เมื่อ(นัก)กฎหมายฟันธง ‘ไม่ผิด’…เปลว สีเงิน


บุคคล “ทรงอิทธิพล” ที่สุดในวงการ “ข่าวสารไทย” คือ “นายแหล่งข่าว”!

กรณี “๓ ตำรวจ” พายิ่งลักษณ์หนี

เมื่อวาน (๒๔ ก.ย.๖๐) มติชนออนไลน์กับผู้จัดการออนไลน์ ไปสัมภาษณ์ “นายแหล่งข่าว” ผู้พิพากษาจากศาลยุติธรรม

แล้วเสนอผ่าน “ข่าวออนไลน์” ด้วยข้อความ “ก๊อบปี้เดียวกัน”!

เพื่อเป็นฐานประกอบ “แง่คิด-มุมมอง” ต่อเรื่องนี้

ผมขออนุญาตสำนักข่าวทั้งสอง ยกข่าวนั้นมาประกอบการพูดคุยตรงนี้ด้วย ดังข้อความต่อจากนี้

“แหล่งข่าวผู้พิพากษาจากศาลยุติธรรม กล่าวถึงข้อกฎหมายกรณีที่มีนายตำรวจขับรถช่วยเหลือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยในคดีโครงการรับจำนำข้าว ให้เดินทางออกนอกประเทศว่า

ตามกฎหมายนั้น ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดเพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้น หรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๙

จะเป็นความผิดต่อเมื่อศาลมีการออกหมายจับเเล้ว

ซึ่งคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ออกหมายจับเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากที่จำเลยไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษา

การกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรา ๑๘๙ จะต้องเป็นการกระทำหลังจากที่ศาลออกหมายจับแล้วในวันที่ ๒๕ สิงหาคม

ดังนั้น การพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปที่ใดก่อนวันที่ ๒๕ สิงหาคม ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษา ย่อมไม่มีความผิด

แต่ในเมื่อวันดังกล่าวไม่มีการส่งตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์มาฟังคำพิพากษา นายประกันก็จะผิดสัญญาประกันที่ทำไว้กับศาล ศาลจึงมีหน้าที่ปรับนายประกัน

และออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษา เนื่องจากเห็นว่ามีพฤติกรรมหลบหนี

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า หมายจับจะมีผลเริ่มตั้งแต่วันที่ศาลออกหมายจับ จนถึงวันที่ ๒๗ กันยายน ซึ่งเป็นวันที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาลับหลัง

ถ้าหลังจากวันที่ ๒๗ กันยายน ศาลพิพากษาลงโทษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ศาลก็จะออกหมายจับฉบับใหม่ ซึ่งเป็นหมายจับที่ให้นำตัวจำเลยมาลงโทษตามคำพิพากษาของศาล

แต่ถ้ายกฟ้อง หมายจับที่เคยออกไว้เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ก็จะถูกยกเลิกไป

เมื่อถามว่า นายตำรวจที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปยังจังหวัดชายแดนนั้น เป็นก่อนวันที่ศาลออกหมายจับวันที่ ๒๕ สิงหาคม จะมีความผิดอาญาหรือไม่

แหล่งข่าวกล่าวว่า ไม่มีความผิดอาญา

เพราะก่อนที่จะออกหมายจับย่อมสามารถที่จะพาไปที่ไหนก็ได้ในประเทศ จึงไม่ถือว่าเป็นความผิด

เมื่อถามว่า ในเมื่อคนที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศ หลบหนีไปอยู่ในสถานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะมีความผิดในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

แหล่งข่าวจากศาลยุติธรรมกล่าวว่า ไม่มีความผิด เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ว่าวันฟังคำพิพากษา ตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมาฟังคำพิพากษาหรือไม่

‘เขาไปสระแก้ว แต่บอกว่าตอนเช้าเขาจะขับรถกลับมาฟังคำพิพากษาก็ได้ หมายจับออกวันที่ ๒๕ สิงหาคม ฉะนั้นเวลานับจะเริ่มจากวันนั้น ถ้าพาคนที่ถูกหมายจับหลบหนีหลังวันที่ ๒๕ สิงหาคม ตรงนั้น จะเป็นความผิด

ยิ่งถ้าคุณเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและคุณไม่ทำตามหน้าที่จะมีความผิด ซึ่งหมายจะใช้ถึงวันที่ ๒๗ กันยายน ซึ่งเป็นวันอ่านลับหลัง ถ้าวันนั้นยังไม่มาอีก หมายจับวันที่ ๒๕ สิงหาคมจะยกเลิก เพราะถือว่าอ่านลับหลังไปเเล้ว

แต่ถ้ามีคำพิพากษาลงโทษจำคุก ก็จะออกหมายจับใหม่ เพื่อนำตัวมาลงโทษ

ถ้ายกฟ้องหมายจับก็สิ้นสุด ขั้นตอนของหมายจับจะเเบ่งเป็น ๒ สเต็ป’ แหล่งข่าวจากศาลยุติธรรมกล่าว”

ครับ…….

“นายแหล่งข่าว” พูดตาม “ข้อกฎหมาย” ในข่าวระบุอย่างนั้น

โปรดเข้าใจว่า ไม่ใช่กฎหมายไคฟง หรือกฎหมายศรีธนญชัย

หากแต่ มาตรา ๑๘๙ ที่อ้าง เป็นประมวลกฎหมายอาญาของไทยร้อยเปอร์เซ็นต์!

ผมไม่ใช่ระดับ “อ่านกฎหมายรู้-ดูกฎหมายเป็น”

เมื่อระดับนายแหล่งข่าวจากศาลยุติธรรมแจงเป็นประเด็นๆ ว่าตามเงื่อนกฎหมาย ๓ ตำรวจพายิ่งลักษณ์หนี ไม่ผิด

ผมก็ต้อง ครับ…ไม่ผิด!

ตอน ๓ ตำรวจขับรถพายิ่งลักษณ์หนี ศาลยังไม่ออกหมายจับ ฉะนั้น ใครจะขับรถพาเธอไปไหน พาไปได้ทั้งนั้น

นั่น ตาม “ข้อกฎหมาย” ของนายแหล่งข่าว…………

แต่ “ข้อเท็จจริง” ของเรื่องนี้ นายแหล่งข่าวยังไม่ได้นำมาประกอบการวินิจฉัยเพื่อดุลยธรรมด้วยแน่

เพราะ “รายละเอียด” ที่เรียกสำนวนสอบสวนทั้งหมด ดูเหมือนยังเป็น “ความลับทางราชการ” ของทางตำรวจอยู่!

เท่าที่นำมาพูดกัน………..

พูดแบบ “ตัดตอน-ตัดประเด็น” คลุมๆ เครือๆ ไม่เคลียร์ให้ขาดในเรื่อง “พาหนีข้ามแดน”

อ้าง “กระทบกระเทือนต่างประเทศ” ไปโน่น!

ในการสืบสวนและสอบปากคำตำรวจทั้ง ๓ ถ้าสำนวนสอบสวน “ของจริง” กะพร่อง-กะแพร่ง เช่นนี้

โดยเฉพาะประเด็น ขับส่งแค่ริมแดนไทย………..

จากนั้น ปล่อยยิ่งลักษณ์ระหก-ระเหินไปตามยถากรรมดั่ง “นางมัทรี” เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่ทราบ

และจะเข้าไปในเขมรหรือไม่อย่างไร?

ก็เปล่าขับพาเข้าไป และเปล่ารู้-เห็น ด้วยประการทั้งปวง!

ถ้าสำนวนสอบสวนเป็นดังนี้………..

ก็สมควรแล้ว ที่มีคนเรียกร้องให้แยก “ฝ่ายสอบสวน” ออกไปจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ!

แต่ผมมั่นใจ การสอบปากคำ ๓ ตำรวจ ถ้าสอบสวนเอากันจริงๆ

จะต้องมีข้อมูลอันเป็นรายละเอียด ชนิดที่เรียกว่า มโหฬารพันลึกแน่!

ดังนั้น ถ้านายแหล่งข่าว ได้ศึกษาเรื่องราวจากสำนวนสอบสวนครบถ้วนก่อน

ดุลยธรรมในอรรถคดีที่ออกมา ไม่น่ายึดเพียง “ตัวกฎหมาย” โดยไม่ยึดข้อเท็จจริงประกอบในการฟันธง?

ในความเข้าใจผม…………

กฎหมาย “ทางโลก” ก็ดี พระวินัย “ทางสงฆ์” ก็ดี ยึด “เจตนา” เป็นตัวบ่งชี้การกระทำ

มนุษย์ มีคำว่า “เพราะ…..” จึงเป็นมนุษย์

ทุกเคลื่อนไหวมนุษย์ มีสติกำกับ การทำจึงอยู่บนฐาน “เหตุ-ผล”

สัตว์ ไม่มีคำว่า “เพราะ……” จึงเป็นสัตว์

การไม่มีสติกำกับนั่นแหละ จึงเคลื่อนไหวด้วย “สัญชาตญาณสัตว์” อย่างเดียว

ดังนั้น ที่นายแหล่งข่าว ฟันธงว่า ๓ ตำรวจไม่ผิด และที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ บอกว่า ไม่มีข้อหา

ก็ (อาจ) ถูกตามกฎหมายตามนัยท่าน

แต่ในความเป็น “มนุษย์สังคม” เจตนาบนฐานสติ ในทุกพูด-คิด-ทำ นำมาใคร่ครวญแล้วก่อนชี้ขาดใช่ไหม?

ผิด-ไม่ผิด “ตามกฎหมาย” หาได้ในกระบวนการศาล

แต่ผิด-ไม่ผิด “ตามกฎสังคม” หาได้ในหมู่มนุษย์ผู้เจริญแล้ว

พระสงฆ์ กินข้าวเย็น…………

ทางพระวินัย ปรับเป็นอาบัติปาจิตตีย์ คืออาบัติเล็กน้อย ปลงอาบัติก็หาย

แต่ทางโลก การที่พระกินข้าวเย็นก็ดี ดื่มเหล้าก็ดี บิณฑบาตตามหน้าตลาดเวียนเทียนก็ดี

เป็นโลกวัชชะ คือ ชาวบ้านติเตียน ถึงขั้นยอมรับไม่ได้

ก็ปรากฏว่า พระกินข้าวเย็น ดื่มเหล้า เหล่านี้ ถูกจับสึกไปมากต่อมาก ทั้งที่โทษทางพระวินัย..จิ๊บจ๊อย

การที่ ๓ ตำรวจพายิ่งลักษณ์หนี อ้างว่ายังไม่ถึงกำหนดนัดศาล ถึงวันนัดอาจมาก็ได้

ดังนั้น เมื่อยังไม่มีหมายจับจากศาล ใครจะพายิ่งลักษณ์ไปสระแก้ว-สระอโนดาต ได้ทั้งนั้น-ไม่ผิด นั้น

ถามว่า “เจตนา” เอาไปไว้ที่ไหน?

ก็รู้ด้วยกัน…สิ่งที่ทำจนเป็นคดี มันผิดหรือถูก และพรุ่งนี้ ต้องไปศาล ดังนั้น หนีก่อนดีกว่า

ยิ่งลักษณ์ คือคน ไม่ใช่ หมา-แมว ที่ตำรวจขับรถพาไปส่งริมแดน แล้วจะชิ้ว..ชิ้ว..ให้มันวิ่งมุดหนีเข้าไปในอีกประเทศเอง

ในความเป็นจริง ทั้งยิ่งลักษณ์ ทั้งตำรวจ “เป็นคน”

การจะขับรถข้ามแดนเข้าไปส่งเอง หรือมีขบวนการมารับไปเป็นทอดๆ ต่าง “รู้” ด้วยเจตนาแห่งการทำทั้งสิ้น ว่า

เพื่อให้ “หลบหนีคดีออกนอกประเทศ”

ถึงยังไม่มีหมายจับ แต่มี “คำสั่งศาล” ก่อนหน้าแล้วว่า “ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ” เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล

แล้วแบบนี้ ๓ ตำรวจ ไม่เข้าข่ายสนับสนุนและทั้งช่วยเหลือให้ละเมิดคำสั่งศาลหรือ?

คนอ่านกฎหมายรู้-ดูกฎหมายเป็น ว่าไม่ผิดกฎหมาย ผมก็ไม่โต้แย้ง แต่ขอบอกว่า…………

“ผิดศีลธรรมจรรยา” ทางสังคมอย่างยิ่ง

พระกินข้าวเย็น ทางวินัยแค่ลหุกาบัติ แต่ทางสังคม เป็นโทษครุกาบัติ ฉันใด

ตำรวจ “รู้เห็น-เป็นใจ” ให้จำเลยศาลและจำเลยสังคมหนี ทางกฎหมาย อาจเล็กน้อย แค่ดีดไข่คนละทีก็จบ

แต่ ด้วยหลักนิติธรรม-ความโปร่งใส-ความมีส่วนร่วม-ความรับผิดชอบ ที่เรียก “สังคมธรรมาภิบาล”

มันชั่วร้ายแรง สังคมยากยอมรับ!

๓ ตำรวจ ประพฤติเหมาะสมไหม ออกนอกพื้นที่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาคนไหน มีหน้าที่ขับรถให้ยิ่งลักษณ์ไหม สับเปลี่ยนทะเบียนรถส่อเจตนาไหม?

ทำตามคำสั่งใคร……….

ถ้าอ้าง ไม่ได้ขับพาข้ามแดน แล้วใครมารับไป ติดต่อกับใครบ้าง และทั้งหมด ทำด้วยเจตนาพายิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศใช่ไหม?

ใครว่าไม่ผิดกฎหมาย ก็เรื่องของท่าน………

แต่มัน “ผิดใจ” สังคมดุลยธรรม ซึ่งนั่นเรื่องของผมด้วย!

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

‘พานางเอกหนี’ ไม่มีความผิด?…เปลว สีเงิน

นึกว่าพระเอกที่ไหนเป็นคนพา “นารีขี่ม้าแดง” หนี?

ที่แท้ก็…..”ตำรวจ” นี่เอง!

ทราบตามที่ “พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล” รอง ผบ.ตร.แจกแจงเมื่อวาน (๒๒ ก.ย.๖๐) แล้วกระมัง คนพาหนี ก็มี

-พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อยู่ฤทธิ์ รอง ผบก.น.๕

-พ.ต.ท.สามิตร ไชยอิ่นคำ สารวัตร กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม

-ด.ต.พรพิพัฒน์ มากบุญงาม ผู้บังคับหมู่ ฝ่ายอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม

แล้วทาง “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” จัดการตำรวจที่พานางเอกเชิดอย่างไร?

เอ้า…ฟัง พล.ต.อ.ศรีวราห์พูดโดยตรงดีกว่า……….

“ตำรวจทั้ง ๓ นาย ยืนยันยังไม่มีความผิดอาญาในการพาหนี เพราะขณะนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้มีหมายจับติดตัว

ส่วนเจตนาว่า พาหนีหรือไม่ อย่างไร จะเอาผิดทางวินัย หรือจะเสนอเรื่องให้พักราชการหรือไม่?

เป็นอำนาจหน้าที่ ‘ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด’ เป็นผู้พิจารณา อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดให้การเป็นประโยชน์

สำหรับเส้นทางหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังไม่ยืนยันว่าเปลี่ยนรถแล้วออกไปนอกประเทศ ไปทางสระแก้วหรือไม่ ถ้าพูดไปอาจจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

ผู้ต้องสงสัยทั้ง ๓ นาย ได้ปล่อยตัวไป เพราะตำรวจไม่มีอำนาจควบคุมตัวไว้ ข้อหายังไม่มี ไม่มีข้อหาอะไรที่ไปจะควบคุมเขาไว้”

สังเกตให้ดีนะครับ……..

ตามที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ใช้คำว่า

“ยังไม่ยืนยันว่า เปลี่ยนรถแล้ว ออกไปนอกประเทศ ไปทางสระแก้วหรือไม่”

นั่นเท่ากับการันตีให้ตำรวจทั้ง ๓ นาย ว่าพายิ่งลักษณ์นั่งรถกินลมชมวิวแล้วไปส่งลงแค่ในเขตประเทศไทยเท่านั้น

“เปล่าขับรถข้ามแดนออกไปส่ง” ถึงนอกประเทศแต่อย่างใด!?

ดังนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ จึง “ตัดฉากจบ” ด้วยคำว่า……

-ยืนยัน ตำรวจทั้ง ๓ นาย ยังไม่มีความผิดอาญาในการพาหนี เพราะขณะนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้มีหมายจับติดตัว

-ไม่มีข้อหาอะไรที่ไปจะควบคุมตำรวจทั้ง ๓ คนนั้นไว้

ก็เอาตามที่ท่านสบายใจเถอะ เห็นย้ายแก้เขินทั้ง ๓ นายกันไปแล้ว

ซักพัก พอสังคมลืมๆ ค่อยกลับ!

ถามกันว่า อีกคนอยู่นครบาล อีก ๒ คนอยู่นครปฐม แล้วมาบรรจบเป็น “มะเขือเทศสามัคคี” พานารีขี่แคมรี่ส่งชายแดนได้ยังไง?

ก็ลูกน้อง “ร่วมนายสายมะเขือเทศ” ระดับ พล.ต.อ.-พล.ต.ท.ในอดีต ด้วยกันนั่นแหละ

ก็รู้ๆ กันอยู่ พูดไปก็ไลฟ์บอย!

สำหรับความคิดส่วนตัวผมกรณีนี้ เออ…ดีแล้ว พาหนีไปเหอะ

ขืนให้อยู่ “แมลงวันตอมขี้” ทั้งเหม็น-ทั้งรำคาญเปล่าๆ

แต่มีประเด็นน่าสังเกตอยู่นิด……

กองบังคับการตำรวจนครบาล ๕ นี่ ถ้าเส้นไม่ใหญ่-นายไม่ปึ้ก ตำรวจคนไหน จะย้ายเข้ามา “กินพื้นที่” ยาก

เพราะเป็น “เหมืองทอง” กลางกรุง ย่อมมีขาใหญ่คุมสัมปทาน ตำรวจที่จะได้ย้ายมา ส่วนใหญ่ต้องเป็นคนในสาย

พื้นที่นครบาล ๕ เป็นย่านเศรษฐี ย่านธุรกิจการค้า มีทั้งอาบนวด ผับ บาร์ สถานบริการ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า และ (บ่อน) ด้วย!

โรงพักในเขตพื้นที่ ก็มี สน.ทองหล่อ, ลุมพินี, คลองตัน, ท่าเรือ, ทุ่งมหาเมฆ, วัดพระยาไกร, บางโพงพาง, พระโขนง และ สน.บางนา

พื้นที่เกรด A ต้องตำรวจเกรด A (ในความหมายของตำรวจ) เท่านั้น จะได้มาอยู่

แต่ปรากฏว่า ตำรวจเกรด A พื้นที่นี้ ก็สร้าง “เกียรติประวัติ” ด้านฉาวให้สถาบันตำรวจโด่งดังประจำ

เมื่อมิถุนา ปี ๕๘ ตำรวจ-ทหาร บุกจับบ่อนพนันออนไลน์ ย่านสุขุมวิท ๖๙

ถูกย้ายกันตั้งแต่ตัว “ผู้บังคับการนครบาล ๕” ไปยันผู้กำกับโรงพักคลองตันถึงสารวัตร

เรียกว่า “ย้ายยกโรงพัก”!

คดี “บอส-กระทิงแดง” ขับรถชนตำรวจตายปี ๕๕ นี่ก็ “นครบาล ๕” อีกเหมือนกัน

๕ ปี คดีดองไว้……….

ตอนนี้ ถูก ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนชนิดยกกองบังคับการ

ตั้งแต่ตัว ผบก.-รอง ผบก.ไปจนถึงผู้กำกับ-สารวัตร โรงพักทองหล่อ

บิ๊กแจ๊ด “พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” ตอนเกิดเรื่อง เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

แสดงบทพระเอก “เอาเป็น-เอาตาย” กับคดีนี้ เรียกเสียงเชียร์ บิ๊กแจ๊ดสู้ๆ..บิ๊กแจ๊ดสู้ๆ…อื้ออึง!

“พ.ต.ท.ปัณณ์ณภณ นามเมือง” สวป. สน.ทองหล่อ ไปเอาคนในบ้านบอส-กระทิงแดง มารับสมอ้างเป็นคนขับ

บิ๊กแจ๊ดโกรธ “ลูกน้องตายลูกพี่กลับไปช่วยคนที่ทำให้ตาย” สั่งเอาโทษทั้งวินัย-อาญากับ พ.ต.ท.ปัณณ์ณภน และให้ออกจากราชการไว้ก่อน

นี่…คุณสมบัติตำรวจนครบาล ๕

แต่การไล่ออกของบิ๊กแจ๊ด กลับปรากฏว่า “พ.ต.ท.ปัณณ์ณภณ” ไปยิ่งยศ-ยิ่งใหญ่ อยู่ “โรงพักบางบอน” โน่น

พอเรื่องเงียบ ก็คืนถิ่นนครบาล ๕ จะให้กลับทองหล่อดูจะเอิกเกริกไปนิด เลยมาอยู่แถวๆ ท่าเรือ

และล่าสุดตอนนี้ “พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อยู่ฤทธิ์” ที่นำทีมยิ่งลักษณ์หนี

ก็นครบาล ๕ ระดับ รอง ผบก.น.๕ เลยทีเดียว!

ทีนี้ ย้อนมาดูที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ บอกว่า ตำรวจทั้ง ๓ นาย ยังไม่มีความผิดอาญาในการพายิ่งลักษณ์หนี ด้วยเหตุผลว่า

-ขณะนั้น “น.ส.ยิ่งลักษณ์” ยังไม่มีหมายจับ

-ยังไม่มีข้อหาอะไรที่จะคุมตัวตำรวจทั้ง ๓ ได้!

นั่นเป็นความเห็นทางตำรวจ ผมมิบังอาจท้วงติง เพียงแต่ข้องใจอยากถามบางประเด็นเป็นความรู้เท่านั้น

คืออยากถามว่า……..

เมื่อ ๑๙ พฤษภา ๕๘ ที่อัยการสูงสุดฟ้องยิ่งลักษณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ฐานความผิดต่อหน้าที่ ในโครงการรับจำนำข้าว นัดแรก นั้น

ทนายยิ่งลักษณ์ยื่นหลักทรัพย์ เป็นสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำนวน ๓๐ ล้านบาท ขอให้ปล่อยตัวชั่วคราว

ศาลอนุญาต โดยมีคำสั่งว่า……….

“จำเลยมีหน้าที่ต้องมาศาลตามนัดทุกครั้ง หากจำเลยไม่สามารถมาศาลในนัดใด ให้จำเลยยื่นคำร้องแสดงเหตุจำเป็นต่อศาล พิจารณาเป็นครั้งคราวไป”

โดยกำหนดเงื่อนไข…………

“ห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล”

ท่าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ครับ………..

การที่ตำรวจพายิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ศาลให้ประกันด้วยเงื่อนไข “ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร” เช่นนี้

ตำรวจทั้ง ๓ ไม่เข้าข่ายผิดตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๕๗ หรือครับ ที่ว่า…..

“ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ”

นอกจากมาตรา ๑๕๗ นี้แล้ว……..

ยังน่าจะเข้าข่ายความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๘ ด้วย

“ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดหรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น

โดยซ่อนเร้น หรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ผมมีความเห็นว่า ที่ท่านว่า “ไม่มีข้อหา ไม่มีอำนาจคุมตัว ต้องปล่อยตำรวจทั้ง ๓ คนไป” นั้น

ท่านเทเร็วไปหรือเปล่า?

ไม่ใช่อะไรหรอก ยุคนี้ “นักร้อง” เยอะ ๓ ตำรวจไม่ถูกข้อหา ตัวท่านเองนั่นแหละ

เผลอๆ จะเจอข้อหา “เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” เสียเอง

แล้วบ้านเมืองก็จะเสียนายตำรวจตงฉิน ซื่อสัตย์-ซื่อตรงต่อหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไปซะอีกคนเปล่าๆ

ความจริง การสืบจับจนได้ตัว ๓ ตำรวจ ถือว่าขึ้นต้นเป็น “ลำไม้ไผ่” ได้สวยงาม

ทุกคนก็รู้ ๓ ตำรวจ แค่ “ลูกน้อง” ในฟาร์มมะเขือเทศใหญ่ ที่ทำตามคำสั่งเจ้านายเท่านั้น

ถ้าลิเกจบแค่ลูกน้อง………..

ต้องระวัง ที่ขึ้นต้นสวย จะลงท้ายด้วย “ไฟไหม้โรงยี่เก คสช.”!

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ต้องทำให้การเมืองพ้นกับดัก โดย สายล่อฟ้า

03

การเมืองยุคใหม่ ต้องจุดให้ติดเห็นมีการพูดกันมากพอสมควรว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ในปี 2561 ประชาชนจะเทคะแนนให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กมากกว่าพรรคใหญ่อย่างที่ผ่านมา

ก็ฟังๆไว้เท่านั้น แต่โอกาสจะเป็นไปอย่างนั้นหรือไม่ต้องติดตามกันต่อไป ที่เหตุผลหนุนนำอย่างนั้น

คงเป็นเพราะกฎ กติกาใหม่จะมีส่วนสำคัญที่สุด

แต่หากมองในความเป็นไปไม่ได้ ก็เพราะประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนว่าจะเลือกใคร พรรคการเมืองไหน หากเปลี่ยนวิธีคิดในการหย่อนบัตรนั่นแหละจึงมีความเป็นไปได้

เอาความจริงทางการเมืองเป็นที่ตั้ง มองแล้วว่าน่าจะยาก เพราะพรรคใหญ่ 2 พรรค คือ เพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ต่างล้วนมีมวลชนให้การสนับสนุนอยู่แล้ว

เป็นจำนวนประชาชนมากที่สุดในการได้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง

หากมวลชนเหล่านี้เปลี่ยนวิธีคิดแล้วไปเลือกพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กก็ดูจะเป็นเรื่องแปลกไม่น้อย

คล้ายกับว่าไม่เอาแล้ว “นักเลือกตั้ง” แต่ต้องการ “นักการเมือง” มากกว่า เป็นสำนึกใหม่ทางการเมืองที่ต้องการได้นักการเมืองต่างไปจากเดิม และมีโอกาสที่จะได้เข้ามาบริหารประเทศ

แม้จะเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย แต่หากรวมกันได้จนมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลก็จะไม่ต่างไปจากพรรค “อัมโน” ของมาเลเซีย

เพียงแต่ว่านักการเมืองที่จะสังกัดพรรคในลักษณะนี้ มีความสามารถเพียงพอที่จะบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้หรือไม่

มีคุณภาพเพียงพอที่จะสร้างการเมืองยุคใหม่ได้หรือไม่?

เป็นโอกาสทางการเมืองที่ทำให้นักเลือกตั้งที่สังกัดพรรค การเมืองใหญ่ต้องหลุดไปจากวงจรทางการเมือง

ประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยที่ผ่านมาได้เห็นแล้วเป็นเรื่องยากแทบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซํ้าไป แม้จะมีคนดี คนเก่ง มีความรู้ความสามารถรวมกันตั้งพรรคการเมืองที่หวังว่าจะเป็น “พรรคน้ำดี” ที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาของประเทศ

สุดท้ายก็ไปไม่รอดสู้พรรคการเมืองใหญ่ไม่ได้

ตรงนี้แหละที่ทำให้นักคิด นักวิชาการ นักธุรกิจไม่กล้าเข้ามาสู่เวทีการเมือง เพราะเล็งเห็นแล้วพวกเขาไม่มีทางสู้ได้

พวกเขาสู้นักเลือกตั้งอาชีพไม่ได้ เนื่องจากมีความพร้อมกว่าในทุกรูปแบบ มีเงินทุน มีความเขี้ยวลากดิน กล้าที่จะทำในสิ่งที่นักการเมืองน้ำดีทำไม่ได้

กล้าที่จะซื้อเสียง กล้าที่จะคอร์รัปชัน กล้าที่จะปั่นหัวประชาชนด้วยคำหลอกลวงให้หลงเชื่อได้ กล้าที่จะให้อำนาจเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง

กล้าที่จะหักหลัง กล้าที่จะแปลงศัตรูให้เป็นมิตรได้

นี่แหละคือปัญหาการเมืองของประเทศนี้

ถึงวันนี้ก็เถอะ…ยังไม่รู้เหมือนกันว่าประเทศไทยจะเดินหน้าทางการเมืองไปทางไหน ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับประชาชนที่จะต้องตื่นรู้ ตื่นคิด และเข้าใจการเมืองให้ถูกทิศถูกทาง

ไม่ใช่ประชาธิปไตย ไม่ใช่เผด็จการ

แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคนที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมและช่วยกันผลักดันเพื่อให้สร้างการเมืองยุคใหม่ให้ได้

ต่อไปนี้การเมืองไม่ใช่เรื่องนักการเมืองเท่านั้น เพราะพวกเขาไม่สามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

มิหนำซํ้ายังทำให้เกิดความแตกแยกจนชาติแทบจะล่มจม.

“สายล่อฟ้า”

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ว่าด้วยเรื่อง “บังคับให้ลาสิกขา”…เปลว สีเงิน


รัฐบาลเขากำลังวิ่งผลัด ๔X๑๐๐ ชิงถ้วย “เงินทอนวัด”

“พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์” ไม้แรก ออกนำสตาร์ทได้ดี

ดีเอสไอรับต่อ เป็นไม้สอง

ตอนนี้ ปปป. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ)

รับไม้สาม นำหมายศาลกระจายกำลังค้นบ้าน “กระสือเงินทอน” สำนักพุทธฯ รวดเดียว ๑๔ จุด

ทั้งในกรุงและอีก ๗ จังหวัด!

เมื่อวาน (๒๑ ก.ย.๖๐) เป็นล็อตใหม่ “นายพนม ศรศิลป์” อดีต ผอ.สำนักพุทธฯกับ “นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี” นักวิชาการสำนักพุทธฯ

ได้รับเกียรติจากเจ้าหน้าที่ ปปป.เข้าค้นบ้าน ………..

ในฐานผู้ต้องสงสัย “เกี่ยวข้องการทุจริตเงินทอนวัด” !

นอกนั้น เป็นบ้านพวกอดีตข้าราชการระดับสูงสำนักพุทธฯ และญาติพี่น้อง

เช่น บ้านแม่ยาย “นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์” อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ ที่ไปจัดงานแต่งเมียใหญ่โตขึ้นฉิมพลีอยู่ที่สหรัฐฯ โน่น

คนนี้แหละ………

“บิ๊ก บราเธอร์” “หัวหน้าแก๊งเงินทอน” ต้นตำรับ มาจากศิษย์สำนักธรรมกาย ระดับเลขานุการวัด

ผู้ได้ชื่อว่า “เข้าพระ-เข้าวัด-เข้ามหาเถรฯ” ได้คล่องปรื๊ด..คล่องปรื๊ด!

ตอนเป็นบิ๊กสำนักพุทธฯ……….

ผันเงินเข้าอาณาจักรธรรมกาย ผ่านกิจกรรมธุดงค์ธรรมชัยผสมผสาน “การบุญ+การเมือง” จมหู!

พ.ต.ท.พงศ์พรเข้าไป “เปิดขุมนรกเงินทอน” ในสำนักพุทธฯ ก็จ๊ะเอ๋

ข้นคลั่กอยู่ในหม้อต้มใบต้นเชียว

ให้ ปปป.ไปขอหมายค้น ก็พบหลักฐานเป็นแก๊งเงินทอน “วัดครึ่ง-สำนักพุทธฯ ครึ่ง” เอากันน่าทึ่ง ระดับ ๗๕% ของเงินที่จ่ายออกไป

แค่ไม้ ๓ ยังซี้ดซ้าดได้ขนาดนี้………..

ถึงไม้ ๔ สุดท้าย ก็ไม่รู้ว่า “คณะรัฐบาลสงฆ์” จะสวดชยันโต หรือมาติกา-บังสุกุล?

เรื่องไล่ผีสำนักพุทธฯ นี่ ……..

จะค่อยๆ เห็นขอบสวรรค์ ถึง พ.ต.ท.พงศ์พรผู้เปิดปากหลุมนรกไม่อยู่แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาล “กลบปากหลุม” ไม่คุ้ยต่อ

เรื่องศาสนา เป็นเรื่องศรัทธาและความเชื่อ ซึ่งชนส่วนหนึ่ง เชื่อและศรัทธา ชนิดไม่ต้องการเหตุและหาผล

ฉะนั้น การจะทำอะไร นอกจากมุ่งความสะอาดเพื่อบังเกิดกับพระศาสนาแล้ว ยังต้องคำนึงด้านจิตใจของชนร่วมสังคมด้วย

ขนาดลิเก จะเข้าพระ-เข้านาง ยังต้องซอยเท้า กรีดกราย ร่ายรำ

แต่นี่ “เข้าพระ-เข้าสงฆ์” ในศาสนา……..

ต้องจับให้มั่น-คั้นให้ตาย-คายให้เห็นกาก ไม่อย่างนั้น ด้วยศรัทธาที่ไม่หาเหตุผล มันจะย้อนศร!

สำหรับพระคุณเจ้า “บางวัด” ในรายชื่อวัด ที่รับเงินบำรุงไปแล้ว และแก๊งสำนักพุทธฯ ไปขอเงินทอนนั้น

วัดใหญ่-วัดหลวง มีระดับพระราชาคณะเป็นเจ้าอาวาส อันนี้ ควรต้องสอบชนิด “จัดหนัก-จัดเต็ม” เพราะถือเป็น “ผู้ใหญ่-รู้แล้วทำ”

แต่มีบางวัด อยู่ในประเภท “พระบ้านนอก” เมื่อมีคนสำนักพุทธฯ ไปเสนอเรื่องเงินบำรุงวัดอย่างนั้น-อย่างนี้

จะพูดอะไร-แบบไหน หลวงพ่อ-หลวงพี่-หลวงตา ท่านจ้ะ…จ้ะ ด้วยเชื่อหมดแหละ!

จัดงบไปให้แล้ว ไปขอเงินทอนท่าน ด้วยความเป็นพระซื่อ พระบ้านนอก คนสำนักพุทธฯ พูด

ถึงใจท่านข้อง แต่ท่านก็ไม่กล้าขัดหรอก!

นี่…ตรงนี้ เจ้าหน้าที่ ปปป.หรือฝ่ายไหนผู้สอบสวน ช่วยคำนึงถึงเจตนา “บริสุทธิ์-ไม่บริสุทธิ์” ของพระคุณเจ้าด้วย

สังเกตพฤติกรรม บางวัดไกลๆ ในต่างจังหวัด น่าสงสาร ท่านถูกหลอกเอาเงิน มากกว่าสมคบกัน “โกงไม่เป็นไร ได้เอามาแบ่งกัน”

พูดถึงพระ …………

ตอนนี้ ถ้าไม่พูดถึงอดีตพระที่ชื่อ “พระมหาอภิชาติ” วัดเบญจมบพิตร เจ้าของคลิป สั่งพระทาง ๓ จังหวัดใต้ “จัดหนัก-จัดเต็ม” ต้อนรับ พ.ต.ท.พงศ์พร ที่จะไปตรวจราชการใต้ ดูจะตกยุค!

ตอนนี้เป็น “ไอ้ทิด” ไปแล้ว!

ต่อจากนี้ คงทำหน้าที่ “มือขวา” ให้มหาโชว์ หัวหน้าแก๊งไอ้ย่ามแดงในหมู่สงฆ์ระบอบทักษิณ ได้เต็มสิบนิ้วมือ-นิ้วตีนยิ่งขึ้น

ผมอ่านข่าวแทบทุกแห่ง เห็นใช้ศัพท์สื่อความหมายแล้วปวดตับ…….

“เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวพระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท มายังวัดเบญจมบพิตรฯ

เพื่อ “บังคับให้ลาสิกขา”!?

อย่าว่าโง้น-งี้เลย ไม่ถูกต้อง และเป็นคำก่อให้เกิด “ปมถาม-ปมแย้ง” มากทีเดียว

พระนั้น……….

“บังคับให้สึก” ไม่ได้

ต่อให้จับถอดผ้าเหลือง ให้นุ่งกางเกง ถ้าใจพระรูปนั้น ไม่ยินยอม ไม่เปล่งวาจา “ลาสิกขา” ต่อหน้าพยาน

ท่านก็ยังเป็นพระ!

เพราะการ “เป็นพระ-ไม่เป็น” ไม่ได้อยู่ที่หัวโล้น-ห่มเหลือง

หากแต่ “อยู่ที่ใจ” เมื่อบวชแล้ว ตราบใดที่ยังเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ด้วยศีล ๒๒๗

ถึงอยู่ในสภาพนุ่งกางเกง-สวมเสื้อ อยู่บ้าน-อยู่คุก อยู่ไหนๆ ก็ตาม

ก็ถือว่า ยังไม่ขาดจากความเป็นพระสงฆ์!

อย่างเช่น “พระพิมลธรรม” วัดมหาธาตุ ถูกจอมพลสฤษดิ์จับสึกในข้อหาคอมมิวนิสต์ เมื่อปี ๒๕๐๕

ท่านไม่เปล่งวาจา “ลาสิกขา” ตำรวจจับถอดผ้าเหลือง เอาท่านไปขังคุกตะราง

ขังก็ขังไป จับนุ่งกางเกงก็นุ่งไป แต่ตลอดอยู่ในคุก ท่านดำรงวิถีพระผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ ๒๒๗ ข้อ เหมือนเดิม

๒๕๐๙ ศาลยกฟ้อง

ออกจากคุก ท่านก็นุ่งสบง-ครองจีวร กลับไปจำพรรษาที่วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ เหมือนเดิม

ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ “พระพิมลธรรม” คืน

ต่อมา ได้รับโปรดเกล้าฯ ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ “สมเด็จพระพุฒาจารย์” เมื่อปี ๒๕๒๘

นี่คือข้อสังเกต…….

การเป็นพระ-ไม่เป็นพระ ในความหมาย ถ้าจะสึก พระรูปนั้น ต้องยินยอมพร้อมใจ กล่าวคำลาสิกขา โดยมีพยานรับรู้

กรณีพระมหาอภิชาติ ตามภาพและเอกสารใบสุทธิหลักฐาน ไม่ใช่ถูกบังคับให้ลาสิกขา พูดง่ายๆ ไม่ใช่การ “จับสึก”

หากแต่ พระมหาอภิชาติทำความผิดด้านความมั่นคง ยุแยกให้คนเกลียดชังกันทางศาสนา ตกเป็นผู้ต้องหาตามกฎหมาย

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา ๒๙ บอกว่า……..

“พระภิกษุรูปใดถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว และเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุม หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม หรือพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้”

นี่จะเห็นว่า ขั้นแรก…….

“พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้”

ก็แค่มีอำนาจตาม พ.ร.บ.สงฆ์ให้จัดการให้พระนั้นสึกได้ แต่ก็จะไป “บังคับให้สึก” โดยตรงไม่ได้

“พระ” นอกจากถูกตามกฎหมายบ้านเมืองแล้ว ยังต้องถูกตามพระธรรมวินัยด้วย

ดังนั้น เจ้าหน้าที่ต้องให้พระมหาอภิชาติไปกล่าวคำลาสิกขา คือ “ขอสึก” เอง จากพระต่อหน้าพยาน

ตามหลักฐานที่ปรากฏ……..

“พระมหาอภิชาติ” ไปกล่าวคำลาสิกขา ต่อคณะสงฆ์วัดเบญจมบพิตรฯ เรียบร้อยแล้ว

และท่านเจ้าอาวาส “ลงบันทึก” พระมหาอภิชาติลาสิกขาแล้ว ในใบสุทธิ คือ “บัตรประชาชนพระ” เมื่อวันที่ ๑๙ ก.ย.๖๐

แต่ที่ดีใจ ขณะนี้ สื่อเกือบทุกแขนงใช้ศัพท์ในการสึกของพระถูกต้อง

เมื่อก่อน จะใช้คำว่า “ลาสิกขาบท”

ซึ่งไม่ถูกต้อง พระสึก ต้องใช้คำว่า “ลาสิกขา” เพราะเมื่อบวชเป็นพระ พระนั้น ต้องยึดปฏิบัติ “ขั้นสูง” ๓ อย่าง ที่เรียกไตรสิกขา

-อธิศีลสิกขา ความประพฤติทาง กาย-วาจา-ใจ ขั้นสูง

-อธิจิตตสิกขา ปฏิบัติ ฝึกอบรม “สมาธิ” ขั้นสูง

-อธิปัญญาสิกขา ปฏิบัติฝึกปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง ขั้นสูง

นี่…การเป็นพระ-เป็นสมณะ เป็นตรงนี้

เมื่อไม่ต้องการดำรงสภาพพระแล้ว ก็กล่าวลาสิกขา คือลาจากเพศสมณะ ด้วยการบอกลากับผู้อื่นและพยานด้วยคำว่า

“สิกขัง ปัจจักขามิ คิหีติ มัง ธาเรถะ”

ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ ว่าเป็นคฤหัสถ์แล้ว”!

ครั้งเดียว เผื่อยังตัดใจไม่ขาด ท่านให้กล่าวถึง ๓ ครั้ง พระผู้เป็นประธาน ก็จะถามย้ำทุกครั้งว่า แน่ใจนะ..สึกแน่นะ

เมื่อกล่าวตอบว่าแน่ ครั้งที่ ๓ ท่านจึงจะกระตุกสังฆาฏิจากบ่า เป็นอัน “ลาสมณเพศ” สู่ภาวะฆราวาสแต่นั้น

พระมหาอภิชาติเป็นไปตามขั้นตอนนี้ และที่แก๊งซุกศาสนาพาเสื่อมโวยๆ ว่า จับพระสึกกลางพรรษานั้น

“วาทะโจร” โดยแท้!

ขณะนี้ “อยู่ในพรรษา” มีพุทธบัญญัติว่า ตลอด ๓ เดือน พระภิกษุทุกรูป จะต้องไม่เที่ยวจาริกไปยังสถานที่ต่างๆ เว้นแต่มีกิจจำเป็นจริงๆ พระมหาอภิชาติจำพรรษาวัดเบญจมบพิตรฯ แต่แล่นไปปลุกปั่นผู้คนอยู่สงขลาโน่น

“พรรษาขาด” ไปแล้ว

การปลุกปั่นให้คนต่างศาสนาทะเลาะกัน “เป็นกิจจำเป็น” ที่ต้องเที่ยวจาริกไปอย่างนั้นหรือ?

พอเข้าใจกันแล้วกระมัง……..

ที่ขอฝาก อย่า “มองพระ-มองศาสนา” ในภาพรวม โดยสรุปจาก “กาฝากโล้น” บางตนเลย.

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

เมื่อลุงตู่ จะหิ้วชะลอมไปสหรัฐ…เปลว สีเงิน


“เจษฎา ทองรุ่งโรจน์”

ใครจะเรียก “นัก…” อะไรก็ช่าง แต่สำหรับผม ในฐานะคนชอบอ่านหนังสือ ต้องขอบอก

“ศรัทธา” ในอุตสาหะ-วิริยะของท่านจริงๆ!

ยกเว้น “พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม” ของ “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์” (ป.อ. ปยุตฺโต) แล้ว

พูดได้เลย…………

คุณเจษฎา “เป็นคนแรก” ที่เรียบเรียงศาสตร์แต่ละแขนงในโลก เป็น “พจนานุกรมไทย-อังกฤษ”………

ชนิด “ให้อ่าน” ไม่ใช่แค่ให้ “เปิดดู”

ขอย้ำ “ให้อ่าน”!

เพราะโดยทั่วไป “พจนานุกรม” มีให้เปิดกันตอน “ติดศัพท์”

แต่พจนานุกรมที่คุณเจษฎาเรียบเรียง เป็นพจนานุกรมชนิด เปิดอ่านไปทีละหน้า เพลิดเพลิน เหมือนเดินอยู่ในอุทยานอักษร

ไม่เพียง “ให้ความรู้”

พจนานุกรม “ฉบับเจษฎา” ยังให้ “ความรอบรู้” ในแต่ละแขนงแห่งศาสตร์

เพราะในแต่ละศัพท์-แต่ละคำ เรียงร้อยเกร็ดเล็ก-เกร็ดน้อยบรรดามี ที่กระจัดกระจายอยู่โน่น-อยู่นี่

มารวมไว้ใน “แจกัน” ใบเดียวกัน!

คนที่สามารถเรียบเรียง “พจนานุกรม” อย่างนี้ออกมาได้ อัจฉริยะอย่างเดียว ไม่เกิด

ต้องอิทธิบาท ๔ “ฉันทะ-วิริยะ-จิตตะ-วิมังสา” ถึงพร้อมด้วย จึงจะเกิด!

ปีก่อน ผมได้อ่าน “พจนานุกรมอังกฤษ-ไทย” รัฐศาสตร์ (การเมือง-การปกครอง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ [Political Science])

A-Z เล่มหนาร่วมคืบ ยังไม่ทันจบ……….

มาปีนี้ คุณเจษฎา ไม่รู้เอาพลังจิต-พลังกาย มาจากไหน?

เรียบเรียง “พจนานุกรมอังกฤษ-ไทย” สังคมวิทยา (Sociology) ขนาดไล่เลี่ยกันออกมาอีกเล่มแล้ว

การสร้างคุณประโยชน์ให้สังคม ทำได้หลายทาง………..

งานสร้างคุณค่าคนทางสมองของคุณเจษฎา เรียบเรียงศาสตร์ต่างๆ ให้คนไทยศึกษา-ค้นคว้าได้อย่างนี้

เป็นผลงาน “มากค่า-มากคุณ” จริงๆ

หวังว่า มิตรทั้งหลาย-สหายทั้งหลาย แต่ครั้ง ๖ ตุลา ๑๙ จะได้ตรองผ่านวิถีคุณเจษฎา

แล้วทะลุถึงแก่นคำว่า “คุณค่าเพื่อสังคมชาติ” ที่แท้จริงกันบ้าง!

เอ้อ…………….

ก็ไม่รู้จะคุยอะไรวันนี้ สุพรรณบุรี มีอำเภอสามชุก แต่ที่กรุงเทพฯ “ฝนตกชุก” ทุกวันนี้ หมู่นี้

ผมเลยมีสภาพ “กึ่งเป็น-กึ่งตาย” จะบอกว่าป่วยเป็นอะไร ก็ไม่ได้ป่วย ครั้นบอกว่าไม่ป่วย………….

แต่มันก็ป่วยนี่นา มันตื้อตั้งแต่หัวยันตัว เหมือนมนุษย์ยางมะตอย คือตันไปหมด

เห็นข่าว “นายกฯ ประยุทธ์” เตรียมการไปเยือนสหรัฐฯ ฐานะอาคันตุกะตามคำเชิญประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้ “เด่น-ดัง” ของโลก

ชักอิจฉา ………..

ที่จะได้ “รีไซเคิลชีวิตประจำวัน”!

การเปลี่ยนบรรยากาศและสถานที่ เท่ากับเปลี่ยนภาวะจำเจรอบตัวอย่างหนึ่ง

การพบปะผู้คนใหม่ๆ ได้รับฟัง-แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทั้งที่เห็นตรงและไม่ตรงกัน เกิดประโยชน์สถานเดียว

ความเห็นที่ไม่ตรงกันนี่แหละประเสริฐ………..

เพราะจะทำให้ “เกิดประกายคิด” ใต้มิติสำนึก “โลกกว้าง”

แต่เพราะ “ทางแคบ”

ที่จำเจต่างหาก จึงทำให้มนุษย์เกิดเจตคติว่า “โลกแคบ-โลกตัน”!

เมืองไทยเรา “ไม่แคบ-ไม่ตัน” หากแต่ลากกันไปตกหล่ม “ระบอบทักษิณ” เสียตั้ง ๑๑ ปี

เรื่อง “แม่นากพระโขนง” น่ะ รู้จักกันใช่มั้ย?

เกิดมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ กว่า ๒๐๐ ปีขนาดนั้น ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ในความทรงจำ

แต่ “แม่นาก” เป็นความทรงจำ “ให้คุณเมือง”

คนทำหนัง-ทำละคร จนตรอกเมื่อไหร่ ไปกราบไหว้ ขอนำเรื่องของท่านมาสร้างหนัง-สร้างละคร

รวย “รอดตาย” ได้ทุกราย!

แต่เรื่องของคน “ทำระยำเมือง” จะไป “จมปลัก-ทรงจำ” อยู่กับมันทำไม?

นอกจากไม่ทำให้รวยแล้ว ยังทำให้ซวยซะอีก

ใครจะจมปลัก ก็ปล่อยเขาไป………..

คนเราจะให้ชอบเหมือนกันไม่ได้หรอก เคยฟังเพลง “ของเหม็นแมลงวันชอบตอม ของหอมมนุษย์ชอบดม” มั้ยล่ะ?

ที่พูดกันว่า “ให้ก้าวข้ามระบอบทักษิณ” นั้น

ไม่ต้องเปลืองแรงยกส้นหรอก………….

ในเมื่อมีบางคน-บางพวก เขาไม่ต้องการให้ก้าวข้าม “เหยียบข้าม” ไปเลยก็ได้!

นายกฯ ประยุทธ์จะไปวันไหน ทั้งไทย-ทั้งฝรั่ง ยังปิดรายละเอียดมิดชิด

เดินกันยาที่เคยพูดกัน ไม่น่าทัน

ก็มีเวลาแค่ “ต้นตุลา” เท่านั้น ถ้าเลยจากนั้น ในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร กับงานออกพระเมรุ นายกฯ ไม่น่ามีเวลาไปไหนไกล

แต่ตามโฉลก ………..

การเป็น “คนต่างด้าว-ท้าวต่างแดน” ไปเหยียบบ้านอื่น-ถิ่นอื่นช่วงนี้ จะสิทธิโชคโฉลกดี เป็นศรีประเทศ มากกว่าอยู่กับเหย้า-เฝ้ากับเมือง

กับ “ประธานาธิบดีทรัมป์” ท่านก็ลมเพ-ลมพัด

แต่สังเกต ข้าราชการ “กระทรวงการต่างประเทศ” ของเรา มองหน้าฉาก คอการเมืองประเภทตบ-จูบ จะบอกว่า

การเข้าบทเข้าพระ-เข้านาง ระหว่างทรัมป์-ประยุทธ์

ไม่เป็นดังใจ!

คือคนกำลังอินเรื่อง “ขั้วอำนาจ” แยกข้าง

เห่อ อยากเห็นไทยประกบ “ปูติน-สีจิ้นผิง” มากกว่าไปประจี๋-ประจ๋อกับ “พระเอกหลงโรง” อย่างทรัมป์

ก็เป็นเรื่องรสนิยมคนดู มีต้นทุนแค่ “ถูกใจ-ไม่ถูกใจ”

ต่างกับ “นายโรง” คือรัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศ ต้องรู้ “ต้นทุน” ประเทศ

คือ “รู้น้ำหนัก-รู้ขนาด-รู้ขีดจำกัด” ประเทศตัวเอง ในการเล่นบทการเมืองบนเวทีโลก กับแต่ละประเทศ-แต่ละค่ายอำนาจ

ว่า แบบไหน-ขนาดไหน………..

เป็นทางไม่สร้างศัตรู แต่เพิ่มมิตร สร้างโอกาสให้ “ชาติ-ประชาชน” บ้านเมือง

ไม่ใช่สร้างหน้าตา-โอกาสให้ตัวบุคคล คือนายกฯ ซึ่งไม่ว่าคนไหน มาประเดี๋ยว-ประด๋าว แล้วก็ไป

“ชาติ-ประชาชน” ตะหาก ที่ต้องอยู่ถาวร ฉะนั้น ในความเป็น “ข้า-ราชะ-การ” ของกระทรวงการต่างประเทศ

เขาจะเดินแต้มรักษา “ประโยชน์ชาติ” ในทางยาว

ไม่ต้องการบทพระเอก-นางเอก “ดูเพื่ออิน” แบบละครหลังข่าว!

ในฉาก “แบ่งขั้ว-แบ่งฝ่าย” ที่ทรัมป์เรียกร้องให้ปฏิรูประบบการทำงานภายในยูเอ็น

ไทยเป็นหนึ่งในร้อยกว่าประเทศที่ลงชื่อสนับสนุน ในขณะที่ขั้วใหญ่อีกฝ่าย คือ “จีน-รัสเซีย” ไม่เอาด้วย

พวกดูละครเอามัน เซ็งกันใหญ่ ทำไมไม่เดินตามจีน-รัสเซีย ไปเดินตามสหรัฐฯ เพื่ออะไร ประมาณนั้น

แต่ถ้าดูเอาเรื่อง ต้องศึกษาให้เข้าถึงบท เมื่อถึงบทแล้ว ต้องรู้รุ่น-รู้ขนาด และรู้ว่าบทใคร-ของใคร ควรแสดงอย่างไร?

นักแสดงด้วยกันเขารู้-เขาเข้าใจ………

ไม่ใช่แบบ กูโกรธกะไอ้นั่น ถ้ามึงรักจะเป็นพวกกู มึงต้องโกรธไอ้นั่นด้วย ประมาณนั้น

อย่างนั้น มันการเมืองเรื่องเด็กวัด

ไม่ใช่การเมืองเรื่องประเทศ ในเวทีการเมืองโลก!

เรื่องทรัมป์เรียกร้องปฏิรูปยูเอ็นนั้น……….

เป็นแค่นามธรรม ที่ทรัมป์ใช้เป็น “อุปรากรการเมือง” ยามเมื่อต้องไปประชุมครั้งแรกที่วงสมัชชาใหญ่ยูเอ็น

ก็เบ่งบารมี………

“นับข้าง” แข่งกัน ให้เห็นว่า ใครจะมีพวกมากกว่ากันแค่นั้น!

ก็รู้กันอยู่ ……..

ยูเอ็น คือองค์กรที่ขบวนการอำนาจโลก CFR ตั้งขึ้นเป็นเครื่องมือให้สหรัฐฯ ใช้สร้าง “ความชอบธรรม” ในความไม่ชอบธรรมในการทำของสหรัฐฯ เอง

ผู้จ่ายเงินเลี้ยงดูยูเอ็น คือสหรัฐฯ

ทุกประเทศสมาชิกต่างรู้ในประเด็นนี้ ในบางบท-บางตอนที่สหรัฐฯ แสดง เมื่อเป็นเพียงบทเสริม

ฝ่ายประเทศขาใหญ่ เขาก็ไม่แสดงอะไรที่ “หักหน้า” กัน เพียงแต่ยันเอกลักษณ์ความเป็นขาใหญ่ส่วนตัวเขาไว้

ส่วนบ้านเล็ก-เมืองน้อย ประเภท “ไม้ประดับ” ก็ว่ากันไปตามสถานการณ์ที่เหมาะสมกับตัวเอง

ไม่มีใครเขาเพ่งเล็ง ทึกทักเป็นจริง-เป็นจังในทางสายหลักหรอก!

ฉะนั้น กับผม………

เรื่องต่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ ขอแค่ตามดู เพราะไม่รู้ “องค์ประกอบ” อันเป็นเบื้องลึกที่มากมาย

“ข้าราชการต่างประเทศ-รัฐบาล-กองทัพ” เขาเดินบทบนฐานข้อมูลครบเครื่อง ก็ต้องดูเขา

พ้นจากรัฐบาลระบอบทักษิณ…….

เชื่อว่า ไม่มีรัฐบาลไหน “เอาประเทศไทย” ไปขายสหรัฐฯ แน่.

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

‘๑๑ ปีที่ไม่เคยจางไปจากหัวใจ’


นี่ก็เข้ามาวันที่ ๒๐ กันยาแล้ว

นับไปอีก ๗ วัน……….

ถึงตอน ๙ โมงเช้า วันที่ ๒๗ กันยา ก็จะรู้ “ยิ่งลักษณ์” อยู่ไหน?

เพราะ “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” นัดให้มาฟังคำพิพากษาวันนั้น

หลังจากอ้าง โรค “น้ำในหูไม่เท่ากัน” เบี้ยวไม่ไปตามศาลนัดครั้งแรก เมื่อ ๒๕ สิงหา

ทางพฤตินัย ทุกคนลงความเห็นว่า เธอหนีออกนอกประเทศไปแล้ว!

แต่ทางนิตินัย ยังฟันธงไม่ได้ว่า “เธอหนี”!?

เพียงแต่ศาลไม่เชื่อว่าเธอป่วยขนาดมาศาลไม่ได้ตามทนายอ้าง และริบเงินประกันไปแล้วเท่านั้น แต่ยังให้โอกาสด้วย “นัดหมาย” อีกครั้ง

ฉะนั้น ตอนนี้…….

เธอจะหลบออกนอกประเทศไปแล้ว หรือเป็นปูผลุบลงซ่อนในรู ทำพิธีปัดรังควานโทษคุก

จะโผล่-ไม่โผล่ให้เห็นในวันที่ ๒๗ กันยาหรือไม่?

ต้องถึง ๒๗ กันยาก่อน ถึงจะสรุปได้ ว่า…

ปูหนีแน่แล้ว หรือปูอยู่นี่ไง!?

ช่วงนี้ จึงเป็นอย่างที่เราคุยกันไปแต่วันแรกๆ

คือตามเชิงกล ก่อนถึง ๒๗ กันยา

เธอจะไม่ปรากฏตัว หรือเผยร่องรอยให้คนภายนอกได้รู้ว่าเธอหนีไปแล้ว หรือปรับน้ำในรูหูอยู่ที่ไหน?

เรียกว่า “กุนซือ” เขาเจ๋ง

สงสัยจะสำนักเดียวกับกุนซือ “บอส-กระทิงแดง” ที่อ่านกฎหมายรู้-ดูกฎหมายเป็น

ซื้อเวลา “ทุกนาที-ทุกช่องทาง” เท่าที่กฎหมาย “มีช่องทาง” ให้เดินได้

ถ้าปล่อยลำพังเธอเองนะ…..

ป่านนี้แม่ไม่โพสต์ ไม่ลงอินสตาแกรมเป้อเร่อ-เป้อเต๋อไปแต่วันแรกแล้วเรอะ!

ดังนั้น จะดูเรื่องนี้ให้อร่อย ต้องใจเย็นๆ

ตามชั้นเชิง เมื่อ ๒๗ กันยาผ่านไป ยิ่งลักษณ์ “ไปศาล-ไม่ไป”

ไม่เป็นปัญหา

ศาลฎีกาฯ จะอ่านคำพิพากษาลับหลัง ในคดีผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ

ถ้าไม่ผิด……..

ปูก็จะปร๋อออกจากรู ปรากฏโฉม ให้พ่อยก-แม่ยกและบรรดาชายกระโปรงผู้แก่วิชาหน้าหนาต่างหาก ได้ยกใส่ทูนหัว

เหมือนพี่สะใภ้เขา หนีไปกะผัว ในคดี “ผัวเซ็น-เมียซื้อ” ที่ดินรัชดาฯ เมื่อศาลอ่านคำตัดสินลับหลัง

ปรากฏว่าผัวผิด มีโทษคุก แต่เมียผู้ซื้อไม่ผิด

ผัวเตลิดเป็นสัมภเวสีถึงทุกวันนี้ ส่วนตัวเมีย นวยนาดกลับมาครองอภิมหาสมบัติ

ถ้าปูไม่ผิด ก็จะเป็นลีลานี้

แต่ถ้าปูผิด………..

โลกก็คงมี “สัมภเวสี” ตัวที่สอง ลอยไส้ไป-มา ตามประเทศโน้น-ประเทศนี้ ที่ซื้อพื้นที่อยู่ได้

ส่วนจะกลับเข้าขอบเขตขัณฑสีมาไทย ก็ได้….ไม่มีใครห้าม

แต่ต้องเข้ากระบวนการตามคำพิพากษา!

อีก ๗ วัน ก็จะถึงเวลา……….

ถ้าเป็นลิเก ก่อนแสดง ต้อง “ออกแขก” กรณียิ่งลักษณ์ก็เหมือนกัน

เมื่อวาน (๑๙ ก.ย.๖๐) แม้ว “ออกแขก”

ออกทั้งภาคภาษาอังกฤษ-ภาษาไทย ทวีตข้อความทางทวิตเตอร์ @thaksinLive

ถึงเหตุการณ์ถูก “บิ๊กบัง” ทำรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยา ๔๙ ว่า

“I hope the memory of what happened 11 years ago has not faded from the hearts of Thai people. I am, and will always be, concerned about the livelihood of my fellow Thai citizens.”

“ผมหวังว่าความทรงจำกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ ๑๑ ปีที่แล้วจะไม่จางหายไปจากหัวใจของคนไทย ผมยังคงห่วงเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนชาวไทย”

ก็เข้าใจแล้ว………..

ทำไม “สัมภเวสี” ตัวนี้ ถึงไม่ยอมไปผุด-ไปเกิดเสียที

เพราะวิญญาณยังวนเวียนอยู่กับ “เกลียด-ชัง-รัก-โลภ-แค้น” เรียกว่า ไม่รู้จักละพยาบาท และสำนึกผิดเป็นการ “ตัดเวร-ตัดกรรม”

ในขณะที่ปากบอก “ห่วงชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน”

แต่ลึกๆ ในใจจริง……

มันห่วงอำนาจ-ห่วงสมบัติ ห่วงความหวานหอม “โกงไม่เป็นไร ได้เอามาแบ่งกัน”

และด้วยแรงห่วงผนวกแรงพยาบาทนั้น เป็นกรรมผูกรัดมัดตรึงสัมภเวสีตัวนี้

๑๑ ปีแล้ว จึงยังไม่ไปผุด-ไปเกิด……….

อีก ๑๑ ชาติ ๑๑ ล้านกัป ก็ไม่แน่ว่า มันจะพ้นบ่วงอนันตริยกรรมที่ทำ “แผ่นดิน-ชาติ-ประชาชน” แตกแยก

และการเป็น “แม้ว-ออกแขก” ครั้งนี้ ส่งสัญญาณนำร่อง “ยิ่งลักษณ์ออกฉาก” หลัง ๒๗ กันยาหรืออย่างไร?

หรือแบบเจ้าเล่ห์ สร้างกระแสตีขลุมให้คนเดาสุ่ม เหมือนตอน “บิ๊กป้อม-พลเอกประวิตร” ไปอังกฤษ

มันจัดฉากตัวเองพร้อมลูกสาว-ลูกเขยและหลานสาว ไปปรากฏตัวที่อังกฤษเหมือนกัน

ถ่ายรูปลงอินสตาแกรมให้คนถุย..ถุย ด้วยทุเรศ

แต่คงสมใจ เพราะมีหลายคนช่วยถอดรหัสตามนัยที่ต้องการสื่อนำทิศให้ ทำนองว่า “บิ๊กป้อม-บิ๊กแม้ว” นัดพบกัน!

แม้วกะป้อม “ตะมุ-ตะมิกัน” เขารู้กันมาตั้งนานแล้วล่ะ…ลุง

แต่ที่ “ป้อมกะแม้ว” เดตกันที่อังกฤษ อย่างที่แม้วจัดฉาก-วางยา………….

ถ้าจริงก็ “ควายทั้งคู่”!

แม้วนี่ กี่ปี-กี่ชาติ สันดาน “ปล้อนปลิ้น-ลวงมนุษย์-ลวงโลก” ไม่เคยเปลี่ยน

ปากอ้าง “ห่วงชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน” ตลอด

แต่ตอนทำ………

มันห่วงแต่ “ตัวมัน-ลูกเมียมัน-คนในตระกูลมัน-สมุนรับใช้มัน”

ประชาชนนั้น แค่ตัวประกัน-ตัวอ้างใช้ เพื่อให้มัน “โกงเอามาแบ่งกัน” เท่านั้น!

“เสนาะ เทียนทอง” ตอนแตกคอก-แตกคอกับแม้ว…..

สาวไส้แม้ว ถึงการหลอกประชาชนให้หลง เพื่อผลทางเลือกตั้งไว้ในหนังสือ “รู้ทันทักษิณ” ของอาจารย์เจิมศักดิ์ ว่า

“…………ผมเคยแนะนำ การจดทะเบียนคนจนนั้น มันทำไม่ได้ ไปประกาศเฉยๆ ไม่ได้ เอามาขึ้นทะเบียนเฉยๆ คนที่เป็นหนี้สินอยู่ที่ไม่ใช่คนจน ก็ไปจดทะเบียนด้วย มันจะบานปลายไปใหญ่

พี่ไม่เห็นด้วย มองด้วยจิตสำนึก มันปฏิบัติไม่ได้ มันได้แค่โชว์ตัวเลขตอนเลือกตั้ง จากนั้นไม่มีผลจริง

แต่ทักษิณตอบว่า……….

‘โธ่…พี่เหนาะ คนตาบอดมันกลัวเสือเหรอ ถ้าเราไม่พูดแบบนี้เราจะได้เสียงเหรอ’

เขาพูดอย่างนี้ แสดงว่าไม่ได้จริงใจกับนโยบาย ประกาศไปก่อนค่อยหาวิธีทำการตลาดทีหลัง ไปเสี่ยงเอาข้างหน้า ขอให้ได้คะแนนเสียงไว้ก่อน ไม่สนวิธีปฏิบัติราชการ

แม้แต่โครงการ SML ผมก็เตือนว่า ‘เข้าข่ายซื้อเสียง’ เพราะอยู่ในภาวะเลือกตั้ง

ทักษิณตอบว่า ……….

‘โธ่…อำนาจอยู่ที่เรา กกต.ก็ของเรา คนก็ของเรา’

ล่าสุด ก่อนการเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ มีการกระทำผิดกฎหมาย คือขนคนมาฟังการปราศรัย โดยจ้างมา มันผิดกฎหมายแน่นอน แต่ กกต.กลับเฉย”

เนี่ย…ชัดมั้ย………..

ว่า “ห่วงประชาชน” ของทักษิณ เนื้อแท้คือทักษิณ “หลอกกินตับประชาชน” ใช่หรือไม่?

ทักษิณเปรียบประชาชนเป็น “คนตาบอด” โง่เง่า ไม่รู้เรื่อง-รู้ความ หลอกอะไรก็เชื่อหมด

ส่วนตัวมันเป็น “เสือ”

แปลงเป็นหมาซื่อสัตย์ส่งเสียงนำทางให้ “คนตาบอด” คือประชาชนหน้าโง่ตายใจ

แล้วเสือก็จับคนตาบอดแดก ๕ ปีแรก มันแปลงประเทศเป็นทุนแม้วเกือบหมด

อีก ๒-๓ ปีหลัง ในร่างทรงน้องสาว

“ทักษิณริ-รับจำนำข้าวทุกเมล็ดเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ แล้วยิ่งลักษณ์ยำ” เฉพาะโครงการนี้โครงการเดียว

ด้วยเงินของประชาชนทั้งประเทศ……..

ค่อน “ล้านล้านบาท” ฉิบหายไปอยู่ในกระเป๋าซาลาเปาใคร?

ก็ประชาชนทั้งหลายนี่แหละ ต้องรับชด-รับใช้แทน ทุกบาท-ทุกสตางค์!

รู้เช่น-เห็นชาติกันหรือยัง………

เข็ดกันหรือยัง?

หรือยังไม่เข็ด ยังเชื่ออย่างที่มันทวีต “ผมห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่พี่น้องประชาชน” อยู่อีก?

ทักษิณฝังจำ-ฝังแค้น เฉพาะด้านของมันคนเดียวที่สูญเสีย

แต่ที่ประชาชนทั้งชาติสูญเสียเพราะมัน …..

๑๑ ปีมาแล้ว มันไม่เคยสำนึก ไม่เคยขอโทษประชาชนเลยซักครั้ง-ซักคำเดียว!

รัฐประหารที่เกิดขึ้น เมื่อ ๑๑ ปีที่แล้ว ไม่เคยจางไปจากหัวใจทักษิณ เช่นใด

สิ่งที่ทักษิณทำให้บ้านเมือง-ประชาชนแตกแยกตลอด ๑๑ ปีที่ผ่านมา

ก็ไม่เคยจางไปจากหัวใจผม เช่นนั้น.

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ทำไม ‘บอส-กระทิงแดง’ หนีได้?


เว็บ “ไทยรัฐ”……….

เขาเรียงข้อหา “นายวรยุทธ อยู่วิทยา” หรือ “บอส-กระทิงแดง” ให้ดูเมื่อวาน (๑๘ ก.ย.๖๐)

ดูแล้ว ต้องย้อนไปอ่าน “ข่าวประชาสัมพันธ์” สำนักงานอัยการสูงสุด

“นายประยุทธ เพชรคุณ” รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงเมื่อ ๓๐ มี.ค.๖๐

เสร็จแล้ว ก็ย้อนไปอ่านที่ “นายอรรถพล ใหญ่สว่าง” อดีตอัยการสูงสุด เคยให้สัมภาษณ์มติชนสุดสัปดาห์หลายเดือนก่อน

คดีนายบอส “คดีธรรมดา” ไม่สลับซับซ้อนอะไร

แต่ที่เป็นคดีซับซ้อนสะท้อนไทย เพราะผู้ต้องหาร่ำรวยเท่านั้นเอง

คดีนี้ แค่ ๓-๖ เดือน ก็ส่งฟ้องศาลได้

เหตุเกิด ๓ กันยา ๕๕………….

แต่กว่าตำรวจจะทำสำนวนคดีส่งถึงอัยการ และอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ จะมีคำสั่งฟ้องได้

ใช้เวลาถึง ๔-๕ ปี!

อย่าไปเพ่งเล็งใคร มันเป็นไปตามกฎหมายที่มีช่องทางให้เดินน่ะ

ต้องเข้าใจ ในความทัดเทียมกันทางกฎหมายนั้น ความทัดเทียมจะเกิดขึ้นได้

ก็ต่อเมื่อ มีเงิน “ใช้ผีโม่แป้ง” ในระบบทนายเท่านั้น!

ค่อยๆ อ่านไป จะรู้เอง มาดูกันก่อน ว่านายบอสมีข้อหาใดบ้าง?

๑.ขับรถขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ตำรวจสั่งไม่ฟ้อง)

๒.ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับความเสียหาย และไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานในทันที คือชนแล้วหนี

พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.๗๘ จำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ปรับ ๕,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท อายุความ ๕ ปี (ขาดอายุความแล้วเมื่อ ๓ ก.ย.๖๐)

๓.ขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด

พ.ร.บ.จราจรทางบก ปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท อายุความ ๑ ปี (ขาดอายุความเมื่อ ๓ ก.ย.๕๖)

๔.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย

พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.๔๓(๔) จำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท อายุความ ๑ ปี (ขาดอายุความเมื่อ ๓ ก.ย.๕๖)

๕.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

มาตรา ๒๙๑ จำคุกไม่เกิน ๑๐ ปี ปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท มีอายุความ ๑๕ ปี

สรุป ขาดอายุความไปแล้ว ๔ เหลือเพียง ๑ คดี ที่ส่งฟ้องได้!

คือข้อหา “ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย”

เป็นเพราะ “บางตำรวจ” ใช่หรือไม่?

ทนโท่อยู่แล้ว ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง “นายตำรวจระดับสูง” ที่เกี่ยวข้องคดีแล้ว

-พล.ต.ต.กฤษฎิ์ เปียแก้ว อดีตผู้บังคับการตำรวจนครบาล ๕

-พ.ต.อ.สุคุณ พรหมาย รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล ๕

-พ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล ๕

-พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง ผู้กำกับการ สน.ทองหล่อ

-พ.ต.อ.สัมฤทธิ์ เกตุแย้ม สืบสวนสอบสวน สน.ทองหล่อ

-พ.ต.ท.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ

-พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ

มีนายตำรวจ สน.ทองหล่ออีกคนที่เกี่ยวพันคดีนี้ ที่ “โคตรเฮง”

คือ “พ.ต.ท.ปัณณ์ภณ นามเมือง” อดีต สวป.สน.ทองหล่อ

ให้ไปจับตัวนายบอสที่หนีเข้าบ้าน…….

กลับไปเอาคนในบ้านมาสมอ้างเป็นคนขับแทนนายบอส เลยถูกไล่ออกจากราชการ!

ที่ผมว่าโคตรเฮง เพราะถูกไล่ออกหรือไงไม่ทราบ เลยไม่ถูกหวย ป.ป.ช.กับเขา

และที่ว่าไล่ออก ก็แค่ลิเก!

ซักเดือนได้มั้ง กลับเป็นตำรวจตามเดิม ไปอยู่ สน.บางบอน แล้วย้ายมาอยู่ สน.ท่าเรือ

ยังไม่คุยประเด็นนี้ อยากให้ศึกษาว่า………

ตั้ง ๕ ปี ทำไมนำคดีขึ้นสู่ศาลไม่ได้ และนายบอสสามารถทำให้อัยการ “เลื่อนคดี” ได้ตั้ง ๗ ครั้ง? ก็เพราะความทัดเทียมกันทางกฎหมาย มันจะมีได้ต่อเมื่อมีเงิน นั่นแหละ

ไม่ใช่เงินกินสินบาท-คาดสินบนใคร แต่เป็นเงินจ้างทนายโม่แป้งเพราะเขาอ่านกฎหมายรู้-ดูกฎหมายเป็น

ความทัดเทียมตามกฎหมายน่ะมี แต่เงินที่จะจ้างทนายเพื่อใช้สิทธิ์ที่ทัดเทียมกันนั้น

คนรวยมี ส่วนคนจนไม่มี โอกาสเข้าคุกจึงมีสูง!

ก็มาศึกษาร่วมกันจากคำแถลง “รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด” อย่างที่บอกข้างต้น

เริ่มตรงที่นายประยุทธแถลงว่า…….

เมื่อ “นายเศกสรรค์ บางสมบุญ” อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งฟ้องแล้ว

หลังจากนั้น ผู้ต้องหา “ร้องขอความเป็นธรรม” หลายครั้ง ครั้งหลังสุด ร้องให้สอบพยานเพิ่มอีกหลายปาก

แต่อัยการ “สั่งยุติ” หนังสือร้องขอความเป็นธรรมของนายบอส และแจ้งให้ทราบว่า

ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งฟ้องเดิม ที่สั่งฟ้องในข้อหา

“ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควรและแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที”

พร้อมมีหนังสือแจ้งให้ นายบอสมาพบพนักงานอัยการ เพื่อทราบคำสั่งและส่งฟ้องในวันที่ ๒๕ เม.ย.๕๙

ต่อจากนี้ ดูคนมีเงิน “จ้างทนายพาเดินลัดเลาะตามช่องกฎหมาย” ยืดเวลาเข้าสู่กระบวนการศาล

จนคดีหมดอายุความไปเรื่อยๆ ชนิดอัยการได้แต่อมยิ้มแห้งๆ ต้องให้เลื่อนไปได้เรื่อยๆ ถึง ๗ ครั้ง ๗ ครา

ดูปฏิทินการขอเลื่อนกันนะ……

-๒๕ เม.ย.๕๙ นายบอสอ้างอยู่ต่างประเทศ

-๒๕ พ.ค.๕๙ อ้างร้องขอความเป็นธรรมกับ กมธ.กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สนช.

-๒๔ มิ.ย.๕๙ อยู่ระหว่างกระบวนการร้องขอความเป็นธรรมกับ กมธ.กฎหมายฯ สนช.

ถึงตอนนี้ อัยการแจ้งตำรวจ สน.ทองหล่อ ไปตามตัวนายบอสมาให้ทันส่งฟ้องให้ได้

-๒๘ ต.ค.๕๙ บอสอ้างอยู่ระหว่างกระบวนการร้องขอความเป็นธรรมกับ กมธ.กฎหมายฯ สนช.

อัยการเรียกตัวนายบอสอีก ให้มาพบเพื่อนำตัวส่งฟ้องอีกครั้ง

-๓๐ พ.ย.๕๙ บอสอ้างติดภารกิจที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

อัยการขึงขัง…….

แจ้งกลับไปที่นายบอส ให้มาพบอัยการในวันที่ ๒๘ ธ.ค.๕๙ เพื่อเอาตัวส่งฟ้องต่อศาล

-๒๓ ธ.ค.๕๙ กมธ.กฎหมาย สนช.มีหนังสือถึงอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้

แจ้งให้ทราบ ว่านายบอสร้องขอความเป็นธรรม ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาและสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อรายงาน กรธ.ฯ ทราบแล้ว

-๒๓ ธ.ค.๕๙ (วันเดียวกัน) นายบอสก็ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ด้วย

ให้สอบปากคำพยานผู้ชำนาญการพิเศษ ตามที่ได้ร้องไปที่ กรธ.ฯ โดยอ้างว่าไม่ได้ขับรถเร็วตามที่ถูกกล่าวหา

พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบฯ ก็สั่งสอบสวนเพิ่มเติมตามที่ผู้ต้องหาร้องขออีก

-๓๐ มี.ค.๖๐ อัยการนัดให้นายบอสมาพบ

แต่ ๒๓ มี.ค.๖๐ นายบอสขอเลื่อนอีก อ้างติดภารกิจที่อังกฤษ

อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ อนุญาตให้เลื่อนไปวันที่ ๒๗ เม.ย.๖๐

-๒๗ เม.ย.๖๐ นายบอสแจ้งมีเหตุเร่งด่วนต้องไปจัดการธุรกิจที่ประเทศต่างๆ

–อัยการขอศาลออกหมายจับ

-ส.ค.๖๐ ตำรวจส่งเอกสารภาษาอังกฤษถึงอินเตอร์โปล

-๓ ก.ย.๖๐ ข้อหาขับรถชนแล้วหนี ซึ่งมีโทษคุกไม่เกิน ๖ เดือน อายุความ ๕ ปี ก็ขาดอายุความไปอีก

-๑๑ ก.ย.๖๐ อินเตอร์โปล ประกาศจับนายวรยุทธบนหน้าเว็บไซต์

จะเห็นว่า นายบอสโดยทนาย ใช้ช่องทางพิเศษถึง ๒ ช่องทาง ในการประวิงเวลา

คือร้องขอความเป็นธรรม กับ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” และร้องกับ “อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้”

ทั้ง ๒ แห่งนั้น ช่วย “ยืดเวลา” สู่ศาลได้ตามช่องทางกฎหมาย อีกเกือบปี!

“รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด” เคยแถลงถึงเหตุนี้ว่า…… เพราะนายวรยุทธร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการหลายครั้ง อีกทั้งยังมีการร้องต่อคณะกรรมาธิการฯ สนช.ควบคู่ไปด้วย ถ้าอัยการไม่สอบเพิ่มเติมให้ อาจถูกกล่าวหาว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่”

“นายอรรถพล ใหญ่สว่าง” อดีตอัยการสูงสุด อธิบายเรื่องการร้องขอความเป็นธรรมไว้ว่า

“เราต้องยอมรับความจริงว่า ระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุดเราไปเปิดอย่างนั้นจริงๆ ว่าถ้ามีเหตุที่จะร้องขอความเป็นธรรมได้ทุกระดับชั้น

เท่าที่ทราบ ในเรื่องนี้ เดิมนายวรยุทธร้องขอความเป็นธรรมมา และได้ข้อยุติแล้ว

แต่ต่อมา กลับร้องไปที่กรรมาธิการของสภา แล้วก็เลื่อนคดีมา”

แค่คดีขับรถชนคนตายแล้วหนี……..

แต่เป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้น กมธ.กฎหมายกระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สนช.ถือเป็นเรื่องระดับชาติ ใช้เวลาร่วมครึ่งปีตรวจสอบ

อยากรู้จัง ใครนะประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้?

อ้อ…นี่เอง

-พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ประธาน

-พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ รองประธาน

นอกจากนั้น ยังมีบิ๊กตำรวจอีกร่วม ๒๐ นาย เช่น “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” เป็นต้น

คดีนี้เกิด ๓ กันยา ๕๕ ภายใต้ ผบ.ตร. ๔ คน คือ

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์, พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว, พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ และพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

ใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ยกเว้นคดี “บอส-กระทิงแดง”!

มาทำได้เอายุค “พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา” เป็น ผบ.ตร.นี่แหละที่ “ตำรวจไทยทำได้”

ถึงจับตัวไม่ได้….

แค่ให้ “อินเตอร์โปล” ประกาศจับ “บอส-กระทิงแดง” ได้ ก็ไว้ลายตำรวจไทยเหลือล้นแล้ว.

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปีแรก สร้างไทยเป็นชาติพระศรีอารย์

สภา


ผมเพิ่งได้รับหนังสือ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560–2564” จาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ แผนพัฒนาฉบับนี้จัดทำบนพื้นฐานของ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” (พ.ศ.2560–2579) ของ รัฐบาล คสช. เพื่อปรับโครงสร้างประเทศไทยไปสู่ “ประเทศไทย 4.0” หรือ “ประเทศไทยใหม่ New Thailand” ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

สภาพัฒน์ ระบุว่า แผนพัฒนาฉบับที่ 12 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเชื่อมต่อกับ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นการแปลงยุทธศาสตร์ระยะยาวมาสู่การปฏิบัติ แต่ละยุทธศาสตร์จะมีการกำหนดประเด็นการพัฒนา เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในช่วง 5 ปีแรก

สภาพัฒน์ เขียนไว้ในแผนว่า ประเทศไทยมีข้อจำกัดของ ปัจจัยพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์เกือบทุกด้าน และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาที่ชัดเจนขึ้น อาทิ คุณภาพคนไทยยังต่ำ แรงงานส่วนใหญ่มีปัญหาทั้งในเรื่ององค์ความรู้ ทักษะ และทัศนคติ สังคมขาดคุณภาพ และมีความเหลื่อมล้ำสูง เป็นอุปสรรคต่อการยกระดับศักยภาพการพัฒนา โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้ขาดแคลนแรงงาน และเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ภายในสิ้นแผนพัฒนาฉบับที่ 12 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ร่อยหรอเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว เป็นต้นทุนในเชิงเศรษฐกิจและส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิตประชาชน

ในขณะที่ การบริหารจัดการภาครัฐยังด้อยประสิทธิภาพ ขาดความโปร่งใส และมีปัญหาคอร์รัปชันในวงกว้าง ส่งผลให้การผลักดันขับเคลื่อนการพัฒนาไม่เกิดผลสัมฤทธิ์เต็มที่ บางภาคส่วนของสังคมจึงยังถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง

นี่คือ สภาพประเทศไทยในปัจจุบันนี้ จากการสรุปของสภาพัฒน์ ทีนี้ไปดู แผนพัฒนาฉบับที่ 12 ใน 5 ปีข้างหน้า จะทำอะไรกันบ้าง สภาพัฒน์ ได้กำหนดเป็นหลักการ “6 ยึด” ไว้ดังนี้

1.ยึด “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ต่อเนื่องตั้งแต่แผนพัฒนาฯฉบับที่ 9

2.ยึด “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” พัฒนาคนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ มีวินัย ใฝ่รู้ มีความรู้ มีทักษะ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทัศนคติที่ดี รับผิดชอบต่อสังคม มีจริยธรรมคุณธรรม

3.ยึด “วิสัยทัศน์ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” มาเป็นกรอบของ วิสัยทัศน์ประเทศไทย คือ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มี คติพจน์ประจำชาติ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

4.ยึด “เป้าหมายอนาคตประเทศไทยปี 2579” ที่เป็นเป้าหมายในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มาเป็นกรอบในการกำหนดเป้าหมายที่จะบรรลุใน 5 ปีแรก โดยเป้าหมายและตัวชี้วัดในด้านต่างๆ มีความสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายที่ยั่งยืน (SDGs) ดังนี้

“เศรษฐกิจและสังคมไทยมีการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน บนฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน สังคมไทยเป็นสังคมที่เป็นธรรม มีความเหลื่อมล้ำน้อย คนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นพลเมืองที่ มีวินัย ตื่นรู้ และเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตลอดชีวิต มีความรู้ มีทักษะ และทัศนคติที่เป็นค่านิยมที่ดี มีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์ มีความเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณ มีจิตสาธารณะและทำประโยชน์ต่อส่วนรวม มีความเป็นพลเมืองไทย พลเมืองอาเซียน พลเมืองโลก…” มีอีกยาวครับ อ่านเพียงแค่นี้ก็เพ้อแล้ว

5.ยึด “หลักการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดความเหลื่อมล้ำ…” 6.ยึด “หลักการนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างจริงจังใน 5 ปี…”

นี่คือ “5 ปีแรก” ของ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ถ้าทำได้จริงอย่างที่เขียน ประเทศไทย จะเป็น ประเทศพระศรีอารย์ คือ บ้านเมืองมีความสงบสุข ประชาชนมีแต่ความสุข ทุกคนพอใจในความเป็นอยู่ ทุกคนเป็นคนดีเหมือนกันหมด…อีก 5 ปี ไม่นานเกินรอ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

ไทยรัฐ 18 ก.ย. 2560

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

‘การเมืองเรื่องโม้ไปตามโพล’…เปลว สีเงิน


“นาวาโทนายแพทย์เดชา สุขารมณ์” โทร.มาถาม

“๒๑ กันยา ว่างมั้ย……….

ถ้าว่าง ให้ไปร่วมถวายเพลพระด้วยกันที่ ‘โรงพยาบาลสงฆ์?’ “

จำได้ว่า ๒๑ กันยา เป็นวัน “ครบรอบวันเกิด” พี่หมอ แต่เป็นปีที่เท่าไหร่

เบื่อจะนับ!

เอาที่จำได้ เท่าที่สัมผัสกับพี่หมอมา ก็กว่า ๕๐ ปีแล้ว

ครั้งกระนั้น กะโผลกกะเผลกไปหาที่คลินิกถนนข้าวสารประจำ ซึ่งย่านนั้น เป็นมรดกตกทอดตระกูลพี่หมอเกือบครึ่งถนน

๕๐-๖๐ ปีก่อน หุ่นพี่หมอเป๊ะเวอร์อย่างไร ตอนนี้ก็อย่างนั้น เพียงแต่อั๋นขึ้นนิดหน่อย

นึกย้อนอดีต จากถนนข้าวสาร มาโรงพยาบาลเดชา จนไปเล่นการเมือง เป็น ส.ส.เป็นรัฐมนตรี

คำนวณแล้ว พี่หมอเดชาปีนี้ ไม่หนี ๘๐-๘๕ ขวบ!

คนทั่วไป จะรู้จักหมอเดชา ว่าเป็นหมอ เป็นนักการเมือง แต่ยังมีอีกด้านหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่รู้

ว่า “นาวาโทนายแพทย์เดชา” คือ………

เครื่องบันทึกเบื้องหลังประวัติศาสตร์รอยต่อ ระหว่าง “จอมพลถนอม กิตติขจร” กับ “เหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖”

จนถึงวันนี้………..

“เทปบันทึก” เครื่องนี้ ที่ยังไม่เคยเปิด!

เพราะตอนนั้น พี่หมอเป็นแพทย์ส่วนตัวของจอมพลถนอม จะเรียกว่า “เงา” ก็ไม่ผิด

แทบทุกเรื่องที่เกิดกับจอมพลถนอม ก่อนไปสู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลา เท่าที่รู้-ที่ปรากฏต่อสาธารณะ

เป็นภาพจาก “ฉากหน้า” ของเรื่องราวเป็นส่วนใหญ่

ส่วน “เรื่องจริง-ของจริง” อันเป็นฉากหลัง……….

ในฐานะแพทย์ประจำตัว ทำให้หมอเดชาได้รับรู้-รับเห็นโดยตรงอยู่มากเรื่อง!

ผมพบพี่หมอเดชาทีไร นอกจากท่านจะเลี้ยงข้าว-เลี้ยงปลาแล้ว ยังต้องถามทำนอง “เคาะ” บางเรื่อง-บางประเด็นที่ “โลกยังไม่รู้” ให้ออกมาเสมอ

ซึ่งพี่หมอก็ยินดีเล่าให้ฟังแทบทุกเรื่อง!

นึกๆ ก็เสียดายความเป็น “หอจดหมายเหตุ” มีชีวิตในตัวพี่หมอ เพราะนอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่ควรรู้

ถ้าไม่มีใครไปขอจดบันทึกไว้ …..

ฉากเปลี่ยนประชาธิปไตยไทย “บางช่วง-บางตอน” รวมถึงความเป็นมาของบางที่-บางแห่ง อันเรียกว่าเบื้องหลัง

ก็คงเป็น “บรรทัดว่าง” ในหน้าประวัติศาสตร์ รุ่นต่อไป ถ้าอยากรู้ ก็คงต้องวิจัยเอาจากฝุ่นเท่านั้น!

คุยการบ้าน-การเมืองบ้างดีกว่า เพราะช่วงนี้ ปลุกกระแส “เลือกตั้ง-รัฐบาลแห่งชาติ” กันรายวัน

คุยตามความรู้สึกและความต้องการ จะเอาแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าต้องการคุยบนฐานที่เป็นไปได้

ต้อง “ยึดแกน” ในเรื่องที่จะคุย

อย่างเรื่องเลือกตั้ง ใครก็อยาก แต่จะเป็นตามอยากหรือไม่ แกนของมันที่ต้องยึด อยู่ที่ต้นเดือนธันวาคมนี้

คือ “เส้นตาย” ตามรัฐธรรมนูญ ที่กฎหมายลูก ๔ ฉบับ เกี่ยวกับเลือกตั้งต้องเสร็จ

เสร็จแล้ว ต้องผ่าน สนช.และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้

ถ้าราบรื่นไปตามนี้ ที่โพลเป็นยาขับเลือดเร่ง ว่าประชาชนอยากให้เลือกตั้งภายในกันยา ๖๑ หรือภายในปีหน้า นั้น

ก็เป็นตามนั้น ตามโรดแมป

แต่จะเป็นตามนั้นหรือไม่ แน่ๆ ต้องอดใจรอดูต้นธันวา เห็น กรธ.ของอาจารย์มีชัย ส่งสัญญาณแล้วว่า

กฎหมายลูก ๔ ฉบับ เสร็จพร้อมส่ง สนช.ทันตามกำหนด!

เมื่อวาน (๑๗ ก.ย.) สวนดุสิตโพล ของ ม.สวนดุสิต ซูเปอร์โพล ของนพดล กรรณิกา ออกผลสำรวจด้านเลือกตั้งไปทางเดียวกัน

คือ เปอร์เซ็นต์ต้องการให้เลือกตั้งปีหน้า สูงมาก!

ที่มาแปลก-มาแหลมเป็นพิเศษ เห็นจะเป็นซูเปอร์โพล ของ ดร.นพดล “เจ้าเก่า”

บอก…ผลโพลชี้ไปทางว่า

“พรรคประชาธิปัตย์ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคกำลังขึ้นอยู่ในอันดับแรกของความตั้งใจประชาชน”

เหตุผล คือ……..

“พรรคเพื่อไทย ยังไม่ชัดเจนว่า ใครเป็นหัวหน้าพรรค”!?

และทำให้…….

“พรรคเล็ก-พรรคน้อย-พรรคเกิดใหม่-พรรคขนาดกลาง รวมๆ กันขึ้นมา อยู่ในอันดับที่ ๒ ในความตั้งใจจะเลือกของประชาชน”

ส่วนเลือกตั้งแล้ว ………….

พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง และพรรคที่ครองใจคนจนได้เป็นอันดับหนึ่ง

ประชาชนยังไม่รู้ ว่าจะเดินไปทางไหน อะไรจะเกิดขึ้น หลังการเลือกตั้ง?

ผมว่า คนที่ตอบแบบสอบถามซูเปอร์โพลนี้ ต้องเป็นซูเปอร์คอหวานระดับ ดร.นพดลแน่ๆ!

เพราะเท่าที่ดู เป็นการตอบแบบลูกกลิ้งการเมือง มากกว่าตอบแบบชาวบ้านทั่วๆ ไป

ที่ว่าจะเลือกประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค เป็นอันดับแรก

ไม่เลือกพรรคเพื่อไทย เพราะยังไม่ชัดเจน ใครเป็นหัวหน้าพรรค นั้น

เป็นคำตอบตรรกะแสดงถึงชาวบ้านวันนี้ “บรรลุการเมือง” แล้วจริงๆ

เลือก “ประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เพราะมีความชัดเจน ในพรรค ที่มีหัวหน้าพรรค

ตรงนี้ ถูกในเชิงตอบตามเหตุและผล

แต่ถูกในเชิงปฏิบัติตอนเลือกตั้งหรือไม่…ไม่รู้!

และที่ไม่เลือกเพื่อไทย เพราะไม่ชัดเจน ว่าใครเป็นหัวหน้าพรรค

นี่ก็เหมือนกัน ถูกตามตรรกะ………

แต่ในทางเป็นจริง จะเป็นทางที่ “สวนทาง” เพราะถึงอย่างไร เพื่อไทยก็ต้องมีหัวหน้าพรรคตอนเลือกตั้งแน่

นั่นหมายถึงว่า การจะเลือกเพื่อไทยหรือไม่เลือก ไม่ได้ขึ้นกับใครเป็นหัวหน้าพรรคโดยตรง

แต่ขึ้นอยู่กับว่า Who is Who?

และ Who ผู้นั้น………..

“พร้อมจ่าย” และแน่วแน่สืบสานปณิธานแดงแดกทั้งแผ่นดิน ด้วยนโยบาย “โกงไม่เป็นไร ได้เอามาแบ่งกัน” หรือไม่?

ยิ่งถ้า Who ที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้า มาจากนอกวงสายสิญจน์ “ชินวัตรตราสัง” ด้วยแล้ว

ไม่ต้องรอชาวบ้านเลือก-ไม่เลือกหรอก

อดีต ส.ส.ในสังกัด ที่รอค่าตัว เป็นเห็บกระโดดไปหาพรรคใหม่หมดแล้ว!

และผลโพลที่ว่า พรรคเล็ก-พรรคน้อย-พรรคเกิดใหม่-พรรคขนาดกลาง รวมๆ กันมาเป็นดับสอง รองจากประชาธิปัตย์ ที่คนจะเลือก

ถ้าชาวบ้านเป็นผู้ตอบจริงๆ ละก็………

ผู้น้อยขอคารวะ

แสดงว่าประชาชนคนไทยหลัง ๒๒ พฤษภา ๕๗ เกิดดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นอรหันต์การเมืองกันแล้ว!

แต่เมื่อนำคำตอบโพลเข้าสมการ โฉมหน้ารัฐบาลเลือกตั้งปี ๖๑ หรือต้น ๖๒ และคนเป็นนายกฯ

จะออกมาตามลักษณะคำตอบโพลข้อสุดท้ายที่ว่า………….

“เลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง และพรรคที่ครองใจคน จนได้เป็นอันดับหนึ่ง

ประชาชนยังไม่รู้ ว่าจะเดินไปทางไหน อะไรจะเกิดขึ้น หลังการเลือกตั้ง”

นั่นแหละ…ยิ่งกว่าหมอดูอีทีทำนายซะอีก!

ผลโพลนี้ “โคตรคลาสสิก”………

บอกพรรคครองใจประชาชน ชนะเลือกตั้ง เป็นอันดับหนึ่ง แต่ประชาชนไม่รู้ จะเดินไปทางไหน อะไรจะเกิดขึ้น?

ถ้าจะให้ผมถอดรหัส ก็จะถอดว่า……….

“ชนะเป็นอันดับหนึ่ง แต่ไม่รู้จะเดินไปทางไหน” หมายถึงประชาชนเกิด “เมืองลับแล” ขึ้นในหัวใจ ประมาณนั้น

“เมืองลับแล” นั้นคือ เลือกตั้งแล้ว รู้พรรคชนะ

แต่ไม่รู้…………

ที่ชนะนั้น “ใครล่ะ..จะเป็นนายกฯ?”

เนี่ย อนาคตหลังเลือกตั้ง (ถ้ามี) ที่ไม่รู้จะเดินไปทางไหน และอะไรจะเกิดขึ้น

ก็จาก………

นายกฯ “ชื่ออภิสิทธื์” หรือ “ชื่อประยุทธ์” นั่นแหละ.

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment

ขอเป็นแนวร่วม ‘ไพร่เต้น’ รื้อคดี…เปลว สีเงิน


ให้ตายเถอะ จอร์จ!

ในชีวิต ไม่เคยเห็นด้วยกับความคิดใดๆ ของไพร่เต้น “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” มาก่อนเลย

ครั้งนี้ “ครั้งแรก”……..

ไพร่เต้นพูดปุ๊บ ผมเห็นด้วยปั๊บ ปีติแผ่ซ่าน-ซาบซ่าทั่วสารพางค์กาย จนโลมชาติลุกชูชัน

สืบเนื่องจากเมื่อ ๓๑ ส.ค.๖๐

“ศาลฎีกา” มีคำพิพากษาคดีสลายชุมนุม นปช.ปี ๕๓ ที่ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” เป็นจำเลย

อัยการเป็นโจทก์ฟ้องข้อหา “ร่วมกันก่อให้เกิดการฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น”

ศาลฎีกา ยกฟ้อง……..

และถือ “คดีเป็นที่สุด” แล้ว!

“ฟ้องผิดศาล” เนื่องจากอภิสิทธิ์-สุเทพ เป็นข้าราชการการเมือง ถ้าจะดำเนินคดี

โน่น…ต้องไปฟ้องที่ “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”

โดยเป็นอำนาจหน้าที่ ป.ป.ช.สอบสวนทำสำนวนคดีส่งอัยการพิจารณาฟ้อง

ไม่ใช่ DSI หรือตำรวจทำสำนวนคดีส่งอัยการฟ้อง “ศาลอาญา” อย่างที่ “นายธาริต เพ็งดิษฐ์” สมัยเป็นอธิบดี DSI ทำ

ก็รู้ทั้งรู้ ว่าอะไร-เป็นอะไร………

เพราะตอนเกิดเหตุ ตัวธาริตเองร่วมอยู่ในศูนย์ “อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” กับอภิสิทธิ์-สุเทพ

การเมืองเปลี่ยนขั้ว ตัวเองก็เปลี่ยนข้าง ยอมทำตามที่พวก “อ่านกฎหมายรู้-ดูกฎหมายเป็น” ระบอบทักษิณกระตุกเชือก

เขาให้ไปเอาคดีมารื้อทำใหม่………..

ประมาณว่า “ชายชุดดำ” ไม่มีในสำนวน ก็ยอม

และการชุมนุม ปี ๕๓ ที่มีทั้ง สไนเปอร์ วินาศกรรมการ “เผาบ้าน-เผาเมือง” จลาจล-บุกวัด-ยึดสถานที่ราชการ กระทั่งโรงพยาบาล

ว่านั่น “ไม่เข้าข่ายก่อการร้าย” ก็ทำสำนวนสนองเขา จนกลายเป็น นปช.พับเพียบชุมนุม

แล้วผลฟ้อง “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ซึ่งทำตามอำนาจหน้าที่ ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นไง?

ทั้ง ๓ ศาล มีคำพิพากษาตรงกัน คือยกฟ้อง

และไม่รับสำนวนคดีไว้พิจารณา!

คดีแบบนี้ ต้องไปยื่นฟ้องต่อ “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”

ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗

ไม่ใช่อย่างที่อัยการนำคดีมาฟ้องศาลอาญา ด้วยข้อหาความผิดฐาน “ร่วมกันก่อให้เกิดการฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น”

อย่างที่บรรยายฟ้อง ประมาณว่า…….

กรณีระหว่างวันที่ ๗ เม.ย.-๑๙ พ.ค.๕๓ อภิสิทธิ์-สุเทพ ร่วมกันมีคำสั่ง ศอฉ.ให้มีการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วม นปช.

โดยใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนจริง เพื่อขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

ทั้งที่ไม่ปรากฏว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมกระทำการใดๆ อันเป็นการก่อการร้าย หรือชุมนุมโดยใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด

คำสั่งของ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” กับพวก จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย

ทั้งที่ในสำนวนฟ้อง อัยการก็ระบุเองว่า……..

“นายอภิสิทธิ์ อดีตนายกฯ นายสุเทพ อดีตรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ผอ.ศอฉ. เป็นจำเลย”

ซึ่งเท่ากับรู้เต็มอก………

ทั้ง ๒ ทำตามหน้าที่ และสั่งการภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ยังฟ้องในข้อหาฆ่าผู้อื่น ในการขอคืนพื้นที่!

ก็เท้าความให้ฟัง จะได้ต่อติดเรื่องที่ “ไพร่เต้น” ตั้งโต๊ะแถลงวานซืน (๑๔ ก.ย.๖๐)

เรียกร้องให้รื้อฟื้นคดี “สลายชุมนุม นปช.” เมื่อปี ๕๓ ขึ้นมาใหม่ นั่นแหละ!

เห็นบอก สัปดาห์หน้า จะไปยื่นคำร้องอัยการสูงสุด ให้ส่งเรื่องไป ป.ป.ช.พิจารณา

ว่า “อภิสิทธิ์-สุเทพ” กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ หรือไม่ อย่างไร?

แล้วยังบอก จะไปที่ ป.ป.ช.เรียกร้องให้นำคดีมาทำใหม่ โดยอ้างความผูกพันตามคำพิพากษา

เนี่ย…มันถูกใจผมจริงๆ!

ดีนะที่เป็นคน ถ้าเป็นหมา ผมจะยุให้กระโจนงับไข่อภิสิทธิ์-สุเทพ ขย้ำแล้วฟัดให้ขาดทั้งพวงไปเลย

ที่ยุให้รื้อ นอกจากที่ไพร่เต้น “ค้างใจ” แล้ว ผมก็มีประเด็น “ค้างใจ” อยากรู้เหมือนกัน

เช่น……

-”ชายชุดดำ” ไม่มีอย่างที่ นปช.อ้างจริงหรือ?

เพราะปรากฏในคำพิพากษาศาลอาญา “คดีชายชุดดำ” เมื่อต้นปี แต่ในคดีมีอาวุธ เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด ไม่ใช่คดีฆ่า

ศาลจำคุก “นายกิตติศักดิ์” และ “นายปรีชา” คนละ ๘ ปี

และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง ที่ชุมชน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต อีกคนละ ๒ ปี รวมจำคุกคนละ๑๐ ปี

ก็เป็นที่ทราบกัน…….

นายกิตติศักดิ์และนายปรีชา อยู่ในเหตุการณ์ชายชุดดำ “สลายทหาร” ที่สี่แยกคอกวัว เมื่อ ๑๐ เม.ย.๕๓

-”กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” ๑ ใน แก้ว ๓ ประการ ของ นปช.มีจริงหรือไม่?

-”กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” กับ นปช.ในเหตุการณ์ “ฆ่าทหาร” พลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม ที่สี่แยกคอกวัว เป็นขบวนการเดียวกันหรือไม่?

เพราะขณะสลายทหาร บนเวที นปช.ที่สะพานผ่านฟ้าฯ มีเสียงตะโกน………

“พี่น้องครับ มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายมาช่วยพวกเราแล้ว….”

สอดรับกับที่ “อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง” ปราศรัยหน้ากองบัญชาการทหารบก เมื่อมกรา ๕๓

“วันนี้ การต่อสู้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้าไม่ชนะ เป้าหมายคือคุก หรือไม่ก็ตายเท่านั้น

พี่น้อง ผมขอบอกข่าวดี ว่า……

เดิมทีนั้น คนเสื้อแดงมีเพียงพรรคการเมืองและมวลชนเท่านั้น แต่วันนี้ แก้วอีกประการหนึ่งที่เรารอ นั่นคือ ‘กองกำลังไม่ทราบฝ่าย’

เขาพร้อมสนับสนุน และปกป้องคนเสื้อแดง

และพร้อมที่จะเป็นปรปักษ์กับกองทัพ ถ้ากองทัพทำร้ายประชาชน”

-การชุมนุม นปช.ไม่เข้าข่ายก่อการร้ายตาม นปช.อ้างจริงหรือไม่?

เพราะในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์………..

คดีแพ่ง เมื่อ ๒๓ ธ.ค.๕๖ กรณีห้างสรรพสินค้าเซ็นเตอร์วัน ฟ้องบริษัท แอกซ่า ประกันภัย จำกัด ให้จ่ายค่าเสียหาย

กรณีถูกวางเพลิงเผาทรัพย์และขโมยทรัพย์สินระหว่างการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง “๑๙ พ.ค.๕๓”

ในคำพิพากษา สรุปจากการพิจารณาพยานและหลักฐาน พบว่า เนื่องจาก

หลังเกิดเพลิงไหม้แล้ว มีรถดับเพลิงเข้าไปดับ แต่ถูกขัดขวางจากผู้ชุมนุม

พบลูกธนูที่พันด้วยผ้าตกอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคารศูนย์การค้า

พบร่องรอยกระสุนปืนเป็นรูอยู่หลายรูบริเวณเสาด้านหน้าอาคาร

ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ จึงไม่เชื่อว่า………

การวางเพลิงเกิดจากกลุ่มวัยรุ่นคึกคะนอง จักรยานยนต์รับจ้างและคนขับรถซาเล้งซื้อของเก่า ที่มีเจตนาลักทรัพย์

และพิจารณาโดยสรุปจากพยานหลักฐานเกี่ยวกับการวางเพลิงแล้ว พบว่า

การวางเพลิงเกิดจากการกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.บางส่วนที่ต้องการใช้ความรุนแรง และ/หรือข่มขู่ เพื่อผลทางการเมือง

เพื่อต้องการส่งผลให้รัฐบาลและประชาชนหวาดกลัวการกระทำของกลุ่ม นปช.ที่วางเพลิงนั้น เข้านิยาม “การกระทำการก่อการร้าย”

และผมยังอยากรู้ต่อไปด้วยว่า……….

ใครกันนะ ที่ปลุกระดมคนเสื้อแดง ที่เขาสอยดาว จันทบุรี เมื่อ ๒๗ มกรา ๕๓

“ถ้าพวกคุณยึดอำนาจ พวกผมเผาทั่วประเทศ เผาไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง แล้วใครจะจับใครจะอะไรมาเอากับผม ถ้าคุณยึดอำนาจ เผา”

และใครกันนะ ขึ้นเวทีปลุกระดมคนเสื้อแดง เมื่อ ๒๙ มกรา ๕๓

“พี่น้องนัดกันคราวหน้า ถ้ารู้ว่าเขาจะปราบปราม ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก

มาด้วยกัน ขวดแก้วคนละใบ มาเติมน้ำมันเอาข้างหน้า บรรจุให้ได้ ๗๕ ซีซี ถึง ๑ ลิตร

ถ้าเรามาหนึ่งล้านคนในกรุงเทพมหานคร มีน้ำมันหนึ่งล้านลิตร รับรองว่า กทม.เป็นทะเลเพลิงอย่างแน่นอน”

และใครกันน้าาาาา อยากรู้จริงๆ……..

ถ้ารื้อฟื้นคดีใหม่ได้ ไพร่เต้นช่วยรื้อนำมาเข้าสำนวนด้วยเถอะ ที่มันขึ้นเวทีตะโกนกับพวกแดงชุมนุม เมื่อ ๑๐ เม.ย.๕๔ ด้วยถ้อยคำว่า

“…………ยกเว้น ๒ หน่วยอย่าเอามาฆ่าผม คือ ๑.ทหารรักษาพระองค์ ๒.ทหารเสือพระราชินี เพราะพวกเรามีความเจ็บปวด ว่าเป็น ‘กระสุน….’ ใช่มั้ย?”

เอาแค่นี้ก่อน……….

นึกหัวข้อได้อีกเมื่อไหร่ จะโน้ตให้ “ไพร่เต้น” นำไปร้องให้รื้ออีก.

Posted in บทความรับเชิญ | Leave a comment