อยากทำคดีเอาดื้อๆ

ก็ประเด็นลากคอกลับมาติดคุกในเมืองไทยนั่นแหละครับ

ถ้าอธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ไม่ออกมาพูดเรื่องคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ว่าเรื่องยังอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ไม่มีใครรู้หรอกครับว่างานมันเดินหน้าไปถึงไหนแล้ว

พอได้รู้ว่าติดขัดอะไร มันก็ยิ่งอยากปฏิรูปตำรวจเร็วๆ

มีที่ไหนดองเรื่องเอาไว้ ด้วยเหตุผลหาคนแปลเอกสารไม่ได้

เห็นแก้ตัวกันว่าเปล่าโยกโย้ อย่าเลยครับ อายชาวบ้านเขา คดีนี้มันถูกทำให้ช้ามาตั้งแต่แรกแล้ว ขนาดถูกจับตามอง ยังไม่อายกันเลยครับ

แล้วผู้ร้ายข้ามแดนทักษิณล่ะ กระบวนการขอตัวอยู่ที่ไหน

กระทรวงการต่างประเทศ

สำนักงานอัยการสูงสุด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ก็เข้าใจอยู่ว่า นายทักษิณมักใช้วิธีเดินทางไปประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทย แต่ช่องทางอื่นยังพอมี ได้หาวิธีกันบ้างหรือเปล่า

เห็นเงียบหายมานาน

แต่ก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่แล้ว พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประกาศใช้เมื่อไหร่ คดีนายทักษิณที่ค้างอยู่ ไม่ต้องเอาตัวมาศาลแล้ว พิจารณาคดีลับหลังได้เลย

ก็เรียงแถวกันหลายคดี

คดีนายทักษิณมันสะท้อนถึงอำนาจการเมืองอยู่เหนือกฎหมายเยอะครับ

เป็นเหตุผลหนึ่งที่ต้องมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

จำช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้มั้ยครับ ไม่ตามตัวนั่นยังไม่เท่าไหร่
ดันคืนพาสปอร์ตให้!

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งจำคุก ๒ ปี คดีซื้อขายที่ดินรัชดาฯ มีหมายจับยาวเป็นหางว่าว

มีความผิดขนาดนั้น แต่บริวารในพรรคเพื่อไทยสนใจที่จะปฏิบัติตามกฎหมายมั้ยล่ะครับ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ใช้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฉ้อฉล แล้วเป็นไง ถูกถอดถอน เพิกถอนสิทธิการเมือง ๕ ปี

ที่ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยตั้งโต๊ะแถลงค้าน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถามหาความเสมอภาคทางกฎหมายไปวันก่อน

ที่ปฏิบัติกันมามันเสมอภาคอย่างนั้นหรือ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. พูดประเด็นนี้เอาไว้ชัดเจน

“จะเกิดความเป็นธรรมขึ้น เพราะคนที่ทำผิด โดยหลักจะถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษา ซึ่งเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาก็จะถือว่าบุคคลนั้นสุจริตอยู่เรื่อยไป แต่ขณะเดียวกันคนที่หนีสามารถตั้งทนายมาฟ้องคนอื่นได้ แต่คนอื่นจะฟ้องกลับ หาตัวเขาไม่ได้ ถือเป็นการเอาเปรียบ ความเป็นธรรมจะไม่เกิดขึ้น”

นายทักษิณไล่ฟ้องคนอื่นเป็นว่าเล่น แล้วมีใครได้ฟ้องคืนบ้างครับ

ก็ไม่อยู่ให้ฟ้องไง

แบบนี้เสมอภาคหรือเปล่า?

วานนี้ (๒๐ กรกฎาคม) อีกคนก็เข้าคุกไปเรียบร้อย

จตุพร พรหมพันธุ์ ชีวิตช่วงนี้วนเวียนระหว่างคุกกับบ้าน

ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาคดีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นโจทก์ฟ้องฐานหมิ่นประมาท เพราะไปปราศรัยใส่ความว่าเป็นรัฐบาลชั่วเลวที่สุด เป็นรัฐบาลทรราชฟันน้ำนม สั่งการคนเสื้อน้ำเงินยิงคนเสื้อแดงในการประชุมอาเซียน

และจัดฉากสร้างสถานการณ์ทุบรถที่กระทรวงมหาดไทย

คดีนี้ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนยกฟ้อง

แต่ศาลฎีกาสั่งจำคุก ๑ ปี ไม่รอลงอาญา

เข้าแดนแรกรับไปพร้อมๆ กับ “สมีคำ”

อย่างที่เกริ่นไว้ “สมีคำ” กลับมาไม่ต้องรอประเทศเป็นประชาธิปไตย แต่เพื่อนพ้องนายจตุพรกรีดร้องโหยหวน อ้างว่ากลับเข้าคุกเพราะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

หมอเหวงไปพูดออกอากาศทางช่องพีซทีวี ส่งสารไปถึงคนเสื้อแดง บอกว่าเคารพคำตัดสินของศาล แต่เคารพจริงหรือเปล่า?

“…นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงชะตากรรมของนักสู้เพื่อประชาชน สู้เพื่อประชาธิปไตย ที่ผ่านมาฝ่ายตรงข้าม แม้แต่ฝ่ายเดียวกันที่อิจฉาริษยา บอกว่าสู้แล้วรวย สู้แล้วได้ตำแหน่งแห่งที่ ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะนักสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงมีชะตากรรมบั้นปลายอยู่สองอย่างคือ ชนะกับแพ้

ถ้าชนะประชาชนก็ได้ความเท่าเทียมเสมอภาค ได้ประชาธิปไตย ผมก็กลับบ้านไปเป็นหมอ แต่ถ้าแพ้ก็มีอยู่ 2 ทางคือ ตายกับติดคุก ส่วนตัวผมขอเรียนว่าเราอยู่ในขั้นของการไม่ชนะ หรือเรียกว่าแพ้ก็ได้…”

นี่…ไปด่าเขา ถูกฟ้องหมิ่นประมาท พอติดคุก ก็วกมาเป็นเรื่องประชาธิปไตย

พูดเรื่องคุกสำหรับนายจตุพรอาจเป็นซีรีส์เรื่องยาว

คดีก่อการร้ายยังไม่จบ

คดีดักฟังโทรศัพท์ ศาลสั่งจำคุก ๒ ปี ปรับ ๔ หมื่น รอลงอาญา ๒ ปี ตอนนี้อยู่ระหว่างฎีกา

คดีพาม็อบบุกบ้านป๋าเปรมรอคิวอยู่

ฯลฯ

อ้อ…วันนี้ ๒๑ กรกฎาคม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไต่สวนพยานจำเลย คดี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวนัดสุดท้าย

ติดตามกันครับว่าที่ทีมทนายของยิ่งลักษณ์ใช้ชั้นเชิงกฎหมาย ยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีโครงการรับจำนำข้าวนั้น ศาลจะส่งหรือไม่

ถ้าไม่ส่ง ศาลก็จะกำหนดนัดคู่ความแถลงปิดคดี จากนั้นก็นัดฟังคำพิพากษา

ไม่นานครับกันยายนนี้น่าจะจบ.

ผักกาดหอม

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

สะพาน ‘ท่าพระจันทร์-ศิริราช’…เปลว สีเงิน


โครงการ “ทางเดินลอยฟ้า” ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา “ศิริราช-ท่าพระจันทร์” ของ กทม.นั่นน่ะ

ขอให้จบตรงแค่ “เสนอแนวคิด” เถอะ!

จะได้ไม่มีใครพูดต่อถึงว่า สะพานนี้ “หุ้มทอง” หรืออย่างไร ถึงได้แพงเวอร์ร่วม ๒ พันล้าน

และการออกแบบเลอเลิศปานวิษณุกรรมรังสรรค์หรือไฉน จึงต้องจ่ายถึง “๕๐ ล้าน”?

เหตุผลนี้ ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ว่า “อย่าสร้างสะพานข้ามเจ้าพระยาตรงนี้เลย”!

เหตุผลหลักที่ผมมอง ว่าไม่ควรสร้างตรงนี้เด็ดขาด คือ

๑.ตรงนี้อยู่ในเขตเกาะรัตนโกสินทร์ สะพานเกะกะเหมือนเนื้องอกไม่ควรมี

๒.จะคร่อมเส้นทางเรือพระที่นั่ง เรือพระราชพิธี กระบวนพยุหยาตราชลมารค

๓.เมื่อทัศนียภาพเจ้าพระยาตรงนี้ถูกทำลาย เท่ากับสายใยเชื่อมโยงอดีต-ปัจจุบัน-อนาคตขาดสะบั้น คลายขลัง-คลายเสน่ห์

นี่เป็นเหตุผลด้านประวัติศาสตร์ชาติและจิตสัมพันธ์

ลองมาดูกันอีกด้าน เกี่ยวกับผลได้ว่า “สร้างแล้วประโยชน์คุ้มหรือไม่คุ้ม?”

สะพานนี้ ใช้เฉพาะคนเพื่อเดินข้าม กับจักรยาน มีทางเลื่อนไฟฟ้า มีลิฟต์สำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ

กทม.เคาะตัวเลข มีวันละ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คน

เจตนา เพื่อสะดวกคนข้ามฟาก ระหว่างฝั่งศิริราชกับฝั่งท่าพระจันทร์

คนไปโรงพยาบาลศิริราชก็จะมาใช้เส้นทางนี้ แทนต้องนั่งรถข้ามสะพาน

และเพื่อเป็น “จุดชมวิว”

นี่คือเหตุผลของ กทม. แต่ผมก็อยากเสนอเหตุผลให้คิดอีกด้านว่า

กทม.อยากใช้งบ หรือจำเป็นต้องสร้าง?

คน ๕-๖ หมื่น ที่ว่านั้น …………

เส้นทางเรือข้ามฟากเป็นวิถีสายน้ำรองรับประจำวันมีอยู่แล้ว และ ๕-๖ หมื่นนั้น ไม่ใช่ตัวเลข “คนข้ามฟาก” ทั้งหมดแน่

หากแต่ส่วนหนึ่ง มาใช้ท่าข้ามฟาก เพื่อลงเรือโดยสาร จากเจ้าพระยา สู่ลำคลอง

เรือกับแม่น้ำ คือสายสัมพันธ์เสน่ห์เกื้อกัน

แต่สะพานกับแม่น้ำ คือทางขวางหักล้างกัน!

ส่วนที่อ้าง เพื่อคนสูงอายุ-คนพิการ และคนไปโรงพยาบาลศิริราช พูดกันเฉพาะเหตุผลที่ว่า เพื่อคนจะข้ามไปหามด-หาหมอก่อน

คนเจ็บ-คนป่วย เดินข้ามสะพานไปหาหมอ ไม่เป็นตรรกะ วัยรุ่นบอก ฟังแล้วไม่เก็ต

เอาว่าพุ่งเป้าข้ามสะพานไปโรงพยาบาล ตัวเลขจริงๆ ยังไงก็แค่ระดับพัน ไม่น่าถึงหมื่น

ยิ่งคนสูงอายุ-คนพิการ ที่บอกว่ามีลิฟต์ มีทางเลื่อนไฟฟ้าบริการนั้น ผมไม่เถียง ว่ามีลิฟต์-มีทางเลื่อน เป็นทางสะดวก

แต่ขอถามว่า……….

ก่อนจะได้มาขึ้นลิฟต์-ขึ้นทางเลื่อนไฟฟ้า คนป่วย-คนพิการ มาถึงสะพานแบบสะดวกสบายอย่าง กทม.วาดฝันได้โดยวิธีไหน?

นอกจาก “เหาะมา”!

ไม่อยากอธิบายเหตุผล ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมจำลองให้เห็นภาพจริงเลยดีกว่า

เห็น “สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์” ตรงมักกะสัน แล้วใช่มั้ย?

เป้าหมาย เพื่อให้คนเดินทางลากกระเป๋ามาขึ้นรถไฟฟ้า จากในเมืองตรงนี้ ไปสนามบินสุวรรณภูมิได้สะดวกสบาย

แล้วพื้นที่มันอำนวยให้สร้างทางขึ้นสะดวกสบายตามนั้นมั้ย?

คำตอบคือ………..สะดวกฉิบหาย!

เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะคิดตีขลุมเอาแต่ได้ อย่างที่ กทม.คิดทำสะพานคนเดินข้ามเจ้าพระยานี่แหละ

ฟุตปาธกรุงเทพฯ อย่าว่าแต่ให้คนลากกระเป๋าเดินทางเลย แค่จะเดินให้เต็มตีนก็ยังยาก

ที่จอดรถ เหมาะแค่ซาเล้งจอด แถมทางขึ้นแอร์พอร์ตลิงก์ สูงชันเหมือนบันไดปีนหอคอย

และตรงนั้น เป็นทาง ๔-๕ แพร่ง แถมวันเวย์ ฟุตปาธไม่มี มีเลนเดียวให้รถวิ่งตรง เพื่อเลี้ยวซ้ายมักกะสันไปออกถนนเพชรบุรี

สร้างไว้ให้คนแอบเยี่ยวใต้ถุน นั่นพอได้……..

แต่ที่จะให้นักท่องเที่ยว-คนเดินทางลากกระเป๋ามาเช็กอิน เพื่อนั่งรถไฟฟ้าจากมักกะสันไปสุวรรณภูมิ

ไม่รู้ระบอบทักษิณเอาส่วนไหนคิด?

ทุกวันนี้ สถานีแอร์พอร์ตลิงก์ตรงราชปรารภ-มักกะสัน ใครผ่านไป-ผ่านมา ก็ชี้บอกกันว่า

นี่ไง….สถานีรถไฟฟ้า “ทักษิณกระสัน”

ปลงสังเวชสถานีแอร์พอร์ตลิงก์แล้ว ย้อนมาดูโครงการสร้างสะพานตรงท่าพระจันทร์-ศิริราชต่อ

ถามก่อนเลย…………

ตรงท่าพระจันทร์ก็ดี ตรงท่าศิริราช ท่าวังหลังก็ดี แออัดด้วยชุมชนดั้งเดิมเรียงรายริมแม่น้ำ

ถนนด้านหลังก็แคบแค่ ๒ เลน ขนาบด้วยวัด มหาวิทยาลัย สถานที่ราชการและตึกแถวสถาปัตยกรรมโบราณที่ต้องรักษา

ขยับขยายอะไรไม่ได้………….

เมื่อสภาพพื้นที่เป็นอย่างนี้ รถทัวร์นักท่องเที่ยวก็ดี รถคนจะมาเดินข้ามสะพานก็ดี โดยเฉพาะคนชรา คนพิการ ที่ต้องนั่งรถมาสถานเดียว

จะให้รถไปจอดที่ไหน?

จากถนนราชดำเนิน รอบสนามหลวง ธรรมศาสตร์ พระบรมมหาราชวัง ไม่มีที่ให้รถจอดทั้งนั้น

นั่นคือ ถ้าจะข้ามฟากไปศิริราชด้วยเหตุเจ็บป่วย คงต้องหามคนชรา คนพิการ และคนป่วยมาเป็นกิโลๆ เพื่อข้ามสะพาน

อาจตายก่อนได้ขึ้นลิฟต์ ขึ้นทางเลื่อนไฟฟ้า!?

และด้วยข้อจำกัดพื้นที่ ถ้าสร้างสะพานบริเวณนี้ จะเป็น “สะพานตีนด้วน”

คือไม่มีพื้นที่พอให้ทำทางลาดเป็นตีน-เป็นเชิงสะพาน อย่างเก่งเป็นรูหนูแคบๆ สูงๆ และช่วงสั้นๆ

เป็นตีนสะพาน ให้คนตะกายขึ้น!

ทั้งฝั่งท่าพระจันทร์และฝั่งศิริราช-ท่าวังหลัง ด้วยชีวิตประจำวัน ด้วยระบบเรือโดยสาร เรือข้ามฟาก มันเป็นเอกลักษณ์ที่ลงตัวแห่งวิถีสายน้ำอยู่แล้ว

จำเป็นอะไร ทำไม กทม.ต้องดิ้นรนสร้าง ในสิ่งที่ชาวบ้านไม่ได้เรียกร้อง ถึงขั้นสร้างปริมาณเทียมผู้ใช้สะพาน และเพื่อชมวิว-ท่องเที่ยว

ต้องการชมวิว โน่น รออีกนิด………..

รอไปขึ้น “หอชมเมือง” ที่เขากำลังจะสร้างแถวเจริญนครโน่น มองเห็นกรุงเทพฯ รอบทิศ-รอบทางดีกว่า

แต่ไม่รู้นะ ว่าลงท้ายจะได้สร้างหรือไม่?

เพราะได้ยินว่า หน่วยต้าน “สายแข็ง” กำลังระดมสรรพกำลัง แสดงเหตุ-แสดงผล เพื่อให้ล้มโครงการนี้อยู่

สรุปแล้ว ……….

สะพานนี้ ถ้าเกิดขึ้นจริง จะสร้างภาพรก-เกะกะลูกตา ทำลายทั้งทัศนียภาพเจ้าพระยา และความลงตัวตามบรรทัดประวัติศาสตร์สร้างกรุง

โดยเฉพาะความเป็นองค์ประกอบของวิวเวิ้งเจ้าพระยา จากช่วงท่าพระจันทร์ไปถึงท่าช้าง-ท่าราชวรดิฐ จรดพระปรางค์วัดอรุณฯ

ยังไงๆ ก็ได้ไม่คุ้มเสีย

ที่หวังเพื่อท่องเที่ยว จะกลายเป็นทำลายท่องเที่ยวซะมากกว่า?

ทั้งฝั่งศิริราชและฝั่งท่าพระจันทร์ โดยเฉพาะฝั่งศิริราช ไม่มีพื้นที่ให้รถนักท่องเที่ยวหรือรถไหนๆ จอดแน่นอนอยู่แล้ว

ฝั่งท่าพระจันทร์ นอกจากรถเมล์ นั่นก็ต้องเดินไกลออกไปถึงสนามหลวง

ผมจึงว่า กรุงเทพฯ วันนี้ก็อายุ ๒๓๕ ปีแล้ว ถือว่า “ชราภาพ” มากแล้ว

เราใช้ทุกสิ่ง-ทุกอย่างในความเป็นกรุงเทพฯ คือ “ประเทศไทย” มามากเกินพอแล้ว

พยายามคืนความเป็น “รัตนโกสินทร์” ให้กรุงเทพฯ บ้างดีมั้ย?

อย่าเอาอะไรมายัด-มาถมให้กรุงเทพฯ เป็น “ถังขยะวิไล” อีกเลย!

กทม.หรือรัฐบาลมีเงินเหลือใช้ อยากจะสร้างอะไร………..

ลองเปลี่ยนแผ่นดิสก์สมอง และเลนส์ลูกตาในการคิด-การมองให้มันกว้างและยาวออกไปนอกพื้นที่ ๑,๕๖๘ ตร.กม. ที่เรียก กทม.บ้างได้ไหม?

โดยเฉพาะเกาะรัตนโกสินทร์และขอบไข่ขาว รวมถึงเจ้าพระยาด้วย!

เก่าคือ “รากแก้ว” ของต้นอมตะ

ถ้าขืนเอาแต่ใหม่ที่ “ทาบกิ่ง-ต่อตา” ยัดลงไป ทั้งเบียด ทั้งบังแสง ทั้งทำลายรากเก่า

ใหม่มีค่าแค่วัตถุ……….

ไร้ชีวิต-วิญญาณ ต่อให้อยู่นาน ก็อยู่อย่างต้องมีไม้ค้ำ ถูกพายุแรงนิดหน่อย “รากฝอย” ยึดต้น-ยึดโคน ไม่อยู่หรอก!

อย่าสร้างเลย………

เห็นฝรั่งเขามี แล้วจำเป็นต้องมีตามเขาด้วยหรือ?

เอาร่วม ๒ พันล้านไปซ่อมกรุงเทพฯ ให้มันสวย “รัตนโกสินทร์” เดิมๆ ดีกว่า.

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

เครื่องมือส่องพระ ‘เบญจราคี’…เปลว สีเงิน


ตำรวจรบชาวบ้าน ทหารรบโจร หัวโล้นรบสำนักพุทธ

ดูแล้วขำ……….!

โดยเฉพาะเรื่องโล้นแก๊งหนึ่ง “ต่อมศีลอักเสบ” หลังถูก ผอ.สำนักพุทธ “พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์” ตรวจสอบเรื่อง “เงินทอน”

กับวัดอื่นที่ “ไกลตัว” ทำวางเฉย “อาตมาไม่เกี่ยว”

แต่พอมาถึงวัด “พันตัวเอง” แถมเป็นวัดใหญ่ ถือพัดยศยอดแหลม บางโล้นอยู่ในแถวมหาเถรฯ

หัวร้อน ………..

ออกลายสายจานบินทักษิณระบบทันที!

ประกาศคว่ำบาตรสำนักพุทธบ้างละ ไม่รับนิมนต์ ไม่ประกอบศาสนกิจสัมพันธ์กับสำนักพุทธบ้างละ

ขู่ ผอ.สำนักพุทธให้ระวังตัว จะหลุดตำแหน่งบ้างละ!

ทำให้ต้องนึกทบทวน อะไรเป็นเหตุให้บางโล้นสำคัญผิดในภาวะแห่งตนได้ถึงเพียงนี้?

มีแต่ชาวบ้านจะคว่ำบาตรพระที่ประพฤตินอกรีต-นอกพระธรรมวินัย เพื่อดัดกิเลสที่อ้วนจากอาหารบิณฑบาตขุน ให้ “คืนสำนึก”

แต่นี่กลับหลงตัว ลืม “ภิกขุภาวะ” คือความเป็น “ผู้ขอ” ขู่ฟ่อๆ จะคว่ำบาตรชาวบ้านในฐานะ “ผู้ให้”?

มันกลับตาลปัตรกันไปหมด!?

ผมว่าคลุมเหลืองให้ชาวบ้านทึกทัก “เป็นพระ” ก็พออาศัยอยู่-อาศัยกินได้ดีอยู่แล้ว

อย่าทำเป็น “กระเบื้องเฟื่องฟูลอย” ให้สมตามเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาแต่โน้นเลย

เหลืองที่คลุมจะลอก โล้นที่ลวงจะถลอก………..

เพราะทุกวันนี้ พุทธศาสนิกด้วยปัญญากรอง หน่ายกระพี้ จี้เข้าแก่นพุทธศาสน์ มีมากขึ้น

จึง “รู้เช่น-เห็นลาย” ไหนเป็นโล้นพุทธบุตร ด้วยศีลาจารวัตรครัดเคร่ง และไหนเป็นโล้นแฝง ฝักใฝ่แดงจานบิน?

จะโลภกันไปถึงไหน………..

บ้านไม่ต้องเช่า-ข้าวไม่ต้องซื้อ แค่กิจนิมนต์ สวดผี ปีนึงๆ ก็เป็นแสน-เป็นล้าน?

เงินทองน่ะ เป็นวัตถุอนามาส พระบรมศาสดาเจ้าทรงห้ามพระภิกษุจับต้อง ถ้าจับต้อง ถือเป็นอาบัติ

แต่ที่เห็น-ที่เป็นทุกวันนี้…………

พระตั้งแต่สมณศักดิ์พัดยอดแหลม “บางรูป” ลงไปถึงพระพัดใบตาลยอดด้วน

ยิ่งกว่าดาราออกงานอีเวนต์ มีราคาค่าตัวลดหลั่นตามชั้นยศ เป็นที่รู้กันว่าแต่ละชั้น ควรใส่ซองเท่าไหร่ จึงจะรับไปในกิจนิมนต์นั้น

ยิ่งยศใหญ่ กิเลสยิ่งอ้วน ………..

สำนักพุทธ กับบางพระยุคระบอบทักษิณครองเมือง ใช้งบสมเกื้อกันเหมือนหนอนเกลือกถังอาจม

ระบบ “เงินทอน” ว่อนทั้งวัดหลวง-วัดราษฎร์ มานานช้า

ถ้าไล่เลียงดูจะเห็น วัดสายจานบินทักษิณระบบ จะมีเงินอุปถัมภ์บำรุงจากสำนักพุทธลงไปเป็นพิเศษ

แล้วแก๊งโล้นกับแก๊งสำนักพุทธแย่งกันมุดนรก ด้วยระบบ “ได้แล้วแบ่งปัน” ในรูปเงินทอน!

เคยมี ส.ส.นำไปพูดในสภายุคนั้นด้วยซ้ำ ก็อย่างว่า คนวงจรเดียวกัน ก็พูดพอให้รู้กันในเชิง ทำนอง “ทีมึง-ทีกู”!

ทุกวันนี้ พุทธบริษัทพวกหนึ่ง “แยกพระ-แยกผี” เพื่อเคารพ กราบไหว้ได้อยู่

แต่ยังมีหลายส่วน “เชื่อด้วยศรัทธา”……..

พลันเห็นผ้าเหลือง ก็เหมาเป็นพระ บูชากราบไหว้ ถวายไทยทานหวังจะได้บุญ-สวรรค์ จากพวกสักแต่ว่าผ้าเหลืองพันกาย ก็มีอยู่เยอะ

แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าไหนพระแท้ เป็นเนื้อนาบุญประเสริฐ ไหนด้วงแมลงแฝงคราบพระอาศัยผ้าเหลืองคลุม?

ความจริงก็ไม่ยาก พวกเราสับสนกันไปเอง

พระน่ะ….ไม่มีหรอก!?

คำว่า “พระ” เป็นเพียงสภาวะ เกิดขึ้นภายหลังกับคนที่เข้ามาบวชครองศีล ๒๒๗ ข้อ เท่านั้น

ถ้าบวชแล้ว ไม่ครองศีล ๒๒๗ ข้อ ให้สะอาดบริสุทธิ์

ก็เป็นแค่ “โล้นห่มเหลือง” ลวงโลกไปวันๆ

……….ไม่ใช่พระ!

นอกจากศีล ๒๒๗ ข้อ ยังมีข้อห้าม-ข้อปฏิบัติ ว่าด้วย “สมบัติผู้ดีพระ” อะไรควรทำ-อะไรไม่ควรทำ ทำแล้วโลกติเตียนอีก

เช่น ปาฏิเทสนียะ ๔ ข้อ เสขิยะ ๒๖ ข้อ โภชนปฏิสังยุตต์ “หลักในการฉันอาหาร” อีก ๓๐ ข้อ

ธัมมเทสนาปฏิสังยุตต์ ว่าด้วยการแสดงธรรมอีก ๑๖ ข้อ และเบ็ดเตล็ดอีก ๓ ข้อ เกี่ยวกับการขับถ่าย

นี่คืออาภรณ์ ทำให้ผู้ปฏิบัติครัดเคร่ง “เป็นพระ”!

พระจะมีรถยนต์ ห่มจีวรแพร สั่งอาหารฉันตามอยาก สมุดเงินฝาก-เงินเต็มย่าม เล่นหุ้น-แทงหวย ออกเงินกู้ มีสีกาจ๊ะจ๋าคากุฏิ ได้หรือไม่?

ตามพระวินัยบอกว่า เครื่องอาศัยของพระ มี ๔ อย่างเท่านั้น คือ

-อาหารบิณฑบาต

-นุ่งห่มผ้าบังสุกุลจีวร

-อาศัยตามโคนไม้

-ฉันยาดองน้ำมูตรเน่า

ดูตามนี้ แล้วดูพระบ้านทุกวันนี้ ก็ตอบตัวเองได้ว่า ไหนพระ-ไหนแพะ?

“แพะ” เต็มเมืองไปหมด

ส่วน “พระ” ต้องไปหาจากที่สงบสงัด ปฏิบัติสู่ความเป็นผู้สลัดออกจากตัณหา-อุปาทาน สู่ความเป็นผู้เหนือโลกในเส้นทาง มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

ตอนต้นปี…………

มีคนนำรับสั่ง “สมเด็จพระสังฆราช” วัดราชบพิธฯ ที่ประทานแก่ประชาชนผู้มาถวายสักการะ เผยแผ่ ว่า

“อย่าเอาเงินมาถวาย ……….

พระรับเงินรับทองเป็นอาบัติที่รุนแรงมาก พุทธศาสนาของเราเสื่อมลงถึงวันนี้ คิดให้ดี เป็นเพราะโยมไม่ศึกษาพระธรรมวินัย เอาเงินไปถวายพระ

เมื่อไหร่พวกเราจะเลิกทำบาปกันเสียที…….

หยุดเอาเงินให้พระ หยุดทำร้ายพระศาสนา หยุดสร้างกลุ่ม ‘เบญจราคี’ ที่โสโครกโสมมเพิ่มขึ้น”

บุญของประเทศ………..

ที่มี “พระสังฆราชา” พระองค์นี้ เป็นเนื้อนาบุญประเสริฐ

เป็นแกนธรรมจักรคณะสงฆ์ไทย

หมุนกงล้อธรรมวินัย ให้เดินไปตามรอยบาทพระพุทธองค์ ทรงกลดธรรมรัศมีเจิดจ้า

นี่คือ “ตำราดูพระ”

ถ้าอยากรู้ว่า ที่เห็นโล้นๆ ไหนพระ-ไหนแพะ?

ก็พิจารณาจากปฏิปทาของพระรูปนั้นๆ เชิงอนุโลมตามกาลสมัยเอาเถิด แต่ไม่ต้องขึงตึงเป๊ะตามพุทธกาล

อย่างอาพาธ ก็รักษาพยาบาลด้วยยาปัจจุบันได้ ไม่จำเป็นต้องยาดองด้วยน้ำปัสสาวะ

อย่างอยู่โคนไม้ ก็อนุโลมอยู่ในที่มุง-ที่บัง จะติดแอร์บ้าง ก็อนุวัตรตามสัยน์ โลกก็ไม่ติฉิน

เงินทอง ก็เป็นหน้าที่ไวยาวัจกรจัดการ

และพระน่ะ ………..

ไม่ได้มีเพื่อให้สร้างวัด การสร้างวัด เป็นหน้าที่ฆราวาสญาติโยม

พระมีหน้าที่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอันเป็นคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาเจ้า เป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนา

เมื่อปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบ ดำรงธรรมเป็นเนื้อนาประเสริฐของชาวบ้านแล้ว

ศรัทธาชาวบ้าน จะมาสร้าง “วัตถุธรรม” ให้วัดเอง!

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พระสร้างธรรม ไม่เคยตรัสบอกให้พระสร้างวัด

มีแต่พุทธบริษัทเห็นธรรม มีศรัทธาแล้วสร้างวัด นิมนต์พระไปจำพรรษา ปฏิบัติภาวนาให้รู้จักทุกข์ และทางที่จะไม่ทุกข์

วัดวาอาราม ไม่ใช่ของพระรูปใด-รูปหนึ่ง ……..

เป็นศาสนสถาน เป็นหน้าที่ชาวบ้าน รัฐบาล ต้องทำนุบำรุงดูแลโดยตรงอยู่แล้ว

ไม่จำเป็นต้องให้พระใช้โมหะท่วมหัวทึกทัก “วัดของฉัน…ของข้า” แล้วคว่ำบาตร ห้ามสำนักพุทธเข้ามาแตะ

กิเลสของท่าน มันสร้างทุเรศให้ชาวบ้าน รู้มั้ย?

ความจริง โทษพระฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ต้องโทษชาวบ้านด้วย

เอาแต่ “หาพระ” เลยไม่เจอพระ

เพราะพระไม่มี พระไม่ได้อยู่ที่คนหัวโล้น-ห่มเหลือง

แต่ถ้า “หาธรรม” จะเจอพระ

พระนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นคนหัวโล้น-ห่มเหลืองอยู่ตามวัด พระมีอยู่ในใจของคนทุกคน

ในทันทีที่มีสติรู้ว่า นะ คือแม่, โม คือพ่อ

และ นโม “พ่อ-แม่” นั้น คือ มโน หมายถึง “ใจ” ตามพุทธวจนะที่ว่า

“มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ

พระบรมศาสดา จะทรงบัญญัติพระธรรมวินัย ก็ทรงบัญญัติออกไปจาก ใจ คือมหาฐาน นี้ทั้งสิ้น

เหตุนี้ ……….

เมื่อพระสาวกผู้ได้มาพิจารณาตามจนถึงรู้จัก มโน แจ่มแจ้งแล้ว

มโน ก็สุดบัญญัติ คือพ้นจากบัญญัติทั้งสิ้น

สมมติทั้งหลายในโลกนี้ ต้องออกไปจากมโนทั้งสิ้น ของใครก็ก้อนของใคร

ต่างคนต่างถือเอาก้อนอันนี้ ถือเอาเป็นสมมติบัญญัติตามกระแสแห่งน้ำโอฆะจนเป็นอวิชชาตัวก่อภพก่อชาติด้วยการไม่รู้เท่า ด้วยการหลง หลงถือว่าเป็นตัวเรา เป็นของเราไปหมด”

นี้จาก “มุตโตทัย” ของ “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” พระอรหันต์แห่งยุครัตนโกสินทร์ กลั่นแก่นเป็นเทศนาธรรมไว้

ถ้าเข้าใจตามนี้ ใครจะไปทำบุญตามวัด………

เช่น วัดสามพระยา วัดปากน้ำ วัดพิชัยญาติ วัดเทพศิรินทร์ วัดชนะสงคราม วัดสุทัศน์ หรือวัดไหนๆ ก็ไปเถิด

มีเนื้อนาบุญ “แปลงเล็ก-แปลงใหญ่” ให้เลือกศรัทธาด้วย “ปัญญาพุทธ” เยอะแยะ.

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

เศรษฐกิจยิ่งขยายตัว ความเหลื่อมล้ำยิ่งขยายกว้าง

23

คอลัมน์ (หมายเหตุ) ประเทศไทย

โดย ลม เปลี่ยนทิศ

ช่วงก่อนวันหวยออก ผมนั่งอ่านข่าวมโนสาเร่ประดับความรู้คู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ก็พบข่าวน่าสนใจจาก เว็บไซต์ไทยรัฐ รายงานว่า มีชาวบ้านนำ ต้นตะเคียนยักษ์ ขึ้นมาจาก อ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน ไปเก็บไว้ที่ วัดสำราญนิเวศ อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ใกล้วันหวยออกชาวบ้านก็ไปบูชาขอเลขเด็ด จนทางวัดต้องติดประกาศว่า ห้ามทาแป้ง แต่คอหวยก็บ่ยั่น เปลี่ยนมาใช้มือส่องแทน บอกว่า เห็นเลขชัดเจนกว่าทาแป้งเสียอีก ข่าวรายงานว่า งวดที่ผ่านมามีคนได้เลขเด็ดรับทรัพย์ไปหลายแสน

ไม่รู้งวดนี้จะมีชาวบ้านโชคดีรับทรัพย์ไปอีกกี่แสน

นี่คือข่าวธรรมดาในสังคมไทย ไม่ว่า “ยุคก่อน 4.0” หรือ “ยุค 4.0” นอกจากข่าว เจ้าแม่ตะเคียนยักษ์ ยังมีข่าว ต้นกล้วยออกเครือกลางต้นเหมือนพญานาคกำลังชูคอ ที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ คนก็แห่ไปไหว้ขอหวยกันใหญ่ หวังร่ำรวยจากการซื้อหวย เพราะคนสวนบอกว่าฝันเห็นพญานาคีสาวสวยมาเข้าฝันจะประทานโชคให้

ผมเอาสองข่าวนี้มาเล่าให้ฟัง เพื่อจะบอกรัฐบาลว่า “ความรู้ที่ไม่เท่าเทียมกัน ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ” เป็นเรื่องที่ รัฐบาล ต้อง “ตระหนัก” ให้มากๆ

วันศุกร์ที่แล้ว คุณจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการแบงก์ชาติ ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้แถลงถึง ตัวเลขเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน ทำให้ กนง.ต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ต่ำเท่าเดิมต่อไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

กนง.ประเมินว่า จีดีพีไทยปีนี้จะเติบโตขึ้นเป็น 3.5% จากที่เคยประเมินไว้ 3.4% และ จีดีพีปีหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 3.7% จากที่ประเมินไว้เดิม 3.6% ตัวตามตัวเลขการส่งออกและการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น แต่…กนง.ยังมีความกังวลในเรื่อง ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ ที่เกิดจาก ภาวะเศรษฐกิจที่ยังเติบโตไม่ทั่วถึง (แปลไทยเป็นไทยก็คือ จีดีพีไทยโตแบบกระจุก แต่ไม่กระจายทั่วถึง) และ เอ็นพีแอล (หนี้เสีย) ของผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

กนง.ให้เหตุผลว่า เอ็นพีแอลธุรกิจเอสเอ็มอีที่สูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก ปัญหาความสามารถในการแข่งขัน เพราะภาวะเศรษฐกิจยังไม่ขยายตัวเต็มที่ ทำให้การแข่งขันเพิ่มขึ้น ส่วนที่ปรับตัวไม่ได้ หรือปรับตัวได้ช้าก็แข่งขันได้น้อยลง

ข้อมูลนี้ คุณลัดดา สำเภาทอง นายกสมาคมการค้าธุรกิจอาหาร น่าจะยืนยันได้เป็นอย่างดี 6 เดือนแรกปีนี้ ร้านอาหารปิดไปแล้วกว่า 1,300ร้าน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ทั้งปีคาดว่าจะปิดมากกว่า 2,300 ร้าน เพราะปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ ทำให้คนกินข้าวนอกบ้านลดลง แถมยังเจอ กฎหมายแรงงานต่างด้าว ซ้ำเติม เพราะ 70% ของแรงงานในร้านอาหารเป็นต่างด้าว ร้านอาหารปิดตัวมากที่สุดคือ ภาคอีสาน รองมา ภาคเหนือ แต่ก็มีร้านใหม่เข้ามาแทน ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น

อีกประเด็นหนึ่งที่ กนง. เห็นว่า อาจมีผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ก็คือ ระดับเงินเฟ้อที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย ส่วนหนึ่งมาจาก กำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่เข้มแข็ง บวกกับ ราคาพลังงาน ราคาอาหารสด ปรับตัวไม่สูงมากนัก

เหตุผลทั้งหมดที่ กนง. พูดอ้อมไปอ้อมมา ล้วนแสดงให้เห็นถึง สภาพเศรษฐกิจไทย ที่ “โตแบบกระจุก แต่ไม่กระจาย” หรือ “รวยกระจุก แต่จนกระจาย” ก่อให้เกิด ความเหลื่อมล้ำ เพิ่มขึ้น จาก ความรู้ และ การพัฒนา ที่ ไม่เท่าเทียมกัน ในขณะที่รัฐบาลก็ให้ความสนใจแต่ เมกะโปรเจกต์ ทุ่มเงินลงทุนไม่รู้กี่ล้านล้านบาท แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังยากจนและล้าหลัง ส่งผลให้เกิดสภาพ “บ้านเมืองพัฒนา แต่คนไม่พัฒนา”

ผมไม่กล้าเสนอแนะครับ แต่ขอฝากเป็นข้อคิดไปถึงรัฐบาลก็แล้วกันครับ

ประเทศที่อยู่ในสภาพอย่างนี้ ไม่ดีแน่นอนในระยะยาว ประเทศที่พัฒนาแล้ว คนต้องได้รับการพัฒนาด้วย ไม่ใช่มีแต่ ตึกสวย รถไฟความเร็วสูง และ คนจนความรู้น้อย.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

ขอขอบคุณ ไทยรัฐออนไลน์

goo.gl/zq7SuT

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

คุกโลกแน่น ผู้คนแห่เข้า

2

โดย ดร.อมรา สุนทรธาดา

กว่า 3 ปีมาแล้ว ที่เรือนจำของไทยตกอยู่ในสภาพเดียวกันแทบทุกแห่ง คือ มีผู้ต้องขังล้นคุกอยู่รวมกันอย่างแออัด

ทำความเข้าใจกันก่อน ปกติคำว่า “นักโทษ” (prisoner) หมายถึง ผู้กระทำผิดซึ่งศาลตัดสินให้ต้องโทษจำคุก แต่ต่อมาหลายประเทศเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น “ผู้ต้องขัง” (inmate) ตามการเปลี่ยนแนวคิดเดิมจากการลงโทษเพื่อชดใช้หนี้กรรมที่ได้กระทำความผิดไว้ มาเป็นเพื่อแก้ไขและฟื้นฟู

“ผู้ต้องขัง” ในที่นี้จึงหมายความรวมถึง “นักโทษเด็ดขาด” (บุคคลซึ่งถูกขังไว้ตามหมายจำคุกภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด) “คนต้องขัง” และ “คนฝาก”

ตามตัวเลขของกรมราชทัณฑ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2556 ทั่วประเทศมีผู้ต้องขังรวมทั้งสิ้น 289,568 คน แบ่งเป็นผู้ต้องขังชาย 247,334 คน และผู้ต้องขังหญิง 42,234 คน

ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ต้องขังจำนวน 286,861 คน เป็นผู้ต้องขังในคดียาเสพติดถึง 203,359 คน

การที่ผู้คนมากมายบ่ายหน้าสู่เรือนจำ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นคว้าตำแหน่งประเทศที่มีผู้ต้องขังมากเป็น อันดับ 6 ของโลก

เท่านั้นไม่พอ…เรายังติด 1 ใน 8 ประเทศที่มีจำนวนผู้ต้องขัง เกินกว่า 200,000 คน ซึ่งมีเพื่อนร่วมก๊วน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, จีน, รัสเซีย, บราซิล, อินเดีย, ไทย, เม็กซิโก และ อิหร่าน

เฉพาะ 8 ประเทศนี้ มีผู้ต้องขังรวมกันมากกว่า 6.2 ล้านคน หรือประมาณ 61% ของผู้ต้องขังที่มีอยู่ทั่วโลก (ทั่วโลกมีผู้ต้องขังทั้งสิ้นประมาณ 10.2 ล้านคน)

ยังไม่สะใจพอ…ข้อมูลจากศูนย์เรือนจำนานาชาติ (ICPS) แจ้งว่า เมื่อเทียบตามสัดส่วนประชากร ประเทศไทยมีผู้ที่ถูกคุมขัง คิดเป็นสัดส่วนถึง 398 คนต่อประชากร 1 แสนคน

สถิตินี้ทำให้เราคว้า อันดับที่ 21 ประเทศขี้คุกโลก มากอดรัดไว้อย่างเหนียวแน่นอีกตำแหน่ง!!!

โดยเฉลี่ยแล้ว ชาวบ้านชาวช่องแต่ละประเทศ เค้ามักจะมีอัตราส่วนจำนวนผู้ต้องขังอยู่ที่ ต่ำกว่า 150 คนต่อประชากร 1 แสนคน กันเป็นส่วนใหญ่

ยกตัวอย่าง เพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันอย่าง อินโดนีเซีย มีผู้ต้องขัง 59 คน ต่อประชากร 1 แสนคน เวียดนาม มีผู้ต้องขัง 145 คนต่อประชากร 1 แสนคน เป็นต้น

ถ้าไล่เรียงใหม่ลองค้นหา 10 อันดับประเทศ ที่มีอัตราการคุมขัง เกินกว่าพื้นที่คุกหรือเรือนจำจะรองรับไหว ดร.อมรา สุนทรธาดา นักวิจัยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า

คุกของประเทศ กัวเตมาลา ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 10 ยูกันดา อันดับที่ 9 ประเทศแอนติกัว และ บาร์บูตา เบียดกันอยู่ที่อันดับ 8 ซูดาน ตามมาเป็นอันดับ 7 โบลิเวีย อันดับ 6 เวเนซุเอลา อันดับ 5 ฟิลิปปินส์ อันดับ 4 สาธารณรัฐเบนิน (อยู่แถวแอฟริกาตะวันตก) ครองอันดับ 3 เอลซัลวาดอร์ อันดับ 2

ส่วนประเทศที่ได้ชื่อว่า มีอัตราการคุมขังผู้ต้องขัง ไม่สอดคล้องหรือเกินกว่าพื้นที่คุกมีรองรับแย่ที่สุดในโลก คือ ประเทศ เฮติ (อยู่แถวแคริบเบียน เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในซีกโลกตะวันตก)

ดร.อมราบอกว่า ข่าวการก่อจลาจลของนักโทษจนมีผู้เสียชีวิตอย่างทารุณถึง 125 ศพ ที่บราซิล เมื่อต้นปีนี้ ได้สะท้อนถึงข้อเท็จจริงหลายอย่างว่า ปัญหาคุกล้น ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

“ภาพที่หลายๆคนนึกถึงคุก คือ ความแออัด ความรุนแรงระหว่างผู้ต้องขัง การควบคุมอย่างเข้มงวด ระหว่างที่ต้องโทษ มีมาเฟีย หรือขาใหญ่ในคุกขายยาเสพติด และปัญหาอื่นๆอีกนานัปการ”

ดร.อมรา วิเคราะห์ถึงมูลเหตุจูงใจ ซึ่งทำให้ผู้ต้องขังที่บราซิล (อีกหนึ่งประเทศที่มีอัตราการคุมขังนักโทษ เกินกว่าพื้นที่รองรับ) ก่อเหตุประท้วงว่า

บราซิลเผชิญปัญหาคุกล้น และการบริหารจัดการที่ขาดประสิทธิภาพ เฉพาะนักโทษในคดียาเสพติดอย่างเดียว รัฐไม่สามารถสร้างคุกรองรับได้เพียงพอ ยังไม่นับนักโทษระหว่างคุมขังที่รอการพิพากษา อีกร้อยละ 40 ศักยภาพการรองรับผู้ต้องขังของเรือนจำบราซิล จึงรับผู้ต้องขังไว้เกินกว่าจำนวนรับได้จริงถึง 2 หรือ 3 เท่า

“ยกตัวอย่าง คุก Alcacuz Centre ที่เมือง Natal จุดเกิดเหตุก่อจลาจลเมื่อต้นปีนี้มีผู้ต้องขังประมาณ 1,000 คน จากจำนวนที่รับได้จริง 620 คน เมื่อต้องอยู่ในคุกนานๆโดยไม่รู้ชะตากรรม นักโทษจะรวมตัวกันเป็นแก๊ง สร้างอาณาจักรภายในคุก เพื่อให้ได้รับสิทธิพิเศษ”

“เช่น ยึดพื้นที่ ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดเป็นที่หลับนอน หรือติดต่อกับแก๊งภายนอกเรื่องยาเสพติดโดยผ่านการรับรู้จากผู้คุม หรือเรียกค่าคุ้มครองจากนักโทษอื่นที่ไม่ได้อยู่ในแก๊งของตน การที่สามารถก่อเหตุจลาจลได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักโทษมีอาวุธจำนวนมากอยู่ในครอบครอง รวมทั้งมีโทรศัพท์มือถือที่สามารถติดต่อกับเครือข่ายนอกคุก โดยมีเครือข่ายนอกคุกเข้าร่วมในเหตุการณ์ ทำให้การจลาจลเพิ่มความรุนแรงเป็นทวีคูณ”

ดร.อมราบอกว่า เทียบกับญี่ปุ่น ไม่มีปัญหาเรื่องคุกล้น แต่มีปัญหาที่ต่างจากประเทศอื่น คือ มีผู้สูงอายุจำนวนมากอยากเข้าไปอยู่ในคุก จึงทำให้ผู้ต้องขังใหม่ที่เป็นผู้สูงอายุ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์การสูงวัยของประเทศอย่างชัดเจน

“เมื่อ 26 ปีก่อน ญี่ปุ่นมีผู้ต้องขังสูงวัย หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปเพียง 1.3% แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีผู้ต้องขังสูงวัยเพิ่มขึ้นเป็น 10.4% ประชากรญี่ปุ่นมีอายุสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมาก คาดประมาณว่า ในปี 2060 หรืออีก 43 ปีข้างหน้า ญี่ปุ่นจะมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากถึง 40%”

“ทุกวันนี้ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น 25% มีรายได้ไม่พอกับค่าครองชีพโดยเฉลี่ย (265,620 บาท/คน/ปี) ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น มีเงินสวัสดิการหรือเงินฝากบำนาญโดยเฉลี่ยแค่ 206,580 บาท/คน/ปี ซึ่งไม่พอแก่การยังชีพ”

“ที่นั่นการเข้าคุกก็ง่ายมาก แค่แอบฉกฉวยของในร้านสะดวกซื้อ หรือเพียงแกล้งหยิบแซนด์วิชชิ้นจิ๋วราคาไม่กี่บาท ก็มีสิทธิเดินเข้าคุกแล้ว ญี่ปุ่นมีผู้สูงอายุที่กระทำผิดก่อคดีซ้ำถึง 6 ครั้งเพื่อเข้าคุก ประมาณร้อยละ 40 ส่วนสินค้ายอดนิยมที่ผู้สูงอายุมักขโมยเพื่อให้ตัวเองติดคุก คือ อาหารและเครื่องสำอาง”

ดร.อมราบอกว่า เมื่อได้เป็นพลเมืองคุกสมใจ ผู้ต้องขังสูงวัยต้องปฏิบัติตามกฎคุก แต่ก็ไม่หนักหนาสาหัสเท่าผู้ต้องขังวัยอื่น เช่น ต้องทำงานคัดแยกกระดาษ ร้อยลูกปัด หรือพับเสื้อผ้าที่ซักแล้ว วันละ 6 ชั่วโมง ผู้ต้องขังมีอาหาร 3 มื้อ ได้รับการดูแลด้านสุขภาพ รับฟังข่าวสารได้จากวิทยุและโทรทัศน์

จะมีการสังเกตว่า ผู้สูงอายุคนไหนต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่น ผู้มีอาการอัลไซเมอร์ จะได้รับการแยกเรือนนอน ผนังห้องมีวัสดุป้องกันไม่ให้ศีรษะบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ รวมทั้งแจกไม้เท้าเพื่อช่วยการเดิน

ปัญหาผู้ต้องขังสูงวัยล้นคุกในประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ ก็มี แต่มีน้อยกว่าที่ญี่ปุ่นหลายเท่า…

ที่น่าสังเกตก็คือ คุกไทยกับคุกบราซิล มีลักษณะใกล้เคียงกันมาก โดยเฉพาะเรื่องความแออัด การก่อจลาจล และผู้ต้องขังคดียาเสพติด

ดร.อมราว่า “ที่มาของปัญหาคุกล้น เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมอย่างแท้จริง”.

ขอขอบคุณ ไทยรัฐฉบับพิมพ์

goo.gl/cYbqfV

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

รถไฟความเร็วสูงสายแรก

2

คอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย (นสพ.ไทยรัฐ)

โดย ลม เปลี่ยนทิศ

ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ ครม.ไฟเขียวเดินหน้า รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ตามคำสั่ง ม.44 ช่วงที่ 1 กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กม. ไปเรียบร้อย รัฐบาลไทยจะกู้เงินมาลงทุนเองทั้งหมด 179,413 ล้านบาท ใช้เวลาในการก่อสร้าง 4 ปี เปิดให้บริการในปี 2564 ถือเป็น รถไฟความเร็วสูงสายแรกของไทยที่วิ่งด้วยความเร็ว 250 กม.ต่อชั่วโมง โครงการนี้รัฐบาลเห็นว่าคุ้มค่ามาก มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 8.56% ถ้าสร้างครบทั้งสาย กรุงเทพฯ-หนองคาย 647 กม. ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะเพิ่มเป็น 11.68% ผลตอบแทนทางการเงิน 2.53% จะเป็นจริงหรือไม่ อนาคตจะเป็นเครื่องพิสูจน์

253 กม.มี 6 สถานี บางซื่อ ดอนเมือง สระบุรี อยุธยา ปากช่อง นครราชสีมาเงินลงทุน 179,413 ล้านบาท คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีคมนาคม แถลงว่า แบ่งเป็นสองส่วนคือ การก่อสร้างงานโยธา 75% ประมาณ 134,560 ล้านบาท ฝ่ายไทยดำเนินการ อีก 25% ราว 44,850 ล้านบาท เป็นค่าซื้อระบบเดินรถจีน 34,000 กว่าล้านบาท ค่าที่ปรึกษาจีน 5,000 กว่าล้านบาท ค่าซื้อขบวนรถไฟจีน 4,480 ล้านบาท

4 ปีจะเสร็จไหม คงต้องไปลุ้นกันแบบไทยๆ เช่นเดียวกับผลตอบแทน เพราะงานโยธาผู้รับเหมาไทยทำทั้งหมด ผลงานก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เป็นเครื่องการันตีได้ว่า 4 ปีคงไม่เสร็จ ถ้าเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างจีนก็เสร็จแน่นอน

รัฐบาลวาดฝันโครงการนี้ไว้อย่างสวยหรูว่า โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 647 กม. มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์เชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียนและจีนที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด มีมูลค่าการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวกับไทยสูง และยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ One Belt One Road ของจีน ที่จะสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค และเชื่อมโยงกรุงเทพฯและปริมณฑลที่มีสัดส่วนจีดีพีร้อยละ 47 ไปยังจังหวัดในโครงข่ายอีกด้วย

อีกเหตุผลสำคัญก็คือ ต้องการเชื่อมกับรถไฟความเร็วสูงจีนที่ยาวกว่า 1,800 กม. จาก กรุงเทพฯ-หนองคาย 647 กม. ใน สปป.ลาว 440 กม. ในจีน 777 กม. ยังไม่นับเส้นทางลงใต้ไปเชื่อมกับ มาเลเซีย เพื่อลงสู่ สิงคโปร์ ที่เป็นจุดหมายปลายทางอีก 970 กม.

ดร.กอบศักดิ์ ภู่ตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีสำนักนายกฯ แถลงถึง เงินลงทุน 179,413 ล้านบาท ว่า ครม.ให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณไปคิดหาเงินมา เช่น กระทรวงการคลังกู้มาให้การรถไฟฯกู้ต่อ หรือการรถไฟฯกู้แล้วให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน หรือจะระดมทุนผ่านการขายพันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น

แสดงว่ารัฐบาลยังไม่มีเงินลงทุน ยังไม่ได้หาแหล่งเงินทุน ทั้งที่ต้องลงทุนเป็นวงเงินสูงถึง 179,413 ล้านบาท ในอนาคตยังต้องลงทุนเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 250,000 ล้านบาท เพื่อสร้างส่วนต่อขยายจากนครราชสีมาไปถึงหนองคาย

แต่ ครม.ก็เคาะราคา ค่าโดยสาร ออกมาแล้ว อัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 80 บาท บวกเพิ่มตามระยะทาง 1.80 บาทต่อ 1 กม. ถ้าโดยสารจาก บางซื่อ-อยุธยา 195 บาท จาก บางซื่อ-สระบุรี 278 บาท จาก บางซื่อ-ปากช่อง 393 บาท จาก บางซื่อ-นครราชสีมา 535 บาท และจากสถานีนครราชสีมา (อยู่นอกเมือง) จะต้องต่อรถเข้าเมืองอีกหลายกิโลเมตร ถ้าไม่มีขนส่งมวลชนมาเชื่อมต่ออีกทอด

ดร.กอบศักดิ์ แถลงว่า รถไฟความเร็วสูงมี 6 ขบวน แต่ละขบวนมี 600 ที่นั่ง ออกจากสถานีต้นทางทุก 1 ชั่วโมงครึ่ง วันละ 11 ขบวน ใช้เวลาเดินทางจาก สถานีบางซื่อ-นครราชสีมา 1.30 ชั่วโมงต่อเที่ยว ในปี 2564 ที่จะเปิดเป็นปีแรก คาดว่าจะมีผู้โดยสารวันละ 5,300 คน และ ในปี 2594 หลังจากเปิดให้บริการแล้ว 30 ปี คาดว่าจะมีผู้โดยสารเพิ่มเป็นวันละ 26,800 คน และมีขบวนรถไฟให้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 26 ขบวน อีก 30 ปีเทคโนโลยีระบบขนส่งมวลชนคงจะเปลี่ยนไปเยอะมาก

ผมขออวยพรให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จครับ ไม่อยากเห็นเงินภาษีของประชาชนเสียหาย ผมเขียนเรื่องนี้มามากแล้ว ต่อไปคงไม่เขียนอีกแล้ว.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

ขอขอบคุณ ไทยรัฐฉบับพิมพ์

goo.gl/g9aPFJ


Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

วิพากษ์ปัญหา “โพสต์ภาพศพ” จากมุมมองกู้ภัย-สื่อ

1

บทความจาก โพสต์ทูเดย์

โดย วิรวินท์ ศรีโหมด

การนำภาพศพผู้เสียชีวิตมาเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ กลายเป็นประเด็นที่มักถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมทุกครั้งในยามที่เกิดเหตุอาชญากรรมหรืออุบัติเหตุร้ายแรง

ทว่าแม้จะมีเสียงตักเตือนจำนวนมากจากสังคม แต่ก็ยังมีการเผยแพร่ภาพไม่เหมาะสมออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมีผู้คนจำนวนหนึ่งต่างพากันเข้าไปกดไลค์กดแชร์แถมด้วยการแสดงความเห็นว่า “ขออโหสิกรรมที่เข้ามาดู” ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีผู้เข้าไปตักเตือนก็กลับถูกต่อว่ากลับโดยอ้างว่าการนำภาพผู้เสียชีวิตมาแชร์ก็เพื่อเป็น “อุทาหรณ์”

เมื่อเกิดกระแสตำหนิถึงความไม่เหมาะสมในการเผยแพร่ภาพผู้เสียชีวิต สปอร์ตไลท์มักส่องไปที่ “หน่วยกู้ภัย และ สื่อมวลชน” โดยอัตโนมัติเนื่องจากเป็นผู้ที่สามารถ “เข้าถึง” ที่เกิดเหตุได้ตามหน้าที่

วันนี้โพสต์ทูเดย์คุยกับตัวแทนจากมูลนิธิร่วมกตัญญู และ กรรมการควบคุมจริยธรรมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถึงการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และ “สาเหตุ” ที่ทำให้ยังมีภาพไม่สมควรเหล่านี้ถูกเผยแพร่ออกมา

ตามหาญาติ-เตือนภัย เหตุมูลนิธิปล่อยภาพ แต่ต้องเซ็นเซอร์

อัญวุฒิ โพธิ์อำไพ หัวหน้ารถกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู เล่าว่าการส่งภาพศพในอุบัติเหตุต่างๆ ของทางมูลนิธิฯ ส่วนใหญ่ใช้เพื่อประโยชน์ 3 เรื่องหลัก คือ 1.ตามหาญาติผู้ประสบอุบัติเหตุที่ไม่มีเอกสารหลักฐานติดตัวให้รับทราบ 2.เตือนภัย ให้คนทั่วไปรับทราบ แต่การนำเสนอต้องผ่านการเซ็นเซอร์ และ 3.เป็นช่องทางสื่อสารขอความช่วยเหลือนอกจากวิทยุสื่อสาร ปัจจุบันใช้โปรแกรมไลน์ในการส่งข้อมูลให้กับ 3 กลุ่มหลัก คือ ภายในหน่วยงานเพื่อแจ้งผลการปฏิบัติหน้าที่ กลุ่มสมาชิกอาสาสมัครกู้ภัยทั่วประเทศ และใช้ติดติอสื่อสารกับสื่อมวลชน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ รายนี้มองว่าการส่งภาพนั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ส่งแต่ละคน แต่มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยส่วนใหญ่กว่า 80% เซ็นเซอร์ภาพผู้เสียหายเพราะทุกคนรับทราบเรื่องข้อกฎหมาย แต่หากจำเป็นกรณีที่ผู้เสียชีวิตไม่มีญาติก็อาจขึ้นข้อความว่า “ขออภัยที่เราไม่ได้เบลอหน้า เพื่อให้ช่วยติดตามหาญาติ”

“ภาพที่หลุดออกมายอมรับว่าเมื่อก่อนมี แต่ตอนนี้น้อยลงมาก ทำถูกกันมาเป็น 100 ครั้งไม่มีใครว่า แต่คนส่วนน้อยทำผิดครั้งเดียว ก็ยกขึ้นมาเป็นประเด็น ทำให้คนทำงานไม่สบายใจ แต่ยังไงหากเจอเราจะส่งข้อความไปเตือนให้เซ็นเซอร์หรือลบภาพ เพราะทุกวันนี้กลุ่มอาสาก็เตือนกันเอง เช่นเดียวกับภาคสังคม”

อัญวุฒิ มองว่าทางออกเรื่องนี้มูลนิธิกู้ภัยเป็นเพียงส่วนน้อยซึ่งมีการคอยเตือนกันอยู่ตลอด แต่ผู้ที่โพสต์ภาพเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากประชาชน จึงคิดว่าเรื่องนี้ต้องปลูกฝังให้ทุกคนตระหนักว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ แต่ถึงอย่างไรสถานการณ์ขณะนี้ดีขึ้น

“อยากให้ทุกคนช่วยกันตรวจสอบเพราะสื่อมี 2 มุม 2 ด้าน ในทุกเรื่อง ฉะนั้นทุกคนควรช่วยกันดูแลและนำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์มาใช้ให้มากที่สุด”

2

“ขออโหสิกรรมที่เข้ามาดู” คอมเมนท์ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยมักทิ้งไว้หลังจากเข้ามาดูภาพผู้เสียชีวิต

ภาพความสูญเสียไม่ว่าเหตุใด “ไม่ควรเผยแพร่”

จักร์กฤษ เพิ่มพูล กรรมการควบคุมจริยธรรมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ยืนยันหลักการว่าภาพความเสียหายจากอุบัติเหตุหรือเหตุฆาตกรรมต่างๆ ไม่ว่ากรณีใดเป็นเรื่องที่ไม่ควรนำออกมาเผยแพร่ เพราะเป็นหลักพื้นฐานและกฎเหล็กของสื่อมวลชน แต่ที่ในสังคมยังมีคนบางกลุ่มส่งภาพประเภทนี้อยู่ โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย เนื่องจากผู้ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการอบรมเรียนรู้เหมือนสื่อวิชาชีพ จึงไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานเรื่องความรับผิดชอบของสื่อมวลชนแท้จริง เพราะหลักการคือ ต้องไม่ซ้ำเติมผู้สูญเสีย

กรรมการสมาคมนักข่าวฯ รายนี้ มองว่าการส่งต่อภาพผู้เสียชีวิตทางจิตวิทยาคือการตอบสนองสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเรื่องราวอะไรคนทั่วไปมักให้ความสนใจ แม้ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ จึงอยากให้คิดซักนิดว่าหากตนเองเป็นครอบครัวผู้เสียชีวิต คงไม่อยากทำเช่นนั้นเหมือนเป็นการซ้ำเติมผู้เสียหาย

“ถ้าหากเป็นเราจะรู้สึกไหม เรื่องเหล่านี้เป็นความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน ควรคำนึงถึงเรื่องของความเป็นมนุษย์ เพื่อนมนุษย์ไม่ควรจะซ้ำเติม ต้องระมัดระวัง”

ทางออกเรื่องนี้คิดว่าต้องสร้างการรับรู้เรื่องสิทธิ ให้กับผู้ใช้โซเชียลมีเดียควบคู่ไปกับการใช้สื่อออนไลน์ว่าการกระทำอย่างไม่คิดเป็นการซ้ำเติมผู้อื่น และอาจมีความผิดทางกฎหมายฐานหมิ่นประมาทผู้เสียชีวิต แต่ถึงอย่างไรคิดว่ากฎหมายไม่สำคัญเท่าจิตสำนึกความเป็นมนุษย์ ที่ต้องระมัดระวังไม่ควรละเมิดศักดิ์ศรีของผู้สูญเสีย

จักร์กฤษ แสดงความรู้สึกว่าปัญหานี้ไม่น่ากังวลเพราะวิวัฒนาการเมื่อถึงจุดหนึ่งที่คนในสังคมตระหนักรู้ว่าอะไรไม่ควรโพสต์ เช่นเดียวกับช่วงเกิดเหตุระเบิดศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ ช่วงแรกก็มีภาพความสูญเสียเผยแพร่ออกมาจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นสังคมมีการตักเตือนกันสุดท้ายสถาการณ์ดีขึ้น จึงคิดว่าวันนี้ผู้ใช้สังคมออนไลน์ส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจแล้ว

3

ผู้ใช้เฟซบุ๊กบางรายนำภาพผู้เสียชีวิตมาเผยแพร่โดยไม่เซ็นเซอร์

จิตสำนึก หนทางยุติการเผยแพร่ภาพผู้เสียชีวิต

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่าปัญหานี้เกิดจากความไม่รู้ โดยภาพผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ที่ถูกเผยแพร่มาจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิซึ่งได้เข้าไปในพื้นที่ จึงมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่กระทบต่อสิทธิของผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ลดลงไปมาก แต่ถึงอย่างไรยังคงต้องคอยตักเตือนและให้ความรู้กันอยู่

การที่บางมูลนิธิฯ อ้างว่าเผยแพร่ภาพศพเพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ มองว่าไม่จริงเป็นเพียงข้ออ้างเพราะการเผยแพร่ภาพเหล่านั้นไม่ตอบโจทย์ที่จะใช้เป็นอุทาหรณ์ได้ แต่กลับเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและไม่ให้เกียรติผู้ประสบเหตุมากกว่า อีกทั้งยังสร้างผลกระทบทางจิตใจแก่ญาติผู้เสียหาย ดังนั้นอยากให้สังคมช่วยเป็นกระบอกเสียงเตือนผู้นำภาพความสูญเสียออกมาเผยแพร่

มานะ มองว่าวันนี้แม้มีกฎหมายควบคุมดูแลเรื่องเหล่านี้แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ 100% เพราะปัญหานี้ขึ้นอยู่กับจิตสำนึก ฉะนั้นเป็นเรื่องที่มาตรการทางสังคมต้องช่วยกันทำความเข้าใจ

“ผมไม่เชื่อว่ากฎหมายจะทำอะไรได้ ถ้าหากมันมีช่องทางและคนจะนำเสนอ แต่สิ่งสำคัญเราต้องช่วยเตือนและสร้างจิตสำนึกกันมากกว่านี้ หากปล่อยไป มันจะทำให้เด็กรุ่นต่อไปเสพความตาย กลายเป็นคนหยาบกระด้าง เพราะเห็นภาพพวกนี้มากเกินไป”

ขอขอบคุณ โพสต์ทูเดย์

goo.gl/4H4p64

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ปฏิรูป ‘หวังน้อย-ผิดหวังน้อย’…เปลว สีเงิน


“พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” หัวหน้าปฏิรูปตำรวจนี่ ดูไป-ดูมา

มาดละม้าย “คลินต์ อีสต์วูด” แฮะ!

ทำให้เบาใจไปได้อย่าง โดยเฉพาะเรื่องรสนิยมทางการบริโภค

ท่าน “ไม่หิวลาบ” แน่นอน!

เมื่อวาน (๑๒ ก.ค.๖๐) เปิดปฐมนิเทศ ๓๖ มือศัลยกรรมตำรวจที่กองบัญชาการกองทัพไทย

เดินหน้าตามสูตร ๒+๓+๔

ครบ ๙ เดือน คลอดตามฤกษ์ “พระอาจารย์ประยุทธ์” ทันที!

๒ คือ……….

ใช้เวลา ๒ เดือน รับฟังคำเสนอแนะ นำรูปแบบต่างประเทศ รวมทั้งผลศึกษาการปฏิรูปองค์กรตำรวจทั้งหมด มาวิเคราะห์-ประมวล

๓ คือ……….

นำที่ประมวลจาก ๒ เดือนนั้น มาร้อยเรียงร่างเป็นมาลากฎหมาย ในเวลา ๓ เดือน

๔ คือ…….

ใช้เวลาอีก ๔ เดือน โรดโชว์ “ร่างกฎหมายปฏิรูปตำรวจ” ให้ชาวบ้าน-ชาวเมืองได้ตรวจตรา ติ-ชม เอานั่น ไม่เอานี่ ประชาพิจารณ์กันให้เป็นที่สาแก่ใจแล้ว

ก็จะประกาศใช้เป็นกฎหมาย!

กรอบใหญ่เป็นอย่างนี้ ส่วน ๙ เดือนได้คลอดออกมาเป็นตัวตามกำหนดหรือไม่ หรือจะกลายเป็นท้องลม?

นั่นเป็นเรื่องอนาคต จะพูดกันตั้งแต่นาทีแรกผสมพันธุ์ ดูจะฟุ้งซ่าน เป็นมนุษย์เจ้าปัญหามากไป!

เอาเป็นว่า ตอนนี้ ใครมีโมเดลตำรวจแบบไหน คิดเห็น-ต้องการอย่างไร?

ในยุคไอทีครองโลก ทุกคนมีพื้นที่สื่อเป็นของตัวเอง ใช้สื่อออนไลน์ “เสนอแนะ” ได้เลย

“เสนอแนะ” นะครับ ไม่ใช่ “ด่าแนะ” ตะพึด-ตะพือ เมื่อถามว่า แล้วต้องการแบบไหน?

ตอบได้คำเดียว……..ไม่รู้!

รู้อย่างเดียว “ค้าน-ต้าน-ด่า” เป็นปัญญาประดิษฐ์ของสังคมสมาร์ตโฟน ออนไลน์

เท่าที่ผมฟัง สรุปกว้างๆ ได้ว่า ในการปฏิรูปตำรวจ ส่วนใหญ่ต้องการให้

-ยุบ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ไปเลย

-ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่ง “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ”

-งานปราบปรามกับงานสอบสวน แยกออกจากกัน

-ตำรวจกับอัยการคือ “เงาในเงา” ต้องปฏิรูปไปด้วยกัน

-การแต่งตั้งโยกย้าย มิใช่เพื่องาน แต่เป็นเพื่อซื้อขาย

-นายพลตำรวจ-ยศตำรวจ มีมากเกินความจำเป็น

หลักๆ จะเป็นอย่างนี้ ……….

ในประเด็นยุบสำนักงานตำรวจ แล้วจะให้ไปสังกัดกระทรวงไหน หรืออยู่ในรูปแบบใด?

ยังหลากหลาย เสียงส่วนใหญ่ ยังไม่ไปในทิศทางเดียวกัน!

ประเด็น “อัยการ” ผมก็เห็นด้วย

เพราะตำรวจเป็นฝ่ายจับ อัยการเป็นฝ่ายสั่งคดี การทำงานระหว่างตำรวจกับอัยการ ต้องยึดโยงกัน

คนภายนอกอาจมองไม่เห็น แต่คนภายใน เห็นความเป็น “ไก่เห็นตีนงู-งูเห็นนมไก่” ระหว่างอัยการ-ตำรวจ

ฉะนั้น ในเมื่อปฏิรูปตำรวจ …………

ก็หนีไม่พ้น ในส่วนงานสัมพันธ์ ก็ต้องปฏิรูป “ระบบอัยการ” ด้วย

ในความหมาย “อนุวัตร” ให้สอดคล้องกับทางปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม

อีก ๒-๓ ประเด็นที่ผมเห็นด้วย กรอบใหญ่ คือ

ไม่จำเป็นต้องรวมศูนย์อำนาจ “ควบคุม-บังคับบัญชา” ตำรวจทั้งประเทศ ไว้ที่บุคคลคนเดียว ที่เรียก “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ”

นั่นเท่ากับ ไม่จำเป็นต้องคงรูปแบบ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” เอาไว้อีก

นายพลตำรวจมีจำนวนร้อยหรือจำนวนพัน ผมไม่แน่ใจ?

แต่ที่แน่ใจ มันมีมากเกินจำเป็น

และส่วนนี้ เหมือนอยู่บนหอคอยนั่งทับอำนาจ ไม่เกิดประโยชน์สัมพันธ์กับชาวบ้าน

ใช้สูตร ๑:๑๐๐ แตกนายพลตำรวจไปเพิ่มอัตราระดับพลตำรวจ-นายสิบตำรวจ

แบบนั้น จะเกิดประโยชน์ทางปฏิบัติที่ถึงตัวชาวบ้านมากกว่า!

การบริหารองค์กรทุกวันนี้ นายใหญ่ นั่งพุงหลามอยู่ข้างใน

ส่วนตามถนน ตามตรอก-ซอกซอย กลางวัน-กลางคืน ๒๔ ชั่วโมง ชาวบ้านทุกข์ร้อนอะไร

คนไปถึงชาวบ้าน-ถึงปัญหา คือพวกเงี่ยงปลาทู!

พวกแบกดาว-แบกมงกุฎ บ่ามันหนัก จะแบกไป “พิทักษ์สันติราษฎร์” ถึงที่ได้

ต้องงานใหญ่ กล้อง-ไฟ พร้อม ถึงจะได้ชมบารมีท่าน!

กรณี “อัยการหิวลาบ” เป็นตัวอย่าง เป็นอุทาหรณ์ที่ดี ในทางสะท้อนความจริง ว่า

ทางปฏิบัติสังคมจริง…………

“ชั้นผู้น้อย” คือตำรวจที่ประชาชนจับต้องได้ในทุกสถานการณ์ และความเป็น “สถาบันตำรวจ” สังคมจะชื่นชมหรือชิงชัง

มาจาก “ชั้นผู้น้อย” ที่สัมผัส-สัมพันธ์ชาวบ้านตามถนน ไม่ใช่นายพลซุกห้องแอร์

ซุกไม่ซุกเปล่า……….

ยังใช้อำนาจสั่งการให้ชั้นผู้น้อยที่สุจริตและซื่อตรงในงาน ไปกราบกรานขอโทษ “คนทำผิดกฎหมาย”

ก็คิดดู ระดับ “เงี่ยงปลาทู” แยกแยะผิด-ถูกได้ หยิ่งในเกียรติ-ในสถาบัน น่าชื่นชม

แต่นายพัน-นายพลตำรวจ คิดไม่ได้ แยกแยะไม่ออก ใครใหญ่-ใครมีอำนาจ หงอ…สยบยอมให้เขา

พร้อม “ทำผิดให้เป็นถูก-ทำถูกให้เป็นผิด” นี้เป็นตัวอย่างและคำตอบทางปฏิรูปได้ดีว่า

“ยศ-ตำแหน่งนายพลตำรวจ” มีมากไปมั้ย ควรมี-หรือไม่ควรมี?

มีคนส่งจดหมายมาฉบับ บอกว่า……..

“ได้รับบทความจากรุ่นน้องธรรมศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องปฏิรูปตำรวจไทย” ว่าด้วยการคัดเลือกตำรวจของสหรัฐฯ

เขาแนบบทความมาด้วย ก็อ่านดู เดี๋ยวค่อยคุยกันต่อ

ตำรวจอเมริกัน….เรื่องที่น่ารู้

๑.ไม่มีกรมตำรวจ ไม่มีแม้แต่ทบวงหรือกระทรวงตำรวจเหมือนประเทศอื่น จึงไม่มีสายการบังคับบัญชายุ่บยั่บเหมือนของไทย

๒.ไม่มีโรงเรียนนายร้อยตำรวจ แต่ละเมืองคัดตำรวจกันเอง

วิธีคัดก็ไม่เหมือนกัน

คัดได้แล้ว ก็ส่งไปอบรมที่โรงเรียนตำรวจ ๒๖ สัปดาห์ เป็นอันว่าจบหลักสูตร ออกมาทำงานได้

ตำรวจอเมริกันจึงไม่มีการเบ่งว่า…ฉันจบจากโรงเรียนนายร้อย…อั้วจบมหาวิทยาลัย…ข้ามาจากจปร.(จ่าเป็นนายร้อย)

๓.ไม่มีอธิบดีกรมตำรวจ

ที่หนังสือพิมพ์อเมริกันเรียก police chief นั้น อย่าไปแปลว่าอธิบดีกรมตำรวจนะครับ ไม่มีกรม ทะลึ่งเป็นอธิบดีได้ยังไง

ตำแหน่งนี้ก็คือ หัวหน้าตำรวจของแต่ละเมือง อยู่ใต้บังคับบัญชาของนายกเทศมนตรีอีกที ตำรวจจึงต้องทำงานเอาใจนายกเล็ก

นายกเล็กต้องลงแส้ให้ตำรวจทำงานให้มีประสิทธิภาพ กลัวว่าครั้งหน้าจะไม่มีใครเลือก

เมืองไทยน่าจะทดลองให้ตำรวจนครบาลขึ้นกับผู้ว่าฯ กทม.ดูบ้าง อาจจะแก้ปัญหาตำรวจได้

๔.ตำรวจอเมริกันไม่มียศชั้นนายพัน สูงสุดเป็นแค่นายร้อย

สูงกว่านั้นใช้ “นาย”

คุณอาจจะต้องสงสัยว่า ถ้าอย่างนั้นจะสั่งงานกันอย่างไร ก็ว่ากันไปตามตำแหน่ง ฯลฯ

๕.ตำรวจอเมริกันไม่มีการโยกย้ายไปเมืองนั้นเมืองนี้ เริ่มต้นเป็นตำรวจเมืองไหน ก็ต้องอยู่ที่นั่นไปตลอด

ตำรวจแต่ละคน จึงต้องรักษาประวัติตัวเอง เหม็นเมื่อไหร่หมดโอกาสสร้างอนาคตใหม่

ในสหรัฐฯ ไม่มีจังหวัดเหมือนบ้านเรา มีเพียง city กับ town ซิตี้ คือเมืองใหญ่ ทาวน์เป็นเมืองเล็ก

ทาวน์บางแห่งมีคนไม่กี่พัน จ่าวัตสันตบทรัพย์น้าแมรี่ รู้กันเพียงชั่วข้ามคืน ใครเหม็นก็ต้องออก

ตำรวจเน่าจากหาดใหญ่ ไปสดใสที่ขอนแก่น อย่างนี้ไม่มีในอเมริกาครับ

๖.ตำรวจอเมริกันไม่ต้องวิ่งเต้นโยกย้ายเหมือนตำรวจบางประเทศ ที่เสียเงินทีหนึ่งเป็นแสนๆ บาท

เสียแล้วก็ต้องถอนทุนคืน สะสมกำไรเพื่อวิ่งเต้นไปลงโรงพักเกรดดียิ่งๆ ขึ้น ประมูลตำแหน่งกันยังกะประมูลรถยนต์ ฯลฯ

๗.ที่อเมริกาเงินเดือนของตำรวจเมืองไหน ก็เอามาจากภาษีประชาชนที่อยู่ในเมืองนั้นไปจ่าย ตำรวจจึงรู้สึกว่า จะต้องทำงานให้คุ้มค่าจ้าง ต้องรับผิดชอบต่อคนทั้งเมือง ฯลฯ

………………………..

cr.Chamnan Chanruang

นี่คือสาระหลักในบทความที่ว่า ก็ถือเป็นการเสนอแนะในช่วงรับฟัง ๒ เดือนแรกของคณะกรรมการปฏิรูปก็แล้วกัน

ต่อจากนี้ คงตั้ง “อนุกรรมการฯ” แต่ละคณะ รวบรวมแต่ละเรื่อง ในแต่ละกรอบประเด็น เป็น “แต่ละชิ้นส่วน” แล้วนำไปเข้าตะเข็บเป็น “ร่างกฎหมาย”

กรอบใหญ่ทั้ง ๗ หัวข้อ ก็…โอเคนะ

แต่รูปแบบปกครองและลักษณะสังคมอเมริกันก็แบบหนึ่ง ของไทยก็อีกแบบหนึ่ง

รายละเอียดทางปฏิบัติ มีทั้งเป็นไปได้ และเป็นไปไม่ได้ รับฟังเป็นข้อมูลศึกษาไว้ก็ไม่เสียหาย

อีก ๙ เดือน ประมาณ เมษา-พฤษภาปีหน้า ก็จะรู้ ว่าการปฏิรูปตำรวจของนายกฯ ประยุทธ์ นั้น

จะแบบยึด “รากฐาน-โครงสร้าง” เดิม แค่ตบแต่งหน้าตา ทาสีใหม่ ที่เรียก renovate ให้ดูทันสมัย

หรือ รื้อ-ทุบ “ฐานราก” ทิ้ง สร้างรูปแบบใหม่ ที่เรียก revolution?

แต่เอาที่แน่ๆ ผมว่า ……..

แค่ “ทาสีใหม่” มากกว่า!

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment