ตอบนายกฯ ประยุทธ์

61

คอลัมน์ ขอคิดด้วยฅน (นสพ.แนวหน้า)

โดย เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ร่ายยาวว่า 3 ปี รัฐบาล คสช.พยายามแก้ปัญหาที่หมักหมมอะไรมาบ้าง แล้วยังฝากคำถาม 4 ข้อ กลับไปที่ประชาชนเจ้าของประเทศด้วยว่า

“การเป็นประชาธิปไตยของไทย จะต้องไม่เป็นประชาธิปไตยที่ล้มเหลว จะต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีรัฐบาลซึ่งยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล นำพาให้ชาติมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ภายใต้ศาสตร์พระราชาให้ได้ ผมอยากฝากประเด็นคำถามไว้ 4 ข้อ เพื่อรับทราบความคิดเห็นของประชาชน และนำมาพิจารณาแนวทางการทำงานต่อไป คือ

1.ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่?

2.หากไม่ได้ จะทำอย่างไร?

3.การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ และเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้น ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง?

และ 4.ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่? หากเข้ามาได้อีก เกิดปัญหาอีก แล้วจะให้ใครแก้ไข? และแก้ไขด้วยวิธีอะไร?

ขอให้ส่งคำตอบ และความคิดเห็น มาทางศูนย์ดำรงธรรมในทุกจังหวัด แล้วให้กระทรวงมหาดไทยรวบรวมส่งมา ผมยินดีรับฟัง” พลเอกประยุทธ์กล่าว

ก่อนที่ผมจะตอบคำถาม อยากจะวิเคราะห์เสียก่อนว่าเหตุใดครูประยุทธ์จึงตั้งคำถามให้ประชาชนคนไทยช่วยกันตอบ? และ นายกฯ พลเอกประยุทธ์มุ่งหวังอะไร? ได้ประโยชน์อะไรกับ 4 คำถาม? แล้วจึงจะส่งคำตอบทั้ง 4 คำถาม อย่างตรงไปตรงมาถึงหัวหน้า คสช. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

1.ทำไมครูพลเอกประยุทธ์ จึงตั้งคำถามทั้ง 4 ข้อ?

ผมคิดว่าสามารถมองได้สองแง่

จะมองแง่ดีก็ได้ มองแง่ไม่ดีก็ได้

1.1 ครูพลเอกประยุทธ์อาจมองไปข้างหน้า คิดเห็นสภาพบ้านเมืองหลังเลือกตั้ง เป็นห่วงบ้านเมืองอย่างจริงใจ จึงตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้คนในชาติได้ช่วยกันคิดเสียตั้งแต่วันนี้ จะได้ช่วยกันแก้ไข หาทางออก ไม่เดินไปตกหล่มปัญหาเดิมๆ อีก

1.2 อาจเป็นการยอมรับกลายๆ ว่า ยึดอำนาจเพื่อปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งมา 3 ปี ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบการเมืองที่มีปัญหาอยู่เดิมได้ หลังเลือกตั้งจึงเกรงว่าจะกลับไปมีปัญหาเหมือนเดิม

1.3 ครูพลเอกประยุทธ์อาจจะอยากบอกว่า ถ้าเลือกตั้งแล้ว หลังเลือกตั้งบ้านเมืองคงจะมีปัญหาแบบเดิม ฉะนั้น ต้องเห็นควรที่จะให้พลเอกประยุทธ์และคณะ ทำงานบริหารประเทศในแนวทางปัจจุบันนี้ต่อไปก่อน

และถ้ามีการเลือกตั้ง ก็จำเป็นต้องจัดระบบเพื่อรับมือกับปัญหาเดิมๆ โดยให้วุฒิสภาเข้ามามีบทบาทมีอำนาจในการเลือกรัฐบาล มีแนวทางและกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และมีการดำเนินการปฏิรูปในด้านต่างๆ ต่อไปด้วย

2.นายกฯ พลเอกประยุทธ์ จะได้ประโยชน์อะไรกับ 4 คำถาม?

หากวิเคราะห์ตัวคำถาม จะเห็นว่า

2.1 นายกฯ พลเอกประยุทธ์ อาจได้รับความเห็นใจ ว่าโครงสร้างการเมืองการเลือกตั้งบ้านเรามีปัญหาสะสมมานาน การยึดอำนาจมา 3 ปี ถูกต้องแล้ว และควรจะเห็นด้วย ให้บริหารประเทศต่อไปอีกสักระยะ

2.2 ทำให้สังคมอาจจะเกิดความรู้สึกว่า หากมีการยืดโรดแมป (Road Map) ออกไปอีก ก็ขอให้เข้าใจ และเห็นใจ

2.3 ถ้าหลังจากนี้ ปรากฏว่า คสช.บางคนจะทำงานการเมืองต่อ ก็ขอให้เข้าใจ เห็นใจ และควรสนับสนุน

น่าคิดว่า ในมุมของคำถามทั้ง 4 ข้อนั้น ล้วนมีนัยในเชิงให้คิดหน้าคิดหลัง

และเมื่อคิดแล้ว จะเห็นคำตอบที่สะท้อนถึงความจำเป็นและความไม่ราบรื่นของบ้านเมืองหลังเลือกตั้ง อาจหวังให้คนคิดมองเห็นความสำคัญของดำรงไว้ หรือสานต่อในสิ่งที่ คสช.ทำ

3.ตอบคำถามพลเอกประยุทธ์

3.1 พลเอกประยุทธ์ถามว่า ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่?

ตอบว่า เลือกตั้งครั้งต่อไป คงยังไม่ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ประชาชนเป็นอย่างไร ก็ได้ตัวแทนเป็นอย่างนั้น ประชาชนส่วนมากยังยึดประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่ ยึดถือประโยชน์พรรคพวกเป็นใหญ่ ประชาชนยังมีลูกเล่นสารพัดเรื่อง ทั้งในการทำมาหากินและในทางการเมือง คนจำนวนไม่น้อยยังมีความกะล่อน ลื่นไหลอยู่ในระบบอุปถัมภ์ ก็จะเลือกคนที่เหมือนตัวเอง เลือกคนที่จะช่วยแสวงหาผลประโยชน์มาแบ่งปันพวกตัวเองได้ โดยส่วนหนึ่งไม่สนใจด้วยซ้ำว่า การนั้นจะทำให้เกิดภาระต้นทุน เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติส่วนรวมอย่างไรบ้าง

สส.หรือตัวแทนการเมืองในสภา ก็จะมีความหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่ก็จะสะท้อนประชาชนคนส่วนมากในประเทศ

3.2 พลเอกประยุทธ์ถามว่า หากไม่ได้ จะทำอย่างไร?

ตอบว่า เมื่อไม่ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลในตัวเองก็จะต้องพัฒนาสังคมคนไทยให้มีธรรมาภิบาล ซื่อตรง โปร่งใส เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวมคิดเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวน้อยลง โดยเฉพาะหากการได้รับผลประโยชน์ส่วนตัวนั้นขัดแย้งหรือทำลายผลประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวม

แต่ไม่ใช่หยุดการเลือกตั้ง

คงจะวางใจให้คนกลุ่มหนึ่งมีอำนาจ โดยมีที่มาไม่ถูกต้อง ไม่มีระบบตรวจสอบถ่วงดุล อยู่ในอำนาจต่อไปนานๆ เพราะประชาชนไม่ควรเชื่อในอำนาจบริสุทธิ์ หรือคณะผู้มีอำนาจบริสุทธิ์

เพราะโดยปกติ เมื่อมีอำนาจมาก อำนาจยาวนานก็จะเกิดการหาผลประโยชน์มาก หาผลประโยชน์ยาวนาน เพราะอำนาจคือผลประโยชน์ซึ่งเป็นกิเลสที่จะไว้ใจใครที่ยังมีกิเลสไม่ได้ กิเลสอาจพอกพูนจากผลประโยชน์ที่พอกพูน

3.3 พลเอกประยุทธ์ถามว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ และเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้น ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง?

ตอบว่า เห็นด้วย ว่าการเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ช่วยแก้ปัญหาธรรมาภิบาลของประเทศได้ เพราะการเลือกตั้งไม่ได้ออกแบบหรือมีไว้แก้ปัญหานี้ แต่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์มีไว้เพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชน ลดอำนาจรวมศูนย์ ลดอำนาจผูกขาด ลดอำนาจเผด็จการ

ผมเห็นด้วยว่าประเทศจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปอย่างยิ่ง แต่ยุทธศาสตร์และการปฏิรูปจะต้องไม่ได้มาจาก “ผู้หวังดีบางกลุ่ม” เท่านั้น แต่จะให้ยั่งยืน ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ปัญหาประเทศร่วมกันหาทางออกในการแก้ไข ร่วมกันตัดสินใจในแนวทางการแก้ไข และรับรู้ชะตากรรมของประชาชน หากแก้ไขหรือไม่แก้ไข

3.4 พลเอกประยุทธ์ถามว่า กลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่? หากเข้ามาได้อีก เกิดปัญหาอีก แล้วจะให้ใครแก้ไข? และแก้ไขด้วยวิธีอะไร?

ตอบว่า คนเลวไม่สมควรมีโอกาสเข้ามามีอำนาจ

แต่หลังการเลือกตั้ง นักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ก็คงจะมีเข้ามาได้อีก นั่นเพราะประชาชนก็มีคนไม่เหมาะสม ก็จะเลือกตัวแทนเขาเข้ามา

เสือ สิงห์ กระทิง แรด ก็จะเลือกตัวแทนเข้ามา

นก หนู ปู ปลา อินทรีย์ มังกร ฉลาม ก็จะเลือกตัวแทนเขาเข้ามา

การแก้ไข ไม่ใช่หยุดเลือกตั้ง แต่จะต้องให้ประชาชนเห็นปัญหา มีส่วนร่วมในการสร้างระบบ ไม่ใช่รอหรือให้ใครแก้ปัญหาแทนทั้งหมด

ผมไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งจะแก้ปัญหาของประเทศไทยได้ทั้งหมด

ผมไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งจะแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลเพราะไม่ได้ถูกออกแบบและมีหน้าที่เช่นนั้น

และผมก็ไม่เชื่อในอำนาจบริสุทธิ์ที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวนาน เพราะมนุษย์มีกิเลส หาประโยชน์โดยเฉพาะในสังคมอุปถัมภ์ ซึ่งกองทัพและคนมีสีทั้งหลายย่อมจะรู้กันดีว่าระบบอุปถัมภ์ทำงานอย่างไร

ทั้งหมดนี้ ขอแสดงความเห็น ตอบคำถามส่งการบ้าน ผ่านสื่อสาธารณะ

หวังว่าคุณครูพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จะเปิดใจรับฟัง เหมือนที่เชิญชวนให้ร่วมแสดงความเห็น

ขอขอบคุณ แนวหน้า

goo.gl/FS0awy

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

คำถาม ๔ ข้อจาก ‘ลุงตู่’ : ผักกาดหอม


ยิ่งใหญ่คับโลกจริงๆ ครับ สำหรับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

CNN สื่อสัญชาติอเมริกันแต่ยืนฝั่งตรงข้ามกับ โดนัลด์ ทรัมป์ เขาไปจับภาพขณะ ทรัมป์ พบปะกับบรรดาผู้นำนาโต ในการประชุมสุดยอดผู้นำองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม

เป็นภาพ ทรัมป์ ผลักไหล่ นายมีลอ จูคานอวิช นายกรัฐมนตรีแห่งมอนเตเนโกร เพื่อแทรกตัวเข้าไปยืนตรงกลางในหมู่ผู้นำนาโต ๒๗ ชาติ ให้ช่างภาพถ่ายรูป

พร้อมส่งสายตาหาเรื่อง ถ้าใครนึกภาพไม่ออก ก็ลองจินตนาการถึงข่าวคนทะเลาะกันบนท้องถนน แล้วถามอีกฝ่ายว่า…

มึงรู้มั้ยกูเป็นใคร?

อย่างนั้นเลยครับ

มอนเตเนโกร จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตอย่างเป็นทางการ ในเดือนมิถุนายน นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นการรับน้องจากขาใหญ่ก็ได้

ทรัมป์ยังทำลายบรรยากาศการประชุม ด้วยการตำหนิชาตินาโตบางประเทศว่าเบี้ยวหนี้ ไม่ยอมจ่ายเพื่อนาโตตามพันธสัญญา ทั้งที่ได้รับการดูแลจากนาโตเช่นเดียวกับสมาชิกที่จ่ายเงินเข้าองค์การ

มุมหนึ่งก็ถูกของ ทรัมป์ แต่อีกมุมอเมริกาไม่อยากจ่ายเพื่อคนอื่น

นี่เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของทรัมป์

พันธกิจของนาโตหลักๆ ก็เรื่องความมั่นคง เรื่องการทหาร ที่เป็นข่าวคราวขณะนี้ก็มีเรื่องความขัดแย้งใน ซีเรีย รัสเซีย เป็นหลัก

แต่ถ้าจะตีความตามความเป็นจริง นาโตคือ เขตแดนการขยายอิทธิพลทางทหารของอเมริกา

ฐานทัพของอเมริกาจึงมีอยู่ทั่วยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนี

พฤติกรรมของ ทรัมป์ จึงไม่ต่างจากการเรียกค่าคุ้มครองสักเท่าไหร่

นาโต, อียู เขาถือตัวว่าเป็นเครือข่ายของชาติประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก และพยายามกำหนดทิศทางโลก

เขาบูชา สิทธิ เสรีภาพ มนุษยชน เหนือสิ่งอื่นใด

จะเล่นงานด้านเศรษฐกิจประเทศที่เล็กกว่า ก็เอาเรื่องพวกนี้แหละครับเป็นเงื่อนไข

ในทางกลับกันลองไปดูซิครับว่า ทั้งนาโตและอเมริกา ปากว่าตาขยิบ เป็นสันดานหรือไม่

กรณีรัฐประหารอียิปต์ เมื่อปี ๒๕๕๖ ประธานาธิบดีโมฮาเหม็ด มอร์ซี มาจากการเลือกตั้ง ถูกทหารยึดอำนาจ แต่อเมริกาไม่ยอมเรียกว่ารัฐประหาร

แถมไม่ตัดงบช่วยเหลือทางทหารกว่า ๑๒,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ ๓๖๐,๐๐๐ ล้านบาท

เม็ดเงินมากแค่ไหน?

งบประมาณกระทรวงกลาโหมไทยปี ๒๕๖๐ อยู่ที่ ๒๑๔,๓๔๗.๔ ล้านบาท

ก็ผลประโยชน์ในตะวันออกกลางมันเยอะ!

ทำไม ทรัมป์ เลือกเดินสายในตะวันออกกลางเป็นที่แรก หลังก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา

มองดูผิวเผินอาจเป็นเรื่องการค้าขายมีการลงนามในข้อตกลงมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงอาวุธสงคราม

แต่อีกมุมแม้จะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ซาอุดีอาระเบีย ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อเมริกาก็ไม่เคยบีบให้ซาอุฯ เลือกตั้งผู้นำประเทศ

กลับกันอิหร่านเพิ่งจะผ่านการเลือกตั้งไปหยกๆ

กลายเป็นว่า ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ที่กำลังฉลองชัยชนะ ต้องสำลักเพราะถูกอเมริกาขู่

ประธานาธิบดีฮัสซัน เป็นผู้นำสายกลางที่มีผลงานเด่นในการบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับชาติมหาอำนาจเมื่อปี ๒๕๕๘ ถูก ทรัมป์ ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนซาอุฯ ขู่ว่าจะยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์และเริ่มต้นการคว่ำบาตรอิหร่านใหม่

ไหงเป็นงั้นล่ะครับ!

บูชาการเลือกตั้ง รักประชาธิปไตยไม่ใช่หรือ

เข้าไปดูเนื้อในอีกนิด

การเยือนซาอุฯ เที่ยวนี้ ทรัมป์บรรลุข้อตกลงขายอาวุธมูลค่า ๑๑๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อ้างว่ามีเป้าหมายช่วยซาอุฯ จากอิทธิพลการใส่ร้ายของอิหร่าน

ครับ…นั่นคือ รัฐบาลวอชิงตันที่ป่าวประกาศเรียกร้องและสนับสนุนประชาธิปไตยและเสรีภาพทั่วโลก แต่กลับสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีกับผู้ปกครองแบบเผด็จการซาอุดีอาระเบีย

แถมยังเป็นศัตรูกับรัฐบาลอิหร่านที่ยึดมั่นในประชาธิปไตย

ไม่มีอะไรมาก..ธุรกิจล้วนๆ

ประเทศไทยซิครับ ประชาธิปไตยล้มเลวมากว่า ๘๐ ปี ก็ยังกระเหี้ยนกระหือรือไปเลือกตั้ง อเมริกาก็เสี้ยมสามเวลาหลังอาหาร

ให้ท่องคาถา เลือกตั้งเท่านั้น!

ก่อนอื่นผู้รักประชาธิปไตยจนปากมันทั้งหลาย โปรดฟังทางนี้ อย่าประเมินฝ่ายที่ยังไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งในเวลานี้ว่าเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม ฝักใฝ่เผด็จการ รักใคร่รัฐบาลรัฐประหาร

หรือไม่ต้องการเลือกตั้ง

มองแบบนั้นมันฉาบฉวยไปครับ ไม่สมกับที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย

ไม่มีมนุษย์หน้าไหนไม่ต้องการ สิทธิ เสรีภาพ เพราะมันเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิต

การบริหารจัดการกับประชาธิปไตยที่ล้มเหลว ใช่ได้มาด้วยการแหกปากไปเลือกตั้ง โดยไม่สนใจว่าตัวนักการเมือง หรือแม้กระทั่งประชาชนผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ยังเห็นการเลือกตั้งเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ส่วนตัว

ไปเลือกตั้งตอนนี้ก็ฉิบหายครับ

วานนี้ (๒๖ พฤษภาคม) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดเรื่อง การเลือกตั้ง ประชาธิปไตย เอาไว้ในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

“…พี่น้องประชาชนที่รักครับ ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านการปฏิรูปประเทศเช่นนี้ ประเทศชาติของเรานั้น เราต้องการมีความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วนั้น เราไม่ควรจะถือเอาว่า การเลือกตั้ง คือประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นะครับ

หรือไม่สนใจแต่เพียงการมีอำนาจอธิปไตย จากฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ แต่หากเราไม่มีการตรวจสอบได้นะครับ ถ่วงดุลกันไม่ได้

เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐบาลก็จำเป็นต้องปลูกฝังสิ่งเหล่านั้นนะครับ กำลังปลูกฝัง เร่งสร้างบรรทัดฐานใหม่ ที่เราอาจจะห่างหาย ลืมเลือน หรือขาดแคลน บนเส้นทางของการพัฒนาที่ทรงพลังและยั่งยืนอันได้แก่นะครับ…”

“…พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่านครับ รัฐบาลและ คสช.ยืนยันว่า การเป็นประชาธิปไตยของไทย จะต้องไม่เป็นประชาธิปไตยที่ล้มเหลว

จะต้องเป็นประชาธิปไตย ที่มีรัฐบาลซึ่งยึดมั่นใน ‘หลักธรรมาภิบาล’ นำพาให้ชาติ ‘มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน’ ภายใต้ศาสตร์พระราชาให้ได้

โดยผมอยากฝากประเด็นคำถามไว้ ๔ ข้อ เพื่อรับทราบความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน และนำมาพิจารณาแนวทางการทำงานต่อไป คือ

(๑) ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่

(๒) หากไม่ได้ จะทำอย่างไร

(๓) การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ และเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้น ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง

และ (๔) ท่านคิดว่า กลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีก เกิดปัญหาอีก แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร ขอให้ส่งคำตอบ และความคิดเห็น มาทางศูนย์ดำรงธรรมในทุกจังหวัด แล้วให้กระทรวงมหาดไทยรวบรวมส่งมา ผมยินดีรับฟังนะครับ …”

ครับ…ละจากประชาธิปไตยค้าขายเครื่องจักรสังหารชีวิตมนุษย์แบบอเมริกา มาดูประชาธิปไตยแบบลุงตู่กันหน่อย

มันเป็นความจริงที่ว่า มีพรรคการเมือง นักเคลื่อนไหวมวลชน พยายามบอกว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง เลือกตั้งคือประชาธิปไตย

ฉะนั้นเราไปเลือกตั้งกันเถอะ!

เสื้อมันคับใส่ไม่สบาย หายใจไม่ออก แต่คนพวกนี้บอกว่าใส่ๆ ไปเถอะเดี๋ยวมันก็ยืด รอให้ยืดมาหลายปีสุดท้ายถูกยึด

ไม่มีใครอยากให้รัฐประหารหรอกครับ หากประชาธิปไตยมันไม่เส็งเคร็ง

ฉะนั้นมีโจทย์สำหรับคนไทยทุกคน ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

เงินไม่ต้องมาก็กาเป็น!

มีการบ้าน ๔ ข้อจากนายกฯ ลุงตู่นี่แหละครับ ถ้าทำข้อ ๑ ผ่าน ข้ออื่นก็ไม่ต้องตอบ

ทำอย่างไรจะให้จบเบ็ดเสร็จที่ข้อ ๑ ได้ ช่วยกันคิด ช่วยกันเสนอ

ช่วยกันส่งเสียงดังๆไปยังนักเลือกตั้ง

เผื่อจะมีโจรกลับใจ.

ผักกาดหอม

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

สัญญาณเศรษฐกิจดี

สัญญาน

ก็ถือเป็นข่าวดี กระทรวงพาณิชย์ แถลงตัวเลข การส่งออกเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ขยายตัวเพิ่มขึ้น 8.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่ากว่า 590,240 ล้านบาท ทำให้ยอดส่งออก 4 เดือนแรกปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.7% คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.56 ล้านล้านบาท ยอดนำเข้า 4 เดือนแรก ก็เพิ่มขึ้นถึง 14.5% คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.42 ล้านล้านบาท ดีขึ้นทั้งส่งออกและนำเข้า

ตัวเลขนี้คงทำให้ นายกฯตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หน้าบานขึ้นมาบ้าง หลังจากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ผลงาน 3 ปี ของ คสช.อย่างหนัก

การส่งออกที่เริ่มดีขึ้นในเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้นถึง 9.22% หลังจากที่ติดลบ 2.76% ในเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ยอดส่งออกไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.9% ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 17 ไตรมาสหรือในรอบ 4 ปี และยังเติบโตต่อเนื่องมาถึงเดือนเมษายน ผมก็หวังว่ายอดส่งออกเดือนพฤษภาคมจะโตขึ้นอีก เพราะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า เช่น ญี่ปุ่นไตรมาสแรกก็โตขึ้น 2.2% และโตต่อเนื่องมาเป็นไตรมาสที่ 5 แล้ว

เศรษฐกิจไทยเกือบสะดุดหัวทิ่ม เมื่อ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คิดจะ เอาใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยการ เสนอให้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1% เป็น 8% เพื่อหารายได้ให้รัฐบาลอีกปีละ 60,000-70,000 ล้านบาท แต่ที รัฐบาลเอาเงินภาษี 36,000 ล้านบาท ไปซื้อเรือดำน้ำ เพื่อโชว์อำนาจทางทหารไม่เห็น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่าอะไร

ก็ยังโชคดีที่ คุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีคลัง รีบออกมาปฏิเสธทันควัน พร้อมกับประกาศว่า จะเสนอ ครม. ต่ออายุภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ออกไปอีก 1 ปีเร็วๆนี้ เพราะ ภาษีมูลค่าเพิ่มมีผลกระทบต่อกำลังซื้อของคนไทยทุกคน ตั้งแต่คนรวยไปจนถึงคนยากจน สนช.ที่เสนอเรื่องนี้ก็รู้ วันนี้รัฐบาลกำลังจะช่วยคนยากจนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะยังมีคนจนอีกหลายล้านคนที่มีรายได้ไม่ถึงวันละ 80 บาท ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่กลับเสนอรัฐบาลให้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มทำร้ายคนยากจน

ไม่รู้ว่า หวังดี หรือ ประสงค์ร้าย ต่อรัฐบาลกันแน่

เพราะตัวอย่างจาก ประเทศญี่ปุ่น ก็มีให้เห็นมาแล้ว เมื่อ รัฐบาลชินโสะ อาเบะ ฝืนความรู้สึกประชาชน ตัดสินใจขึ้นภาษีการค้าจาก 5% เป็น 8% ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟุบยาวมานานถึง 3 ปี และ ประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีการค้าจาก 8% เป็น 10% ไปอีกสองปีครึ่ง จึงทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวผงกหัวขึ้นมาในปีนี้

ความจริง “ภาพรวมเศรษฐกิจไทย” ในเวลานี้ต้องถือว่า “อยู่ในเกณฑ์ดี” แม้จะมีการลงทุนจากภาครัฐเป็นหลัก เพราะเอกชนไทยที่แข็งแรง ก็ออกไปลงทุนในต่างประเทศ โกยกำไรกลับมาเมืองไทย ส่งผลให้กำไรสุทธิในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง เมื่อวานนี้ คุณเกศรา มัญชุศรี กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เพิ่งแถลงตัวเลขกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรกปีนี้ มีกำไรสุทธิ 285,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดขาย 2.705 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.28%

สัปดาห์ก่อน คุณปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสภาพัฒน์ ก็เพิ่งแถลงถึง จีดีพีไตรมาสแรกปีนี้มีการขยายตัว 3.3% ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 3% เป็นการขยายตัวที่กระจายตัวในทุกภาคส่วน เช่น สาขาเกษตรกรรมขยายตัวถึง 7.7% สูงสุดใน 20 ไตรมาส หรือในรอบ 5 ปี เลยทีเดียว จาก ราคาข้าว ข้าวโพด อ้อย ที่ปรับตัวดีขึ้น แต่ทั้งปียังคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 3.3–3.8% และค่ากลางอยู่ที่ 3.5%

เมื่อดู “ภาพใหญ่” ของเศรษฐกิจไทยปีนี้แล้ว ก็ถือว่าไม่เลวร้ายนัก โดยเฉพาะ “เศรษฐกิจฐานบน” ถือว่า ไปโลดเลยทีเดียวแหละ แค่ 3 เดือนแรก ของปีกำไรสุทธิก็พุ่งพรวดไปแล้ว 21.36% ก็มีแต่ “เศรษฐกิจฐานราก” นี่แหละที่ยังย่ำแย่ โดยเฉพาะ ชาวไร่ชาวนา 20 กว่าล้านครัวเรือน ที่เป็นพลังเศรษฐกิจสำคัญในประเทศ โดยเฉพาะด้านการบริโภคในประเทศ

ถ้า นายกฯตู่กล้าปรับ ครม. แก้ปัญหาตรงนี้ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตกว่านี้อีกเยอะ ปัญหาติดอยู่ที่ “คอขวด” ตรงนี้แหละ ท่านเองก็รู้.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

เมื่อ “ก่อการร้าย” ล้อมโลก : เปลว สีเงิน

ในอาเซียน ไทยมีประชากรมากเป็นอันดับ ๔ ที่ ๖๕ ล้านคน

มากอันดับ ๑ คือ อินโดนีเซีย ๒๔๐ ล้านคน

อันดับสอง ฟิลิปปินส์ ๙๒ ล้านคน

อันดับสาม เวียดนาม ๘๘ ล้านคน

วันนี้ อันดับ ๑-๒ และ ๔ คือ อินโดฯ-ฟิลิปปินส์ และไทย เจอเหมือนกัน!

ฟิลิปปินส์ เจอกลุ่ม “เมาเต” ฝักใฝ่ขบวนการ “ไอซิส” ยึดเมืองมาราวี บนเกาะมินดาเนา เมื่อ ๒๓ พ.ค.๖๐

เป็นเมือง “เขตปกครองตนเอง” ของชาวมุสลิม อยู่ทางใต้ฟิลิปปินส์

เมื่อวาน (๒๔ พ.ค.) อินโดฯ ก็เจอ “ระเบิดพลีชีพ” สองทีซ้อน ที่สถานีขนส่ง เหมือนที่แมนเชสเตอร์ อังกฤษ

นอกจากมือระเบิด “ตายด้วย” ๒ แล้ว ตำรวจยังตายไป ๓ บาดเจ็บอีกหลายคน ทั้งตำรวจและชาวบ้าน

ทางการบอก แนวโน้มเชื่อมโยงกลุ่มไอซิส ในซีเรีย!

ส่วนไทยเรา “เจออะไร”?

ก็คงไม่ต้องบอก จะต่างจากฟิลิปปินส์และอินโดฯ ก็ตรงที่มาของขบวนการ “ก่อการ-ก่อกวน” นั่นแหละ

ของเขา เชื่อมโยงไอซิส

ของเรา ไอซิสไม่เกี่ยว แต่ไอ้สัส “เชื้อชาติไทย-สัญชาติไทย” ด้วยกันล้วนๆ ทั้งเกี่ยว ทั้งก่ออนันตริยกรรมบ้านเมืองตัวเอง!

ไปป์บอมบ์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ…….

ผมดูแล้ว “ไม่น่ายาก”

ให้เวลาตำรวจ-ทหารเขาทำงาน เพื่อความชัดเจน-รอบคอบสักระยะ ยังไงๆ ก็ต้องได้เรื่อง-ได้ราวแน่

ถ้าเหลวเป๋วซ้ำซากกับเรื่องถึงความมั่นคงขนาดนี้ ก็หาเหตุผลไม่เจอว่า แล้วเราจะมีตำรวจ-ทหารไว้เพื่ออะไร?

เพราะนี่ ไม่ใช่อาชญากรรม ประเภทมึงกราบรถกู ประเภทอ้างเป็นผู้ว่าฯ อึ๊บเด็ก

ประเภทเมียหลวงหึงผัวขับรถไล่ทับ ประเภทเมาขับชนคนตาย “มีเงิน” ลอยชายได้รอบโลก

แต่พฤติกรรม วินาศกรรมในโรงพยาบาล นี่มันถึงขั้น “ก่อการร้าย” ที่สากลโลกประณาม ถึงบาป…ก็ฆ่าได้ นับเป็นบุญประเทศ

เพราะมันกระทบ “ความมั่นคงประเทศ” โดยตรง

ถ้าไม่หาตัวการมาชำระสะสางให้ได้ ก็จะให้ใครที่ไหนมีความมั่นอก-มั่นใจ ว่า “ประเทศไทยเสถียร”?

คนประเภทนี้ จะมาจ๊ะๆ จ๋าๆ เมตตา-อภัย ลดโน่นให้-นี่ให้ไม่ได้ เมื่อจับมั่น-คั้นตาย

ต้องมาตรการ “เต็กเปี๊ยก” สถานเดียว!

ปรองดองกับคนแบบนี้ไม่ได้ ถ้าเป็นสมัยก่อน จับได้ต้องตัดหัวเอาไปเสียบประจาน ให้แร้งกาทึ้ง ส่วนคราบสังขาร โยนให้หมาแดก

จะได้ไม่เป็นเยี่ยง ให้พวกริยำเอาอย่างไปทำกับบ้านเมืองอีก

ทั้งโลก “กระทั่งไอซิส” เขายังไม่ทำ………

ที่จะไประเบิดในโรงพยาบาล ซึ่งมีแต่คนเจ็บ คนป่วย กับพ่อพระ-แม่พระ ในบทบาท หมอ-พยาบาล

กระทั่งตัวมัน พ่อแม่มัน ลูกเมียมัน ก็เถอะ…..

ยามเจ็บป่วย ก็ต้องมาโรงพยาบาล พึ่งบริการ พึ่งเมตตาปรานีจากเทวดาเสื้อกาวน์บนดิน

แต่นี่มันเกินระยำ…ทำได้ลงคอ!

ก็มานึกๆ ดู เคยมีหน่อ-มีแนวแบบนี้ที่ไหนบ้าง ก็ไม่เคยได้ยินข่าวคราวจากที่ไหนนะ

ยกเว้นภาวะสงคราม อาจมีบ้าง แต่นั่นเป็นเรื่องเข้าใจได้ ไม่มีใครเจาะจง-ตั้งใจจะทำ

อย่างก่อน “เขมรแตก” ปี ๒๕๑๓

ผมไปทำข่าวอยู่ในกรุงพนมเปญ กลางวันก็ระเบิด ตามถนน ตามตลาด ตามโรงหนัง กลางคืนก็ทั้งเผา ทั้งระเบิด ทั้งยิงกันสนั่นเมือง

โบสถ์ทั้งหลัง ไม่ได้พังเพราะเขมรแดง หากแต่พังเพราะไอ้กันมันเอาบี ๕๒ บินไปหย่อนระเบิดใส่

เหลือแต่ “พระประธาน” โด่เด่กลางซาก น่าเศร้า เห็นก็กราบน้ำตาไหล ไม่ใช่วัดเดียวนะ หลายต่อหลายวัด

นั่นมิใช่เขาจงใจหย่อนระเบิดใส่ มันเป็นความบ่มิไก๊ บ้องตื้นของทหารอเมริกันเอง

คือกลางวัน ส่งหน่วยขึ้นบินหาที่ตั้งเขมรแดง พวกเขมรแดงต้องเล่นบท “นักบุญเจ้าเล่ห์”

“เข้าวัด-เข้าวา” ตะพึด!

ไม่ใช่เคร่งศาสนาเข้าไปกราบไหว้ แต่เข้าไปเพื่อทำทีว่า “นี่ไง..ค่ายเขมรแดง” ฝ่ายไอ้กันบินมาส่องกล้อง อ้อ…พวกมึงอยู่นี่เอง

แล้วก็วงๆ เป็นเป้าหมายลงในแผนที่ กลับไปส่งให้หน่วยปฏิบัติการ จัดการ

รุ่งขึ้น มันก็บินมาหย่อนไข่ใส่ ตามที่ฝ่ายสำรวจวงเป็นเป้าหมายไว้ให้!

กลายเป็น ตูม..ตูม..ใส่วัด-ใส่โบสถ์ แหลก……..

ส่วนพวกเขมรแดงถลกตูดไปไหนต่อไหนตั้งแต่เรือบินสำรวจ บินข้ามหัวไปแต่โน่นแล้ว!

เห็นอยู่ที่เดียว ที่คนจงใจ-เจตนา วินาศกรรมทำลายสถานที่ อย่างโรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม วัด สาธารณสถานทั้งหลาย

ก็ที่ “ประเทศไทย” เรานี่แหละ

จำได้มั้ย ปี ๕๒ ถ้าจำไม่ได้ ไปที่คุกบางละมุง ชลบุรี ไปถามคนชื่ออริสมันต์กับพวกเขาดู

ไปถามว่า ใครที่บุกโรงแรมรอยัล คลิฟบีช พัทยา พังงานประชุมอาเซียน ซัมมิต

ไล่ฆ่ากระทั่งผู้นำประเทศที่มาประชุม จนต้องเอา ฮ.บินมารับทางดาดฟ้า ก่อนฝูงไฮยีนารุมฉีกเนื้อ

นั่นก็ว่าพฤติการณ์เหนืออาชญากรรมแล้ว มาปี ๕๓ ยังเหนือกว่า

มันบุกโรงพยาบาลจุฬาฯ ไม่ใช่จากคนบ้านป่า-เมืองเถื่อน แต่จากคนมีการศึกษา เป็นถึง ส.ส.ด้วยซ้ำ

ในความเป็นขบวนการ “แดงทั้งแผ่นดิน”

มันเหี้ยม ม.หาย……

ไล่ค้น-ไล่ตะคอก “หมอ-พยาบาล” ต้องหามพระสังฆราช “สมเด็จพระญาณสังวร” ที่อาพาธ หนีพาล-หลบภัย ไปโรงพยาบาลศิริราชชั่วคราว

กับที่โรงพยาบาล ก็ยังน้อยไป……….

“วัดพระแก้ว” แท้ๆ พวกมันยังชั่วช้าสามานย์ เล็งเป้า ยิงอาร์พีจีถล่มใส่

ด้วยเดชะบารมี พระพุทธคุ้มครอง, พระธรรมป้องภัย, พระสงฆ์หลบไว หัวระเบิดไปติดสายไฟเสียก่อน

โรงพยาบาลจุฬาฯ โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ก็ยังน้อยไป สำหรับพวกมัน

“โรงพยาบาลศิริราช” แท้ๆ เดือนมีนา ปี ๕๓ พวกมันยังบังอาจเกรี้ยวกราด เหิมเกริมใส่ ประกาศว่า

“คุณไม่ต้องมาบอกว่า สถานที่สำคัญที่เขาจะไปก่อวินาศกรรม คุณไม่ต้องไปปูดข่าว บอกว่าสถานที่เป็นศาสนสถานของพวกมุสลิม โรงพยาบาล ถนนราชวิถี สะพานข้ามแม่น้ำ โรงพยาบาลศิริราช สนามบิน ทำเนียบฯ กระทรวงสำคัญๆ ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ ค่ายทหาร บ้านบุคคลสำคัญๆ และศาลยุติธรรม และองค์กรอิสระ

คุณไม่ต้องบอก ถ้าหากคุณใช้ความรุนแรงกับคนเสื้อแดง รับรองว่า ไอ้สิ่งที่พูดนี้ จะไม่มีเหลืออยู่ในประเทศไทยอย่างแน่นอน”

เนี่ย….เมื่อทวนหลัง-ย้อนหน้า ดูแล้ว มันจะมีพวกไหนอีกล่ะ ที่สิ้นคิด-สิ้นคน

ทำได้ แม้ในโรงพยาบาล เท่าพวกนี้?

ฉะนั้น ที่ ผบ.ทบ. “พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท” ให้น้ำหนักเพ่งเล็งไปที่กลุ่มและตัวบุคคล “ตัวเดิมๆ” นั้น ไม่ใช่การคาดเดา

เป็นเป้าที่มีเหตุ ทั้งอดีตและปัจจุบัน!

จะสังเกตเห็นว่า กับพวกนี้ “ทางการ-รัฐบาล” ใช้กฎหมายแบบรอมชอม ให้โอกาสมาตลอด ในการป้องกัน-ปราบปราม

ไม่รุกไล่ถึงขั้น “ติดจั่น-จนมุม”!

ปล่อยให้มัน “ขี้รดหัว” อยู่ในบ้าน ข้างบ้าน ไกลบ้าน มาตลอด แค่ชิ้ว..ชิ้ว..ที่นึกว่าจะโป้ง ก็มีแต่เสียง..แชะ..แชะ

แต่เมื่อมันเลวสุดขั้ว-ชั่วสุดคน ต่อไปนี้ จะแชะ..แชะ เหมือนไม่ใส่กระสุน หรือแรงไป เกรงไยจะไม่เหลือ ไม่ได้แน่

ดูรูปการณ์แล้ว มันคงได้ใจ…….

เหมือนมวยคลำถูกเป้า มันคลำเจอแล้ว ว่าต้องขยี้-ขยำตรงไหน ทั้งประเทศ-ทั้งรัฐบาล จะหวั่นไหว-วูบวาบ

ดังนั้น มิถุนา-กรกฎา มัน “อาจ” เปลี่ยนหน้า เพื่อเอาอีก!

“พลโทอภิรักษ์ คงสมพงษ์” ในฐานะผู้คุมกองกำลังรักษาพระนคร ประชาชนฟังที่ท่านพูด และจับความรู้สึกเจ็บแค้นแทนชาติ-ประชาชนของท่าน

ก็อย่าให้ประชาชนผิดหวัง

คือ ประชาชนผู้ชิงชังกลุ่มชั่วชาติ ต้องการเห็นปฏิบัติการ แบบ “ทหาร…ทหาร”

กับพวก “ก่อการเหนืออาชญากรรม” กลุ่มนี้!

แต่น่าเสียดาย ผมคงไม่ได้เห็น เพราะยื่นใบลาล่วงหน้าไว้หลายวันแล้ว กว่าจะกลับมา

“บิ๊กป้อม” คงแถลง “ข่าวดี” เป็นที่เสร็จสรรพ.

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ดูเรา-ดูเขา ‘อย่าดูเบา’ ก็แล้วกัน : เปลว สีเงิน


คนอื่นคิดอย่างไรไม่รู้นะ?

แต่สำหรับผม…….

คิดว่าเรื่อง “ระเบิด” รพ.พระมงกุฎฯ อย่ามองไปหูเดียวกันหมด!

เหตุการณ์ที่เกิดติดๆ กันช่วงนี้

ฟังหู-ไว้หูบ้างก็ไม่เสียหลาย!

ทั้งที่ไทย ที่อังกฤษ และที่ฟิลิปปินส์ เราพูดได้ว่า “เป็นคนละเรื่องเดียวกัน”

แต่มั่นใจและวางใจได้มั้ยล่ะว่า “มันคนละเรื่องเดียวกันจริงๆ?”

สังคมโลกวันนี้…….

คนคายคืน “คุณสมบัติมนุษย์” กลับสู่ยุคดึกดำบรรพ์ เป็นการตั้งต้นรอบ “มนุษย์พันธุ์ใหม่” อีกครั้งแล้ว

พันธุ์สู่ศตวรรษที่ ๒๑ ไม่มีคำว่า “ผิด-ถูก, ชั่ว-ดี”

คำว่า “กูได้-กูเอา-กูชนะ” โดยไม่เกี่ยงวิธีการและรูปแบบ เป็นพื้นฐานสันดาน-นิสัยพันธุ์มนุษย์สู่ศตวรรษใหม่

“ทรัมป์” เป็นตัวอย่างดีที่สุด

แค่ ๑๐๐ วัน ในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้เห็นในทฤษฎีใหม่นี้แล้ว

สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการให้อาวุธสงครามเป็นสินค้าส่งออกอันดับ ๑ ของเขาหรอก

คำว่า “ก่อการร้าย” ตะหาก ……..

ที่สหรัฐฯ ทั้งพยายามขาย-ยัดเยียดขาย และยัดเยียด เป็นสินค้าส่งออก ให้แก่ประเทศในตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา แอฟริกา เอเชีย รวมทั้งอาเซียน

เหตุผลเดียวที่สหรัฐฯ ต้องการ

คือเมื่อทำให้เกิดคำว่า “ก่อการร้าย” ขึ้นในประเทศเป้าหมายได้แล้ว ก็จะยกเป็นเงื่อนไข

ใช้ “ยูเอ็น” เป็นความชอบธรรมตามกติกาสากล…….

ส่ง “กำลังทหาร” เข้าไป อ้าง….ช่วยปราบปราม พิทักษ์สันติภาพ และประชาธิปไตย

แล้วก็ “ตั้งฐานทัพ” ในประเทศนั้น เคลื่อนย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไป

แล้ว “วางบิล”……..

เกาหลีใต้ ถูก “ปิ้ง-ย่าง” เห็นอยู่คาตา!

บ้านเรา หัวเด็ด-ตีนขาด “ไม่มีก่อการร้าย” มีแต่คนกลุ่มหนึ่ง “แฝงศาสนา” คิดชั่ว-คิดร้าย

ถูกเขาปลุกปั่น-ล้างสมองใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อผลทางการเมือง-การค้าของเถื่อน และยาเสพติด

มี “บางประเทศ” ในตะวันออกกลาง …..

“รับหน้าเสื่อ” จากจักรวรรดินิยมอำนาจตะวันตก “หนุนหลัง” ด้านฝึกและด้านเงิน

พยายามก่อกวน หวังผลักดันโจรแฝงศาสนาให้เป็น “ผู้ก่อการร้าย” ให้ได้ เพื่อจะได้ใช้เป็นข้ออ้าง

เข้ามา “ตั้งฐานทัพ” ซะที!

เห็นมั้ย วันนี้….ไม่ได้มีแค่ “นายกฯ นอมินี” เท่านั้น

ประเทศนอมินี และประเทศซับ-นอมินี จากตะวันออกกลางอีกที เล่นบทปากปราศรัย-น้ำใจเชือดคอเราก็มี

ขอเตือน………

อย่าตายใจ ว่าชักใยเฉพาะภาคใต้ ด้าน “เหนือ-อีสาน” มันเดินสาย “วางไข่-ชักใย” มาเป็นสิบปีแล้ว

ตอนนี้-วันนี้ มันหยุดที่ไหน เพียงแต่หลบลงไปชอนไชทางใต้ดิน ไม่โฉ่งฉ่าง-กร่างและก๋า เหมือนยุคระบอบทักษิณเริงเมืองเท่านั้น

ดูเมืองมาราวี บนเกาะมินดาเนา ของฟิลิปปินส์ ขณะนี้ เป็นบทเตือนใจ

เมืองมาราวี เป็นเขตปกครองตนเองของชาวมุสลิม ไม่มีหน่อแนวหรือสัญญาณใดๆ ล่วงหน้ามาก่อนว่า

ไอซิส หรือกลุ่มติดอาวุธเมาเตของเมืองนั้น จะปฏิบัติการฉับพลัน “ยึดเมือง” จนประธานาธิบดีดูเตร์เต ต้องบินกลับจากรัสเซียด่วน!

รัฐบาลเองก็ไม่ระแคะ-ระคาย………..

ว่ากลุ่มเมาเตไปเข้าร่วมขบวนการไอซิสตั้งแต่เมื่อไหร่ ไปฝึกการรบและการใช้อาวุธจนช่ำชอง

พอรู้ ก็ พรึ่บ…บุก “ยึดเมือง” แล้ว!

อยากให้ข้อสังเกต ฟิลิปปินส์เป็น “เด็กดี” สหรัฐฯ มาแต่ไหน-แต่ไร ฐานทัพสหรัฐฯ ในฟิลิปปินส์ยุ่บไปหมด

ถึงยุค “ดูเตร์เต” ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ก็ไม่ขอเป็นเด็กดีอีกต่อไปด่าโอบามาเป็น “ไอ้ลูกกะหรี่” สนั่นโลก

แบบนี้ “สหรัฐฯ-ฟิลิปปินส์” ยิ่งกว่าคำว่า “กรวดน้ำคว่ำขัน” เป็นพันเท่า!

แผนกลับมายึดครองเอเชีย-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ครอบคลุม ๓๔-๓๕ ประเทศในภูมิภาคนี้ กันท่าการขยายอิทธิพลทางทะเลของจีน

ถ้าใช้ฟิลิปปินส์เป็นฐานทัพเหมือนเดิมไม่ได้……..

ทุกอย่าง “พังหมด”!

ไม่พังเฉยๆ เท่านั้น ยังจะฉิบหายใหญ่ เพราะดูเตร์เตไปสมัครสมานสามัคคีกับจีนและรัสเซียอะร้าอร่าม

เมื่อ ๒๒ พ.ค.๖๐ ทรัมป์เบิกฤกษ์ประธานาธิบดีด้วยการไปเยือนซาอุฯ เป็นประเทศแรก

อิสราเอล-ปาเลสไตน์ ประเทศที่สอง และอีกหลายประเทศในยุโรป ก่อนไปประชุม G7 ที่ชิลี ๒๖-๒๗ พ.ค.

ก็สไตล์การเมืองพันธุ์ใหม่ “กูได้-กูเอา-กูชนะ” นั่นแหละ ไปเยือนหรือไปขายอาวุธค่าเท่ากัน

เพื่อร่วมมือกันปราบไอซิส สร้างสันติภาพโลก ทรัมป์เซ็นสัญญากับกษัตริย์ซาอุฯ

ซื้อ-ขายอาวุธยุทโธปกรณ์ต่อกัน กว่า “แสนล้านเหรียญ”

ทรัมป์นี่ เป็นทั้ง ผู้นำโลก และ ตลกโลก!

พูดหน้าตาเฉย…ขายอาวุธให้ซาอุฯ เพื่อใช้ปราบไอซิส ในขณะที่คนทั้งโลก รู้กันทั่ว ไอซิสคือ “เด็กหลอดแก้ว” ของสหรัฐฯ

และให้ซาอุฯ “อุ้มบุญ”!

แบบนี้ สันติภาพจะเกิด หรือสงครามตะวันออกกลาง “ซีเรีย-อิรัก-อิหร่าน” จะดุเดือดเลือดพล่านทวีคูณ

แล้วสงครามโลกครั้งที่ ๓ ระเบิดในอีก ๓-๕ ปีข้างหน้า หรือไม่นั้น

อย่าเดาเลย เอาที่จะจะดีกว่า………..

ขณะที่ ฟากหนึ่ง ที่ซาอุฯ ทรัมป์เซ็นซื้อ-ขายอาวุธกับกษัตริย์ซาอุฯ

อีกฟากหนึ่งที่มอสโก ยังไม่ทันที่ดูเตร์เตจะเข้าจับมือกับปูติน ที่เครมลิน

“ไอซิส” ยึดเมืองมาราวี ที่ฟิลิปปินส์ซะแล้ว!

ปฏิบัติการไอซิสที่มาราวี เกี่ยว-ไม่เกี่ยว กับการสั่งสอนเด็กดื้อของสหรัฐฯ หรือไม่…ไม่มีใครรู้

เหมือนกับระเบิดที่ รพ.พระมงกุฎฯ ที่สุนัข-สุนัยโผล่หน้าแสดงความรับรู้ด้วยสะใจ

เกี่ยว-ไม่เกี่ยวระบอบทักษิณหรือไม่ ก็ไม่มีใครรู้เหมือนกัน!?

แต่ในความรู้-ไม่รู้นั้น สิ่งหนึ่งควรต้องสังเกต คือ………

ในสังคมโลกที่เลิกใช้คำว่า “ผิด-ถูก, ชั่ว-ดี” วันนี้ อะไรๆ มันก็เป็นได้-เกิดได้ทั้งนั้น ทั้งที่คาดฝันและไม่คาด

ฉะนั้น ประมาทได้ แต่ไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้น!

ในสถานการณ์ “กูไม่เป็นสุข ใครก็อย่าหวังได้อยู่เป็นสุข” ขณะนี้อยากบอกว่า อย่าเอาแต่ “จ้องโจร” อย่างเดียว

จ้องสังเกต “บกพร่องที่ไม่เคยแก้ไข” ของฝ่ายบ้านเมืองด้วย!

ทุกครั้ง เมื่อเกิดเหตุ จะมีคำหนึ่งเป็น “ศัพท์เฉพาะ” หน่วยงาน โดยเฉพาะ กทม.

คือ…….”กล้องเสีย”!

ที่ รพ.พระมงกุฎฯ ไปป์บอมบ์ตูม คำตอบก็ตูมว่า “กล้อง ๑๓ ตัว บริเวณนั้นเสียหมด”

ปีๆ งบประมาณซื้อ-ติดตั้งกล้อง CCTV ทั้ง กทม. ทั้งหน่วยงานราชการต่างๆ รวมแล้วกี่ร้อย-กี่พันล้านไม่ทราบ

อย่าง กทม.คุยนัก ติดทั่วเป็นพันๆ ตัว แต่พอมีเรื่องจะได้อาศัยเป็นเบาะแสซักหน่อย

เสียบ้าง…กล้องดัมมีบ้าง…กำลังซ่อมบ้าง!

ที่ใช้อาศัยไหว้วานได้เรื่องจริงๆ สังเกตดูเถอะ จะเป็นกล้องชาวบ้านเป็นส่วนใหญ่

ผมว่า “จำเป็นแล้ว” ที่แต่ละสังกัด ควรต้องตรวจเช็กกล้อง CCTV ในสถานที่ที่ต้องรับผิดชอบทุกแห่ง

และสถานที่ไหนควรมี แต่ยังไม่มี ก็ติดตั้ง กล้องดัมมีนั้น เลิกกันทีเถอะ ทุเรศจริงๆ

ประเทศก็เหมือนคน ตอนดีๆ ไม่เอาใจใส่ดูแล ป่วยแล้วก็ยังไม่สำนึก ให้ร่อแร่ซะก่อนถึงจะหามร่องแร่งไปหาหมอ

แบบนั้นก็ ระวัง…มาราวี!

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ทางด่วนของ “ลุงตู่”

5

โดย ณ กาฬ เลาหะวิไลย

มาแล้ว ลุงตู่ งัดดาบวิเศษ มาตรา 44 ออกมาจัดการปัญหา

งวดนี้เน้นเรื่องเศรษฐกิจ อภิมหาโครงการที่เรียกว่า พื้นที่พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซีนั่นเอง

อีอีซี เป็นโครงการที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือ จะสร้างจุดขายทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ รวมถึงยกระดับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกบานตะเกียง

แนวทางของอีอีซีก็คือจะมีการออกกฎหมายเฉพาะขึ้นมาจัดการในพื้นที่ เพื่อขยายเขตเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก จากเดิมที่มีแค่โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเท่านั้น

แต่กระบวนการออกกฎหมาย กลายเป็นเงื่อนตาย โดยเฉพาะเมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ การออกกฎหมายต้องลงไปฟังเสียงผู้เกี่ยวข้อง ทั้งชุมชนในพื้นที่หรือชุมชนที่มีส่วนได้เสีย

งานนี้เลยมีหวังต้องรอกันยาว

แล้วอีอีซีที่ตั้งท่าไว้ เลยเป็นได้แค่ความฝันที่ยังไม่ตื่นสักที

สุดท้าย ลุงตู่ เลยโป้ง งัด ม.44 จัดการ ใน 3 เรื่องหลัก

เรื่องแรก คือ สร้างฟาสต์แทร็กหรือช่องทางด่วน สำหรับการพิจารณาสิ่งแวดล้อมของโครงการอีอีซี

รูปแบบที่ออกมาก็คือให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ของโครงการหรือกิจการสำคัญและเร่งด่วนของอีอีซีเป็นการเฉพาะ

นอกจากนั้น ยังเปิดช่องให้ค่าธรรมเนียมพิเศษเพิ่มเติมจากผู้ขออนุญาต เป็นค่าใช้จ่ายพิเศษ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาไม่เกิน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับรายงาน

หรือพูดง่ายๆ การพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ม.44 จะเปิดทางให้จ้างคนนอกที่มีความชำนาญเฉพาะมาทำได้นั่นเอง

เรื่องที่ 2 ลุงตู่ใช้อำนาจ ม.44 เปิดทางให้นายกฯ ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พิจารณาอนุมัติโครงการตามมาตรฐานการร่วมทุนได้เป็นการพิเศษ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในกระบวนการดึงเอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ จากปัจจุบันจะใช้เวลาอย่างน้อย 8-9 เดือน

หรืองานนี้มีฟาสต์แทร็ก ด้านโครงการที่จะดึงให้เอกชนมาร่วมลงทุนก็ไม่ผิด

เรื่องสุดท้าย เปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนกิจการซ่อมเครื่องบิน

เดิมกฎหมายการซ่อมเครื่องบินต้องเป็นกิจการคนไทย มีผู้ถือหุ้นไทยเกินครึ่ง แต่การซ่อมเครื่องบินก็ดี รวมถึงบริษัทที่ทำด้านอะไหล่ และชิ้นส่วนเครื่องบิน ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติทั้งนั้น และก็ถือครองสิทธิบัตรเฉพาะตัวเอาไว้ ไม่ยอมให้ใครมาถือหุ้นใหญ่

ความฝันจะให้อีอีซีเป็นศูนย์กลางซ่อมเครื่องบิน จึงเป็นได้ยาก เลยต้องงัด ม.44 สั่งการให้ต่างชาติเข้ามาร่วมดำเนินการได้เต็มที่

หรือพูดง่ายๆ เป็นการสร้างฟาสต์แทร็ก ให้ต่างชาติมาร่วมลงทุนหุ้นใหญ่ของกิจการซ่อมเครื่องบินนั่นเอง

ทั้งหมดถือว่าถูกแล้ว ถ้าจะเอาอีอีซีเป็นจุดขาย ขืนรอไปตามขั้นตอนมีหวังเหงือกแห้งเสียก่อน

งานนี้ ลุงตู่ประกาศเอาจริง ขึ้นทางด่วนซิ่งไปแล้ว

ถ้ายังไม่สำเร็จอีก ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร

ขอขอบคุณ โพสต์ทูเดย์

goo.gl/OqjXSj

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

มุมมองที่แตกต่าง ผลงาน 3 ปี รัฐบาล+คสช.

2

คอลัมน์ เหะหะพาที (ไทยรัฐออนไลน์)

โดย ซูม

ผมชอบใจบทบรรณาธิการของไทยรัฐเมื่อหลายวันก่อนโน้น ซึ่งจำไม่ได้เสียแล้วล่ะว่าวันไหน ที่เขาพูดถึงความคิดความเห็นในการวิจารณ์ผลงานของรัฐบาลและ คสช.ว่า ขึ้นอยู่กับปูมหลัง หรือสถานภาพของผู้วิจารณ์ต่างๆ

การวิพากษ์วิจารณ์จึงหนักบ้าง เบาบ้าง แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่า ผู้วิจารณ์เป็นใคร มาจากไหน หรืออยู่ในอาชีพใด ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

จากนั้นบทบรรณาธิการของไทยรัฐก็เสนอแนะว่า ประชาชนผู้รับข่าวสาร หรือรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ควรจะพิจารณากลั่นกรองโดยไม่เชื่อการวิพากษ์วิจารณ์ของคนใดคนหนึ่งไปเสียทั้งหมด

ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์เลยครับ เพราะถ้าเราอ่านสาระของคำวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่หนังสือพิมพ์นำมาลงจะเห็นว่า แตกต่างกันจริงๆอย่างที่บทนำไทยรัฐกล่าวไว้

นักการเมืองเกือบทุกคน โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่ถูกยึดอำนาจ จะให้คะแนนติดลบทุกเรื่อง และสอบตกทุกวิชา

นักการเมืองจากพรรคการเมืองไม่ถูกยึดอำนาจ แม้ส่วนใหญ่จะให้คะแนนติดลบ แต่ก็ยังให้สอบได้ในบางวิชา

ในขณะที่นักการเมืองที่เคยออกมานำผู้คนเดินขบวนชนกับพรรคที่ถูกยึดอำนาจ จนเป็นต้นเหตุของการปฏิวัติรัฐประหารนั้น จะให้สอบได้ทุกวิชาและให้คะแนนดีเป็นส่วนใหญ่

นักวิชาการมหาวิทยาลัยที่มิได้มาทำงานให้รัฐบาลหรือ คสช. ในแม่น้ำสายใดๆเลย จะวิจารณ์ในเชิงลบ โดยเฉพาะทางด้านสิทธิมนุษยชน หรือการปิดกั้นการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นต่างๆ

ในขณะที่นักวิชาการที่เข้ามาทำงานให้รัฐบาลหรือ คสช. จะให้ความเห็นในแง่ดี ชื่นชมผลงานในแทบทุกด้าน

ขึ้นอยู่กับปูมหลังและปูมปัจจุบันของแต่ละผู้วิพากษ์วิจารณ์ จริง ดังที่บทบรรณาธิการไทยรัฐกล่าวไว้

ผมเองที่ให้คะแนนรัฐบาลไป 65 เปอร์เซ็นต์ เมื่อวานนี้ก็ขึ้นอยู่กับปูมเฉพาะตัวของผมเช่นกัน โดยวัดจากความรู้สึกส่วนตัว และจากประสบการณ์ที่เคยพบเห็นหรือเคยปฏิบัติมาในอดีต

ซึ่งก็คงจะมีอคติบ้างในบางเรื่อง เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่เคยทำอะไรมาอย่างไรก็มักจะคิดว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้องอยู่เสมอๆ

โดยเฉพาะเรื่องการช่วยคนจน ผมก็เคยทำและเคยคุ้นกับคำสอนที่ว่า เราจะต้องช่วยเขาเพื่อให้เขาช่วยตัวเองได้

เหมือนปรัชญาที่กล่าวไว้ว่า เราต้องให้เบ็ดเขาไปตกปลา เขาจึงจะมีปลากินไปชั่วชีวิต แต่ถ้าเราให้ปลาเขาหรือเอาปลาไปแจกเขา เขาก็จะมีปลากินเพียงแค่มื้อเดียว แล้วก็จะอดต่อไป

ผมจึงรังเกียจการช่วยคนจนแบบให้เปล่า แบบลดแลกแจกแถม แบบส่งเงินไปให้ดื้อๆทุกชนิดทุกประเภท และได้คัดค้านมาทุกรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลประชานิยมหรือรัฐบาลไหนๆก็ตาม

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมมีอคติมากคือ การ “ปฏิรูป” ต่างๆ ซึ่งเป็นอคติที่เกิดขึ้นทั้งจากการทำงานและเขียนหนังสือมากว่า 50 ปีโดยแท้

ผมได้ยินคำว่า “ปฏิรูป” ตั้งแต่ยังนุ่งกางเกงขาสั้น จนกระทั่งบัดนี้ อายุกว่า 70 ปีแล้ว

แต่ไม่เคยเห็นการปฏิรูปเรื่องไหนในบ้านเราประสบความสำเร็จ

ปฏิรูปที่ดิน ผมได้ยินตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย แต่ผลเป็นไง? เท่าที่ผมจำได้ ปฏิรูปไปปฏิรูปมาได้มาแค่ “ส.ป.ก. 4–01” ซึ่งยุ่งถึงขนาดทำให้รัฐบาลชุดหนึ่งต้องเด้งกลางคัน รวมทั้งยังมีปัญหาอื่นๆจนถึงทุกวันนี้

ปฏิรูปการศึกษา ผมได้ยินตอนเข้ามาทำงานไม่นานนัก เคยมีส่วนเป็นกลไกเล็กๆกับเขาด้วย…? ทุกวันนี้ก็ยังไปไม่ถึงไหน

ปฏิรูประบบข้าราชการ นี่ก็ได้ยินหนาหู แต่ก็อย่างที่เห็น ข้าราชการก็ยังต้องการการปฏิรูปอย่างหนักต่อไป

มีปฏิรูปอะไรบ้างครับ ที่ประสบความสำเร็จ?

แล้วคราวนี้เราจะปฏิรูปกันเป็นสิบด้าน จะให้ผมเชื่ออย่างไรว่าจะทำได้?

นั่นก็เป็นการวิจารณ์อย่างอคติ อันเนื่องมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของผม แต่เมื่อวิจารณ์แล้วก็ไม่ขัดข้องที่ท่านจะทำกันต่อไป อีกทั้งจะให้กำลังใจในการทำงานต่างๆของพวกท่านด้วย

เพียงแต่ผมไม่เชื่อว่า มันจะสำเร็จเท่านั้นแหละครับ!

ขอขอบคุณ ไทยรัฐออนไลน์

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

วันนี้ในอดีต 22 พ.ค. 2557 ‘คสช. ยึดอำนาจ’

1

คอลัมน์ วันนี้ในอดีต (นสพ.คมชัดลึก)

วันนี้ในอดีต 22 พ.ค. 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้เข้ายึดอำนาจจาก‘รัฐบาลรักษาการ’ เพื่อแก้วิกฤตการเมืองในขณะนั้น

วันนี้ในอดีตย้อนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว 22 พ.ค. 2557 ได้เกิดการรัฐประหารขึ้นในประเทศไทย โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ โค่นรัฐบาลรักษาการของนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล นับเป็นรัฐประหารครั้งที่ 13 ในประวัติศาสตร์ไทย

ก่อนหน้านั้นสองวัน คือ วันที่ 20  พ.ค. 2557  พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร จากนั้นกองทัพบกได้ตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(กอ.รส.) และให้ยกเลิกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.) ที่รัฐบาลชุดก่อนตั้งขึ้น

วันที่ 21 พ.ค. 2557 มีประกาศ กอ.รส. ฉบับที่ 6/2557  เรียกตัวแทนจาก 7 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายรัฐบาล, พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาธิปัตย์ , นปช.,กปปส.,วุฒิสภา,คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  มาเข้าร่วมประชุมที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อหาทางออกประเทศจากวิกฤตการเมืองในขณะนั้น  การประชุมเป็นไปอย่างเคร่งเครียดแต่สุดท้ายไม่สามารถหาข้อยุติได้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงตัดสินใจให้มาประชุมกันใหม่ในวันรุ่งขึ้น เวลา 14.00 น.เพื่อหาทางออกของประเทศร่วมกัน

วันที่ 22  พ.ค. 2557ในประชุมร่วม 7 ฝ่าย เพื่อหาทางออกของประเทศครั้งที่ 2 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานในที่ประชุม ระหว่างการประชุม พล.อ. ประยุทธ์ เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้เสนอแนวทางที่เห็นว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดของประเทศ หลังจากเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงก็ไม่มีข้อยุติ

ต่อมานายสุเทพ เทือกสุบรรณกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ แยกไปหารือเป็นการส่วนตัว         ขณะเดียวกัน  พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้หารือกับผู้บัญชาการเหล่าทัพไปพร้อม ๆ กัน เมื่อกลับมาหารือกันต่อ พล.อ.ประยุทธ์ได้สอบถามนายชัยเกษม นิติสิริ ในฐานะหัวหน้าตัวแทนฝ่ายรัฐบาลในขณะนั้น ว่ารัฐบาลยืนยันไม่ลาออก ทั้งรายบุคคลและทั้งคณะใช่หรือไม่ ซึ่งชัยเกษม ระบุว่า นาทีนี้ไม่ลาออก และต้องการดำเนินการต่อจนกว่าจะครบวาระตามกฎหมาย  พล.อ.ประยุทธ์ จึงตอบกลับว่าจะยึดอำนาจการปกครอง  จากนั้นทหาร ก็เข้าควบคุมตัวคณะรัฐมนตรี ตลอดจนแกนนำ กปปส., นปช. และพรรคการเมืองที่เข้าร่วมเจรจา

ต่อมา เวลา 16.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตั้ง “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการทันที

ขอขอบคุณ คมชัดลึก

goo.gl/wEkayl

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ไทยพีบีเอส ‘อาถรรพณ์’ โทรทัศน์ : เปลว สีเงิน

เห็นข่าว “ไทยพีบีเอส” ขยายเวลารับสมัครคนเป็น ผอ.ก็นึกอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง ที่ต้องใช้คำว่า

“อาถรรพณ์”!

อาถรรพณ์ยังไง ผมว่านึกกันไม่ออกหรอก เอางี้…จะเล่าให้ฟัง

พฤษภาคมนี้แหละ แต่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๕

เกิดเหตุการณ์ที่เรียก “พฤษภาทมิฬ”

จากมวลชนต้านการสืบทอดอำนาจเผด็จการทหาร เมื่อเกิดเหตุการณ์ ทำให้ประเทศไทยได้นายกฯแต่งตั้ง

คือ “คุณอานันท์ ปันยารชุน”!

และผลของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬนั้น ทำให้เกิดสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่อีก ๑ ช่อง นอกเหนือจาก ๓, ๕, ๗, ๙ และ ๑๑

นั่นคือ “สถานีโทรทัศน์เสรี”!

บริษัทสยามทีวีฯ โดยแบงก์ไทยพาณิชย์ เป็นผู้นำกลุ่มชนะประมูล มีเนชั่นร่วมหุ้น และเป็นผู้บริหารสถานี

ประเด็นที่ว่า “อาถรรพณ์” ไม่ได้อยู่ตรงนี้……….

แต่อยู่ที่ “จุดผลักดัน” ให้รัฐบาลคุณอานันท์ มีความคิด ว่าจำเป็นต้องมีสถานีโทรทัศน์ใหม่ ภายใต้จินตนาการ “สื่อสารเสรี”

คือช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประชาชนโกรธแค้นสื่อโทรทัศน์มาก

เพราะเสนอข่าวด้านเดียว แบบบิดเบือน คือแต่ด้านรัฐบาลและทหาร-ตำรวจชอบธรรม

ตรงนี้ ยืนยันว่า “…..จริง”!

เพราะตั้งแต่เริ่มจากพลตรีจำลองอดข้าวประท้วงที่หน้ารัฐสภา ปลายกุมภา ๓๕ และจากรัฐสภา ขยายตัว เคลื่อนไปราชดำเนิน ลามไปถึงสนามหลวง

จนเกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ๑๗-๑๙ พฤษภา กราดยิง-เผาย่านราชดำเนิน ตะครุบตัวพลตรีจำลอง

ผมกิน-นอนอยู่กลางถนน ทุกคืน!

เมื่อคุณอานันท์เป็นนายกฯ ก็มองเห็นตรงนี้ ว่าโทรทัศน์ทุกช่อง “รัฐควบคุม” เรื่องราว-ข่าวสาร จึงออกมาด้านเดียว คือด้านบิดเบือน

บวกเสียงเรียกร้องให้มีโทรทัศน์เสรี อิสระจากรัฐควบคุม

นายกฯ อานันท์ จึงเปิดประมูลสัมปทาน เกิด “สถานีโทรทัศน์เสรี” ขึ้น

โทรทัศน์เสรี……….

ก็ “ไทยพีบีเอส” ปัจจุบันนี่แหละ!

พูดได้เลยว่า โทรทัศน์ช่องนี้ คลอดยาก-คลอดเย็น ร้อยปัญหา-ล้านอุปสรรค และเมื่อคลอดแล้ว ก็เรียกว่า “โคตรเลี้ยงยาก”

“โทรทัศน์เสรี” มาด้วยฝัน แต่อยู่ในโลกเป็นจริง จึงไม่เป็นตามฝัน ทั้งด้านธุรกิจ-บริหาร-ข่าวสาร-การนำเสนอ

ปี ๔๑ เปลี่ยนชื่อเป็น “ไอทีวี”……..

แต่ดูเหมือนเสรีที่ฝัน นับวันจะเป็นฝันร้าย ในที่สุด ปี ๔๓ เมื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ตั้งพรรคการเมือง

ไทยพาณิชย์ “หุ้นใหญ่” ยกขายให้บริษัทชินคอร์ปของทักษิณ เมื่อเสรีเกิดรูปธรรมทุน ภายในจึงแตกแยก บางส่วนรับไม่ได้

ที่อยู่ ก็อยู่กันไป ที่รับไม่ได้ ก็แยกตัวกันไป!

ไอทีวี ย้ายจากอาคารไทยพาณิชย์ รัชดาฯ ไปอยู่อาคารชินวัตร ๓ วิภาวดีฯ

แต่สถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ก็ไม่เคยสงบ ไม่เคยลงตัวซักที

มีแต่ปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ นานา ขอโม้แบบกระซิบข้างหูก็ได้ ผมเองยังเคยถูกชวนไปบริหารข่าวที่นั่นเลย

ผมสั่นริกๆ อยากไปทำงานข่าวรับใช้ทักษิณ……

แต่ดูเงาตัวเองแล้ว “มือไม่ถึง” จึงปฏิเสธไปทางโทรศัพท์!

จากปี ๔๓ ตอนนั้น ไอทีวีเข้าตลาดหุ้นแล้ว เกิดเหตุการณ์ทำนองปั่นข่าว-ปั่นหุ้น

นักจัดรายการดังจากช่องโน้น-นี้มาลงทุนร่วมบริหารบ้าง ร้องขอลดค่าสัมปทาน จนเป็นเรื่องถึงศาลบ้าง

ก็นุงนัง ทั้งเรื่องคน-เรื่องข่าว-เรื่องเงิน-เรื่องรายการ สารพัด-สารเพ

ในที่สุด เรื่องคดี…แพ้

ต้องจ่ายค่าสัมปทานที่ค้างหลายพันล้าน แต่ไม่ยอมจ่าย จนแล้ว-จนรอดก็ไม่จ่าย

ปี ๕๐ หลังทักษิณถูกบิ๊กบังยึดอำนาจไปเป็นกระสือลอยไส้อยู่นอกราชอาณาจักร เมื่อ ๑๙ ก.ย.๔๙

“ครม.พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์” ………….

“มีมติให้ยกเลิกสัญญาสัมปทานสถานีโทรทัศน์เสรี ให้ยุติออกอากาศ สถานีโทรทัศน์ไอทีวี”

เป็นอันว่าโทรทัศน์เสรี “สิ้นอายุขัย” ด้วยวัย ๑๑ ปี ๘ เดือน ๔ วัน!

แล้วมาเกิดใหม่ เป็น “สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส” ในปี ๒๕๕๑

จากโทรทัศน์เสรี……..

ในร่างใหม่เป็น “โทรทัศน์สาธารณะ” ตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย-ส.ส.ท.

“พลเอกสุรยุทธ์” นายกฯ แต่งตั้ง เป็นผู้ให้กำเนิด!

อาถรรพณ์มั้ยล่ะ ชาติกำเนิดวนเวียนอยู่กับ “นายกฯ แต่งตั้ง” เหมือนกัน และมูลเหตุก็ “คล้ายกัน”

คือรัฐบาลอานันท์ ตั้งโทรทัศน์เสรี จากเหตุพฤษภาทมิฬ ปี ๓๕ ด้วยโทรทัศน์บิดเบือนข่าวสาร เนื่องจากอำนาจรัฐครอบงำ

แล้วที่รัฐบาลสุรยุทธ์ ตั้งไทยพีบีเอส เป็นโทรทัศน์สาธารณะ ก็จากมูลเหตุ ไอทีวีถูกระบบทุนครอบงำ นำเสนอบิดเบือน ทำนองเดียวกัน

จากโทรทัศน์มีโฆษณา “หากินเอง”

มาเป็นโทรทัศน์ “ภาษีบาปเลี้ยง” ไม่เป็นส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นองค์การ เพื่อประโยชน์ข่าวสาร-ความรู้-สาระ-บันเทิง

มีคุณภาพ มีมาตรฐาน บนพื้นฐานข้อบังคับ จริยธรรมและกรอบจรรยาบรรณองค์กร เป็นหลักการ

เนี่ย…ผมก็ฟื้นความหลังให้ฟัง ก็ด้วยเหตุว่า เมื่อวาน (๑๙ พ.ค.๖๐) เห็นข่าว ไทยพีบีเอส

“ประกาศขยายเวลารับสมัครบุคคลเพื่อรับการสรรหาเข้าดำรงตำแหน่ง ผอ.ส.ส.ท. วันนี้ – ๒ มิ.ย. ๖๐”

ก็มาดูๆ องค์กรนี้ อาถรรพณ์มันล้างไม่ออกจริงๆ แรกเริ่มมีมูลค่าเป็นแสนล้าน แต่มาปัจจุบัน ยุคดิจิทัล

จากแสนล้านที่หายไปแล้ว รัฐกลับต้องเจียดภาษีบาปจ่ายให้ ปีละ ๒ พันล้าน!

โทรทัศน์เสรี-โทรทัศน์สาธารณะ นอกจาก “ฝันไม่เป็นจริง” แล้ว ในโลกเป็นจริง ที่ “ต้องได้” กลายเป็น “ต้องจ่าย” ตลอดกาล

คือตอนนี้ ผอ.ไทยพีบีเอสคนเดิมลาออก ประกาศรับสมัครคนมาเพื่อสรรหาเป็น ผอ.ใหม่

เท่าที่ดูข่าว มีคนสมัครแล้ว ๗-๘ คน มีอยู่ ๓ คนที่ผมรู้จักชื่อ “คุณพัชระ สารพิมพา” จำได้ว่า เคยอยู่ อสมท แล้วไปอยู่สปริงนิวส์

“คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ” อยู่เนชั่น แล้วลาออก

ส่วนอีกคนคือ “รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล”

ชื่อนี้คุ้นมาก อยากรู้จัก แต่ไม่เคยมีโอกาส เพราะท่านมีชื่อเสียงเด่น ด้านวิชาการสื่อ

ก่อนเป็นอาจารย์นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ท่านก็จบนิเทศ จุฬาฯ ด้วยเกียรตินิยม ยิ่งตอนทำโท “วิทยานิพนธ์” เรื่องสื่อกับสิ่งแวดล้อมดังมาก

นอกจากเขียนหนังสือ-เขียนตำราเยอะแยะแล้ว ยังเขียนบทความลงนิตยสารและหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ

คนสื่อ น้อยคนจะไม่เคยได้ยินชื่อ ไม่เคยได้อ่านบทความ ได้ข้อคิดจากข้อเขียน ด้วยวิสัยทัศน์ “สื่อสู่สังคมใหม่” ของ ดร.วิลาสินี

ไม่แค่นั้น ยังไปทำโท-เอก ด้านสื่ออีก ที่ Kent มหาวิทยาลัยระดับโลก ที่อังกฤษ ด้วยทุน ก.พ.

ด้วยคุณสมบัติด้านสื่อ ๑๐๐% นี่แหละ ทำให้ผมอยากรู้จัก ด้วยได้ความรู้จากท่าน แต่ไม่เคยมีโอกาส

ก็เห็นท่านไปทำงานสังคมเป็นสิบ-เป็นร้อยแห่ง เป็น ผอ.สำนักที่ สสส.แล้วออกมาเป็นรอง ผอ.ไทยพีบีเอส

ตอนลาออก………..

ผมไม่เชื่อว่า ลาออกเพื่อตาม “ทันตแพทย์กฤษดา” จาก สสส.ที่มาเป็น ผอ.ไทยพีบีเอส

ผมว่า เป็น “สปิริต” ของ ดร.วิลาสินีมากกว่า ตามภาษาชาวบ้านพูดว่า “เป็นการเสียสละ” ส่วนตัว

คือสามี ดร.วิลาสินี “ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์” ได้รับเลือกเป็นผู้จัดการ สสส. ดร.วิลาสินีจะทำงานที่สสส.ต่อก็ไม่ผิดอะไร

แต่ท่านเลือกลาออก ตัดประเด็น “สามี-ภรรยา” เป็นผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา อันอาจถูกครหา ไม่เป็นผลดีต่อ สสส.อันเป็นส่วนรวมได้

ตรงนี้ เป็นจุดที่ผมแอบชื่นชม ดร.วิลาสินีมาตลอด!

แต่ที่สะดุดใจ คือ ดร.วิลาสินี เป็น ๑ ใน ๘ ผู้สมัครเข้ารับสรรหาเพื่อเลือกเป็น ผอ.ไทยพีบีเอส

กลับเห็นใครต่อใคร รุมวิพากษ์-วิจารณ์ ดร.วิลาสินีคนเดียว ว่าอาจขาดคุณสมบัติบ้าง ล็อกสเปกเพื่อ ดร.วิลาสินีบ้าง

ผมว่านะ ต้องล็อกสเปกเพื่อ ดร.วิลาสินีทำไม?

ในเมื่อคุณสมบัติ ทั้งวิชาการ-ประสบการณ์-ปฏิบัติการ ของ ดร.วิลาสินี

นั่นตะหาก คือ “สเปก”

ที่คนจะมาเป็น ผอ.ไทยพีบีเอส ควรต้องมี!

ไปอ่านมาตรา ๗ พ.ร.บ.”องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย-ส.ส.ท.” ดู

ตั้งแต่ (๑) จนถึง (๖) วัตถุประสงค์ของ ส.ส.ท.ข้อไหนบ้าง ที่คุณสมบัติ ดร.วิลาสินีไม่มี?

แล้วต้องล็อกสเปกเพื่ออะไร?

ที่พูดนี่ ไม่ได้หมายความเชียร์หรือสนับสนุน ในข้อเท็จจริง ทั้ง ๘ คน ตรงสเปกทุกคน ไม่งั้นเขาจะมาสมัครทำไม?

เพียงแต่สงสัย ทำไมจ้องทิ่ม-จ้องตำ ดร.วิลาสินีกันจัง?

ตอนนี้ แค่รับสมัครเท่านั้น ยังไม่รู้เลย ใครจะผ่านรอบคุณสมบัติไปถึงรอบสรรหาบ้าง

ก็เท่านี้ ที่หยิบมาคุย ก็เพราะ ไทยพีบีเอส มัน “อาถรรพณ์” นั่นแหละ!

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

“ลอกทองจากหน้ากากธรรม” : เปลว สีเงิน


“อนันต์ อัศวโภคิน” นี่…ไอดอลผมเลย!

ไม่แปลกใจ……….

ที่รวยติดอันดับ “มหาเศรษฐีโลก” และไม่เก่งแค่ศาสตร์อสังหาริมทรัพย์ หากแต่ในศาสตร์พูดจาวาทศิลป์ด้วยกันแล้ว ต้องบอกว่า

ธัมมชโยเข้าคุกเมื่อไหร่?

“อนันต์ อัศวโภคิน” โกนหัวซะหน่อย ขึ้นเป็นเจ้าอาณาจักรจานบินสืบต่อได้เลย!

ไม่เชื่อก็ลองฟังอนันต์ร่ายมนต์สะกดบรรดาสาวกธรรมกายนี่ดูก็ได้……….

“…………ผมบริจาคเงินก้อนสุดท้ายที่มีอยู่เนี่ย ไม่แน่ใจว่าควรจะส่งลูกต่อมั้ย เพราะลูกเรียนอยู่เมืองนอก หรือคุณจะเอาเงินก้อนนี้ไปจ่ายดอกเบี้ยแบงก์

เผอิญนึกขึ้นมาได้ว่า………

วัดเนี่ยกำลังจะสร้างหอค้ำฟ้า ผมจึงเอาเงินก้อนสุดท้ายในบัญชีเนี่ยไปบริจาค บริจาคให้วัดทั้งหมดเลย (หน้าม้า..สาาาาาาธุ) โดยคิดว่า เดี๋ยวต้องหาทางออกให้ลูกเราเองนะครับ

วันนี้ บริจาคขนลุกไปหมด น้ำตาไหล มีความรู้สึกว่าน้ำตาไหล คือว่า มันไม่มีตังค์จะบริจาคแล้วอ่ะ ไม่รู้ดีใจหรือเสียใจนะครับ

คือมันมีความรู้สึกว่า มันไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว เงินมันหมดแล้วอ่ะ จะบอกว่าเรามี มันก็ไม่มีแล้ว

ฉะนั้น การบริจาคนี้ ในวันนี้ จำได้จนตายเลยว่า..โอโห เราปลื้มมาก ปลื้มมากว่า

เงินก้อนนี้เราไม่ห่วงใครอีกแล้วนะครับ ขอให้เกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาเท่านั้นเอง ก็บริจาคไปนะครับ……….ฯลฯ………..

อยากให้หลวงพ่อท่านปลื้มมั้ยครับ (หน้าม้า….อยากกกคร้าบบบ)

หรือจะให้ท่านเหี่ยวต่อ?

ฉะนั้น วันนี้พวกเรา ปิดบัญชีกันมั้ยครับ? (หน้าม้า…ดีคร้าาาาบ)

ผมก็เพิ่งทำไปเมื่อกี้เนี่ยล่ะครับ ถ้าจะปิดบัญชีต้องตอบให้ทราบนะครับ เดี๋ยวนี้ไม่ได้ทำบุญปีละเป็นร้อยแล้วนะครับ ทำบุญมากกว่านั้นเยอะ เพราะว่ายอมเลิกหมดทุกอย่างนะครับ ลูก-เลิก ก็ไม่เอาหมดแล้ว (ตบมือเกรียว)

“ฉะนั้น พวกเราก็…อยากเห็นหน้าหลวงพ่อท่านยิ้มและปลื้มมั้ยครับ?”

(หน้าม้า…อยากกกกคร้าาาาบ)

“เราปิดบัญชีกันมั้ยครับ?”

(หน้าม้า….ปิดคร้าาาาบ)

“ปิดนะครับ…ไม่เม้มนะครับ”

(หน้าม้า….ไม่เม้มคร้าาาาบ)

“ไม่เม้มนะครับ……ขอบพระคุณมากครับ”

(สาวก….สาาาาาาธุ)

“อนุโมทนาบุญทุกท่านนะครับ”

ผมก็ขนลุก น้ำตาไหลกับ “หลวงพ่อตึ๋ง” เหมือนกัน

ผีบุญ “ธัมมชโย” มาในปาง “ชิตัง เม โป้ง…รวย” หลอกกินไปทีละคำ

แต่หลวงพ่อตึ๋ง เนียนเข้าเนื้อกว่า ไม่เหลือแม้กระดูกไว้ให้

“โป้ง…ปิดบัญชี”

แถมย้ำ “ไม่เม้มนะครับ” เรียกว่า เอากันทีเดียว “หมดตูด-หมดตัว” ไปเลย!

ตอนนี้ นายอนันต์คงน้ำตาไหล ด้วยปลื้มไปจนตายสมปรารถนา อย่างที่ตัวเองว่า ลูกเต้าก็ไม่ต้องห่วงแล้วนั่นแหละ

เพราะ DSI จัดเต็มให้แล้ว “ทั้งลูก-ทั้งพ่อ”!

โดย “อลิสา” ลูกสาว ยังอยู่ในระยะรันอิน เพียงถูก “อายัด” ที่ดิน ๘ ไร่ อันเป็นที่ตั้ง “อาคารบุญรักษา” ในอาณาจักรจานบิน

คือบุญยังไม่แก่กล้าถึงระดับได้รับข้อหา “ร่วมกันฟอกเงิน” เหมือนพ่อ เพียงแค่ถูกอายัดไว้ตรวจสอบ

ภายใน ๙๐ วัน ต้องหาหลักฐานไปเคลียร์ดีเอสไอถึงที่มา-ที่ไปของการได้มาซึ่งที่ดินผืนนี้ให้ได้

เคลียร์ได้คัต ก็แล้วไป……..

ถ้าคัตแต่ไม่เคลียร์ ด้วยอานิสงส์อันประเสริฐ จะได้เลื่อนชั้น จากอายัดเป็นยึด!

ดุสิตบุรี หรือนิมมานนรดี ไม่ต้องปง-ไปหรอก ไปศาลในข้อหา “สมคบกันฟอกทรัพย์” ชั้นเดียวกับพ่อนั่นแหละ

อานิสงส์ “โป้ง…ปิดบัญชี” มีเท่าไหร่ถวายหลวงพ่อหมด นับว่าแรงมาก ส่งผลทันใจ เห็นดีเอสไอนัดไปมอบตัวต้นเดือนมิถุนา

ไปตอบคำถามเรื่องที่ดินคลองหลวง ปทุมธานี อีกแปลง ที่ “นายอนันต์-นายศุภชัย-ผีบุญธัมมชโย”

อยู่ในข่ายเอาเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นมาซื้อ แล้วเล่นนิ้งหน่อง โยนซื้อ-โยนขายกันไป-กันมา

ลูกเล่นเข้าตาดีเอสไอ แบบนี้ มันน่าใช่ ร่วมกันฟอกเงิน?!

เรื่องนี้มันยาว……….

ดีเอสไอ “เอาจริง-ทำจริง” ถือเป็นบุญใหญ่ของแท้ ตายวันไหน ได้ขึ้นสวรรค์ชั้นดุสิตบุรีวันนั้นกันทุกคน

มีสหกรณ์อีก ๕๐-๖๐ แห่ง ระโยง-ระยาง กับก้อนเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่นายศุภชัยผันมาปั่นบุญในอาณาจักรจานบิน

แม้กระทั่งเงิน “สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ” ก็เหอะ

สหกรณ์ไหนๆ ก็อยากเอามาฝากคลองจั่น นัยว่ามีเงินล่อใจปากถุงให้ถึง ๑๐% ส่วนตัวตะหาก!

สาวให้จริงเหอะ จะเจอนายพลทหาร-ตำรวจและนักการเมือง ทั้งในและนอกระบอบทักษิณนัวเนีย

มันเข้ายุค “ทองลอก” ด้วยอิทธิพล “เสาร์เช็กบิล” ขลังจริงกว่ามนต์สมี

ใครจะไปนึก มหาเศรษฐีด้านอสังหาริมทรัพย์รวยอันดับโลกอย่างนายอนันต์ จะมีวันที่สังคมโลกจะถาม

ไหนว่า “ปิดบัญชี ไม่เม้ม”?

แล้วรวยติดอันดับโลกนี้ รวยจากทำมาหากิน หรือรวยจากเงินหลวงพ่อ-แม่ชี หรือจากขายค้อน ชิตังเม โป้ง รวย?

เส้นทางสายไหมใหม่ One Belt-One Road ของจีน ยังมีมูลค่าแค่ ๔.๓ ล้านล้าน

แต่ “อาณาจักรจานบิน” ที่นายอนันต์เข้าไปโยงใย มีมูลค่าตั้ง ๔.๔ ล้านล้าน

จีนก็ยังชิดซ้าย “ไผเป็นไผ” รู้ซะมั่ง?

ครับ…วันนี้ มากะพระ พอดีไปอ่านเว็บ “ลานธรรม วัดสังฆทาน” ได้ความรู้ใหม่ มีคุณ-มีค่า กับพุทธศาสนิกมาก

คือเมื่อวาน “วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐” วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๖

เป็นวัน “อัฏฐมีบูชา”

คือ “วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ” หลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพานเมื่อ ขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๖ คือเมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมานั่นแหละ

ยอมรับว่า “ผมลืม” และละเลยวันนี้ไป

มาจำได้ก็ตอนอ่านลานธรรม วัดสังฆทาน ไม่ทราบว่า “ลืมเฉพาะผม” หรือท่านอื่นก็ด้วย

ดังนั้น ก็ขออนุญาต “คัดลอก” เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ดังนี้

เนื่องด้วยอัฏฐมีคือวันแรม ๘ ค่ำ แห่งเดือนวิสาขะ (เดือน ๖) เป็นวันที่ถือกันว่า ตรงกับวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

เมื่อถึงวันนี้แล้ว พุทธศาสนิกชนบางส่วน ผู้มีความเคารพในพระพุทธองค์ มักนิยมประกอบพิธีบูชา ณ ปูชนียสถานนั้นๆ

วันนี้จึงเรียกว่า “วันอัฏฐมีบูชา”

ประวัติความเป็นมา

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว ๘ วัน มัลลกษัตริย์แห่งนครกุสินารา พร้อมด้วยประชาชน และพระสงฆ์อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน

ได้พร้อมกันกระทำการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ ณ มกุฏพันธนเจดีย์แห่งกรุงกุสินารา

วันนั้น เป็นวันหนึ่งที่ชาวพุทธต้องมีความสังเวชสลดใจ และวิปโยคโศกเศร้าเป็นอย่างยิ่ง

เพราะการสูญเสียแห่งพระพุทธสรีระ (เผาศพ-เปลว) เมื่อวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ ซึ่งนิยมเรียกกันว่าวันอัฏฐมีนั้น เวียนมาบรรจบแต่ละปี

พุทธศาสนิกชนบางส่วน โดยเฉพาะพระสงฆ์และอุบาสก-อุบาสิกาแห่งวัดนั้นๆ ได้พร้อมกันประกอบพิธีบูชาขึ้น เป็นการเฉพาะภายในวัด

เช่น ที่ปฏิบัติกันอยู่ใน “วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์” เป็นต้น

แต่จะปฏิบัติกันมาแต่เมื่อใด ไม่พบหลักฐาน ปัจจุบันนี้ก็ยังถือปฏิบัติกันอยู่

ครับ…..

เมื่อทราบกันเช่นนี้ จะปฏิบัติบูชา ด้วยเจริญสติ หรือสักการบูชา ด้วยศรัทธาเจริญ

เชิญทุกพุทธศาสนิก “น้อมธรรม” และ “น้อมทำ” เถิด.

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment